งานซายิด

สองสามีภรรยาลงจากรถของลูกชาย แล้วก็เดินตามเขาไปลงเรือหางยาวที่จอดรออยู่ที่ท่า ลูกชายดูแลให้มารดานั่งเรียบร้อยแล้ว ก็พยักหน้าให้คนเรือออกเรือ ไม่ช้าพ่อแม่และลูกก็มาถึงบ้านพักที่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ในระยะไม่ไกลจากปากคลองบางนกแขวก ขึ้นจากเรือที่ท่าหน้าบ้าน แล้วขึ้นไปยังเรือนไม้หลังเล็กซึ่งปลูกอยู่เกือบติดริมตลิ่ง แม่น้ำแม่กลองเวลานั้นมีน้ำเต็มฝั่ง แสงแดดเวลาบ่ายส่องต้องสายธาร ดูเป็นละอองระยิบระยับ

“ถูกใจไหมครับ แม่” ลูกชายถาม

แม่หันไปยิ้มกับสามี สามีถามซ้ำกับที่ลูกชายถาม “ทำไมหาได้อย่างงี้” แม่ถาม

“บ้านของเพื่อนของเพื่อน” ลูกชายตอบ “ที่จริงคุณพ่อรู้จักเขาดี แม่ไม่ดูให้ทั่วบ้านหรือครับ”

สองสามีภรรยาเที่ยวดูตลอดเรือนเล็ก แล้วก็แสดงความพอใจและขอบใจลูกชายอีกครั้งหนึ่ง ลูกชายกล่าวแก่บุพการี “ผมไปละนะครับ จะได้อยู่กันสองคนสมใจคุณแม่ ผมขอให้ฮันนิมูนคราวนี้สุขสันต์ยิ่งกว่าคราวก่อน ถ้าเป็นไปได้”

“หวังว่าที่นี่ยุงไม่ชุมนะ เห็นสวนมะพร้าวแบบนี้” บิดาว่า “ยิ่งพูดถึงฮันนีมูน ครั้งแรกโดนยุงกัดแทบตาย เรื่องชอบที่แปลก ๆ ยังงี้แหละ”

“มีมุ้งลวดทั่วไปนี่ครับ นอกจากใต้ถุน” คนเฝ้าบ้านซึ่งยืนอยู่ใกล้พอได้ยินบอกให้ผู้เป็นแขกทราบ

เมื่อลูกชายไปแล้ว เหลืออยู่ด้วยกันเฉพาะสองสามีภรรยา และเมื่อได้ผลัดเสื้อผ้าจนเหมาะแก่สถานที่แล้ว สามีก็เอ่ยขึ้น “ลาภใหญ่อย่างหนึ่งของมนุษย์คือมีลูกที่ไม่ให้เดือดร้อน ของเรานี่ก็ไม่เลว เราควรนับว่าเรามีบุญ”

ภรรยายิ้มตอบอย่างชุ่มชื่น “เรามีบุญนะคะ” แล้วต่างตนต่างเงียบไป มองดูกระแสน้ำในแม่น้ำอย่างพึงพอใจด้วยกันทังคู่ “บ้านอะไรน่าอยู่อย่างงี้ อยู่ได้สักเดือนก็คงจะดี” พลางเดินตามคนเฝ้าบ้านไปนั่งเก้าอี้ที่เขากางใช้เอนตัวชายน้ำ

สองสามีภรรยาชื่นชมกับสถานที่ที่มาพักอาศัยต่อไป มองดูสนามหญ้าเขียวชอุ่มซึ่งตัดขลิบอย่างเรียบร้อย มีไม้ดอกปลูกเป็นหย่อม ๆ ตามริมคูซึ่งขุดแยกออกไปจากแม่น้ำ ดอกพุทธรักษาต่างสี ทั้งพรรณดอกเล็กและดอกใหญ่กำลังชูช่อบานบ้างแย้มบ้าง ที่ใกล้ตัวเรือนมีร้านต้นไม้ มีไม้เลื้อยดอกแปลกสีเหลืองอ่อน ๆ เพิ่งแตกดอกตูมออกมาเป็นช่อ ๆ ต้นไม้ใหญ่ที่ขอบสนามออกดอกเหลืองสะพรั่งอยู่อีกต้นหนึ่ง อีกด้านหนึ่งของบ้าน มีต้นสารภีต้นใหญ่แต่ยังไม่มีดอกมากนักให้ความร่มรื่นและชื่นตา สองคนพิศดูบ้านแล้วก็ยิ้มให้กันด้วยความสุข

“ความฝันที่เป็นความจริง ถึงแม้ว่าจะเป็นแต่ได้ขอยืม” ภรรยาว่าแก่สามี

“เสียใจนะที่ไม่มีเงินซื้อที่ซื้อทาง ปลูกบ้านที่สมใจให้เธอ แต่เราก็อยู่ด้วยกันมาอย่างมีความสุขพอสมควรใช่ไหม” สามีกล่าวแก่ภรงยา

“ความสุขมันอยู่ที่คนหา” ภรรยาตอบ “ฉันว่าฉันมีบุญมากทีเดียวค่ะ ไม่ได้คิดจะได้แต่งงานเลยด้วยซ้ำไป นี่หาคนถูกใจได้ อยู่มาด้วยกัน มีลูกสองคนทำมาหากินได้ดี ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่เจ็บไข้ถึงแก่ลำบากตัวจนเกินไป จะต้องการอะไรอีก คนเรา”

“ถ้าเธอเป็นเหมือนคนอื่นบางคน เขาคงไม่พูดอย่างนี้” สามีว่า “พี่สาวเธอน่าสงสาร รวยกว่าเราลูกก็ดีไม่แพ้เรา แต่หักใจไม่ได้เรื่องไม่มีเงินเท่าน้องเล็ก หักใจไม่ได้ว่าคนเห็นแก่ตัวอย่างน้องสาวเธอกลายเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม”

“ดูเถอะ สอนก็ไม่ได้ เพราะเป็นพี่เรา ช่างเขาปะไร แม่สายใจ เขาจะร่ำรวยมีบุญวาสนา แล้วก็เอาเปรียบคนได้ทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่รู้พี่สมไปเอามาเดือดร้อนทำไม แล้วยังเดือดร้อนแทนฉันเสียด้วย อยากให้ฉันได้ดีเหมือนแม่สายใจ โธ่ ฉันไม่แลกเป็นอันขาด”

“ไม่แลกอะไรบ้าง” สามีถาม

“ไม่แลกเธอกับคุณปราม” ภรรยาตอบเร็ว

“อ้าว ไม่อยากเป็นเมียอธิบดีหรอกเรอะ” เขาถามแต่สีหน้ายิ้ม “เออ แล้วทำไมว่าไม่ได้นึกว่าจะได้แต่งงานฉันจะได้ดีนะ ตอนเธอจะแต่งงานกับฉัน ทั้งคุณสายใจ พี่สมใจ แล้วก็คุณน้าของเธอ แล้วยังแม่อะไรที่เขาเป็นแม่นมเธอมา ต่างก็หน้าตายิ้มไม่ค่อยออก”

“ใครเป็นคนบอกเธอ” ภรรยาถาม เสียงแข็งขึ้นแต่หน้ายังยิ้ม

“เธออย่ามาทำแก้ขวย ฉันก็มีหูมีตามั่งซี ว่าแต่ทำไมเธอคิดว่าจะไม่ได้แต่งงาน”

“เอ จะเล่าดีไหมเอ่ย” ภรรยาปรารภกับตัวเอง

“เล่าซิเอ่ย จนทำบุญซายิดด้วยกันแล้ว ยังจะมีอะไรปิดกันอยู่อีกหรือ จริง ๆ นะ ฉันก็ไม่กล้าถาม หลายหนว่าจะถาม ว่าทำไมเธอไม่แต่งงานอยู่คนเดียวตั้งนาน จนมาแต่งกับฉัน มันคนละชั้นคนละพวกกันเหลือเกิน”

“เนื้อคู่แม้อยู่ด้าว แดนใดก็ดี ต่างตระกูลต่างวัย ต่างเชื้อ” ภรรยาว่าโคลงครึ่งบท

“มาอีกละ ไอ้โคลงนี่ ไม่เห็นจบสักที คอยมายี่สิบห้าปีแล้ว”

“ถามใครก็ไม่มีใครรู้” ภรรยาว่า “ไม่เห็นมีใครรู้อีกครึ่งหนึ่ง จำกันได้แค่นี้ทั้งนั้น”

“จริงนะ รสนิยมก็ไม่ถึงกัน วงศาคณาญาติของเธอล้วนแต่การศึกษาสูง รู้จักอะไรต่อมิอะไร แล้วทำไมเธอรอมาแต่งงานกับฉัน”

“วันนี้วันสำคัญของชีวิตเรา ถ้าเล่าละก็ อย่าหัวเราะเยาะนะ ฉันไม่ค่อยเล่าอะไรให้เธอฟัง เพราะเธอชอบเอาไปทำของขบขันหมด เรื่องนี้ฉันไม่ขัน”

“มาแล้วซี” สามีตบเข้าที่ขาเสียงดังเผียะใหญ่

“อะไรล่ะ” ภรรยาตกใจ

“ยุงน่ะซี ขึ้นข้างบนเถอะ มีมุ้งลวด”

“อย่างนี้ละนา ยังไม่ถึงกับถูกกัดอะไรเลย ตัวสองตัวทนก่อนไม่ได้รึ โธ่ เข้ามุ้งลวดจะสบายเหมือนอย่างนั่งริมน้ำอย่างนี้เรอะ”

“แปลว่าวันนี้วันเกิด ต้องนั่งทนยุงเอาใจเสียหน่อย” สามีทำเสียงแสดงความรำคาญ

ภรรยาถอนใจ “เอ้า ขึ้นเรือนก็แล้วกัน กำลังสบ๊ายสบาย” พูดแล้วก็ลุกขึ้นยืน สามีออกเดินนำหน้าจากที่นั่งที่ขอบสนามริมฝั่งแม่น้ำ เดินขึ้นเรือนโดยไม่รั้งรอ ภรรยาเดินตามขึ้นมาที่เฉลียง ซึ่งมีหน้าต่างเปิดออกสู่แม่น้ำ มีมุ้งลวดกรุตลอด ไม่มีทางให้แมลงสูบเลือดหาอาหารได้เลย วันนั้นเป็นวันข้างขึ้น ดวงจันทร์ลอยอยู่ใกล้ขอบฟ้า ภรรยาหาที่นั่งที่จะมองดูดวงจันทร์ได้ถนัด และชวนเชิญสามีให้มานั่งในที่ใกล้กัน แล้วกล่าว

“มานั่งด้วยกันหน่อยเถอะ เธอรู้ไหม ในเวลา ๒๕ ปีที่อยู่ด้วยกัน เวลานั่งพูดกันรวมแล้วไม่ถึง ๑๐ ชั่วโมง”

“ไม่เชื่อสถิติขององค์การนี้” สามีว่า “แต่จะให้นั่งที่ไหนก็ยอม”

“เธอว่าเธอทนอยู่เงียบ ๆ ได้สามวัน ในการทำบุญซายิดของเรา” ภรรยาเตือน

“เอ้อ” สามีรับคำ แล้วเข้ามาจูบหล่อนที่แขนเบาๆ ทำให้ภรรยายิ้มอย่างปลาบปลื้ม “จะต้องหัดตัวให้อยู่นิ่งได้บ้าง ไอ้วิ่งไปวิ่งมานี่มันเกินวัย จะตายเร็ว แต่เธอแน่หรือว่าถ้ารู้จักอยู่เงียบ ๆ นิ่ง ๆ จะไม่ตายเร็ว”

“ฉันยังไม่ได้พูดเรื่องตายช้าเลย แต่ฉันอยากได้นั่งพูดกับสามีของฉันมั่งเท่านั้น”

“อ้าว เล่าต่อไปซิ ทำไมว่าจะไม่แต่งงาน มัวแต่เถียงกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง” สามีคิดขึ้นมาได้

“เอาย่อ ๆ ก่อน เพราะเกิดอยากฟังอะไรขึ้นมาเสียแล้ว ฉันเป็นลูกสาวคนไม่สวยระหว่างคนสวยสองคน แล้วฉันเลือกมากกว่าใครทั้งหมด ถึงทำใจไว้ว่าคงไม่ได้แต่งงาน แต่ว่า นี่แน่ะ ฉันอยากฟังนิทานงานซายิด ระหว่างสหชาติของเราที่มากินข้าวกับเราเมื่อวาน เธอเล่าให้ฟังซิ เธอว่าในบรรดาเพื่อน ๆ เธอ ใครมีชีวิตน่าสนใจ น่าจำเอาไว้ให้ลูกเรารู้มั่ง แล้วฉันจะเล่าเรื่องเพื่อนของฉันให้ฟังมั่ง”

สามีพยักหน้า “เมื่อคืนนี้ ขณะที่นั่งอยู่ด้วยกัน ฉันคิดเรื่อยเรื่องที่เธอว่านี่ ฉันว่ามนุษย์เรานี่ชีวิตมันจะว่าคล้ายกันก็คล้ายกัน แต่มันออกดอกออกดวงไม่มีซ้ำกันเลย เหมือนต้นไม้ที่เราเรียกกันว่ามันต้นชนิดนั้นชนิดนี้ แท้จริงมันไม่เหมือนกันสักต้นนึง”

“เธอเล่าซิ คนไหนเธอว่าน่าสนใจที่สุด” ภรรยาทำเสียงขอร้อง

“ไม่รู้ว่าคนไหนน่าสนใจที่สุด มีหลายคน”

“เอ้า เลือกเอาคนนึงก่อน แล้วถ้ายังนึกสนุก ก็เล่าต่ออีกคน”

“ผลัดกันซี ปกติเธอช่างเล่าอะไรมากกว่าฉัน ฉันเล่าได้แต่ย่อ ๆ เธอเล่ามักละเอียด”

“โดยมากผู้หญิงกับผู้ชายก็ยังงั้น เล่าไปก่อนเถอะ กว่าจะได้กินข้าวยังอีกนาน เขาเพิ่งเริ่มหุงข้าว ตอนจะขึ้นเรือนฉันมองเข้าไปในครัว เอาอะไรดื่มไหม เขาหาไว้ให้ครบ มีทั้งสุราเมรัยและอัชบาน”

“เอาสุราอ่อน ๆ หรือเขาเรียกเมรัย” สามีตอบและยิ้มอย่างพอใจ “เอาเบียร์ซิเธอ เธอก็เอาด้วยซี ฉลองงานซายิดไง”

“ฉันขอแต่อัชบานเถอะ มีน้ำผลไม้อะไรไม่รู้ในตู้เย็น เมื่อกี้ไปเปิดตู เธอเอาเบียร์ก็ตามใจ แล้วอย่าเกไม่ได้นะ ยังไม่ถึงเวลาง่งนอน เล่าไปก่อน อยากรู้จริงๆ อยากรู้จริงๆ อยากรู้เรื่องชีวิต แล้วอยากรู้จากเธอ”

“เอ้า เอาใจแม่เจ้าประคุณสักสองสามวัน ตามข้อตกลง” สามีของหล่อนคล้อยตามความประสงค์ “เล่าเรื่องคนที่ใคร ๆ เอาใจใส่กันมากที่สุด เพราะเขาถือว่าได้ดิบได้ดี ได้เป็นถึงนายพลไง เล่าเรื่องเจ้าสญชัย เอาไหม หรือรู้เรื่องดีแล้ว”

“เอ คุณสญชัยนี่เป็นหมอมิใช่รึ” ภรรยาแสดงความสงสัย

“ก็หมอซิ แต่เขาเป็นหมอทหาร จนถึงได้เป็นนายพล โธ่แค่นี้ก็คิดไม่ออก แย่มาก แม่นี่”

“เอ้า น่าสนใจยังไง หมอสญชัย ไม่รู้เรื่องเขาหรอก ไม่ได้สนใจ ไม่เห็นเธอติดต่อด้วยกี่มากน้อย”

“ก็เรียกว่าติดต่อมากเหมือนกัน” สามีว่า “แต่ไม่ได้พามาบ้านมาให้เธอรู้จัก แล้วก็ไม่ได้พาเธอไปบ้านเขา เออ ฟังซี ฟังแล้วออกความเห็นซิว่าชีวิตคนอย่างนี้เป็นไง”

หมอสญชัย

เมื่อเด็ก ๆ อยู่โรงเรียนด้วยกัน เขาชื่อสนใจ มาเปลี่ยนเป็นสญชัยสมัยที่รัฐบาลท่านไม่ค่อยมีอะไรทำ เลยคิดให้คนเปลี่ยนชื่อบ้าง ให้ใส่หมวกใส่เกือก อะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง เสียดายตอนนั้นยังไม่ได้แต่งงานกัน เขาสั่งให้ข้าราชการจูบเมียทุกเช้าก่อนไปทำงาน อยากดูว่าเธอจะชอบไม่ชอบแค่ไหน

สนใจ หรือ สญชัยนี่ พ่อแม่เขาเป็นเชื้อจีน เป็นคนจังหวัดอยุธยา เป็นจีนเก่า รู้จักขุนน้ำขุนนางเก่า ๆ หลายคน แต่เขาค้าขายเรื่อยมาหลายชั่วคน มาถึงลูกชั้นหมอสญชัยถึงได้ให้เล่าเรียนวิชาชีพ แล้วหมอสญชัยก็ทำราชการเป็นรุ่นแรก

