๏ จะกล่าวถึงเรื่องขุนศรีธนญไชย |
บุราณท่านเล่าไว้นานนักหนา |
หวังให้แจ้งคนดีมีปัญญา |
กู้ภาราด้วยความคิดบิดวาที |
ยังมีราชนิเวศน์เขตรสถาน |
ป้อมปราการสูงใหญ่เปนศักดิศรี |
บริบูรณ์ภูลสมบัติสวัสดี |
นามว่าเมืองทวาลีเลิศนคร |
ชนชาวภารากว่าห้าแสน |
เนืองแน่นคั่งคับสลับสลอน |
ตั้งเคหารายรอบขอบนคร |
ราษฎรแสนศุขสนุกสบาย |
ฝ่ายจอมพระนครินทร์ปิ่นประชา |
สมญาทวาละเลิศเฉิดฉาย |
ข้าศึกศัตรูหมู่คิดร้าย |
ไม่กล้ำกรายสยองเกล้าทุกท้าวไท |
พระเกียรติยศปรากฎในใต้หล้า |
ดังมหาจักรพรรดิกระษัตริย์ใหญ่ |
พร้อมจัตุรงค์มหาเสนาใน |
ม้ารถคชไกรทหารเดิน |
สนมนางพ่างเพียงอับศรสวรรค์ |
หมื่นหกพันหน้านวลควรสรรเสริญ |
โฉมสำอางงามจริตต้องจิตรเพลิน |
รุ่นจำเริญผิวผ่องดังทองทา |
ส่วนพระจอมเทพีศรีสมร |
นามกรชื่อสุวรรณบุบผา |
ทรงโฉมประโลมใจไนยนา |
เปนใหญ่กว่าแสนสุรางค์เหล่านางใน |
ได้ว่ากล่าวเถ้าแก่หลวงแม่เจ้า |
โขลนจ่าหมอบเฝ้าเรียงไสว |
เธอสิทธิขาดราชการงานฝ่ายใน |
บำเรอไทธิบดินทร์นรินทร ๚ |
๏ ในเมืองมีบ้านพราหมณ์รามราช |
เปนครูฉลาดรอบรู้ธนูศร |
ทั้งชำนาญไตรเพทวิเศษขจร |
อิกตำราพยากรณ์ฝันร้ายดี |
เปนทิศาปาโมกข์โฉลกฤกษ์ |
เอิกเกริกฦๅฟุ้งทั้งกรุงศรี |
ทั้งภรรยานงรามพราหมณี |
รู้วิธีทายสุบินสิ้นทั้งมวญ ๚ |
๏ ยังมีสองสามีภิริยา |
ตั้งเคหาอยู่ริมไร่ใกล้เขตรสวน |
หมื่นดั้นผู้ภัศดาเคหาซวน |
เสาโย้จวนจะพังต้องรั้งโย้ |
ภรรยาชื่อยายปลีเมื่อมีครรภ์ |
นิมิตรฝันแปลกเพื่อนเชือนโยโส |
ว่ากินหยากเยื่อลองจนท้องโต |
ดังคนโซกวาดกินสิ้นทั้งเมือง |
ครั้นตื่นขึ้นคิดขันฝันเราหนอ |
จะเกิดก่อทุกข์ไฉนไม่รู้เรื่อง |
ถามหมื่นดั้นจนใจให้ขุ่นเคือง |
จึงย่างเยื้องไปหาพฤฒาจารย์ |
เมื่อวันนั้นท่านครูหาอยู่ไม่ |
จึงวอนไหว้พราหมณีแถลงสาร |
เล่าฝันกับภรรยาท่านอาจารย์ |
โปรดดีฉานช่วยทายร้ายฤๅดี ๚ |
๏ ครานั้นท่านภรรยาพฤฒาเถ้า |
ได้ฟังเล่าในฝันนั้นถ้วนถี่ |
จึงทำนายทายฝันให้ยายปลี |
ว่าจะมีบุตรชายปรีชาคำ |
พูดจาแคล่วคล่องว่องไวนัก |
รู้หลักลอดคนข้อคำขำ |
เปนตลกหลวงดีมีคนยำ |
ท่านจงจำไว้เถิดประเสริฐชาย |
ส่วนยายปลีได้ฟังทำนายฝัน |
ก็อภิวันท์ลามาด้วยสมหมาย |
ประคับประคองท้องไว้ไม่ระคาย |
ค่อยสบายหายทุกข์เปนศุขใจ ๚ |
๏ ครานั้นท่านพราหมณ์พฤฒาจารย์ |
กลับมายังสถานที่อาไศรย |
ฝ่ายภรรยาก็เล่าความตามทายไป |
กลัวจะไม่ถูกตำราสามีตน |
พฤฒาเถ้าฟังเล่าทำนายฝัน |
หุนหันว่าเจ้าทายไม่เปนผล |
บุตรเขาดีจะเปนที่เจ้านายคน |
ทำนายผิดจะไม่พ้นอันตราย |
อิกเจ็ดวันฟ้าจะผ่าศีศะเจ้า |
นางฟังเล่าร้อนตัวกลัวใจหาย |
ให้อัดอั้นสั่นระรัวทั่วทั้งกาย |
ว่าท่านช่วยคิดอุบายให้พ้นไภย |
ฝ่ายว่าทิศาปาโมกข์เถ้า |
ช่วยแบ่งเบาทำตามคัมภีร์ไสย |
ปั้นรูปพราหมณีใส่ชื่อใน |
ไปตั้งไว้ห่างบ้านสถานตน |
แล้วเอาขันครอบศีศะที่รูปปั้น |
พอเจ็ดวันมืดกลุ้มคลุ้มเมฆฝน |
ครั่นครื้นเสียงฟ้าคำรามรน |
พอเม็ดฝนตกต้องลอองปราย |
อสนีฟาดเปรี้ยงเสียงสท้าน |
ผ่ากระบานรูปปั้นขันสลาย |
พราหมณีก็รอดจากความตาย |
ด้วยอุบายภัศดาพฤฒาจารย์ |
จึงมิให้ใช้ขันรองน้ำฝน |
ทุกตัวคนทั่วประเทศเขตรสถาน |
กลัวฟ้าจะผ่าขันด้วยบันดาล |
ตลอดกาลจนทุกวันท่านกล่าวมา ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ |
เลิศลบแดนไตรในใต้หล้า |
ดำรงเมืองเรืองยศปรากฎมา |
แสนสำราญโรคาไม่ยายี |
ร่วมภิรมย์สมสวาดินาฎนาเรศ |
ซึ่งเปนเกษกำนัลนารีศรี |
นางทรงครรภ์สิบเดือนกำหนดมี |
จวนจะคลอดเทพีรัญจวนใจ |
ให้ป่วนปวดรวดเร้าเศร้าโทมนัศ |
พร้อมแพทย์แออัดอยู่ไสว |
หมอตำแยอยู่งานนางทรามไวย |
เวลาได้ฤกษ์ประสูตรพระกุมาร ๚ |
๏ ฝ่ายพระจอมทวาลีบุรีราช |
บรมนารถเห็นโอรสยอดสงสาร |
จึงให้โหราพฤฒาจารย์ |
ดูลักษณกุมารดวงชตา |
คูณหารสอบสวนทบทวนไป |
ก็แจ้งใจคืนวันพระชัณษา |
จึงกราบทูลว่าองค์กุมารา |
มีบุญญาธิการกล้าหาญครัน |
มีเดชะอำนาจราชศักดิ |
ปรปักษ์ทั่วทิศกลัวฤทธิพรั่น |
แต่เลี้ยงเธอยากนักหนักอกครัน |
ถ้าได้กุมารร่วมวันทันเวลา |
เมื่อประสูตรโอรสยศไกร |
หาให้ได้เหมือนกันกับชัณษา |
มาเลี้ยงด้วยกันกับราชบุตรา |
กุมาราจึงเจริญไม่มีไภย ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงวัง |
ได้ทรงฟังโหรแจ้งแถลงไข |
จึงเอื้อนอรรถตรัสสั่งเสนาใน |
เอาฆ้องไปตีประกาศราษฎร |
ว่าผู้ใดคลอดบุตรเมื่อวันวาน |
พระโองการต้องประสงค์อย่าเร้นซ่อน |
จะทรงเลี้ยงเคียงดไนยไม่อาทร |
ทั่วนครใครมีบุตรบุรุษชาย |
จงบอกความตามจริงอย่านิ่งช้า |
ข้าจะพาบุตรเจ้าเข้าถวาย |
อำมาตย์ตีฆ้องพลางทางภิปราย |
ถึงบ้านยายปลีที่ฝันขันพิกล |
ความว่าเมื่อภรรยาพฤฒาเถ้า |
ทำนายฝันตามเล่าซึ่งเหตุผล |
ยายปลีมีครรภ์ได้สิบเดือนดล |
คลอดบุตรตนเปนชายโฉมโสภา |
ฤกษ์ยามเวลาก็พร้อมกัน |
กับจอมขวัญประสูตรโอรสา |
เมื่ออำมาตย์ตีฆ้องร้องป่าวมา |
ตกประหม่าไม่มีขวัญตัวสั่นงก |
ครั้นจะนิ่งปิดความว่าไม่มี |
พระองค์ทราบคดีว่าโกหก |
จะลงโทษกายระบมตรมอกฟก |
นึกแล้วอุ้มทารกมาบอกความ ๚ |
๏ ครานั้นเสนาข้าราชการ |
ฟังว่าขานสอบไล่ซักไซ้ถาม |
รู้แน่ว่าเด็กนั้นพร้อมฤกษ์ยาม |
กับโอรสจอมสยามทวาลี |
จึงรับเอากุมารามาถวาย |
ทูลดังยายมารดาว่าถ้วนถี่ |
ฝ่ายพระจอมภาราทวาลี |
ฟังวาทีเสวกาปรีดาครัน |
โปรดให้หานางนมแลพี่เลี้ยง |
ประคองเคียงรักษาทารกนั่น |
ให้โอรสอย่างไรก็ให้ปัน |
แก่กุมารคนนั้นเหมือนกันมา |
จนสองกุมารชัณษาสิบห้าปี |
โปรดให้เรียนตระบองกระบี่ตีศึกษา |
กระบวนรบครบอย่างขี่ช้างม้า |
พุ่งสาตรายิงแทงแผลงธนู |
อิกให้เรียนไตรเพทเวทมนต์ขลัง |
คงจังงังทรหดอดทนสู้ |
แคล้วคลาศสารพัดหัดให้รู้ |
ทรงเอนดูสองราเมตตานัก |
ครั้นอยู่มาจอมประชาชราร่าง |
โรคหลายอย่างก่อกวนประชวรหนัก |
ตรัสเรียกสองดไนยผู้ยอดรัก |
มอบมไหไตรจักรให้ครอบครอง |
ประทานราโชวาทประสาทให้ |
รักใคร่อย่าเดียดฉันกันทั้งสอง |
อย่าข่มเหงต่อยตีเหมือนพี่น้อง |
เจ้าปรองดองสองรารักษาเมือง |
แม้นว่าน้องพ้องผิดโทษถึงฆ่า |
ได้เมตตาปัดเป่าให้เบาเปลื้อง |
อย่าขุ่นแค้นฆ่าฟันเลยขวัญเมือง |
ถ้าขัดเคืองอดออมถนอมกัน |
หนึ่งขุนนางข้าเฝ้าเหล่าทั้งหลาย |
จงแจกจ่ายเบี้ยหวัดดูจัดสรร |
ผู้ใดมีความชอบตอบรางวัล |
ให้แบ่งปันสนองคุณการุญรัก |
เงินตราผ้าพานทองคำให้ |
เครื่องกาไหล่เครื่องถมแลสมปัก |
เสลี่ยงแคร่กระบี่สายสพายสพัก |
สมยศศักดิความชอบจงตอบแทน |
ราษฎรทั่วประเทศในเขตรขัณฑ์ |
อย่าเบียนมันให้ทุกข์ร้อนค่อนแค่น |
จงเมตตาคนจนขัดสนแกน |
ทุกด้าวแดนให้เปนศุขสนุกใจ |
สมณะชีพราหมณ์อย่าหยามหยาบ |
เกรงกลัวบาปละปลดอดจิตรให้ |
ควรบำรุงสงเคราะห์สักเพียงไร |
ก็จงให้พองามตามศรัทธา |
หนึ่งข้าเฝ้าเหล่าขุนนางต่างตำแหน่ง |
แม้นระแวงราชกิจผิดนักหนา |
จะลงโทษก็ให้ต้องตามอาชญา |
ฤๅหนึ่งถ้าทัณฑกรรมทำพอควร |
อย่ามากมูลโทษะมนะผิด |
ควรคิดโดยระบอบสอบไต่สวน |
ควรเฆี่ยนควรขังเชือกหนังทวน |
จำโซ่ตรวนขื่อคาอย่าทำเกิน |
พ่อจำคำบิดาสั่งตั้งความสัตย์ |
แม้นปฏิบัติซื่อตรงคงสรรเสริญ |
ราชการภาราพ่ออย่าเมิน |
อย่าหลงเพลินนางในไม่ได้การ |
พระโอรสฟังโองการประทานสอน |
โอนอ่อนเศียรคำนับรับสั่งสาร |
ทั้งราชบุตรบุญธรรมก้มกราบกราน |
รับโอวาทซึ่งประทานด้วยเศียรตน ๚ |
๏ ฝ่ายพระองค์จอมเจิมเฉลิมโลก |
ประชวรโรคแรงกล้าดังห่าฝน |
สิ้นกำลังลมปราณเหลือทานทน |
สวรรคตอยู่บนพระแท่นทอง ๚ |
๏ ครานั้นเสวกามหาอำมาตย์ |
เกลื่อนกลาดแออัดจัดสิ่งของ |
เครื่องสูงแตรสังข์พระโกษฐทอง |
จ่าปี่จ่ากลองเรียกร้องมา |
กลองชนะเปิงมางวางเตรียมไว้ |
ชั้นแว่นฟ้ารีบไปยกคอยท่า |
คู่เคียงพระเสลี่ยงเทวดา |
โปรยมาลาเข้าตอกบอกมาคอย |
พระสงฆ์นำน่าฉานอ่านหนังสือ |
สังฆ์การีวิ่งปรื๋อไม่ล้าถอย |
เผดียงราชาคณะวัดพระลอย |
ไวไวหน่อยเถิดเจ้าคุณวุ่นเต็มที |
ฝ่ายว่าราชาคณะพระญาณสิทธิ์ |
ซึ่งสถิตย์วัดพระลอยก็เร็วรี่ |
รีบครองผ้าเรียกศิษย์ได้ตามมี |
สังฆ์การีพามาพักคอยชักนำ ๚ |
๏ ครานั้นจึงพระราชกุมาร |
เชิญพระศพสรงสนานจนจวนค่ำ |
มาลาภูษาถวายเครื่องทรงประจำ |
เครื่องต้นล้วนทองคำลงยาดี |
ทรงเครื่องต้นเสร็จสรรพสำหรับกระษัตริย์ |
เชิญเข้าโกษฐเนาวรัตน์มณีศรี |
ประโคมแตรสังข์สนั่นลั่นดนตรี |
กลองชนะพร้อมตีเสียงมี่วัง |
ฝ่ายพวกกระบวนแห่เสียงแซ่ซ้อง |
ตั้งกระบวนเปนกองคอยรับสั่ง |
ได้เวลาพระศพออกจากวัง |
ดูสพรั่งกระบวนแห่แลหลามมา |
พวกตั้งชั้นแว่นฟ้าเสนาภิมุข |
ชาดสีสุกทาซ่อมที่คร่ำคร่า |
ช่างรักปิดทองผ่องจับตา |
ช่างกระจกประดับประดาที่ชำรุด |
เครื่องแก้วตั้งคลังพิมานอากาศจัด |
ศุภรัตขนผ้าไตรอุดตลุด |
รักษาองค์เติมน้ำมันฟั่นชุด |
รายกันจุดอัจกลับสับสนครัน |
แห่พระศพถึงที่นั่งมังคลา |
เชิญตั้งแท่นแว่นฟ้างามเฉิดฉัน |
เรียงรอบเครื่องสูงลายสุวรรณ |
จามรทานตวันพัดโบกราย |
กลิ้งกลดบดบังพระสุริยันต์ |
หักทองขวางห้าชั้นอิกชุมสาย |
แว่นทองปักกระเสตขันทองพราย |
บุบผาพวงห้อยรายกลิ่นขจร |
ข้าราชการกราบราบศิโรตม์ |
ถวายบังคมบรมโกษฐสท้อนถอน |
ฤไทยโทมนัศาให้อาวรณ์ |
พิไรรักภูธรสิ้นทุกคน ๚ |
๏ ฝ่ายพระราชโอรสยศไกร |
เสด็จมาโศกาไลยพิไรบ่น |
พระราชบุตรบุญธรรมก็ทุกข์ทน |
น้ำสุชลไหลหลั่งนั่งโศกา |
ครั้นจัดแต่งตั้งพระศพครบครัน |
สดัปกรณ์นับพันไตรสิบห้า |
พระสงฆ์เนื่องแน่นหลามตามชลา |
พระราชาคณะได้ไตรทุกองค์ |
เสร็จทำกุศลกิจอุทิศไป |
ถวายไทชนกนารถราชหงษ์ |
จึงสมเด็จโอรสยิ่งยศยง |
เสด็จลงจากปราสาทลีลาศมา |
พวกร้องไห้นางในก็ส่งเสียง |
เสนาะสำเนียงว่าพระพุทธเจ้าข้า |
พระร่มโพธิทองล่องสู่ฟ้า |
เสด็จไปชั้นใดข้าจะตามไป |
โอ้พระร่มโพธิแก้วลับแล้วลิบ |
เสวยทิพพิมานสถานไหน |
ข้าน้อยพยายามจะตามไป |
ไม่ทิ้งไทนฤเบศร์เกษประชา ๚ |
๏ ครานั้นหมู่อำมาตย์ข้าราชการ |
กับพระราชกุมารโอรสา |
พร้อมกันกะเกณฑ์การฌาปนา |
ทำมหาเมรุปรางค์ตามอย่างยศ |
สูงเส้นห้าวาสง่าสนาม |
เมรุทิศงามสามสร้างต้องอย่างหมด |
เมรุทองในเครื่องชั้นเปนหลั่นลด |
ต้องแบบตามบททุกสิ่งอัน |
ราชวัตรฉัตรทองฉัตรเงินนาก |
แลหลากตั้งสลับลำดับคั่น |
ฉัตรเบญจรงค์รายออกนอกอิกชั้น |
ตลอดกั้นราชวัตรขนัดแนว |
ราชวัตรฉัตรรายทางข้างถนน |
ทางสถลที่จะแห่แลเปนแถว |
โรงการเล่นเต้นรำทำเสร็จแล้ว |
ท้องสนามกวาดแผ้วสอาดเตียน |
โรงรำช่องระทาระดาดาษ |
เอาแผงลาดหลังคาทาเครื่องเขียน |
กั้นฉากวาดดูงามเรื่องรามเกียรติ์ |
ล้วนแนบเนียนน่าสนุกทุกโรงงาน |
หกคเมนลอดบ่วงห่วงห้อยเสา |
ติดต่อเข้าสามต่อสูงตระหง่าน |
รำแพนเสาไต่ลวดสูงลิ่วทยาน |
ตามอย่างงานบรมศพมีครบครัน |
เตรียมการเสร็จทุกด้านงานกำหนด |
เชิญพระโกษฐขึ้นรถแห่สนั่น |
เข้าพระเมรุสมโภชสิบห้าวัน |
ถวายพระเพลิงทรงธรรม์กระษัตรา |
สมโภชพระอัฐิลอยอังคาร |
เสร็จการเชิญอัฐิขึ้นรัถา |
แห่เข้าสู่พระนครา |
เหล่าเสวกาโศกเศร้าเฝ้าพิไร |
จึงประชุมมาตยามหาอำมาตย์ |
จะยกราชโอรสครองกรุงใหญ่ |
เห็นพร้อมกันต่างอำนวยอวยไชย |
จึงหมายให้จัดราชาภิเศกการ |
เกณฑ์กันทำการทุกด้านทาง |
ตามอย่างขัติยามหาศาล |
อภิเศกพระราชกุมาร |
ให้ขึ้นผานทวาลีบุรีรมย์ |
ถวายพระนามเหมือนพระราชบิดา |
ว่าทวาลีราชองอาจสม |
พระเดชาปรากฎยศอุดม |
ครองบรมธานีศรีโสภา |
จึงให้กุมารบุญธรรม์นั้นไปบวช |
เล่าเรียนสวดพระคัมภีร์มีสิกขา |
เปนสามเณรอยู่กับพระครูบา |
จันทสุปิงสมญาพระอาจารย์ ๚ |
๏ มาวันหนึ่งพระครูผู้ที่บวช |
ท่านไปสวดในป่าช้ากลับสถาน |
ได้อ้อยมาจึงควั่นข้อให้ทาน |
สามเณรกุมารบุตรบุญธรรม์ |
ตัวท่านฉันกลางที่หว่างข้อ |
สามเณรก็ไม่ขอกลางปล้องฉัน |
ตั้งแต่กินข้ออ้อยไปวันนั้น |
มีปัญญามากครันแปลกกว่าคน |
จึงคิดทายปฤษณาพระอาจารย์ |
ห้าข้อไม่วิตถารปัญญาต้น |
ลองความรู้พระครูอาจารย์ตน |
มาทายชนเข้ากับรังดังพูดกัน |
ในบทปถมังดังเวหา |
ที่สองว่าชาโตเปนข้อขัน |
คูชลามิคาลำดับกัน |
เปนที่สามด้นดั้นปัญหาเณร |
จัตวาติตานี้ที่สี่แถลง |
แปะ ๆ ปะๆ มาแจ้งมหาเถร |
ถามว่าได้แก่อะไรให้ชัดเจน |
พระฟังเณรตรองปัญหาปัญญาตัน |
ค้นคัมภีร์มีในตู้ดูไม่เห็น |
ก็นิ่งเว้นมาสามทิวาคั่น |
นั่งคิดนอนคิดให้มิดตัน |
ต่อได้ฉันแกงหมูจึงรู้ความ |
บอกแก่สามเณรว่าคิดได้ |
ปัญญาที่แคะไค้เอามาถาม |
ดังเวหาคืองาช้างงอนงาม |
ชาโตตามบทมาว่าคางคก |
คูชลามิคาคือครุเก่า |
ชันที่เขายาไว้ร่วงไหลตก |
รั่วร้ำคร่ำคร่ามาหลายยก |
ถลอกถลกละลายเหลวเลอะเทอะ |
จัตวาตีตาตีรั้วบ้าน |
ทั้งข้อตาตีปสานใส่ออกเปรอะ |
แปะ ๆ ปะ ๆ ปฤษณาว่าเคอะ |
ควายกินหญ้าคี่เลอะหยดย้อยไป |
แต่แรกคิดว่าจะฦกลับนักหนา |
มิรู้ว่าความตื้นอยู่ใกล้ใกล้ |
เจ้าสามเณรฟังทายถูกในใจ |
ชมพระครูผู้ใหญ่ว่าดีจริง ๚ |
๏ จะกล่าวถึงพวกลาวชาวส่วยเมี่ยง |
มาแต่เวียงหาบกระบอกกตุ้งกติ้ง |
ห้าร้อยบอกหนักบ่าในตาวิง |
ถึงตลิ่งจะข้ามฝั่งนั่งหยุดพัก |
เมื่อวันนั้นสามเณรมาสรงน้ำ |
เห็นพวกลาวพุงดำล้วนลายสัก |
กระบอกผูกพวงวางพลางถามทัก |
กระบอกรักฤๅอะไรไปไหนมา |
ฝ่ายว่าลาวชาวเวียงส่วยเมี่ยงหลวง |
บอกว่าข้อยทั้งปวงอยู่เมืองป่า |
เปนชาวเวียงส่วยเมี่ยงจึงขนมา |
พักที่ท่าหมายจะข้ามฝั่งนที |
อันแม่น้ำนี้ตื้นฤๅฦกมาก |
ข้อยทั้งปวงนี้อยากข้ามที่นี่ |
จะข้ามได้ฤๅมิได้ในชลธี |
แจ้งคดีมาหน่อยข้อยขอฟัง |
ฝ่ายเจ้าเณรฟังพวกส่วยเมี่ยงถาม |
จึงบอกความว่าน้ำตื้นพอยืนหยั่ง |
แต่จะข้ามนั้นขัดสนพ้นกำลัง |
แกจงรั้งรอก่อนผันผ่อนคิด |
ลาวเวียงไม่ทันตรองร้องว่าไป |
