นิทราชาคริช

ร่าย

๏ สรวมสวัสดิวิไชย เกริกกรุงไกรเกรียงยศ
เกียรดิปรากฎขจรขจาย สบายทั่วแหล่งหล้า
ฝนฟ้าฉ่าชุ่มชล ไพสพผลพูลเพิ่ม
เหิ่มใจราษฎร์บำเทิง รื่นเรองรัฐมณฑล
สกลราชอาณาเขตร ประเทศสยามชื่นช้อย
ทุกข์ขุกเขญใหญ่น้อย นาศไร้แรงเกษม
โสดเทอญ ๚  

โคลง ๔

๏ เปรมจิตรปราศจากเศร้า สิ่งศัลย์ สรรพเทอญ
ทั่วนครขอบขัณฑ์ เขตรด้าว
เจริญศุขทุกคืนวัน วายเทวศ
ปล่งปลอดปรปักษก้าว เกี่ยงพ้นไภยกษัย ๚
๏ ไพบูลย์สมบัติถ้วน ทวยชน ชื่นเทอญ
ประกอบกิจเกิดนิจผล แผ่หล้า
บรรเทิงทั่วภูวมณ ฑลเกษตร สยามเอย
จงประสิทธิ์ประสงค์ข้า คิดต้องคลองธรรม์ ๚

• • • • • •

ร่าย

๏ จักบรรยายนิทาน มานในเรื่องอาหรับ[๑]
ฉบับอังกฤษแปลแปลง แสดงเปนสยามพากย์
หลากแต่เพรงไป่มี เพื่อการปีใหม่หมาย
ให้สบายชื่นชม บรมวงษานุวงษ์
ทุกพระองค์ทั่วหมด จึ่งคัดจดข้อคำ
ทำเปนกลอนลิลิต ประดิฐโดยย่อพอเรียง
เพียงพอรู้เรื่องจบ ปางปรารภใดอั้น
ดูจุ่งทราบเรื่องนั้น เสร็จสิ้นทุกอัน แลนา ๚
๏ แต่ปางบรรพ์ยังมี เจ้าธานีในประเทศ
เขตรอาหรับรมย์สฐาน ไพศาลโสดบูรี
ศรีแบกแดดนคร[๒] ภูธรครองยุติธรรม์
ผดุงเขตรขัณฑสีมา ฝูงประชาสำราญ
พ้นไภยพานพิบัติ ดัดความเมืองซื่อตรง
ไป่เว้นทรงดำริห์ ตริจาตุรราชการ
คือวิจารณ์คุณโทษ ประโยชน์ผลผู้ทำ
กรรมชอบผิดแด่ไท้ ชอบชอบให้ควรการ
หนึ่งวิจารณ์ทั่วทุกข์ ศุขอำมาตย์ราษฎร
ดับอธิกรณ์ถ้อยความ ตามสมควรคุณโทษ
หนึ่งตริประโยชน์ภารา ประมวญมาซึ่งราชทรัพย์
โดยฉบับบูรพา เลี้ยงสาสนาณาจักร
บริรักษ์นครโดยควร หนึ่งไต่สวนการศึก
รฦกภายนอกใน เพื่อราญไพรียุทธ
ทุกทิศประทุษฐ์ป้องกัน สรรพไภยผ่อนปรน
จาตุกรณย์ราชกิจ[๓] บพิตรบไว้หฤไทย
เสนาในพนักงาน ภูบาลย่อมแปลงองค์
ลงเปนพานิชเพศ หวังสืบเหตุนานา
แต่ประชาราษฎร ซึ่งสัญจรไปมา
จักเจรจาดีร้าย หวังยักย้ายรำงับ
ดับความร้อนเปลี่ยนเยน รอนความเขญให้ขาด
ประสาทสิ่งศุขสวัสดิ์ ขจัดสรรพ์ภยันตราย
ยื่นศุขสบายเบิกหล้า เสียงสรเสริญทั่วหน้า
เขตรท้าวไพบูลย์ ยิ่งแล ๚

โคลง ๔

๏ ฮารูน[๔]อาลราษจิดอ้าง องค์นรินทร์ นามฤๅ
กาหลิบ[๕]ครองแผ่นดิน ดับร้อน
วงษ์เนื่องแต่มุนินทร์ มหมัด[๖]
ผดุงราษฎร์สาสนาช้อน เชิดไว้จิรกาล ๚
๏ เปรียบปานบิตุเรศเลี้ยง ดไนย นั่นแฮ
กอบกิจการุญไป ทั่วผู้
สอดส่องประสบใคร ดีชั่ว
ลงโทษโปรดยกกู้ ก่อให้สำราญ ๚

• • • • • •

ร่าย

๏ ในกาลนั้นวานิช ผู้หนึ่งสฐิตย์ในนคร
เคยสัญจรค้าขาย แต่ปางกายยังสคราน
จนตราบกาลชราภาพ บันลุลาภแหล่หลาย
มีบุตรชายสุดสวาดิ เฉลียวฉลาดว่องโวหาร
จึ่งขนานนามนิยม สมชื่อในสาสนา
เรียกอาบูหะซัน[๗] พานิชพลันป่วยหนัก
ผลักทรัพย์มอบแก่บุตร อาการทรุดสิ้นชนม์
บุตรขวายขวนฝังศพ ไว้ทุกข์ครบกำหนด
ปลดเปลื้องทุกข์ทำการ วานิชปานบิดา
รักษาทรัพย์ส่วนเดิม เติมส่วนใหม่หาได้
รวมรวบสมบัติไว้ เรียบร้อยดังเดิม ๚

• • • • • •

๏ ภายหลังเหิมจิตรตริ ทรัพย์เราสิมากหลาย
ควรหาสบายบ่มศุข เล่นสนุกนิ์ต่างต่าง
อย่างคนหนุ่มทั้งปวง ไป่ควรหวงแหนทรัพย์
ซึ่งสำหรับเปนมูล เครื่องเกื้อกูลความสบาย
ความนึกหมายพลันทำ นำสมบัติบิดา
มาปันเปนสองภาค ส่วนหนึ่งหากจำหน่าย
จ่ายซื้อบ้านเรือนสวน ซื้อตึกควรคนเช่า
เปนเรือนเย่าเก็บค่า ทุกถิ่นท่ามากหลาย
รายทรัพย์สินส่วนพัน อิกส่วนอันยังเหลือ
เล่นฟั่นเฝือไป่ยั้ง ตั้งเลี้ยงเพื่อนพวกพ้อง
เล่นขับร้องฟ้อนรำ กำจายทรัพย์เนืองนิตย์
บขุกคิดทุนรอน ข่าวฦๅขจรแซ่ซ้อง
ไป่นานเลยพวกพ้อง พรั่งพร้อมแหล่หลาย ยิ่งนา ๚

โคลง ๒

๏ การค้าขายเริศร้าง เล่นบวายว่างว้าง
แต่เช้าจนยาม ดึกนา ๚
๏ สาวงามสาวช่วงใช้ สาวขับสาวรำให้
จัดพร้อมเพรียงมาน ๚  
๏ สาวสครานไม่น้อย รุ่นรุ่นรำเรียบร้อย
ขับร้องบำเรอ รมย์แฮ ๚
๏ พรรคพวกเกลอพรั่งพร้อม นั่งแน่นกินเลี้ยงล้อม
เล่าเข้าอุดม ๚  
๏ พูดบรรสมสอดคล้อง ฟังแต่คำเพราะพร้อง
จิตรฟุ้งยินดี ยิ่งนา ๚

• • • • • •

โคลง ๓

๏ ล่วงขวบปีหนึ่งประมาณ ทรัพย์ศฤงฆารพร่องแท้
บเนิ่นเลยหน่อยแล้ จักสิ้นทุนรอน แล้วนา ๚
๏ เพื่อนคิดถอนตนออก บอกธุระป่วยบ้าง
ต่างต่างแต่คิดข้าง บิดพลิ้วไป่มา เยี่ยมเลย ๚
๏ มิช้าสิ้นทรัพย์ตน เพื่อนสักคนหนึ่งไซ้
แลบเห็นหน้าได้ แต่เพี้ยงปรับทุกข์ ฤๅมี ๚
๏ ยามความศุขโรยรา กลับคิดมายากแท้
โอ๋คิดผิดแล้วแก้ ยากพ้นประมาณ ดังนี้ ๚
๏ หน้าเบิกบานกลับสลด รันทดจิตรเจ็บไหม้
อกรบมบ่มไข้ แต่ร้อนฤๅเสบย น่อยเลย ๚
๏ ไป่ควรเฉยแฉะอยู่ สู่มารดาจักได้
ฟังท่านสั่งสอนให้ ปลดเปลื้องกังวล ใจนา ๚

โคลง ๔

๏ แม่ยลภักตร์บุตรเศร้า เสียศรี มาแฮ
นางเร่งนึกปรานี ไม่น้อย
ถามบุตรบอกคดี ใดหม่น หมองนา
บุตรแสดงแถลงถ้อย ถี่ถ้วนทุกประการ ๚
๏ แต่นานแม่นึกแล้ว บผิด นึกเลย
เห็นพ่อปลดทรัพย์ปลิด จ่ายใช้
เลี้ยงเพื่อนเพื่อนบคิด คุณขอบ เลยแฮ
มีแต่ส่อซ้ำให้ สิ่งไร้เราถึง ๚
๏ พึงรู้รฦกไว้ เปนตรา เถิดรา
ภายน่าอย่าเหิ่มหา ที่ร้อน
บุญมีพเอินมา ปันทรัพย์ ไว้พ่อ
เปนส่วนเก็บเขี่ยข้อน แคะไค้ได้กิน ๚
๏ บุตรยินบัดตอบถ้อย มารดา
คิดจักไปสู่หา พวกพ้อง
ยืมทรัพย์ซึ่งจักมา จับจ่าย ใช้เฮย
คงจักคิดคุณต้อง ออกให้ไป่เฉย ๚
๏ ลูกเอยยามยากแล้ ยามมี
บรรพตเท่าธุลี เปรียบไว้
สุภาสิตพาที ท่านกล่าว
ดังแม่จักว่าให้ ลูกน้อยจงยิน ๚
๏ เพื่อนกิน สิ้นทรัพย์แล้ว แหนงหนี
หาง่าย หลายหมื่นมี มากได้
เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี วาอาตม์
หายาก ฝากผีไข้ ยากแท้จักหา[๘]
๏ มารดากล่าวนี้ก็ ควรนัก หนาเฮย
แต่ลูกใคร่เห็นประจักษ์ จิตรแท้
จักไปเที่ยวสู่ทัก ถามไถ่
เผื่อจะสมคิดแม้ บได้ตามกรรม ๚

โคลง ๒

๏ กล่าวถ้อยคำเสร็จแล้ว รีบออกจากบ้านแคล้ว
คลาศเข้าเขตรคาม เพื่อนนา ๚
๏ ถามหาเพื่อนทุกบ้าน ตามระยะโดยด้าน
น่าแล้หลังเมือง ๚  

ร่าย

๏ ป่วยการเปลืองแรงเรี่ยว เที่ยวทุกบ้านย่านทาง
สางสืบเสาะทุกซรอก ทางจรัลจรอกจรดล
วนเวียนเที่ยวทั่วจบ สบแต่คิดบิดพราง
บางคนซ่อนกายมิด บางมีกิจกังวล
บางคนว่าจนยาก บางคนบากหน้าเบือน
เชือนฉันเช่นบรู้จัก บถามทักปราไส
บางคนใจร้ายรอง ให้ทุบถองโบยตี
ล้างไมตรีกรุณา ฝ่ายอาบูเห็นวิกล
ยลดุจมารดากล่าว อกผผ่าวรำพึง
คนึงนึกสังเวช เหตุสิ้นทรัพย์อัปรภาค
เพื่อนชักฉากทันตา จึ่งกลับมาบ้านตน
ทุกข์ทับทนโศกเศร้า เข้าห้องหับตนหาย
ไป่ว่างวายทุกข์ร้อน เจ็บเร่งเจ็บจิตรข้อน
อกโอ้อกกู อกเอย ๚

โคลง ๔

๏ คิดใดดูผิดแท้ ทุกอัน
จ่อมจ่ายทรัพย์ครามครัน แหล่ล้น
คบเพื่อนบมีวัน วายว่าง เลี้ยงเลย
ไฉนบมีตาค้น คบผู้ดีเดียว ๚

ร่าย

๏ เหลียวหาใครบปะ เกิดมานะคำนึง
จึงตั้งสัตย์สาบาล สืบไปกาลภายน่า
อันชื่อว่ามนุษย์ บุรุษย์ในบุรี
ศรีแบกแดดนครา ไป่คบหาเปนมิตร
มอบใจสนิทใกล้เคียง เพียงแต่เสพย์อาหาร
ไป่สมานร่วมภาชน์ เปนอันขาดคงคำ
จำเดิมแต่นั้นไป เขาก็ตั้งใจประญัติ
ตัดการจ่ายวายประโยชน์ ชั่วแต่โภชนาหาร
มินานค่อยมีทรัพย์ โดยลำดับเดือนมา
กลับปราถนาอยากคบ พบเพื่อนต่างเมืองจร
สู่นครมาแขก ข่าวคราวแปลกจงยิน
รู้รบินหนักเบา เขาจึ่งตั้งปฏิญาณ
สาบาลตนเปนหลัก ว่าจะชักชวนไว้
บให้ถึงสองนาย หนึ่งบหมายมุ่งคบ
ครบถึงสองราตรี แม้นจรลีด้าวใด
ไปประสบพบภักตร์ จักไป่พูดจากัน
ทำเฉกฉันใช่มิตร บชอบชิดสืบไป
เขาก็ตั้งใจมั่นคง จำนงดังนี้สรรพ
จึ่งยับยั้งยังสพาน ทุกวันวานบขาด
ผู้ใดผาดผ่านเดิน เขาก็เชิญมาสู่เหย้า
เลี้ยงเหล้าเข้านานา สิ้นเวลาเลี้ยงเสร็จ
เขาก็เผด็จมิตรขาด เดินทางมาตรพานพบ
แกล้งหลีกหลบเลี่ยงลี้ เขากระทำดั่งนี้
บเว้นวันวาย ว่างนา ๚

โคลง ๔

๏ หลายวันเยียเยี่ยงนี้ นิตย์กาล
เปนที่เกษมสานต์ สร่างเศร้า
นฤทุกข์นฤไภยพาล พูลสวัสดิ์
จวนจวบขวบเดือนเข้า เขตรขึ้นคํ่าคง ๚

• • • • • •

โคลง ๔

๏ ปางองค์กาหลิบผู้ ภูมิบาล
หวังสอดส่องกิจการ ทั่วด้าว
กำหนดนับประมาณ ขวบมาศ ครบแฮ
เสด็จจากนิเวศน์ท้าว สู่ท้องถนนหลวง ๚

โคลง ๓

๏ ชนปวงไป่ทราบความ ยามพระลบลับไม้
จึ่งอ่าองค์ท่านไท้ แม่นแม้นชนจร ๚
๏ พัตราภรณ์พานิช สฐิตย์มุศสุ่ล[๙]แด่นด้าว
มีบุรุษย์ตามท้าว ท่านผู้หนึ่งนาย ๚

โคลง ๒

๏ กายกำยำใหญ่แท้ ดำสนิทนิลแล้
เล่ห์เพี้ยงขุนมาร ๚  
๏ คือผู้หาญฮึกผู้ ร่วมคับร่วมแค้นสู้
ร่วมรู้น้ำจิตร ท่านแล ๚
๏ โดยเสด็จตามติดเจ้า ไปบช้าเกือบเข้า
เขตรบ้านอาบู ๚  
๏ หะซันดูพ่อค้า มาแต่เมืองไกลหน้า
แปลกแท้ไป่ฉงน ๚  
๏ ยาตรบัดดลเกือบใกล้ ยกหัถสะลามไหว้
โอษฐ์เอื้อนปราไส ๚  
๏ ยินดีใดดุจได้ เห็นท่านมาแกล่ใกล้
เทศนี้โดยเกษม ๚  
๏ เปรมใจจักใคร่เชื้อ เชิญท่านจรัลเมื้อ
สู่บ้านเรือนเรา น่อยเทอญ ๚
๏ ผ่อนกายเบาเหนื่อยแล้ว คืนหนึ่งจึ่งค่อยแคล้ว
คลาศเต้าต่อไป ๚  
๏ โดยน้ำใจซื่อแท้ บอกท่านตามจริงแล้
บได้มารษา ๚  
๏ อันเคหาค่อยไซ้ รับท่านคืนเดียวได้
กว่านั้นไป่ยอม เลยนา ๚
๏ จักถนอมท่านไว้ ฉันมิตรสนิทให้
อยู่ยั้งสำราญ ใจนา ๚

โคลง ๔

๏ ภูบาลฟังถ้อยซึ่ง เชิญชวน
ดูประหลาดสำนวน ดั่งนี้
จักมีสิ่งใดควร ทราบเหตุ
จึ่งตอบรับเชิญชี้ ชอบแท้ขอบใจ ๚
๏ ครไลคลอไหล่ตั้ง ตนเสมอ กันนอ
ถึงคฤหาศน์เลอ อาศน์แผ้ว
สั่งสนทนาเสนอ กิจศุข ทุกข์แฮ
จวนยํ่าสนธยาแล้ว จึ่งเลี้ยงภักษภัณฑ์ ๚
๏ จัดสรรกับเข้าแต่ง นานา
สามสิ่งรศโอชา เฉียบแท้
เนี้อไก่ฉีกปรุงทา เครื่องทอด สุกเฮย
เนื้อห่านพ่วงพีแล้ ภัตรร้วมราคู[๑๐]
๏ ดูของสามสิ่งแม้ มากหลาย
ล้วนถูกปากเหมือนหมาย หมดสิ้น
มารดากอบขวนขวาย ตกแต่ง
เสพย์ชอบประกอบลิ้น เล่ห์เพี้ยงของสวรรค์ ๚

โคลง ๒

๏ ของคาวพลันเสพย์แล้ว ยามสุริยเคลื่อนแคล้ว
ลับไม้หมดศรี ๚  
๏ ของหวานมีลูกไม้ หลายสิ่งเสาะหาได้
แต่ล้วนอย่างดี นักนอ ๚
๏ อิกขนมมีเลิศลํ้า อย่างละอย่างไป่ซํ้า
สิ่งล้วนหวานมัน ๚  
๏ พลางชวนกันปอกปล้อน ปลิ้นเมล็ดในหล้อน
ลูกไม้ตระการ ๚  
๏ ขนมหวานนุ่มแท้ ที่กรอบก็กรอบแล้
เลิศด้วยกลิ่นจรุง บารนี ๚

ร่าย

๏ คุงคํ่าเข้าราษตรี ประเพณีในนัครา
ทวยประชาครั่นคร้าม ห้ามบให้เสพย์สุรา
ในเวลาทิวาวาร ยามรัติกาลจึ่งควร
จวนคํ่าจึ่งหะซัน จุดเทียนพลันรุ่งโรจ
โชติช่วงแสงชัชวาลย์ เครื่องสุราบานแต่งตก
ยกตั้งโต๊ะกลางตรง วางถ้วยลงรินสุรา
กล่าววาจาเพราะพร้อง เชิญท่านผู้เพื่อนพ้อง
จุ่งตั้งโสตสดับ เทอญนา ๚

โคลง ๔

๏ แบบฉบับไก่ผู้ผ่าว กรรหาย ชลเฮย
บด่วนดื่มเดียวดาย เรียกร้อง
ภรรยาเพื่อนฝูงหลาย ตัวต่อ พร้อมแฮ
จึ่งเสพย์สลิลซ้อง ดั่งนี้เราเชิญ ๚
๏ พังเพลินไพเราะแท้ วาจา ท่านนา
มารยาตรยิ่งอย่างหา ยากลํ้า
เปนที่ถูกหฤทยา เรายิ่ง รักแฮ
เชิญท่านรินส่งซํ้า ส่วนให้เรากิน ๚
๏ รินแล้วส่งถ้วยท่าน จงลอง ชิมเทอญ ๚
คงจะสบสมปอง เอกแท้
กาหลิบรับถ้วยสนอง คำตอบ
อย่างท่านมีของแม้ ชั่วแล้วมีไย ๚
๏ แม้นไฉนเรือนข้าจัก เจรจา ได้ฤๅ
ยลท่านประเวศมา อยุดยั้ง
โดยเปรมกระมลปรา โมทย์ชื่น ชมแฮ
จักจรดเศียรตั้ง ต่อพื้นอัญชลี ๚
๏ ยินดีเพื่อด้วยท่าน มาพัก
มีโอษฐ์จะทายทัก ท่านจ้อ
จัดโต๊ะแต่งตั้งตัก เตือนท่าน เสพย์นา
เสมอจิตรเราฤๅท้อ เทียบให้เลงเห็น ๚

โคลง ๒

๏ พังคำเย็นเยือกแท้ กาหลิบท่านโปรดแล้
ตลอดถ้อยทุกคำ ๚  
๏ สำรวลชวนเสพย์ซํ้า ซดสุราคือนํ้า
พลอดเพ้อไปพลาง แลนา ๚
๏ พลอดบจางจืดถ้อย ท่านพลอดเขาพลอดผล้อย
พลอดโต้ต่อสนอง ๚  
๏ พลอดบปองอยุดยั้ง พลอดต่อพลอดแต่ตั้ง
พลอดต้องใจตาม กันนา ๚

ร่าย

๏ ถามถึงทางค้าขาย รายกิจการทุกสึ่ง
ซึ่งเขาทำเลี้ยงกาย เขาบรรยายแต่ต้น
จนขอดข้นคับแค้น แม้นภายหลังปฏิญาณ
ถ้วนทุกประการบปิด ครั้นบพิตรธฟังจบ
เร่งปรารภรักใจ ธจึ่งปราไสประภาษ
ว่าท่านฉลาดดำริห์ ตริตรองครองชีพตน
ผิดกับคนทั้งหลาย เมื่อภายหนุ่มจักนึก
เห็นตื้นฦกเบาหนัก รู้คิดยักทรัพย์ไว้
ได้ดอกเบี้ยเลี้ยงกาย ห่อนฉิบหายหมดมอด
จึ่งรื้อรอดตนคืน ฝ่ายเรายืนยลชอบ
หนึ่งประกอบการเลี้ยง พวกพ้องเพี้ยงพอประมาณ
หวังทราบการนานา หนึ่งผู้มาพึ่งพัก
พำนักนิ์ท่านรับรอง ต่างคนปองสรเสริญ
ความเจริญชูเชิด เลื่องฦๅเลิศนามกร
จักขจรทั่วหล้า ชนจักชมชื่อช้า
ไป่สิ้นสรเสริญ ท่านนา ๚

โคลง ๒

๏ มาพูดเพลินเนิ่นช้า ทั้งท่านแลตนข้า
บได้ดื่มเลย ๚  
๏ ไป่ควรเฉยแฉะค้าง เชิญท่านดื่มอิกบ้าง
จักได้สบายบาน ๚  

• • • • • •

โคลง ๔

๏ ช้านานแต่นั่งจ้อ เจรจา กันเฮย
พลางเสพย์ซึ่งสุรา ฤทธิ์ร้าย
จนลุล่วงเวลา ดลดึก
กาหลิบแสร้งแสดงคล้าย เหนื่อยแท้ทำนอง ๚
๏ เราปองจักใคร่เร้น ระงับกาย
ท่านก็เหนื่อยมากมาย ดึกแล้ว
เพราะเราจึ่งท่านวาย นอนหลับ
วันพรุกเราจักแคล้ว คลาศพ้นกันไป ๚
๏ ขอบใจซึ่งท่านได้ รับรอง เราเฮย
คุณคู่ศิขรปอง เปรียบอ้าง
ควรจิตรคิดคุณสนอง คุณขอบ คุณเฮย
เต็มเรี่ยวเต็มแรงผ้าง พี่นี้ควรทำ ๚
๏ ขอจงจำแนกข้อ คนึงใด ใดเฮย
เราใช่ชาติเหลวไหล พล่ามฟุ้ง
แม้ทราบประสงค์ไฉน จักเสร็จ สนองเฮย
ไปบลืมคุณคุ้ง มอดม้วยเมือมรณ์ ๚
๏ สุนทรมฤธุถ้อย ท่านแถลง
เราเชื่อบเคลือบแคลง สักน้อย
แต่สิ่งซึ่งจำแสวง เราไป่ มีเลย
ทั่วธุระเรียบร้อย ฤต้องกวนใคร ๚
๏ สิ่งใดควรธุระใช้ เรามี ครบนา
คิดอยากเดียวยินดี มากลํ้า
แต่เพียงท่านผู้ปรี ชาชอบ ใจแฮ
ไม่คิดรังเกียจซ้ำ สบน้ำใจจง ๚

ร่าย

๏ เราจำนงอย่างยิ่ง แต่ใช่สิ่งสำคัญ
แลเกียจกันความศุข ให้เราทุกข์พ้องไภย
แต่ใจเรารังเกียจ ให้นึกเกลียดชังนัก
ท่านคงจักทราบบ้าง ข้างเมืองนี้แบบแผน
แบ่งปันแดนหลายตำบล หนหนึ่งนั้นมีวัด
อีแมน[๑๑]จัดเปนพระ เปนธุระเรียกประชา
มาประชุมนมัศการ ในสฐานส่วนเราสึง
อีแมนขึงขับเขี้ยว ภักตรบูดเบี้ยวเปรี้ยวจัด
ใครบทัดเทียมทัน หน้าไหว้พลันหลังหลอก
ความคิดนอกรีดรอย คอยกดขี่ทายก
ตกจะให้ประพฤติตาม ความที่ตนเห็นผิด
ยังมีศิษย์สี่นาย ล้วนเปนชายปราศสติ
ไป่ตรองตริอันใด เขานัดไปประชุมกัน
เทียรทุกวันบวาย การทั้งหลายเขาปฤกษา
ล้วนแต่ทารุณร้าย บ้ายความชั่วผู้อื่น
ชนนับหมื่นบมิชอบ หวังให้มอบแด่เขา
เอาเปนบ่าวบังคับ ให้เรารับธรรมเนียมใหม่
ตามเขาใส่ใจเห็น ฝ่ายเราเปนจนจิตร
เขาเห็นผิดเปนชอบ ประกอบตนบได้ต้อง
ข้องขัดคำโกหร่าน[๑๒] ไป่คิดอ่านทำตาม
จึ่งคุกคามรํ่าไป ผู้ใดในแขวงนี้
ถูกจู้จี้ทุกคน จนบมีศุขได้
เพราะเหตุเขาชั่วไส้ จักให้เราตาม ต่อนา ๚

โคลง ๒

๏ กาหลิบถามท่อถ้อย ท่านจุ่งบอกแด่ข้อย
จักแก้ฉันใด เล่านา ๚
๏ เรานึกในจิตรไว้ ขอท่านสงเคราะห์ให้
จุ่งได้ทันเห็น เทอญนา ๚

โคลง ๔

๏ ขอเปนที่ท่านไท้ ทรงธรรม์
ผู้พิชิตเขตรขัณฑ์ ขี่เกล้า
แต่สักทิวาวัน เดียวดุจ คิดนา
ครองพิภพผ่านเผ้า เดชเพี้ยงภูวไนย ๚

โคลง ๒

๏ จะทำไฉนหนึ่งนั้น จงแสดงกิจหั้น
ออกให้เราฟัง ก่อนเทอญ ๚
๏ ได้ดังเรานึกแล้ว การใหญ่จักไม่แคล้ว
คลาศพ้นมือทำ ๚  

ร่าย

๏ จักให้นำที่ปฤกษา ทั้งสี่มาลงทัณฑ์
เฆี่ยนแข่งกันคนละร้อย ตัวพระน้อยไป่มี
สี่ร้อยทีควรโทษ เฆี่ยนเพื่อโปรดสั่งสอน
ถอนทฤฐิเดิมด้าน อย่าเบียดเบียฬเพื่อนบ้าน
ดุจดั้งเดิมมา แลนา ๚

โคลง ๒

๏ ราชาเยื้อนตอบถ้อย ท่านคิดดีไม่น้อย
ถูกนํ้าใจเรา ๚  
๏ โดยคิดเดาจิตรแล้ กาหลิบเปนใหญ่แม้
ทราบแล้วคงทรง โปรดนา ๚
๏ คิดโดยตรงซื่อแท้ คงโปรดอนุญาตแล้
ท่านให้ครองเมือง ๚  
๏ ไป่ป่วยเปลืองกิ่งก้อย เราต่างเทศมาน้อย
หนึ่งให้เห็นดี ด้วยนา ๚

โคลง ๔

๏ วาทีเหลวแหลกฟุ้ง พึงสรวล สันต์เฮย
ฤๅท่านพลอยเห็นควร คิดบ้าง
กาหลิบจักสำรวล ความคิด เรานา
ผิดก็ไต่สวนข้าง พระแล้วลงทัณฑ์ ๚
๏ ฉันใดกาหลิบเจ้า จักสำ รวลเฮย
คงบสรวลแม่นยำ อย่างนั้น
ดึกนักจักต้องจำ เลิกพูด กันแฮ
ไปสู่ที่นอนครั้น รุ่งเช้าเราลา ๚
๏ อาไลยจำอยุดยั้ง สนทนา ก่อนเฮย
เชิญท่านเสพย์สุรา อีกน้อย
อนี่งยามท่านจักคลา ไคลจาก เรือนแฮ
เชิญปิดประตูข้อย อย่าได้ลืมคำ ๚

ร่าย

๏ รับแม่นยำเสร็จแล้ว หยิบจอกแก้วขวดมา
รินสุราร่อขอบ ยกขึ้นตอบการุญ
คุณท่านมีมากหลาย ดื่มหมั้นหมายความเจริญ
อาบูเพลินบรวัง ธก็บังเอาแป้ง[๑๓]โรย
โปรยลงในถ้วยสรรพ อาบูรับถ้วยไป
บรู้ในกลอุบาย รินเหล้าหมายดื่มตอบ
เต็มเปี่ยมขอบยกจรด ปากดื่มหมดบมินาน
วางถ้วยกรานภักตรก้ม ซบสยบเกษล้ม
หลับสิ้นสมประดี แลนา ๚

โคลง ๓

๏ ภูมีกลั้นสำรวล เวลาจวนดึกแล้ว
ท่านจักคืนวังแก้ว จึ่งเอื้อนพจมาน สั่งนา ๚
๏ ทาษผู้ชาญใช้ชิด ให้วินิจถิ่นไว้
ผิวกลับมาส่งให้ ถูกต้องยังเรือน เขานา ๚

โคลง ๒

๏ อย่าเฉยเชือนเนิ่นช้า เร็วเร่งแบกตามข้า
จักเข้าสู่วัง ๚  
๏ เขาตามหลังท่านไท้ ออกจากเรือนมาไส้
บได้หับทวาร ๚  
๏ ท่านตริการเสร็จแล้ว ทำจะให้สอดแคล้ว
เมื่อรู้ภายหลัง ๚  
๏ คลาถึงวังบช้า เข้าทวารน้อยคล้า
คลาศขึ้นมณเฑียร ท่านนา ๚

ร่าย

๏ ประนังเนียนแน่นเฝ้า หมู่ชาวเจ้าพนักงาน
ธก็บรรหารตระบัด ให้ผลัดผ้าอาบู
แต่งกายดูอเคื้อ ให้สอดเสื้อทรงประทม
ของบรมกระษัตรา อุ้มกายาขึ้นวาง
กลางพระแท่นทิพย์อาศน์ ที่ไสยาศน์ทรงธรรม์
มาลาอันอลงกฏ สำหรับยศขัติเยศ
วางประเทศเบื้องสูง แล้วธเรียกฝูงกำนัล
มาพร้อมกันบมิช้า ตรวจถ้วนหน้าฝ่ายใน
ธก็ตรัสไปตระบัด จัดบันดาพนักงาน
ใครมีการฉันใด ปางสมัยสร่างนิทรา
ให้เข้ามารับการ ปานดังเคยแต่ก่อน
อย่าลดหย่อนทุกอย่าง ป่างบังคับอันใด
จงเร่งไปทำตาม จงเกรงขามนบนอบ
ดุจประกอบแก่กู จงเชิดชูยศศักดิ์
แม้นเขาทักทายใคร กราบทูลไปอย่าขาม
นามพระเจ้าทรงธรรม พูดทุกคำอย่าพลั้ง
หนึ่งจุ่งยั้งคำเคย เรียกเราเลยเปนขาด
ว่าพระบาททรงธรรม์ อย่าทำฉันเจ้าข้า
แม้ปะหน้าจุ่งเฉย เลยไปดังผู้อื่น
อย่าตกตื่นหวาดไหว หนึ่งการใดขบขัน
สิ้นทุกอันจงอด งดสำรวลหริกแส้
ทำดังกูสั่งแล้ อย่าให้เคลื่อนคลา สั่งนี้ ๚

โคลง ๒

๏ บันดามาเรียบเฝ้า รับรับสั่งพระเจ้า
เกษก้มฟังคำ ๚  
๏ ไปประจำที่พร้อม ตรองตริดำริห์ซ้อม
สอบถ้าธรรมเนียม ๚  

ร่าย

๏ เตรียมการในที่เสร็จ ธก็เสด็จสู่สภาอาศน์
จึ่งมีราชบัญชา หาเสนาผู้ใหญ่
ไปล่มายังวังราช เข้าเฝ้าบาทยุคล
บัดดลธก็ดำรัส ตรัสบังคับข้ออ้าง
เร่งป่าวเร็วอย่าร้าง ดั่งนี้เสนา ๚

โคลง ๔

๏ เวลาพรุ่งนี้จัก จัดมา นพเฮย
สฐิตย์อาศน์เอกราชา เฉกท้าว
ประดับสรรพสรรพา ภรณ์เครื่อง ทรงแฮ
อย่าหวาดกระมลร้าว เรื่องรู้เราประสงค์ ๚
๏ จงประนตนบนอบแม้ เราเอง
โอนอ่อนหย่อนยำเกรง กราบเกล้า
ขานพูลเยี่ยงอย่างเพรง พร้อมเสร็จ สรรพแฮ
แม้สั่งสิ่งใดเจ้า รับถ้อยทำตาม ๚
๏ หนึ่งยามจักเรียกใช้ เงินทอง
จุงจ่ายตามจิตรปอง อย่ายั้ง
มากมายนักก่ายกอง อย่าเกียจ กันแฮ
ถึงจะหมดคลังทั้ง ถิ่นด้าวโดยมาน ๚
๏ หนึ่งวานประกาศเที้ยร ทวยขุน นางเฮย
ทั่วทุกนายทุกมุล หมดถ้วน
อย่าทำถ่อยทารุณ รู้เท่า ทันแฮ
เฝ้าฝ่ายซ้ายขวาล้วน อย่าให้ใครหลอ ๚
๏ พอเปนที่สนุกนิ์น้ำ ใจตู
ท่านช่วยตรวจไตรดู จุ่งพร้อม
เราขานเสร็จงานสู แต่เท่า นั้นแฮ
จงเร่งไปสั่งซ้อม อย่าให้เสียการ ๚

โคลง ๒

๏ บนานสั่งเสร็จแล้ว ธก็เสด็จคลาศแคล้ว
สู่ห้องบันทม ท่านแล ๚
๏ สั่งกรมวังใหญ่ไว้ จงปลุกบันทมให้
ถูกต้องเวลา ๚  
๏ ก่อนอาบูตื่นแล้ ท้าวธจะได้ดูแม้
จักเมื้อหนใด ๚  
๏ กูจักไปแอบอ้อม มองจุ่งเห็นให้พร้อม
บเว้นสักอัน เลยนา ๚
๏ กำชับกันทั่วหน้า ทำจุ่งถูกทุกถ้า
อย่าพลั้งทุกงาน ๚  
๏ ครั้นสั่งสารเสร็จแล้ว เสด็จสู่ยิภู่แก้ว
ท่านท้าวบันทม หลับนา ๚

ร่าย

๏ ดวงดาวจมจ่อมฟ้า เขาทูลอ้าบพิตร
อาทิตย์จวนอุไทย ครั้นภูวไนยสดับสาร
เสด็จจากสฐานแท่นรัตน์ ผลัดภูษาทรงสุคนธ์
ด่วนจรดลโดยฉับ ถึงห้องหับอาบู
ดูพร้อมพรักพนักงาน ภูบาลแส้งแฝงองค์
ในห้องตรงมุลี่กั้น แลนอกขั้นไป่ยล
หนในเห็นนอกถนัด จัดทุกสิ่งเรียบร้อย
อีกสักครู่หนึ่งน้อย จักฟื้นนิทรา แลนา ๚

• • • • • •

โคลง ๔

๏ สุริยาเรืองเรื่อพื้น อัมพร แผ้วเอย
หวี่หวู่หมู่ภมร มั่วร้อง
เชยกลํ้ากลีบเกสร เสาวรศ รวยนา
พรรค์พิหคเหินก้อง เกริ่นเร้าเลียงรงม ๚
๏ ปางปฐมนมาศ[๑๔]ได้ เวลา ลุเฮย
จึ่งพนักงานคลา คลาศคล้อย
เข้าเคียงแท่นไสยา หยิบสะ ปันช์[๑๕]แฮ
ชุ่มชุบนํ้าซ่มน้อย หนึ่งหร้อนาสา ๚
๏ อาบูจามสั่งรู้ สึกสกนธ์
ลืมเนตรบัดยินยล หลากแท้
ทึกทึกหฤไทยฉงน ฉงายเน่ง อยู่นา
พิศยิ่งเพลินเพลิศแล้ เลิศลํ้าเหลือประมาณ ๚
๏ เพดานประดับด้วย เลขา
กรอบลวดล้วนทองทา เถือกแพร้ว
เครื่องทองถกลตา รายแต่ง ตั้งแฮ
พรมลาดพื้นสอาดแผ้ว ค่าพ้นหมื่นพัน ๚
๏ เรียงรันวรแน่งน้อย นารี รุ่นฤๅ
งามรูปงามราศรี สุดอ้าง
งามครบเครื่องดนตรี งามเครื่อง ทรงนา
งามรเบียบบำเรอผ้าง เทพย์ไท้มารัง ๚
๏ ยังหมู่ยุนุก[๑๖]เนื้อ นิลสนิท
ตกแต่งตนตรูพิศ เพริศพร้อม
ยืนรายเรียบเรียงสถิตย์ ตามที่ ควรนา
คอยสดับรับคำน้อม นอบใช้รไวรวัง ๚
๏ แลยังยิภู่แก้ว แกมมุก ดาเฮย
กำมหยี่สีแดงสุก ลาดซ้ำ
เสื้อทรงหมวกทองทุก สิ่งทอด เรียงแฮ
ล้วนเครื่องกาหลิบลํ้า เลิศด้วยจินดา ๚
๏ อาบูดูสบสิ้น ทุกสฐาน
เห็นประหลาดเหลือประมาณ เหตุหั้น
เปนใดเหตุใดดาน ใดดั่ง นี้นา
ฝันบฝันใดอั้น อกโอ้พิศวง ๚
๏ ฤๅองค์กาหลิบนี้ คือกู แม่นฤๅ
จักแน่ฉันใดดู ดั่งนี้
ออพูดกับเพื่อนตู แต่ดึก ดอกนา
จึ่งเก็บมาฝันกี้ ก่อนไส้ไป่เปน ๚
๏ คิดเห็นเปนแน่แล้ว หลับตา เสียเฮย
ดังจักใคร่ไสยา สืบไส้
พนักงานเมื่อทัศนา นอนเน่ง ฉนั้นฤๅ
จึ่งค่อยเข้าเคียงใกล้ กล่าวเอื้อนอัญเชิญ ๚
๏ พระองค์ทรงภพผู้ ทรงธรรม์
เรืองรุ่งแสงหิรัญ เรื่อฟ้า
จักดัดผทมพลัน ทันนมาศ พระเฮย
เนาเนิ่นเกินเกลือกช้า จักเรื้องสุริยน ๚
๏ อนุสนธิ์ฟังเสร็จสิ้น อัศจรรย์ จริงนอ
เราตื่นฤๅหลับฉัน เช่นนี้
เราหลับมเมอฝัน ไปกระ มังนา
กลับหลับเนตรบลี้ ลาศขึ้นพจมาน ๚
๏ พนักงานเห็นไป่ฟื้น พลิกกาย
จึ่งรํ่าซํ้าบรรยาย อีกครั้ง
พระองค์ไป่เคยวาย ว่างนมัศ การนา
ยามพระอาทิตย์ยั้ง ขอบฟ้าส่องแสง ๚
๏ คลายแคลงเราตื่นแท้ ยลถนัด
เขาพูดเรายินชัด ถี่ถ้วน
หลับอยู่จักรู้อรรถ ใครกล่าว แลฤๅ
ลืมเนตรยลหมดล้วน แต่แท้เถียงไฉน ๚
๏ ทันใดจึ่งนั่งขึ้น กลางบรร ฐรณ์นา
ภักตร์ผ่องพ่างเพ็ญจันทร์ แจ่มฟ้า
ยินดีภิรมย์หรร ษาสบ ประสงค์แฮ
กาหลิบมองเห็นหน้า ชอบนํ้าหฤไทย ๚

ร่าย

๏ ในขษณะจึ่งสุรางค์ นางนิกรกำนัล
ก็พร้อมกันโอนโมฬิศ ชิดแทบพื้นผละกา
หัถซ้ายขวาประจงจับ สัพสรรพ์เครื่องดนตรี
ต่างดีดสีประโคมขาน บรรสารศัพท์วังเวง
บรรเลงบรรโลมสมร ปางภูธรส่างนิทร์
อาบูคิดรำพึง ตระลึงแลลานสวาดิ์
เอะอ้าอาตม์เปนไฉน ยังหลับใหลฤๅตื่น
เห็นดาษดื่นจริงฤๅฝัน ยกมือผันปิดเนตร
ก้มเกษลงตริตรอง เหตุทั้งผองเปนไฉน
มาเปนใดแก่กู ดูประหลาดรั้ววัง
ยังพนักงานหลาย ล้วนแต่งกายโอ่โถง
โพรงพรายสาวสคราน เสียงบรรสารมโหรี
ดุจดนตรีทิพย์เสนาะ ไพเราะพึงพอกรรณ
เอะกูฝันฤๅมิใช่ ไป่รู้สึกเสียสติ
เปิดภักตร์สิเห็นถนัด สุริยจรัสแจ่มจ้า
สว่างแต่บัญชรอ้า อกโอ้ฉงนฉงาย ใจนา ๚

