เล่ม ๓

(เล่ม ๓ นี้เปนตอน ๑ ต่างหาก ความไม่ต่อเล่ม ๒)

ช้า

๒๖๒๓ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
แต่เสวยสวรรยามากว่าปี เมื่อเหตุจะมีถึงสีดา
เสด็จเหนือแท่นแก้วแพรวพรรณ ที่ท้องพระโรงคัลข้างน่า
ตรัสประภาษราชการภารา ด้วยพระอนุชาเสนาใน
วันนั้นบันดาลให้ดลจิตร พระทรงฤทธิ์คิดจะไปป่าใหญ่
ครั้นจะชวนนางสีดาพาไป อรไทยเทวีก็มีครรภ์

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๖๒๔ จึ่งตรัสสั่งเสนาสามนต์ ให้ตรวจเตรียมพหลพลขันธ์
เรากับอนุชาวิลาวรรณ จะจรจรัลไปชมพนาวา

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๖๒๕ บัดนั้น สุมันตันเสนีมียศถา
รับสั่งบังคมแล้วออกมา จัดแจงโยธาพลากร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๒๖๒๖ เกณฑ์กระบวนถ้วนตามพยุหบาตร อย่างประพาศหิมวามาแต่ก่อน
พวกทหารสันทัดอัศดร ฝึกสอนธนูยิงแม่นยำ
กรมข้างขี่ช้างระวางเพรียว แรงเรี่ยวควาญหมอถือขอคร่ำ
ทหารทวนล้วนใส่เสื้อดำ นั่งประจำตามกระบวนบาญชี
ทนายปืนพื้นเสื้อสักลาด เอวคาดคันชีบกำมหยี่
ตำรวจเรียงเคียงข้างรถมณี ล้วนตะพายสายกระบี่บั้งทอง
พรั่งพร้อมโยธาน่าหลัง เตรียมรถพระที่นั่งทั้งสอง
สารวัดเที่ยวตรวจทุกหมวดกอง คับคั่งทั้งท้องสนามใน

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๖๒๗ เมื่อนั้น พระหริวงษ์ทรงภพสบไสมย
จึ่งชวนอนุชาคลาไคล เสด็จไปสรงชลบนเตียง

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๖๒๘ พนักงานไขสุหร่ายสายสินธุ์ น้ำดอกไม้เทศประทิ่นกลิ่นเกลี้ยง
ทรงสุคนธ์ปนปรุงชมดเชียง นางในหมอบเมียงอยู่งานพัด
สอดใส่สนับเพลาเพราผจง ภูษาทรงพื้นแดงแย่งครุธอัด
ฉลององค์โหมดสุวรรณกระสันรัด ชายแครงแกว่งกวัดสบัดปลาย
ปั้นเหน่งเพ็ชรไพโรจน์โชติช่วง ทับทรวงสร้อยสังวาลประสานสาย
ทองกรแก้วกุดั่นพรรณราย ธำมรงค์จำหลักลายลงยา
ทรงมหามงกุฎบุษรัตน์ กรีดพระหัดถ์ห้อยห่วงพวงบุบผา
ต่างจับศรสิทธิฤทธา เสด็จมาเกยสุวรรณทันใด

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๒๖๒๙ ขึ้นทรงรถแก้วสุรการ ทวยหาญกราบก้มบังคมไหว้
ให้คลายคลี่รี้พลสกลไกร ตรงไปไพรวันอรัญวา

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก เชิด

ชมดง

๒๖๓๐ ครั้นถึงหิมวาพนาเวศ ทอดพระเนตรชมพรรณพฤกษา
ร่มรังบังแสงสุริยา มรคารื่นราบดังปราบไว้
รุกขชาติดาษดกดอกดวง เปนพวงพวงห้อยย้อยอยู่ไสว
ปรางประยงคุ์ทรงผลทุกต้นไป ลำไยร่วงหล่นลงบนทราย
พวกทหารโน้มน้าวสาวกิ่ง หักพวงช่วงชิงกันถวาย
บ้างพบผึ้งร่วงมะม่วงทวาย เก็บได้ให้นายเอาหน้าตา
พระทรงฤทธิ์พิศพรรณมิ่งไม้ แสนสำราญฤไทยมาในป่า
แล้วให้เคลื่อนเลื่อนรถรอมา ตามแนวมรคาพนาลี

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๖๓๑ เมื่อนั้น นวลนางสีดามเหษี
ครั้นพระทรงศักดิจักรี จรลีไปประพาศพนาวา
นางสถิตย์แท่นแก้วแพรวพรรณ ฝูงกำนัลแวดล้อมพร้อมหน้า
เมื่อจะจากพรากพลัดภัศดา ด้วยเวลาจำเภาะเจาะจง
พเอิญให้อาวรณ์ร้อนฤไทย คิดจะใคร่ไปชำระสระสรง
จึ่งชวนสาวสุรางค์นางอนงค์ ลีลาศลงสู่ท่าชลาไลย

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงช้า

๒๖๓๒ ครั้นถึงฉนวนน้ำตำหนักแพ สายกระแสชลเชี่ยวเลี้ยวไหล
นางทรงผลัดภูษาผ้าสไบ อรไทยลงสรงคงคา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

พระทอง

๒๖๓๓ ชำระสระสนานนที กรีดพระหัดถ์ขัดสีมังษา
วักวารีลูบภักตรา ชุ่มแช่กายาเย็นสบาย
เหล่าพวกสาวสรรค์กำนัลนาง ต่างต่างเล่นน้ำดำว่าย
บ้างสัพยอกหยอกเพื่อนเหมือนชาย ยิ้มพรายชายตาหากัน
ลางนางบ้างชวนกันเล่นไล่ คว้าไขว่เลี้ยวลัดสกัดกั้น
บ้างเรื่อยร้องทำนองโอดพัน เกษมสันต์ทุกหน้านารี

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

ร่าย

๒๖๓๔ มาจะกล่าวบทไป ถึงนางอดูลยักษี
สิงสู่อยู่ในนที อสุรีเปนวงษ์เจ้าลงกา
รู้ว่าสีดายุพาพาล มาสรงสนานวารินที่ตีนท่า
มีความโมหันธ์ฉันทา อิจฉาพยาบาทอยู่ในใจ
กูจะให้สีดานารี พลัดพรากสามีให้จงได้
คิดแล้วสำแดงแผลงฤทธิไกร แหวกคงคาไลยขึ้นมา

ฯ ๖ คำ ฯ คุกภาษ กราวใน

๒๖๓๕ ครั้นถึงจึ่งบังกายร่ายเวท จำแลงแปลงเพศจากยักษา
นิมิตรเหมือนกำนัลกัลยา ก็ใส่ไคล้ไคลคลาเข้ามาพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ เพลง

๒๖๓๖ แกล้งทำกิริยาพาที เหมือนหนึ่งทาษีอยู่ที่นั่น
หยอกเอินเดินเคียงนางกำนัล ใครใครไม่ทันสงกา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๖๓๗ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดเสนหา
ครั้นเสร็จสระสรงคงคา ก็ลีลาเข้ายังวังใน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๖๓๘ นั่งเหนือพระยี่ภู่ปูลาด ตรัสประภาศพูดจาปราไส
เล่าถึงทุกข์ยากลำบากใจ เมื่ออยู่ในลงกาธานี

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๖๓๙ บัดนั้น นางอดูลที่แปลงเปนทาษี
คอยดูเห็นได้ท่วงที จึ่งทูลเทวีไปทันใด
เมื่อครั้งโฉมยงอยู่ลงกา ได้เห็นอสุราฤๅหาไม่
เขาว่าน่ากลัวเปนพ้นไป รูปร่างอย่างไรนางกัลยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๖๔๐ เมื่อนั้น นางสีดาได้ฟังไม่กังขา
งวยงงหลงเชื่อวาจา สำคัญว่าทาษีที่เคยใช้
จึ่งว่าทศกรรฐ์นั้นฤๅ ยี่สิบมือสิบหัวตัวโตใหญ่
หูตาน่ากลัวเปนพ้นไป หยาบคายร้ายใช่พอดี
ว่าพลางหยิบกระดานชนวนมา เขียนรูปพระยายักษี
แล้ววางลงตรงหน้านารี เช่นนี้และรูปอสุรา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๖๔๑ บัดนั้น สาวสรรค์กำนัลในซ้ายขวา
แทรกเสียดเบียดกันเข้ามา ดูรูปเลขาพระยามาร
ลางนางบ้างว่าน่ากลัว เนื้อตัวหัวหูดูขันจ้าน
แขนแมนมากมายพ้นประมาณ เช่นนี้ขี้คร้านสมาคม
ซื้อรู้สู้องค์พระจักรา มอดม้วยมรณาก็สาสม
ใครไม่ต้องจิตรคิดนิยม ทั่วทุกสนมกำนัลใน

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๖๔๒ บัดนั้น นางอดูลยินดีจะมีไหน
จึ่งแกล้งกลับกลายหายไป เข้าสิงในรูปทรงเจ้าลงกา

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๒๖๔๓ บัดนั้น ฝูงกำนัลตระหนกตกประหม่า
เห็นนางนั้นหายวับไปกับตา ประหลาดอยู่ดูน่าอัศจรรย์
ลางนางบ้างว่าผีหลอก พูดไม่ออกความกลัวตัวสั่น
บ้างหลับตาคว้ากอดเพื่อนกัน อกใจไหวหวั่นพรั่นเต็มที
ลางคนลนลานพานขี้ขลาด ร้องกรีดหวีดหวาดอึงมี่
บรรดาเหล่าสาวสนมไม่สมประดี กลัวผีปิศาจจะขาดใจ

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๖๔๔ เมื่อนั้น นางสีดาหวาดจิตรคิดสงไสย
ชรอยยักษินีผีไพร มาลวงให้เขียนรูปอสุรา
แล้วกลับกลายหายไปกับไนยเนตร จะมีเหตุแม่นมั่นพรั่นหนักหนา
จึ่งตักน้ำในขันนั้นมา กัลยาหยิบรูปมาลูบล้าง
จะลบสักเท่าไรก็ไม่หาย ยิ่งเห็นเส้นสายแจ้งกระจ่าง
พวกเหล่าสาวสรรค์กำนัลนาง ต่างต่างตกใจใช่พอดี

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๖๔๕ เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญไชยศรี
เที่ยวประพาศพฤกษาพนาลี จนบ่ายชายสีรวีวร
จึ่งให้กลับโยธาทวยหาญ ข้ามธารผ่านเนินศิงขร
เร่งรีบขับรถบทจร คืนเข้านครอยุทธยา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๖๔๖ ครั้นถึงเกยแก้วแววไว เสด็จลงจากพิไชยรัถา
สอดฉลองพระบาทยาตรา ลีลาเข้ายังวังใน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๖๔๗ เมื่อนั้น นางสีดานึกพรั่นหวั่นไหว
จะลบลูบรูปเขียนสักเท่าไร เส้นสายจะหายไปก็ไม่มี
ครั้นรู้ว่าเสด็จกลับมา กัลยาพากระดานชนวนหนี
เอาซ่อนไว้ใต้แท่นพระจักรี แล้วเทวีลีลาเข้าห้องใน

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๖๔๘ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
ครั้นถึงจึ่งขึ้นปราสาทไชย ภูวไนยเปลี่ยนเปลื้องเครื่องทรง
ปิศาจนั้นบันดาลดลจิตร ให้ทรงฤทธิ์ลืมเลยเสวยสรง
เสด็จยังแท่นสุวรรณบรรจง เอนองค์ลงกับที่ไสยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๖๔๙ บัดนั้น สาวสรรค์กำนัลในซ้ายขวา
ครั้นพระองค์ทรงฤทธิ์นิทรา ก็เข้ามาหมอบกรานอยู่งานพัด
ลางนางนวดฟั้นบั้นพระองค์ บ้างประจงจับชักหักพระหัดถ์
พวกขับไม้ตีนม่านพานสันทัด ก็ขับกล่อมจอมกระษัตริย์ให้นิทรา

ฯ ๔ คำ ฯ กล่อม

ช้า

๒๖๕๐ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
บรรธมเหนือแท่นแก้วแววฟ้า รูปภาพราพนาอยู่ใต้นั้น
ปิศาจแสร้งแกล้งมายาอาเภท ให้ภูวเรศวิปริตผิดผัน
ดังเลือดไรกัดกายระคายคัน ป่วนปั่นอารมณ์ไม่สมประดี
จะนิ่งนิทราไปก็ไม่หลับ แต่พลิกกลับสับสนอยู่บนที่
ให้ร้อนรนทั้งสกลอินทรีย์ เหมือนถูกต้องกองอัคคีมีพิศม์
เจ็บแสบแทบประหนึ่งจะพองพัง แต่ผุดลุกผุดนั่งคลั่งคลุ้มจิตร
เหลือบเห็นนางในใช้ชิด พระทรงฤทธิ์ยิ่งกริ้วโกรธา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๖๕๑ เหม่เหม่ดูดู๋อีกำนัล ชวนกันมานั่งลอยหน้า
แกล้งแต่งจริตกิริยา มาเย้ยเยาะข้าฤๅว่าไร
ว่าพลางทางฉวยชักพระขรรค์ จะพิฆาฏฟาดฟันให้ตักไษย
กระทืบพระบาทตวาดไป เลี้ยวไล่สาวสรรค์กัลยา

ฯ ๔ คำ ฯ

สับไทย

๒๖๕๒ อีเอยอีกำนัล แยบคายขยันหนักหนา
ดูดู๋แกล้งพา กันมายั่วเย้า
ทาแป้งแต่งตัว หวีหัวจับกระเหม่า
ไม่อดสูดูเอา ขืนเฝ้ากวนใจ
ค้อนควักยักฅอ เลียนล้อเล่นได้
แกว่งพระขรรค์ไชย เลี้ยวไล่ฟาดฟัน

ฯ ๖ คำ ฯ

รื้อ

๒๖๕๓ ผ่านเอยผ่านฟ้า เปนไรมาเคืองขุ่นหุนหัน
ไม่มีโทษทัณฑ์ ไล่ฟันข้าไย
เถียงพลางทางวิ่ง ไม่นิ่งอยู่ได้
แล่นเลี้ยวหลีกไป ตกใจเต็มที
บ้างร้องหวาดหวีด หน้าซีดคือผี
กลัวไภยภูมี หลบลี้หนีไป

ฯ ๖ คำ ฯ

รื้อ

๒๖๕๔ อีเอยอีสาวสรรค์ จะห้ำหั่นฟันเสียให้จงได้
โทษถึงบรรไลย ยังไม่รู้ตัว
เฝ้ามาหัวเราะ เย้ยเยาะยิ้มหัว
เอออะไรไม่กลัว มึงยั่วเย้าใคร
พระพิโรธโกรธขึ้ง ดังหนึ่งเพลิงไหม้
เงื้อพระแสงแกว่งไกว เลี้ยวไล่กำนัล

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๖๕๕ บัดนั้น สาวสนมนารีไม่มีขวัญ
วิ่งล้มประทะปะกัน ความกลัวตัวสั่นไม่สมประดี
สาวสรรค์กำนัลนางพนักงาน สับสนอลหม่านอึงมี่
เหล่าพวกนั่งยามตามอัคคี ต่างหนีกระจัดพลัดพราย
หลวงแม่เจ้าเถ้าแก่จ่าโขลน วิ่งโดนกันล้มผ้าห่มหาย
อุตลุดฉุดมือเจ้าขรัวนาย วุ่นวายวิ่งไขว่ไปมา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๖๕๖ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
ไล่พวกสาวสรรค์กัลยา ใครไม่อาจรอหน้าหนีไป
พระหยุดนั่งยังเกยแก้วมณี จะให้หายคลายที่หม่นไหม้
ยิ่งร้อนรุ่มกลุ้มกลัดในหัทไทย ดังเปลวไฟลามลนสกลกาย
อุส่าห์ฝืนขืนอารมณ์ข่มจิตร ยิ่งแค้นคิดดาลเดือดไม่เหือดหาย
กรกุมพระขรรค์แก้วแพร้วพราย พระเนตรหมายมองดูหมู่กำนัล

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๖๕๗ เมื่อนั้น นางสีดาตระหนกอกสั่น
อยู่ในห้องมองเห็นพระทรงธรรม์ คลั่งไคล้ไล่ฟันกำนัลใน
นางประหวั่นพรั่นจิตรเปนหนักหนา จะทัดทานภัศดาเห็นไม่ได้
คิดพลางทางสั่งสาวใช้ เร่งไปเชิญพระลักษณ์มาบัดนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๖๕๘ บัดนั้น นางกำนัลประนตบทศรี
คำนับรับราชเสาวนีย์ มายังที่ตำหนักพระอนุชา

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๒๖๕๙ ครั้นถึงทูลแถลงแจ้งเหตุ ว่าองค์ภูวเรศเชษฐา
ให้คลุ้มคลั่งดั่งพิกลกิริยา นางสีดาให้เชิญเสด็จไป

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๖๖๐ เมื่อนั้น พระลักษณ์รัศมีศรีใส
ครั้นแจ้งก็ตระหนกตกใจ จึ่งคลาไคลไปเฝ้านางสีดา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๖๖๑ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
จึ่งตรัสบอกแก่องค์อนุชา พระเชษฐานั้นผิดจริตไป
ให้คลั่งเคลิ้มอารมณ์ไม่สมประดี จะเข้าที่ไสยาก็หาไม่
ไล่พิฆาฏฟาดฟันกำนัลใน ใครใครไม่หาญรอต่อพระภักตร์
ครั้งนี้พี่เห็นก็แต่เจ้า จงไปเฝ้าเล้าโลมพระทรงศักดิ
ให้เหือดหายคลายที่ละล่ำละลัก ขอเชิญพระน้องรักเสด็จไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๖๖๒ เมื่อนั้น พระลักษณ์กราบก้มบังคมไหว้
รับพระเสาวนีพี่สะใภั แล้วออกไปเฝ้าองค์พระทรงฤทธิ์

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๖๖๓ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์จักรกฤษณ์
เหลือบเห็นอนุชาชาญชิต ก็คืนคิดได้สมประดีมา
จึ่งตรัสว่าวันนี้พี่ไสยาศน์ วิปริตผิดประหลาดหนักหนา
ให้คลั่งคลุ้มรุ่มร้อนในอุรา ประหนึ่งว่าถูกต้องกองอัคคี
น้องรักรีบร้นไปค้นดู แคลงอยู่ฤๅอะไรอยู่ใต้ที่
แต่ก่อนไม่เคยเปนเช่นนี้ เห็นทีจะมีเหตุเภทพาล

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๖๖๔ เมื่อนั้น พระลักษณ์คำนับรับบรรหาร
จึ่งชวนเหล่าชาวที่พนักงาน รีบร้นลนลานเข้ามา
ลดเลี้ยวเที่ยวทั่วมณเฑียรทอง ถือเทียนเวียนมองส่องหา
ขึ้นค้นบนพระแท่นแว่นฟ้า เลิกผ้าลาดยี่ภู่ขึ้นดูพลัน
ไม่เห็นเลขยันต์สำคัญมี จึ่งค้นในใต้ที่ขมีขมัน
แลเห็นกระดานชนวนนั้น เขียนรูปทศกรรฐ์ซ่อนไว้
ชรอยรูปอสุราอาเภท ให้เกิดเหตุลุกลามเปนความใหญ่
ใครหนออาจองทนงใจ ไม่เกรงไภยสมเด็จพระนารายน์

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๒๖๖๕ คิดพลางทางหยบกระดานชนวน เดินด่วนรีบพามาถวาย
แล้วทูลแต่ต้นไปจนปลาย บรรยายให้แจ้งกิจจา

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๖๖๖ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพนาถา
เห็นรูปทศกรรฐ์เจ้าลงกา ให้เคืองขัดอัธยาพระภูมี
จึ่งตรัสถามตั้งกระทู้ขู่ซัก เหวยอีพวกพนักงานที่
คือใครเขียนรูปอสุรี ไว้ใต้แท่นที่ให้ว่ามา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๖๖๗ บัดนั้น เหล่าพวกงานที่ถ้วนหน้า
ความกลัวพระราชอาญา ตกประหม่าไม่เปนสมประดี
ครั้นจะทูลแถลงให้แจ้งเหตุ ก็เกรงองค์อัคเรศมเหษี
แลดูตากันอัญชลี มิรู้ที่จะว่าขานประการใด
ครั้นกระทืบพระบาทตวาดซ้ำ ยิ่งละล่ำละลักหลงใหล
ให้การซัดเพื่อนเปื้อนไป มิได้ออกอรรถตามสัจจา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๖๖๘ เมื่อนั้น โฉมนางสีดาเสนหา
เห็นพระพิโรธโกรธโกรธา กัลยารำพึงคนึงคิด
ครั้นจะนิ่งอยู่ฉนี้เล่า พวกงานที่เขาจะได้ผิด
โทษทัณฑ์นั้นถึงสิ้นชีวิตร จะเปนเวรตามติดตัวไป
แล้วคนทั้งปวงจะล่วงว่า ติฉินนินทาหาควรไม่
คิดพลางทางเสด็จคลาไคล ออกไปเฝ้าองค์พระสามี
จึ่งถวายบังคมก้มเกษ ทูลความตามเหตุถ้วนถี่
ซึ่งเลขารูปอสุรี ข้านี้ลเมิดพระอาญา
เดิมทีมีนางคนหนึ่ง มาถามถึงทศภักตร์ยักษา
วอนให้เขียนรูปเจ้าลงกา ต่อหน้านักสนมกรมใน
ข้าคิดว่ากำนัลไม่ทันรู้ มันรบจะดูก็เขียนให้
บัดเดี๋ยวกลับกลายหายไป ต่างตระหนกตกใจทุกนารี
จะลบล้างเท่าไรก็ไม่หมด ยิ่งปรากฎเปนรูปยักษี
พอจวนเสด็จพระจักรี จึ่งวางไว้ใต้ที่ไสยา

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๒๖๖๙ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
ได้ฟังถ้อยคำนางสีดา พระผ่านฟ้าเคืองขุ่นฟุนไฟ
ด้วยยักขินีนั้นบันดาล จะถามซักสืบพยานก็หาไม่
กริ้วโกรธกระทืบบาทตวาดไป ช่างกระไรสุดอย่างนางสีดา
เปนถึงมเหษีมีศักดิ กูลุ่มหลงจงรักหนักหนา
ไม่รู้เท่าเจ้ากลมารยา เศกแสร้งมุสาพาที
ลอบเขียนรูปชู้ไว้ชมเล่น ครั้นเห็นซัดเอาอีทาษี
สารพัดชั่วช้ากาลี เสียทีไปตามเอามึงมา
อุส่าห์ปล้ำทำศึกปิ้มตัวตาย กลับเปนแสนร้ายสองหน้า
แม้นรู้ว่ารักอสุรา กูจะรับกลับมาด้วยอันใด
ว่าพลางทางสั่งพระลักษณ์ อีสีดาชั่วนักไม่เลี้ยงได้
เร่งเร็วอย่าช้าจงพาไป ฆ่าเสียแต่ในราตรี
อย่าให้ทราบถึงสามพระมารดา แหวะดวงจิตรมาให้พี่
จะดูใจอีกาลกิณี เร่งรัดบัดนี้เอาตัวไป

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๒๖๗๐ เมื่อนั้น พระลักษณ์กราบก้มบังคมไหว้
มิรู้ที่จะทัดทานประการใด จนใจจำรับพระบัญชา
จึ่งทูลเชิญนงลักษณ์อัคเรศ พาไปลับเนตรพระเชษฐา
ทุกข์ร้อนถอนฤไทยไคลคลา พระลักษณ์นำหน้าจรลี

ฯ ๔ คำ ฯ ทยอย

๒๖๗๑ ครั้นออกนอกปราการทวารวัง จึ่งบังคมทูลนางโฉมศรี
ซึ่งพระองค์ทรงสั่งให้ฆ่าตี เพราะกรรมของเทวีได้ทำมา
น้องรักจักทูลขอโทษ เห็นยังทรงโกรธอยู่หนักหนา
มิรู้ที่จะทานทัดขัดบัญชา ว่าพลางโศกาอาไลย

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๒๖๗๒ เมื่อนั้น องคภัควดีศรีใส
จึ่งตรัสแก่อนุชายาใจ ภูวไนยไม่โปรดปรานี
ผิดแต่เขียนรูปทศภักตร์ ใช่จะปลงจงรักยักษี
พี่ทูลความตามเหตุที่เกิดมี พระจักรีไม่ถามเอาความจริง
สั่งให้พิฆาฏฟาดฟัน สารพันว่าชั่วไปทุกสิ่ง
ขัดสนพ้นที่จะท้วงติง จะสู้นิ่งตายตามเวรา
อันธรรมดาโลกทั้งหลาย เกิดแล้วย่อมตายถ้วนหน้า
ตรัสพลางทางถามอนุชา เจ้าจะฆ่าฟันพี่ที่แห่งใด

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๖๗๓ เมื่อนั้น พระลักษณ์เศร้าสร้อยลห้อยไห้
กรรแสงพลางทางทูลอรไทย จะพาไปให้พ้นธานี
ครั้นจะฆ่าพี่นางไว้กลางเมือง ฝูงคนจะฦๅเลืองอึงมี่
อดสูไพร่ฟ้าประชาชี ใครไม่รู้ชั่วดีจะนินทา
ทูลพลางทางเช็ดชลเนตร นำองค์อัคเรศเสนหา
รีบเร่งออกจากทวารา ไปตามมรคาพนาไลย

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๖๗๔ ครั้นถึงซึ่งป่ากาลวาด รุกขชาติยางยูงสูงไสว
จึ่งทูลเชิญเทวีพี่สใภ้ เข้าหยุดยั้งต้นไม้ใกล้คิรี

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๖๗๕ เมื่อนั้น นางสีดาสร้อยเศร้าหมองศรี
นั่งลงทรงโศกโศกี เทวีตรัสสั่งอนุชา
วันนี้พี่จะลาเจ้าแล้ว น้องแก้วผู้ยอดเสนหา
เคยเปนเพื่อนทุกข์ยากลำบากมา จะไม่ได้เห็นหน้ากันสืบไป
โทษพี่นี้ผิดแต่นิดหนึ่ง จะควรถึงมรณาก็หาไม่
แม้นชั่วช้าสามาญประการใด ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจน้องรัก
ถึงจะม้วยบรรไลยก็ไม่ว่า จะสู้ถือสัจจาให้ประจักษ์
จงฆ่าพี่เสียเถิดนะเจ้าลักษณ์ อย่าหน่วงหนักชักช้าอยู่ว่าไร

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้ปี่

๒๖๗๖ เมื่อนั้น พระลักษณ์ทรงกรรแสงแถลงไข
ทูลสนองเสาวนีพี่สะใภ้ น้องมิได้นึกแหนงแคลงวิญญา
ซึ่งพระองค์ครองสัตย์สุจริต ก็แจ้งจิตรมาแต่หลังไม่กังขา
ถึงทศภักตร์ลักไปไว้ในลงกา ยังรักษาองค์ได้ไม่มลทิน
ย่อมรู้อยู่ทั่วโลกธาตุ ใครใครไม่อาจประมาทหมิ่น
แม้นพิรุธทุจริตราคิน ก็จะสิ้นชนมานเมื่อลุยไฟ
ครั้งนี้เนื้อกรรมมาตามล้าง ไม่พอที่พี่นางจะตักไษย
สุดคิดที่จะฆ่าชีวาไลย จนใจน้องนุชสุดปัญญา
ขอเชิญโฉมยงองค์บังอร ซอกซอนสัญจรไปในป่า
ว่าพลางทางทรงโศกา ชลนานองเนตรสังเวชใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๖๗๗ เมื่อนั้น นางสีดาเศร้าหมองไม่ผ่องใส
เห็นองค์อนุชาอาไลย อรไทยปลอบพลางทางโศกี
โอ้อนิจาเจ้าลักษณ์ ขอบใจน้องนักซึ่งรักพี่
บัญชาใช้ให้ประหารชีวี ควรฤๅมาปรานีจะปล่อยไป
พ่อจะไปเฝ้าองค์พระทรงฤทธิ์ เออจะเอาดวงจิตรที่ไหนให้
มาทำล่วงรับสั่งดังนี้ไซ้ โทษไภยจะมีแก่น้องยา
ซึ่งเจ้าเมตตาการุญ บุญคุณอยู่พี่นี้นักหนา
ไม่ขออยู่สู้ม้วยมรณา เร่งฆ่าเสียเถิดบัดนี้

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๖๗๘ เมื่อนั้น พระลักษณ์ทรงสวัสดิรัศมี
จึ่งนบนอบตอบสนองเสาวนี น้องจะมาฆ่าพี่เสียกลใด
ประการหนึ่งพระองค์ทรงครรภ์ แก่เดือนคืนวันเติบใหญ่
เอนดูนัดดายาใจ ชายหญิงยังไม่ประจักษ์ตา
มาทแม้นพระองค์ชีวงคต โอรสก็จะม้วยสังขาร์
เชิญเสด็จไปตามเวรา น้องรักจักลาเข้าธานี
จะทูลแถลงแจ้งความตามจะโปรด ถึงลงโทษก็จะรับใส่เกษี
จะตายแทนนงลักษณ์ด้วยภักดี น้องนี้ไม่เสียดายชีวา

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๖๗๙ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
เห็นพระลักษณ์ซื่อตรงคงสัจจา มิได้พิฆาฏฆ่าชีวาไลย
จำจะพูดลวงฬ่อพ้อตัด ให้เคืองขัดฆ่ากูเสียจงได้
คิดพลางทางมีวาจาไป เออไฉนฉนี้เล่าเจ้าลักษณ์
ตัวท่านสิเปนเพ็ชฌฆาฏ ถือราชอาญาพระทรงศักดิ
ขืนขัดพจนาดถ์บังอาจนัก เยื้องยักแยบคายทำร้ายเรา
เพราะเห็นเปนคนนักโทษ สันโดษอยู่ในเนื้อมือเจ้า
จึ่งแกล้งพูดไพเราะห์เพราะเพรา ยั่วเย้าทอดสนิทมิดเม้น
อันความคิดของเจ้าพอเข้าใจ ด้วยท่าทางกลางไพรใครจะเห็น
จะหน่วงไว้ให้ลำบากยากเย็น ทำเล่นเช่นนี้ดีฤๅไร

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๖๘๐ เมื่อนั้น พระลักษณ์ฟังนางสนองไข
ให้คั่งแค้นแน่นทรวงดวงใจ แล้วตริตรึกนึกในไปมา
ธรรมดานารีกับบุรุษ ย่อมเปนที่วิมุติกังขา
ใครใครไม่แจ้งสัจจา จะติฉินนินทาว่าร้าย
จำเปนจะเข่นฆ่าอรไทย ตัดความสงไสยเสียให้หาย
คิดแล้วชักพระขรรค์อันเพริศพราย มุ่งหมายจะพิฆาฏฟาดฟัน

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๖๘๑ แล้วคิดเมตตาปรานี ภูมีมิได้ห้ำหั่น
สงสารหลานรักที่ในครรภ์ ทรงธรรม์ทรุดองค์ลงโศกี

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๖๘๒ ครั้นค่อยเหือดหายคลายเทวศ จึ่งทูลองค์อัคเรศมเหษี
ขอษมาลาโทษเทวี อย่าให้มีเวราแก่ข้าไป
โฉมยงจงอุส่าห์ตั้งจิตร รักษาสัตย์สุจริตจงได้
แม้นม้วยชีวันบรรไลย จะได้ไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้า
ว่าแล้วพระลักษณ์ชักพระขรรค์ ยืนยันกระหยับเงื้อง่า
เยื้องย่างสามขุมเข้ามา คิดจะฆ่าทรามไวยเสียให้ตาย

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง โอด

๒๖๘๓ แขงใจหลับเนตรหวดลง พระขรรค์ทรงหลุดพลัดพระหัดถ์หาย
สำคัญว่าพี่นางวางวาย ทอดกายเสือกซบสลบไป

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๖๘๔ เมื่อนั้น นางสีดาไม่ม้วยตักไษย
ลืมเนตรขึ้นเห็นพระขรรค์ไชย เปนมาไลยสวมสอกัลยา
เดชะสัตย์ซื่อตรงของนงคราญ กับบุญญาธิการโอรสา
พิฆาฏฟาดฟันไม่มรณา จึ่งผินภักตราแลไป
เห็นพระลักษณ์สลบซบนิ่ง จะไหวติงกายาก็หาไม่
สำคัญจิตรคิดว่าบรรไลย ทรามไวยพิไรร่ำโศกา

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

โอ้ปี่

๒๖๘๕ โอ้อนิจาเจ้าลักษณ์เอ๋ย ไม่ควรเลยมาม้วยสังขาร์
เมื่อไปรณรงค์ในลงกา ต้องเทพสาตราถึงห้าครั้ง
ก็ไม่ม้วยอาสัญบรรไลย พิเภกแก้ได้ดังใจหวัง
ครั้งนี้ม้วยมุดสุดชีวัง อยู่ยังกลางดงพงไพร
ทำไฉนจึ่งองค์พระอนุชา จะรอดชีพชีวาขึ้นมาได้
สุดคิดขัดสนเปนพ้นไป อรไทยร่ำพลางทางโศกี

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๖๘๖ เมื่อนั้น พระลักษณ์ทรงสวัสดิรัศมี
ค่อยฟื้นคืนได้สมประดี เห็นพี่นางนั้นไม่บรรไลย
จึ่งทูลถามไปด้วยใจภักดิ์ ไฉนองค์นงลักษณ์ไม่ตักไษย
พระขรรค์นี้มีฤทธิเกรยงไกร ผู้ใดไม่หาญทานทน
แม้นมาทจะฟาดฟันเหล็กเพ็ชร ก็ขาดเด็ดกระเด็นไปเปนป่น
เดชะบุญโฉมฉายไม่วายชนม์ น่าฉงนสนเท่ห์หฤไทย
บัดนี้พระขรรค์แก้วแพรวพราย หลุดพลัดหัดถ์หายหาเห็นไม่
อันพวงบุบผามาไลย ที่พระสออรไทยได้ไหนมา

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๖๘๗ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
จึ่งแถลงแจ้งความตามกิจจา เมื่อองค์อนุชาฆ่าฟัน
ก็สำคัญมั่นหมายว่าม้วยมิด พี่ตั้งจิตรจงใจไปสวรรค์
เดชะความสัตย์อัศจรรย์ จึ่งฟาดฟันไม่ต้องอินทรีย์
พระขรรค์บันดาลเปนมาไลย ลอยมาสวมใส่พระสอพี่
ว่าพลางทางเปลื้องพวงมาลี ยื่นให้พระศรีอนุชา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๖๘๘ เมื่อนั้น พระลักษณ์ยินดีเปนหนักหนา
รับดอกไม้มาจากสีดา มาลากลายเปนพระขรรค์ไชย
เห็นเปนมหัศอัศจรรย์ บังคมคัลแล้วทูลแถลงไข
อันความซื่อตรงพระองค์ไซ้ หญิงใดไม่เปรียบเทียบทัน
เปนสองครั้งทั้งลุยไฟถวาย ก็ไม่วายชีวาอาสัญ
ซึ่งพระเชษฐาให้ฆ่าฟัน พระทรงธรรม์คลั่งคลุ้มกลุ้มใจ
เชิญเสด็จไปตามกรรมก่อน อย่าอาวรณ์ร้อนรนหม่นไหม้
น้องจะลาคืนเข้าเวียงไชย มิให้ทันรุ่งราตรี

