ชุดที่ ๓

ฉากอย่างเดิม แต่เครื่องแต่งขยับเขยื้อนไปบ้าง คือโต๊ะเล็กตั้งริมหน้าต่างข้างขวา ใช้เป็นโต๊ะเขียนหนังสือ โต๊ะกลางลากค่อนไปข้างขวา มีแผนที่วางบนนั้น กับมีเตียงผ้าใบอันหนึ่งตั้งริมฝาข้างขวา

(เมื่อเปิดม่าน ผู้บังคับการทหารศัตรูนอนอยู่บนเตียงผ้าใบ เครื่องสนามของเขานั้นได้ถอดแขวนไว้ที่หลังเก้าอี้ตัวหนึ่ง เกือกขี่ม้าถอดวางอยู่หน้าเตียง มีทหารยามถือปืนยืนอยู่ที่ประตูหลังที่เฉลียง เปิดม่านแล้วครู่หนึ่งปลัดกรมทหารศัตรูจึงเดินเข้ามาจากทางประตูซ้าย)

ปลัดกรม : ท่านจะโปรดไต่สวนพวกไทยหรือยัง
ผู้บังคับการ : เอาสิ พาตัวเข้ามา
ปลัดกรม : ใครก่อน
ผู้บังคับการ : เอาตาแก่กับอ้ายบ่าวเข้ามาก่อน (ปลัดกรมออกไป แล้วพาพระภิรมย์กับอ้ายสีเข้ามาทางซ้ายมีทหารคุมเข้ามา ๒ คน ผู้บังคับการลุกขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ริมโต๊ะเขียนหนังสือ ปลัดกรมนั่งที่ริมโต๊ะวางแผนที่ จดคำให้การไปพลาง)
ผู้บังคับการ : (ถามอ้ายสี) นี่แน่ะ เอ็งเข้าใจหรือเปล่าว่าเอ็งทำผิด
อ้ายสี : ฉันเข้าใจตรงกันข้าม ฉันเข้าใจว่าฉันทำถูก
ผู้บังคับการ : เอ็งจะทำถูกอย่างไร เอ็งทำร้ายทหารของข้าไม่ใช่หรือ
อ้ายสี : ฉันไปทำอะไรที่ไหน ยังไม่ได้ทำอะไรเลย
ผู้บังคับการ : ก็เองถือลูกปืนอยู่หรือเปล่า
อ้ายสี : ถือ
ผู้บังคับการ : ก็นั่นอย่างไรเล่า ยังจะไม่มีความผิดอีกหรือ
อ้ายสี : อุว๊ะ ก็ลูกปืนเปล่าๆ ไม่มีตัวปืนด้วย จะยิงแย็งอะไรใครได้ หรือแกจะหาว่าฉันเอาลูกปืนขว้างพวกแกตาย
ผู้บังคับการ : เอ็งไม่ต้องเล่นสำนวน เอ็งถือลูกปืนไว้ทำไม
อ้ายสี : ฉันอยากถือฉันก็จะถือ แกไม่ใช่นายฉัน
ผู้บังคับการ : เอ็งถือลูกปืนไว้ให้นายเอ็ง จริงไหม
อ้ายสี : จริงน่ะสิแก
ผู้บังคับการ : แล้วเอ็งยังจะยืนยันอยู่อีกหรือว่าไม่มีความผิด
อ้ายสี : ฉันไม่เห็นเป็นความผิดอะไร ฉันจะเก็บเอาปลอกลูกปืนไปเลี่ยมตะพดเล่นบ้างไม่ได้เจียวฤๅ
ผู้บังคับการ : เลี่ยมตะพดอะไรยังมีลูกตะกั่วอยู่ด้วย
อ้ายสี : ตะกั่วน่ะฤๅ ฉันเก็บไว้ให้พวกของแก เพราะเห็นใช้ออกยุ่งไปกลัวจะหมดเสีย ฉันจึงหาไว้ให้
ผู้บังคับการ : อ้ายนี่พูดกวนโมโหจริงๆ ฟังไม่ได้เลย
อ้ายสี : ฉันก็ฟังแกพูดไม่ใคร่ได้เลยหมั่นไส้เหลือเกิน
ผู้บังคับการ : เฮ้ยนี่แน่ะ ข้าจะพูดให้ฟัง ในเวลานี้ชาติต่อชาติเขารบกันพวกทหารของข้าไม่ได้อยากที่จะทำร้ายราษฎรเมืองไทยเลย แต่ถ้าพลเมืองคนไหนทำผิด ขืนทำร้ายต่อทหารของข้า ข้าก็ต้องเอาโทษ เข้าใจไหม
อ้ายสี : แล้วก็อย่างไรเล่า
ผู้บังคับการ : ก็ตัวเอ็งทำผิด ฐานเป็นผู้ช่วยพระภิรมย์ทำร้ายพวกของข้าเพราะฉะนั้นโทษเอ็งผิด ข้าจะเอาไปยิงเสียก็ได้
อ้ายสี : ก็แน่ละสิ หรือถึงฉันไม่มีผิดแกจะเอาไปยิงเสียก็ได้อีกเหมือนกัน เพราะแกมีกำลังจะทำอะไรๆ ก็ได้
ผู้บังคับการ : นี่แน่ะ เอ็งอยากรอดตายไหม
อ้ายสี : ก็แน่สิ เป็นธรรมดา
ผู้บังคับการ : ดีละ ถ้าเช่นนั้นบอกข้าทีหรือ ว่ากำลังเสือป่าที่รักษาตะพานอยู่โน่นมีเท่าไร
อ้ายสี : อุว๊ะ เรื่องอะไรจะไปบอกแก พิลึกแฮะอ้ายหมอนี่
ผู้บังคับการ : (โกรธ) อ้ายนี่ไม่กลัวตายหรือ
อ้ายสี : ก็ไม่กลัวน่ะสิวะ กลัวกูมิมุดหัวหนีไปเสียแล้วฤๅ แกไม่ต้องดูถูกคนไทยน่ะ
ผู้บังคับการ : อ้ายนี่พูดอวดดีจริง
อ้ายสี : ก็ใครอวดดีก่อนละพ่อเอ๋ย แกน่ะสิอ้ายตัวอสุรยักษ์ จะมากินตับคนไทยฤๅกูไม่กลัวเลย ทำอะไรก็ทำสิ ยิงเสียเดี๋ยวนี้ก็เอาสิกูไม่ต้องกลัวมึงเลยให้ตายโหงสิ
ผู้บังคับการ : พูดกับอ้ายนี่เปลืองปาก เอาตัวมันไป อีกประเดี๋ยวยิงเสียพร้อมกับนายมัน
อ้ายสี : เอาสิ เอาสิ ยิงเดี๋ยวนี้ก็เอาสิวะ อ้ายอสุรยักษ์ (ทหารลากตัวอ้ายสีออกไป)
ผู้บังคับการ : (ถามพระภิรมย์) นี่แน่ แกรู้ไหมว่าแกน่ะได้ทำผิดแบบธรรมเนียมการสงครามอย่างร้ายกาจ
พระภิรมย์ : ฉันไม่เข้าใจ
ผู้บังคับการ : แต่ต้องพยายามเข้าใจหน่อย ทำไมแกจึงยิงทหารของฉัน
พระภิรมย์ : เพราะเป็นข้าศึก
ผู้บังคับการ : แกไม่รู้หรือว่าแกน่ะไม่มีหน้าที่อะไรที่จะยิง
พระภิรมย์ : ฉันเข้าใจว่า ฉันมีหน้าที่ยิงพวกนายได้เท่ากันกับคนอื่นๆ
ผู้บังคับการ : เพราะเหตุไร
พระภิรมย์ : เพราะพวกของนายบุกรุกเข้ามาในเมืองไทย ฉันเป็นคนไทยคนหนึ่ง ฉันก็มีหน้าที่ต่อสู้ศัตรูของชาติไทย
ผู้บังคับการ : แกเป็นทหารฤๅ
พระภิรมย์ : เปล่า
ผู้บังคับการ : เป็นเสือป่าฤๅ
พระภิรมย์ : ไม่ได้เป็น
ผู้บังคับการ : ถ้าเช่นนั้นแกจะมีหน้าที่ต่อสู้กับพวกฉันได้อย่างไร
พระภิรมย์ : ฉันได้บอกนายแล้ว ฉันมีหน้าที่ต่อสู้เพราะเป็นคนไทย ฉันยิงพวกนายเพื่อป้องกันบ้านเมืองของฉันตามหน้าที่ผู้ชายชาวไทย
ผู้บังคับการ : เมื่อแกปรารถนาจะมีหน้าที่เป็นผู้ป้องกันชาติ ทำไมแกไม่เข้าเป็นทหาร
พระภิรมย์ : เพราะมีพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ฉันรับราชการพลเรือนอยู่แล้ว และอย่างไรๆ ก็ดี อายุฉันก็มากเกินที่จะเป็นทหารได้แล้ว
ผู้บังคับการ : ถ้าเช่นนั้นทำไมแกไม่เป็นเสือป่า
พระภิรมย์ : เพราะฉันเป็นบ้า ไม่รู้สึกประโยชน์ของเสือป่า จนเกิดสงครามขึ้นแล้วฉันจึงแลเห็นประโยชน์
ผู้บังคับการ : เมื่อแกไม่ได้เป็นทหาร และไม่ได้เป็นเสือป่าทั้งสองอย่างเช่นนั้น ต้องแปลว่าแกได้สละอำนาจอันชอบธรรมของแกที่จะรบ เพราะฉะนั้น แกไม่มีอำนาจอันชอบธรรมหรือหน้าที่จะยิงพวกฉันเลย
พระภิรมย์ : ทำไม ฉันเป็นคนไทยคนหนึ่งเหมือนกัน จะไม่มีอำนาจอันชอบธรรมที่จะต่อสู้ศัตรูแห่งชาติไทยฤๅ ฉันไม่มีอำนาจอันชอบธรรมที่จะป้องกันบ้านเมืองของฉันฤๅ