สญชัยไม่มีทีท่าเป็นเจ้าชู้เลย เอาใจใส่กับการเรียนเป็นที่สุด อยู่มัธยมแปดก็พลาดทุนเล่าเรียนหลวงไปนิดเดียว คนที่ได้ทุนปีนั้นก็ไม่ใช่คนเก่งกว่าสญชัย เวลาเพื่อนฝูงเอารูปสกปรกมาดู สญชัยมักพูดว่า เขาจะเข้าเรียนแพทย์ อีกไม่นานได้เห็นของจริงถมไป พวกเราได้แต่เห็นของที่คนเขาตระเตรียมมาให้ดู แสดงว่าเขาเป็นคนมีความคิดเป็นตัวของเขาเองมาตั้งแต่เด็ก

เมื่อได้ชั้นแปดแล้ว สญชัยก็สอบเข้าคณะวิทยาศาสตร์เตรียมแพทย์ แล้วก็ข้ามฟากไปเรียนที่ศิริราชได้ตามที่คิดไว้ ชีวิตตอนนี้ของหมอก็เป็นชีวิตที่ประสบแต่ความสมหวัง และก็สมหวังเรื่อยไป คนได้ปริญญาแพทย์ มีเรื่องมัวหมองใจนิดหน่อยก็คือ ระหว่างเป็นนักเรียนแพทย์ เป็นธรรมดา มีการรักกับนางพยาบาลที่รุ่นราวคราวเดียวกันและทำงานร่วมกัน แต่ถูกเพื่อนคนหนึ่งแย่งไป เท่าที่สังเกตดู ไม่เห็นว่าสญชัยมีความรู้สึกตอบสนองความผิดหวังอันนี้ไปในทางใด

แต่ก็ไม่แน่ ความผิดหวังในเรื่องความรักครั้งแรก บางทีก็เป็นผลแก่การเลือกคู่ชีวิตในระยะต่อไปได้เหมือนกัน สญชัยออกไปเป็นแพทย์ที่จังหวัดบ้านเกิด คือที่อยุธยาอยู่ได้เห็นจะสองปี ก็ได้ทุนของฝรั่งอันใดอันหนึ่งไปเรียนต่อที่เมืองนอก สามปีต่อมา เขาก็กลับมา แล้วก็เริ่มมีชื่อเสียงในวงการแพทย์ตลอดมา

ไม่ช้า เขาก็พบกับภรรยาคนแรก เธอก็รู้จักเมียคนแรกของสญชัย ดูเหมือนเคยเป็นกรรมการสมาคมอะไรด้วยกัน เขาชื่อพิมพ์วรรณเป็นลูกคนมั่งมี หน้าตาเรียบ ๆ รูปร่างดี หรือเธอว่าไง

ทางฝ่ายญาติของพิมพ์วรรณไม่ค่อยต้อนรับสญชัยนัก ถึงแม้ว่าตอนนั้นเขาจะเป็นหมอมีชื่อเสียงพอสมควรแล้ว เขามีคนมั่นหมายไว้ให้กันแล้ว เป็นคนในวงเดียวกัน นับกันเป็นญาติกลาย ๆ คือสามีปัจจุบันของพิมพ์วรรณคนนี้แหละ คน ๆ นี้ ชื่อนายสรวง เป็นคนเฉย ๆ คงจะไม่ค่อยแสดงความสนใจกับพิมพ์วรรณนัก พิมพ์วรรณถึงได้มาให้ความสนใจกับหมอสญชัย

อยู่ด้วยกันประมาณ ๗ ปี กระมัง ก็เลิกกัน ปุบปับก็ได้ข่าวเลิก เพื่อนฝูงไม่รู้เรื่องรู้ราว มีลูกผู้หญิงด้วยกันคนหนึ่ง มันเป็นโรคสงสารเด็กที่พ่อแม่แยกกันอยู่ เพราะเคยเห็นตัวอย่างจากญาติบางคนมาแล้ว สบโอกาสวันหนึ่ง พบกันที่ร้านอาหาร เลยอดไม่ได้ ถามเขาว่า ไม่สงสารลูกเรอะ มีเรื่องใหญ่โตยังไง จะอดทนให้กันเห็นแก่ลูกไม่ได้รึ เขาอ้อมแอ้มไม่อธิบาย บอกแต่ว่า เมียเขาจะเลิก ก็ต้องเลิก จะขืนใจเขาได้ยังไง ลูกคนนั้นเมียเขาก็เอาไปดูแล แล้วอีกไม่นานต่อมา เขาก็แต่งงานกับสามีคนปัจจุบัน

เพื่อน ๆ ก็มอง ๆ ดู ๆ ว่าสญชัยจะทำยังไงกับตัวเองต่อไป จะหาเมียชนิดไหนให้ชดเชยกับพิมพ์วรรณ แล้วอีกสักสองปีได้กระมัง ก็มีเรื่องที่ทำให้ทุกคนอ้าปากไม่ออก ไม่ใช่เรื่องราวของเรา ต้องนิ่งมอง แต่รู้สึกเสียดายชื่อเสียง อาจเป็นเพราะฉันหัวเก่าก็ได้ สญชัยไปเป็นชู้กับเมียพ่อค้าคนหนึ่ง เป็นคนไข้ของตัวทั้งผัวทั้งเมีย ผู้หญิงแก่กว่าสญชัย ๕ ปี แต่ว่าสวยหยดจริง ๆ ไม่เคยเห็นผู้หญิงสวยอย่างนั้นเลย ชื่อการเกด ผิวงามสมชื่อ เมื่อมีเรื่องกับหมอสญชัยอายุ ๔๐ แล้ว แต่ผู้หญิงอายุ ๒๕ ทำอะไรไม่ได้เลย ถึงลูกสาวการเกดเอง อายุ ๑๘ ก็ไม่น่าดูเท่า งามทุกอย่าง งามหน้า งามร่างท่าทางเยื้องกราย ผัวเขาขอเลิกทันที แต่เขาใจนักเลง จะเอาเงินเอาทองเท่าไหร่ เขาให้หมด แต่จะลับ ๆ ล่อ ๆ เขาไม่เอา ลูกเต้าเขาไม่ให้เกี่ยวข้องกับแม่กับพ่อเลี้ยงเลย

จะเป็นเพราะยังไงก็ไม่รู้ จะเป็นเพราะเขาขาดความไว้วางใจ หรือเขาไม่ชอบหน้าสญชัยที่กลายเป็นเศรษฐีไปเพราะเมียรวย หรือจะเป็นระยะมือตก สญชัยกลายเป็นหมอที่ไม่ค่อยมีคนไข้ ทั้งทางราชการก็ไม่ค่อยส่งเสริม ที่จริงคนไทยเราไม่เห็นจะจริงจังอะไรกับเรื่องอย่างนี้ นาน ๆ เขาก็ลืม แต่รายสญชัยนี่ ชาตาตกหมดตั้งแต่ได้กับการเกด

แต่เป็นอยู่อย่างนั้นไม่นาน ก็เกิดสงคราม เมื่อไปสงครามอินโดจีนก็ไปทำความดีความชอบ แล้วก็ต่อไปถึงสงครามมหาอาเซียบูรพา หยูกยาแพง หมอก็หายากันไม่ค่อยได้ หมอธรรมดา ๆ ก็มักทำอะไรกับไข้ไม่ได้ แต่สญชัยเป็นหมอจริงเมื่อหายาไม่ได้ ก็รู้จักแนะนำการพยาบาลที่ดีแทน ชื่อของสญชัยในฐานะหมอก็กลับเฟื่องฟูขึ้นมาอีก จนเลิกสงครามเขาก็ไปเรียนเพิ่มเติม กลับมาก็มีฝีมือใหม่กลับมา ชาตาก็กระเตื่องขึ้น ทางราชการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ อีก

แล้ววันหนึ่งการเกดก็ตายโดยปัจจุบันทันด่วน เป็นไข้อะไรอยู่สองสามวัน ไม่มีใครคิดว่าจะตาย แล้วยังไงรู้ไหม ลูก ๆ เขาสงสัยว่าหมอสญชัยฆ่า เพราะเวลานั้นหมอสญชัยไปแอบรักผู้หญิงฝรั่ง และผู้หญิงฝรั่งส่งคำขาดมาว่า จะหย่าเมียหรือจะเลิกกับเขา เรื่องมันบ้าสิ้นดี

เธอจำเรื่องครึกโครมในตอนนั้นไม่ได้เหรอ หมอสญชัยสู้คดีจนเกือบสิ้นเนื้อประดาตัว เบิกพยานเพื่อนหมอไม่รู้กี่ปาก มีคนพวกหนึ่งเขาก็ว่าเพื่อน ๆ หมอสญชัยช่วยกัน แต่ฉันรู้จักเพื่อนร่วมชั้นกันที่เป็นหมอ ที่ไปเบิกพยานให้หมอสญชัย เขาว่าไม่มีหลักฐานทางแพทย์ที่จะปรักปรำสญชัยจริง ๆ เขาเบิกความด้วยความบริสุทธิ์ใจ เขาว่าในใจเขาก็อดคิดว่าเจ้าสนฆ่าเมียไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าเขารู้ว่าการเกดเป็นโรคอะไรอย่างหนึ่ง ทำให้อยู่ด้วยกันเป็นเมียเป็นผัวไม่ได้ แล้วอายุก็ปาเข้าไปตั้งเท่าไหร่แล้ว แต่ว่าในทางแพทย์ ไม่รู้จะไปหาหลักฐานอะไร หมอที่ให้มรณบัตรก็ไปเป็นพยาน หัวใจมันหยุดไปเฉย ๆ มันเป็นไปได้นะ คนเรานี่น่ะ จะไปถือว่าไม่ได้เป็นอะไรแล้วก็บังเอิญตาย แล้วก็ไปโทษหมอมันก็ไม่ได้ แต่เมียตายแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรกับสญชัย ผู้หญิงฝรั่งเขาก็ไม่เห็นมาแต่งงานกับมัน แล้วเดี๋ยวนี้เมียสญชัยเป็นยังไงรู้ไหม ยายเอิบคนเลี้ยงลูกคนเล็กของการเกด อายุก็ปาเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เวลาเลี้ยงลูกนั่นมันอายุ ๑๘-๑๙ แต่ก็เห็นจะไม่แก่เกินหมอสญชัยหรอก เขาเปลี่ยนชื่อเป็นเอิบเอม แล้วเดี๋ยวนี้สญชัยก็ไม่ค่อยสนใจในวิชาการแล้ว กลายเป็นหมอประจบ เพื่อน ๆ เขาว่าเที่ยวรักษาคนใหญ่คนโต กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลเลยเวลาราชการไปครึ่งค่อนวัน เย็นลงก็ไปรักษาคนไข้ที่มีอำนาจวาสนา แต่ก็ไม่เลวหรอก ในที่สุดก็ได้ยศได้ตำแหน่ง เรียกว่าเป็นใหญ่เป็นโตไปคนหนึ่งในบรรดาเพื่อน ๆ กัน

หลังการรับประทานอาหารเย็นซึ่งคนเฝ้าบ้านได้ทำให้อย่างง่าย ๆ แต่ว่ามีรสอร่อยเพราะสิ่งประกอบล้วนเป็นของสดเก็บมาใหม่ ๆ จากสวนหรือจับมาจากแม่น้ำและทะเลแล้ว สองสามีภรรยาก็กลับมานั่งชมท้องฟ้ากันสองคนต่อไป ภรรยาไม่อยากดูลอดมุ้งลวด แต่สามีทนยุงไม่ได้ จะไปนั่งริมน้ำก็ไม่มีความสุข ที่บ้านพักนั้นมีเครื่องบำรุงบำเรอพร้อมมูล บางคนเปิดโทรทัศน์ แต่ปรากฏว่าภาพไม่ชัด ทำให้เกิดความรำคาญ แต่วิทยุกระจายเสียงบางสถานีฟังได้ชัดเจน และสถานีส่งกระแสคลื่นระบบ เอฟ เอม ก็อาจฟังได้ดี เพราะมีสายอากาศที่ติดตั้งได้เหมาะ แต่เพราะได้ทำกิจทางศาสนามาในตอนเช้า และเดินทางในตอนบ่าย ทั้งสองคนพร้อมใจกันไปพักผ่อน และนอนหลับไปด้วยกันด้วยความสบายทั้งกายและใจ เช้าขึ้น มีอาหารรสดีรับรองอีก อากาศก็ปลอดโปร่ง มีลมโชยมารวย ๆ น้ำในแม่น้ำกระเพื่อมแต่น้อย ๆ สองคนไปเที่ยวด้วยเรือหางยาวลำเล็กซึ่งเจ้าของบ้านจัดไว้ให้ ไปเที่ยวชมและศึกษาสภาพทางเศรษฐกิจและอื่น ๆ ในลำน้ำ แวะรับประทานอาหารแห่งหนึ่งริมน้ำ ซึ่งทั้งสองคนรับว่าเป็นการเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัย แต่สามีว่าไม่ต้องการรักษาตัวจนตัวเป็นนาย เมื่อชาวบ้านเขากินกันได้ คนไปจากกรุงเทพ ฯ ก็น่าจะกินได้ ภรรยาก็เอออวย ตัวเองได้ตั้งใจไว้ว่ากินก๋วยเตี๋ยวเรือ แต่หาไม่พบในเวลาที่ต้องการ เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พักผ่อนนอนกลางวัน อ่านหนังสือที่นำไปด้วยจนถึงเวลาอาหารเย็น ได้ชมดวงจันทร์กันอีกวันหนึ่ง แล้วสามีก็ทวงถามขึ้น

“นี่ นิทานของฉันจบไปเรื่องหนึ่งแล้ว เมื่อไหร่ฉันจะได้เป็นฝ่ายฟังของเธอล่ะ”

“เล่าของเธอไปก่อนดีกว่า นาน ๆ เธอจะยอมเล่าอะไรสักที เรื่องของผู้ชายน่าสนุก โลดโผน เรื่องของผู้หญิงจะไม่ค่อยน่าสนใจกระมั้ง”

“ที่จริง เรื่องไอ้เพลิงก็น่าสนใจ” สามีเต็มใจเป็นผู้บรรยายในคืนนั้น “แต่คืนพรุ่งนี้ เธอต้องสองเรื่องซ้อนนะ”

ครูเพลิง

เพลิงเป็นลูกคนธรรมดา พ่อแม่ไม่มีเชื้อสายเป็นขุนนาง และก็ไม่แปลกอะไรที่จะถูกส่งไปอยู่วัดเพื่อให้พระท่านให้การศึกษานอกหลักสูตร อยู่กับพระที่จังหวัดพิจิตรบ้านเกิดมาจนถึงเวลาจะต้องเรียนชั้นมัธยมเจ็ด ญาติที่รู้จักโลกมากกว่าหน่อยก็แนะนำพ่อแม่ของเพลิงว่า ควรเข้ามาเรียนในกรุงเทพ ฯ เพลิงก็เข้ามาเป็นลูกศิษย์วัดอีก มีพระที่ท่านเป็นญาติรับไว้ให้อาศัย ถูกลดชั้นไปชั้นหนึ่ง คือเรียนชั้นมัธยมหกซ้ำ แต่เพลิงก็เต็มใจ เพราะวิชาอ่อนกว่าเพื่อนเขาในชั้น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ

นอกจากอาศัยวัด เพลิงได้อาศัยญาติที่เป็นข้าราชการคนหนึ่ง มีบรรดาศักดิ์เป็นขุน เป็นญาติกันห่าง ๆ ท่านขุนคนนี้เป็นลูกคนธรรมดาเหมือนเพลิง เมื่อเด็ก ๆ มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะได้มีบรรดาศักดิ์ อยากเป็นขุนนางกับเขาบ้าง เพราะอยู่บ้านนอก ใครได้เป็นหมื่น เป็นขุน ก็มีหน้ามีตา ท่านผู้นี้มีมันสมองดีพอใช้ เรียนหนังสือเก่ง จบมัธยมหกแล้วก็รีบสอบวิชาครู แล้วก็เป็นครู ขะมักเขม้นสอนและรับอาสาผู้บังคับบัญชาในสมัยนั้น แสดงความขยันขันแข็งมาก ไม่ช้าไม่นานก็ได้เป็นศึกษาธิการจังหวัด พอมีหวังจะได้เป็นคุณหลวง สมัยนั้นดูเหมือนเรียกธรรมการจังหวัด ก็เปลี่ยนการปกครองเลยเป็นท่านขุนติดตัวมาจนออกจากราชการ ท่านบ่นเสมอ เพลิงเล่า ว่าไม่อยากมีบรรดาศักดิ์นี้ติดตัว มันฟ้องหลายอย่าง อย่างที่หนึ่งแสดงว่า ไม่ใช่นักเรียนนอก เพราะนักเรียนนอกโดยมาก ทำงานสองสามปีก็เป็นหลวง แล้วก็ไม่ใช่พวกตระกูลขุนนางเก่า ยิ่งราชตระกูล ราชนิกุลแล้ว น้อยนักจะได้เป็นขุน ถ้าทำงานไม่ดีก็เป็นนายนั้นนายนี่อยู่อย่างเดิม คนไหนท่านจะปลูกฝังเลี้ยงดู ท่านก็จะรีบให้เป็นหลวง