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๖๘๙ เมื่อนั้น นางสีดาสร้อยเศร้าหมองศรี
กรรแสงพลางทางกล่าววาที ตัวพี่นี้จะไปตามเวรา
วิตกแต่อนุชาจะคลาไคล กลับไปเฝ้าองค์พระเชษฐา
เจ้าจะได้ดวงใจที่ไหนมา ถวายพระผ่านฟ้าเปนสำคัญ
พระองค์จะดำริห์ติโทษ กริ้วโกรธเคืองขุ่นหุนหัน
จะให้ลงอาญาฆ่าฟัน จอมขวัญจะคิดอ่านประการใด

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๖๙๐ เมื่อนั้น พระลักษณ์เศร้าสร้อยลห้อยไห้
โศกาอาดูรทูลไป พระจะปรารมภ์ไยถึงน้องยา
คิดพะวงสงสารแต่พระพี่ จะจรลีองค์เดียวเปลี่ยวหนักหนา
สิงสัตวเสือสีห์จะบีฑา ท่าทางกลางป่าก็กันดาร
จะผินภักตร์ไปพึ่งผู้ใดได้ อาไศรยอยู่กินเปนถิ่นฐาน
จะยากจนทนทุกข์ทรมาน สงสารนฤมลเปนพ้นไป
ว่าพลางทางถวายบังคมลา ชลนาแถวถั่งหลั่งไหล
มิใคร่จะจากมาด้วยอาไลย จำเปนจำใจจรจรัล
เดินมาสักประเดี๋ยวแล้วเหลียวหลัง เห็นโฉมยงทรงนั่งกรรแสงศัลย์
สงสารนางพลางกลับมาฉับพลัน ทรงธรรม์ทรุดองค์ลงโศกา

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๒๖๙๑ ครั้นส่างโศกศัลย์กรรแสงไห้ พระหัดถ์เช็ดชลไนยทั้งซ้ายขวา
แขงขืนฝืนอารมณ์บังคมลา เสด็จโดยมรคาพนาลี

ฯ ๒ คำ ฯ ทยอย

โอ้ร่าย

๒๖๙๒ พระวิโยคโศกเศร้าถึงเยาวมาลย์ สงสารสีดามารศรี
จะเสด็จเดินดงพงพี เทวีจะอาวรณ์ร้อนรน
ไม่เคยกระตรกกระตรำลำบาก พลัดพรากซัดเซระเหหน
จะซูบผอมตรอมใจด้วยจำจน ตรำฝนทนแดดเวทนา
ร่ำพลางทางคิดถึงตัวเล่า ทุกข์ที่จะไปเฝ้าพระเชษฐา
ด้วยมิได้ดวงจิตรนางสีดา จะเอาอะไรมาเปนสำคัญ
ครั้งนี้ที่ไหนจะพ้นผิด สุดคิดสุดที่จะผ่อนผัน
ทุกข์ร้อนถอนใจจาบัลย์ พระนั่งลงโศกศัลย์โศกา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ยานี

๒๖๙๓ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์สหัสไนยไตรตรึงษา
ทิพอาศน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา กระด้างดังศิลาประหลาดนัก
จึ่งส่องทิพเนตรสังเกตดู ในทวีปชมพูรู้ประจักษ์
บัดนี้สีดากับพระลักษณ์ ได้ความทุกข์หนักทั้งสององค์
จำกูจะไปช่วยแก้ไข ให้พ้นโพยไภยดังประสงค์
คิดแล้วสำแดงฤทธิรงค์ เหาะลงมาจากฟากฟ้า

ฯ ๖ คำ ฯ กลม เชิด

ร่าย

๒๖๙๔ ครั้นถึงพ่างพื้นปัถพี นิมิตรเหมือนมฤคีที่ในป่า
นอนตายอยู่ชายพนาวา คอยท่าพระลักษณ์จรลี

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๒๖๙๕ เมื่อนั้น พระลักษณ์ทรงสวัสดิรัศมี
ครั้นค่อยระงับดับโศกี จึ่งจรลีมาตามมรคา
เหลือบแลไปเห็นเนื้อทราย นอนอยู่ริมชายพฤกษา
พิศดูก็รู้ว่ามรณา พระอนุชาชื่นชมสมคิด
จึ่งชักพระขรรค์ออกฟันเนื้อ แล่เถือแล้วล้วงเอาดวงจิตร
จะเอาไปถวายพระทรงฤทธิ์ แทนดวงจิตรชีวิตรนางสีดา
ครั้นเสร็จเสด็จลงไปริมสระ ชำระโลหิตติดหัดถา
แล้วรีบดำเนินเดินมา คืนเข้าอยุทธยาธานี

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๒๖๙๖ ครั้นถึงนัคเรศนิเวศน์วัง ก็เยื้องย่างขึ้นยังปราสาทศรี
เข้าไปเฝ้าองค์พระจักรี ถวายดวงชีวีที่ได้มา

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๖๙๗ เมื่อนั้น องค์พระราเมศเชษฐา
ทอดพระเนตรเห็นหัวใจมฤคา สำคัญว่าดวงจิตรนางทรามไวย
พระยิ่งคลั่งคลุ้มกลุ้มกลัด เคืองขัดวิญญาอัชฌาไศรย
จึ่งตรัสแก่พระลักษณ์ไปในทันใด เจ้าเห็นเปนไฉนอนุชา
แต่หัวใจมันยังวิปริต เหมือนจิตรเดียรฉานที่กลางป่า
กระนี้ฤๅจะไม่รักอสุรา ชั่วช้าสารพัดผิดคน
สาสมน้ำหน้าฆ่ามันเสีย เลี้ยงไว้เปนเมียไม่เปนผล
ว่าพลางทางเสด็จจรดล เขาในไพชนต์มณเฑียรทอง

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

โอ้

๒๖๙๘ เมื่อนั้น นางสีดาเปลี่ยวเปล่าเศร้าหมอง
ให้อาไลยในองค์พระน้อง ฟูมฟองชลนาจาบัลย์
โอ้ว่าเจ้าลักษณ์น้องรักพี่ ปานฉนี้จะวิโยคโศกศัลย์
เจ้าจะไปเฝ้าองค์พระทรงธรรม์ ที่ไหนนั่นจะพ้นโพยไภย
พระรามจะดูดวงจิตรพี่ น่าที่น้องรักจะตักไษย
แม้นเจ้าม้วยชีวันบรรไลย พี่ก็ไม่ขออยู่สู้วายชนม์
ว่าพลางทางทรงโศกา ชลนาหยัดย้อยดังฝอยฝน
กอดเข่าเจ่าจุกทุกข์ทน นฤมลไม่เปนสมประดี

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๖๙๙ ครั้นค่อยคลายโศกศัลย์รัญจวน จึ่งตรึกไตรใคร่ครวญถ้วนถี่
แม้นกูจะอยู่ในที่นี้ เห็นทีจะม้วยมรณา
จำจะเที่ยวไปให้พบปะ องค์พระฤๅษีชีป่า
พอเปนที่สำนักนิ์พึ่งพา ตามประสายากเย็นเข็ญใจ
คิดพลางย่างเยื้องจรลี ออกจากที่ฉายาพฤกษาใหญ่
ไม่มีมรคาจะคลาไคล อรไทยทรุดองค์ลงโศกี

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๒๗๐๐ เมื่อนั้น องค์ท้าวสหัสไนยเรืองศรี
ครั้นพระลักษณ์ลีลาเข้าธานี จึ่งจำแลงอินทรีย์ด้วยศักดา

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๒๗๐๑ รูปทรงสุราฤทธิ์บิดเบือน กลายเปนกระบือเถี่อนเหมือนหนักหนา
เดินเดาะดัดดั้นอรัญวา ไปยังนางสีดาด้วยพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๗๐๒ ครั้นถึงจึ่งทำเปนถามไถ่ เหตุผลกลใดนางสาวสรรค์
มาอยู่เดียวเปลี่ยวใจในไพรวัน โศกาจาบัลย์ด้วยอันใด
ถิ่นฐานบ้านช่องของเจ้านี้ อยู่ประเทศธานีบุรีไหน
นามวงษ์พงษ์ประยูรอย่างไร จะเที่ยวไปไหนนั่นกัลยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๐๓ เมื่อนั้น นางสีดาได้ฟังมหิงษา
จึ่งบอกว่าน้องนี้ชื่อสีดา เปนอรรคชายาองค์พระราม
บัดนี้พระองค์ทรงพระโกรธ ให้ลงโทษโรธทัณฑ์ไม่ไต่ถาม
นางเล่าแถลงแจ้งความ แต่ตามที่จริงทุกสิ่งไป
พี่เอนดูด้วยช่วยเมตตา ไม่มีที่พึ่งพาอาไศรย
พระฤๅษีมุนีอยู่แห่งไร จงพาไปให้ประสบพบพาน

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๗๐๔ เมื่อนั้น มหิงษาได้ฟังก็สงสาร
จึ่งว่าแก่โฉมยงนงคราญ อย่ารำคาญเคืองข้องหมองใจ
จะพาไปให้ประสบพบปะ องค์พระดาบศจงได้
เจ้าเร่งตามมาจะพาไป ประเดี๋ยวใจก็จะถึงกฎี

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๐๕ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ได้ฟังมหิงษาพาที นางเทวีค่อยสว่างส่างโศกา
จึ่งเสด็จลีลาคลาไคล เดินไปตามหลังมหิงษา
แสงจันทร์ส่องสว่างที่นางมา กระบือดำนำน่าจรจรัล

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๒๗๐๖ ด้วยเดชมัฆวานบันดาลดล ย่อย่นหนทางผายผัน
พอรุ่งรังษีรวีวรรณ ก็ถึงอรัญกุฎี
มหิงษาหายไปกับไนยเนตร ก็สังเกตว่าท้าวโกสีย์
ช่วยนำมคราด้วยปรานี เทวีชื่นชมสมคิด
จึ่งเสด็จลีลาคลาไคล เข้าไปใกล้อาศรมพระนักสิทธิ
เห็นใบดาลบานประตูปิดมิด ก็หยุดยั้งนั่งคิดอยู่ในใจ
ไม่ได้ยินกริบเกรียบเงียบสงัด พระอาจารย์จำวัดฤๅไปไหน
นางแสร้งแกล้งทำกระแอมไอ หวังจะใคร่ได้พบพระมุนี

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๗๐๗ เมื่อนั้น พระวัชมฤคฤๅษี
ปลาดใจใครมาถึงกุฎี พระมุนีเดินออกนอกประตู
ทรุดนั่งลงที่หน้าศาลาไลย หายใจหอบรวนอยู่เปนครู่
เหลียวซ้ายแลขวาป้องหน้าดู ตาหูซมซานรำคาญใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๐๘ เมื่อนั้น นางสีดานารีศรีใส
จึ่งค่อยก้มกรานคลานเข้าไป กราบไหว้วันทาพระอาจารย์

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๐๙ เมื่อนั้น พระมุนีมีพรตห้าวหาญ
นั่งพินิจพิศดูอยู่ช้านาน พระทรงญาณยังแหนงแคลงใจ
จึ่งปราไสเสียงสั่นงันงก นี่ประสกฤๅสีกามาแต่ไหน
ถิ่นฐานบ้านช่องอยู่แห่งใด นามกรชื่อไรไปไหนมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๑๐ เมื่อนั้น นางสีดาอภิวันท์ด้วยหรรษา
จึ่งแถลงแจ้งกิจพระสิทธา ข้าชื่อสีดานารี
เปนบาทบริจาพระราเมศ ผ่านนิเวศน์อยุทธยากรุงศรี
แรกเริ่มเดิมเหตุจะเกิดมี ข้านี้ไปสรงคงคา
ปิศาจแสร้งแปลงมาไม่สงไสย สำคัญว่าสาวใช้ของข้า
วอนให้เขียนรูปทรงเจ้าลงกา ไม่รู้ว่าปัจจามิตรคิดร้าย
จึ่งวาดรูปทศกรรฐ์ให้มันดู สักครู่นางนั้นก็สูญหาย
จะลบรูปลูบล้างลวดลาย เส้นสายจะสูญไปก็ไม่มี
พระรามรู้พิโรธโกรธนัก แคลงว่าข้ารักยักษี
มิได้ไต่ถามตามคดี โดยที่ทศพิธราชธรรม์
ตรัสใช้ให้องค์อนุชา พามาฆ่าเสียให้อาสัญ
พระลักษณ์พิฆาฏฟาดฟัน พระขรรค์นั้นกลายเปนมาไลย
ก็เห็นสัตย์สุจริตของข้า จึ่งขับไล่ให้มาในป่าใหญ่
ได้พบพระทรงญาณหลานดีใจ จะขอพึ่งอยู่ใต้บทมาลย์

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๒๗๑๑ เมื่อนั้น พระฤๅษีมีจิตรคิดสงสาร
จึ่งว่าแก่โฉมยงนงคราญ นี่หากบุญของหลานไม่บรรไลย
ดูดู๋เปนได้ใจพระราม เคลิ้มเขลาเบาความไม่ถามไถ่
นางก็ได้พิสูตรตัวลุยไฟ มิได้ม้วยชีวันอันตราย
ครั้งนี้นางผิดแต่นิดหนึ่ง มาโกรธขึ้งฆ่าเมียเสียง่ายง่าย
กูพลอยแค้นขัดใจไม่สบาย เหลียวซ้ายแลขวาคว้าหาครก
หยิบเภสัชจัดลงแล้วทรงตำ เพ้อพร่ำพูดมากจนหมากหก
สุ้งเสียงแสบสั่นงันงก ดูประสกรามเปนได้เช่นนี้
เสียแรงรู้พระกำหนดกฎหมาย เออโทษทัณฑ์ถึงตายแล้วฤๅนี่
จึ่งสั่งให้เข่นฆ่าราตี เช่นนี้ฤๅว่าตระลาการ
ชรอยเปนเคราะห์กรรมจำพลัดพราก เองพ้นจากเบญเพศแล้วฤๅหลาน
ว่าพลางทางหยิบเอากระดาน มาคูณหารเดือนปีนางสีดา
จึ่งประจักษ์แจ้งความตามสังเกต จำเภาะต้องเนรเทศออกสู่ป่า
แต่สิ้นเคราะห์ครั้งนี้แล้วสีกา อยู่ด้วยกันกับตาอย่าทุกข์ร้อน
ว่าพลางทางร่ายพระคาถา บันดาลเปนภูษาผ้าผ่อน
ทั้งเสื่อสาดสุจนี่ที่นอน อาภรณ์เครื่องประดับฉับไว

ฯ ๑๖ คำ ฯ ตระ เจรจา

๒๗๑๒ จึ่งว่าแก่สีดานารี เข้าของเหล่านี้ตายกให้
แล้วจัดแจงอาศรมศาลาไลย ให้นางอยู่หลังในใกล้กุฎี

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๗๑๓ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
อยู่ด้วยพระมหามุนี มิได้มีโรคันอันตราย
ปฏิบัติวัดถากพระนักสิทธิ เช้าเย็นเปนนิจไม่เหนื่อยหน่าย
ครั้นอ่อนสุริย์ฉันตวันชาย โฉมฉายจับกระเช้าเข้าพงไพร

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงช้า

สมิงทอง

๒๗๑๔ เที่ยวเก็บผลพฤกษาริมอาศรม พลางชมดอกดวงพวงไสว
โน้มกิ่งปริงปรางมะเฟืองไฟ เก็บลูกสุกใส่กระเช้าน้อย
ที่มือเอื้อมไม่ถึงพึ่งเหลืองห่าม เอาไม้ง่ามเลี้ยวลอดสอดสอย
นางเด็ดดอกบุบผาระย้าย้อย หวังจะร้อยถวายพระนักธรรม์
แล้วมายังธารท่าชลาไลย ตักทั้งน้ำใช้แลน้ำฉัน
ครั้นสิ้นแสงสุริยาสายัณห์ ก็จรจรัลเข้ามายังกุฎี

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

ร่าย

๒๗๑๕ ถึงเวลาปรนิบัติเข้าเพล เอาลูกไม้ประเคนพระฤๅษี
แล้วนั่งโบกปัดพัดวี ภักดีต่อองค์พระทรงญาณ

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๑๖ เมื่อนั้น พระมุนีปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
รักษากิจพรตกรรมสำราญ ไม่ต้องหาผลาหารลำบากกาย
ยิ่งเมตตาการุญนางโฉมยง เหมือนเชื้อวงษ์พงษ์พันธุ์สืบสาย
ครั้นอยู่มาสักห้าเดือนปลาย เห็นครรภ์นางโฉมฉายนั้นแก่นัก
จึ่งว่ากล่าวห้ามปรามนางทรามไวย แต่นี้ไปน้ำท่าเจ้าอย่าตัก
ตาจะหามาเลี้ยงหลานรัก เจ้าจงอยู่พิทักษ์รักษาครรภ์

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๗๑๗ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสรรค์
อยู่เย็นเปนศุขทุกนิรันดร์ จนครรภ์นั้นถ้วนทศมาตรา
ในเมื่อเวลาราตรีกาล เยาวมาลย์จะประสูตรโอรสา
ให้เจ็บปวดรวดร้าวทั้งกายา ประหนึ่งว่าโฉมฉายจะวายปราณ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๑๘ เมื่อนั้น พระนักธรรม์ครั้นเห็นก็สงสาร
ฉวยโอเศกน้ำมนต์ลนลาน หลงอ่านสุบินสิ้นสมประดี
แล้วจับด้ายสายสิญจน์ขมีขมัน เขียนกระดาษลงยันต์กันผี
ทำมงคลตามกิจพิธี พระมุนีเศกซ้ำละล่ำละลัก
เขาออกลูกอย่างไรไม่เคยเห็น หัวอกเต้นทึกทึกตึกตัก
แต่เวียนปลอบเยาวมาลย์หลานรัก อย่ากลิ้งเกลือกเสือกนักจงแขงใจ
ยิ่งเห็นนางครางร้องพิไรร่ำ หารู้ที่จะทำกะไรไม่
งกเงิ่นเดินมาเดินไป หายใจกระหมอบหอบเต็มที
ลงนั่งนับจับยามสามตา ตามตำราเชื่อถือของฤๅษี
จึ่งร้องบอกสีดานารี คงจะคลอดวันนี้แล้วสีกา

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๒๗๑๙ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์เจ้าไตรตรึงษา
ทิพอาศน์กระด้างดังศิลา อินทราสงไสยฤไทยนัก
จึ่งสอดส่องทิพเนตรสังเกตดู ในชมภูแผ่นหล้าอาณาจักร
ก็แจ้งว่าสีดานงลักษณ์ จะประสูตรลูกรักในดงดาน
จึ่งชวนเทพนารีทั้งสี่องค์ ฝูงอนงค์ในทิพย์พิมานสถาน
พร้อมทั้งเทพบุตรบริวาร เหาะทยานลงจากฟากฟ้า

ฯ ๖ คำ ฯ โคมเวียน

ร่าย

๒๗๒๐ ครั้นถึงศาลาอาศรม ก็บังคมพระอาจารย์ฌานกล้า
แล้วให้สี่องค์อรรคชายา ช่วยถือครรภ์สีดานารี

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๒๑ เมื่อนั้น นางสุธรรมามเหษี
รับสั่งพระอินทร์ด้วยยินดี เทวีเข้านั่งหนุนปฤษฎางค์
โฉมนางสุจิตราสุนันทา กัลยาเคียงประคองสองข้าง
สุชาดานั่งเป่าเกษานาง ฝูงอัปศรสุรางค์ต่างแวดล้อม
ครั้นเห็นนางเจ็บจวนป่วนปั่น ก็ฝืนครรภ์ผันแปรให้กลมกล่อม
คอยประโคมแตรสังข์พรั่งพร้อม ทั้งยี่ภู่ผ้าอ้อมก็เตรียมไว้

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๗๒๒ เมื่อนั้น นางสีดาเจ็บหนักเพียงตักไษย
สุดที่จะแขงขืนฝืนใจ อรไทยไม่เปนสมประดี
พอดาวเคลื่อนเลื่อนลับอัมพร ทินกรอุไทยไขสี
ได้ฤกษ์เพลานาที เทวีประสูตรพระลูกยา

ฯ ๔ คำ ฯ มโหรี เจรจา

๒๗๒๓ เมื่อนั้น นางสุชาดาเสนหา
รับองค์พระราชกุมารมา เอาน้ำทิพธารามาลูบไล้
ชำระทั่วอินทรีย์ฉวีวรรณ ผิวพรรณผุดผาดผ่องใส
แล้วนางวางองค์พระดไนย เหนือยี่ภู่ปูให้ไสยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๒๔ เมื่อนั้น จึ่งองค์เจ้าไตรตรึงษา
เทพบุตรแลเทพธิดา ต่างพิศภักตราพระโอรส
ผิวพรรณกรรณเกษเนตรขนง ทรวดทรงงามลม่อมพร้อมหมด
ช่างเหมือนพระบิตุรงค์ทรงยศ จะฦๅชาปรากฎทั้งแดนดิน
ต่างองค์อำนวยอวยพร ให้เรืองฤทธิรอนด้วยศรศิลป์
จงสังหารผลาญหมู่อสุรินทร์ แล้วพระอินทร์คืนสถานวิมานฟ้า

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๗๒๕ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดเสนหา
ครั้นเทเวศร์เหาะกลับไปลับตา กัลยาเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจ
จึ่งอุ้มองค์โอรสขึ้นใส่ตัก พิศภักตร์ลักขณาน้ำตาไหล
สลดจิตรคิดถึงยากไร้ อรไทยโศกาจาบัลย์

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

โอ้

๒๗๒๖ โอ้ว่าลูกรักของแม่เอ๋ย ทรามเชยพ่ออย่ากรรแสงศัลย์
คิดว่าม้วยด้วยแม่แต่ในครรภ์ จะไม่เห็นเดือนตวันแล้วลูกยา
เจ้าเกิดในป่าดงพงไพร ได้ลำบากยากไร้อนาถา
ลูกเอ๋ยเปนกำพร้าพระบิดา สุริวงษ์พงษาไม่เห็นภักตร์
แม้นเกิดในเวียงไชยไอสูรย์ จะสมบูรณ์พร้อมหมดด้วยยศศักดิ
นี่มารดายากจนเปนพ้นนัก ลูกรักอย่าลห้อยน้อยใจ
ธำมรงค์วงเดียวติดมือมา จะทำขวัญลูกยาอย่ารู้ไข้
ถอดแหวนผูกกรกุมารไว้ ทรามไวยพิไรร่ำโศกา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๗๒๗ แล้ววางองค์พระโอรสราช ให้ไสยาสน์ในอู่ภูษา
นางจึ่งลุกเดินดำเนินมา ยังพระสิทธาอาจารย์
ก้มเกล้าวันทาแล้วว่าไป โปรดด้วยช่วยระไวระวังหลาน
ข้านี้จะลาไปท่าธาร อาบน้ำไม่นานจะกลับมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๒๘ เมื่อนั้น พระดาบศยิ้มพลางทางว่า
ดาจะนั่งไกวเปลเห่ช้า จงไปสรงคงคาให้สำราญ

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๒๙ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
กราบกับบาทาพระอาจารย์ แล้วนงคราญลีลาคลาไคล

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงเร็ว

๒๗๓๐ ครั้นถึงท้องธารที่เชิงเขา เห็นเหล่าวานรน้อยใหญ่
บ้างมีลูกเกาะกายต่ายไม้ เผ่นโผนโจนไล่กันลงดิน
ดูพลางนางว่าแก่วานร เมื่อลูกเองยังอ่อนอยู่ทั้งสิ้น
เอาเกาะหลังเกาะน่าหากิน แต่ดิ้นดิ้นก็บอบหอบกาย
กูเห็นเปนน่าสังเวช ผิดเพศสิงสัตวทั้งหลาย
เองช่างเฉาโฉดโหดร้าย จะพาลูกมาตายเสียดังนี้

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๗๓๑ บัดนั้น ลิงไพรได้ฟังนางโฉมศรี
จึ่งร้องไปพลันทันที อันลูกเต้าเรานี้อยู่กับตัว
ดีกว่าที่ทิ้งไว้ภายหลัง ถึงจะต้องระวังก็ยังชั่ว
สารพัดศัตรูไม่สู้กลัว แม้นตัวไม่ตายก็ไม่ทิ้ง
เราเห็นว่าเจ้าอิกเฉาโฉด กลับมาติโทษเขาทุกสิ่ง
นี่ฤๅฉลาดประมาทลิง เอาลูกอ่อนนอนนิ่งไว้กุฎี
พระดาบศหลับตาภาวนาอยู่ ไหนจะดูลูกชายนางโฉมศรี
แม้นเสือสางกลางป่ามายายี น่าที่จะกัดกินสิ้นชีวิตร

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๗๓๒ เมื่อนั้น นางสีดาเฉลียวเปลี่ยวเปล่าจิตร
หยุดยั้งฟังลิงนิ่งคิด น่าอดสูตูติดประมาทนัก
คำบุราณท่านย่อมว่าอยู่ มีผู้ทักท้วงให้หน่วงหนัก
สดุ้งจิตรคิดถึงพระลูกรัก นงลักษณ์รีบกลับมาฉับพลัน

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๗๓๓ ครั้นถึงศาลาที่อาไศรย จึ่งอุ้มลูกสายใจแล้วรับขวัญ
ลืมแถลงแจ้งองค์พระนักธรรม์ ก็ผายผันไปท่าชลาไลย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๗๓๔ ครั้นถึงท้องธารที่เชิงผา ใต้ร่มพฤกษาโสกใหญ่
อุ้มองค์ลูกน้อยกลอยใจ ลงไปสระสรงคงคา
นั่งเหนือแผ่นพื้นรื่นราบ แล้ววักน้ำอาบโอรสา
ขัดสีฉวีวรรณกัลยา ชุ่มแช่คงคาวารี

ฯ ๔ คำ ฯ ลงสรง

๒๗๓๕ เมื่อนั้น พระวัชมฤคฤๅษี
ปลงอารมณ์ชมฌานโลกีย์ อินทรีย์ไม่ไหวติงนิ่งเซา
ลืมระวังหลานน้อยกลอยใจ ครั้นคิดได้แลดูเห็นอู่เปล่า
เอ๋เอออะไรมาใจเบา ลูกเต้าเขาหายตายแล้วกู
พระมุนีตีอกตกตลึง นั่งอึ้งรำพึงคิดผิดอยู่
ฤๅยักขินีผีเสื้อศัตรู มันลอบจู่มาจับพระกุมาร
ฤๅเสือสางกลางป่าพนาวัน มันคาบคั้นไปกินเปนอาหาร
ลุกขึ้นเที่ยวค้นลนลาน ไม่พบพานร่องรอยน่าน้อยใจ
กลับมานั่งกอดเข่าเจ่าจุก เปนทุกข์กลัวสีดาจะว่าได้
เสียแรงเขาออกปากฝากไว้ กูเปนผู้ใหญ่ช่างชั่วนัก
แม้นนางมาไม่เห็นพระลูกน้อย จะเศร้าสร้อยโศกาเพียงอกหัก
พ้นที่จะห้ามด้วยความรัก เห็นนงลักษณ์จะม้วยมอดวอดวาย
อย่าเลยจะตั้งพิธีการ เขียนรูปกุมารที่สูญหาย
ชุบขึ้นไว้แทนพระลูกชาย อย่าให้ทันโฉมฉายมากุฎี
คิดแล้ววาดรูปกุมารา กับหนังพระยาราชสีห์
พิศดูเหมือนสิ้นทั้งอินทรีย์ แล้วกองกูณฑ์อัคคีขึ้นทันใด

ฯ ๑๖ คำ ฯ เจรจา

๒๗๓๖ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดพิศมัย
ขึ้นจากธารท่าชลาไลย อุ้มลูกคลาไคลไปกุฎี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๗๓๗ ครั้นถึงอาศรมศาลา กัลยาเห็นองค์พระฤๅษี
ออกมานั่งมองกองอัคคี เทวีจึ่งเข้าไปกราบกราน

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๓๘ เมื่อนั้น พระดาบศสาลวนอลหม่าน
ตั้งกิจพิธีตะลีตะลาน เหลือบเห็นนงคราญอุ้มลูกมา
หัวร่อพลางทางว่าไปทันใด เอออะไรมาเล่นกันต่อหน้า
เมื่อลูกใส่อู่ไว้ในศาลา มอบหมายให้ตานี้ช่วยดู
จะกลับมาพาไปก็ไม่บอก ให้เที่ยวค้นจนออกอ่อนหู
นึกว่ามอดม้วยด้วยศัตรู จะนิ่งอยู่ก็คิดสังเวชใจ
จึ่งต้องกองกูณฑ์พิธี จะชุบลูกเทวีขึ้นไว้ใหม่
เมื่อลูกยังอยู่แล้วก็แล้วไป สิ้นธุระจะได้ภาวนา
น้อยฤๅน่าหัวร่อไม่พอที่ ให้ตั้งกิจพิธีเล่นหนักหนา
ว่าพลางทางหยิบเอาหนังมา จะลบรูปเลขาไม่รอรั้ง

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๗๓๙ เมื่อนั้น นางสีดาห้ามไว้ด้วยใจหวัง
ขอพระองค์จงได้ยับยั้ง อย่าลบรูปที่หนังเลยอาจารย์
ไหนไหนได้เขียนประดักประเคิด ชุบขึ้นไว้เถิดเปนเพื่อนหลาน
คนเดียวเปลี่ยวใจในดงดาน พระทรงญาณได้เอนดูนัดดา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๔๐ เมื่อนั้น พระฤๅษีเห็นชอบจึ่งตอบว่า
แม้นจะรับเลี้ยงกุมารา จะชุบให้กัลยาอย่าปรารมภ์
ว่าพลางทางโหมอัคคีพลัน แล้วเคารพอภิวันท์พระสยม
ม้วนหนังขึ้นถือมือประนม โอมอ่านอาคมอันเชี่ยวชาญ
เอารูปเหวี่ยงวางลงตรงกลางไฟ ก็หวั่นไหวไปทั่วทิศาสานต์
บริกรรมซ้ำเป่าอัคคีกาล บังเกิดเปนกุมารด้วยฤทธา

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๒๗๔๑ แล้วร่ายเวทสำหรับกับกองกุณฑ์ พระพิรุณเซนซ่านฉานฉ่า
จึ่งเข้าอุ้มองค์กุมารา ส่งให้สีดาด้วยพลัน
จงถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู โฉมตรูอย่ารังเกียจเดียดฉัน
นึกว่าบุตรกำเนิดเกิดในครรภ์ จะได้เปนเพื่อนกันกับลูกยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๔๒ เมื่อนั้น นางสีดาแสนโสมนัศา
ค่อยประคองสองราชกุมารา พิศภักตร์ลักขณาละกลกัน
ดูน้องงามสิ้นทั้งอินทรีย์ ดูพี่พร้อมพริ้งทุกสิ่งสรรพ์
เสนหาดังดวงชีวัน รับขวัญโลมลูบพระลูกยา
แล้วนางก้มเกล้ากราบกราน พระอาจารย์จงโปรดเกษา
ได้ตั้งกิจพิธีเปนฤกษ์พา จงให้นามนัดดาทั้งสองนี้

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๗๔๓ เมื่อนั้น พระวัชมฤคฤๅษี
พิเคราะห้ในลักขณาชตาปี ให้ต้องที่อายุศม์บริวาร
ซึ่งบุตรเทวีทั้งพี่น้อง นานไปจะได้ครองราชฐาน
จะให้นามตามวงษ์อวตาร ด้วยบุญญาธิการนั้นมากมาย
ให้พี่ชื่อพระมงกุฎไตรภพ น้องชื่อพระลบฤๅสาย
ปราศจากภยันอันตราย จะเรืองฤทธิเลิศชายในโลกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๗๔๔ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
ก้มเกล้าเคารพพระสิทธา ยินดีปรีดาในอารมณ์
แล้วชวนองค์โอรสทั้งสอง อุ้มประคองเข้ามายังอาศรม
ค่อยวางลูกจอมขวัญให้บรรธม นางเชยชมกุมารสำราญใจ
ลูกรักของแม่ไม่หลับนอน จะชอ้อนวอนเที่ยวไปข้างไหน
นิ่งเถิดแก้วตาอย่าร่ำไร แม่จะกล่อมเจ้าให้ไสยา

ฯ ๖ คำ ฯ

พัดชา

๒๗๔๕ เจ้านอนเสียเถิดทั้งพี่น้อง จะร่ำร้องไปไยหนักหนา
พ่ออย่ากรรแสงโศกา จงนิ่งนิทราณสายใจ
อย่าเฝ้าเร้ารบมารดา ตื่นนอนพ่ออย่ารู้ร้องไห้
ขวัญเข้าเจ้าแม่ผู้เพื่อนไร้ ต้องนอนในป่าดงพงพี
แม่จะเก็บผลไม้ให้เสวย ทรามเชยของแม่ทั้งสองศรี
โพยไภยไข้เจ็บอย่ารู้มี เทวีโลมลูบพระลูกยา

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

ร่าย

๒๗๔๖ ครั้นพี่น้องสององค์หลับใหล ทรามไวยนั่งพิทักษ์รักษา
โบกปัดพัดวีไปมา ด้วยเมตตาลูกน้อยกลอยใจ
ครั้นกุมารตื่นขึ้นค่อยประคอง มิให้ลูกทั้งสองร้องไห้
อุ้มมาโสรจสรงคงคาไลย ลูบไล้ขนงเนตรเกษกรรณ
แล้วอุ้มขึ้นจากอ่างวางบนตัก เชยชมลูกรักแล้วรับขวัญ
จึ่งหยิบผลามาป้อนปัน บำรุงเลี้ยงเที่ยงธรรม์ทุกเวลา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๗๔๗ เมื่อนั้น ทั้งสองพระกุมารโอรสา
ครั้นค่อยจำเริญไวยใหญ่มา พูดจาฉอเลาะเราะราย
วอนชนนีเสวยนม เชยชมทุกเมื่อไม่เบื่อหน่าย
พระมงกุฎนั่งแนบแอบกาย หยิบหมากป้อนถวายแล้วขอชาน
พระลบรบวอนจะนอนตัก ซบภักตร์บังคมประสมประสาน
แล้ววิ่งวางไปหาพระอาจารย์ สองกุมารถาโถมเข้ากอดฅอ
นั่งตักคนละข้างแล้วต่างว่า ตารักข้ามากกว่าหนาตาหนอ
รบให้พระนักธรรม์ปั้นวัวล้อ หลานขอคนละตัวเถิดขรัวตา
กอดจบลูบคลำทำเปาะเหลาะ พูตออเซาะสรวลสันต์หรรษา
เออนี่อะไรไอยกา ตัวดำเหมือนคุลาน่าชัง
ผมเผ้าเหาเล็นเหม็นสาบ ช่างไม่อาบน้ำท่าเสียมั่ง
หนวดขาวยาวยุ่งรุงรัง น่าชังฉวยฉุดหลุดติดมือ
แล้วทำบ่วงคนละอันควั่นปลายไม้ ตาไปคล้องนกแก้วด้วยกันฤๅ
หยอกเย้าเจ้าตาคร่ายื้อ อึงอื้ออุตลุดในกุฎี