ผู้บังคับการ : คนอย่างแกไม่มีอำนาจอันชอบธรรมแม้แต่จะป้องกันชาติของแก แกเท่ากับไม่ใช่คน แกเหมือนปศุสัตว์ตัวหนึ่งเท่านั้น
พระภิรมย์ : (โกรธมาก) เอ๊ะ! นายนี่ ทำไมต้องดูถูกฉันอย่างนี้
ผู้บังคับการ : เพราะแกมีโอกาสแล้วที่จะทำตนให้เป็นผู้มีอำนาจอันชอบธรรมที่จะป้องกันชาติได้ แต่แกไม่ถือเอาโอกาสนั้น ถึงแกไม่มีโอกาสรับราชการเป็นทหาร แกก็ควรจะเข้าเป็นเสือป่าได้ นี่ทหารแกก็ไม่ได้เป็น เสือป่าแกก็ไม่ได้เป็น แกละทิ้งโอกาสหมดแล้ว ดังนี้ แกก็ควรจะเว้นจากการจับอาวุธขึ้นรบ นี่แกบังอาจจับอาวุธขึ้นรบโดยไม่มีอำนาจอันชอบธรรมเช่นนี้ ฉันไม่เห็นว่าแกจะมีทางแก้ตัว ให้พ้นความผิดไปได้อย่างไร
พระภิรมย์ : ข้อความที่นายกล่าวมานั้น ฉันยอมรับว่าเป็นความจริงอยู่มากฉันเป็นคนที่มีความคิดสั้น เพราะเห็นแก่ตัวมากเกินไป แต่เมื่อฉันเลยมาเสียแล้วจะทำอย่างไรได้ ส่วนข้อที่นายว่าฉันไม่มีหน้าที่จะต่อสู้พวกของนายนั้น ฉันยังรู้สึกอยู่ในใจว่าฉันไม่ได้ทำความผิดในข้อนี้ เพราะฉันเห็นว่าฉันเหมือนพวกเจ้าของบ้านที่ถูกโจรมาปล้น การที่ฉันจะต่อสู้โจรที่ปล้นที่บ้าน ฉันไม่รู้สึกเป็นความผิดอันใด
ผู้บังคับการ : แกจะเปรียบพวกฉันกับโจรไม่ถูก เพราะฉันมาโดยเปิดเผยตามแบบธรรมเนียมการสงคราม ส่วนแกเองนั้นแหละประพฤติเหมือนผู้ร้ายที่ลอบฆ่าคนโดยเจตนา ตามกฎสงครามแกไม่ควรได้รับความกรุณาอย่างหนึ่งอย่างใดเลย
พระภิรมย์ : ก็แล้วอย่างไรเล่า
ผู้บังคับการ : ถ้าฉันจะให้เอาตัวแกไปยิงเสียทันทีก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร
พระภิรมย์ : ก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่เอง เพราะฉันอยู่ในเงื้อมมือนายแล้วเหมือนลูกนกจะบีบเสียก็ตายเท่านั้น
ผู้บังคับการ : แกเข้าใจเช่นนั้นก็ดีแล้ว แต่นี่แน่ะฉันจะบอกอะไรให้ ฉันเป็นศัตรูก็จริง แต่ฉันก็มีใจกรุณาได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉันจะให้โอกาสแกรอดตายได้ทางหนึ่ง แต่แกต้องให้อะไรฉันเพื่อแลกกับชีวิตของแก
พระภิรมย์ : ฉันจะมีอะไรให้นายได้ ฉันไม่ใช่มหาเศรษฐีมีทรัพย์ฝังไว้ที่ไหน มีก็แต่พอกินเท่านั้น ส่วนของในบ้านนี้ก็เท่ากับเป็นของนายหมดแล้ว พวกของนายค้นเสียออกกระจัดกระจายทั่วบ้านแล้วตั้งแต่ห้องนอนถึงครัวไฟ
ผู้บังคับการ : ก็ไม่เห็นสู้เป็นประโยชน์อะไรหนักหนา ในครัวไฟของแกก็มีแต่อาหารที่พวกแกกินได้ แต่พวกฉันแม้ได้กลิ่นก็แทบรากแตก เช่นปลาเน่าเป็นต้น
พระภิรมย์ : ก็พวกฉันกินกันอย่างนั้น กะปิปลาร้าที่นายเรียกว่าปลาเน่านั้นมันเป็นอาหารสำคัญของพวกฉัน ฉันก็หาไว้อย่างนั้น ถ้าฉันรู้ล่วงหน้าว่านายจะมาหาฉันก็จะได้หาของชนิดที่นายกินได้เตรียมไว้ให้พร้อม
ผู้บังคับการ : แล้วบางทีจะโรยสารหนูไว้พร้อมในของกินนั้นด้วยกระมัง (หัวเราะ) แกนี่เป็นตาแก่ที่ออกจะช่างพูดอยู่บ้าง ฉันก็ไม่ใคร่อยากยิงแกเสียดอก เอาไว้ฟังแกคุยเล่นก็จะสนุกดี แต่นี่แน่พูดธุระกันต่อไปเถอะ ที่ฉันต้องการแลกเปลี่ยนกับชีวิตแกคือความรู้บางอย่าง
พระภิรมย์ : ความรู้นายคงมีมากกว่าฉันอยู่แล้วเป็นแน่ ฉันจะมีอะไรไปสำแดงให้แก่นายได้
ผู้บังคับการ : มีการบางอย่างที่แกอาจจะรู้ได้ดีกว่าฉัน เช่นข่าวคราวอันเกี่ยวด้วยเรื่องกองทหารหรือเสือป่าเป็นต้น
พระภิรมย์ : นายก็รู้อยู่เองแล้ว ว่าฉันไม่ได้เป็นทั้งเสือป่าทั้งทหาร จะให้ฉันรู้เรื่องทหาร เรื่องเสือป่าได้อย่างไร
ผู้บังคับการ : ถ้ารู้ได้บ้างจะดี
พระภิรมย์ : จริงสินาย แต่ถ้าฉันไม่รู้จริงๆ จะทำอย่างไร
ผู้บังคับการ : ถ้าเช่นนั้นเป็นอันจนใจอยู่เอง แต่ฉันจะเลือกถามแต่ข้อที่แกควรจะรู้ได้
พระภิรมย์ : ฉันเห็นว่าถ้าจะถามดูก็จะเสียเวลาเปล่า เพราะฉันไม่รู้อะไรเลย
ผู้บังคับการ : คงจะต้องรู้บ้าง เป็นต้นว่า ทหารที่จะยกมาช่วยกรมที่อยู่มณีบูรณ์นี้ จะมาทางไหนได้บ้าง
พระภิรมย์ : มีทางๆ ไหนเขาก็คงมาทางนั้น
ผู้บังคับการ : จริงของแก แต่แกเดาไม่ถูกบ้างเลยหรือว่าจะมาทางใด
พระภิรมย์ : ฉันไม่ใช่แม่ทัพ จะรู้ได้อย่างไร
ผู้บังคับการ : แกไม่เคยดูเขาซ้อมรบบ้างฤๅ
พระภิรมย์ : เคย
ผู้บังคับการ : ก็เมื่อซ้อมรบเขาเดินทางไหน
พระภิรมย์ : เดินตามทางเกวียน
ผู้บังคับการ : ทางเกวียนไหน
พระภิรมย์ : ทางเกวียนที่เกวียนเดิน
ผู้บังคับการ : รู้แล้ว แต่ทางไหน
พระภิรมย์ : ก็แล้วแต่นายทหารเขาจะเลือก
ผู้บังคับการ : เออก็เขาเลือกทางไหนเล่า
พระภิรมย์ : บางทีก็ทางโน้น บางทีก็ทางนี้
ผู้บังคับการ : เอ๊ะ! แกนี้พูดด้วยลำบากจริง
พระภิรมย์ : นายก็เหมือนกัน ฉันพูดกับนายก็รู้สึกลำบากมาก
ผู้บังคับการ : เอาเถอะเรื่องการทหารแกจะว่าไม่รู้ก็ตามที แต่เรื่องเสือป่าแกคงจะรู้มากกว่ากระมัง
พระภิรมย์ : เปล่า คงเหลวเท่ากันอีกนั่นแหละ
ผู้บังคับการ : นี่แปลว่าแกจะไม่ตอบอย่างนั้นฤๅ
พระภิรมย์ : นายจะแปลอย่างไรก็ตามใจนายสิ
ผู้บังคับการ : ฮือ! นี่แกเห็นจะไม่รักชีวิตกระมัง
พระภิรมย์ : พุทโธ่! ชีวิตใครจะไม่รัก
ผู้บังคับการ : ก็ถ้าเช่นนั้นทำไมแกไม่พยายามถ่ายชีวิตแก
พระภิรมย์ : นี่แน่นาย ฉันจะขอถามอะไรนายตรงๆ สักหน่อย ถ้าต่างว่าจะกลับกันเสียละ ต่างว่าพวกนายจับตัวนายไปได้ แล้วถามนายอย่างนายถามฉันบ้าง นายจะตอบไหม
(ผู้บังคับการแลดูพระภิรมย์นิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าเรียกปลัดกรม ปลัดกรมลุกไปที่ผู้บังคับการนั่ง ผู้บังคับการกระซิบสั่งอะไรอันหนึ่ง ปลัดกรมพยักหน้าแล้วออกไปทางซ้าย สักครู่หนึ่งจึงพาแม่แย้มกับแม่อุไรเข้ามาทางซ้าย)