โคลง ๔

๏ จึ่งนายเมศร[๑๗]ผู้ กรมวัง ใหญ่เฮย
เยื้องยาตรยังบัลลังก์ ลูบเกล้า
กราบทูลยุบลดัง ใดผิด อภัยนา
แด่บพิตรพระเจ้า ท่านไท้ทรงธรรม์ ๚
๏ ตรวันเกินเขตรท้าว นมัศการ แล้วเฮย
ไป่ขาดเคยสักวาร ว่างแว้
บพิตรบสำราญ รมย์สนิท นิทร์ฤๅ
จึ่งบทรงรฦกแล้ เลิกลี้การบุญ ๚
๏ ทวยขุนมาพรั่งพร้อม เพรียงภักตร์
เชิญพระผู้ปิ่นปัก แด่นด้าว
เสด็จออกณรัตนัค วรราช อาศน์เอย
ปกาสิตราชกิจท้าว เยี่ยงกี้เพรงกาล ๚
๏ สดับสารเห็นเสร็จสิ้น สำคัญ
ตูตื่นบร้างฝัน แม่นแท้
ลังเลหฤไทยฉัน ใดดั่ง นี้นอ
ไป่ทราบสักสิ่งแม้ จักต้องทำใด ๚
๏ จงใจเพ่งภักตร์ผู้ ทูลสนอง
ใครซึ่งท่านนึกปอง เรียกร้อง
ทรงธรรมผิดทำนอง เราใช่ ท่านนา
เราบเคยพบพ้อง ภักตรเจ้าสักคราว ๚

ร่าย

๏ หนาวจิตรเจ็บเจียรมรณ์ อ้าภูธรอยู่เกล้า
ไยพระเจ้าแปลกแคลง แหนงข้าบาทบริรักษ์
ผู้สวามิภักดิ์สนิท รับราชกิจใกล้เคียง
เพียงพระบาทยุคล เนิ่นนานจนบัดนี้
ขานชื่อชี้เมศเรอ[๑๘] ท้าวธเผยอยศให้
ขอท่านไท้ทรงรฦก นึกเมตตาข้าพระองค์
คงที่เดิมดุจก่อน ผ่อนความเศร้าเบาหาย
คลายความทุกข์โทมนัศ หนึ่งซึ่งตรัสสัพยอก
หยอกถามข้าบาทบงสุ์ ว่าพระองค์คือใคร
ไฉนข้าจักลืมหลง พระองค์คือพระเจ้า
ทรงธรรมเผ้าแผ่นไผท คือธงไชยฉัตรโลกย์
เบื้องอุษาโยคจวบจน หนประจิมทิศาภาค
มากบารมีแผ่ปก อุปถัมภกสาสนา
ให้ถาวรดำรง ซึ่งพระองค์ดำริห์
ตริเห็นการไปฉนั้น ข้าบาทหมั้นหมายคิด
ชรอยบพิตรไสเยศ จะมีเหตุสุบิน
ให้ยลยินพิศวง เคลิบเคลิ้มองค์ยังบคลาย
จึ่งบรรยายผิดแท้ ข้าบาทบพิตรแล้
บได้คลางแคลง เลยนา ๚

โคลง ๒

๏ ฟังคำแถลงหลากน้อ หัวเราะเฮาะเฮาะฮ้อ
กลับล้มตัวนอน อีกนา ๚
๏ หัวหนุนหมอนนิ่งยิ้ม หัวเราะอีกดั่งปิ้ม
เจ่งร้องรงมเสียง ๚  
๏ กาหลิบเมียงม่านพ้อง จักใคร่สำรวลก้อง
จุ่งได้แรงใจ หน่อยรา ๚
๏ สรวลดังไปเกลือกรู้ จักสุดการเล่นสู้
อดไว้ก่อนดี กว่านา ๚
๏ อาบูมีจิตรชื้น นอนเน่งหัวครั่นครื้น
อยู่นั้นช้านาน ๚  
๏ นึกสำราญจิตรแผ้ว กลับลุกขึ้นนั่งแล้ว
เรียกร้องบัดดล ๚  
๏ ยุนุกคนหนุ่มน้อย เองบอกแต่จริงถ้อย
ที่แท้กูใคร แม่นฤๅ ๚
๏ กราบทูลไปบช้า ข้าแต่พระเจ้าข้า
พระเจ้าทรงธรรม ท่านแล ๚
๏ ผู้อุปถัมภ์สาสนยั้ง เจ้าอุไภยโลกย์รั้ง
สฤษดิไท้ทรงนาม ดั่งนี้ ๚
๏ โกหกตามอีกแล้ หน้าหมึกมืดมอมแม้
ดั่งก้นบ่อเหว ๚  
๏ เร็วแม่มานิ่มน้อง โฉมเฉิดแม่มาต้อง
กิ่งก้อยพี่รา ๚  
๏ เอาทันตาขบคั้น ดูพี่จักตื่นหมั้น
แลรื้อยังนอน หลับนา ๚

ร่าย

๏ ทรามบังอรเข้าใจ ว่าท่านไทธคอยมอง
ปองจะให้โปรดปราน ทำอาการแช่มช้อย
จับกิ่งก้อยอาบู ชูขึ้นกัดแต่เบา
เพลาเพลาพอรู้สึก อาบูละคึกโอษฐ์อึง
ดึงมือมาบช้า อ้ากูตื่นแท้เที่ยง
เยี่ยงอย่างใดดูอัศจรรย์ คืนเดียวพลันกลายกลับ
กาหลิบสรรพตัวกู ดูดุจหนึ่งนฤมิตร
คิดบเห็นเปนไฉน พลางปราไสสาวสุรางค์
นางทั้งผองเราถาม จงแจ้งความแต่สัตย์
ตัวเราชัดแน่ฤๅ คือพระเจ้าทรงธรรม์
อย่าบิดผันพูดเพ้อ บอกแต่จริงใจเน้อ
อย่าได้อำพราง เสียนา ๚

โคลง ๔

๏ นวลนางนบนอบน้อม กายทูล
ข้าแต่นเรนทร์สูริย์ ผ่านเผ้า
พระเกียรติจรัสจรูญ ไพโรจน์
นามพระบาทพระเจ้า ท่านไท้ทรงธรรม์ ๚
๏ อันเปนบรมนารถข้า ทั้งมวญ
ห่อนเศกสรรสำนวน กล่าวอ้าง
อาบูหะซันสวน คำตอบ
ปดอิกละปดบ้าง เยี่ยงกี้ตามกัน ๚

• • • • • •

๏ ป่างนั้นยุนุกสิ้น ทั้งผอง
ทราบจิตรอาบูปอง จักผ้าย
เคียงเข้าค่อยประคอง จากอาศน์
ยืนหยั่งพื้นภาคลม้าย มาตรท้าวทรงธรรม์ ๚
๏ พร้อมกันร้องประกาศก้อง โกลา หลเฮย
ขอพระทรงธรรมา ธึกไท้
จงเสวยศุขหรรษา สมัยเมื่อ เช้าแฮ
ดังพระเปนเจ้า[๑๙]ให้ ค่อยน้อยถวายพร ๚
๏ โอ้เอออนิจน้อ น่าขัน จริงนอ
เมื่อคํ่าคือหะซัน พ่อค้า
กลับเปนพระทรงธรรม์ ทันท่วง ทีเฮย
สทกสเทินอกอ้า หลากลํ้าเหลือคนึง ๚

ร่าย

๏ จึ่งชาวเจ้าพระกำนัล ชวนกันแต่งวรองค์
ทรงสนอบพื้นกำมหยี่ ภาพลายถี่ทองปรุ
ฉลุแก้วแกมสุวรรณ์ ดูเฉิดฉันพรายแพร้ว
มาลาแก้วกรนกรัตน์ ทรงรัตพัตร์พรรณราย
ถวายพระแสงเหน็บแนบ กั้นหยั่นแอบปืนประจำ
กระบี่คำเนื้อเก้า งามเงื่อนเจ้าจอมภพ
ครบราชูประโภค โดยขัตติยโยคมหิมา
ส่วนกัญญาแลยุนุก รายเรียบมุขแลสล้าง
ตราบสองข้างทางจรัล อาบูพลันคลาไคล
ไปตามหว่างคนประจำ เมศเรอนำเบื้องหน้า
ชาวที่ร้าเปิดทวาร สู่โรงธารที่ประทับ
เมศเรอรับกรประคอง อิกนายปองช่วยพยุง
ผดุงองค์ขึ้นเหนืออาศน์ ราชาธิราชบัลลังก์
ต่างประนังกันซ้อง ร้องถวายพรไชย
ดุจหนึ่งในหนหลัง แถบผนังในพระโรง
ดูโอ่โถงงามสอาด ราชวัลลภยืนสลับ
ได้อันดับเรียบเรียง เพียงจักโผนสู้ศึก
ดูอธึกทั่วแท้ งามสง่านักแล้
เลิศล้วนควรสยอง ใจนา ๚

โคลง ๔

๏ รางรองรุจิเรขเรื้อง ราชฤทธิ์
งามอาศน์อาบูสถิตย์ เทียบท้าว
คล้ายองค์เอกอดิศ วรราช เองนา
ยามออกอำมาตย์ด้าว ดุจได้เคยเปน ๚
๏ กาหลิบเห็นสบสิ้น ทุกสฐาน
ท่านยิ่งคิดโปรดปราน เพิ่มพ้อง
สถิตย์บังอยู่หลังทวาร คอยตรวจ ไตรนา
เปนที่ยำเกรงต้อง แต่งให้สมประสงค์ ๚
๏ จึ่งองค์มุขมาตย์ผู้ เสนา บดีเฮย
ปรากฎนามไกยฟา[๒๐] เอกอ้าง
คือแครนด์วิเซีย[๒๑]ถา นาศักดิ์
สำเร็จการกิจข้าง ฝ่ายหน้าการนคร ๚
๏ บทจรสู่ที่เฝ้า ทันที
คำนับโอนเกษี นอบไท้
โอษฐ์อวยวรวจี เจริญสวัสดิ์
โดยแบบฉบับได้ ประพฤติดั้งเดิมมา ๚
๏ อ้าองค์อิศเรศร์ไท้ ทรงธรรม เที่ยงเฮย
ขอพระเปนใหญ่นำ ศุขให้
แต่ในปัตยุบันสำ เร็จสบ ประสงค์นา
โลกย์น่าพระจุ่งได้ สู่ฟ้าเสวยสวรรค์ ๚
๏ หะซันฟังเสร็จสิ้น สารแสดง นั้นนอ
คลายคลี่ความเคลือบแคลง คาดหมั้น
สมจิตรซึ่งคิดแสวง หาอยาก เปนนา
ไป่นึกยศศักดิ์นั้น เกิดด้วยอันใด ๚
๏ ถือใจเปนหนึ่งด้วย บคิด ตรองเฮย
บัดแสดงราชฤทธิ์ เรียกร้อง
วิเซีย[๒๒]ท่านมีกิจ การสิ่ง ใดนา
จงบอกอย่าเกรงต้อง ขัดข้องเคืองขาม ๚
๏ ทูลความแด่ท่านไท้ ทันที
ปวงหมู่มาตย์มนตรี พรั่งพร้อม
คอยฟังพระสุรสีห นาทสั่ง หาเฮย
จักสู่พระบาทน้อม นอบเกล้าเคียมคัล ๚
๏ พลันพลันจุ่งบอกให้ เขามา เทอญรา
อำมาตย์รับบัญชา สั่งซ้ำ
เร่งเบิกทวารา เรียกหมู่ มาตย์เฮย
ต่างต่างมาแกล่กลํ้า เกลื่อนกลุ้มทวารใน ๚
๏ ครรไลทีละคู่เข้า บังคม
แทบแท่นสถิตย์บรม ราชเจ้า
เนืองนองถ่องตามกรม หมู่ใหญ่ น้อยนา
ยืนอยู่ยังที่เฝ้า ฝ่ายซ้ายแขวงขวา ๚
๏ อาบูดูทั่วหน้า เสนี
ล้วนสอาดอ่าอินทรีย์ เพริศพร้อม
ตามยศอย่างมนตรี ลำดับ ยศเฮย
เลงเล่ห์ดวงดาวห้อม รอบล้อมจันทรา ๚
๏ ไกยฟาอำมาตย์ผู้ มนตรี ใหญ่เฮย
ยืนน่าหมู่เสนี เกือบใกล้
อ่านถวายเรื่องรายคดี ใดเกิด มีเฮย
ทุกสิ่งจ่งุทราบใต้ บาทเบื้องเรณู ๚
๏ อาบูกาหลิบได้ ทรงสดับ
เอื้อนอรรถตรัสบังคับ ขอดข้อ
บแผกผิดบุรพฉบับ โดยยุติ ธรรมเฮย
เพราะกิจเล็กน้อยน้อ หนึ่งนั้นเชาวน์ไว ๚
๏ บัดใจท่านจุ่งยั้ง แถลงการ ก่อนเฮย
เราจักสั่งนครบาล สักน้อย
เขายินซึ่งบริหาร เร็วรีบ มานา
คำนับสดับถ้อย ท่านไท้บัณฑูร ๚
๏ อย่าสูญเสียเปล่าสิ้น เวลา
เร็วท่านเร่งไปหา บัดนี้
ชายแก่สี่คนอา จาริย์อีก คนนา
อยู่วัดซึ่งเราชี้ บอกให้จงจำ ๚
๏ นำเขาทั้งห้าผูก กลางถนน
ศิษย์สี่ตีแต่ตน ละร้อย
อาจาริย์ดอกสัปดน ตัวเอก
เฆี่ยนสี่เท่าอย่าน้อย นับไว้ใส่คแนน ๚
๏ ทดแทนที่อยาบช้า สาธารณ์
กวนราษฎร์ชาติสามาญ ชั่วแท้
แล้วเอาขี่อูฐประจาน ตัวหนึ่ง
ให้ขี่ห้าคนแล้ กลับหน้ามาหลัง ๚
๏ สั่งให้เพชฆาฎแล้ พธำมรง
นำทเวนเวียนวง รอบด้าว
เกริ่นโทษเกริกทั่วจง อย่าเยี่ยง มันแฮ
แล้วขับอย่าให้ก้าว เหยียบพื้นดินกู ๚
๏ แล้วสูอย่าต้องติด ตามไป เลยนา
เร็วเร่งกลับคืนไคล สู่ข้า
จักทราบเสร็จการไฉน ในกิจ ทำเฮย
ไปเถิดไปอย่าช้า รีบร้อนเร็วมา ๚
๏ เสนารับถ้อยท่าน คำนับ
จากพระโรงเฉียวฉับ ผาดผ้าย
จึ่งสฤษดิโทษปวงสรรพ ดุจท่าน สั่งนา
แล้วก็กลับคืนย้าย ย่างเยื้องยังวัง ๚
๏ หนหลังอ่านบอกเบื้อง ราชกิจ
พอเสร็จนายโปลิศ[๒๓] สู่ไท้
ถวายรายเรื่องสฤษดิ์ โทษเสร็จ แล้วแฮ
ลงชื่อชาวบ้านได้ อยู่รู้เปนพยาน ๚
๏ รับสารอ่านชื่อผู้ สากษี หลายนอ
ล้วนแต่อยู่ถิ่นวิถี แถบนั้น
รู้จักทุกคนมี นามออก อ้างเอย
จึ่งออกวาจกชั้น ชอบแล้วการควร ๚
๏ แย้มสรวลสมนึกแท้ ได้ทำ มันเฮย
คนชั่วชาติระยำ ยับแล้ว
กาหลิบลอบแลสำ คัญจิตร สบายแฮ
เห็นหะซันผ่องแผ้ว ท่านยิ้มยินดี ๚
๏ บัดมีคำสั่งให้ ไกยฟา
ไปเบิกทองคำมา เมื่อนี้
พันลิ่มนับไตรตรา จงแน่ นอนเฮย
แล้วจุ่งไปที่ชี้ ชื่อบ้านอาบู ๚
๏ ถามดูหญิงหนึ่งนั้น มารดา เขานา
ตามชื่อเรียกฉายา จอบแก้ว[๒๔]
ถิ่นเดียวกับที่มา ทำโทษ ทัณฑ์เฮย
สูส่งสุวรรณแล้ว รีบผ้ายคืนวัง ๚
๏ รับสั่งไปเบิกได้ โดยพลัน นั้นนอ
จึ่งวิเซียผายผัน สู่บ้าน
อาบูหะซันทัน ใดส่ง ทรัพย์แฮ
กาหลิบโปรดปรานจ้าน จึ่งให้ตูมา ๚
๏ กาญจนากองใหญ่นี้ ของประทาน ท่านเฮย
ให้จ่อมจ่ายการงาน ชอบใช้
นางฟังยิ่งนึกดาน ใจอัศ จรรย์นา
เพราะจะรู้เหตุไส้ สักน้อยฤๅมี ๚
๏ มนตรีขานเท่านั้น คืนกลับ มานา
พออ่านกิจการสรรพ เสร็จแล้ว
วิเซียสู่คำนับ ทูลเหตุ
ตามซี่งตนคลาศแคล้ว เสร็จข้อราชการ ๚

• • • • • •

ร่าย

๏ ฝ่ายพนักงานทั้งหลาย นายใหญ่คือเมศเรอ
ไป่เพลินเผลอราชกิจ คำนวนคิดนาฬิกา
เห็นเวลาบังควร ชวนพนักงานพร้อมกัน
ให้สำคัญเสนา ต่างคนมานอบน้อม
ลาหลีกอ้อมออกไป อยู่ในแต่พนักงาน
ประจำการรักษาองค์ อาบูลงจากแท่น
เมศเรอแล่นเคียงประคอง อีกนายสนองเบื้องซ้าย
ย้ายจากพระโรงรจนา ไกยฟานำดำเนิน
เชอญสู่ห้องในแคล้ว เปิดทวารพร่างแพร้ว
ย่างเยื้องดำเนิน ไปนา ๚

โคลง ๓

๏ เพลงสรรเสริญพระยศ ปรากฏเสียงกึกก้อง
ฟังเสนาะเพราะพร้อง ยิ่งลํ้าดนตรี ทิพย์นา ๚
๏ ยินดีใดดุจหะซัน ชื่นใจครันไม่น้อย
ลืมคิดตนตํ่าต้อย แต่ตั้งตื่นเหิม ใจแล ๚
๏ เดิมได้คิดแล้วสิ ตริว่าฝันแม่นแท้
ฝันก็ฝันยาวแล้ หลากด้วยตรงกัน ดีนา ๚
๏ จะว่าฝันอย่างคิด ก็เห็นผิดไป่ต้อง
รู้สึกตัวฤๅข้อง ขัดด้วยอันใด หน่อยเลย ๚
๏ พูดเข้าใจทุกอย่าง ตาสว่างแจ่มแจ้ง
เดินก็เดินได้แข้ง เข่าข้อแขงขัน ดีนา ๚
๏ กรรณฟังได้ยินถนัด เราพูดชัดแจ่มแจ้ว
แต่พูดมามากแล้ว ก็รู้เข้าใจ กันนา ๚

โคลง ๒

๏ คิดฉันใดดั่งนี้ เราบใช่ชื่อชี้
พระเจ้าทรงธรรม์ จริงฤๅ ๚
๏ สิ่งสำคัญแห่ห้อม คนใฝ่เฝ้าพรักพร้อม
ดั่งนี้ใครมี บ้างฤๅ ๚
๏ ผิดทีกาหลิบแท้ เคยบมีสองแล้
สืบหล้าแต่เพรง กาลนา ๚
๏ คนกลัวเกรงอ่อนน้อม ทุกสิ่งยศศักดิ์พร้อม
แน่รู้ประจักษ์ตา ดั่งนี้ ๚
๏ เราราชาแม่นแท้ ไป่เคลือบแคลงเลยแล้
แต่นี้ต่อไป อีกนา ๚

ร่าย

๏ คิดคนึงในใจพลาง ทางยุรยาตรดำเนิน
พิศเพลิดเพลินเชยชม บรมราชศฤงฆาร
ห้องพิมานมณเฑียร สถิตย์เสถียรใหญ่กว้าง
ข้างผนังแลเพดาน โอฬารเลิศทองแกม
สอดสีแซมประสานสลับ แสงสุริยจับแจ่มจรัส
มีรย้ารัตน์เรือนสุวรรณ เจดอันแขวนเรียงราย
ลวดลายเลิศไพรจิตร ประดิฐอย่างเอกอุดม
กลางโต๊ะกลมตั้งประจำ พานทองคำจำหลัก
ปักบุบผชาติหอมหวล กลิ่นอายอวลเอิบตระหลบ
ครบเจดใบไพบูลย์ ตั้งโต๊ะพูลจังหวะ
เปนรยะไว้วาง จัดคณนางสำหรับ
ประสานศัพท์ดนตรี มีเจดวงรายเรียง
วงหนึ่งเพียงเจดนาง มีดุริยางค์ประจำหัถ
ล้วนสันทัดชำนาญ การบำเรอบรมไท
ยังนางในเจดอนงค์ ทรงศุภลักษณ์ลาวรรณ์
โฉมเฉิดฉันแช่มช้อย ประดับสร้อยสุวรรณรัตน์
พัตราภรณ์พรรณราย สีสลับหลายอย่างยง
ทุกอนงค์ถือพัชนี คอยภูมีเมื่อเสวย
จักรำเพยลมพาน อยู่ประจำงานพร้อมเสร็จ
คอยเสด็จผ่านฟ้า องค์กาหลิบเจ้าหล้า
จักเยื้องยาตรา มานา ๚

โคลง ๔

๏ บันดามนุษย์ใต้ นภา ดลเฮย
ซึ่งสุดโสมนัศา ยิ่งล้น
ไป่เทียบเปรียบจิตรอา บูเมื่อ นี้เลย
ตั้งเนตรสอดส่ายค้น รอบข้างทางจรัล ๚
๏ ผาดผันพิเคราะห์ยั้ง ยืนมอง
เหลียวเหลือบซ้ายขวาสอง ฝ่ายข้าง
วนเวียนไป่วายตรอง ดำริห์
บัดเชื่อบัดแคลงบ้าง อย่างแท้เยียไฉน ๚
๏ เดินไปนั่งอาศน์แก้ว เบญจางค์
จึ่งเจดสาวสุรางค์ หนุ่มเนื้อ
รำเพยพัชนีพลาง เมียงม่าย อยู่นา
รายรอบประกอบเกื้อ เกี่ยงร้อนบำรุงองค์ ๚
๏ พิศวงวงภักตรน้อง นวลผจง จริงนอ
จับจิตรจักเจียนหลง คลั่งไคล้
พัดพี่เจดอนงค์ จักเหนื่อย ณแม่
เพียงอนุชนั่งใกล้ พี่แล้วเย็นเหลือ ๚
๏ เชิญเมือมานี่เท้อญ หกนาง พี่เอย
พัดแต่เดียวพอจาง จืดร้อน
มาเคียงพี่นี้พลาง เสวยร่วม ราแม่
จักอร่อยรศข้อน คู่แม้นแมนผจง ๚
๏ คณานงค์ทั้งหกเอื้อน เอียงอาย อยู่แฮ
เตือนอีกจึ่งจำคลาย เคลื่อนคล้อย
สู่ที่นั่งเรียงราย สองฝ่าย ฟากนา
ข้างละสามสมรชม้อย ม่ายต้องตาเมิน ๚
๏ สทกสเทินไยนิ่มน้อง นงลักษณ์ พี่เอย
เชิญแม่เสพย์สรรพภักษ์ พี่ป้อน
นั่งแอบแนบทรามรัก เสวยดั่ง นี้ฤๅ
เข้าเมล็ดหนึ่งคือช้อน หนึ่งอ้างอิ่มเสมอ ๚
๏ เออนามวรนุชนั้น เยียไฉน แม่ฮา
ถามเพื่อพี่ชายใจ จอดน้อง
จักจำใส่จิตรไป ภายน่า
ผิบพบภักตรพ้อง พี่ได้คนึงตาง ๚
๏ นวลนางนบนอบน้อม เสนอนาม ถวายแฮ
ฉันชื่อโฉมจันทร์งาม ผ่องแผ้ว[๒๕]
นี่ชื่อสุริเยศยาม ปลาบเปล่ง แสงนา[๒๖]
นี้ชื่อชื่นจิตร[๒๗]แคล้ว คลาศหน้าคนึงฝัน ๚
๏ คนนั้นพึงเนตรนํ้า ใจหวัง[๒๘] นามนา
นั่นชื่อช่อประการัง[๒๙] เรียกรู้
คนโน้นชื่อศิลาดัง ดวงหยก[๓๐] ขาวนา
อ่อนชื่ออ้อย[๓๑]นั้นผู้ ที่ยั้งอยู่งาน ๚
๏ ฟังสารเสนาะลํ้า นามกร หล่อนนอ
สมรูปทรามบังอร ออกอ้าง
เพราะนามรูปงามงอน เสงี่ยมเงื่อน งามนา
สามภพสอบรูปผ้าง พ่ายน้องเจดนาง ๚
๏ บจางบจืดถ้อย ท่อสนอง กันเลย
พลางเสพย์พลางปากปอง พูดพ้อ
อิ่มโอษฐ์อิ่มใจพอง ใจเหิ่ม เหิมเฮย
กลดั่งไก่แก้วก้อ กรีดป้อปีกกาง ๚

โคลง ๓

๏ ส่วนเจดนางเห็นหะซัน เสพย์เสร็จสรรพ์โภชแล้ว
ควรจะคลาคลาศแคล้ว สู่ห้องเสวยผล ไม้นา ๚
๏ เรียกบัดดลอ่างรอง คนทีทองคั่งนํ้า
กุหลาบพิมเสนซํ้า คยี่แล้วผจงโรย ๚

โคลง ๒

๏ สองนางโชยเฉียดเข้า ถวายเครื่องสระหัถเจ้า
แผ่นหล้าทรงธรรม์ ๚  
๏ ผ้าอ่อนพรรณผ่องแผ้ว ถวายเช็ดพระหัถแล้ว
ท่านคล้อยลีลา ๚  

ร่าย

๏ เมศเรอพาดำเนิน เดินนำน่าคลาไคล
ชักใบบานทวารเปิด เตลิดโล่งแลพิฦก
เสียงครื้นคฤกดนตรี จรลียังห้องใหม่
ใหญ่ปานกันเยี่ยงก่อน เครื่องแต่งห่อนหนเพรง
เติมรูปเชลงเลขา มีนานาเขาไม้
รูปสัตว์ไส้อย่างเปน เห็นดุจโผนเผ่นผก
รูปคณานกเอนกนันต์ รูปคนสรรพ์ภาษา
สีนํ้ายาสดสร่าง ดูกระจ่างเจริญเนตร
ม่านโหมดเทศเถือกทอง รองพื้นเขียวภู่คำ
ประจำพระแกลแลสอาด พื้นล่างดาษประดับประดา
ด้วยเสลาลายขาบ ขนาบเขียวสดแซม
แปมใบโศกนากสวาดิ์ ประหลาดล้วนหลากเนตร
แม้สุริเยศแผดเผา เนานิราศร้อนแรง
แสงพยับหย่อนเยน เปนที่สถิตย์เที่ยงวัน
สรรพ์พิเสศศิริวัดถา คำเคลือบยาแลรยับ
สลับสีเขียวเหลือง เรืองเรื่อรัตน์รางชาง
ลางฉลุปรุลาย รบายยายะยับพรรณ์
สรรเปนพานพะโองเอก ดิเรกขวดเชี่ยนขัน
ทุกสิ่งสรรพ์สุกอร่าม ท่ามกลางวางโต๊ะกลม
น่าชมถาดผลาผล ยลแหล่หลายอย่างนับ
เรียบรดับดุจเจดีย์ เจดที่มีตั้งกลาง
มีอนงค์นางกล่อมขับ คอยบำเรอรับนรินทร์ราช
พิณพาทย์นับเจดวง คงเจดคนเปนสำรับ
นับสี่สิบเก้าเรียงนาง ล้วนสำอางลออโฉม
นางประโลมเลิศลักษณ์ ภักตรผ่องเพียงแขไข
กำหนดในเจดอนงค์ ทรงเครื่องสรรพมรกฏ
นํ้าใสสดเขียวขจี ไร้มณีอื่นปน
รคนแต่เพ็ชร์เมล็ดย่อม คร่อมทองรับเปนเรือน
เตือนตาชมใช่น้อย ล้วนเรียบร้อยกิริยา
ยลโสภากว่าเพรง เลวงฉมคนธกำจร
กรกุมวาฬวิชนี คอยภูมีพรั่งพร้อม
เห็นหะซันต่างน้อม นอบเกล้าวันทา อยู่แล ๚

โคลง ๒

๏ อาบูหยุดเพ่งยั้ง งามยิ่งงามนักตั้ง
แต่หน้าตาดู ๚  
๏ ชมบุญกูมากแท้ จึ่งพบประสบแม้
ดั่งได้วิมานอินทร์ แลนา ๚
๏ ยืนยลยินย่างช้า จึ่งค่อยค่อยคล้อยคล้า
แทบตั้งโต๊ะกลาง ๚  
๏ นั่งลงพลางเรียกร้อง เชิญแม่มาเทอญน้อง
อย่าต้องพัดวี พี่เลย ๚

โคลง ๔

๏ นารีเรียงเรียบล้อม เปนวง กันนา
ผาดเพ่งควรพิศวง สวาดิล้ำ
ตละนางสอางองค์ เอี่ยมสอาด
มารยาตรยิ่งนางก้ำ กึ่งฟ้ามาสมาน ๚
๏ นงพาลพี่นี้จัก ขอถาม นามนา
พอเยือกเยนอกยาม เร่าร้อน
ยินชื่อพงางาม ทราบโสต เรียมฤๅ
ดังแนบนํ้าแขงก้อน ใหญ่ให้เยนทรวง ๚
๏ ปวงนางน้อยน้อยนอบ สนองถาม
ถึงจะเพราะแต่นาม รูปร้าย
ไป่ทูลก็คร้ามความ ผิดแผก พระเอย
อายบเพราะเหมาะลม้าย แห่งนู้นนางงาม ๚
๏ ทรามรักไยแสร้งกล่าว คำดัง นี้นา
อกพี่จักพองพัง จุ่งแล้ว
ชรอยแม่ชิงชัง พี่จึ่ง อำนา
รักแม่สุดเสมอแก้ว เนตรทั้งเจดอนงค์ ๚
๏ พระองค์ดำรัสกริ้ว เราครัน หล่อนเอย
ทูลเถิดหล่อนแล้วฉัน จะพร้อง
หล่อนทูลก่อนสิขัน มาเกี่ยง ฉันนา
ใครอยู่ต้นจำต้อง ก่อนผู้อยู่หลัง ๚
๏ รังเกียจกันไป่ต้อง การเลย น้องเอย
บอกพี่เถิดทรามเชย อย่าป้อง
ฟังคำจึ่งจำเฉลย นามทุก นางนา
ชื่อเพราะเหมาะรูปน้อง ดั่งนี้ไยรคาง ๚
๏ พลางหยิบมเดื่อน้อย น่ารัก
สร้อยจิตร[๓๒]นามนงลักษณ์ ฦกลํ้า
สร้อยจิตรติดอกหนัก ใจพี่ อยู่แม่
รักยิ่งรักสุดปลํ้า ปลดสร้อยจากทรวง ๚
๏ ดวงสมรจงรับข้อย หน่อยนาง น้องเอย
พอพี่ผ่อนใจจาง สวาดิ์ไหม้
สร้อยหนักจักแบ่งบาง เบาอก พี่ฤๅ
เพราะว่าน้องรับไว้ ดั่งเจ้าเอนดู ๚
๏ พวงภู่องุ่นเพี้ยง ประพาฬรัตน์ พี่เอย
เศร้าจิตร[๓๓]พี่เศร้าจัด จอดน้อง
ไป่เยื้อนไป่เอื้อนอรรถ ออกโอษฐ์ เลยนา
เปนเหตุจำเรียมต้อง จิตรเศร้าเสมอนาม ๚
๏ ทรามรักรับพี่ให้ โฉมเฉลา นี้เทอญ
พอสะส่างบางเบา โศกสร้อย
พี่จักอยู่ยืนเนา นานชีพ
เพราะสวาดิ์น้องน้อย ส่างเศร้าบันเทาคลาย ๚
๏ รายนามถามถี่ถ้อย ทุกนวล นางเฮย
ทราบส่งผลไม้ยวน หยอกเย้า
เปรมปริ่มกระหยิ่มสรวล ระริกซิก ซี้นา
ต่อตอบประกอบเค้า แคะไค้พิไรถาม ๚

โคลง ๒

๏ ยามทินกรก่ายไม้ ลุล่วงเวลาได้
ขนาดแล้วเมศเรอ ๚  
๏ ทูลเสนอเสนาะอ้าง เชิญบพิตรเสด็จข้าง
ฝ่ายโน้นห้องใน นั้นเทอญ ๚
๏ หะซันไคลบช้า จึ่งเมศเรอนำหน้า
สู่ห้องครบสาม ๚  
๏ ยลยิ่งงามเลิศล้น ดีกว่าสองห้องพ้น
ที่แล้วเลยมา บารนี ๚

ร่าย

๏ งามรจนาอย่างยิ่ง สิ้นทุกสิ่งควรแล
แปรเนตรชายชำเลือง พิศฝาเมลืองลายวิจิตร
ประดิฐโมรารดับ สรรพสีแดงแสงพราย
ฝังลวดลายแลเห็น เปนลดาเครือวัลย์
เลื้อยเลี้ยวพันเสาผนัง รังเปนต้นเปนดอก
ออกช่อแซมแนมผล ไป่สับสนสีสลับ
ประดับเปนลายหลายอย่าง สีต่างต่างเขียวขาว
แดงดูราวทับทิม ชมพูริมเชิงผนัง
ฝังสลับกับม่วง ทวงทีดีดูเด่น
เล่นสีสอดลายขัด บ้างจำรัสเรื่อเรือง
แดงแก่เหลืองแก่หลาก มากสีสลับผ่านลาย
ดุจรบายชาดคราม งามพึงตาพึงใจ
พื้นภายในเลี่ยนลาด ดาษศิลาโลหิต
บรรสานสนิทเนียนแนบ แอบกันกลแผ่นเดียว
เหลียวแลแหล่งบนล่าง พ่างผนังรุ้งแวง
ส่งสีแดงดูฉาด เมื่อยวรยาตรยามเยน
เห็นประดุจกลางวัน เพื่อแสงพรรณส่องรับ
จับแสงสูรย์ส่องสว่าง เครื่องใช้ต่างต่างมี
ล้วนสอดสีสุกสด หมดทุกสึ่งพึงใจ
ชาวนางในมโหรี เจดวงมีเรียงรดับ
ถ้วนสำรับดังก่อน วงหนึ่งห่อนถอยถด
เจดคนหมดมีประมาณ ล้วนขับขานไพเราะ
เสนาะฝีมือดนตรี มีโต๊ะกลางวางจัด
พานทองรัตน์เรือนกุดั่น แกล้งเกลากลั่นสรรเสก
ขนมอรเอกนานา รศโอชาหวานมัน
ต่างสีสรรไป่ต้อง รศบพ้องพานกัน
เจดที่ปันเปนรยะ ได้จังหวะวางราย
ยังโฉมฉายน้อยแน่ง เจดนางแต่งตนประดับ
สรรพสิ่งสรรพาภรณ์ อลงกรณ์งามตระการ
ล้วนประพาฬแกมเพ็ชรรัตน์ แสงสีจรัสโอภาษ
บัทธมราชเรือนสุวรรณ์ แดงดูฉันดวงอาทิตย์
แสร้งนฤมิตรเปนนฤมล ยลพิศวงยิ่งพิศวาส
อาบูผาดผ่านมา เลงซ้ายขวาบสิ้นสุด
บัดยั้งหยุดชมเชย เลยไปนั่งโต๊ะกลาง
ชวนอนงค์นางนั่งสลับ เปนอันดับดุจเพรง
พิณพาทย์เลวงแจ่มแจ้ว ปางหะซันนั่งแล้ว
สงบยั้งสังคิต แลนา ๚

โคลง ๒

๏ ครั้นสถิตย์เหนืออาศน์พร้อม ฝูงอนงค์แวดล้อม
เรียบหน้าเรียงราย ๚  
๏ พิปรายเปรยหยอกเย้า ออกปากฝากเนตรเคล้า
นิ่มน้องนางงาม พี่ฮา ๚
๏ ไต่ถามนามทราบแล้ว ชมชื่อเสียงนางแก้ว
เสนาะแท้ใดปาน ๚  
๏ ขนมหวานยิ่งอ้อย เชิญแม่รับกินน้อย
หนึ่งให้เห็นรัก พี่นา ๚
๏ รับประจักษ์จิตรแท้ ใจพี่ปางนี้แล้
ดั่งไม้เบิกบาน ยิ่งนา ๚
๏ หวานตาหวานโสตซ้ำ เอิบอาบอกปิ้มป้ำ
พี่ได้เสวยสวรรค์ บัดนี้ ๚

โคลง ๔

๏ ทรงธรรม์กาหลิบต้อย ติดตาม ดูเฮย
เห็นอยู่ทุกอย่างยาม หยอกเย้า
ยิ่งโปรดหะซันคราม ครันกว่า ก่อนนา
เห็นชัดถนัดเค้า เงื่อนน้ำใจเขา ๚

ร่าย

๏ เนาห้องนี้เนิ่นนาน จนตราบกาลเวลา
อาทิตย์อัษฎงคต ถึงกำหนดนาที
จักจรลีห้องใหม่ กรมวังใหญ่เมศเรอ
ทูลเสนอนำมรคา เสด็จยาตราตามเฉลียง
บันลุเพียงริมทวาร พนักงานแล่นเปิดรับ
แซ่เซงศัพท์ดนตรี มโหรีประโคมขาน
ประสานเสียงโอดพัน ฟังจับกรรณ์จับจิตร
พิศผิวพรรณอนงค์นาง สวยสำอางขาวสอาด
มีมารยาตรเยื้องกราย ทายครบเครื่องดุริยางค์
ลางมลักมลอบแล แปรภักตรสบสยบเนตร
หลายเล่ห์เลศโลมจิตร เบี่ยงเบือนบิดเปนกระบวน
ให้ยั่วยวนหฤไทย ดุจนางในพิมานอินทร์
บรรสานพิณทิพย์ผจง ถวายแด่องค์เทพย์ไท้
สมเด็จมัฆวานให้ ท่านท้าวสราญรมย์ แลนา ๚

โคลง ๔

๏ นำชมโฉมแน่งน้อย ตรุณี
วงหนึ่งเจดมารศรี มั่วห้อม
เจดพวกคณดนตรี ขานขับ
วงละวงฝึกซ้อม สดับเคลิ้มลืมสกนธ์ ๚

ร่าย

๏ พลางจรดลโดยลำดับ เห็นห้องหับอัศจรรย์
ล้วนสุวรรณ์แกมรัตนา แผ่คำดาดาดผนัง
เงางามดังกระจกทาบ ดูแปลบปลาบปลั่งลออ
ลายซ้อนพอพึงตา รจนาเปนก้านขด
ได้วงชดเชิดชู ดูบรรจงบรรเจิด
เลือกรัตน์เลิศสีสลับ ประดับประดิฐคั่น
เปนกุดั่นเด่นนูน พิศจำรูญจำรัส
รายเพ็ชร์รัตน์ร่วงรุ่ง แสงพวยพุ่งไพโรจน์
ทับทิมโชติแดงฉาด มรกฎผาดพรรณ์ขจี
นิลมณีม่วงเมฆ ดิเรกบุศราคำ
วางประจำดอกราย โอปอล์หลายสีสลับ
โกเมนกับเพทาย สีสรรคลายคละบ้าง
ไพรฑูริย์อ้างเอกสมาน มีสังวาลผ่านพาด
งามประหลาดแหล่หลาย ฉายแสงต่อท่อกัน
บรรจบถ้วนนพรัตน์ เปนศรีสวัสดิมงคล
แด่ผู้ยลผู้ยั้ง เพดานกั้งรจนา
เปนดาราดวงจันทร์ พลอยต่างพรรณ์เยี่ยงก่อน
ห่อนสลับสีหลาย เปนลายรายสีละดอก
รัศมีออกอร่ามเรือง ประเทืองดั่งดารา
ดวงจันทราปลดปลิด ติดไว้ชมชื่นชู
พ่างพื้นปูพรมทอง ทอไหมกรองประกอบแกม
แซมเปนลายลอยเลิศ เชิดดอกเด่นชิงดวง
แม้นมือสรวงมาสร้าง ม่านทองข้างสองไข
รไบรเบียบบรรจง คงประจำบัญชร
บวรวิสุทธิโขมพัตร ภู่รายรัตน์เรือนคำ
ประจำพระสูตรสบตา งามพ้นหางามเลิศ
งามประเสริฐเพริศแพร้ว ระย้าแก้วแกมอุไร
ปักเทียนไสวแสงสว่าง กระจ่างจับพื้นสบู
ดูแปลบปลาบวาบวับ จับไนยนาพรายพร่าง
โต๊ะตั้งหว่างกลางวิจิตร ผ้าปูปิดพื้นทอง
พานคำสองชั้นใช้ พานล่างไส้ใหญ่ยง
พานบนทรงสูงย่อม มีนาคค่อมประคองยัน
สี่ศิระผันสี่ทิศ วิจิตรจำหลักลาย
รายจินดาประดับ ดูงามสรรพโสภณ
ขนมปนผลไม้แห้ง แสร้งบรรจงจัดสรร
ตั้งครบครันเจดเครื่อง หอมฟุ้งเฟื่องอวลอบ
กลิ่นตระหลบเลิศหลาย ชมไป่วายสิ้นเสร็จ
ยังเบดเตลดเลงแล แปรตายลริมผนัง
เห็นโต๊ะรังติดฝา ขวดสุราองุ่นแท้
แม้ห้องก่อนก็บมี แบบธานีห้ามปราม
ยามเช้าบให้กิน จอมธานินทร์เปนบรรทัด
คํ่าแล้วจัดพร้อมเสร็จ ขวดกัลเม็ดมีฝา
พื้นศิลาทองพราย รายประดับดวงจินดา
ถ้วยโมราเรืองรอง เชิงทองประดับเพ็ชร์
ตั้งเตรียมเสร็จสำหรับ สรรพทุกสิ่งไป่ขาด
มีในราชมณเฑียร งามแม้นเขียนคเนนึก
ดูพิฦกหลายหลาก สิ่งงามมากเหลือนับ
ประดับประดิฐพรรณราย พิศเพริศพรายทั้งห้อง
ใครเห็นต้องตกตลึง วายรำพึงอื่นแท้
ชมเพลิดชมเพลินแม้ หลับแล้วมเมอฝัน ใฝ่นา ๚