แต่แม้บรรดาศักดิ์ขุนก็ยังมีความหมายแก่ท่านไม่น้อย เมื่อตอนเขาให้คืนบรรดาศักดิ์กัน ท่านก็โกรธแค้น แต่ท่านก็มีหลักในการโกรธแค้นของท่าน ท่านว่าท่านได้บรรดาศักดิ์ก็โดยพระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน นี่ทางราชการบอกเลิกบรรดาศักดิ์โดยพระเจ้าแผ่นดินท่านก็ไม่ได้ทรงทราบอะไรด้วย รัชกาลที่แปดท่านยังทรงพระเยาว์อยู่เมืองสวิสเซอร์แลนด์ ในเมื่อว่ากันว่าจะมีระบบราชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญ ก็ไม่น่าจะเลิกล้มสิ่งที่ควรระลึกถึงกษัตริย์เสียเฉย ๆ เพลิงเล่าว่าท่านมีความเห็นว่าคนที่เป็นหลวงหรือขุนหรือพระหรือพระยาควรโกรธเท่ากัน คนที่ไม่โกรธแปลว่าเนรคุณ ท่านเป็นขุนท่านยังโกรธ คนเป็นพระยาไม่โกรธก็ใช้ไม่ได้

นายเพลิงนำเรื่องที่ท่านขุนปรารภไปเล่าให้พระที่ท่านให้พะพิง ท่านบังเอิญมีบรรดาศักดิ์ หรือที่ถูกสมณศักดิ์ ท่านเห็นด้วย ท่านว่าเขาโกรธเป็นหลักการ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แล้วท่านยังว่าต่อไปว่า สมณศักดิ์น่าจะคิดเลิกไม่ยักมีคนคิด บรรดาศักดิ์ช้างก็ไม่เลิก คุณพระเศวตคชเดชดิลก ช้างเผือกของรัชกาลที่เจ็ดก็ยังมีบรรดาศักดิ์อยู่ แล้วบรรดาศักดิ์สตรีก็ไม่เลิก คุณท้าวอะไรต่ออะไรในวังก็ยังมีอยู่ ทำไมเลิกแต่บรรดาศักดิ์ราชการฝ่ายหน้า นายเพลิงฟังแล้วไม่เข้าใจในเวลานั้น แต่เขาว่า ตั้งแต่นั้นเขาก็จำไว้ในใจเขาว่า ไอ้เรื่องยศศักดิ์นี่มันยุ่งนัก ทำงานโดยไม่ต้องพะวงกับยศศักดิ์เป็นดีที่สุด เมื่อเรียนจบชั้นแปดแล้วก็คิดจะไม่ทำราชการ แต่ก็ไม่มีทางจะทำมาหากินอย่างไร ถ้ากลับบ้านก็คือไปทำนา พ่อแม่ก็ว่าเสียแรงสละเงินให้เล่าเรียนเป็นนานสองนาน พอจบก็กลับไปทำนามันจะยังไงอยู่ละกระมัง นายเพลิงก็ไม่มีใครจะแนะนำแม้แต่ให้เข้ามหาวิทยาลัยเกษตร แต่มีเพื่อนแนะนำว่าเป็นครูแหละดีชาติกำลังต้องการ หนทางที่จะรับสินบาทคาดสินบนก็ไม่มี ไม่มีทางจะทำบาปเลยมีแต่จะเป็นพระคุณเท่านั้น เจ้าคุณที่วัดท่านก็แนะนำให้ไปสมัครเป็นครูประชาบาลไปพลาง แล้วก็ให้เรียนสอบวิชาครูทีละขั้น ๆ ตามคำแนะนำของคนที่ท่านรู้จัก นายเพลิงก็ทำตาม ค่อยทำงานและค่อยสอบมาจนได้วิชาครูประโยคประถม สอบตกสองสามครั้ง กว่าจะได้ที่เขาเรียกว่า ป.ป. แล้วจึงไปทำงานที่พิจิตร เป็นครูที่โรงเรียนมัธยมเป็นที่เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูลอย่างน่าชื่นชมทีเดียว

เพลิงเป็นครูด้วยความภาคภูมิใจอยู่ได้ ๙ ปี ไม่เคยได้ขึ้นเงินเดือนเลย ระหว่างนั้นสังเกตว่ามีเพื่อนครูบางคนเขาได้เงินเดือนขึ้นกันไปถึง ๘๐ บาท โดยที่เขาเป็นครูเพียง ๒-๓ ปี เกิดสงสัยขึ้นมาจึงไปถามไถ่ที่แผนกศึกษา ถึงได้รู้ว่าเขามีการสอบ ป.ม. กัน ทีนี้จะทำยังไงถึงจะสอบ ป.ม. กับเขาได้บ้าง เมื่อปรึกษาพ่อแม่ดู พ่อแม่บอกว่าให้แต่งงานเสียก่อนแล้วค่อยคิดต่อไป เพราะได้หมั้นลูกสาวคนรู้จักกัน เขามีนาจำนวนถึง ๒๐๐ ไร่ อยู่จังหวัดสิงห์บุรี ได้นัดจะไปทำพิธีหมั้นไว้แล้ว นายเพลิงอัดอั้นตันปัญญาเต็มที แต่หนทางที่จะได้ ป.ม. นั้น จะต้องพึ่งพ่อแม่ จึงตกลงไปหมั้นผู้หญิง คู่หมั้นเขาเป็นญาติกันกับศึกษาธิการจังหวัด เขารับว่าจะจัดการให้ได้เข้าโรงเรียนที่เขาสอนวิชา ป.ม. ให้ได้ อีกหกเดือนต่อมานายเพลิงก็แต่งงาน แต่ยังพาเจ้าสาวไปบ้านที่จังหวัดพิจิตรไม่ได้ เพราะศึกษาธิการบอกว่า ถ้าทางโรงเรียนรู้ว่ามีเมียแล้วเขาอาจไม่รับเป็นนักเรียน นายเพลิงรักวุฒิ ป.ม. มากกว่าเจ้าสาว จึงรอเข้าโรงเรียน

ศึกษาธิการมาวิ่งเต้นด้วยวิธีใดไม่ทราบ ในที่สุด นายเพลิงก็มาสอบเข้าโรงเรียนฝึกหัดครูได้ ทั้งที่นายเพลิงทำงาน ๙ ปีแล้ว นายเพลิงไม่รู้สึกว่าตัวมีอายุมากกว่านักเรียนอื่น ๆ เท่าใดนัก คนที่อายุมากเท่า ๆ นายเพลิงมีหลายคน แต่มีข้อตกลงระหว่างคนที่มีอายุเหล่านี้กับกระทรวง คือจะต้องไปสอนตามที่กระทรวงต้องการเมื่อจบการเรียนแล้ว ไม่มีการเซ็นหนังสือสัญญาหรืออะไรกัน เป็นแต่เข้าใจกันและหลายคนเคยเป็นครู ป.ป. มาแล้ว แต่สมัยนั้นไม่มีการอนุญาตให้ลาเรียน ใครอยากเรียนต้องลาออกจากราชการไป การไปเรียนเพลิงต้องพึ่งเงินพ่อแม่ส่ง และเมื่อจบแล้วศึกษาธิการจังหวัดสิงห์ต้องการให้ไปสอนที่จังหวัดสิงห์บุรี ถึงจะละล้าละลังอย่างไร ก็ต้องกัดฟันเรียนไปก่อน เขาว่า

เพลิงอยู่โรงเรียนเวียนวิชาครู ๓ ปี จบแล้วก็ไปเป็นครูจังหวัดสิงห์บุรี พ่อแม่ไม่พอใจเลย แต่เพลิงชี้แจงให้ฟังว่า ถ้าจะทำราชการก็ต้องหวังความก้าวหน้า ถ้าเพื่อนฝูงเขาได้เงินเดือนเลยหน้าไป ตัวจะอยู่หลังแล้วเผี่อมีตำแหน่งอะไรมีโอกาสจะเลื่อน คนที่ได้เงินเดือนสูงกว่าเขาก็จะต้องได้เลื่อนก่อน

คนรุ่นนี้ต้องผ่านสงครามญี่ปุ่นในตอนที่ชีวิตกำลังฉกรรจ์ทุกคน ตามปรกติในจังหวัดสิงห์บุรีไม่มีใครได้มีประสบการณ์อะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมากนัก สมัยนั้นข้าวปลาอาหารยังบริบูรณ์ ยิ่งคนที่มีฐานะอย่างเมียของเพลิงกับตัวเพลิงจะมีความเดือดร้อนก็เวลาเจ็บไข้ เป็นมาเลเรีย ต้องกินยาควินินน้ำขม ๆ กันแท้ ๆ แทนที่จะได้กินยาควินินเม็ดๆ เท่านั้น และเพลิงก็ผ่านสงครามมาโดยไม่เจ็บไข้อะไรที่ทำให้เดือดร้อนมากนัก แต่ว่าคืนหนึ่งจวนสงครามจะเลิกแล้ว ในเวลาเกือบจะสาง ๆ มีคนมาเรียกที่ประตูบ้านที่ริมน้ำ เพราะบ้านเพลิงอยู่ริมน้ำ เพลิงกลัวว่าจะเป็นพวกขโมยเพราะกำลังมีพวกขโมยควายมากขึ้น แต่เกิดนึกว่าอาจเป็นเพื่อนบ้านเจ็บไข้ จึงจุดตะเกียงลงไปที่หัวบันไดแล้วถามว่า “ใคร ผมเป็นครูจน ๆ นะครับ ช่วยอะไรใครไม่ค่อยได้หรอก” มีเสียงกระซิบตอบมาว่า “ไม่ใช่คนร้ายครับ คนดีแต่เจ็บ ลงมาที่เรือหน่อย ผมแย่จริง ๆ”

เพลิงกลัวว่าจะมีคนเจ็บจริงแล้วการที่เขาไม่ช่วยเหลืออาจทำให้ตายได้ กลัวว่าจะรู้สึกบาปติดใจไปนาน จึงคิดเสี่ยงลงไปที่ท่าน้ำ พบคนชาวบ้านสองคนเอาฝรั่งนักบินที่กระโดดร่มลงมาเพราะเรือบินตก แจวมาจากไหนไม่ทราบ บอกว่าจะเอาไปส่งกรุงเทพ ฯ เพราะกลัวว่าถ้าตกไปถึงมือญี่ปุ่นก็จะถูกฆ่าตายไม่ต้องสงสัย ฝรั่งซ่อนอยู่ใต้ฟางในประทุนเรือ มีกระเทียมมีหอมบรรทุกเต็มเรือเพื่อพรางตา ขณะนั้นคนเรือคนหนึ่งเกิดเป็นไข้จับสั่นขึ้นมาเดินทางไปไม่ไหว ขอแวะอาศัยสักคืนหนึ่งหรือสองคืน เพลิงเคยได้ยินเขาเล่าลือกันถึงคนไทยที่ช่วยฝรั่ง ไม่ได้คิดว่าจะพบกับตัวเองเลย เมื่อซักถามตำแหน่งที่ที่พบฝรั่ง ได้ความว่าอยู่เหนือน้ำขึ้นไปมาก ชาวบ้านสองคนนั้นแจวเรือมาได้สองวัน และดูเหมือนจะหลงคุ้งน้ำแต่ไม่มีเวลาซักมากกว่านั้น เพราะคนที่เป็นไข้หนาวสั่นจริง ๆ เพลิงจึงเสียสละยาที่เก็บเอาไว้เผื่อตัวเองและเมียเป็นไข้ให้ชาวบ้านคนนั้นกิน แล้วก็ปล่อยให้ชาวบ้านจอดเรืออยู่ เอาฝรั่งขึ้นไปซ่อนในฉางข้าว พอตกค่ำชาวบ้านนั้นก็ลาไป

เพลิงไม่ได้คิดถึงฝรั่งอีกเลย เลิกสงครามแล้วเขาก็ได้เลื่อนเป็นครูใหญ่ ต่อมาไม่นานในกระทรวงศึกษามีการได้รับความช่วยเหลือเป็นทุนให้ครูไปต่างประเทศกัน เพื่อนฝูงคนนั้นคนนี้เขาได้ทุกวัน โดยมากเป็นคนที่มีปริญญา ได้อยู่มหาวิทยาลัย เมื่อเขากลับมาจากต่างประเทศ เขาก็เอาความคิดแปลกๆ ต่าง ๆ มาเผยแพร่ ครั้งหนึ่งมีประชุมอบรมครูใหญ่ เพลิงได้ยินเขาออกความเห็นวิธีการสอน และอะไรต่าง ๆ ของเมืองไทยใช้ไม่ได้หลายอย่างหลายประการ รู้สึกขัดใจ แต่จะเถียงเขาก็ไม่มีอะไรจะไปเถียง นอกจากนั้นเพลิงยังได้รู้เรื่องที่ออกจะถูกใจ และทำให้ตกใจปนกันจากเขา คือการสอบไล่ของเมืองไทยนั้นเอาแน่อะไรไม่ได้ คนที่เรียนดี ๆ อาจสอบตกก็ได้ ที่เรียนไม่ดีอาจสอบได้ก็ได้ เพลิงนึกถึงที่ตัวต้องสอบตกเมื่อเรียนเอา ป.ป. หลายหน ก็เกิดสนใจอยากไปต่างประเทศอย่างมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

แต่อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็ได้รับจดหมายส่งมาจากประเทศอังกฤษฉบับหนึ่ง แจ้งว่า ฝรั่งคนที่เขาได้ช่วยเหลือนั้นได้พยายามสืบหาเขา และพยายามจะติดต่อกับเขา จนในที่สุดได้ลองเขียนจดหมายมาที่เขา ณ ตำบลที่อยู่เดิม ซึ่งได้สืบได้จากคนไทยคนหนึ่ง เขาอยากทราบว่าจะมีอะไรที่ฝรั่งจะช่วยเหลือเพลิงได้บ้าง เพลิงจึงตอบจดหมายไปว่าขณะนั้นเขาอยากไปเรียนต่อที่อเมริกาเหลือเกิน แต่ไม่รู้หาหนทางไปได้อย่างไร จดหมายของเขาเงียบไปช้านานสองปีเห็นจะได้ แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้รับจดหมายอีกฉบับหนึ่ง จากฝรั่งอีกคนหนึ่งบอกแก่เขาว่า เขามาเป็นผู้เชี่ยวชาญการศึกษาที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นที่ทดลองการศึกษาแผนใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการด้วยความช่วยเหลือของยูเนสโก เขาเป็นอาจารย์ใหญ่วิทยาลัยที่ออสเตรเลียตะวันตก เพื่อนของเขาคนหนึ่งเป็นคนอังกฤษได้ขอให้เขาพยายามช่วยเหลือเพลิงให้ไปต่างประเทศ ถ้าเขาสามารถช่วยได้เขาต้องการพบเพลิง

เพลิงได้ไปออสเตรเลีย ไปเรียนโดยความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญนั้น และความช่วยเหลือของคนอังกฤษที่เขาได้ซ่อนในฉางข้าวของเขา เมื่อกลับมาแล้วนึกว่าจะได้ใช้วิชาความรู้ที่ไปเรียนมาในการฝึกหัดครูหรือการสอน แต่กระทรวงยกย่องให้ไปเป็นศึกษาธิการจังหวัด

เขาย้ายจากสิงห์บุรีไปอยู่จังหวัดหนึ่งที่มีโรงเรียนฝึกหัดครู ตอนนั้นแผนงานฝึกหัดครูเปลี่ยนหมด แต่มีเหมือนของเก่าเหลืออยู่คือ ศึกษาธิการจังหวัดมีช่องที่จะช่วยให้นักเรียนคนไหนเข้าโรงเรียนฝึกหัดครูได้ และช่วยให้ได้มาเรียนต่อเอาประกาศนียบัตรที่สูงขึ้นต่อไปได้ วันหนึ่งๆ ในระยะใกล้จะสิ้นปีการศึกษา เพลิงจะถูกญาติมิตรมาหา มาฝากลูกของตัว ลูกของเพื่อน หลานของภรรยา ลูกของเพื่อนภรรยา ลูกของเพื่อนของกรมการจังหวัด ปีหนึ่งๆนับเป็นสิบ ๆ ราย การช่วยเหลือกันแบบนี้คนที่ไม่เคยอยู่หัวเมืองจะนึกว่าเป็นเรื่องง่าย เมื่อไม่เห็นชอบก็ไม่ต้องรับฝากให้ใคร ให้ใช้ความสุจริตของตัวเป็นเกราะบังศาสตร์พร้อง แต่ว่าหาใช่เช่นนั้นไม่ ทั้งญาติและมิตรไม่ได้แปลความว่าการไม่ช่วยเหลือลูกหลานของเขาเป็นความสุจริต การไม่ช่วยเหลือญาติมิตรเป็นการไม่รักพวกรักพ้อง เป็นคนพึ่งพาอาศัยไม่ได้ ทั้งงานส่วนตัวและงานราชการก็เสียไปหมด เพลิงก็ต้องใช้เดินสายกลาง ขี้ปดบ้าง ช่วยเหลือคนที่พอช่วยได้บ้าง เอาใจคนที่ต้องเอาใจหรือที่กลัวเขาบ้าง อยู่ที่ไหน อยู่ที่ไหนหลายปีเข้าก็ขอย้ายไปเสียบ้าง อยากกลับไปอยู่สิงห์บุรีก็กลับไม่ได้ เพราะเป็นจังหวัดเล็กไม่ก้าวหน้าทางราชการเช่นจะได้เป็นชั้นเอก ก็ต้องอยู่จังหวัดที่มีจำนวนครูมากจำนวนนักเรียนมาก

