เสภาเรื่องศรีธนญไชยเชียงเมี่ยง

๏ จะกล่าวถึงเรื่องขุนศรีธนญไชย บุราณท่านเล่าไว้นานนักหนา
หวังให้แจ้งคนดีมีปัญญา กู้ภาราด้วยความคิดบิดวาที
ยังมีราชนิเวศน์เขตรสถาน ป้อมปราการสูงใหญ่เปนศักดิศรี
บริบูรณ์ภูลสมบัติสวัสดี นามว่าเมืองทวาลีเลิศนคร
ชนชาวภารากว่าห้าแสน เนืองแน่นคั่งคับสลับสลอน
ตั้งเคหารายรอบขอบนคร ราษฎรแสนศุขสนุกสบาย
ฝ่ายจอมพระนครินทร์ปิ่นประชา สมญาทวาละเลิศเฉิดฉาย
ข้าศึกศัตรูหมู่คิดร้าย ไม่กล้ำกรายสยองเกล้าทุกท้าวไท
พระเกียรติยศปรากฎในใต้หล้า ดังมหาจักรพรรดิกระษัตริย์ใหญ่
พร้อมจัตุรงค์มหาเสนาใน ม้ารถคชไกรทหารเดิน
สนมนางพ่างเพียงอับศรสวรรค์ หมื่นหกพันหน้านวลควรสรรเสริญ
โฉมสำอางงามจริตต้องจิตรเพลิน รุ่นจำเริญผิวผ่องดังทองทา
ส่วนพระจอมเทพีศรีสมร นามกรชื่อสุวรรณบุบผา
ทรงโฉมประโลมใจไนยนา เปนใหญ่กว่าแสนสุรางค์เหล่านางใน
ได้ว่ากล่าวเถ้าแก่หลวงแม่เจ้า โขลนจ่าหมอบเฝ้าเรียงไสว
เธอสิทธิขาดราชการงานฝ่ายใน บำเรอไทธิบดินทร์นรินทร ๚
๏ ในเมืองมีบ้านพราหมณ์รามราช เปนครูฉลาดรอบรู้ธนูศร
ทั้งชำนาญไตรเพทวิเศษขจร อิกตำราพยากรณ์ฝันร้ายดี
เปนทิศาปาโมกข์โฉลกฤกษ์ เอิกเกริกฦๅฟุ้งทั้งกรุงศรี
ทั้งภรรยานงรามพราหมณี รู้วิธีทายสุบินสิ้นทั้งมวญ ๚
๏ ยังมีสองสามีภิริยา ตั้งเคหาอยู่ริมไร่ใกล้เขตรสวน
หมื่นดั้นผู้ภัศดาเคหาซวน เสาโย้จวนจะพังต้องรั้งโย้
ภรรยาชื่อยายปลีเมื่อมีครรภ์ นิมิตรฝันแปลกเพื่อนเชือนโยโส
ว่ากินหยากเยื่อลองจนท้องโต ดังคนโซกวาดกินสิ้นทั้งเมือง
ครั้นตื่นขึ้นคิดขันฝันเราหนอ จะเกิดก่อทุกข์ไฉนไม่รู้เรื่อง
ถามหมื่นดั้นจนใจให้ขุ่นเคือง จึงย่างเยื้องไปหาพฤฒาจารย์
เมื่อวันนั้นท่านครูหาอยู่ไม่ จึงวอนไหว้พราหมณีแถลงสาร
เล่าฝันกับภรรยาท่านอาจารย์ โปรดดีฉานช่วยทายร้ายฤๅดี ๚
๏ ครานั้นท่านภรรยาพฤฒาเถ้า ได้ฟังเล่าในฝันนั้นถ้วนถี่
จึงทำนายทายฝันให้ยายปลี ว่าจะมีบุตรชายปรีชาคำ
พูดจาแคล่วคล่องว่องไวนัก รู้หลักลอดคนข้อคำขำ
เปนตลกหลวงดีมีคนยำ ท่านจงจำไว้เถิดประเสริฐชาย
ส่วนยายปลีได้ฟังทำนายฝัน ก็อภิวันท์ลามาด้วยสมหมาย
ประคับประคองท้องไว้ไม่ระคาย ค่อยสบายหายทุกข์เปนศุขใจ ๚
๏ ครานั้นท่านพราหมณ์พฤฒาจารย์ กลับมายังสถานที่อาไศรย
ฝ่ายภรรยาก็เล่าความตามทายไป กลัวจะไม่ถูกตำราสามีตน
พฤฒาเถ้าฟังเล่าทำนายฝัน หุนหันว่าเจ้าทายไม่เปนผล
บุตรเขาดีจะเปนที่เจ้านายคน ทำนายผิดจะไม่พ้นอันตราย
อิกเจ็ดวันฟ้าจะผ่าศีศะเจ้า นางฟังเล่าร้อนตัวกลัวใจหาย
ให้อัดอั้นสั่นระรัวทั่วทั้งกาย ว่าท่านช่วยคิดอุบายให้พ้นไภย
ฝ่ายว่าทิศาปาโมกข์เถ้า ช่วยแบ่งเบาทำตามคัมภีร์ไสย
ปั้นรูปพราหมณีใส่ชื่อใน ไปตั้งไว้ห่างบ้านสถานตน
แล้วเอาขันครอบศีศะที่รูปปั้น พอเจ็ดวันมืดกลุ้มคลุ้มเมฆฝน
ครั่นครื้นเสียงฟ้าคำรามรน พอเม็ดฝนตกต้องลอองปราย
อสนีฟาดเปรี้ยงเสียงสท้าน ผ่ากระบานรูปปั้นขันสลาย
พราหมณีก็รอดจากความตาย ด้วยอุบายภัศดาพฤฒาจารย์
จึงมิให้ใช้ขันรองน้ำฝน ทุกตัวคนทั่วประเทศเขตรสถาน
กลัวฟ้าจะผ่าขันด้วยบันดาล ตลอดกาลจนทุกวันท่านกล่าวมา ๚
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ เลิศลบแดนไตรในใต้หล้า
ดำรงเมืองเรืองยศปรากฎมา แสนสำราญโรคาไม่ยายี
ร่วมภิรมย์สมสวาดินาฎนาเรศ ซึ่งเปนเกษกำนัลนารีศรี
นางทรงครรภ์สิบเดือนกำหนดมี จวนจะคลอดเทพีรัญจวนใจ
ให้ป่วนปวดรวดเร้าเศร้าโทมนัศ พร้อมแพทย์แออัดอยู่ไสว
หมอตำแยอยู่งานนางทรามไวย เวลาได้ฤกษ์ประสูตรพระกุมาร ๚
๏ ฝ่ายพระจอมทวาลีบุรีราช บรมนารถเห็นโอรสยอดสงสาร
จึงให้โหราพฤฒาจารย์ ดูลักษณกุมารดวงชตา
คูณหารสอบสวนทบทวนไป ก็แจ้งใจคืนวันพระชัณษา
จึงกราบทูลว่าองค์กุมารา มีบุญญาธิการกล้าหาญครัน
มีเดชะอำนาจราชศักดิ ปรปักษ์ทั่วทิศกลัวฤทธิพรั่น
แต่เลี้ยงเธอยากนักหนักอกครัน ถ้าได้กุมารร่วมวันทันเวลา
เมื่อประสูตรโอรสยศไกร หาให้ได้เหมือนกันกับชัณษา
มาเลี้ยงด้วยกันกับราชบุตรา กุมาราจึงเจริญไม่มีไภย ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงวัง ได้ทรงฟังโหรแจ้งแถลงไข
จึงเอื้อนอรรถตรัสสั่งเสนาใน เอาฆ้องไปตีประกาศราษฎร
ว่าผู้ใดคลอดบุตรเมื่อวันวาน พระโองการต้องประสงค์อย่าเร้นซ่อน
จะทรงเลี้ยงเคียงดไนยไม่อาทร ทั่วนครใครมีบุตรบุรุษชาย
จงบอกความตามจริงอย่านิ่งช้า ข้าจะพาบุตรเจ้าเข้าถวาย
อำมาตย์ตีฆ้องพลางทางภิปราย ถึงบ้านยายปลีที่ฝันขันพิกล
ความว่าเมื่อภรรยาพฤฒาเถ้า ทำนายฝันตามเล่าซึ่งเหตุผล
ยายปลีมีครรภ์ได้สิบเดือนดล คลอดบุตรตนเปนชายโฉมโสภา
ฤกษ์ยามเวลาก็พร้อมกัน กับจอมขวัญประสูตรโอรสา
เมื่ออำมาตย์ตีฆ้องร้องป่าวมา ตกประหม่าไม่มีขวัญตัวสั่นงก
ครั้นจะนิ่งปิดความว่าไม่มี พระองค์ทราบคดีว่าโกหก
จะลงโทษกายระบมตรมอกฟก นึกแล้วอุ้มทารกมาบอกความ ๚
๏ ครานั้นเสนาข้าราชการ ฟังว่าขานสอบไล่ซักไซ้ถาม
รู้แน่ว่าเด็กนั้นพร้อมฤกษ์ยาม กับโอรสจอมสยามทวาลี
จึงรับเอากุมารามาถวาย ทูลดังยายมารดาว่าถ้วนถี่
ฝ่ายพระจอมภาราทวาลี ฟังวาทีเสวกาปรีดาครัน
โปรดให้หานางนมแลพี่เลี้ยง ประคองเคียงรักษาทารกนั่น
ให้โอรสอย่างไรก็ให้ปัน แก่กุมารคนนั้นเหมือนกันมา
จนสองกุมารชัณษาสิบห้าปี โปรดให้เรียนตระบองกระบี่ตีศึกษา
กระบวนรบครบอย่างขี่ช้างม้า พุ่งสาตรายิงแทงแผลงธนู
อิกให้เรียนไตรเพทเวทมนต์ขลัง คงจังงังทรหดอดทนสู้
แคล้วคลาศสารพัดหัดให้รู้ ทรงเอนดูสองราเมตตานัก
ครั้นอยู่มาจอมประชาชราร่าง โรคหลายอย่างก่อกวนประชวรหนัก
ตรัสเรียกสองดไนยผู้ยอดรัก มอบมไหไตรจักรให้ครอบครอง
ประทานราโชวาทประสาทให้ รักใคร่อย่าเดียดฉันกันทั้งสอง
อย่าข่มเหงต่อยตีเหมือนพี่น้อง เจ้าปรองดองสองรารักษาเมือง
แม้นว่าน้องพ้องผิดโทษถึงฆ่า ได้เมตตาปัดเป่าให้เบาเปลื้อง
อย่าขุ่นแค้นฆ่าฟันเลยขวัญเมือง ถ้าขัดเคืองอดออมถนอมกัน
หนึ่งขุนนางข้าเฝ้าเหล่าทั้งหลาย จงแจกจ่ายเบี้ยหวัดดูจัดสรร
ผู้ใดมีความชอบตอบรางวัล ให้แบ่งปันสนองคุณการุญรัก
เงินตราผ้าพานทองคำให้ เครื่องกาไหล่เครื่องถมแลสมปัก
เสลี่ยงแคร่กระบี่สายสพายสพัก สมยศศักดิความชอบจงตอบแทน
ราษฎรทั่วประเทศในเขตรขัณฑ์ อย่าเบียนมันให้ทุกข์ร้อนค่อนแค่น
จงเมตตาคนจนขัดสนแกน ทุกด้าวแดนให้เปนศุขสนุกใจ
สมณะชีพราหมณ์อย่าหยามหยาบ เกรงกลัวบาปละปลดอดจิตรให้
ควรบำรุงสงเคราะห์สักเพียงไร ก็จงให้พองามตามศรัทธา
หนึ่งข้าเฝ้าเหล่าขุนนางต่างตำแหน่ง แม้นระแวงราชกิจผิดนักหนา
จะลงโทษก็ให้ต้องตามอาชญา ฤๅหนึ่งถ้าทัณฑกรรมทำพอควร
อย่ามากมูลโทษะมนะผิด ควรคิดโดยระบอบสอบไต่สวน
ควรเฆี่ยนควรขังเชือกหนังทวน จำโซ่ตรวนขื่อคาอย่าทำเกิน
พ่อจำคำบิดาสั่งตั้งความสัตย์ แม้นปฏิบัติซื่อตรงคงสรรเสริญ
ราชการภาราพ่ออย่าเมิน อย่าหลงเพลินนางในไม่ได้การ
พระโอรสฟังโองการประทานสอน โอนอ่อนเศียรคำนับรับสั่งสาร
ทั้งราชบุตรบุญธรรมก้มกราบกราน รับโอวาทซึ่งประทานด้วยเศียรตน ๚
๏ ฝ่ายพระองค์จอมเจิมเฉลิมโลก ประชวรโรคแรงกล้าดังห่าฝน
สิ้นกำลังลมปราณเหลือทานทน สวรรคตอยู่บนพระแท่นทอง ๚
๏ ครานั้นเสวกามหาอำมาตย์ เกลื่อนกลาดแออัดจัดสิ่งของ
เครื่องสูงแตรสังข์พระโกษฐทอง จ่าปี่จ่ากลองเรียกร้องมา
กลองชนะเปิงมางวางเตรียมไว้ ชั้นแว่นฟ้ารีบไปยกคอยท่า
คู่เคียงพระเสลี่ยงเทวดา โปรยมาลาเข้าตอกบอกมาคอย