โคลง ๔

๏ รังสรรค์สบสิ่งสิ้น สุดพรร ณาเฮย
แก้วประกิจแกมสุวรรณ แว่นฟ้า
จับแสงอรรคนีสรรพ์ สุกส่อง แสงแฮ
งามประเสริฐเลิศแหล่งหล้า โลกย์ล้วนสรเสริญ ๚

ร่าย

๏ แลเพลิดเพลินบมิวาย กรายกรเยื้องยูรยาตร
มาถึงอาศน์อิงองค์ ส่วนอนงค์เจดนาง
โฉมสำอางเอี่ยมสอาด ยามยลผาดโสภา
งามเตือนตาเมื่อพิศ ผิวสนิทนวลลออง
สองกำโบลบริบวรณ์ ยลยามสรวลยามเยื้อน
เอื้อนโอษฐ์ยิ้มยวนใจ ภักตรพิไลยเล่ห์ศศิธร
ทรงอับศรอ้อนแอ้น งามเนตรแม้นศรยึง
ตรึงอุระรุมรัก งามเลิศลักษณ์ลออตา
แต่บาทาถึงเกษ พิเสศสรรพาภรณ์
ล้วนบวรพัตรา ดวงลดาเครือกระหนก
เปนสนอบปกบาทมิด คิดเว้นว่างหว่างอุรา
ยลกายาวรรณ์ฉวี งามรังษีผ่องแผ้ว
เห็นพรายแพร้วอุณหิศ ขจิตรัตน์เรือนหิรัญ
กรรณ์กุณฑลพร่างพร้อย สอสรวมสร้อยสายสอิ้ง
พริ้งเพริศแก้วทองกร นิ้วบังอรสอดทรง
ธำมรงค์เรือนเพ็ชรรัตน์ ดูประภัศรโอภาษ
งามประหลาดเลิศแล้ว แก้วอื่นไป่ปลอมปน
ยลแต่เพ็ชร์แผ้วผ่อง แสงเพลิงส่องสบกาย
ดูดังสายรุ้งเรือง แลไป่เปลืองตาชม
มารยาตรสมทรงสมร จริตงอนงามกิริยา
เยื้อนวาจาไพเราะ ฉอเลาะโลมหฤไทย
ยามปราไสสนองคำ ล้วนคมขำเฉลียวฉลาด
สมเปนนาฏนางกำนัล ยืนเรียงรันเรียบพร้อม
ล้อมที่เสวยเจ้าหล้า ดูดั่งนางเมืองฟ้า
ฝ่ายด้าวแดนสรวง มาแล ๚

โคลง ๔

๏ งามปวงเสาวลักษณ์ลํ้า นารี ทิพย์ฤๅ
งามสอาดอ่าอินทรีย์ เพ็ชร์พร้อย
งามจริตกิริยามี มารยาตร งามนา
งามเพราะเสนาะถ้อย ถี่ถ้วนล้วนงาม ๚

โคลง ๒

๏ สามแห่งมาจากห้อง จักเสาะนางเปรียบน้อง
หนึ่งฉนี้ฤๅมี ๚  
๏ หามณีใหญ่ได้ หาอนุชงามไส้
ยากลํ้าเหลือหา แล้วนอ ๚
๏ งามกัลยายิ่งลํ้า เรียมรักดังจักกลํ้า
แกล่ไว้กลางทรวง พี่นี้ ๚
๏ เอานางสรวงแลกน้อง สองเท่านางไป่พ้อง
จิตรกล้าเปลี่ยนนาง หนึ่งนา ๚

ร่าย

๏ ชวนนางพลางโบกหัดถ์ ให้สงัดดนตรี
จึ่งพาทีปราไส ให้นางในวางพัช
กรกุมหัดถ์นารี ชวนมารศรีนั่งใกล้
มาแม่มาเคียงให้ พี่นี้ยินดี หน่อยรา ๚

โคลง ๔

๏ มารศรีคำนับน้อม นั่งพลัน
จึ่งอบูหะซัน หยิบซ้ำ
ขนมดีที่รศอัน อรเอก ให้นา
ถามชื่อจิตรพี่ชํ้า ทราบแล้วพลันหาย ๚
๏ เหลืออายหนักอกต้อง จำทูล ท่านแฮ
ข้าแต่บดินทร์สูรย์ ผ่านหล้า
พระเกียรติจรัสจรูญ ไพโรจน์
พวงไข่มุก[๓๔]นามข้า บาทเบื้องบทมาลย์ ๚
๏ ฟังหวานไพเราะลํ้า สุรเสียง อ่อนเอย
อีกเสนาะนามเผดียง ชื่อน้อง
จักหาชื่ออื่นเคียง เปนคู่ ยากนา
นามเสนาะเพราะสมพ้อง รูปเจ้าเจียนกัน ๚
๏ ผู้สรรนามหล่อนแท้ เมธา วีเอย
แต่รเบียบทันตา หนุ่มเหน้า
งามกว่าไข่มุกหา ไหนเปรียบ เสมอฤๅ
ในโลกย์นี้ถนิมเจ้า เอกแท้นางเดียว ๚
๏ บัดเดี๋ยวนี้ณน้อง นงลักษณ์ พี่เอย
พี่จะวานเจ้าสัก หนึ่งน้อย
ช่วยรินองุ่นภักษ์ ส่งพี่ น่อยแม่
จักดื่มจากมือสร้อย สวาดิ์ได้รวมรคน ๚

โคลง ๒

๏ ฟังยุบลยั่วแย้ม งามยักยิ้มริมแก้ม
ค่อยเยื้องกรายไป ๚  
๏ เชดถ้วยใสสุทธิ์แล้ว รินองุ่นรีบแคล้ว
เคลื่อนคล้อยคลามา ๚  
๏ ทำกิริยาเรียบร้อย ส่งหะซันชายชม้อย
เนตรต้องรับตา เขานา ๚
๏ รับถ้วยมาจึ่งพร้อง พี่จะดื่มให้น้อง
ณเจ้าจุ่งเจริญ ศุขนา ๚
๏ เชิญเจ้าจงดื่มบ้าง นางรีบไปรินข้าง
โต๊ะแล้วจึ่งมา ๚  
๏ ก่อนกัลยาดื่มไส้ จึ่งกล่าวโคลงถวายไท้
เสนาะแท้ใดทาน เทียบนา ๚

โคลง ๔

๏ บุบบาบานเบิกสร้อย เสาวคนธ์
ฝูงภมรมั่ววน หวี่ร้อง
นารีแรกรุ่นยล กำดัด สวาดิ์นา
ชายแต่ตอมจักต้อง ไต่เต้าตามหา ๚
๏ บุบบาบเลือกเคล้า หมู่ภมร
แต่สัตรีงามงอน ห่อนหง้าย
ต่อองค์เอกอดิศร จึ่งสบ สมรนา
ผิวตํ่าจำจิตรหม้าย อยู่แล้โหยหา ๚

โคลง ๒

๏ ฉาฉาช่างเพราะพริ้ง เพราะดั่งพี่จักกลิ้ง
หลับแล้วนงคราญ พี่เอย ๚
๏ คำอ่อนหวานฦกซึ้ง เสียงเสนาะนักตรึ้ง
จิตรเพี้ยงทาตัง ติดนา ๚

โคลง ๔

๏ ฟังอนุชกล่าวเกลี้ยง โคลงเปรย เปรียบนา
เพราะจะเทียบใดเลย ไป่ได้
ในโลกย์แลทรามเชย เปนเอก นางนา
พระโปรดประทานให้ พี่นี้ถนอมนาง ๚

โคลง ๒

๏ เชยชมพลางเรียกร้อง เชิญอนุชนิ่มน้อง
ค่างโน้นจงมา นี่แน ๚
๏ กุมกรพานั่งแล้ว จึ่งปลอบถามนามแก้ว
เนตรน้องนามใด แม่เอย ๚

โคลง ๔

๏ จำใจนบนอบท้าว ทูลนาม ถวายเอย
ซึ่งพระองค์ตรัสถาม ชื่อน้อง
ชื่อดาวพระศุกร์[๓๕]ตาม ท่านเรียก มานา
ไป่เสนาะเพราะพร้อง ชั่วพร้อมโฉมพรรณ์ ๚
๏ ฉันใดดังนั้นนั่น วาจา แม่ฮา
พี่เพ่งพิศไนยนา นิ่มน้อง
งามยิ่งกว่าดารา ซึ่งเรียก นามนา
เหลือบปลาบวาบต่อต้อง จิตรแม้นเสมอศร ๚
๏ เชิญสมรแม่จุ่งได้ เมตตา พี่รา
รินซึ่งสุรามา สักถ้วย
พี่ดื่มดั่งยาอา ยุวัฒ นะเฮย
ไม่แก่ไม่เจบม้วย เหตุน้ำมือนาง ๚

ร่าย

๏ บัดเดี๋ยวพลางนางริน อาบูกินบมิหลอ
ไป่พึงพออิ่มเอิบ กำเริบฤทธิ์แรงราค
อยากยวนยั่วทั่วนาง พลางก็เรียกผู้อื่นเล่า
พูดเท่าเท่าทุกคน จนครบเสร็จเจดนาง
ปางนั้นถึงสุดาดวง พวงไข่มุกมีศรี
หะซันมีวาจา ดูราแม่ไข่มุก
แสงศรีสุกมลังเมลือง ขวัญเมืองแม่จงริน
สุรากินอิกครั้ง พี่ตั้งใจให้พร
ดวงสมรจุ่งศรีสวัสดิ์ นางสดับอรรถเร็วมา
จึ่งเอายาแป้งผง โปรยลงถ้วยเร็วพลัน
หะซันบทันทราบ อาบเอิบจิตรมัวเมา
รับเอาถ้วยสุรา จึ่งกัลยากล่าวคำ
ไท้ทรงธรรมจงเสวย ให้สเบยเบาทุกข์
ขอความศุขจงมี แด่พันปีปิ่นเกล้า
ข้าพเจ้าขอสนอง จำนองโคลงถวายพร
องค์อดิศรท่านไท้ ก่อนพระเสวยได้
สดับด้วยยินดี ดื่มนา ๚

โคลง ๔

๏ บารมีพระมากพ้น รำพัน
พระพิทักษ์ยุติธรรม์ ถ่องแท้
บริสุทธิ์ดุจดวงตวัน ส่องโลกย์ ไซ้แฮ
ทวยราษฎร์รักบาทแม้ ยิ่งด้วยบิตุรง ๚
๏ ยืนยงจงรักเบื้อง บาทมูล ท่านเอย
ข้าบาทราชนิกูล ใหญ่น้อย
พระสนมสนิทพูล พิศวาส ท่านนา
ความเคียดเกียจคร้านก้อย กึ่งนั้นฤๅมี ๚
๏ เจริญศรีชนม์ชีพยั้ง ยืนนาน ยิ่งเทอญ
พระพลปฏิภาณ จุ่งแผ้ว
ดำรงศิริราชฐาน สมบัติ
ทอนทุกข์ศุขสวัสดิ์แคล้ว คลาศพ้นพรรค์ไภย ๚

โคลง ๓

๏ อาบูใจเบิกบาน ฟังขับขานเพราะพร้อง
ยกยศยิ่งใหญ่ต้อง จิตรเพี้ยงของหวาน ๚
๏ เสียงบรรสานจับปี่ เรื่อยระรี่รับร้อง
กลมกล่อมซ้อมเสียงซ้อง ซาบซึ้งซึมใจ ยิ่งนา ๚

ร่าย

๏ ณทันใดอาบู แลนา ยกถ้วยชูบมิช้า แลนา
อ้าปากกินสิ้นหมด แลนา ไป่ปรากฎอันใด แลนา
ผินหน้าไปหาน้อง แลนา คิดจักพร้องพจนา แลนา
วาจาบทันไข แลนา ณบัดใจตาหลับ แลนา
ศีศะพับสยบ แลนา ซบโต๊ะไป่ติงกาย แลนา
ดูดังวายชีพมรณ์ แลนา เช่นภูธรทำแต่ปาง แลนา
จึ่งอนงค์นางเข้ารับ แลนา จับถ้วยมาจากมือ แลนา
ซึ่งยังถือบทันวาง แลนา ปางภูบาลเห็นเสร็จ แลนา
ธก็เสด็จไคลคลา แลนา ออกมาที่หะซัน แลนา
ธก็สรวลสันกึกก้อง เสร็จกิจสัมฤทธิ์ต้อง
จิตรไท้ปองประสงค์ แลนา ๚

โคลง ๒

๏ ความจำนงลุแล้ แต่แรกเริ่มมาแม้
ตราบสิ้นเสร็จการ ๚  
๏ สำราญจิตรท่านไส้ เพราะพระองค์ท่านได้
ติดต้อยตามดู ๚  
๏ เห็นอาบูบเว้น ว่ากิจแลการเหล้น
ถูกต้องพระไทย ท่านนา ๚
๏ ภูวนัยสั่งบช้า เร็วเร่งผลัดเสื้อผ้า
เปลี่ยนให้ดังบรรพ์ เขาเทอญ ๚
๏ ช่วยกันแต่งใหม่แล้ว ผู้อื่นไปจักแคล้ว
คลาศรั้วเรือนมัน ๚  
๏ ทันใดธเรียกร้อง ทาษซึ่งเคยเห็นห้อง
หับบ้านอาบู ๚  

ร่าย

๏ สูจงแบกเขาไป วางไว้ในเรือนเย่า
เท่านั้นแล้วเร่งกลับ แต่อย่าหับทวาร
ทำอาการจงเงียบ อย่ากรอบเกรียบอื้ออึง
ทาษท่านจึงทำตาม ข้อห้ามปรามเขาบละ
เสร็จธุระกลับมา เข้าหาองค์ท่านไท้
แถลงกิจทั้งปวงให้ ทราบสิ้นทุกประการ ๚

โคลง ๔

๏ ภูบาลสมจิตรยิ้ม ยินดี อยู่นา
โดยพระไทยปรานี ยิ่งน้ำ
อาบูหะซันมี ใจใคร่ เปนนา
กาหลิบที่เลิศลํ้า หลับได้ดังประสงค์ ๚
๏ คงยี่สิบสี่สิ้น โมงประมาณ
ตามซึ่งขอวันวาร หนึ่งนั้น
ทำโทษพวกสาธารณ์ ที่เกลียด ชังนา
สมคิดจิตรหมายหมั้น หมดข้อคนึงหา ๚
๏ เวลาดึกล่วงแล้ว หลายนา ฬิกาเฮย
จึ่งท่านเสด็จมา สู่ห้อง
บันทมภิรมย์ผา สุกสวัสดิ์
ไสยาศน์นาฏนางซ้อง สํ่าเข้าอยู่งาน ๚

• • • • • •

ร่าย

๏ ล่วงรัดติกาลเวลา พระสุริยาเยื้องรถ
อรคตทิศอุทัย ดวงไถงส่องแสงสาย
นายอาบูยังบตื่น ผู้คนดื่นเดินถนน
บยินยลเรื่องรหัสย์ ความสงัดสงบมิด
เพราะท่านคิดปิดป้อง ผู้ทราบพร้องไป่ได้
ให้ผู้ใดรู้ตระหนัก ได้ตัวจักลงทัณฑ์
ความเกียจกันกลชิด ปิดบให้แพร่หลาย
จักบรรยายหะซัน พิศม์ยาพลันเสื่อมคลาย
จนบ่ายควายรู้สึก นึกว่าตนหลับใหล
อยู่ในรัตน์พิมาน หลับตาขานคำเรียก
เสียงพร้องเพรียกอึงคนึง ถึงนางในทั้งปวง
โอ้แม่พวงไข่มุก แม่พระศุกร์ดารา
จงมาหาพี่พลัน แม่แสงจันทร์แจ่มฟ้า
ขอเห็นหน้าหน่อยอนงค์ จงอรุณ[๓๖]ร่วมชีพ
รีบเร็วมาอย่าช้า พี่ร้อนกล้ากลุ้มกลัด
วานช่วยพัดพี่บ้าง จงอนุชอย่าร้าง
เริศไร้ไมตรี พี่เลย ๚

โคลง ๒

๏ เปนโกลีหลากแท้ ยินตระหนักหูแล้
กระทั่งห้องมารดา เขานา ๚
๏ รีบเร็วมาบช้า ถึงจึ่งร้องถามอ้า
ลูกแก้วเปนไร พ่อเฮย ๚
๏ อันใดพานพาดต้อง เลียงโด่งดังรํ่าร้อง
ดั่งนี้ลูกเอย ๚  
๏ อาบูเงยภักตรจ้อง โดยจิตรกำเริบร้อง
เรียกอ้าอดสู ๚  

โคลง ๔

๏ ผู้ใดซึ่งเจ้าเรียก ลูกชาย เจ้านา
รีบบอกจุ่งเร็วยาย อยากแจ้ง
เจ้าแลบัดนี้หมาย บใช่ ลูกฤๅ
จักประหลาดโลกย์แหล้ง เพื่อล้างลืมเร็ว ๚
๏ หญิงเลวลูกเจ้าแน่ นอนฤๅ เจ้าเอย
พูดมเมอเพ้อคือ ปดแท้
กูใช่หะซันถือ เปนลูก แกเลย
คือว่ากาหลิบแล้ พระเจ้าทรงธรรม์ ๚
๏ นิ่งพลันอย่าพูดเอื้อม ออกวา จาเฮย
ใครทราบจักนินทา ว่าบ้า
แกเองแลเสียอา รมณ์แน่ ยายเฮย
เราบอกอีกครั้งข้า แน่ไท้ทรงธรรม ๚
๏ กรรมกรรมลูกน้อยแม่ เปนไฉน นี้เฮย
ใดไขว่ขัดดวงใจ จึ่งคลุ้ม
เปนใดพ่อกล่าวใด ดูผิด ไปนา
หัวอกแม่กลัดกลุ้ม พ่างเพี้ยงพังแด ๚

ร่าย

๏ แปรหูฟังแม่ก่อน จงผันผ่อนรำพึง
คนึงเบื้องบูรพา แต่เกิดมาแม่บำรุง
ผดุงเจ้าจนคุ้มใหญ่ ใส่ใจดูคํ่าเช้า
บให้เจ้าอนาทร จนบิดรวายชนม์
ยังสองคนลูกแม่ แต่พอเห็นหน้ากัน
สารพรรณ์แม่ตามจิตร บได้คิดขัดแด
แปรตามเจ้าจวบจน เจ้าคบคนชั่วช้า
ผล้าเงินทองแทบหมด แม่สู้อดใจออม
ถนอมนํ้าใจบสะเทือน เตือนแต่พอรู้สึก
เจ้ากลับนึกเห็นชอบ ประกอบตนเปนดี
แม่ปรานียิ่งนัก บัดนี้จักคลั่งไคล้
ให้แม่นี้ตรอมตาย พ่อโฉมฉายสุดสวาดิ์
อย่าประมาทจงตรอง มองดูเย่าเรือนเรา
เคยนอนเนาแต่น้อย ไม่เคยคล้อยคลาจาก
ผิดกันมากกับวัง ไป่ควรหวังใจคิด
ซึ่งการผิดไป่มี เลยสักทีใครจะได้
ขอพ่อตริตรองให้ ถ่องแท้แก่ใจ
พ่อเทอญ ๚  

โคลง ๓

๏ อาบูไหวจิตรรฦก นึกก็ชอบเช่นแล้
กูก็รู้ตระหนักแท้ เรื่องนี้มานาน ๚
๏ ตั้งศอกกรานคางนึก ก้มภักตรตรึกจิตรคลุ้ง
ค่อยเหือดหายคลายฟุ้ง กลับได้สมประดี มานา ๚

โคลง ๔

๏ เรื่องนี้จริงแน่แล้ว มารดา ลูกเอย
ข้าอยู่ในคฤหา เก่าแท้
นั่นแม่ลูกคืออา บูหะ ซันเฮย
แต่ซึ่งคิดเฟือนแม้ เกิดด้วยเหตุใด ๚

โคลง ๒

๏ แม่ดีใจใช่น้อย ดูดั่งดวงจันทร์ย้อย
หยิบได้ถึงมือ แม่นา ๚
๏ คือเขาหลับดอกไส้ จึ่งเกิดสุบินให้
เคลิบเคลิ้มใจเฟือน ไปนา ๚

โคลง ๓

๏ เบือนหน้ามาจะถาม ความนิมิตรลูกแก้ว
ทราบเรื่องสิ้นเสร็จแล้ว จักต้องเตรียมหัว หยันนา ๚
๏ ไป่รู้ตัวว่าใหล ในทันใดบช้า
ยังบทันปากอ้า โอษฐ์เอื้อนสักคำ หนึ่งนา ๚

โคลง ๔

๏ หะซันสำทับร้อง หญิงสา มาญเฮย
เองบรู้วาจา กล่าวถ้อย
จักโลมจิตรกูพา พลอยฟั่น เฟือนแฮ
กูบเชื่อสักน้อย อย่าแกล้งชักแช ๚
๏ แน่แฮกูใช่อ้าย อาบู
มึงอยากเปนแม่กู กล่าวอ้าง
กูรู้ว่ากูภู ธเรศร ไซ้เฮย
เปนที่กาหลิบร้าง ยศไร้ไฉนดี ๚
๏ บารมีพระเจ้าโปรด บำรุง พ่อเทอญ
คำหยาบอย่าพูดจุง อยุดยั้ง
ไป่นานนักจักคุง คุมโทษ ทำแฮ
แม่จักเล่าเมื่อครั้ง ก่อนนั้นวันวาน ๚
๏ นครบาลบูดบึ้งภักตร์ พามา
องค์อิแมนศิษย์หา หมดสิ้น
เขาเฆี่ยนแทบมรณา พลันขับ เสียเฮย
เพราะพูดบรู้ลิ้น ฆ่าได้ดุจมือ ๚
๏ นี่คือตัวอย่างให้ พึงเห็น
อย่าหยิ่งยกตัวเปน ปิ่นไท้
ครู่เดียวจักเกิดเขญ ยับย่อย
พูดหนักนักมักให้ โทษแท้ถึงตน ๚

โคลง ๒

๏ กล่าวยุบลหมดนี้ หวังจะเกียจกันชี้
โทษให้เกรงขาม ๚  
๏ ความเปนอย่างอื่นแท้ มัวมืดบรู้แม้
แต่น้อยจักรำ งับนา ๚
๏ ครั้นฟังคำเล่านั้น กลับคิดเห็นเปนหมั้น
แม่นแท้ทรงธรรม์ ๚  
๏ ตอบไปพลันบช้า ตัวหะซันใช่ข้า
แต่นี้ต่อไป เลยนา ๚

ร่าย

๏ อย่าหมายใจว่าบุตร แต่นี้อยุดนิ่งเนา
เราพระเจ้าทรงธรรม เปนแม่นยำถ่องแท้
อย่าพักแก้อันใด ใจเราจักเห็นผิด
เปนวิปริตไปตาม ความซี่งทำโทษทัณฑ์
เราสั่งสรรพ์ทุกสิ่ง เขาจึ่งได้มาทำ
คำซึ่งยายเจรจา กลับตรงมาเปนพยาน
ป่วยการเราบเชื่อ เพื่อตัวพูดเปล่าดาย
เราบอกยายอีกครั้ง นามเราตั้งหมั้นคง
พระเจ้าทรงธรรมไท้ เราบได้บิดผัน
บใช่ผันเราบหลับ พูดกับยายบัดนี้
ตื่นอยู่ชี้ชัดเห็น เปนที่เราชอบนัก
ซึ่งประจักษ์แจ้งความ ตามยายเล่าสมคำ
ที่เขานำไปแสดง ชี้แจงเรื่องลงทัณฑ์
คำเราอันบังคับ รับทำตามสิทธิ์ขาด
เปนสีหนาทไป่คลาย หนึ่งเราสบายเหลือแหล่
แต่ที่ได้ลงโทษ แก่คนโฉดชั่วช้า
ต่อหน้าไหว้หลังหลอก สิ่งเดียวดอกสงไสย
คือใครพาเรามา อยู่เคหาแห่งนี้
แต่อย่าชี้เชือนแช ให้ผันแปรวุ่นวาย
เราเชื่อกายเราชัด คือแก่นกระษัตริย์ผ่านเผ้า
เถลิงพิภพเปนเจ้า ปกหล้าประชากร ๚

โคลง ๔

๏ มารดรไป่ทราบเค้า ความใด
แม้แต่คเนใจ ห่อนต้อง
ว่าบุตรจักคิดไฉน จึ่งกล่าว ฉนี้นา
เห็นจริตติดพ้อง พวกข้างขนานเบา ๚
๏ เพลาเพลาลูกแก้วอย่า เจรจา ดังนา
เพ้อพูดพูดจักพา โทษให้
แม่เห็นพ่อเสียอา รมณ์แน่ แล้วพ่อ
จงสงบสงัดไว้ สติตั้งดำรง ๚
๏ หนึ่งจงเงยภักตรขึ้น นมัศการ
ขอพระโปรดบันดาน จิตรเจ้า
ให้พ้นพิการพาล พาคลั่ง คลุ้มนา
ความคิดผิดข้อเค้า จักสิ้นเสื่อมกษัย ๚
๏ ผิวใครผู้อื่นอ้าง คำอัน นี้นา
พ่อจักคิดฉันใด ดั่งนั้น
กำแพงย่อมมีกรรณ์ คอยสดับ
ดีชั่วใคร่จักอั้น โอษฐ์เอื้อนออกเอง ๚

โคลง ๒

๏ ปลอบหลายเพลงจักให้ สงบจิตรอาบูได้
สักน้อยฤๅมี ๚  
๏ กลับพาทีอยาบช้า โดยอหังการกล้า
ต่อสู้มารดา เขานา ๚

โคลง ๔

๏ พาหญิงผู้เฒ่านี้ รำคาญ จริงนา
จงอยุดอย่าจังทาน อีกไส้
จักขืนพูดสามาญ สืบต่อ ไปฤๅ
กูจักแก้จุ่งให้ เขดคุ้งเมือมรณ์ ๚
๏ ภูธรกาหลิบนั้น คือกู แลเฮย
ครองพิภพแผ่นภู ภาคพื้น
ตูบอกแก่สูสู จำเชื่อ คำนา
ไป่เชื่อจักไป่ฟื้น ชีพได้คืนเปน ๚

ร่าย

๏ มารดาเห็นว่าบุตร บยั้งอยุดตามคำ
สำคัญตนวิปริต คิดเห็นผิดเปนชอบ
ไป่สมประกอบคืนเดิม เติมทุกข์นางเหลือหลาย
ฟูมฟายชลเนตรนอง สองกรข้อนอุระ
ชกศีศะรํ่าไร รำพันไปนานา
โอ้อนิจจาลูกแก้ว อกแม่จักครากแล้ว
เพื่อเจ้าจริตเสีย ไปนา ๚

โคลง ๔

๏ ละเหี่ยละห้อยรํ่า รำพัน ไปเอย
ไยพ่อมาใฝ่ฝัน เช่นนี้
อกแม่แต่นับวัน จักแตก ตายนา
บอยากอยู่อยากลี้ หลบหน้าลาวาย ๚
๏ พ่อตายแม่ทุกข์เพี้ยง มรณา ลูกเฮย
เห็นแต่ภักตรลูกยา อยู่ด้วย
ชื่นใจแม่จึ่งผา สุกสืบ มานา
เสียจิตรแม่จำม้วย อยู่ได้กลใด ๚
๏ สิ่งไรลูกรักเจ้า จักประสงค์
บคิดค่าควรคง มากน้อย
คงให้สบจำนง ใจพ่อ นึกนา
สิบชั่งดังกิ่งก้อย บได้เสียดาย ๚
๏ ไป่วายวางกิจสู้ ทำสรรพ์ เสร็จพ่อ
พ่อจักกินใดพลัน รีบร้อน
ทุกวันบวายวัน รวังนุ่ง ห่มนา
เจ้าเจบแม่ทุกข์ข้อน อกชํ้ารบมหนอง ๚
๏ ปองรักลูกน้อยยิ่ง หัวใจ แม่ฮา
อุส่าห์รักษาไป คํ่าเช้า
อดกินอดนอนไฉน ไป่คิด เหนื่อยเลย
ขอสิ่งเดียวจุ่งเจ้า แม่นั้นพลันหาย ๚
๏ หมายฝากทรากศพเจ้า จงฝัง แม่รา
ก่อกุฎิ์การภายหลัง ฝากเจ้า
มาผิดแม่คิดหวัง คลาเคลื่อน ไปนา
ผีแม่จักทิ้งเหน้า อยู่นั้นใครฝัง ๚
๏ แต่หลังแม่ลูบเลี้ยง เจ้ามา
จนเจริญพรรษา ใหญ่แล้ว
ไป่เคยคลาศมารดา ดลแด่น ใดนา
ใดทับถูกลูกแก้ว จึ่งให้ลืมหลง ๚
๏ ผีดงผีป่าเข้า ประจำ เจ้าฤๅ
ผีส่อผีแสร้งนำ จิตรให้
นิมิตรติดตามสำ คัญผิด ไปนา
เพื่อจักผลาญชีพได้ โทษด้วยเหลือเกิน ๚
๏ ขอเชิญอหล่าผู้ ทรงฤทธิ์ พระเฮย
โปรดขับผีป่าปลิด โทษร้าย
จากอกหะซันสฐิตย์ เปนศุข สบายนา
โดยเดชพระคงผ้าย ผ่านพ้นไภยเข็ญ ๚

ร่าย

๏ หะซันเห็นมารดา มาโศการํ่าไร
ควรที่ใจจะสลด กลับกลายหมดบมียืน
ไป่คิดคืนคุณแม่ ตั้งแต่สำคัญตน
โดยวิกลวิปริต บได้คิดรั้งรา
ลืมกายาบรู้สึก นึกขัดเคืองขุ่นข้อง
ลุกขึ้นร้องตวาด หญิงอุบาทว์กาลี
มึงพาทีหมั่นไส้ ฉวยไม้ใหญ่เงื้อง่า
เร็วเร่งว่าบัดนี้ กูนั่นคือใครชี้
ออกให้ชัดเจน ใจนา ๚

โคลง ๔

๏ มารดาเห็นบุตรเงื้อ ง่านใจ
นางบหวาดหวั่นไหว ครั่นคร้าม
หวังชัดใช่อื่นไกล คือลูก ตูนา
ตอบอรรถยกหัถห้าม ลูกน้อยอย่าแหนง ๚
๏ ไยแคลงไป่ทราบผู้ บุรพกา รีฤๅ
บังเกิดเกล้าตนมา โลกย์นี้
แม่คาดพ่อจักหา ลืมไม่ เจียวพ่อ
กลับบรู้เลยปี้ ป่นชั้นตนเอง ๚
๏ จงเกรงพระเกียรติ์ไท้ ทรงธรรม์
ท่านกอบพระคุณครัน ไม่น้อย
เจ้าเปนแต่หะซัน ดอกลูก ชายแม่
แม่บอกเจ้าจริงถ้อย จุ่งได้คนึงดู ๚
๏ อย่าสูอย่าพูดแล้ อย่าคิด ป่วยเลย
อย่าเทียบอย่าเทียมชิด ชื่อไท้
ซึ่งเปนบรมอิศ ศวราช เรานา
พระเดชพระคุณได้ ปกเกล้าเรามา ๚
๏ พ่อฮาตราตริเหี้ยม อย่าหุน หันเฮย
เพรงเผ่าเคยพระคุณ ครอบเกล้า
ประจุบันพระอวยบุญ ปกชีพ
อนาคตคุณพระเจ้า จักเลี้ยงพงษ์พันธุ์ ๚

ร่าย

๏ สำคัญให้อาบู รู้คุณภูธรธิราช
หวังให้ขาดจำนง จักเปนองค์ภูมิบาล
จึ่งแถลงการดังนี้ แม่จักชี้ให้ทราบ
แต่ขอกราบท่านก่อน ห่อนออกนามท่านเปล่า
แม่จักเล่าจงยิน พระภูมินทร์มหาราช
พระบาททรงกรุณา ให้ไกยฟาเที่ยวด้น
ค้นหาแม่จนพบ ท่านปรารภพระราชทาน
ทองประมาณมากนัก จักนับถ้วนพันแท่ง
เพื่อเราแพ่งภักดี มีใจตรงท่านทราบ
จึงให้ลาภเหลือหลาย แม่น้อมกายน้อมเกล้า
วอนพระเจ้าราธนา ให้รักษาพระองค์
ท่านทรงคุณพ่างนี้ แม่จักชี้ให้ชัด
ทรัพย์สมบัติมาสู่ แม่จะอยู่เท่าใด
ก็จะไปปรโลกย์ ทรัพย์อุปโภคศฤงฆาร
ทุกสิ่งสฐานตกเจ้า พ่อคิดเค้าตรองตาม
ความทั้งนี้เปนไฉน คุณท่านไทยิ่งลํ้า
ซ้ำมีแก่เจ้าหนัก ยิ่งนักกว่ามารดา
เพราะชราภาพแล้ว จักตกอยู่ลูกแก้ว
เร่งรู้รฦกคุณ ท่านเทอญ ๚

โคลง ๔

๏ ไฟฟุนบเหือดด้วย คำดับ นี้นา
แก้บหลุดเลยกลับ เชื่อหมั้น
วิเซียซิได้รับ คำสั่ง เรานา
เปนหลักอยู่อิกชั้น หนึ่งให้เห็นสม ๚
๏ คารมอีเฒ่าผู้ แพสยา
กูบอกมึงหนักหนา อยู่แล้ว
ยังทำถ่อยเจรจา ดูถูก กูนา
แหม่เหม่จักไม่แคล้ว คลาศพ้นมือไป ๚
๏ ไกยฟาอำมาตย์นั้น กูบัง คับเฮย
ให้เบิกเอาทองคลัง นั่นนั้น
มาให้กับมึงยัง บคิด คุณนา
กูกะหลิบแลซั้น สั่งให้เขามา ๚
๏ วาจามึงกล่าวนั้น ความคิด
ปรับว่ากูเสียจริต คลั่งคลุ้ม
เพราะอยากจะให้สนิท นับแม่ ลูกฤๅ
กูจักทำให้คุ้ม ที่ข้อดูแคลน ๚

โคลง ๒

๏ ยกแขนเงื้อเงือดไม้ เฆี่ยนบอยุดเลยให้
แทบล้มบันดาตาย ๚  
๏ บอกเรวยายอย่าช้า ใครนั่นคือตัวข้า
อย่าได้อำปลัง ๚  
๏ รู้ฤๅยังไป่รู้ กูแลคือพระผู้
เที่ยงแท้ทรงธรรม์ ๚  
๏ มารดาพลันตอบถ้อย เจ้าแม่คือลูกน้อย
ใช่ท้าวทรงธรรม ๚  
๏ ฟังคำยิ่งโกรธแท้ เฆี่ยนจงกลับคำแม้
ดอกดื้อคงตาย ๚  
๏ หวดหวดดายบยั้ง บอยุดบหย่อนตีตั้ง
แต่เขี้ยวขู่เขญ ๚  
๏ เห็นบเห็นว่าเจ้า บบอกตีเร้าเข้า
บได้เมตตา ๚  
๏ มารดาหมายผิดพลั้ง คิดว่าลูกจักยั้ง
บกล้าทำตน ๚  
๏ บัดยินยลหลากล้ำ เฆี่ยนบอยุดเลยช้ำ
เจบทั้งสรรพางค์ ๚  
๏ นางจึงจำเรียกร้อง หาเพื่อนบ้านพวกพ้อง
ช่วยด้วยจักตาย แล้วฮา ๚

โคลง ๔

๏ ทั้งหลายอยู่ถิ่นใกล้ เรือนเคียง
สดับถนัดสำเนียง กึกก้อง
ชวนกันรีบพร้อมเพรียง คะคึก มาเฮย
เข้ารหว่างกลางป้อง ปัดรั้งไม้ไป ๚
๏ เหตุไฉนเปนดั่งนี้ หะซัน
จึ่งเฆี่ยนมารดาอัน เกิดเกล้า
ไป่กลัวพระบนสวรรค์ ทรงทราบ แลฤๅ
อาจจะละลืมเค้า ขอดข้อคุณเดิม ๚
๏ ฮึกเหิมใจนักด้วย อันใด นี้นอ
จริตจะเลอะใหลใจ จึ่งกล้า
มารดารักเจ้าใคร จักเปรียบ ปูนนา
ทำประนี้แหนงบ้า แน่แล้วดูดู ๚
๏ อาบูเพ่งเนตรแค้น เคืองครัน
ใครอบูหะซัน ซึ่งเว้า
ชาวบ้านสดับพลัน จึ่งกลับ ถามนา
นี่บใช่แม่เจ้า ดอกฤ้ๅแคลงไฉน ๚
๏ กวนใจใช่กิจเจ้า เปนภาร
เราบรู้บประมาณ บอกได้
หญิงนี้จักคิดการ เปนแม่ เราเฮย
เราใช่หะซันไส้ จักรู้จักมัน ๚
๏ ทรงธรรมกาหลิบแล้ ตัวกู แน่เฮย
ยังบเชื่อคอยดู ก็ได้
จักทำจุ่งให้สู รู้สึก ตัวนา
เกรงเกียรติเธอกราบไหว้ แทบเบื้องบาทกู ๚

ร่าย

๏ ชาวบ้านดูเห็นบแคลง สำแดงตนเปนบ้า
จักนิ่งช้าไป่ชอบ จักประกอบการกลี
ตีเพื่อนบ้านเดินถนน กลดังทำมารดา
เขาก็พากันช่วยจับ สับปอรัดมัดศอก
ผูกตีนออกบมิได้ ไว้คนคุมกำกับ
แล้วไปรับหมอมา กับศิษย์หาทั้งหลาย
เขาก็เตรียมกายมาสรรพ ขื่อสำหรับสรวมมือ
คือโซ่ตรวนทุกอย่าง เชือกหนังต่างหวายตี
มีมาครบทุกประการ ครั้นถึงสฐานทันใด
เขาก็ไปแก้มัด จัดการจักจำจอง
อาบูสองแขนสลัด เหวี่ยงอึดอัดวายโวย
เขาก็โบยด้วยเชือกหนัง ดังเสียงตึกตนชา
สองสามคราก็สงบ เขาจำครบทุกประการ
ออกจากสฐานพาไป ผู้คนในถนนอึง
วิ่งปรึงปรึงสอสอ บางคนยอด้วยกำหมัด
บางคนซัดหลังโครม บางคนโถมเข้าตบ
อาบูหลบบใคร่ทัน บางคนมันร้องด่า
ว่าถ้อยคำหยาบคาย เจบมากมายเยินยับ
ปรับเปนบ้าเปนขบถ อาบูจดจ้องไป
บัดใจถึงโรงบ้า เขาก็ร้าตัวเข้ากรง
ซี่เหล็กลงสลักหมั้น กั้นบให้เห็นใคร
อยู่ภายในแต่บ้า เขาเฆี่ยนห้าสิบที
ตีทุกวันบเว้นวาย หลังไหล่ลายยับระยำ
ทำบมีกรุณา ถึงเวลาเขาสอบถาม
ยามนี้เจ้าเปนไฉน คลายใจฤๅยังกลุ้ม
คลุ้มกระมลมั่นหมาย ว่ากายเจ้ายังคง
ดำรงอยู่ตามเค้า เปนพระเจ้าทรงธรรม์
ฤๅบิดผันเปลี่ยนผลัด อาบูสบัดภักตรสนอง
เราไป่ปองยินคำ อย่าแนะนำเราบเอา
เราบใช่บ้าหลัง ตัวเรายังปรกติ
ส่วนท่านสิว่าบ้า ข้าไป่อยากโต้ทาน
ตามแต่การจะเปน เห็นเพื่อกรรมเราเอง
แต่เพรงบันดานดล จนท่านได้เฆี่ยนขับ
เรารับสิ้นทุกสิ่ง จะขอนิ่งทุกเมื่อ
เพื่อบรู้เหตุได้ จักบอกอย่างอื่นให้
ท่านรู้เห็นใจ จริงนา ๚

โคลง ๒

๏ อาบูในเมื่อนั้น คิดบรู้เหตุอั้น
อกแท้แลฉงาย ๚  
๏ ความเจบกายบอบชํ้า บวมเบ่งบ้างเขียวคลํ้า
ดั่งบ้ายหมึกมอม ๚  
๏ ร่างกายผอมเหือดแห้ง เข่าขัดเหยียดขาแข้ง
ขัดข้องกีดขวาง ๚  
๏ ทั่วสรรพางค์เมื่อยร้าว ยอกเสียดเสียวปลาบด้าว
ค่างแล้ชายโครง ๚  
๏ โคลงศีศะสุดปลํ้า เจบบาดแผลแหล่ลํ้า
พ่างม้วยมรณา ๚  
๏ พลางโศการํ่าไห้ จริงกลับว่าบ้าได้
ดั่งนี้แหนงตาย จริงนา ๚
๏ ไป่รักกายเท่าเผ้า ตามแต่พระเปนเจ้า
จักต้องพระไทย ท่านเทอญ ๚
๏ จริงฉันใดแม่นแท้ บกลับคืนคำแม้
จักม้วยชีพปลง แลนา ๚

โคลง ๔

๏ สงสารหญิงเฒ่าผู้ มารดา
สู้ติดตามมาหา คํ่าเช้า
เห็นลูกถูกอาญา ลำบาก บวมนา
นางยิ่งทุกข์ร้อนเศร้า โศกน้ำตานอง ๚
๏ มองเห็นลูกน้อยนั่ง ในกรง เหล็กนา
ชลเนตรนองน่านลง พร่างพร้อย
ผอมนักพ่อจักปลง ชนม์ชีพ เสียเฮย
สอึกสอื้นโอดอ้อย อิ่งพร้องพรรณา ๚

ร่าย

๏ ไยพ่อมาดังนี้ แก่แม่รา ปี้ป่นบเปนตน แก่แม่รา
ทนเวทนาสาหส แก่แม่รา หมดผู้เมตตาเจ้า แก่แม่รา
เศร้าอยู่ตรงในตา แก่แม่รา ขอแม่ยาจุ่งได้ แก่แม่รา
ให้แม่ยาแก่มือ แก่แม่รา ไยพ่อถือทฤฐิ แก่แม่รา
ไยบปริปากพร้อง แก่แม่รา โอ้อกแม่จักต้อง
แตกแล้วดวงใจ แม่เอย ๚