จะข้ามให้ได้ถึงฝั่งสมดังจิตร |
ถ้าข้ามได้แล้วจั่วจะกลัวฤทธิ |
ฤๅพนันกันสักนิดก็เล่นกัน |
เณรถามว่าถ้าข้ามไปไม่ได้ |
พี่จะเอาอะไรมาให้ฉัน |
พวกส่วยเมี่ยงว่าจะให้เมี่ยงทั้งนั้น |
แม้นข้ามได้เณรจะปันให้อะไร |
สามเณรตอบว่าข้ามถึงฝั่ง |
ข้าจะรังวัลสบงอังสะให้ |
แต่เมี่ยงหลวงมาให้ปันฉันตกใจ |
จะมาไถ่สินพนันนั่นนึกกลัว |
ฝ่ายพวกส่วยตอบว่าถึงของหลวง |
มิใช่ช่วงชิงแย่งเจ้าอยู่หัว |
ถึงมาเสียสินพนันไม่พันพัว |
ให้พ่อจั่วแล้วจะใช้ให้อื่นแทน |
ครั้นพูดจานัดหมายกันแม่นมั่น |
ชาวเวียงก็นุ่งพันผ้าให้แน่น |
แล้วหิ้วเมี่ยงท่องน้ำมาตามแกน |
ถึงฝั่งแหงนเงยหน้าว่ากับเณร |
ข้อยข้ามมาถึงฝั่งดังพนัน |
จะให้ปันสบงก็ให้เถิดพี่เถร |
อย่าช้าเลยจะไปส่งของส่วยเกณฑ์ |
เร็วพ่อเณรข้อยจะลาเข้าธานี |
สามเณรตอบว่าข้าไม่ให้ |
เดิมว่าไว้ว่าจะข้ามเล่นท่องหนี |
ซึ่งท่องน้ำลุยมาในวารี |
ที่ตรงนี้ไม่ว่ากันในสัญญา |
แกเหล่านี้ลุยน้ำท่องมาฝั่ง |
ไม่เหมือนดังพูดไว้ที่ได้ว่า |
จะยึดเอาเมี่ยงทั้งหมดที่เอามา |
ไม่ข้ามดังสัญญาที่พาที ๚ |
๏ ว่าแล้วเณรก็ริบเอาเมี่ยงหมด |
พวกส่วยหน้าสลดไม่มีศรี |
จึงมาเรียนต่อท่านเสนาบดี |
ให้ทูลใต้ฝ่าธุลีพระทรงธรรม์ ๚ |
๏ ครานั้นเจ้าพระยาอธิบดี |
ฟังวาทีพวกลาวส่วยว่าแขงขัน |
แจ้งข้อความตามเรื่องเณรพนัน |
เอาเมี่ยงส่วยกึ่งพันของชาวเวียง |
จึงกราบทูลพระองค์ผู้ทรงภพ |
ไปจนจบตามเรื่องพนันเมี่ยง |
แล้วแต่จะโปรดโทษลาวเชียง |
หมอบเมียงคอยฟังพระโองการ ๚ |
๏ ฝ่ายพระจอมนรินทร์ปิ่นประชา |
ได้ฟังว่าเณรนั้นทำอาจหาญ |
เล่นพนันกันกับลาวฉาวสท้าน |
อยากฟังคำให้การจะอย่างไร |
จึงดำรัสให้หาเณรเข้ามา |
ตรัสถามว่าพนันเล่นเปนไฉน |
เณรถวายพรองค์พระทรงไชย |
ทูลไปตั้งแต่ต้นจนจบปลาย |
ได้ทรงฟังก็ดำริห์ตริตรึกตาม |
ข้อความโดยทำนองทั้งสองฝ่าย |
จึงดำรัสว่าไม่ควรจะวุ่นวาย |
อย่าเสียดายคิดเงินให้กับเณร |
ตามมีสักสี่ซ้าห้าบาท |
เจ้ากูฉลาดคำคมคารมเถร |
ให้เปนเลิกอย่าเซ้าซี้จะมีเวร |
เงินประเคนเจ้ากูอย่าสู้ความ ๚ |
๏ ฝ่ายสามเณรได้ฟังรับสั่งโปรด |
ไม่มีโทษกลับจะได้เงินหลายย่าม |
ก็รีบมากุฎีที่อาราม |
ยืมบาตรตามพระสงฆ์ลงบันได |
ถือบาตรห้าฝาสี่ขมีขมัน |
เข้าวังพลันแล้ววางบาตรลงให้ |
ว่ามีพระราชโองการมาอย่างไร |
ฉันมิได้ล่วงละพระบัญชา |
รับสั่งให้ใช้เงินแทนเมี่ยงส่วย |
จึงไปฉวยฝามาสี่แต่บาตรห้า |
แน่พวกส่วยจงตวงเอาเงินมา |
ให้เต็มบาตรเต็มฝาจะลาไป ๚ |
๏ พวกส่วยเห็นบาตรห้าฝาถึงสี่ |
สุดคิดด้วยไม่มีเงินจะให้ |
ปฤกษากันต่างคนต่างจนใจ |
เราจะได้เงินตราไหนมาพอ |
แม้นขายตัวลงทั้งหมดยังลดหย่อน |
เหลือจะผ่อนแบ่งเบาแล้วเราหนอ |
สิ้นปัญญานิ่งนั่งดังหลักตอ |
จึงทูลข้อขัดสนพ้นกำลัง ๚ |
๏ ครานั้นจอมนรินทร์บดินทร์สูร |
ทรงฟังทูลเรื่องเณรเหมือนบ้าหลัง |
จึงดำรัสโปรดให้ไขพระคลัง |
ขนเงินใส่บาตรทั้งห้าบาตรพระ |
อิกสั่งให้ใส่ฝาครบทั้งสี่ |
ใช้หนี้เณรแทนพวกเลี้ยงจะกละ |
พวกลาวถวายบังคมก้มคารวะ |
ขอเดชะทูลยกพระเกียรติยศ |
แล้วทูลลากลับหลังยังบ้านตน |
ฝ่ายพระจอมจุมพลให้รวมจด |
เปนเงินสี่ร้อยชั่งเศษยังลด |
อิกสี่ชั่งคิดปะชดถ้วนห้าร้อย |
จึงทรงดำริห์ว่าเณรปัญญามาก |
คนเช่นนี้หายากไม่ชั่วถ่อย |
ถ้าได้เลี้ยงเป็นมนตรีดีไม่น้อย |
จะใช้สอยแคล่วคล่องเห็นว่องไว |
จึงโปรดให้เณรสึกทำราชการ |
เณรไปลาอาจารย์ท่านผู้ใหญ่ |
รีบสึกออกมาข้าจะใช้ |
เณรก็ไปลาสิกขาสึกมาพลัน ๚ |
๏ คนทั้งหลายเรียกนามว่าเชียงเมี่ยง |
ได้ชื่อเสียงตามเหตุพนันขัน |
เพราะชนะเรื่องเมี่ยงซึ่งเถียงกัน |
ได้รางวัลเงินตราเกือบห้าร้อย ๚ |
๏ ฝ่ายเชียงเมี่ยงก็ได้มาเปนข้าเฝ้า |
หมั่นเข้าวังให้ทรงใช้สอย |
ไม่ไกลบาทจอมนราอุส่าห์คอย |
ให้ใช้เล็กใช้น้อยข้างน่าใน |
ท้าวเธอไม่รังเกียจเดียดฉัน |
แพรพรรณปูนบำนาญประทานให้ |
ทั้งเงินตราผ้าเสื้อจนเหลือใช้ |
เข้าข้างในออกข้างน่าไม่ว่ากัน |
อยู่มาวันหนึ่งเจ้าจอมสถาน |
เสวยพระกระยาหารให้อัดอั้น |
มิใคร่ได้มาหลายทิวาวัน |
พระทรงธรรม์ให้หาเชียงเมี่ยงมา |
ดำรัสว่ากูกินเข้าไม่ค่อยได้ |
ทำอย่างไรจึงจะค่อยมีรศหวา |
เชียงเมี่ยงทูลมูลคดีว่ามียา |
ให้เสวยโภชนามากมีรศ |
ดำรัสว่าเองเอายามาให้กู |
จะกินแก้ลองดูให้ปรากฎ |
เชียงเมี่ยงรับคารวะน้อมประนต |
พระโอสถหม่อมฉันดีมีที่เรือน |
ทูลแล้วลีลามาสู่บ้าน |
เที่ยวเล่นศุขสำราญกับพวกเพื่อน |
ไม่หายาทูลลามาแชเชือน |
นอนอยู่เรือนจนสายสบายใจ ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ |
ผิดปลาดเชียงเมี่ยงหามาไม่ |
คอยอยู่จนเที่ยงสายก็หายไป |
แสบอุทรสั่งให้เชิญเครื่องมา |
เสวยเวลานั้นมีรศมาก |
เพราะหิวอยากเสวยได้เปนนักหนา |
ตวันบ่ายชายแสงพระสุริยา |
เชียงเมี่ยงมาเข้าเฝ้าพระภูมี |
จึงประภาษตวาดรับสั่งขู่ |
อ้ายเชียงเมี่ยงลวงกูไม่พอที่ |
ไปเอายาเนิ่นนานจนปานนี้ |
ไหนยาดีขอกูดูอยากรู้รศ |
แต่คอยอยู่เห็นสายจวนบ่ายแล้ว |
ไม่วี่แววมาจนหิวพ้นกำหนด |
แสบอุทรกินเสียก่อนค่อยมีรศ |
อาหารหมดชามมากกว่าทุกครั้ง ๚ |
๏ เชียงเมี่ยงว่านั่นและยาหม่อมฉันถวาย |
เพราะเวลาเที่ยงสายโอสถขลัง |
อร่อยเมื่ออยากเสวยมากมีกำลัง |
ไม่ต้องตั้งพระโอสถเข้าหมดชาม ๚ |
๏ จอมประชาตรัสว่าเจ้าหมอเอก |
พูดโหยกเหยกโยกย้ายอ้ายส่ำสาม |
มันช่างว่าพลิกไพล่ได้ใจความ |
ไม่เข็ดขามพูดเปนลิดไม่ติดเลย |
ให้ขุ่นเคืองในพระไทยแต่ไม่ตรัส |
พระดำรัสทีหยอกเย้าเฉลย |
เกรงขุนนางรู้ความจะหยามเย้ย |
ทรงชมเชยพระวาจาทำปรานี ๚ |
๏ ครั้งหนึ่งพระองค์ผู้ทรงเดช |
สั่งให้เลือกช้างวิเศษมีศักดิศรี |
อันควรเปนพระที่นั่งกำลังดี |
พ่วงพีกล้าหาญชาญณรงค์ |
กรมช้างผูกช้างพระที่นั่ง |
ขับมายังน่าพระลานโดยประสงค์ |
เสด็จออกทอดพระเนตรจะลองทรง |
มีพระองการถามเสนาใน |
ว่าช้างนี้ดีครบทุกสิ่งสรรพ์ |
ฤๅควรติรูปพรรณที่ไหนได้ |
อำมาตย์ทูลว่างามควรทรงใช้ |
ติไม่ได้แต่สักอย่างจนย่างเดิน |
เวลานั้นเชียงเมี่ยงเฝ้าอยู่ด้วย |
จึงว่าจะช่วยติบ้างเห็นขัดเขิน |
ส่วนตัวโตไม่สมตาเล็กเกิน |
สรรเสริญว่าดีพร้อมไม่ยอมตาม ๚ |
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงฟังเชียงเมี่ยงว่า |
เคืองฤไทยด้วยมาขัดหยาบหยาม |
แต่ทรงนิ่งไม่ตรัสให้แจ้งความ |
มันลวนลามล้อเล่นเห็นไม่ควร |
จึงดำรัสความอื่นกับเสวกา |
ทรงชวนไปเล่นสบ้าที่ปลายสวน |
เล่นพอแก้ไม่สบายหายรัญจวน |
ตั้งกระบวนแล้วเสด็จยาตราพลัน |
ถึงที่ประทับพลับพลาสนามเล่น |
ขุนนางตั้งสบ้าเปนลำดับคั่น |
ตั้งสบ้าพระองค์ผู้ทรงธรรม์ |
เปนลดหลั่นรายเรียงเคียงกันไป |
สมเด็จพระเจ้าทวาลีมีอำนาจ |
ทรงยิงสบ้าหมายมาดไม่ผิดไพล่ |
ทรงยิงก่อนถูกสุอันที่ตั้งไว้ |
ขุนนางก็ยิงลำดับไปตามศักดินา |
ฝ่ายเชียงเมี่ยงตบมือร้องเสียงหลง |
ของพระองค์เลยทุกทีอึงมี่ว่า |
ครั้นพวกข้าเฝ้าเหล่าเสนา |
ยิงสบ้าถูกหมายไม่สายซัด |
เชียงเมี่ยงร้องยิงผิดสิ้นทุกคน |
พระจุมพลแลขุนนางต่างเคืองขัด |
ได้อับอายขายหน้าโทมนัศ |
จอมกระษัตริย์ก็เสด็จกลับสู่วัง |
ครั้นนานมาพระครูเปนผู้เถ้า |
โรคเร้าเกิดซุกทนทุกขัง |
จันทสุปิงสมญากาละกะตัง |
ถึงมรณังมรณะชีพประไลย ๚ |
๏ พระครูนั้นไร้ญาติขาดพงษา |
บุตรนัดดาจะมีก็หาไม่ |
พี่น้องมิตรสหายล้วนตายไป |
เสนาในกราบทูลพระกรุณา |
ว่าพระครูผู้เถ้ามรณภาพ |
อัประลาภไร้วงษ์เผ่าพงษา |
จงทรงทราบใต้ฝ่ามุลิกา |
ศพไม่มีใครนำพาทำกิจการ |
จึงดำรัสตรัสให้หมู่เสนา |
ช่วยกันทำฌาปนาในศพท่าน |
แล้วรับสั่งให้สนมบริพาร |
ไปร้องไห้แทนหลานแลพี่น้อง ๚ |
๏ ฝ่ายเชียงเมี่ยงรู้ว่ารับสั่งใช้ |
พวกนางในพระสนมสิ้นทั้งผอง |
ให้ร้องไห้ที่ศพแทนพี่น้อง |
เดินตรึกตรองในอารมณ์ด้วยสมคิด |
จึงตัดแหวะผ้านุ่งที่ตรงก้น |
เปนเล่ห์กลนุ่งโจงกระเบนปิด |
พานางสนมมาที่ศพสถิตย์ |
นางตะบิดตะบอยจะคอยฟัง |
แล้วเตือนว่าพระกรุณารับสั่งใช้ |
มาร้องไห้เหตุไฉนจึ่งนิ่งนั่ง |
สนมตอบว่าพระครูผู้มรณัง |
มิได้ชังแต่ใช่ญาติข้าทั้งปวง |
จะร้องไห้ก็ไม่มีน้ำตามา |
ตัวเปนศิษย์เปนหาของท่านหลวง |
เจ้าจงร้องไห้รักอย่าทักท้วง |
ข้าทั้งปวงขัดไม่ได้จำใจมา ๚ |
๏ ครานั้นเชียงเมี่ยงเห็นได้ที |
เข้าไปใกล้ศพพระชีแล้วปลดผ้า |
เสแสร้งแกล้งทำร่ำโศกา |
ชลนาไหลนองสองแก้มคาง |
ว่าโอ้โอ๋อนิจาพระครูเอ๋ย |
สิบปีพระไม่เคยพบเหล้าบ้าง |
เก้าปีมิได้พบสีกานาง |
มาเริศร้างไม่ได้อุ่นพ่อลุ่นโตง |
เกิดมาทั้งชาติตายเสียเปล่า |
ไม่พบเต่าหลังขนรำไรโหรง |
มานอนตายในกุฎีที่ในโลง |
พ่อลุ่นโตงของกูเอ๋ยเลยมอดม้วย |
ฝ่ายนายในได้ฟังคำร้องไห้ |
กลั้นหัวเราะไม่ได้ใจเขินขวย |
ก็หัวเราะครึกครื้นระรื่นรวย |
เชียงเมี่ยงฉวยไม้ได้ไล่ตีเอา |
ว่าครั้งนี้มีรับสั่งประทานมา |
ให้โศการักศพพระครูเฒ่า |
อย่างไรชวนกันมาร่าเริงเร้า |
ทำดูเบาขัดบัญชามาหัวเราะ |
ทำอย่างนี้ไม่ต้องอย่างนางฝ่ายใน |
ตีไล่เขวียวขวับเสียงปับเปาะ |
สนมนางขึ้นเสียงเถียงเทลาะ |
ที่ใจเสาะโศกาน้ำตานอง |
เข้าไปเฝ้าพระบาทนารถนาถา |
ต่างวันทาอาดูรทูลฉลอง |
ว่าเชียงเมี่ยงข่มเหงข้าฝ่าลออง |
ไล่ตีต้องรอยเรียวเขียวทั้งกาย ๚ |
๏ ครานั้นจอมนรินทร์บดินทร์สูรย์ |
ทรงฟังทูลนางในพระไทยหาย |
ร้อนดังต้องพิศม์ไฟไม่สบาย |
สั่งให้นายเวรตำรวจไปหาตัว |
ฝ่ายตำรวจรับพระราชโองการ |
ถอยคลานถวายบังคมกราบก้มหัว |
แล้วรีบมาร้องบอกแต่นอกรั้ว |
รับสั่งให้มาเอาตัวท่านเข้าไป ๚ |
๏ ครานั้นเชียงเมี่ยงได้ฟังว่า |
เห็นนายชาติวิ่งมาจนเหื่อไหล |
แจ้งว่าเหตุเพราะตีสนมใน |
พระทรงไชยขัดเคืองเบื้องบาทา |
ก็รีบเร้ามาเฝ้านเรนทร์สูร |
ทรงบัณฑูรตรัสถามถึงโทษา |
ว่าอีเหล่านี้มีผิดอย่างไรมา |
จึงไล่ตีกายาเปนริ้วรอย ๚ |
๏ เชียงเมี่ยงได้ฟังรับสั่งถาม |
จึ่งทูลตามเหตุไปไม่ท้อถอย |
พระอาญาล้นเกษาแห่งข้าน้อย |
นางในทำไม่ต้องรอยพระโองการ |
มีรับสั่งให้ไปร้องไห้ร่ำ |
นั่งหัวเราะแทบค่ำครั้นหม่อมฉาน |
ร้องไห้รักพระครูผู้อาจารย์ |
กลับชื่นบานสรวลเสเสียงเฮฮา |
อยู่ที่นั่นหนุ่มหนุ่มก็มีมาก |
คะนองปากเปนสนมไม่สมหน้า |
หม่อมฉันเห็นไม่ดีตีไล่มา |
ควรมิควรพระอาญาเปนล้นพ้น ๚ |
๏ ฝ่ายพระองค์ดำรงภพฟังจบเรื่อง |
ให้ขัดเคืองนางในได้เหตุผล |
จึ่งดำรัสตรัสด่าสิ้นทุกคน |
ว่าไปทำลุกลนให้ได้อาย |
เชียงเมี่ยงตีแต่เพียงนี้ยังไม่สา |
มันฆ่าเสียก็ต้องตามกฎหมาย |
ไปหัวเราะเยาะเย้าเจ้าผู้ชาย |
โทษมึงถึงตายตามไอยการ ๚ |
๏ นางสนมได้ฟังพระกริ้วกราด |
ก็ไม่อาจเถียงท้าต่อว่าขาน |
แค้นเชียงเมี่ยงมิได้เหือดคิดเดือดดาล |
ก้มคลานบังคมลามาทุกคน ๚ |
๏ อยู่มาวันหนึ่งพระจอมเวียง |
เสวยเมี่ยงองค์หนึ่งเปนคำต้น |
ฝ่ายเชียงเมี่ยงอมเมี่ยงทำพิกล |
สี่คำดูล้นแก้มตุ่ยพอง |
แล้วเอาน้ำมันทาแก้มไว้ |
เลื่อมใสดูขันเปนมันย่อง |
พระทรงศักดิตรัสทักว่าแก้มพอง |
เองอมเมี่ยงฤๅดูป่องผิดในตา |
เชี่ยงเมี่ยงทูลว่าแก้มเกล้าหม่อมฉัน |
ทาน้ำมันเลื่อมอยู่เองเป่งนักหนา |
กรุงกระษัตริย์เคืองขัดหัทยา |
แต่ไม่ว่านิ่งแค้นในพระไทย ๚ |
๏ ล่วงมานานชานพระที่นั่งซุด |
พระประสงค์จะให้ขุดซ่อมแปลงใหม่ |
สั่งให้หาเชียงเมี่ยงแล้วตรัสใช้ |
ว่าเองไปหาคนปากง่ามมา |
เชียงเมี่ยงรับพระราชโองการ |
ถอยคลานออกจากวังแล้วเที่ยวหา |
สืบทุกแห่งหาคนปากแหว่งมา |
ว่ามีพระบัญชาจะต้องการ |
คนทั้งหลายจึ่งว่าเห็นผิดไป |
จะทำไมคนปากแหว่งบอกทุกบ้าน |
เชียงเมี่ยงว่าเรารับพระโองการ |
ต่อพระโอษฐบรรหารให้เลือกค้น |
ว่าแล้วจึ่งเที่ยวหาคนปากแหว่ง |
หลายแห่งบอกมาทุกถนน |
พอครบถ้วนจำนวนสิบแปดคน |
พาเข้าเฝ้าจุมพลจอมประชา ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช |
ทอดพระเนตรคนปากแหว่งมานักหนา |
ดำรัสถามเชียงเมี่ยงมิได้ช้า |
คนปากแหว่งนี้พามาทำไม |
เชียงเมี่ยงกราบทูลพระกรุณา |
โปรดให้หาปากง่ามก็หาได้ |
คนปากง่ามสิบแปดคนคงพอใช้ |
แล้วแต่ใต้ฝ่าลอองจะต้องการ ๚ |
๏ ฝ่ายพระจอมนครินทร์ยินเชียงเมี่ยง |
กราบทูลเถียงอ้างรับสั่งดูอาจหาญ |
ทรงพระสรวลว่ากูจะต้องการ |
คนปากไม้ทำชานที่ซุดพัง |
คนปากแหว่งเช่นนี้ไม่ประสงค์ |
มึงใหลหลงพามาเหมือนบ้าหลัง |
แล้วทรงเล่าให้เสนาข้าเฝ้าฟัง |
ขุนนางทั้งปวงก็พากันหัวเราะ |
พระทรงภพปรารภว่าอ้ายคนนี้ |
มันอวดดีว่าปัญญามากมั่นเหมาะ |
อย่าเลยนะจะให้แกงแร้งจำเภาะ |
ให้มันกินจะได้เย้าะเย้ยประจาน |
เพราะแร้งนั้นมันกินสุนักข์เน่า |
ซากศพเก่าศพใหม่เปนอาหาร |
อ้ายเชียงเมี่ยงกินเนื้ออันสาธารณ์ |
ความคิดอ่านปัญญาคงอับน้อย |
ทรงดำริห์แล้วสั่งวิเศษใน |
หาแร้งแกงให้ได้ให้อร่อย |
ใส่พริกเกินตำราอย่าให้น้อย |
ให้มันเผ็ดเหื่อย้อยถึงเครื่องร้อน |
วิเศษรับพระราชโองการ |
ก็ทำตามบรรหารไม่ย่อหย่อน |
เสร็จใส่สำรับถวายพระภูธร |
เตรียมไว้ก่อนคอยเชียงเมี่ยงจะมา ๚ |
๏ ฝ่ายเชียงเมี่ยงครั้นถึงเวลาเฝ้า |
ก็รีบเข้าบังคมบาทนารถนาถา |
ครั้นพระองค์อิศเรศเกษประชา |
เห็นเชียงเมี่ยงเข้ามาดีพระไทย |
จึ่งรับสั่งให้ยกสำรับมา |
รับสั่งว่าเองจงกินแกงไก่ใหญ่ |
กินเถิดอย่ากระดากลำบากใจ |
กูสั่งให้ทำเลี้ยงเชียงเมี่ยงกิน ๚ |
๏ ครานั้นเชียงเมี่ยงได้รับสั่ง |
ถวายบังคมแล้วไม่ผันผิน |
บริโภคแกงเผ็ดให้เข็ดลิ้น |
เหม็นกลิ่นคาวมากแทบรากท้น |
เนื้อก็เหนียวเคี้ยวไปไม่ใครขาด |
เกรงอาญาจอมราชจึ่งไม่บ่น |
แขงใจกินได้สามคำกล้ำเหลือทน |
ก็อิ่มเข้าร้อนรนเผ็ดเต็มที |
ฝ่ายพระจอมนคเรศเกษประชา |
เห็นเชียงเมี่ยงดูระอาริบอิ่มหนี |