ยิ่งทำราชการก็ยิ่งจนลง เพลิงไม่เข้าใจเลย ทุกเดือนเพลิงต้องขอยืมเงินแม่บ้าง น้องสาวที่เขาทำนารับจำนองบ้าง ทำอะไรหลายอย่างที่หาเงินมาได้ ทำไมเขาถึงมีเงินมากกว่าเพลิง ทำไมเขาหารายได้มากกว่ารายจ่ายน้อยกว่า เพื่อนฝูงที่ปรึกษากันเขาก็ว่า การที่จะทำราชการให้ก้าวหน้าต้องหาทางเข้าใกล้ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่คือคนที่มีอำนาจเหนือตนในราชการ ในจังหวัดก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นต้น เพลิงเข้ากรุงเทพ ฯ ครั้งหนึ่ง ๆ กลับออกมาต้องมีของดี ๆ มากำนัลท่านและคุณนายท่าน บางคราวก็ถูกคลังจังหวัดฝากซื้อของ หรือเพื่อนข้้าราชการแผนกที่เพลิงต้องอาศัย เมื่อซื้อไปให้แล้วก็ต้องแข็งใจบอกว่า ไม่เอาสตางค์หรอกของเล็กน้อยเท่านั้น และเวลาเข้ากรุงเทพ ฯ ก็ต้องมีของฝากจากต่างจังหวัด ยิ่งเจ็บปวดมากตอนที่ย้ายไปอยู่จังหวัดใหญ่ขึ้น มีคนใหญ่คนโตไปตรวจราชการมากขึ้น มิหนำในจังหวัดนั้นมีชื่อเสียงในการทอผ้าไหมยกดิ้น ตอนนี้ถูกสั่งให้ช่วยหาคนทอผ้าไหมยกดิ้นงามๆ ให้สักห้าหกผืน เพลิงก็ทอให้เสียให้ครบเจ็ดสีตามตำรับ ผืนหนึ่ง ๆ ราคาเหยียบพันบาท จะทำยังไงดี มีทางเดียวคือขอเรี่ยไรลูกน้องทั้งจังหวัด แต่วิธีเรี่ยไรนั้นจะทำอย่างไรลูกน้องถึงจะไม่รู้ว่าเรี่ยไรไปให้ค่าผ้าไหม และทำอย่างไรท่านผู้ใหญ่ถึงจะไม่รู้ว่าเพลิงได้ช่วยเหลือตนด้วยวิธีที่เพลิงก็ไม่แน่ใจว่าท่านจะพอใจหรือเปล่า เพราะท่านบอกแต่ว่าท่านให้สั่งให้เขาทอ และตัวท่านก็ไม่ได้สั่งเอง คนในครอบครัวท่านเป็นคนสั่ง

ถึงตอนนี้ อายุของเพลิงครบ ๕๕ เกิดได้พบคนๆหนึ่งโดยบังเอิญอย่างเหลือเกินที่ท่าเรือพระพุทธบาท อะไรดลใจให้เพลิงไปที่ท่าเรือ เพราะพระพุทธบาทก็ไปได้ทางถนนรถยนตร์อย่างชั้นที่หนึ่ง แล้วถนนมิตรภาพก็เสร็จแล้ว เพลิงเดินเล่นลงไปที่ริมแม่น้ำพบชายสองคนนั่งเอาเท้าแกว่งเล่นในน้ำจากหัวเรือประทุนของเขา คนหนึ่งเงยหน้าขึ้นสบตาเพลิงแล้วก็จ้องดูอย่างเอาใจใส่จนเพลิงรู้สึกไม่พอใจ แล้วในทันใดนั้น เขากระโดดลงไปในน้ำแล้วท่องน้ำมาขึ้นบกที่ริมตลิ่ง แล้วเขาเรียกเสียงดัง “ครู ครูเพลิงใช่ไหม”

นานแล้วไม่มีใครเรียกเพลิงว่า ครูเพลิง เขามีความรู้สึกปลอดโปร่งในหัวอกชอบกล เหมือนกับทุกครั้งที่เขาเห็นเรือนไทยริมฝั่งแม่น้ำอย่างที่เขาเคยอยู่กับพ่อแม่ที่จังหวัดพิจิตร และกับภรรยาที่จังหวัดสิงห์บุรี เขาหันไปดูหน้าชายคนนั้น เขาคิดไม่ออกว่าเป็นใคร ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้เขาแล้วว่า “ครูแก่ไปแยะนะ ผมก็แก่เหมือนกัน แต่ผมนึกยังไงว่าใช่แน่” ชายคนนั้นคือที่เพลิงให้ยาควินินกินในระหว่างสงคราม

ต่างคนถามถึงทุกข์สุขของกันและกัน เพลิงชวนให้เขาไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้านขายเครื่องดื่ม เขาก็ไปด้วย เพลิงหันหน้าหันหลังสั่งคนที่อยู่ในเรือให้ดูแลของให้ดีเหมือนเป็นห่วงอะไรที่สำคัญ เมื่อไปนั่งที่ร้านกาแฟ เพลิงก็ถามถึงฝรั่งที่เขาช่วยพาไปส่งให้รอดชีวิต ชายคนนั้นกล่าวว่า “ผมช่วยฝรั่งไว้สองสามคน คนไหนก็ไม่รู้ที่มันส่งข่าวถึงผม ให้เพื่อนมาสืบถามจนพบผมว่าจะให้ช่วยเหลืออะไรบ้าง แล้วเพื่อนของเขาก็ช่วยเหลือให้ลูกผมเรียนหนังสือ เวลานี้เขาจบได้ปริญญาโก้ไปแล้ว ผมเลยไม่ได้เห็นหัวมันมากี่ปีแล้วก็ไม่รู้” เพลิงถามเรื่องครอบครัวของชายคนนั้นต่อไป ถามถึงการทำมาหากิน ได้ทราบว่าเดิมเขาเป็นชาวพิษณุโลก แต่ในขณะนั้นเขาล่องเรือไปมาระหว่างเมืองตากกับลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง บางคราวก็ไปถึงกรุงเทพ ฯ แต่โดยมากเขาไปเพียงแค่อยุธยา “มีคนเขามาทำปลาร้าที่อยุธยาเอาไปขายภาคอิสาน บางทีเขาหารถไฟไม่ทัน เขาต้องการเรือบรรทุกไปบากน้ำโพ ผมก็ได้ของบรรทุกเรือผม ก็ไปๆ มาๆ อยู่ยังงี้ เรามันคนชาวบ้านไม่คิดอะไรให้ไกลไปหรอกครู เจ้าลูกชายเขาไปได้ดีก็ดีแล้ว เขาก็ไม่ต้องรบกวนเราก็เรียกว่าดี” แล้วในทันใดนั้น เขาทำเหมือนคิดอะไรออกได้อย่างหนึ่ง เขาถามเพลิงว่า “นี่ครูกำลังจะไปไหน จะไปบางกอกหรือเปล่า” เพลิงรับว่าเขาลงมาจากโคราชและกำลังจะเข้ากรุงเทพ ฯ แวะนมัสการพระพุทธบาทเพราะความไม่สบายใจอยากไหว้พระ แล้วคิดว่าจะเลยเข้าไปกรุงเทพ ฯ ภายในวันนั้น และคิดว่าคงมีเวลาเข้าไปถึงก่อนค่ำถ้าออกเดินทางเร็ว

ชายคนนั้นรีบขอร้อง “ผมฝากของครูไปให้เพื่อนผมหน่อยได้ไหม เขาชื่อขัน อยู่ตรงทางจะเข้ากรุงเทพ ฯ ใกล้ ๆ กับที่เรือบินมันขึ้นๆ ลงๆ น่ะ ถ้าครูจะเข้ากรุงเทพ ฯ จากอยุธยา พอไปถึงทางแยกจะไปสนามบินครูก็ขับไปทางนั้นเลย ที่มีวัดงาม ๆ เลยไปหน่อยก็เห็นบ้านเขา ทาสีฟ้า อยู่กลางทุ่งทางขวามีทางรถยนตร์เข้าได้สบาย เป็นถนนส่วนตัว ครูเอาของไปฝากให้ผมทีเถอะ ผมไปรับเพื่อนมาอีกต่อหนึ่ง ทีแรกว่าจะเข้ากรุง แต่ทีนี้เกิดมีสินค้าอยากจะไปปากน้ำโพเสียแล้วไม่ลำบากอะไรนักหรอก ผมว่าครูกรุณาแล้วเป็นสำเร็จ”

พอเขาพูดจบเขาก็วิ่งจากที่นั่งลงไปที่เรือของเขา ไปค้นหาของอยู่ไม่นานนัก แล้วก็วิ่งกลับมาเอาห่อของมีขนาดใหญ่ประมาณหีบรองเท้าส่งให้เพลิง

“เผื่อไปหาบ้านเขาไม่ถูก ไปส่งผิดที่จะทำยังไง”

“ต้องไปให้พบตัวนายขัน เขาเป็นคนดูออกง่าย ผมเขาดำครึ่งหัวข้างหลัง หงอกครึ่งหัวข้างหน้า แล้วคิ้วหงอกขาว ถ้าหาตัวเขาไม่พบก็ไม่ต้องให้ไว้กับใครครู เก็บไว้เอง ถ้าผมหาทางติดต่อกับเขาได้ ผมจะให้ไปหาครูที่โคราชถ้าเขาเงียบหายไป เห็นนานนักครูจะทิ้งเสียหรือจะเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่”

“อะไรล่ะ ในนี้” เพลิงถาม

“ของกินธรรมดา ๆ เก็บได้นานไม่เสีย เอาเถอะผมลาละ” แล้วเขาก็กระวีกระวาดลุกขึ้น แล้วบอกว่ากลัวจะค่ำให้เพลิงรีบเข้ากรุงเทพฯ

เพลิงรับเอาห่อนั้น มาโดยไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก เพราะความคิดแล่นไปไกลถึงยามที่เขาเป็นหนุ่ม ไม่มีความยุ่งยากใจเหมือนในขณะนั้น เขากลับมาขึ้นรถแล้วก็ขับเข้ากรุงเทพฯ ตอนเข้าถึงกรุงเทพ ฯ เขาใจลอยลืมของที่รับฝากมา ขับตรงไปยังโรงแรมที่เคยพัก แล้วก็กินอาหารแล้วเข้านอน ตื่นขึ้นเช้าถึงนึกถึงห่อนั้นได้ไปหยิบออกมา แล้วเกิดเฉลียวใจอยากดูว่าอะไรอยู่ในนั้น แก้ออกมาดูมีกระดาษห่ออยู่หลายชั้น แก้หลายชั้นแล้วจึงถึงหีบสังกะสี ในหีบสังกะสีมีห่อสองห่อ แก้อีกหลายชั้นถึงของที่อยู่ข้างใน พอเห็นก็ใจหายวาบ อะไรรู้ไหม เดาได้ไหม “ฝิ่น”

เพลิงมองดูเจ้าวัตถุสีน้ำตาลแก่อยู่นาน แล้วถึงเรียกสติได้ รู้จักเพื่อนเป็นตำรวจอยู่หลายคน จัดการโทรศัพท์จนได้เพื่อนคนหนึ่ง อ้อนวอนให้เขามาหาที่โรงแรม เมื่อได้เพื่อนตำรวจมาถึงโรงแรมแล้วจึงมอบให้เขา

เพลิงเดาไม่ถูกว่าทำไมชายคนนั้นจึงฝากเพลิงมาด้วยวิธีนั้น เจ้าห่อนั่นทำให้เขาถูกสืบสวน สอบสวน ไต่สวน จนเกือบไม่มีสติจะทำอะไร หนังสือพิมพ์แอบรู้ได้อย่างไรไม่ทราบ เอาไปพาดหัวว่า ศึกษาธิการค้าฝิ่น กระทรวงรับบัตรสนเท่ห์เล่าถึงความประพฤติของเพลิง ล้วนไปในทางไม่ดี เรื่องไม่ดีทั้งหลายออกมาหมด เรื่องดีไม่มีใครเสนอกระทรวงกันเลย เมื่อได้ถูกสอบสวนจนตำรวจแน่ใจว่าเขาบริสุทธิ์จริงในเรื่องนี้ ทั้งที่เขาไม่สามารถบอกชื่อคนที่ฝากตำรวจก็เลิกไป นายขันนั้นหาตัวไม่พบ แต่เพลิงตัดสินใจว่า เป็นเทพสัญญาณให้เพลิงออกจากราชการ ก็เลยลาออกไปบวชอยู่ที่บ้านเดิมสองพรรษา ระหว่างบวชก็แปลก ลูกศิษย์ลูกหาเก่า ๆ พากันมาแสดงน้ำใจ ส่งข้าวของมาถวายพากันไปเยี่ยม แล้วเพลิงก็สึกเพราะไม่มีวาสนาบารมีที่จะบวชต่อไป เดี๋ยวนี้ก็ช่วยพ่อตาแม่ยายดูแลสวนและนาตามมีตามเกิดอยู่ที่สิงห์บุรี ฉันมีจดหมายไปขอร้องเป็นพิเศษให้ลงมางานซายิดของเรา เพราะชีวิตของเขาประทับใจฉันไม่ลืมเลย

วันรุ่งขึ้น ฝนโปรยตั้งแต่เช้าตรู่จนสายก็ยังไม่หาย แต่แม่น้ำก็ยังน่าดู ภรรยาขอลงมานั่งใต้ถุนเรือน เพราะเบื่อมุ้งลวด สายเข้าแดดส่องออกมาให้พรรณไม้ต่าง ๆ ชูก้านชูใบให้ชมสีเขียวสดสวย แต่แล้วพระพิรุณก็กรุณาโปรยปรายลงมาอีก แล้วตกหนักขึ้นจนละอองสาดกระเซ็นทั่วใต้ถุนบ้าน ไม่ว่าจะแอบไปนั่งมุมใด สามีจึงชวนขึ้นเรือน แล้วก็ทวงนิยายชีวิตเพื่อนร่วมปีเกิด

“เธอเล่าเรื่องเพื่อนของเธอไปซิ เดี๋ยวจะกลับบ้านเสียก่อน ฉันขาดทุน”

ภรรยานึกอยู่ครู่หนึ่ง “เพื่อน ๆ ฉันชีวิตเขาน่าสนใจกันหลายคน แต่เล่าเรื่องคนที่เรารู้ใกล้ชิดที่สุดคงจะสนุกกว่า เรื่องของจารวีดูเหมือนจะโลดโผนไม่แพ้ผู้ชาย”

“จารวี ฉันจะถามนานแล้ว คนอายุเท่านี้คงจะไม่ได้ชื่อโก้เก๋มาแต่เดิม แล้วก็แกก็ไม่ใช่เลือดเจ้านายอะไรมาใช่ไหม”

ภรรยาหัวเราะเบา ๆ “เดิมเขาชื่อเบญจา แล้วเปลี่ยนเป็นเบญจพรรณ เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นจารวีเมื่อได้สามีคนปัจจุบัน แล้วฉันก็เลยเรียกเขา จา เหมือนอย่างที่เคยเรียกมาตั้งแต่รู้จักกันมาแต่เด็กๆ”

“รู้จักกันแต่เด็กเทียวเหรอ เขาว่าแกซุกซนไม่ใช่เรอะ เป็นเพื่อนเธอยังไงกัน” สามีถาม

“เอ้า จะเล่าให้ฟัง แล้วเธอจะมีความเห็นว่ายังไงก็ว่าทีหลัง”

จารวี

จารวีไม่ใช่ลูกคนธรรมดา เป็นลูกคนจน พ่อเขาเป็นเสมียนทำงานที่ไหนก็จำไม่ได้ ดูเหมือนไม่เคยถาม จำได้ลาว ๆ ว่ามีร้านขายของเบ็ดเตล็ด มีกะปิ หอม กระเทียม ผักต่าง ๆ อยู่ริมคลองศาลาแดงใกล้กับบ้านฉัน แต่ว่าใครจะว่าจารวีเป็นเด็กที่ร้านผักไม่ได้ เขาจะเถียงว่าพ่อเขาเป็นเสมียน แต่ครอบครัวยากจนเพราะมีลูกตั้ง ๘ คน จารวีชอบเข้ามาเล่นในบ้านกับเด็ก ๆ คุณป้าฉันเป็นคนออกเงินให้จารวีไปโรงเรียนเดียวกับฉัน เพราะท่านชอบเด็กฉลาดแล้วก็มีความคิดก้าวหน้า ท่านอยากให้เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือหมด ตัวท่านอยากเรียนแล้วไม่ได้เรียน เลยพอมีเงินของตัวเอง ท่านเลยทำการสังคมสงเคราะห์ของท่านคนเดียว ถึงทุกวันนี้ยังสนใจกับสิทธิสตรีอะไรต่ออะไรอยู่ ฉันกับคุณป้าไม่เคยเบื่อเลย แต่เดี๋ยวนี้อยู่ไกลๆ กัน นานๆ ถึงจะมีเวลาไปหาท่านสักหนหนึ่ง อยากมีรถยนตร์ อยากมีคนขับก็เพราะเรื่องนี้ คิดถึงใครให้ได้ไปหา ๆ เสีย มันใกล้เวลากันเข้ามาทุกคนแล้ว อีกหน่อยก็จะพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว

ในสมัยนั้น ที่เลยศาลาแดงลงไปเป็นที่ไกลเมือง มีคนไปปลูกบ้านกันอยู่ไม่กี่คน ถนนสีลมกับถนนสาธรเป็นแดนของฝรั่ง มีบ้านฉันไปปลูกอยู่ใกล้ ๆ คลอง แต่ไม่ได้อยู่ริมคลอง บ้านจารวีเหมือนแพกลาย ๆ เสายื่นลงไปในคลองเลย ร้านเรือนก็เลยออกไปในคลอง มีน้ำอยู่ใต้ชาน เวลาน้ำขึ้นเต็ม ๆ ฉันชอบเหลือเกิน ไปหัดว่ายน้ำที่บ้านของจารวีจนว่ายเป็น

จารวีเรียนหนังสืออยู่ถึงชั้นสามหรือเทียบเท่ามัธยมสี่สมัยนี้แล้วก็เลิกเรียน แม่เขามาขอร้องให้เลิกเอง เพื่อจะได้อยู่ช่วยขายของและช่วยแม่เลี้ยงน้อง เพราะเรียนไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร คุณป้าไม่พอใจเลยแต่ก็ไม่รู้จะว่ายังไร แต่ฉันก็เป็นเพื่อนเช่นกันเรื่อยมา จารวีพาน้องมาวิ่งเล่นที่สนามในบ้านเราก็ไม่มีใครรังเกียจ เพราะเด็กบ้านเรากว่าสิบคน มีเพิ่มมาอีกสองคนบ้าง สามคนบ้าง ก็ไม่ทำความเดือดร้อนเพิ่มเติมขึ้นมาเท่าไหร่ แล้วคุณพ่อเป็นคนสุภาพ ท่านไม่อยากทำให้พ่อของจารวีกระทบกระเทือนใจ คนในบ้านทำตัวกับจารวีเท่ากับเด็กข้างบ้านคนหนึ่ง ไม่ได้ยกย่องเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ของฉัน แต่เวลานั้นก็ไม่มีใครสังเกตเป็นพิเศษ มีครั้งหนึ่งที่แม่นมบอกจารวีไม่ให้เรียนคุณพ่อว่าคุณพ่อเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเหมือนกัน แต่ไม่กล้าท้วงติงแม่นม เพราะไม่มีหลักเกณฑ์อะไรจะไปท้วงติง

วันเวลาผ่านไปจนฉันกับจารวีรุ่นสาว แล้วฉันก็มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องชีวิตที่น่าตระหนกตกใจ คือได้ยินพี่อ๊อดลูกคุณป้าพูดกับพี่สมหวังอยู่ใต้หน้าต่างห้องเขียนหนังสือคุณพ่อ วันนั้นไม่มีใครอยู่บ้านเลย ฉันไปนั่งอ่านหนังสือเล่นอยู่ในห้องหนังสือคุณพ่อ เพราะหาเพื่อนคุยหรือเพื่อนเล่นอะไรไม่ได้

ฉันได้ยินพี่อ๊อดพูดแก่พี่สมหวัง “ใครจะไปอดได้ เสียเชิงชายซิวะ มันมาคนถึงท่านั้นแล้ว”

“เผื่อเขาฟ้องคุณป้าพี่อ๊อดจะทำยังไง” เสี่ยงพี่สมหวังถาม

“เฮอะ จะฟ้องว่าไง พี่ไม่ได้ไปถึงบ้านมันนี่ มันมาที่ห้องพี่ต่างหาก”

“พี่อ๊อดชวนเขานี่”

“ก็ไม่ชวนก็ไม่ใช่ลูกผู้ชายซีหว่า”

อะไรอย่างหนึ่งทำให้ฉันกลัวไม่อยากได้ยินต่อไป รีบลุกออกไปจากห้องหนังสือโดยเร็ว

เวลาล่วงไปอีก เท่าไหร่จำไม่ได้ วันหนึ่งจารวีเปิดประตูห้องฉัน เข้าไปหา ฉันกำลังนอนเล่นอยู่ จารวีลงนั่งข้างเตียงแล้วก็ซบหน้าลงไปบนที่นอน ฉันแลเห็นว่าท่าทีของจารวีเป็นท่าของคนมีความทุกข์ ฉันลุกขึ้นจากที่นอนลงมานั่งข้างเขาและกระซิบถามว่า “อะไรน่ะ จา”

“คุณกลาง ฉันมีท้อง” จารวีกระซิบบอกเสียงกระเส่า แต่น้ำตาไม่ไหล

“ตายจริง ท้องกับใคร” ฉันถาม

“ไม่รู้” จารวีตอบ

“อะไรไม่รู้ ก็ ก็ เธอ เธอทำอะไรกับใครมั่งล่ะ” ใจฉันเต้นรัว

“คุณอ๊อดเขาก็ไม่รับ คุณหวังเขาก็ไม่รับ” จารวีกระซิบบอกต่อไป

“ก็จาว่าใครล่ะ” ฉันกระซิบถามเขาบ้าง

“ไม่รู้” จารวีส่ายหน้า “มันพร้อมๆกัน”

ฉันยังจำได้จนทุกวันนี้ถึงความรู้สึกในเวลานั้น ฉันหนาวเย็นไปทั้งตัว ฉันแลไม่เห็นภาพอะไร รู้แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างที่สุด ฉันแข็งใจถาม “แล้วจาจะทำยังไง ทำไมถึงเป็นไปได้ยังงั้น”

“ฉันรักคุณอ๊อด แต่คุณอ๊อดเขาเอาตัวฉันเข้าไปไว้ในห้องคุณหวัง เขาว่าคุณหวังรักฉัน” จารวีตอบเสียงสั่น “ฉันต้องไปจากบ้าน”

“ทำยังไงจะไปได้ล่ะ แล้วจะไปไหน”

“เธอไปเรียนคุณป้าให้ถี่ซิ ฉันว่าท่านจะช่วยฉันเรียนความจริงเลย อย่างที่ฉันเล่าให้เธอฟังนี่แหละ”

“ฉันไม่รู้ว่าจารวีคิดยังไง และก็บอกไม่ถูกว่าตัวคิดยังไร แต่เมื่อได้รับคำขอร้องอย่างนั้น แล้วฉันมีความไว้วางใจคุณป้า ฉันเชื่อว่าท่านไม่ก่อความทุกข์ให้ใครเพิ่มเติมเป็นอันขาด เพราะท่านพูดกับฉันนับหนไม่ถ้วนเรื่องนี้ ฉันก็หาโอกาสไปเรียนคุณป้า เรือนของท่านอยู่ในบริเวณบ้านเรา ท่านมาปลูกอยู่บ้านคุณพ่อตั้งแต่พ่อเป็นม่าย เพราะท่านรักคุณแม่มากที่สุดในบรรดาน้องสะใภ้

คุณป้าก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย ท่านจัดการอย่างไรฉันไม่กล้าถาม จำได้แต่ว่า ท่านพูดกับฉันว่า “แม่คุณของป้า” ท่านก้มลงมากอดฉันไว้ “รักษาตัวให้ดี ๆ นะหลานนะ อย่าไปไว้ใจผู้ชายคนไหนมันเป็นอันขาด แล้วก็อย่าพูดให้ใครฟังอย่าไว้ใจคน ไม่มีใครปิดความลับอย่างนี้ได้หรอก คนพวกนี้มันฆ้องปากแตกทั้งนั้น โทษท่านแม้ผิดเพี้ยงเมล็ดงา ไงละ”

จารวีหายไปจากบ้านที่อยู่นาน ฉันกำลังฝ่าฟันอุปสรรคที่จะเข้ามหาวิทยาลัย คุณพ่อเรื่อยๆ คุณแม่โลเล คุณป้าให้เข้า แต่คุณน้า คุณอา คุณลุง แล้วพี่ๆ ผู้ชายไม่ยอมกันทั้งนั้น แล้ววันหนึ่งฉันดื้อขึ้นมา ถามพี่ ๆ ผู้ชายว่า ใครคิดจะแต่งงาน ใครคิดไม่แต่ง ฉันถามว่าใครคิดจะมีลูกกี่คน คนนั้นก็คุยว่าจะมีกันสิบคนบ้าง แปดคนบ้าง ตามคะนองปาก ฉันก็ฉวยโอกาสบอกว่า พี่ๆ ผู้ชายแบบนี้เลี้ยงฉันไม่ได้หรอก ฉันจะไปเข้ามหาวิทยาลัย เผื่อว่าฉันจะต้องหากินเอง จะได้มีวิชาติดตัวไว้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ต่างคนก็เงียบไป เพราะไม่กล้ารับรองว่าจะเลี้ยงเรา ฉันไปบอกคุณพ่อเอาดื้อๆ เลยได้เข้า พอได้เข้ามหาวิทยาลัย ฉันก็ลืมเรื่องอะไรต่ออะไรที่ไม่ค่อยเป็นปัญหาของตัวโดยตรง ไม่ได้รู้เรื่องของจารวี จนวันหนึ่ง ฉันเรียนจบแล้ว ทำงานที่ธนาคาร แล้วได้หยุดงานตามระเบียบ มีเพื่อนเขาชวนไปเที่ยวลำปาง เพราะเรามีสาขาที่นั่น ในรถไฟ ฉันได้พบจารวี แต่งตัวสวยชนิดที่ฉันไม่ค่อยชอบดู โกนคิ้วออกหมดแล้วเขียนใหม่ ซึ่งน่าเสียดาย เพราะจารวีมีคิ้วสวยแท้ ๆ แล้วก็ทาปากแดงแจ๋ ทาเล็บแดงแจ๋เหมือนกัน ทั้งเล็บเท้าเล็บมือ แต่พอเห็นฉันนั่งไปกับเพื่อน จารวีวิ่งเข้ามาหาเหมือนไม่ได้ตั้งสติ เรียกชื่ออย่างที่เคยเรียก แล้วก็มานั่งตีขาฉันดังเผียะ ๆ เพื่อนที่ไปด้วยเขาเป็นคนเจ้าระเบียบ เขาลุกหนีไปเลย ฉันถึงมีโอกาสถามว่าเขาอยู่ที่ไหนทำอะไร เขาก็บอกว่าไปถึงลำปางแล้วเขาจะแนะนำให้รู้จักคุณพี่ เวลานั้นศัพท์ว่าแฟนยังไม่ใช้กันเรื่อยเปื่อยเหมือนทุกวันนี้

ไปถึงลำปาง ก็ได้พบคุณพี่ที่สถานี เป็นหนุ่มรูปหล่อ มีอะไรคล้าย ๆ พี่อ๊อดยังไงไม่รู้ ทีหลังฉันถึงรู้ว่าเป็นนายทหาร เขาจูงลูกมารับแม่สองคน ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันสันนิษฐานจากอายุและแววตาของเด็กผู้ชายก็รู้ว่ามันเลือดเนื้อเดียวกับฉัน แต่เด็กผู้หญิงก็น่ารักไม่ใช่เล่น ท่าทางคุณพี่รักลูกรักเมียเต็มที จารวีก็ดูเหมือนมีความสุขเต็มทีเหมือนกัน แต่ไปอยู่จนจวนจะกลับก็ได้ยินเสียงซุบซิบวา คุณพี่นั้นจะเป็นคนเคราะห์ร้ายเพราะเมีย ผู้บังคับบัญชาตราหน้าไว้ว่าจะให้เป็นใหญ่เป็นโตไม่ได้ เพราะเมียไม่เรียบร้อย ฉันกลับจากลำปางแล้ว อีกสักปีหนึ่งต่อมา เพื่อนคนที่พาไปก็ส่งข่าวให้รู้ว่า คุณพี่ได้เลิกกับจารวีเสียแล้ว ที่จริงคุณพี่ไม่ได้เลิก จารวีเป็นคนเลิก โดยลงมากรุงเทพฯ กับลูกผู้ชาย แล้วก็ไม่กลับไป คุณพี่ก็ดูเหมือนจะเข้าใจ ไม่ได้ติดตาม แล้วฉันก็ไม่ได้ข่าวจารวีไปอีกนาน

แล้วก็มาถึงสงครามอย่างที่เธอว่า คนรุ่นเราก็ต้องผ่านกันทุกคน แล้วโดยมากชีวิตก็เปลี่ยนไปกันไม่มากก็น้อย ฉันต้องลาออกจากงาน เพราะพี่กับน้องเขาแต่งงานไปหมดแล้ว เหลือเราอยู่คนเดียว คุณแม่ป่วยกระเสาะกระแสะ เราต้องดูแลรักษา แล้วก็ต้องอพยพไปจากกรุงเทพ ฯ เพระคุณแม่ทนลูกบอมบ์ไม่ได้ คุณพ่อยังทำงานอยู่ยังทิ้งไปไม่ได้ ไปอยู่หัวหิน ได้ไปพบกับพี่อ๊อดบ่อย ๆ เวลาเขาไปเยี่ยมคุณป้า วันหนึ่งเขามาหาฉัน มาพูดวนเวียนอยู่นาน แล้วในที่สุดปรึกษาว่า มีลูกผู้ชายอยู่คนหนึ่ง แม่เขาจะเอามาส่งให้ ก็ไม่แน่ว่าเป็นลูกของตัวหรือเปล่า แต่เห็นเด็กแล้วก็สงสาร จะรับมาเลี้ยงดีหรือไม่ดี ฉันก็บอกว่าให้ปรึกษาคุณป้าดูซิ เขาบอกปรึกษาไม่ได้ เพราะเขาเคยสบถสาบานกับท่านไว้ว่า เขาไม่มีลูกเมื่อตอนจะให้ท่านไปขอพี่สะใภ้ให้ ฉันถามว่าเด็กอยู่ที่ไหน เขาบอกว่าอยู่แถวชายทะเลนั่นเอง จะพบเมื่อไหร่ก็ได้ฉันก็ไม่รู้คิดยังไง บอกกะเขาว่า ฉันอยากพบแม่เด็กด้วย

ก็ไม่น่าสงสัยอะไร ฉันก็ได้พบจารวี พี่อ๊อดพาฉันไปชะอำ ไปพบจารวีมีบ้านอยู่ที่นั้น เป็นบ้านอยู่ห่างจากชายทะเล แต่พอเดินไปถึงได้ไม่ไกลนัก ฉันเห็นเด็กคนที่ฉันพบที่ลำปาง จารวีแสดงความดีใจอย่างลิงโลดเมื่อได้พบฉัน พี่อ๊อดไม่ได้อยู่พูดพร้อมกัน จารวีเขาถามว่าพี่อ๊อดพาฉันมาหาเขาทำไม ฉันก็เล่าให้ฟังตามตรง เพราะฉันเคยเห็นจารวีมักพูดอะไรตรงๆ

จารวีเล่าให้ฉันฟังบ้างว่าทำไมถึงอยากให้พี่อ๊อดรับลูกไปอยู่ด้วย เขาบอกว่าเขาค้าขายกับญี่ปุน ไม่รู้จะดีหรือร้ายอย่างไร ลูกอาจมีอันตรายก็ได้ พี่อ๊อดอาจคิดสงสารเลือดเนื้อบ้าง ฉันไม่อยากให้พี่อ๊อดรับลูกไปเลย เพราะคนอย่างพี่อ๊อดฉันว่า ถึงจะสงสารเด็กก็ประเดี๋ยวประด๋าว ฉันรับกับจารวีว่าฉันจะลองหาทางช่วยเหลือทางใดทางหนึ่ง แต่อย่าหวังมากนัก

ฉันไปเรียนคุณป้าว่าฉันไปพบลูกจารวี มีเค้าพี่อ๊อดมาก แต่อาจเป็นลูกพี่สมหวังก็ได้ เพราะพี่สมหวังกับพี่อ๊อดก็ปู่ย่าตายายเดียวกัน ฉับอยากให้ท่านรับเด็กมาเลี้ยง ฉันจะเอาเด็กเป็นลูกบุญธรรมของฉัน ฉันไม่อยากให้เด็กกระทบกระเทือนใจว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ ไม่รู้แน่ว่าลูกใคร เด็กดูเหมือนจะเข้าใจว่าพ่ออยู่ลำปาง แล้วคุณป้าท่านก็ตกลงตามที่ฉันเสนอ

แต่เราไม่รู้ใจเด็กหนุ่ม เวลานั้นเด็กมันอายุสัก ๑๗ ปีแล้วกระมัง มันไม่ยอมทิ้งแม่มัน มันยึดมั่นว่าแม่พามาจากพ่อที่ลำปางก็เพราะมันเป็นลูกผู้ชาย หวังจะได้พึ่งเมื่อคนอื่นเขาเหยียดหยามแม่ เวลานี้แม่ก็ทำมาหากินตัวเป็นเกลียว มันจะทิ้งแม่ไปหาความสบายได้ยังไง คือฉันจะไปแต่งเรื่องเล่าเรื่องให้มันฟังว่า พ่อแท้ ๆ ของเขาน่ะเป็นญาติกับฉัน แล้วเขาตายตั้งแต่ตัวเขาอยู่ในท้อง แม่เขาอับอายก็เลยเตลิดเปิดหนีไปจากบ้าน จนไปพบพ่อคนที่สองที่ลำปาง เด็กมันรักแม่ มันยืนยันจะช่วยแม่หากิน แล้วฉันก็ยังไม่รู้จะทำยังไง ก็ได้พบสามีปัจจุบันของจารวีคนนี้แหละ