โคลง ๔

๏ เข้าไปหาลูกแล้ว วอนสอน สั่งนา
พ่อจุ่งละอาวรณ์ เรื่องนั้น
รู้สึกซึ่งโทษกรณ์ ตนผิด ผันนา
พอจักพ้นโทษหมั้น แม่นแท้ทันใด ๚
๏ ตั้งใจแต่เฝ้าพูด ทุกวัน
ส่วนอบูหะซัน ตอบถ้อย
แม่อย่าพูดเลยฉัน บอยาก ฟังนา
ขอตริตรองสักน้อย หนึ่งให้เต็มใจ ๚
๏ แม่ไปสู่เย่าแล้ว กลับมา เล่านา
ปลอบลูกพลางน้ำตา ถั่งท้น
จักออกปากลูกยา สลักขัด เสียเฮย
ลมจับพับผอยพ้น นับครั้งคราวหลาย ๚

• • • • • •

ร่าย

๏ ฝ่ายอาบูหะซัน ลำบากครันทรมาน
เพื่อตริการบมิตก นั่งกอดอกรำพึง
คนึงไปหลายชนิด คิดฝ่ายข้างเปนจริง
ควรอ้างอิงหลายอย่าง ป่างแต่งตนเปนราช
นอนเหนืออาศน์บัลลังก์ ยังตื่นนอนได้ถาม
ดูถ้อยความสมหมด อีกปรากฎอำนาจ
เราประกาศสั่งใด เขาก็ไปทำตาม
ความเคารพนบนอบ ตามรบอบแบบกาหลิบ
หยิบยกได้เปนพยาน ถ้าคิดการว่าฝัน
ดูก็ขันชอบกล คนทั้งปวงหายหมด
ไป่ปรากฎผู้ใด ไกยฟาเอกอำมาตย์
อยู่ริมบาทยุคล ทั้งมนตรีใหญ่น้อย
มากนับร้อยนับพัน หนึ่งวัลลภยุนุก
แต่งตนสุกใสสอาด อีกนางนาฎกำนัล
งามเฉิดฉันแช่มช้อย ไป่ติดต้อยตามกู
ดูก็น่าอัศจรรย์ ดุจเฉกฉันมิใช่
กูเปนใหญ่บังคับ ให้เขาจับทำโพย
โดยพลการเขาหลาย ผิดเชิงนายกับบ่าว
ท่าวจักทอดธุระ กะว่าฝันเปนแน่
แต่อีแมนแลศิษย์ มีความผิดเราสั่ง
ทำโทษดั่งบรรหาร อีกประการหนึ่งไส้
เราใช้ให้ไกยฟา นำทองมาให้แม่
ก็ได้แน่สมคำ ทำตามเราบังคับ
นับว่าฝันฉันใด ไป่เข้าใจเรื่องราว
สาวต้นหายปลายหลุด คิดบอยุดเลื่อนใหล
เหตุอันใดดั่งนี้ คือว่าใครจักชี้
ออกให้สว่างไสว ได้นา ๚

โคลง ๓

๏ วนเวียนใจไตร่ตรึก เห็นยิ่งฦกยิ่งซึ้ง
จนจิตรคิดอํ้าอึ้ง อัดอั้นตันใจ ๚
๏ ใครจักไขความขำ นำเหตุบอกจุ่งแจ้ง
รู้ชัดใช่จักแกล้ง กล่าวอ้างอวดใคร เลยนา ๚

โคลง ๔

๏ ทันใดดำริห์นั้น มารดา มานา
เห็นลูกซูบกายา ย่อมแท้
หน้าซีดสลดอา การอ่อน หิวเฮย
ครวญครํ่ารํ่าไห้แม้ เลือดย้อยลามไหล ๚
๏ อกใจแม่แยกแล้ว ลูกรัก แม่เฮย
พลางค่อนอกฮักฮัก รํ่าไห้
พ่อเจบแม่นี้จัก ตายก่อน พ่อนา
พ่อจุ่งจำแม่ไว้ มั่นแล้วลาตาย ๚
๏ ไป่วายน้ำเนตรพร้อย พรํ่าพรู
จับจิตรนายอาบู วาบวํ้า
เอนดูแก่แม่ตู จักมอด ม้วยนา
ยกหัถสะลามนํ้า เนตรล้นลามไหล ๚
๏ แต่ไปเปนโทษนั้น นมนาน
ยี่สิบเอดวันวาร ล่วงแล้ว
บเคยจักกราบกราน แดแม่ เลยนา
เห็นค่อยเยนใจแผ้ว ภักตรพ้องพาที ๚
๏ บุญมีมาช่วยแล้ว ลูกเอย
เบาส่างฤๅทรามเชย จุ่งแจ้ง
ความคิดผิดพ่อเลย ลืมละ ไปฤๅ
ตาแม่จะเหือดแห้ง ห่างน้ำตานอง ๚
๏ หะซันสนองตอบถ้อย มารดา
ด้วยท่วงทีกิริยา เรียบร้อย
แม่เอยลูกเกิดมา มีโทษ นักนา
ขอแม่โปรดลูกน้อย หนึ่งให้อภัยกรรม ๚
๏ ลูกทำแผกแม่แล้ ทั้งหลาย ก็ดี
ขอแม่แลเขาวาย ขุ่นข้อง
ลูกผิดเพราะฝันหมาย เปนเหตุ จริงนา
จึ่งแม่มาพลอยพ้อง ทุกข์ด้วยเหลือหลาม ๚
๏ ความฝันลูกเรื่องนี้ อัศจรรย์ นักนา
เหมือนบใช่ความฝัน ถ่องแท้
ดังจริงทุกสิ่งสรรพ์ ยามเมื่อ ตื่นนา
ใครถูกดังลูกแม้ จักรู้ฤๅมี ๚
๏ บางทีจะยิ่งร้าย แรงไป
ถึงลูกก็สงไสย ไป่แล้ว
เพราะเหตุสิ่งใดใด ดังซึ่ง เปนนา
คนตื่นเปนไป่แคล้ว คลาศแม้นเสมอกัน ๚
๏ แต่ฉันไป่คิดค้น ความใด อีกเลย
หากคิดว่าฝันไป เท่านั้น
แต่นี้บถือใจ เปนดั่ง เดิมนา
คืออบูแม่นหมั้น ลูกน้อยมารดา ๚
๏ เปนมาแต่แรกนั้น เหลือเกิน
เพราะจิตรลูกเผลอเพลิน พลาดแท้
แต่นี้จักบเดิน ทางผิด แล้วแม่
จักนับถือแม่แม้ ดุจดั้งเดิมกัน ๚
๏ หลายวันแต่โศกสร้อย มานาน
น้ำเนตรนองคือธาร ถั่งท้น
ครั้งนี้กลับเปนบาน ใจหลั่ง ไหลนา
ยิ่งอย่างยินดีพ้น ที่อ้างอันใด ๚
๏ ปราไสลูกรักเจ้า แม่รา
แต่แม่ยินวาจา พ่อพร้อง
สิ้นทุกข์ส่างโศกา สิ้นขุ่น เคืองพ่อ
ดั่งมหมัดมาป้อง ปัดเปลื้องไภยมรณ์ ๚
๏ อนุสรในเหตุสิ้น ซึ่งเปน นั้นฤๅ
พ่อไป่เห็นแม่เห็น หากรู้
เจ้าเลี้ยงพ่อค้าเยน วันหนึ่ง นั้นนา
ใช่อื่นเลยแลผู้ นั่นนั้นนำความ ๚
๏ ไป่ตามคำสั่งเจ้า สัญญา ไว้นา
ไปบปิดทวารา ละไว้
จึ่งฝูงปิศาจสา มารถสู่ สิงพ่อ
ทำจิตรแห่งเจ้าให้ เคลิบเคลิ้มลืมกาย ๚
๏ ควรถวายอภิวาทน์เจ้า โลกา
ซึ่งโปรดพ้นภยา พาธร้าย
ขอพระจุ่งรักษา สงวนต่อ ไปแฮ
จักรอดจากบาปบ้าย เพราะเบื้องบาทบงสุ์ ๚
๏ ความตรงประกอบแท้ มารดา
ลูกบทันสงกา ก่อนนั้น
คืนเดียวกับมันมา ข้านิ มิตรเฮย
ซ้อมสั่งกันแม่นหมั้น บอกให้หับทวาร ๚
๏ ใบบานเบิกอยู่แล้ ยามลูก ตื่นเฮย
จึ่งปิศาจมันผูก จิตรข้า
แม่คิดไม่ผิดถูก ทุกอย่าง จริงนา
แม้แม่บกล่าวอ้า จักอั้นอำตาย ๚

ร่าย

๏ ความสบายใครเปรียบ เทียบมารดาอาบู
ดูเห็นบุตรคืนคง ตรงสติสมประดี
ไป่มีอาการแปลก อย่างเยี่ยงแรกยินยล
เขาจรดนด่วนไป ถึงทันใดที่หมอ
ขอรับลูกคืนกลับ รับประกันหมั้นคง
เขาบงวยงงเยี่ยงกี้ บัดนี้หายเห็นสนิท
หมอติดใจไป่แล้ว เขารีบแคล้วคลามา
ตรวจกิริยาทุกอย่าง เห็นสะส่างสมประดี
หมอปรานีเปลื้องปลด เครื่องจำหมดจากกรง
มารดาตรงเข้าจุง พยุงกันรีบมา
ถึงเคหาบมินาน เขาบริหารอยูกยา
อาบูค่อยเคลื่อนคลาย เนิ่นวันหลายแหล่ล้ำ
ด้วยระบมบอบชํ้า เหือดแห้งหิวโหย ยิ่งนา ๚

โคลง ๒

๏ โดยอย่างนี้สักน้อย ค่อยเหือดหายคลายสร้อย
ส่างเศร้าเบาบาง ๚  
๏ พลางคำนึงเหนื่อยแท้ กูอยู่คนเดียวแล้
บได้สบายเลย ๚  
๏ เคยกินกับพวกพ้อง กินเดียวบได้พร้อง
วากย์เว้าเหงาใจ ๚  
๏ คิดฉันใดจักได้ มีเพื่อนกินด้วยให้
สนุกนิ์นํ้าใจเรา ๚  
๏ เนาในโทษทุกข์เศร้า กลืนบลงเลยเข้า
อ่อนเปลี้ยกำลัง ๚  
๏ มีเพื่อนดังก่อนนั้น เราจะฟื้นเรวหมั้น
แม่นแม้นดังเดิม ๚  

ร่าย

๏ ในจิตรเหิมเห็นสนุกนิ์ ลืมความทุกข์แต่หลัง
จัดเรือนดังแต่ก่อน ผ่อนเงินจ่ายจัดหา
เครื่องโภชนาพร้อมสรรพ สำหรับกินสองคน
เตรียมไว้บนเรือนแล้ว เขารีบแคล้วคลาออก
นอกบ้านยั้งยังสพาน นั่งพักปานครั้งแรก
คอยเพื่อนแขกเมืองมา จักชักพาสู่เหย้า
เขากระทำดั่งเค้า ก่อนนั้นทุกประการ แลนา ๚

• • • • • •

โคลง ๔

๏ ภูบาลกาหลิบเจ้า จอมภพ
บัดบพิตรปรารภ รีตไท้
นับวันก็บรรจบ จวบมาศ แล้วนา
จักเสด็จตรวจให้ ทั่วทั้งเมืองหลวง ๚
๏ พอดวงภาณุมาศคล้อย คลาลง
ผันเพศพานิชทรง เสร็จแล้ว
จากอาศน์ทาษหนึ่งคง คู่เสด็จ ท่านนา
โดยรยะมรรคาแคล้ว เขตรข้ามสพานคลา ๚
๏ อาบูมาก่อนท้าว เธอสัก หน่อยเอย
นั่งกับหิ้งอิงพนัก ไขว่ห้าง
สังเกตเนตรมุ่งภักตร ตรงสุด สพานแฮ
ใครแขกแปลกมาบ้าง จักเชื้อเชิญไป ๚
๏ บัดใจเห็นถนัดหน้า ฤๅแคลง ใจเลย
กาหลิบพานิชแปลง ก่อนนั้น
ทรงเพศพ่อค้าแขวง มุสสุ่ล
บ่าวเก่าตามหลังหมั้น แม่นแท้ไป่ฉงน ๚
๏ เหตุผลซึ่งเกิดขึ้น แต่ปาง ก่อนเอย
ชายนี่แลนำทาง หมดสิ้น
เขดขยาดบอาจวาง สติมั่น อยู่เลย
ตัวสั่นหวั่นใจหวิ้น หวาดเพี้ยงพังขวัญ ๚
๏ มือรันรุมอกร้อง องค์อะ หล่าเฮย
ขอเดชปกข้าพระ ป่างนี้
คนชั่วชาติยักษ์ปะ ข้าอีก พระเอย
พระโปรดให้เขาลี้ ลาศแคล้วอันตราย ๚
๏ วุ่นวายจักใคร่ร้อน เรวหนี หน้าเอย
แต่เจอะจวนเต็มที ไป่พ้น
ถ่ายเทเล่ห์ใดดี หนอเมื่อ นี้นอ
นึกเหมาะมองของค้น เขี่ยคุ้ยดินหา ๚

ร่าย

๏ ส่วนราชาเห็นพลัน พร้อมกันกับอาบู
ดูกิริยาเมินหมาง ข้อรคางเรื่องเดิม
เติมสนุกนิ์ท่านไท้ เหตุธให้สืบสวน
ความทั้งมวลทราบหมด ธจึ่งกำหนดหฤไทย
จักไปเล่นอาบู ดูให้สนุกนิ์อีกใหม่
หนึ่งธใคร่สงเคราะห์ เพราะเมตตาเต็มจิตร
คิดบำรุงทั่วหน้า แต่ผ่านฟ้าโปรดปราน
การสนุกนิ์ยิ่งนัก คิดแต่จักให้ขัน
เปนอัศจรรย์เล่นหลาก กาลภาคนี้เสด็จมา
เพื่อปราถนาจะลอง ความขำปองปกปิด
จักมิดชิดฤๅไม่ ใคร่ทราบความแน่นอน
ครั้นภูธรธเห็น หะซันเปนทีโกรธ
ธก็ปราโมทย์ดวงมาลย์ เพื่อตริการสมหมาย
กรายกรมาแทบใกล้ ทำรฦกขึ้นได้
เพ่งหน้าอาบู ๚  

โคลง ๒

๏ ดูเหมือนหนึ่งว่าน้อง คือหะซันถูกต้อง
ดั่งนั้นแลฤๅ เจ้าฤๅ ๚
๏ อ่ออ๋อคือแม่นแท้ พี่จากเจ้านานแล้
จึ่งได้แปลกกัน ๚  
๏ สะลามพลันแช่มช้อย ขอพี่กอดรัดน้อย
หนึ่งให้ชื่นใจ พี่รา ๚
๏ เตือนเท่าใดนิ่งอึ้ง เตือนนักนึกเคืองขึ้ง
จึ่งแข้นสนองคำ ๚  

โคลง ๔

๏ เราจำบได้ไป่ อยากรับ สะลามเฮย
เราบอยากคำนับ ตอบบ้าง
เรวเถิดท่านเร่งกลับ ไปกิจ การนา
เบือนบหันหน้าข้าง แขกผู้พาที ๚
๏ ข้านี้คนเก่าได้ เคยมา ก่อนนอ
เดือนหนึ่งในเวลา เช่นนี้
เจ้าชวนสู่คฤหา ไลยรับ รองแฮ
ลืมหมดฤๅแต่กี้ ก่อนนั้นฤๅนาน ๚
๏ ตอบสารเราไป่รู้ จักใคร
เพียงแต่คเนใจ ก็ข้อง
เจ้าพูดเรื่องอันใด บทราบ หมดนา
อย่าพูดยืดยาวต้อง เนิ่นช้าเชิญไป ๚
๏ องคไทธิราชได้ ฟังสาร
ซึ่งหะซันเคืองขาน อยาบช้า
ไป่ถือไป่เดือดดาน แดเคียด เขาเลย
เพราะพระกรุณากล้า เกลื่อนให้หายรคาง ๚
๏ ทราบทางแบบอย่างบ้าน หะซัน
ซึ่งบรับแขกอัน สู่แล้ว
เขาทูลแต่แรกวัน ประสบ กันเอย
ทำไป่ทราบแสร้งแผ้ว ภักตรยิ้มยวลถาม ๚
๏ คิดยามครั้งก่อนนั้น หน่อยรา
คงรฦกคืนมา ใหม่ได้
เจ้าพี่รักกันปรา โมทย์จิตร น้อยฤๅ
เห็นไม่ลืมเรวให้ พี่เศร้าเสียใจ ๚
๏ สิ่งไรถูกต้องดอก กระมัง
เจ้าจึ่งชิงจึ่งชัง จึ่งขึ้ง
หาผิดบพบยัง ฉงายเงื่อน น้องเอย
แหนงพี่วานอย่าอึ้ง จุ่งเอื้อนออกความ ๚
๏ ยามนั้นพี่บอกเจ้า ชัดเจน
มีธุระพึงเกณฑ์ กะให้
จักช่วยบเบี่ยงเบน เบือนบาก เลยนา
ใช่แต่เบาบ่าไส้ สิ่งสิ้นสบสฐาน ๚
๏ รำคาญเราไป่รู้ สิ่งใด หมดเฮย
บอยากพึ่งบุญใคร หนึ่งด้วย
อำนาจท่านจักไฉน เราไป่ รู้เลย
เห็นแต่จักพาม้วย กับบ้าเสียคน ๚
๏ อีกหนเราบอกเจ้า จุงไป เสียนา
เราบชอบหฤไทย เท่าก้อย
อยู่นานเท่าใดใด คงป่วย เปล่าเฮย
เราบอยากพูดน้อย หนึ่งให้เสียตัว ๚
๏ เสหัวเสแสร้งกอด หะซัน
ไยสลัดตัดรอนฉัน เฉกนี้
ไป่อยากจะจากกัน ยามโกรธ น้องเอย
ปางจากกันก่อนกี้ กอบด้วยยินดี ๚
๏ เปรมปรีปราโมทย์ครั้ง คราวเคราะห์ ดีเฮย
จึงพเอินจำเพาะ พบเจ้า
ไม่อยากจากไปเพราะ ใจพี่ หวังนา
จักใคร่ไปสู่เหย้า กับน้องอีกครา ๚
๏ อาไศรยคืนหนึ่งยั้ง อยุดพัก
กินอยู่กับน้องรัก เยี่ยงโพ้น
ได้ดื่มสุราสัก นิดหน่อย
เหมือนเมื่อครั้งคราวโน้น สนุกนิ์น้อยไปฤๅ ๚
๏ เราถือเราไป่ต้อง เกรงใคร ใครเลย
บอยากคบคนใจ มุ่งร้าย
ลากพิศม์ติดหลังไป ดังหนึ่ง เจ้านา
จำรักษาตนผ้าย ผ่านพ้นคนพาล ๚
๏ โบราณท่านกล่าวไว้ อย่างยล
จงหยิบกลองของตน รีบผ้าย
ลองเทียบเปรียบสกนธ์ ดูเถิด
คงทราบสิ่งซึ่งลม้าย ไม่ต้องชี้แจง ๚
๏ เราแสดงแด่ท่านแล้ว หลายครา
เราไป่ปองปราถนา นั่งใกล้
พานพบแลคบหา คนเช่น ท่านเลย
เปนสัตย์ตัดขาดได้ ตราบสิ้นสุริยัน ๚
๏ ทรงธรรม์ฟังตอบเปรี้ยว แรงจัด
เธอกลับเข้ากอดรัด อีกครั้ง
เจ้าว่าพี่ควรขัด ใจแต่ ออมนา
ขอจุ่งเจ้าอยุดยั้ง อย่าพร้องไป่ควร ๚
๏ ใคร่ครวญดูอย่าเหี้ยม หุนหัน พ่อเฮย
ค่อยพูดค่อยจากัน ก่อนบ้าง
ทุกข์โศกโรคภัยอัน ใดเกิด มีฤๅ
จงเล่าเถิดอย่าร้าง พี่รู้ราวความ ๚
๏ ตามจริงใจข้าคิด นิจกาล
ให้แต่เพื่อนสำราญ ห่างร้อน
อย่างไรจะเบิกบาน ใจเพื่อน
จักช่วยชูเชิดช้อน เช่นนั้นนึกจริง ๚
๏ แม้นสิ่งซึ่งรักนั้น กลับกลาย
เปนเหตุให้อันตราย ดั่งแกล้ง
ไป่เลยไป่อยากหมาย ให้เกิด มีเลย
ไยจึ่งเกิดกรรมแสร้ง ส่อให้น้องแหนง ๚
๏ ฟังแสดงค่อยเหือดขึ้ง เคืองรคาง
ชวนนั่งลงเคียงพลาง พลอดพร้อง
อันเหตุซึ่งเราจาง ใจเบื่อ เบือนฤๅ
เหลือคับเหลือคิดข้อง จึ่งแค้นเคืองรคาย ๚
๏ บรรยายราวเรื่องให้ ท่านฟัง
คงจะเห็นสมดัง คิดข้า
ถึงท่านรักจริงจัง จำเคลือบ แคลงนา
เพราะเหตุชอบกลถ้า ท่านบ้างคงเปน ๚

ร่าย

๏ เรื่องนี้เห็นอัศจรรย์ เดิมเราฝันว่าเรา
เนาในราชนิเวศน์ ไสเยศเหนือรัตนาศน์
เบื้องบนราชบัลลังก์ ตื่นขึ้นยังบอุไทย
เหลือบแลไปเห็นนารี มีมาคอยประฏิบัติ
อีกขนัดยุนุก เรานึกฉุกใจถาม
เขาแถลงความถ่องแท้ ตัวเราแล้พระเจ้า
ทรงธรรมเผ้าพสุธา ส่วนกายาเราไส้
เขาให้ทรงเครื่องกระษัตริย์ ออกยังรัตน์บัลลังก์
ฝ่ายหน้าหลังซ้ายขวา เสนาเฝ้าเปนขนัด
บัดบัญชาสั่งซั้น ดังวันนั้นเจรจา
เอาอีแมนมาลงทัณฑ์ เก็บไปฝันสิ้นสรรพ
เขาก็รับทำตาม ได้ถ้อยความเหมาะหมั้น
ครั้นเราให้ไกยฟา เอาทองมาให้แม่
ใช่ว่าแต่ความฝัน ดูขันทั้งสองอย่าง
ค่างอีแมนก็ถูก ผูกเฆี่ยนแทบมรณา
ฝ่ายมารดาแห่งเรา เขาก็เอาทองมาให้
เรื่องนี้ไส้ชอบกล รอยผีดลหฤไทย
ปิ่นราไชยสวรรยา พเอินมาดำริห์
ตริให้สมกับฝัน เพื่อนมันหมายพิฆาฏ
จะฆ่าอาตม์แทนทด ยังไป่หมดเท่านั้น
ครั้นกลับมาข้างใน เขาพาไปห้องหับ
นับได้สี่ตำแหน่ง ดูเครื่องแต่งโอฬาร
งามพิศดารเหลือเล่า โอ้ยังเหล่ากำนัล
งามเฉกฉันนางฟ้า ในใต้หล้าอย่ายล
คนฉันเราเกิดมา จนมรณาไป่พบ
บอกข้าครบชื่อเสียง ตื่นขึ้นเพียงดังบ้า
ร้องเว้อว้าอึงคนึง จึ่งมารดาเราห้าม
เราบคร้ามทุบตี ลืมอินทรีย์สิ้นสุด
ไป่ยั้งอยุดโทโส แผดเสียงโกลาหล
คนเขามาจับกุม รุมกันว่าบ้าหลัง
เขาจับขังเฆี่ยนขับ หลังไหล่ยับเยินระยำ
เรายังสำคัญหมั้น ว่าตัวนั้นเปนกาหลิบ
ความคิดดิบดึงดัน เหตุผลอันเกิดเปน
เห็นประจักษ์อำนาจ ฝูงปิศาจสังหรณ์
แทบเมื้อมรณ์มลายชนม์ กลับคืนตนไป่มอด
รอดเพราะองค์อ้าหล่า ฆ่าเหล่าร้ายหายสูญ
พระคุณพูลเพียบภู ตูจึงพ้นอันตราย
เขาบรรยายโดยพิศดาร ปานซึ่งเปนทุกอย่าง
ไป่เว้นว่างสักอัน เล่าดุจฝันจริงจัง
ลงภายหลังเขาจึงแนะ ว่านี่และท่านเห็น
เปนอัศจรรย์ฤๅไม่ เหตุนี้ใช่ธรรมดา
ซึ่งมีมาเพราะใคร ท่านจะไปจากเรือน
เราได้เตือนกำชับ ให้ท่านหับทวารไว้
ท่านบได้ทำตาม จึ่งเกิดความอุบาทว์
ฝูงปิศาจเข้าสึง รึงกายาเราฝัน
ถึงสิ่งสรรพ์ดีดี ปลายมือมีอันตราย
จนเจียนตายมอดม้วย เปนเหตุทั้งนี้ด้วย
ท่านแกล้งลืมหลง ใช่ฤๅ ๚

โคลง ๒

๏ กาหลิบทรงสดับถ้อย ชอบพระไทยไม่น้อย
เพราะข้อคำขัน ๚  
๏ ธทราบสรรพ์สุดผู้ ดีกว่าอาบูรู้
เรื่องด้วยเธอทำ เองแล ๚
๏ ความขำงำไป่ฟุ้ง มัวแต่คิดอื่นคลุ้ง
บแจ้งใจเลย อกอา ๚
๏ แสร้งทำเฉยเงื่อนงํ้า เห็นภักตรหะซันซ้ำ
สุดยั้งไป่คง อยู่เลย ๚
๏ เล่าตามตรงบูดบึ้ง ตรองตรึกดูฦกซึ้ง
โศกเศร้าไป่หาย ๚  
๏ ฟังบรรยายสุดพร้อง กลั้นบอยุดเลยต้อง
ระหรี้ริกหัว ๚  

โคลง ๓

๏ ตัวหะซันนึกใน ใครฟังเราเล่านั้น
คงสลดจิตรหมั้น แม่นแม้นตัวเปน ๚
๏ เห็นกาหลิบหัวหยัน ขัดใจครันจึ่งร้อง
ถามว่าคำเราพร้อง ปดโป้ตรงไหน ๚

โคลง ๔

๏ เหตุใดท่านจึ่งล้อ เลียนกัน
ฤๅท่านเห็นสำคัญ ว่าแกล้ง
ฤๅท่านอยากเยาะหยัน เราเล่น
เราบมีจิตรแสร้ง หลอกล้อลวงเธอ ๚
๏ เออเราจักให้ท่าน เห็นจริง
ตัวพยานยืนอิง เหมาะหมั้น
แผลนี้แลจึ่งชิง ชังท่าน นักนอ
เราจะหลอนเล่ห์นั้น ประโยชน์ได้สิ่งไร ๚
๏ ทันใดแหวกเสื้อซึ่ง สรวมกาย
ดูเถิดอกไหล่ลาย ป่นปี้
ล้วนรอยเชือกหนังหลาย วันรํ่า ตีแฮ
เจบบอบจนบัดนี้ ถูกต้องยังเสียว ๚
๏ กาหลิบเหลียวภักตรจ้อง ดูแผล เห็นเฮย
หวั่นกระมลหม่นแด เดือดร้อน
สังเวชมนัศแล เต็มเนตร ไฉนฤๅ
หัถลูบอุระเองข้อน อกซ้ำสงสาร ๚
๏ ภูบาลเร่งนึกน้อย หฤไทย ท่านนา
การเล่นเปนเกินไป กว่าข้อ
ตริพลางตรัสปราไส แดหะ ซันเฮย
โทษพี่ควรแล้วน้อ ที่น้องแหนงใจ ๚
๏ กรรมใดบังเกิดขึ้น บันดาน
ให้พี่ลืมหับทวาร เบิกไว้
แค้นกายประมาทการ เกินเหตุ
จึ่งเกิดอันตรายให้ ท่านเพี้ยงวายชนม์ ๚
๏ รู้ตนตูผิดเจ้า ควรเคือง แท้เฮย
คิดบปลิดใจเปลือง ปล่งเศร้า
ไป่แกล้งท่านจักปเทือง ยกโทษ ก็ดี
ยังคิดไป่สิ้นเค้า คิดขึ้นควรขนาง ๚
๏ สนองพลางคลอคล่าวน้ำ ชลไนย นองฤๅ
รันทดถอนหฤไทย ท่านอั้น
อาบูหะซันใจ สลด ลงเฮย
เชื่อว่าไป่แกล้งหมั้น หมดข้อกังขา ๚
๏ จึงว่าอย่าทุกข์ร้อน รนใจ ท่านเอย
เราบคิดสงไสย ว่าแสร้ง
กรรมเราจึ่งเปนไป ตามแต่ กรรมนา
ท่านรักเราหากแจ้ง เสร็จสิ้นทุกประการ ๚
๏ ฟังสารเห็นเหือดสิ้น สงกา
จึ่งประภาษพูดจา ชักชี้
ขอไปร่วมเคหา เลี้ยงเล่น กันเอย
เหมือนอย่างยามก่อนกี้ อีกครั้งยังเพลิน ๚
๏ สรรเสริญยกย่องทั้ง ปลอบโยน
จนจิตรอาบูโอน อ่อนได้
กาหลิบค่าใครโดน คำท่าน ยอนา
แขงเท่าแขงหักให้ อ่อนได้โดยพลัน ๚
๏ หะซันสบถไว้ นานมา
ไป่อาจทานวาจา ท่านน้าว
ออกปากรับจะพา ไปอีก คราวนา
แต่เรียกทานบลท้าว ท่านไว้คำคง ๚
๏ ประสงค์แห่งท่านนั้น เรารับ
แต่จะขอกำชับ ท่านไว้
จากสฐานท่านจงหับ ทวารแห่ง เรานา
ปิศาจจักไม่ได้ ช่องร้ายทำเรา ๚
๏ ขอเอาความสัตย์ให้ สาบาล ก่อนรา
จึ่งจักไม่ลืมปาน ก่อนนั้น
กาหลิบก็รับสาร คำสัตย์
สองจึ่งชวนกันดั้น ด่วนเร้ามาเรือน ๚
๏ กาหลิบเบือนภักตรข้าง หะซัน
จึ่งกล่าววาจาพันธ์ ผูกไว้
ท่านจงเชื่อคำอัน เรากล่าว เทอญนา
เราบพลิกแพลงให้ แปลกถ้อยพาที ๚
๏ มิตรดีแม้นมาตรเจ้า จักหา
ให้ประสบวิญญา ยากได้
ดังเราที่ปราถนา ให้ท่าน ดีแฮ
ไม่เนิ่นนักจักให้ ท่านแจ้งเห็นจริง ๚
๏ สิ่งสนุกนิ์ดีมากนั้น ไป่อยาก แล้วพ่อ
ยั่นจะบอบลำบาก แบบพู้น
สนุกนิ์สิทำกราก กรงเหล็ก ไว้นา
ท่านจะทำเยี่ยงนู้น เช่นนั้นเรากลัว ๚
๏ ขอตัวไป่รับแล้ว ถ้อยคำ ท่านเอย
ดีซึ่งท่านจะนำ อย่าพร้อง
กาหลิบสดับสำ รวลตอบ สนองนา
เราไม่คิดเกี่ยวข้อง อีกแล้วเลิกกัน ๚
๏ เพราะครันท่านว่านี้ ชอบใจ เรานอ
เราบต้องการใด ดุจพร้อง
ขอแต่อย่าทำไถล ลืมพูด เสียเลย
เราไป่คิดปิดป้อง เปิดไส้ไขพุง ๚

ร่าย

๏ จุงกันเดินมาพลาง ทางสนทนาสรวลสันต์
สัญญากันมั่นคง พอสุริยงลับไม้
มาเกือบใกล้บ้านหะซัน ชวนกันขึ้นบนเรือน
เตือนให้นั่งเหนืออาศน์ หมอนใหญ่พาดอิงองค์
อาบูลงนั่งเคียง กับเข้าเรียงพร้อมสรรพ
ชวนกันรับอาหาร ไป่เปนการเอิกเกริก
ของคาวเลิกเสร็จแล้ว ขวดเล่าแก้วผลไม้
ตั้งโต๊ะไว้เสร็จพลัน ต่างชวนกันกินสุรา
พลางสนทนาต่างต่าง หลายอย่างหลายเรื่องราว
ดื่มเล่าคราวครบหก ยกถ้วยซดไปพลาง
กาหลิบทางสังเกต หะซันเนตรขุ่นแดง
ไป่เคลือบแคลงเห็นถนัด เขาเมาจัดมึนมัว
ธก็สั่นตัวไต่ถาม ถึงเรื่องความรักหญิง
เจ้ารักจริงเตมใจ มีที่ไหนอยู่บ้าง
จงบอกพี่อย่าร้าง ช่อนเร้นกันไย เมื่อนี้ ๚

โคลง ๒

๏ อาบูใจซื่อแท้ หมายว่าเพื่อนกันแล้
บได้รแวงรไว ๚  
๏ พูดตามใจอยากได้ ออกหมดจนสิ้นไส้
พล่ามเพ้อตามคนอง ๚  

โคลง ๔

๏ ไป่ปองแล้วเล่ห์นี้ ป่วยการ ท่านเอย
ขอสู่หรือคู่งาน คู่ห้อง
เห็นเปนเครื่องรำคาญ ใจเปล่า เปลืองนา
ดังบ่าวเขาใช้ต้อง วุ่นว้าวายสเบย ๚
๏ เฉยเฉยอยู่เช่นนี้ เหลือสบาย
ขานสัตย์ปฏิญาณกาย ท่านได้
เราชอบแต่เพื่อนชาย ชวนสนุกนิ์
เลี้ยงเล่าเลี้ยงเข้าให้ ครึกครื้นเฮฮา ๚
๏ สุราอย่างเอกพร้อม มีสรรพ
เพื่อนพูดถูกสำรับ ร่วมรู้
หาแต่สบายกับ ความสนุกนิ์
มีเสร็จเท่านี้สู้ อดได้ไป่ประสงค์ ๚
๏ ตรงหญิงผู้อื่นนั้น ทำเนา
บผิดบแผกเรา รํ่าอ้าง
เห็นอยู่แต่เงาเงา จักกลับ ใจนา
พบดั่งฝันนั้นบ้าง แลต้องรักจริง ๚
๏ หญิงนั้นงามเลิศล้ำ ศุภลักษณ์ ท่านเอย
มารยาตรดูน่ารัก เพริศพร้อม
พาทีเฉียบแหลมชัก ชวนชื่น
รู้ขับศัพท์สีซ้อม เสร็จสิ้นดุริยางค์ ๚
๏ ได้นางเช่นนั้นและ ชอบใจ เราเฮย
จักบมีการใด ขัดข้อง
ฟังพูดจักพูดไพ เราะโสต
ดีดขับสรรพรํ่าร้อง เครื่องเล้าโลมกระมล ๚
๏ แม้นคนอย่างว่าได้ พบปะ
เตมจิตรเราจำละ เกลียดได้
คงรักชรอยจะ รับแต่ง งานนา
เลี้ยงอยู่คู่ชีพไว้ ตราบเท้าวันตาย ๚
๏ แต่หมายบได้ป่วย การนึก ท่านเอย
คนอย่างเราแลฦก ไป่พ้อง
ตายแล้วเกิดเล่าตรึก ไตรเปล่า
ไป่ประสบพบต้อง แต่เพี้ยงตายล ๚
๏ อันคนอย่างนี้ย่อม อยู่ใน
พระราชนิเวศน์ไท ผ่านหล้า
เสนาบดีไพ บูลย์ยศ ยิ่งนา
ถึงจะมีเงินอ้า สุดเอื้อมอิงเขา ๚
๏ มาเรากินเล่าให้ สบายใจ เราเทอญ
คิดอ่านไปทำไม เรื่องนั้น
หยิบถ้วยส่งรินไป รับดื่ม กันนา
กาหลิบท่านจึ่งซั้น สืบถ้อยพจมาน ๚
๏ สงสารอย่างท่านกล้า กลั่นดี
ขาดที่รักไป่มี ร่วมร้อน
คนเดียวทอดชีวี วายศุข เสพย์นา
แม้นแอบสัตรีชอ้อน ศุขอ้างอันใด ๚
๏ ใจเราไป่เร่าร้อน ขวนขวาย
จะยากอันใดราย เรื่องชู้
สาวทรามสวาดิ์หลาย คนมาก มีนา
เราทราบเชิงชั้นรู้ อยู่บ้างทางเมีย ๚
๏ เห็นเสียแล้วจักแก้ ยากนัก
แม้นไม่รักทำรัก ไม่ได้
ต้องคิดคับอกอัก อ่วนจิตร เปล่านา
จักเพิ่มทุกข์ใจให้ เพื่อด้วยเบาตรอง ๚

• • • • • •

๏ แต่สนองคำตอบโต้ ไปมา
จนลุล่วงเวลา ดึกแล้ว
กาหลิบท่านเห็นอา บูยิ่ง เมาแฮ
ควรจะคืนวังแคล้ว จึ่งคล้อยพจมาน ๚
๏ อันการเรื่องนี้ตก การตู เถิดเอย
ตูทราบประสงค์สู สบสิ้น
จักหาที่ดีดู จงสบ ใจพ่อ
ไป่พักให้ด่าวดิ้น เดือดร้อนรนใจ ๚

โคลง ๒

๏ ตรัสปราไสเสร็จแล้ว พลางท่านหยิบจอกแก้ว
ขวดเหล้ามาริน ๚  
๏ อาบูผินภักตรแย้ง จึ่งขยายห่อแป้ง
หยิบขึ้นโปรยลง ๚  
๏ เปนผงเหลือติดถ้วย รินสุราลงด้วย
ดูดสิ้นสูญสี ๚  
๏ มีวาทีถั่งถ้อย เชิญท่านรับถ้วยน้อย
ดื่มนํ้าสุราใน ๚  

โคลง ๓

๏ จงตั้งใจให้พร แด่บังอรหนุ่มเหน้า
ซึ่งพี่สัญญาเจ้า จักค้นสืบหา ๚
๏ คงได้มาบำรุงรัก ชวนชักความศุขให้
สมดั่งจิตรคิดไว้ ผ่องแผ้วหฤไทย ๚

ร่าย

๏ อาบูใจเบิกบาน ปานดังอมฤตย์รศ
โสรดสรงหมดสรรพางค์ รับถ้วยพลางออกวากย์
ความศุขมากจงมี ท่านพาทีดังนั้น
เราจำซั้นตอบสนอง ปองการุญคุณขอบ
ตอบไมตรีท่านรัก ควรประจักษ์ใจถนัด
ชัดว่าใครไป่มี เปนเพื่อนดีเทียมเทียบ
ความเล็กเปรียบกิ่งก้อย ท่านยังคล้อยเมตตา
จักเสาะหามาให้ ส่วนเราไส้จำประสงค์
จำนงตามท่านรับ ขอคำนับส่งไป
แก่นางใดซึ่งท่าน จะผ่านพบหามา
ต้องวิญญาค่อยไซ้ ขอจุ่งนางนั้นได้
ศุขรั้งจิรกาล ยิ่งเทอญ ๚

โคลง ๔

๏ เสร็จสารยกถ้วยซด สุรา
ไหลล่งลำกรรฐา ตกท้อง
หาวงาบทาบเศียรอา ไศรยอาศน์
หลับแน่แม้ดั่งต้อง สกดล้มรทมนอน ๚

ร่าย

๏ จึ่งภูธรธบัญชา เรียกทาษมาบังคับ
ให้รับแบกเหนือบ่า เสด็จนำน่าจากห้อง
อยุดยั้งป้องปิดทวาร ตามสัตย์สารสำเร็จ
ธก็เสด็จลีลา จากเคหาหะซัน
โดยมรรคาดุจก่อน ห่อนเนิ่นนานถึงวัง
เข้าทวารหลังทางลับ กลับขึ้นราชคฤหาศน์
ยาตรยังห้องนพรัตน์ พร้อมขนัดกำนัล
เฝ้าเคียมคัลคอยสดับ ตรัสบังคับสั่งให้
ทำสิ่งใดจักได้ รับถ้อยบรรหาร ท่านแล ๚

โคลง ๔

๏ ภูบาลบังคับให้ เปลี่ยนภู ษาเฮย
เครื่องแต่งแห่งอาบู ออกไว้
ทรงเครื่องขัตติเยศร์ดู งามสรรพ
ให้นิทรเหนืออาศน์ใกล้ ที่เลี้ยงก่อนกาล ๚
๏ พนักงานทุกพวกทั้ง หญิงชาย ก็ดี
เตรียมจัดการทั้งหลาย อย่าเว้น
งานใครเร่งขวนขวาย จงสรรพ สูเฮย
คอยรับใช้วิ่งเต้น จุ่งพร้อมตามเพรง ๚
๏ กูเกรงจะตื่นช้า ไป่ทัน
พอสว่างจงพลัน ปลุกข้า
สั่งเสร็จเสด็จผัน สู่ที่ ผทมแฮ
หลับสนิทเนิ่นช้า รุ่งเรื้องรำไพ ๚

ร่าย

๏ เมศเรอไคลเข้าเคียง เพียงพระแท่นบันทม
ทูลบรมกระษัตรา พระสุริยาจวนรุ่ง
จักพวยพุ่งอัมพร เชิญภูธรส่างนิทร
บพิตรแว่วยินสาร เสด็จจากสฐานไสยาศน์
สู่สุทธอาศน์สระสรง ทรงสุคนธ์หอมขจร
บวรภูษิตเสร็จ เสด็จสู่ห้องก่องแก้ว
เห็นตระเตรียมเสร็จแล้ว ท่านให้ประจำ ที่นา ๚

โคลง ๒

๏ ธกำชับสั่งสาร ให้ว่าขานตอบถ้อย
จุ่งอย่าเผลอพลาดน้อย หนึ่งให้แคลงใจ ๚
๏ พนักงานใดแต่คืน ยืนจุ่งเรียบพรั่งพร้อม
ใกล้อาศน์อาบูล้อม รอบเพี้ยงแสงสาง ๚
๏ อนงค์นางแลยุนุก ทุกคนรับสั่งแล้ว
พลอยสนุกนิ์ใจแผ้ว ผ่องหน้าแย้มสรวล ๚
๏ ชวนกันไปประจำ จำนำที่ขับร้อง
รวังบได้ปิดป้อง ท่านท้าวเลงแล ๚