จึ่งรับสั่งถามพลันในทันที |
อย่างไรนี่จึ่งไม่กินให้สิ้นชาม |
เชียงเมี่ยงทูลว่าเนื้อเหนียวนักหนา |
เต็มประดาเหลือเผ็ดให้เข็ดขาม |
ทั้งเหม็นคาวเหม็นสาบหลาบครั่นคร้าม |
ทนได้สามคำเท่านั้นให้ตันฅอ |
พระภูบาลทรงพระสรวลสำรวลร่า |
ว่าไก่ชราตัวใหญ่เนื้อเหนียวหนอ |
เพราะมันกินสุนักข์เน่าเข้าไว้พอ |
เองจึ่งท้อเข็ดขยาดไม่อาจกิน |
เชียงเมี่ยงฟังรับสั่งรู้ว่าแร้ง |
เอามาแกงลวงเล่นเหม็นไม่สิ้น |
แค้นใจโกรธในพระเจ้าแผ่นดิน |
จะแก้เผ็ดนึกจินตนาปอง |
แล้วถวายบังคมลามาสู่บ้าน |
ให้คลื่นเหียนซาบซ่านขนสยอง |
เอามะกรูดส้มป่อยดินสอพอง |
ชำระปากฅอท้องสอิดสเอียน |
ถึงสามวันสี่วันเหม็นไม่หาย |
ทั้งกลิ่นอายคาวขื่นให้คลื่นเหียน |
ท้องไส้ขย่อนเขย่าเฝ้าอาเจียน |
สอิดสเอียนเปนไข้ไปหลายวัน |
พอคลายไข้อุส่าห์หาคี่แร้ง |
ได้มาผสมแป้งสู้เพียรปั้น |
ทำดินสอแท่งงามงามได้สามอัน |
เอาไปถวายทรงธรรม์มิได้แคลง ๚ |
๏ ฝ่ายพระจอมนครามหาสถาน |
เห็นเชียงเมี่ยงยกพานดินสอแท่ง |
มาถวายทรงรับไม่ระแวง |
ทรงเขียนลองแห้งแห้งเส้นไม่มี |
แล้วทรงจิ้มลิ้มเขฬาเลขาใหม่ |
ก็มิได้เห็นเส้นเหมือนเช่นกี้ |
ประหลาดฤไทยแต่ไม่ทรงพาที |
ชวนเชียงเมี่ยงมาที่ทรงหมากรุก |
เล่นกับเชียงเมี่ยงเสียงโกกก้อง |
เชียงเมี่ยงร้องพูดเล่นเปนสนุกนิ์ |
ได้ทีเดินโดดโลดเข้ารุก |
บ่ารุกเรือเม็ดเล็ดลอดกิน |
ร้องโปกฉาดข้าบาทได้กินตัว |
พระอยู่หัวเลิศลบภพทั้งสิ้น |
เปนปิ่นแขวงแต่พระแกงคูธริ้น |
พระภูมินทร์ทราบเรื่องเคืองพระไทย |
ทรงดำริห์ว่าจะฆ่าผ่าอกแล่ |
โทษมันแก้เผ็ดล้อเปนข้อใหญ่ |
แล้วหวนคิดบิตุรงค์ทรงฝากไว้ |
ภูวไนยตรัสว่าอย่าฆ่าฟัน |
แต่เคืองขุ่นมุ่นฤไทยมิใคร่หาย |
เพราะพระองค์อับอายให้อัดอั้น |
เสด็จเข้าสู่พระแท่นแผ่นสุวรรณ |
พระทรงธรรม์จะพาลผิดนิจกาล ๚ |
๏ ครั้นล่วงมาวันหนึ่งจอมประชา |
ทรงจินตนาจะเสด็จสรงสนาน |
ที่หาดทรายชายท่าชลาธาร |
ทรงคิดอ่านเห็นจะได้ความผิดมี |
จึ่งดำรัสแก่หมู่เสวกา |
จงหาฟองไก่ไวอย่าอึงมี่ |
ปิดเชียงเมี่ยงอย่าให้รู้หมู่เสนี |
ไปฝังไข่ไว้ที่ในหาดทราย |
พรุ่งนี้ให้ได้ไปแต่ช้าว |
ข่าวคราวซ่อนไว้อย่าได้ขยาย |
เราจะไปเที่ยวเล่นให้สบาย |
ถ้วนทุกนายจงทำตามคำเรา ๚ |
๏ ครานั้นหมู่อำมาตย์มาตยา |
รับพระราชบัญชาออกจากเฝ้า |
ให้ค้นหาไข่ไก่ไว้แต่เช้า |
สั่งเบ่าให้ไปยังฝั่งชลา |
ได้เวลาจอมนรินทร์ปิ่นประเทศ |
เสด็จจากพระนิเวศน์ด้วยยศถา |
ทรงเรือที่นั่งพร้อมหมู่เสวกา |
เชียงเมี่ยงตามเสด็จมาในนัที |
ถึงที่เสด็จประทับบนพลับพลา |
มีบัญชาให้เล่นน้ำสนั่นมี่ |
ดำรัสว่าให้กระตากคนละที |
ให้ได้ไข่ทุกเสนีบรรดามา |
ถ้าไม่ได้ไข่ชูให้กูเห็น |
จะเอาเปนความผิดมีโทษา |
ฝ่ายอำมาตย์รับพระราชบัญชา |
ลงสู่ท่าดำน้ำก็ทำตาม |
ผุดขึ้นว่ากระตากมือชูไข่ |
ต่างต่างได้คนละฟองร้องอึงสนาม |
เชียงเมี่ยงดำแล้วผุดขึ้นมาตาม |
ร้องกระตูกแจ้งความว่าไม่มี |
เพราะเปนไก่ผู้หาฟองไม่ |
แล้วก็ไล่จับพวกขุนนางขี่ |
เที่ยวไล่จับสัตว์ในนัที |
หมู่เสนีสำลักน้ำดำหนีไป ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ |
หมายมาดจะเอาผิดก็ไม่ได้ |
เชียงเมี่ยงแก้คล่องด้วยว่องไว |
พระทรงไชยกลับหลังยังนคร |
แล้วทรงคิดจะเอาผิดแก่เชียงเมี่ยง |
อย่าให้เลี่ยงข้างข้างเหมือนอย่างก่อน |
จะให้ไปซื้อผ้าท้าวนคร |
ทรงอนุสรแล้วเสด็จออกขุนนาง |
ดำรัสใช้ให้เชียงเมี่ยงไปซื้อผ้า |
ลายโสภาตีนแต้มให้ได้อย่าง |
เชียงเมี่ยงรับเงินตราออกมาพลาง |
ถึงบ้านนอนไขว่ห้างเล่นสบาย |
ครบเจ็ดวันจึงเข้ามาเฝ้าพระบาท |
บรมนารถทักว่าเองไปไหนหาย |
มามือเปล่ากูไม่เห็นได้ผ้าลาย |
เที่ยวสบายเสียไม่หาฤๅว่าไร |
เชียงเมี่ยงได้ฟังรับสั่งถาม |
จึ่งทูลความว่าหม่อมฉันหาไม่ได้ |
ผ้าตีนแต้มเช่นตรัสดำรัสใช้ |
เกล้ากระหม่อมเที่ยวไปทั่วตำบล |
ถามผู้ใดก็ว่าแต้มแต่ด้วยมือ |
ไม่อาจซื้อมาถวายเพราะขัดสน |
ไม่มีแต้มด้วยเท้าแต่สักคน |
ก็เปนจนใจจะล่วงพระโองการ |
ฝ่ายพระจอมนครินทร์บดินทร์สูร |
ได้ฟังทูลเชียงเมี่ยงดูอาจหาญ |
ทรงตรองไปก็เห็นจริงนิ่งรำคาญ |
หมายจะพาลผิดก็ไม่ได้สักครา ๚ |
๏ ยังมีเจ้าอธิการสมภารใหญ่ |
ปลูกต้นไม้มีผลมากนักหนา |
มะม่วงมะปรางมะทรางและพุดทรา |
น้อยหน่าลำไยมะไฟมะเฟือง |
แต่ผู้ใดใครมาขอไม่อยากให้ |
หวงไว้จนผลงอมหล่นเหลือง |
ถึงตัวท่านก็ไม่ฉันกลัวจะเปลือง |
ชาวบ้านเคืองคิดชังไปทั้งคาม |
ฝ่ายเชียงเมี่ยงเดินมาเห็นมะม่วง |
ดกเปนพวงสุกเหลืองเรืองอร่าม |
อยากใคร่ได้ไปถือเล่นงามงาม |
แต่ครั่นคร้ามไม่ได้ขอนิ่งรอพลาง |
แล้วขึ้นไปบนกุฎีพระชีเฒ่า |
คุกเข่าร้องขอส้มกินบ้าง |
เจ้าอธิการรู้เรื่องเคืองระคาง |
เดินเข้ากุฎีกลางปิดประตู |
เชียงเมี่ยงเห็นอาการสมภารแก่ |
วิ่งแร่หนีตัวซ่อนหัวหู |
คิดโกรธว่าขรัวนี้ทำไม่น่าดู |
ให้ไม่ให้ก็ไม่รู้ไม่พูดจา |
เปนไรมีดีแล้วได้เห็นกัน |
คิดให้ขันถีบขว้ำคะมำหน้า |
ให้ได้แผลแก้แค้นด้วยปัญญา |
ทำที่หน้าผากให้แตกได้แลกลำ |
คิดแล้วกลับไปบ้านสถานตน |
หาหมากผลพลูซองลองขรัวคร่ำ |
ให้เมียทำไก่พะแนงแกงต้มยำ |
แล้วใส่สำรับมาให้พระสมภาร |
ขึ้นกุฎีก้มกราบหมอบราบพื้น |
บอกว่าคืนนี้รับสั่งให้ดีฉาน |
มาเผดียงเจ้าคุณพระอาจารย์ |
นิมนต์ท่านไปตั้งราชาคณะ |
ฝ่ายขรัวเฒ่าเขลาปัญญาว่าสาธุ |
มาได้ที่เมื่ออายุมากนะจะ |
เชียงเมี่ยงตอบว่าเจ้าคุณบุญถึงละ |
ดีฉันจะขอดูรู้ลายมือ |
ในตำราว่าไว้จะได้ที่ |
ฤๅมั่งมียศศักดิ์คนนับถือ |
เปนที่เกรงหมอบเทาชื่อเล่าฦๅ |
มีแจ้งในลายมือแลลายท้าว |
สมภารใหญ่ใหลหลงง่วงงงยศ |
เชื่อเขาปดเชียงเมี่ยงไม่สืบสาว |
แบให้ดูลายมือพูดยืดยาว |
ทั้งลายท้าวไม่ระแวงนึกแคลงใจ |
เชียงเมี่ยงเห็นท่านขรัวอยากตัวสั่น |
ทำพูดกันให้สิ้นความสงไสย |
ว่าลายมือลายเท้าที่ทายไว้ |
ไม่แน่ใจเหมือนลายก้นต้นตำรา |
จะดีชั่วแจ้งชัดเปนสัจจัง |
ไม่พลาดพลั้งที่นั่งทับตำหรับว่า |
จะได้นั่งอาศนะสูงงามตา |
เบาะผ้าแพรพรรณสุวรรณพราย |
พระอธิการฟังสารเชียงเมี่ยงว่า |
ไม่ระอานึกอยากยศไม่หาย |
ว่าจะดูก้นเห็นฦกข้านึกอาย |
เชียงเมี่ยงว่าไม่แพร่งพรายจะอายใคร |
ดูแต่สองคนเท่านี้นี่ |
ไปในที่ลับลี้ก็จะได้ |
พระสมภารไม่แหนงเคลือบแคลงใจ |
ก็พาไปห้องน้ำตามคำชวน |
ฝ่ายเชียงเมี่ยงสมจิตรที่คิดหมาย |
จะทำให้ได้อายนึกยิ้มสรวล |
พอขรัวเฒ่าเข้าห้องต้องกระบวน |
ทำทีด่วนว่าจะดูตามตำรา |
ให้ขรัวแก่โก้งโค้งจะดูก้น |
ถีบตะโพกหัวชนเข้ากับฝา |
สมภารหน้าผากแตกเวทนา |
ร้องด่าอ้ายขี้ครอกบอกกล่าวพลาง |
เชียงเมี่ยงก็ถีบซ้ำอีกสามที |
แล้วจึ่งหนีลงบันไดไปข้างล่าง |
ท่านสมภารล้มกลิ้งก็ยิ่งคราง |
โลหิตไหลเปนทางนองกระดาน |
กว่าจะนั่งขึ้นได้เปนนานช้า |
เชียงเมี่ยงวิ่งหนีมาจนถึงบ้าน |
คิดว่าโทษเราคงมีตีสมภาร |
กินยารุให้พิการซูบผอมกาย ๚ |
๏ ฝ่ายเจ้าอธิการสมภารเฒ่า |
ปวดเร้าที่แผลหน้ามิใคร่หาย |
อุส่าห์ประคบทาไพลค่อยได้สบาย |
ครบเจ็ดวันจึงค่อยคลายเจ็บกายา |
ครั้นความเจ็บบางเบาขรัวเฒ่าเถร |
ฉันเพนแล้วห่มดองจึ่งครองผ้า |
พยุงเดินเข้าในวังเซซังมา |
ถึงเข้าเฝ้าจอมนราประชากร ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช |
ทอดพระเนตรขรัวแก่ตรัสถามก่อน |
ว่าคุณประสงค์บาตรเภสัชฤๅจีวร |
เครื่องนั่งนอนอย่างไรจงไขความ ๚ |
๏ ครานั้นขรัวเฒ่าทูลเล่าเรื่อง |
ที่ขัดเคืองมีผู้มาหยาบหยาม |
อุบาสกคนหนึ่งพึ่งรุ่นงาม |
มาแจ้งความว่าพระองค์ผู้ทรงไชย |
ให้นิมนต์รูปมาตั้งราชาคณะ |
แล้วทำรูปหน้าหวะโลหิตไหล |
ได้ความร้อนรนเปนพ้นไป |
เห็นเปนข้าจอมไทนราบาล ๚ |
๏ ฝ่ายพระจอมนิเวศน์เกษประชา |
ทรงฟังว่าข้าเฝ้าทำอาจหาญ |
นึกฉงนจนพระไทยให้รำคาญ |
พระโองการดำรัสว่าผู้ใดไป |
ความที่ว่าฉันสั่งให้นิมนต์ |
จะได้ใช้ใครสักคนก็หาไม่ |
ผู้เปนเจ้าว่าข้าเฝ้าที่เคยใช้ |
แม้นว่าจำหน้าได้จงชี้มา |
เจ้าอธิการทูลว่าจำหน้าได้ |
จึ่งโปรดให้ชี้ขุนนางอยู่พร้อมหน้า |
พระเถรพิศดูหมู่เสนา |
แต่บรรดาหมอบเฝ้าเจ้าจุมพล |
จึ่งทูลว่าเสนาที่อยู่นี่ |
มิใช่ที่คนทำรูปปี้ป่น |
แต่คนทำนั้นก็ยังรู้จักตน |
ได้สั่งสนทนาอยู่เปนครู่นาน |
จึ่งดำรัสถามเหล่าเสนามาตย์ |
ผู้ใดขาดไม่มาจงว่าขาน |
ขุนนางทูลว่าเชียงเมี่ยงไม่พบพาน |
ขาดเฝ้าพระภูบาลมาหลายวัน |
ได้ทรงฟังจึ่งรับสั่งให้หามา |
เชียงเมี่ยงกินแต่ยาเพราะความพรั่น |
ครั้นมาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงธรรม์ |
ผิวพรรณผิดหน้าตาโหลกลวง |
ทั้งรูปกายผ่ายผอมดูพิกล |
พระจุมพลจึ่งถามขรัวตาหลวง |
ว่าคนนี้ฤๅที่ไปฬ่อลวง |
ขอมะม่วงแล้วข่มเหงเก่งกอแก |
เจ้าอธิการทูลว่าคล้ายคนนี้ |
แต่ท่วงทีผิดไปดูไม่แน่ |
คนที่ไปลวงฬ่อทำตอแย |
ล่ำกว่านี้คนนี้แก่กว่าคนนั้น |
เชียงเมี่ยงจึ่งตอบว่าข้าพเจ้า |
ขาดเฝ้าเพราะป่วยหลายวันคั่น |
ไปไหนไม่ได้มาหลายวัน |
พระทรงธรรม์ให้หามาในวัง |
จึ่งค่อยแขงใจมาเฝ้าจอมราช |
กลัวพระราชอาชญารักษาหลัง |
จิตรใจยังโผเผเดินเซซัง |
สมภารฟังเห็นไม่แน่ทูลลาไป ๚ |
๏ จะกล่าวถึงกระษัตราเมืองธานี |
ครองบุรีนคเรศประเทศใหญ่ |
พรั่งพร้อมรถอัศดรกุญชรไชย |
ทหารเดินเนืองในพระภารา |
มไหสูรย์มูลมั่งคั่งสมบัติ |
แออัดฝูงชนล้นแน่นหนา |
มีเรือเสาสำเภาเหล่านาวา |
เรือลูกค้ามาจอดทอดเรียงราย |
ราษฎรเปนศุขทุกตัวคน |
ไม่ยากจนตั้งห้างวางของขาย |
แสนสำราญมั่งคั่งทั้งหญิงชาย |
ศุขสบายทั่วนครไม่ร้อนรน |
ปรปักษ์ข้าศึกไม่นึกร้าย |
ชนทั้งหลายเกรงพระเดชแสยงขน |
ขอเปนข้าขอบขัณฑ์พรั่นทุกคน |
บุบผาหิรญกาญจนามาคำนับ |
พระเจ้ากรุงธานีบุรีราช |
มีชายชาติหัวแขงแข่งคู่ปรับ |
ศีศะล้านเลื่อมขันเปนมันรยับ |
เที่ยวชนสู้มานับกว่าหมื่นพัน |
ท้าชนใครไม่มีผู้โต้ทาน |
มะพร้าวตาลชนต้นก่นสบั้น |
ศีศะแขงแรงคล้ายช้างน้ำมัน |
เที่ยวพนันทุกเมืองเลื่องฦๅชา |
ชนมีไชยได้มาขึ้นบุรี |
ยิ่งกว่าสี่สิบเมืองมากนักหนา |
ทุกนครคลอนหัวกลัวระอา |
ออกปากว่าหัวแขงเรี่ยวแรงครัน |
วันหนึ่งจอมบุรีธานีราช |
สถิตย์อาศน์แท่นทองตรองกระสัน |
ว่าจะเอาศีศะล้านไปพนัน |
ชนกันกับคนเมืองทวาลี |
ด้วยข่าวเล่าฦๅชาว่ามั่งคั่ง |
เปนเอกราชทั่วทั้งบุรีศรี |
มิได้ขึ้นเมืองใดในปัถพี |
มั่งมีศฤงฆารโอฬารนัก |
จำจะเอาหัวล้านไปพนัน |
แข่งขันสู้เล่นให้เห็นประจักษ์ |
ถ้าแพ้เราได้บุรีจะดีนัก |
เปนศรีศักดิ์ฦๅเลื่องกระเดื่องยศ |
ดำริห์แล้วจึ่งเสด็จออกข้างน่า |
สั่งเสนาให้หมายวันกำหนด |
ที่จะไปพนันชนคนมีคต |
ให้ปรากฎไว้ชื่อเลื่องฦๅขจร |
แต่งสำเภาเภตราสักห้าร้อย |
เครื่องใช้สอยเงินตราแลผ้าผ่อน |
ของบรรณาการอย่างต่างนคร |
บรรทุกตอนนาวาสารพัน |
จงให้คนศีศะแขงตกแต่งกาย |
ลงในท้ายบาหลีขมีขมัน |
แต่งราชสารแจ้งการจะขอพนัน |
ชนกันถ้าชนะจะเอาเมือง |
ถ้าศีศะล้านบุรีธานีราช |
พลั้งพลาดพ่ายแพ้ในบาทเบื้อง |
จะถวายสินพนันมิให้เคือง |
อิกทั้งเมืองถวายขึ้นทวาลี |
สั่งให้แต่งราชสารโองการเสร็จ |
ก็เสด็จคืนเข้าปราสาทศรี |
กรมวังหมายบอกสัสดี |
จ่ายคนทุกน่าที่ลงสำเภา |
กรมท่าจัดล้าต้าแลต้นหน |
ลูกเรือขนเพลาไบมาใส่เสา |
กว้านสมอช่อใช้ในสำเภา |
เกลือเข้าของลำเลียงเสบียงทาง |
พวกคลังขนบรรณาการส่านโหมดตาด |
โตกถาดแพรผ้าหักทองขวาง |
มอบให้นายใหญ่ใส่ระวาง |
ฝ่ายขุนนางที่เปนทูตลงนาวา |
ครั้นได้ฤกษ์ให้ออกสำเภาใหญ่ |
ทั้งห้าร้อยแล่นไปออกจากท่า |
มาในท้องทเลล้วนเภตรา |
ตั้งหน้าต่อนครทวาลี |
มาได้สองคืนโดยประมาณ |
ก็ถึงด่านปากน้ำบุรีศรี |
แจ้งความแก่นายด่านตามคดี |
ว่าทูตเมืองธานีมาคำนับ |
ทำใบบอกมาในกรุงหวังต้อนรับ |
เสมียนกับกรมการรีบเข้าไป |
ถึงศาลาบอกนายเวรให้กราบเรียน |
นำใบบอกที่เขียนมาส่งให้ |
ว่านายช่วยกราบเรียนโดยเร็วไว |
ให้เจ้าคุณผู้ใหญ่ทราบเหตุการ ๚ |
๏ ครานั้นนายเวรในกรมท่า |
ได้ฟังว่าเสร็จสิ้นในข่าวสาร |
รับใบบอกรีบไปมิได้นาน |
เรียนต่อท่านอธิบดีให้ทราบความ ๚ |
๏ ฝ่ายว่าท่านเจ้าพระยาอธิบดี |
ฟังวาทีนายเวรไม่เข็ดขาม |
คลี่ใบบอกออกดูรู้ข้อความ |
แล้วซักถามกรมการด่านปากน้ำ |
ได้ความแน่ว่าทูตเมืองธานี |
ถือพระราชสารศรีเปนข้อขำ |
กับสำเภาใหญ่น้อยห้าร้อยลำ |
แล้วจึ่งนำใบบอกขึ้นกราบทูล |
ตามสำเนากรมการด่านเขื่อนขันธ์ |
กราบทูลพระทรงธรรม์นเรนทร์สูร |
ให้ทราบใต้บงกชบทมูล |
จอมประยูรขัติยาเจ้าธานี ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงภพ |
ทรงฟังจบข่าวทูตมากรุงศรี |
ว่าจอมกระษัตริย์ครองสมบัติเมืองธานี |
จะมาเจริญไมตรีใช้ทูตมา |
ทรงดำริห์ในพระไทยสงไสยความ |
จะลวนลามฤๅไฉนให้กังขา |
ดีฤๅร้ายเปนอย่างไรในสารา |
ฤๅจะท้ารบตีบุรีเรา |
ทรงดำริห์แล้วดำรัสให้นัดวัน |
ราชทูตตัวสำคัญให้เข้าเฝ้า |
จงจัดการรับทูตนายสำเภา |
อย่าให้เขาครหาด้วยมาไกล |
ดำรัสสั่งแล้วเสด็จสู่ปรางค์มาศ |
พระที่นั่งบัลลังก์อาศน์อันสุกใส |
พระแท่นที่สุวรรณพรายข้างฝ่ายใน |
สำราญฤไทยด้วยศฤงฆารผ่านบุรี ๚ |
๏ ฝ่ายว่าท่านมหาเสนามาตย์ |
รับพระราชโองการคลานจากที่ |
สั่งให้หมายเกณฑ์คนสัสดี |
เรือกระบี่วายุภักษ์ปักธงไชย |
ทั้งเรือเชิญราชสารม่านทองปัก |
ที่นั่งฉลักลายประกอบดูสุกใส |
ดาดหลังคาลายแย่งแต่งลงไป |
พิณพาทย์ให้ลงนาวานำน่ากระบวน |
ถึงวันนัดจัดการพร้อมตามหมาย |
เรียกฝีพายลงเรือครบเสร็จถ้วน |
เรือแห่เตรียมเต็มตามจำนวน |
เคลื่อนกระบวนลงไปรับทูตเข้ามา |
ฝ่ายว่าทูตานุทูตนั้น |
ก็พร้อมกันเข้าเฝ้าจอมนาถา |
เชิญพานทองรองราชสารา |
ถวายพระปิ่นขัติยาเจ้าธานี ๚ |
ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช |
ทอดพระเนตรเห็นราชสารศรี |
ทรงรับไว้มอบให้ศรีภูรี |
ผู้ว่าที่พระอาลักษณ์มีศักดินา |
ฝ่ายพระศรีภูรีศรีสาลักษณ์ |
ถวายบังคมจุลจักรนารถนาถา |
รับราชสารอ่านถวายตามสารา |
ให้ทราบใต้บาทาฝ่าธุลี ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงภพ |
ทรงฟังจบในราชสารศรี |
แล้วตรัสปฏิสัณฐารทูตธานี |
โดยคดีสามนัดแบบบุราณ |
จึ่งดำรัสผัดว่าอิกเจ็ดวัน |
จะเลือกสรรคนดูในราชฐาน |
ที่จะพนันชนคนหัวล้าน |
พอจัดการเตรียมพนันขันสู้ชน |
ราชทูตก็ถวายบรรณาการ |
แล้วทูลลาไปสถานให้ฝึกฝน |
ศีศะล้านที่มาว่าจะชน |
อย่าให้แพ้ล้านคนทวาลี ๚ |
๏ ฝ่ายพระจอมนคเรศเจ้าเขตรขัณฑ์ |
ทรงนัดวันแล้วเสด็จขึ้นเข้าที่ |
ทรงวิตกการกู้พระบุรี |
ในเมืองจะมีสู้เขาฤๅเปล่าดาย |
ทรงปรารมภ์พลางบรรธมบนแท่นรัตน์ |
อัจกลับแสงจำรัสรุ่งเรืองฉาย |
ระย้าแก้วแพรวพราวดังดาวพราย |
พนักงานขับถวายมโหรี |
แจ้วเจื้อยเฉื่อยฉ่ำยักลำส่ง |
ฆ้องวงรนาดขลุ่ยตุ่ยต๋อยตี๋ |
โทนน่าทับรับรำมนาตี |
ซอจับปี่ซอยซ้ำเสียงน้ำนวล |
ลำพระทองร้องส่งประสานซอ |
ขลุ่ยรับต่อกลมเกลี้ยงเสียงแหบหวน |
จะเข้ดีดเตร๋งเตร่งเต๋งเต่งครวญ |
กลับทบทวนไล่เดี่ยวเคี่ยวขับกัน |
พระบรรธมบนพระแท่นแสนสบาย |
น้ำค้างพรายจวนอุไทยเสียงไก่ขัน |
นกดุเหว่าเร้าเร่งพระสุริยัน |
แซ่สนั่นสกุณาทิชากร |
หอมระรินกลิ่นผกาบุบผาเผย |
แมลงภู่บินมาเชยวะหวี่ว่อน |
แมลงผึ้งหึ่งหึ่งเปนหมู่จร |
เคล้าเกสรเกลือกกลิ่นแล้วบินไป |
พระองค์ฟื้นตื่นองค์สรงพระภักตร์ |
ทรงเครื่องต้นสมศักดิ์ดูสุกใส |
เสด็จออกที่นั่งโถงพระโรงไชย |
เสนาในเฝ้าพระบาทดาษดา |
จึ่งดำรัสว่ากษัตริย์เมืองธานี |
ให้มีราชสารมานั้นขันนักหนา |
จะขอพนันคนแลกภารา |
ชนคนจนเกษาว่าชอบกล |
แน่อำมาตย์ใหญ่น้อยจงเที่ยวหา |
ศีศะล้านเอามาทุกถนน |
มาประชุมน่าพระลานเลือกคู่ชน |
เที่ยวหาค้นตีฆ้องป่าวร้องไป ๚ |
๏ ฝ่ายอำมาตย์รับราชบรรหาร |
ถวายบังคมก้มคลานหาช้าไม่ |
ออกจากเฝ้ามาศาลามหาดไทย |
แจกหมายให้หาตัวพวกหัวล้าน |
ให้มาพร้อมที่ศาลามหาดไทย |
จะถามดูผู้ใดจะอาจหาญ |
ชนสู้แขกเมืองเลื่องฦๅสท้าน |
ตามที่มีราชสารมาท้าพนัน |
ฝ่ายว่าพวกผมไร้ได้ฟังหมาย |
ต่าง ๆ มามากมายขมีขมัน |
ประชุมพร้อมที่ศาลามากกว่าพัน |
ต่างคนพรั่นหนีตัวกลัวระอา |
ออกปากว่ากลัวนักพูดยักเยื้อง |
แล้วเกรงเคืองเบื้องบาทนารถนาถา |
จึ่งวิงวอนต่อท่านมหาเสนา |
บ้างก็ให้เงินตราขอบนบาน ๚ |
๏ ครานั้นจึ่งมหาเสนามาตย์ |
เห็นเศียรล้านพานขลาดไม่อาจหาญ |
สู้ไม่ได้ก็อย่าชนอย่าบนบาน |
จะกราบทูลภูบาลผ่านธานี |
ว่าหามาทั่วคนไม่ชนสู้ |
แต่พอรู้ก็เกรงกลัวออกตัวหนี |
ไม่เปนไรดอกกราบทูลแต่โดยดี |
ด้วยไม่มีผู้อาสากล้าเข้าชน |
ว่าแล้วก็เข้ากราบบังคมทูล |
ตามมูลถามไถ่ได้เหตุผล |
ว่าศีศะล้านกลัวระอาไม่กล้าชน |
จอมจุมพลจงทราบพระบาทา ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ |
ฟังอำมาตย์ทูลโทมนัศา |
ทรงดำริห์เกรงจะเสียพระภารา |
จึ่งให้หาเชียงเมี่ยงมาเฝ้าพลัน |
รับสั่งเล่าเรื่องจะชนคนผมน้อย |
อำมาตย์หากว่าร้อยแต่เลือกสรร |
ไม่มีใครรับสู้คู่พนัน |
มีแต่พรั่นออกตัวกลัวทุกคน |
เองจะรับอาสาได้ฤๅไม่ |
กูร้อนใจเกรงจะอายขายหน้าป่น |
แขกเมืองจะตรีชาว่าอับจน |
เองเปนคนมีปัญญาปรีชาไวย |
เชียงเมี่ยงได้ฟังรับสั่งถาม |
จึงทูลตามปัญญาอาสาได้ |
แต่เพียงนี้ไม่สู้ยากลำบากใจ |
หม่อมฉันมิให้ขุ่นข้องลอองธุลี |
แม้นแขกเมืองมีกำลังเจ็ดช้างสาร |
จะหักหาญด้วยปัญญาไม่ล่าหนี |
ฝ่ายพระจอมนคราทวาลี |
ฟังวาทีเชียงเมี่ยงทรงโสมนัศ |
จึ่งตรัสว่าต้องการสิ่งอันใด |
ชาวคลังจงจ่ายให้อย่าได้ขัด |
เลือกเอาตามใจให้ทันนัด |
พระดำรัสแล้วเสด็จเข้าข้างใน ๚ |
๏ ฝ่ายเชียงเมี่ยงรับพระราชโองการ |
ถวายบังคมถอยคลานหาช้าไม่ |
มาศาลาเวรหมายรายกันไป |
ทุกนายไพร่ให้รู้พระโองการ |
แด่บรรดาคนศีศะไร้เกษา |
ให้เข้ามาพร้อมในพระราชฐาน |
ราษฎรในนครที่หัวล้าน |
รู้หมายรีบลนลานมาพร้อมกัน |
ทั้งผู้คนชนบทหัวเมืองนอก |
มีท้องตราแจ้งบอกทั่วเขตรขัณฑ์ |
ทั้งนายไพร่เศียรโล่งโหม่งเปนมัน |
ก็พากันมาหาเชียงเมี่ยงพร้อม |
ฝ่ายเชียงเมี่ยงเห็นคนจนเกษา |
ดูนานาหลากถ้วนทั้งอ้วนผอม |
บ้างฉอกหลงดงช้างข้ามเปนเขาค้อม |
สามหย่อมเปียแหยมแกมปนคละ |
ผู้รับสั่งจึ่งประกาศตามโองการ |
พระภูบาลให้เลือกคนชนศีศะ |
ใครจะอาสาได้ให้ชนะ |
พระองค์จะพระราชทานเงินทองยศ |
ฝ่ายว่าพวกไร้เผ้าฟังเล่าหมาย |
ทั้งไพร่นายออกตัวกลัวไปหมด |
บ้างว่าแรงฉันน้อยถอยลด |
บ้างว่างดฉันเสียเถิดแต่เกิดมา |
ไม่เคยเห็นไม่เคยเล่นพนันชน |
บ้างก็บนเงินทองสิ่งของผ้า |
ลางคนบนคู่สนิทให้ธิดา |
ว่าท่านได้กรุณาอย่าให้ชน |
เชียงเมี่ยงพูดโลมเล้าเอาใจไว้ |
จะเลือกแต่ได้ราชการอย่าพานบ่น |
แล้วออกมาเลือกดูในหมู่คน |
ดูพิกลต่างๆ หลายอย่างพรรณ |
บ้างล้านแต่รอบนอกมีผมกลาง |
ตำราอ้างล้านน้ำเต้าเค้าดูขัน |
ชนิดนี้แรงน้อยถอยทุกวัน |
บ้างฉอกฉินเลื่อมมันจับแก้วตา |
เรียกว่าล้านเดือยไก่ใจคะนอง |
พูดเล่นคล่องไม่ขัดจัดนักหนา |
ถ้าอายุแก่เข้าเฒ่าชรา |
มักเกิดโรคนานามายายี |
บางคนล้านโขมนโกร๋นเกรียน |
โล่งเลี่ยนแลเลื่อมเปนมันสี |
มักใจน้อยเจ้าโทโสโอ่อวดดี |
ถ้อยคำมีสำนวนชวนก่อความ |
เชียงเมี่ยงเลือกคัดจัดคนใหม่ |
อย่างที่ว่าใช้ไม่ได้สิ้นทั้งสาม |
เลือกได้คนหนึ่งพีรูปดีงาม |
ล่ำสันไม่เข็ดขามควรเปรียบชน |
ศีศะพึ่งล้านใหม่ดูใสเศียร |
ผมเกรียนเส้นละเอียดพึ่งร่วงหล่น |
หน้าดุร้ายกายดำขำกว่าคน |
เห็นควรชนเชียงเมี่ยงว่าได้การ |
จึ่งเบิกกระดาษมาฟั่นทำพวนหนัง |
สำหรับรั้งสี่เส้นทาหมึกประสาน |
ติดขนควายรายทุกเส้นเห็นได้การ |
แม้นใคร ๆ ดูก็ปานกับหนังพวน |
แล้วจัดคนถือเชือกเส้นละร้อย |
ล้วนแต่เกษาน้อยสี่ร้อยถ้วน |
บอกกลอุบายให้รู้ขบวน |
ครั้นวันจวนก็แต่งตัวพวกหัวล้าน |
มีเครื่องแห่แตรสังข์พิณพาทย์ฆ้อง |
ธงทองธงมังกรธงไชยฉาน |
ให้เตรียมเสร็จคอยฤกษ์เวลากาล |
น่าพระลานขบวนแห่แลแน่นยัด |
แล้วให้เที่ยวตีฆ้องร้องประกาศ |
จะอาบน้ำตัวราชสมบัติ |
ใครกลัวไภยให้รักษาตัวระมัด |
ระวังบ้านเรือนถ้าพลัดเข้าบ้านใด |
เย่าเรือนจะทลายสลายหัก |
จะฉุดชักไล่ห้ามปรามไม่ไหว |
ด้วยมีแรงแขงกล้าเปนพ้นไป |
เข้าบ้านใดยับย่อยไม่น้อยเลย |
น่าต่างประตูดูปิดให้แน่นหนา |
เมื่อเวลาลงน้ำอย่าเปิดเผย |
รู้ทั่วกันอย่าเผลอเลินเล่อเลย |
ใครไม่เคยเห็นรู้มาดูตัว |
ราษฎรรู้ประกาศในบาดหมาย |
ที่กลัวตายนอนซุ่มผ้าคลุมหัว |
บ้างหลบลี้หนีนอนซุกซ่อนตัว |
ที่เรือกรั้วไม่แน่นหนาผ่าไม้แซม |
ชาวสำเภาได้ยินคำประกาศ |
นึกขยาดคิดว่าจริงไม่รู้แต้ม |
ก็เก็บงำสินค้าที่ราแรม |
ขยายแย้มไว้แต่ช่องคอยมองดู ๚ |
๏ ฝ่ายเชียงเมี่ยงเห็นแดดอ่อนหย่อนแสง |
ก็ตกแต่งราชสมบัติหมายจะสู้ |
ผูกเชือกเอวคู่ชนคนนอกครู |
ทั้งสี่เส้นเกณฑ์หมู่คนมาชัก |
จ่ายให้คนถือเชือกเส้นละร้อย |
ก็เคลื่อนคล้อยขบวนแห่เซงแซ่หนัก |
ทั้งซ้ายขวาน่าหลังเชือกรั้งชัก |
แห่มาพักท่าสำเภาเอาลงน้ำ |
ราชสมบัติแขงขึงตึงเชือกไว้ |
คนสี่ร้อยฉุดไม่ไหวก็ล้มคว่ำ |
เชือกพวนขาดเปนท่อนล้มซ้อนคะมำ |
แล้วก็ทำอาละวาดอำนาจร้าย |
ใครจะเข้าจับตัวราชสมบัติ |
ให้ข้องขัดด้วยกำลังนั้นมากหลาย |
ชาวเมืองชวนกันวิ่งทั้งหญิงชาย |
มาดูนายราชสมบัติออกอัดแอ |
บ้างก็ขึ้นต้นไม้คอยมองดู |
บ้างวิ่งกรูแซงสวนกระบวนแห่ |
ไม่เคยเห็นเล่นพนันชวนกันแล |
เสียงเซงแซ่คนดูพรั่งพรูมา ๚ |
๏ ครานั้นราชทูตนายสำเภา |
โฉดเขลาเห็นว่าแรงมากนักหนา |
แต่พวนหนังรั้งขาดประหลาดตา |
จึ่งปฤกษาคู่ชนคนสำคัญ |
ว่าแรงเขามิใช่น้อยพวนย่อยยับ |
ยังจะรับเปนคู่พนันขัน |
ฤๅจะสู้เขาไม่ได้ให้บอกกัน |
อย่าอึ้งอั้นแจ้งความแต่ตามจริง ๚ |
๏ ฝ่ายว่าล้านธานีบุรีราช |
คิดขยาดกลัวใจให้เกรงกริ่ง |
จึ่งบอกว่าสู้ไม่ได้ให้ประวิง |
เขาแรงจริงสุดปัญญาจะท้าพนัน |
สู้ไม่ได้เปนแน่ตามแต่จะคิด |
ไม่เบือนบิดดอกกลัวจนตัวสั่น |
ให้เกรงแต่จะแพ้แก้ไม่ทัน |
จะดื้อดันเข้าชนไม่พ้นตาย ๚ |
๏ ฝ่ายราชทูตกับชายนายสำเภา |
เห็นเสียเค้าไม่ได้สมอารมณ์หมาย |
จึ่งปฤกษาตามใจทั้งไพร่นาย |
ว่าจะถวายสินพนันกันนินทา |
ทูลว่าล้านมาด้วยป่วยเปนไข้ |
ทูลลาไปไหนจะมีครหา |
เห็นพร้อมกันพลันนำเครื่องบรรณา |
เข้าเฝ้าถวายจอมนรานรินทร |
กราบทูลว่าคู่พนันนั้นเปนไข้ |
ป่วยมาได้สามวันกำลังอ่อน |
ขอถวายสินพนันพระภูธร |
จะลากลับยังนครนามธานี ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ |
ทรงฟังทูลเห็นประหลาดชั้นเชิงหนี |
ทรงปราไสตามได้มีไมตรี |
ทูตก็ลาพระจรลีลงนาวา |
ให้ใช้ไบไปถึงพระบุรี |
กราบทูลแจ้งคดีจอมนาถา |
ให้ทราบใต้ลอองบาทลาดหนีมา |
เหลือปัญญาที่จะชนพ้นกำลัง ๚ |
๏ ฝ่ายพระองค์ดำรงเมืองธานี |
ทรงฟังทูตทูลว่าหนีให้แค้นคั่ง |
ปรารภจะสู้มิได้หลีกอีกสักครั้ง |
พระไทยตั้งหมายมาดไม่ขาดวัน ๚ |
๏ จะกล่าวถึงเชียงญาณอยู่บ้านไร่ |
ข่าวฦๅไปว่าเชียงเมี่ยงปัญญาขยัน |
คิดหมายลองปรีชาจะสู้กัน |
ฤๅว่ามันแหลมฉลาดจะลองดู |
ตดใส่ปล้องไม้ไผ่แล้วอุดอัด |
ออกจากบ้านลอดลัดมาหมายสู้ |
ได้แปดวันดั้นป่ามาสืบดู |
แต่ไม่รู้ว่าเชียงเมี่ยงนั้นคนใด |
ครั้นเดินมาก็พบกับเชียงเมี่ยง |
ถามชื่อเสียงโดยตัวว่าอยู่ไหน |
ฝ่ายเชียงเมี่ยงถามว่าจะทำไม |
มีธุระสิ่งใดถามหามัน |
เชียงญาณพาซื่อไม่รู้จัก |
หมายว่าคนอื่นซักไม่บิดผัน |
จึงบอกว่าจะทดลองของสำคัญ |
เชียงเมี่ยงจะรู้ทันฤๅงมงาย |
ข้าตดใส่ปล้องไม้จะให้ดม |
ถ้าดีจะสมาคมเปนสหาย |
เชียงเมี่ยงว่าเจ้าอัดลมระบาย |
มากี่วันกลิ่นจะคลายฤๅยังมี |
จงเปิดดมดูก่อนถ้าหย่อนกลิ่น |
จวนจะสิ้นจะได้เติมให้เต็มที่ |
เชียงญาณฟังเห็นชอบว่าพูดดี |
ก็เปิดดมว่ายังมีกลิ่นมากนัก |
ฝ่ายเชียงเมี่ยงเห็นว่างมต้องดมตด |
ว่าเองชาวชนบทไม่รู้จัก |
กูและชื่อเชียงเมี่ยงซึ่งถามทัก |
เองประจักษ์แล้วฤๅไม่ไอ้โง่เคอะ |
มึงหมายมาว่าจะให้กูดมตด |
มึงดมเองให้หมดกลับไปเถอะ |
กูชาวในลวงไม่ได้แล้วไอ้เซอะ |
อ้ายบ้านนอกโง่เบอะน่าถองซ้ำ |
เชียงญาณครั้นรู้ว่าเชียงเมี่ยง |
ไม่โต้เถียงวาจาก้มหน้าคว่ำ |
นึกน้อยใจเจ็บอกเหมือนฟกช้ำ |
กลับไปบ้านจิตรระกำคลุมหัวนอน |
คิดคิดก็ยิ่งแค้นแสนอดสู |
มาเสียรู้เชียงเมี่ยงให้ถอดถอน |
ถ้าแก้แค้นไม่ได้ไม่อยู่นคร |
จะเที่ยวซุกซอนนิ่งนอนตาย ๚ |
๏ จะกล่าวถึงพระผู้ผ่านทวาลี |
ประชวรโรคมากทวีมิใคร่หาย |
พระอาการพานมากลำบากกาย |
แทบจะวายชีวาพิราไลย ๚ |
๏ ฝ่ายพระอรรคเทพีศรีสมร |
เธออาวรณ์เศร้าหมองไม่ผ่องใส |
สงสาองค์ภัศดาโศกาไลย |
จึ่งสั่งให้โหรดูชาตาดวง |
โหรก็ลงเลขคำนวณทวนสอบไล่ |
แจ้งใจว่าพระเคราะห์นั้นใหญ่หลวง |
พระชาตาก็ยังดีมีในดวง |
แต่เข้าห่วงรุมเห็นไม่เปนไร |
จึ่งทูลสนองเสาวนีเทพีราช |
พระชัณษาไม่ถึงฆาฏแต่โรคใหญ่ |
ด้วยราหูสู่ราษีจึ่งมีไภย |
เสวยอายุแต่ใกล้จะออกจร |
ยังไม่ถึงอับจนพระชนมาน |
เกล้าหม่อมฉานสอบดูตามครูสอน |
โหรสี่นายพร้อมถวายพยากรณ์ |
ให้บังอรปิ่นสุรางค์ส่างโศกา |
ฝ่ายเชียงเมี่ยงหมอบอยู่กับโหรเฒ่า |
ว่าข้าพเจ้าจะสอบพระชัณษา |
ทำลงเลขคูณหารตามตำรา |
ทูลแก่อรรคชายาจอมนารี |
ว่าอันองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว |
ค้นดูทั่วในตำราว่ายืนที่ |
คงสู่สวรรค์ในเจ็ดวันเจ็ดราตรี |
พระภูมีไม่ตลอดเจ็ดวันไป ๚ |
๏ จอมอนงค์องค์มิ่งมเหษี |
ฟังวาทีเชียงเมี่ยงไม่สงไสย |
สำคัญว่าพระองค์ผู้ทรงไชย |
จะสวรรคาไลยในเจ็ดวัน |
ทรงกรรแสงคร่ำครวญรัญจวนจิตร |
ถึงพระองค์ทรงฤทธิ์เจ้าไอสวรรย์ |
ดำรัสสั่งชาวคลังสิ้นทั้งนั้น |
จ่ายเงินทองแพรพรรณออกแจกทาน |
แก่ยาจกวรรณิพกคนชรา |
จัดเอมโอชโภชนากระยาหาร |
เลี้ยงพระสงฆ์ทรงศีลทุกวันวาร |
ประกอบการกุศลกิจเปนนิจรัน |
เจ็ดทิวาล่วงไปไม่สวรรคต |
พระทรงยศคลายพระโรคเกษมสันต์ |
หายประชวรออกขุนนางได้ทุกวัน |
พระทรงธรรม์ตรัสถามเชียงเมี่ยงดู |
เองทายไว้ว่าจะตายในเจ็ดวัน |
ก็เกินแล้วไฉนนั่นกูยังอยู่ |
ฤๅเองชังแช่งเล่นเปนสัตรู |
ที่ไม่ดีเอามาดูจะให้ตาย |
เชียงเมี่ยงได้ฟังพระโองการ |
บังคมทูลภูบาลขยับขยาย |
ว่าสารพัดสัตว์สิงทั้งหญิงชาย |
ที่จะตายพ้นเจ็ดวันนั้นไม่มี |
นับแต่อาทิตย์นั้นถึงวันเสาร์ |
แม้นพระเจ้าจอมมุนินทร์ชินศรี |
ก็นิพานในเจ็ดวันเจ็ดราตรี |
ทั้งปัถพีไม่พ้นตายในเจ็ดวัน ๚ |
๏ ฝ่ายพระจอมนครามหาสถาน |
ฟังเชียงเมี่ยงว่าขานเห็นคมสัน |
คลายโกรธาด้วยว่าจริงอย่างนั้น |
ไม่แปรผันผิดคำเชียงเมี่ยงเลย |
มันแก้ไขไวว่องไม่ข้องขัด |
ช่างสันทัดจัดเจนจริงเจียวเหวย |
แต่มิได้ออกพระโอษฐโปรดภิเปรย |
ทรงชมเชยในพระไทยไม่ตรัสดัง ๚ |
๏ จะกลับกล่าวกระษัตราเมืองธานี |
แต่เสียทีพนันคนให้แค้นคั่ง |
ทรงดำริห์จะแก้ไขใหม่สักครั้ง |
ทั้งเดินนั่งไสยาศน์ไม่ขาดคิด |
ดำริห์ว่าจะพนันสิ่งใดดี |
นำบุรีมาขึ้นได้สมใจจิตร |
อย่าเลยนะจะนิมนต์บรรพชิต |
ซึ่งสถิตย์ในยศถาราชาคณะ |
ที่รู้ธรรมคัมภีร์บาฬีอรรถ |
เจนจัดแจ้งประจักษ์ในอักขระ |
ชำนาญไล่ถามช้ำข้อธัมมะ |
เอาชนะกันที่จนพ้นปัญญา |
ทรงดำริห์ตริแล้วมิทันนาน |
เสด็จออกมีโองการสั่งให้หา |
สังฆ์การีธรรมการคลานเข้ามา |
จึ่งมีพระบัญชาให้เผดียง |
พระราชาคณะผู้รอบรู้อรรถ |
ที่สันทัดเล่าฦๅมีชื่อเสียง |
จะให้ไปถามปัณหาท้าไล่เลียง |
โต้เถียงกันกับปราชญ์ทวาลี |
พระผู้เปนเจ้าองค์ใดจะอาสา |
ให้เข้ามาจะได้บอกให้ถ้วนถี่ |