พระสงฆ์นำน่าฉานอ่านหนังสือ สังฆ์การีวิ่งปรื๋อไม่ล้าถอย
เผดียงราชาคณะวัดพระลอย ไวไวหน่อยเถิดเจ้าคุณวุ่นเต็มที
ฝ่ายว่าราชาคณะพระญาณสิทธิ์ ซึ่งสถิตย์วัดพระลอยก็เร็วรี่
รีบครองผ้าเรียกศิษย์ได้ตามมี สังฆ์การีพามาพักคอยชักนำ ๚
๏ ครานั้นจึงพระราชกุมาร เชิญพระศพสรงสนานจนจวนค่ำ
มาลาภูษาถวายเครื่องทรงประจำ เครื่องต้นล้วนทองคำลงยาดี
ทรงเครื่องต้นเสร็จสรรพสำหรับกระษัตริย์ เชิญเข้าโกษฐเนาวรัตน์มณีศรี
ประโคมแตรสังข์สนั่นลั่นดนตรี กลองชนะพร้อมตีเสียงมี่วัง
ฝ่ายพวกกระบวนแห่เสียงแซ่ซ้อง ตั้งกระบวนเปนกองคอยรับสั่ง
ได้เวลาพระศพออกจากวัง ดูสพรั่งกระบวนแห่แลหลามมา
พวกตั้งชั้นแว่นฟ้าเสนาภิมุข ชาดสีสุกทาซ่อมที่คร่ำคร่า
ช่างรักปิดทองผ่องจับตา ช่างกระจกประดับประดาที่ชำรุด
เครื่องแก้วตั้งคลังพิมานอากาศจัด ศุภรัตขนผ้าไตรอุดตลุด
รักษาองค์เติมน้ำมันฟั่นชุด รายกันจุดอัจกลับสับสนครัน
แห่พระศพถึงที่นั่งมังคลา เชิญตั้งแท่นแว่นฟ้างามเฉิดฉัน
เรียงรอบเครื่องสูงลายสุวรรณ จามรทานตวันพัดโบกราย
กลิ้งกลดบดบังพระสุริยันต์ หักทองขวางห้าชั้นอิกชุมสาย
แว่นทองปักกระเสตขันทองพราย บุบผาพวงห้อยรายกลิ่นขจร
ข้าราชการกราบราบศิโรตม์ ถวายบังคมบรมโกษฐสท้อนถอน
ฤไทยโทมนัศาให้อาวรณ์ พิไรรักภูธรสิ้นทุกคน ๚
๏ ฝ่ายพระราชโอรสยศไกร เสด็จมาโศกาไลยพิไรบ่น
พระราชบุตรบุญธรรมก็ทุกข์ทน น้ำสุชลไหลหลั่งนั่งโศกา
ครั้นจัดแต่งตั้งพระศพครบครัน สดัปกรณ์นับพันไตรสิบห้า
พระสงฆ์เนื่องแน่นหลามตามชลา พระราชาคณะได้ไตรทุกองค์
เสร็จทำกุศลกิจอุทิศไป ถวายไทชนกนารถราชหงษ์
จึงสมเด็จโอรสยิ่งยศยง เสด็จลงจากปราสาทลีลาศมา
พวกร้องไห้นางในก็ส่งเสียง เสนาะสำเนียงว่าพระพุทธเจ้าข้า
พระร่มโพธิทองล่องสู่ฟ้า เสด็จไปชั้นใดข้าจะตามไป
โอ้พระร่มโพธิแก้วลับแล้วลิบ เสวยทิพพิมานสถานไหน
ข้าน้อยพยายามจะตามไป ไม่ทิ้งไทนฤเบศร์เกษประชา ๚
๏ ครานั้นหมู่อำมาตย์ข้าราชการ กับพระราชกุมารโอรสา
พร้อมกันกะเกณฑ์การฌาปนา ทำมหาเมรุปรางค์ตามอย่างยศ
สูงเส้นห้าวาสง่าสนาม เมรุทิศงามสามสร้างต้องอย่างหมด
เมรุทองในเครื่องชั้นเปนหลั่นลด ต้องแบบตามบททุกสิ่งอัน
ราชวัตรฉัตรทองฉัตรเงินนาก แลหลากตั้งสลับลำดับคั่น
ฉัตรเบญจรงค์รายออกนอกอิกชั้น ตลอดกั้นราชวัตรขนัดแนว
ราชวัตรฉัตรรายทางข้างถนน ทางสถลที่จะแห่แลเปนแถว
โรงการเล่นเต้นรำทำเสร็จแล้ว ท้องสนามกวาดแผ้วสอาดเตียน
โรงรำช่องระทาระดาดาษ เอาแผงลาดหลังคาทาเครื่องเขียน
กั้นฉากวาดดูงามเรื่องรามเกียรติ์ ล้วนแนบเนียนน่าสนุกทุกโรงงาน
หกคเมนลอดบ่วงห่วงห้อยเสา ติดต่อเข้าสามต่อสูงตระหง่าน
รำแพนเสาไต่ลวดสูงลิ่วทยาน ตามอย่างงานบรมศพมีครบครัน
เตรียมการเสร็จทุกด้านงานกำหนด เชิญพระโกษฐขึ้นรถแห่สนั่น
เข้าพระเมรุสมโภชสิบห้าวัน ถวายพระเพลิงทรงธรรม์กระษัตรา
สมโภชพระอัฐิลอยอังคาร เสร็จการเชิญอัฐิขึ้นรัถา
แห่เข้าสู่พระนครา เหล่าเสวกาโศกเศร้าเฝ้าพิไร
จึงประชุมมาตยามหาอำมาตย์ จะยกราชโอรสครองกรุงใหญ่
เห็นพร้อมกันต่างอำนวยอวยไชย จึงหมายให้จัดราชาภิเศกการ
เกณฑ์กันทำการทุกด้านทาง ตามอย่างขัติยามหาศาล
อภิเศกพระราชกุมาร ให้ขึ้นผานทวาลีบุรีรมย์
ถวายพระนามเหมือนพระราชบิดา ว่าทวาลีราชองอาจสม
พระเดชาปรากฎยศอุดม ครองบรมธานีศรีโสภา
จึงให้กุมารบุญธรรม์นั้นไปบวช เล่าเรียนสวดพระคัมภีร์มีสิกขา
เปนสามเณรอยู่กับพระครูบา จันทสุปิงสมญาพระอาจารย์ ๚
๏ มาวันหนึ่งพระครูผู้ที่บวช ท่านไปสวดในป่าช้ากลับสถาน
ได้อ้อยมาจึงควั่นข้อให้ทาน สามเณรกุมารบุตรบุญธรรม์
ตัวท่านฉันกลางที่หว่างข้อ สามเณรก็ไม่ขอกลางปล้องฉัน
ตั้งแต่กินข้ออ้อยไปวันนั้น มีปัญญามากครันแปลกกว่าคน
จึงคิดทายปฤษณาพระอาจารย์ ห้าข้อไม่วิตถารปัญญาต้น
ลองความรู้พระครูอาจารย์ตน มาทายชนเข้ากับรังดังพูดกัน
ในบทปถมังดังเวหา ที่สองว่าชาโตเปนข้อขัน
คูชลามิคาลำดับกัน เปนที่สามด้นดั้นปัญหาเณร
จัตวาติตานี้ที่สี่แถลง แปะ ๆ ปะๆ มาแจ้งมหาเถร
ถามว่าได้แก่อะไรให้ชัดเจน พระฟังเณรตรองปัญหาปัญญาตัน
ค้นคัมภีร์มีในตู้ดูไม่เห็น ก็นิ่งเว้นมาสามทิวาคั่น
นั่งคิดนอนคิดให้มิดตัน ต่อได้ฉันแกงหมูจึงรู้ความ
บอกแก่สามเณรว่าคิดได้ ปัญญาที่แคะไค้เอามาถาม
ดังเวหาคืองาช้างงอนงาม ชาโตตามบทมาว่าคางคก
คูชลามิคาคือครุเก่า ชันที่เขายาไว้ร่วงไหลตก
รั่วร้ำคร่ำคร่ามาหลายยก ถลอกถลกละลายเหลวเลอะเทอะ
จัตวาตีตาตีรั้วบ้าน ทั้งข้อตาตีปสานใส่ออกเปรอะ
แปะ ๆ ปะ ๆ ปฤษณาว่าเคอะ ควายกินหญ้าคี่เลอะหยดย้อยไป
แต่แรกคิดว่าจะฦกลับนักหนา มิรู้ว่าความตื้นอยู่ใกล้ใกล้
เจ้าสามเณรฟังทายถูกในใจ ชมพระครูผู้ใหญ่ว่าดีจริง ๚
๏ จะกล่าวถึงพวกลาวชาวส่วยเมี่ยง มาแต่เวียงหาบกระบอกกตุ้งกติ้ง
ห้าร้อยบอกหนักบ่าในตาวิง ถึงตลิ่งจะข้ามฝั่งนั่งหยุดพัก
เมื่อวันนั้นสามเณรมาสรงน้ำ เห็นพวกลาวพุงดำล้วนลายสัก
กระบอกผูกพวงวางพลางถามทัก กระบอกรักฤๅอะไรไปไหนมา
ฝ่ายว่าลาวชาวเวียงส่วยเมี่ยงหลวง บอกว่าข้อยทั้งปวงอยู่เมืองป่า
เปนชาวเวียงส่วยเมี่ยงจึงขนมา พักที่ท่าหมายจะข้ามฝั่งนที
อันแม่น้ำนี้ตื้นฤๅฦกมาก ข้อยทั้งปวงนี้อยากข้ามที่นี่
จะข้ามได้ฤๅมิได้ในชลธี แจ้งคดีมาหน่อยข้อยขอฟัง
ฝ่ายเจ้าเณรฟังพวกส่วยเมี่ยงถาม จึงบอกความว่าน้ำตื้นพอยืนหยั่ง
แต่จะข้ามนั้นขัดสนพ้นกำลัง แกจงรั้งรอก่อนผันผ่อนคิด
ลาวเวียงไม่ทันตรองร้องว่าไป จะข้ามให้ได้ถึงฝั่งสมดังจิตร
ถ้าข้ามได้แล้วจั่วจะกลัวฤทธิ ฤๅพนันกันสักนิดก็เล่นกัน
เณรถามว่าถ้าข้ามไปไม่ได้ พี่จะเอาอะไรมาให้ฉัน
พวกส่วยเมี่ยงว่าจะให้เมี่ยงทั้งนั้น แม้นข้ามได้เณรจะปันให้อะไร
สามเณรตอบว่าข้ามถึงฝั่ง ข้าจะรังวัลสบงอังสะให้
แต่เมี่ยงหลวงมาให้ปันฉันตกใจ จะมาไถ่สินพนันนั่นนึกกลัว
ฝ่ายพวกส่วยตอบว่าถึงของหลวง มิใช่ช่วงชิงแย่งเจ้าอยู่หัว
ถึงมาเสียสินพนันไม่พันพัว ให้พ่อจั่วแล้วจะใช้ให้อื่นแทน
ครั้นพูดจานัดหมายกันแม่นมั่น ชาวเวียงก็นุ่งพันผ้าให้แน่น
แล้วหิ้วเมี่ยงท่องน้ำมาตามแกน ถึงฝั่งแหงนเงยหน้าว่ากับเณร
ข้อยข้ามมาถึงฝั่งดังพนัน จะให้ปันสบงก็ให้เถิดพี่เถร
อย่าช้าเลยจะไปส่งของส่วยเกณฑ์ เร็วพ่อเณรข้อยจะลาเข้าธานี
สามเณรตอบว่าข้าไม่ให้ เดิมว่าไว้ว่าจะข้ามเล่นท่องหนี
ซึ่งท่องน้ำลุยมาในวารี ที่ตรงนี้ไม่ว่ากันในสัญญา
แกเหล่านี้ลุยน้ำท่องมาฝั่ง ไม่เหมือนดังพูดไว้ที่ได้ว่า
จะยึดเอาเมี่ยงทั้งหมดที่เอามา ไม่ข้ามดังสัญญาที่พาที ๚
๏ ว่าแล้วเณรก็ริบเอาเมี่ยงหมด พวกส่วยหน้าสลดไม่มีศรี
จึงมาเรียนต่อท่านเสนาบดี ให้ทูลใต้ฝ่าธุลีพระทรงธรรม์ ๚
๏ ครานั้นเจ้าพระยาอธิบดี ฟังวาทีพวกลาวส่วยว่าแขงขัน
แจ้งข้อความตามเรื่องเณรพนัน เอาเมี่ยงส่วยกึ่งพันของชาวเวียง
จึงกราบทูลพระองค์ผู้ทรงภพ ไปจนจบตามเรื่องพนันเมี่ยง
แล้วแต่จะโปรดโทษลาวเชียง หมอบเมียงคอยฟังพระโองการ ๚
๏ ฝ่ายพระจอมนรินทร์ปิ่นประชา ได้ฟังว่าเณรนั้นทำอาจหาญ
เล่นพนันกันกับลาวฉาวสท้าน อยากฟังคำให้การจะอย่างไร
จึงดำรัสให้หาเณรเข้ามา ตรัสถามว่าพนันเล่นเปนไฉน
เณรถวายพรองค์พระทรงไชย ทูลไปตั้งแต่ต้นจนจบปลาย
ได้ทรงฟังก็ดำริห์ตริตรึกตาม ข้อความโดยทำนองทั้งสองฝ่าย
จึงดำรัสว่าไม่ควรจะวุ่นวาย อย่าเสียดายคิดเงินให้กับเณร
ตามมีสักสี่ซ้าห้าบาท เจ้ากูฉลาดคำคมคารมเถร