โคลง ๔

๏ กาหลิบแปรเนตรจ้อง ไตรตรา
เห็นเสร็จสมอัทยา ท่านแล้ว
จึ่งเสด็จครไลมา สู่ที่ เร้นแฮ
คอยกว่าอาบูแผ้ว พิศม์ฟื้นคืนสกนธ์ ๚
๏ บัดดลส่างคลุ้มพลิก กายา
แต่บลืมไนยนา หลับพริ้ง
บิดดัดหยัดมือขา อย่างเมื่อย เห็นบเฮย
กรลับกรเลือกกายกลิ้ง กลอกเกล้าครวญคราง ๚
๏ ปางนั้นคณะอนุชน้อย นงพาล
เจดพวกประโคมขาน เรื่อยร้อง
ไพเราะเสนาะปาน ดุริเยศ ทิพย์ฤๅ
เสียงกระหลบเลวงห้อง หับเพี้ยงเวียงอินทร์ ๚
๏ อาบูยินตระหนักแจ้ว จับกรรณ
นึกตระหนกใจครัน ครั่นคร้าม
เสียงเสนาะสนั่นอัน ใดเกิด มีนอ
ลืมเนตรเลงแลข้าม ขอบห้องมองดู ๚
๏ เอะกูมาพะพ้อง หมู่ไพ รีฤๅ
ยุนุกนารีไสว เรียบเฝ้า
ห้องหับประดับใด ดูดุจ เดิมนา
ทุกสิ่งประสบเข้า อย่างเค้าเดิมฝัน ๚
๏ ทันใดพิณพาทย์สิ้น เสียงสงัด
กาหลิบจะฟังอรรถ ซึ่งพร้อง
หญิงชายอยุดยืนประญัต ดูเสงี่ยม สงบนา
เปนที่เคารพต้อง แบบเบื้องขัตติยา ๚
๏ อาบูร้องโอ้อะ นิจจา
กูกลับฝันเห็นมา อีกแล้ว
ฝันนี้นี่สิพา กูคลั่ง คลุ้มนอ
กรรมส่งคงไม่แคล้ว เฆี่ยนเข้ากรงขัง ๚
๏ อนิจจังใจจิตรร้าย แรงหนอ
คือเพื่อนเราชอบพอ รับเลี้ยง
ควรฤๅกลับข่มฅอ เราฆ่า เสียเฮย
จงจะจังทานเพี้ยง แต่ครั้งหลังมา ๚
๏ อนิจจาอ้ายชาติช้า อมพระ
สบถสบัดตัดสละ คว่างทิ้ง
คนคดกระบถประ ทุษฐ์ต่อ มิตรเฮย
ลิ้นปลีกปีกมีกลิ้ง กลับได้หลายเพลง ๚
๏ กูเกรงกูจึ่งได้ สัญญา
มันกลับเปิดทวารา โร่ไว้
ปิศาจจึ่งสวนมา สิงสู่ กูแฮ
ทำจิตรความคิดให้ เฟื่องฟุ้งฝันเห็น ๚
๏ มาเปนกาหลิบแล้ว อีกคราว
เห็นสบครบสิ่งราว กับแกล้ง
หลงเชื่อจะเกิดฉาว กันอีก คราวนา
จำจะหลับตาแสร้ง เซอะซํ้าทำเฉย ๚
๏ ไป่เงยก้มภักตรขวํ้า มือปิด ภักตรแฮ
ตรองตรึกรทึกจิตร เจบไหม้
แค้นขัดอัดอกคิด จักขาด ใจนา
ตัวสั่นหวั่นหวั่นให้ อกข้นขนแสยง ๚
๏ ค่อยแพลงพลิกหน้าเปิด ตามอง
เห็นอยู่ทุกสิ่งปอง ไป่เปลื้อง
โอ้พระใหญ่ยิ่งครอง ภพโลกย์ พระเฮย
ข้าพระมอบชีพเบื้อง บาทได้เอนดู ๚
๏ ขอชูชีพิตรข้า บาทบงสุ์ พระเฮย
ขจัดขจายมารจง จิตรร้าย
เพราะเดชแห่งพระองค์ กำจัด
คงขยาดฤทธิ์ผ้าย ผ่านพ้นปวงภัย ๚
๏ ทันใดหลับเนตรซ้ำ พาที
กูจะทำใดดี ไป่รู้
จักนอนทอดอินทรีย์ จนเที่ยง เยนนา
กว่าจะพ้นมารผู้ เผ่าร้ายมลายถอน ๚

• • • • • •

ร่าย

๏ แต่นิ่งนอนช้านาน จึ่งนงคราญชื่นจิตร
ขึ้นสฐิตย์ปลายอาศน์ แทบเบื้องบาทบงกช
ประนตแทบบาทมูล กราบทูลเตือนพระสติ
อ้าจงดำริห์บพิตร พระอาทิตย์อุไทย
ไขรัศมีสว่างหล้า ข้าขอเชิญผ่านเกล้า
พระเจ้าตื่นบันทม ตามบรมประเพณี
มีแต่เบื้องโบราณ ตรัสราชการแด่นด้าว
โดยเยี่ยงขัตติเยศร์ท้าว ท่านไท้ภูมิบาล แลนา ๚

โคลง ๒

๏ นิ่งฟังสารแสล้ม ค่อยเบิกเนตรหัถแย้ม
สบหน้านงเยาว์ ๚  
๏ เรารู้จักแม่นแท้ นี่ชื่อชื่นจิตรแล้
รูปคล้ายนางสวรรค์ ๚  
๏ รัญจวนใจจอดน้อง นึกนึกจะใคร่พร้อง
กลับคร้ามขามตัว ๚  
๏ รักหักกลัวค่อยน้อย ออกอรรถทัดทานถ้อย
จุ่งเจ้าไปไกล พี่นา ๚
๏ คือใครเจ้าเรียกไซ้ พระบาททรงธรรมให้
พี่รู้น่อยรา ๚  
๏ ผิดกายาค่อยไส้ ข้าบใช่ท่านไท้
นี่เจ้าลืมหลง ไปฤๅ ๚

โคลง ๔

๏ นามองค์ภูวนารถข้า ไป่แคลง พระเอย
พระยศพระยังแสดง โด่งหล้า
เปนเจ้ามัสลมัน[๓๗]แสวง หาชอบ
ทั่วโลกย์ล้วนเปนข้า บาทไท้เถลิงถวัลย์ ๚
๏ ทรงธรรม์แคลงเคลือบนํ้า หฤไทย
ถวิลว่าไยผทมใน ที่นี้
ไป่อยู่ณห้องไส ยาอาศน์ ฉนั้นฤๅ
ข้าพระจักทูลชี้ เหตุให้เห็นความ ๚
๏ ยามคํ่าขณะนั้น นฤบาล
เสด็จเสวยสำราญ ผ่องแผ้ว
บรรทมหลับณสถาน ทิพย์อาศน์
ยังบได้เสด็จแคล้ว สู่ห้องบรรทม ๚
๏ พระสนมจึ่งพรั่งพร้อม ปฤกษา กันเฮย
ไป่ชอบปลุกไสยา ผ่านเผ้า
เพราะจิตรคิดผูกอา ไลยบาท พระเอย
จักใคร่เชิญพระเจ้า ปกเกล้านิจกาล ๚
๏ นงพาลพูดยั่วเย้า หลายกล
จับจิตรอาบูจน จืดสดุ้ง
นั่งขึ้นพินิจยล สนมนาฎ นางแฮ
รู้จักชักจิตรฟุ้ง ฝ่ายข้างรักรึง ๚
๏ จึงนางทั้งเจดเข้า เคียงประคอง
แอบอาศน์อาบูสอง ฝ่ายเฝ้า
นวลนางชื่นจิตรสนอง เสนอกราบ ทูลนา
ข้าแต่พระบาทเจ้า พิภพผู้ทรงธรรม์ ๚
๏ ตระวันกึ่งขอบฟ้า ฝ่ายบูรพ์ ทิศเฮย
เชิญบพิตรเสด็จยูร ยาตรเต้า
ประทับอาศน์ไอสูริย์ เสวยสวัสดิ์
เนืองอนงค์น้อมเกล้า ขับร้องบำเรอถวาย ๚
๏ ทั้งหลายล้วนแต่แกล้ง รบกวน
ไป่นิ่งอดสำนวน อยู่ได้
เราใช่บดิศวร สูดอก น้องเอย
คือหะซันดอกไส้ อย่าแสร้งแนะนำ ๚
๏ สดับคำรับสั่งอ้าง หะซัน นามเฮย
คือชื่อชายใดฉัน เฉกนี้
ไป่เคยประสบกรรณ แต่สัก คราวเลย
แม้นึกโดยเดาลี้ ลับล้นเหลือเดา ๚
๏ พวกเราใครทราบบ้าง อย่างทรง ตรัสเฮย
แม่อรุณหล่อนจง บอกบ้าง
ไฮ้อะไรจะมาหลง ถามไถ่ ฉันนา
ถึงจะเฆี่ยนถามอ้าง ออกได้เยียไฉน ๚
๏ ถามใครไป่รู้สัก นางเดียว
จนจิตรจึงจำเหลียว สู่ไท้
เปนความสัตย์จริงเจียว ไป่ทราบ เขาเลย
ชั้นชื่อบอยากได้ สดับอ้างนามเขา ๚
๏ เนาในนิเวศน์ไท้ ธิบดินทร์
ถนอมพระบาทประฎิทิน แทบไท้
เคยทราบพระยศยิน ตระหนัก หูเฮย
ซึ่งตรัสว่าผิดไส้ ค่อยน้อยขอเถียง ๚
๏ ฟังเสียงยืนยั่งหมั้น คงนัก
ไฉนจะแจ้งประจักษ์ ไป่รู้
เอนกายทอดเกษพัก พิงอาศน์
กูนี่คือใครผู้ หนึ่งนี้ควรฉงน ๚

ร่าย

๏ นารียลหะซัน ผันกายเอนเหนืออาศน์
ไป่ยุรยาตรจากเตียง จึ่งเข้าเคียงข้างองค์
ส่วนอนงค์นางชื่นจิตร ทูลบพิตรไปพลัน
ตวันสายแสงกล้า ไยผ่านฟ้าไสยาศน์
ไป่ออกราชพินิจจัย กิจการในอำนาจ
ราชาธิราชอาณา ทั่วสิมามณฑล
จะทุรนเดือดแด แปรบเห็นที่พึ่ง
หนึ่งพระองค์ทรงอนุญาต แก่ข้าบาททั้งหลาย
หมายเปนราชประเพณี ปางภูบดีไสยา
ถึงเวลาทุ่มยาม อย่าเขดขามขยาด
ขลาดพระเดชบดิศวร ควรอุ้มองค์ทรงนั่ง
ทูลตามสั่งตักเตือน แม้นใครเชือนเกรงกลัว
ตัวจะต้องเปนโทษ พระองค์โปรดดังนี้
ข้าบาทชี้ข้อถวาย ขอมอบกายชีวิตร
แต่บพิตรอยู่เกล้า ข้าพเจ้าขอทำ
ตามราชกำหนดหมาย เพื่อพ้นตายวายผิด
ทูลพลางสกิดชวนกัน เข้ายืนยันประคอง
สองข้างแอบพยุงมา สู่ราชาศนนารถ
วางเหนือราชบัลลังก์ ตั้งอยู่ยังกลางห้อง
เสียงแซ่ซ้องประโคม ครึกครื้นโครมเนียรนาท
เจดนางผาดผินผัน ยุดมือกันรำฟ้อน
งามชอ้อนอ่อนองค์ ตีวงเวียนเหียนหัน
บางบิดผันเยื้องกราย ชายชำเลืองไนยนา
ให้สบตาอาบู งามโฉมตรูอ้อนแอ้น
แม้นนางเทพย์ธิดา ฟ่องฟ้ามารบำ
จำเรียงรายรอบข้าง อาจเอื้อมอ้างเอาเปรียบ
ไป่มีเทียบเทียมเสมอ ในอำเภอแผ่นภพ
จบแหล่งหล้าใครยล จิตรวิกลพิศวง
จำจำนงคลั่งไคล้ สติจักดำรงได้
แต่ผู้ฤๅมี เลยนา ๚

โคลง ๒

๏ ดนตรีศัพท์ครั่นครื้น เสียงสรเทื้อนสรทื้น
ทั่วทั้งมณเฑียร ๚  
๏ นางรำเวียนรอบข้าง ซ้อนซับสลับสล้าง
ไล่เลี้ยวพัวพัน ๚  

โคลง ๓

๏ อาบูผันภักตรตาม ดูยิ่งงามยั่วแย้ม
งามภักตรผ่องผัดแต้ม แต่แป้งผดุงพรรณ ๚
๏ เครื่องทรงสรรพ์พิเชียร รำวงเวียนพร่างแพร้ว
แลประสบแสงแก้ว ปลาบต้องตาพราย ๚
๏ ตะลึงกายเพ่งพิศ งามติดตาใช่น้อย
ดังจะลืมโศกสร้อย ที่ต้องตนมา ๚
๏ วุ่นวิญญายุ่งเหยิง ใจหนึ่งเริงรื่นฟุ้ง
ใจหนึ่งหวาดสดุ้ง ปลุกปล้ำใจเอง ๚
๏ เกรงแต่จะกลับกลาย หมายเปนกาหลิบแท้
เกลือกจะมีโทษแม้ ดั่งต้องแต่หลัง ๚
๏ จักถามฟังดูก่อน พูดห่อนยินถนัดได้
เพราะเหตุดนตรีไส้ กลบแส้เสียงหาย ๚

โคลง ๔

๏ หัถซ้ายยึดหัถสร้อย ไข่มุก
ขวาจับดาวพระศุกร นิ่มน้อง
ห้ามให้ดุริยางค์ทุก วงอยุด เสียงนา
ถามหน่อยนางจงพร้อง อย่าล้อหลอนกัน ๚
๏ ตัวฉันจริงแน่นั้น คือใคร แม่นา
บอกพี่เถิดดวงใจ อย่าแกล้ง
ข้าแต่พระจอมไอ สุริยราช พระเอย
พระหากดำรัสแสร้ง จักให้พิศวง ๚
๏ พระองค์คืออิศรไท้ ทรงธรรม
ไยจึ่งทรงลืมจำ ไป่ได้
เผือข้าพระขอนำ เหตุเล่า ถวายแฮ
การซึ่งพระทรงไว้ แต่ครั้งวันวาน ๚
๏ บรรหารขานโทษให้ ลงอา ญาเฮย
องค์อิแมนศิษย์หา สี่ถ้วน
กรมเมืองจึ่งพามา ทำโทษ
ทวนตระเวนแล้วล้วน ขับให้ไปไกล ๚
๏ พระไทยพระโอบเอื้อ กรุณา
พระโปรดให้ไกยฟา มาตย์ไท้
นำถุงกรอกทองตรา พันลิ่ม
ให้แม่อาบูได้ รับด้วยยินดี ๚
๏ ยังมีหลายสิ่งพื้น พระองค์ ตรัสแฮ
ทูลแต่พอพระทรง รฦกได้
สอบถามทั่วหมู่อนงค์ แลยุ นุกเทอญ
คงกราบทูลท่านไท้ ถูกต้องสมกัน ๚
๏ ครันครันนางพวกนี้ ทำตู แน่แฮ
แม้นว่าฟังคำสู ซึ่งพร้อง
จักพาพี่อ่อนหู เหลือเบื่อ แล้วแม่
เจ้าบเตมเตงต้อง ปรับบ้าคณานาง ๚
๏ สำอางสอาดเพี้ยง นางสวรรค์ พี่เอย
งามติดตาพี่ฝัน เรียกเจ้า
ทำโพยแม่ตนอัน เกิดเกษ มานา
กรรมก่อส่อเหตุเข้า เขตรบ้าคุมขัง ๚
๏ รึงรังกรงเหล็กตรึ้ง กรากกราย
หาศุขสักครู่คลาย ไป่พ้อง
เชือกหนังต่างเส้นหวาย ตีขับ เฆี่ยนแฮ
สามวิก[๓๘]ไป่วายต้อง เฆี่ยนห้าสิบที ๚
๏ มานศรีไยแม่ทิ้ง ทรงธรรม์ เสียเฮย
บโอบบเอื้อสักอัน หนึ่งน้อย
บัดนี้จะยัน ยืนพี่ เล่าแม่
เห็นอย่างไรนี้ข้อย นึกให้เห็นฉงน ๚
๏ จนจิตรจักแก้อีก ฉันใด เล่านา
เมื่อพระอยู่ไสยา ที่นี้
บรรทมตื่นก็ใน สฐานที่ นี้แฮ
ข้าพระจักทูลชี้ อื่นอ้างอันใด ๚
๏ หลากไฉนไยฉนี้น่า อัศจรรย์ นักนอ
กูจะฝันไป่ฝัน แน่แท้
คำบอกทุกสิ่งอัน ดูถูก ต้องแฮ
เราอยู่ห้องนี้แล้ สว่างแล้วตื่นนอน
๏ อนุสรสองฝ่ายแย้ง ทางกัน
ถูกเฆี่ยนคือความฝัน เหมาะหมั้น
ฤๅในขณะวัน นี้ใฝ่ ฝันนา
สองอย่างต่างเชิงชั้น ชัดทั้งสองสฐาน ๚
๏ ผิวการถูกเฆี่ยนนั้น นิมิตร จริงฤๅ
คงบมีแผลติด อาตม์พร้อย
แหวกเสื้อสบแผลพิศ ดูด่าง ดำนา
ยังเจบจับต้องน้อย หนึ่งรู้สึกสกนธ์ ๚
๏ จงยลเถิดนิ่มน้อง นงพาล พี่เอย
แผลสิ่งใดจึ่งปาน หนึ่งนี้
พี่เห็นจึ่งเห็นการ เปนแน่
ใช่นิมิตรแม่นผี้ว์ นิมิตรแล้วมีไย ๚
๏ แม้วใครนอนหลับแล้ว สุบิน
แผลติดกับกายิน อยู่ได้
ผิดอย่างห่างอาจิน ไตยไป่ มีเฮย
เคยบเปนเลยไส้ สิ่งนี้เปนพยาน ๚
๏ เหลือประมาณเหลือคิดข้า จักทูล พระเอย
เพื่อพระเคราะห์บดินสูรย์ ท่านไท้
ทูลได้แต่ในมูล เหตุซึ่ง เห็นแฮ
พระนิทรที่นี้ไส้ ตราบสิ้นราตรี ๚
๏ ไป่มีเสด็จด้าว แดนใด ใดเลย
แม้เสด็จทางไหน อยู่บ้าง
ข้าพระจักแจ้งใจ ทุกเมื่อ พระเอย
เฝ้าบาทบคลาศข้าง คํ่าเช้าทิวาวัน ๚
๏ ขันขันคำกล่าวนี้ ก็สม จริงนอ
น่าจะนึกนิยม เชื่อได้
ใครเลยจะลูบคม ดาบหอก เล่นเฮย
หลอกเล่นกับวังไท้ ดั่งนี้แหนงตาย ๚
๏ ชรอยกายเราโรคร้าย ใดมี
จึงเจบเสียวอินทรีย์ บอบชํ้า
คงเปนนฤบดี ธรรมึก ราชเฮย
แท้เที่ยงบเพลี่ยงพลํ้า เรื่องร้ายเราฝัน ๚
๏ คิดไปอันหนึ่งแล้ว แหนงแคลง เล่านา
แผลดั่งรอยเชือดแสดง เหตุอ้าง
นึกนึกก็ระแวง ฝันดอก กระมังนา
เห็นแน่แต่ฝันข้าง หนึ่งแล้วคงตรง ๚
๏ จงนายยุนุกนั้น วานมา
ช่วยกัดหูเรวรา อยากรู้
จักตื่นฤนิทรา ฝันใฝ่
ตื่นหลับจับเหตุสู้ อย่างนี้เห็นพลัน ๚
๏ บัดนั้นยุนุกผู้ ตัวนาย
คำนับนอบน้อมกาย จดจ้อง
เน้นถนัดกัดตรงปลาย กรรณหะ ซันฤๅ
เจบหนักชักหูร้อง โอดโอ้โอยพ่อโอย ๚

ร่าย

๏ โดยสำเนียงครวญคราง ฝูงอนงค์นางขับขาน
บรรสานศัพท์พิณพาทย์ เสียงเนียรนาทสนั่น
ครั่นครื้นเครงกึกก้อง ทั่วทั้งห้องพิมาน
ส่วนนงคราญกำนัล ต่างชวนกันรำร่าย
ฝ่ายยุนุกรำตาม งามโฉมยงอเคื้อ
งามผ้าเสื้อสีขาว ประดับพราวเพชร์รัตน์
งามกรซัดกรีดกราย ทำจับชายภูษา
ป้องภักตราอายเอียง บ้างเมินเมียงชม้าย
กลับเบื้องซ้ายย้ายขวา ดังกินรารำร่อน
อ่อนรทวยนวยนาฏ งามประหลาดเหลือประมาณ
แล้วขับขานโอดครวญ บ้างโหยหวลรี่เรื่อย
ฟังฉํ่าเฉื่อยชูใจ ใครยลยินพิศวง
ไป่ดำรงจิตรได้ จักรุ่มรัญจวนให้
อยากใกล้เคียงนาง ยิ่งนา ๚

โคลง ๓

๏ อาหูคลางแคลงจิตร คิดตกลงบได้
จะตัดสินจิตรให้ แน่แท้ฉันใด ๚
๏ หูยินไนยนายล หลงเล่ห์กลมืดม้วย
นึกสนุกนิ์ใจด้วย ใคร่เหล้นเหมือนกัน ๚

โคลง ๒

๏ เปลื้องเสื้ออันพร่างแพร้ว ล้วนแต่ทองแกมแก้ว
ปลดแก้ลงกอง ๚  
๏ ถอดหมวกทองเพชร์พร้อย สายสเอ้งอีกสร้อย
เครื่องต้นแต่งตน ๚  
๏ ยลยังอยู่แต่เสื้อ อีกกับกางเกงเนื้อ
แนบชั้นในบาง ๚  
๏ ยืนขึ้นกลางนุชห้อม พลอยรํ่าทำเพลงซ้อม
รับเต้นรำตาม ๚  

• • • • • •

ร่าย

๏ ลืมความทุกข์แต่หลัง แลนา ตัณหาบังความขลาด แลนา
จิตรพิปลาศลืมละเลิง แลนา เต้นเปิดเปิงโฉงเฉง แลนา
ปากทำเพลงฉุยฉาย แลนา ซัดแขนกรายเล่นไหล่ แลนา
พลิกมือไพล่ | แลนา ตีน | ตุบตับ แลนา
รี่ร่าหรับร่ายแระ แลนา เลียบเลียมและ | แลนา
ยั่ว | ยิ้มยวล แลนา เกาะแกะกวนกอแก แลนา
คลัวเคลียแคลเคล้าคลอ แลนา กรุยกรีดกรอกริ่มเกร่อ แลนา
เห็นเหิมเห่อเฟ้อฟุ้ง แลนา ไป่กระเดื่องสดุ้งฟูมฟาย แลนา
รำหลากหลายทำนอง แลนา ไป่ถูกลบองทำนุก แลนา
เหลือสนุกนิ์น่าขบขัน แลนา ฝ่ายทรงธรรม์กาหลิบ แลนา
บพรับพริบเนตรลง แลนา ทรงพระสรวลกึกก้อง
พลางท่านตรัสเรียกร้อง อยุดฮ้าอาบู ๚

โคลง ๒

๏ กูจะตายจุ่งหมั้น เองยิ่งทำดั่งนั้น
จักให้กูหัว ตายฤๅ ๚
๏ นั่งตรงตัวไป่ได้ ท้องจะหักแล้วไส้
อย่าเต้นนักเลย ๚  

โคลง ๔

๏ อาบูเงยภักตรขึ้น แลเห็น
ร้องอุเหม่ตัวเขญ คู่เขี้ยว
สูเฮยจักให้เปน บ้าอีก แล้วฤๅ
คิดว่าฝันบรู้เลี้ยว ลดล้วนแกล้งทำ ๚
๏ ขาดคำพิณพาทย์สิ้น สุดเสียง
จิตรหะซันแค้นเพียง คลั่งคลุ้ม
ออกมาอย่ายืนเมียง แอบอยู่
จักผจญจงคุ้ม ที่ข้อเคืองใจ ๚
๏ ตัวใครที่คิดแกล้ง ทำกัน
ยังจะแค้นมาหยัน อีกได้
หัวเราะแลจะบรร ไลยเพราะ เราฤๅ
ฤๅว่าแกล้งจักให้ ฝ่ายข้าเจบตาย ๚
๏ แนะนายตัวเจ้าและ ทำเรา
เฆี่ยนแม่ตีพ่อเอา เกือบม้วย
เฆี่ยนขับจับตัวเนา กรงกราก ไว้แฮ
เจียนสลบตบตีด้วย ดั่งนี้ดีฤๅ ๚
๏ หนึ่งคือตัวท่านแล้ แนะนำ
เฆี่ยนอิแมนสำมยำ ป่นปี้
ตัวเราบได้ทำ เองดอก
มล้างบาปมือเรานี้ ท่านต้องรับเอง ๚
๏ แต่เพรงจนตราบนี้ นมนาน
ท่านเล่นเราหลายสถาน แทบม้วย
ไม่สะกลับจะพาล เอาผิด อีกนา
สนุกนิ์สนานใดด้วย ดั่งนี้จึงทำ ๚
๏ ฟังคำซ้ำตอบถ้อย ทางสนอง
ว่าชอบประกอบคลอง แม่นแท้
อย่าสูอย่าหม่นหมอง เพื่อเหตุ นี้เลย
ตูจะตอบแทนแม้ จุ่งเจ้าเตมใจ ๚
๏ จึงครไลจากห้องซ่อน กายา
แสดงพระเดชมหิมา หมดแจ้ง
หะซันเพ่งราชา ชัดตระหนัก
รู้ว่ากาหลิบแกล้ง เปลี่ยนป้องแปลงไป ๚
๏ ตกใจจักเปรียบพ้น คณนา
ซบเกษอ่อนกายา กราบไหว้
กราบทูลถ่ายโทษา ซึ่งอยาบ คายแฮ
กาหลิบท่านโปรดให้ โทษนั้นอย่าถวิล ๚
๏ บัดผินภักตรสั่งให้ พนักงาน
จัดพัตราลังการ ครบถ้วน
เปนของพระราชทาน แก่หะ ซันเฮย
ทุกสิ่งประเสริฐล้วน เลิศลํ้าอำไพ ๚
๏ ทันใดเสด็จเข้า กอดรัด
ออกโอษฐ์โปรดดำรัส เรียกน้อง
เจ้าจงแสดงอรรถ ความประ สงค์นา
สิ่งซึ่งจะสบต้อง จิตรนั้นอันใด ๚
๏ อ้าไทธิเบศร์ผู้ ทรงธรรม์
พระเดชพระคุณครัน ครอบเกล้า
ข้าพระไป่อยากอัน ใดป่าง นี้นา
ขอแต่พระบาทเจ้า จุ่งแจ้งความจริง ๚
๏ สิ่งใดซึ่งพระเจ้า ทรงทำ
จูงจิตรข้าพระนำ คลั่งได้
สิ่งนี้และเปนสำ คัญเมื่อ นี้นา
ขอพระจงแจ้งให้ ทราบสิ้นสุดการ ๚
๏ วิญญาณข้าบาทฟุ้ง เฟือนนัก
ไป่ทราบเรื่องราวสัก กิ่งก้อย
แม้นทราบเสร็จสิ้นจัก เบาอก ใจแฮ
สระสว่างกระจ่างถ้อย ที่เศร้าบันเทาคลาย ๚

ร่าย

๏ ฟังคำนายหะซัน ธก็สรวลสันต์ดำรัส
แถลงรหัสย์อันทำ นำมาเล่าสิ้นสรรพ
แล้วธกลับปราไส ใจเราบคิดเห็น
เจ้าจักเปนมากมาย ปลายได้ทุกข์แทบม้วย
ด้วยเหตุเราผู้เดียว เรานึกเสียวจิตรสลด
ระทดท้อหฤไทย การอันใดท่านหมาย
จักกลับหายวายโศก สิ่งวิโยคทุกข์ร้อน
ซึ่งซับซ้อนแต่หลัง ยังไป่หมดปลดเปลื้อง
เบื้องนี้จงแถลงเลศ เหตุนั้นทราบจิตรตระหนัก
เราจักให้อนุญาต อย่าขยาดยำเยง
เกรงอันใดผิดพลั้ง เรายับยั้งยกโทษ
โปรดบให้มีไภย ต้องการใดเร่งแสดง
แถลงจงเรวอย่าช้า จงทราบสักหน่อยอ้า
อย่าเอื้อนอำปลัง อยู่นา ๚

โคลง ๒

๏ ฟังรับสั่งท่านไท้ เสมออมฤตย์ได้
ดับร้อนเยนกระมล ๚  
๏ ทูลยุบลผ่านหล้า พระเดชปกเกล้าข้า
บาทลํ้าเลอคุณ พระเฮย ๚
๏ บุญเผือพูนมากแล้ จึ่งพระเล่นด้วยแม้
ดั่งได้ผ่านเมือง ๚  
๏ ไป่มีเคืองเท่าเผ้า พระโปรดเล่นเยนเกล้า
จักได้ปานใด พระฮา ๚
๏ ชื่นชมใจดุจม้วย แล้วพระชุบชีพด้วย
ฤทธิ์พ้นความตาย ๚  
๏ ความสบายยิ่งผู้ ใครจะเทียบเทียมสู้
ค่อยน้อยไป่มี แม่นแล ๚

โคลง ๔

๏ พระปรานีจักให้ ทุกประการ
ข้าบาทรับพระราชทาน ใส่เกล้า
สรรพ์ทรัพย์สิ่งธนสาร ปวงเสร็จ
ไป่ยิ่งอยากอย่างเค้า คิดข้อความประสงค์ ๚
๏ จงใจสวามิภักดิ์เจ้า จอมภพ
ในจิตรคิดปรารภ ใคร่ได้
เห็นบาทนฤนารถสบ สมัยไม่ วายนา
ฉลองพระคุณใกล้ใต้ บาทเบื้องเรณู ๚
๏ ขอตูเข้าออกเฝ้า ยามใด
จงอย่ามีใครใคร เกียจห้าม
ขอชมชื่นหฤไทย พระเกียรดิ์ คุณนา
ทุกเมื่ออย่าต้องคร้าม ตราบม้วยอาบู ๚
๏ ภูวไนยกาหลิบได้ สดับสาร
เสมออมฤตย์จาน จิตรเอื้อ
สบราชหฤไทยขาน คำสั่ง
รังสฤษดิ์หะซันเกื้อ กอบให้สมประสงค์ ๚
๏ จึงทรงอนุญาตให้ หะซัน
เฝ้าบาททุกคืนวัน จุ่งใกล้
ในนอกนิเวศน์ครร ไลออก เข้านา
ทุกเมื่อยามอยากได้ ออกเข้าตามใจ ๚
๏ ทันใดดำรัสตั้ง เติมยศ
ตำแหน่งคลังปรากฏ ชื่อตั้ง
อีกกาญจนแทนทด ที่เจบ ป่วยนา
พันลิ่มแลห้องรั้ง ร่วมรั้ววังเวียง ๚
๏ เยนเพียงฝนตกต้อง ชนกรร หายแฮ
โสรดทราบซึมอกพลัน ส่างร้อน
ดุจจิตรหะซันอัน สิ้นโศก ศัลย์แฮ
อิ่มอกยกหัถช้อน เชิดขึ้นบังคม ๚
๏ ปางบรมกาหลิบเจ้า ธรณี
เปรมโปร่งหฤไทยปรีดิ์ ผ่องแผ้ว
ยามควรด่วนจรลี จากอาศน์
ออกหมู่อำมาตย์แคล้ว คลาศขึ้นโรงคัล ๚

• • • • • •

ร่าย

๏ ขษณะพลันอาบู ดูเห็นช่องชอบกาล
จึงจากสฐานธิบดินทร์ เดินดุจบินสู่เหย้า
เข้าเรือนรีบมาหา ไหว้บาทาแม่ตน
แถลงยุบลถี่ถ้วน ล้วนบใช่ความฝัน
คือทรงธรรม์ปิ่นภพ ธปรารภกรุณา
มาเพื่อจะสงเคราะห์ เฉพาะเราแม่ลูก
ธฝังปลูกเลี้ยงดู ตูยินคำท่านไท้
ธเล่าให้ทราบสรรพ์ การเดิมอันเปนมา
ล้วนราชาธหยอก หลอกให้คิดนานา
ฝ่ายมารดาครั้นยิน ผินกอดบุตรสุดสวาดิ์
นํ้าตาหยาดย้อยหยด หมดความทุกข์ทำงน
พระเจ้าดลจิตรไท้ ให้กรุณาลูกแม่
ปางนี้แต่จะสำราญ ขอภูบาลปิ่นเกล้า
พระเจ้าจงเสวยสวัสดิ์ ขจัดสรรพ์อันตราย
ทุกข์กำจายหายโศก พระโรคเบาบีธา
ชนม์พรรษายืนยิ่ง สิ่งพิบัติขัดข้อง
อย่าพานพ้องเบื้องบาท ราชศัตรูทุกทิศ
ยำเยงฤทธิ์แสยงสยด อย่าหาญคดคิดทรนง
จงจิตรมาสวามิภักดิ์ พำนักนิ์นารถนฤบาล
ครองพสุธารธำรง สืบพระวงษ์กระษัตริย์
โดยสวัสนิรันดร ข้าขอพรพระองค์
ผู้ทรงเดชานุภาพ ทราบเหตุทั่วโลกา
จงกรุณาบันดาน การซึ่งข้าพรรณา
สมปราถนาดุจพร้อง พระโปรดพระช่วยป้อง
ปกไท้ธิบดินทร์ ด้วยเทอญ ๚

โคลง ๒

๏ ยินมลากเหลือที่อ้าง ดังทูตสวรรค์พาคว้าง
เหาะขึ้นพิมานบน ๚  

โคลง ๓

๏ หน้าเบิกกลบัวบาน ตริตรองการหน่อยแล้ว
บ่ายมุขสู่ลูกแก้ว กล่าวถ้อยสั่งสอน ๚

โคลง ๔

๏ มารดรจะแจ้งแจก นิติสาร
ตามคติโบราณ กล่าวไว้
วุฒิสี่ประการ[๓๘] ความประกอบ ยศแฮ
สำหรับขัตติยราชได้ เลือกเลี้ยงมนตรี ๚
๏ หนึ่งมีพงษ์พื้นเนื่อง เสนา นานฤๅ
หนึ่งเจรอญชนมา ยุแล้ว
หนึ่งเรียนรอบวิทยา ยลทราบ เสร็จเฮย
หนึ่งยิ่งปัญญาแผ้ว ฝองพ้นโฉดเขลา ๚
๏ ควรเนาตำแหน่งได้ ถานัน ดรเฮย
ฤๅบครบสี่สรรพ์ แต่ได้
สองสามสิ่งสำคัญ ควรปลูก เลี้ยงแฮ
วายว่างห่างวุฒิไท้ ท่านเว้นไป่ผดุง ๚
๏ เจ้าจุงดำริห์รู้ ประมาณ ตนเทอญ
พระโปรดชุบเลี้ยงปาน ดั่งนี้
เพราะเหตุวุฒิสฐาน ใดซึ่ง มีแฮ
เห็นตระหนักจักลี้ หลีกพ้นเห่อเหิม ๚
๏ จักเติมจตุรแบบเบื้อง อธิบดี
พระราชกำหนดมี กล่าวอ้าง
สำหรับมาตย์มนตรี ประพฤติ ตนนา
เจนจบขนบขนาดสร้าง สิ่งล้วนควรแสวง ๚
๏ อย่าแพลงอย่าพลิกเค้า คุณภู ธรเฮย
มั่นจิตรคิดกระตัญญู ต่อท้าว
ใดดีช่วยช้อนชู เชิดเกียรติ์ ท่านนา
พระประสงค์สุดด้าว จุ่งสู้อาษา ๚
๏ เวลาเช้าคํ่าตั้ง ความเพียร เทอญพ่อ
ราชกิจอย่าพาเหียร อย่าคร้าน
ไป่รู้จุ่งสอบเรียน ทราบผิด ชอบนา
ประมาทมักพลาดฆ้าน เดาะด้วยคิดทนง ๚
๏ สงครามมาเหยียบด้าว แดนไกล ใกล้ฤๅ
ทอดชีพอาษาไป อย่าคร้าม
สงวนราชรักษาไผท ที่เกิด ตนแฮ
ผิวเหตุเขตรขัณฑ์ข้าม ขอบฟ้าจุ่งไป ๚
๏ การในนัคเรศรู้ พิจารณ์ ความฤๅ
โดยแบบบทไอยการ เที่ยงแท้
เหินห่างอคติสฐาน ทัณฑ์เที่ยง ตรงแฮ
มละวิหิงสาแปล้ ปลดเปลื้องเดียดฉัน ๚
๏ รำพันยังไป่สิ้น สุดความ
สอนแต่พอจำยาม แรกนี้
จงหมั่นตริตรองตาม คำแม่ สอนนา
ทราบชัดจึ่งจักชี้ อื่นเอื้อนอรรถสอน ๚

โคลง ๒

๏ มารดรโอวาทแล้ว จึ่งประสิทธิ์พรแก้ว
แม่ผู้ดวงใจ แม่รา ๚
๏ ไปอยู่ในนิเวศน์ไท้ จงระมัดตนให้
ท่านท้าวเอนดู พ่อเทอญ ๚

โคลง ๔

๏ จงเจริญชนม์ชีพพ้น ภยา พาธเทอญ
จงยิ่งยศบันดา ศักดิ์ได้
จงลุลาภโภคา มูลมั่ง มีแฮ
จงสบพระไทยไท้ ธิราชเกื้อกรุณา ๚
๏ ขออะหล่าจอมโลกย์ผู้ ผดุงสรรพ์ สัตว์เฮย
พึงแผ่รัศมีกัน กอบกั้ง
อาบูหะซันบัน เทาโทษ ทุกข์นา
ให้สถาพรยั้ง อย่ารู้โรยรา ๚
๏ อาบูรับถ้อยท่าน มารดา สอนเฮย
พรแม่อยู่เกษา ลูกแก้ว
จวนนักจักอำลา ไปราช วังแฮ
รีบออกจากบ้านแคล้ว คลาศเข้าวังสฐาน ๚

• • • • • •

โคลง ๓

๏ บมินานข่าวขจร ชาวนครทราบแส้
ต่างลํ่าฦๅเล่าแม้ หมดด้าวภูวดล ๚
๏ จนหัวเมืองรู้รหัสย์ ดูอัศจรรย์ใช่น้อย
ต่างพูดกันค้อยค้อย บรู้โรยรา ๚

โคลง ๔

๏ เจรจากันทั่วท้อง ธรณี
เห็นอยู่ผู้เดียวดี ยิ่งลํ้า
สนุกอีกอัศจรรย์มี หลายอย่าง
หลายทบหลายทอดซ้ำ สบได้เปนดี ๚

• • • • • •

ร่าย

๏ หะซันมีสวามิภักดิ์ จงรักในเบื้องบาท
กาหลิบราชนฤบดินทร์ ตามภูมินทร์จรดล
ทั่วทุกหนแห่งใด บห่างไกลเฝ้าสนิท
ชิดชอบพระอัทยา มีปรีชาชาญฉลาด
บประมาทลืมพร คำแม่สอนใส่เกล้า
เช้าคํ่าคำนึงนึก ตรึกประกอบการตาม
เนื้อความแม่ตนสั่ง ทำดั่งแม่ตนสอน
ภูธรยิ่งเมตตา เพิ่มยศถาศักดิ์ทรัพย์
สรรพอุปโภคบริโภค เสพย์นฤโศกสืบมา
ส่วนราชานั้นไส้ ยามใดไท้ธประภาษ
หะซันคลาศบสบาย วายสนุกนิ์ทุกเมื่อ
เพื่อเขาช่างเจรจา ให้เฮฮาเสสรวล
ชวนหฤไทยเบิกบาน เนื่องนิจกาลใกล้เคียง
เพียงข้างองค์ภูวนารถ ปางพระบาทเสด็จพัก
ยังตำหนักโซบิเด[๔๐] มเหษีสายสมร
ภูธรพาหะซัน ตามจรัลด้วยไท้
ท้าวธตรัสให้พระนาง ทราบเสร็จทางซึ่งทำ
นำหะซันมาวัง นางฟังเห็นอัศจรรย์
ธก็สรวลสันต์แลสังเวช เหตุกรุณาอาบู
ซื่อสัตย์ดูมั่นคง อนงค์นาฎปราไส
ไต่ถามไปนานา อาบูก็กราบทูล
ตามเค้ามูลทุกประการ บทันนานก็สนิท
ชิดชอบหน้านางใน บมีใครรังเกียจ
เกลียดหะซันสักคน ต่างตนมีใจรัก
ต่างพร้อมพรักชวนกัน เล่นทุกวันมิได้ขาด
ทั้งพระบาททรงธรรม์ เมตตาครันไม่น้อย
ได้ประทานนับร้อย ฟุ่มเฟื้อยรวยหลาย แลนา ๚

• • • • • •

โคลง ๒

๏ หายทุกข์โศกหมดม้วย มีแต่ยินดีด้วย
ท่านท้าวกรุณา ยิ่งแล ๚
๏ เสนหาท่านไท้ ยิ่งกว่าชีพิตรให้
มอดม้วยแทนองค์ ได้นา ๚
๏ จิตรซื่อตรงต่อท้าว สมเด็จปิ่นภพด้าว
ท่านรู้เห็นใจ จริงนา ๚
๏ วันหนึ่งไทประทับห้อง พระราชเทวีพร้อง
เรื่องด้วยอาบู ๚  