ผู้บังคับการ : (ลุกยืนขึ้นคำนับ แล้วยกเก้าอี้ไปให้แม่แย้ม) เชิญนายผู้หญิงนั่ง (ยกอีกตัวหนึ่งไปให้แม่อุไร) เชิญหล่อนนั่ง ฉันต้องขอโทษในการที่แต่งตัวไม่เรียบร้อยต่อหน้าท่านทั้งสอง แต่รองเท้าฉันได้สวมอยู่สี่สิบแปดชั่วโมงแล้ว พึ่งจะได้ถอดเมื่อเข้ามาถึงบ้านของท่านนี้เอง ต้องขอโทษนะจ๊ะ
อุไร : (ก้มหัว) คุณแม่กับฉันไม่ถือ
ผู้บังคับการ : ขอบใจ ขอบใจมาก (นั่ง) ฉันมีความเสียใจจริงๆ ที่ต้องมาพบกันในหน้าที่เป็นอมิตรต่อกันเช่นนี้ เชื่อว่าถ้าแม้ได้พบกันในเวลาที่สงบเรียบร้อย คงจะถูกอัธยาศัยกันเป็นแน่ นายผู้หญิงเป็นภรรยาท่านพระภิรมย์ไม่ใช่ฤๅ
แย้ม : จ้ะ
ผู้บังคับการ : หล่อนเป็นบุตรสาวของท่านไม่ใช่ฤๅ
อุไร : จ้ะ
ผู้บังคับการ : ฉันมีความเสียใจมากที่จะต้องบอกแก่ท่านทั้งสอง ว่าท่านพระได้ประพฤติผิดต่อกฎสงครามเป็นข้อฉกรรจ์ คือได้จับอาวุธขึ้นต่อสู้โดยไม่มีหน้าที่ควรจะทำได้เลย เพราะท่านไม่ได้เป็นทหารหรือเสือป่า ตามแบบธรรมเนียมการสงครามผู้ที่จะนับได้ว่าเป็นพลรบต้องมีเครื่องแต่งตัวอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งสังเกตเห็นได้ถนัด นี่ท่านพระไม่มีเครื่องแต่งตัวอย่างทหารหรือเสือป่าเลย แต่งเหมือนราษฎรธรรมดาซึ่งไม่มีหน้าที่รบเลยท่านทั้งสองเข้าใจไหม
อุไร : เข้าใจแล้ว
ผู้บังคับการ : ฉันไม่ใคร่จะอยากพูดต่อไปเลย แต่เห็นว่าถึงอย่างไรๆ ท่านทั้งสองก็คงจะต้องรู้เวลาหนึ่ง เพราะฉะนั้นบอกให้รู้ตัวเวลานี้ดีกว่า
พระภิรมย์ : ขอโทษเถอะนาย อย่าบอกเลย ขอความกรุณาจัดการให้บุตรภรรยาฉันได้ไปเสียให้พ้นจากที่นี้ก่อน แล้วท่านจะทำอย่างไรๆ กับฉันก็ตามใจทั้งสิ้น
ผู้บังคับการ : ฉันมีความเสียใจจริงๆ ที่จะปล่อยนายผู้หญิงทั้งสองไปไม่ได้ เพราะท่านต้องเข้าใจว่าฉันก็ต้องระวังไม่ให้พวกทหารฝ่ายท่านรู้เรื่องราวข้างฝ่ายฉันเหมือนกัน ฉันมีความเสียใจที่ต้องประพฤติกิริยาไม่ดีต่อนายผู้หญิงเช่นนี้ แต่จะทำอย่างไรได้ การสงครามต้องระวังรอบข้างอยู่เป็นธรรมดา
พระภิรมย์ : การสงครามเป็นกิจระหว่างผู้ชายต่อผู้ชาย ทำไมจะต้องให้ผู้หญิงต้องพลอยเดือดร้อนด้วย
ผู้บังคับการ : ฉันไม่ชอบเลยในการที่จะทำให้หญิงต้องรับความเดือดร้อน และถ้าผ่อนผันได้เพียงใดแล้ว ฉันก็อยากจะผ่อนผันเพียงนั้น แต่ท่านพระต้องเข้าใจว่าผู้หญิงก็มีปากเหมือนกัน อาจจะเก็บข้อความอะไรๆ ไปเล่าได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าฉันจะกักขังไว้ตลอดงานสงคราม พอพวกฉันไปพ้นที่นี่แล้ว นายผู้หญิงทั้งสองจะไปไหนก็ไปได้
พระภิรมย์ : ถ้าผู้หญิงเขาสัญญาว่าจะไม่พูด จะไม่พอฤๅ
ผู้บังคับการ : ชอบกลอยู่ นี่แน่ะท่านพระ ฉันจะบอกอะไรให้ ถ้าท่านจะยอมตามที่ฉันขอเมื่อแต่กี้นี้แล้วละก็ฉันจะยอมใจดีให้มากๆ ไม่ใช่แต่จะยกโทษตัวท่านพระ ทั้งนายผู้หญิงทั้งสองคน ฉันก็จะปล่อยให้ไปได้ตามปรารถนาทันที
พระภิรมย์ : เลิกกัน ไม่ต้องพูดอีก
ผู้บังคับการ : อ้าวๆ ก็อย่างนี้เสียนี่นะ ฉันผ่อนผันให้ดีๆ ไม่เอา ฉันอยากจะกรุณาก็ไม่ชอบ
พระภิรมย์ : ฉันไม่ต้องการความกรุณาของท่าน
อุไร : คุณพ่อคะ เขาจะทำอะไร
พระภิรมย์ : เขาจะให้พ่อขายชาติ
อุไร : อะไรอย่างนั้น
ผู้บังคับการ : ท่านพระก็พูดรุนแรงเกินไปกว่าที่จำเป็น
อุไร : ท่านต้องการให้ทำอย่างไร
ผู้บังคับการ : ฉันถามปัญหาอะไรสองสามข้อ ขอให้ท่านพระตอบ ท่านพระไม่ยอมตอบ
พระภิรมย์ : ก็ถามถึงทหารถึงเสือป่าฝ่ายเรา จะให้พ่อตอบอย่างไร
อุไร : ที่คุณพ่อไม่ตอบนั่นควรอย่างยิ่ง (พูดกับผู้บังคับการ) แล้วก็อย่างไรกันต่อไป
ผู้บังคับการ : ฉันได้ชี้แจงแล้วว่า โทษพ่อหล่อนฉกรรจ์มาก ตามกฎสงครามพ่อต้องถึงตาย
อุไร : อุ๊ยตายจริง คุณแม่ (จับมือแม่กำไว้ ทั้งแม่ทั้งลูกท่าทางตกใจมาก)
ผู้บังคับการ : ถ้าพ่อหล่อนตอบสองสามคำเท่านั้นพอแล้ว ฉันจะยอมยกชีวิตให้ หล่อนช่วยพูดจากับพ่อหล่อนสักหน่อยไม่ได้ทีเดียวฤๅ
อุไร : (พูดเสียงเครือ) ไม่ได้ ดิฉันเป็นหญิงก็จริง แต่ดิฉันเป็นคนไทย ถึงจะเสียพ่อคนหนึ่งก็ดีกว่าจะเสียความเป็นพลเมืองดี
ผู้บังคับการ : (พูดกับแม่แย้ม) นายผู้หญิงจะว่าอย่างไร นายจะปล่อยให้ผัวตายฤๅ จะไม่ช่วยพูดจาว่ากล่าวบ้างฤๅ (แม่แย้มสั่นหัวแล้วก้มหน้าร้องไห้ ผู้บังคับการนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อไป) ท่านพระไม่สงสารลูกเมียของท่านบ้างฤๅ
พระภิรมย์ : ก็สงสาร แต่จะทำอย่างไรได้ ถึงคราวเคราะห์แล้วก็ต้องเป็นไปตามยถากรรม (เดินไปหาเมียกับลูก) แม่แย้ม แม่อุไร ฉันมันถึงอายุขัยแล้ว ต้องก้มหน้าไปตาย อย่าเสียอกเสียใจไปเลย คนเราเกิดมาก็ต้องตายทุกคน ผิดกันแต่ตายร้ายตายดีเท่านั้น คราวนี้ฉันไม่เสียดายชีวิตเลย นึกว่าสละเลือดเนื้อถวายเป็นราชพลี ขอให้จำไว้ว่าฉันตายโดยมั่นอยู่ในความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงชุบเลี้ยงมา มีพระเดชพระคุณหาที่เปรียบมิได้ ไม่มีอะไรที่จะถวายเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวีอีกแล้วนอกจากชีวิต
แย้ม : โธ่คุณ! (ร้องไห้)
พระภิรมย์ : แม่แย้ม อย่า อย่าร้องไห้ ทำใจดีไว้ ไม่ช้าก็จะได้พบกันอีกในโลกหน้า สิ่งใดที่ฉันได้พูดหรือทำล่วงเกินหล่อนแล้ว ฉันขอสมาลาโทษเสียเถิด สิ้นฉันไปแล้วหล่อนเป็นผู้ใหญ่ช่วยปกครองวงศาคณาญาติด้วยนะ
อุไร : คุณพ่อ!