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๒๗๔๘ เมื่อนั้น พระวัชมฤคฤๅษี
รักใคร่หลานขวัญพันทวี พระมุนีมิให้เคืองใจ
นั่งหลาวว่าวกุลาน้อยน้อย กะจ้อยร่อยน่ารักชักด้วยไหม
ตัดว่าวปักเป้าปิดกระดาษไทย ผูกปลายไม้ให้หลานฬ่อกัน
แล้วแกะดินตินท่าน่าวัด มาปั้นเปนรูปสัตวทุกสิ่งสรรพ์
ส่งให้สองนัดดาลาวรรณ ตัวนั้นงามเหมาะเหมาะสิ้นที

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๗๔๙ เมื่อนั้น พระกุมารพี่น้องสองศรี
ได้ของเล่นหลายหลากมากมี ยินดีปรีดาในอารมณ์
แล้วลาดาบศมาวิ่งเล่น เพลาเย็นแดดบ่ายชายอาศรม
แล่นไปหลังกุฎีที่จงกรม พ่างพื้นรื่นรมย์โรยทราย
เอาวัวล้อลากเล่นที่ลานวัด จนรูปสัตวล้มคมำคว่ำหงาย
ครั้นลมพัดเรื่อย ๆ เฉื่อยชาย ก็ชักว่าวสาวสายป่านมา
พระลบรบชวนเล่นไล่ ซ่อนซุ่มพุ่มไม้แล้วไปหา
สำรวลสรวลสันต์กันสองรา ตามประสาทารกสำราญใจ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

๒๗๕๐ คิดคนึงถึงองค์พระอาจารย์ จะเที่ยวเล่นอยู่นานก็หาไม่
ต่างองค์ทรงเก็บดอกไม้ เข้าไปถวายพระสิทธา

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๕๑ เมื่อนั้น พระมุนีมีญาณฌานกล้า
เห็นพี่น้องสองราชนัดดา ชัณษาได้เจ็ดปีปลาย
จำจะให้เรียนรู้วิชาการ ตามวงษ์อวตารสืบสาย
คิดพลางทางว่ากับหลานชาย จะวิ่งเต้นเล่นสบายอยู่ทำไม
วันพฤหัศวันนี้ดีนักหนา ไอยกาจะสอนหนังสือให้
เจ้าจงพากเพียรเขียนอ่านไป ตั้งใจอุส่าห์อย่าเกียจคร้าน
เมื่อไรหลานอ่านหนังสือออกก่อน จึ่งจะสอนวิชาชาติททาร
ว่าพลางทางหยิบเอากระดาน เขียนนอโมให้หลานเล่าไป

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๒๗๕๒ เมื่อนั้น สองกุมารกราบก้มบังคมไหว้
ร่ำเรียนเขียนอ่านว่องไว ไม่ทันไรรู้สิ้นสารพัด
สวดหนังสืออื้ออึงทั้งพี่น้อง สุ้งเสียงเคล่าคล่องไม่ข้องขัด
อ่านโคลงพากย์ฉันท์สันทัด อุส่าห์หัดเช้าเย็นไม่เว้นวัน

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๗๕๓ เมื่อนั้น พระมุนีมีจิตรหฤหรรษ์
เห็นพระพี่น้องทั้งสองนั้น อ่านหนังสือโคลงฉันท์ได้ชำนาญ
จึ่งสั่งสอนตามสังเกตเวทมนต์ อุปเท่ห์เล่ห์กลให้แก่หลาน
ทั้งคาถาอาคมอันเชี่ยวชาญ เขียนใบลานให้เล่าทั้งเช้าเย็น
ขัดสมาธิ์เอออือถือไม้เรียว ขู่ตวาดกราดเกรี้ยวเคี่ยวเข็น
ไม่ให้หลบลี้หนีเร้น สั่งสอนมิได้เว้นสักเวลา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๗๕๔ เมื่อนั้น ทั้งสองพระกุมารโอรสา
ตั้งใจพากเพียรเรียนวิชา ปัญญาเคล่าคล่องว่องไว
รู้จบไตรเพทเวทมนต์ อุปเท่ห์เล่ห์กลก็จำได้
อุส่าห์สาธยายทุกวันไป หวังจะให้แม่นยำชำนาญ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๕๕ เมื่อนั้น พระฤๅษีปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
ยิ้มแย้มแจ่มใสสำราญ ด้วยหลานมีปรีชาปัญญาไว
สารพัดลัทธิต่างต่าง ไม่อำพรางพร่ำสั่งสอนให้
ครั้นเห็นหลานเล่าเรียนได้เจนใจ จึ่งหยิบไม้ไผ่ป่ามาทั้งมัด
เอามีดเกลาเหลาศรสองอัน กับลูกนั้นห้าเล่มพอยิงหัด
แล้วแนะทางธนูให้รู้ชัด เจ้ายิงให้สันทัดทั้งพี่น้อง
ว่าพลางทางหยิบธนูให้ กับหลานน้อยกลอยใจทั้งสอง
ไอยกาจะพาไปยิงลอง แล้วย่างย่องนำน่าออกมาพลัน

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๒๗๕๖ ครั้นถึงที่จงกรมร่มไทร ลงนั่งหอบหายใจตัวสั่น
จึ่งให้สองนัดดาลาวรรณ ยืนยันยิงธนูให้รู้ที

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๕๗ เมื่อนั้น พระกุมารพี่น้องสองศรี
ต่างองค์ขึ้นศิลป์ด้วยยินดี น้าวหน่วงท่วงทีดังนารายน์
พระอาจารย์ผุดลุกขึ้นกุกกัก เอาไม้ท้าวไปปักลงให้หมาย
ทั้งสององค์ทรงศรเยื้องกราย พาดสายหมายมุ่งแล้วแผลงไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๗๕๘ ศรทรงตรงถูกไม้ท้าวปัก เห็นประจักษ์ทักแท้ไม่สงไสย
พระกุมารสรวลสันต์สำราญใจ แล้วยิงซ้ำไปให้ชำนาญ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๗๕๙ เมื่อนั้น พระมุนีนั่งชมฝีมือหลาน
มิเสียแรงร่ำเรียนวิชาการ จนสิ้นพุงอาจารย์ไม่ช้าพลัน
ตาจะตั้งกองกูณฑ์กระลากิจ ชุบศรเรืองฤทธิ์ให้หลานขวัญ
ว่าพลางทางลุกขึ้นงกงัน กลับมายังอรัญกุฎี

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๗๖๐ นั่งเหนือแผ่นศิลาริมอาศรม สังเกตดูฤกษ์ลมปัถวี
จึ่งตั้งการทำกิจพิธี กองกูณฑ์อัคคีขึ้นด้วยพลัน
แล้วยืนสำรวมกายร่ายเวท ตามลัทธิพรหเมศรังสรรค์
บันดาลเปนเทพเทวัญ ชูศรสองอันขึ้นกลางไฟ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๒๗๖๑ พระดาบศชื่นชมภิรมยา สมดังจินดาอัชฌาไศรย
หยิบศรสองคันมาทันใด เทพไทหายวับไปกับตา
จึ่งส่งศรให้องค์พระมงกุฎ กับพระลบแสนสุดเสนหา
เอาไว้เปนคู่หัดถ์พระนัดดา จงเรืองเดชเดชาในธาตรี
สารพัดศัตรูหมู่ราย ให้แพ้พ่ายฤทธิรอนด้วยศรศรี
ปราบเข็ญเย็นทั่วธรณี อย่ารู้มีอันตรายทั้งสองรา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๗๖๒ เมื่อนั้น พระกุมารอภิวันท์ด้วยหรรษา
คำนับรับคำพระสิทธา ยินดีปรีดาเปนพ้นไป
ต่างอวดศรศรีกันพี่น้อง ถ้อยทียิ้มย่องผ่องใส
แล้วลาอาจารย์ชาญไชย วิ่งไปเฝ้าองค์พระมารดา

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๗๖๓ บังคมทูลแถลงแจ้งคดี พระฤๅษีชุบศรให้ข้า
เปนอาวุธสำหรับกายา น่ารักหนักหนาพระชนนี

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๖๔ เมื่อนั้น นางสีดาปรีดิ์เปรมเกษมศรี
รับขวัญลูกยาแล้วพาที พระมุนีมีคุณเปนพ้นไป
เมตตาสารพัดจะสอนสั่ง อิกทั้งธนูศิลป์ก็ชุบให้
ลูกยาจะปรากฎยศไกร ทั่วไปทุกประเทศธานี
เหมือนองค์ทรงฤทธิ์บิดร รุ่งเรืองฤทธิรอนด้วยศรศรี
สังหารผลาญหมู่อสุรี มอดด้วยชีวีทั้งลงกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๗๖๕ เมื่อนั้น องค์พระมงกุฎเชษฐา
ทั้งองค์พระลบอนุชา สำคัญว่าร่วมชนกชนนี
ต่างชอ้อนนอนตักด้วยรักใคร่ แล้วทูลความถามไปทั้งสองศรี
พระมารดาจงแถลงแจ้งคดี เดิมทีนั้นเปนประการใด
ซึ่งว่าบิตุรงค์ลูกรัก เปนปิ่นปักนัคเรศบุรีไหน
นามวงษ์พงษ์ประยูรอย่างไร สงไสยเปนพ้นพันทวี
เหตุไฉนไยองค์พระมารดา มาอยู่ด้วยไอยกาฤๅษี
ไม่เนาในนัคราธานี ลูกนี้ฉงนสนเท่ห์นัก

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๗๖๖ เมื่อนั้น นางสีดานารีมีศักดิ
ได้ฟังทั้งสองลูกรัก นงลักษณ์สท้อนถอนใจ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้ชากุณ

๒๗๖๗ จะออกปากแถลงแจ้งเหตุ ชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
สร้วมสอดกอดองค์โอรสไว้ ทรามไวยพิไรร่ำรำพรรณ
อันองค์สมเด็จพระบิตุเรศ ทรงนามราเมศรังสรรค์
หน่อท้าวทศรถทรงธรรม์ ครอบครองเขตรขัณฑ์อยุทธยา
มีพระอนุชาสามองค์ ล้วนทรงฤทธิไกรแกล้วกล้า
เดิมแม่อยู่เมืองมิถิลา แรกรุ่นชัณษาสิบห้าปี
บิดาเจ้าไปยกศิลป์ไชย จึ่งได้แม่มาเปนมเหษี
มาอยู่อยุทธยาธานี ไม่ถึงกึ่งปีหนาลูกยา
นางไกยเกษีนั้นขอสัตย์ จึ่งกำจัดบิดรไปเดินป่า
แม่กับพระลักษณ์อนุชา อุส่าห์ตามเสด็จด้วยภักดี
อสุรีมีนามทศภักตร์ มาลอบลักมารดาพาหนี
ไปอยู่กรุงลงกาธานี แม่นี้ทุกข์ทนเปนพ้นไป
องค์พระบิดากับอาว์เจ้า คุมเหล่าวานรน้อยใหญ่
ไปสังหารทศกรรฐ์บรรไลย จึ่งได้มารดามานคร
ก็อยู่เย็นเปนศุขเกษมสันต์ จนแม่นี้มีครรภ์อ่อนอ่อน
วันหนึ่งจึ่งองค์พระภูธร บทจรไปประพาศพนาลี
แม่ไปสรงวารินที่ตินท่า ปิศาจแสร้งแปลงมาเปนทาษี
มันเฝ้าวอนว่าพาที ให้แม่นี้เขียนรูปเจ้าลงกา
บิตุเรศพิโรธโกรธหนัก ก็ลงแม่ว่ารักยักษา
ตรัสใช้ให้องค์อนุชา พามาพิฆาฏฟาดฟัน
เดชะความสัตย์สุจริต ชีวิตรมารดาไม่อาสัญ
จึ่งได้มาพึ่งพักพระนักธรรม์ นางรำพรรณให้ฟังแต่หลังมา

ฯ ๒๒ คำ ฯ

ร่าย

๒๗๖๘ เมื่อนั้น ทั้งสองพระกุมารโอรสา
ได้ฟังชนนีมีวาจา เล่ามาแต่ต้นจนปลาย
คิดถึงบิดาก็อาไลย เปลี่ยวเปล่าเศร้าใจฤไทยหาย
สงสารมารดาอยู่เดียวดาย ฟูมฟายชลนาโศกาไลย

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๒๗๖๙ เมื่อนั้น องค์ภัควดีศรีใส
จึ่งปลอบลูกน้อยกลอยใจ อย่าครวญคร่ำร่ำไรถึงบิดา
ท่านเคืองขัดตัดขาดเสียแล้วพ่อ แม่นี้ไม่ขอเห็นหน้า
เจ้าอย่าหมายใจไปพึ่งพา เราอยู่ตามประสายากไร้

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๗๐ เมื่อนั้น ทั้งสองกุมาราอัชฌาไศรย
เห็นชนนีลห้อยน้อยใจ ห้ามมิให้โศกศัลย์ถึงบิดา
อุส่าห์ขืนกลืนกลั้นกรรแสง เสแสร้งสรวลสันต์หันษา
ชักชวนพูดเล่นเจรจา กับมารดาผาศุกเหมือนทุกวัน
แล้วบังคมก้มกราบลงกับตัก ลูกรักจักลาไปไพรสัณฑ์
เที่ยวประพาศพฤกษาในอารัญ สุริยาสายัณห์จะกลับมา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๗๗๑ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
ลูบหลังทั้งสองพระลูกยา กำชับกำชาด้วยปรานี
เจ้าจะไปเล่นป่าอย่าประมาท หมู่สัตวจัตุบาทเสือสีห์
ย่อมหยาบคายร้ายแรงราวี ระวังองค์จงดีณลูกยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๗๒ เมื่อนั้น พระพี่น้องสององค์ก็หรรษา
กราบบาทชนนีชุลีลา มาสระสรงคงคาสาคร
ทรงภูษาผ้าทิพบรรจง ต่างองค์ทรงถือธนูศร
ออกจากอาศรมสถานพระมารดร บทจรเข้าในไพรพนม

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ชมดง

๒๗๗๓ สององค์ลดเลี้ยวเที่ยวประพาศ รุกขชาติดาษดื่นรื่นร่ม
สาวหยุดย้อยรย้าน่าชม เด็ดมาแซมผมให้น้องชาย
ปริงปรางลางต้นผลดก ตามประสาทารกก็ปีนป่าย
เก็บได้ใส่ห่อผ้าสพาย จะเอาไปถวายพระมารดา
เห็นลิ้นจี่มีผลพวงห้อย หยุดสอยเสวยพลางกลางป่า
ร้อยลิ้นลมุดพุทรา หล่นกลาดดาษดาอยู่บนดิน
ต่างวิ่งชิงกันเก็บเสวย แล้วล่วงเลยเดินไปในไพรสินธุ์
ครั้นถึงธารท่าวาริน ก็อาบกินเย็นฉ่ำสำราญ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

ร่าย

๒๗๗๔ แลเห็นพฤกษาพระยารัง สูงใหญ่ใบบังสุริย์ฉาน
โตกว่าต้นไม้ในดงดาน สองกุมารยืนแลอยู่แต่ไกล
พระมงกุฎจึ่งว่าแก่พระลบ เรามาพบพฤกษาสูงใหญ่
พี่คิดว่าจะลองศิลป์ไชย ให้เห็นฤทธิไกรดังใจจง
แม้นศรเรานี้มีศักดา พฤกษาก็จะแหลกเปนผุยผง
ว่าพลางทางขึ้นศรทรง พาดสายหมายตรงแล้วแผลงไป

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง กราวรำ เจรจา

๒๗๗๕ ศรถูกพระยารังดังสนั่น หักสะบั้นกลางต้นไม่ทนได้
ด้วยกำลังฤทธิรอนศรไชย หวั่นไหวไปทั่วทั้งธาตรี
สองกุมารชื่นชมโสมนัศ ตบหัดถ์สรวลสันต์เกษมศรี
แล้วพากันดั้นดงพงพี มายังที่อาศรมศาลา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ช้า

๒๗๗๖ มาจะกล่าวบทไป ถึงพระรามเรืองฤทธิ์ทุกทิศา
เสด็จออกว่าขานการภารา พร้อมพระอนุชาเสนาใน
ได้ยินเสียงวิปริตผิดประหลาด กึกก้องกัมปนาทหวาดไหว
สุธาธารสท้านสเทือนไป ดังกรุงไกรจะเอียงคว่ำทำลาย
ประชาชนพลเมืองทั้งนั้น ต่างตระหนกอกสั่นขวัญหาย
ไม่ประจักษ์เหตุผลต้นปลาย พระนารายน์ฉงนสนเท่ห์ใจ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๗๗๗ จึ่งดำรัสตรัสถามโหราจารย์ จะเกิดเหตุเภทพาลเปนไฉน
เสียงสนั่นบันดาลดังนี้ไซ้ ดีร้ายอย่างไรจะใคร่รู้

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๗๘ บัดนั้น ปโรหิตโหรเถ้าเฝ้าอยู่
ทั้งพราหมณ์พฤฒามาตย์ราชครู ที่รู้เค้ามูลก็ทูลไป
ซึ่งเกิดการอัศจรรย์ดังบัญชา จะมีในตำราก็หาไม่
แต่จดหมายเหตุสังเกตไว้ เมื่อภูวไนยกับสามอนุชา
ลองศิลป์ถวายพระบิตุราช ก็ไหวหวาดทั่วทศทิศา
ครั้งนี้เห็นจะมีผู้ศักดา สำแดงเดชาเชี่ยวชาญ
ขอให้แต่งราชสารศรี ผูกพาชีเสี่ยงทายอธิฐาน
ปล่อยพระยาม้าต้นอุประการ แล้วแต่งทัพทหารตามไป
ใครนับถือซื่อตรงต่อเบื้องบาท พระนารายน์ธิราชเปนใหญ่
ให้เคารพบูชาด้วยมาไลย โดยใจจงรักภักดี
ใครทะนงองอาจอหังกา เห็นอาชาแลวจับขับขี่
ผู้นั้นโทษถึงสิ้นชีวี ให้โยธีจับมัดเอาตัวมา

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๒๗๗๙ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพนาถา
จึ่งดำรัสตรัสแก่โหรา ท่านว่านี้ชอบเราขอบใจ
แม้นจะละมันไว้ให้เหิมฮึก จะเกิดศึกเสี้ยนหนามสงครามใหญ่
จำจะต้องปราบปรามให้ราบไว้ อย่าให้ทนงจิตรทำฤทธา
แล้วมีบัญชาปกาสิต สั่งพระพรตเรืองฤทธิ์ขนิษฐา
อิกองค์พระสัตรุดอนุชา ทั้งพระยาวายุบุตรวุฒิไกร
ให้จัดแจงปล่อยม้าอุประการ ตามคำโหราจารย์จงได้
น้องรักเร่งยกทัพไชย ตามไปจับปัจจามิตรมา
ว่าพลางอำนวยอวยพร จงรุ่งเรืองฤทธิรอนแกล้วกล้า
อันศัตรูผู้ที่อหังกา ให้ย่อยยับอัปราด้วยฤทธี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๗๘๐ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดเรืองศรี
คำนับรับพรภูมี ชื่นชมยินดีเปนพ้นไป
ต่างองค์ถวายอภิวาท พระเชษฐาธิราชเปนใหญ่
แล้วชวนวายุบุตรวุฒิไกร ออกไปจัดสรรดังบัญชา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๗๘๑ จึ่งให้ผูกม้าต้นอุประการ เครื่องอานภู่ดาววาวเวหา
อาลักษณ์เชิญราชสารา มาแขวนฅอพระยาพาชี

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๘๒ บัดนั้น ปโรหิตโหราบดีศรี
ราชครูหมู่มุขมนตรี พราหมณ์ชีมาประชุมพร้อมกัน

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๒๗๘๓ จึ่งอ่านคำอธิฐานเสี่ยงทาย ว่าองค์พระนารายน์รังสรรค์
ซึ่งทรงทศพิธราชธรรม์ หมายมั่นจะบำรุงโลกา
เดชะอธิฐานทุกสิ่ง เปนความสัตย์ความจริงของข้า
ขอจงองค์เทพเทวา ช่วยชักนำอาชาคลาไคล
ผู้ใดที่ทนงองอาจ ทำให้โลกธาตุหวาดไหว
ถึงจะอยู่ถิ่นฐานบ้านเมืองใด ขอให้มโนไมยไปพบพาน

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๗๘๔ ครั้นเสี่ยงแล้วลั่นฆ้องสามที ปล่อยพระยาพาชีห้าวหาญ
ออกจากที่ประชุมโหราจารย์ เดินผ่านไปตามมรคา

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๘๕ บัดนั้น หญิงชายชาวเมืองถ้วนหน้า
รู้ว่าพระทรงศักดิจักรา ให้เสี่ยงทายมิ่งม้าอุประการ
ต่างหาธูปเทียนดอกไม้ ออกไปบูชาทุกน่าบ้าน
บ้างปูผ้าห่มก้มกราบกราน ตามตลาดยี่สารทุกแห่งไป
บ้างว่าเดชะพระนารายน์ ขอจงจับคนร้ายมาได้
ให้สิ้นเสี้ยนศัตรูหมู่ไภย เย็นใจไพร่ฟ้าประชาชน
บรรดาเหล่าชาวเมืองมาคับคั่ง บ้างยืนนั่งแลหลามตามถนน
ต่างอำนวยอวยพรภูวดล ดูพระยาม้าต้นจนลับตา

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๗๘๖ บัดนั้น มิ่งม้าอุประการหาญกล้า
ทักษิณสามรอบภารา แล้วตรงมากาลวาดพนาลี

ฯ ๒ คำ ฯ พระยาเดิน

๒๗๘๗ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดเรืองศรี
ครั้นเสร็จปล่อยมิ่งม้าพาชี ภูมีมาสรงคงคาไลย
แต่งองค์ทรงใส่เครื่องประดับ สำหรับรณรงค์ศึกใหญ่
จับศรศักดาคลาไคล มาทรงพิไชยราชรถ
ให้คำแหงหณุมานเปนกองน่า ดำเนินนำโยธามาหมด
เคลื่อนทัพสององค์พระทรงยศ เดินสะกดรอยม้าอาชาไป

ฯ ๖ คำ ฯ กราวนอก เชิด

๒๗๘๘ ครั้นถึงชายป่ากาลวาด ให้หยุดราชรถทองผ่องใส
จึ่งสั่งศรีหณุมานชาญไชย จงตามรอยม้าไปให้ทันที
เราจะพักพหลพลขันธ์ ตั้งมั่นคอยท่าอยู่ที่นี่
แม้นประสบพบพวกไพรี จงกลับมาแจ้งคดีด้วยพลัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๗๘๙ บัดนั้น หณุมานฤทธิแรงแขงขัน
รับสั่งสองพระองค์ทรงธรรม์ ก็ผายผันมาตามพาชี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๗๙๐ ลัดแลงแฝงพุ่มพฤกษา มิให้เห็นกายากระบี่ศรี
สกดรอยคอยดูท่วงที หวังจะจับคนขี่อาชา

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๒๗๙๑ มาจะกล่าวบทไป ถึงสององค์ทรงยศโอรสา
อยู่ด้วยพระอาจารย์กับมารดา ในอาศรมศาลาพนาลี
ร่ำเรียนวิชาการชำนาญนัก เรืองฤทธิ์สิทธิศักดิด้วยศรศรี
ชันษาอายุได้แปดปี ชนนีพิศวาศจะขาดใจ
เคยไปเที่ยวประพาศพนาวัน เก็บพรรณพฤกษาในป่าใหญ่
เมื่อวันจะมีเหตุเภทไภย พเอิญให้อาวรณ์วิญญา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๗๙๒ จึ่งบังคมทูลชนนี ลูกนี้จะลาไปเล่นป่า
พอบ่ายบังควรเวลา จะกลับมาให้ถึงกุฎี

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๙๓ เมื่อนั้น โฉมนางสีดามารศรี
รับขวัญลูกยาแล้วพาที วันนี้แม่ประหลาดหลากใจ
ผิดสังเกตเนตรขวาก็กระเหม่น จะเคยเปนเช่นนี้ก็หาไม่
ลูกรักจักลาไปเล่นไพร แม่ไม่ให้ไปแล้ววันนี้
จงเล่นอยู่แต่น่าอาศรม ริมที่จงกรมพระฤๅษี
สนุกกว่าป่าดงพงพี สัตวร้ายราวีไม่บีฑา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๗๙๔ เมื่อนั้น สององค์ทรงยศโอรสา
ชนนีมิให้ไคลคลา ก็โศกาอาดูรทูลไป
ลูกจะใคร่เที่ยวเล่นเช่นวานนี้ ลองศิลป์พระมุนีที่ให้ใหม่
ยิงรังดังลั่นสนั่นไพร ไม้ไล่ล้มหักด้วยศักดา
แม้นไดัไปเล่นเหมือนเช่นนั้น จะชวนกันยิงอิกให้หนักหนา
ว่าพลางกลิ้งเกลือกเสือกไปมา โศกาอื้ออึงคนึงไป

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๒๗๙๕ เมื่อนั้น พระมุนีหนวกหูไม่อยู่ได้
ลุกขึ้นเดินงกงันมาทันใด เอออะไรสีกาว่าหลานกู
ไม่เมตตาตามใจลูกน้อย ให้ฤๅษีนี้พลอยรำคาญหู
พูดจาเพ้อพำพร่ำพรู หลงใหลไปขู่พระกุมาร

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๗๙๖ เมื่อนั้น นางสีดานึกพะวงสงสาร
มิรู้ที่จะขืนขัดทัดทาน เห็นกุมารครวญคร่ำร่ำไร
จำเปนจึ่งมีพจนาดถ์ อนุญาตโดยดังอัชฌาไศรย
ลูกรักจักลาไปเล่นไพร ก็ตามใจแต่อย่าอยู่ช้านัก
อัศจรรย์วันนี้วิปริต แม่คิดวิตกเพียงอกหัก
ลูบหลังสั่งสองพระลูกรัก อย่าช้านักมากุฎีแต่วี่วัน

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๗๙๗ เมื่อนั้น สองกุมารชื่นชมหฤหรรษ์
ยินดีที่จะได้ไปอรัญ สำรวลสรวลสันต์ทั้งน้ำตา
แล้วอำลาอาจารย์กับมารดร ยอกรบังคมก้มเกษา
ต่างองค์ทรงศรศักดา ออกจากศาลาคลาไคล

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๗๙๘ เดินโดยมรคาพนาลี มาถึงที่กาลวาดป่าใหญ่
ลดเลี้ยวเที่ยวชมมิ่งไม้ แสนสำราญฤไทยเปนพ้นนัก

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๗๙๙ พระมงกุฎเหลือบแลแปรผัน เห็นม้านั้นยืนอยู่ไม่รู้จัก
ชี้พระหัดถ์ตรัสบอกพระน้องรัก ประหลาดนักสัตว์นี้มันชื่อไร
แต่ก่อนเก่าเรามาเที่ยวเล่น จะเคยพบเห็นก็หาไม่
ผิดกับสัตว์ป่าพนาไลย ชรอยเขาเลี้ยงไว้ในบ้านเมือง
รูปร่างน่ารักเปนหนักหนา กิริยาอาการก็พานเชื่อง
ล้วนแก้วเก้าเนาวรัตน์รุ่งเรือง ผูกเครื่องประดับมากับกาย
อย่าเลยเราช่วยกันเลี้ยวไล่ จับตัวให้ได้ดังใจหมาย
วันนี้ขี่เล่นให้สบาย ตวันบ่ายสักหน่อยจึ่งปล่อยมัน
แล้วทิ้งเถาวัลย์มาทันใด ถือต้นปลายไว้ให้มั่น
ชักขึงพานน่าม้านั้น เลี้ยวลัดสกัดกั้นกันไปมา

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๒๘๐๐ ครั้นจับม้าได้ก็ยินดี ถ้อยทีสรวลสันต์หรรษา
เห็นกล่องแก้วมรกฏรจนา ผูกฅอม้ามาเปนสำคัญ
ประหลาดใจอะไรจะมีอยู่ จึ่งแก้ออกดูขมีขมัน
เห็นสาราจาฤกแผ่นสุวรรณ ก็ทรงอ่านสารนั้นทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๒๘๐๑ ในสาราว่านารายน์แบ่งภาค มาจากเกษียรสมุทใหญ่
ทรงนามราเมศเรืองไชย สถิตย์ในกรุงศรีอยุทธยา
ได้ยินสำเนียงเสียงสนั่น ไหวหวั่นทั่วทศทิศา
หลากใจไม่แจ้งกิจจา จึ่งปล่อยม้าที่นั่งมาครั้งนี้
ถ้าผู้ใดไม่กระบถทษร้าย ต่อพระนารายน์เรืองศรี
จงแต่งเครื่องบูชาพาชี ภักดีต่อองค์พระทรงธรรม์
แม้นใครจับขับขี่ร่วมอาศน์ พระนารายน์ธิราชรังสรรค์
จะให้ลงอาญาฆ่าฟัน ผู้นั้นโทษถึงมรณา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๘๐๒ พระมงกุฎทรงอ่านสารจบ จึ่งว่าแก่พระลบขนิษฐา
สัตวนี้มีเจ้าของแล้วน้องยา เขาเรียกมันว่าม้าอาชาไนย
อันสาราว่าใครจับขับขี่ จะสังหารชีวีให้ตักไษย
กระบถทดโท่ไม่เข้าใจ จับได้ก็จะขี่ให้สำราญ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๘๐๓ เมื่อนั้น พระลบอนุชาจึ่งว่าขาน
ในสาราว่าพระอวตาร แล้วก็ผ่านกรุงศรีอยุทธยา
ฤๅจะเปนเช่นชนนีบอก พระรามคนนี้ดอกกระมังหนา
น้องนึกพะวงสงกา แล้วจะเปนบิดาดอกกระมัง

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๘๐๔ เมื่อนั้น พระมงกุฎว่าไปดังใจหวัง
วานอย่าออกชื่อพ่อไม่ขอฟัง ท่านชิงชังมารดาให้ฆ่าตี
ถึงจะเปนบิดาก็ทำไม เมื่อเราไม่รู้จักมักจี่
ม้าฬาของใครก็ตามที คงจะขี่ให้ได้แล้วไม่ฟัง
อนุชาช่วยยุดฉุดให้มั่น อย่าให้มันถอยน่าถอยหลัง
แล้วเหยียบโกลนโผนเผ่นด้วยกำลัง ขึ้นนั่งบนอานอาชา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง เพลง

๒๘๐๕ ชักม้าลดเลี้ยวเที่ยวเล่น ขับขี่ไม่เปนเต้นสามขา
พระลบรบจะขี่ด้วยพี่ยา วิ่งตามมิ่งม้าอาชาไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๘๐๖ บัดนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
สกดรอยค่อยตามมโนไมย แลไปเห็นสองพระกุมาร
คนหนึ่งขี่ม้าคนหนึ่งตาม งามงามทรวดทรงส่งสัณฐาน
เหมือนลม้ายคล้ายองค์พระอวตาร หณุมานนิ่งนึกตรึกไตร
ฤๅกุมารทั้งสองนี้ลองฤทธิ์ ทำให้ทศทิศหวาดไหว
แล้วขึ้นขี่มิ่งม้าอาชาไนย มิได้ยำเยงเกรงอาญา
อย่าเลยจะจับไปถวาย องค์พระนารายน์นาถา
คิดพลางเผ่นโผนโจนมา จับสองกุมาราด้วยฤทธิรอน

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๒๘๐๗ เมื่อนั้น พระมงกุฎป้องกันด้วยคันศร
ตีต้องกายาวานร ล้มกับดินดอนด้วยศักดา

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๘๐๘ พระมงกุฎจึ่งว่าแก่น้องรัก โอ้ลิงนี้อัปรลักษณ์นักหนา
มันจัณฑาลทำเราไม่เข้ายา ตายสมน้ำหน้าสาแก่ใจ
แต่พี่แคลงวิญญาด้วยวานร ได้ผ้าผ่อนเครื่องประดับมาแต่ไหน
ฤๅจะเปนลิงบ้านเขาเลี้ยงไว้ ใช้ให้ตามมากับพาชี
ถึงเจ้าของรู้ไปจะโกรธา ตามมาชิงไชยก็ไม่หนี
แล้วตรัสชวนน้องรักผู้ภักดี ผลัดกันควบขี่เที่ยวไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๘๐๙ บัดนั้น หณุมานค่อยคืนฟื้นตัวได้
ยังมึนเมื่อยเหนื่อยหอบหายใจ นั่งดัดหลังไหล่แล้วตรึกตรา
ศรกุมารคันนี้มีฤทธิ์ ตีกูแทบชีวิตรสังขาร์
ถึงต้องศรอินทรชิตฤทธา ไม่ชอกช้ำกายาเหมือนอย่างนี้
จำจะแกล้งนิมิตรบิดเบือน ให้เหมือนลิงป่าพนาศรี
เข้าเล่นด้วยช่วยจูงพาชี ถ้าได้ทีก็จะจับฉับไว
ครั้งนี้เห็นสมอารมณ์หมาย ด้วยแยบคายไม่พะวงสงไสย
คิดแล้วยืนยันขึ้นทันใด สำรวมใจจำแลงแปลงตน

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๒๘๑๐ รูปกายกลายกลับเปนลิงน้อย กระจ้อยร่อยหงอยเหงาเกาขน
รีบตามรอยม้าในอารญ บ่าแบกพวงผลไม้มา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๘๑๑ พลางชแง้แลดูพระกุมาร เห็นขี่ม้ากล้าหาญนักหนา
คิดขยาดหวาดหวั่นวิญญา ชูผลพฤกษามาแต่ไกล
แล้วแกล้งกล่าววาจาพาที ข้านี้มีจิตรคิดรักใคร่
เหนพระองค์ทรงขับอาชาไนย ควบมาควบไปในดงดาน
มิ่งม้าตัวนี้น่าขี่เล่น ดูเห็นเปนศุขสนุกสนาน
พลางยื่นผลาผลลนลาน เชิญเสวยหวานหวานสำราญใจ

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๘๑๒ เมื่อนั้น พระพี่น้องสององค์ไม่สงไสย
ยิ้มพลางทางว่าไอ้ลิงไพร ขอบใจเองนักที่ภักดี
เอาลูกไม้มาให้ประดักประเคิด เองเอาไว้กินเถิดกระบี่ศรี
แล้วตรัสเล่าแถลงแจ้งคดี ไอ้ลิงใหญ่เมื่อกี้จะจับกู
มันกล้าดีก็ตีด้วยคันศร เดี๋ยวนี้ยังนอนกลิ้งอยู่
เองนี้พูดจาน่าเอนดู เที่ยววิ่งเล่นกับกูก็เปนไร