อย่าให้แพ้แก้สู้กู้บุรี |
สังฆ์การีธรรมการก็รีบไป |
เผดียงถามตามโองการบรรหารสั่ง |
ทั่วทั้งธานีบุรีใหญ่ |
ในกรุงนั้นสังฆ์การีมีหมายไป |
นอกกรุงให้ธรรมการส่งสารตรา |
เผดียงถามตามพระสงฆ์ดำรงยศ |
ทั่วทั้งหมดน้อยใหญ่ให้ปฤกษา |
ท่านผู้ทรงบันดาศักดิ์ทุกวัดวา |
พระราชาคณะมีสามองค์ |
พระญาณกิจทั้งพระประสิทธิไตรย |
พระวิไนยนายกเปนจอมสงฆ์ |
สังฆ์การีพามาเฝ้าทั้งสามองค์ |
ทูลให้ทรงทราบว่าอาสาไป ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ |
แสนประสาทโสมนัศตรัสปราไส |
ว่าเจ้าคุณกู้บุรีให้มีไชย |
โยมจะได้เกียรติยศปรากฎมี |
พระราชทานบาตรไตรบริขาร |
เครื่องสักการสารพัดจัดตามที่ |
ให้อาลักษณ์แต่งสารเปนไมตรี |
บรรณาการของดีดีให้จัดไป |
พระดำรัสให้ร่างราชสาร |
อาลักษณ์จานจารึกงามผ่องใส |
ลงสุวรรณบัตรแผ่แผ่นอุไร |
มอบราชทูตไปลงนาวา |
ฝ่ายพระสงฆ์สามองค์ผู้ทรงยศ |
ก็มาหมดลงสำเภาทอดที่ท่า |
ได้ฤกษ์ให้ใช้ใบออกเภตรา |
แล่นมาในท้องสมุทจนสุดแดน |
สำเภาทั้งห้าร้อยแล่นลอยล่อง |
ฝ่าฟองชลาคลื่นกว่าหมื่นแสน |
ได้ลมดีในนทีไม่ขาดแคลน |
มาตามแผนที่ต้นหนดลบุรี |
ถึงด่านปากน้ำอ่าวบอกข่าวแจ้ง |
เหมือนคราวก่อนที่แถลงเมื่อครั้งหนี |
ขุนนางในกรมท่าทราบคดี |
กราบทูลว่าทูตธานีกลับเข้ามา |
ข่าวว่ามีราชสารการพนัน |
ขอพระองค์ทรงธรรม์จอมนาถา |
จงทราบใต้ฝ่าธุลีในกิจจา |
ควรมิควรพระบาทาปกเกล้าบัง ๚ |
๏ ครานั้นจอมนรินทร์บดินทร์สูร |
ทรงฟังทูลว่าทูตมาให้แค้นคั่ง |
จะเซ้าซี้ขอพนันกันอีกครั้ง |
เนื้อความยังไม่รู้เรื่องเมืองธานี |
จึ่งสั่งเจ้าพนักงานจัดการรับ |
ให้เสร็จสรรพเชิญราชสารศรี |
ตามธรรมเนียมเตรียมรับทูตธานี |
เรือกระบี่เรือแห่แลหลามชล |
ถึงท่าวังตั้งแห่ราชสาร |
ทูตเชิญพานทองพระราชอนุสนธิ์ |
ถึงพระโรงเข้าเฝ้าเจ้าจุมพล |
ถวายบังคมสิ้นทุกคนฟังโองการ |
กรมท่าทูลเบิกทูตทั้งหลาย |
พวกทูตก็ถวายราชสาร |
ทรงรับมอบพระอาลักษณ์พนักงาน |
ให้คลี่อ่านสารศรีที่มีมา |
ในลักษณพระราชสาร |
ของภูบาลธานีมียศถา |
ขอเจริญไมตรีพระพี่ยา |
ยังภาราทวาลีบุรีรัตน์ |
ด้วยได้ข่าวเล่าฦๅระบือเลื่อง |
ว่าในเมืองมีปราชญ์รู้เจนจัด |
จึ่งให้ราชาคณะทั้งสามวัด |
มาถามอรรถบาฬีคัมภีร์ธรรม |
พระเชษฐาถ้าได้ไชยชำนะ |
ขอคารวะขึ้นบุรีอุปถัมภ์ |
ถวายหิรัญมาลาบาบุบผาคำ |
ไม่เกินก้ำจะเปนข้ากว่าวายปราณ |
ถ้าปราชญ์เมืองธานีนี้ชำนะ |
จงสละนิวาศราชฐาน |
มาขึ้นเมืองธานีตามบุราณ |
มอบสักการรัชฎามาลาทอง |
แผ่เขตรขัณฑ์ธานีบุรีราช |
ให้อำนาจสิทธิการงานทั้งผอง |
เปนพื้นเดียวเนื่องแดนดังแผ่นทอง |
จะได้ครองบุรีรัตน์กำจัดไภย ๚ |
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงภพฟังจบสาร |
ปฏิสัณฐารสามนัดตรัสปราไส |
ตามธรรมเนียมทูตาอันมาไกล |
ดำรัสให้รออยู่พักสักสามวัน |
จะแต่งที่พระกระวีถามปัณหา |
ให้งามตาเปนเกียรติยศใหญ่มหันต์ |
แต่นักปราชญ์ผู้ฉลาดรอบรู้ธรรม์ |
จะจัดสรรมาถามสู้ดูสักครั้ง |
ราชทูตก็คำนับรับโองการ |
ถวายบังคมภูบาลคลานถอยหลัง |
มาข้างนอกออกไปจากในวัง |
ก็มายังท่าจอดทอดนาวา ๚ |
๏ ครานั้นจอมนรินทร์บดินทร์สูร |
ให้อาดูรทรงโทมนัศา |
ว่ากระษัตริย์ธานีนี้พาลา |
รบพนันนครานี้ร่ำไป |
จึ่งดำรัสสั่งเจ้าพนักงาน |
สังฆ์การีธรรมการหมอบไสว |
ให้ทำหมายรายแจกทุกวัดไป |
ราชาคณะองค์ใดจะรับพนัน |
แปลอักขรกับพระเมืองธานี |
กู้บุรีคุ้มประเทศทั่วเขตรขัณฑ์ |
ถามบรรดาที่ชำนาญการอรรถธรรม์ |
กูนัดไว้สามวันแก่ทูตมา |
ในกรุงให้สังฆ์การีเผดียงถาม |
ทุกอารามพระสงฆ์ทรงยศถา |
นอกกรุงให้ธรรมการแจ้งกิจจา |
เที่ยวปฤกษาเผดียงถามความพนัน |
สังฆ์การีธรรมการคลานออกมา |
ถามพระราชาคณะขมีขมัน |
แต่ที่รู้บาฬีคัมภีร์ธรรม์ |
ในสามวันบอกเข้ามาอย่าช้าการ |
ฝ่ายพระสงฆ์ทรงสิกขาราชาคณะ |
แจ้งในพระประสงค์เจ้าจอมสถาน |
ต่างก็กลัวปราไชยใจรำคาญ |
บอกสังฆ์การีธรรมการให้กราบทูล |
ว่าเหลือปัญญาจะสู้กู้บุรี |
ไม่รู้ที่วิสัชนาปัญญาสูญ |
ให้อ้นอั้นตันใจได้อนุกูล |
ช่วยกราบทูลแก้ไขอย่าให้เคือง |
สังฆ์การีธรรมการทราบสารเสร็จ |
ทูลว่าพระขามเข็ดแต่ทราบเรื่อง |
ไม่มีใครรับเป็นคู่สู้แขกเมือง |
พูดปลดเปลื้องออกตัวกลัวเต็มที ๚ |
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงฤทธิ์อดิศร |
ฟังทูลให้อาวรณ์เศร้าหมองศรี |
เสียพระไทยเกรงจะแพ้ทูตธานี |
จะได้ใครกู้บุรีให้ชนะ |
จึ่งดำรัสปฤกษากับเชียงเมี่ยง |
เองจะเถียงถามธรรมได้ไหมหวะ |
เชียงเมี่ยงก้มเกษาคารวะ |
ทูลว่าเกล้ากระหม่อมจะอาสาไป |
ถามปัณหาในคัมภีร์บาฬีอรรถ |
สู้สักนัดมิได้หนีคัมภีร์ไหน |
บังคมลาบรรพชาจึ่งมีไชย |
แม้นโปรดให้บวชเปนสงฆ์คงได้การ ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงเวียง |
ฟังเชียงเมี่ยงปรีดิ์เปรมเกษมสานต์ |
ก็โปรดให้บรรพชาไม่ช้านาน |
บริขารไตรแพรแห่แหนไป |
ให้เชียงเมี่ยงอาบน้ำด้วยขันทอง |
พิณพาทย์แตรสังข์ฆ้องประโคมให้ |
ประทานชื่อว่าพระศรีธนญไชย |
ให้ถามไต่ธรรมขันธ์พนันเมือง |
ฝ่ายว่าพระศรีธนญไชย |
ได้ยศศักดิ์ยิ่งใหญ่ชื่อฦๅเลื่อง |
เสมอราชาคณะเดชะประเทือง |
รับพนันแขกเมืองทูตธานี |
จึ่งให้แต่งอาศนไว้หกสถาน |
สูงตระหง่านเท่ากันเปนศักดิ์ศรี |
ดาดเพดานห้อยบุบผาพวงมาลี |
มีมุลี่ม่านบังตั้งเครื่องยศ |
ถึงวันนัดให้นิมนต์ราชาคณะ |
ทั้งสามองค์ที่จะไต่ถามบท |
ข้อธรรมปัณหามาลองทด |
ครั้นมาหมดให้นั่งอาศน์ปูลาดไว้ |
ขึ้นที่สูงสามแห่งแต่งไว้ท่า |
จึ่งสนทนาพูดพลางทางปราไส |
ถามบ้านเมื่องเรื่องอื่นพอชื่นใจ |
แกล้งหน่วงให้ชักช้าเวลาเปลือง |
ฝ่ายพระสงฆ์สามองค์เห็นนานนัก |
แต่ถามซักกันไปไมได้เรื่อง |
เห็นที่ว่างสามแห่งแต่งรุ่งเรือง |
มีทั้งเครื่องยศประดับรับเถรา |
ก็เข้าใจว่าที่ท่านจะมาถาม |
เห็นเนิ่นนานในความแก้ปฤษณา |
จึ่งเตือนว่าสักเมื่อไรท่านจะมา |
จวนเวลาบ่ายเย็นไม่เห็นเลย |
ฝ่ายพระศรีธนญไชยไวปัญญา |
ว่าจะมาเดี๋ยวนี้ไม่เชือนเฉย |
พระผู้เปนเจ้าเจนอรรถสันทัดเคย |
ทั้งสามองค์จะเฉลยบทบาฬี |
ท่านรู้ธรรมคัมภีร์ดีฦกซึ้ง |
ไม่มีคู่เทียมถึงทั้งกรุงศรี |
ข้าพเจ้าเปนแต่เชานอกบุรี |
เข้ามาเรียนคัมภีร์ศึกษาธรรม |
พึ่งบวชใหม่อายุได้ยี่สิบห้า |
มาศึกษาเปนศิษย์คิดเรียนร่ำ |
ปัญญาเขลารู้น้อยในถ้อยคำ |
ท่านทั้งสามแม่นยำยิ่งเกรียงไกร |
ขอนิมนต์สนทนากันเล่นก่อน |
พึ่งฝึกสอนจักถามตามสงไสย |
พุทธบิดาและไอยกาไซ้ |
นามอย่างไรบิตุรงค์องค์ไอยกา |
อิกทั้งต้นวงษ์พงษ์ศักราช |
ลำดับถึงจอมปราชญ์นารถนาถา |
พระนครที่สถิตย์กระษัตรา |
นามภาราชื่อใดจงไขความ |
ราชาคณะสามองค์ฟังปุจฉา |
วิสัชนาได้แต่กษัตริย์สาม |
ตั้งแต่พุทธบิดาแสดงนาม |
สิ้นทั้งสามถึงภูมินทร์นรินทรา |
ซึ่งเปนชนกแห่งไอยกานารถ |
ต่อขึ้นไปไม่อาจแก้ปัณหา |
บอกว่าจำไม่ได้สิ้นปัญญา |
ก็นิ่งจนวาจาอยู่เพียงนั้น |
ฝ่ายว่าพระศรีธนญไชย |
เห็นว่าแก้ไม่ไหวดูอัดอั้น |
จึ่งว่าผู้เปนเจ้ามาติดตัน |
ถามกันยังค้างข้อไม่ต่อไป |
นี่แต่ศิษย์รู้น้อยพลอยมาถาม |
ยังแก้ไม่สิ้นความที่สงไสย |
ถ้าพระครูสามองค์อันทรงไตร |
ท่านถามมาแก้ไม่ได้จะอับอาย |
จะนิ่งไม่พริบตาอ้าปากค้าง |
แมลงวันหยอดไข่ขางไว้มากหลาย |
ไม่รู้ตนจนในปัณหาทาย |
ขอจงได้อธิบายบาฬีมา |
ฝ่ายพระสงฆ์สามองค์ราชาคณะ |
ไม่อาจจะแก้ได้ในปัณหา |
ได้อายแก่ข้าเฝ้าเหล่าเสนา |
ทั้งพระองค์ปิ่นประชาทวาลี |
ปราไชยในสนามทั้งสามองค์ |
ก็เลื่อนลงจากอาศน์มณีศรี |
ทูตถวายสินพนันอัญชลี |
ขอมาขึ้นบุรีตามสัญญา |
ถวายทั้งนาวาสิ้นห้าร้อย |
ให้เคลื่อนคล้อยสำเภาเข้าสู่ท่า |
ราชาคณะก็ถวายพระพรลา |
ทูตไปทูลกิจจาเจ้านายตน ๚ |
๏ ชนทั้งหลายชมพระศรีธนญไชย |
ว่าว่องไวเจนจัดไม่ขัดสน |
กู้บุรีมีไชยไม่อับจน |
พระจุมพลตรัสให้อวยไชยพร ๚ |
๏ ฝ่ายพระศรีธนญไชยได้ชำนะ |
สึกจากพระมาอยู่เหมือนแต่ก่อน |
เปนข้าเฝ้าจอมนรินทร์บดินทร |
คู่นครเพิ่มโพธิสมภาร ๚ |
๏ ครั้นล่วงกาลนานมามีข้าศึก |
ทำโห่ฮึกยกมายั้งตั้งอยู่ด่าน |
ได้ทีจะเข้าตีป้อมปราการ |
ชิงราชฐานนคราทวาลี |
ชาวด่านทำใบบอกแจ้งราชการ |
ให้กราบทูลภูบาลในกรุงศรี |
ขุนนางในตำแหน่งแจ้งคดี |
เข้าเฝ้าพระภูมีทูลกิจจา ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ |
ฟังอำมาตย์อ่านบอกในเลขา |
ว่าข้าศึกยกพลพหลมา |
จะตีพระภาราทวาลี |
จึ่งสั่งให้เตรียมทัพไว้สรรพเสร็จ |
ตีสิบเอ็ดจะเสด็จจากกรุงศรี |
อำมาตย์รับพระบัญชาเจ้าธานี |
จัดพวกพลโยธีคอยฤกษ์ไชย |
รับสั่งให้ธนญไชยตามเสด็จ |
จงเตรียมเสร็จตื่นนอนแต่ก่อนไก่ |
มาให้ทันเวลาเราคลาไคล |
ธนญไชยรับโองการมาบ้านตน ๚ |
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงเดชเกษประชา |
ไม่เห็นธนญไชยมาก็ยกพหล |
ให้ทันฤกษ์ยามดีกรีธาพล |
ทรงช้างต้นมีกำลังมาตังคพงษ์ |
หกสิบปีจึ่งหย่อนอ่อนกำลัง |
สีคล้ายครั่งล่ำสันสูงรหง |
ทั้งห้าวหาญฝึกชำนาญการณรงค์ |
ควรคู่จักรพรรดิทรงนำกองทัพ |
เรียกมันชันหูดูข้าศึก |
โกญจนาทก้องกึกไม่ถอยกลับ |
แต่ช้างเดียวอาจฝ่าโยธาทัพ |
ตะลุยไล่ให้ยับสักหมื่นพัน |
ประดับคชาภรณ์เรืองแลเครื่องมั่น |
ล้วนสุวรรณเนาวรัตน์เลือกจัดสรร |
ห้อยภู่จามรีทั้งสองกรรณ |
งามดังเอราวรรณอมรินทร์ |
เหล่าช้างดั้งช้างกันเปนอันดับ |
ก็แข่งขับเคียงคู่ธนูศิลป์ |
พลม้าควบขนานสท้านดิน |
สเทื้อนด้าวดังจะภินท์พสุธา |
เหล่าโยธีมีแรงกำแหงเหี้ยม |
ล้ำสั่นเทียมยักษ์มารล้วนหาญกล้า |
เลือกตัวดีมีฝีมือถือสาตรา |
สองหัดถาแกว่งดาบปลาบเปนเงา |
เหล็กถลุงปรุงยาตำราอ้าง |
อุส่าห์กรางคลุกน้ำตาลปนกับเข้า |
ให้นกกินจนสิ้นที่กรางเอา |
มูลนกกะเรียนใส่เบ้าสูบหลายไฟ |
จึ่งชุบแช่แร่พลวงล่วงขวบมา |
ผสมยาว่านต่างต่างแลหางไหล |
แล้วหลอมหุงปรุงกับเหล็กพระขรรค์ไชย |
มาตีได้เปนอาวุธสุดจะคม |
ทหารทวนล้วนสกรรจ์มั่นตั้นเติบ |
ใจกำเริบรบรับล้วนทับถม |
อาบว่านปรุงยาทั้งอาคม |
ปากก็อมเหล็กไหลได้อยู่คง |
ทหารปืนกว่าหมื่นชำนาญหัดถ์ |
ทั้งยิงยัดคล่องไวดังใจประสงค์ |
มีเลขยันต์กันศึกนึกทนง |
การณรงค์เคยมีไชยไม่เกรงกลัว |
ทหารดั้งเสโลห์ทั้งโตมร |
ธนูศรแม่นดีมิใช่ชั่ว |
หมายจะพุ่งยิงใครไม่ผิดตัว |
ข้าศึกเห็นสั่นหัวระอามือ |
พลรถเทียมสินธพล้วนต่างสี |
สารถีขึ้นขับม้าง่าแส้ถือ |
มีนายรถกุมหอกซัดถนัดมือ |
ล้วนตัวฦๅเรี่ยวแรงกำแหงทยาน |
เหล่าจตุรงค์สี่หมู่พรั่งพรูพร้อม |
แห่แวดล้อมจอมนรินทร์ปิ่นสถาน |
ถึงที่พักจักประทับคชาธาร |
มีโองการให้หยุดพลนิกาย |
ทรงคอยศรีธนญไชยมิได้มา |
จนเวลาสุริยฉันตวันบ่าย |
ให้หยุดช้างพระที่นั่งพอยั้งสบาย |
โยธารายล้อมวงองค์ขัติยา ๚ |
๏ ฝ่ายว่าศรีธนญไชยกลับไปบ้าน |
จึ่งคิดอ่านจับไก่ไว้นักหนา |
ใส่กรงขังสมดังจิตรจึ่งนิทรา |
ตื่นขึ้นกินโภชนาสบายใจ |
แล้วเที่ยวเล่นกับเพื่อนเชือนแชเฉย |
จนล่วงเลยเวลาหามาไม่ |
กลับไปบ้านนอนกลางวันไม่พรั่นใจ |
ตื่นขึ้นบ่ายแล้วให้ผูกช้างพลัน |
เอาไก่ผูกท้ายช้างกับสัปคับ |
เสบียงอาหารเสร็จสรรพขนเลือกสรร |
หีบผ้ากาน้ำของสำคัญ |
ขึ้นช้างไสไปให้ทันทัพหลวงจร |
รีบขับช้างย่างยาวก้าวเหยียดเหยาะ |
หวังจำเภาะทัพใหญ่ไม่หยุดหย่อน |
พอบ่ายเย็นเห็นพหลพลนิกร |
พักร้อนล้อมพลับพลาพนาวัน |
รีบให้ถึงคชาเข้ามาเฝ้า |
ถวายบังคมก้มเกล้าขมีขมัน |
ฝ่ายพระองค์ดำรงเมืองขุ่นเคืองครัน |
ตรัสว่าเฮ้ยอย่างไรนั่นจึงช้านาน |
สั่งให้มาก่อนไก่ทำไมอยู่ |
ให้ตัวกูคอยจนบ่ายสุริยฉาน |
ไม่ทำตามคำว่าต้องท่านาน |
จงให้การมาอย่าช้าว่ากะไร |
ธนญไชยได้ฟังรับสั่งถาม |
จึงทูลความว่าหม่อมฉานมาก่อนไก่ |
ผูกไว้ที่ท้ายช้างร้องอึงไป |
ขึ้นนั่งได้ก่อนไก่แล้วจึงมา |
มิได้ทำล่วงเกินพระโองการ |
ควรมิควรขอประทานซึ่งโทษา |
เปนช้างเดียวเปลี่ยวใจจึงได้ช้า |
พระอาญาล้นเกล้าด้วยเบาความ ๚ |
๏ ครานั้นธิบดินทร์นรินทร์ราช |
ฟังทูลว่าเห็นฉลาดไม่เข็ดขาม |
จะให้ฆ่าเสียก็ได้ไม่ทำตาม |
ทรงตรองความเห็นจริงแล้วนิ่งไว้ |
จึงดำรัสการรบกับเสนา |
ตามมหาพิไชยสงครามใหญ่ |
จงตั้งจิตรรบตีให้มีไชย |
ทั้งนายไพร่อย่าย่อท้อต่อสงคราม |
แล้วยกพลล่วงไปใกล้ถึงด่าน |
พวกข้าศึกไม่ต่อต้านกลัวเข็ดขาม |
เห็นรี้พลครื้นครึกให้นึกคร้าม |
ดูล้นหลามแน่นป่าไม่กล้ารบ |
กำลังพลตนน้อยก็ถอยล่า |
ยกโยธารีบลี้เลี่ยงหนีหลบ |
แพ้พ่ายไปแต่ไกลไม่ทันรบ |
พระจอมภพนคราทวาลี |
เห็นข้าศึกสัตรูหมู่คิดร้าย |
แตกกระจัดกระจายกระเจิงหนี |
ก็ยกทัพกลับคืนเข้าบุรี |
ทรงคอยทีจะเอาผิดธนญไชย ๚ |
๏ ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงภพทวาลี |
เสด็จประพาศสวนศรีอุทยานใหญ่ |
ชมพฤกษาดอกผลที่ปลูกไว้ |
สำราญพระไทยรื่นเริงบรรเทิงครัน |
ทอดพระเนตรผลพริกสุกแดงฉาน |
เต็มทั้งต้นภูบาลเกษมสันต์ |
ดำริห์ไว้ในพระไทยให้ผูกพัน |
จะเสวยพริกนั้นสักเวลา |
เสด็จกลับยังพระราชวังสถาน |
นฤบาลดำรัสตรัสให้หา |
ธนญไชยตัวดีมีปัญญา |
รับสั่งว่าไปเก็บพริกมาไวไว |
กูจะกินกับอาหารเวลานี้ |
รีบไปที่สวนอย่าช้าเก็บมาให้ |
ธนญไชยรับโองการคลานออกไป |
ถึงอุทยานหมายใจจะเก็บพริก |
เห็นสุกแดงเต็มต้นไม่หล่นร่วง |
ครั้นจะล่วงเกินเข้าเก็บด้วยเล็บหยิก |
ไม่รับสั่งให้เด็ดให้เก็บพริก |
ลมไม่พัดให้กระดิกกระเด็นเลย |
จะเด็ดเอาที่บนต้นก็เกินรับสั่ง |
ครั้นจะนั่งคอยดูอยู่เฉยเฉย |
ก็ป่วยการจำจะผิวปากตามเคย |
ให้พระพายพัดรำเพยพยุมา |
คิดแล้วจึ่งเข้านอนอยู่ใต้ต้น |
คอยท่าให้พริกหล่นตามปราถนา |