พระภิรมย์ : อุไรลูกรักของพ่อ ตั้งแต่เล็กๆ มาแล้ว หล่อนเคยบ่นอยู่เสมอว่าอยากเป็นผู้ชาย คราวนี้ถึงเวลาแล้วที่หล่อนจะต้องทำใจกล้าหาญอย่างผู้ชาย เวลาต่อไปเมื่อหล่อนเองจะได้มีลูกมีเต้าแล้วสอนลูกหล่อนให้มันรู้สึกด้วยว่าตาของมันเกิดมาไม่เสียชาติ ได้ยอมสละชีวิตดีกว่าที่จะยอมเอาใจออกหากจากเจ้าข้าวแดงแกงร้อน สอนให้ลูกหล่อนมีความมั่นคงจงรักภักดีในพระเจ้าอยู่หัวของเรา ให้รู้จักรักบ้านเมืองของเราถือมั่นคงอยู่ในพระพุทธศาสนา ยอมตายเสียดีกว่าที่จะบกพร่องในข้อเหล่านี้ (ผู้หญิงทั้งสองไหว้พระภิรมย์ แล้วร้องไห้ ผู้บังคับการศัตรูลุกขึ้นเดินไปยืนมองที่หน้าต่างสักครู่หนึ่ง แล้วยักไหล่ หันหน้าพยักเรียกปลัดกรมมาพูดกระซิบกันอีก ปลัดกรมออกไปทางซ้าย แล้วพานายสวายกับเน้ยเข้ามา ทั้งสองนี้ท่าทางดูกลัวมาก)
ผู้บังคับการ : (พูดกับเน้ย) แม่คนนี้ใคร
เน้ย : ดิฉันเป็นเมียคุณพระภิรมย์
ผู้บังคับการ : ท่านพระได้ประพฤติผิดต่อกฎสงครามอย่างร้ายแรงรู้ไหม
เน้ย : ทราบแล้ว พี่ชายฉันเล่าให้ฟัง เขาว่าเขาห้ามคุณพระแล้วไม่ให้ยิง คุณพระก็จะขืนยิง
ผู้บังคับการ : อ้อ ถ้าเช่นนั้นพี่ชายหล่อนได้บอกด้วยหรือเปล่าว่าท่านพระนั้นโทษถึงตาย
เน้ย : บอก
ผู้บังคับการ : ก็แล้วหล่อนจะว่ากระไร
เน้ย : ดิฉันจะไปว่ากระไรได้ ดิฉันเป็นผู้หญิงจะทำอะไรได้
ผู้บังคับการ : ถ้าหล่อนทำประโยชน์ให้แก่ผัวก็พอจะทำได้
เน้ย : จะทำอย่างไร
ผู้บังคับการ : ตอบคำถามอะไรนิดเดียวเท่านั้น คือเสือป่าที่ยึดตะพานอยู่นั้นมีกำลังประมาณสักเท่าใด
เน้ย : ดิฉันจะทราบอย่างไรได้
ผู้บังคับการ : หล่อนพอจะคะเนได้ เพราะกองเขามาตั้งอยู่ที่นี่ก่อนไม่ใช่ฤๅ
เน้ย : ดิฉันคะเนไม่ถูก
ผู้บังคับการ : แน่ฤๅ
เน้ย : ดิฉันคะเนไม่ถูก
ผู้บังคับการ : (ยักไหล่ แล้วหันไปพูดกับสวาย) ก็แกเล่า
สวาย : อะไร
ผู้บังคับการ : แกจะคะเนกำลังเสือป่าถูกไหม
สวาย : ฉันไม่ทราบ
ผู้บังคับการ : ลองคะเนดูทีเถอะ
สวาย : คะเนไม่ได้
ผู้บังคับการ : นี่แน่ะ ถึงแกจะไม่รักชีวิตพ่อแก ชีวิตของแกเองแกคงจะรักบ้างกระมัง
สวาย : (สะดุ้ง) ฉันมีความผิดอย่างไร
ผู้บังคับการ : แกเป็นพลเรือน ไม่ควรจะเกี่ยวข้องในการรบ แกได้รบ เพราะฉะนั้นแกมีความผิด
สวาย : ฉันไม่ได้รบเลย ให้ฟ้าผ่าสิ
ผู้บังคับการ : ไม่ได้รบทำไมถือปืนอยู่ในมือเมื่อพวกฉันเข้ามาในบ้านนี้
สวาย : ปืนของเสือป่าที่ถูกอาวุธ เขาฝากให้ถือไว้ให้เขา
ผู้บังคับการ : แกจะให้ฉันเชื่อฤๅ
เน้ย : ความจริงเป็นเช่นนั้น
พระภิรมย์ : ฉันไม่เชื่อเลย (ตบมือ นายร้อยตรีเข้ามาจากเฉลียง) เอานักโทษคนนี้ไปยิงเสียเดี๋ยวนี้ (นายร้อยตรีคำนับ แล้วตรงไปจะไปจับตัวนายสวาย เน้ยร้องกรี๊ดเข้าไปกอดไว้ พระภิรมย์ แม่แย้ม แม่อุไร ตะลึงแลดู ผู้บังคับการยิ้มกับปลัดกรม)
เน้ย : พ่อสวาย จะดื้อไปทำไม ตอบท่านผู้บังคับการเสียก็แล้วกัน
พระภิรมย์ : นางเน้ย นั่นกงการอะไรของมึง
เน้ย : พุทโธ่ ยังหนุ่มๆ แน่นๆ จะมาตายเสียเปล่าๆ ทำไม
พระภิรมย์ : นางเน้ย นี่มึงเป็นชู้กับอ้ายสวายฤๅ
เน้ย : จะมาซักไซ้เอาถ้อยเอาความอะไร อีกประเดี๋ยวคุณพระก็จะต้องตายอยู่แล้ว
พระภิรมย์ : (โกรธใหญ่) มึง! อีกากี! อีกากี! (จะถลันไปแต่ทหารยึดตัวไว้)
ผู้บังคับการ : (พูดกับนายร้อยตรี) อย่างไรไม่เอาตัวไป (นายร้อยตรีเข้าจับแขนนายสวาย)
สวาย : ประเดี๋ยวก่อน นายขอรับ นายอยากจะทราบอะไร
ผู้บังคับการ : กำลังเสือป่าที่รักษาตะพานนั้น มีประมาณสักเท่าใด ถ้าบอกดีๆ ฉันจะปล่อยตัวไป
สวาย : ประมาณสักกองร้อยหนึ่ง
พระภิรมย์ : (โกรธ) อ้ายอกตัญญู! อ้ายชาติเดียรัจฉาน! อ้าย-(เดินจะไปทหารรั้งไว้อีก)
ผู้บังคับการ : อย่าอึง! ฉันกำลังอยากฟังข้อความสำคัญอยู่ ท่านพระก็มาส่งเสียงอึงไปได้ (หันไปพูดกับสวาย) กองร้อยหนึ่งประมาณพลเท่าใด
สวาย : เดิมมีราว ๑๒๐ คน แต่ทิ้งไว้ที่นี่บ้าง ตายเสียแล้วบ้าง คงจะเหลือราวร้อยคน
ผู้บังคับการ : ขอบใจ ขอบใจมาก (พูดกับปลัดกรม) จัดให้ไปเท่าที่กะกันไว้เดิมก็พอแล้ว
ปลัดกรม : ให้ไปเดี๋ยวนี้หรือขอรับ
ผู้บังคับการ : ก็ได้ จะได้ไม่ต้องรีบร้อน
ปลัดกรม : ผมจะไปสั่งเดิน (ออกไปทางหลัง)
ผู้บังคับการ : นายสวาย แกเป็นคนฉลาดกว่าพ่อ และยอมตอบปัญญาของฉันตามปรารถนา เพราะฉะนั้น ฉันยอมยกชีวิตให้แก (พูดกับนายร้อยตรี) พาคนๆ นี้ไปปล่อยนอกแนวของเรา
เน้ย : ดิฉันเล่า
ผู้บังคับการ : ถ้าหล่อนจะไปด้วยกับชู้รักของหล่อน ฉันก็อนุญาต
พระภิรมย์ : ท่านผู้บังคับการ ผมเองนี้ไหนๆ ก็จะต้องตายอยู่แล้ว ผมขอความกรุณาอะไรสักนิดจะได้หรือไม่
ผู้บังคับการ : จะต้องการอะไร
พระภิรมย์ : อ้ายคนนั้นผมได้ให้กำเนิดมัน มันเป็นลูกที่ผมรักใคร่ไว้วางใจอย่างเอก มันก็ยังสมนาคุณผมโดยเป็นชู้กับเมียผมได้ ส่วนข้อนั้นผมก็ยังจะพอยกโทษมันได้ เพราะเป็นความผิดของผมที่แก่ป่านนี้แล้ว อยากจะสาระแนมีเมียสาว จะให้เขารักเขาใคร่อย่างไร แต่อ้ายคนนั้นมันมีความผิดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่มีข้อใดจะลบล้างได้คือมันได้เอาชาติของมันแลกกับชีวิตของมัน มันรักตัวมันยิ่งกว่าบ้านเมือง มันไม่ควรมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ผมขออนุญาตฆ่ามันด้วยมือของผมเองเดี๋ยวนี้ทีเดียว