ให้เปนเลิกอย่าเซ้าซี้จะมีเวร เงินประเคนเจ้ากูอย่าสู้ความ ๚
๏ ฝ่ายสามเณรได้ฟังรับสั่งโปรด ไม่มีโทษกลับจะได้เงินหลายย่าม
ก็รีบมากุฎีที่อาราม ยืมบาตรตามพระสงฆ์ลงบันได
ถือบาตรห้าฝาสี่ขมีขมัน เข้าวังพลันแล้ววางบาตรลงให้
ว่ามีพระราชโองการมาอย่างไร ฉันมิได้ล่วงละพระบัญชา
รับสั่งให้ใช้เงินแทนเมี่ยงส่วย จึงไปฉวยฝามาสี่แต่บาตรห้า
แน่พวกส่วยจงตวงเอาเงินมา ให้เต็มบาตรเต็มฝาจะลาไป ๚
๏ พวกส่วยเห็นบาตรห้าฝาถึงสี่ สุดคิดด้วยไม่มีเงินจะให้
ปฤกษากันต่างคนต่างจนใจ เราจะได้เงินตราไหนมาพอ
แม้นขายตัวลงทั้งหมดยังลดหย่อน เหลือจะผ่อนแบ่งเบาแล้วเราหนอ
สิ้นปัญญานิ่งนั่งดังหลักตอ จึงทูลข้อขัดสนพ้นกำลัง ๚
๏ ครานั้นจอมนรินทร์บดินทร์สูร ทรงฟังทูลเรื่องเณรเหมือนบ้าหลัง
จึงดำรัสโปรดให้ไขพระคลัง ขนเงินใส่บาตรทั้งห้าบาตรพระ
อิกสั่งให้ใส่ฝาครบทั้งสี่ ใช้หนี้เณรแทนพวกเลี้ยงจะกละ
พวกลาวถวายบังคมก้มคารวะ ขอเดชะทูลยกพระเกียรติยศ
แล้วทูลลากลับหลังยังบ้านตน ฝ่ายพระจอมจุมพลให้รวมจด
เปนเงินสี่ร้อยชั่งเศษยังลด อิกสี่ชั่งคิดปะชดถ้วนห้าร้อย
จึงทรงดำริห์ว่าเณรปัญญามาก คนเช่นนี้หายากไม่ชั่วถ่อย
ถ้าได้เลี้ยงเป็นมนตรีดีไม่น้อย จะใช้สอยแคล่วคล่องเห็นว่องไว
จึงโปรดให้เณรสึกทำราชการ เณรไปลาอาจารย์ท่านผู้ใหญ่
รีบสึกออกมาข้าจะใช้ เณรก็ไปลาสิกขาสึกมาพลัน ๚
๏ คนทั้งหลายเรียกนามว่าเชียงเมี่ยง ได้ชื่อเสียงตามเหตุพนันขัน
เพราะชนะเรื่องเมี่ยงซึ่งเถียงกัน ได้รางวัลเงินตราเกือบห้าร้อย ๚
๏ ฝ่ายเชียงเมี่ยงก็ได้มาเปนข้าเฝ้า หมั่นเข้าวังให้ทรงใช้สอย
ไม่ไกลบาทจอมนราอุส่าห์คอย ให้ใช้เล็กใช้น้อยข้างน่าใน
ท้าวเธอไม่รังเกียจเดียดฉัน แพรพรรณปูนบำนาญประทานให้
ทั้งเงินตราผ้าเสื้อจนเหลือใช้ เข้าข้างในออกข้างน่าไม่ว่ากัน
อยู่มาวันหนึ่งเจ้าจอมสถาน เสวยพระกระยาหารให้อัดอั้น
มิใคร่ได้มาหลายทิวาวัน พระทรงธรรม์ให้หาเชียงเมี่ยงมา
ดำรัสว่ากูกินเข้าไม่ค่อยได้ ทำอย่างไรจึงจะค่อยมีรศหวา
เชียงเมี่ยงทูลมูลคดีว่ามียา ให้เสวยโภชนามากมีรศ
ดำรัสว่าเองเอายามาให้กู จะกินแก้ลองดูให้ปรากฎ
เชียงเมี่ยงรับคารวะน้อมประนต พระโอสถหม่อมฉันดีมีที่เรือน
ทูลแล้วลีลามาสู่บ้าน เที่ยวเล่นศุขสำราญกับพวกเพื่อน
ไม่หายาทูลลามาแชเชือน นอนอยู่เรือนจนสายสบายใจ ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ ผิดปลาดเชียงเมี่ยงหามาไม่
คอยอยู่จนเที่ยงสายก็หายไป แสบอุทรสั่งให้เชิญเครื่องมา
เสวยเวลานั้นมีรศมาก เพราะหิวอยากเสวยได้เปนนักหนา
ตวันบ่ายชายแสงพระสุริยา เชียงเมี่ยงมาเข้าเฝ้าพระภูมี
จึงประภาษตวาดรับสั่งขู่ อ้ายเชียงเมี่ยงลวงกูไม่พอที่
ไปเอายาเนิ่นนานจนปานนี้ ไหนยาดีขอกูดูอยากรู้รศ
แต่คอยอยู่เห็นสายจวนบ่ายแล้ว ไม่วี่แววมาจนหิวพ้นกำหนด
แสบอุทรกินเสียก่อนค่อยมีรศ อาหารหมดชามมากกว่าทุกครั้ง ๚
๏ เชียงเมี่ยงว่านั่นและยาหม่อมฉันถวาย เพราะเวลาเที่ยงสายโอสถขลัง
อร่อยเมื่ออยากเสวยมากมีกำลัง ไม่ต้องตั้งพระโอสถเข้าหมดชาม ๚
๏ จอมประชาตรัสว่าเจ้าหมอเอก พูดโหยกเหยกโยกย้ายอ้ายส่ำสาม
มันช่างว่าพลิกไพล่ได้ใจความ ไม่เข็ดขามพูดเปนลิดไม่ติดเลย
ให้ขุ่นเคืองในพระไทยแต่ไม่ตรัส พระดำรัสทีหยอกเย้าเฉลย
เกรงขุนนางรู้ความจะหยามเย้ย ทรงชมเชยพระวาจาทำปรานี ๚
๏ ครั้งหนึ่งพระองค์ผู้ทรงเดช สั่งให้เลือกช้างวิเศษมีศักดิศรี
อันควรเปนพระที่นั่งกำลังดี พ่วงพีกล้าหาญชาญณรงค์
กรมช้างผูกช้างพระที่นั่ง ขับมายังน่าพระลานโดยประสงค์
เสด็จออกทอดพระเนตรจะลองทรง มีพระองการถามเสนาใน
ว่าช้างนี้ดีครบทุกสิ่งสรรพ์ ฤๅควรติรูปพรรณที่ไหนได้
อำมาตย์ทูลว่างามควรทรงใช้ ติไม่ได้แต่สักอย่างจนย่างเดิน
เวลานั้นเชียงเมี่ยงเฝ้าอยู่ด้วย จึงว่าจะช่วยติบ้างเห็นขัดเขิน
ส่วนตัวโตไม่สมตาเล็กเกิน สรรเสริญว่าดีพร้อมไม่ยอมตาม ๚
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงฟังเชียงเมี่ยงว่า เคืองฤไทยด้วยมาขัดหยาบหยาม
แต่ทรงนิ่งไม่ตรัสให้แจ้งความ มันลวนลามล้อเล่นเห็นไม่ควร
จึงดำรัสความอื่นกับเสวกา ทรงชวนไปเล่นสบ้าที่ปลายสวน
เล่นพอแก้ไม่สบายหายรัญจวน ตั้งกระบวนแล้วเสด็จยาตราพลัน
ถึงที่ประทับพลับพลาสนามเล่น ขุนนางตั้งสบ้าเปนลำดับคั่น
ตั้งสบ้าพระองค์ผู้ทรงธรรม์ เปนลดหลั่นรายเรียงเคียงกันไป
สมเด็จพระเจ้าทวาลีมีอำนาจ ทรงยิงสบ้าหมายมาดไม่ผิดไพล่
ทรงยิงก่อนถูกสุอันที่ตั้งไว้ ขุนนางก็ยิงลำดับไปตามศักดินา
ฝ่ายเชียงเมี่ยงตบมือร้องเสียงหลง ของพระองค์เลยทุกทีอึงมี่ว่า
ครั้นพวกข้าเฝ้าเหล่าเสนา ยิงสบ้าถูกหมายไม่สายซัด
เชียงเมี่ยงร้องยิงผิดสิ้นทุกคน พระจุมพลแลขุนนางต่างเคืองขัด
ได้อับอายขายหน้าโทมนัศ จอมกระษัตริย์ก็เสด็จกลับสู่วัง
ครั้นนานมาพระครูเปนผู้เถ้า โรคเร้าเกิดซุกทนทุกขัง
จันทสุปิงสมญากาละกะตัง ถึงมรณังมรณะชีพประไลย ๚
๏ พระครูนั้นไร้ญาติขาดพงษา บุตรนัดดาจะมีก็หาไม่
พี่น้องมิตรสหายล้วนตายไป เสนาในกราบทูลพระกรุณา
ว่าพระครูผู้เถ้ามรณภาพ อัประลาภไร้วงษ์เผ่าพงษา
จงทรงทราบใต้ฝ่ามุลิกา ศพไม่มีใครนำพาทำกิจการ
จึงดำรัสตรัสให้หมู่เสนา ช่วยกันทำฌาปนาในศพท่าน
แล้วรับสั่งให้สนมบริพาร ไปร้องไห้แทนหลานแลพี่น้อง ๚
๏ ฝ่ายเชียงเมี่ยงรู้ว่ารับสั่งใช้ พวกนางในพระสนมสิ้นทั้งผอง
ให้ร้องไห้ที่ศพแทนพี่น้อง เดินตรึกตรองในอารมณ์ด้วยสมคิด
จึงตัดแหวะผ้านุ่งที่ตรงก้น เปนเล่ห์กลนุ่งโจงกระเบนปิด
พานางสนมมาที่ศพสถิตย์ นางตะบิดตะบอยจะคอยฟัง
แล้วเตือนว่าพระกรุณารับสั่งใช้ มาร้องไห้เหตุไฉนจึ่งนิ่งนั่ง
สนมตอบว่าพระครูผู้มรณัง มิได้ชังแต่ใช่ญาติข้าทั้งปวง
จะร้องไห้ก็ไม่มีน้ำตามา ตัวเปนศิษย์เปนหาของท่านหลวง
เจ้าจงร้องไห้รักอย่าทักท้วง ข้าทั้งปวงขัดไม่ได้จำใจมา ๚
๏ ครานั้นเชียงเมี่ยงเห็นได้ที เข้าไปใกล้ศพพระชีแล้วปลดผ้า
เสแสร้งแกล้งทำร่ำโศกา ชลนาไหลนองสองแก้มคาง
ว่าโอ้โอ๋อนิจาพระครูเอ๋ย สิบปีพระไม่เคยพบเหล้าบ้าง
เก้าปีมิได้พบสีกานาง มาเริศร้างไม่ได้อุ่นพ่อลุ่นโตง
เกิดมาทั้งชาติตายเสียเปล่า ไม่พบเต่าหลังขนรำไรโหรง
มานอนตายในกุฎีที่ในโลง พ่อลุ่นโตงของกูเอ๋ยเลยมอดม้วย
ฝ่ายนายในได้ฟังคำร้องไห้ กลั้นหัวเราะไม่ได้ใจเขินขวย
ก็หัวเราะครึกครื้นระรื่นรวย เชียงเมี่ยงฉวยไม้ได้ไล่ตีเอา
ว่าครั้งนี้มีรับสั่งประทานมา ให้โศการักศพพระครูเฒ่า
อย่างไรชวนกันมาร่าเริงเร้า ทำดูเบาขัดบัญชามาหัวเราะ
ทำอย่างนี้ไม่ต้องอย่างนางฝ่ายใน ตีไล่เขวียวขวับเสียงปับเปาะ
สนมนางขึ้นเสียงเถียงเทลาะ ที่ใจเสาะโศกาน้ำตานอง
เข้าไปเฝ้าพระบาทนารถนาถา ต่างวันทาอาดูรทูลฉลอง
ว่าเชียงเมี่ยงข่มเหงข้าฝ่าลออง ไล่ตีต้องรอยเรียวเขียวทั้งกาย ๚
๏ ครานั้นจอมนรินทร์บดินทร์สูรย์ ทรงฟังทูลนางในพระไทยหาย
ร้อนดังต้องพิศม์ไฟไม่สบาย สั่งให้นายเวรตำรวจไปหาตัว
ฝ่ายตำรวจรับพระราชโองการ ถอยคลานถวายบังคมกราบก้มหัว
แล้วรีบมาร้องบอกแต่นอกรั้ว รับสั่งให้มาเอาตัวท่านเข้าไป ๚
๏ ครานั้นเชียงเมี่ยงได้ฟังว่า เห็นนายชาติวิ่งมาจนเหื่อไหล
แจ้งว่าเหตุเพราะตีสนมใน พระทรงไชยขัดเคืองเบื้องบาทา
ก็รีบเร้ามาเฝ้านเรนทร์สูร ทรงบัณฑูรตรัสถามถึงโทษา
ว่าอีเหล่านี้มีผิดอย่างไรมา จึงไล่ตีกายาเปนริ้วรอย ๚
๏ เชียงเมี่ยงได้ฟังรับสั่งถาม จึ่งทูลตามเหตุไปไม่ท้อถอย