โคลง ๔

๏ ข้าดูเห็นเนตรเจ้า หะซัน
มานี่เทียรทุกวัน ไป่เว้น
บแลอื่นเลยผัน ภักตรเพ่ง เดียวนา
ชรอยจะลอบรักเร้น บ่าวข้าพึงพอ ๚
๏ นอซาตอลอัวดัด[๔๑]ผู้ โฉมเฉลา
หมดเหมาะดังกลึงเกลา กล่อมเกลี้ยง
ข้าใคร่จะให้เขา เคียงคู่ กันนา
สมภักตรจักพอเลี้ยง อยู่ด้วยกันดี ๚
๏ พาทีถูกต้องดั่ง สัญญา พี่แล
ลืมบนึกนำพา พูดไว้
เมื่อไปที่เคหา เขาบอก เราแฮ
พี่รับจักหาให้ แต่ครั้งนั้นมา ๚
๏ จะหาเกลือกไป่ต้อง ใจเขา
คิดอยู่เพียงสองเรา ไป่ได้
เปนแต่จะทายเดา น้ำจิตร ได้ฤๅ
ควรสอบทั้งสองให้ สบน้ำใจกัน ๚
๏ จึงผันพระภักตรเอื้อน โอษฐถาม
สองจะยอมกันตาม คิดนี้
ฤๅคิดเคียดเกียจขาม ใดอยู่ บ้างฤๅ
ชอบบชอบใจชี้ ออกให้เห็นความ ๚
๏ ฟังถามธิราชพร้อง หะซัน
น้อมประนตเกษยัน ภาคพื้น
พระคุณพระทรงธรรม์ จักเทียบ ใดฤๅ
ปราโมทย์มนัศตื้น อกข้ายินดี ๚
๏ จักมีผู้อื่นให้ ฉันใด พระเฮย
ฤๅยิ่งกว่าจอมไผท ท่านให้
ขอเททอดจิตรใจ หมดมอบ นางนา
เปนคู่ชูชีพได้ สืบแส้สกุลวงษ์ ๚
๏ นางคงยื่นหัดถ์ให้ โดยดี พระเฮย
เพราะบมีราคี ขุ่นข้อง
พระปองโปรดเปนศรี ศุภสวัสดิ์
ข้าพระคิดขอบต้อง ดั่งเบื้องบริหาร ๚
๏ ฟังสารสังเกตหน้า นารี
ก้มภักตรบพาที ซ่อนแย้ม
ท่านยลทราบยินดี ในจิตร เขานา
แดงกํ่ากำหนดแก้ม เกิดข้อขวยอาย ๚
๏ ไป่กลายคำสั่งไท้ บังคับ
ให้เร่งตระเตรียมสรรพ เสร็จพร้อม
ตามเคยแต่งสำหรับ พระราช ทานแฮ
ในราชนิเวศน์ห้อม แห่ถ้วนทุกประการ ๚

ร่าย

๏ ครั้นจวนวารวิวาห์ ชวนกันมาตกแต่ง
แบ่งกันทำเปนด้าน ร้านตะเกียงเรียงราย
ผูกเปนลายต่างต่าง โคมสว่างแขวนไสว
ใบพฤกษาดอกผล ผูกรคนไขว่กัน
ปันเปนช่องจังหวะ ทั่วรยะราชวัง
ตลอดเรือนหลังเรือนน่า ดูสง่างดงาม
ยามคํ่าจุดอัคนี ส่องแสงสีไพโรจน์
โชติช่วงดุจกลางวัน แต่บันดาดนตรี
ซึ่งมีในราชฐาน ให้ประโคมขานคคึง
ดำแคงอึงเอิกก้อง สท้านสเทื้อนท้องธรณี
รุมเภรีฮึกโหม โครมครื้นครั่นบันฦๅ
คือเล่นการมหรสพ คำรบถ้วนทศวาร
บ้างขับขานซ้อมซอ บ้างเดินคลอกันไคล
เที่ยวเล่นในราชฐาน ล้วนนงคราญกำนัล
กันบให้ชายปน รคนเข้าใกล้เคียง
ใครเมิลเมียงมาสบ หอมกระหลบคันธรศ
กลิ่นปรากฎฟุ้งขจร เพียงอมรแมนสวรรค์
ในนันทวโนทยาน สฐานเทพย์วัชรินทร์
ยามเทวินทร์ประภาษ ด้วยนางนาฎสุรกัญญา
พ้นพรรณาถี่ถ้วน ทุกสิ่งประเสริฐล้วน
เล่ห์ด้าวดาวดึงษ์ แลนา ๚
๏ จึงจัดห้องสุพรรณ อันจะทำวิวาห์
งามรจนาประดับประดิฐ คิดกรองมาลย์มั่วห้อย
ร้อยตาข่ายมาไลย แขวนรใบครุยม่านห้อม
ล้อมสี่ด้านดูวิไลย ไขกลิ่นอายอวนกระหลบ
อบทั้งห้องหอมขจร ทำบวรเบญจา
ล้วนมาลาแพรพรรณ ไล้สุวรรณจำหลัก
มีพนักอิงอาศน์ ดุจหนึ่งราชบัลลังก์
ริมผนังสองสำรับ สำหรับบ่าวสาวนั่ง
แล้วตั้งตั่งผู้มา ช่วยวิวาห์รายรอบ
เปนเขตรขอบมณฑล หนกลางห้องตั้งเตียง
เรียงเตาธูปกำยาน เครื่องสักการบูชา
หมึกปากกากระดาษ วางโต๊ะพาดพร้อมสรรพ
สำหรับกิจทั้งปวง ดวงอัจกลับระย้าแก้ว
จุดเพลิงแพร้วพรายแสง ขาวเขียวแดงดูอดิเรก
เหลืองม่วงเมฆมากมาย หลายสีแซมสอดสลับ
วามวาบวับสว่างไสว หอมมาไลยลอยกระหลบ
อบทั่วห้องแห่งหั้น กำหนดในวันนั้น
จักได้แต่งงาน กันนา ๚

โคลง ๔

๏ มีการกำหนดเก้า ราตรี แล้วเฮย
วันสิบสบดิถี ฤกษ์ได้
วิวาหสวัสดี โดยเยี่ยง อย่างแฮ
เชิญประชุมกันให้ พรั่งพร้อมเวลา ๚
๏ สุริยาตกต่ำคล้อย มัวมน มืดเอย
สาวบ่าวต่างแต่งตน ห่างห้อง
ชำระสะสีสกนธ์ กายผ่อง ผิวแฮ
หญิงแลชายพวกพ้อง ช่วยแต้มแต่งกาย ๚
๏ เฉิดฉายพรายเพริดพริ้ง พัตรา ภรณ์แเฮ
ตามอย่างหญิงชายนา ศักดิ์ย้อม
เพื่อนสาวแห่สาวมา สู่ที่ ประชุมนา
นั่งที่เก้าอี้ล้อม รอบด้วยแขกเชิญ ๚
๏ เจ้าบ่าวเดินจากห้อง แห่เทียน รายเฮย
นับยี่สิบคู่เวียน รอบข้าง
มีหมู่มโหรีเนียร นาทเสนาะ เสียงนา
เดินสับสลับสล้าง ลเลาะห้อมแห่ไป ๚
๏ เข้าในห้องแก้วก่อง แกมกาญจน์
นั่งอาศน์เบญจาสฐาน สถิตย์ยั้ง
อาบูอยู่ขวาพาล พธูอยู่ เฉวียงแฮ
พร้อมเพื่อนสาวบ่าวตั้ง โสตเหงี้ยฟังสาร ๚

ร่าย

๏ บนานจึงอิแมน ผู้แทนสาศดาจารย์
อื้นอ่านสารสัญญา ให้ผู้มานั่งชุม
นุมกันฟังเปนพยาน ข้อคำขานเชิดชู
ว่าอาบูหะซัน อันเปนข้าภูธร
นอซาตอลอัวดัด ข้าพระรัตน์นารี
มีจิตรจงสัญญา เพื่อนราธิเบศร์
ผู้ปกเกษชาวประชา ทรงกรุณาพระราชทาน
ให้สมานสมรไมตรี เปนสวามีภริยา
เขาทาษาทั้งสอง ปองจิตรยอมยินดี
ตามประเพณีในโลกย์ บอาโภคแผกใจ
รังเกียจใดต่อกัน ขอทำสัญญาไว้
ฝ่ายชายไส้จะถนอม ยอมรับตามโกหร่าน
ไป่คิดอ่านปรวนแปร แชเชือนล้มลำเอียง
แม้นจักเคียงคู่เคล้า บเกินเค้าเหลือขนาด
ตามในสาสน์กำหนด รักเท่าหมดเสมอกัน
ฉันภรรยาหลวงสี่ ไป่กดขี่เปนทาษ
เกินอำนาจสามี อยู่โดยดีด้วยกัน
ตราบชีวันมรณา คำสัญญาสัตรี
จักไป่มีชู้ชาย หมายปิดปกลอบลัก
หนึ่งจะจงรักภัศดา ฟังวาจาสั่งสอน
ยามกินนอนปฏิบัติ เปนอัตราอาจิณ
ตามรบินโกหร่าน ท่านผู้สร้างโลกา
เลงไนยนาเปนหลัก ประจักษ์พระหฤไทย
ช่วยคุ้มไภยเพศพ้อง อย่าตกต้องสองรา
หนึ่งผู้มาเปนพยาน ลงลักษณ์สาส์นเส้นหมึก
จาฤกชื่อเปนพยาน ไปตราบกาลชีพม้วย
โดยศุขสวัสดิ์ด้วย พระเจ้าปกครอง สองเทอญ ๚

โคลง ๔

๏ เสร็จสนองคำสัตย์สิ้น สัญญา
สาวบ่าวลงเลขา ค่างท้าย
บันดาที่ได้มา ลงชื่อ หมดเฮย
สิ้นเสร็จเจ้าสาวผ้าย ผัดหน้าแต่งกาย ๚

ร่าย

๏ จักบรรยายตำรา การวิวาหะมงคล
หนอาหรับฉบับบูรพ์ ทั่วตระกูลเสนา
บันดาจะแต่งงาน เมื่อเล่นการมหรสพ
ครบนพวารเสร็จสรรพ์ วันที่สิบส่งสาว
อ่านเรื่องราวสัญญา เชิญเพื่อนมาเปนพยาน
แล้วมีการขับรำ จับรบำกลางห้อง
เจ้าสาวต้องแต่งสกนธ์ ครบเจดหนเปลี่ยนผลัด
จัดพัตราเจดสี ดวงมณีเครื่องประดับ
เจดสำรับแปลกกัน วันเดียวแต่งเจดคาบ
อาบน้ำผัดภักตรา แต่งตนมานั่งยล
กลขับรำบำเรอ เสนอดนตรีประโคม
ประโลมลานแล้วสรรพ กลับไปแต่งตนใหม่
เปลี่ยนเครื่องใช้อย่างเก่า กลับมาเล่าหลายหน
จนครบถ้วนเจดครา วันวิวาหมงคล
ดลวันใดจึ่งได้ สีสบวันนั้นใช้
สุดท้ายปลายคราว แลนา ๚

โคลง ๔

๏ บ่าวสาวแต่งเมื่อนี้ ศุกรวาร
วันซึ่งเคยนมัศการ ทั่วหน้า
จึ่งแต่งเยี่ยงอย่างปาน เสาร์ก่อน
เวียนรํ่าตามสีผ้า ตลอดสิ้นสับดวาร ๚
๏ บรรสานสีสอดเสื้อ วันเสาร์
พื้นม่วงอ่อนงามเพรา เพริศพริ้ง
อาภรณ์พิจิตรเฉลา ฉลักสุ พรรณแฮ
นิลมณีรัตน์กลิ้ง กลอกน้ำสลำสลัว ๚
๏ แต่งตัวปัทมราชนั้น วันรวี
จรูญจรัสรัตมณี แจ่มจ้า
แสงจับรับพรรณฉวี แดงเปล่ง
สรวมสนอบสนิทผ้า แต่พื้นพรรณแดง ๚
๏ จันทรแปลงนุ่งห่มผ้า โขมพัตร
แต่งเครื่องสีขาวจรัส ผ่องแผ้ว
มุกดาสกาวรัตน์ เรียบรดับ
แปลงเปลี่ยนโอปอล์แก้ว กอบรุ้งเรืองชู ๚
๏ ชมภูพรรณพัตรใช้ อังคาร
มณีจัดรัตนประพาฬ เผือดคลํ้า
ประดับสรรพอลังการ งามแง่
ผาดพิศพิจิตรล้ำ เล่ห์เพี้ยงอับศร ๚
๏ พัตราภรณ์พุฒพื้น เขียวสรรพ์ สิ่งแฮ
ขจีจรัสรัตนปิลันทน์ เลื่อมแพร้ว
มรกฎสดสีบรร เจอดเพริศ พรายเฮย
ช้อช่อนอาภรณ์แผ้ว เพ่งเพี้ยงพะวงตาย ๚
๏ แต่งกายพฤหัศล้วน สีเหลือง
ดูดั่งกาญจนประเทือง เทียบแท้
ไพรฑูริย์รัตนรองเรือง รังษิต
ผาดผ่านสังวาลแม้ กลับกลิ้งกลอกฉาย ๚
๏ พรรณรายเพชร์รัตน์รุ้ง เรืองจรัส จรูญเฮย
วันศุกประสาธน์จัด รจิตไว้
นํ้าเงินพิพิธพัต ตราส่ง ซับแฮ
งามเงื่อนเตือนเนตรให้ แต่ตั้งตลึงหลง ๚
๏ บรรจงปลงเปลื้องเครื่อง คราใด
หญิงแห่ห้อมกันไป นั่งยั้ง
เหนืออาศน์วรวิไลย เลงขับ รำเฮย
บรรจบครบเจดครั้ง จึ่งแล้วการลง ๚
๏ เจดวงพิณพาทย์ทั้ง หญิงชาย
วงละเจดคนราย รอบล้อม
คนรำละวงหมาย นับเจด คนนา
เก้าสิบเจดคนพร้อม ผลัดเข้าวงละครา ๚

โคลง ๒

๏ เวลาเสร็จเลิกแล้ว ต่างต่างอวยพรแผ้ว
จุ่งพ้นไภยัน ตรายนา ๚
๏ อยู่ด้วยกันเรียบร้อย จงอย่าหมองหมางน้อย
หนึ่งท้าววันตาย เทอญนา ๚
๏ ต่างผาดผายสู่บ้าน เปนพวกเดินแผ่ผ้าน
ต่างเต้าตามกัน ๚  
๏ ภายหลังพลันหน่อยไส้ เถ้าแก่ส่งสาวให้
สู่ห้องหะซัน ๚  
๏ ไป่เดียดฉันขุ่นข้อง ในจิตรคิดถูกต้อง
ต่อน้ำใจกัน ๚  
๏ สำราญครันไม่น้อย ดังหนึ่งมดเกาะอ้อย
แอบเน้นตามตอม ๚  
๏ หอมอันใดไป่สู้ หอมดั่งกลิ่นแก้มชู้
ชื่นนํ้าใจจริง ๚  
๏ สิ่งใดว่านุ่มแล้ว ไป่เปรียบบัวน้องแก้ว
นุ่มเพี้ยงกำพล ทิพย์นา ๚
๏ รศใดดลปากป้อน ไป่เปรียบรศรักข้อน
ขนาดได้ไปสวรรค์ ๚  
๏ หยอกเย้ากันซิกชี้ หัวเราะรริกหรี้
ไป่รู้แรงโรย เลยนา ๚

• • • • • •

โคลง ๔

๏ โดยกาลกำหนดได้ สิบวัน
แสนสนุกหฤหรรษ์ ทั่วหน้า
วิวาหะกรรมพลัน สำเร็จ ลงแฮ
เพื่อพระเดชเจ้าหล้า หากให้สมบูรณ ๚
๏ เพิ่มภูลผาสุกเพี้ยง ผัวเมีย
เช้าคํ่าร่ำคลอเคลีย ชอ้อน
บานเบิกดุจดวงพเยีย หิมหยาด เยนเฮย
แซงเสียดเบียดสีซ้อน สบน้ำใจถวิล ๚
๏ ประฎิทินเทียมเทียบหน้า อิงอร
สนิทแนบแอบอกนอน นุ่มเคล้า
หาไหนไป่เล่ห์สมร เสมอชีพ เรียมเลย
หอมบวายรศเร้า รื่นเพี้ยงพวงผกา ๚
๏ นอซาตอลแต่ตั้ง ปฏิบัติ
ตามหะซันบมิขัด เคียดข้อง
สองรักภิรมย์สวัสดิ์ วายโศก
เพราะนิไสยใจต้อง ต่อนํ้าใจกัน ๚
๏ จัดสรรกับเข้าแต่ง ของกิน
คาวสดเสพย์อาจิณ คํ่าเช้า
ดุจหนึ่งเครื่องนริน ทรราช เสวยแฮ
ลืมลับบนับเค้า คิดข้างทุนรอน ๚
๏ ตื่นนอนแต่เช้าไป่ กอบการ ใดแฮ
เสพย์ซึ่งสรรพาหาร เอกลํ้า
ผลไม้ไป่ขาดพาน เพียบภาชน์ ไว้นา
หาแต่อย่างดีซ้ำ เสร็จพร้อมเมรัย ๚
๏ เสาะหาไป่ต้องเลือก ถูกแพง
เล่าม่วงเหลืองด่อนแดง กบตู้
ของกินทุกสิ่งแสวง หาแต่ ดีนา
แพงถูกบอยากรู้ เสร็จเพี้ยงคนครัว ๚
๏ เมามัวสนุกนิ์แท้ สนทนา กันเฮย
แต่สิ่งซึ่งหรรษา สบสิ้น
ประดิษฐคิดศักรวา คำขับ ร้องแฮ
ร้องรํ่าสำราญลิ้น เล่นทั้งดนตรี ๚
๏ เครื่องตีเครื่องดีดทั้ง เป่าขับ
ทราบเสร็จถูกสำรับ เล่นได้
มือดีดปากร้องศัพท์ เสนาะกล่อม กลมแฮ
ทุกสิ่งสองคนใช้ คล่องด้วยชำนาญ ๚
๏ ประพฤติปานดั่งนี้เนิ่น นานมา
ส่วนจะได้บคิดหา เพิ่มไว้
ส่วนเสียบนำพา ตามแต่ เสียนา
เงินจะเหลืออยู่ได้ เหตุด้วยอันใด ๚
๏ ไป่นานเจ้าหนี้ส่ง บาญชี
ผ้าผ่อนพรรณมณี ซึ่งซื้อ
เมื่อคราวแต่งงานมี รายมาก มายแฮ
ดูตลอดกอดมือตื้อ ติดอั้นตันใจ ๚
๏ ทันใดผู้ซึ่งให้ ทำครัว
นำสมุดรายตัว จ่ายแล้ว
บาญชีติดพันพัว เงินมาก
คอยบได้นานแคล้ว คลาศเข้ามาเตือน ๚
๏ จักเบือนจักบิดได้ ฉันใด เล่านา
คิดบตกลงใจ วุ่นแท้
พากันนับตรวจใน กำปั่น
เงินจะหมดจริงแล้ เสร็จแล้วเปนจุณ ๚
๏ เงินทุนที่ท่านให้ แต่งงาน
จ่ายหมดพอเหมาะการ ที่ใช้
จำใจจ่ายเจบปาน อกพุ พังนา
เสพย์สืบไปจักได้ ทรัพย์ซื้อแต่ไหน ๚
๏ เสียใจรู้สึกสิ้น ทุนทรัพย์
ทราบผิดจะคิดกลับ ไป่ได้
นั่งถอนหฤไทยทับ ทุกข์เทวศ
รวยบร่วมปีไร้ ทรัพย์สิ้นสุดสกนธ์ ๚
๏ จนใจกอดเข่าเข้า รำพึง
เพ่งเนตรกันตรลึง อัดอั้น
จะนิ่งอยู่จนถึง ตัวอด ตายฤๅ
คิดบโปร่งเลยหมั้น แม่นแท้คงมรณ์ ๚

ร่าย

๏ ถอนใจพลางอาบู คิดดูถึงความหลัง
ยังบลืมคำราช ปางพระบาทเมตตา
ให้เรามาอยู่วัง ดังนี้เธอดำรัส
ตรัสอนุญาตมั่นไว้ ว่าบให้เราบ่น
ว่าค่นจนเปนอันขาด เพราะพระบาทกรุณา
เมตตาเรายิ่งนัก บัดนี้จักไปกวน
เห็นไป่ควรการชอบ ธก็ประกอบให้ปัน
เปนอนันต์อเนก เราโหยกเหยกไปเอง
นึกยำเยงเดชไท้ ด้วยธให้บมินาน
เราใช้การบเปนผล จนทรัพย์สิ้นเนื้อตัว
โดยธจะหัวก็อาย แก่เพื่อนชายทั้งหมด
คิดถอยถดหฤไทย ครั้นจะไปหาแม่
หยิบทรัพย์แต่ส่วนเรา เอามาใช้จำหน่าย
ฝ่ายมารดาจักเห็น ว่าเราเปนคนชั่ว
มั่วมูลมากเมามาย อยู่ใกล้กายจอมกระษัตริย์
ไป่ควรขัดสนทรัพย์ กับจะว่าไป่วาง
ความชั่วทางเคยอยาก โอ้ลำบากยิ่งลํ้า
คิดยิ่งเจบใจช้ำ เช่นต้องตาวรอน อกนา ๚
๏ นอซาตอลอัวตัด คิดอึดอัดใจตน
ยลที่ได้โดยจะหา แต่องค์นารีรัตน์
คงไป่ตัดเมตตา แต่คิดมาไป่ชอบ
เมื่อแรกมอบตัวเรา ให้แก่เขาแต่งงาน
ธก็ประทานเหลือหลาย พอผดุงกายเลี้ยงชีพ
ฝ่ายเรารีบใช้สอย บคิดถอยตรึกตรอง
เราสนองคุณนาง ไป่คุ้มปางท่านให้
ครั้งนี้ไส้จะขอ ดูมิพอพึงควร
กวนหฤไทยใช่เหตุ โอ้สมเพชตัวกู
ดูชั่วช้ามิเปนการ จักทรมานกรอบแห้ง
ดุจดั่งพิรุณแล้ง ลวกกล้าแดงหยอง แลนา ๚

โคลง ๔

๏ ทั้งสองตรองตรึกเพี้ยง ในใจ
ใครบปากขานไข สักข้อ
อาบูนิ่งนึกใน ใจปรุ โปร่งแฮ
ออกปากไปยากน้อ แนะเจ้าจงฟัง ๚
๏ แต่หลังเราเลอะแล้ว เหลือหลาย
นับแต่วันจะวาย ศุขส้อง
ใจเจ้าจักอุบาย เบือนบิด ไฉนนา
จีงจะพ้นทุกข์ต้อง ตกไร้อัปรมาณ ๚
๏ การนี้ข้าคิดไว้ ในใจ
บยากบากอันใด ง่ายได้
ความเสียบต้องไข คำเล่า ใครนา
แลไป่กวนท่านไท้ อีกทั้งมหิษี ๚
๏ โดยดีดอกจะได้ เงินมา
พอจ่อมจ่ายเยียวยา ยากไร้
แต่จำจะต้องอา ไศรยแก่ กันแฮ
จึงประกอบการได้ เสร็จสิ้นสมประสงค์ ๚
๏ อย่าพะวงวิตกด้วย ความผิด เลยเฮย
คงบมีพี่คิด เหมาะหมั้น
ต้องหัดกิริยานิด หน่อยจึ่ง ดีนา
พอช่วยการสิ่งนั้น แน่นเข้าควรกัน ๚
๏ สำคัญการเรื่องนี้ เปนดี
กาหลิบแลเทวี ร่วมพ้อง
จักเปรมโปรดปรานปรี ดามาก
คิดบมีขัดข้อง เท่าเส้นใยยอง ๚
๏ ความปองจะให้เชื่อ ง่ายดาย
เราจะต้องคิดตาย จึ่งได้
คงสมเสร็จดังหมาย ใจหมด
กาหลิบพระนางไท้ เชื่อแท้บคลา ๚
๏ นอซาตอลสดับร้อง อนิจจัง
จักเสร็จสองคนดัง คิดนั้น
ใจเจ้าจะตายหวัง ตามแต่ เจ้าเทอญ
ข้าบอยากเลยหมั้น แม่นแล้วไป่ตาย ๚
๏ เสียดายชีวิตรยั้ง อยู่ดี กว่านา
ยังบนึกสักที อยากม้วย
เรวนักจักผลาญชี วีดับ เสียแฮ
บอยากโดยเจ้าด้วย สุดแท้แต่ใจ ๚
๏ คิดไปอย่างอื่นนั้น ไป่มี แล้วฤๅ
ตามแต่จะยลดี ไป่พ้อง
อยากตายจุ่งเปนผี เดียวเถิด
ข้าไม่รับเกี่ยวข้อง คัดค้านขอตัว ๚
๏ น่าหัวความคิดตื้น นักหญิง
ไหวนิดคิดเรวจริง จบแล้ว
นิ่งก่อนอย่าค้อนติง ฟังพูด ก่อนรา
ทำแต่เสียงแจ้วแจ้ว จักรู้อันใด ๚
๏ บเข้าใจที่ม้วย มิหมาย จริงฤๅ
เราบตายทำตาย ดอกเจ้า
อไรด่วนวุ่นวาย พูดมาก
มาจะบอกข้อเค้า จุ่งเข้าใจกัน ๚
๏ อ่อกระนั้นดอกฤ้ๅจะ กลัวไย
ตายเล่นตายเมื่อใด ก็ได้
เดิมคิดว่าบรรไลย จริงเล่า
ทำอย่างไรบอกให้ ทราบแล้วจักตาม ๚

ร่าย

๏ ความสำคัญขันขำ ชี่งจักทำเปนตาย
มีแยบคายฦกซึ้ง ไป่มีขึ้งเคืองรคาย
ข้าจะตายก่อนเจ้า จงทราบเค้าเงื่อนงำ
นำผ้าห่อดังศพ ครบแล้วจัดลงหีบ
ดังจะรีบไปฝัง ผ้าโพกบังหน้าไว้
ตั้งเท้าให้ไปเฉพาะ เหมาะตรงเมืองเมกกะ[๔๒]
คือเมืองพระมหมัด ตามลัทธิถือกัน
เมื่อจัดสรรพ์พร้อมสรรพ กลับไปนั่งครวญครํ่า
รํ่าโศกาจงหนัก ประหนึ่งรักภัศดา
อีกพัตราซึ่งนุ่ง ฉีกจงยุ่งยับเยิน
สยายผมเดินรำพัน ถึงรักกันนานา
โศกาดูรพิลาป ทาบตีอกรํ่าไร
ไปยังราชเทวี โซบีเดนงลักษณ์
พระนางจักตรัสถาม ทูลแถลงตามข้อคดี
คงมืความสังเวช เหตุนางกรุณาเจ้า
สิ่งของเข้าควรประทาน ทรัพย์สการส่งศพ
ครบทั้งค่าผ้าสุพรรณ อันจะคลุมสริระ
จะได้เปนเกียรติยศ ให้ปรากฎสมศักดิ์
หนึ่งคงจักสงสาร ประทานค่าห่มนุ่ง
ซึ่งฉีกยุ่งบเปนอัน ได้จัดสรรหาใหม่
เจ้าจงไปล่มาเรือน แล้วทำเหมือนดังข้า
บเนิ่นช้าเราจะไป ยังท่านไทกาหลิบ
พริบตาเดียวสมหมาย เราเชื่อกายเราชัด
ว่าปิ่นกระษัตริย์สุริยวงษ์ คงประทานพี่บ้าง
บตํ่ากว่าได้ข้าง ท่านไท้มหิษี เลยนา ๚

โคลง ๔

๏ ความคิดดีมากทั้ง สองสฐาน
ฝ่ายลาภคงเปนการ สนุกนิ์ด้วย
กาหลิบแลนงคราญ คงโปรด
ความชอบมีไป่ม้วย หมดข้อกรุณา ๚
๏ เวลานี้เสร็จพร้อม ควรลง มือแฮ
ข้าทราบทุกสิ่งประสงค์ เสร็จแล้ว
จักทำจุ่งดีจง สำเรจ
แม้วคลาศคาดคิดแคล้ว จึ่งแค้นเคืองเมีย ๚
๏ ไป่เสียการดอกข้า เคยเปน
ผู้จัดการศพเหน อยู่แล้ว
บยากบากคับเขญ ใจดอก
ทำเถิดอย่าให้แคล้ว เคลื่อนพ้นเวลา ๚

โคลง ๓

๏ อาบูฟังชอบใจ ทอดตนในห่อผ้า
เมียช่วยจัดบช้า เรียบร้อยดิบดี ๚
๏ ดูดุจผีตายพลัน หันตีนต่อแด่นด้าว
เมืองเมกกะอคร้าว วัดดั้งเดิมมา ๚
๏ ภรรยาจัดสำเรจ เสร็จแล้วทำสลดไห้
นํ้าเนตรตกอกไข้ ขนาดเพี้ยงผัวมรณ์ ๚
๏ กรรุมอกชกหัว ทุ่มทอดตัวสอื้น
เสียงสท้อนสทื้น พ่างเหย้าเรือนพัง ๚
๏ ผ้ารุงรังฉีกขาด ริ้วแร่งกลาดติดห้อย
เปนท่อนเล็กท่อนน้อย ยับทั้งกายา ๚
๏ เปลือยเกษายุ่งเหยิง ประปรกเซิงดั่งบ้า
ทุบอกชกเกษร้า แย่งยื้อผมตน ๚
๏ น้ำอัสสุชลอาบภักตร สู่ตำหนักหนุ่มเหน้า
โซบิเดเปนเจ้า รํ่าร้องเสียงดัง ๚
๏ พระนางฟังประหลาด ตรัสใช้ทาษหนึ่งให้
มาสอบสืบเหตุได้ ทราบสิ้นคือใคร ๚
๏ ทาษกลับไปกราบทูล มูลเหตุซี่งโศกสร้อย
คือแม่อัวดัดน้อย รํ่าร้องเหลือประมาณ แลนา ๚

โคลง ๔

๏ นางฟังสารสดุ้ง สงไสย
อัวดัดมีเหตุใด เกิดขึ้น
เสด็จสู่ทวารใน หวังทราบ ชัดนา
ประสบอัวดัดสอื้น โอดโอ้อาดูร ๚
๏ ทวีคูณความโศกขึ้น พอเห็น องค์เอย
พร้องพรํ่าน้ำตากระเดน รั่วรํ้า
ทำให้พระนางเอน ดูยิ่ง ก่อนนา
กอดบาทหยาดซึ่งน้ำ เนตรต้องเปียกโทรม ๚
๏ นางประโลมปลอบให้ ส่างศัลย์
ไภยพิบัติใดอัน ตกต้อง
จงแถลงลักษณพลัน กูทราบ ก่อนนา
ใดขัดจะแก้ข้อง ขุ่นให้พลันหาย ๚
๏ พูลถวายไป่ออกสอื้น อาไลย อยู่แฮ
หล่อหลั่งคั่งชลไนย หยัดย้อย
อนิจาอนาถใจ จะขาด พระเอย
ทูลเท่านั้นได้น้อย หนึ่งแล้วโศกา ๚
๏ เกิดมาแต่น้อยไป่ เคยมี ทุกข์เลย
เพราะพระเดชกระษัตรีย์ ปกเกล้า
ข้าบาทพึ่งเคยทวี ทุกข์ใหญ่ พระเฮย
รัดรวบควบกันเข้า ฆ่าข้าจำมรณ์ ๚
๏ จำจรมากราบเบื้อง บาทบงสุ์ พระนา
ไป่นึกที่จำนง อื่นแล้ว
เห็นอยู่แต่พระองค์ ปกเกษ
ข้าพระเหลือจะแผ้ว ทุกข์พ้นตนตาย ๚
๏ นายหะซันซึ่งไท้ โปรดปราน
ข้าพระให้แต่งงาน เสร็จแล้ว
รักกันมิทันนาน เปนอนิจ นักนา
หลัดหลัดมาพลัดแคล้ว เคลื่อนพ้นกันไป ๚
๏ ทันใดยิ่งโศกซ้ำ แสนทวี
ยอหัถซัดอกตี ตื่นร้อง
ซบเกษเกลือกธุลี ลอองบาท นางนา
ดังจะวายชีพพ้อง เพื่อนด้วยเปนสอง ๚
๏ ฟังสนองนึกอนาถโอ้ อนิจจา
ออหะซันไยมา ด่วนม้วย
ไป่นึกจักมรณา เรวรวด ฉนี้เลย
เรวนักจักเปนด้วย เหตุร้ายอันใด ๚
๏ ไป่เคยเจบไข้แต่ คราวเดียว
ไวว่องคล่องประเปรียว ไหล่หลํ้า
แหลมหลักฉลาดเฉลียว ล้วนสนุกนิ์
แสนสุดเสียดายลํ้า เล่ห์เพี้ยงพังสมร ๚
๏ อาวรณ์วิตกนํ้า ตาไหล ปรี่นา
ครวญครํ่ารำพันไป ไป่เว้น
พระสนมหมู่นางใน พลอยโศก
เพราะว่าเคยพูดเหล้น อยู่เที้ยนทุกวัน ๚
๏ นานครันแต่ร้องรํ่า ไรรัก
ชลเนตรน่านนองภักตร ชุ่มหน้า
จึ่งโซบิเดซัก ถามทาษ ตนแฮ
เองชาติคนชั่วช้า จะแกล้งกันกระมัง ๚
๏ กูยังสนเท่ห์แท้ ทางความ
เองจะแกล้งคุกคาม บีบคั้น
คับจิตรจึ่งไป่ขาม คิดชีพ ตนนา
ทำอย่างไรบ้างนั้น บอกข้าตามจริง ๚
๏ สิ่งนี้ข้าบาทหมั้น หมายถนัด
เคยฉลองบทรัช เนิ่นช้า
ใจจิตรพระทราบชัด ทุกสิ่ง พระเอย
จงพิเคราะห์ใจข้า บาทนี้เปนไฉน ๚
๏ สิ่งไรพระใช้สํ่า สบสรรพ์ ก็ดี
ยังบเคยบิดผัน คว่างทิ้ง
แต่ผัวที่รักกัน กลหนึ่ง ชีพนา
ควรจะทำกลอกกลิ้ง เกลียดได้ฉันใด ๚
๏ น้ำใจประฎิพัทธ์เพี้ยง ชีพิตร ข้านา
ประฎิบัดิบได้คิด ทดท้อ
อาบูกลับมีจิตร สวนสอบ ถามเทอญ
คงสัตย์สิ้นทุกข้อ ดุจข้ากราบทูล ๚
๏ อันสูญชีวิตรนี้ เวรา เขาแล
สร้างสืบสะสมมา เท่านั้น
กราบทูลทอดหน้าตา ตายสนิท
โซบิเดเชื่อหมั้น หมดสิ้นสงกา ๚
๏ กัลยาเคยเชื่อไว้ วางใจ มาแล
นางรับราชการใด เรียบร้อย
หาชอบกอบการไกล โกงเกียจ
จึ่งบเคลือบแคลงน้อย หนึ่งด้วยคำลวง ๚
๏ ดวงสมรจึงสั่งเจ้า พนักงาน
ให้เบิกกระสาปน์กาญจน์ ครบร้อย
กับผ้าลดามาลย์ ดวงมาศ
ให้แก่อัวดัดน้อย บัดนี้อย่านาน ๚
๏ ยินสารรับสั่งแล้ว สรังไคล
เบิกจากพระคลังใน นับให้
อัวดัดรับด้วยใจ ใสสุทธิ์
กราบแทบพระบาทไท้ ท่านด้วยยินดี ๚
๏ เทวีดำรัสซํ้า สั่งสรรพ์
ไปเถิดจงเรวพลัน อย่าช้า
จับจ่ายซึ่งสุวรรณ์ สการศพ เขาแฮ
ส่วนหีบจงปกผ้า ซึ่งให้เห็นควร ๚
๏ กระบวนทำศพนั้น สูผจง
อย่าต่ำอย่าสูงคง ที่ตั้ง
ทำแล้วจุ่งอย่าหลง ครวญครํ่า ไปนา
มาอยู่ยังเรือนรั้ง จะเลี้ยงดังเดิม ๚

โคลง ๒

๏ ใจฮึกเหิมเห่อแท้ การสนิทนักแล้
บได้รานรคาย ๚  
๏ สบายใจไม่น้อย ออกจากที่เฝ้าคล้อย
คลาศพ้นภักตรมา ๚  
๏ เชดน้ำตาเหือดแห้ง ยิ้มแฉ่งเดินอ้องแอ้ง
สู่ห้องหับตน ๚  
๏ ยลอาบูอุดอู้ นอนณโลงคุดคู้
หรี่หร้องันงัน แลนา ๚
๏ ลุกขึ้นพลันอย่าช้า มาสดับเรื่องข้า
ซึ่งได้ไปทำ ๚  
๏ ลุสำเร็จสรรพไส้ โซบิเดโปรดให้
ลาภล้ำเหลือหลาย ๚  
๏ เราไป่ตายอดแล้ว เพราะพระทูลกระหม่อมแก้ว
ก่อกู้เปนตัว ๚  
๏ บอกพลางหัวยแย้ม หน้าสดใสแสล้ม
เล่ห์ได้ไปสวรรค์ มานา ๚

โคลง ๔

๏ หะซันสดับถ้อย ภรรยา บอกแฮ
ลุกรีบเร่งเรวมา กอดน้อง
เห็นทรัพย์ยิ่งปรีดา สมดุจ นึกนา
ไป่มอดเพราะหมดท้อง เที่ยงแท้เราสอง ๚
๏ ความปองยังไป่สิ้น สุดฤทธิ์
เมียบอกผัวข้าคิด ใคร่ม้วย
ตามการซี่งเปนกิจ ข้าจัก ทำนา
ดูฉลาดเจ้าด้วย จักได้มาไฉน ๚
๏ ใจหญิงหยิ่งง่ายแท้ เทียวหนอ
นิดหนึ่งมาคุยป๋อ ข่มได้
เตรียมแต่จะกดฅอ ผัวขี่ เล่นเฮย
ใครนั่นแนะนำให้ นึกบ้างเปนไร ๚
๏ อันในกาหลิบนั้น อย่าหมาย
ว่าจะมีเคลื่อนคลาย คลาศได้
คิดเองแลกลับฉลาย ความคิด มีฤๅ
อย่าพลํ่าทำแฉะให้ เนิ่นช้าป่วยการ ๚
๏ อย่านานนอนเถิดเจ้า ทำตาย
จงอย่าพูดวุ่นวาย อวดรู้
ข้าเองจะขวนขวาย ให้เสร็จ สมนา
คอยเถอะข้าจะสู้ อย่างเจ้าดุจกัน ๚

ร่าย

๏ ในขษณะนั้นหะซัน ให้ภรรยาทำตาย
คลุมร่างกายดุจก่อน ผ่อนลงโลงเสร็จสรรพ์
ผันเท้าสู่เมกกะ ทุบอุระโศกา
แต่งกายาอย่างยุ่ง นุ่งห่มไป่สมประดี
โพกเกษีเอียงขว้ำ เดินหน้าง้ำเงื่อนเศร้า
ไปที่เฝ้าภูบาล ยังโรงธารที่ปฤกษา
ขณะเสนาแน่นนัน ถลันเข้าเคียงทวาร
ปานดังทุกข์โศกนัก ชักเชดหน้ามาถือ
อยู่ในมือเวียนซับ รับชลนาไหลหลั่ง
ถั่งลงบได้ขาด มือพาดอกชกหัว
ดุจหนึ่งกลัวไป่พร้อง ถ้าทีทำแทนร้อง
ทุกข์ให้บังคมทูล ท่านนา ๚

โคลง ๔

๏ ฮารูนอาลราษจิตเจ้า จอมนรา กรเฮย
ยลหะซันภักตรา โศกสร้อย
เคยเห็นแต่หรรษา สนุกนิ์สบ สมัยแฮ
เปนประหลาดไม่น้อย ซึ่งหน้ามัวมน ๚
๏ บัดดลท่านหยุดยั้ง ราชการ
ถามเหตุอันใดพาน พะพ้อง
จึ่งทำกิริยาปาน ดังโศก ฉนี้นา
แสดงอรรถอย่าขัดข้อง หน่อยข้าขอฟัง ๚
๏ หะซันยังก้มภักตร์ โศกศัลย์
ทูลแด่พระจอมธรรม์ ผ่านเกล้า
สรรพ์เคราะห์สิ่งอื่นอัน ใดไป่ เสมอเลย
เปนที่รักสุดเศร้า โศกเพี้ยงพังสมร ๚
๏ นอซาตอลซึ่งไท้ ประทาน ข้าแล
หวังจักให้สำราญ ร่วมห้อง
บัดนี้เกิดบันดาน เปนอนิจ จานา
พูดบทันหมดร้อง รํ่าเพี้ยงบรรไลย ๚
๏ ส่วนไทธิราชได้ สดับสาร
ทราบตระหนักนึกประมาณ แม่นแท้
ชรอยเมียจะวายปราณ ปราศชีพ จริงนา
จึงรีบมาบอกแม้ อื่นนั้นไป่มี ๚
๏ ปรานีอัวดัดผู้ สวามิภักดิ์
เพราะว่านุชนางรัก จึ่งให้
เปนเมียคู่คิดจัก ให้ศุข เกษมนา
ไม่ทราบว่าจักไร้ ชีพสิ้นเรวสูญ ๚
๏ อาดูรภูลเทวศด้วย อาบู
มุขมาตย์มนตรีดู บได้
ชลไนยหล่ามไหลพรู พรายพร่าง
สมเพชจิตรคิดให้ นึกหน้าอนิจจัง ๚
๏ ภายหลังกาหลิบเอื้อน โอษฐ์ถาม
อ้ายชาติข้าเลวทราม ชั่วช้า
เองทำกดขี่ตาม ใจดุ ใดนา
เขาจึ่งน้อยจิตรกล้า กลัดกลั้นใจตาย ๚
๏ ไป่หมายรักร่วมห้อง จริงจัง
ลืมคิดข้อความหลัง ซึ่งน้อง
จงจิตรจักใคร่หวัง ฝังปลูก
จึงสละรักต้อง ยกให้อยู่กิน ๚
๏ นารินนับร้อยทั่ว ทั้งวัง ก็ดี
เธอบโปรดใครดัง หนึ่งนี้
หลู่คุณไป่คิดสัง เวชจิตร
เจ้าจึ่งแกล้งฆ่าผี้ว์ บ่นั้นไป่พลัน ๚
๏ หะซันนึกกริ่มยิ้ม ในใจ
ภายนอกโศกาไลย โอดอ้อน
ข้าแต่พระจอมไตรย ภพนารถ พระเฮย
ทูลบทันเสร็จสท้อน จิตรเอื้อนออกคำ ๚
๏ ทรงธรรมธิเบศร์เผ้า ภูวนา ยกเฮย
พระโปรดเกล้าเมตตา ชุบเลี้ยง
ข้าบาทซึ่งชื่ออา บูหะ ซันแฮ
พระเดชพระคุณเพี้ยง แผ่นฟ้าดินแดน ๚
๏ ยังไป่แทนทดโต้ ตอบสนอง หนึ่งเลย
ฤๅจะกลับลืมผอง ฉับได้
ราตรีทิวาตรอง ตริยิ่ง ตริเอย
จิตรรฦกพระคุณไท้ ทุกครั้งหายใจ ๚
๏ หนึ่งไซ้อัวดัดผู้ ภรรยา ข้านา
ประกอบด้วยปรีชา คล่องคล้อย
เปนที่รักร่วมอา รมณร่วม ชีพเฮย
ไยจะคิดฆ่าสร้อย สวาดิให้สูญชนม์ ๚
๏ กรรมดลเปนดั่งนี้ ทำไฉน
ข้าบาทเปนจนใจ เจบชํ้า
ขอพระจุ่งตริไตร ตราถ่อง แท้เทอญ
ยังแต่ตูข้าปลํ้า ทุกข์แท้เดียวดาย ๚