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๘๑๓ บัดนั้น หณุมานผู้มีอัชฌาไศรย
แกล้งทำเปนทีดีใจ เสแสร้งใส่ไคล้เจรจา
อันไอ้ลิงใหญ่ใจพาล เปนลิงบ้านมิใช่ลิงป่า
มันร้ายกาจรังแกแต่ไรมา ตายสมน้ำหน้าข้าดีใจ
ว่าพลางทางทำเปนเกรงกลัว ค่อยย่องยอบตัวเข้ามาใกล้
เห็นสององค์เพลิดเพลินเมินไป คิดเขม้นหมายใจเห็นได้การ
ทำท่าทางจะโถมโจมจับ แต่ขยับแล้วขยาดไม่อาจหาญ
ครั้นได้ทีเผ่นโผนโจนทยาน จับสองกุมารด้วยฤทธี

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๒๘๑๔ เมื่อนั้น พระมงกุฎไม่ท้อถอยหนี
รบรับวานรเอาศรตี ถูกกระบี่ล้มลงสลบไป

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๘๑๕ เห็นลิงน้อยต้องศรนอนกลิ้ง กลับเปนลิงเผือกโตก็จำได้
พระลบยืนอยู่ดินเอาศิลป์ไชย หวดซ้ำร่ำไปไม่ปรานี
พระมงกุฎจึ่งว่ากับน้องแก้ว ไอ้ลิงนี้ตายแล้วเมื่อตะกี้
ยังรื้อทำมารยามาราวี ช่วยกันทุบตีเสียให้ตาย

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๘๑๖ เมื่อนั้น พระลบฉลาดเลี่ยงเบี่ยงบ่าย
ชรอยไอ้ลิงนี้จะมีนาย ใช้มาทำร้ายเราสองรา
อย่าเพ่อฆ่ามันให้บรรไลย มัดไปให้นายขายหน้า
เห็นทีก็จะบอกกันออกมา จึ่งค่อยฆ่าให้ม้วยเสียด้วยกัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๘๑๗ เมื่อนั้น พระมงกุฎเห็นจริงทุกสิ่งสรรพ์
จึ่งลงจากอาชาฉับพลัน ทึ้งเอาเถาวัลมาทันใด
ช่วยกันผูกรัดมัดไพล่หลัง ชิงชังฉุดคร่าไม่ปราไส
แล้วศักหน้าวานรด้วยยางไม้ เปนอักษรสาปไปดังใจจง
แม้นผู้อื่นหมื่นแสนจะแก้มัด ถึงเชือกตัดอย่าให้ขาดโดยประสงค์
ถ้าเจ้าของลิงนั้นมั่นคง แต่ลูบลงให้หลุดดังจินดา
ครั้นสาปสรรเสร็จสรรพฉับไว ตีซ้ำร่ำไปแล้วร้องว่า
นายมุลมึงมีไปบอกมา ต้านต่อฤทธากันกับกู

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๘๑๘ บัดนั้น หณุมานอัปรยศอดสู
ต้องมัดอกแอ่นไม่แหงนดู อุส่าห์สู้แขงใจไคลคลา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๘๑๙ เข้าในป่าชัฏลัดหลีกหลบ กลัวจะพบผู้คนขายหน้า
เดินพลางทางสบัดเถาลัดา ด้วยฤทธาวายุบุตรวุฒิไกร
เชือกเขากะจิริดนิดหนึ่ง ดันดึงไม่ขาดหวาดไหว
สุดรู้สุดฤทธิ์คิดจนใจ ก็รีบไปยังองค์พระอนุชา

ฯ ๔ คำ ฯ เตียว

๒๘๒๐ ครั้นถึงที่กองทัพยับยั้งอยู่ ให้อดสูผู้คนเปนหนักหนา
จึ่งเข้าไปเฝ้าสองพระน้องยา ลุกล้มก้มหน้าลงโศกี

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๘๒๑ เมื่อนั้น สองกระษัตริย์ทัศนากระบี่ศรี
หลากจิตรอัศจรรย์พันทวี จึ่งมีพจนาบัญชาไป
ดูก่อนหณุมานชาญชิต ผู้เรืองฤทธิ์ยิ่งยอดทหารใหญ่
เคยรบราญอสุรีมีไชย โกฏิแสนแน่นไปไม่ต้านทาน
เหตุไฉนไยนั่นครั้งนี้ เหมือนไม่มีฤทธาศักดาหาญ
ให้ใครเอาเชือกเขาเท่าสายพาน ผูกรัดมัดท่านประจานมา
จะดันดึงทึ้งเสียก็จะขาด น่าอดสูประหลาดนักหนา
เสียแรงที่เลื่องชื่อฦๅชา ทำให้ขายบาทาพระนารายน์

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๘๒๒ บัดนั้น หณุมานทูลแถลงแจ้งถวาย
ครั้งนี้น่าอัปรยศอดอาย ไม่ควรขายเบื้องบาทบทมาลย์
เดิมทีตามม้าคลาไคล ดั้นดัดลัดไพรพฤกษาสาร
ประเดี๋ยวใจไปประสบพบพาน สองกุมารขี่ม้าพาชี
ข้าถาโถมโจมจับด้วยศักดา เพื่อนตีข้าสลบลงกับที่
ครั้นค่อยฟื้นคืนได้สมประดี จึ่งแปลงเปนกระบี่พนาดร
ชวนเล่นเห็นสนิทแล้วจะจับ แต่กระหยับก็รันด้วยคันศร
เปนสองครั้งดังชีวีม้วยมรณ์ ล้มสลบซบซอนอยู่กลางไพร
สองกุมารช่วยกันเข้าผูกมัด รึงรัดแขนข้าไม่ปราไส
แล้วพูดจาท้าถึงภูวไนย ให้ตามไปต้านต่อฤทธา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๘๒๓ เมื่อนั้น สองกระษัตริย์ขัดเคืองเปนหนักหนา
หลากใจใครหนออหังกา มัดหณุมานมาดังนี้
จึ่งเสด็จลงจากรถสุวรรณ เข้าช่วยกันแก้มัดกระบี่ศรี
ไม่เลื่อนหลุดจากแขนแน่นเต็มที พระภูมีกริ้วโกรธพิโรธใจ
จึ่งทรงเชือดฉะด้วยพระขรรค์ เถาวัลจะขาดก็หาไม่
แล้วพินิจพิศดูทันใด เห็นอักษรสาปไว้ที่หน้านั้น
ต่างองค์ประจักษ์แจ้งไม่แคลงจิตร สุดทีที่จะคิดผ่อนผัน
จึ่งตรัสบอกหณุมานชาญฉกรรจ์ เขาแช่งสาปสันเราจนใจ
ต่อพระภุชพงษ์องค์นารายน์ เปนเจ้านายท่านแท้จึ่งแก้ได้
เร่งเร็วอย่าช้าจงคลาไคล กลับไปเฝ้าองค์พระทรงฤทธิ์

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๘๒๔ บัดนั้น หณุมานเศร้าสร้อยลห้อยจิตร
อัปรยศอดสูสุดคิด ดังชีวิตรจะม้วยมรณา
อนิจาครานี้ตัวกู สุดรู้ซ้ำร้ายขายหน้า
จะเหาะไปก็อายแก่เทวา จะเดินทางพสุธาก็อายคน
ครั้นนิ่งอยู่อย่างนี้ก็มิได้ จำจะไปทูลแถลงแจ้งเหตุผล
แล้วลาสองกระษัตริย์บัดดล สำแดงฤทธิรณรีบมา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๘๒๕ ครั้นถึงอยุทธยาธานี เห็นภูมีออกขุนนางอยู่ข้างน่า
จึ่งคุกข่าเข้าไปมิได้ช้า นั่งก้มภักตราโศกาไลย

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๘๒๖ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
เห็นคำแหงหณุมานชาญไชย ต้องผูกรัดมัดไพล่หลังมา
พระเคืองขัดตรัสถามทันที ว่าเหวยขุนกระบี่แกล้วกล้า
เราใช้ให้ไปกับอาชา ต้องมัดกลับมาด้วยอันใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๘๒๗ บัดนั้น หณุมานทูลสนองแล้วร้องไห้
แจ้งความตามจริงทุกสิ่งไป โดยได้รบสู้กับกุมาร
อันพี่น้องสองศรีนั้นมีฤทธิ์ สุดคิดที่จะรอต่อต้าน
ตั้งแต่ข้ามาทำราชการ เปนทหารอาสาฝ่าธุลี
จะรณรงค์สงครามครั้งไร ก็มิได้ขายเบื้องบทศรี
มาแพ้ฤทธิ์ผิดพลั้งครั้งนี้ ภูมีจงทรงพระเมตตา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๘๒๘ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
กริ้วโกรธดังไฟไหม้ฟ้า จึ่งมีพจนาบัญชาการ
ดูดู๋ไอ้ลูกกระจิริด ทนงจิตรฮึกฮักหักหาญ
ไม่เกรงกูผู้องค์อวตาร ผูกมัดหณุมานประจานมา
จึ่งพินิจพิศดูวานร เห็นอักษรสาปไว้ที่แสกหน้า
คิดพะวงสงไสยวิญญา จึ่งเรียกมาอ่านดูด้วยพลัน
ก็แจ้งว่าคำสาปหยาบคาย พระนารายน์เคืองขุ่นหุนหัน
เอาพระหัดถ์ลูบลงตรงเถาวัล ที่ผูกพันก็เคลื่อนเลื่อนหลุดไป

ฯ ๘ คำ ฯ รัว

๒๘๒๙ จึ่งดำรัสตรัสสั่งหณุมาน ตัวท่านจงกลับไปทัพใหญ่
บอกสองน้องรักร่วมฤไทย เร่งให้ไปจับกุมารมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๘๓๐ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
นบนิ้วประนมบังคมลา รีบมายังกองทัพฉับไว

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๘๓๑ ครั้นถึงจึ่งประนตบทบงสุ์ สองกระษัตริย์สุริวงษ์เปนใหญ่
ทูลแถลงแจ้งความทั้งปวงไป โดยไนยรับสั่งมาดังนี้

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๘๓๒ เมื่อนั้น ทั้งสองน้องนารายน์เรืองศรี
ได้ฟังขุนกระบินทร์ก็ยินดี จึ่งให้กรีธาทัพฉับไว
คำแหงหณุมานเปนกองน่า ดำเนินนำโยธาเข้าป่าใหญ่
เดินโดยมรคาพนาไลย เร่งให้ขับรถบทจร

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๘๓๓ เมื่อนั้น พระมงกุฎกุมารชาญสมร
อยู่บนหลังม้าเห็นวานร นำนิกรกองทัพกลับมา
จึ่งชี้หัดถ์ตรัสบอกพระน้องชาย สองคนโน่นนายกระมังหนา
รี้พลเกลื่อนกลาดดาษดา เห็นจะมาหักหาญราญรอน
เราจะลองต่อสู้ดูเล่น จะได้เห็นฤทธาศักดาศร
ทำไมกับโยธาพลากร จะม้วยมรณ์หมดสิ้นด้วยศิลป์ไชย
อันนายกองสองราที่มานั้น จะรบกันดูเล่นเปนไฉน
ว่าแล้วลงจากมโนไมย มิได้คร้ามครั่นหวั่นวิญญา

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๘๓๔ เมื่อนั้น สองกระษัตริย์สุริวงษ์นาถา
ทอดพระเนตรเห็นสองกุมารา นรลักษณ์ภักตราน่าเอนดู
รูปร่างช่างเหมือนพระนารายน์ งามลม้ายคล้ายกันทั้งคู่
สุริวงษ์พงษ์ไหนจะใคร่รู้ มาเที่ยวอยู่ในอรัญบรรพต
ฤๅหน่อเนื้อเชื้อกระษัตริย์ขัติยา มาร่ำเรียนวิชาพระดาบศ
คิดพลางทางสั่งให้เลื่อนรถ ขึ้นไปน่าทศโยธี
จึ่งมีสิงหนาทบรรหาร ดูก่อนกุมาราทั้งสองศรี
อันนามวงษ์พงษาแลธานี อยู่ที่แว่นแคว้นแดนใด
อหังกามาขี่พาชีชาติ ร่วมอาศน์พระนารายน์เปนใหญ่
แล้วมัดหณุมานประจานไป มิได้เกรงองค์พระทรงฤทธิ์
บัดนี้เรายกโยธาทัพ จะมาจับตัวผู้ที่ทำผิด
สังหารผลาญเสียให้ม้วยมิด ลูกนิดเท่านั้นไม่คัณนา

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๒๘๓๕ เมื่อนั้น ทั้งสองกุมารหาญกล้า
ยิ้มพลางทางมีวาจา ทำไมมาล่วงถามนามวงษ์เรา
พี่น้องของท่านไม่มีฤๅ บอกชื่อเราบ้างเปนไรเล่า
อย่าเจรจาจู่ลู่ดูเบา พงษ์เผ่าย่อมมีอยู่เหมือนกัน
ถึงเราเปนลูกเล็กเด็กน้อย ก็ไม่ถอยหนีง่ายอย่าหมายมั่น
ดูถูกลูกผู้ชายเช่นนั้น ราวกันกับข้าไม่มีมือ
อันอาชามาเที่ยวอยู่พงพี ทำไมจับขี่ไม่ได้ฤๅ
ธรรมดาม้าต้นย่อมปรนปรือ ผูกถือเลี้ยงไว้ในธานี
ถ้าไปจับม้าท่านถึงบ้านเมือง จะหันหุนขุ้นเคืองก็ควรที่
นี่ปล่อยเปล่าเจ้าของก็ไม่มี เราจึ่งขี่กัณฐัศว์อัศดร
อันไอ้ลิงขาวบ่าวท่าน ถึงสองครั้งจังฑาลเราก่อน
ไม่หลาบจำจึ่งทำโทษกร มัดมือวานรปล่อยไป
แต่ไม่สังหารผลาญชีวี เท่านี้บุญตัวเปนไหนไหน
จะว่าเราผิดนั้นด้วยอันใด คือใครก่อเหตุเภทพาล

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๒๘๓๖ เมื่อนั้น ทั้งสองกระษัตรากล้าหาญ
ได้ฟังถ้อยคำสองกุมาร พูดจาว่าขานคึกคัก
เห็นจะเปนหน่อเนื้อเชื้อวงษ์ เผ่าพงษ์กระษัตริย์สูงศักดิ
ทั้งจริตกิริยาก็น่ารัก ประหลาดนักฤๅลูกนางสีดา
นิ่งคิดผิดไปมิใช่หลาน นางก็ม้วยชนมานนานหนักหนา
นึกฉงนสนเท่ห์ในวิญญา จึ่งบัญชาตอบสองกุมารไป
เราไต่ถามนามวงษ์จะใคร่แจ้ง กลับแกล้งย้อนยอกหาบอกไม่
พูดจาอวดตัวไม่กลัวใคร อาจองทนงใจใช่พอดี
อักษรผูกม้ามาไม่เห็นฤๅ ยังขืนดื้อเข้าจับขับขี่
ครั้นวานรตามมากลับฆ่าตี ทำนี้ดีฤๅประการใด
ไม่กลัวเกรงอาญาพระราเมศ อันเรืองเดชฟากฟ้าสุธาไหว
สังหารมารม้วยบรรไลย อานุภาพปราบได้ทุกทิศ
ตัวเปนลูกเล็กเด็กอมมือ ควรฤๅอาจองทนงจิตร
เหมือนแมงเม่าเข้ากองเพลิงพิศม์ จะม้วยมิดไม่ทันพริบตา

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๒๘๓๗ เมื่อนั้น สองกุมารยิ้มย่องแล้วร้องว่า
น้อยฤๅนั่นสรรเสริญศักดา ว่าฤทธายิ่งยวดอวดเรา
เอออะไรนารายน์อวตาร ปล่อยม้ามาพาลเอาผิดเขา
ช่างไม่อดสูเลยดูเอา เปนพงษ์เผ่าจักรพรรดิกระษัตรา
แม้นมีศักดาอานุภาพ ทำไมมิไปปราบยักษา
มาจัณฑาลทำเราไม่เข้ายา ใครเขาเปนข้าของพระราม
เราอยู่แต่พี่น้องสองคน ท่านยกรี้กรีพลมาเหลือหลาม
จะรบราฆ่าฟันกันก็ตาม ไม่หวาดหวั่นครั่นคร้ามขามฤทธิ์
ถึงเล็กกับใหญ่ทำไมกัน สุดแต่เข้มแขงขันศักดิสิทธิ์
ดุจดังอัคคีมีพิศม์ แต่นิดหนึ่งก็ไหม้ได้เหมือนกัน
จงไต่ถามวานรดูก่อนฤๅ เห็นฤทธีฝีมืออย่างไรนั่น
กลัวเกลือกจะเปนเหมือนเช่นนั้น จะพากันย่อยยับอัปรา

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๒๘๓๘ เมื่อนั้น ทั้งสองน้องนารายน์นาถา
ได้ฟังคั่งแค้นวิญญา โกรธากระทืบบาทตวาดไป
ดูดู๋ลูกเล็กกะจิริด ไม่คิดเจียมตัวกลัวผู้ใหญ่
โอหังบังอาจประมาทใจ ดีแล้วจะได้เห็นกัน
ว่าพลางทางมีบัญชา ตรัสสั่งโยธาทัพขันธ์
เร่งให้หักโหมโรมรัน จับสองกุมารนั้นมาบัดนี้

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๘๓๙ บัดนั้น เสนานายทหารชาญไชยศรี
คำนับรับสั่งพระภูมี ก็ขับพลโยธีเข้าไป
ปีกซ้ายปีกขวาน่าหลัง พร้อมพรั่งโห่สนั่นหวั่นไหว
ต่างต่างวางวิ่งเข้าชิงไชย หมายใจจะจับสองกุมาร

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๘๔๐ เมื่อนั้น พระพี่น้องสองรากล้าหาญ
หลีกหลบรบรันประจัญบาน ไม่ย่อท้อต่อต้านราญรอน
เข้าโจมจับสัปรยุทธเหยียบบ่า พระหัดถ์ขวาง่าเงื้อธนูศร
รบรับจับกุมตลุมบอน พลนิกรแตกพ่ายกระจายไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๘๔๑ เมื่อนั้น สองกระษัตริย์ขัดเคืองอัชฌาไศรย
เห็นรี้พลย่นย่อท้อใจ มิได้ต่อสู้กับกุมาร
พระพรตพิโรธโกรธนัก ฉวยชักศรทรงแผลงผลาญ
เหนี่ยวสายหมายลั่นมิทันนาน เสียงสท้านสเทือนพสุธา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๘๔๒ ศรไชยกลายกลับฉับพลัน เปนข่ายเพ็ชรเจ็ดชั้นแน่นหนา
โอบอ้อมล้อมสองกุมารา ด้วยฤทธาอานุภาพศรไชย

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๘๔๓ เมื่อนั้น พระมงกุฎไม่พรั่นหวั่นไหว
จึ่งขนศรแผลงพลันทันใด เสียงสนั่นทั้งในแดนดง

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๘๔๔ ศรไชยไปทำลายข่ายเพ็ชร ก็วินาศขาดเด็ดเปนผุยผง
แล้วไปต้องงอนรถพระพรตทรง คันธงหักพับลงฉับไว

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๘๔๕ เมื่อนั้น สององค์ทรงโกรธดังเพลิงไหม้
ลงจากรถสุวรรณทันใด เข้าชิงไชยกุมารต้านต่อยุทธ
พระพรตกวัดแกว่งพระแสงทรง โจมจับกับองค์พระมงกุฎ
พระลบทรงศรสิทธิ์ฤทธิรุตม์ จับกับพระสัตรุดวุฒิไกร
กลอกกลับสัปรยุทธย้ายท่า ขึ้นเหยียบบ่ากุมารไม่ทานได้
ผันผัดปัดป้องว่องไว ถ้อยทีหนีไล่ไปมา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๘๔๖ เมื่อนั้น สองกุมารชาญไชยใจกล้า
รับรองป้องกันกายา สาตราไม่ต้องพ้องพาน
ทั้งสองข้างต่างเข้าชิงไชย ต่างไม่รู้ว่าเปนอาว์หลาน
ถ้อยทีโรมรันประจัญบาน หลีกหลบรบราญกันกลางแปลง
พระมงกุฎสามารถอาจอง ชักลูกศรทรงออกจากแล่ง
พาดสายหมายเหนี่ยวด้วยเรี่ยวแรง ผาดแผลงไปพลันทันใด

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๘๔๗ ด้วยเปนพงษ์พันธุ์จึ่งบันดาล ศรไชยไม่สังหารให้ตักไษย
กระทบถูกสองกระษัตริย์บัดใจ ล้มลงสลบไปไม่สมประดี

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๘๔๘ บัดนั้น พวกพลอลหม่านอึงมี่
ต่างตระหนกตกใจเต็มที วิ่งหนีกระจัดพลัดพราย
แล่นล้มประทะปะกัน หน้าซีดตัวสั่นขวัญหาย
อกใจทึกทึกนึกกลัวตาย ไพร่นายแตกยับทั้งทัพไชย

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๘๔๙ บัดนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
เห็นศรต้องสองกระษัตริย์สลบไป พลไกรวิ่งพ่านพงพี
ชิชะลูกเล็กกะจิริด ศักดิสิทธิ์ฤทธิรอนด้วยศรศรี
แต่กูหักหาญต้านต่อตี ทั้งสองทีพ่ายแพ้แก่กุมาร
ครั้งนี้ถึงบรรไลยจะไว้ยศ ให้ปรากฎว่าชายชาติทหาร
คิดแล้วเผ่นโผนโจนทยาน เขาจับสองกุมารราญรบ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๘๕๐ เมื่อนั้น พระพี่น้องสององค์ไม่หลีกหลบ
ช่วยกันทันทีตีกระทบ พระลบเหยียบเข่าขุนกระบินทร์
พระมงกุฎทยานเหยียบบ่า พระหัดถ์ขวาง่าเงื้อธนูศิลป์
ตีต้องกายาวานรินทร์ ล้มดิ้นหรบหรบสลบไป

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๒๘๕๑ เมื่อนั้น สองกระษัตริย์ค่อยดำรงพระองค์ได้
ยังเจ็บปวดปิ้มชีวันจะบรรไลย จึ่งแขงใจร่ายเวทวิทยา
ลูบทั่วพระกายหายเปนปลิด ถ้อยทีมีจิตรหรรษา
จึ่งยืนขึ้นเหลือบแลไปมา เห็นโยธาตื่นแตกเข้าพงพี
แล้วทอดทัศนาเห็นวานร ล้มสลบซบซอนอยู่กับที่
ชิชะลูกเล็กเด็กน้อยนี้ มันมีฤทธิรณเปนพ้นไป
จำจะแก้แค้นแทนทด ให้ปรากฎยศเกียรติไว้จงได้
คิดแล้วพระพรตยศไกร จึ่งจับศิลป์ไชยขึ้นเสี่ยงทาย
ขอให้ศรแสงแผลงผลาญ ให้ต้องสองกุมารดังใจหมาย
ให้วายุบุตรตื่นฟื้นกาย เสี่ยงแล้วลั่นสายแผลงไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๘๕๒ บังเกิดเปนวายุพัดพาน หณุมานกลับคืนฟื้นตัวได้
ศรกระทบพระมงกุฎวุฒิไกร ซวนไปไม่ยั้งยืนยัน
วายุบุตรได้ทีตะลีตะลาน กอดกุมารคนใหญ่ไว้ได้มั่น
คว้าคนหนึ่งด้วยฉวยไม่ทัน พัลวันเวียนระไวไปมา
ได้แต่พี่ชายไว้คนเดียว น้องหนีลดเลี้ยวเข้าในป่า
จึ่งกู่ก้องร้องเรียกโยธา ที่แตกตื่นคืนมาพร้อมกัน
หณุมานเปรมปรีดิ์ดีใจ พลไกรโห่ร้องก้องสนั่น
สองกระษัตริย์ตรัสสั่งไปพลัน จงผูกพันธนาอย่าปรานี
แล้วสั่งให้พวกพลเที่ยวค้นหา กุมาราเพื่อนกันที่มันหนี
จับตัวให้ได้ในเดี๋ยวนี้ อย่าให้ไพรีรอดไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๘๕๓ บัดนั้น โยธีทั้งหลายนายไพร่
เข้าค้นทุกสุมทุมพุ่มไม้ รกเรี้ยวที่ไหนก็ไม่เว้น

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๘๕๔ เทวัญบังตาโยธาหาญ ค้นคว้าหากุมารไม่พบเห็น
พอเวลาสายัณห์ตวันเย็น พเอิญเปนหมอกมัวไปทั่วทิศ
มืดมนท์พ้นที่จะเที่ยวหา โยธาทุกคนก็จนจิตร
จึ่งกลับมาเฝ้าองค์พระทรงฤทธิ์ ทูลแถลงแจ้งกิจทั้งปวงไป
ข้าดั้นด้นค้นคว้าหาจบ จะพานพบกุมารก็หาไม่
ไพร่พลนิกรออกอ่อนใจ จงทราบใต้บาทาฝ่าธุลี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๘๕๕ เมื่อนั้น ทั้งสองน้องนารายน์เรืองศรี
เคืองขัดอัศจรรย์พันทวี ดูดู๋มันหนีไปแห่งใด
จะค้นต่อไปจนได้ตัว ก็มืดมัวจวนเย็นหาเห็นไม่
จึ่งให้เลิกโยธาคลาไคล กลับไปอยุทธยาธานี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๘๕๖ ครั้นถึงจึ่งหยุดจัตุรงค์ เสด็จจากรถทรงทั้งสองศรี
ยุรยาตรนาดกรจรลี มายังที่พระโรงคัลทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๘๕๗ ก้มเกล้าเคารพอภิวาท พระเชษฐาธิราชเปนใหญ่
แล้วทูลว่าข้ายกพลไป ได้ชงไชยรบสู้กับกุมาร
อันเด็กน้อยพี่น้องทั้งสองนั้น ฤทธิแรงแขงขันห้าวหาญ
รณรงค์โรมรันประจัญบาน ต้านทานรบรับไม่อัปรา
ตัวข้าทั้งสองก็ต้องศิลป์ แทบจะสิ้นชีวังสังขาร์
เดชะพระเดชเดชา ชีวาจึ่งไม่บรรไลยลาญ
ข้าหักโหมโจมจับได้แต่พี่ น้องหนีเข้าในไพรสาณฑ์
ให้ค้นคว้าหาจบไม่พบพาน จงทราบบทมาลย์พระผ่านฟ้า

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๘๕๘ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
แจ้งว่าจับได้กุมารา ยิ่งโกรธาพยาบาทชิงชัง
มิทันได้ดำริห์ตริตรอง ด้วยกรรมของกุมารแต่หนหลัง
จะถามไถ่ให้การขี้คร้านฟัง จึ่งตรัสสั่งมหาเสนาใน
ไอ้เด็กน้อยองอาจประมาทหมิ่น จะเปนเสี้ยนแผ่นดินไม่ไว้ได้
จงจองจำพันธนาพาไป ทเวนให้รู้รอบภารา
แล้วเอาขึ้นขาหย่างไว้กลางหน อย่าให้คนดูอย่างไปข้างน่า
ต่อครบคำรบสามทิวา จึ่งค่อยฆ่าชีวันให้บรรไลย

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๘๕๙ บัดนั้น จึ่งมหาเสนาผู้ใหญ่
รับรศพจนาแล้วคลาไคล ออกไปสั่งกันดังบัญชา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๘๖๐ บัดนั้น องครักษ์จักรนารายน์ซ้ายขวา
จองจำทำโทษกุมารา แล้วพาตัวเที่ยวทเวนไป
ข้างน่านั้นมีคนตีฆ้อง มาตามท้องถนนหนทางใหญ่
สอนให้พระกุมารชาญไชย ร้องไปตามโทษที่ถึงตาย

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๘๖๑ บัดนั้น ประชาชนพลเมืองทั้งหลาย
ชาวตลาดยี่สารร้านราย หญิงชายไพร่ผู้ดีมียศ
รู้ข่าวเขาทเวนกุมารมา โทษที่ขี่ม้าเปนกระบถ
ต่างคนบ่นเดือดไม่เงือดงด จะดูหน้าคนคดประทษฐร้าย
ทั้งชายหญิงวิ่งมาเห็นกุมาร ต้องจองจำประจานก็ใจหาย
ลูกเล็กกะจิริดคิดเสียดาย จะวอดวายชีวาน่าปรานี
บ้างว่าข้าเห็นประหลาดอยู่ พิศดูรูปทรงส่งศรี
ช่างเหมือนพระหริรักษ์จักรี กุมารนี้ฤๅลูกนางสีดา
บ้างว่าอายุยังเยาว์นัก ไม่รู้จักหนักเบาเปนชาวป่า
กำลังเล่นเห็นแต่จะขี่ม้า ไม่ควรที่จะฆ่าให้วายปราณ
บรรดาประชาชาวเวียงไชย พเอิญให้เศร้าจิตรคิดสงสาร
มีส้มสูกลูกไม้จะให้ทาน ก็กลัวพวกนครบาลสุดใจ
ทำมองเมียงเคียงคอยค่อยเดิน เห็นผู้คุมเขาเมินแล้วยื่นให้
ชายหญิงวิ่งตามออกหลามไป ด้วยรักใคร่เอนดูพระกุมาร

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๒๘๖๒ บัดนั้น เหล่าพวกเพ็ชฌฆาฏอาจหาญ
เที่ยวทเวนเวียนรอบขอบปราการ ครั้นถึงที่สถานตะแลงแกง
จึ่งเอากุมาราขึ้นขาหย่าง ประจานไว้ที่กลางทางสามแพร่ง
พวกถือดาบองครักษ์ฝักแดง ระวังอยู่ตามตำแหน่งทุกหมวดกอง

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๒๘๖๓ เมื่อนั้น พระมงกุฎกรรแสงเศร้าหมอง
อยู่บนขาหยั่งนั่งหย่องยอง เขาจำจองลำบากตรากตรำ
แต่โศกาอาดูรภูลเทวศ ชลเนตรหลั่งไหลพิไรร่ำ
อกเอ๋ยโอ้ว่าเวรากรรม จึ่งมาต้องจองจำเวทนา
โอ้สงสารปานนี้พระแม่เจ้า จะเปลี่ยวเปล่าเศร้าสร้อยลห้อยหา
เวลาเย็นไม่เห็นลูกยา จะโศกาครวญคร่ำร่ำไร
นิจาเอ๋ยเคยอยู่สามคน ตามประสายากจนในป่าใหญ่
ยามกินกินแต่ผลไม้ แม่ลูกอาไศรยพระสิทธา
โอ้ว่าอนิจาพระอาจารย์ ไม่เห็นหลานปานนี้จะคอยท่า
ได้สอนสั่งทั้งสองนัดดา มิให้เคืองวิญญาอนาทร
ยังไม่ทันที่จะแทนพระคุณ ซึ่งการุญรักร่ำพร่ำสอน
ครั้งนี้ชีวิตรจะม้วยมรณ์ พระอาจารย์มารดรไม่เห็นใจ
เมื่อลูกลามาแม่ก็ได้ห้าม ไม่ฟังความจึ่งเกิดเหตุใหญ่
ถึงลูกม้วยชีวาไม่อาไลย แต่อย่าให้เจ้าลบมรณา
จะได้อยู่เปนเพื่อนพระแม่เจ้า แต่พอคลายโศกเศร้ากรรแสงหา
ร่ำพลางทางซบภักตรา ฟูมฟายชลนาโศกาไลย

ฯ ๑๖ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๘๖๔ เมื่อนั้น พระลบหลบซ่อนอยู่พุ่มไผ่
เงียบเสียงผู้คนพลไกร ทัพใหญ่ยกกลับไปลับตา
ก็ออกจากดงดอนที่ซ่อนเร้น แลหาไม่เห็นพระเชษฐา
ได้แต่ศรศรีของพี่ยา ก็ร้องไห้วิ่งมายังกุฎี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๘๖๕ ครั้นถึงอาศรมสถานมารดร ยิ่งโศกเศร้าเร่าร้อนหมองศรี
วิ่งเข้ากอดบาทชนนี โศกีกลิ้งเกลือกไปมา

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๘๖๖ เมื่อนั้น นางสีดาตกใจเปนหนักหนา
ปลอบพลางทางถามลูกยา เจ้ากรรแสงโศกาด้วยอันใด
ฤๅวิวาททุบตีกันพี่น้อง บอกแม่เถิดอย่าร้องร่ำไห้
มาแต่คนเดียวแม่หลากใจ พี่ยาอยู่ไหนไม่เห็นมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๘๖๗ เมื่อนั้น พระลบนบนิ้วเหนือเกษา
ยิ่งสอื้นอาดูรทูลมารดา ลูกพากันไปเล่นพนาลี
พบม้าตัวหนึ่งนั้นปล่อยอยู่ ไม่รู้ว่ากะไรก็จับขี่
มีวานรเผือกผู้พ่วงพี เข้าจับลูกลูกตีถึงสองครั้ง
แล้วมัดศอกศักหน้าปล่อยไป บัดเดี๋ยวใจนำทัพมาคับคั่ง
ลูกชวนกันสู้ดูกำลัง กับตัวนายทัพทั้งสองรา
เขาเรืองฤทธิรอนด้วยศรศรี ต่อตีต้านทานกันหนักหนา
บัดนี้เขาจับได้พี่ยา ไม่ทราบว่าเปนตายร้ายดี

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๘๖๘ เมื่อนั้น โฉมนางสีดามารศรี
ได้ฟังดังจะสิ้นชีวี ก็โศกีครวญคร่ำร่ำไร

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้

๒๘๖๙ โอ้ว่าลูกรักผู้เพื่อนยาก เปนวิบากมาวิบัติซัดให้
เล่นอยู่ดีดีก็มีไภย มาจากไปเปล่าเปล่าเจียวเจ้ากรรม
สงสารด้วยเจ้ายังเยาว์อยู่ ใครจะช่วยค้ำชูอุปก้มภ์
ปานนี้จะอดอยากตรากตรำ เขาจะทำโทษทัณฑ์ฉันใด
เห็นจะให้ห้ำหั่นฟันฆ่า ไหนจะรอดชีวามาได้
นิจาเอ๋ยลูกน้อยกลอยใจ ไม่เคยไกลมารดาสักราตรี
ได้เห็นกันสองราประสายาก ถ้าแม้นแม่ตายจากจะฝากผี
ควรฤๅมาเปนเช่นนี้ ชีวีแม่จะวายตายตาม
เดิมห้ามมิให้เจ้าไปป่า พร่ำว่าหลายครั้งไม่ฟังห้าม
เห็นทีดีร้ายนี่พระราม จะแจ้งความว่าแม่ยังไม่ตาย
จึ่งแกล้งคิดอ่านพาลผิด เพราะจิตรพยาบาทมาดหมาย
นางครวญคร่ำร่ำรักลูกชาย ทอดกายเกลือกกลิ้งนิ่งไป