ฝ่ายพระองค์พงษ์กระษัตริย์ขัติยา |
คอยธนญไชยเห็นช้าเนิ่นนานนัก |
จึงตรัสใช้มหาดเล็กไปตามดู |
อย่างไรอยู่ถามไถ่ให้ประจักษ์ |
เก็บพริกที่สวนควรฤๅอยู่ช้านัก |
เที่ยวเชือนชักกาลให้เนิ่นเกินเวลา |
มหาดเล็กได้รับสั่งมายังสวน |
เที่ยวทบทวนเสาะแสวงทุกแห่งหา |
ได้ยินเสียงผิวปากใกล้พลับพลา |
ก็ตามไปไม่ช้าได้พบตัว |
เห็นนอนอยู่ใต้ต้นพริกกะดิกนิ้ว |
กำลังผิวปากจึ่งเตือนว่าเจ้าอยู่หัว |
สั่งให้เก็บพริกมานอนซุกซ่อนตัว |
เหมือนไม่กลัวรับสั่งใช้ให้มาดู |
ธนญไชยตอบว่ามีโองการ |
ให้เก็บพริกในอุทยานก็จริงอยู่ |
แต่ผลพริกมิได้หล่นก็คอยดู |
จะเด็ดบนต้นเปนสู่รู้ล่วงเกินไป |
จะนั่งคอยพริกหล่นก็ป่วยการ |
จึ่งคิดอ่านเรียกลมพยุใหญ่ |
ให้พัดผลพริกหล่นเหมือนอย่างใจ |
จะเก็บไปถวายองค์พระทรงธรรม์ |
แม้นกริ้วกราดว่ามาช้าก็ควรการ |
ด้วยทรงคอยอยู่นานจึ่งหุนหัน |
ถ้าจะเด็ดพริกผลบนต้นนั้น |
สักสามหนก็จะทันไม่เนิ่นนาน |
นายจงไปกราบทูลตามมูลเหตุ |
ให้ทรงเดชทราบตามที่คิดอ่าน |
มหาดเล็กมาสนองพระโองการ |
ตามธนญไชยว่าขานให้กราบทูล ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ได้ทรงฟัง |
ที่แค้นคั่งค่อยคลายกริ้วหายสูญ |
ทรงเห็นจริงด้วยได้สั่งตามเหตุมูล |
ที่อาดูรเดือดดาลสำราญไป ๚ |
๏ ฝ่ายว่าธนญไชยไม่ได้พริก |
ด้วยทำพลิกแพลงให้ควรสำนวนใหญ่ |
เห็นนานช้ากลับมาเฝ้าพระทรงไชย |
ทูลตามเหตุที่ไม่ได้จนสิ้นความ ๚ |
๏ ฝ่ายพระจอมนคเรศประเทศสถาน |
ฟังธนญไชยทูลสารไม่เข็ดขาม |
ทรงดำริห์ว่าอ้ายนี่มิใช่ทราม |
จะไล่ถามสักกี่หนไม่จนเลย |
จึ่งดำรัสถามว่าปัญญานั้น |
เองขังคั่นไว้ในท้องคอยตรองเฉลย |
ฤๅมีตัวปรากฎไม่หมดเลย |
จงเปิดเผยบอกมาอย่างอำพราง |
ธนญไชยทูลว่าปัญญาหม่อมฉัน |
ในท้องนั้นไม่สู้มากก็มีบ้าง |
มีตัวข้างนอกเลี้ยงไว้มิได้พราง |
ใส่ปล้องไม้หม่อมฉันวางไว้ในเรือน |
เพราะเปนตัวบินได้ต้องใส่กระบอก |
แม้นปล่อยออกก็จะหนีด้วยมีเพื่อน |
จึ่งขังใส่ปล้องไม้มิให้เชือน |
ต้องเลี้ยงไว้ในเรือนให้มิดชิด |
พระทรงฟังว่าขังปัญญาได้ |
ใส่ปล้องไม้ซ่อนไว้ฦกผนึกปิด |
ดำรัสว่าตัวปัญญาเจ้าความคิด |
ของเองมากหลายชนิดจงแบ่งปัน |
กูจะแจกอีสาวสาวพวกชาวใน |
มันจะได้มีปัญญามากเข้มขัน |
เหมือนตัวเองไม่มีคู่รู้เทียมทัน |
อย่างไรนั่นให้มิให้จงไขความ |
ธนญไชยได้ฟังรับสั่งขอ |
นึกหัวร่ออยู่ในใจไม่เข็ดขาม |
จึ่งทูลว่าสิ่งนี้มิใช่ทราม |
ที่พึงใจต้องห้ามหวงระวัง |
แต่พระเดชพระคุณเปนที่ยิ่ง |
เปนความจริงไม่อยากให้ใครสมหวัง |
ต้องถวายมิได้คิดจะปิดบัง |
ด้วยใจตั้งพึ่งพระโพธิสมภาร |
กราบทูลแล้วบังคมลามาสู่เรือน |
คิดจะใคร่ปิดเงื่อนไม่แผ่ซ่าน |
ได้สิ่งไรหนอถวายพระภูบาล |
นึกรำคาญแล้วคิดได้ไวปัญญา |
อย่าเลยนะจะถวายตัวต่อผึ้ง |
คิดแล้วจึ่งเที่ยวทุกแห่งแสวงหา |
เปนห้าวันได้ตัวผึ้งต่อแตนมา |
ใส่กระบอกปิดฝาไว้เรือนตน ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงสถาน |
คอยธนญไชยไม่พบพานก็ทรงบ่น |
รับสั่งให้หาพระสนมมาทุกคน |
ตรัสว่าปัญญาไม่จนธนญไชย |
มันบอกว่ามีตัวเลี้ยงไว้มาก |
อีเหล่านี้ใครอยากจะใคร่ได้ |
พระสนมทูลทุกคนอยากจะได้ไว้ |
ปัญญาเหมือนศรีธนญไชยจะใคร่มี |
จึ่งตรัสว่าถ้าอยากได้ไปหามัน |
ขอแบ่งสรรปัญญาอ้ายขุนศรี |
พระสนมบังคมคัลอัญชลี |
ทูลลาพระภูมีออกจากวัง |
ทั้งโขลนจ่าทนายเรือนกล่นเกลื่อนมา |
ตำรวจวังนำน่ากำกับหลัง |
มาบ้านศรีธนญไชยไม่รอรั้ง |
กรมวังบอกว่ามีพระโองการ |
รับสั่งใช้ให้มาขอตัวปัญญา |
พระสนมมาหาจนถึงบ้าน |
จงแบ่งปันตัวปัญญาอย่าช้านาน |
ตามโองการพระภูมินทร์นรินทร |
๏ ฝ่ายขุนศรีธนญไชยครั้นได้ฟัง |
ทำเปนนั่งเศร้าทอดฤไทยถอน |
ในอุบายเหมือนเสียดายต้องทุกข์ร้อน |
จึ่งตอบว่าแต่ก่อนรับสั่งมา |
ให้ข้าพเจ้าเอาปัญญาไปถวาย |
ความเสียดายเพราะยังรักอยู่นักหนา |
บัดนี้มีพระราชบัญชา |
ให้ท่านข้างในขอปัญญามาถึงเรือน |
จะขืนขัดก็ไม่ได้ต้องให้ปัน |
แต่คนละตัวเท่านั้นเลี้ยงเปนเพื่อน |
พอมีเชื้อต่อพันธุ์ให้เต็มเรือน |
ตัวเดียวเหมือนมากด้วยฬ่อต่อกันมา |
ว่าแล้วหยิบกระบอกมาจากห้อง |
พระสนมต่างร้องขอบ้างหนา |
เข้าเบียดเสียดแซกกันขอปัญญา |
ลางคนว่าอยากได้มากหลากหลากกัน |
ธนญไชยว่าอยากได้ทำไมมาก |
แต่คนละตัวเถอะจะภาคส่วนแบ่งสรร |
พอเปนเชื้อเลี้ยงในเรือนเหมือนเหมือนกัน |
ข้าพเจ้าจะทำพันธุ์ต่อต่อไป |
ทั้งจะถวายพระองค์ดำรงราษฎร์ |
ตัวฉลาดเกิดปัญญาหาพอไม่ |
จึ่งให้พระสนมนางข้างฝ่ายใน |
แบฝ่ามือว่าจะให้ตัวปัญญา |
ฝ่ายนางในแบหัดถามาทุกคน |
ขุนธนญเปิดกระบอกขึ้นต่อหน้า |
ตัวผึ้งต่อแตนแล่นออกมา |
ท่านข้างในต่างคว้าจะจับตัว |
ตัวปัญญาสามชนิดมีพิศม์ร้าย |
ก็ต่อยกายแขนหน้าบ้างต่อยหัว |
ทั้งปรางถันคันเจ็บไปทั้งตัว |
สัตว์ชาติชั่วเข้าร่มผ้าไม่ว่าใคร |
ปะที่ไหนต่อยให้ทุกแห่งหน |
พระสนมเหลือทนบ้างร้องไห้ |
เสียงกราดกรีดหวีดว่าธนญไชย |
แกล้งจะให้ล้มตายได้อายคน |
ธนญไชยทำเปนห้ามตัวปัญญา |
ทำไมต่อยท่านเล่าหวาออกปี้ป่น |
อย่าทำเช่นนั้นจงหยุดอย่าซุกซน |
ตัวปัญญาก็บินวนไล่ต่อยตอม |
ธนญไชยว่าเพราะท่านทำให้วุ่น |
มาแย่งชิงชุลมุนไม่ค่อยถนอม |
ตัวปัญญาขึ้งโกรธโลดไล่ตอม |
ข้าพเจ้าก็ต่อยงอมไปเหมือนกัน |
โกรธขึ้นมามิได้ว่าเปนเจ้าของ |
แม้นจับต้องเข้าไม่ได้ใจหุนหัน |
จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่ทัน |
สุดจะกั้นกางได้ว่องไวนัก |
พระสนมต้องต่อแตนมันต่อย |
บวมผื่นยับย่อยเจ็บปวดหนัก |
ต่างวิ่งหนีล้มคว่ำคะมำภักตร์ |
นอกชานหักตกเรือนเรียกเพื่อนอึง |
บ้างหน้าแตกแขนหวะโลหิตไหล |
โดนกันเองวุ่นไปหนีต่อผึ้ง |
ต่างต่างวิ่งย่างยาวก้าวตะบึง |
มาจนถึงที่เฝ้าเจ้าจุมพล ๚ |
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงนิเวศน์ครองเขตรขัณฑ์ |
เห็นพระสนมกำนัลวิ่งสับสน |
กายาเหล่านารีล้วนพิกล |
บวมผื่นไปทุกคนแปลกไนยนา |
จึ่งรับสั่งถามว่าเปนเหตุไฉน |
เออเมื่อไปแต่งกายงามสง่า |
ครั้นเมื่อกลับมาบวมผิดในตา |
ทั้งกายาผิวผื่นลื่นโนนอ |
พระสนมทูลว่าปัญญาต่อย |
มิใช่น้อยบินร่อนว่อนเปรียวปร๋อ |
ตัวลายลายเหลืองเหลืองต่อยคางคอ |
เหมือนผึ้งต่อแตนมีพิศม์ไม่ผิดกัน |
ต่อยที่ไหนร้อนดังไฟทั้งปวดเจ็บ |
ซ่านทั่วกายชาเหน็บไม่เศกสรร |
เกล้าหม่อมฉานเหลือทนบ่นรำพรรณ |
ไม่เคยเปนเช่นนั้นอยู่ในเวียง |
กราบทูลกล่าวโทษธนญไชย |
ร่ำพิไรโศกสอื้นครั่นครื้นเสียง |
ว่าพระองค์ทรงเมตตาได้ชุบเลี้ยง |
ไม่ลำเอียงฉันทาข้าทั้งปวง |
มีพระคุณล้นเกล้าเหล่าหม่อมฉัน |
พระทรงธรรม์อาชญาก็ใหญ่หลวง |
มิได้ทรงให้เจ็บช้ำระกำทรวง |
น้ำเนตรร่วงเหมือนครั้งนี้ไม่มีเลย |
ธนญไชยทำแก่เกล้าหม่อมฉาน |
เหลือประมาณจะกราบทูลมูลเฉลย |
แกล้งให้ได้อับอายไม่หายเลย |
มิได้เคยเจ็บกายแทบวายปราณ ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงโลกย์ |
เห็นสาวสรรค์เศร้าโศกแซ่เสียงประสาน |
ทูลกล่าวโทษธนญไชยให้เดือดดาล |
พระภูบาลซักซ้ำให้คำยืน |
ว่าตัวปัญญานั้นคล้ายผึ้งต่อแตนหรือ |
พระสนมประนมมือไม่ฝ่าฝืน |
ทูลคงคำซ้ำประดังว่ายั่งยืน |
พระยิ่งตื้นตันแน่นแค้นพระไทย |
ตรัสว่าจริงเหมือนอย่างว่าจะฆ่าเสีย |
เลี้ยงไว้ไยเปลืองเบี้ยหวัดที่ให้ |
น้อยฤๅนั่นอ้ายขุนศรีธนญไชย |
มันทำได้ไม่เกรงกลัวหัวจะปลิว |
จึ่งรับสั่งว่าให้หาตัวเข้ามา |
ตำรวจรับพระบัญชาวิ่งออกฉิว |
ถึงบ้านศรีธนญไชยไม่บิดพลิ้ว |
พูดขึ้นนิ้วบอกสิ้นตามโองการ |
ว่าบัดนี้พระสนมทูลกล่าวโทษ |
ในคำโจทย์ว่าท่านทำอาจหาญ |
ทำงามหน้าแล้วครั้งนี้มีโองการ |
ให้หาท่านไปไวไวเข้าในวัง |
ธนญไชยได้ฟังคำตำรวจว่า |
ก็รีบมาเฝ้าพระบาทต่อภายหลัง |
ฝ่ายพระจอมนคเรศนิเวศน์วัง |
ให้แค้นคั่งมิได้ตรัสอัดอั้นเคือง |
ทอดพระเนตรเห็นขุนศรีธนญไชย |
ด้วยนางในทูลยกโทษอยู่หลายเรื่อง |
น้อยพระไทยไม่อยากได้ไว้ในเมือง |
จะใคร่ฆ่าแก้เคืองขัดฤไทย ๚ |
๏ ฝ่ายขุนธนญคนบิดพลิ้วเห็นกริ้วกราด |
เพื่อนองอาจมิได้พรั่นไม่หวั่นไหว |
จึ่งกราบทูลว่ามีรับสั่งไว้ |
พระโปรดให้นำตัวปัญญามา |
หม่อมฉันก็จะจับมาถวาย |
ครั้นสนมทั้งหลายออกมาหา |
ว่าโปรดให้มางอนง้อขอปัญญา |
ครั้นเปิดไขตัวปรีชาจากปล้องไม้ |
ต่างคนต่างแย่งชิงกันจะจับ |
ตัวปัญญาหวนกลับมาต่อยให้ |
ถึงเกล้ากระหม่อมผู้เจ้าของซึ่งเลี้ยงไว้ |
ก็ต่อยยับแล้วหนีไปจนสิ้นตัว |
ครั้นจะว่าก็เกรงพระอาชญา |
ด้วยว่ามีบัญชาเจ้าอยู่หัว |
ก็จนใจไม่ว่าขานหม่อมฉานกลัว |
ควรมิควรเปนคนชั่วไม่มีดี ๚ |
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงฟังให้คั่งแค้น |
ด้วยห้ามแหนแสนสุรางค์มาป่นปี้ |
ทั้งนางในกล่าวโทษยกคดี |
พระผู้ผ่านทวาลีขุ่นเคืองนัก |
ถอดพระแสงทรงง่าจะฆ่าขุนศรี |
แล้วกลับมีพระสติทรงหวนหัก |
ความพิโรธให้หย่อนค่อยผ่อนพัก |
นึกถึงคำทรงศักดิ์พระบิตุรงค์ |
ได้ฝากฝังครั้งประชวรจวนล่วงลับ |
ทรงกำชับไม่ให้ฆ่าตามประสงค์ |
ถึงผิดพลั้งรั้งรอให้ชีพคง |
ครั้นฆ่าลงบ้านเมืองจะวุ่นวาย |
หนึ่งพระบรมอัฐิจะติโทษ |
เกิดพิโรธร้าวรานไม่รู้หาย |
ก็คืนพระแสงคงฝักจำหลักลาย |
ครั้นค่อยคลายขุ่นเคืองในเรื่องความ |
ก็ทรงวางพระแสงแล้วตรัสตวาด |
เฮ้ยอ้ายชาติชั่วทำแต่หยาบหยาม |
ตั้งแต่นี้อย่าเข้ามาทำวู่วาม |
ไม่ขอดูหน้าเองจะลามมาหลอกล้อ |
ไปเสียเดี๋ยวนี้อย่ารีรอ |
เฮ้ยตำรวจไสฅอเสียจากวัง ๚ |
๏ ครานั้นขุนศรีธนญไชย |
เห็นพระองค์เคืองฤไทยยังแค้นคั่ง |
กราบถวายบังคมลาไม่รอรั้ง |
ในใจตั้งจะแก้แค้นพระทรงฤทธิ์ |
ไม่สู้ทุกข์สู้ร้อนนอนสบาย |
ตรองไม่วายจะกลบเกลื่อนที่ความผิด |
แก้ให้ได้สักครั้งตั้งใจคิด |
พอเจ็ดวันจอมอิศราประชา |
เสด็จเลียบพระนครปทักษิณ |
ธนญไชยขุดดินไว้คอยท่า |
ให้เปนหลุมฝังศีศะในพสุธา |
ชูแต่ก้นขึ้นมาขวางน่าขบวน |
ครั้นเสด็จมาถึงประเทศนั้น |
ทอดพระเนตรเห็นขันก็ทรงพระสรวล |
รับสั่งว่าใครทำดูไม่ควร |
ขวางขบวนชี้ก้นพิกลกาย |
อำมาตย์ทูลมูลคดีว่าศรีธนญ |
ฝังศีศะชูแต่ก้นขึ้นถวาย |
ไม่ให้ทอดพระเนตรหน้าเปนคนร้าย |
ทำอุบายซ่อนเศียรให้เมี้ยนมิด |
รับสั่งไว้ว่าไม่ขอเห็นหน้า |
ฝังภักตราด้วยว่าตนเปนคนผิด |
ให้ทอดพระเนตรแต่กายหายหัวมิด |
ถวายองค์ทรงฤทธิคิดชอบกล ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ |
ฟังอำมาตย์กราบทูลได้เหตุผล |
เคืองพระไทยด้วยได้เห็นศรีธนญ |
ชูแต่ก้นขึ้นถวายอายพระไทย |
จึ่งรับสั่งให้กลับช้างที่นั่ง |
เข้าราชวังยังมณเฑียรอันสุกใส |
ฝ่ายว่าเจ้าขุนศรีธนญไชย |
ขึ้นจากหลุมก็ไปยังบ้านตน ๚ |
๏ ถึงเดือนหกศกใหม่เขาไถนา |
ทั่วขอบเขตรภาราทุกแห่งหน |
ราษฎรต่างไถไร่นาตน |
ศรีธนญครั้นเห็นเขาไถนา |
นึกในใจว่าการไถไร่นานี้ |
ชื่อว่ากลับปัถพีทุกแหล่งหล้า |
ทำข้างบนกลับลงพสุธา |
จอมประชาตรัสว่ากลับพื้นแผ่นดิน |
จึ่งให้เข้าเฝ้าเบื้องยุคลบาท |
แต่เราขาดเฝ้ามากว่าปีสิ้น |
ครั้งนี้แลจะได้เฝ้าพระภูมินทร์ |
กับแผ่นดินตามโองการบรรหารมา ๚ |
๏ คิดแล้วจึ่งเข้าเฝ้าพระบาท |
จอมทวาลีราชนารถนาถา |
ถวายบังคมท่างามครบสามครา |
หมอบตามยศถาตำแหน่งขุนนาง ๚ |
๏ ครานั้นพระผู้ผ่านทวาลี |
เห็นขุนศรีธนญไชยให้ขัดขวาง |
เคืองพระเนตรแล้วตรัสดำรัสพลาง |
กูห้ามไว้อย่างไรวางวิ่งเข้ามา |
ได้สั่งแล้วว่าถ้าแผ่นดินกลับ |
สิ้นบังคับจึ่งเขัาในวังหนา |
กูยังอยู่มิได้ผลัดกระษัตรา |
เองเข้ามาว่ากะไรไม่ทำตาม ๚ |
๏ ฝ่ายว่าขุนศรีธนญไชย |
จึ่งทูลไปด้วยปัญญาไม่เข็ดขาม |
ข้อซึ่งดำรัสตรัสห้ามปราม |
ไม่ลวนลามล่วงเกินพระโองการ |
มีรับสั่งว่าแผ่นดินกลับจึ่งมา |
ก็บัดนี้พสุธาประเทศสถาน |
กลับแล้วตามพระราชโองการ |
กระหม่อมฉานจึ่งมาเฝ้าเจ้าจุมพล |
ไม่ทรงเชื่อโปรดให้มหาดชา |
เที่ยวดูนอกภาราทุกแห่งหน |
จะเห็นจริงแจ้งใจในยุบล |
มิได้นำเล่ห์กลมากราบทูล ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงสถาน |
ฟังขุนศรีทูลสารนเรนทร์สูร |
ทรงดำริห์ตริความตามเหตุมูล |
จอมประยูรยังให้สงไสยนัก |
จึ่งตรัสใช้มหาดเล็กที่ปรีชา |
ไปเที่ยวรอบภาราให้เห็นประจักษ์ |
มหาดเล็กคลานออกมาไม่หยุดพัก |
เที่ยวดูให้แน่ตระหนักทั่วนคร |
ครั้นไปก็ได้เห็นเขาไถนา |
แล้วกลับมาทูลบพิตรอดิศร |
ว่าเกล้ากระหม่อมไปได้เห็นราษฎร |
เขาไถนารอบนครทวาลี ๚ |
๏ ฝ่ายพระจอมนคเรศประเทศสถาน |
ฟังทูลแล้วทรงวิจารณ์คำขุนศรี |
อันธรรมดาว่าการไถนานี้ |
ชื่อว่ากลับปัถพีจริงของมัน |
ก็ค่อยคลายหายเคืองที่เรื่องผิด |
ทรงยกโทษใช้สนิทไม่เดียดฉัน |
ธนญไชยได้มาเฝ้าพระทรงธรรม์ |
เปนนิรันดรมาเหมือนก่อนกาล ๚ |
๏ จะกล่าวถึงกษัตราเบญจาละราช |
ร้ายกาจเรี่ยวแรงกำแหงหาญ |
ครองกรุงเบญจามาช้านาน |
มีพลรบเชี่ยวชาญการณรงค์ |
ทรงดำริห์จะใคร่ได้ทวาลี |
เปนบุรีขึ้นนครโดยประสงค์ |
จึงยกนิกรพลพะลาข้ามป่าดง |
รถดุรงค์บทจรกุญชรไชย |
มาตั้งค่ายรายรอบแดนต่อแดน |
ดูหนาแน่นเทียวธงดูไสว |
ฝ่ายชาวด่านแจ้งการอรินไภย |
มาอยู่ใกล้ด่านแดนแน่นหนานัก |
ก็ร่างคำทำหนังสือใบบอกมา |
ให้คนรีบแจ้งกิจจาหมู่ปรปักษ์ |
มาห้าวันเร่งร้อนไม่ผ่อนพัก |
แจ้งขุนนางให้ประจักษ์ข่าวดัษกร |
ว่ามีทัพกรุงกระษัตริย์เธอยกมา |
ตั้งริมด่านชายป่าเชิงศิงขร |
ขุนนางทูลข่าวศึกพระภูธร |
ตามใบบอกชาวดอนแดนต่อแดน ๚ |
๏ ฝ่ายพระจอมนคเรศเกษประชา |
ทรงฟังบอกอักขราเห็นหนาแน่น |
ว่ามีศึกกรุงกระษัตริย์มาติดแดน |
ยกหมู่แสนยากรจะรอนราญ |
จึ่งรับสั่งให้หาธนญไชย |
เข้ามาแล้วสั่งให้ออกจากสถาน |
เปนแม่ทัพพลขันธ์ประจัญบาน |