พระอาญาล้นเกษาแห่งข้าน้อย นางในทำไม่ต้องรอยพระโองการ
มีรับสั่งให้ไปร้องไห้ร่ำ นั่งหัวเราะแทบค่ำครั้นหม่อมฉาน
ร้องไห้รักพระครูผู้อาจารย์ กลับชื่นบานสรวลเสเสียงเฮฮา
อยู่ที่นั่นหนุ่มหนุ่มก็มีมาก คะนองปากเปนสนมไม่สมหน้า
หม่อมฉันเห็นไม่ดีตีไล่มา ควรมิควรพระอาญาเปนล้นพ้น ๚
๏ ฝ่ายพระองค์ดำรงภพฟังจบเรื่อง ให้ขัดเคืองนางในได้เหตุผล
จึ่งดำรัสตรัสด่าสิ้นทุกคน ว่าไปทำลุกลนให้ได้อาย
เชียงเมี่ยงตีแต่เพียงนี้ยังไม่สา มันฆ่าเสียก็ต้องตามกฎหมาย
ไปหัวเราะเยาะเย้าเจ้าผู้ชาย โทษมึงถึงตายตามไอยการ ๚
๏ นางสนมได้ฟังพระกริ้วกราด ก็ไม่อาจเถียงท้าต่อว่าขาน
แค้นเชียงเมี่ยงมิได้เหือดคิดเดือดดาล ก้มคลานบังคมลามาทุกคน ๚
๏ อยู่มาวันหนึ่งพระจอมเวียง เสวยเมี่ยงองค์หนึ่งเปนคำต้น
ฝ่ายเชียงเมี่ยงอมเมี่ยงทำพิกล สี่คำดูล้นแก้มตุ่ยพอง
แล้วเอาน้ำมันทาแก้มไว้ เลื่อมใสดูขันเปนมันย่อง
พระทรงศักดิตรัสทักว่าแก้มพอง เองอมเมี่ยงฤๅดูป่องผิดในตา
เชี่ยงเมี่ยงทูลว่าแก้มเกล้าหม่อมฉัน ทาน้ำมันเลื่อมอยู่เองเป่งนักหนา
กรุงกระษัตริย์เคืองขัดหัทยา แต่ไม่ว่านิ่งแค้นในพระไทย ๚
๏ ล่วงมานานชานพระที่นั่งซุด พระประสงค์จะให้ขุดซ่อมแปลงใหม่
สั่งให้หาเชียงเมี่ยงแล้วตรัสใช้ ว่าเองไปหาคนปากง่ามมา
เชียงเมี่ยงรับพระราชโองการ ถอยคลานออกจากวังแล้วเที่ยวหา
สืบทุกแห่งหาคนปากแหว่งมา ว่ามีพระบัญชาจะต้องการ
คนทั้งหลายจึ่งว่าเห็นผิดไป จะทำไมคนปากแหว่งบอกทุกบ้าน
เชียงเมี่ยงว่าเรารับพระโองการ ต่อพระโอษฐบรรหารให้เลือกค้น
ว่าแล้วจึ่งเที่ยวหาคนปากแหว่ง หลายแห่งบอกมาทุกถนน
พอครบถ้วนจำนวนสิบแปดคน พาเข้าเฝ้าจุมพลจอมประชา ๚
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ทอดพระเนตรคนปากแหว่งมานักหนา
ดำรัสถามเชียงเมี่ยงมิได้ช้า คนปากแหว่งนี้พามาทำไม
เชียงเมี่ยงกราบทูลพระกรุณา โปรดให้หาปากง่ามก็หาได้
คนปากง่ามสิบแปดคนคงพอใช้ แล้วแต่ใต้ฝ่าลอองจะต้องการ ๚
๏ ฝ่ายพระจอมนครินทร์ยินเชียงเมี่ยง กราบทูลเถียงอ้างรับสั่งดูอาจหาญ
ทรงพระสรวลว่ากูจะต้องการ คนปากไม้ทำชานที่ซุดพัง
คนปากแหว่งเช่นนี้ไม่ประสงค์ มึงใหลหลงพามาเหมือนบ้าหลัง
แล้วทรงเล่าให้เสนาข้าเฝ้าฟัง ขุนนางทั้งปวงก็พากันหัวเราะ
พระทรงภพปรารภว่าอ้ายคนนี้ มันอวดดีว่าปัญญามากมั่นเหมาะ
อย่าเลยนะจะให้แกงแร้งจำเภาะ ให้มันกินจะได้เย้าะเย้ยประจาน
เพราะแร้งนั้นมันกินสุนักข์เน่า ซากศพเก่าศพใหม่เปนอาหาร
อ้ายเชียงเมี่ยงกินเนื้ออันสาธารณ์ ความคิดอ่านปัญญาคงอับน้อย
ทรงดำริห์แล้วสั่งวิเศษใน หาแร้งแกงให้ได้ให้อร่อย
ใส่พริกเกินตำราอย่าให้น้อย ให้มันเผ็ดเหื่อย้อยถึงเครื่องร้อน
วิเศษรับพระราชโองการ ก็ทำตามบรรหารไม่ย่อหย่อน
เสร็จใส่สำรับถวายพระภูธร เตรียมไว้ก่อนคอยเชียงเมี่ยงจะมา ๚
๏ ฝ่ายเชียงเมี่ยงครั้นถึงเวลาเฝ้า ก็รีบเข้าบังคมบาทนารถนาถา
ครั้นพระองค์อิศเรศเกษประชา เห็นเชียงเมี่ยงเข้ามาดีพระไทย
จึ่งรับสั่งให้ยกสำรับมา รับสั่งว่าเองจงกินแกงไก่ใหญ่
กินเถิดอย่ากระดากลำบากใจ กูสั่งให้ทำเลี้ยงเชียงเมี่ยงกิน ๚
๏ ครานั้นเชียงเมี่ยงได้รับสั่ง ถวายบังคมแล้วไม่ผันผิน
บริโภคแกงเผ็ดให้เข็ดลิ้น เหม็นกลิ่นคาวมากแทบรากท้น
เนื้อก็เหนียวเคี้ยวไปไม่ใครขาด เกรงอาญาจอมราชจึ่งไม่บ่น
แขงใจกินได้สามคำกล้ำเหลือทน ก็อิ่มเข้าร้อนรนเผ็ดเต็มที
ฝ่ายพระจอมนคเรศเกษประชา เห็นเชียงเมี่ยงดูระอาริบอิ่มหนี
จึ่งรับสั่งถามพลันในทันที อย่างไรนี่จึ่งไม่กินให้สิ้นชาม
เชียงเมี่ยงทูลว่าเนื้อเหนียวนักหนา เต็มประดาเหลือเผ็ดให้เข็ดขาม
ทั้งเหม็นคาวเหม็นสาบหลาบครั่นคร้าม ทนได้สามคำเท่านั้นให้ตันฅอ
พระภูบาลทรงพระสรวลสำรวลร่า ว่าไก่ชราตัวใหญ่เนื้อเหนียวหนอ
เพราะมันกินสุนักข์เน่าเข้าไว้พอ เองจึ่งท้อเข็ดขยาดไม่อาจกิน
เชียงเมี่ยงฟังรับสั่งรู้ว่าแร้ง เอามาแกงลวงเล่นเหม็นไม่สิ้น
แค้นใจโกรธในพระเจ้าแผ่นดิน จะแก้เผ็ดนึกจินตนาปอง
แล้วถวายบังคมลามาสู่บ้าน ให้คลื่นเหียนซาบซ่านขนสยอง
เอามะกรูดส้มป่อยดินสอพอง ชำระปากฅอท้องสอิดสเอียน
ถึงสามวันสี่วันเหม็นไม่หาย ทั้งกลิ่นอายคาวขื่นให้คลื่นเหียน
ท้องไส้ขย่อนเขย่าเฝ้าอาเจียน สอิดสเอียนเปนไข้ไปหลายวัน
พอคลายไข้อุส่าห์หาคี่แร้ง ได้มาผสมแป้งสู้เพียรปั้น
ทำดินสอแท่งงามงามได้สามอัน เอาไปถวายทรงธรรม์มิได้แคลง ๚
๏ ฝ่ายพระจอมนครามหาสถาน เห็นเชียงเมี่ยงยกพานดินสอแท่ง
มาถวายทรงรับไม่ระแวง ทรงเขียนลองแห้งแห้งเส้นไม่มี
แล้วทรงจิ้มลิ้มเขฬาเลขาใหม่ ก็มิได้เห็นเส้นเหมือนเช่นกี้
ประหลาดฤไทยแต่ไม่ทรงพาที ชวนเชียงเมี่ยงมาที่ทรงหมากรุก
เล่นกับเชียงเมี่ยงเสียงโกกก้อง เชียงเมี่ยงร้องพูดเล่นเปนสนุกนิ์
ได้ทีเดินโดดโลดเข้ารุก บ่ารุกเรือเม็ดเล็ดลอดกิน
ร้องโปกฉาดข้าบาทได้กินตัว พระอยู่หัวเลิศลบภพทั้งสิ้น
เปนปิ่นแขวงแต่พระแกงคูธริ้น พระภูมินทร์ทราบเรื่องเคืองพระไทย
ทรงดำริห์ว่าจะฆ่าผ่าอกแล่ โทษมันแก้เผ็ดล้อเปนข้อใหญ่
แล้วหวนคิดบิตุรงค์ทรงฝากไว้ ภูวไนยตรัสว่าอย่าฆ่าฟัน
แต่เคืองขุ่นมุ่นฤไทยมิใคร่หาย เพราะพระองค์อับอายให้อัดอั้น
เสด็จเข้าสู่พระแท่นแผ่นสุวรรณ พระทรงธรรม์จะพาลผิดนิจกาล ๚
๏ ครั้นล่วงมาวันหนึ่งจอมประชา ทรงจินตนาจะเสด็จสรงสนาน
ที่หาดทรายชายท่าชลาธาร ทรงคิดอ่านเห็นจะได้ความผิดมี
จึ่งดำรัสแก่หมู่เสวกา จงหาฟองไก่ไวอย่าอึงมี่
ปิดเชียงเมี่ยงอย่าให้รู้หมู่เสนี ไปฝังไข่ไว้ที่ในหาดทราย
พรุ่งนี้ให้ได้ไปแต่ช้าว ข่าวคราวซ่อนไว้อย่าได้ขยาย
เราจะไปเที่ยวเล่นให้สบาย ถ้วนทุกนายจงทำตามคำเรา ๚
๏ ครานั้นหมู่อำมาตย์มาตยา รับพระราชบัญชาออกจากเฝ้า
ให้ค้นหาไข่ไก่ไว้แต่เช้า สั่งเบ่าให้ไปยังฝั่งชลา
ได้เวลาจอมนรินทร์ปิ่นประเทศ เสด็จจากพระนิเวศน์ด้วยยศถา
ทรงเรือที่นั่งพร้อมหมู่เสวกา เชียงเมี่ยงตามเสด็จมาในนัที
ถึงที่เสด็จประทับบนพลับพลา มีบัญชาให้เล่นน้ำสนั่นมี่
ดำรัสว่าให้กระตากคนละที ให้ได้ไข่ทุกเสนีบรรดามา
ถ้าไม่ได้ไข่ชูให้กูเห็น จะเอาเปนความผิดมีโทษา
ฝ่ายอำมาตย์รับพระราชบัญชา ลงสู่ท่าดำน้ำก็ทำตาม
ผุดขึ้นว่ากระตากมือชูไข่ ต่างต่างได้คนละฟองร้องอึงสนาม
เชียงเมี่ยงดำแล้วผุดขึ้นมาตาม ร้องกระตูกแจ้งความว่าไม่มี
เพราะเปนไก่ผู้หาฟองไม่ แล้วก็ไล่จับพวกขุนนางขี่
เที่ยวไล่จับสัตว์ในนัที หมู่เสนีสำลักน้ำดำหนีไป ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ หมายมาดจะเอาผิดก็ไม่ได้
เชียงเมี่ยงแก้คล่องด้วยว่องไว พระทรงไชยกลับหลังยังนคร
แล้วทรงคิดจะเอาผิดแก่เชียงเมี่ยง อย่าให้เลี่ยงข้างข้างเหมือนอย่างก่อน
จะให้ไปซื้อผ้าท้าวนคร ทรงอนุสรแล้วเสด็จออกขุนนาง
ดำรัสใช้ให้เชียงเมี่ยงไปซื้อผ้า ลายโสภาตีนแต้มให้ได้อย่าง
เชียงเมี่ยงรับเงินตราออกมาพลาง ถึงบ้านนอนไขว่ห้างเล่นสบาย
ครบเจ็ดวันจึงเข้ามาเฝ้าพระบาท บรมนารถทักว่าเองไปไหนหาย
มามือเปล่ากูไม่เห็นได้ผ้าลาย เที่ยวสบายเสียไม่หาฤๅว่าไร
เชียงเมี่ยงได้ฟังรับสั่งถาม จึ่งทูลความว่าหม่อมฉันหาไม่ได้
ผ้าตีนแต้มเช่นตรัสดำรัสใช้ เกล้ากระหม่อมเที่ยวไปทั่วตำบล
ถามผู้ใดก็ว่าแต้มแต่ด้วยมือ ไม่อาจซื้อมาถวายเพราะขัดสน
ไม่มีแต้มด้วยเท้าแต่สักคน ก็เปนจนใจจะล่วงพระโองการ
ฝ่ายพระจอมนครินทร์บดินทร์สูร ได้ฟังทูลเชียงเมี่ยงดูอาจหาญ