ร่าย

๏ ทรงฟังคลายเคลือบแคลง เห็นเนตรแดงถั่งชล
ธเชื่อกลหะซัน หนึ่งทรงธรรม์เคยสดับ
หะซันกับภรรยา แต่วิวาห์กันแล้ว
บคลาศแคล้วไปจาก ต่างรักมากมูลสนิท
บมีผิดพ้องใจ ขัดเคืองใดปรากฎ
ธก็เชื่อหมดทุกประการ จึ่งบรรหารตระบัด
ให้คลังจัดจ่ายทอง ปองครบร้อยเช่นกัน
ผ้าเครือวัลย์ดวงมาศ สำหรับลาดคลุมศพ
จัดมาครบธให้ อาบูได้พระราชทาน
แล้วธพจมานสั่งพลัน ผ้าสุพรรณนั้นให้
ได้คลุมศพภรรยา ยังกาญจนาจงจ่าย
ฝ่ายการฝังทั้งปวง สรวงสการตามกิจ
จงเร่งคิดจัดผจง คงยศดั่งนางใน
ตามใจซึ่งรักกัน จงส่างศัลย์โศกเศร้า
ทำเร่งทำเทอญเจ้า จุ่งให้เตมใจ เจ้าเทอญ ๚

โคลง ๔

๏ หมายใดไป่พลาดพลั้ง เสียที
จึ่งหะซันเปรมปรี ไม่น้อย
ถวายกรอ่อนอัญชุลี แทบบาท
ลาหลีกลีลาคล้อย สู่เหย้าเรือนตน ๚
๏ จรดลโดยด่วนขึ้น เคหา
ยอหัถเปิดทวารา ย่างเข้า
เมียนอนอยู่นานรอา ใจเหนื่อย นักนา
พอตระหนักฝีเท้า เหยียบผ้างพื้นสเทือน ๚
๏ คอยเตือนจักเนิ่นช้า นานนัก
เสร็จฤยังอยากประจักษ์ จิตร์แท้
วิ่งไปรับผัวรัก ร้องไต่ ถามเฮย
ชนะเสมอฤๅแพ้ บอกรู้เรวพลัน ๚
๏ หะซันส่งทรัพย์ให้ ภรรยา
ติดตระหลกเจรจา หยอกเย้า
เมียยังอยู่กับตา ตนประจักษ์
แต่ว่าทราบสุดเค้า ขนาดเศร้าโศกเปน ๚
๏ เหนฉลาดฤๅไม่เจ้า จงวิจารณ์
ยังบเคยสักวาร ว่าต้อง
เหนจริงทุกสิ่งปาน ดังฝึก ฝนแฮ
ในโลกย์มีแต่น้อง กับข้าสองคน ๚

โคลง ๒

๏ ยกยอตนป่องป้อ ฃิกฃิกหริกหริกหร้อ
หยอกเย้ากันพลาง ๚  
๏ กางกรกอดนิ่มน้อง เจ้าจุ่งอย่าเพ่อพร้อง
แพร่ให้โด่งดัง ๚  
๏ ฟังไปอีกหน่อยไส้ กาหลิบแลนางไท้
จักแย้งคำกัน ๚  
๏ ต่างองค์ดันเดือดดื้อ คงจะสืบสักมื้อ
หนึ่งให้แน่นอน ๚  
๏ คงภูธรสนุกนิ์แท้ อีกมเหษีแล้
โปรดลํ้าสรวลเส ๚  

โคลง ๓

๏ บางทีเดชะบุญ มาอุดหนุนส่งให้
ลาภจะมีอีกไส้ ส่วนข้างรางวัล ๚
๏ เพราะทรงธรรม์มหิษี ทรงปรานีอยู่ด้วย
ทั้งที่เราทำม้วย ท่านได้สนุกนิ์สนาน นักแล ๚

ร่าย

๏ ปฤกษาการเสร็จพลัน ชวนกันนิ่งนั่งคอย
ชรอยใครจะมา สอบกิจจาแม่นหมั้น
ขษณนั้นนฤบาล การสำคัญสั่งเสร็จ
ธใคร่เสด็จโดยพลัน จะครรไลฃ่าวทัก
ยังตำหนักโซบิเด มเหษีสายสมร
เพื่อบังอรทราบเหตุ จะทุกข์เทวศวิตก
เร่าร้อนอกรำคาญ จึงบรรหารให้ยั้ง
การอันขั้งค้างเกิน พรุ่งนี้เทอญจึงประกอบ
กาลชอบท่านควรกลับ เสนีรับบัญชา
บังคมลาครรไล ส่วนจอมไทธิบดี
เสด็จจรลีจากอาศน์ เมศรามาตย์โดยเสด็จ
เสร็จสู่ห้องฝ่ายใน ธจึงไขสิงหนาท
ประภาษชวนเมศเรอ พระนางเธอจะโศก
ด้วยวิโยคจำจาก ข้ารักพรากตายไป
ใจกูใคร่เยี่ยมเยียน โศกศัลย์เจียนค่อยคลาย
พิปรายแล้วลีลา เมศเรอมาเบื้องหลัง
บัดดลยังเรือนนาง เยี่ยมโดยทางทวารห้อง
เหนพระน้องสฐิตย์อาศน์ ไสยาศน์แสนโศกา
ชลนานองเนตรชํ้า เหนมเหษีซํ้า
โศกเศร้าทับทวี ขึ้นนา ๚

โคลง ๔

๏ ภูมีค่อยย่างเยื้อง ครรไล
เอียงแอบองค์อรไทย แกล่ใกล้
เอื้อนอรรถตรัสปราไส โดยอ่อน หวานนา
พี่ทุกข์หฤไทยไข้ ควบด้วยนงคราญ ๚
๏ จงวิจารณ์ถี่ถ้อย คำตู เตือนนา
ไป่เพราะต้องกับหู แต่แก้
ให้กลับเสบยขู เมื่อคิด เหนแฮ
จักรงับทุกข์แม้ โศกเศร้าพลันหาย ๚
๏ ร่างกายพระเจ้าโปรด เปนมา
ประสิทธิ์ดวงวิญญา อยู่ด้วย
ยามใดพระปราถนา ให้กลับ
จำจากพรากกันม้วย สู่ฟ้าเมืองบน ๚
๏ กังวลวิตกด้วย นอซา ตอลเฮย
เปนที่สบหฤทยา แม่นั้น
เพราะดีทุกอย่างหา เปรียบยาก นักแฮ
ยามเมื่ออยู่เลี้ยงครั้น มอดแล้วกำสรวญ ๚
๏ พอควรเขาซึ่งได้ สวามิภักดิ์
ปรากฎเหนความรัก แห่งเจ้า
โศกไปใช่เขาจัก คืนชีพ เปนนา
อย่าแม่อย่ายิ่งเศร้า ส่างเท้อญดวงสมร ๚
๏ บังอรรักชีพไว้ จักดี กว่านา
ชีพนุชดุจหนึ่งชี วิตรข้า
เจ้าทุกข์ยิ่งทับทวี ทุกข์พี่
ชนม์ชีพจักยืนช้า เหตุน้องนางเดียว ๚
๏ ฟังเสียวทราบซึ้งสุด อารมณ์
น้อมเกษกราบบังคม ยอบเกล้า
คำปลอบพระอุดม ดุจทิพย์ ธารนา
มาโสรดสรงใจเศร้า ส่างสิ้นถวิลหวัง ๚
๏ แต่ยังฟังแผกเค้า เหลือคเน
ไยพระตรัสปรวนเปร ดั่งนั้น
พระแกล้งกล่าวคำเส ไสเกลื่อน กลายฤๅ
ฤๅว่าเปนคำหมั้น แม่นแล้วฉันใด ๚
๏ คือใครตายแน่นั้น ยังฉงน
อัวดัดข้ายังยล อยู่แท้
โรคไภยบมีดล ใดแก่ เขานา
ผัวดอกสิ้นชีพแล้ ล่วงได้กึ่งวัน ๚
๏ ทรงธรรม์ฟังถ้อยท่าน แย้มสรวล อยู่นา
กวักหัถเมศเรอชวน ช่วยพร้อง
สูฟังซึ่งสำนวน นางกระษัตริย์ กล่าวเฮย
ทราบกิจผิดฤๅต้อง ถ่องแท้เปนไฉน ๚
๏ นิไสยหญิงท่านว่าไว้ คำมี อยู่นอ
ฟังบมั่นวาที มักพลั้ง
ผิดชอบไป่ควรตรี ชาโทษ เขาแฮ
ต้องบทจำงดยั้ง ยกให้ไป่ประมาณ ๚
๏ การนี้เจ้ารู้ชัด เสร็จสรรพ์
ยลแลยินกับกรรณ์ เช่นข้า
จริงเทจจะควรปัน เปนฝ่าย ไหนเฮย
กูจักชี้แจงถ้า ถ่องให้เธอฟัง ๚
๏ จงยังความโศกเศร้า แสนศัลย์ เสื่อมเทอญ
ตัวอบูหะซัน บม้วย
เขาศุขสบายวัน นี้อยู่ ดีนา
โศกก็โศกแต่ด้วย บ่าวเจ้าตายจริง ๚
๏ พยานอิงเปนหลักหมั้น สัตยา ยลแฮ
ตัวหะซันยังมา เมื่อกี้
พูดพลางรํ่าโศกา ครวญครํ่า
บอกว่าเมียตายลี้ ล่วงแล้วจักฝัง ๚
๏ พี่ยังให้ผ้าปัก พื้นสุวรรณ
ผืนหนึ่งคลุมศพมัน ซึ่งม้วย
กับทองลิ่มร้อยบรร จบครบ ถ้วนแฮ
นายเมศเรอรู้ด้วย หมดสิ้นสมกัน ๚
๏ จอมขวัญฟังถ้อยพระ ภูบดี
สนองอรรถพระสวามี คอบแค้น
ไฉนพระจึ่งพาที เทียมเล่น ฉนี้นา
ยามเมื่อทุกข์ร้อนแม้น ศุขแล้วตามพระไทย ๚
๏ อันใจข้ารุ่มร้อน โศกศัลย์
เพราะอบูหะซัน ดอกไท้
อัวดัดซึ่งเปนภรร ยาอยู่ ดีนา
ชอบแต่พระจักให้ ช่วยข้าจึ่งควร ๚
๏ กาหลิบสรวลตอบเจ้า อย่าสง ไสยเลย
ไป่หยอกดอกโฉมยง อย่างนั้น
เมียมันมอดมั่นคง เปนแน่
ผัวอยู่ยั่งยืนหมั้น แม่นแล้วอย่าแคลง ๚
๏ ฟังแสดงแห้งเหี่ยวยํ้า ยืนคำ อยู่ฤๅ
น้อยจิตรคิดใคร่กำ สรดไห้
ข้าแต่พระทรงธรรม สดับก่อน พระเอย
ฃอกราบทูลท่านไท้ อีกครั้งไป่คลาย ๚
๏ ผู้ตายเปนแน่นั้น หะซัน
อัวดัดผู้เมียมัน แลหม้าย
มาบอกทุกสิ่งอัน จึ่งทราบ ความนา
พึ่งจะจากเรือนผ้าย เมื่อกี้ไป่นาน ๚
๏ พยานยืนพวกนี้ กำนัล
ทั้งหมดมั่วมูลกัน รํ่าไห้
ไป่เชื่อสอบถามพลัน ทราบเสร็จ
จริงบจริงจักได้ ถ่องแท้ทุกสฐาน ๚
๏ หนึ่งกาญจนครบร้อย จำนวน
คลุมศพผ้าทองควร ค่าให้
คอยองค์อดิศวร เสด็จฝ่าย ในนา
จักเยี่ยมพระบาทไท้ ข่าวถ้อยทูลถาม ๚
๏ ฟังความกาหลิบซ้ำ สรวลสันต์ สนั่นแฮ
ขืนพูดดื้อดึงดัน อยู่ได้
เมียดอกใช่หะซัน ตายแน่ นางเอย
พูดนักมักหมั่นไส้ ต่อล้อลวนลาม ๚
๏ เปนความจริงถ่องแท้ พระเอย
ข้าบเศกสรรเฉลย หลอกล้อ
เมียอยู่บตายเลย เปนแน่ แล้วนา
คือหะซันแลน้อ แน่แล้วเปนผี ๚

ร่าย

๏ เปนอัคคีลวกลาม พลามโพลงพลุ่งรุ่งโรจน์
ไนยนาโชติแดงฉาด พระบาทขัดเคืองนัก
เคลื่อนองค์พักเหนืออาศน์ ห่างจากนาฎมเหษี
มีบัณฑูรให้หา เมศเรอมาสั่งชัด
เองจงรัดรีบไป ดูคือใครตายแน่
แต่ส่วนกูรู้ตระหนัก ประจักษ์ว่าเมียตาย
พูดวุ่นวายเปล่าเปล่า เถียงกันเล่าป่วยการ
วานเองไปเรวมา เมศเรอลาครรไล
เรวรีบไปบช้า เกรงท่านจักคอยถ้า
เนิ่นนั้นฤๅสม ควรเลย ๚

โคลง ๒

๏ ส่วนบรมนารถไท้ กับมเหษีให้
ขุ่นข้องเคืองกัน ๚  
๏ กาหลิบผันภักตร์พร้อง คอยสดับเทอญน้อง
แน่ข้างผู้ใด ๚  
๏ นางตอบไปบช้า ข้าเชื่อไนยเนตรข้า
แม่นแท้ผัวตาย ๚  
๏ กาหลิบหมายมั่นแท้ ข้าว่าเมียมันแล้
บได้แคลงคลาง ๚  

โคลง ๔

๏ ครู่ปางจะได้ทราบ เสร็จสรรพ์
มาเถิดมาพนัน จะให้
อันใดเมื่อแพ้กัน เปนแน่
ว่าจุ่งคงคำไว้ ก่อนหน้าเขามา ๚
๏ พระฮาพระทราบสิ้น สิ่งใด มีแฮ
จักพนันกันไฉน ก็ได้
ข้าเหนหะซันประไลย ยลยั่ง ยืนนา
ตามแต่พระไทยไท้ ค่อยน้อยทำตาม ๚
๏ เหนความเปนแม่นแล้วตามใจ เทอญนา  
ข้าก็มั่นหฤไทย แน่แท้
แม้นเปนหะซันไป ดั่งว่า
ยอมยกอุทยานแล้ แลกให้สินพนัน ๚
๏ ผิวผันเปนบ่าวเจ้า จะเอา
ห้องกอบจิตรกรรมเฉลา ฉลุนั้น
เปนสินพนันเรา คงคู่ ควรนา
เปนตกลงกันหมั้น แม่นแล้วอย่ามลาย ๚
๏ ทั้งหลายทุกสิ่งสิ้น สรรพ์มี ใดเฮย
ไป่ยิ่งอย่างงามดี เทียบไท้
ฃอถวายทุกสิ่งศรี สำรศ
แม้ว่าพ่ายพนันให้ ริบสิ้นสุดสกนธ์ ๚

ร่าย

๏ ปิ่นภูวดลธิบดี กับเทวีโซบิเด
ต่างถ่ายเททอดทรัพย์ นับเปนสินพนัน
ตรัสเถียงกันบมิอยุด จนเสร็จสุดสัญญา
ฝ่ายอาบูหะซัน กับภรรยาอยู่ห้อง
ตั้งภักตรจ้องตายล ตามช่องบนมุลี่กั้น
หมั้นจิตรว่าจักมา ดูกายายลตระหนัก
พอสบภักตรเมศเรอ เรวรีบเผยอผาดแล่น
ชวนเมียแพ่นผ้ายไป สู่ห้องในเตือนเมีย
จงอย่าเสียเวลา ฝ่ายภรรยาลงนอน
กลางห้องตอนหัวหัน ทำดุจกันเยี่ยงก่อน
หยิบเอาท่อนพัตรา ซึ่งกาหลิบประทาน
คลุมมิดปานดังศพ ครบสำเร็จบมินาน
เผยผายทวารว่างไว้ หะซันไส้แสร้งโศกา
ถือพัตราซับภักตร ครํ่าครวญรักภรรยา
ริมสริราเสร็จแล้ว พอเมศเรอแคล้ว
คลาศเข้ามาพลัน ๚  

โคลง ๓

๏ ตั้งตากรรณสังเกต หาเหตุอันท่านใช้
จริงบจริงจะให้ แน่แท้แก่ตา ๚
๏ เหลือบทัศนายลผี ผ้าคลุมดีเรียบร้อย
จะเสร็จสิ้นความถ้อย ที่ถุ้มเถียงกัน ๚
๏ ดีใจครันสมหมาย บกลับกลายเกลื่อนได้
สมดั่งคำท่านไท้ ถี่ถ้วนทุกประการ ๚
๏ จักคืนสฐานหมิ่นนัก ดูจุ่งประจักษ์อีกน้อย
จึ่งค่อยกลับคืนคล้อย สู่ไท้ทูลความ ท่านนา ๚

โคลง ๔

๏ ยุรยาตรตามรยะเข้า ประตู
จึ่งหะซันเหลียวดู สบหน้า
พลันมายกมือชู คำนับ
จูบจรดหัดถาถ้า อ่อนน้อมยินดี ๚
๏ โศกีพลางกล่าวถ้อย ทักทาย
ข้าคิดขอบคุณนาย ยิ่งล้ำ
มาเยี่ยมภริยาวาย วางชีพ
เดิมก็อุปถัมภ์ซํ้า บัดนี้ทวีคุณ ๚
๏ ฟังหนุนเมศรต้อง หฤไทย นักนา
จึงค่อยย่องเยื้องไป เปิดผ้า
ยลภักตรจักเปนใคร นอนแน่
พอพบประสบหน้า นี่แท้นางเมีย ๚
๏ ปิดเสียบพิศช้า เนิ่นนาน
เหนแต่ผาดสันนิฐาน เที่ยงแท้
ออกปากว่าสงสาร อัวดัด พี่เอย
อายุสั้นนักแล้ ล่วงลี้เรวพลัน ๚

ร่าย

๏ แล้วผันภักตรมาหา เรียกอาบูหะซัน
เล่าเหตุอันวุ่นวาย เถียงเรื่องตายบตก
ยกมากล่าวทั้งมวญ ปิ่นบดิศวรกระษัตริย์
กับพระรัตนนารี ถ้อยทีต่างเถียงกัน
พระนางผันเหนแผก แปลกไปว่าเจ้ามรณ์
ส่วนอดิศรกาหลิบ ยกหยิบเหตุเล่าแถลง
ชี้แจงเหตุนานา ว่านอซาตอลตาย
นางโฉมฉายไป่เชื่อ เพื่อเข้าใจผิดผัน
ถุ้งเถียงกันบจบ ธจึ่งปรารภให้เรา
มาเอาข่าวให้แน่ แต่เรามานึกใน
แม้นกลับไปกราบทูล ตามมูลซึ่งตนเหน
คงกลับเปนประจบ ทบเข้าทางทรงธรรม์
อันหญิงนี้ยากนัก จักได้เชื่ออันใด
มักเหนไปผิดผิด ไป่คืนคิดผิดชอบ
เราจะประกอบจงดี อันทรากผีจงรอ
พอเราไปทูลแถลง ไป่ระแวงเชื่อชัด
จึ่งค่อยรัดรีบไป ฝังเมื่อใดก็ได้
ตัวเราไส้จะมา ส่งสริราสการ
จะช่วยขานคำสวด จัดหมู่หมวดแห่ศพ
ให้ครบถ้วนทุกประการ บให้นานเนิ่นช้า
สูจุ่งอยุดอยู่ถ้า ค่อยเต้าคืนหลัง ก่อนนา ๚

โคลง ๒

๏ หะซันฟังสั่งซั้น รับยุบลเหมาะหมั้น
หมดสิ้นทุกประการ ๚  
๏ ครั้นสั่งสารเสร็จแล้ว จึ่งเมศเรอแคล้ว
คลาศเต้าคืนมา ๚  
๏ อาบูดูแต่ใกล้ จนตราบไกลจึ่งได้
กลับเข้าในเรือน ๚  
๏ เตือนเมียตื่นเถิดเจ้า ตายนักจักเลยเข้า
หีบแล้วลงดิน จริงนา ๚

โคลง ๔

๏ เมียยินคำบอกแล้ว ลุกมา เรวนา
ต่างชื่นชมปรีดา พูดจ้อ
เราทำนี่ตำรา เล่นอย่าง ใหม่แฮ
เหนจะไม่สิ้นข้อ คิดไว้จงดี ๚
๏ เทวีจักขัดขึ้ง เคืองคำ
อันเมศเรอนำ บอกแจ้ง
เพราะเหนกับเนตรสำ คัญมั่น อยู่นา
จริงจะกลับเปนแกล้ง ปดโป้เสียคน ๚
๏ คอยยลดูก่อนเจ้า อย่าเผลอ ใจเลย
สักครู่พอเมศเรอ กลับแล้ว
นางท้าวจักแคลงเธอ คงสอบ สวนนา
แม้ว่าผู้ใดแหว้ว จักแก้จงพลัน ๚

ร่าย

๏ เจรจากันไปพลาง นั่งแลทางทั้งสอง
มองช่องฝาบมิวาย จึ่งฝ่ายนายเมศเรอ
คิดคำเธอสั่งใช้ เดินบได้รีรอ
พอมาถึงทวาเรศ เหลือบเนตรดูภูบาล
ทำอาการแย้มยิ้ม ปิ้มจะอดไป่ได้
คำนับไท้ลูบเกล้า บอกเงื่อนเค้าข้างดี
กาหลิบมีบัญชา กรรโชกมาบัดดล
อ้ายทาษคนชั่วช้า มึงมีหน้าหัวเราะ
จะเยาะเย้ยผู้ใด การฤๅไฉนจึงหัว
ตัวกูใช้ให้ไป ว่ากระไรไม่ว่า
ผ่าออกมาให้กระจ่าง สว่างว่าใครมอดไส้
ผัวฤเมียบอกให้ แน่น้ำใจกู หน่อยรา ๚

โคลง ๔

๏ อาบูอยู่ณห้อง เหนสบาย พระเอย
อัวดัดดอกนางตาย แน่แท้
ทุกข์โศกหะซันคลาย กว่าเมื่อ ก่อนแฮ
ศพอยู่ที่ห้องแล้ บได้ไปฝัง ๚
๏ ฟังทูลบเสร็จสิ้น เรื่องราว
กาหลิบสำรวลฉาว ฉ่าก้อง
โชกเหมาะสบเคราะห์คราว ดียิ่ง ดีนา
สมซึ่งสัญญาพร้อง พรํ่าไว้เตมประตู ๚
๏ เมื่อกี้กูกับเจ้า โซบี เดเฮย
พนันแลกสวนมาลี กับห้อง
เดี๋ยวนี้ข่าวมาดี เปนสิทธิ์ เราแฮ
บำเหนจจักให้ต้อง จิตรเจ้าดังประสงค์ ๚
๏ ควรคงความชอบได้ นำความ ดีแฮ
มาบอกเมื่อคราวยาม อยากรู้
เล่าจุ่งตลอดตาม เหนแน่ มานา
จงแจ่งกระจ่างผู้ ไหร่ม้วยมาเสนอ ๚
๏ เมศเรอทูลเหตุนั้น ทุกประการ
กาหลิบฟังสำราญ รํ่าพร้อง
กูชอบทุกกิจปาน เองประกอบ นักแฮ
จงคนึงเทอญน้อง ดั่งนี้เยียไฉน ๚
๏ สงไสยอยู่อีกบ้าง ประการ ใดฤๅ
อัวดัดยืนชนมาน ฤม้วย
หะซันวอดวายปราณ ฤๅอยู่ ดีฤๅ
ข้อพนันกันด้วย จักแพ้ฤๅยัง ๚
๏ ฟังคำจะเชื่อน้อย ฤๅมี
นอบเกษทูลกระษัตรีย์ ร่มเกล้า
พระหมายว่าวาที ทาษกล่าว จริงฤๅ
ข้าไป่เชื่อเท่าเผ้า พูดพร้องเลมอมาย ๚
๏ ลืมกายพูดแต่เพ้อ พวยไป
เถียงเนตรเถียงกรรณ์ใคร เชื่อได้
ใช่เผลอสติไฉน จักเลอะ ลืมฤๅ
เห็นอยู่กับตาให้ ยักเยื้องอย่างไร ๚
๏ ใช่ใครอัวดัดแล้ มาหา
บอกว่าผัวมรณา แน่แท้
ถามไถ่ไล่เลียงสา รพัดพูด กันแฮ
หลัดหลัดชัดโสตแม้ ว่าม้วยมาไฉน ๚
๏ อรไทยธิราชเจ้า สดับอรรถ ก่อนรา
ขอถวายความสัตย์ ต่อไท้
แม้นข้าพูดแพลงผลัด คำเปลี่ยน แปลงฤๅ
ขอพระเปนใหญ่ได้ ทราบด้วยเปนพยาน ๚
๏ อย่านานตายจากท้าว ทั้งสอง องค์นา
ข้าบาทรักเหลือปอง เลิศแล้ว
พระครอบพระปกครอง ข้าบาท
เปนศุขทุกวันแผ้ว ผ่องเพี้ยงเดือนเพญ ๚
๏ ข้าเห็นเปนแน่นั้น นอซา ตอลเฮย
ม้วยมอดทอดสริรา ห่อไว้
ยังอยู่แต่นายอา บูหะ ซันแฮ
ข้าบแกล้งใส่ไคล้ ดั่งนี้ความจริง ๚
๏ สุงสิงกำเริบอ้าย ตอแหล เอกเฮย
อ้ายทาษชาติผันแปร โลกย์ขว้ำ
เคืองขัดตรัสกริ้วแหว หวาดหวั่น
กูจะยันมึงซํ้า สอบให้เห็นโกง ๚

โคลง ๒

๏ เรียกโมงยามฝ่ายเฝ้า ใครอยู่นั่นเร่งเต้า
สู่ข้าเรวพลัน ๚  
๏ ฟังสำคัญโกรธกริ้ว เรวรีบมาเปนริ้ว
เกือบร้อยรวมคน ๚  
๏ บอกบัดดลอย่าช้า เอาแต่ที่จริงอ้า
อ่อเจ้าเห็นไฉน ๚  
๏ คือใครมาสู่ข้า ก่อนเสด็จเจ้าหล้า
กล่าวถ้อยแต่จริง เทอญนา ๚

โคลง ๔

๏ ฝูงหญิงฟังตรัสถ้อย คำถาม
ต่างต่างกราบทูลความ ต่อต้อง
อัวดัดอนุชทราม สวาดิ์สู่ ท่านนา
คนอื่นบได้พ้อง เนตรข้าสักคน ๚

โคลง ๒

๏ บัดดลตรัสเรียกให้ ชาวพระคลังมาใกล้
ท่านแล้วจึ่งถาม ๚  
๏ จงบอกความถ่องแท้ กูสั่งอันใดแล้
หยิบให้นอซา ตอลนา ๚

โคลง ๔

๏ บัญชาให้หยิบก้อน กาญจนา
ตรวจสรรพนับไตรตรา ครบร้อย
กับผ้าดอกละดา ดวงมาศ
เขารับกลับคืนคล้อย คลาศห้องเรือนเขา ๚

โคลง ๒

๏ นงเยาว์ฟังกระชั้น ถามเมศเรอนั้น
ชาติอ้ายจรรไร ๚  
๏ จักว่าไฉนดั่งนี้ เองก็ยินกูชี้
เสร็จสิ้นทุกคำ ๚  

โคลง ๔

๏ อันลำโกหกนั้น มึงหมาย ดีฤๅ
กูบเชื่อบระคาย เท่าก้อย
ชาวคลังและทั้งหลาย เขามาก นักนา
มึงจะมาพูดจ้อย เชื่อเจ้าฉันใด ๚

ร่าย

๏ เปนจนใจจำอด ไป่นิ่งงดไป่ควร
ครั้นจะสวนคำตอบ เหมือนยิ่งกอบโทโส
โตขึ้นทุกครั้งคราว ยาวไปไป่ชอบที
ข้าอึงมี่เถียงเจ้า เสียเงื่อนเค้าแบบรบอบ
บชอบแก่ตนกู ดูมิบังควรนัก
การทรงศักดิ์ซึ่งใช้ กูก็ได้ประกอบ
ทุกรบอบทูลชี้แจง เธอกลับแคลงเคลือบเห็น
เปนว่าเรากลับกลอก บอกความจริงบเชื่อ
เพื่อเปนวาศนาเรา เนานิ่งไปช้าช้า
ถ้าเธอหายกลุ้มจิตร คงจะคิดเหนตาม
ความกูคอบคำตรง เขาจำนงนึกชอบ
นิ่งไป่ตอบวาจา ก้มหน้าตาสลด
กำหนดแน่สำคัญ ว่าหะซันไป่ตาย
อัวดัดวายชีวิตร เปนแน่จิตรไป่แคลง
แต่จักแสดงไป่ได้ จำงดอดปากไว้
เหตุด้วยกระตัญญู อยู่นา ๚

โคลง ๔

๏ ภูธรฟังแต่ต้น จนปลาย
สองฝ่ายต่างบรรยาย เรื่องพร้อง
ยั่งยืนอยู่บคลาย บเคลือบ แคลงเลย
เหนเมศเรอกล่าวต้อง ถูกแท้ทุกคำ ๚
๏ แม่นยำอย่างนั้นแน่ นอนนัก
โซบิเดนงลักษณ์ กลับกริ้ว
ท่านหัวอยู่คักคัก ขันจัด จริงนา
ให้ภักตรผันภักตรพลิ้ว บอกใบ้เมศเรอ ๚
๏ แน่เธอฃอพูดบ้าง สักคำ หนึ่งนา
สังเกตดูแม่นยำ มากแล้ว
การที่ธกล่าวสำ เหนียกแน่ ไฉนนา
ไป่พบพยานแผ้ว ผ่องให้เห็นควร ๚
๏ สำนวนเมศรหมั้น คงนัก
เขาย่อมยินยลประจักษ์ เนตรด้วย
วาทีแน่แหล่งหลัก ปลายและ ต้นนา
ยืนว่าเมียดอกม้วย ใช่เจ้าอาบู
๏ ฟังดูคำเจ้ากล่าว ยืนยัน
ง่อนแง่นไป่สำคัญ เชื่อได้
ยังขืนจะดื้อดัน ไปฝ่าย เดียวนา
ส่งแต่เสียงไจ้ไจ้ จักสู้ความตรง ๚
๏ ทรงธรรม์ธิราชเจ้า จงโปรด ข้ารา
พูดดั่งยกหยิบโทษ ท่านไท้
จงงดอดพิโรธ ข้าก่อน พระเอย
ข้ามั่นหมายจิตรไว้ ว่าแกล้งทำกัน ๚
๏ ทรงธรรมแสร้งสั่งให้ เมศเรอ
นำข่าวไป่จริงเสนอ แนะให้
ใช่ทำแต่อำเภอ ใจกล่าว เองนา
เพราะจะให้ข้าได้ เดือดร้อนอัปรมาณ ๚
๏ ภูบาลจงโปรดเกล้า ตามใจ ข้ารา
ให้แต่งคนข้าไป อีกมื้อ
จริงเท็จจักเปนไฉน จักประจักษ์ จริงนา
แม้นมั่นไป่ดันดื้อ ดอกข้าคงตาม ๚

ร่าย

๏ ครั้นฟังความพระบาท ตรัสอนุญาตโดยใจ
ตามแต่ในหฤทยา นางให้หาพระนม
ผู้สนิทสนมเนิ่นนาน แต่เดิมกาลยังเยาว์
ผมพ่างเลาแลสกาว ขนคิ้วขาวฟันหัก
จักษุดีมีแรง เดินเหิรแขงปรี้เปร่า
เท่ากับสาวสคราน นางบรรหารตระบัด
แม่จงรัดรีบจรัล ไปพลันพลันไปดู
เรือนอาบูหะซัน ฤๅจะผันพูดให้ชัด
เรือนอัวดัดนั้นเอง แต่เพรงเปนเรือนผัว
ตัวตายตกนอซา พิจารณาจงถนัด
ความซึ่งขัดขวางกัน กับทรงธรรม์บัดนี้
ชี้ให้เห็นผิดชอบ ดีจักขอบคุณนัก
สิ่งของรักจะให้ บได้คิดราคา
รีบกลับมาเรวพลัน อย่าให้ทันนั่งถ้า
ไปเร่งไปอย่าช้า รีบร้อนเรวพลัน เทอญนา ๚

โคลง ๔

๏ สั่งสรรพ์ทุกสิ่งแล้ว พระนม
น้อมเกษกราบบังคม เคี่ยมไหว้
เปรมปรีโปร่งอารมณ์ ลาจาก ท่านนา
เดินด่วนโดยท่านใช้ จักช้าฤๅควร ๚

ร่าย

๏ ส่วนอาบูหะซัน ผันภักตร์มองช่องฝา
เห็นหญิงชราจรดล ยลภักตร์แน่พระนม
สมดังจิตรคิดไว้ ชรอยธให้มาดู
กูตายแน่ฤๅไฉน เขาเข้าใจเปนชัด
เร่งรัดเรียกภรรยา รีบเรวมาทันที
ทำจงดีอีกเตื้อ ข้อยจะเมื้อนอนตาย
สูวุ่นวายดุจก่อน สั่งเสร็จอ่อนเอนกาย
เมียชักชายผ้าทอง ของมเหษีประทาน
คลุมกายปานคราวก่อน ผ่อนผ้าโพกปกหน้า
ทำบได้เนิ่นช้า เสร็จแล้วดิบดี แลนา ๚

โคลง ๒

๏ นั่งโศกีลห้อย บ่นเร่งบ่นค้อยค้อย
คล่าวน้ำตานอง ๚  
๏ สองกรข้อนอกชํ้า เจบดั่งฝีหัวขวํ้า
ติดตั้งกลางใจ ๚  
๏ ไป่ทันไรด่วนม้วย จงฆ่าข้าไปด้วย
จักได้พบกัน อีกแล ๚
๏ หนีไปสวรรค์แต่ผู้ เดียวบบอกให้รู้
หลีกเร้นตนหนี ข้านา ๚
๏ ยินดีใดด่วนผ้าย ทิ้งอยู่ผู้เดียวหม้าย
มืดกลุ้มกลัดแด ๚  
๏ แปรบเห็นภักตร์เจ้า จักอยู่จักยิ่งเศร้า
โศกต้องตายดี กว่าแล ๚

โคลง ๔

๏ โศกีกำสรดไห้ โหยหา
ยินเยือกเยนวิญญา ยิ่งลํ้า
ใครฟังบสงกา กลกระเหน็ด นั้นเลย
พลอยโศกสงสารซํ้า สอื้นอกกรม ๚
๏ พระนมสดับว้า หวั่นสมร
นั่งแนบนอซาตอล ปลอบเปลื้อง
อ้าแม่อย่าอาวรณ์ ทรวงโศก นักเลย
ในโลกย์ม้วยเปนเบื้อง น่าแล้วธรรมเนียม ๚
๏ เหลือเกรียมกรมอกแท้ แม่คุณ ลูกเฮย
ตกตํ่าแล้วสถุล ชั่วช้า
ดุจก่อเถกิงกุณฑ์ กลางอก
เพราะพรากจากผัวข้า ดุจเกล้าขาดรอน ๚
๏ บังอรอรรคเรศร์เจ้า เจิมเศียร เราแฮ
ปองจะให้สฐิตย์เสถียร คํ่าเช้า
ฤๅกลายกลับมาเบียฬ ชีวาต มานา
จำพรากจากบาทเจ้า เพราะไร้ผัวขวัญ ๚
๏ หะซันเสมอชีพโอ้ อนิจจา
ใดขัดเคืองหฤทยา จึ่งม้วย
อุส่าห์ระวังสา รพัดไป่ ประมาทเลย
ชอบสิ่งใดโดยด้วย บได้ขัดใจ ๚
๏ เปนไฉนจึ่งด่วนทิ้ง น้องไป พ่ออา
โกรธบบอกเหตุไฉน ทราบบ้าง
ถึงโกรธเท่าใดใด ควรด่า ว่าแฮ
ฤๅรวดเรวทิ้งร้าง เริศให้ครวญหา ๚
๏ เวรามาบีบคั้น ก่อเขญ
นํ้าเนตรตกอกเย็น เยือกไข้
บมีที่ผ่อนเปน ศุขต่อ ไปเลย
พลางสอึกสอื้นไห้ เกลือกกลิ้งกลางเรือน ๚
๏ พระนมเบือนหน้าเชด นํ้าตา
สังเวชจิตรอนิจจา ลูกน้อย
แม่คิดขัดเคืองสา หัสยิ่ง นักแฮ
ช่างเท็จมารสาถ้อย กลับกลิ้งกลายความ ๚
๏ หน้าครามภายนอกน้ำ ใจดำ ด้วยนา
โกหกพกลมทำ วุ่นว้า
คิดมาน่าแค้นคำ มันกล่าว
โทษจะหนักนักล้า ลดได้ฉันใด ๚
๏ คือใครทำเหตุให้ นฤบาล
เคืองขัดกับนงคราญ เข่นเข้น
โดยฤทธิ์ตอแหลปาน ลิ้นจะกวด สองแฮ
ชอบแต่ตัดหัวเส้น เสียบให้กากิน ๚
๏ ไป่ยินจักเล่าให้ จงฟัง
มันแค่นกราบทูลดัง กระนี้
ว่านายหะซันยัง อยู่ดอก
เจ้าแลวายชีพชี้ ชัดอ้างออกตรง ๚
๏ ยุยงส่งส่อให้ ทรงธรรม์
กับพระนางทะเลาะกัน กึกก้อง
คืออ้ายเมศเรอมัน โกหก
จึ่งแม่จำมาห้อง สืบให้ชัดเจน ๚
๏ กรรมเวรใดจึ่งได้ เปนปาน ฉนี้รา
เขาพูดไป่มีสาร สดแท้
ข้าทุกข์ยิ่งประมาณ มีแต่ โศกนา
เพราะคิดถึงผัวแม้ มอดได้ตามตาย ๚

โคลง ๒

๏ พลางทอดกายเกลือกกลิ้ง ผัวลูกมละทิ้ง
ลูกไว้เอกา ๚  
๏ ใครจักยารอดได้ ให้ลูกตัดหัวให้
บได้เสียดาย เลยนา ๚
๏ บเหือดหายลห้อย พลางรํ่านํ้าเนตรย้อย
หยาดเปื้อนแก้มคาง ครํ่านา ๚
๏ นางนมใจระเริ้ม มือสั่นเสียงเทิ้มเทิ้ม
หวาดว้าใจตน ๚  
๏ สงสารทนบได้ น้ำเนตรอาบหน้าไห้
บ่นเพ้อพึมพำ ๚  
๏ กรรมเอ๋ยกรรมลูกแก้ว ผัวจึ่งจำคลาศแคล้ว
แต่เจ้ายังสาว ๚  
๏ คราวเคราะห์คราวโทษแล้ว จงรงับทุกข์แผ้ว
ผ่อนให้เบาบาง ๚  
๏ พลางปลอบพลางย่องเยื้อง ไปที่หะซันเปลื้อง
ปกหน้าเปิดดู ๚  

โคลง ๔

๏ เหนอบูหลับเนตรปิ้ม มรณา
ข้อนอกโอ้อนิจจา มอดม้วย
กลับคลุมซึ่งพัตรา ปิดเกษ
ผันภักตรมาพูดด้วย ลูกน้อยนอซา ๚
๏ แม่ลาไปก่อนแล้ว ลูกเอย
บอยากกลับหลังเลย ละเจ้า
แม้นมาแต่เยือนเฉย กิจไป่ มีฤๅ
แม่จะอยู่เพื่อนเฝ้า ศพด้วยบไป ๚
๏ จนใจด้วยท่านใช้ ตนมา
อยู่เนิ่นเกินเวลา ไป่ได้
จักเรวรีบนำอา การกราบ ทูลแฮ
เปลื้องปลดมลทินให้ ห่างพ้นพระนาง ๚
๏ ล้างคำโจรป่าอ้าย ทรยศ
มันสุดสามารถสบถ ต่อไท้
จักจำแนกคำคด จงกระจ่าง
ทูลพระนางเธอให้ เสร็จสิ้นกังขา ๚

ร่าย

๏ กล่าววาจาเสร็จแล้ว นางคลาศแคล้วครรไล
ออกไปแล้วหับทวาร รีบสู่สฐานนางพระยา
ส่วนนอซาเสร็จธุระ เห็นว่าจะไป่กลับ
จึ่งหับทวารไว้ ดีใจได้การดี
อยุดโศกียิ้มแฉ่ง ผ้าขาวแบ่งชายซับ
จับเลิกผ้าคลุมผัว มือฉุดตัวขึ้นพลัน
ชวนกันไปนั่งเตียง เคียงน่าต่างคอยยล
ผู้คนอันจะมา เพื่อตรวจตราอีกครั้ง
จะได้ตั้งแก้ไข ได้ทันใดบช้า
แต่มุ่งมองคอยถ้า ไป่เว้นวางใจ เลยนา ๚