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๘๗๐ เมื่อนั้น พระลบอกสั่นหวั่นไหว
คิดว่าแม่ม้วยชีวันบรรไลย ก็ร้องไห้ไปบอกพระมุนี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๘๗๑ ผู้เปนเจ้าอาจารย์ช่วยหลานด้วย พระมารดาข้าม้วยเปนผี
บอกพลางสอื้นโศกี ฉุดมือฤๅษีมาไปพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๘๗๒ เมื่อนั้น พระดาบศตกใจไม่มีขวัญ
ฉวยไม้ท้าวก้าวผิดอัฒจันท์ เหยียบยันไม่สนัดพลัดตกตึง
ร้องเรียกหลานน้อยให้คอยท่า ช่วยพยุงจุงตาไปหน่อยหนึ่ง
ลุกขึ้นเดินงันงกตกตลึง มาถึงกุฎีนางสีดา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๘๗๓ เห็นบังอรซอนซบสลบนิ่ง เอะดีร้ายตายจริงกระมังหนา
เอารากไม้มาฝนบนศิลา แล้วส่งให้หลานทาขาตะไกร
พระลบเข้านวดฟั้นคั้นขยำ ร้องเรียกหลายคำหาขานไม่
พระมุนีตระหนกตกใจ หลงใหลเพ้อพำพร่ำพรู
ฉวยเอาโอใหญ่ใส่น้ำ ปากบ่นบริกรรมอยู่เปนครู่
แล้วพรมประปฤษฎางค์นางโฉมตรู ก็ค่อยรู้สึกสมประดีกาย

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๘๗๔ พระฤๅษีดีใจหัวร่อร่า ลมจับสีกากูแก้หาย
เออทำไมมิเล่าเจ้าลูกชาย ไปเที่ยวเล่นสบายอยู่แห่งไร

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๘๗๕ เมื่อนั้น นางสีดากรรแสงแถลงไข
ลูกข้ากองทัพเขาจับไป สาเหตุสิ่งไรก็ไม่มี
นางเล่าแต่ต้นจนปลาย บรรยายคลายความถ้วนถี่
ช่วยดูเคราะห์หลานชายร้ายฤๅดี เดี๋ยวนี้เปนกะไรไอยกา
ถ้าลูกข้าตายจะตายด้วย ไม่ขออยู่สู้ม้วยสังขาร์
ว่าพลางทางทรงโศกา ดังจะสิ้นชีวาวายปราณ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๒๘๗๖ เมื่อนั้น พระฤๅษีเศร้าจิตรคิดถึงหลาน
ตกใจเต็มทีตะลีตะลาน ฉวยกระดานดินสอมาทันใด
จึ่งลงเลขขับไล่ไปมา ไม่เห็นหนค้นหาแว่นตาใส่
คูณหารตามตำหรับฉับไว เภทไภยทั้งปวงก็ล่วงรู้

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๘๗๗ จึ่งว่าพระมงกุฎบุตรสีกา ชัณษาถึงฆาฏทายาดอยู่
เขาจองจำทำประจานหลานกู ออกอ่อนหูแต่เห็นไม่เปนไร
โชคประหัศห่วงปลอดไม่มอดม้วย จะมีผู้ชูช่วยแก้ไข
โยมอย่าอาวรณ์ร้อนใจ คงจะกลับมาได้ในสามวัน

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๘๗๘ เมื่อนั้น พระลบค่อยคลายหายโศกศัลย์
จึ่งกราบกรานมารดาด้วยพลัน ลูกรักขออัญชลีลา
จะติดตามเข้าไปในเมือง ฟังเรื่องราวเหตุพระเชษฐา
แม้นประสบพบพานพี่ยา แล้วจะพากันกลับมาฉับไว

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๘๗๙ เมื่อนั้น นางสีดาเศร้าหมองไม่ผ่องใส
ได้ฟังลูกยาจะคลาไคล ทรามไวยหวาดหวั่นพันทวี
สร้วมสอดกอดกุมารไว้บนตัก ขอบใจเจ้านักที่รักพี่
จะไปตามเชษฐาถึงธานี แม่นี้นึกประหวั่นพรั่นนัก
จะเข้าไปในบ้านเมืองเขา แต่ล้วนพวกเหล่าปรปักษ์
เจ้าอย่าดูถูกณลูกรัก ศัตรูรู้จักมิเปนการ
แม้นเขาซ้ำจับไปได้ด้วย แม่จะม้วยชีวังสังขาร
จงหยุดยั้งฟังคำทัดทาน อยู่เพื่อนอาจารย์กับมารดา
ลูกใหญ่ก็กำจัดพลัดพราก จะซ้ำจากลูกน้อยเสนหา
ว่าพลางทางซบภักตรา โศกากอดลูกร่ำไร

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๒๘๘๐ เมื่อนั้น พระดาบศบ่นออดทอดใจใหญ่
เห็นนางสีดาโศกาไลย สงสารทรามไวยสุดปัญญา
พระฤๅษีเศร้าสร้อยพลอยสอื้น แขงขืนอารมณ์แล้วร้องว่า
อย่าทัดทานหลานกูณสีกา ให้ไปฟังข่าวมาจะได้รู้
ใครจะอาจทำไมนั้นไม่มี ไปเถิดตามทีดีกว่าอยู่
ฤๅว่าโยมยังไม่ไว้ใจกู มิเชื่อปู่จะประกันสัญญา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๘๘๑ เมื่อนั้น นางสีดาได้ฟังไม่กังขา
ค่อยระงับดับความโศกา จึ่งสนองวาจาพระอาจารย์
ทั้งนี้สุดแต่ผู้เปนเจ้า โปรดเกล้าโยมด้วยช่วยคิดอ่าน
ข้ามิได้แขงขัดทัดทาน ขอแต่หลานสองคนให้พ้นไภย
แล้วโอบอุ้มโอรสกำสรดสั่ง ลูบหลังลูบหน้าน้ำตาไหล
ลูกน้อยของแม่ผู้ร่วมใจ เจ้าไปอย่าประมาทอาจอง
เร่งระมัดระวังกายา ฟังคำแม่ว่าอย่าลืมหลง
สอนพลางนางถอดธำมรงค์ ยื่นให้องค์พระลบลูกชาย
แหวนนี้มีฤทธิสิทธิศักดิ อุส่าห์รักษาไปอย่าให้หาย
ถึงต้องโทษทัณฑ์ไม่อันตราย คงจะคลายเคลื่อนพ้นพันธนา
ขวัญเข้าของแม่คิดแก้ไข เอาแหวนนี้ไปให้แก่เชษฐา
ก็จะไม่ม้วยมอดรอดชีวา กลับคงคืนมาเห็นหน้ากัน
ถึงมาทปัจจามิตรจะคิดแค้น ตามมาหมื่นแสนก็ไม่พรั่น
แคล้วคลาศปราศจากไภยันต์ นางรำพรรณอวยไชยให้พร

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๒๘๘๒ เมื่อนั้น พระลบรับคำที่ร่ำสอน
แล้วลาอาจารย์กับมารดร ยอกรอภิวันท์อัญชลี
มือขวาคว้าศรสำหรับองค์ บ่าแบกศรทรงของพี่
ออกจากที่อยู่พระมุนี โศกีดำเนินเดินมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๘๘๓ ครั้นถึงที่รบริมทางใหญ่ ตามรอยพลไกรไปในป่า
เทพไทไพรพฤกษ์นึกเมตตา ช่วยย่นย่อมรคาคลาไคล
เดินดัดลัดเลี้ยวประเดี๋ยวหนึ่ง ก็มาถึงอยุทธยากรุงใหญ่
จึ่งหยุดอยู่แทบทวารเวียงไชย แล้วตรึกไตรไปพลันด้วยปัญญา
ครั้นจะตรงเข้าไปในเมือง สืบสาวราวเรื่องพระเชษฐา
กลัวเกลือกกองทัพที่กลับมา รู้จักภักตราจะเสียที
ถ้าเขาซ้ำจับกูไปด้วย จะพากันมอดม้วยไม่พอที่
จำจะหยุดอยู่นอกธานี ฟังคดีให้แท้แน่นอน
คิดแล้วลงนั่งหยุดพัก ที่สำนักไม้ไทรใบอ่อน
คอยระวังฟังข่าวชาวนคร จะผายผันสัญจรจำนรรจา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๘๘๔ บัดนั้น หญิงชายชาวเมืองถ้วนหน้า
เดินเหินเข้าออกไปมา ตามทางทวาราธานี
ต่างพูดกันว่าน่าสงสาร เจ้ากุมารที่จับม้าขี่
รับสั่งให้ฆ่าเสียพรุ่งนี้ ไม่พอที่จะตายวายชนม์
บ้างก็ว่าข้าจะไปดู ไม่รู้ตำแหน่งแห่งหน
บ้างพาทีชี้บอกตำบล พูดพลางต่างคนเดินไป

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๘๘๕ เมื่อนั้น พระลบได้แจ้งหาแคลงไม่
คิดถึงพี่ยายิ่งอาไลย ก็ร้องไห้กลิ้งเกลือกเสือกโศกา

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

ยานี

๒๘๘๖ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวสหัสไนยไตรตรึงษา
ร้อนอาศน์ประหลาดใจจินดา จึ่งแลลงมาเมืองมนุษย์
เห็นพระหริวงษ์องค์อวตาร ทำโทษทรมานพระมงกฎ
แม้นกูมิช่วยจะม้วยมุด น่าสงสารสุดแสนทวี

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๒๘๘๗ คิดแล้วมีพระบัญชา แก่นางรำภาอับศรศรี
เล่าเหตุให้ฟังสั่งคดี บัดนี้พระรามฤทธิไกร
ให้จองจำทำโทษพระมงกุฎ จะรู้ว่าเปนบุตรก็หาไม่
น้องยามาอยู่นอกเวียงไชย กลัวเขาเข้าไปไม่ถึงกัน
เจ้าจงเอนดูกับกุมาร ลงไปช่วยคิดอ่านผ่อนผัน
แก้ไขให้พ้นจากโทษทัณฑ์ จะได้รู้จักกันกับบิดร

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๘๘๘ เมื่อนั้น นางรำภาวดีศรีสมร
ก้มเกล้าดุษดีชลีกร รับสุนทรเทวราชบัญชา
จึ่งเหาะเหินเดินโดยอากาศ จากวิมานมาศภูผา
ผันผยองล่องลิ่วปลิวฟ้า ตรงไปอยุทธยาธานี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๘๘๙ ครั้นถึงจึ่งนิมิตรบิดเบือน ให้เหมือนหญิงสาวชาวกรุงศรี
เดินกระเดียดกละออมชลธี จรลีลงมายังท่าน้ำ

ฯ ๒ คำ ฯ รัว เพลง

๒๘๙๐ ถึงประตูดูไปเห็นพระลบ กรรแสงซบภักตราครวญคร่ำ
จึ่งเข้าไปใกล้แกล้งกล่าวคำ นี่ใครทำไมเจ้าจึ่งโศกี

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๘๙๑ เมื่อนั้น พระลบฟังวาจาผินหน้าหนี
ร้อนตัวกลัวแกล้งพาที ข้านี้อยู่บ้านนอกขอกนา
ได้ยินข่าวเขาฦๅอื้ออึง ว่ากุมารคนหนึ่งแกล้วกล้า
ขี่ม้าพระที่นั่งอหังกา บัดนี้ได้ตัวมาจึ่งมาดู
เขาจำไว้ในเมืองมิได้เห็น รูปร่างนั้นจะเปนอย่างไรอยู่
จะเข้าไปก็กลัวหลงประตู แค้นใจไม่ได้ดูจึ่งโศกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๘๙๒ เมื่อนั้น นางรำภายิ้มพลางทางว่า
อันนักโทษที่จับได้มา หน้าตาก็ลม้ายกับเจ้านี้
จะไปดูทำไมมิใช่การ แม้นว่ากุมารนั้นหลบหนี
เขาจะจับเจ้าไปฆ่าราตี ไม่พอที่ชีวันจะบรรไลย
จงเร่งกลับไปเสียดีกว่า เมตตาเจ้าดอกจะบอกให้
เรานี้จะมาตักน้ำไป ให้ทานเด็กที่ได้เวทนา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๘๙๓ เมื่อนั้น พระลบฟังนางทางว่า
ซึ่งพี่ห้ามปรามความเมตตา เอนดูน้องหนักหนาข้าขอบคุณ
แต่ได้มาถึงนี่ยินดีด้วย มีแต่แรงก็จะช่วยอุดหนุน
ช่วยตักน้ำมาให้พอได้บุญ แม้นการุญแล้วจงส่งหม้อมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๘๙๔ เมื่อนั้น นางเทพอัปศรเสนหา
จึ่งส่งกละออมให้มิได้ช้า โมทนาด้วยเจ้าจงรีบไป

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๘๙๕ เมื่อนั้น พระลบผู้มีอัชฌาไศรย
ฉวยกละออมใส่บ่าแล้วคลาไคล ลงไปยังท่าชลธาร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๘๙๖ จึ่งตักน้ำแล้วถอดธำมรงค์ ใส่ลงในกละออมแล้วอธิฐาน
ถ้าบุญของพี่ข้าจงบันดาล แต่พอสรงชลธารพี่ตักไป
ธำมรงค์ซึ่งใส่ไว้ในนี้ จงสวมนิ้วดัชนีจงได้
อันเครื่องที่จำจองจำนองไภย ขอจงให้หลุดเลื่อนเคลื่อนคลา
ใครใครอย่าได้เห็นองค์ ให้พเอิญเดินตรงมาพบข้า
ครั้นเสร็จอธิฐานมิทันช้า ยกกละออมขึ้นบ่าแบกไป

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๘๙๗ ครั้นถึงต้นไทรใกล้ประตู เห็นนางคอยอยู่ไม่ไปไหน
ส่งหม้อน้ำนั้นให้ทันใด จะเอาไปให้ทานก็ตามที

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๘๙๘ เมื่อนั้น นางเทพรำภามารศรี
รับกละออมวารินด้วยยินดี กระเดียดเดินเร็วรี่เข้าภารา

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๒๘๙๙ ครั้นถึงที่ประจานกุมารไว้ เห็นนายไพร่พร้อมพรั่งนั่งรักษา
ทำหลบเลี่ยงเมียงชม้ายชายตา หันหลังหันหน้าอยู่ช้านาน
แล้วมีวาจาว่าวอน ด้วยคำสุนทรอ่อนหวาน
นี่แน่ดูก่อนนครบาล อันนักโทษที่ท่านตรากจำ
ต้องแสงแดดกล้าร้อนรน อยู่บนขาหยั่งแทบยังค่ำ
หิวโหยกระหายหอบบอบช้ำ จะขอให้ทานน้ำพอชื่นใจ
พี่จงเมตตาการุญ ส่วนบุญนั้นน้องจะแบ่งให้
เอนดูเด็กร้อนรนเปนพ้นไป จำไว้ลำบากตรากตรึง

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๙๐๐ บัดนั้น พัศดีได้ฟังทำตั้งปึ่ง
บรรดาเหล่าบ่าวไพร่หัวร่ออึง แลตลึงดูนางต่างพอใจ
บ้างกล่าวแกล้งเย้าหยอกหลอกล้อ ใครหนอแปลกหน้ามาแต่ไหน
เปนพี่น้องของเด็กนี้ฤๅไร จึ่งตักน้ำมาให้ช่างไม่กลัว
จะทำคุณแก่คนโทษถึงตาย กฎหมายห้ามอยู่ย่อมรู้ทั่ว
ถ้าจะแบ่งบุญให้ไม่ปล่อยตัว ลูกผัวมีฤๅไม่ให้การมา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๙๐๑ เมื่อนั้น นางรำภาทำสเทิ้นเมินหน้า
ตอบคำนครบาลด้วยมารยา อะไรนี่พูดจาน่าชัง
อย่าพักหลอกลวงล้อฬ่อเลียม อย่างธรรมเนียมน้องก็รู้อยู่มั่ง
ข้ามิใช่บ้านนอกดอกชาววัง ลูกผัวก็ยังไม่เคยมี
ตั้งใจมาให้ทานพอเปนบุญ ใช่จะคุ้นเคยรู้จักมักจี่
ผิดชอบอะไรเล่าแต่เท่านี้ จะทำบุญแต่ละทีก็มีมาร
ส่วนคนอื่นเขาให้ได้กลุ้มกลุ้ม เหตุไฉนผู้คุมไม่ว่าขาน
แกล้งจำเภาะเจาะจงจัณฑาล เถิดขี้คร้านแล้วข้าจะลาไป

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๙๐๒ บัดนั้น พัศดียิ้มแห้งแถลงไข
ว่าหยอกดอกเจ้าอย่าถือใจ จะด่วนไปไหนนั่นกัลยา
ข้าขืนขัดศรัทธาเมื่อไรมี ให้ทานเถิดตามทีพี่ไม่ว่า
แล้วทำเปนแยบคายชายตา เหลียวซ้ายแลขวาคว้าหมอนอิง
แล้วเรียกบ่าวหยิบชุดมาจุดกล้อง ทำทำนองเป้อเย้อเย่อหยิ่ง
พูดพลางทางเล่นทางจริง ต่างคนต่างชิงกันเกี้ยวพาน

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๐๓ เมื่อนั้น นางรำภายิ้มพลางทางว่าขาน
ไฮ้อะไรนี่น่าว่าคาญ อย่าพักพูดเกี้ยวพานไม่พอใจ
ว่าพลางทางสบัดเมินหน้า ทำกิริยาแสนงอนค้อนให้
แล้วหลีกคนที่นั่งระวังระไว เดินเข้าไปใกล้พระกุมาร
ครั้นถึงจึ่งกระซิบพาที พี่นี้มีจิตรคิดสงสาร
ตั้งใจตักน้ำมาให้ทาน หวังมิให้กุมารม้วยมุด
เจ้าจงรับวารินกินอาบ อานุภาพน้ำนี้เปนที่สุด
ซึ่งพันธนาจำจองพระน้องนุช จะลุ่ยหลุดจากกายกระจายไป

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๙๐๔ เมื่อนั้น พระมงกุฎค่อยคลายหม่นไหม้
รับกละออมน้ำนั้นมาทันใด แล้วกินอาบซาบไปทั้งกายา

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๒๙๐๕ ธำมรงค์องค์พระชนนี ก็สอดสวมนิ้วชี้เบื้องขวา
ด้วยเดชะแหวนวิเชียรจินดา บังตาใครใครไม่เห็นองค์

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๒๙๐๖ โซ่ตรวนขาดกระจายทำลายหลุด พระมงกุฎชื่นชมสมประสงค์
จึ่งพินิจพิศดูธำมรงค์ ก็รู้ว่าขององค์พระมารดา
ชรอยว่าพระแม่รู้ความ ให้เจ้าลบมาตามกระมังหนา
นางนี้น่าจะพบพระน้องยา จะเอาแหวนใส่มาในหม้อน้ำ
คิดพลางทางว่ากับนารี ครั้งนี้พี่มาช่วยอุปถัมภ์
จึ่งได้พ้นลำบากตรากตรำ พระคุณล้ำล้นฟ้าธาตรี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๐๗ เมื่อนั้น นางเทพรำภามารศรี
จึ่งค่อยกระซิบพาที ข้านี้จะพาคลาไคล
ว่าพลางนางนำกุมารา ใครจะเห็นกายาก็หาไม่
ด้วยเดชะนางฟ้าสุราไลย รีบไปพ้นพวกนครบาล

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๒๙๐๘ ครั้นถึงทวาราธานี จึ่งมีวาจาว่าขาน
จงออกไปทางประตูเถิดกุมาร แล้วสาวสวรรค์บันดาลหายไป

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๒๙๐๙ เมื่อนั้น พระมงกุฎยินดีจะมีไหน
รู้ว่านางฟ้าสุราไลย มาแก้ไขให้พ้นพันธนา
จึ่งรีบเดินออกนอกประตู แล้วเหลือบแลดูทั้งซ้ายขวา
เห็นองค์พระลบอนุชา ต่างองค์ก็วิ่งมาหากัน
พระมงกุฎกอดน้องร้องไห้ ครวญคร่ำร่ำไรโศกศัลย์
เล่าความตามต้องโทษทัณฑ์ รำพรรณกรรแสงโศกาไลย

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๒๙๑๐ เมื่อนั้น พระลบซบภักตร์สอื้นไห้
ทูลแถลงแจ้งความทั้งปวงไป โดยในเหตุผลแต่ต้นมา
บัดนี้พระอาจารย์กับมารดร ทุกข์ร้อนลห้อยคอยหา
จะหยุดอยู่ทำไมให้ช้า มาจะพากันกลับไปกุฎี
เกลือกพวกปัจจามิตรมาติดตาม จะเกิดการสงครามไม่พอที่
จงรีบไปให้พ้นไพรี แล้วส่งศรศรีให้พี่ยา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๑๑ เมื่อนั้น พระมงกุฎกุมารหาญกล้า
คิดพลางทางตอบอนุชา เจ้าว่านั้นก็ชอบท่วงที
แต่ยังนึกน้อยจิตรเจ็บช้ำ แค้นด้วยเขาทำโทษพี่
ครั้นจะรีบไปเฝ้าพระชนนี เห็นทีเขาจะยกตามไป
จะคอยอยู่ริมทางกลางดงดาน รบราญต่อสู้ดูใหม่
ว่าพลางทางพากันคลาไคล ตรงไปกาลวาดพนาวา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๙๑๒ ครั้นถึงจึ่งหยุดสำนักนิ์นั่ง ที่ร่มรังริมทางกลางป่า
พยาบาทมาดหมายโกรธา คิดแค้นคอยท่าจะชิงไชย

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๙๑๓ บัดนั้น ฝ่ายผู้คุมทั้งหลายนายไพร่
ครั้นนักโทษกับนางนั้นหายไป ต่างตระหนกตกใจวุ่นวาย
บอกกันทุกคนลนลาน วิ่งอึงอลหม่านกุมารหาย
พวกบ่าวบ้างโกรธโทษนาย ปล่อยหญิงคนร้ายเข้ามา
บ้างค้นทุกถิ่นฐานบานช่อง ใต้ถุนลุนล่องเที่ยวมองหา
ที่รกเรี้ยวเที่ยวพิจารณา ในอาวาศวัดวาก็เที่ยวค้น
โรงช้างโรงม้าโรงรถ หาหมดเที่ยวทั่วทุกแห่งหน
บ้างถามไถ่ไพร่ฟ้าประชาชน เสลือกสลนอลหม่านทั้งกรุงไกร

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๒๙๑๔ นอกเมืองในเมืองก็หาจบ จะพบกุมาราก็หาไม่
ต่างปรับทุกข์กันพรั่นใจ ครั้งนี้ที่ไหนจะพ้นตาย
จำจะไปกราบเรียนท่านเสนี ตามทีช่วยทูลขยับขยาย
เดชะบุญจะรอดไม่วอดวาย ว่าแล้วบ่าวนายก็รีบมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๙๑๕ ครั้นถึงที่อยู่สุมันตัน พร้อมกันกราบลงตรงหน้า
แถลงเล่าเนื้อความตามสัจจา โปรดด้วยช่วยชีวาข้าไว้

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๙๑๖ บัดนั้น สุมันตันเสนาผู้ใหญ่
ครั้นแจ้งก็ตระหนกตกใจ จึ่งรีบไปยังท้องพระโรงธาร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๙๑๗ ถึงถวายบังคมเคารพ ทูลพระองค์ทรงพิภพราชฐาน
อันนักโทษที่ให้ไปประจาน นครบาลระวังนั่งกอง
มีหญิงหนึ่งตักน้ำมาให้ แล้วพากันหายไปทั้งสอง
เห็นแต่โซ่ตรวนที่จำจอง หลุดกองอยู่กับพื้นพสุธา
พวกผู้คุมทั้งหลายนายไพร่ แยกไปทุกตำบลค้นหา
ไม่ประสบพบพานกุมารา จงทราบใต้บาทาฝ่าธุลี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๑๘ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
ได้ฟังเสนาทูลคดี ภูมีกริ้วกราดตวาดไป
ดูดู๋ไอ้เพ็ชฌฆาฏราชมัน ปล่อยคนสำคัญกูเสียได้
เมื่อมันทำละเลยให้เคยใจ มุลนายเล่าก็ไม่กำชับ
แต่ละคนไม่ชั่วเจ้าตัวเอก โหยกเหยกนักหนาน่าเฆี่ยนขับ
เร่งเร็วรีบรัดจัดกองทัพ กูจะตามไปจับตัวมา
เห็นทีมันจะไม่ไปไหนอื่น ดีร้ายจะคืนออกไปป่า
ไอ้ลูกเล็กเด็กน้อยอหังกา ไว้ช้ามันจะกำเริบใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๙๑๙ บัดนั้น เสนีตัวสั่นหวั่นไหว
รับสั่งบังคมภูวไนย ออกไปจัดพลลนลาน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๒๙๒๐ ให้ผูกคชาม้ารถ เตรียมโยธาทศทวยหาญ
เลือกล้วนแขงขันประจัญบาน เคยณรงค์รบราญชำนาญยุทธ
บ้างสอดใส่เสื้อแดงแต่งตน โพกประเจียดมงคลคาดตะกรุด
ถือปืนนกสับคาบชุด เครื่องสาตราวุธธงทวน
สารวัดจัดทัพสับสน เปนการร้อนรีบร้นโดยด่วน
นายไพร่พร้อมพรั่งตั้งกระบวน พอจวนเสด็จยาตรา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๙๒๑ เมื่อนั้น องค์พระราเมศเชษฐา
จึ่งตรัสชวนสามพระอนุชา ลีลามาสรงคงคาไลย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๙๒๒ ไขสหัสธาราดังห่าฝน ต้องสกนธ์ซ่านเซ็นเย็นใส
ทรงสุคนธรศเร้าเอาใจ สอดใส่สนับเพลาเพราผจง
ภูษายกแย่งลายอย่าง โจงกระหวัดไว้วางหางหงษ์
ลาดโหมดม่วงตองฉลององค์ เกราะนวมสวมทรงสำหรับยุทธ
ปั้นเหน่งเพ็ชรพรรณรายสายกระสัน เจียรบาดคาดมั่นไม่เลื่อนหลุด
ทองกรเก้าคู่ชมพูนุท ทรงมหามงกุฎแก้วมณี
ใส่ธำมรงค์รัตน์ตรัจเตรจ ทับทิมเทศมรกฏสดสี
ต่างจับศรสิทธิฤทธี จรลีมายังเกยไชย

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๒๙๒๓ สี่องค์ทรงรถพระที่นั่ง ออกจากวังโห่สนั่นหวั่นไหว
ให้เร่งโยธาคลาไคล พลไกรเบียดเสียดเยียดยัด

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๒๙๒๔ รถเอยรถทรง งอนรหงธงไชยไหวสบัด
สารถีขี่ขับสันทัด เทียมอัศวราชเรืองแรง
สี่รถชักรีบไปตามกัน ดุมหันผันผัดกวัดแกว่ง
มยุรฉัตรพัดโบกใบแพลง กลดกลิ้งบังแสงพระอาทิตย์
ทหารแห่ซ้ายขวาน่าหลัง คับคั่งคึกคักอักนิษฐ
ผงคลีบดบังมืดมิด ชอุ่มมัวทั่วทิศทุกตำบล
เสียงช้างม้าร้องก้องกึก เสียงโห่อึกกระทึกทั้งไพรสณฑ์
ไม้ไล่แหลกลู่ด้วยผู้คน รีบร้นเร่งรถจรลี

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๙๒๕ เมื่อนั้น พระกุมารพี่น้องทั้งสองศรี
หยุดอยู่ริมทางกลางพงพี แลเห็นโยธีรี้พล
พระมงกุฎจึ่งว่าแก่พระลบ เราจะรบแก้มืออิกสักหน
ตัวนายครั้งนี้ถึงสี่คน พวกพลนับแสนแน่นนัน
เราเปนหน่อเนื้อเชื้อชาย ถึงมากมายเท่าไรก็ไม่พรั่น
ว่าพลางทางออกไปยืนยัน กางกั้นมรคาพนาไลย

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๙๒๖ บัดนั้น โยธีทั้งหลายนายไพร่
เห็นกุมารยืนขวางทางไว้ บ้างจำได้ร้องบอกกันออกอึง
ด้วยเปนวงษ์พงษ์เผ่าอวตาร ใครไม่หาญต้านต่อสักคนหนึ่ง
ความกลัวจริงจริงวิ่งฮึงฮึง อื้ออึงสับสนลนลาน

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๒๗ เมื่อนั้น พระพรตเห็นพลอลหม่าน
เหลือบเหลียวแลไปในดงดาน เห็นกุมารพี่น้องสองรา
จึ่งทูลพระหริรักษ์จักรี อันเด็กน้อยนั้นหนีมาถึงป่า
ได้ประสบพบกันกับน้องยา ออกขวางน่าพหลพลไกร

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๒๘ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกเปนใหญ่
เห็นกุมารอาจองทนงใจ ภูวไนยกริ้วโกรธโกรธา
จึ่งมีสิงหนาทประกาศสั่ง โยธีทั้งทัพหนุนทัพน่า
เร่งหักโหมโจมจับกุมารา สังหารชีวาให้วอดวาย

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๙๒๙ บัดนั้น โยธีรี้พลทั้งหลาย
ความกลัวอาญาพระนารายน์ ไพร่นายต่างวิ่งเข้าชิงไชย
พรั่งพร้อมล้อมน่าล้อมหลัง กองทัพคับคั่งทั้งป่าใหญ่
โห่ร้องก้องดงพงไพร พลไกรเข้ากลุ้มรุมรบ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๓๐ เมื่อนั้น พระมงกุฎวุฒิไกรไม่หลีกหลบ
ชิงไชยช่วยกันกับพระลบ ตีตลบรบรับจับกุม
โยธีรี้พลอลหม่าน โถมทยานเข้าจับเปนกลุ่มกลุ่ม
สองกุมารเงื้อศรกรกุม ตีตลุมบอนบุกคลุกคลี
โจนจับสัปรยุทธเหยียบบ่า แกล้วกล้าองอาจดังราชสีห์
หักโหมโรมรันราวี โยธีหนีหายกระจายไป

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๙๓๑ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
เห็นพวกพลแตกยับทั้งทัพไชย พระกริ้วโกรธดังไฟไหม้ฟ้า
สี่องค์ลงจากรถที่นั่ง ด้วยกำลังแค้นขัดสหัสา
เข้าโจมจับกับสองกุมารา เงื้อง่าศรทรงยงยุทธ
พระรามพระลักษณ์ฤทธิรงค์ รุมจับกับองค์พระมงกฎ
พระลบฤทธิไกรไวยวุฒิ กับพระพรตพระสัตรุดยุทธนา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๓๒ เมื่อนั้น สองกุมารชาญไชยใจกล้า
หลีกหลบรบรับไม่อัปรา ด้วยเทวาคุ้มครองป้องกัน
ขึ้นจับลอยคอยทีจะพิฆาฏ ไม่พลั้งพลาดผลัดเปลี่ยนเหียนหัน
กลอกกลับสัปรยุทธเหยียบยัน ไล่กระชิดติดพันกันไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๙๓๓ เมื่อนั้น สี่กระษัตริย์ขัดเคืองเปนหนักหนา
เห็นฤทธีพี่น้องทั้งสองรา แกล้วกล้าสามารถมากมาย
องค์พระหริวงษ์ทรงศักดิ ฉวยชักพรหมมาศพาดสาย
น้าวศิลป์ฤทธิเรืองเยื้องกราย มุ่งหมายแผลงผลาญกุมารา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๙๓๔ ศรทรงองค์พระอวตาร ไม่สังหารพานองค์โอรสา
กลายเปนเอมโอชโภชนา ลอยมาตกลงตรงกุมาร

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๙๓๕ เมื่อนั้น พระพี่น้องสองราจึ่งว่าขาน
น้อยฤๅแกล้งแผลงศรรอนราญ เปนเข้าของคาวหวานใส่พานมา
สารพัดจัดแจงแต่งตั้ง ให้เรากินมีกำลังกระมังหนา
น่ากลัวฤทธิรณพ้นปัญญา กุมาราเย้ยหยันขันจริงเจียว

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๙๓๖ แล้วองค์พระมงกฎก็ยุดศร ยอกรขึ้นท้าวน้าวเหนี่ยว
พาดสายหมายดูพริบตาเดียว บัดเดี๋ยวก็ลั่นไปทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๙๓๗ ศรทรงวงเวียนเฉวียนฉวัด ทักษิณสี่กระษัตริย์เปนใหญ่
แล้วกลายเปนพวงบุบผามาไลย เข้าตอกดอกไม้บูชา

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๙๓๘ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
เห็นกุมารผาดแผลงแสงศรมา เปนพุ่มพวงบุบผามาไลย
รณรงค์แต่ก่อนบห่อนเห็น ฤๅจะเปนเชื้อวงษ์น่าสงไสย
ยิ่งคิดยิงแหนงแคลงใจ จำจะไต่ถามดูแต่โดยดี
คิดพลางทางมีบัญชาการ ดูก่อนกุมารทั้งสองศรี
เรายงยุทธนาราวี ถ้อยทีศรศิลป์ไม่กินกัน
จงเปนมิตรไมตรีกันดีกว่า กุมาราอย่ารังเกียจเดียดฉัน
เราขอถามนามวงษ์พงษ์พันธุ์ ผู้ใดนั้นเปนบิดามารดร
ธนูศิลป์ศักดาวิชาการ ใครเปนอาจารย์สั่งสอน
จึ่งชำนิชำนาญราญรอน อย่ายอกย้อนบอกเราให้เข้าใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๙๓๙ เมื่อนั้น พระมงกุฎฟังความที่ถามไถ่
จึ่งปฤกษาน้องรักเห็นกะไร จะด่วนบอกเขาไปเปนใจเบา
จำจะพูดขืนขึงตึงไว้ก่อน กลับย้อนซักไซ้ไต่ถามเขา
ให้บอกนามกรมาก่อนเรา จึ่งจะไม่โง่เง่ารู้เท่าทัน
ว่าพลางทางร้องตอบไป ข้าไม่รังเกียจเดียดฉัน
ซึ่งไต่ถามนามวงษ์พงษ์พันธุ์ จะบอกกันก็ได้เปนไรมี
แต่ข้างผู้ใหญ่จำแจ้งก่อน ถ้าท่านบอกนามกรเราสองศรี
ข้าจึ่งจะแถลงแจ้งคดี ถ้อยทีจะรู้จักตระหนักนาม