ให้ทวยหาญฟังบังคับธนญไชย |
ด้วยศรีธนญคนดีมีปัญญา |
เพลงสาตราวุธก็คล่องควรรบได้ |
แล้วความคิดบิดพลิ้วก็ว่องไว |
เองจงไปสู้ศึกอย่านึกกลัว |
ธนญไชยรับพระราชโองการ |
ไม่อาจขัดบรรหารเจ้าอยู่หัว |
แต่ไม่สู้เต็มใจให้นึกกลัว |
มาถึงบ้านคลุมหัวนอนรำพึง |
ว่ารับสั่งครั้งนี้ให้ไปรบ |
พระจอมภพจะแกล้งให้ความตายถึง |
แล้วนึกได้ใจกล้าไม่พรั่นพรึง |
คิดคำนึงได้อุบายให้ช้าการ |
ลุกขึ้นได้ตัดไม้ไผ่มาผ่า |
จักตอกสานหับว่าจะใส่อาหาร |
แต่ต้นจนล่วงสามทิวาวาร |
ก็นั่งสานหับใหญ่ไม่ไปทัพ |
พวกพหลพลนิกายทั้งนายไพร่ |
คอยท่าศรีธนญไชยเตรียมเสร็จสรรพ |
ทั้งลูกดินของกินเสบียงทัพ |
ธนญไชยสานหับไม่แล้วเลย |
ฝ่ายพระองค์ดำรงเมืองทวาลี |
ทราบว่าศรีธนญไชยนอนใจเฉย |
ยังไม่ไปไชยชิงนิ่งละเลย |
ให้ไปเตือนเพื่อนก็เฉยไม่รีบร้อน |
จึ่งรับสั่งให้ถามธนญไชย |
ว่าอย่างไรเนิ่นช้าว่ามาก่อน |
ธนญไชยให้กราบทูลพระภูธร |
ว่ายังสานหับจะคอนใส่เสบียง |
ครั้นหลายวันก็รับสั่งให้เตือนซ้ำ |
บอกว่าทำหับไม่แล้วพูดหลีกเลี่ยง |
ฝ่ายพระองค์ทราบว่าสานใส่เสบียง |
จะโตเพียงไหนมิใคร่จะแล้วลง |
มันจะสานหับใหญ่ทำไมหนอ |
กระบวนทัพคอยรอไม่สมประสงค์ |
อยู่เนิ่นนานมิได้การณรงค์ |
มันทนงไว้ใจพวกไพรี |
รับสั่งเตือนให้เร่งยกกองทัพ |
ก็พอหับสานแล้วโตได้ที่ |
ได้แปดอ้อมหาไม้ไผ่อันยาวรี |
ได้สามวาพอดีจะทำคาน |
ปั้นเข้าสุกปั้นหนึ่งใส่ในหับ |
คอนขึ้นบ่านำทัพมาน่าฉาน |
เปนแม่ทัพออกน่าถึงทวาร |
หับที่สานโตกว่าประตูเมือง |
ออกไม่ได้ติดคับทัพก็คั่ง |
ค่อยรอรั้งนายทัพอยู่แน่นเนื่อง |
ขุนนางเห็นหับคับประตูเมือง |
กราบทูลให้ทราบเรื่องนายทัพไชย |
ว่าหับคับประตูเมืองฝืดเคืองนัก |
กองทัพต้องรอพักไปไม่ได้ |
ฝ่ายพระองค์ทรงฟังคั่งแค้นฤไทย |
ตรัสให้ห้ามว่าอย่าไปเลยรำคาญ |
ขุนนางรับพระโองการก็มาบอก |
ไม่ให้ออกไปรบตามบรรหาร |
ธนญไชยได้ฟังก็ชื่นบาน |
สมที่การคิดจะไม่ไปสงคราม |
จึ่งแกล้งว่าข้าหมายจะไปทัพ |
ฉลองพระคุณตามตำหรับไม่เข็ดขาม |
ทำไมจึ่งรับสั่งให้ห้ามปราม |
ขัดไม่ได้ต้องตามพระโองการ |
ว่าแล้วก็กลับยังเคหา |
สมปราถนาบริโภคกระยาหาร |
ครั้นอิ่มแล้วนอนเล่นให้สำราญ |
จับหนังสือโคลงมาอ่านสบายใจ ๚ |
๏ ฝ่ายว่าเสนาผู้นายทัพ |
ก็เร่งขับพลนิกายทั้งนายไพร่ |
ถึงแดนต่อแดนตั้งแสนยากรไว้ |
บังคับให้ตั้งค่ายรายเรียงกัน ๚ |
๏ ครานั้นกรุงกษัตราปัญจาละราช |
เห็นพหลพลดาดดนมหันต์ |
ล้วนทัพเมืองทวาลีมีมากครัน |
แน่นอนันต์ม้ารถคชไกร |
ทั้งทหารบทจรศรกำซาบ |
ถือหอกดาบทวนธนูดูไสว |
ทั้งโล่ห์เขนปืนยาแลน่าไม้ |
ดังน้ำไหลล้นหลามตามมรคา |
นึกสดุ้งหวาดหวั่นพรั่นในศึก |
เสียงพิฦกโห่ลั่นสนั่นป่า |
ก็ล่าทัพกลับคืนพระภารา |
ไม่อาจสู้เกรงเดชาพระทรงธรรม์ ๚ |
๏ ฝ่ายว่ากองทัพทวาลี |
เห็นข้าศึกล่าหนีจากเขตรขัณฑ์ |
บอกหนังสือมาแจ้งข่าวศึกนั้น |
ให้ทูลองค์ทรงธรรม์จะถอยทัพ |
ฝ่ายว่าพระผู้ผ่านมไหสวรรย์ |
เกษมสันต์ด้วยข้าศึกล่าหนีกลับ |
สั่งมีตราให้หากระบวนทัพ |
คืนนครอยู่รับราชการ |
ส่วนนายพลทราบยุบลว่าให้หา |
ก็ยกทัพกลับมายังราชฐาน |
เข้าเฝ้าทูลกิจจาทุกประการ |
พระประทานรางวัลตามไพร่นาย ๚ |
๏ จะกล่าวถึงกรุงกษัตริย์อยู่เมืองเทศ |
เปนเจ้าเขตรแดนชวาสิ้นทั้งหลาย |
มีแขกดำล่ำสันสกรรจ์กาย |
ดำชลสายทนนักในพักเดียว |
กลั้นใจอยู่ได้ถึงเจ็ดวัน |
ไม่มีใครคู่ขันสั่นเศียรเสียว |
ไม่ขอสู้ดำคงคากลัวหน้าเซียว |
ข่าวเกรียวเลื่องชื่อฦๅขจร |
ฝ่ายพระเจ้าเมืองเทศเขตรชวา |
ทรงนิทราเหนือที่บรรจฐรณ์ |
ดำริห์ว่าจะพนันเอานคร |
ทวาลีเขตรดอนแดนชาวไทย |
จึ่งแต่งเรือสลุบมาห้าลำ |
กับราชสารเปนคำชวาวิไสย |
ให้ราชทูตเชิญสารลงเรือไบ |
กับคนใหญ่ประดาน้ำกายดำนิล |
ออกนาวาจากท่ามาไม่หยุด |
ให้รีบรุดแล่นฝ่าชลาสินธุ์ |
มาลิบลิบไรไรไกลแผ่นดิน |
ห้าเดือนก็ถึงถิ่นทวาลี |
ทอดสมอที่ชวากอ่าวปากน้ำ |
ยกธงดำตามประสากลาสี |
ด่านปากน้ำรู้ความตามคดี |
ให้คนรีบมาบุรีแจ้งกิจจา |
ฝ่ายเสนาผู้ว่าต่างประเทศ |
ได้ทราบเหตุแล้วทูลจอมนาถา |
ว่าราชสารบ้านเมืองเขตรชวา |
มีเข้ามาถึงปากน้ำห้าลำจร |
ได้ทรงทราบสั่งให้รับทูตชวา |
เหมือนเคยรับทูตมาแต่ก่อนก่อน |
ขุนนางรับโองการพระภูธร |
ก็จัดเรือออกสลอนลงไปรับ |
เรือแห่แลเรือใส่ราชสาร |
พนักงานตามตำแหน่งให้กำกับ |
ขุนนางก็กระทำตามคำบังคับ |
พณหัวสั่งให้รับทูตชวา |
เรือกระบวนถึงชวากอ่าวปากน้ำ |
ก็เรียงลำเรือแห่อยู่คอยท่า |
รับทูตแลสารเสร็จแล้วมิช้า |
ก็แห่มายังนครทวาลี |
ฝ่ายราชทูตก็เข้าเฝ้าพระบาท |
บรมนารถผู้ดำรงบุรีศรี |
ขุนนางเฝ้าครบตำแหน่งแห่งมนตรี |
อยู่ตามที่ตามยศดูงดงาม |
ทูตชวาก็เชิญราชสาร |
ชูพานทองถวายเจ้าจอมสยาม |
ก็ทรงรับให้อาลักษณ์อ่านข้อความ |
ให้แขกล่ามคอยแปลภาษาชวา |
ในลักษณ์พระราชสารศรี |
เจ้าบุรีอัษฎงค์ทรงยศถา |
ขอเจริญทางพระราชไมตรีมา |
ถึงพระองค์ทรงเดชาทวาลี |
หวังพระไทยจะใคร่เล่นการพนัน |
ให้ดำน้ำสู้กันไม่ถอยหนี |
ถ้าแพ้จะเสียสินพนันตามอันมี |
ให้เปนศรีพระนครขจรยศ |
ประดาน้ำเมืองชวาที่มานี้ |
ดำวารีได้เจ็ดวันกลั้นใจอด |
ถ้าในเมืองทวาลีมีอย่างด |
มาดำสู้ให้ปรากฎแก่ทูตมา |
แม้นว่าประดาน้ำในเมืองเทศ |
แพ้แก่คนในเขตรจอมนาถา |
ขอถวายสินพนันของนานา |
เงินทองผ้าแพรพรรณอันตระการ |
ถ้าคนเมืองทวาลีปราไชย |
ขอจงได้มอบสิ่งธะนะสาร |
แก่ชาวเขตรอัษฎงค์จบปฏิญาณ |
ให้สัตย์ต่างสาบาลกันแลกัน |
ขอพระองค์จงเห็นแก่ไมตรี |
หาคนดำวารีที่เข้มขัน |
มาเปนคู่สู้ประดาน้ำพนัน |
พระทรงธรรม์อย่าขัดเคืองเรื่องสารา ๚ |
๏ ครั้นอ่านเสร็จราชสารการพนัน |
พระทรงธรรม์ฟังความในเลขา |
อันถ้อยคำสำเนาในอักขรา |
ว่าให้มีสัจจาดำรงคง |
ให้ขัดเคืองเรื่องสาราแต่ไม่ตรัส |
ปฏิสันฐารสามนัดโดยประสงค์ |
ตามเยี่ยงอย่างรับทูตขัติยวงษ์ |
แล้วก็ทรงนัดพนันดำวารี |
อิกเจ็ดวันจงให้ประดาน้ำ |
พนันดำกับคนในกรุงศรี |
ทูตถวายบังคมคัลอัญชลี |
ออกจากที่เฝ้าครรไลไปเรือตน ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงภพ |
ให้หาจบในแขวงทุกแห่งหน |
ไม่มีใครเปนคู่สู้สักคน |
พระจุมพลจึ่งให้หาธนญไชย |
ครั้นเข้ามาก็ทรงเล่าเรื่องสารา |
เมืองชวาเขตรแขกแปลกวิไสย |
จบคดีแก่ขุนศรีธนญไชย |
รับสั่งว่าจะได้ใครอาสาพนัน |
กูวิตกกลัวจะแพ้เแก่แขกเทศ |
ให้หาทั่ววงนิเวศน์ในเขตรขัณฑ์ |
ไม่มีใครจะอาสามาพนัน |
ดำน้ำกันกับชวาที่มาไกล |
ธนญไชยฟังยุบลบรรหารตรัส |
เห็นจอมกษัตริย์เศร้าหมองไม่ผ่องใส |
จึ่งทูลว่าข้าพเจ้าจะเอาไชย |
มิให้ได้อายเขาเหล่าแขกเมือง |
จะขอสู้อาสาฝ่าพระบาท |
ให้แขกขยาดฝีมือเล่าฦๅเลื่อง |
ด้วยอุบายคิดได้ไม่ฝืดเคือง |
ให้รุ่งเรืองพระเกียรติยศปรกฎไป |
ได้ทรงฟังธนญไชยรับอาสา |
พระปรีดาโสมนัศตรัสมอบให้ |
เปนธุระขุนศรีธนญไชย |
จะต้องการสิ่งไรให้เรียกเอา |
ธนญไชยก็ถวายบังคมลา |
คลานคล้อยถอยมาจากที่เฝ้า |
สั่งเจ้าพนักงานให้เร่งเร้า |
หาเรือโกลนใหญ่เท่าเรือห้าวา |
ไปคว่ำไว้มิให้ไกลจากฝั่งน้ำ |
มีเชือกผูกประจำล่ามมาหา |
หลักที่ปักจะยึดคำคงคา |
ให้เตรียมทั้งโภชนาไว้จงพอ |
ทำที่นอนที่นั่งใต้เรือคว่ำ |
เข้าน้ำของกินพร้อมเสร็จขอ |
มาไว้ใต้เรือโกลนอย่ารีรอ |
จัดให้พออย่าให้ขาดสิ่งอันใด |
พนักงานทราบสารผู้รับสั่ง |
ไม่รอรั้งจัดของมามอบให้ |
ทำเสร็จตามยุบลธนญไชย |
เตรียมไว้ท่าฤกษ์ดำวารี |
ครั้นถึงนัดครบเจ็ดวันเวลา |
ก็ไปเตือนทูตชวากลาสี |
ให้มาพร้อมคอยฤกษ์ริมชลธี |
หาโหราดูวิถีเทพาจร |
ฆ้องไชยเตรียมไว้คอยเวลา |
ได้ฤกษ์พาให้ตีเอาไชยก่อน |
ฝ่าพระองค์ผู้ดำรงพระนคร |
เสด็จประทับบรรจ์ฐรณ์พลับพลาไชย |
พร้อมหมู่มาตยาพฤฒาจารย์ |
หมอบเฝ้าน่าพระลานอยู่ไสว |
ขุนธนญกับแขกจับหลักไว้ |
พอโหรลั่นฆ้องไชยก็ดำน้ำ |
แขกเทศไม่รู้เหตุว่าทำกล |
ก็จับหลักกลั้นทนหายใจร่ำ |
ไปจนครบเจ็ดวันอยู่ในน้ำ |
ผุดขึ้นมาหน้าดำแทบขาดใจ |
ทูตแขกแปลกใจไทยไม่ผุด |
ประดาน้ำแขกพิรุธผุดก่อนได้ |
เห็นการจะเสียทีไม่มีไชย |
คิดในใจว่าของเราดำน้ำทน |
เขายังดำกลั้นช้ากว่าอิกเล่า |
ก็หงอยเหงาโทมนัศให้ขัดสน |
ครั้นสิบห้าราตรีศรีธนญ |
ก็ผุดจากวังวนชลธาร |
ขึ้นจากวารีชลีหัดถ์ |
ถวายบังคมจอมกระษัตริย์มหาสาร |
หมอบเฝ้าปิ่นประชาน่าพระลาน |
ทูตเห็นการปราไชยในวารี |
ก็ถวายสินพนันตามสัญญา |
เงินทองแพรผ้าต่างต่างสี |
แล้วทูลลาลงเรือได้สมดี |
ก็แล่นไปยังบุรีเขตรชวา |
เข้าเฝ้าทูลแถลงแจ้งโดยเหตุ |
แก่พระเจ้าเมืองเทศทรงยศถา |
ตามซึ่งได้พนันดำคงคา |
ปราไชยไทยมาสู่ธานี ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช |
เสด็จจากนัคเรศบุรีศรี |
หวังพระไทยจะไปเล่นวารี |
เสด็จด้วยเรือที่นั่งศรีอร่ามงาม |
พร้อมหมู่เสนาข้าราชการ |
โดยเสด็จแข่งขนานนาวาหลาม |
ทั้งเรือดั้งคู่แห่แลเรือตาม |
สง่างามแน่นเนื่องในนที |
นวลนางวิเศษเชิญเครื่องเสวย |
ตามเคยลงท้ายที่นั่งศรี |
ครั้นพระจอมประชาเจ้าธานี |
เสด็จถึงที่ประทับสระสรงชล |
ทรงผลัดภูษาแล้วสรงสนาน |
แสนสำราญเย็นซาบทุกขุนขน |
เสร็จสรงคงคาในสาชล |
ประทับบนพลับพลาสง่างาม |
หมู่ขุนนางเฝ้าพระบาทกลาดเกลื่อน |
ดังดาราล้อมเดือนเด่นสนาม |
พรั่งพร้อมเกียรติยศดูงดงาม |
แลหลามล้วนเหล่าข้าเฝ้าอนันต์ |
ถึงเวลาเข้าที่ลงบังคน |
พระจุมพลก็เสด็จในม่านกั้น |
ตรัสให้หาพนักงานชำระพลัน |
ทราบว่ามาไม่ทันกิจชำระ |
จึงตรัสสั่งนางวิเศษให้ทำแทน |
ด้วยขาดแคลนคนเคยไม่พบปะ |
วิเศษต้นก็ถวายน้ำชำระ |
ทำตามพระโองการบรรหารมา |
ครั้นเวลาบ่ายแสงสุริยันต์ |
เสด็จกลับโห่ลั่นกลองนำน่า |
เสียงส้าวเสียงโห่เปนโกลา |
กลับยังนคราพระธานี |
จึ่งดำรัสว่าอีวิเศษนั้น |
ถอดมันเสียเถิดออกจากที่ |
มือมันล้างก้นกูเมื่อวันนี้ |
ให้คนอื่นว่าที่มันสืบไป ๚ |
๏ ครานั้นนางวิเศษครั้นได้ฟัง |
เสียใจดังจะคลั่งน้ำตาไหล |
จึ่งรีบมาหาขุนศรีธนญไชย |
อ้อนวอนไหว้ว่าท่านจงเมตตา |
เล่าความตามมีพระโองการ |
ว่าช่วยฉานให้คืนที่หน่อยจ๋า |
ช่วยวิ่งเต้นข้างในทูลกิจจา |
แม้นสมมาดปราถนาคืนที่ทาง |
จะทูลหัวให้ท่านสิบตำลึง |
จนสลึงมิได้ลดอย่าหมองหมาง |
ศรีธนญฟังวาจาแล้วว่าพลาง |
ข้าจะช่วยมิให้ร้างจากที่ตน |
อยู่ที่นี่คอยข้าอย่าเพ่อไป |
จะช่วยทูลแก้ไขให้สักหน |
ว่าแล้วก็รีบไปบัดดล |
เข้าข้างในวิ่งวนทำเวียนวก |
แล้วเต้นไปเต้นมาทำหน้าตื่น |
เสียงครึกครื้นท้าวนางต่างวิตก |
ด้วยเปนเวลาเข้าที่ก็กลัวงก |
ร้อนอกตกประหม่าแล้วว่าไป |
นี่แน่นายขุนศรีผู้ปรีชา |
ทำอะไรโกลาสนั่นไหว |
พระองค์เสด็จเข้าที่บรรธมใน |
อย่าอึงไปไม่ดีที่ไม่ควร ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ |
เลิศลบธานีดังอิศวร |
บรรธมหลับสดุ้งฟื้นตื่นรัญจวน |
ให้ปั่นป่วนเคืองขุ่นฉุนฤไทย |
ดำรัสถามว่าใครที่ไหนหนอ |
เข้ามาล้ออื้ออึงถึงนี่ได้ |
เขากราบทูลว่าขุนศรีธนญไชย |
มาวิ่งไปวิ่งมาชาลาวัง |
แล้วก็เต้นเล่นอยู่จนใกล้ที่ |
อึงมี่ทำตามน้ำใจหวัง |
จะห้ามปรามเท่าไรก็ไม่ฟัง |
เดี๋ยวนี้ยังวิ่งเต้นไม่เว้นวาย ๚ |
๏ ครานั้นจอมนรินทร์บดินทร์สูร |
ได้ฟังทูลเคืองพระไทยมิได้หาย |
ทราบว่าธนญไชยทำหยาบคาย |
ให้ได้อายชาววังสิ้นทั้งมวญ |
ครั้นจะลงราชทัณฑ์ถึงฟันฆ่า |
คิดถึงคำพระบิดาก็กลับหวน |
จะเฆี่ยนจำทำมันก็ไม่ควร |
ภูมิศวรฝากฝังสั่งกำชับ |
ว่าโทษแม้นจะถึงประหารชีพ |
อย่าด่วนรีบฆ่าฟันบั่นสับ |
ให้อดโทษยกไว้ได้กำชับ |
เสด็จลับล่วงสวรรคาไลย |
ครั้นจะทำล่วงพระราชโองการ |
ให้สังหารเฆี่ยนจำทำไม่ได้ |
ดำริห์แล้วทรงนิ่งในพระไทย |
ธนญไชยก็กลับมาเคหาตน |
บอกกับนางวิเศษตามที่ทำ |
ได้วิ่งเต้นตามคำไม่ขัดสน |
ยังแต่จะช่วยทูลมูลยุบล |
เดี๋ยวนี้สนธยาย่ำค่ำขัดคราว |
ต่อพรุ่งนี้เจ้าไปเฝ้าด้วยกัน |
คอยทูลข้อสำคัญอย่าอื้อฉาว |
พรุ่งนี้ขึ้นมาหาข้าแต่ช้าว |
ฟังข่าวคราวเรื่องความตามคดี ๚ |
๏ ฝ่ายนางวิเศษครั้นถึงนัด |
ก็รีบรัดมาหาท่านขุนศรี |
ครั้นได้เวลาเฝ้าจอมปัถพี |
ธนญไชยนารีพากันมา ๚ |
๏ ครานั้นจอมนราประชากร |
รวิวรส่องแสงสว่างหล้า |
แซ่เสียงกาไก่สกุณา |
เสด็จตื่นนิทราสรงพระภักตร์ |
ทรงสุคนธ์ปนสุวรรณจันทน์กระแจะ |
ทรงภูษาลายกะแหนะทองแล่งปัก |
สวมมงกุฎกล่อมกลมสมพระภักตร์ |
ทองกรรักร้อยสายกุดั่นดวง |
ทรงสังวาลเนาวรัตน์ประภัศร |
ทับทรวงลายมังกรดูรุ้งร่วง |
ทรงพระแสงห้อยเพ็ชรอุบะพวง |
ออกพระโรงวิเชียรช่วงอันรูจี |
พร้อมเหล่าข้าเฝ้าหมอบสพรั่ง |
คับคั่งโดยลำดับตำแหน่งที่ |
กลาโหมมหาดไทยใหญ่น้อยมี |
ทั้งสี่จตุสดมภ์ประนมกร ๚ |
๏ ครานั้นขุนศรีธนญไชย |
พาวิเศษเข้าไปเฝ้าอยู่ก่อน |
ครั้นเห็นจอมนรินทร์ปิ่นนิกร |
เสด็จประทับบรรจฐรณ์แท่นสุวรรณ |
จึ่งสั่งนางวิเศษให้คลานไป |
ข้างน่าเราจะได้ทำให้ขัน |
นางวิเศษก็ทำตามคำนั้น |
ทั้งสองคนแข่งประชันคลานเข้าไป |
ครั้นถึงน่าที่นั่งก็บังคม |
สามหนต่างก้มคลานเข้าใกล้ |
ฝ่ายเจ้าขุนศรีธนญไชย |
จับก้นวิเศษได้ใส่หัวตน |
คลานพลางใส่พลางไม่วางมือ |
ทำให้ฦๅเรื่องไปจะได้ฉงน |
เข้าใกล้น่าที่นั่งพระจุมพล |
จับก้นขวางหน้าเสนาใน ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ |
เห็นประหลาดอ้ายขุนศรีนี่ไฉน |
จับก้นอีวิเศษนี่ร่ำไป |
แล้วใส่หัวตนละลนละลาน |
จึ่งดำรัสตรัสถามตามสงไสย |
มึงทำอไรอย่างนี้ดูอาจหาญ |
จับก้นใส่หัวหูดูรำคาญ |
จงให้การโดยจริงอย่านิ่งช้า ๚ |
๏ ฝ่ายขุนศรีธนญไชยครั้นได้ฟัง |
ถวายบังคมทูลพระนาถา |
ว่าก้นวิเศษคนนี้มีศักดา |
เลิศกว่านารีมีในเมือง |