ผู้บังคับการ : ท่านพระ การที่ท่านโกรธครั้งนี้ฉันก็เห็นด้วย ฉันเห็นอ้ายคนนั้นมันเลวกว่าหมา แต่ฉันจะยอมให้ท่านพระทำร้ายเขาเช่นนั้นไม่ได้เพราะผิดธรรมเนียม ฉันได้ลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะปล่อยเขา ฉันต้องปล่อย (พูดกับนายร้อยตรี) พาอ้ายกากมนุษย์นี่ไป กับอีหื่นนี่ด้วย ดูให้มันไปให้พ้น อย่าให้มันมาอยู่ในหมู่เรา คนอัปรีย์อย่างนี้ไม่ต้องการเอาไว้ รีบไล่ไปนะ
นายร้อยตรี : ขอรับ (พานายสวายกับเน้ยออกไปด้านหลัง)
(ปลัดกรมกลับเข้ามา)
ผู้บังคับการ : ส่งกองไปแล้วฤๅ
ปลัดกรม : ไปแล้ว
ผู้บังคับการ : เออ มีคนอีกคนหนึ่งที่อ้างว่าได้ทำประโยชน์อะไรให้แก่ฝ่ายเราไม่ใช่ฤๅ
ปลัดกรม : คอยอยู่ข้างนอก ไปตามตัวมาหรือขอรับ (ผู้บังคับการพยักหน้า ปลัดกรมออกไปทางซ้าย แล้วพานายซุ่นเบ๋งเข้ามา นายซุ่นเบ๋งในชุดนี้แต่งตัวนุ่งกางเกงและใส่เสื้ออย่างฝรั่ง ใส่เชิ้ตผูกผ้าผูกคอ อย่างแบบพวกจีนสมัยใหม่)
ผู้บังคับการ : (พูดกับนายซุ่นเบ๋ง) แกอ้างว่าแกได้ทำประโยชน์ให้แก่ฉัน แกได้ทำอะไร
ซุ่นเบ๋ง : (แลดูพระภิรมย์แล้วจึงตอบ) ผมเห็นว่าควรจะเรียนแก่ท่านผู้บังคับการโดยลำพัง
ผู้บังคับการ : พูดไปเถอะ ไม่เป็นไร ท่านพระนั่นแกจะเก็บเรื่องไปเล่าอีกไม่ได้เลย เพราะแกจะต้องตายอยู่แล้ว
ซุ่นเบ๋ง : ก็ผู้หญิงสองคนนั่นเล่าขอรับ
ผู้บังคับการ : ช่างเขาเถอะ จะเล่าอะไรก็เล่าไป ฉันยิ่งมีเวลาน้อยอยู่
ซุ่นเบ๋ง : เมื่อพวกท่านยกข้ามทุ่งมานั้น นายหมู่เอกหลวงมณีราษฎร์บำรุง ผู้บังคับกองเสือป่า ได้ใช้ให้คนถือใบแจ้งเหตุไปบอกกองทหาร แต่คนถือหนังสือนั้นพอออกไปพ้นเรือนนี้แล้วหน่อยเดียวก็ถูกยิงตาย
ผู้บังคับการ : ก็แล้วอย่างไร
ซุ่นเบ๋ง : ผมเองเป็นผู้ยิง (ใครๆ ตะลึงกันครู่หนึ่ง)
พระภิรมย์ : อ้ายคนนี้เป็นผู้ร้ายยิงลูกฉัน ขอความยุติธรรม ต้องขอความยุติธรรม
ผู้บังคับการ : ท่านพระเงียบๆ หน่อย (พูดกับซุ่นเบ๋ง) แกยิงเขาเพราะเหตุไรประสงค์อะไร
ซุ่นเบ๋ง : ก็สำหรับที่จะไม่ให้ใครกล้าไปอีก กองของท่านจะได้ไม่ต้องลำบากมากไป
ผู้บังคับการ : ใครใช้ให้ยิง
ซุ่นเบ๋ง : ไม่มีใครใช้ ผมคิดถึงพระเดชพระคุณท่าน ผมจึงทำเพื่อฉลองพระเดชพระคุณ
ผู้บังคับการ : ฉันจะมีบุญคุณอะไรกับแกได้ ฉันยังไม่รู้จักแกสักที
ซุ่นเบ๋ง : ผมเป็นคนในบังคับท่าน
ผู้บังคับการ : อ้อ ลงทะเบียนที่ไหน
ซุ่นเบ๋ง : ที่ท่านกงสุลที่กรุงเทพฯ
ผู้บังคับการ : แกเป็นไทยทำไมไปลงทะเบียนเป็นคนในบังคับรัฐบาลของฉัน
ซุ่นเบ๋ง : พ่อผมเป็นจีนในบังคับท่าน
ผู้บังคับการ : อ้อ! แกเป็นคนในบังคับรัฐบาลฉันแน่ฤๅ
ซุ่นเบ๋ง : แน่ขอรับ ไม่มีข้อสงสัยเลย
ผู้บังคับการ : ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งดี เป็นการสะดวกแก่ฉัน (ตบมือ นายร้อยตรีเข้ามา) เอาอ้ายคนนั้นไปยิงเสีย
ซุ่นเบ๋ง : เอ๊ะ! นี่ผมมีความผิดอย่างไร
ผู้บังคับการ : มึงเป็นผู้ร้ายฆ่าคนโดยเจตนาอย่างทารุณร้ายกาจ โทษมึงไม่มีอย่างอื่นนอกจากต้องประหารชีวิต
ซุ่นเบ๋ง : ก็ยังไม่ได้ไต่สวนหรือพิจารณาในศาลจะลงโทษผมอย่างไร จะไม่ผิดกฎหมายฤๅ
ผู้บังคับการ : จะผิดอย่างไรได้ เพราะเวลานี้กูเป็นกฎหมายอยู่เองแล้ว อำนาจกูเต็มที่ ในที่นี้ไม่มีใครสูงกว่ากู เข้าใจไหม
ซุ่นเบ๋ง : ผมต้องขอความยุติธรรม
ผู้บังคับการ : ก็มึงจะได้รับความยุติธรรมอยู่แล้ว
ซุ่นเบ๋ง : อย่างน้อยควรฟ้องผมในศาลสนาม
ผู้บังคับการ : ทำไมมึงจึงเห็นว่าตัวควรจะได้ขึ้นศาลสนาม
ซุ่นเบ๋ง : เพราะตามกฎหมายนานาประเทศ ถ้าจะลงโทษเชลยศึกแม้แต่เล็กน้อย ก็ต้องตั้งศาลสนามชำระ
ผู้บังคับการ : ใครบอกว่ามึงเป็นเชลยศึก
ซุ่นเบ๋ง : ก็ผมถูกจับได้ในเวลาสงคราม จะไม่นับว่าเป็นเชลยศึกฤๅ
ผู้บังคับการ : มึงจะเป็นเชลยศึกได้อย่างไร ประการหนึ่งมึงไม่ใช่คนไทย อีกประการหนึ่งมึงไม่ใช่ผู้ทำสงครามตามกฎหมายสงคราม เพราะมึงไม่ได้แต่งเครื่องทหารหรืออะไร มึงเป็นพลเรือนในบังคับรัฐบาลของกูเท่านั้น
ซุ่นเบ๋ง : ก็ถ้าเช่นนั้นทำไมจะลงโทษผมอย่างพลรบหรือเชลยที่มีความผิดเล่า
ผู้บังคับการ : คืออย่างไร
ซุ่นเบ๋ง : ก็สั่งให้เอาผมไปยิง ต้องแปลว่านายยอมรับว่าเป็นพลรบหรือเชลย ถ้าผมไม่ใช่พลรบหรือเชลยจะใช้วิธีลงโทษอย่างนั้นได้หรือ ถ้าเมื่อเห็นว่าผมมีโทษก็ควรจัดการให้ถูกตามระเบียบสำหรับพลเรือนที่ต้องหาว่ามีโทษผิดสิ
ผู้บังคับการ : จริงของมึง กูผิดไป
ซุ่นเบ๋ง : (ท่าทางค่อยคึกคัก) ข้อนั้นก็ไม่อัศจรรย์เพราะนายเป็นทหาร ย่อมไม่สู้ชำนาญในทางกฎหมายอยู่เอง
ผู้บังคับการ : กฎหมายกูรู้พอสำหรับใช้ในเวลานี้ก็แล้วกันเถอะ ที่กูสั่งให้เอามึงไปยิงนั้นผิดไปจริง เพราะมึงเป็นอ้ายผู้ร้ายอย่างขี้ขลาดเลวทรามที่สุด แอบยิงคนข้างหลัง มึงไม่ควรจะได้รับเกียรติยศตายด้วยกระสุนปืน ซึ่งเป็นความตายสำหรับคนที่มีความกล้าหาญ (พูดกับนายร้อยตรี) เอาอ้ายคนนี้ไปแขวนคอเสีย