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๙๔๐ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทั้งสาม
ฟังกุมารตอบถ้อยทำนองความ ฉลาดล่วงท้วงถามชอบพระไทย
มาทว่าแม้นมิบอกออกอรรถ จะต่อนัดต่อแนงหาแจ้งไม่
จำจะบอกนามตามจริงไป แล้วภูวไนยจึ่งบัญชา
เราฤๅคือองค์อวตาร มาสังหารผลาญหมู่ยักษา
ทรงนามราเมศกระษัตรา ผ่านกรุงอยุทธยาธานี
มีพระอนุชาทั้งสาม คนนั้นนามพระลักษณ์เรืองศรี
นั่นชื่อพระพรตฤทธี คนนี้ชื่อพระสัตรุดวุฒิไกร
เราก็บอกออกนามตามจริง ทำไมนิ่งอยู่หาบอกเราบ้างไม่
ทั้งสองเจ้าเผ่าพงษ์ผู้ใด จงแจ้งไปโดยอรรถสัจจา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๙๔๑ เมื่อนั้น สองพระองค์ทรงยศโอรสา
ได้ยินออกนามพระรามา สมคำมารดาที่บอกไว้
ก็ประจักษ์แจ้งจิตรว่าบิตุรงค์ มิได้นึกพะวงสงไสย
แต่ยังคั่งแค้นขัดใจ ด้วยจับไปทารกรรมจำจอง
ครั้งก่อนก็ให้ฆ่ามารดาเสีย ไม่รักเมียเหมือนคนทั้งผอง
พระมงกุฎดำริห์ตริตรอง แล้วว่าแก่พระน้องร่วมฤไทย
จำจะบอกให้เปนแยบแอบแฝง เราจะแจ้งจริงจังยังไม่ได้
นิ่งคิดอิดเอื้อนเยื้อนตอบไป จะบอกให้เหมือนกันดังสัญญา
ตัวข้าชื่อมงกุฎไตรภพ น้องนี้ชื่อเจ้าลบเสนหา
องค์พระชนนีชื่อสีดา ญาติวงษ์พงษานั้นไม่มี
อันพระบิดาของข้าไซ้ นามกรชื่อไรไม่รู้ที่
น้ำพระไทยใจคอใช่พอดี ได้ผ่านศรีอยุทธยาถาวร
ซึ่งศิลปศาสตร์สารพัด พระวัชมฤคฝึกสอน
อยู่ในกาลวาดดงดอน ทุกข์ร้อนยากเย็นเข็ญใจ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๒๙๔๒ เมื่อนั้น พระราเมศฟังคำซ้ำสงไสย
นิ่งนึกรำพึงคนึงไป คิดเฉลียวพระไทยถึงสีดา
ฤๅองค์อัคเรศโฉมฉาย ไม่วอดวายชีวังกระมังหนา
คิดพลางทางผิดพระภักตร์มา ถามองค์อนุชาชาญไชย
ไฉนหนอเจ้าลักษณ์น้องรักพี่ กุมาราว่าดังนี้น่าสงไสย
อันสีดาทุจริตคิดนอกใจ พี่สั่งให้ไปฆ่าเสียช้านาน
เจ้าแหวะดวงหไทยมาให้พี่ ว่าเทวีสุดสิ้นสังขาร
เหตุไฉนพี่น้องสองกุมาร จึ่งว่าองค์นงคราญเปนมารดา
พี่คิดฉงนสนเท่ห์นัก ฤๅน้องรักมิได้พิฆาฏฆ่า
เจ้าจงแจ้งอรรถแต่สัจจา ให้เชษฐาสิ้นแหนงแคลงฤไทย

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๙๔๓ เมื่อนั้น พระลักษณ์กราบก้มบังคมไหว้
ทั้งกลัวพระจักรีทั้งดีใจ จึ่งทูลไปตามจริงทุกสิ่งอัน
เมื่อรับสั่งภูวไนยใช้ข้า ให้ห้ำหั่นกัลยาให้อาสัญ
ครั้นถึงป่ากาลวาดข้าฟาดฟัน พระขรรค์นั้นกลายเปนมาไลย
เห็นความสัตย์ซื่อตรงต่อทรงเดช จึ่งปล่อยองค์อัคเรศไปป่าใหญ่
ข้าแหวะดวงจิตรกวางที่กลางไพร มาแทนดวงหไทยนางเทวี
ซึ่งข้าทูลเท็จไว้แต่ก่อน พระภูธรจงโปรดเกษี
ตามแต่ผ่านฟ้าจะปรานี โทษข้าควรที่ม้วยชีวา
ทูลพลางทางแลไปดูหลาน ทั้งสงสารทั้งแสนเสนหา
ยิ่งคิดถึงพระพี่สีดา ชลนาคลอเนตรสังเวชใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๒๙๔๔ เมื่อนั้น พระราเมศได้ยินสิ้นสงไสย
วางศรเสียพลันทันใด เขาใกล้กุมาราแล้วพาที
จึ่งเจ้าเปนโอรสนางสีดา พ่อผ่านอยุธยากรุงศรี
มิใช่อื่นเลยเจ้าคือเรานี้ เปนภัศดาสามีนางสีดา
แต่คราวครั้งโฉมยงทรงครรภ์ ก็พลัดพรากจากกันนานนักหนา
ไม่รู้เลยว่าเจ้าเปนลูกยา อนิจาพึ่งแจ้งประจักษ์ใจ
มาหาพ่อขออุ้มสักหน่อยหนึ่ง อย่าโกรธขึ้งเคืองขัดอัชฌาไศรย
จะรับเจ้าเข้านิเวศน์เวียงไชย จะอยู่ไยในป่าพนาลี

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๙๔๕ เมื่อนั้น สองกุมารเมียงเมินเดินหนี
ยิ้มพลางทางตอบพระภูมี อย่าพาทีลวงฬ่อพอเข้าใจ
เมื่อกี้เข้ากลุ้มรุมกันจับ จนหลีกหลบรบรับไม่ใคร่ไหว
แล้วจะมาเสแสร้งแกล้งใส่ไคล้ ปราไสพันผูกว่าลูกรัก
จะว่าเปนบิดานั้นอย่าเลย ใครเขาไม่เคยรู้จัก
ข้าเข็ดอาญาหนักหนานัก อย่ามาชวนชักไม่รักไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๔๖ เมื่อนั้น พระรามความแสนพิศมัย
ตามปลอบลูกน้อยกลอยใจ เมื่อแรกชิงไชยไม่ทันรู้
คิดว่าข้าศึกฮึกหาญ อหังการมาต้านต่อสู้
เดี๋ยวนี้มิใช่ศัตรู เจ้าผู้ดวงจิตรของบิดา
ซึ่งจับไปลงโทษโรธทัณฑ์ จะทำขวัญลูกรักให้หนักหนา
ใช่จะแสร้งเศกสรรจำนรรจา สองราอย่าแหนงแคลงใจ
อันนางสีดานารี เดี๋ยวนี้อยู่ตำบลหนไหน
เอนดูเถิดช่วยพาบิดาไป ให้พบองค์อรไทยนางเทวี

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๙๔๗ เมื่อนั้น พระกุมารพี่น้องทั้งสองศรี
ได้ฟังวาจาพาที เดินหนีแล้วตอบคำไป
อย่าพักพูดแยบแอบอ้าง ว่าบ้างก็จะขัดอัชฌาไศรย
ผัวเมียลูกเต้าไม่เข้าใจ เราไม่รู้เห็นอย่าเจรจา
พระองค์จงคืนเขาบุรี ข้านี้ก็จะไปในป่า
ว่าพลางทางชวนอนุชา สองราเดินตรงเข้าดงดอน

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๙๔๘ เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญสมร
แลลับลูกยายิ่งอาวรณ์ ในวิญญาเร่าร้อนถอนฤไทย
สุดที่จะกลั้นกรรแสงเทวศ ชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
จึ่งชวนอนุชาเสนาใน รีบติดตามไปมิได้ช้า

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๙๔๙ เมื่อนั้น สองกุมารลัดแลงแฝงพฤกษา
เดินพลางทางเหลียวดูบิดา เห็นตามมาก็รีบจรลี
สี่กระษัตริย์ตรัสเรียกก็ไม่หยุด ฉวยฉุดพระลบแล่นหนี
ครั้นถึงแว่นแคว้นแดนกุฎี แลดูพระมุนีแต่ไกล
เห็นมายืนถือกราดกวาดวัด ก็วิ่งเข้ากอดรัดด้วยรักใคร่
แล้วบอกว่าผู้คนเปนพ้นไป เขาตามไล่หลานมาพระอาจารย์

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๕๐ เมื่อนั้น พระมุนีสร้วมสอดกอดหลาน
จูบข้างโน้นข้างนี้ตะลีตะลาน มาได้ไม่วายปราณแล้วหลานกู
พลางว่าไหนใครตามมา อย่าตกใจเลยตาจะต่อสู้
แล้วแกว่งกราดต่างกระบองป้องหน้าดู ถึงทั้งแก่ก็กูไม่เกรงใคร

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๕๑ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
เสด็จตามโอรสยศไกร แลไปเห็นองค์พระสิทธา
จึ่งผันภักตร์ดำรัสตรัสสั่ง ให้หยุดยั้งพลนิกายซ้ายขวา
พระหริวงษ์กับองค์พระอนุชา ยาตราไปหาพระอาจารย์

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๙๕๒ เมื่อนั้น พระนักสิทธิแค้นแทนหลาน
ไม่ทันดูหูตาซมซาน เดือดดาลตัวสั่นงันงก
เจ้าเหล่านี้ข่มเหงไม่เกรงใคร หลานกูไปทำไมกับประสก
มันเที่ยวเล่นตามประสาทารก ไล่ระเหินระหกมาว่าไร

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๕๓ เมื่อนั้น องค์พระนารายน์เปนใหญ่
เห็นพระอาจารย์งุ่นง่านไป ภูวไนยจึ่งแจ้งคดี
อย่าเพ่อโกรธขึ้งอึงอื้อ แปลกโยมไปฤๅพระฤๅษี
ข้าชื่อว่าพระรามจักรี เปนสามีสีดาทรามไวย
แต่พลัดพรากเยาวมาลย์นานช้า พึ่งพบลูกยาที่ป่าใหญ่
แจ้งว่าพระดาบศเลี้ยงไว้ ก็ดีใจจึ่งติดตามมา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๕๔ เมื่อนั้น พระมุนีร้องอ้อหัวร่อร่า
พลางก้มมองป้องดูภักตรา อนิจาพระรามไม่ทันรู้
เข้าลูบหลังลูบหน้าแล้วพาไป ถึงศาลาไลยลงนั่งอยู่
ขัดสมาธิ์เอนอิงพิงประตู เปนครู่เหนื่อยบอบหอบหายใจ
แล้วบอกหลานรักทั้งสองศรี อัญชลีสี่กระษัตริย์เปนใหญ่
องค์นี้บิดาเจ้าจงจำไว้ สามกระษัตริย์ถัดไปนั้นเปนอาว์

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๙๕๕ เมื่อนั้น พระทรงภพลบโลกนาถา
พินิจพิศดูกุมารา นรลักษณ์ภักตราละกลกัน
แล้วเคารพนบนอบพาที ถามพระมุนีขมีขมัน
อันกุมารพี่น้องทั้งสองนั้น เปนบุตรนางด้วยกันฤๅฉันใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๕๖ เมื่อนั้น พระมุนีชี้แจงแถลงไข
คนนี้ชื่อมงกุฎวุฒิไกร เปนบุตรนางอรไทยในครรภ์
นั่นชื่อเจ้าลบกุมารา รูปทรงโสภาคมสัน
เราชุบให้เปนบุตรบุญธรรม์ นางรักใคร่เหมือนกันกับลูกยา
ทั้งสองกุมาราก็ชอบชิด เหมือนพี่น้องสนิทเสนหา
ซึ่งพระรามตามสองกุมารา มีธุระกิจจาจะว่าไร

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๕๗ เมื่อนั้น พระทรงสังข์ฟังแจ้งแถลงไข
จึ่งเคารพนบนอบตอบไป ชี้ชอบขอบใจพระอาจารย์
ซึ่งมีจิตรปรานีนางสีดา เมตตาชุบเลี้ยงไปจนหลาน
พระคุณล้ำดินฟ้าบาดาล ควรเปนประธานในธาตรี
นางพำนักพักพึ่งผู้เปนเจ้า จึ่งตามมากราบเท้าพระฤๅษี
จงโปรดด้วยช่วยว่าแก่เทวี โยมนี้จะมารับกลับไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๕๘ เมื่อนั้น พระมุนีกล่าวแกล้งแถลงไข
จะรู้ที่ว่าขานประการใด ตามแต่น้ำใจพระจักรี
เปนธุระประสกกับสีกา เออจะมาให้ร้อนถึงฤๅษี
ใช่กิจผิดวิไสยจะพาที จู้จี้ขี้คร้านรำคาญใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๕๙ เมื่อนั้น พระอวตารกรานก้มประนมไหว้
อ้อนวอนพระมุนีพิรี้พิไร ผู้เปนเจ้าจงได้ปรานี
ช่วยเล้าโลมโฉมฉายให้หายโกรธ ว่าโยมมาลุกโทษจนถึงนี่
นางจะตัดอาไลยไมตรี ฤๅเทวีจะคิดบ้างอย่างไร

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๖๐ เมื่อนั้น พระอาจารย์สงสารเสียไม่ได้
หัวเราะพลางทางตอบคำไป รูปนี้ไม่ชำนาญการพูดจา
แต่อ้อนวอนหลายหนจนใจอยู่ จะไปบอกลองดูเหมือนอย่างว่า
แล้วชวนพระกุมารทั้งสองรา ไปกุฎีสีดาทันที

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๙๖๑ ครั้นถึงเข้าห้องในดังใจจง แล้วนั่งลงตรงหน้ามารศรี
พระมงกุฎกอดบาทพระชนนี โศกีครวญคร่ำร่ำไร

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๙๖๒ เมื่อนั้น นางสีดายินดีจะมีไหน
ประคองกอดลูกน้อยกลอยใจ ลูบไล้รับขวัญจำนรรจา
เจ้าพลัดพรากจากไปหลายวัน แม่สำคัญว่าจะไม่เห็นหน้า
เปนบุญไม่มอดม้วยชีวา เจ้ากลับมาแม่นี้ดีใจ
เมื่อกองทัพจับเจ้าไปได้นั้น เขาทำโทษโรธทัณฑ์เปนไฉน
แม่นี้วิตกเปนพ้นไป ด้วยเจ้าไม่เคยทุกข์ทรมาน
น้อยฤๅเนื้อตัวมัวมอม ซูบผอมผิดทรงน่าสงสาร
ว่าพลางโฉมยงนงคราญ สร้วมกอดกุมารเข้าโศกา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๒๙๖๓ เมื่อนั้น พระมงกุฎบังคมก้มเกษา
ทูลแถลงแจ้งความกับมารดา ตั้งแต่ต้นจนมาถึงไพรวัน
ฝ่ายข้างพระรามตามมาพบ ได้สู้รบยุทธแย้งแขงขัน
ประหลาดด้วยศรศิลป์ไม่กินกัน จึ่งถามวงษ์พงษ์พันธุ์พูดจา
ต่างคนต่างบอกออกความ พระรามว่าข้าเปนโอรสา
ลูกแคลงใจไม่เชื่อว่าบิดา จึ่งชวนน้องกลับมายังกุฎี
บัดนี้สี่กระษัตริย์ทรงศักดิ ก็ติดตามลูกรักมาถึงนี่
บอกพลางเหลียวดูพระมุนี เห็นทำทีถลึงขึงตา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๒๙๖๔ เมื่อนั้น พระฤๅษีเถียงพลางทางว่า
มันไม่เปนเช่นนั้นดอกสีกา อันพระรามตามมาจะง้องอน
ครั้นจะตามมาเองก็เกรงใจ จึ่งใช้ให้ตามาว่าก่อน
เธอจะรับกลับคืนไปนคร จะเคืองขัดตัดรอนเปนอย่างไร
เขาวิงวอนว่าต่อหน้าหลาน ข้าก็คิดสงสารเสียไม่ได้
ซึ่งจะดีกันฤๅฉันใด ก็ตามแต่น้ำใจของเทวี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๖๕ เมื่อนั้น นางสีดานบนอบตอบฤๅษี
อันความแค้นของข้าครานี้ สักแสนปีก็ไม่หายวายคิด
เธอว่าหลานชั่วช้าให้ฆ่าฟัน แต่กระนั้นที่ทำไม่หนำจิตร
มาจับลูกไปสังหารผลาญชีวิตร พระนักสิทธิย่อมทราบสารพัน
นิมนต์กลับไปถามพระรามา จะรับข้าคืนไปไยนั่น
สิโกรธาว่ารักทศกรรฐ์ จึ่งให้มาฆ่าฟันเสียกลางไพร
จะรับไปไว้เปนมเหษี ไม่อายชาวบุรีฤๅไฉน
พระองค์จงช่วยซักไซ้ เธอจะว่าอย่างไรก็ให้รู้

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๙๖๖ เมื่อนั้น พระฤๅษีพลอยตอบว่าชอบอยู่
ให้ฆ่าเมียเสียได้ไม่เอนดู ถึงใจกูก็แค้นเหมือนกัน
จะออกไปซักไซ้ให้หนักหนา ดูดู๋จะว่าอย่างไรนั่น
ว่าพลางทางหยิบไม้ท้าวพลัน ลุกขึ้นงกงันทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๙๖๗ ครั้นถึงจึ่งตั้งกระทู้ถาม ดูก่อนพระรามเปนใหญ่
เดิมแคลงสีดาว่านอกใจ จึ่งให้เข่นฆ่าราตี
แล้วมิหนำซ้ำจับพระกุมาร ไปจองจำทำประจานในกรุงศรี
ว่าเขาคนชั่วช้ากาลี จะมาดีด้วยกันฉันใด
นางสั่งให้ถามซักให้หนักหนา เออประสกจะว่าเปนไฉน
เมื่อเจ้าทำต่างต่างทุกอย่างไป เราพลอยน้อยใจด้วยเทวี

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๙๖๘ เมื่อนั้น พระอวตารนบนอบตอบฤๅษี
อย่าเพ่อโกรธโปรดเถิดพระมุนี โยมนี้จะเล่าให้เข้าใจ
อันองค์ภัควดีสีดา ข้ารักดังดวงดาก็ว่าได้
เมื่อสั่งให้ฆ่าฟันนั้นไซ้ เพราะคลั่งคลุ้มกลุ้มไปในวิญญา
ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจของเทวี ไม่ควรที่จะถือโทษา
ซึ่งจองจำทำโทษกุมารา ก็เพราะว่าไม่รู้จักกัน
ผู้เปนเจ้าช่วยจำคำของโยม ไปเล้าโลมบังอรให้ผ่อนผัน
ซึ่งข้าคิดผิดพลั้งแต่หลังนั้น ก็มาขอโทษทัณฑ์กัลยา
แต่นี้ไปจนตายวายชีวิตร ถึงพลั้งผิดก็มิได้เอาโทษา
แม้นทรามไวยไม่เชื่อวาจา พระสิทธาจงให้สัตย์ปัฏิญาณ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๙๖๙ เมื่อนั้น ฤๅษีหัวเราะร่าแล้วว่าขาน
เอออะไรเปล่าเปล่าไม่เข้าการ จะได้สบถสาบาลสนุกใจ
รูปยังไม่ไว้ใจประสก จะให้ไปตกนรกหมกไหม้
แต่บวชมากว่าร้อยปีไป จะเคยสบถแทนใครยังไม่มี
ฉวยจะกระไรไปข้างน่า เขาจะได้นินทาว่าฤๅษี
เปนแต่ช่วยพูดจาพาที เพียงนี้พอจะรับคำนิมนต์
จะกลับไปกุฎีนางสีดา วอนว่านงลักษณ์อิกสักหน
ว่าประสกได้ทานบาดคาดบน เห็นต่อจะชอบกลดอกกระมัง
ว่าพลางทางลุกขึ้นนิ่วหน้า แข้งขาเมื่อยขัดยืนดัดหลัง
จ้องไม้ท้าวก้าวเดินเก้กัง มายังกุฎีนางสีดา

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๒๙๗๐ ครั้นถึงจึ่งตรงเข้าห้องใน ลงนั่งหอบหายใจอยู่ตรงหน้า
แล้วว่าเหนื่อยเต็มทีแล้วสีกา ต้องกลับไปกลับมาน่ารำคาญ
เมื่อตะกี้รูปไปไต่ถาม พระรามเขาว่าน่าสงสาร
สารภาพรับผิดทุกประการ ที่หักหาญทำโทษนางนงเยาว์
ด้วยคลั่งคลุ้มกลุ้มใจไม่ทันคิด ซึ่งพลั้งผิดครั้งนี้เพราะผีเข้า
มิได้รู้สึกตัวมัวเมา ต่อจะจริงของเขาแล้วเทวี
เธอวอนว่าถ้าดีด้วยกันใหม่ จะทำทานบนให้นางโฉมศรี
อันถ้อยคำว่ากล่าวคราวนี้ เห็นจะดีจริงแล้วเยาวมาลย์
รูปคิดว่าถ้ากะไรก็ผ่อนผัน กลับดีด้วยกันเสียเถิดหลาน
ตาจะได้จำศีลบำเพ็ญฌาน ป่วยการสวดมนต์ภาวนา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๙๗๑ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
จึ่งว่าเอออะไรไอยกา ขืนจะว่าไปได้ช่างไม่คิด
เมื่อคราวเคืองพระองค์ให้ลงโทษ ครั้นหายโกรธแล้วจะกลับมารับผิด
นี่หากว่าไม่ตายวายชีวิตร พระทรงฤทธิ์จึ่งกลับมาคืนดี
ถ้าแม้นข้าอาสัญบรรไลย ปานนี้จะไปอยู่เมืองผี
อันใจหลานตัดขาดชาตินี้ ไม่ขอเห็นกรุงศรีอยุทธยา
พระองค์จงกลับไปชี้แจง ให้แจงเหมือนคำของข้าว่า
ซึ่งจะรับกลับคืนไปภารา มิรู้ที่จะดูหน้าชาวธานี
ถึงลำบากยากเย็นเข็ญใจ ก็จะสู้อยู่ในพนาศรี
เชิญพระหริรักษ์จักรี ไปครอบครองบุรีให้สำราญ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๙๗๒ เมื่อนั้น พระฤๅษีมิรู้ที่คิดอ่าน
จึ่งว่าจริงอยู่เจ้าเยาวมาลย์ เขาทำโทษกับหลานก็เหลือใจ
แต่พลั้งผิดนิดหนึ่งก็ฆ่าฟัน จะไปอยู่ด้วยกันกะไรได้
เออกูก็รู้เห็นด้วยเมื่อไร ประเดี๋ยวเมียใช้ไปผัวใช้มา
รูปจะช่วยว่ากล่าวเสียคราวนี้ แล้วไปกฎีเสียดีกว่า
ว่าพลางทางออกจากศาลา งกเงิ่นเดินมาทันที

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๒๙๗๓ ครั้นถึงจึ่งนั่งลงบอกความ ดูก่อนพระรามเรืองศรี
นางสีดาเขาว่าไม่คืนดี จะสู้ม้วยชีวีอยู่กลางไพร
ความแค้นเขาว่ามาให้ฟัง แต่รูปลืมเสียยังจำไม่ได้
ครั้นจะช่วยว่าขานประการใด ก็กลัวเขาขัดใจไม่ต้องการ
อันรูปนี้ขัดสนจนจิตร มิรู้ที่จะคิดว่าขาน
ตามแต่องค์พระอวตาร จะคิดอ่านผ่อนผันฉันใด

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๗๔ เมื่อนั้น พระราเมศฟังแจ้งแถลงไข
ยิ่งแสนรันทดสลดใจ พระทอดถอนฤไทยไปมา
แล้วว่าพระอาจารย์จงโปรดก่อน ซึ่งนางตัดรอนด้วยแค้นข้า
พระองค์จงช่วยไปพูดจา ว่าโยมแสนโศกาอาไลย
แม้นมิได้พบองค์นงเยาว์ จะคืนเข้าภาราก็หาไม่
ถึงนางมิดีด้วยก็ตามใจ แต่ขอให้พบพูดสักสองคำ

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๗๕ เมื่อนั้น พระฤๅษีได้ฟังนั่งบ่นพล่ำ
เมียแล้วผัวเล่าเจ้ากรรม ยังค่ำกะตาน่าขัดใจ
จะช่วยไปว่ากล่าวอิกคราวหนึ่ง ทีหลังถึงวอนว่าหาไปไม่
แล้วผุดลุกกุกกักขึ้นทันใด หายใจหอบรวนด่วนเดินมา

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๙๗๖ ถึงกุฎีที่อยู่นางโฉมยง นั่งลงใกล้นางพลางว่า
รูปไปบอกพระรามตามวาจา เธอโศกาอ้อยอิ่งวิงวอน
ถึงเจ้ามิดีด้วยก็ตามใจ แต่ขอให้พบปากสักน่อยก่อน
หาไม่ก็ไม่ไปพระนคร บังอรจะคิดอ่านประการใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๗๗ เมื่อนั้น นางสีดานารีศรีใส
นิ่งนึกรำพึงคนึงใน จะขืนขัดตัดไปก็ไม่ดี
จำจะให้ไปเชิญเสด็จมา พระจะว่าอย่างไรให้รู้ที่
คิดพลางทางตอบพระมุนี อันใจของหลานนี้สิ้นอาไลย
แต่เธอเฝ้าเร้ารบพระอาจารย์ น่ารำคาญหารู้ที่คิดไม่
จะให้เธอเข้ามาว่ากะไร ก็ตามแต่น้ำใจพระนักธรรม์

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๗๘ เมื่อนั้น พระฤๅษีเห็นทีจะผ่อนผัน
ตบมือหัวร่ององัน เออกระนั้นเปนไรชอบใจกู
ทีนี้สิ้นธุระปะปัง จะได้ไปเอนหลังเสียสักครู่
ฉวยไม้ท้าวก้าวออกนอกประตู มายังที่อยู่พระอวตาร

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๙๗๙ ครั้งถึงจึ่งแถลงแจ้งคดี สมคเนคราวนี้แล้วหลาน
รูปช่วยวอนว่าอยู่ช้านาน ประเดี๋ยวนี้เยาวมาลย์ให้เข้าไป
เร็วเร็วพระรามตามรูปมา จะพาไปศาลาที่อาไศรย
ว่าพลางทางนำภูวไนย ตรงไปที่อยู่นางเทวี

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๙๘๐ ครั้นถึงหยุดยั้งบังประตู กะทั่งไอให้รู้ถึงโฉมศรี
แล้วเหลียวมาว่ากับพระจักรี ตามทีเถิดประสกจะพูดจา
ว่าพลางทางร้องเรียกหลาน สองกุมารก็วิ่งออกมาหา
ชวนว่ามาไปกับไอยกา แล้วตรงมากุฎีที่สำนักนิ์

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๙๘๑ เมื่อนั้น พระรามสุริวงษ์ทรงศักดิ
เข้าไปใกล้องค์นงลักษณ์ เห็นนางเมินภักตร์ไม่พาที
นึกสเทินพระไทยด้วยได้ผิด ไม่ทันคิดให้ฆ่ามารศรี
จำจะต้องงอนง้อขอดี จึ่งพาทีโลมเล้าเอาใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชาตรี

๒๙๘๒ โฉมเอยโฉมเฉลา ยุพเยาว์ยอดฟ้าจะหาไหน
อย่าเพ่อเคืองขัดตัดอาไลย ที่จริงใจจะเล่าให้เจ้าฟัง
พี่รักนางพ่างเพียงชีวา เปนเหตุเพราะเวราแต่หนหลัง
พเอิญให้หุนหันไม่ทันยั้ง มิใช่จะชิงชังโฉมตรู
อันโทษพี่นี้ผิดเปนพ้นนัก น้องรักขัดแค้นก็ควรอยู่
ได้ผิดพลั้งครั้งเดียวจงเอนดู จะรับเจ้าเข้าไปสู่ภารา
ทีนี้จนตายวายชีวิตร ไม่ทำให้เคืองจิตรขนิษฐา
ถ้อยยำคำมั่นพี่สัญญา เจ้าอย่ากินแหนงแคลงใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๙๘๓ เมื่อนั้น นางสีดาเคืองแค้นค้อนให้
จึ่งสนองบัญชาว่าไป ภูวไนยอย่าพักมาพาที
เห็นแล้วว่ารักข้าหนักหนา จึ่งด่าว่าสารพัดน่าบัดสี
พาโลโกรธาให้ฆ่าตี นี่หากว่าชีวีไม่มอดม้วย
เดี๋ยวนี้เปนอย่างไรได้คิด มารับผิดพาทีทำดีด้วย
ล่อลวงให้หลงงงงวย ช่างไม่ขวยเขินจิตรคิดละอาย
ซึ่งจะรับกลับคืนไปบุรี มลทินยังมีอยู่ไม่หาย
ด้วยข้าเปนคนโทษโหดร้าย เครื่องจะขายบาทาภูวไนย
พระก็เปนปิ่นกระษัตริย์ทรงเดช ใช่จะไร้อัคเรศพิศมัย
จะหานางอื่นชมมีถมไป จะรับเข้าไปไยเมื่อไม่ดี

ฯ๏๐ คำ ฯ

โอ้โลม

๒๙๘๔ น้องเอยน้องรัก อนิจาไม่ประจักษในใจพี่
ความสัตย์ทุกสิ่งจริงกระนี้ ไม่ควรที่จะสลัดตัดเยื่อไย
ถึงจะมีเมียใหม่ไม่เหมือนเจ้า ตายแล้วเกิดเล่าไม่หาได้
เคยร่วมศุขร่วมทุกข์ร่วมใจ ร่วมลำบากยากไร้ด้วยกันมา
จงคิดถึงดวามดีของพี่บ้าง พอจะกลบลบล้างโทษา
ได้ผิดแล้วแล้วไปบ้างเถิดรา ขอเชิญแก้วแววตาไปธานี
ถ้าแม้นมิเปนใจไปด้วยกัน เจ้าจงเอาพระขรรค์นี้ฟันพี่
ให้สิ้นบุญสิ้นกรรมกันวันนี้ ก็จะลามารศรีบรรไลยไป

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๙๘๕ ทรงเอยทรงฤทธิ ชะช่างฉลาดคิดแก้ไข
น้อยฤๅนั่นน่าเชื่อเหลือใจ ที่ไหนใครจะรู้เท่าทัน
คิดคิดขึ้นมาแล้วน่าสรวล จะสำรวลก็จะว่าเย้ยหยัน
เมื่อแต่แรกโกรธาให้ฆ่าฟัน จะว่าเพื่อนยากกันก็ไม่มี
สารพัดตรัสว่าข้าชั่ว เขาก็รู้อยู่ทั่วกรุงศรี
แล้วจะมางอนง้อขอดี ยังไม่หายคลายที่เจ็บใจ
มิหนำซ้ำท้าให้ฆ่าฟัน เห็นว่าทำทรงธรรม์นั้นไม่ได้
ถึงจะโกรธจะแค้นสักเท่าไร ก็ต้องนิ่งอยู่กับใจจำจน
ชาตินี้มีกรรมได้ทำมา วาสนาอาภัพไม่เปนผล
ผ่านฟ้าอย่าได้เปนกังวล เสียดายไยกับคนเช่นนี้
สิ้นบุญกันแล้วก็แล้วไป จะก้มหน้าอยู่ในพนาศรี
สู้ตายวายวางชีวี ไม่ขอคืนธานีอยุทธยา
เชิญเสด็จภูวไนยไปเถิด ให้เปรมปรีดิ์ประเสริฐเปนศุขา
แต่โปรดด้วยช่วยทูลพระมารดา ว่าข้าถวายบังคมไป

ฯ ๑๔ คำ ฯ

โอ้โลม

๒๙๘๖ น้อยเอยน้อยฤๅ ยังจะถือโกรธขึ้งไปถึงไหน
พี่วิงวอนว่าเจ้าสักเท่าไร ควรฤๅอรไทยไม่เชื่อฟัง
ต่อจะสิ้นรักใคร่อาไลยแล้ว น้องแก้วจึ่งไม่คิดคืนหลัง
ถึงเจ้าจะมิเข้าไปเวียงวัง ขอแต่โอรสทั้งสองรา
จะได้เชยชมพลางพอส่างโศก ซึ่งวิโยคเยาวยอดเสนหา
เมื่อยามทุกข์ขุกคิดถึงกัลยา ได้เห็นหน้าลูกน้อยจะค่อยคลาย

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๙๘๗ ทรงเอยทรงศักดิ พระอย่าพักกล่าวเกลี้ยงเบี่ยงบ่าย
ลูกรักของข้าข้าเสียดาย จะถวายพระองค์อย่าสงกา
ด้วยพระโกรธาพยาบาท หมายมาดเขม้นจะเข่นฆ่า
เอาไปทำโทษทัณฑ์พันธนา คิดคิดแล้วน่าน้อยใจ
ลูกเล็กเด็กนิดหนึ่งเท่านี้ จะมีความปรานีก็หาไม่
นี่เดชะบุญไม่บรรไลย แม่ลูกจึ่งได้เห็นหน้ากัน
ยิงมิหนำซ้ำติดตามมา หมายจะจับฆ่าให้อาสัญ
เมื่อเห็นอยู่ทุกสิ่งจริงอย่างนั้น จะรู้แห่งให้ปันฉันใด

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๙๘๘ เมื่อนั้น พระอวตารตอบคำแก้ไข
โฉมเฉลาเจ้าว่าฉนี้ไย อันลูกแล้วฤๅใครจะไม่รัก
ซึ่งจับไปจองจำทำโทษกร ด้วยแต่ก่อนนั้นมิได้รู้จัก
สำคัญว่าข้าศึกฮึกฮัก จึ่งได้หักหาญโหมโรมรัน
ทีนี้รู้จักแจ้งไม่แคลงใจ จะขอรับเข้าไปยังเขตรขัณฑ์
พอได้เฝ้าไอยกีทรงธรรม์ สามวันจะมาส่งยังกุฎี
จะให้ฤๅมิให้อย่างไรเล่า นิจาเจ้าผินผันหน้าหนี
พระเฝ้าอ้อนวอนนางไม่พาที ก็โศกีร่ำไรไปมา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๒๙๘๙ แล้วสท้อนถอนจิตรคิดคนึง นางสีดาดื้อดึงหนักหนา
จะงอนง้อเท่าไรไม่นำพา กัลยาตัดรอนรำพรรณ
จำจะไปว่ากล่าวพระมุนี ตามทีให้ช่วยพูดผ่อนผัน
คิดพลางย่างเยื้องจรจรัล ไปยังบรรณศาลาพระอาจารย์

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๙๙๐ ลดองค์ลงนั่งน้อมประนต สอื้นร่ำกำสรดสงสาร
แล้วแถลงแจ้งความทุกประการ ซึ่งเยาวมาลย์เคืองขัดตัดรอน
จนแต่ขอโอรสก็ไม่ให้ สุดใจสุดที่จะผันผ่อน
ผู้เปนเจ้าโปรดด้วยช่วยว่าวอน ให้บังอรอ่อนใจคืนดี

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๙๑ เมื่อนั้น พระวัชมฤคฤๅษี
เห็นพระรามโศกศัลย์พันทวี ให้มีน้ำจิตรคิดเมตตา
จึ่งว่าอย่าร้องไห้อายเขา ไว้ธุระเราจะช่วยว่า
แล้วผุดลุกขึ้นเดินออกมา ร้องเรียกนางสีดาด้วยพลัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๙๒ เมื่อนั้น นางสีดาได้ยินก็ผายผัน
มาถึงอาศรมพระนักธรรม์ ก็ถวายอภิวันท์ทันที