เขาเป็นพ่อค้าทางปักษ์ใต้ เขาขายแร่ขายยาง ค้าขายกับมาเลเซีย สิงคโปร์ ปีนัง อะไรเหล่านี้ ครั้นถึงสงครามเขาก็ต้องค้าขายกับญี่ปุ่นเป็นธรรมดา ส่งสินค้าต่าง ๆ ให้ญี่ปุ่นซึ่งคนไทยโดยมากไม่อยากติดต่อด้วย แต่นี่เขาเชื้อญวนได้พบกันและรู้ว่าเขาค้าขายร่วมกันกับจารวี และเห็นสนิทสนมกับจารวีมาก เขาก็กระซิบให้ฉันฟังว่า จารวีเป็นเมียญี่ปุ่น ญี่ปุ่นอยากให้เป็นอิสระ หรือจารวีกระดากลูกก็ไม่รู้ ฉันก็ยังตัดสินใจไม่ถูก แล้วก็ แล้วก็อะไร รู้ไหม โธ่เอ๊ย เขาว่าคนดีพระเจ้ารักไงล่ะ หรือเทวดาจุติมาอยู่ในโลกเพียงให้หมดเวร เจ้าหนูซึ่งฉันกำลังจะรักเขาทุกทีนั่น วันหนึ่งแกเข้ากรุงเทพ ฯ แล้วก็โดนระเบิด ไปตายทีโรงพยาบาล ฉันร้องไห้เสียยิ่งกว่าแม่เขาอีก คุณป้าไปรับศพทำศพถึงในกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็ห้ามไม่ให้ไป แต่ท่านว่าต้องไป แล้วตั้งแต่นั้น ท่านก็ไม่พูดกับพี่อ๊อดอีกเลย นานต่อมาท่านถึงหักได้ เดี๋ยวนี้ท่านแก่มากแล้ว แต่ไม่หลงไหลเลย ยังไปวัดได้เป็นเรื่องเป็นราว

เลิกสงครามแล้ว ฉันไม่ได้พบจารวีอีกนาน พอพบอีกที ก็เป็นนางจารวี หญิงไทยธุรกิจอันสามารถ ภรรยานายชัยพัฒน์พ่อค้าร่ำรวยคนนี้แหละ ลูกสาวเขาน่าเอ็นดู พ่อก็ดูรักราวกับแก้วตา แล้วก็ดูรักใคร่จารวีดี เวลาฉันได้ยินเพลง เธอเป็นวันทองของใครมาก่อน แล้วก็มาเป็นนางใจของฉันดีกว่า ฉันคิดถึงนายชัยพัฒน์กับจารวีทุกที เธอหัวเราะอะไร

สามีฟังภรรยาถามเมื่อเล่าเรื่องชีวิตของเพื่อนจบแล้วก็หัวเราะอีก “หัวเราะขนตาของคุณจารวีน่ะซี” เขาตอบ

“เถอะน่า ช่างมันเถอะ เธอรู้ไหม ไว้อับจนเมื่อไหร่ จะได้พึ่งเพื่อนคนนี้แหละ จะต้องถึงกาลเวลาอย่างนั้นหรือไม่ก็ไม่รู้ละ”

“ทำไมเธอถึงว่าจะได้พึงเพื่อนคนนี้” สามีถามอย่างอยากรู้จริง ๆ

“จารวี มันแกล้งทำอะไรไม่เป็น เธอไม่สังเกตเหรอ” ภรรยาตอบ “คนอย่างจารวี ถ้ามันชอบมันก็ชอบ มันมีมันก็บอกว่ามี ไม่มีก็ไม่มี”

“คนอย่างจารวีนี่ เธอไม่รังเกียจเพราะเป็นคนไม่ขี้ปดเท่านั้นแหละหรือ” เขาถามอย่างสนใจต่อไปอีก

“คนเราจะเอาทุกอย่างไม่ได้” ภรรยาของเขาตอบ “คนอย่างจารวี คนบางคนก็รังเกียจเพราะเขาถือว่าสำส่อน ฉันได้แต่นึกว่าเป็นบุญของเราที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ถ้าเราเป็นอย่างเขา มีฐานะอย่างเขา สิ่งแวดล้อมอย่างเขา ใครจะรู้ โบราณท่านก็ว่าเป็นเวรเป็นกรรม แต่เขาเป็นภรรยาที่ดีของผัวเขาในปัจจุบัน ดูแววตาคุณชัยพัฒน์ก็รู้

“คิดเสียได้อย่างเธอก็ดี บางทีฉันขยะแขยง” สามีว่า “แต่ว่าเธอจะขี้โกงไม่ได้นะ ฉันเล่าสองเรื่อง เธอก็ต้องสองเรื่อง”

หลังรับประทานอาหารกลางวันแล้ว อากาศยังชุ่มฉ่ำอยู่อย่างเดิม ถึงแม้ว่าแดดจะออกมาชั่วครู่ชั่วยามพอให้จิตใจแจ่มใส สองสามีภรรยานอนหลับไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือกันคนละเล่ม แล้วเล่นไฟวิสต์กันสองคน สามีบ่นว่าลืมเอากระดานหมากรุกมาด้วย มิฉะนั้นจะสอนภรรยาไว้เพื่อจะได้เล่นกันสองคนยามชรา ครั้นแล้วเธอก็นึกขึ้นมาได้ กล่าวว่า “นี่ เย็นนี้ลูก ๆ มันจะมา เธอเล่าเรื่องเพื่อนของเธออีกคนเสียก่อนมันมา หรือจะรอเล่าให้มันฟังด้วย”

“ไม่ได้ เรื่องที่ฉันคิดจะเล่าให้เธอฟังคือเรื่องของลิลิต เป็นความลับสุดยยด ต้องรู้กันสองคนเท่านั้น”

“อ๋อ นางสาวแก่เหลืออยู่คนเดียว มีเรื่องอกหักยังงั้นเรอะ”

“ลิลิตน่ะเขาไม่ได้เป็นสาวแก่นะเธอ เขามีทั้งผัวทั้งลูก”

“เรอะ แกแต่งงานเมื่อไหร่ แล้วเป็นม่ายแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมใช้นางสาว”

“เขาไม่ไต้แต่งงาน”

“ฮึ นี่พูดถึงใครกัน ฉันหมายถึงอุบาสิกาน่ะ ที่เธอเรียกว่าแม่อุบาสิกาน่ะ”

“อุบาสิกาลิลิตนั่นแหละ เธอฟังเรื่องของเขาดูซิ เออ เธอจะมีความเห็นว่ายังไง ฉันไม่ได้เล่าให้ใครฟัง แต่ที่จริงลิลิตเขาก็ไม่ได้สั่งให้ปิด แต่ฉันรู้ว่าเขาไม่อยากให้ใครพูดถึงเขาเท่านั้น”

ลิลิต

ลิลิตเป็นคนชั้นสูง สูงทุกอย่าง ทั้งคุณพ่อคุณแม่มีการศึกษานำหน้าคนในสมัยของท่าน และมีความคิดก้าวหน้าไปด้วย ท่านเป็นนักเรียนนอกทั้งคู่ คุณพ่อเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษคนแรก ๆ ของประเทศไทย

ท่านรักกันมาก แต่คุณแม่ไม่มีบุญ อายุไม่เท่าไหร่ก็เป็นวัณโรค รักษากันอยู่สี่ห้าปี คุณแม่ตายลิลิตอายุราว ๑๘ ปี มีน้องสาวสองคน พี่ชายหนึ่งคน ลิลิตเป็นคุณผู้หญิงใหญ่ในบ้าน แต่มีคุณอาเป็นแม่บ้านช่วยดูแลงานทั้งหลาย คุณอากับลิลิตเป็นคน ๆ ละรุ่นละวัย ไม่เหมือนคุณแม่ คุณพ่อไม่ค่อยมีเวลาจะเอาใจใส่กับเรื่องราวในบ้าน เพราะราชการของท่านกำลังขยายตัวขึ้นทุกที คุณพ่อไม่มีเพื่อน ก็ต้องเอาลิลิตนั่นเองเป็นเพื่อน มีอะไรคับอกคับใจกับการงาน หรือเรื่องที่อยู่ในความคิด หรือเรื่องที่กำลังก้าวหน้าไป ท่านก็คุยกับลูกสาวใหญ่ ลิลิตกลายเป็นผู้ใหญ่ใกล้กับคุณพ่อมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน เวลาเราอยู่โรงเรียนเรามักขบขันความนึกคิดของลิลิต เราไม่เข้าใจ และเห็นว่าประเดี๋ยวก็เป็นน่ารัก ประเดี๋ยวก็เป็นคนแปลกอย่างไรก็ไม่รู้ แต่เราก็อดชอบลิลิตกันไม่ได้ เพราะมีความดีแปลกจากเราอยู่อย่างหนึ่ง คือแต่งเรื่องอะไรลงในหนังสือพิมพ์ที่เราทำเล่นกันเก่ง แต่งเรื่องสั้น ๆ ก็ได้ แต่งบทละครเล็กๆ น้อยๆ ให้เราเล่นกันก็ได้ และเด็กรุ่นเล็ก ๆ รักลิลิตมากเป็นพิเศษ เพราะเขารู้จักพูดจายังไงให้เด็กเชื่อได้แม้แต่ครู บางทียังวานให้ลิลิตช่วยเรียกเด็กบางคนมาตักเตือนแทนตัวเอง

ลิลิตเป็นคนผิวเนื้อสองสี ไม่มีอะไรสะดุดตา ถ้าแต่งตัวเหมาะ ก็บางทีมองดูสวย บางทีก็ตูไม่สวย เรื่องแต่งตัว ซึ่งลิลิตไม่ได้เอาใจใสนักในระหว่างเป็นนักเรียน เป็นเรื่องพิพาทกับคุณอา คุณอาชอบคนสวย รอบ ให้ลิลิตมีหน้ามีตาให้บ้านโน้นบ้านนี้ชมว่าสวย แต่ลิลิตก็ไม่ค่อยเอาใจใส่นัก ตรงกันข้ามกับน้องสาวคนรอง ชื่อ ลลิตา เรียกกันโดยมากว่า ลิตา น้องเล็กที่สุดชื่อ รดี ลิตาเป็นคนสวยสะดุดตา นัยน์ตาวาว พริ้งเพราไปเองโดยธรรมชาติ ดวงหน้าก็สวย รูปหน้าคล้ายรูปหัวใจ คมแหลมเป็นที่สังเกต อยู่โรงเรียนเล่นละครเป็นเจ้าหญิงเสมอ เมื่อออกจากโรงเรียนด้วยกันแล้วทั้งสองคน สมัยนั้น ไม่มีอะไรสำหรับผู้หญิงสาวของคนผู้ดีมีทรัพย์มีตระกูล นอกจากเรื่องแต่งงาน ลูกสาวข้างบ้านนั้น ใคร ๆ ก็สนใจ แต่กิตติศัพท์เล่าลือไปว่า คุณพ่อหวงลิลิตมาก หวงอย่างผิดธรรมดา

แล้วคุณพ่อก็ได้เลขานุการมาจากเมืองนอกหนึ่งคน สมัยนั้น คนมาจากเมืองนอก ทางราชการมักให้ฝึกงานกับข้าราชการผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง เป็นการเล่าเรียนสำหรับจะเป็นใหญ่เป็นโตต่อไปจะได้วางตัวถูก ได้รับถ่ายทอดความรู้ผิดรู้ชอบ กลไกและอุบายต่าง ๆ ในการทำราชการไปด้วยในตัว คุณเลขาคนนี้ชื่อ เธอรู้จักดีละ คุณภรตน่ะแหละ

ถูกแล้ว คุณภรตได้เป็นน้องเขยของลิลิต แต่ก่อนจะได้เป็นน้องเขย คุณภรตรักลิลิตและลิลิตก็รักคุณภรตเป็นชีวิตจิตใจ เธอต้องเข้าใจว่าลิลิตรักคุณพ่อ บูชาคุณพ่อ เพราะลูกผู้หญิงที่ได้เป็นเพื่อนกับพ่อก็มักจะเป็นอย่างงี้โดยมาก แล้วมักคิดว่าคงจะหาผู้ชายดีเท่าพ่ออีกไม่ได้หรอก ฉันก็เคยคิดอย่างนั้น แล้วก็เตรียมใจไว้ว่าคงไม่ได้แต่งงานอย่างที่พูดกับเธอ แต่แล้วลิลิตก็ได้พบคนที่คุณพ่อเองสรรเสริญให้ฟังอยู่เสมอว่าเป็นเพชรเม็ดหนึ่งของกรุงสยาม แล้วพอเขาแสดงว่าเขารักลิลิต ลิลิตจะไม่มอบใจไว้กับหัวอกนายภรตได้อย่างไร

ในปีที่ภรตเข้ามาติดต่ออยู่กับลิลิตนั้น ลิตาไปเรียนหนังสือที่สิงคโปร์ เพราะคุณอาอยากแข่งลิลิต คุณอาเห็นลิลิตได้ออกรับแขกฝรั่งมังค่ากับคุณพ่อเสมอ ๆ ได้ชมว่าพูดภาษาอังกฤษเก่ง เวลาใครมาถามถึงลูกสาวบ้านนั้น ก็มักตรงมาที่ลิลิต แต่ลิลิตก็ไม่เอาใจใส่กับผู้ชาย ล้วนเชื้อล้วนสาย ล้วนมีกองเงินกองทองอยู่เบื้องหลังเลยสักคนเดียว ทำให้ลิตาพลอยจะต้องช้าไปด้วย คุณอาเห็นว่าควรแยกลิตาออกจากลิลิต ให้คนสนใจกันคนละทาง ลิลิตนั้นคุณอาก็ได้อบรมสั่งสอนงานลูกผู้หญิงทุกชนิด ทั้งเย็บปักถักร้อย ทั้งกับข้าว ลิลิตยังเลยหน้าคุณอาไปในเรื่องรับแขก ซึ่งคนรุ่นคุณอาไม่ถือเป็นวิชาของลูกผู้หญิง คุณอาจะสอนให้ลิตาเด่นขึ้นมาจากลิลิตได้อย่างไร เพราะลิตาไม่ชอบเรื่องการบ้านการเรือน ไม่ชอบเย็บปักถักร้อย ลิตามีความสามารถแต่งตัวเป็นที่หนึ่ง และมีความสามารถเอาใจคุณอาเป็นที่หนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีเพื่อนลิตาเขาไปเรียนปีนังสิงคโปร์กัน ลิตาทำให้คุณอาเข้าใจว่าสิงคโปร์โก้กว่าปีนังเสียอีก ที่จริงเพราะเพื่อนที่ชอบกันมากกับลิตา เขาจะไปกับพ่อของเขา ซึ่งจะไปอยู่สถานกงสุล แต่ลิตาก็ได้รับความสนับสนุนให้ไปสิงคโปร์ ลิลิตก็สนับสนุนด้วย เพราะลิลิตอยากให้ลิตาเรียนมากๆ นอกจากการเรียนซึ่งพอไปได้ ลิตาไม่ใฝ่ใจกับความรู้นอกโรงเรียนเลย เวลานั้นคนรุ่นเรากำลังพยายามเข้ามหาวิทยาลัย คนที่ไม่สนใจที่จะแต่งงานเร็ว หรือคิดไว้ว่าจะต้องทำมาหากิน หรือคิดชอบเรียนด้วยน้ำใสใจจริง ลิตาเห็นว่าการเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองไทย ไม่โก้อะไร อยากได้กำไรที่แปลกจากเพื่อนสักหน่อย แต่เรื่องลูกผู้หญิงไปถึงยุโรปนั้นยังคิดกันไปไม่ถึง คุณแม่ของลิลิตกับลิตาไปยุโรปนั้น ก็ด้วยบารมีพระราชวงศ์องค์หนึ่งท่านให้ติดตามท่านไป แล้วก็ไปเรียนหนังสืออย่างคนรุ่นนั้นเรียนให้มีความรู้รอบตัว ซึ่งที่จริงแล้ว ฉันว่าจะถูกต้องกว่าสมัยนี้อีก แต่นั่นก็เอาไว้ก่อนเถอะ

ความรักระหว่างคุณภรตกับลิลิตนั้นดำเนินไปในอกของลิลิตอย่างดูดดื่ม และลิลิตก็เชื่อว่าเป็นเรื่องดูดดื่มของคุณภรตเหมือนกัน เพราะเราสังเกตกันว่า ในหมู่นั้น ลิลิตกลายเป็นคนสวย แต่งตัวสวยเก๋เหมาะตัวเสมอ ฉันมีโอกาสถามเขาบ่อย ๆ ว่า เดี๋ยวนี้ทำไมช่างตั้งอกตั้งใจแต่งตัว ไอ้โน่นนิด ไอ้นี่หน่อย ทำให้ดูไม่จืดตา ฉันน่ะยังไม่ได้เรื่องเลย กำลังได้เข้ามหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ใครๆ เขาชิงเกิ้ลกัน ฉันก็ชิงกับเขาไม่ได้ มันแต่เอาเรื่องจะเรียนให้จบ เพราะถูกประมาทหน้าไว้ว่าคงเรียนไม่จบ จบแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ยิ่งไม่สะไม่สวยก็ยิ่งจะหาคู่ยากขึ้น อะไรทำนองนี้ เห็นลิลิตเขาสวยขึ้นก็ตื่นเต้นเสียจริง ๆ เขายิ้มด้วยแววตาซึ่งตอบว่า “ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรขึ้นเลยเธอ คุณพ่อรับแขกอยู่เรื่อย ก็ต้องแต่งตัวมากขึ้น ไปไหนบ่อยมันก็ต้องพลิกแพลง ไม่งั้นก็เปลืองแย่” นิสัยมัธยัสถ์เป็นนิสัยประจำตัวของลิลิต และคุณพ่อก็ไม่ใช่คนรวยนัก เพียงแต่พอรักษาฐานะข้าราชการชั้นสูงได้เท่านั้น