ทรงตรองไปก็เห็นจริงนิ่งรำคาญ หมายจะพาลผิดก็ไม่ได้สักครา ๚
๏ ยังมีเจ้าอธิการสมภารใหญ่ ปลูกต้นไม้มีผลมากนักหนา
มะม่วงมะปรางมะทรางและพุดทรา น้อยหน่าลำไยมะไฟมะเฟือง
แต่ผู้ใดใครมาขอไม่อยากให้ หวงไว้จนผลงอมหล่นเหลือง
ถึงตัวท่านก็ไม่ฉันกลัวจะเปลือง ชาวบ้านเคืองคิดชังไปทั้งคาม
ฝ่ายเชียงเมี่ยงเดินมาเห็นมะม่วง ดกเปนพวงสุกเหลืองเรืองอร่าม
อยากใคร่ได้ไปถือเล่นงามงาม แต่ครั่นคร้ามไม่ได้ขอนิ่งรอพลาง
แล้วขึ้นไปบนกุฎีพระชีเฒ่า คุกเข่าร้องขอส้มกินบ้าง
เจ้าอธิการรู้เรื่องเคืองระคาง เดินเข้ากุฎีกลางปิดประตู
เชียงเมี่ยงเห็นอาการสมภารแก่ วิ่งแร่หนีตัวซ่อนหัวหู
คิดโกรธว่าขรัวนี้ทำไม่น่าดู ให้ไม่ให้ก็ไม่รู้ไม่พูดจา
เปนไรมีดีแล้วได้เห็นกัน คิดให้ขันถีบขว้ำคะมำหน้า
ให้ได้แผลแก้แค้นด้วยปัญญา ทำที่หน้าผากให้แตกได้แลกลำ
คิดแล้วกลับไปบ้านสถานตน หาหมากผลพลูซองลองขรัวคร่ำ
ให้เมียทำไก่พะแนงแกงต้มยำ แล้วใส่สำรับมาให้พระสมภาร
ขึ้นกุฎีก้มกราบหมอบราบพื้น บอกว่าคืนนี้รับสั่งให้ดีฉาน
มาเผดียงเจ้าคุณพระอาจารย์ นิมนต์ท่านไปตั้งราชาคณะ
ฝ่ายขรัวเฒ่าเขลาปัญญาว่าสาธุ มาได้ที่เมื่ออายุมากนะจะ
เชียงเมี่ยงตอบว่าเจ้าคุณบุญถึงละ ดีฉันจะขอดูรู้ลายมือ
ในตำราว่าไว้จะได้ที่ ฤๅมั่งมียศศักดิ์คนนับถือ
เปนที่เกรงหมอบเทาชื่อเล่าฦๅ มีแจ้งในลายมือแลลายท้าว
สมภารใหญ่ใหลหลงง่วงงงยศ เชื่อเขาปดเชียงเมี่ยงไม่สืบสาว
แบให้ดูลายมือพูดยืดยาว ทั้งลายท้าวไม่ระแวงนึกแคลงใจ
เชียงเมี่ยงเห็นท่านขรัวอยากตัวสั่น ทำพูดกันให้สิ้นความสงไสย
ว่าลายมือลายเท้าที่ทายไว้ ไม่แน่ใจเหมือนลายก้นต้นตำรา
จะดีชั่วแจ้งชัดเปนสัจจัง ไม่พลาดพลั้งที่นั่งทับตำหรับว่า
จะได้นั่งอาศนะสูงงามตา เบาะผ้าแพรพรรณสุวรรณพราย
พระอธิการฟังสารเชียงเมี่ยงว่า ไม่ระอานึกอยากยศไม่หาย
ว่าจะดูก้นเห็นฦกข้านึกอาย เชียงเมี่ยงว่าไม่แพร่งพรายจะอายใคร
ดูแต่สองคนเท่านี้นี่ ไปในที่ลับลี้ก็จะได้
พระสมภารไม่แหนงเคลือบแคลงใจ ก็พาไปห้องน้ำตามคำชวน
ฝ่ายเชียงเมี่ยงสมจิตรที่คิดหมาย จะทำให้ได้อายนึกยิ้มสรวล
พอขรัวเฒ่าเข้าห้องต้องกระบวน ทำทีด่วนว่าจะดูตามตำรา
ให้ขรัวแก่โก้งโค้งจะดูก้น ถีบตะโพกหัวชนเข้ากับฝา
สมภารหน้าผากแตกเวทนา ร้องด่าอ้ายขี้ครอกบอกกล่าวพลาง
เชียงเมี่ยงก็ถีบซ้ำอีกสามที แล้วจึ่งหนีลงบันไดไปข้างล่าง
ท่านสมภารล้มกลิ้งก็ยิ่งคราง โลหิตไหลเปนทางนองกระดาน
กว่าจะนั่งขึ้นได้เปนนานช้า เชียงเมี่ยงวิ่งหนีมาจนถึงบ้าน
คิดว่าโทษเราคงมีตีสมภาร กินยารุให้พิการซูบผอมกาย ๚
๏ ฝ่ายเจ้าอธิการสมภารเฒ่า ปวดเร้าที่แผลหน้ามิใคร่หาย
อุส่าห์ประคบทาไพลค่อยได้สบาย ครบเจ็ดวันจึงค่อยคลายเจ็บกายา
ครั้นความเจ็บบางเบาขรัวเฒ่าเถร ฉันเพนแล้วห่มดองจึ่งครองผ้า
พยุงเดินเข้าในวังเซซังมา ถึงเข้าเฝ้าจอมนราประชากร ๚
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ทอดพระเนตรขรัวแก่ตรัสถามก่อน
ว่าคุณประสงค์บาตรเภสัชฤๅจีวร เครื่องนั่งนอนอย่างไรจงไขความ ๚
๏ ครานั้นขรัวเฒ่าทูลเล่าเรื่อง ที่ขัดเคืองมีผู้มาหยาบหยาม
อุบาสกคนหนึ่งพึ่งรุ่นงาม มาแจ้งความว่าพระองค์ผู้ทรงไชย
ให้นิมนต์รูปมาตั้งราชาคณะ แล้วทำรูปหน้าหวะโลหิตไหล
ได้ความร้อนรนเปนพ้นไป เห็นเปนข้าจอมไทนราบาล ๚
๏ ฝ่ายพระจอมนิเวศน์เกษประชา ทรงฟังว่าข้าเฝ้าทำอาจหาญ
นึกฉงนจนพระไทยให้รำคาญ พระโองการดำรัสว่าผู้ใดไป
ความที่ว่าฉันสั่งให้นิมนต์ จะได้ใช้ใครสักคนก็หาไม่
ผู้เปนเจ้าว่าข้าเฝ้าที่เคยใช้ แม้นว่าจำหน้าได้จงชี้มา
เจ้าอธิการทูลว่าจำหน้าได้ จึ่งโปรดให้ชี้ขุนนางอยู่พร้อมหน้า
พระเถรพิศดูหมู่เสนา แต่บรรดาหมอบเฝ้าเจ้าจุมพล
จึ่งทูลว่าเสนาที่อยู่นี่ มิใช่ที่คนทำรูปปี้ป่น
แต่คนทำนั้นก็ยังรู้จักตน ได้สั่งสนทนาอยู่เปนครู่นาน
จึ่งดำรัสถามเหล่าเสนามาตย์ ผู้ใดขาดไม่มาจงว่าขาน
ขุนนางทูลว่าเชียงเมี่ยงไม่พบพาน ขาดเฝ้าพระภูบาลมาหลายวัน
ได้ทรงฟังจึ่งรับสั่งให้หามา เชียงเมี่ยงกินแต่ยาเพราะความพรั่น
ครั้นมาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงธรรม์ ผิวพรรณผิดหน้าตาโหลกลวง
ทั้งรูปกายผ่ายผอมดูพิกล พระจุมพลจึ่งถามขรัวตาหลวง
ว่าคนนี้ฤๅที่ไปฬ่อลวง ขอมะม่วงแล้วข่มเหงเก่งกอแก
เจ้าอธิการทูลว่าคล้ายคนนี้ แต่ท่วงทีผิดไปดูไม่แน่
คนที่ไปลวงฬ่อทำตอแย ล่ำกว่านี้คนนี้แก่กว่าคนนั้น
เชียงเมี่ยงจึ่งตอบว่าข้าพเจ้า ขาดเฝ้าเพราะป่วยหลายวันคั่น
ไปไหนไม่ได้มาหลายวัน พระทรงธรรม์ให้หามาในวัง
จึ่งค่อยแขงใจมาเฝ้าจอมราช กลัวพระราชอาชญารักษาหลัง
จิตรใจยังโผเผเดินเซซัง สมภารฟังเห็นไม่แน่ทูลลาไป ๚
๏ จะกล่าวถึงกระษัตราเมืองธานี ครองบุรีนคเรศประเทศใหญ่
พรั่งพร้อมรถอัศดรกุญชรไชย ทหารเดินเนืองในพระภารา
มไหสูรย์มูลมั่งคั่งสมบัติ แออัดฝูงชนล้นแน่นหนา
มีเรือเสาสำเภาเหล่านาวา เรือลูกค้ามาจอดทอดเรียงราย
ราษฎรเปนศุขทุกตัวคน ไม่ยากจนตั้งห้างวางของขาย
แสนสำราญมั่งคั่งทั้งหญิงชาย ศุขสบายทั่วนครไม่ร้อนรน
ปรปักษ์ข้าศึกไม่นึกร้าย ชนทั้งหลายเกรงพระเดชแสยงขน
ขอเปนข้าขอบขัณฑ์พรั่นทุกคน บุบผาหิรญกาญจนามาคำนับ
พระเจ้ากรุงธานีบุรีราช มีชายชาติหัวแขงแข่งคู่ปรับ
ศีศะล้านเลื่อมขันเปนมันรยับ เที่ยวชนสู้มานับกว่าหมื่นพัน
ท้าชนใครไม่มีผู้โต้ทาน มะพร้าวตาลชนต้นก่นสบั้น
ศีศะแขงแรงคล้ายช้างน้ำมัน เที่ยวพนันทุกเมืองเลื่องฦๅชา
ชนมีไชยได้มาขึ้นบุรี ยิ่งกว่าสี่สิบเมืองมากนักหนา
ทุกนครคลอนหัวกลัวระอา ออกปากว่าหัวแขงเรี่ยวแรงครัน
วันหนึ่งจอมบุรีธานีราช สถิตย์อาศน์แท่นทองตรองกระสัน
ว่าจะเอาศีศะล้านไปพนัน ชนกันกับคนเมืองทวาลี
ด้วยข่าวเล่าฦๅชาว่ามั่งคั่ง เปนเอกราชทั่วทั้งบุรีศรี
มิได้ขึ้นเมืองใดในปัถพี มั่งมีศฤงฆารโอฬารนัก
จำจะเอาหัวล้านไปพนัน แข่งขันสู้เล่นให้เห็นประจักษ์
ถ้าแพ้เราได้บุรีจะดีนัก เปนศรีศักดิ์ฦๅเลื่องกระเดื่องยศ
ดำริห์แล้วจึ่งเสด็จออกข้างน่า สั่งเสนาให้หมายวันกำหนด
ที่จะไปพนันชนคนมีคต ให้ปรากฎไว้ชื่อเลื่องฦๅขจร
แต่งสำเภาเภตราสักห้าร้อย เครื่องใช้สอยเงินตราแลผ้าผ่อน
ของบรรณาการอย่างต่างนคร บรรทุกตอนนาวาสารพัน
จงให้คนศีศะแขงตกแต่งกาย ลงในท้ายบาหลีขมีขมัน
แต่งราชสารแจ้งการจะขอพนัน ชนกันถ้าชนะจะเอาเมือง
ถ้าศีศะล้านบุรีธานีราช พลั้งพลาดพ่ายแพ้ในบาทเบื้อง
จะถวายสินพนันมิให้เคือง อิกทั้งเมืองถวายขึ้นทวาลี
สั่งให้แต่งราชสารโองการเสร็จ ก็เสด็จคืนเข้าปราสาทศรี
กรมวังหมายบอกสัสดี จ่ายคนทุกน่าที่ลงสำเภา
กรมท่าจัดล้าต้าแลต้นหน ลูกเรือขนเพลาไบมาใส่เสา
กว้านสมอช่อใช้ในสำเภา เกลือเข้าของลำเลียงเสบียงทาง
พวกคลังขนบรรณาการส่านโหมดตาด โตกถาดแพรผ้าหักทองขวาง
มอบให้นายใหญ่ใส่ระวาง ฝ่ายขุนนางที่เปนทูตลงนาวา
ครั้นได้ฤกษ์ให้ออกสำเภาใหญ่ ทั้งห้าร้อยแล่นไปออกจากท่า
มาในท้องทเลล้วนเภตรา ตั้งหน้าต่อนครทวาลี
มาได้สองคืนโดยประมาณ ก็ถึงด่านปากน้ำบุรีศรี
แจ้งความแก่นายด่านตามคดี ว่าทูตเมืองธานีมาคำนับ
ทำใบบอกมาในกรุงหวังต้อนรับ เสมียนกับกรมการรีบเข้าไป
ถึงศาลาบอกนายเวรให้กราบเรียน นำใบบอกที่เขียนมาส่งให้
ว่านายช่วยกราบเรียนโดยเร็วไว ให้เจ้าคุณผู้ใหญ่ทราบเหตุการ ๚
๏ ครานั้นนายเวรในกรมท่า ได้ฟังว่าเสร็จสิ้นในข่าวสาร