โคลง ๓

๏ ในขษณนั้นพระนม เร่งชื่นชมใช่น้อย
เพราะว่าสมดังถ้อย ที่เจ้าตนเถียง ๚
๏ เพียงชราเคยย่อง เดินคล่องกว่าเก่าแม้
ดุจเมื่อยังสาวแล้ บอกเค้าความดี ๚
๏ อีกหมายมีรางวัล อยากได้ครันรีบเต้า
ครู่หนึ่งจึ่งย่างเข้า สู่ห้องนงคราญ ๚
๏ เกือบวายปราณหอบรวน จวนกำลังหมดสิ้น
ยืนกระแหม่วท้องลิ้น ยื่นอ้าปากหาย ใจนา ๚

โคลง ๒

๏ คลายเหนื่อยทูลเล่าแจ้ง สิ้นทุกสิ่งพรายแผร้ง
เลอียดถ้วนทุกประการ ๚  
๏ ส่วนเยาวมาลย์สดับแล้ว ดีพระไทยผ่องแผ้ว
เล่ห์เพี้ยงสงคราม ชนะแล ๚

โคลง ๔

๏ ฟังความจบเรื่องแล้ว สั่งพลัน
ทูลแด่ไท้ทรงธรรม์ อีกครั้ง
พระองค์สิสำคัญ เราจริต เสียนา
จักค่อยคลายคลั่งตั้ง แต่นี้ต่อไป ๚
๏ หนึ่งไขความบอกอ้าย ทาษดำ
ซึ่งยิ่งยวดอย่างรยำ ปลอกปลิ้น
ช่างพิทช่างทูลนำ เหตุยั่ง ยืนนา
ให้ทราบว่าทราบสิ้น สบต้องกว่ามัน ๚

ร่าย

๏ น้อยใจครันเมศเรอ พระนางเธอกริ้วกราด
หวาดกระมลบมีศุข ความสัตย์ทุกข้อคำ
มิได้งำเงื่อนปด คิดคดต่อนางพระยา
ดังฤๅมากลับกลาย เปนมุ่งหมายสู้รบ
ด่าว่าครบทุกสิ่ง ยิ่งมีความโทมนัศ
บัดยินคำพระนม กลับทับถมทอดเท
พูดเสเพลโกหก ยกหยิบเหตุหันเหียน
เจียนจะเอาชีวิตร คิดหาชอบแต่ตน
ความผิดปนผู้อื่น อีเถ้าตื่นตายห่า
กูอยากฆ่าอยากแกง ให้เตมแรงรังแก
ตอแหลแปรสดสด อดใจไว้เพราะกลัว
ลำพังตัวบัดซบ กูจะตบให้ยับ
เฆี่ยนบนับคเนคแนน พอทดแทนแก่มัน
นิ่งกัดฟันกรอดกรอด ทอดตาดูบมิวาง
พอพระนางสั่งสาร ให้แถลงการให้ฟัง
สมสบดังจิตรนึก อกทึกทึกคันปาก
อยากจะเถียงกลางคัน แต่บทันเล่าเสร็จ
เพราะจะเผดจง่ายดาย ไม่เหมือนกายนางพระยา
เกรงอาญาจำงด อีนี่ยศเสมอกัน
จะเถียงมันได้ถนัด จับให้ชัดโกหก
ยกหยิบให้เห็นจริง หายสุงสิงกำเริบ
ทำตนเติบบยุบยอบ คิดตรองตอบเตมแรง
พอเสร็จแสดงจบเค้า ยกหัถเฮ้ยออเจ้า
ช่างรู้ผ่อนผัน ดีแฮ ๚

โคลง ๔

๏ ฟันหักหัวหงอกเพี้ยง ดอกเลา
หาสัตย์สักคำเอา ไป่ได้
เห็นอยู่กับตาเรา อัวดัด ตายแฮ
ศพทอดผัวกอดไห้ หว่างห้องเราเห็น ๚
๏ ไป่เยนยินตอบร้อน เตมแรง
มึงแลโกหกแพลง พลิกขวํ้า
กลางโลกย์ไป่คิดแสยง ใจต่อ พระนา
ยังจะถุ้มเถียงซ้ำ จับโป้ปดกู ๚
๏ ไปดูมาบัดนี้ แก่ตา
เมื่อหะซันมรณา แน่แล้ว
นางเมียแม่นอซา ตอลอยู่ ดีแฮ
มึงจะกลับจริงแผ้ว ผ่องให้เปนโกง ๚
๏ อย่าโผงเราใช่ผู้ หาความ ผิดนา
แกแลคิดพยายาม ฆ่าข้า
เสียดต่อส่อเติมตาม แต่โปรด ปรานแฮ
เห็นแต่บำเหน็จผล้า ชีพผู้อื่นตาย ๚
๏ อยาบคายคำถ้อยกล่าว เคืองหู
ต่อภักตรสองปิ่นภู ธเรศไท้
กูพูดเพราะกูดู มาเมื่อ กี้แฮ
ยกหยิบความชั่วให้ แปดเปื้อนกูไย ๚
๏ อรไทยรับสั่งให้ พิจารณ์
กูก็ทูลแต่สาร สัตย์สิ้น
โดยเหตุที่เปนปาน ตาพบ เห็นแฮ
กูไม่กล้าปลอกปลิ้น ปดแม้นมึงเปน ๚
๏ เราเห็นเสร็จสิ้นหมด แล้วยาย
นิ่งเถิดอย่าวุ่นวาย พูดเพ้อ
แกหลงเลอะงมงาย เพราะแก่ นักแฮ
พูดออกพล่ามเพ้อเจ้อ จะบ้าจริงจัง ๚

โคลง ๒

๏ ฟังคำผันผิดแท้ นางพิโรธนักแล้
เล่ห์เพี้ยงไฟกัลป์ ๚  
๏ ส่วนทรงธรรม์สดับถ้อย เห็นประหลาดไม่น้อย
นึกหน้าสงไสย จริงนา ๚

โคลง ๔

๏ ภูวไนยกล่าวถ้อยต่อ มเหษี
พี่พิเคราะห์ดูคดี แปลกแท้
ทีหนึ่งพี่ปดที หลังนุช ปดนา
ซํ้าเมศเรอปดแล้ ตลอดทั้งพระนม ๚
๏ บรรสมทั้งสี่สิ้น ด้วยกัน
สี่ปดสี่คนขัน คาบนี้
อย่าเลยจะผายผัน ทั้งสี่ แลนา
สืบสอบทั้งสี่ชี้ ปดนั้นคือใคร ๚
๏ ไฉนคงประจักษ์ด้วย ไนยนา เราเฮย
จึ่งจะหมดกังขา ขาดได้
ตรัสพลางย่างเยื้องคลา จากอาศน์
สาวสุรางค์ตามไท้ ท่านลํ้าแหล่หลาย ๚

ร่าย

๏ อำมาตย์นายเมศเรอ นำเสด็จเธอลีลาศ
ยาตรไปเปิดทวารา อ่อนเกษาบังคมทูล
ว่านเรนทร์สูริย์เจ้าหล้า ข้าคิดยิ่งยินดี
พระองค์มีปัญญา กอบปรีชาเชี่ยวแท้
ดำริห์แก้การกระลี ซึ่งมิดีร้ายกาจ
คำข้าบาททูลฉลอง คงสบคลองพระเนตร
จักทราบเหตุแท้เที่ยง เบียงทุกข์ข้าเบาบาง
ซึ่งพระนางกริ้วกราด ด้วยอำนาจอกุศล
ดลบันดานธใช้ พระนมให้ไปสอบ
ส่วนแกกรอบเต็มชรา มีวาจาเลื่อนใหล
จำอันใดบได้ ไผล้เอาน่าเปนหลัง
จะเชื่อฟังบหมั้น ครั้นธเสด็จด้วยพระองค์
ทรงเห็นครบทุกอย่าง จะกระจ่างเจนจัด
ทราบจริงชัดถ่องแท้ ว่าแก่หลงเลอะแล้
พูดล้วนเหลวไหล สิ้นแล ๚

โคลง ๒

๏ พระนมได้สดับถ้อย คิดขัดใจไม่น้อย
นิ่งไว้ไป่คง อยู่เลย ๚
๏ มึงแลหลงเลอะบ้า พูดมากปากกล้าจ้า
จักได้ดูดี บัดนี้ ๚

ร่าย

๏ จรลีโดยลำดับ ตรงห้องหับอาบู
เขามองดูบมีวาย เห็นธผันผายเสด็จมา
ทั้งชายามเหษี ฝูงสัตรีมากหลาย
นายยุนุกนำเดิน ดำเนินมาสมคิด
เขาก็สกิดภรรยา คือราชาจะเข้า
เยี่ยมเรือนเหย้าเราแล้ว ควรผ่องแผ้วปรีดา
เปนวาศนายิ่งนัก ส่วนเมียรักครั้นฟัง
ทอดตายังช่องมอง โลมาสยองสยบเกล้า
คือว่าพระเปนเจ้า แน่แท้เสด็จมา นี่นา ๚

โคลง ๔

๏ อนิจจาไป่รอดแท้ สองชี วิตรเฮย
จักคิดฉันใดดี ดั่งนี้
จนจิตรคิดบมี ทางออก แล้วแฮ
ผิดเพราะเจ้าหากชี้ ช่องให้ทำเอง ๚
๏ อย่าเกรงเลยบได้ เปนใด ดอกนา
บอกแต่แรกลืมไป หมดแล้ว
สองเรารีบมาไส ยาศน์ดุจ ตายแฮ
ดังเมื่อก่อนนอนแส้ว สักน้อยเสร็จการ ๚
๏ วานไวอย่าเนิ่นช้า นานนัก
เกลือกว่าพระทรงศักดิ์ เสด็จพ้อง
ต่อไปพี่เองจัก คิดอ่าน
คงบพาโทษต้อง ตกเจ้าอย่ากลัว ๚

ร่าย

๏ สองเตรียมตัวบมิช้า ชักผืนผ้าดวงสุวรรณ์
ซึ่งทรงธรรม์มหิษี ปรานีจัดประทาน
ถือลนลานมานอน ตอนกลางเรือนคนละข้าง
ชักผ้ากว้างคลุมกาย ดุจตายยังแต่ศพ
นิ่งสงบบมิติง ดังตายจริงใช่แกล้ง
ใครบทราบเล่ห์แสร้ง สดุ้งตกใจ ยิ่งนา ๚

โคลง ๔

๏ ภูวไนยเสด็จด้วย สาวสนม
งามเงื่อนเตือนตาชม ใช่น้อย
ยุรยาตรบาทนุกรม ลำดับ มานา
ถึงคฤหเมศเรอคล้อย แข่งเข้าเปิดทวาร ๚
๏ นฤบาลเยื้องย่างเข้า ในเค หาเฮย
แล้วจึ่งโซบิเด ติดต้อย
เมศเรอพระนมคเน การชอบ ควรนา
อีกสนมใหญ่น้อย ติดเต้าตามจรัล ๚
๏ อัศจรรย์ใจยิ่งพ้น คณนา
ไยจึ่งเปนสองรา ร่วมม้วย
ยืนนิ่งไม่ติงกา ยาอยุด ฉงนแฮ
ใดดั่งนี้หนอด้วย เหตุอ้าอันใด ๚
๏ ใครใครไป่ทราบเค้า คิดไฉน
ต่างต่างจนจิตรใจ ทั่วผู้
จึ่งโซบิเดไข คำกราบ ทูลแฮ
เปนอย่างไรไป่รู้ ดั่งนี้อนิจจา ๚
๏ มรณาทั้งคู่แล้ว เหลือสง สารแฮ
เหตุนี่เพราะพระองค์ หากแกล้ง
บ่าวข้าจึ่งปลดปลง ชนม์ชีพ
เพราะพระจะทำแสร้ง ใส่ให้สมคำ ๚
๏ ฤๅรอยกำสรดเศร้า หมองนัก
ร้องรํ่าถึงผัวรัก ตราบม้วย
อนิจจาน่าอกหัก อัวดัด กูเฮย
ผัวมอดมาตายด้วย ดั่งได้นัดกัน ๚
๏ ทรงธรรม์ตรัสตอบถ้อย เทวี
คิดมากจนเกินดี ดุจร้าย
นางเมียแลมารศรี ตายก่อน
ผัวรักจักเปนหม้าย จึ่งม้วยตนตาม ๚
๏ จบความเปนเสร็จสิ้น สัญญา
ซึ่งพนันกันมา ก่อนนั้น
ตำหนักนุชเลขา เปนขาด พี่แฮ
ต้องมอบพี่หมดหมั้น แม่นแล้วอย่าแคลง ๚
๏ ขอแสดงความคิดบ้าง สักวาร
เห็นว่าราชอุทยาน ท่านไท้
เปนสิทธิ์เสร็จตามการ พนันต่อ กันแฮ
เพราะเหตุข้าใช้ให้ แม่เถ้ามาดู ๚
๏ อาบูตายเสร็จแล้ว เห็นนอน อยู่แฮ
ยังแต่นอซาตอล รํ่าไห้
ภายหลังเมื่อภูธร ใช้เมศ เรอนา
เพราะทุกข์โศกหนักไส้ จึ่งสิ้นสุดปราณ ๚
๏ ฟังสารดูสบต้อง ตามกาล
เห็นจะแพ้เยาวมาลย์ แม่นแท้
คิดดูก็ยังดาล ใจอัศ จรรย์นา
ยังบหมดใจแม้ จะต้องปราไชย ๚

โคลง ๒

๏ คิดฉันใดจะรู้ จงถนัดว่าผู้
ไหร่ม้วยก่อนหลัง ๚  

โคลง ๓

๏ คิดดูยังวนเวียน เพียรฉันใดจะได้
ทราบเหตุอันจริงให้ สบข้อสำคัญ ใจนา ๚

ร่าย

๏ หะซันจักตายก่อน กหมั่ง นางเมียอ่อนอกใจ กหมั่ง
ตายตามไปโดยรัก กหมั่ง ฤๅยังจักไป่หมั้น กหมั่ง
นางเมียนั้นบรรไลย กหมั่ง อาบูใจหม่นหมาง กหมั่ง
จึ่งวายวางด้วยโศก กหมั่ง ฤๅบริโภคยาพิศม์ กหมั่ง
คิดผูกฅอตนตาย กหมั่ง ทิ่มแทงกายให้ม้วย กหมั่ง
ฤๅมรณ์ด้วยกลั้นจิตร กหมั่ง คิดฉันใดดั่งนี้
จึ่งหลีกตายลับลี้ บแจ้งสักคำ หนึ่งเลย ๚

โคลง ๒

๏ จักคลำเหตุบได้ ลดพระองค์ลงใกล้
ศพทั้งสองรา ๚  
๏ ทรงทัศนาเขม้น หาเหตุซึ่งแอบเร้น
ต่อสู้การพนัน ๚  

โคลง ๔

๏ ทรงธรรม์ประกาศด้วย วาจา
ใครหากนำเหตุมา บอกอ้าง
ในการภริยาสา มีคู่ นี้แฮ
ใครมลายชีพร้าง เริศสิ้นก่อนกัน ๚
๏ สุวรรณ์พันลิ่มถ้วน ถี่นับ
บำเหน็จปูนปานกับ ที่รู้
แพ้ชนะจะได้จับ จงมั่น คงแฮ
ดีกว่ามัวอัดอู้ อกอั้นตันใจ ๚
๏ ทันใดเสียงพูดได้ ยินถนัด
ตรงศพหะซันชัด ถี่ถ้อย
พระองค์เอกอิศรขัต ติยราช ข้าเฮย
ตายก่อนคือข้าน้อย แน่แล้วขอประทาน ๚

ร่าย

๏ หะซันคลานเข้ามา กอดบาทาปิ่นกระษัตริย์
ส่วนอัวดัดภรรยา ลุกขึ้นมาทั้งโปง
วิ่งตะโพงกอดบาท พระนางนาฎนารี
เทวีร้องสุดเสียง พระสนมเพียงขวัญหาย
เสียงเวยวายกึกก้อง คิดว่าผีหลอกร้อง
พ่างเพี้ยงเรือนพัง เพิกนา ๚

โคลง ๔

๏ อกยังระทึกเต้น ตื่นไภย
จะวิ่งหนีทางไหน จะพ้น
เพ่งพิศพินิจไป เปนอยู่ ดอกฤๅ
คลายวิตกอกข้น ขุกร้องทักทาย ๚
๏ หลายอย่างมึงแกล้งแต่ ทำกู
ทุกข์โศกน้ำตาพรู เพราะเจ้า
เห็นหน้ากลับเอ็นดู อยู่หน่อย
ว่าไป่ตายดังเค้า คาดไว้แต่หลัง ๚
๏ กูยังรักใคร่แท้ ตัวเอง
มึงหลอกเล่นหลายเพลง บิดพลิ้ว
อันโทษที่ทำเพรง กูยก ให้แฮ
เพราะรักหักโกรธกริ้ว ดับได้โดยพลัน ๚
๏ ทรงธรรม์กาหลิบเผ้า แผ่นไผท
ตริมากหากห่างไกล ขลาดคร้าม
ฟังคำหะซันไข คำรับ บนแฮ
แล้วลุกคลานงุ่มหง้าม กอดเบื้องบาทา ๚
๏ ราชาสนุกนิ์แท้ สรวลสันต์ นักแฮ
ประภาษถามหะซัน บช้า
มึงจะฆ่ากูบรร ไลยเพราะ สรวลฤๅ
จึงคิดดั่งนี้อ้า ประโยชน์อ้างอันใด ๚
๏ อย่างไรจึงคิดเหล้น กันฉัน นี้เฮย
เอาตระหนกอกครัน ดั่งนี้
บได้คิดป้องกัน ตัวตื่น เจ้าแฮ
จะประสงค์ใดชี้ ออกให้เห็นความ ๚
๏ ฟังถามบสทกสท้าน หฤไทย
ข้าแต่พระภูวไนย ปิ่นเกล้า
ข้าบาทคิดการไฉน จะกราบ ทูลแฮ
บปกปิดพระเจ้า จุ่งแจ้งบาทบงสุ์ ๚

ร่าย

๏ เดิมพระองค์กรุณา ข้าบาทมาชุบเลี้ยง
พระคุณเพี้ยงพสุธา แลนภากาศควบ
รวบกันชั่งยังหย่อน ห่อนหนักทัดเทียมทัน
ทุกสิ่งสรรพ์พระราชทาน ภูลเกษมสานต์ศุขสบาย
ภายหลังสองบพิตร ยังมีจิตรสังเวช
เหตุข้าไร้ภรรยา จักเสน่หาร่วมห้อง
พ้องจิตรรักสาวใช้ ท้าวธก็ให้บมิหวง
สฤษดิ์การปวงวิวาห์ นอซาตอลอัวดัด
จัดให้เปนภรรยา ทั้งพัตราเงินทอง
กองให้มากเหลือนับ สำหรับให้เปนทุน
คุณเท่านี้เหลือหลาย ยังไป่วายให้ปัน
บเว้นวันเนิ่นนาน เรียกประทานเนืองเนือง
ไป่คิดเปลืองปลดแหน ข้าบาทแสนชั่วช้า
คิดวุ่นว้ามัวเมา เอาแต่เล่นเปนนิจ
บคิดสำนึกตน จนทรัพย์สิ้นสูญหมด
ปลดใช้หนี้บมิหลอ ไป่มีพอจ่ายกิน
จึ่งกลับถวิลถึงกาย เมื่อยามวายอาหาร
ดาลเดือดทุกข์ทำงน แสนขัดสนยิ่งนัก
ครั้นว่าจักบังคมทูล แด่นเรนทร์สูริย์ทรงทราบ
คงลุลาภเหลือหลาย แต่นึกหมายบมิควร
กวนเบื้องบาทยุคล เพราะตัวซนทำเอง
เพรงพระคุณเปนอนันต์ ยังไป่ทันตอบสนอง
ไป่ควรปองกวนอีก ครั้นจะหลีกไปหา
ขอมารดาก็อาย มารดาหมายจะพึ่ง
ซึ่งพระองค์อนุญาต ให้เฝ้าบาทใกล้พระองค์
ทรงกรุณาเปนอเนก ยังโหยกเหยกจนยาก
เสียใจมากบมิวาง บรางรอดชีวาตม์
เพื่อคิดคาดไป่สม จักรทมทุกข์ทวี
เห็นบดีบควร คิดใคร่ครวญถ้วนถี่
ยลแต่ที่จะประกอบ เปนความชอบอันใด
ในพระบาทเรณู จนภูธรประทาน
ค้นคิดนานเนิ่นช้า ใช่จักร้าโดยง่าย
ฝ่ายอาหารบริโภค เลงในโลกย์ไป่มี
เยียวยาชีพิตรตน จึ่งขวนขวายทำการ
ปานดังนี้เพราะเห็น ว่าจักเปนความชอบ
กอบสำรวลสำราญ เบอกบานพระหฤไทย
นับเนื่องในบำรุง ผดุงพระองค์ให้เกษม
เปรมปรีดาปราโมทย์ โทษใดผิดคิดบควร
ทั้งมวญจงเมตตา อดโทษานุโทษ
โปรดข้าผู้ภักดี มีจิตรตั้งกระตัญญู
ต่อภูบดีผ่านเกล้า ถวิลทุกยามเย็นเช้า
แต่ตั้งตอบสนอง คุณนา ๚

โคลง ๔

๏ ทั้งสองกระษัตริย์ได้ สดับสาร
เห็นประหลาดเหลือประมาณ คิดเหล้น
ใครคิดบมีปาน ความคิด เขาแฮ
คิดเช่นนี้ได้เว้น แต่เจ้าสองคน ๚
๏ ยลภักตรบได้แต่ จักหัว ไปรา
หัวภริยาหัวผัว จัดจ้าน
หัวตัวต่างตนมัว เถียงทเลาะ กันแฮ
หัวพระนมต่อต้าน กับด้วยเมศเรอ ๚
๏ เธอหัวบมิขึ้ง ขัดเคือง
หัวแหบหิวใจเปลือง ปลาบท้อง
พระสนมอเนกเนือง กันนั่ง หัวแฮ
เสียงกระเกริกเกรียวก้อง เซกห้องเสียงหัว ๚
๏ อย่ากลัวความผิดเฮ้ย ตามกู ไปรา
กูจะให้ทองสู ซึ่งพร้อง
เองคิดชอบกลดู เห็นขบ ขันแฮ
บมิตายเลยต้อง เร่าร้อนรนใจ ๚
๏ อรไทยอรรคเรศผู้ มหิษี
จึ่งกราบทูลสวามี ท่านไท้
พระองค์หากปรานี ให้แต่ ผัวนา
ข้าจะออกอีกให้ ส่วนข้างนางเมีย ๚

ร่าย

๏ ไป่คิดเสียสมนึก หะซันคึกขึ้นมาก
ยินมลากเหลือประมาณ ตามภูบาลเสด็จดล
ยังมณเฑียรท่านไท้ บัดธสั่งให้ชาวคลัง
ทังฝ่ายน่าฝ่ายใน รีบแยกไปหยิบสุวรรณ์
คลังละพันลิ่มนับ ขนมาฉับบมินาน
ท้าวธประทานแก่หะซัน ถ้วนถึงพันไตรตรา
ส่วนนางพระยาก็ให้ อัวดัดได้เสมอสมาน
รวมรายการซึ่งคิด ประสิทธิ์ทรัพย์สี่ครั้ง
ทั้งสองคนด้วยกัน สองพันสองเสศร้อย
ได้มากบมิน้อย น่าปลื้มใจครัน แลนา ๚

โคลง ๔

๏ หะซันอัวดัดได้ ทองประทาน
หน้าเบิกดุจบัวบาน ร่อนํ้า
กราบลงแทบบทมาลย์ สองกระษัตริย์
พระเดชพระคุณล้ำ เลิศฟ้าดินแดน ๚
๏ จักแทนคุณราชด้วย ใดใด ก็ดี
บมิสบเสมอใจ จิตรตั้ง
ขอฉลองบทรัชไป ตราบชีพ มลายเฮย
พระเดชพระคุณกั้ง เกษคุ้งวันตาย ๚
๏ ไป่คลายประฏิพัทธพู้น ภักดี
พระก็โปรดปรานี ยิ่งลํ้า
สองศุขเกษมศรี สนองบาท พระนา
ตรลอดชีวิตรซ้ำ สืบเชื้อวงษหลาย ๚
๏ บรรยายนิเทศเบื้อง โบราณ
อรับร่ำเรื่องนิทาน เก่ากี้
แสดงโดยดับพิศดาร เต็มเรื่อง
ผู้หลับตื่นขึ้นชี้ ชื่ออ้างฉบับบูรพ์ ๚
๏ ฮารูนอาลราษจิตนี้ นามปรา กฎเฮย
เปนมหาธรรมา ธึกแท้
นิทานเรื่องนานา มีมาก
ชมว่าเลิศแล้วแล้ ยิ่งลํ้ากระษัตริย์หลาย ๚
๏ ความหมายในเรื่องนี้ หะซัน
คบเพื่อนมากมายครัน นับร้อย
ยามขัดสลัดพลัน แพลงหมด
คบบมีคุณน้อย หนึ่งให้ไภยขู ๚
๏ คบภูธเรศรเจ้า ธรณี ดลฤๅ
อาจส่งเปนกระษัตรีย์ ดุจพร้อง
คบถูกที่คนดี เดียวดุจ ร้อยแฮ
คบเพื่อนจำเพียรต้อง เลือกซ้ำหลายครา ๚
๏ เวลามีศุขล้น เหลือเหลิง
ปล่อยจิตรคิดละเลิง โล่งแล้ว
ถึงทุกข์แทบป่นเปิง เปลืองชีพ
เฟ้อนักมักไม่แคล้ว เหตุร้ายเร็วถึง ๚
๏ คำนึงรู้สึกแล้ว ละพยศ เสียเฮย
ดีจึ่งกลับปรากฎ อีกครั้ง
ลุลาภตราบตัวปลด ปลงชีพ
ควรอยุดสติยั้ง อย่าเต้นตื่นบุญ ๚
๏ เปนคุณแต่เท่านี้ แนะความ
นอกจากนั้นเหลือหลาม แหลกเปื้อน
เรียงเรียบเรื่องราวตาม ฉบับจบ ลงแฮ
สำหรับนักเลงเอื้อน อ่านเหล้นเห็นขัน ๚
๏ เกลาฉันท์กลั่นน้ำนับ เสมอสมาน กันฤๅ
เหลวแหลกบมีสาร สอบก้อน
สำหรับรงับดาล แดเร่า ร้อนแฮ
หยิบส่งลงหัถช้อน เชิดได้ในมือ ๚
๏ ถือไว้ไป่อยู่ช้า เหลวลลาย หมดเฮย
ฟังเที่ยวเดียวคืนคลาย จืดแล้ว
น้ำแขงคู่บรรยาย โคลงเรื่อง นี้แฮ
ได้แต่ยลยามแผ้ว แผ่วร้อนคราวเดียว ๚
๏ นึกเฉลียวเกรงปราชผู้ พานพบ
จักติเตียนปรารภ ว่าฟุ้ง
หนีแบบบเคยสบ หูแต่ เดิมแฮ
ฟังแต่ต้นจนคุ้ง จบล้วนตลกหลาม ๚
๏ เรียงตามฉบับข้าง อังกฤษ
กางสมุดออกประดิษฐ์ กาพย์นี้
ตามฉบับบได้คิด คเนแต่ง เองนา
อย่างเรื่องเขาคิดชี้ เช่นเพ้อพระอไภย ๚
๏ ผู้ใดทราบอ่านรู้ ภาษา
อังกฤษคงพบหา อ่านหง้าย
แต่คำรํ่าเรียงมา ไป่หมด เหมือนแฮ
เปนแต่เรื่องราวลม้าย ไม่เพี้ยนผิดความ ๚
๏ ยามทำบได้จด แปลเรียง ความเฮย
เปนแต่อ่านเองเพียง ทราบแล้ว
เติมบ้างตัดบ้างเคียง เทียบเรื่อง ง่ายแฮ
ใครใคร่ทราบเลอียดแผ้ว อ่านเบื้องฉบับบรรพ์ ๚
๏ เชิงฉันท์กลอนกาพย์ข้อง ขัดขวาง
อายจิตรคิดรคาง ครั่นคร้าม
วานใครช่วยคิดขนาง บทราบ ความแฮ
จนจิตรจำงุ่มหง้าม แต่งเหล้นตามแกน ๚
๏ แทนของแจกให้แก่ พระวงษ ปวงเฮย
ซึ่งเสด็จทุกพระองค์ พรั่งพร้อม
ในวันวิวิธมง คลเปลี่ยน ปีแฮ
ทราบเรื่องยลรูปน้อม จิตรให้ยินดี ๚
๏ ศรีสวัสดิ์สฤษดิ์พร้อม ไพรศาล โสตเทอญ
ทั่วพระวงษนฤบาล เบิกหน้า
ยืนชีพชุ่มศุขมาน ปราโมทย์
ยิ่งยศยั่งยืนช้า สิ่งเศร้าเสียสลาย ๚
๏ วายกิจกำหนดได้ หลายวาร
จึงนิพนธ์พจนสาร สืบไว้
บนานกลับมีการ กีดแทรก มาเฮย
แต่บอยุดยั้งให้ เนิ่นช้าเชือนไป ๚
๏ จนใจจะค่อยไค้ แคะทำ
ให้เพราะเจาะทุกคำ ไป่ได้
เกรงการจักมีสำ ทับหนัก มานา
แม้ว่าปีใหม่ใกล้ จักค้างเสียคราว ๚
๏ จำสาวราวรีบร้อน รนคิด
เพราะบเพราะตามจิตร ลวกแท้
การเล่นบเปนผิด ใดแผก พ้องแฮ
จงคิดขนาดแม้ เท่านี้วันทำ ๚
๏ เริ่มคำขึ้นแรกทั้ง วันลง จบแฮ
สองศุกรสบกันตรง ดั่งแกล้ง
ข้างขึ้นหกคํ่าผจง จบเจ็ด คํ่านา
เดือนเจ็ดจนแปดแสร้ง สฤษดิแล้วเสร็จลง ๚
๏ คงคิดยี่สิบเก้า วันวาร
นับว่าเดือนหนึ่งประมาณ หมดถ้อย
เรียงศกตกปีขาน สัมฤทธิ ศกแฮ
ศักราชพันสองร้อย สี่สร้อยมีสูญ ๚
๏ เพิ่มพูนแนะท้ายน่อย นามคิด ไว้แฮ
ชื่อนิทราชาคริช เรื่องนี้
แปลตรงดุจอังกฤษ เขาเรียก กันแฮ
เสนอเนื่องนักเลงชี้ ชื่ออ้างอ่านจำ ๚
๏ คำโคลง สุวภาพเพี้ยง พวงประพาฬ
ลิลิต เกบบรรสาร สอดร้อย
นิทรา เรื่องหลับปาน เคลิ้มจิตร เขานา
ชาคริช กลับเคลื่อนคล้อย ส่างเคลิ้มมัวหลง ๚
๏ กรมหมื่นพิชิตได้ ขวนขวาย
ตัดตกเติมคำขยาย ออกบ้าง
เลือกคัดดัดแปลงปลาย สัมผัศ กลอนแฮ
ไพเราะห์เสนาะอ้าง อรรถล้วนควรฟัง ๚
๏ ภายหลังจึ่งส่งให้ พระศรี
สุนทรโวหารมี ชื่อน้อย
เทียบทานถ่องอีกที หนึ่งเผื่อ พลั้งแฮ
สอบอักษรกลอนถ้อย ถูกถ้วนบริบูรณ ๚

ร่าย

๏ ภูลเพิ่มท้ายแถลงการ ปางเรียงสารพิมพกิจ
คิดแบ่งกันปันงาน ให้สอบทานทีละแท่น
เพื่อเหมาะแม่นอักษร กลอนสัมผัศเอกโท
โดยโบราณดำหรับ ข้อบังคับทั้งหลาย
บได้คลายคลาคลาศ พระเจ้าราชวรวงษ
พระองค์เจ้าบุตรี ปรีชาเชิงลิขิต
กรมหมื่นพิชิตเชี่ยวชาญ การโคลงกาพย์กลอนฉันท์
อีกเทวัญอุไทยวงษ์ คงแก่เรียนรู้มาก
มนุศย์นาคมานพ จบจิตรแจ้งเจนจัด
สวัศดิประวัติไวว่อง ถ่องวิทยายิ่งกระวี
พระศรีสุนทรโวหาร อาจาริย์ผู้รู้หลัก
นักงานตูอีกตน รวมเจ็ดคนค้นคิด
หาที่ผิดแคะไค้ บางคนได้ผิดกลอน
บางคนทอนเอกโท โวหารเห็นเพี้ยนผิด
ต่อเติมติดตกแซก บให้แปลกฉบับบรรพ์
อักษรอันพลั้งพลาด ขาดไม้น่านฤคหิต
ทัณฑฆาฎผิดพินขาด ตัวคล้อยคลาศขึ้นลง
วงฟองมันวิสัญชนี ตาใครดีหาพบ
มาบรรจบเจ็ดใบ เกบลงในใบหนึ่ง
จึ่งส่งไปให้แก้ เพื่อถ่องแท้ทุกคำ
ทำเยี่ยงนี้นิจกาล ตราบสิ้นสารสุดเรื่อง
ส่วนเครื่องพิมพ์พนักงาน การกรมขุนบดินทร์
เจ้าวัชรินทรตรวจจัด ตีเยบตัดอัดสมุด
บได้อยุดยับยั้ง พลั้งผิดบ้างคงหลาย
หมายบมั่นหมดใจ ในกระบวนโคลงฉันท์
อันไป่พลั้งไป่มี หนึ่งตีพิมพ์ก็ยาก
ผู้ตรวจมากหลายผู้ แต่ไป่รู้หมดผิด
ติดใจตรวจคราใด คงอยู่ในพบอีก
หลีกตาลอดไปบ้าง ฝ่ายข้างผู้พิมพ์การ
เรียบเรียงสารตามสอบ ไป่รอบคอบขาดเหลือ
เพราะฟั่นเฝืองวยงง คงยังคงผิดอยู่
คู่รับผิดไป่พ้น เกลือกผู้ค้นดูปะ
จะโจทท้วงทักทาย จงอย่าวายดำริห์
ตริความยากผู้แต่ง หลงลืมแห่งผู้ทาน
การลงพิมพ์เรวเร่ง เพ่งเห็นผิดพึงแปลง
ใดคลางแคลงสอบถาม ดัดแปลงตามแต่เพราะ
เพื่อเสนาะทั่วหน้า ยั่วจิตรนักเลงกล้า
แต่งเหล้นภายหลัง อีกเทอญ ๚

โคลง ๔

๏ รังเรื่องลิลิตนี้ นับประมาณ
ห้าเล่มเตมแน่นปาน เบียดแป้ง
ลงพิมพ์ผจงสาร สมุดเล่ม เดียวแฮ
วางกะระยะแสร้ง สฤษดิ์ให้เห็นสวย ๚
๏ ด้วยรอกระดาษช้า ไป่มา ถึงเฮย
เห็นจวบจวนเวลา เล่นแล้ว
จึ่งเร่งรีบเร็วหา กระดาษ ทำแฮ
พิศบผุดผ่องแผ้ว ผ่อนเพี้ยงพอการ ๚
๏ ขานสัมฤทธิศกสิ้น สุดปี
เดือนสี่เดือนเดียวมี ช่องเร้า
เร่งทันแจกราตรี ปาฏิบท
ปีใหม่มาเยี่ยมเข้า เขตรแล้วจุงเจริญ ๚
๏ จบ เรื่องอาหรับพู้น เพรงกาล
บ บกพร่องพิศดาร ถี่ถ้วน
ริ ทำรับทันงาน ปีใหม่ มาแฮ
บูรณ แบบโคลงร่ายล้วน หลากเบื้องโบราณ ๚


[๑] เปนประเทศตั้งอยู่หว่างทะเลแดง กับอ่าวเปอเซีย เรียกตามอังกฤษว่าอาเรเบีย ฯ

[๒] เปนเมืองอยู่ในประเทศเตอรกีข้างเอเซีย ตั้งอยู่ริมฝังนํ้า ชื่อตริคริสแลติจูดเหนือ ๓๓ ดีกรี ลองติจูด ๔๔ ดีกรีตวันออกอย่างอังกฤษ ฯ

[๓] ราชกิจสี่ประการนี้ คือธรรมสี่ประการชึ่งคัดมาแต่พระธรรมสาตร ในกฎหมายเล่ม ๑ น่า ๑๑ บันทัดที่ ๗ ฯ

[๔] ฮารูนเปนพระนามพระเจ้าแผ่นดินอาลราษจิดนั้น เปนสร้อยพระนาม แปลว่า ทรงธรรมในกระษัตรใหญ่ ในประเทศอาหรับ เตอรกี อีหยีปต์ เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองแบกแดด ซึ่งเปนเมืองหลวง ตั้งแต่จุลศักราช ๑๔๘ จน ๑๗๑ เปน ๒๓ ปี ฯ

[๕] เปนภาษาอาหรับ แปลว่าเจ้าแผ่นดิน แลผู้สืบต่อ คือสืบต่อมาจากมหมัด ฯ

[๖] เปนผู้ตั้งสาสนาแขก ฯ

[๗] เปนชื่อคนจะเรียกแต่อาบูคำหนึ่ง ฤๅหะซันคำหนึ่งก็ได้ ฯ

[๘] คัดมาแต่โคลงสุภาสิตบทที่ ๔๐๙ ซึ่งกรมสมเด็จพระเดชาดิศรทรง ฯ

[๙] เปนชื่อเมืองซึ่งตั้งอยู่ปลายน้ำตริคริส แลติดจูดเหนือ ๓๖ ดีกรี ลองติดจูด ๔๓ ดีกรีตวันออกอย่างอังกฤษ ฯ

[๑๐] เปนภาษาฝรั่งเศสความว่า เนื้อสัตว์ฉีกประสมกันหลายอย่างคล้ายกับยำญวน ฯ

[๑๑] เปนภาษาอาหรับแปลว่าพระแขกอย่างหนึ่ง แปลว่าเจ้าอย่างหนึ่ง แต่ในที่นี้ใช้ว่า พระแขก ฯ

[๑๒] เปนภาษาอาหรับแปลว่าหนังสืออ่าน แต่บัดนี้เขาใช้ว่าเปนชื่อคัมภีร์ เปนธรรมคำสั่งสอนของมหมัด ฯ

[๑๓] แป้งนี้เปนยาเบื่อเมาอย่างหนึ่ง ซึ่งกาหลิบเคยใช้วางคนให้หลับตามพระไทยประสงค์ ฯ

[๑๔] นมาศนี้ แปลว่าไหว้พระอย่างแขก ฯ

[๑๕] สปันช์เปนภาษาฝรั่งเศส แปลว่าฟองน้ำ ฯ

[๑๖] เปนภาษากรีก แปลตามศัพท์ว่า ผู้รักษาเก้าอี้ แต่ใช้เปนใจความว่า เปนพนักงานกรมวังฤๅชาวที่ ฯ

[๑๗] เมศรฤๅเมศเรอนั้น เปนชื่อขุนนางผู้ใหญ่ในกรมวัง ฯ

[๑๘] เมศเรอ เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในกรมวัง ฯ

[๑๙] พระเปนเจ้านี้ใช้ตามสำนวนแขกที่มักอ้างขื่อ อาหล่า ซึ่งเปนผู้สร้างของเขาบ่อยๆ ฯ

[๒๐] เปนชื่อเสนาบดีตัวโปรดของกาหลิบ นับหนึ่งว่าเปนโอรสของกาหลิบด้วย ฯ

[๒๑] แครนด์เปนภาษาอังก­­ฤษ แปลว่าใหญ่ วิเซียนั้นเปนภาษาอาหรับ แปลตามศัพท์ว่าผู้แบกแลตรงกับจัตตุสดมภ์ ฯ

[๒๒] เปนชี่อเสนาบดีตัวโปรดของกาหลิบ นัยหนี่งว่าเปนโอรสของกาหลิบด้วย ฯ

[๒๓] โปลิศเปนภาษาอังกฤษแปลว่ากรมนครบาล ฯ

[๒๔] จอบคำนี้แปลออกจากคำที่ว่าเรก เปนชื่อของมารดาอาบูหะซัน ฯ

[๒๕] คำนี้แปลจากคำอังกฤษที่ว่ามูนไลต์ เปนชื่อนางใน เพราะฉบับอังกฤษไม่ออก ชื่อแขกเหมือนอย่างอาบู ฯ

[๒๖] แปลจากซันไชน์ เปนชื่อนางในเหมือนกัน ฯ

[๒๗] แปลจากหาดดีไลต์ เปนชื่อนางในเหมือนกัน ฯ

[๒๘] แปลจากไอยดิไลต์ เปนชื่อนางในเหมือนกัน ฯ

[๒๙] แปลจากคอรัลลิบส เปนชื่อนางในเหมือนกัน ฯ

[๓๐] แปลจากอาลบาสเตอเนก เปนชื่อนางในเหมือนกัน ฯ

[๓๑] แปลจากซุคาเคน เปนชื่อนางในเหมือนกัน ฯ

[๓๒] แปลมาจากหาตเชน เปนชื่อนางในเหมือนกัน ฯ

[๓๓] แปลมาจากโซลตอเมนต์ เปนชื่อนางในเหมือนกัน ฯ

[๓๔] แปลว่าจากคลัสเตอออฟเปอล เปนชื่อนางในเหมือนกัน ฯ

[๓๕] แปลมาจากวีนัส เปนชื่อนางในเหมอนกันฯ

[๓๖] แปลมาจากเดไลต์ เปนชื่อนางในเหมือนกัน ฯ

[๓๗] ผู้ถือสาสนามหมัด ผู้ที่เปนชาวเมืองโมสเลม ฯ

[๓๘] ภาษาอังกฤษ ๗ วัน เรียกว่าวิกหนึ่ง ฯ

[๓๙] นี้มีในพระราชกำหนดเก่ากฎ ๕๐ กฎหมายเล่ม ๒ น่า ๓๘๑ กับมีเพิ่มเติมอุดหนุนในพระราชกำหนดใหม่กฎ ๓๘ น่า ๔๘๙ นั้นอีก ฯ

[๔๐] เปนชื่อพระอรรคมเหษีของกาหลิบ ฯ

[๔๑] เปนชื่อนางข้าหลวงพระมเหษี จะเรียกแต่อัวดัดก็ได้ นอซาตอลก็ได้ ฯ

[๔๒] เปนเมืองอยู่ในอาหรับ ใกล้ทเลแดง แลติจุดเหนือ ๒๑ ดิกรี ลองติจุด ๔๕ ดิกรี ตวันออกอังกฤษ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