ซุ่นเบ๋ง : (ลงคุกเข่า) พุทโธ่! นายขอรับ ผมขอโทษที ผมตั้งใจดีจริงๆ พุทโธ่! กรุณาหน่อยขอรับ
ผู้บังคับการ : (พูดเสียงแข็งกับนายร้อยตรี) ทำไมไม่เอามันไป จะรออะไรอีก (นายร้อยตรีลากเอาตัวนายซุ่นเบ๋งไป ซุ่นเบ๋งร้องขอโทษไปจนสุดเสียง ผู้บังคับการกอดอกเฉยอยู่ คนอื่นๆ ก็นิ่งกันอยู่หมดจนเงียบเสียงซุ่นเบ๋งไปแล้ว ผู้บังคับการจึงหันไปทางพระภิรมย์)
ผู้บังคับการ : ท่านพระ ท่านเห็นหรือไม่ ว่าฉันนี้ถึงแม้เป็นข้าศึกก็จริง แต่ฉันก็เป็นยุติธรรมได้เหมือนกัน ถึงคนที่อ้างว่าเป็นพวกฉันเอง ถ้าทำผิดแล้วฉันก็ต้องเอาโทษให้เป็นตัวอย่าง หาไม่คนอื่นจะกำเริบ ต่อๆ ไปใครจะฆ่าฟันกันโดยมีสาเหตุส่วนตัว ก็จะพากันอ้างว่าทำสำหรับประโยชน์พวกฉัน จะทำให้ฉันพลอยเสียชื่อด้วยว่าคบโจรให้ช่วยทำสงคราม
พระภิรมย์ : ฉันแลเห็นแล้ว ว่านายเป็นยุติธรรมจริง การที่นายจะทำโทษฉัน ฉันก็แลเห็นเหมือนกันว่านายทำตามระเบียบ ฉันไม่มีความโกรธเคืองนายเลย อย่าให้เป็นเวรเป็นกรรมกันต่อไปเลย
ผู้บังคับการ : ท่านพระ ถึงแม้ท่านพระกับฉันเป็นศัตรูกันก็จริง แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าท่านพระเป็นคนกล้าหาญ ใจคอดีน่าชม ฉันจึงมีความยินดีที่ท่านพระไม่โกรธฉัน การลงโทษท่านพระฉันตกลงในใจว่าจะรอไว้ก่อน
พระภิรมย์ : ฉันขอบใจนาย แต่ไหนๆ จะต้องตายก็ให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเสียจะดีกว่า จะมารอเริดไว้อีกกี่วันก็ไม่รู้
ผู้บังคับการ : ท่านพระจะอยากตายก็เป็นได้ แต่ฉันเชื่อว่าบุตรภรรยาของท่านพระคงจะไม่คัดค้านในการที่จะให้ท่านพระคงอยู่ต่อไปอีกเป็นแน่ ฉันจะต้องเอาตัวท่านพระคุมไว้ก่อน ท่านพระต้องอยู่ในบ้านนี้จนกว่าจะได้รับคำสั่งอย่างอื่น
พระภิรมย์ : อนุญาตให้ฉันอยู่ในห้องฉันเองหรือ
ผู้บังคับการ : อย่างนั้นสิ หรือจะอยู่ห้องไหนๆ ก็ตามใจ อย่าออกนอกประตูเรือนนี้ไปก็แล้วกัน ท่านไปได้ (คำนับพระภิรมย์ และผู้หญิงทั้งสอง พระภิรมย์กับภรรยาและบุตรออกไปทางซ้าย ทหารที่คุมพระภิรมย์จะตามไป ผู้บังคับการเรียกไว้) เฮ้ย! ช่างเถอะ ไม่ต้องคุมแกดอก คอยแต่ห้ามอย่าให้แกออกนอกเรือนนี้ก็พอแล้วไปได้ (ทหารออกไปทางด้านหลัง)
ปลัดกรม : ท่านโคโลเน็ล ดูจะอย่างไรๆ อยู่กระมังขอรับ เผื่อหนีหายไปได้ละก็-
ผู้บังคับการ : ฮือๆ จะทำอย่างไรได้ อกเขาอกเรานะท่านกับปิตัน มาดูแผนที่ด้วยกันดีกว่า (ไปที่โต๊ะวางแผนที่ ชี้แผนที่) ถ้าพวกเรายึดตะพานนี้ไว้ได้ละก็เกือบเท่ากับยึดจมูกข้าศึกทีเดียว กองส่งไปนานแล้วอย่างไรยังไม่ได้ข่าว
ปลัดกรม : ทางก็ไม่สู้ไกลนักนะขอรับ ต้องให้เวลาหน่อย
ผู้บังคับการ : ข่าวคราวทางกองพลไม่มีมาฤๅ
ปลัดกรม : ยังไม่เห็นมีใครมา (เสียงปืนยิงไกลๆ ปลัดกรมลุกไปดูที่หน้าต่าง)
ผู้บังคับการ : เห็นอะไรฤๅ
ปลัดกรม : ไม่เห็น
ผู้บังคับการ : บางทีข้าศึกจะมายั่วแนวยามเราก็เป็นได้ (นายทหารทั้งสองคนดูแผนที่ต่อไป ผู้บังคับการชี้แจงและปลัดกรมพยักหน้าบ้าง หรือปลัดกรมชี้แล้วผู้บังคับการพยักหน้าบ้างดูทีเข้าใจกันดี ปลัดกรมจดอะไรลงในสมุดพกเป็นครั้งคราว เสียงปืนถี่ขึ้น และใกล้เข้ามา นายร้อยตรีเข้ามาทางด้านหลัง นำใบแจ้งเหตุมาส่งให้ปลัดกรม แล้วกลับไป)
ปลัดกรม : ผู้บังคับหมวดอ่านรายงานว่า ทหารข้าศึกยกมาตีด่าน มีกำลังมากจะยึดอยู่หรือจะให้ถอย
ผู้บังคับการ : ส่งกองหนุนขึ้นไป ถ้ายึดอยู่ได้ให้ยึดอยู่ก่อน มิฉะนั้นกองที่ส่งไปที่ตะพานจะถูกล้อม ไปเดี๋ยวนี้
ปลัดกรม : ขอรับ (ออกไปทางหลัง)
(ผู้บังคับการจุดบุหรี่แล้วนั่งตรอง เสียงปืนยิงไกลๆ เรื่อยอยู่สักครู่หนึ่ง ปลัดกรมจึงกลับเข้ามา)
ปลัดกรม : ใบแจ้งเหตุมาอีกใบหนึ่ง บอกว่าทหารมีมาประมาณกองกรมหนึ่ง แต่มีเสือป่าสมทบมาด้วยอีกมากประมาณไม่ถูก เพราะอยู่ในรกโดยมาก พวกเราที่ส่งไปยึดตะพานกำลังถอยกลับมาอยู่แล้ว
ผู้บังคับการ : ฮือ! เราออกจะคะเนกำลังข้าศึกผิดเสียแล้วกระมัง
ปลัดกรม : กำลังทหารคะเนง่าย พอมีเกณฑ์ที่จะคะเน แต่เสือป่าคะเนยาก เพราะหาอะไรเป็นหลักยาก (นายร้อยตรีเข้ามาจากทางหลัง)
นายร้อยตรี : นายทหารนักบินมาคนหนึ่ง
ผู้บังคับการ : ให้เข้ามาในนี้ (นายร้อยตรีออกไปแล้ว นายทหารนักบินเข้ามาทางหลัง นักบินนั้นแต่งตัวมีกางเกงขาสั้น สนับแข้ง เสื้อดุมสองแถวปิดคอ คอเสื้อพับใหญ่ มีผ้าพันคอสวมหมวกแก๊ปมีปิดหู)
ผู้บังคับการ : มาจากกองพลฤๅ
นักบิน : ขอรับ ผมไปสืบข่าว บินข้ามลำน้ำไป เห็นข้าศึกกำลังยกมาจากตะวันตกเฉียงใต้
ผู้บังคับการ : กำลังเท่าไร
นักบิน : ประมาณกองพลหนึ่ง แต่นั่นก็เป็นแต่ที่เดินข้ามทุ่ง ที่เดินในป่าจะมีอีกเท่าใดก็ประมาณไม่ถูก
ผู้บังคับการ : ตรงมาทางนี้ฤๅ
นักบิน : ดูตั้งหน้ามาลำน้ำ น่ากลัวจะโอบปีก
ผู้บังคับการ : จริง น่ากลัวอยู่ นี่ท่านกับปิตันจะกลับไปกองพลละฤๅ
นักบิน : ขอรับ จะไปเดี๋ยวนี้
ผู้บังคับการ : ดีทีเดียว ฝากรายงานนี้ไปด้วย (ปลัดกรมยื่นรายงานให้ผู้บังคับการ ผู้บังคับการยื่นให้นักบิน) แล้วโปรดรายงานท่านด้วยว่าฉันจะถอยจากที่นี้ ไปหาที่ตั้งมั่นใหม่ เพื่อป้องกันการที่ข้าศึกจะโอบปีกได้