รับใบบอกรีบไปมิได้นาน เรียนต่อท่านอธิบดีให้ทราบความ ๚
๏ ฝ่ายว่าท่านเจ้าพระยาอธิบดี ฟังวาทีนายเวรไม่เข็ดขาม
คลี่ใบบอกออกดูรู้ข้อความ แล้วซักถามกรมการด่านปากน้ำ
ได้ความแน่ว่าทูตเมืองธานี ถือพระราชสารศรีเปนข้อขำ
กับสำเภาใหญ่น้อยห้าร้อยลำ แล้วจึ่งนำใบบอกขึ้นกราบทูล
ตามสำเนากรมการด่านเขื่อนขันธ์ กราบทูลพระทรงธรรม์นเรนทร์สูร
ให้ทราบใต้บงกชบทมูล จอมประยูรขัติยาเจ้าธานี ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงภพ ทรงฟังจบข่าวทูตมากรุงศรี
ว่าจอมกระษัตริย์ครองสมบัติเมืองธานี จะมาเจริญไมตรีใช้ทูตมา
ทรงดำริห์ในพระไทยสงไสยความ จะลวนลามฤๅไฉนให้กังขา
ดีฤๅร้ายเปนอย่างไรในสารา ฤๅจะท้ารบตีบุรีเรา
ทรงดำริห์แล้วดำรัสให้นัดวัน ราชทูตตัวสำคัญให้เข้าเฝ้า
จงจัดการรับทูตนายสำเภา อย่าให้เขาครหาด้วยมาไกล
ดำรัสสั่งแล้วเสด็จสู่ปรางค์มาศ พระที่นั่งบัลลังก์อาศน์อันสุกใส
พระแท่นที่สุวรรณพรายข้างฝ่ายใน สำราญฤไทยด้วยศฤงฆารผ่านบุรี ๚
๏ ฝ่ายว่าท่านมหาเสนามาตย์ รับพระราชโองการคลานจากที่
สั่งให้หมายเกณฑ์คนสัสดี เรือกระบี่วายุภักษ์ปักธงไชย
ทั้งเรือเชิญราชสารม่านทองปัก ที่นั่งฉลักลายประกอบดูสุกใส
ดาดหลังคาลายแย่งแต่งลงไป พิณพาทย์ให้ลงนาวานำน่ากระบวน
ถึงวันนัดจัดการพร้อมตามหมาย เรียกฝีพายลงเรือครบเสร็จถ้วน
เรือแห่เตรียมเต็มตามจำนวน เคลื่อนกระบวนลงไปรับทูตเข้ามา
ฝ่ายว่าทูตานุทูตนั้น ก็พร้อมกันเข้าเฝ้าจอมนาถา
เชิญพานทองรองราชสารา ถวายพระปิ่นขัติยาเจ้าธานี ๚
ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ทอดพระเนตรเห็นราชสารศรี
ทรงรับไว้มอบให้ศรีภูรี ผู้ว่าที่พระอาลักษณ์มีศักดินา
ฝ่ายพระศรีภูรีศรีสาลักษณ์ ถวายบังคมจุลจักรนารถนาถา
รับราชสารอ่านถวายตามสารา ให้ทราบใต้บาทาฝ่าธุลี ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงภพ ทรงฟังจบในราชสารศรี
แล้วตรัสปฏิสัณฐารทูตธานี โดยคดีสามนัดแบบบุราณ
จึ่งดำรัสผัดว่าอิกเจ็ดวัน จะเลือกสรรคนดูในราชฐาน
ที่จะพนันชนคนหัวล้าน พอจัดการเตรียมพนันขันสู้ชน
ราชทูตก็ถวายบรรณาการ แล้วทูลลาไปสถานให้ฝึกฝน
ศีศะล้านที่มาว่าจะชน อย่าให้แพ้ล้านคนทวาลี ๚
๏ ฝ่ายพระจอมนคเรศเจ้าเขตรขัณฑ์ ทรงนัดวันแล้วเสด็จขึ้นเข้าที่
ทรงวิตกการกู้พระบุรี ในเมืองจะมีสู้เขาฤๅเปล่าดาย
ทรงปรารมภ์พลางบรรธมบนแท่นรัตน์ อัจกลับแสงจำรัสรุ่งเรืองฉาย
ระย้าแก้วแพรวพราวดังดาวพราย พนักงานขับถวายมโหรี
แจ้วเจื้อยเฉื่อยฉ่ำยักลำส่ง ฆ้องวงรนาดขลุ่ยตุ่ยต๋อยตี๋
โทนน่าทับรับรำมนาตี ซอจับปี่ซอยซ้ำเสียงน้ำนวล
ลำพระทองร้องส่งประสานซอ ขลุ่ยรับต่อกลมเกลี้ยงเสียงแหบหวน
จะเข้ดีดเตร๋งเตร่งเต๋งเต่งครวญ กลับทบทวนไล่เดี่ยวเคี่ยวขับกัน
พระบรรธมบนพระแท่นแสนสบาย น้ำค้างพรายจวนอุไทยเสียงไก่ขัน
นกดุเหว่าเร้าเร่งพระสุริยัน แซ่สนั่นสกุณาทิชากร
หอมระรินกลิ่นผกาบุบผาเผย แมลงภู่บินมาเชยวะหวี่ว่อน
แมลงผึ้งหึ่งหึ่งเปนหมู่จร เคล้าเกสรเกลือกกลิ่นแล้วบินไป
พระองค์ฟื้นตื่นองค์สรงพระภักตร์ ทรงเครื่องต้นสมศักดิ์ดูสุกใส
เสด็จออกที่นั่งโถงพระโรงไชย เสนาในเฝ้าพระบาทดาษดา
จึ่งดำรัสว่ากษัตริย์เมืองธานี ให้มีราชสารมานั้นขันนักหนา
จะขอพนันคนแลกภารา ชนคนจนเกษาว่าชอบกล
แน่อำมาตย์ใหญ่น้อยจงเที่ยวหา ศีศะล้านเอามาทุกถนน
มาประชุมน่าพระลานเลือกคู่ชน เที่ยวหาค้นตีฆ้องป่าวร้องไป ๚
๏ ฝ่ายอำมาตย์รับราชบรรหาร ถวายบังคมก้มคลานหาช้าไม่
ออกจากเฝ้ามาศาลามหาดไทย แจกหมายให้หาตัวพวกหัวล้าน
ให้มาพร้อมที่ศาลามหาดไทย จะถามดูผู้ใดจะอาจหาญ
ชนสู้แขกเมืองเลื่องฦๅสท้าน ตามที่มีราชสารมาท้าพนัน
ฝ่ายว่าพวกผมไร้ได้ฟังหมาย ต่าง ๆ มามากมายขมีขมัน
ประชุมพร้อมที่ศาลามากกว่าพัน ต่างคนพรั่นหนีตัวกลัวระอา
ออกปากว่ากลัวนักพูดยักเยื้อง แล้วเกรงเคืองเบื้องบาทนารถนาถา
จึ่งวิงวอนต่อท่านมหาเสนา บ้างก็ให้เงินตราขอบนบาน ๚
๏ ครานั้นจึ่งมหาเสนามาตย์ เห็นเศียรล้านพานขลาดไม่อาจหาญ
สู้ไม่ได้ก็อย่าชนอย่าบนบาน จะกราบทูลภูบาลผ่านธานี
ว่าหามาทั่วคนไม่ชนสู้ แต่พอรู้ก็เกรงกลัวออกตัวหนี
ไม่เปนไรดอกกราบทูลแต่โดยดี ด้วยไม่มีผู้อาสากล้าเข้าชน
ว่าแล้วก็เข้ากราบบังคมทูล ตามมูลถามไถ่ได้เหตุผล
ว่าศีศะล้านกลัวระอาไม่กล้าชน จอมจุมพลจงทราบพระบาทา ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ ฟังอำมาตย์ทูลโทมนัศา
ทรงดำริห์เกรงจะเสียพระภารา จึ่งให้หาเชียงเมี่ยงมาเฝ้าพลัน
รับสั่งเล่าเรื่องจะชนคนผมน้อย อำมาตย์หากว่าร้อยแต่เลือกสรร
ไม่มีใครรับสู้คู่พนัน มีแต่พรั่นออกตัวกลัวทุกคน
เองจะรับอาสาได้ฤๅไม่ กูร้อนใจเกรงจะอายขายหน้าป่น
แขกเมืองจะตรีชาว่าอับจน เองเปนคนมีปัญญาปรีชาไวย
เชียงเมี่ยงได้ฟังรับสั่งถาม จึงทูลตามปัญญาอาสาได้
แต่เพียงนี้ไม่สู้ยากลำบากใจ หม่อมฉันมิให้ขุ่นข้องลอองธุลี
แม้นแขกเมืองมีกำลังเจ็ดช้างสาร จะหักหาญด้วยปัญญาไม่ล่าหนี
ฝ่ายพระจอมนคราทวาลี ฟังวาทีเชียงเมี่ยงทรงโสมนัศ
จึ่งตรัสว่าต้องการสิ่งอันใด ชาวคลังจงจ่ายให้อย่าได้ขัด
เลือกเอาตามใจให้ทันนัด พระดำรัสแล้วเสด็จเข้าข้างใน ๚
๏ ฝ่ายเชียงเมี่ยงรับพระราชโองการ ถวายบังคมถอยคลานหาช้าไม่
มาศาลาเวรหมายรายกันไป ทุกนายไพร่ให้รู้พระโองการ
แด่บรรดาคนศีศะไร้เกษา ให้เข้ามาพร้อมในพระราชฐาน
ราษฎรในนครที่หัวล้าน รู้หมายรีบลนลานมาพร้อมกัน
ทั้งผู้คนชนบทหัวเมืองนอก มีท้องตราแจ้งบอกทั่วเขตรขัณฑ์
ทั้งนายไพร่เศียรโล่งโหม่งเปนมัน ก็พากันมาหาเชียงเมี่ยงพร้อม
ฝ่ายเชียงเมี่ยงเห็นคนจนเกษา ดูนานาหลากถ้วนทั้งอ้วนผอม
บ้างฉอกหลงดงช้างข้ามเปนเขาค้อม สามหย่อมเปียแหยมแกมปนคละ
ผู้รับสั่งจึ่งประกาศตามโองการ พระภูบาลให้เลือกคนชนศีศะ
ใครจะอาสาได้ให้ชนะ พระองค์จะพระราชทานเงินทองยศ
ฝ่ายว่าพวกไร้เผ้าฟังเล่าหมาย ทั้งไพร่นายออกตัวกลัวไปหมด
บ้างว่าแรงฉันน้อยถอยลด บ้างว่างดฉันเสียเถิดแต่เกิดมา
ไม่เคยเห็นไม่เคยเล่นพนันชน บ้างก็บนเงินทองสิ่งของผ้า
ลางคนบนคู่สนิทให้ธิดา ว่าท่านได้กรุณาอย่าให้ชน
เชียงเมี่ยงพูดโลมเล้าเอาใจไว้ จะเลือกแต่ได้ราชการอย่าพานบ่น
แล้วออกมาเลือกดูในหมู่คน ดูพิกลต่างๆ หลายอย่างพรรณ
บ้างล้านแต่รอบนอกมีผมกลาง ตำราอ้างล้านน้ำเต้าเค้าดูขัน
ชนิดนี้แรงน้อยถอยทุกวัน บ้างฉอกฉินเลื่อมมันจับแก้วตา
เรียกว่าล้านเดือยไก่ใจคะนอง พูดเล่นคล่องไม่ขัดจัดนักหนา
ถ้าอายุแก่เข้าเฒ่าชรา มักเกิดโรคนานามายายี
บางคนล้านโขมนโกร๋นเกรียน โล่งเลี่ยนแลเลื่อมเปนมันสี
มักใจน้อยเจ้าโทโสโอ่อวดดี ถ้อยคำมีสำนวนชวนก่อความ
เชียงเมี่ยงเลือกคัดจัดคนใหม่ อย่างที่ว่าใช้ไม่ได้สิ้นทั้งสาม
เลือกได้คนหนึ่งพีรูปดีงาม ล่ำสันไม่เข็ดขามควรเปรียบชน
ศีศะพึ่งล้านใหม่ดูใสเศียร ผมเกรียนเส้นละเอียดพึ่งร่วงหล่น
หน้าดุร้ายกายดำขำกว่าคน เห็นควรชนเชียงเมี่ยงว่าได้การ
จึ่งเบิกกระดาษมาฟั่นทำพวนหนัง สำหรับรั้งสี่เส้นทาหมึกประสาน
ติดขนควายรายทุกเส้นเห็นได้การ แม้นใคร ๆ ดูก็ปานกับหนังพวน
แล้วจัดคนถือเชือกเส้นละร้อย ล้วนแต่เกษาน้อยสี่ร้อยถ้วน
บอกกลอุบายให้รู้ขบวน ครั้นวันจวนก็แต่งตัวพวกหัวล้าน
มีเครื่องแห่แตรสังข์พิณพาทย์ฆ้อง ธงทองธงมังกรธงไชยฉาน
ให้เตรียมเสร็จคอยฤกษ์เวลากาล น่าพระลานขบวนแห่แลแน่นยัด