การแต่งตัวของรู้ไหมใครเป็นนายคริสเตียนดิออร์ให้ คุณภรตนั่นเอง คุณภรตเรียนกฎหมาย แต่มีนิสัยเป็นศิลปินชอบการจัดสวน ออกแบบเครื่องแต่งกายผู้หญิง ชอบถ่ายรูป และชอบถ่ายรูปผู้หญิงในท่าต่าง ๆ เขาไม่ค่อยมีโอกาสถ่ายรูปลิลิตนัก เพราะลิลิตเกรงคุณอาจะขวางหูขวางตา และคุณภรตก็ยังไม่พร้อมที่จะขอแต่งงานกับลิลิตเพราะเพิ่งเริ่มเข้ารับราชการ ไม่มีทรัพย์สมบัติหรือผู้ใหญ่ที่จะมาหนุนหลังนัก ต้องหวังคุณพ่อของลิลิตนั่นเอง ถ้าท่านไม่ถูกใจเสีย ก็อาจหมดหนทางในราชการ แทนที่จะเป็นคนใหญ่คนโตตามความมุ่งหวัง สองคนจึงรักกันอยู่เงียบๆ ไม่เป็นที่เปิดเผย

ลิลิตมีชีวิตหวานชื่นกับความรักอยู่เกือบปี ลิตาก็กลับมา ตอนนี้ชีวิตของลิลิตก็กลับหน้ามือเป็นหลังมือ คุณอาตั้งหน้าตั้งตาจะให้ลิตาได้แต่งงานเร็ว ๆ ได้คนดี ๆ และไม่ต้องการให้ลิลิตเป็นอุปสรรคแก่ลิตา คุณอาพยายามชักชวนให้คุณพ่อสนับสนุนคุณอา ให้ฟังแม่สื่อคนนั้น คนชักสื่อคนนี้ แต่คุณพ่อบอกว่าให้แล้วแต่ลิลิต ระหว่างที่เหตุการณ์กำลังอยู่ในภาวะเช่นนี้ คุณพ่อก็เป็นไตอักเสบ รักษาพยาบาลกันได้ไม่ถึงสองเดือน ท่านก็สิ้นชีวิตไป

ตามธรรมเนียมของคนรุ่นพ่อของลิลิต ท่านทำพินัยกรรมยกตึกใหญ่ที่ท่านอยู่กับบริเวณตึก ให้ลูกชายคนใหญ่ซึ่งกำลังอยู่เมืองนอก บริเวณนอกนั้น ก็แบ่งเท่าๆ กันระหว่างลูกคนอื่น ๆ ที่สวนที่นาก็แบ่งให้คุณอาและหลานไปพอสมควร แต่รายได้ก็ตกต่ำไปไปเพราะขาดเงินเดือนคุณพ่อ แต่ลิลิตก็ยังคิดมั่นอยู่ว่าจะแต่งงานกับคุณภรต แต่วันหนึ่ง เมื่อทำงานศพคุณพ่อไปได้สักสองสามเดือน หลังวันร้อยวัน คุณภรตก็มาขอพบลิลิต โดยนัดให้ไปที่แห่งหนึ่ง ดูเหมือนจะโรงแรมโอเรียนเตล เพราะสมัยนั้น คนไทยไม่ค่อยไปกันนัก

คุณภรตนำข่าวที่ร้ายเท่า ๆ กับความตายของคุณพ่อมาแจ้งแก่ลิลิต เขารับว่าเขาเป็นคนผิดตลอด ไม่โทษใครเลย เขาได้ทำให้ลิตาท้องขึ้น ลิตาร้องไห้ร้องห่มมาก ว่ามีทางเดียวคือเอาลูกออกเสีย แต่เขาจะยอมให้ทำไม่ได้ เขาจะต้องแต่งงานกับลิตา ขอให้ลิลิตรีบเผาศพคุณพ่อให้เร็วที่สุดที่จะทำได้

เรื่องความรู้สึกของลิลิตนั้นไม่ต้องเล่าหรอก บอกว่าเหมือนสายฟ้าฟาดก็ยังน้อยไป เพราะฟ้าฟาดมันก็ตายไปเลย แต่นี่ลิลิตต้องหิ้วตัวหิ้วใจออกมาจากที่นั่น กลับบ้าน และคิดทำอะไรต่อไป งานศพคุณพ่อ คุณอาก็จะให้รอพี่ชาย เคราะห์ดีพี่ชายกลับมาเร็ว ๆ นั้นได้ ลิลิตบอกความจริงไปให้พี่ชายทราบ และขอร้องไม่ให้พี่ชายปรักปรำน้องสาวหรือคู่รักของเขา ก็ได้รับความร่วมมือจากพี่ชายดีพอใช้ เขาเป็นคนหนุ่ม เข้าใจเรื่องชนิดนี้ดี เขาบอกว่า ระหว่างงานศพคงจะมีโอกาสใกล้ชิดกันมาก และเขาพูดด้วยว่า

“ถ้าจะให้พี่เดาจากท่าของน้องสาวของเรา ผู้ชายไม่มีทางหนีเลย พี่ว่าผู้หญิงจะเข้าหาเสียมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ธุระอะไรของเรา พี่ก็พูดกับภรตเขาอย่างผู้ชายด้วยกัน ว่าพี่หวังว่าเขาจะเลี้ยงน้องของพี่อย่างดี ไม่เอาไปทอดทิ้งเสีย ไม่ยังงั้นเขาก็เป็นคนเนรคุณกับคุณพ่อ”

เมื่อมีพี่ชายมาช่วยรับภาระไป ลิลิตค่อยยังชั่วขึ้น คือคุณอาก็ไม่กล้ารุกรานเอากับลิลิตคนเดียว เหมือนกับลิลิตรู้เห็นเป็นใจ เพราะคุณภรตไม่ใช่คนมีทรัพย์สมบัติ เป็นแต่คนมีวิชาเท่านั้น

เมื่อจัดการศพ และแต่งงานลิตาแล้ว ลิลิตจึงไปเรียนวิชาพยาบาล เขาบอกว่าเขาเลือกทำสิ่งที่ต้องเอาใจไปใส่ทั้งหมด ไปล่องลอยที่ไหนไม่ได้เลย เขาฝึกหัดจนกระทั่งเวลาจะล้างถ้วยชาม ล้างพื้น เขาก็เอาใจไว้ที่สิ่งที่เขากระทำ มาทีหลังถึงรู้ว่า นั่นแหละเป็นการเริ่มฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง

ด้วยความตั้งใจเรียนและทำงาน และยังมีความรู้ภาษาอังกฤษดีเป็นทุนอยู่แล้ว ลิลิตก็ได้ไปเรียนเมืองนอก เรียนวิชาสำหรับมาเป็นอาจารย์นางพยาบาล อะไรนะ เขาไม่ให้ใช้คำว่า นางพยาบาลเหรอ ไม่ใช้ก็ได้ กลัวเธอจะไม่เข้าใจว่าอาจารย์พยาบาลมันยังไงกัน ลิลิตเป็นคนหนึ่งที่ไม่ติดใจ ใครจะเรียกเขาว่าเขาเป็นอะไร เขาไม่เอาใจใส่ เขาติดใจแต่เรื่องงาน

ลิลิตทำงานไปเรื่อยๆ แผลในหัวใจก็มีเยื่อมาปกคลุม จนไม่ค่อยเจ็บช้ำเท่าไรแล้ว จนอายุได้ ๓๐ ปี เมื่อทำใจว่าเป็นคนแก่แล้ว จริง ๆ นะ สมัยนั้น พออายุ ๓๐ สำหรับผู้หญิงนี่เขาถือว่าแก่แล้วทั้งนั้นนะเธอ แล้วยังไง แล้วคุณภรตก็เข้ามาในชีวิตอีก

เขาไปพบกันต่างจังหวัด คุณภรตออกจากราชการเมื่อก่อนสงคราม เพราะทนอะไรไม่ได้หลายอย่างในราชการ และรับความคิดนึกของคุณพ่อของลิลิตไว้มาก เห็นอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมานัก อดพูดไม่ได้ ชักกลัวภัยจะใกล้ตัวเข้ามาทุกที เลยตัดสินใจลาออก มาเป็นทนายความทำงานส่วนตัว มีลูกความพอไม่ถึงกับกระสับกระส่าย และงานก็เจริญขึ้นเรื่อย ๆ

ลิลิตไปราชการที่จังหวัดสงขลา ขึ้นไปอยู่บนโฮเต็ลเขาน้อย เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว คนสมัยนี้ไม่รู้จัก แต่สำหรับสมัยนั้น ก็เป็นที่รื่นรมย์ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย แต่ก่อนเป็นที่ประทับของสมเด็จชาย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรี ท่านเป็นอุปราชปักษ์ใต้ไงค่ะ ต่อมาบ้านเมืองเขาก็พยายามจะให้เป็นที่สำราญแข่งกับปีนัง แต่แล้วก็ให้คนจีนมาผูกไปทำ แต่ก็เป็นที่สบายที่หนึ่งละ มองลงมาจากเขา เห็นทะเลไกล อากาศก็เย็นสดชื่น พูดถึงเดี๋ยวนี้ยังคิดถึงเลย

ฉันไม่ได้ไปกับเขาหรอกคราวนั้น ก่อนสงครามฉันไปไหนคนเดียวได้เมื่อไหร่ มีภาระร้อยแปด ลิลิตเขาไปบนเขากับเพื่อนฝรั่ง วันหนึ่ง คุณภรตก็เดินมาพบกันเข้าขณะที่ไม่มีใครอยู่เลย โฮเต็ลนั้นจะมีคนไปพักทีละคนสองคน

ตั้งแต่แต่งงานกับลิตาแล้ว ลิลิตกับภรตก็ทำตัวให้ห่างจากกัน พบกับในเมื่อมีความจำเป็น เช่นทำบุญสุนทานในวงญาติหรืองานใดงานหนึ่งก็ตาม ต่างคนต่างก็รักษามารยาท และต่างก็ไม่หาโอกาสเข้าใกล้กัน ลิลิตเดาใจเขาไม่ถูกว่าเขามีความรู้สึกยังไงกับลิลิต แต่ลิลิตพยายามลืม ลิลิตอยู่ที่โรงพยาบาลโดยมาก เพื่อนฝูงก็ไปคนละรุ่นกับลิตา จึงห่างกันได้เรื่อย ๆ มา

แต่วันนั้น ภรตไม่พยายามห่างจากลิลิต เขาเดินเข้ามาหา ถามว่ามากับใคร อยู่ที่ไหน เมื่อรู้ว่าอยู่โฮเต็ลที่เดียวกัน และลิลิตจะพักผ่อนหลายวัน เขาก็แสดงความยินดีให้เห็นชัด และบอกว่าเขากำลังรอลูกความจากปีนัง จะต้องอยู่อีกสองสามวันเหมือนกัน

ลิลิตว่าตัวเหมือนโดนมนต์สะกด ความรู้สึกเมื่อรุ่นสาวกลับมาเข้าหัวใจอย่างบังคับไม่ได้ ให้รู้สึกชุ่มชื่น รู้สึกว่าสองสามวันนั้นเป็นวันแห่งความสุขสำหรับลิลิต และภรตก็แสดงออกอย่างเดียวกัน เขามีเรื่องจะปรับทุกข์กับลิลิตเรื่องลูกเมีย

เขาเล่าว่าเขาไม่ได้คิดหวังว่าเขากับลิตาจะมีความสุขเหมือนคู่ผัวตัวเมียทั่วๆ ไป แต่เขาก็พยายามที่สุด เขาตั้งใจไว้ว่าเขาจะไม่โทษลิตาไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร ลิตาเป็นคนใช้เงินเปลือง แต่เงินของลิตาเองก็มีอยู่บ้าง เขาก็ไม่ตำหนิติเตียน ถ้าเขารู้ว่าเป็นหนี้เป็นสินเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวที่ลิตามักยอมใช้เกินฐานะ เขาก็ใช้ให้ และขอร้องไปตามเรื่อง ลิตาก็ไม่ใช่เมียที่เลวอะไรนัก แต่เคราะห์กรรมของเขาและลิตา เผอิญให้มีลูกสาวคนแรก คนที่อยู่ในท้องเมื่อก่อนแต่งงานนั้นไม่ออกมาเป็นตัว แท้งเสียเมื่อก่อนจะแต่งงานด้วยซ้ำ ลูกสาวคนแรก ซึ่งเวลานั้นกำลังจะรุ่นสาวเป็นโรคประสาท เธอเคยอ่านหนังสือเรื่องไซลาสมารเนอร์ไหม ที่มีตัวเอกของเรื่องหมดสติไปทั้งยืน ๆ หรือนั่ง ๆ ก็หมดสติไป สมัยนั้นไม่รู้กัน นึกว่าเป็นเรื่องผีสาง แท้จริงสมัยนี้เขารู้ว่าเป็นโรคลมบ้าหมูชนิดหนึ่ง หลานของลิลิตคนนี้เป็นโรคอย่างนั้น เป็นครั้งเป็นคราวไม่รู้เนื้อรู้ตัว บางทีก็หมดสติไป นานถึง ๑๐ นาทีก็มี บางทีก็เพียงสองสามนาที หมอเขาแนะนำว่าอย่าให้มีเรื่องกระทบกระเทือนใจโดยไม่จำเป็น ลิตาก็เลยตั้งหน้าตั้งตาตามใจ แล้วก็อายกลัวคนจะรู้ และสอนลูกให้ปิดด้วย กลัวว่าจะไม่ได้แต่งงาน เด็กนั้นก็มีอาการออกมาต่าง ๆ เช่นขี้ระแวงสงสัยไปหมด วันหนึ่งเห็นพ่ออยู่กับสาวใช้ของแม่ในห้องแต่งตัว ภรตเป็นคนช่างพูดช่างเล่นกับคนทั่ว ๆ ไป ก็พูดเล่นล้อเลียนเด็กสาวคนนั้น ลูกสาวแผลงฤทธิ์ใหญ่ ร้องไห้โฮ ๆ ยื่นคำขาดให้ไล่เด็กคนนั้นออกไป ภรตก็จำใจไล่ออกไป ต่อมาการหาคนเลี้ยงน้องเล็ก ๆ ก็ยากขึ้นทุกที ภรตกับลิตาพยายามหาคนผู้ใหญ่ ๆ แต่ไม่ได้ดังใจเสมอไป บางคราวก็ได้คนสาวมา หรือเด็กรับใช้ รับรีดเสื้อผ้า ภรตต้องระวังตัวแจ เพราะเช่นนั้น ชีวิตของเขาเวลาออกนอกบ้านเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุด แต่จะไปเล่นกีฬา เล่นไพ่กับเพื่อน ที่สโมสรนานก็ไม่ได้ ลูกสาวเป็นลมชักบ้าง หมดสติตัวเขียวไปบ้าง เขาอดคิดไม่ได้ว่า ลิตาช่วยให้ลูกเป็นอย่างนั้นมากยิ่งขึ้น ยิ่งเขาเห็นว่าบาปมาก หมอเขาก็ว่าอย่างนั้น เขาว่ากับพ่อแม่พร้อมกันต่อหน้า ลิตาเลยหาว่าภรตไปบอกหมอให้มาว่าตัว เลยต้องเปลี่ยนหมอ การหาหมอคอยดูแลโรคอย่างนี้ก็ไม่ใช่ง่าย มันเป็นโรคไม่เป็นไม่ตาย ถ้าเป็นเมืองฝรั่ง หมอที่เรียนทางนี้เป็นพิเศษเขาจะต้องรีดเงินน้ำตาไหลทีเดียว แต่เมืองไทยก็ยังอาศัยความเป็นเพื่อนกัน หรือหมอก็ยังมีไมตรีจิตกันอยู่บ้าง แต่การรักษาไม่ได้ผล เพราะทางบ้านดูเหมือนจะช่วยให้เด็กใช้โรคเป็นเครื่องมือเรียกร้องอะไรตามใจตัวทุกอย่าง ภรตขอปรึกษาลิลิตว่า ถ้าหากลิลิตจะทำตัวให้สนิทสนมกับลิตายิ่งขึ้น คำแนะนำของลิลิตน้องสาวอาจจะเชื่อฟัง เขาจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ลิตาเกิดสงสัยเรื่องความสัมพันธ์เก่าเลย

ลิลิตอึ้งไปด้วยความเศร้าใจทุกประการ สงสารหลานที่เกิดมามีความวิปริตทางประสาทเช่นนั้น สงสารน้องสาวที่ไม่รู้อะไรดีกว่านั้น และสงสารคู่รักเก่าที่ถูกลงโทษรุนแรงด้วยความผิดที่ผู้ชายคนไหนก็อาจทำได้ทั้งนั้น