นักบิน : ขอรับ (คำนับแล้วออกไปทางด้านหลัง)
ผู้บังคับการ : (พูดกับปลัดกรม) สั่งเตรียมเดิน (ปลัดกรมออกไป ผู้บังคับการเก็บพับแผนที่และเก็บของต่างๆ ลงย่าม แล้วแต่งตัว คือสวมรองเท้าและเครื่องสนาม ในระหว่างนี้เสียงปืนใกล้เข้ามาทุกที นายร้อยตรีเข้ามาจากทางด้านหลัง)
นายร้อยตรี : ปลัดกรมให้รายงานว่า ข้าศึกกำลังมาก รุกพวกเราเข้ามาแนวด่านไม่ทันถอน แตกแล้วกำลังรีบถอยมาแทบไม่เป็นกระบวน ข้าศึกตามๆ ติดมา
ผู้บังคับการ : ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้ (ออกไปทางด้านหลัง)
(เสียงปืนยิงใกล้เข้ามาทุกที แล้วสักครู่หนึ่งมีเสียงประหนึ่งว่าทางในเขตบ้านยิงโต้ตอบ อ้ายสีแง้มประตูดูข้างซ้ายมองเข้ามาในห้องแล้ว หันไปพยักหน้าและไหว้ พระภิรมย์เข้ามาทางซ้ายตรงไปดูที่หน้าต่าง อ้ายสีก็ไปเยี่ยมดูด้วย)
พระภิรมย์ : พวกเรามาแล้ว นั่นแน่ แหม! มาแยะเทียวทั้งเสือป่าทั้งทหาร แม่แย้ม! แม่อุไร! (แย้มกับอุไรวิ่งออกมาทางซ้าย) เสร็จเราแล้ว เสร็จเรา พวกเรารุกใหญ่ ข้าศึกถอยตะพัด ดูสิ! ดูสิ! (แย้มไปดูหน้าต่างเดียวกับพระภิรมย์)
อุไร : อ้ายสีหลีกไป ข้าจะดู (อ้ายสีหลีกจากหน้าต่างแล้วไปดูทางเฉลียง) แหม! คุณพ่อคะยุ่งกันใหญ่ รับพวกเราไม่อยู่แล้ว
พระภิรมย์ : ก็แน่ละสิ พวกเรามันใจเสือทั้งนั้นนี่นะ
อุไร : เตรียมประจัญบานแล้วค่ะ สวมดาบแล้ว
พระภิรมย์ : อุไรดูแน่ะ หลวงมณีของหล่อน แข็งแรงใหญ่
อุไร : ไม่ต้องบอกดิฉันหรอกค่ะ ดิฉันดูอยู่แล้ว
แย้ม : คุณคะ นั่นพ่อเล็กไม่ใช่ฤๅ
พระภิรมย์ : จริงหล่อน นั่นอย่างไรเขาปล่อยให้มันอยู่ในหมู่นั้นด้วย ลูกเสือเขาไม่ได้ให้รบไม่ใช่ฤๅ
อุไร : พ่อเล็กรับอาสาถือหนังสือไปที่กองทหารแล้วก็เห็นจะเลยติดกลับมาด้วยอย่างนั้นเอง และลูกเสืออื่นๆ ก็มีมาอีกหลายคนดูเหมือนสำหรับรับใช้นะคะ (เสียงเฮข้างนอกอย่างประจัญบาน)
พระภิรมย์ : (เต้นและโบกมือ) เอามัน! เอามัน! อย่างนั้นสิ! เปิดหมดทนพวกเราที่ไหนได้ แม่แย้ม! แม่อุไร! จอดเรา เสร็จเราแล้วคราวนี้
(นายร้อยเอก หลวงเรืองฤทธิ์ราวี เข้ามาจากหลัง มีนายสิบพลทหารตามเข้ามาบ้าง จุกประตูอยู่บ้าง หลวงเรืองฤทธิ์แต่งเครื่องสนามพร้อมถือกระบี่)
หลวงเรืองฤทธิ์ : อ้อคุณพระ พวกข้าศึกยังเหลือในนี้บ้างไหมขอรับ
พระภิรมย์ : ไปหมดแล้ว เหลือที่ถูกอาวุธไปไม่ไหว ขุนรัตน์พยาบาลอยู่
หลวงเรืองฤทธิ์ : เอาให้แน่กันดีกว่า (หันไปพูดกับนายสิบ) ไปด้วยกันสองสามคนค้นให้ทั่วเรือนนี้ (นายสิบไปกับพลทหารอีกสองสามคน หลวงเรืองฤทธิ์เก็บดาบลงฝักแล้วพูดต่อ) ผมยินดีที่พวกผมมาได้เร็วเช่นนี้
พระภิรมย์ : จริงคุณหลวง ถ้ามิฉะนั้นก็เห็นจะเต็มที
หลวงเรืองฤทธิ์ : นายสวัสดิ์บุตรคุณพระเองไปตามพวกทหาร เขาเป็นเด็กที่กล้าจริงๆ คุณพระควรจะปลื้มมาก กล้ากว่าผู้ใหญ่บางคน ผมเห็นควรได้บำเหน็จให้เป็นตัวอย่างแท้ๆ ทีเดียว (จับมือกับพระภิรมย์) ผมต้องไปฟังคำสั่งต่อไป (ออกไปทางหลัง)
พระภิรมย์ : แม่แย้ม ฉันต้องขอโทษหล่อน ลูกรักของหล่อนจะเป็นผู้ที่ดำรงวงศ์สกุลของเราได้ต่อไป ฉันคาดหน้าเด็กผิดไปแท้ๆ ส่วนอ้ายเนรคุณอ้ายเดียรัจฉานที่ฉันหลงรักมานั้น ฉันไม่รู้จะด่ามันอย่างไรจึงจะพอ
แย้ม : ก็จะด่ามันทำไม เปลืองปากเปล่าๆ
พระภิรมย์ : จริงของหล่อน นึกเสียว่ามันสูญไปไม่มีเนื้อมีตัวเสียแล้วดีกว่า (นายกองตรี พระยาวิสูตรสงคราม เข้ามาทางด้านหลัง พร้อมด้วยหลวงมณีราษฎร์บำรุง หลวงมนูธรรมธุราธร กับสวัสดิ์ ทุกคนดูเสื้อผ้ามอมแมมไปหมด พระยาวิสูตรตรงไปจับมือกับพระภิรมย์ สวัสดิ์ไปหามารดา)
พระยาวิสูตร : คุณพระ ผมยินดีมากที่พวกผมมาทัน ก่อนที่คุณพระเป็นอันตราย
พระภิรมย์ : ขอรับ ผมก็ยินดี เชิญใต้เท้านั่ง ใต้เท้าคงเหนื่อยเป็นแน่ แม่อุไรไปจัดการหาน้ำหาท่ามาเลี้ยงหน่อยสิ คุณแม่หล่อนมัวตื่นลูกชายเสียแล้ว
แย้ม : เอาเถอะค่ะ ดิฉันจะไปช่วยแม่อุไร (ผู้หญิงทั้งสองพากันไปกับสวัสดิ์ทางซ้าย)
พระภิรมย์ : เชิญนั่งสิขอรับ คุณหลวง เชิญนั่ง (ต่างคนต่างนั่ง ในระหว่างที่พูดกันต่อไปนี้ อุไรกับนายสวัสดิ์นำของมาเลี้ยง คือน้ำร้อนน้ำเย็น หมากบุหรี่เป็นต้น)
พระยาวิสูตร : คุณพระ ผมได้ทราบเรื่องตลอดแล้ว นายหมู่ตรีเทพที่ถูกข้าศึกจับไว้แล้วแต่ไม่ทันพาไป ได้เล่าให้ผมฟัง ผมรักน้ำใจคุณพระจริงๆ เพราะฉะนั้น ผมจึงยินดีที่มาทัน ก่อนที่คุณพระเป็นอันตราย
พระภิรมย์ : ความประพฤติของผมเองผมไม่เห็นอัศจรรย์อันใด ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็ระยำเต็มที
พระยาวิสูตร : คุณพระถ่อมตัวเกินไป
หลวงมณี : น่าเสียดายที่คุณไม่ได้เป็นเสือป่า เพราะใจเป็นเสือป่าแท้ๆ
หลวงมนู : ถ้าเป็นเสือป่าแล้วก็จะไม่ต้องรับความเดือดร้อนเช่นที่เป็นมาแล้ว ข้าศึกคงไม่ปรับโทษได้ คุณพระก็จะได้ช่วยป้องกันบ้านเมืองได้สมใจ
พระภิรมย์ : ก็ผมจะสมัครเดี๋ยวนี้ไม่ได้ฤๅ หรือเกินเวลาเสียแล้ว
พระยาวิสูตร : ไม่เกินเวลาเลย ถ้าจะสมัครก็ได้
พระภิรมย์ : ถ้าเช่นนั้นคุณหลวงมณีโปรดนำผมหน่อยได้หรือไม่
หลวงมณี : ยินดีอย่างยิ่ง
หลวงมนู : ผมรับรองเอง