แล้วให้เที่ยวตีฆ้องร้องประกาศ จะอาบน้ำตัวราชสมบัติ
ใครกลัวไภยให้รักษาตัวระมัด ระวังบ้านเรือนถ้าพลัดเข้าบ้านใด
เย่าเรือนจะทลายสลายหัก จะฉุดชักไล่ห้ามปรามไม่ไหว
ด้วยมีแรงแขงกล้าเปนพ้นไป เข้าบ้านใดยับย่อยไม่น้อยเลย
น่าต่างประตูดูปิดให้แน่นหนา เมื่อเวลาลงน้ำอย่าเปิดเผย
รู้ทั่วกันอย่าเผลอเลินเล่อเลย ใครไม่เคยเห็นรู้มาดูตัว
ราษฎรรู้ประกาศในบาดหมาย ที่กลัวตายนอนซุ่มผ้าคลุมหัว
บ้างหลบลี้หนีนอนซุกซ่อนตัว ที่เรือกรั้วไม่แน่นหนาผ่าไม้แซม
ชาวสำเภาได้ยินคำประกาศ นึกขยาดคิดว่าจริงไม่รู้แต้ม
ก็เก็บงำสินค้าที่ราแรม ขยายแย้มไว้แต่ช่องคอยมองดู ๚
๏ ฝ่ายเชียงเมี่ยงเห็นแดดอ่อนหย่อนแสง ก็ตกแต่งราชสมบัติหมายจะสู้
ผูกเชือกเอวคู่ชนคนนอกครู ทั้งสี่เส้นเกณฑ์หมู่คนมาชัก
จ่ายให้คนถือเชือกเส้นละร้อย ก็เคลื่อนคล้อยขบวนแห่เซงแซ่หนัก
ทั้งซ้ายขวาน่าหลังเชือกรั้งชัก แห่มาพักท่าสำเภาเอาลงน้ำ
ราชสมบัติแขงขึงตึงเชือกไว้ คนสี่ร้อยฉุดไม่ไหวก็ล้มคว่ำ
เชือกพวนขาดเปนท่อนล้มซ้อนคะมำ แล้วก็ทำอาละวาดอำนาจร้าย
ใครจะเข้าจับตัวราชสมบัติ ให้ข้องขัดด้วยกำลังนั้นมากหลาย
ชาวเมืองชวนกันวิ่งทั้งหญิงชาย มาดูนายราชสมบัติออกอัดแอ
บ้างก็ขึ้นต้นไม้คอยมองดู บ้างวิ่งกรูแซงสวนกระบวนแห่
ไม่เคยเห็นเล่นพนันชวนกันแล เสียงเซงแซ่คนดูพรั่งพรูมา ๚
๏ ครานั้นราชทูตนายสำเภา โฉดเขลาเห็นว่าแรงมากนักหนา
แต่พวนหนังรั้งขาดประหลาดตา จึ่งปฤกษาคู่ชนคนสำคัญ
ว่าแรงเขามิใช่น้อยพวนย่อยยับ ยังจะรับเปนคู่พนันขัน
ฤๅจะสู้เขาไม่ได้ให้บอกกัน อย่าอึ้งอั้นแจ้งความแต่ตามจริง ๚
๏ ฝ่ายว่าล้านธานีบุรีราช คิดขยาดกลัวใจให้เกรงกริ่ง
จึ่งบอกว่าสู้ไม่ได้ให้ประวิง เขาแรงจริงสุดปัญญาจะท้าพนัน
สู้ไม่ได้เปนแน่ตามแต่จะคิด ไม่เบือนบิดดอกกลัวจนตัวสั่น
ให้เกรงแต่จะแพ้แก้ไม่ทัน จะดื้อดันเข้าชนไม่พ้นตาย ๚
๏ ฝ่ายราชทูตกับชายนายสำเภา เห็นเสียเค้าไม่ได้สมอารมณ์หมาย
จึ่งปฤกษาตามใจทั้งไพร่นาย ว่าจะถวายสินพนันกันนินทา
ทูลว่าล้านมาด้วยป่วยเปนไข้ ทูลลาไปไหนจะมีครหา
เห็นพร้อมกันพลันนำเครื่องบรรณา เข้าเฝ้าถวายจอมนรานรินทร
กราบทูลว่าคู่พนันนั้นเปนไข้ ป่วยมาได้สามวันกำลังอ่อน
ขอถวายสินพนันพระภูธร จะลากลับยังนครนามธานี ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ ทรงฟังทูลเห็นประหลาดชั้นเชิงหนี
ทรงปราไสตามได้มีไมตรี ทูตก็ลาพระจรลีลงนาวา
ให้ใช้ไบไปถึงพระบุรี กราบทูลแจ้งคดีจอมนาถา
ให้ทราบใต้ลอองบาทลาดหนีมา เหลือปัญญาที่จะชนพ้นกำลัง ๚
๏ ฝ่ายพระองค์ดำรงเมืองธานี ทรงฟังทูตทูลว่าหนีให้แค้นคั่ง
ปรารภจะสู้มิได้หลีกอีกสักครั้ง พระไทยตั้งหมายมาดไม่ขาดวัน ๚
๏ จะกล่าวถึงเชียงญาณอยู่บ้านไร่ ข่าวฦๅไปว่าเชียงเมี่ยงปัญญาขยัน
คิดหมายลองปรีชาจะสู้กัน ฤๅว่ามันแหลมฉลาดจะลองดู
ตดใส่ปล้องไม้ไผ่แล้วอุดอัด ออกจากบ้านลอดลัดมาหมายสู้
ได้แปดวันดั้นป่ามาสืบดู แต่ไม่รู้ว่าเชียงเมี่ยงนั้นคนใด
ครั้นเดินมาก็พบกับเชียงเมี่ยง ถามชื่อเสียงโดยตัวว่าอยู่ไหน
ฝ่ายเชียงเมี่ยงถามว่าจะทำไม มีธุระสิ่งใดถามหามัน
เชียงญาณพาซื่อไม่รู้จัก หมายว่าคนอื่นซักไม่บิดผัน
จึงบอกว่าจะทดลองของสำคัญ เชียงเมี่ยงจะรู้ทันฤๅงมงาย
ข้าตดใส่ปล้องไม้จะให้ดม ถ้าดีจะสมาคมเปนสหาย
เชียงเมี่ยงว่าเจ้าอัดลมระบาย มากี่วันกลิ่นจะคลายฤๅยังมี
จงเปิดดมดูก่อนถ้าหย่อนกลิ่น จวนจะสิ้นจะได้เติมให้เต็มที่
เชียงญาณฟังเห็นชอบว่าพูดดี ก็เปิดดมว่ายังมีกลิ่นมากนัก
ฝ่ายเชียงเมี่ยงเห็นว่างมต้องดมตด ว่าเองชาวชนบทไม่รู้จัก
กูและชื่อเชียงเมี่ยงซึ่งถามทัก เองประจักษ์แล้วฤๅไม่ไอ้โง่เคอะ
มึงหมายมาว่าจะให้กูดมตด มึงดมเองให้หมดกลับไปเถอะ
กูชาวในลวงไม่ได้แล้วไอ้เซอะ อ้ายบ้านนอกโง่เบอะน่าถองซ้ำ
เชียงญาณครั้นรู้ว่าเชียงเมี่ยง ไม่โต้เถียงวาจาก้มหน้าคว่ำ
นึกน้อยใจเจ็บอกเหมือนฟกช้ำ กลับไปบ้านจิตรระกำคลุมหัวนอน
คิดคิดก็ยิ่งแค้นแสนอดสู มาเสียรู้เชียงเมี่ยงให้ถอดถอน
ถ้าแก้แค้นไม่ได้ไม่อยู่นคร จะเที่ยวซุกซอนนิ่งนอนตาย ๚
๏ จะกล่าวถึงพระผู้ผ่านทวาลี ประชวรโรคมากทวีมิใคร่หาย
พระอาการพานมากลำบากกาย แทบจะวายชีวาพิราไลย ๚
๏ ฝ่ายพระอรรคเทพีศรีสมร เธออาวรณ์เศร้าหมองไม่ผ่องใส
สงสาองค์ภัศดาโศกาไลย จึ่งสั่งให้โหรดูชาตาดวง
โหรก็ลงเลขคำนวณทวนสอบไล่ แจ้งใจว่าพระเคราะห์นั้นใหญ่หลวง
พระชาตาก็ยังดีมีในดวง แต่เข้าห่วงรุมเห็นไม่เปนไร
จึ่งทูลสนองเสาวนีเทพีราช พระชัณษาไม่ถึงฆาฏแต่โรคใหญ่
ด้วยราหูสู่ราษีจึ่งมีไภย เสวยอายุแต่ใกล้จะออกจร
ยังไม่ถึงอับจนพระชนมาน เกล้าหม่อมฉานสอบดูตามครูสอน
โหรสี่นายพร้อมถวายพยากรณ์ ให้บังอรปิ่นสุรางค์ส่างโศกา
ฝ่ายเชียงเมี่ยงหมอบอยู่กับโหรเฒ่า ว่าข้าพเจ้าจะสอบพระชัณษา
ทำลงเลขคูณหารตามตำรา ทูลแก่อรรคชายาจอมนารี
ว่าอันองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ค้นดูทั่วในตำราว่ายืนที่
คงสู่สวรรค์ในเจ็ดวันเจ็ดราตรี พระภูมีไม่ตลอดเจ็ดวันไป ๚
๏ จอมอนงค์องค์มิ่งมเหษี ฟังวาทีเชียงเมี่ยงไม่สงไสย
สำคัญว่าพระองค์ผู้ทรงไชย จะสวรรคาไลยในเจ็ดวัน
ทรงกรรแสงคร่ำครวญรัญจวนจิตร ถึงพระองค์ทรงฤทธิ์เจ้าไอสวรรย์
ดำรัสสั่งชาวคลังสิ้นทั้งนั้น จ่ายเงินทองแพรพรรณออกแจกทาน
แก่ยาจกวรรณิพกคนชรา จัดเอมโอชโภชนากระยาหาร
เลี้ยงพระสงฆ์ทรงศีลทุกวันวาร ประกอบการกุศลกิจเปนนิจรัน
เจ็ดทิวาล่วงไปไม่สวรรคต พระทรงยศคลายพระโรคเกษมสันต์
หายประชวรออกขุนนางได้ทุกวัน พระทรงธรรม์ตรัสถามเชียงเมี่ยงดู
เองทายไว้ว่าจะตายในเจ็ดวัน ก็เกินแล้วไฉนนั่นกูยังอยู่
ฤๅเองชังแช่งเล่นเปนสัตรู ที่ไม่ดีเอามาดูจะให้ตาย
เชียงเมี่ยงได้ฟังพระโองการ บังคมทูลภูบาลขยับขยาย
ว่าสารพัดสัตว์สิงทั้งหญิงชาย ที่จะตายพ้นเจ็ดวันนั้นไม่มี
นับแต่อาทิตย์นั้นถึงวันเสาร์ แม้นพระเจ้าจอมมุนินทร์ชินศรี
ก็นิพานในเจ็ดวันเจ็ดราตรี ทั้งปัถพีไม่พ้นตายในเจ็ดวัน ๚
๏ ฝ่ายพระจอมนครามหาสถาน ฟังเชียงเมี่ยงว่าขานเห็นคมสัน
คลายโกรธาด้วยว่าจริงอย่างนั้น ไม่แปรผันผิดคำเชียงเมี่ยงเลย
มันแก้ไขไวว่องไม่ข้องขัด ช่างสันทัดจัดเจนจริงเจียวเหวย
แต่มิได้ออกพระโอษฐโปรดภิเปรย ทรงชมเชยในพระไทยไม่ตรัสดัง ๚
๏ จะกลับกล่าวกระษัตราเมืองธานี แต่เสียทีพนันคนให้แค้นคั่ง
ทรงดำริห์จะแก้ไขใหม่สักครั้ง ทั้งเดินนั่งไสยาศน์ไม่ขาดคิด
ดำริห์ว่าจะพนันสิ่งใดดี นำบุรีมาขึ้นได้สมใจจิตร
อย่าเลยนะจะนิมนต์บรรพชิต ซึ่งสถิตย์ในยศถาราชาคณะ
ที่รู้ธรรมคัมภีร์บาฬีอรรถ เจนจัดแจ้งประจักษ์ในอักขระ
ชำนาญไล่ถามช้ำข้อธัมมะ เอาชนะกันที่จนพ้นปัญญา
ทรงดำริห์ตริแล้วมิทันนาน เสด็จออกมีโองการสั่งให้หา
สังฆ์การีธรรมการคลานเข้ามา จึ่งมีพระบัญชาให้เผดียง
พระราชาคณะผู้รอบรู้อรรถ ที่สันทัดเล่าฦๅมีชื่อเสียง
จะให้ไปถามปัณหาท้าไล่เลียง โต้เถียงกันกับปราชญ์ทวาลี
พระผู้เปนเจ้าองค์ใดจะอาสา ให้เข้ามาจะได้บอกให้ถ้วนถี่
อย่าให้แพ้แก้สู้กู้บุรี สังฆ์การีธรรมการก็รีบไป
เผดียงถามตามโองการบรรหารสั่ง ทั่วทั้งธานีบุรีใหญ่
ในกรุงนั้นสังฆ์การีมีหมายไป นอกกรุงให้ธรรมการส่งสารตรา
เผดียงถามตามพระสงฆ์ดำรงยศ ทั่วทั้งหมดน้อยใหญ่ให้ปฤกษา
ท่านผู้ทรงบันดาศักดิ์ทุกวัดวา พระราชาคณะมีสามองค์
พระญาณกิจทั้งพระประสิทธิไตรย พระวิไนยนายกเปนจอมสงฆ์