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๙๙๓ เมื่อนั้น พระสิทธาว่าแก่นางโฉมศรี
เอออะไรผัวเมียคู่นี้ เฝ้ากวนกูจู้จี้รำคาญใจ
จนป่วยการสวดมนต์ภาวนา จะจำวัดจำวาก็ไม่ได้
หลานเอ๋ยอันจะขึงตึงไป ก็เหมือนทำกรรมให้แก่กูนี้
ข้างนั้นเล่าเขาก็รับผิดหมด จะขอแต่โอรสไปกรุงศรี
ให้ไปบ้างมาบ้างเถิดตามที แต่เพียงนี้เปนไรเล่าเจ้าสีดา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๙๙๔ เมื่อนั้น นางสีดาได้ฟังฤๅษีว่า
ค่อยคลายที่แค้นขัดภัศดา ให้นึกเวทนาอาไลย
จึ่งนบนอบตอบคำพระอาจารย์ พระคุณว่าแล้วหลานไม่ขัดได้
แล้วเรียกสองโอรสยศไกร มาอภิวาทไหว้พระบิดร

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๙๙๕ เมื่อนั้น สองราชกุมารชาญสมร
ต่างองค์ดุษฎีชลีกร กราบบาทบิดรด้วยพลัน
แล้วทุกข์ที่จะจากพระมารดา สองราร่ำไรโศกศัลย์
นวลนางสีดาก็จาบัลย์ กอดลูกรักนั้นโศกาไลย

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๒๙๙๖ เมื่อนั้น พระหริวงษ์ทรงภพสบไสมย
จึ่งตรัสเรียกลูกน้อยกลอยใจ มานั่งใกล้แล้วกล่าววาที
อย่าร้องไห้ไปเลยลูกรัก ดวงจักษุพ่อทั้งสองศรี
จะพาเจ้าไปเฝ้าไอยกี แม้นคิดถึงชนนีจึ่งกลับมา
ว่าแล้วอำลาพระดาบศ นบนิ้วประนตเหนือเกษา
ตัวข้าจะคืนไปภารา ขอฝากนางสีดาดวงใจ
แล้วผินภักตรามาดูน้อง พระทรงศักดิเศร้าหมองหม่นไหม้
ตรัสสั่งวนิดาด้วยอาไลย ดวงใจค่อยอยู่จงดี
ว่าพลางย่างเยื้องยุรยาตร พาโอรสราชทั้งสองศรี
ออกจากที่อยู่พระมุนี มายังที่ประชุมโยธา

ฯ ๑๐ คำ ฯ ทยอย

๒๙๙๗ ขึ้นบนบัลลังก์ที่นั่งรถ กับองค์ทรงยศโอรสา
ให้เลิกทัพกลับคืนไคลคลา ไปยังอยุทธยากรุงไกร

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๙๙๘ ครั้นถึงเกยลาน่าปราสาท จึ่งหยุดราชรถทองผ่องใส
ตรัสสั่งสุมันตันทันใด เร่งให้เตรียมการพิธี
เราจะสมโภชพระลูกรัก ให้ปรากฎยศศักดิทั้งสองศรี
เครื่องเล่นสารพันบรรดามี พรุ่งนี้ให้พร้อมกันทันเวลา
แล้วตรัสเรียกโอรสยศยง เสด็จลงจากราชรัถา
พร้อมสามสมเด็จอนุชา ไปเฝ้าพระมารดาทันใด

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๒๙๙๙ ครั้นถึงจึ่งถวายอัญชลี องค์พระชนนีเปนใหญ่
แล้วเรียกสองโอรสยศไกร เข้าไปใกล้องค์พระจักรา

ฯ ๒ คำ ฯ

๓๐๐๐ เมื่อนั้น สามพระชนนีเสนหา
เห็นพระรามกับสามอนุชา พาสองกุมารมาอัญชลี
คิดสงไสยไม่รู้ว่าเปนหลาน จึ่งถามพระอวตารเรืองศรี
เจ้ายกพวกจัตุรงค์ไปพงพี พบไพรีฤๅไม่จะใคร่รู้
กุมารนี้ลูกใครที่ไหนเล่า มานั่งเรียงเคียงเจ้าอยู่ทั้งคู่
น้อยน้อยโสภาน่าเอนดู นี่อยู่แห่งใดเจ้าได้มา

ฯ ๖ คำ ฯ

๓๐๐๑ เมื่อนั้น พระรามบังคมก้มเกษา
จึ่งทูลว่าโอรสของลูกยา ซึ่งเกิดกับนางสีดานารี
แล้วแถลงแจงความแต่ต้นไป จนได้พบองค์มเหษี
ลูกง้องอนวอนว่าพาที จะรับมาธานีก็มิมา
จึ่งขอแต่โอรสทั้งสององค์ นางโฉมยงจำใจให้ข้า
คนนี้บุตรในครรภ์กัลยา ชื่อว่ามงกุฎวุฒิไกร
นั้นน้องชื่อลบกุมาร พระสิทธาอาจารย์ชุบให้
นวลนางสีดายาใจ รักใคร่เหมือนกันไม่ฉันทา
ซึ่งลูกพามาถวายอัญชลี พอสามพระชนนีได้เห็นหน้า
ทูลพลางทางคิดถึงสีดา พระผ่านฟ้าสท้อนถอนใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๓๐๐๒ เมื่อนั้น พระชนนีได้แจ้งแถลงไข
จึ่งเรียกสองนัดดายาใจ ขึ้นไปบนแท่นรัตนา
ต่างองค์สร้วมสอดกอดหลาน ทั้งสงสารทั้งแสนเสนหา
รับขวัญพลางทางเชยภักตรา แล้วมีวาจาว่าไป
พ่อดวงใจไนยนาของย่าเอ๋ย กรรมสิ่งใดเลยมาซัดให้
พระบิดาของเจ้าเบาใจ ให้ลอบไปฆ่าฟันกัลยา
แล้วปกปิดกิติศัพท์ลับลี้ ความนี้ไม่รู้ถึงหูย่า
ได้ประจักษ์แจ้งการต่อนานมา สำคัญว่าโฉมฉายวายชนม์
นิจาเอ๋ยสงสารมารดาเจ้า จะเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจในไพรสณฑ์
หลานรักจงแถลงแจ้งยุบล นางลำบากยากจนประการใด

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๓๐๐๓ เมื่อนั้น สองกุมารทูลพลางทางร่ำไห้
มารดาข้าลำบากยากไร้ อาไศรยอยู่ศาลาพระอาจารย์
เที่ยวเสาะสอยพฤกษาผลาผล มาเลี้ยงกันตามจนในไพรสาณฑ์
ไม่มีศุขทุกข์ทนทรมาน มิหนำซ้ำหลานก็จากมา
ปานนี้สมเด็จพระมารดร จะทุกข์ร้อนเศร้าสร้อยลห้อยหา
ทูลพลางทางก้มภักตรา คิดถึงมารดาโศกาไลย

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๓๐๐๔ เมื่อนั้น พระไอยกีฟังแจ้งแถลงไข
คิดถึงเทวีศรีสใภ้ ต้องลำบากยากไร้ทรมา
ต่างองค์สงสารแสนเทวศ ชลเนตรพรั่งพรายทั้งซ้ายขวา
พระรามกับสามอนุชา ก็ทรงโศกาจาบัลย์

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๓๐๐๕ เมื่อนั้น พระนารายน์คลายความโศกศัลย์
ครั้นบ่ายชายแสงสุริยัน บังคมคัลลาองค์พระชนนี
จึ่งกุมกรทั้งสองโอรสา เสด็จมาปรางมาศปราสาทศรี
ทั้งสามอนุชาธิบดี ต่างองค์อัญชลีลามา

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๓๐๐๖ บัดนั้น สุมันตันเสนีมียศถา
เตรียมการทำขวัญดังบัญชา ในมหาโรงราชพิธี
บ้างยกเศวตฉัตรดัดเพดาน แต่งตั้งเครื่องอานพานบายศรี
ทั้งโหราพฤฒามาตย์พราหมณ์ชี เตรียมท่าพระจักรีพร้อมกัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๐๐๗ เมื่อนั้น พระไอยกีปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
กับเหล่าสาวสนมกำนัล ช่วยกันแต่งองค์พระกุมาร

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมตลาด

๓๐๐๘ ขัดสีมลทินวารินรด น้ำดอกไม้ใสสดสรงสนาน
ลูบไล้เครื่องต้นสุคนธาร นางอยู่งานรำเพยพัชนี
พระไอยกีเข้าผัดภักตร์ให้ นวลลอองอำไพผ่องศรี
กันกวดกระหมวดมุ่นเมาฬี ใส่เกี้ยวแก้วมณีเนาวรัตน์
ให้สองทรงสนับเพลาเพราพราย เชิงงอนงามลายปลายสบัด
ทรงภูษาพื้นขาวโขมพัตร พี่เลี้ยงช่วยจีบจัดโจงประจง
สร้อยนวมตาบประดับบานพับเพ็ชร สังวาลแววแก้วเก็จก่องก่ง
ทองกรเก้ารอบรูปภุชงค์ ธำมรงค์เพ็ชรเรืองรูจี

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๓๐๐๙ ครั้นเสร็จทรงเครื่องเรืองรอง จึ่งพาพระพี่น้องสองศรี
มายังพระหริรักษ์จักรี คอยเสด็จภูมีจะยาตรา

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงเร็ว

๓๐๑๐ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
ครั้นจวนศุภฤกษ์เวลา จึ่งพาสองโอรสยศไกร
ทั้งสามสมเด็จพระมารดา สุริวงษ์พงษาน้อยใหญ่
ตามกันลีลาคลาไคล ออกไปโรงพิธีนี่นัน

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๓๐๑๑ ให้สองกุมารนั่งบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เสวตรฉัตรเฉิดฉัน
พระวงษาเสนาทั้งนั้น ถวายบังคมคัลพระจักรี

ฯ ๒ คำ ฯ

สระบุโหร่ง

๓๐๑๒ ได้เอยได้ฤกษ์ พระโหราให้เบิกบายศรี
สังข์แตรแซ่สนั่นขึ้นทันที แล้วตีฆ้องไชยมิได้ช้า
สุมันตันนั้นเข้าไปจุดเทียน ให้เวียนซ้ายส่งวงไปขวา
ต่างคำนับรับกันเปนหลั่นมา รอบมหาโรงราชพิธี
เสียงโห่สนั่นลั่นก้อง พิณพาทย์ระนาดฆ้องอึงมี่
ฝ่ายพวกขับไม้มโหรี ก็บรรสานดีดสีนี่นัน

ฯ ๖ คำ ฯ มโหรี

ร่าย

๓๐๑๓ ครั้นเวียนเทียนเสร็จเจ็ดรอบ ตามระบอบชอบโชคทำขวัญ
ปโรหิตดับเทียนแล้วโบกควัน จุณจันทน์เจิมภักตร์กุมารา
แล้วสมเด็จพระไอยกี กับองค์พระจักรีนาถา
จึ่งพาสองกุมาราให้ไคลคลา ไปพลับพลาสุวรรณทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๓๐๑๔ ฝ่ายพวกโขนลครมอญรำ มวยปล้ำกลางแปลงแทงวิไสย
หกคะเมนมงครุ่มกลุ้มไป เล่นน่าพลับพลาไชยประกวดกัน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๓๐๑๕ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์รังสรรค์
ครั้นงานมโหรสพครบสามวัน ก็เสร็จซึ่งทำขวัญพระโอรส
ฝ่ายพระวงษ์พงษาก็คลาไคล ต่างไปราชวังทั้งหมด
องค์พระหริวงษ์ทรงยศ ชวนโอรสเข้าสู่ปราสาทไชย

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๓๐๑๖ สถิตย์เหนือแท่นแก้วแพรวพรรณ พระทรงธรรม์สท้อนถอนใจใหญ่
เสียงประโคมยามค่ำย่ำฆ้องไชย ภูวไนยเข้าที่ไสยา

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้าหวน

๓๐๑๗ เอนองค์ลงเหนือแท่นทอง กรตระกองกอดองค์โอรสา
พระบรรธมนิ่งนึกตรึกตรา ไม่พอที่สีดามาจำไกล
อกเอ๋ยทำไฉนจะได้น้อง มาร่วมห้องเชยชิดพิศมัย
จนจะรับกลับคืนเข้าเวียงไชย ทรามไวยก็สลัดตัดรอน
นี่เนื้อเวรกรรมมาจำจาก พลัดพรากโฉมฉายสายสมร
จะเวียนไปงอนง้อขอโทษกร ที่ไหนบังอรจะคืนดี
จำจะคิดอุบายว่าวายชนม์ ให้ร้อนรนรีบเข้ามาเผาผี
แต่ตรึกไตรไปมาในราตรี ภูมีไม่สนิทนิทรา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๓๐๑๘ ครั้นรุ่งรางส่างแสงสุริยง ไม่แต่งองค์ทรงผลัดภูษา
จึ่งตรัสสั่งกำนัลกัลยา ไปเชิญสามอนุชามาข้างใน

ฯ ๒ คำ ฯ

๓๐๑๙ บัดนั้น นางกำนัลรับสั่งบังคมไหว้
ลงจากปราสาทแก้วแววไว ต่างไปเฝ้าพระอนุชา

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๓๐๒๐ ครั้นถึงจึ่งบังคมก้มกราน แล้วว่าพระอวตารให้หา
เชิญเสด็จขึ้นไปอย่าได้ช้า ยังที่ไสยาภูวไนย

ฯ ๒ คำ ฯ

๓๐๒๑ เมื่อนั้น ทั้งสามกระษัตราอัชฌาไศรย
ต่างองค์ทรงเครื่องอำไพ แล้วคลาไคลไปเฝ้าพระจักรี

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงช้า

๓๐๒๒ ครั้นถึงปราสาทแก้วแพรวพราย เจ้าขรัวนายนำเข้าไปในที่
ต่างถวายบังคมคัลอัญชลี คอยที่ทรงธรรม์จะบัญชา

ฯ ๒ คำ ฯ

๓๐๒๓ เมื่อนั้น องค์พระราเมศเชษฐา
ให้พี่เลี้ยงพาสองกุมารา ไปเล่นที่ชาลาปราสาทไชย
แล้วเรียกสามอนุชาเข้ามาชิด พระทรงฤทธิ์เล่าแจ้งแถลงไข
พี่จะลวงสีดายาใจ ว่าบรรไลยล่วงชีพชนมาน
โฉมยงคงจะเข้ามาธานี เห็นทีจะสมจิตรที่คิดอ่าน
จงเร่งทำพระเมรุเกณฑ์การ ตามบุราณกระษัตราพิราไลย
เจ้าแจ้งความแต่สามพระชนนี นอกกว่านั้นอย่าให้มีใครสงไสย
ที่คิดอ่านรู้เห็นเปนใจ อย่าให้ใครพูดจาพาที

ฯ ๘ คำ ฯ

๓๐๒๔ เมื่อนั้น สามพระอนุชาเรืองศรี
คำนับรับสั่งพระจักรี แล้วออกมายังที่พระโรงไชย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๓๐๒๕ จึ่งสั่งสุมันตันเสนา อำมาตย์มาตยาน้อยใหญ่
บัดนี้พระองค์ทรงไชย ภูวไนยเสด็จสวรรคต
จงเร่งทำพระเมรุเกณฑ์การ ทั่วทุกพนักงานทั้งหมด
ทั้งกลางวันกลางคืนอย่าเงือดงด กำหนดให้แล้วแต่สามวัน

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๓๐๒๖ บัดนั้น สุมันตันตกใจไหวหวั่น
ทั้งเสนาข้าเฝ้าเหล่านั้น พากันตระหนกตกใจ
ต่างคนแขงขึงตลึงนิ่ง ที่สำคัญว่าจริงก็ร้องไห้
ที่รู้เชิงฉลาดคาดความไว้ ก็เข้าใจไม่แจ้งให้แพร่งพราย
แล้วบังคมทั้งสามกระษัตรา ออกมาเร่งรัดบัตรหมาย
ทุกกรมระดมเกณฑ์วุ่นวาย ตัวนายนั่งบังคับให้จับการ
บ้างวัดวาน่าที่เอาเชือกชัก ทำกรุยปักเปนสำคัญปันด้าน
ทั้งโรงเล่นเต้นรำประจำงาน ทุกหมู่หมวดตรวจการวุ่นไป

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๓๐๒๗ บัดนั้น เสนาข้าเฝ้าน้อยใหญ่
เร่งระดมสมนอกสมใน บ้างลากไม้บ้างตั้งร่างร้าน
บ้างติดตัวไม้ใส่เครื่องบน เสียงคนโห่สนั่นขันกว้าน
เร็วรวดประกวดกันทำการ เสียงสิ่วเสียงขวานเปนโกลา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๓๐๒๘ บัดนั้น สุมันตันเสนีมียศถา
ครั้นพระเมรุเสร็จสรรพประดับประดา จึ่งจัดที่ข้างน่าข้างใน
แล้วเชิญโกษฐกุดั่นอันเรืองรอง ตั้งบนเบญจาทองผ่องใส
เสร็จแล้วเสนาก็คลาไคล เข้าไปเฝ้าพระอนุชา

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ เจรจา

๓๐๒๙ เมื่อนั้น สามพระองค์วงษ์นารายน์นาถา
พากันลีลาศยาตรา ไปเฝ้าพระเชษฐาธิบดี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๓๐๓๐ ครั้นถึงบังคมก้มกราน ทูลพระอวตารเรืองศรี
ทำพระเมรุเกณฑ์กันทั้งธานี บัดนี้แล้วเสร็จสำเร็จการ

ฯ ๒ คำ ฯ

๓๐๓๑ เมื่อนั้น พระรามปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
จึ่งสั่งเจ้าขรัวนายมิทันนาน จงจัดนางพนักงานกำนัลใน
ให้นุ่งขาวห่มขาวแล้วโกนหัว แต่งตัวเปนนางร้องไห้
พระญาติวงษ์พงษ์พันธ์ทั้งนั้นไซ้ ให้ออกไปที่พระเมรุรจนา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา ปี่กลองโกนหัว

๓๐๓๒ สั่งเสร็จสระสรงทรงเครื่อง รุ่งเรืองรยับจับเวหา
ตรัสชวนทั้งสามอนุชา เสด็จมาเมรุสุวรรณทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงช้า

๓๐๓๓ ครั้นถึงจึ่งขึ้นบนบัลลังก์ อันกำบังม่านทองสองไข
ตรัสเรียกหณุมานชาญไชย เข้ามาใกล้แล้วกระซิบพาที
ท่านจงไปฬ่อลวงนางสีดา ว่าแต่วันเรามาจากโฉมศรี
ไม่มีศุขทุกข์โศกแสนทวี บัดนี้สู่สวรรคาไลย
เวลาบ่ายจะถวายพระเพลิงปลง พร้อมพระวงษ์พงษ์พันธุ์น้อยใหญ่
พระชนนีให้เชิญอรไทย เข้าไปให้ทันเวลา
แล้วสองโอรสยศยง ต่างองค์เศร้าสร้อยลห้อยหา
ท่านจงคิดอ่านด้วยมารยา พูดจาอย่าให้แหนงแคลงใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

๓๐๓๔ บัดนั้น หณุมานผู้มีอัชฌาไศรย
รับสั่งบังคมลาคลาไคล เหาะไปกาลวาดพนาวา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๓๐๓๕ พอแลเห็นศาลาอาศรม ลูกลมลงจากเวหา
ทำหงอยเหงาเศร้าโศกโศกา เดินเช็ดชลนามากุฎี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๓๐๓๖ ครั้นถึงซอนซบอภิวาท แทบบาทสีดามารศรี
แสร้งสอื้นก้มหน้าไม่พาที ขุนกระบี่เกลือกกลิ้งนิ่งไป

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๓๐๓๗ เมื่อนั้น นางสีดาหลากจิตรคิดสงไสย
เห็นหณุมานมาโศกาไลย ตกใจเปนพ้นพันทวี
จึ่งตรัสถามไปมิได้ช้า ดูก่อนพระยากระบี่ศรี
เหตุผลกลใดดังนี้ ร้ายดีไม่แถลงแจ้งกิจจา

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๐๓๘ บัดนั้น หณุมานบังคมก้มเกษา
สอื้นพลางทางทำมารยา ฟูมฟายน้ำตาพาที
อันองค์พระอวตารผ่านเกล้า ตั้งแต่วันคืนเข้าไปกรุงศรี
ทุกเช้าค่ำกำสรดถึงเทวี ภูมีไม่ออกพระโรงไชย
บรรธมอยู่แต่ในที่ไสยา จะสรงเสวยโภชนาก็หาไม่
จนพระองค์ซูบผอมตรอมฤไทย บัดนี้ภูวไนยทิวงคต
สมโภชพระศพเสร็จเจ็ดวัน สุริวงษ์พงษ์พันธุ์พร้อมหมด
จะถวายเพลิงปลงพระทรงยศ กำหนดในเวลาวันนี้
ทั้งสามสมเด็จพระมารดา ใช้ข้ามาทูลบทศรี
ขอเชิญโฉมยงจงจรลี ไปดูเปลวอัคคีพระจักรา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๓๐๓๙ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
ไม่แจ้งใจในกลมารยา สำคัญว่าภูวไนยบรรไลยลาญ
ตกพระไทยไหวหวั่นขวัญหาย โฉมฉายกำสรดสงสาร
ให้อาไลยในพระอวตาร เยาวมาลย์ร่ำไรไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

โอ้

๓๐๔๐ โอ้อนิจาพระราเมศ ดังฉัตรแก้วกั้นเกษเกษา
ควรฤๅมาม้วยมรณา ด้วยความโศกโศกาจาบัลย์
จะน้อยจิตรคิดโกรธโทษใคร เพราะพระไทยเฉียวฉุนหุนหัน
น้องผิดนิดหนึ่งเท่านั้น ให้ฆ่าฟันทำได้เมื่อไม่คิด
จึ่งกำจัดพลัดพรากจากจร พระตามมาว่าวอนรับผิด
โอ้พระหริวงษ์ทรงฤทธิ์ อุส่าห์สู้ตามติดด้วยเมตตา
คิดถึงความรักก็เหลือแสน คิดถึงความแค้นก็หนักหนา
ร่ำพลางทางทรงโศกา ดังว่าชีวันจะบรรไลย

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๓๐๔๑ นางระงับดับความโศกเศว้า จำเปนจะเข้าไปกรุงใหญ่
ถวายพระเพลิงภูวไนย ทั้งจะได้พบองค์พระโอรส
คิดแล้วเสด็จไคลคลา มายังศาลาพระดาบศ
ก้มเกล้าอภิวันท์รันทด พลางกำสรดโศกาพาที
เล่าแถลงแจ้งความพระอาจารย์ ตามคำหณุมานถ้วนถี่
ตัวข้าจะลาพระมุนี ไปดูเปลวอัคคีพระนารายน์

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๓๐๔๒ เมื่อนั้น พระฤๅษีฟังแจ้งก็ใจหาย
มิได้รู้แยบยลกลอุบาย คิดว่าพระรามตายวายปราณ
ก็ตีอกผางผางพลางว่า ไม่พอที่อนิจาน่าสงสาร
ควรฤๅมามอดม้วยชนมาน จะทำให้ลูกหลานกูกำพร้า
วานซืนนี้ยังมาหาถึงวัด อยู่หลัดหลัดก็สิ้นสังขาร์
เปนเหตุทั้งนี้เพราะสีดา เราว่าให้ดีแล้วมิเอา
จงระงับดับความโศกศัลย์ รีบไปให้ทันเวลาเผา
กูจะใคร่ไปด้วยนงเยาว์ แต่ไม่มีใครเฝ้ากุฎี

ฯ ๘ คำ ฯ

๓๐๔๓ เมื่อนั้น สีดาลาองค์พระฤๅษี
โศกาพลางนางรีบจรลี ออกจากกุฎีทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๓๐๔๔ บัดนั้น หณุมานบังคมประนมไหว้
จึ่งทูลว่าถ้าเสด็จเดินไป เมื่อไรจะถึงภารา
ลำบากยากที่จะดำเนิน ขอเชิญขึ้นเหนือฝ่ามือข้า
จะเหาะด้วยกำลังฤทธา พริบตาก็จะถึงกรุงไกร
ว่าแล้วสำแดงศักดาเดช เท่าท้าวพรหเมศสูงใหญ่
ช้อนโฉมสีดาทรามไวย เหาะไปอยุทธยาธานี

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๓๐๔๕ ครั้นถึงบริเวณพระเมรุทอง เสียงฆ้องกลองมหรสพอึงมี่
เชิญองค์สีดานารี ลงสู่ที่ฉนวนกั้นชั้นใน

ฯ ๒ คำ ฯ

๓๐๔๖ เมื่อนั้น นางสีดาเศร้าสร้อยลห้อยไห้
กลืนกลั้นชลนาคลาไคล เข้าในพระเมรุรจนา

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๓๐๔๗ เมื่อนั้น ฝ่ายพระญาติพระวงษ์พงษา
ทั้งเหล่าสาวสรรค์กัลยา เห็นนางสีดาก็อาไลย
พิศดูรูปทรงนงลักษณ์ ซูบผอมผิวภักตร์หม่นไหม้
ต่างองค์สงสารทรามไวย ก็ครวญคร่ำร่ำไรไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๓๐๔๘ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
เห็นเขาเศร้าโศกโศกา สำคัญว่าร่ำรักพระจักรี
นางยิ่งอาดูรภูลเทวศ ชลนานองเนตรนางโฉมศรี
สอึกสอื้นฝืนใจจรลี เข้ามาที่ม่านกั้นพรรณราย
จึ่งนั่งลงตรงพระโกษฐแก้ว บังคมแล้วจุดธูปเทียนถวาย
ขอษมาลาโทษพระนารายน์ โฉมฉายครวญคร่ำร่ำไร

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

โอ้ชากูณ

๓๐๔๙ โอ้พระหริวงษ์ทรงภพ เลิศลบโลกาจะหาไหน
พระคุณล้ำดินฟ้าสุราไลย เคยได้ปกเกล้าเมียมา
สิ่งใดมิให้ระคายเคือง จนจากเมืองไปดำเนินเดินป่า
เมื่อทศภักตร์ลักน้องไปลงกา ก็หมายว่าไม่พบภูวไนย
พระสู้ทำสงครามตามติด ล้างเหล่าปัจจามิตรม้วยไหม้
พาน้องมาครองเวียงไชย เสวยศุขอยู่ในสวรรยา
เพราะอีปิศาจชาติทรลักษณ์ ให้เขียนรูปทศภักตร์ยักษา
จึ่งพลัดพรากจากเบื้องบาทา พระตามไปวอนว่าโดยดี
เปนเหตุทั้งนี้เพราะตัวน้อง มิได้กลับมารองบทศรี
พระจึ่งแสนโศกศัลย์พันทวี จนภูมีสู่สวรรคาไลย
เกิดมาชาตินี้ไม่มีศุข ตั้งแต่ทุกข์ทนหม่นไหม้
จะอยู่ไยให้ช้ำระกำใจ จะตายตามภูวไนยไปเมืองฟ้า
ร่ำพลางนางทรงแสนเทวศ ชลไนยนองเนตรทั้งซ้ายขวา
ซบภักตร์ลงทรงโศกา ปิ้มว่าจะสิ้นสมประดี

ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด

ร่าย

๓๐๕๐ เมื่อนั้น พระหริวงษ์ทรงสวัสดิรัศมี
แฝงม่านทองมองดูเทวี เห็นโศกีครวญคร่ำร่ำไร
พระพลอยสร้อยเศร้าด้วยเยาวมาลย์ สงสารถ้อยคำที่ร่ำไห้
ยิ่งคิดแสนเสนหาอาไลย เผยม่านทองสองไขออกไปพลัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๐๕๑ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสวรรค์
เหลือบแลเห็นองค์พระทรงธรรม์ ตกใจไหวหวั่นพันทวี
ให้คิดแค้นแน่นในฤไทยนัก นงลักษณ์ลุกขึ้นเดินดำเนินหนี
แล้วร้องว่าไปพลันทันที เปนไฉนฉนี้ภูวไนย
แกล้งทำมารยาพิรากล ว่าล้มตายวายชนม์ก็เปนได้
ไม่อายแก่เทวาสุราไลย จะเลืองฦๅอื้อไปทั้งธาตรี
น้อยฤๅนั้นไพร่ฟ้าประชาชน ฝูงคนคับคั่งทั้งกรุงศรี
ทำการอื้ออึงถึงเพียงนี้ เห็นดีแล้วฤๅพระจักรา

ฯ ๘ คำ ฯ

๓๐๕๒ เมื่อนั้น พระรามความแสนเสนหา
เดินตามทรามไวยไคลคลา พลางมีวาจาว่าวอน

ฯ ๒ คำ ฯ

ชาตรี

๓๐๕๓ เจ้าเอยเจ้าพี่ ทั้งนี้เพราะรักดวงสมร
เมื่อตามไปงอนง้อขอโทษกร บังอรก็สลัดตัดไมตรี
พี่จึ่งคิดอ่านเปนมารยา หวังว่าจะได้พบกับโฉมศรี
ขอเชิญองค์นงลักษณ์ภัคินี อยู่ครอบครองบุรีกับพี่ยา
เจ้าจงเคลื่อนคลายหายโกรธ ยกโทษข้าเถิดขนิษฐา
ซึ่งได้ผิดพลั้งแต่หลังมา สาวสวรรค์ขวัญตาอย่าถือใจ
แต่ก่อนผลกรรมนำสนอง จึ่งได้ความเคืองข้องหมองไหม้
บัดนี้สิ้นเวรกรรมที่ทำไว้ เปนกุศลส่งให้เราแล้ว
ตั้งแต่จะสบายวายทุกข์ บริบูรณ์พูนศุขผ่องแผ้ว
จะได้นิราศคลาศแคล้ว น้องแก้วจะกินใจไปไยมี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๓๐๕๔ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ได้ฟังบัญชาพาที ดำเนินเดินหนีแล้วตอบไป
ซึ่งพระองค์ดำรัสตรัสมา จะเชื่อฟังวาจานั้นหาไม่
สารพัดรู้อยู่ภูวไนย พระวาจากับใจไม่เหมือนกัน
อันตัวข้านี้อย่าป่วยปอง ไม่ควรคู่อยู่ครองไอสวรรย์
เมื่อบุญน้อยแล้วก็แล้วกัน เท่านั้นเถิดขอบังคมลา
ว่าพลางนางเดินเมินเมียง หลบเลี่ยงเลี้ยวซ้ายย้ายขวา
หลีกออกนอกพระเมรุรจนา หนีพระภัศดาสามี

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๓๐๕๕ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
เห็นนางอรไทยไม่ไยดี จึ่งวิ่งหนีกลับไปไพรวัน
พระเร่งรัญจวนป่วนจิตร ทรงฤทธิ์เลี้ยวลัดสกัดกั้น
คว้าไขว่ไล่กระชิดติดพัน จนอ่อนใจไม่ทันเทวี
จึ่งตรัสเรียกสามพระอนุชา ทั้งพระยาวายุบุตรกระบี่ศรี
จงช่วยกันสกัดไว้บัดนี้ อย่าให้เทวีหนีไป

ฯ ๖ คำ ฯ

สับไทย

๓๐๕๖ ว่าเอยว่าแล้ว พระจักรแก้วเลี้ยวลัดสกัดไล่
โอ้เจ้าดวงใจ หนีไยกัลยา

ฯ ๒ คำ ฯ

รื้อ

๓๐๕๗ เจ้าเอยเจ้าพี่ มารศรีผู้ยอดเสนหา
หยุดก่อนแก้วตา อย่าเพ่อจรจรัล
แม้นไม่ปรานี พี่จะอาสัญ
ว่าพลางทรงธรรม์ กางกั้นกัลยา

ฯ ๔ คำ ฯ

รื้อ

๓๐๕๘ พระเอยพระทรงฤทธิ์ ถึงชีวิตรจะม้วยสังขาร์
ไม่ฟังบัญชา ผ่านฟ้าสืบไป
ความอายพ้นรู้ หยุดอยู่ไม่ได้
ว่าพลางทางไป ให้ไกลภูมี

ฯ ๔ คำ ฯ

รื้อ

๓๐๕๙ ดวงเอยเจ้าดวงสมร ฟังคำพี่ก่อนนางโฉมศรี
ความรักเทวี ดังดวงชีวัน
ว่าพลางภูวไนย ไล่นางสาวสวรรค์
กระชิดติดพัน เวียนรวันไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๓๐๖๐ เมื่อนั้น สามพระอนุชาเสนหา
ทั้งพระยาวายุบุตรผู้ศักดา เห็นว่าไม่ทันเทวี
ต่างเข้าช่วยกันกั้นกาง สกัดนางสีดามารศรี
ยืนขวางข้างโน้นข้างนี้ มิให้นางเทวีหนีไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๐๖๑ เมื่อนั้น องค์ภัควดีศรีใส
เห็นสามกระษัตริย์สกัดไว้ ยิ่งคิดแค้นฤไทยเทวี
วิ่งพลางนางนึกอธิฐาน มัสการเทวาทุกราษี
เดชะสัจจาของข้านี้ พระธรณีช่วยส่งลงไป
ยังพิภพนาคาบาดาล ให้พ้นพระอวตารจงได้
พอสิ้นคำรำพรรณทันใด แผ่นดินแยกแทรกไปยังบาดาล

ฯ ๖ คำ ฯ รัว

๓๐๖๒ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิ์ล้ำสุริย์ฉาน
เลี้ยวไล่ไม่ทันเยาวมาลย์ นงคราญหายไปในสุธา
ยิ่งโศกศัลย์รันทดสลดจิตร สุดที่จะตามติดขนิษฐา
พอสิ้นแสงสุริยนสนธยา เสด็จมาปราสาทแก้วแพรวพรรณ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โอ้ช้า

๓๐๖๓ เอนองค์ลงเหนือบรรจฐรณ์ อาวรณ์วิโยคโศกศัลย์
คิดถึงมเหษีร่วมชีวัน พระทรงธรรม์ครวญคร่ำร่ำไร
โอ้อนิจาสีดาเอ๋ย ไม่หายแค้นเคืองเลยจะทำไฉน
เสียแรงเปนเพื่อนลำบากยากไร้ แรมร้อนนอนไพรด้วยกันมา
เมื่อไปอยู่ลงกาธานี สิบสี่ปีก็ได้มาเห็นหน้า
แล้วจากอกตกไปพนาวา จนลูกยาอายุถึงแปดปี
ก็ยังได้ไปพบเยาวมาลย์ ที่สถานอาศรมพระฤๅษี
เจ้าแทรกพื้นพสุธาไปครานี้ สุดที่พี่จะติดตามไป
พระยิ่งคิดอาดูรภูลเทวศ ชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
กรรแสงทรงโศกาอาไลย อยู่ในแท่นรัตน์รูจี

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด ตระ

ร่าย

๓๐๖๔ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
หนีพระหริรักษ์จักรี แทรกพื้นปัถพีลงไป
ถึงพิภพภาราบาดาล เห็นภูมิฐานบ้านเมืองกว้างใหญ่
เสด็จโดยรัถยาคลาไคล เข้าไปแทบท้องพระโรงธาร