พระยาวิสูตร : ถ้าเช่นนั้นเรียกนายมาอีกสักสองคน พอให้เป็นองค์ประชุม (หลวงมนู ออกไปเรียกนายอินกับนายเทพเข้ามา)
พระยาวิสูตร : พระภิรมย์วรากรขอสมัครเข้าคณะเสือป่า นายหมู่เอกหลวงมณีราษฎร์บำรุง นายหมู่ตรีหลวงมนูธรรมธุราธรรับรอง ใครจะคัดค้านบ้างหรือไม่ (นิ่งกันครู่หนึ่ง) ถ้าเช่นนั้นตกลงเป็นยอมรับเข้าคณะของเราฤๅ (อีก ๔ คนตอบพร้อมกันว่ายอม) ถ้าเช่นนั้นเป็นอันตกลง พระภิรมย์วรากร คณะเสือป่ายอมรับท่านเป็นสมาชิกผู้หนึ่งแล้ว (ต่างคนต่างไปจับมือพระภิรมย์) เรื่องเครื่องแต่งตัวจะทำอย่างไร
พระภิรมย์ : ผมเตรียมไว้พร้อมแล้ว
พระยาวิสูตร : เอ๊ะอย่างไรกัน
พระภิรมย์ : พอผู้บังคับการศัตรูเขาชำระผมแล้ว ผมก็ออกไปที่ห้องพยาบาลขอยืมเครื่องแต่งตัวจากเสือป่าคนหนึ่งที่ถูกอาวุธแล้วสั่งแม่แย้มให้ทำใช้เขาใหม่สำรับหนึ่ง
พระยาวิสูตร : ขอยืมทำไม
พระภิรมย์ : ผมดูมีอะไรสังหรณ์ในใจว่าจะไม่ต้องตาย สังเกตดูข้าศึกเขาก็จะให้โอกาสให้ผมหลุดพ้นไป ผมเตรียมไว้ว่าถ้าได้พ้นตายไปแล้วจะแต่งเสือป่าเข้าไปสมัครที่กองเสือป่า โดยความหวังว่าเขาคงรับ
พระยาวิสูตร : ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว คุณพระไปแต่งตัวสิจะได้เข้าประจำกอง (พระภิรมย์ฯ รีบไปทางซ้าย นายอินกับนายเทพก็กลับออกไปทางหลัง) อย่างไรคุณหลวงมนู
หลวงมนู : ชอบกลมากขอรับ จนเกิดเหตุใหญ่แล้วแกจึงได้รู้สึกตัวว่าแท้จริงใจแกก็เป็นนักรบนั้นเอง แต่ก่อนนี้แกเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก ทั้งเป็นคนหัวดื้อด้วย
หลวงมณี : ผมเข้าใจว่าแกเสียเพราะอ้ายซุ่นเบ๋ง
หลวงมนู : จริง อ้ายคนนั้นเป็นผีร้ายที่เข้าสิงคุณพระภิรมย์
พระยาวิสูตร : เราควรจะขอบใจผู้บังคับการทหารข้าศึก ที่จับมันแขวนคอเสีย
หลวงมนู : ขอรับ สาแก่ใจ มันยุ่งมาก ผมไม่ไว้ใจมานานแล้ว
หลวงมณี : คนชนิดนั้นไว้ใจยากอยู่สักหน่อย มันพลิกแพลงเปลี่ยนชาติของมันได้ง่ายนัก เข้าพวกไทยเป็นไทย เข้าพวกฝ่ายโน้นก็เป็นเสียอย่างหนึ่งทีเดียว ถ้าเมื่อจะเป็นอะไรก็เป็นเสียอย่างหนึ่งค่อยยังชั่ว เมื่ออยากจะเป็นเจ๊กก็เป็นไป นี่ไม่แน่ว่าเป็นอะไรเป็นค้างคาวอย่างไรอยู่ คบยาก
พระยาวิสูตร : ฉันเสียใจเรื่องนายสวายจริงๆ
หลวงมนู : เด็กคนนั้นมันชั่วมานานแล้ว ผมเตือนพระภิรมย์มาหลายหน แล้วแกไม่เชื่อผมเอง
หลวงมณี : ผมหวังใจว่าคงจะเลยมุดหัวมุดหูหายสูญไปทีเดียว
(หลวงเรืองฤทธิ์เข้ามาจากทางหลัง ตรงไปที่พระยาวิสูตร)
หลวงเรืองฤทธิ์ฯ : ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๒๙ ให้มาเรียนว่าให้ใต้เท้าจัดเสือป่าเป็นกองขัดตาทัพระหว่างบ้านคูวัดถึงบ้านปากบึง และให้จัดการลาดตระเวนสืบข่าวข้าศึกต่อไปให้รู้ว่าถอยไปตั้งอยู่แห่งใด กรมทหารราบที่ ๒๙ จะไปสมทบกองพล แล้วจะส่งคำสั่งเขียนมาทีหลัง
พระยาวิสูตร : ดีแล้ว ฉันจะจัดการตามคำสั่ง
(หลวงเรืองฤทธิ์คำนับแล้วออกไป) ต้องนอนกลางแจ้งกันอีกละ (ต่างคนต่างลุกขึ้นเตรียมตัว)
(พระภิรมย์ แต่งเสือป่าเข้ามาทางซ้าย แม่แย้ม แม่อุไรกับนายสวัสดิ์ก็ตามเข้ามา)
สวัสดิ์ : อย่าลืมนะขอรับ ส้นติดกัน ปลายเท้าผายจากกันประมาณ ๔๕ องศา
พระภิรมย์ : เออน่ะ ข้าจำได้แล้ว (ทำวันทยาหัตถ์คำนับพระยาวิสูตร)
พระยาวิสูตร : พอดีทีเดียว กองกำลังจะยกไปอยู่เดี๋ยวนี้
พระภิรมย์ : ไปรบอีกหรือขอรับ
พระยาวิสูตร : เปล่า ไปวางด่าน ถ้าคุณแย้มช่วยอุดหนุนส่งเสบียงบ้างจะขอบใจมาก
แย้ม : ได้สิเจ้าคะ จะไปส่งที่ไหน
พระยาวิสูตร : แล้วผมจะให้คนมาบอก ผมเองก็ยังไม่แน่จะต้องไปตรวจท้องที่
แย้ม : ดิฉันจะรีบไปเตรียมข้าวของไว้ (ออกไปทางซ้าย)
พระยาวิสูตร : คุณหลวงมนู ผมมอบพระภิรมย์ไว้กับคุณนะ
หลวงมนู : ขอรับ คุณพระไปกับผม (พาพระภิรมย์ออกไปทางหลัง)
สวัสดิ์ : ใต้เท้าขอรับ ผมขอไปเป็นคนรับใช้ใต้เท้าอีกได้ไหมขอรับ
พระยาวิสูตร : ได้สิพ่อสวัสดิ์ ฉันยินดี เพราะแกคล่องกว่าผู้ใหญ่หลายคน
อุไร : ดิฉันออกอิจฉาพ่อสวัสดิ์ เสียใจที่เป็นผู้หญิง
พระยาวิสูตร : เวลาศึกสงครามผู้ชายกับผู้หญิงก็ต้องแสดงความกล้ากันคนละอย่าง ผู้ชายกล้าไปรบไปตาย ผู้หญิงกล้าไม่ทำให้เป็นที่ลำบากแก่ผัวหรือผู้รักใคร่ ทำให้ผู้ที่รักมีแก่ใจไปรบ (คำนับ) สวัสดิ์ ไปด้วยกันเถอะ (ออกไปทางหลังกับสวัสดิ์)
หลวงมณี : แม่อุไร (จับมืออุไร) พี่ลาที ถ้าเคราะห์ดีก็คงได้กลับมาเห็นหน้ากันอีก ถ้าเคราะห์ร้ายก็แต่นั่นแหละ หล่อนก็เป็นเชื้อชาติไทย ฉันไม่ต้องวิตกในส่วนหล่อน ลาที ขอให้อยู่สบาย (กอดกันอยู่ครู่หนึ่งแล้วหลวงมณีออกไปทางหลัง)
อุไร : (อุไรไปยืนดูที่หน้าต่าง พิงกรอบหน้าต่าง เสียงคำสั่งข้างนอกบอกเตรียมเดิน แล้วอีกครู่หนึ่งมีบอกหน้าเดิน ทันใดนั้นได้ยินเสียงเสือป่าร้องลำฝรั่งรำเท้าบทอย่างที่ใช้แสดงตำนาน คือ
“อันพวกเราชวนกันสวามิภักดิ์ จงรักร่วมชาติศาสนา ยอมตายไม่เสียดายชีวา เพื่อรักษาอิสระคณะไทย สมานสามัคคีให้ดีอยู่ จะสู้ศึกศัตรูทั้งหลายได้ ควรจะทนงจงใจ เป็นไทยจนสิ้นดินฟ้า”)

ดนตรีบรรเลงสรรเสริญเสือป่า

ปิดม่าน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