จึ่งรับสั่งซักถามตามฉงน |
เองว่าก้นอีนี่ดีฦๅเลื่อง |
เหตุไฉนจึ่งดีกว่าทั้งเมือง |
จงบอกเรื่องราวมาอย่าช้าที |
ธนญไชยจึ่งสนองพระโองการ |
เกล้าหม่อมฉานทราบว่านารีศรี |
เดิมเปนวิเศษต้นตัวดี |
มือล้างคี่ก้นของตนก็พ้นไภย |
ครั้นมาชำระพระบังคน |
ต้องร้อนรนถอดจากที่เดิมได้ |
ก้นพระองค์เลิศลบภพไตร |
ก็สู้ก้นนี้ไม่ได้ดูชอบกล |
ส่วนก้นนางนี้ล้างอยู่เปนนิจ |
ก็ไม่ผิดกลับชอบมีพักผล |
ครั้นมาล้างชำระพระบังคน |
กลับปี้ป่นถอดถอนต้องร้อนใจ |
คิดด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมยอมแพ้ |
ก้นแม่เจ้าประคุณมีบุญใหญ่ |
จึ่งจับจบหัวตนพ้นจรรไร |
จงทราบใต้บาทาฝ่าธุลี ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ |
ฟังจบเห็นจริงด้วยขุนศรี |
จึ่งประทานที่เก่าให้นารี |
เปนวิเศษคืนที่ตามก่อนมา ๚ |
๏ จะกล่าวถึงกระษัตริย์ประเทศราช |
มีกระบือสามารถองอาจกล้า |
กำลังเจ็ดช้างสารมหิมา |
กายาโตใหญ่เขาไปล่กาง |
ไม่มีคู่สู้ท้ามาวิ่งกัน |
แต่วิ่งชนะนับพันแพ้ฝีย่าง |
ไม่มีใครอาจมาท้าเข้าวาง |
ควายเขากางตัวนี้ฝีเท้าไว |
กรุงกระษัตริย์เจ้าประเทศเขตรขัณฑ์ |
จะใคร่พนันวิ่งกระบือให้ฦๅใหญ่ |
จึ่งจัดเครื่องบรรณาการสารคำไทย |
สั่งทูตให้นำสำเภาห้าร้อยมา |
กับกระบือตัวสำคัญคู่ขันวิ่ง |
ครบทุกสิ่งจัดสรรทั้งล้าต้า |
ต้นหนคนชำนาญในคงคา |
ทูตถวายบังคมลาใช้ไบจร |
แล่นมาในมหาชลาสินธุ์ |
ไม่เห็นดินเห็นไม้ไพรสิงขร |
เห็นแต่ฟ้ากับคงกาในสาคร |
เรือขย่อนคลื่นเขย่าสำเภาโคลง |
หมู่มัจฉาเหราก็คลาคล่ำ |
อยู่ในน้ำภูตพรายผีตายโหง |
บ่นพึมพำร่ำเร้าขึ้นเสากระโดง |
ล้วนเก่งโกงคอยคล่ำทำอันตราย |
จีนเท่าแก๋รู้แก้เผาขนไก่ |
ยิงปืนไล่เหม็นควันก็พลันหาย |
ลูกเรือกลัวหน้าจ๋อยค่อยสบาย |
ก็แล่นฝ่าชลสายมาหลายเดือน |
เห็นทิวไม้รำไรยังไกลฝั่ง |
ดูสพรั่งเรียงสล้างเหมือนอย่างเขื่อน |
รีบใช้ไบมามิได้แวะแชเชือน |
สิบเดือนถึงประเทศเข้าเขตรไทย |
ถึงปากน้ำให้จอดทอดสมอ |
ตีม้าฬ่อรับกันสนั่นไหว |
จอดเปนแถวแนวสลับอันดับไป |
ให้ม้วนไบลดทุกลำเรือสำเภา |
ฝ่ายคนที่มารักษาด่าน |
ฟังม้าฬ่อเสียงขานพวกเรือเข้า |
ออกมาดูรู้ว่าเรือสำเภา |
แลเห็นเสามากสพรั่งที่ฝั่งชล |
ให้เรือเร็วรีบไปถามความแขกเมือง |
ก็รู้เรื่องเสร็จสิ้นอนุสนธิ์ |
กรมการแจ้งใจในยุบล |
ก็เรียกคนเปนเสมียนเขียนบอกมา |
แล้วรีบรัดลัดล่องไม่ข้องขัด |
มาถึงบุรีรัตน์ขึ้นจากท่า |
นำใบบอกเข้าเรียนตามกิจจา |
ให้เจ้าพระยาอธิบดีทราบข้อความ |
ครานั้นพณหัวมาตยา |
แจ้งในอักขราซักไซ้ถาม |
ให้แน่นอนแม่นไว้ในข้อความ |
แล้วกราบทูลจอมสยามนรินทร ๚ |
๏ ฝ่ายพระองค์ผู้ดำรงอาณาเขตร |
ทรงทราบเหตุแจ้งประจักษ์ในอักษร |
สั่งให้รับทูตามานคร |
พระภูธรทราบสารการพนัน |
ทรงดำริห์ว่าเราจะทำไฉน |
หากระบือให้มีไชยพนันขัน |
แล้วทรงผัดนัดทูตสิบห้าวัน |
ทูตถวายบังคมคัลมาสำเภา |
จึ่งรับสั่งให้หาธนญไชย |
ดำรัสเล่าสารให้ฟังคำเขา |
จนจบสิ้นกระแสความตามสำเนา |
พระเปนเจ้านคเรศเกษประชา |
จึ่งตรัสถามว่าเองจะทำไฉน |
จึ่งจะสู้เขาได้ให้เร่งว่า |
เองเปนคนไม่จนในปัญญา |
จะอาสาวิ่งกระบือให้ฦๅยศ |
จะได้ฤๅไม่ได้ให้คิดอ่าน |
อย่านิ่งนานกูนัดวันกำหนด |
สิบห้าวันจะพนันวิ่งลองทด |
กับทูตเมืองชนบทนายสำเภา ๚ |
๏ ครานั้นขุนศรีธนญไชย |
ฟังโองการท้าวไทพระทรงเล่า |
จึ่งทูลสนองพระบัญชาตามสำเนา |
ว่าข้าพระพุทธเจ้าจะจัดการ |
ฉลองพระเดชพระคุณดูสักครั้ง |
ตามรับสั่งจะอาสาโดยราชสาร |
มิให้แพ้ทูตพนันประจัญบาน |
ด้วยปัญญากระหม่อมฉานให้มีไชย |
ได้ทรงฟังปรีดิ์เปรมเกษมสานต์ |
ตรัสว่าเองต้องการสิ่งไรจะให้ |
จงคิดอ่านเลือกเอาตามชอบใจ |
ให้ทันวันนัดไว้ในสัญญา |
ธนญไชยได้ฟังรับสั่งประภาษ |
โปรดประสาทสั่งให้ตามปราถนา |
จึ่งกราบทูลบพิตรอิศรา |
เกล้ากระหม่อมจะเลือกหาลูกกระบือ |
ที่ยังไม่หย่านมมาขังไว้ |
พอสู้ได้เกียรติยศปรากฎชื่อ |
พระทรงฟังสั่งให้เลือกลูกกระบือ |
ตามแต่ใจจะได้ฦๅวิ่งพนัน |
ธนญไชยก็ถวายบังคมลา |
พระผู้ผ่านภาราเจ้าเขตรขัณฑ์ |
ออกมาสั่งพนักงานการปัจจุบัน |
กรมนาเลือกสรรกระบือน้อย |
ได้มาให้ทำคอกริมสนาม |
ขังให้อดกษิรามจนหน้าจ๋อย |
แต่งสนามทุบปราบราบเรียบร้อย |
ให้สิ้นรอยหลุมบ่อหลักตอเตียน |
ถึงวันนัดก็ให้เตือนทูตมา |
สู่สนามที่ชาลาพื้นกวาดเลี่ยน |
ทูตก็จูงกระบือมาไม่ผัดเพี้ยน |
ถึงที่เตียนผูกหลักปักเสาธง |
ฝ่ายพระผู้ผ่านภพลบโลกา |
เสด็จขึ้นพลับพลาสูงรหง |
ขุนนางเฝ้าอยู่พร้อมหมอบล้อมวง |
เปนกรรกงเกลื่อนกลาดดาษดา |
ราษฎรรู้ข่าวกราวเกรียวสนั่น |
ก็ชวนกันมาดูมากนักหนา |
ทั้งเจ๊กมอญญวนลาวชาวประชา |
แขกชวามลายูมูรงิด |
แขกเทศพุทเกศฝรั่งเก่า |
วิลันดามะเกาเชาอังกฤษ |
เขมรไทยแขกไทรแขกมะริด |
มานั่งชิดแซกเสียดต่างเบียดกัน |
ฝ่ายขุนศรีธนญไชยครั้นได้ฤกษ์ |
ให้ประโคมเอิกเกริกนี่สนั่น |
ก็เบิกคอกลูกกระบือออกมาพลัน |
จูงมาวางพนันควายทูตที่มา |
นายสำเภาก็แก้เชือกผูกปล่อย |
กระบือน้อยก็วิ่งเข้ามาหา |
เที่ยวดูดดมหานมกษิรา |
คิดว่าควายมารดาเคยกินนม |
กระบือใหญ่ให้รำคาญดาลเดือดแค้น |
ก็วิ่งแล่นหนีลูกกระบือประสม |
ลูกกระบือกำลังอยากน้ำนม |
ก็วิ่งดมดูดไปมิได้วาง |
กระบือใหญ่วิ่งหนีก็ยิ่งไล่ |
วนไปหลายรอบไม่เหินห่าง |
ชนทั้งหลายโห่ร้องตบมือพลาง |
ก็วิ่งวางใหญ่ไปไม่หยุดลง |
ฝ่ายทูตเห็นกระบือของตนหนี |
แพ้เสียทีไม่สมอารมณ์ประสงค์ |
ก็ถวายสินพนันอันบรรจง |
แก่พระองค์อิศราเจ้าธานี ๚ |
๏ ฝ่ายว่าพระผู้ผ่านมไหสวรรย์ |
เกษมสันต์ได้ชะนะเพราะขุนศรี |
ก็ทรงแบ่งสินพนันอันมากมี |
ให้ขุนศรีธนญไชยได้กึ่งทรัพย์ |
ทูตเสียใจปราไชยกระบือน้อย |
ทูลลาแล้วเคลื่อนคล้อยสำเภากลับ |
แล่นไปประเทศตนเสียป่นยับ |
ฉิบหายทรัพย์กลับไปทูลเจ้านายตน ๚ |
๏ จะกล่าวถึงเจ้าประเทศเขตรลังกา |
ครองภาราเปนใหญ่ในสิงหฬ |
พร้อมอำมาตย์ราชครูมากหมู่ชน |
พระจุมพลทรงดำริห์ตริรำพึง |
ในเมืองไทยฦๅมาว่ามีปราชญ์ |
เฉลียวฉลาดยากที่ผู้จะรู้ถึง |
ทั้งแปลอรรถจัดเจนรู้ฦกซึ้ง |
ทรงคำนึงในพระไทยใคร่ทดลอง |
เสด็จออกพระโรงรัตน์ตรัสประภาษ |
กับอำมาตย์หมอบเฝ้าอยู่ทั้งผอง |
ว่านักปราชญ์เมืองไทยอยากใคร่ลอง |
จงตระเตรียมสิ่งของบรรณาการ |
บรรทุกทั้งคัมภีร์ที่แปลยาก |
ปิดฉลากเปนสำคัญกับราชสาร |
นิมนต์พระสังฆราชผู้เชี่ยวชาญ |
กับภิกษุบริวารลงเรือไป |
จะได้แจ้งข้อความตามฦๅเล่า |
จะจริงอย่างคำเขาฤๅไฉน |
ที่เล่าฦๅรบือข่าวชาวเมืองไทย |
อำมาตย์ไปจัดการอย่านานวัน |
มนตรีรับโองการคลานออกมา |
จัดการตามบัญชาขมีขมัน |
ขนตู้ใส่บาฬีคัมภีร์ธรรม์ |
เสร็จแต่ในสามวันตามโองการ |
นิมนต์พระสังฆราชฉลาดอรรถ |
กับบริสัชภิกษุสงฆ์ทรงบริขาร |
กับราชทูตเข้าใจในกิจการ |
เปนประธานกำปั่นใหญ่ใช้ใบจร |
รีบแล่นนาวามาในสมุท |
ไม่หย่อนหยุดข้ามเกาะแก่งสิงขร |
มาหกเดือนถึงเขตรขัณฑ์นอกสันดอน |
แดนนครสยามเวียงจอดเรียงลำ |
ฝ่ายพวกเมืองสมุทอยุทธยา |
ทราบกิจจาไต่ถามเนื้อความขำ |
แล้วเข้าแจ้งคดีตามถ้อยคำ |
ทูตลังกาซึ่งนำพระสงฆ์มา ๚ |
๏ ครานั้นขุนนางว่าต่างประเทศ |
ทราบเหตุก็กราบทูลจอมนาถา |
ตามที่ทูตกับพระเมืองลังกา |
จะเข้ามาแปลธรรมพระคัมภีร์ ๚ |
๏ ครานั้นพระองค์ได้ทรงฟัง |
ว่าทูตลังกามาสู่บุรีศรี |
พาพระสงฆ์มาแปลพระบาฬี |
ให้หาศรีธนญไชยมาเฝ้าพลัน |
จึ่งดำรัสตรัสว่าจะทำไฉน |
อันพระในเมืองเราไม่แขงขัน |
คงจะแพ้ในการที่แปลธรรม์ |
เห็นไม่มีคู่ขันชาวลังกา |
ธนญไชยได้ฟังรับสั่งถาม |
จึ่งทูลเจ้าจอมสยามขออาสา |
ว่าเกล้ากระหม่อมขอถวายบังคมลา |
บรรพชาเปนสามเณรไป |
จะคอยสู้ชาวลังกาไม่ล่าหนี |
แปลคัมภีร์ธรรมขันธ์กันจงได้ |
จะลงไปรับที่ปากน้ำให้มีไชย |
ท้าวไททรงอนุญาตประสาทพร ๚ |
๏ ฝ่ายว่าขุนศรีธนญไชย |
รับพระพรภูวไนยอดิศร |
ใส่เกล้าแล้วทูลลานรินทร |
รีบจรออกมาสั่งพนักงาน |
ให้ขนตู้ลายรดน้ำใส่คัมภีร์ |
พระบาฬีจารึกอักษรสาร |
แล้วให้ช่างลงรักปิดทองลาน |
ไม่ให้จานอักษรทั้งคัมภีร์ |
จับปูชุบหมึกมาลากลง |
ให้พิศวงเส้นยับรอยป่นปี้ |
จะอ่านแปลเหลือรู้ดูเต็มที |
ด้วยไม่มีอักขระเกะกะครัน |
ตั้งสมญาเรียกว่าพระไตรปู |
พิเคราะห์ดูเส้นเฝือเลอะเหลือขัน |
แล้วห่อผ้ามีลายสายรัดพัน |
ใส่ในตู้มีสำคัญฉลากราย |
ให้ช่างจานลงลานอีกคัมภีร์ |
อักษรมีผวนผันขันใจหาย |
ให้ชื่อพระไตรคดปดภิปราย |
ห่อผ้าลายสายรัดมัดไว้ดี |
ใส่ไว้ในตู้ลายรดน้ำ |
เหมือนพระธรรมพุทธพจน์พระชินศรี |
ให้คนขนไปปากน้ำทำกุฎี |
สองห้องมีหลังคาฝาไม้ลาย |
พนักงานจัดการตามที่สั่ง |
พร้อมพรั่งที่ริมฝั่งชลสาย |
แทบเชิงเลนท่าลาดมีหาดทราย |
ธนญไชยก็กลัยกลายเพศเปนเณร |
มีเครื่องยศสารพัดให้จัดสรร |
ทำยศศักดิ์ใหญ่มหันต์มหาเถร |
ตั้งฉายาชื่อว่ามหาเลน |
สามเณรธนญไชยไปกุฎี |
อยู่ในกุฏิผู้เดียวเปล่าเปลี่ยวใจ |
ไม่มีใครเป็นเพื่อนเณรขุนศรี |
ฝ่ายสังฆราชลังกาชราชี |
หวังจะสืบข้อคดีปราชญ์เมืองไทย |
ลงเรือโบตให้ตีกระเชียงมา |
ถึงกุฎีที่ท่าชลาไหล |
เห็นสามเณรอยู่ผู้เดียวน่าเปลี่ยวใจ |
แวะเข้าไปจะถามตามสงกา |
ถึงกุฎีเณรศรีธนญไชย |
จึ่งซักไซ้ข้อความที่กังขา |
ว่าตัวท่านมาอยู่ริมคงคา |
เหตุไฉนแจ้งกิจจาจะขอฟัง ๚ |
๏ ฝ่ายว่าเณรขุนศรีธนญไชย |
จึ่งปดให้สังฆราชตามใจหวัง |
ว่าข้าพเจ้าต้องขับมาจากวัง |
ให้มายังฝั่งน้ำทำโทษกรณ์ |
เพราะรู้น้อยถอยปัญญาปรีชาเขลา |
เอาข้าพเจ้ามาทรมานสอน |
ให้อยู่ยังริมฝั่งชโลธร |
ไม่ให้หมู่ราษฎรดูเยี่ยงนี้ |
ได้สมญาชื่อว่ามหาเลน |
เปนสามเณรต้องพรากบุรีศรี |
พระผู้เปนเจ้ามาทำไมในธานี |
ข้อคดีเปนไฉนอยากได้ความ ๚ |
๏ ครานั้นสังฆราชเมืองลังกา |
ฟังวาจามหาเลนเจ้าเณรถาม |
จึงบอกแจ้งแห่งกิจจาพยายาม |
สู้แล่นข้ามคงคามานคร |
หวังจะแปลคัมภีร์บาฬีอรรถ |
ให้แจ้งชัดกับปราชญ์ตามอักษร |
ด้วยได้ข่าวออกชื่อฦๅขจร |
ว่านครสยามมีคนปรีชา |
อันตัวฉันนั้นเปนที่ประสังฆราช |
หวังมาแปลสู้กับปราชญ์คำสาสนา |
ถ้าเมธีในกรุงศรีอยุทธยา |
ดีกว่าขอเปนศิษย์ศึกษาธรรม์ ๚ |
๏ ครานั้นเณรศรีธนญไชย |
ฟังสังฆราชแจ้งใจทุกสิ่งสรรพ์ |
จึงตอบว่าเจ้าคุณจะแปลธรรม์ |
ดีขยันจะได้ดูรู้ปัญญา |
จะขอลองให้แปลพระบาฬี |
ว่าแล้วหยิบคัมภีร์ที่ห่อผ้า |
เปนพระธรรมคำของพระศาสดา |
ให้พระสังฆราชาแปลให้ฟัง |
พระสังฆราชแปลได้ ไม่ข้องขัด |
เจนชัดมิได้ติดต้องคิดคั่ง |
แปลรวดเร็วคล่องจริงจริงไม่นิ่งยั้ง |
เณรธนญไชยได้ฟังว่าดีจริง |
ซึ่งเจ้าคุณแปลธรรมในคัมภีร์ |
แคล่วคล่องดีมิได้ขัดชัดทุกสิ่ง |
คำมคธเชี่ยวชาญชำนาญจริง |
แต่ผมกริ่งอิกคัมภีร์ชื่อไตรปู |
จะแปลได้ฤๅไฉนยังไม่แจ้ง |
พระสังฆราชฟังแคลงตะแคงหู |
จึงถามว่าเปนอย่างไรพระไตรปู |
เณรก็หยิบมาให้ดูทั้งคัมภีร์ |
พระสังฆราชเห็นลานเปนรอยยับ |
ไม่ได้ศัพท์แต่สักนิดคิดถ้วนถี่ |
ดูไปให้ฉงนจนในที |
ตอบว่าไตรปูนี้ไม่ได้ความ |
พิศไปดูมิใช่ตัวอักษร |
ยอกย้อนยุ่งยิ่งกริ่งเกรงขาม |
จึงบอกกับศรีธนญว่าจนความ |
เหลือจะตามไต่แปลไม่แน่ใจ |
เณรตอบว่าคัมภีร์พระไตรปู |
เจ้าคุณไม่เรียนรู้จะทำไฉน |
แปลไม่ได้สักบทจงงดไว้ |
ยังพระไตรคดมีคัมภีร์ธรรม์ |
ว่าแล้วหยิบคัมภีร์พระไตรคด |
มีอักษรปรากฎคำผวนผัน |
มาให้พระสังฆราชดูฉับพลัน |
บทต้นนั้นอักขระปะปาปา |
ที่สองจารึกเปนอักษร |
ไม่ยอกย้อนตรงตรงตามภาษา |
อ่านได้พอรู้ปะลูลิดตา |
ที่สามว่าโกนถะกิปะมี |
คำรบห้ากะลันทาโชแถลง |
พระสังฆรดูแคลงคำขุนศรี |
คิดไม่ทันตันใจในคัมภีร์ |
ด้วยไม่มีในพระไตรปิฎกธรรม์ |
จึงบอกว่าในคัมภีร์พระไตรคด |
แปลไม่ออกแต่สักบทให้อัดอั้น |
คิดไม่เห็นเปนจนอยู่เท่านั้น |
ยิ่งตรองก็ยิ่งตันติดเต็มที |
ฝ่ายว่าเณรขุนศรีธนญไชย |
จึงว่าแปลไตรคดอักษรศรี |
ก็ไม่ออกคุณบอกว่าเต็มที |
แม้นไปแปลในบุรีจะได้อาย |
ตัวผมงมคลำเพราะความเขลา |
แปลไม่ได้จึงเอามาชลสาย |
ต้องบัพพาชนิยกรรมทำให้อาย |
มาอยู่ชายเลนเพราะโทษที่โฉดตึง |
ผมได้อายต้องมาอยู่ที่ชายฝั่ง |
เจ้าคุณยังจะอดสูรู้ไม่ถีง |
อันนักปราชญ์ที่ครูรู้ฦกซึ้ง |
ไม่พรั่นพรึงแปลอรรถสันทัดดี |
ถ้าจะแปลธรรมสู้กับครูผม |
จะมิล้มลงทั้งยืนในกรุงศรี |
โปรดดำริห์ตริตรองให้คล่องดี |
ถ้าอย่างนี้แล้วคงแพ้การแปลธรรม์ |
พระสังฆราชมิได้รู้ว่าขู่ลวง |
นั่งง่วงนิ่งคิดจิตรใจสั่น |
นึกเกรงกลัวจะอายขายหน้าครัน |
ก็ลาเณรลงกำปั่นรีบหนีไป ๚ |
๏ ครานั้นมหาเลนเณรขุนศรี |
รู้ว่าสังฆราชหนีไม่อยู่ใกล้ |
ก็สึกจากสามเณรในทันใด |
เข้ามาเฝ้าท้าวไททูลกิจจา |
ตามที่ตนได้ผจญพระสังฆราช |
บรมนารถแสนโสมนัศา |
ดำรัสถามไตรปูอักขรา |
เปนอย่างไรเองว่าให้กูฟัง |
ธนญไชยทูลความตามที่ทำ |
เอาปูชุบน้ำดำลากถอยหลัง |
เปนรอยยุ่งไม่เปนตัวพัวรุงรัง |
มีชื่อตั้งว่าไตรปูดูยากครัน |
พระไตรคดในบทปถะมา |
ว่าปะปะปาปาว่าขันขัน |
ปะลูลิดตาอันดับกัน |
กับกะลันทาโชอักษรมี |
โกนถะกิปะอักขรา |
พระสังฆราชลังกาจนจึงหนี |
กระหม่อมฉันทดลองสองคัมภีร์ |
จึงได้มีไชยชนะพระลังกา ๚ |
๏ ฝ่ายบรมนรินทร์บดินทร์สูร |
ได้ฟังทูลทรงชมเปนนักหนา |
ไม่เสียทีขุนศรีมีปัญญา |
บทปะปะปาปาว่ากะไร |
ขุนธนญทูลว่าคนทาพ้อม |
เอามูลโคปนปลอมดินเหลวไหล |
ปะปาทาพ้อมทาตะล่อมไว้ |
คำแก้ไขอย่างนี้ว่าที่คด |
กะลันทาโชกะโล่ทาชัน |
โกนถะนั้นกะโถนมิได้ปด |
ปะลูลิดตาคือขวานปะลูลด |
ลิดตาไม้ได้หมดทุกสิ่งอัน |
กิปะอักขระว่ากะปิ |
อุตริผูกผวนให้หวนหัน |
กราบทูลแก่พระองค์ผู้ทรงธรรม์ |
ทรงสรวลสันต์ชมขุนศรีธนญไชย ๚ |