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

ช้า

๓๐๖๕ เมื่อนั้น ท้าววิรุณนาคาศักดาหาญ
เวลาเย็นออกมาเล่นน่าพระลาน พรั่งพร้อมบริวารวาสุกรี
พอแลเห็นโฉมยงนงลักษณ์ รู้จักว่าสีดามารศรี
จึ่งชวนนางรัตนาเทวี จรลีมารับฉับไว

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๓๐๖๖ เชิญนางขึ้นนั่งบัลลังก์อาศน์ แล้วถวายอภิวาทบังคมไหว้
จึ่งทูลถามไปพลันทันใด เสด็จลงมาไยเยาวมาลย์

ฯ ๒ คำ ฯ

๓๐๖๗ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
จึ่งตอบวาจาเจ้าบาดาล เราหนีพระอวตารชาญไชย
แล้วเล่าความแต่ต้นจนปลาย โฉมฉายชี้แจงแถลงไข
ซึ่งลงมาบาดาลนี้ไซ้ จะอาไศรยท่านอยู่ในบุรี

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๐๖๘ เมื่อนั้น ท้าววิรุณนาคราชเรืองศรี
ทั้งนางรัตนาเทวี อัญชลีแล้วทูลไปทันใด
ซึ่งพระองค์ดำรัสตรัสมา จะอยู่ยังภาราต่ำใต้
ขอสนองรองบาทอรไทย สิ่งใดมิให้อนาทร
ว่าแล้วพระยานาคา เชิญองค์สีดาดวงสมร
พร้อมเหล่าสาวสุรางคนิกร บทจรเขายังวังใน

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๓๐๖๙ ครั้นถึงจึ่งให้โฉมตรู ขึ้นอยู่ปราสาททองผ่องใส
จัดแสนศฤงฆารโภไคย สาวสรรค์กำนัลในนารี
ทั้งเครื่องต้นเครื่องทรงต่างต่าง ถวายนางสีดามารศรี
แล้วองค์พระยานาคี กลับไปยังที่ไสยา

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๓๐๗๐ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
เนาในปราสาทแก้วแววฟ้า ครั้นยามย่ำสนธยาราตรี
ฝ่ายนางกำนัลพนักงาน ก็บรรสานสังคีตดีดสี
เสนาะเสียงพิณพาทย์มโหรี นางขับข้างที่แท่นบรรธม
บ้างถวายเครื่องอานอยู่งานพัด ประฏิบัติใช้ชิดสนิทสนม
แสนสำราญเริงรื่นชื่นชม เปนบรมศุขทุกนาที

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

ช้าครวญ

๓๐๗๑ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
ตั้งแต่นางสีดานารี แทรกพื้นปัถพีหนีไป
พระเนาในแท่นสุวรรณบรรจฐรณ์ ยอกรก่ายภักตร์โหยไห้
คิดแสนเศร้าสร้อยน้อยฤไทย ช่างกะไรกะนี้นางสีดา
ถึงจะเคืองแค้นพี่ว่ามีผิด ก็จะคิดถึงสองโอรสา
นี่สลัดตัดได้ไม่เมตตา เห็นสุดสิ้นเสนหาอาไลย
โอ้สงสารปานนี้โฉมตรู จะไปอยู่แห่งหนตำบลไหน
ถึงจะคิดติดตามทรามไวย ก็เห็นไม่คืนมาธานี
เสียแรงพี่ดับเข็ญเย็นยุค หวังได้ร่วมศุขเกษมศรี
ควรฤๅเปนต่างต่างไปอย่างนี้ ให้มีแต่ช้ำรกำใจ
พระยิ่งโศกศัลย์รัญจวนจิตร สุดคิดปิ้มเลือดตาไหล
ร่ำพลางทางทรงโศกาไลย อยู่ในแท่นรัตน์ชัชวาลย์

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

ยานี

๓๐๗๒ มาจะกล่าวบทไป ถึงพระจอมไกรลาศราชฐาน
เสด็จเหนือแท่นแก่วสุรการ อยู่ท่ามกลางบริวารเทวา
คิดถึงพระนารายน์วายุกูล ไปล้างเหล่าประยูรยักษา
เปนไฉนไม่แจ้งกิจจา เจ้าโลกาจึ่งเล็งทิพญาณ
เห็นพระหริรักษ์จักรี โศกีกำสรดสงสาร
เหตุด้วยสีดายุพาพาล นางไปอยู่บาดาลแดนไตร
จำจะช่วยดับร้อนผ่อนผัน ให้สองศรีดีกันจงได้
ฤๅษีเทวาสุราไลย จะได้พึ่งภูวไนยทั้งธาตรี

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๓๐๗๓ คิดพลางทางมีบัญชา ให้ประชุมเทวาทุกราษี
จะว่ากล่าวสีดานารี กับพระจักรีให้ดีกัน
แล้วดำรัสตรัสสั่งจิตุบท จงนำรถพรรณรายผายผัน
ไปรับพระหริวงษ์ทรงธรรม์ ขึ้นมาเมืองสวรรค์ชั้นฟ้า
จิตุราชนำราชรถทรง ไปรับองค์สีดาเสนหา
นางไปอยู่พิภพนาคา ให้เร่งรีบขึ้นมาบัดนี้

ฯ ๖ คำ ฯ

๓๐๗๔ บัดนั้น ทั้งสองเทวราชเรืองศรี
รับสั่งบังคมพระศุลี มาจัดแจงตามมีบัญชาการ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๓๐๗๕ ครั้นเสร็จจึ่งนำรถทรง ต่างองค์เคลื่อนคล้อยจากสถาน
สำแดงฤทธิไกรไชยชาญ เหาะทยานแยกกันไปทันที

ฯ ๒ คำ ฯ พระยาเดิน

๓๐๗๖ จิตุราชนำราชรถมา ถึงภาราบาดาลกรุงศรี
ยุรยาตรไปหาท้าวนาคี ยังที่ท้องพระโรงเรืองไชย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๓๐๗๗ ขึ้นนั่งร่วมแท่นแก้วแพรวพรรณ เทวัญจึ่งแจ้งแถลงไข
บัดนี้พระอิศราบัญชาใช้ มาเชิญองค์อรไทยนางสีดา
ให้นงเยาว์ไปเฝ้าเบื้องบาท ยังไศลไกรลาศภูผา
จงนำเราเข้าไปอย่าได้ช้า จะได้แจ้งกิจจาแก่ทรามไวย

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๓๐๗๘ เมื่อนั้น ท้าววิรุณนาคาอัชฌาไศรย
จึ่งนำเทวาคลาไคล เข้าไปเฝ้าองค์นางเทวี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๓๐๗๙ ครั้นถึงจึ่งถวายอภิวาท จิตุราชกราบทูลนางโฉมศรี
บัดนี้มีรับสั่งพระศุลี ให้ข้านำรถมณีลงมา
เชิญองค์อรไทยขึ้นไปเฝ้า พระเปนเจ้าไกรลาศภูผา
ให้ประชุมเทวัญทุกชั้นฟ้า กัลยาจงแจ้งอย่าแคลงใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๐๘๐ เมื่อนั้น องค์ภัควดีศรีใส
ได้ฟังนั่งนึกคนึงใน อรไทยคิดพะวงสงกา
แม้นธุระสิ่งไรไม่มี ที่ไหนพระศุลีจะให้หา
เห็นจะให้ไปดีด้วยภัศดา จึ่งลงมารับเราเพราะเท่านี้
จำจะไปให้ถึงที่เฝ้า พระเปนเจ้าเทวาทุกราษี
คิดแล้วกัลยาจึ่งพาที กับพระยานาคีชาญไชย
พระสยมภูวญาณผ่านเกล้า ให้หาเราท่านเห็นเปนไฉน
จะมีกิจกังวลกลใด จำจะไปเฝ้าดูให้รู้การ

ฯ ๘ คำ ฯ

๓๐๘๑ เมื่อนั้น ห้าววิรุณนาคากล้าหาญ
ทูลสนองโฉมยงนงคราญ ข้าเห็นการธุระจะมี
จึ่งให้มาหาองค์อรไทย เชิญเสด็จขึ้นไปเถิดโฉมศรี
อันสาวสรรค์กัลยานาคี กับข้านี้จะไปส่งนงคราญ

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๐๘๒ เมื่อนั้น นางสีดาปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
เสด็จจากแท่นรัตน์ชัชวาลย์ แสนสาวศฤงฆารก็ตามมา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๓๐๘๓ ครั้นถึงเกยสุวรรณบรรจง ขึ้นทรงพิไชยรัถา
อันองค์จิตุราชเทวา นั่งน่ารถทรงอลงกรณ์
ฝ่ายท้าววิรุณนาคี กับพระมเหษีดวงสมร
ก็พาเหล่าสุรางค์นางนิกร ตามเสด็จบังอรขึ้นมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๓๐๘๔ บัดนั้น จิตุบทซึ่งนำรัถา
ครั้นถึงกรุงศรีอยุทธยา ก็เข้าในภาราธานี
จึ่งพารถทรงลงประทับ ไว้กับเกยแก้วมณีศรี
เห็นพระหริรักษ์จักรี เสด็จออกยังที่พระโรงไชย
พร้อมพรั่งทั้งสามอนุชา อำมาตย์มาตยาน้อยใหญ่
จิตุบทเทวาก็คลาไคล เข้าในพระโรงรัตน์รูจี

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๓๐๘๕ ครั้นถึงจึ่งถวายอภิวาท พระนารายน์ธิราชเรืองศรี
ทูลแถลงแจ้งความตามคดี โดยพระศุลีให้หาไป

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๓๐๘๖ เมื่อนั้น พระหริวงษ์ทรงภพสบไสมย
ได้ฟังประจักษ์แจ้งไม่แคลงใจ ภูวไนยยินดีปรีดา
พระจะใคร่ไปพบเยาวมาลย์ ที่สถานไกรลาศภูผา
จึ่งชวนทั้งสามอนุชา เสด็จมาสระสรงคงคาไลย

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๓๐๘๗ ต่างองค์ชำระสระสนาน สุคนธารปนทองผ่องใส
หอมหวนอวลอบตระหลบไป สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน
ภูษายกลายอย่างต่างสีกัน น้ำเงินตองท้องพันม่วงอ่อน
ต่างใส่ฉลององค์อลงกรณ์ อินท์ธนูงามงอนสบัดปลาย
ชายไหวสุวรรณกุดั่นดวง ทับทรวงสังวาลประสานสาย
ทองกรเนาวรัตน์จำรัสราย ธำมรงค์เพ็ชรพรายพราวตา
ต่างทรงมงกุฎชฎาแก้ว กรรเจียกจรเพริศแพร้วทั้งซ้ายขวา
กรกุมศรสิทธิฤทธา เสด็จมาเกยรัตน์รูจี

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๓๐๘๘ พระรามสุริวงษ์ขึ้นทรงรถ จิตุบทเทวาเปนสารถี
สามพระอนุชาธิบดี ต่างทรงรถมณีพรายพรรณ
อันเหล่าท้าวพระยาวานร ที่รุ่งเรืองฤทธิรอนแขงขัน
ตามเสด็จพระองค์ทรงธรรม์ เทวัญก็พาคลาไคล

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๓๐๘๙ ครั้นถึงเนินไศลไกรลาศ สถานที่เทวราชเปนใหญ่
พอรถทรงองค์สีดาทรามไวย มาถึงที่เนินไศลพร้อมกัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๓๐๙๐ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสวรรค์
ครั้นหยุดรถแก้วแพรวพรรณ จึ่งเผยม่านสุวรรณออกทันที
เห็นพระหริวงษ์ทรงฤทธิ์ นางคิดแค้นนักผินภักตร์หนี
ฝ่ายพวกพระยานาคี ก็ถวายอัญชลีพระรามา

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๐๙๑ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
เห็นองค์ภัควดีสีดา จึ่งบัญชาพาทีด้วยดีใจ
นิจาเจ้าพุ่มพวงดวงจิตร ยังจะคิดโกรธขึ้งไปถึงไหน
เจ้าโลกาหาพี่กับทรามไวย แก้วตามาไปให้พร้อมกัน
ว่าแล้วลงจากรถมณื คอยทีโฉมฉายจะผายผัน
ฝ่ายองค์สีดาลาวรรณ ลงจากบัลลังก์รถบทจร

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๓๐๙๒ ครั้นถึงจึ่งตรงเข้าไปเฝ้า พระปิ่นเกล้าไกรลาศศิงขร
ต่างองค์ดุษฎีชลีกร คอยสุนทรเทวราชบัญชา

ฯ ๒ คำ ฯ

เอกบท

๓๐๙๓ เมื่อนั้น พระสยมภูวนารถนาถา
เห็นพระจักรีกับสีดา ผ่านฟ้าสมถวิลยินดี
จึ่งยิ้มเยื้อนเอื้อนโอษฐปราไส ดูหม่นไหม้มัวหมองทั้งสองศรี
นี่แน่นางสีดานารี กับสามีโกรธกันด้วยอันใด

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๓๐๙๔ เมื่อนั้น นางสีดาทูลแจ้งแถลงไข
เดิมเมื่อทศภักตร์ลักไป อยู่ในลงกาธานี
พระรามตามไปรณรงค์ สังหารโคตรวงษ์ยักษี
เสร็จศึกสิ้นราชไพรี จึ่งได้ข้านี้คืนมา
เปนหญิงกริ่งเกรงจะสงไสย ก็ลุยไฟให้สิ้นที่กังขา
จึ่งได้ไปอยู่อยุทธยา จนข้าน้อยนี้มีครรภ์
วันหนึ่งนั้นมีปิศาจ บังอาจแปลงเปนนางสาวสรรค์
วานให้วาดรูปทศกรรฐ์ พอเขียนแล้วนางนั้นก็หายไป
พระรามโกรธขึ้งหึงษ์รูปยักษ์ ว่าข้ากับทศภักตร์ยังรักใคร่
ให้พระลักษณ์อนุชาพาไป ฆ่าเสียแต่ในราตรี
เดชะความสัตย์มาช่วย หาไม่จะม้วยเปนผี
ซึ่งข้อเจ็บแค้นแสนทวี เปนเหลือที่จะทูลพระบาทา

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๓๐๙๕ เมื่อนั้น พระสยมบรมนาถา
ได้ฟังคดีนางสีดา กล่าวโทษพระรามาถึงฆ่าฟัน
ยิ้มพลางทางมีบัญชาถาม ดูก่อนพระรามรังสรรค์
สีดาเขากล่าวโทษทัณฑ์ จริงเหมือนอย่างนั้นฤๅฉันใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๐๙๖ เมื่อนั้น พระรามทูลผันแปรแก้ไข
อันนางสีดายาใจ ข้ารักใคร่ดังดวงชีวี
สู้ทำสงครามตามติด เอาชีวิตรไปแลกนางโฉมศรี
แต่ทำศึกอยู่สิบสี่ปี ดังหนึ่งชีวีจะวายชนม์
ทั้งพี่ทั้งน้องต้องสาตรา ปิ้มว่าจะวอดวายหลายหน
ถ้านึกแหนงแคลงในนฤมล จะสู้ทนทำสงครามตามไย
ถึงเมื่อลุยไฟก็ได้ห้าม นางกลัวความว่าเขาจะสงไสย
ขอพิสูจน์ให้ยศปรากฎไว้ จรึงฤๅไม่อย่างนี้นางสีดา
ที่ข้อซึ่งว่าหึงษ์รูปยักษ์ ให้พระลักษณ์ลงโทษโทษา
ความนี้สุดแต่จะเมตตา ด้วยว่าคลั่งคลุ้มกลุ้มฤไทย
เห็นรูปปัจจามิตรคิดหุนหัน ให้ฆ่าฟันโฉมยงเพราะหลงใหล
เปนความสัตย์ความจริงทุกสิ่งไป จงทราบใต้เบื้องบาทบทมาลย์

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๓๐๙๗ เมื่อนั้น พระศุลีมีราชบรรหาร
อันถ้อยคำสีดายุพาพาล กับพระอวตารให้การมา
ครั้นพินิจพิเคราะห์ดูภูมความ ข้างพระรามนั้นผิดอยู่หนักหนา
ซึ่งข้อฆ่าฟันกัลยา ควรที่สีดาจะน้อยใจ
แต่เธอคลั่งคลุ้มกลุ้มจิตร จะยกโทษถึงอุกฤษฐ์ยังไม่ได้
แล้วก็แสนเสนหาอาไลย มิใช่จะนึกแหนงแกล้งฆ่าฟัน
ทั้งนี้เพราะเคราะห์กรรมจำเปน จึ่งเกิดเข็ญเคืองขุ่นหุนหัน
ทั้งสองเจ้าเรารักเสมอกัน จะผ่อนผันเกลี่ยไกล่เสียให้ดี
พระรามผิดทุกสิ่งก็จริงอยู่ สีดาเอ๋ยเอนดูอย่าจู้จี้
จะมาทำอางขนางอยู่อย่างนี้ เราขอโทษเสียทีเถิดสีดา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๓๐๙๘ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
จึ่งทูลว่าซึ่งพระองค์ตรัสมา ด้วยทรงพระเมตตาปรานี
ที่เจ็บใจมิใช่แต่เท่านั้น จะรำพรรณให้ทราบบทศรี
เมื่อให้สังหารผลาญชีวี ข้านี้ไม่ม้วยมอดรอดไป
เดชะบุญพอพบพระสิทธา เธอจัดแจงศาลาให้อาไศรย
จึ่งได้คลอดบุตรสุดสายใจ จนจำเริญไวยได้เจ็ดปี
พระรามให้ไปจับตัวกุมาร มาจองจำทำประจานในกรุงศรี
แล้วจะเข่นฆ่าราตี หากหนีมาได้จึ่งไม่ตาย
ที่ทำแค้นเปนแสนสุดคิด ยังเจ็บจิตรข้าอยู่ไม่รู้หาย
จะทูลให้สิ้นเรื่องก็เครื่องอาย หยาบคายสุดแค้นแสนทวี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๓๐๙๙ เมื่อนั้น พระรามทรงสวัสดิรัศมี
ชิงตอบไปพลันทันที ไม่พอที่จะกล่าวโทษทัณฑ์
เมื่อกุมารทั้งสองลองศิลป์ แผ่นดินสเทือนเลื่อนลั่น
คิดว่าพวกยักษ์มารชาญฉกรรจ์ จึ่งให้ยกพลขันธ์ไปจับมา
พี่จองจำทำโทษเพราะไม่แจ้ง ใช่จะแกล้งฆ่าองค์โอรสา
ต่อถามไถ่ได้รู้ว่าลูกยา ก็ตามไปวอนว่าถึงกุฎี
พี่ได้งอนง้อขอโทษเจ้า จริงฤๅไม่เล่านางโฉมศรี
ต่อหน้าอนุชาทั้งสามนี้ พระมุนีขอความแก่ทรามไวย
ข้อนั้นสิเสร็จกันแล้ว ข้างน้องแก้วก็สิ้นสงไสย
จึ่งได้ลูกยาพาไป อยู่ในอยุทธยาธานี
ควรฤๅรื้อยกโทษทัณฑ์ มารำพรรณเติมต่อไม่พอที่
เปนความสัตย์ทุกสิ่งจริงอย่างนี้ ขอพระศุลีจงเมตตา

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๓๑๐๐ เมื่อนั้น พระสยมภูวนารถนาถา
ฟังความพระรามกับสีดา นิ่งนึกตรึกตราแล้วตรัสไป
เหตุด้วยไม่ดำริห์ตริตรอง ทั้งสองจึ่งได้ขัดอัชฌาไศรย
จะพลอยให้เทวาสุราไลย ร้อนใจไปทั่วธาตรี
คิดเห็นเปนน่ารำคาญ สงสารเศร้าหมองทั้งสองศรี
ซึ่งเราให้หามาทั้งนี้ หวังจะใคร่ให้ดีเสียด้วยกัน
จะได้ช่วยดับเข็ญให้เย็นยุค เสวยศุขอยู่ในไอสวรรย์
สิ้นเคราะห์เสียเถิดแต่เท่านั้น จงอดอ่อนผ่อนผันกันสองรา
แล้วดำรัสตรัสความถามเทเวศร์ อมเรศทุกองค์จงปฤกษา
ที่ข้อความพระรามกับสีดา เทวาจะเห็นเปนอย่างไร

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๓๑๐๑ เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงอินทร์พรหมบังคมไหว้
ปฤกษาพร้อมกันทันใด จึ่งกราบทูลไปทันที
พระรามก็นารายน์สุริวงษ์ สีดาก็องค์พระลักษมี
อวตารไปผลาญไพรี เปนที่พักพึ่งทั้งโลกา
ซึ่งจะมาเคืองขัดตัดรอน นานไปจะร้อนทุกแหล่งหล้า
สุรารักษ์นักสิทธิวิทยา เบื้องน่าจะได้พึ่งผู้ใด
ควรให้สองกระษัตริย์ผ่อนผัน คืนดีด้วยกันจึ่งจะได้
อันเหล่าเทวาสุราไลย เห็นพร้อมยอมใจกันอย่างนี้

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๓๑๐๒ เมื่อนั้น พระปิ่นภพลบโลกทั้งสี่
ได้ฟังเทวาพาที จึ่งมีพระราชบัญชา
บัดนี้ฝูงเทพเทวัญ พร้อมกันตริตรึกปฤกษา
ให้สองศรีดีกันอย่าฉันทา ถึงตัวข้าก็เห็นด้วยเช่นนั้น
ฝ่ายข้างสีดายุพาพาล จงคิดอ่านอดอ่อนผ่อนผัน
ไม่ควรจะเริศร้างหมางกัน ทั้งลูกเต้าเจ้านั้นยังรุงรัง
เราว่าไว้ให้ดีโดยเห็น พระรามอย่าเปนเช่นหนหลัง
ชอบผิดจงระงับยับยั้ง อดกลั้นกันมั่งจึงจะดี

ฯ ๘ คำ ฯ

๓๑๐๓ เมื่อนั้น พระหริวงษ์ทรงสวัสดิรัศมี
ชื่นชมสมถวิลยินดี ก้มกราบพระศุลีแล้วทูลไป
ซึ่งบัญชาปรานีให้ดีกัน พระคุณนั้นหามีที่เปรียบไม่
อันนางสีดายาใจ ข้ารักใคร่ดังดวงชีวา
ทีนี้มิให้เยาวมาลย์ รำคาญขัดเคืองไปเบื้องหน้า
เปนถ้อยยำคำมั่นที่สัญญา ต่อหน้าสุรารักษ์มัฆวาน

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๓๑๐๔ เมื่อนั้น พระศุลีมีราชบรรหาร
ดูก่อนสีดายุพาพาล พระอวตารก็ได้ให้ทานบน
เจ้าจงเคลื่อนคลายหายโกรธ ยกโทษผัวรักไว้สักหน
เหมือนเห็นแก่เทวาทั้งสากล จะได้พ้นทุกข์ร้อนรำคาญใจ
ได้พรากพลัดภัศดามาช้านาน จะแต่งการอภิเศกเสียใหม่
ให้นักสิทธิเทวาสุราไลย รู้ทั่วทั้งไตรโลกา
ว่าพลางทางสั่งจิตุราช จงไปเที่ยวประกาศทุกทิศา
บอกคนธรรพ์นักสิทธิวิทยา ว่าเราให้หามาบัดนี้

ฯ ๘ คำ ฯ

๓๑๐๕ บัดนั้น จิตุราชรับสั่งใส่เกษี
ถวายบังคมคัลอัญชลี สำแดงอิทธิฤทธีเหาะไป

ฯ ๒ คำ ฯ กลม

๓๑๐๖ เที่ยวร้องป่าวเหล่าพวกพระดาบศ ทุกไพรวันบรรพตที่อาไศรย
วิชาธรคนธรรพ์ทั้งนั้นไซ้ ก็บอกให้แจ้งความตามคดี

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๓๑๐๗ บัดนั้น เหล่าพวกคณะพระฤๅษี
แจ้งว่านางสีดานารี จะคืนดีด้วยองค์พระทรงธรรม์
ต่างคนตบมือหัวเราะร่า แลวห่มดองครองผ้าขมีขมัน
ถือไม้ท้าวพัดขนนกงกงัน รีบไปให้ทันเวลา

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๑๐๘ บัดนั้น วิชาธรคนธรรพ์ถ้วนหน้า
จัดแจงแต่งองค์อลงการ์ ต่างมาที่อยู่พระศุลี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๓๑๐๙ ครั้นถึงจึ่งถวายบังคม พระสยมภูวนารถเรืองศรี
อันพวกคณะพระมุนี ก็นั่งอยู่ตามที่อันดับกัน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๓๑๑๐ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมรังสรรค์
เห็นนักสิทธิวิทยาคนธรรพ์ มาพร้อมทั้งเทวัญจันทรี
จึ่งกล่าวรศพจนาดถ์สุนทร ดูก่อนท่านท้าวโกสีย์
จงเร่งแต่งการกิจพิธี ในที่วิมานแก้วแพรวพรรณ

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๑๑๑ เมื่อนั้น สหัสไนยไตรตรึงษาสวรรค์
รับสั่งเจ้าโลกาพาเทวัญ มาช่วยกันรีบรัดจัดการ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๓๑๑๒ ตั้งแท่นที่นั่งบัลลังก์รัตน์ ปักมหาเสวตรฉัตรฉายฉาน
โขมพัตรดัดดานเพดาน ห้อยพวงแก้วประพาฬพรรณราย
กลดสังข์ตั้งเรียงเคียงคั่น ม่านสุวรรณวงรูดวิสูตรสาย
เบื้องขวาบายศรีแก้วแพรวพราย เบื้องซ้ายบายศรีทองรองเรือง
ขันสุวรรณลายจำหลักปักแว่น พลูคะแนนนั้นใส่ใบเหลือง
น้ำทิพย์สิบสองพระเต้าเฟือง ครบเครื่องอภิเศกกระษัตรา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๓๑๑๓ เมื่อนั้น พระสยมภูวนารถนาถา
จึ่งให้พระจักรีกับสีดา ไปสรงทิพคงคาวารี

ฯ ๒ คำ ฯ

๓๑๑๔ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
ทั้งโฉมยงองค์อรรคเทวี จรลีไปสรงคงคา
มัฆวานเชิญพานภูษาทรง ถวายพระหริวงษ์นาถา
บรรดาเหล่าสาวสุรางค์นางฟ้า ถวายเครื่องทรงสีดายาใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมตลาด

๓๑๑๕ สองกระษัตริย์สรงสนานสำราญกาย น้ำสุหร่ายซ่านเซ็นเย็นใส
ทรงสุคนธ์ปนทองลูบไล้ น้ำดอกไม้กลิ่นตระหลบอบองค์
พระสอดใส่สนับเพลาเชิงกระหนก ภูษายกไว้วางหางหงษ์
นางนุ่งผ้าจัดกลีบจีบประจง สไบทรงริ้วทองรองซับ
พระสอดใส่ฉลององค์โอภาษ เจียรบาดตาดปักเลื่อมสลับ
อรรคราชคาดเข็มขัดบานพับ สร้อยนวมสวมทับซับซ้อน
พระทรงปั้นเหน่งแก้วแพรวพราย ทับทรวงสายห่วงห้อยสร้อยอ่อน
นางโฉมยงทรงสอดทองพระกร แหวนทับทิมทองร่อนเรือนครุธ
พระสวมใส่พาหุรัดกระหวัดวง ธำมรงค์ปทัมราชผาดผุด
อรไทยใส่รัดเกล้าชมพูนุท พระหริวงษ์ทรงมงกุฎแก้วมณี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๓๑๑๖ ครั้นเสร็จลีลาศยาตรา กับนวลนางสีดามารศรี
พร้อมฝูงเทวัญจันทรี มาเฝ้าเจ้าตรีโลกา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๓๑๑๗ เมื่อนั้น พระอิศวรเกษมสันต์หรรษา
จึ่งพาพระจักรีกับสีดา เสด็จมาวิมานแก้วแพรวพรรณ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงช้า

๓๑๑๘ ให้กระษัตริย์สององค์ทรงนั่ง บนบัลลังก์พรรณรายฉายฉัน
เหล่าพวกคณะพระนักธรรม์ ก็สวดขึ้นพร้อมกันทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๓๑๑๙ เมื่อนั้น อมรินทร์ยินดีจะมีไหน
จึ่งจุดเทียนแว่นแก้วแววไว ส่งให้บรมพรหมา

ฯ ๒ คำ ฯ

สระบุโหร่ง

๓๑๒๐ เวียนเอยเวียนเทียน ให้เวียนแต่ซ้ายไปขวา
ฝูงเทพเทวัญจันทรา กับนางฟ้ารับส่งเปนวงไป
เหล่าพวกดุริยางคดนตรี ก็อึงมี่นี่นันหวั่นไหว
เสียงประโคมโห่ร้องก้องภพไตร ที่ในไกรลาศคิรี

ฯ ๔ คำ ฯ มหาไชย

ร่าย

๓๑๒๑ ครั้นเจ็ดรอบชอบโชคให้โบกควัน กระแจะจันทน์จุณเจิมเฉลิมศรี
ต่างอำนวยอวยพรสวัสดี แก่พระจักรีกับสีดา

ฯ ๒ คำ ฯ

พระทอง

๓๑๒๒ เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทพไทถ้วนหน้า
ทั้งนางอัปศรสวรรค์กัลยา ยินดีปรีดาเปนสุดคิด
จึ่งชวนกันจับรบำรำถวาย เยื้องกรายงามงอนอ่อนจริต
รำเรียงเคียงเข้าไปใกล้ชิด ทอดสนิทติดพันกัลยา
แล้วตีวงเวียนเปลี่ยนซ้าย ร่ายตีวงเวียนเปลี่ยนขวา
เลี้ยวลอดสอดเคล้าเข้ามา กั้นกลางขวางหน้านางไว้
หลีกเลี้ยวเกี่ยวพันหันเหียน แทรกเปลี่ยนไปมาคว้าไขว่
เหน็บแนมแกมกลปนไป เลี้ยวไล่สัพยอกหยอกนาง
ซ้อนจังหวะประเท้าเคล่าคล่อง เลี้ยวลอดสอดคล้องไปตามหว่าง
วงเวียนเหียนหันกั้นกาง ทำทีให้ห่างกัลยา
ฉวยฉุดนุชนางข้างซ้าย แล้วย้ายยุดนางข้างขวา
ตลบหลังลดเลี้ยวลงมา เทวัญกัลยาสำราญใจ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

เบ้าหลุด

๓๑๒๓ เมื่อนั้น นางเทพอัปศรศรีใส
รำฬ่อเทวาสุราไลย ท่วงทีหนีไล่พอได้กัน
เทพบุตรฉุดฉวยชายสไบ นางผลักกรค้อนให้แล้วผินผัน
หลีกหลบลดเลี้ยวเกี่ยวพัน เกียจกันด้วยกลมารยา
ครั้นเทเวศร์วงเวียนเปลี่ยนซ้าย สาวสวรรค์ผันยายข้างขวา
ยิ้มพรายชายชำเลืองดูเทวา ครั้นสบตาม่อยเมียงเอียงอาย
แล้วทวนทบตลบหลีกเลี่ยง เคล้าคลอรอเรียงเมียงม่าย
หันเหียนเปลี่ยนแทรกมาข้างซ้าย แล้วย้ายมาขวาทำท่าทาง
ครั้นเทพเทวัญกระชั้นไล่ นางชม้อยถอยไปเสียให้ห่าง
เวียนรวันหันวงอยู่ตรงกลาง ฝูงนางนารีก็ปรีดา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

สระบุโหร่ง

๓๑๒๔ เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทพไทถ้วนหน้า
รำเรียงเคียงคั่นกัลยา เลี้ยวไล่ไขว่คว้าเปนแยบคาย
เทพบุตรหยุดยืนจับระบำ นางฟ้าฟ้อนรำทำถวาย
ทอดกรอ่อนระทวยกรีดกราย แล้วตีวงเยื้องย้ายเปนโคมเวียน
ฉวยฉุดยุดกรอัปศรสวรรค์ นางสบัดบิดผันหันเหียน
เหน็บแนมแกมกลแนบเนียน หลีกลัดผลัดเปลี่ยนไปมา
แล้วตลบทบทำเปนถ่องแถว ครั้นแล้วรำเคล้าเข้าหา
ร่ายเรียงเคียงคมประสมตา กั้นกางขวางหน้านางไว้
สัพยอกหยอกเย้าแย้มสรวล นางผลักพลิกหยิกข่วนค้อนให้
ถอยหลังรั้งรอฬ่อไป เทพไทศุขเกษมเปรมปรีดิ์

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ปะวะหลิ่ม

๓๑๒๕ เมื่อนั้น นางเทพธิดามารศรี
กรายกรอ่อนระทวยทั้งอินทรีย์ ดังกินรีรำฟ้อนร่อนรา
แล้วตีวงลดเลี้ยวเกี้ยวกล ประสานแทรกสับสนซ้ายขวา
เลี้ยวลัดกระหวัดเวียนมา เกษมศุขทุกหน้าสุราไลย
เทวัญกระชั้นชิดฉุดกร นางอายเอียงเมียงค้อนแล้วผลักไส
หลีกลัดปัดป้องว่องไว ชักสไบเบี่ยงบิดปิดบัง
ทำทอดกรงอนงามกิริยา เทวาประดิพัทธประวัติหวัง
หันตลบเลี้ยวฬ่อรอรั้ง เมียงชม้อยคอยระวังท่วงที
ครั้นเทพเทวัญกั้นกาง ฝูงนางสาวสวรรค์ก็ผันหนี
สัพยอกหยอกหยิกซิกซี้ ถ้อยทีรื่นเริงบรรเทิงใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๓๑๒๖ เมื่อนั้น พระศุลีตรีภพเปนใหญ่
ครั้นอภิเศกเสร็จพลันทันใด จึ่งตรัสไปแก่สองกระษัตรา
เจ้าจงคงคืนพระนคร ให้ถาวรเปนศุขไปเบื้องน่า
จะเปนที่พำนักพึ่งพา แก่สุริวงษ์พงษาสืบไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๓๑๒๗ เมื่อนั้น สองกระษัตราอัชฌาไศรย
คำนับรับพรทันใด ด้วยใจยินดีปรีดา
จึ่งกราบทูลไปดังใจจง ซึ่งพระองค์โปรดเกล้าเกษา
ทั้งนี้เพราะทรงพระเมตตา พระคุณล้ำดินฟ้าสุราไลย
แล้วชวนอนุชาทั้งสามองค์ ประนตบทบงสุ์บังคมไหว้
ลาพระอิศราคลาไคล เทพไทแห่ห้อมล้อมมา

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๓๑๒๘ พระหริวงษ์องค์สีดาลาวรรณ จึ่งร่วมบัลลังก์ราชรัถา
ทั้งสามสมเด็จอนุชา ทรงมหาราชรถบทจร
อันเหล่าฝูงเทพเทวัญ แห่แหนแน่นนันมาสลอน
พรั่งพร้อมท้าวพระยาวานร กลับไปนครอยุทธยา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