วันหนึ่งกับคืนที่ภรตกับลิลิตชื่นชมกับความงามของธรรมชาติร่วมกันที่สงขลา จิตใจของลิลิตปลอดโปร่งผิดปกติ ลิลิตรู้ว่าเพราะเกิดความรักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในความรู้สึก และตั้งใจว่า จะทำตัวเป็นพี่เมียและน้องเขยอย่างธรรมดาจะสนทนากัน ถกเถียงปัญหาอย่างผู้ใหญ่ด้วยกันอย่างคนมีประสบการณ์ในชีวิตด้วยกัน แต่ก็จะหาความบันเทิงได้ตามวัยและฐานะของตน ลิลิตคิดว่าจะหาความสุขแบบนั้นเต็มสามวัน สามวันเท่านั้นในชีวิตอันยาวนาน แต่ไม่สมหวัง ภรตคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าเขาอยู่ที่โฮเต็ลนั้นสามวันกับลิลิต ถึงแม้จะรักษาทั้งความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจ ถ้ารู้ไปถึงลิตา โอกาสที่ลิตาจะเชื่อพี่สาวเกี่ยวกับลูกก็จะเสียไปหมด เขาลาลิลิตไปปีนัง แล้วนัดพบกันใหม่ในกรุงเทพฯ ในเมื่อลิลิตว่างพอที่จะไปหาน้องสาวที่บ้าน

ลิลิตรีรออยู่นาน ไม่รู้ว่าจะทำประโยชน์หรือจะกลายเป็นทำโทษหลานถ้าหากซ่อนความรู้สึกต่อพ่อของแกไว้ไม่ได้ คนป่วยบางทีก็มีญาณพิเศษ เขาว่า แล้ววันหนึ่งพบกับภรตโดยบังเอิญที่บ้านพี่ชายใหญ่ เขากำลังเดินทางออกจากบ้าน ลิลิตกำลังเดินเข้าบ้าน เขาตัดพ้อว่า “คุณจะไม่เข้าบ้านผมยังงั้นหรือ”

ที่จริง ลิลิตก็ไปมาหาสู่น้องสาว แต่เป็นการนานทีปีครั้ง ไปแล้วก็ไม่นั่งอยู่นาน เพราะมีข้อแก้ตัวดีคือมีงานมาก ลิตาก็ไม่เคยแสดงความสนใจ แต่มาตอนนี้ สำนึกตัวว่าความรักของตัวยังหาได้ละลายหายไปไม่ จึงเกิดความกลัวเป็นพิเศษ แต่เมื่อได้ถูกตัดพ้อ ก็คิดว่าน่าจะลองดู โดยใช้ความระมัดระวังที่สุด

ลิลิตบอกความจริงแก่น้องสาวว่าได้พบกับกรต และได้ทราบว่าหลานไม่สบาย แต่ภรตไม่บอกให้เข้าใจดีนักว่าไม่สบายเป็นอะไร ลิลิตคิดว่าถ้าลิตาต้องการความช่วยเหลือก็คงบอกความจริง แต่ถ้าไม่บอกความจริงก็เป็นอันพ้นความรับผิดชอบของตัว แต่ลิตาก็เล่าให้ฟัง และกำชับว่าให้ถือเป็นความลับทางแพทย์ จะบอกใครไม่ได้เป็นอันขาด “หมอเขาว่า เอาใจแกให้ดี ๆ แล้วพอโตเป็นสาวอาจหายไปเอง แต่ถ้ารู้กันไปพูดกันไป พี่ก็รู้อยู่แล้ว คนเราเป็นยังไงก็จะพูดเกินความจริง ยายอุ๋ยก็จะเลยไม่ได้แต่งงาน”

ลิลิตรับรองความเห็นของแพทย์ แต่ลองแนะนำน้องสาว “การเอาใจต้องทำให้พอเหมาะ ถ้าปล่อยจนเอาใจตัวเรื่อยไป ก็จะไม่มีโอกาสหายนะ ใครรักษาอยู่”

ลิตาบอกชื่อแพทย์ “แกไม่ค่อยเก่งเรื่องนี้หรอก แต่ว่าคุณภรตเขาเสียดายเงินถ้าไปรักษาหมออื่น เขาอาจคิดเอาแพง ๆ”

ลิลิตไปปรึกษาแพทย์ทางประสาทที่ไว้วางใจได้ แพทย์คนหนึ่ง เป็นผู้ที่ลิลิตเคารพ เคยเป็นอาจารย์ของลิลิต รับปากว่าจะช่วยเหลือ ลิลิตจึงไปบอกน้องสาว และให้ความมั่นใจว่าจะไม่ต้องจ่ายทรัพย์เป็นค่ารักษา ลิลิตตั้งใจว่าถึงโอกาสที่จะหาทางสมนาคุณนายแพทย์ได้เมื่อไร ลิลิตก็จะออกเงินหาของมีค่าสมนาคุณท่านเอง

นายแพทย์คนนี้เอาใจใส่ช่วยเหลือหลานของลิลิตจริง ๆ และแนะนำตรงกับลิลิตได้พูดไว้ว่า การเอาใจใส่คนป่วยชนิดนี้ต้องให้เหมาะสม และต้องมีคนที่เข้าใจดูแลบอกวิธีต่าง ๆ ให้พ่อแม่และคนแวดล้อมด้วย ทำให้ลิลิตต้องไปมาหาสู่น้องสาวและหลานบ่อย ๆ ทั้งภรตและลิลิตรีบหลีกหนีกันไป ถ้าลิลิตไปที่บ้าน ภรตก็จะหาทางออกจากบ้าน หรือลิลิตรีบลากลับ เป็นความลำบากอย่างยิ่งแก่ทั้งสองคน เพราะต้องทำให้สนิทจริง ๆ หลานสาวมีความไว้ใจป้า และมักฟ้องแม่เรื่องที่ไม่ถูกใจตัวบ่อย ๆ บางคราวลิลิตก็ชี้แจงให้เข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดของแม่ บางคราวลิตาก็เป็นฝ่ายผิดจริงอย่างที่ลูกว่า เช่นไปเล่นกีฬาในร่มกับเพื่อนฝูงจนดึกดื่น แต่ลิลิตก็ชี้แจงด้วยว่า แม่ต้องมีความบันเทิงเป็นครั้งคราว ให้ความหวังแก่หลานว่า ถ้าหลานพยายามช่วยตัวเอง ก็อาจหายได้ หมอดแนะวิธีทำใจทำความเข้าใจโรคให้คนป่วยเป็นอย่างดี แต่เป็นการยากที่จะเปลี่ยนนิสัยของเด็กในเวลาน้อย ๆ เพราะได้ปล่อยให้ตามใจตัวกันมาเสียจนเกินความจำเป็นมาเป็นเวลานานแล้ว

แล้วสงครามก็เกิดขึ้น อย่างที่เธอว่า คนรุ่นเราก็ต้องผ่านกันทุกคน หลานของลิลิตกลัวลูกระเบิดมาก ร่ำร้องให้อพยพไปจากบ้าน ภรตไปหาที่อยู่ให้ครอบครัวในละแวกสวนในบริเวณที่ริมถนนจรัลสนิทวงศ์เดี๋ยวนี้ แต่ก่อนเป็นสวนทั้งนั้น

ที่ที่อพยพไปอยู่นั้นเหมาะดีมาก เมื่อลูกระเบิดลงทางฝั่งพระนครก็จะได้ยินความและรู้สึกกระเทือนแต่ไกล ในขณะเดียวกันก็ไปมาจากบ้านในพระนครสะดวก เพราะอาศัยเรือจ้างที่ปากคลองเทเวศร์ แจวข้ามแม่น้ำไปขึ้นที่ท่าอีกฝั่งหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปในสวนสักสองกิโลก็ถึงบ้านที่ไปปลูกขึ้นชั่วคราวสำหรับอาศัย

ลิตาขอร้องให้พี่สาวไปเยียมหลานบ่อย ๆ ลิลิตก็จำต้องทำตาม อาการของหลานดูเหมือนจะดีขึ้นเป็นที่พอใจของแพทย์ ลิลิตกับภรตก็ต้องพบกันบ่อยขึ้น ลิลิตเริ่มแน่ใจว่าความรู้สึกของภรตกับตัวเองนั้นตรงกัน คือกลับไปสู่สภาพเก่าก่อนที่เขาจะพลั้งพลาดกับลิตา ยิ่งหนักใจ แต่ก็จำใจต้องติดต่อกับน้องกับหลาน

สงครามทำให้จิตใจของยายหลานสาวด้อยลง เรื่องอื่น ๆ เช่นเคยร้องไห้กริ๊ดกร๊าดเวลาไม่ถูกใจ แล้วก็แน่นิ่งไปนั้นค่อยยังชั่วขึ้น แต่ความห่วงพ่อแม่เกิดมากขึ้น วันไหนพ่อไม่ได้ค้างด้วย ยายอุ๋ยจะนอนกอดแม่ตลอดคืน และรำพันห่วงพ่อตลอดเวลา จนกว่าจะได้พบพ่อไปปรากฏกายให้แน่ใจเมื่อใดถึงจะหาย อาการสั่นเหมือนคนเป็นไข้ ในเรื่องนี้แพทย์กับลิลิตไม่มีทางจะช่วยมากนัก เพราะคนกลัวกันทั่วไป ความกลัวก็เข้าไปจับใจคนที่เป็นโรคประสาทไม่ปกติอยู่แล้ว โดยไม่สามารถบังคับตัวหรือแอบซ่อนได้ ยายอุ๋ยบังคับให้พ่อแขวนพระเครื่องรางจนหนักบนทรวงอก ทั้งที่ภรตไม่เชื่อถือในเรื่องเหล่านั้น แต่ก็ต้องทำเพื่อเห็นแก่ลูก ลูกคนอื่น ๆ ต่างไปเรียนโรงเรียนประจำที่อพยพไปนอกพระนคร

วันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๗ วันนั้นเป็นวันวิสาขะ เครื่องบินของพันธมิตรก็มาโจมตีพระนครเวลากลางวัน เธอจำได้ไม่่ใช่เรอะ ฉันวิ่งเข้าไปอาศัยหลุมหลบภัยในบ้านเธอ ระเบิดลงในพระนครเกือบทั่วไปหมด ลงโรงเรียนตั้งหลายโรงเรียน แต่นักเรียนไม่โดนระเบิด เพราะโรงเรียนปิด แต่ยังไงไม่รู้ ทำไมมันไปทิ้งระเบิดเพลิงในสวนที่ลิตาไปอยู่ ลิตาโดนสะเก็ดระเบิดเพลิงนิดเดียว แล้วก็ไปโรงพยาบาล แต่มีเชื้อโรคอะไรติดเข้าไปในตัว รักษาหายจากแผลที่ถูกไฟแล้วเป็นไข้ ป่วยไปได้สักเดือน ลิตาก็ตาย

ยิ่งแม่ตาย ยายอุ๋ยก็หวงพ่ออย่างคนผิดปกติเลยเกือบจะคลาดสายตาไม่ได้ อาการชักก็บ่อยขึ้น และอาการแน่นิ่งไปก็มีมากขึ้น ทุกคนก็เรียกร้องให้ลิลิตไปดูแลยายอุ๋ย แต่ลิลิตก็ไม่ไป หาพยาบาลให้ ยายอุ๋ยก็ยิ่งเฝ้าไม่ให้พยาบาลใกล้พ่อ ถ้าป้าไปที่บ้าน ยายอุ๋ยก็ค่อยทำตัวทำใจให้ดีขึ้น เอาป้าเป็นเครื่องคุ้มกัน และพูดบ่อย ๆ

“ป้า อย่าปล่อยให้พ่อมีเมียใหม่หนา”

ระหว่างที่แม่เจ็บ ยายอุ๋ยอยู่กับแม่และป้าที่โรงพยาบาล แต่พอทำศพแม่แล้ว ซึ่งก็ต้องรีบทำเพราะระเบิดหนักขึ้น คุณภรตก็ต้องเอายายอุ๋ยกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมชั่วคราว แล้วไมรู้จะทำยังไงกับลูกดี เลยอพยพไปอยู่ที่ผักไห่ใกล้ ๆ กับที่น้อง ๆ ไปอยู่โรงเรียนประจำ ภรตกับลิลิตห่างกันไปตลอดระยะที่สงครามยังมีอยู่ แล้วไม่ช้าญี่ปุ่นก็แพ้สงคราม

เมื่อสงครามเลิก คุณภรตก็ต้องมาทำมาหากิน ตอนนี้ดวงชาตาในเรื่องงานขึ้น บริษัทฝรั่งที่เคยทำงานทางทนายความมาจ้างให้ไปเป็นทนายความประจำสำนักงาน เงินทองชักจะไหลเข้ากระเป๋า ลิลิตยังอยู่โรงพยาบาล แต่หลานมาอ้อนวอนให้ไปอยู่ด้วยที่บ้านหลายครั้งหลายครา ลิลิตหาพยาบาลที่ยายอุ๋ยยอมรับว่าแก่ให้ได้คนหนึ่ง ทำให้หายห่วงเรื่องพ่อจะไปรักนางพยาบาลไปเรื่องหนึ่ง แล้วโชคชตาก็ทำให้ลิลิตต้องเดินทางไปราชการที่สงขลาอีก และได้พบกับภรตอีก ตอนนี้ไม่ใช่บนเขาน้อย แต่ก็มีผลเท่ากัน ต่างคนต่างก็ต้องยอมรับว่า เป็นความทรมานอย่างยิ่งที่ต้องแยกตัวจากกัน แต่จะทำยังไงกับยายอุ๋ย

ลิลิตตัดสินใจลาออกจากราชการ และยอมเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมยกย่อง เป็นเมียลับของคุณภรต ลิลิตขายที่เดิมไปปลูกบ้านอยู่ไกลเข้าไปในซอยถนนสุขุมวิท รับจ้างเป็นพยาบาลเฝ้าไข้ รับทำทุกอย่าง ทำขนม ตุ๊กตา ทำดอกไม้กลัดเสื้อ สอนภาษาอังกฤษพิเศษ สอนภาษาไทยให้ชาวต่างประเทศ คอยเวลาที่จะมีความสุข คือเวลาที่คุณภรตไปหาได้ จะอยู่ตลอดคืนไม่ได้ เพราะต้องห่วงยายอุ๋ย แต่ลิลิตก็ไปหายายอุ๋ยด้วย เพราะคุณป้าทำให้ยายอุ๋ยบังคับตัวได้ และเมื่อมีความแน่ใจว่าพ่อจะไม่มีเมียใหม่แน่เพราะพ่อรับปากมั่นคง ยายอุ๋ยก็ค่อยสบายใจขึ้น แต่ภรตต้องไม่ทำให้ลูกสาวระแวงเป็นอันขาด ความรักของพ่อและป้าเป็นความรักของทาส แล้วเธอรู้ไหม เมื่อก่อนที่เราจะทำบุญซายิดนั้นสักสองเดือนนี่เอง ยายอุ๋ยก็ตาย ตายด้วยโรคธรรมดา คือเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วเป็นโรคไตแทรก แต่ว่ามันเลยเวลาไปแล้ว จะดีขึ้นหน่อยก็อาจจะย้ายบ้านย้ายเรือนไปอยู่ให้ใกล้ ๆ กัน มันแก่เกินกว่าที่จะไปจดทะเบียนสมรสหรืออะไรกันแล้ว ประพฤติอย่างนี้มาเกือบ ๒๐ ปี เพื่อนบ้านของลิลิตก็ดูเหมือนจะรู้ ๆ กัน แต่ก็ไม่ว่าอะไร เพราะลิลิตเป็นที่พึ่งของคนทั้งหลาย เวลาเด็กเจ็บอาจพามาฝากให้ดูแล มีคนไข้ได้จ้างหรือได้วานให้ไปเฝ้าไข้ มีชายแก่ ๆ ท่าทางกระปรี้กระเปร่ามาหาหญิงแก่บ่อย ๆ หน่อยก็ไม่เดือดร้อนกับใครนัก

เย็นนั้น ลูกชายกับลูกสาวของสองสามีภรรยามาเยี่ยมเยียน เตรียมมาค้างคืนด้วย และจะรับกลับในวันรุ่งขึ้น อากาศแจ่มใสรับรองลูกทั้งสอง ได้ไปนั่งเรือเที่ยวในลำน้ำกันสี่คน ลูกสาวช่างพูด คุยไม่ค่อยหยุดปาก คุณพ่อชมว่า

“ฟังลูกสาวฉันคุยแล้วเพลินจริง ๆ นะ เหมือนแม่เรื่องนี้”

“อยู่ด้วยกันสองคน คุณแม่คุยให้คุณพ่อฟังใหญ่ซินะคะ” ลูกสาวถาม

“คุณพ่อเขาก็ไม่เลวนะ เขาเล่านิยายชีวิตให้แม่ฟังสองเรื่อง” คุณแม่ทำเสียงชื่นชม

“อ้าว แล้วคุณแม่ไม่เล่ามั่งหรือคะ”

“เล่าซี พ่อไม่ยอมหรอก เล่าให้กันฟังคนละสองเรื่อง” คุณพ่ออวด

“ไปเอาเรื่องมาจากไหนครับ” ลูกชายถาม

“ไฮ้ เรื่องจริง ๆ เรื่องชีวิตของเพื่อนของพ่อกับเพื่อนของแม่”

“เล่าแล้วมีจบลงด้วย นิยายเรื่องนี้สอนว่า หรือเปล่า” ลูกสาวถาม

“ว่าไงเธอ เธอจะหาทางจบยังงั้นบ้างได้ไหม” สามีหันไปถามภรรยา

“แม่ไม่มีปัญญาหรอก นิยายเรื่องเดียวกัน มันสอนคนสองคนไปคนละทาง ไม่เชื่อลองให้คุณพ่อเขาลองบอก แล้วแม่ก็บอกเรื่องของแม่ซิ ไม่ตรงกันหรอก”

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