สังฆ์การีพามาเฝ้าทั้งสามองค์ ทูลให้ทรงทราบว่าอาสาไป ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ แสนประสาทโสมนัศตรัสปราไส
ว่าเจ้าคุณกู้บุรีให้มีไชย โยมจะได้เกียรติยศปรากฎมี
พระราชทานบาตรไตรบริขาร เครื่องสักการสารพัดจัดตามที่
ให้อาลักษณ์แต่งสารเปนไมตรี บรรณาการของดีดีให้จัดไป
พระดำรัสให้ร่างราชสาร อาลักษณ์จานจารึกงามผ่องใส
ลงสุวรรณบัตรแผ่แผ่นอุไร มอบราชทูตไปลงนาวา
ฝ่ายพระสงฆ์สามองค์ผู้ทรงยศ ก็มาหมดลงสำเภาทอดที่ท่า
ได้ฤกษ์ให้ใช้ใบออกเภตรา แล่นมาในท้องสมุทจนสุดแดน
สำเภาทั้งห้าร้อยแล่นลอยล่อง ฝ่าฟองชลาคลื่นกว่าหมื่นแสน
ได้ลมดีในนทีไม่ขาดแคลน มาตามแผนที่ต้นหนดลบุรี
ถึงด่านปากน้ำอ่าวบอกข่าวแจ้ง เหมือนคราวก่อนที่แถลงเมื่อครั้งหนี
ขุนนางในกรมท่าทราบคดี กราบทูลว่าทูตธานีกลับเข้ามา
ข่าวว่ามีราชสารการพนัน ขอพระองค์ทรงธรรม์จอมนาถา
จงทราบใต้ฝ่าธุลีในกิจจา ควรมิควรพระบาทาปกเกล้าบัง ๚
๏ ครานั้นจอมนรินทร์บดินทร์สูร ทรงฟังทูลว่าทูตมาให้แค้นคั่ง
จะเซ้าซี้ขอพนันกันอีกครั้ง เนื้อความยังไม่รู้เรื่องเมืองธานี
จึ่งสั่งเจ้าพนักงานจัดการรับ ให้เสร็จสรรพเชิญราชสารศรี
ตามธรรมเนียมเตรียมรับทูตธานี เรือกระบี่เรือแห่แลหลามชล
ถึงท่าวังตั้งแห่ราชสาร ทูตเชิญพานทองพระราชอนุสนธิ์
ถึงพระโรงเข้าเฝ้าเจ้าจุมพล ถวายบังคมสิ้นทุกคนฟังโองการ
กรมท่าทูลเบิกทูตทั้งหลาย พวกทูตก็ถวายราชสาร
ทรงรับมอบพระอาลักษณ์พนักงาน ให้คลี่อ่านสารศรีที่มีมา
ในลักษณพระราชสาร ของภูบาลธานีมียศถา
ขอเจริญไมตรีพระพี่ยา ยังภาราทวาลีบุรีรัตน์
ด้วยได้ข่าวเล่าฦๅระบือเลื่อง ว่าในเมืองมีปราชญ์รู้เจนจัด
จึ่งให้ราชาคณะทั้งสามวัด มาถามอรรถบาฬีคัมภีร์ธรรม
พระเชษฐาถ้าได้ไชยชำนะ ขอคารวะขึ้นบุรีอุปถัมภ์
ถวายหิรัญมาลาบาบุบผาคำ ไม่เกินก้ำจะเปนข้ากว่าวายปราณ
ถ้าปราชญ์เมืองธานีนี้ชำนะ จงสละนิวาศราชฐาน
มาขึ้นเมืองธานีตามบุราณ มอบสักการรัชฎามาลาทอง
แผ่เขตรขัณฑ์ธานีบุรีราช ให้อำนาจสิทธิการงานทั้งผอง
เปนพื้นเดียวเนื่องแดนดังแผ่นทอง จะได้ครองบุรีรัตน์กำจัดไภย ๚
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงภพฟังจบสาร ปฏิสัณฐารสามนัดตรัสปราไส
ตามธรรมเนียมทูตาอันมาไกล ดำรัสให้รออยู่พักสักสามวัน
จะแต่งที่พระกระวีถามปัณหา ให้งามตาเปนเกียรติยศใหญ่มหันต์
แต่นักปราชญ์ผู้ฉลาดรอบรู้ธรรม์ จะจัดสรรมาถามสู้ดูสักครั้ง
ราชทูตก็คำนับรับโองการ ถวายบังคมภูบาลคลานถอยหลัง
มาข้างนอกออกไปจากในวัง ก็มายังท่าจอดทอดนาวา ๚
๏ ครานั้นจอมนรินทร์บดินทร์สูร ให้อาดูรทรงโทมนัศา
ว่ากระษัตริย์ธานีนี้พาลา รบพนันนครานี้ร่ำไป
จึ่งดำรัสสั่งเจ้าพนักงาน สังฆ์การีธรรมการหมอบไสว
ให้ทำหมายรายแจกทุกวัดไป ราชาคณะองค์ใดจะรับพนัน
แปลอักขรกับพระเมืองธานี กู้บุรีคุ้มประเทศทั่วเขตรขัณฑ์
ถามบรรดาที่ชำนาญการอรรถธรรม์ กูนัดไว้สามวันแก่ทูตมา
ในกรุงให้สังฆ์การีเผดียงถาม ทุกอารามพระสงฆ์ทรงยศถา
นอกกรุงให้ธรรมการแจ้งกิจจา เที่ยวปฤกษาเผดียงถามความพนัน
สังฆ์การีธรรมการคลานออกมา ถามพระราชาคณะขมีขมัน
แต่ที่รู้บาฬีคัมภีร์ธรรม์ ในสามวันบอกเข้ามาอย่าช้าการ
ฝ่ายพระสงฆ์ทรงสิกขาราชาคณะ แจ้งในพระประสงค์เจ้าจอมสถาน
ต่างก็กลัวปราไชยใจรำคาญ บอกสังฆ์การีธรรมการให้กราบทูล
ว่าเหลือปัญญาจะสู้กู้บุรี ไม่รู้ที่วิสัชนาปัญญาสูญ
ให้อ้นอั้นตันใจได้อนุกูล ช่วยกราบทูลแก้ไขอย่าให้เคือง
สังฆ์การีธรรมการทราบสารเสร็จ ทูลว่าพระขามเข็ดแต่ทราบเรื่อง
ไม่มีใครรับเป็นคู่สู้แขกเมือง พูดปลดเปลื้องออกตัวกลัวเต็มที ๚
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงฤทธิ์อดิศร ฟังทูลให้อาวรณ์เศร้าหมองศรี
เสียพระไทยเกรงจะแพ้ทูตธานี จะได้ใครกู้บุรีให้ชนะ
จึ่งดำรัสปฤกษากับเชียงเมี่ยง เองจะเถียงถามธรรมได้ไหมหวะ
เชียงเมี่ยงก้มเกษาคารวะ ทูลว่าเกล้ากระหม่อมจะอาสาไป
ถามปัณหาในคัมภีร์บาฬีอรรถ สู้สักนัดมิได้หนีคัมภีร์ไหน
บังคมลาบรรพชาจึ่งมีไชย แม้นโปรดให้บวชเปนสงฆ์คงได้การ ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงเวียง ฟังเชียงเมี่ยงปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
ก็โปรดให้บรรพชาไม่ช้านาน บริขารไตรแพรแห่แหนไป
ให้เชียงเมี่ยงอาบน้ำด้วยขันทอง พิณพาทย์แตรสังข์ฆ้องประโคมให้
ประทานชื่อว่าพระศรีธนญไชย ให้ถามไต่ธรรมขันธ์พนันเมือง
ฝ่ายว่าพระศรีธนญไชย ได้ยศศักดิ์ยิ่งใหญ่ชื่อฦๅเลื่อง
เสมอราชาคณะเดชะประเทือง รับพนันแขกเมืองทูตธานี
จึ่งให้แต่งอาศนไว้หกสถาน สูงตระหง่านเท่ากันเปนศักดิ์ศรี
ดาดเพดานห้อยบุบผาพวงมาลี มีมุลี่ม่านบังตั้งเครื่องยศ
ถึงวันนัดให้นิมนต์ราชาคณะ ทั้งสามองค์ที่จะไต่ถามบท
ข้อธรรมปัณหามาลองทด ครั้นมาหมดให้นั่งอาศน์ปูลาดไว้
ขึ้นที่สูงสามแห่งแต่งไว้ท่า จึ่งสนทนาพูดพลางทางปราไส
ถามบ้านเมื่องเรื่องอื่นพอชื่นใจ แกล้งหน่วงให้ชักช้าเวลาเปลือง
ฝ่ายพระสงฆ์สามองค์เห็นนานนัก แต่ถามซักกันไปไมได้เรื่อง
เห็นที่ว่างสามแห่งแต่งรุ่งเรือง มีทั้งเครื่องยศประดับรับเถรา
ก็เข้าใจว่าที่ท่านจะมาถาม เห็นเนิ่นนานในความแก้ปฤษณา
จึ่งเตือนว่าสักเมื่อไรท่านจะมา จวนเวลาบ่ายเย็นไม่เห็นเลย
ฝ่ายพระศรีธนญไชยไวปัญญา ว่าจะมาเดี๋ยวนี้ไม่เชือนเฉย
พระผู้เปนเจ้าเจนอรรถสันทัดเคย ทั้งสามองค์จะเฉลยบทบาฬี
ท่านรู้ธรรมคัมภีร์ดีฦกซึ้ง ไม่มีคู่เทียมถึงทั้งกรุงศรี
ข้าพเจ้าเปนแต่เชานอกบุรี เข้ามาเรียนคัมภีร์ศึกษาธรรม
พึ่งบวชใหม่อายุได้ยี่สิบห้า มาศึกษาเปนศิษย์คิดเรียนร่ำ
ปัญญาเขลารู้น้อยในถ้อยคำ ท่านทั้งสามแม่นยำยิ่งเกรียงไกร
ขอนิมนต์สนทนากันเล่นก่อน พึ่งฝึกสอนจักถามตามสงไสย
พุทธบิดาและไอยกาไซ้ นามอย่างไรบิตุรงค์องค์ไอยกา
อิกทั้งต้นวงษ์พงษ์ศักราช ลำดับถึงจอมปราชญ์นารถนาถา
พระนครที่สถิตย์กระษัตรา นามภาราชื่อใดจงไขความ
ราชาคณะสามองค์ฟังปุจฉา วิสัชนาได้แต่กษัตริย์สาม
ตั้งแต่พุทธบิดาแสดงนาม สิ้นทั้งสามถึงภูมินทร์นรินทรา
ซึ่งเปนชนกแห่งไอยกานารถ ต่อขึ้นไปไม่อาจแก้ปัณหา
บอกว่าจำไม่ได้สิ้นปัญญา ก็นิ่งจนวาจาอยู่เพียงนั้น
ฝ่ายว่าพระศรีธนญไชย เห็นว่าแก้ไม่ไหวดูอัดอั้น
จึ่งว่าผู้เปนเจ้ามาติดตัน ถามกันยังค้างข้อไม่ต่อไป
นี่แต่ศิษย์รู้น้อยพลอยมาถาม ยังแก้ไม่สิ้นความที่สงไสย
ถ้าพระครูสามองค์อันทรงไตร ท่านถามมาแก้ไม่ได้จะอับอาย
จะนิ่งไม่พริบตาอ้าปากค้าง แมลงวันหยอดไข่ขางไว้มากหลาย
ไม่รู้ตนจนในปัณหาทาย ขอจงได้อธิบายบาฬีมา
ฝ่ายพระสงฆ์สามองค์ราชาคณะ ไม่อาจจะแก้ได้ในปัณหา
ได้อายแก่ข้าเฝ้าเหล่าเสนา ทั้งพระองค์ปิ่นประชาทวาลี
ปราไชยในสนามทั้งสามองค์ ก็เลื่อนลงจากอาศน์มณีศรี
ทูตถวายสินพนันอัญชลี ขอมาขึ้นบุรีตามสัญญา
ถวายทั้งนาวาสิ้นห้าร้อย ให้เคลื่อนคล้อยสำเภาเข้าสู่ท่า
ราชาคณะก็ถวายพระพรลา ทูตไปทูลกิจจาเจ้านายตน ๚
๏ ชนทั้งหลายชมพระศรีธนญไชย ว่าว่องไวเจนจัดไม่ขัดสน
กู้บุรีมีไชยไม่อับจน พระจุมพลตรัสให้อวยไชยพร ๚
๏ ฝ่ายพระศรีธนญไชยได้ชำนะ สึกจากพระมาอยู่เหมือนแต่ก่อน
เปนข้าเฝ้าจอมนรินทร์บดินทร คู่นครเพิ่มโพธิสมภาร ๚
๏ ครั้นล่วงกาลนานมามีข้าศึก ทำโห่ฮึกยกมายั้งตั้งอยู่ด่าน
ได้ทีจะเข้าตีป้อมปราการ ชิงราชฐานนคราทวาลี
ชาวด่านทำใบบอกแจ้งราชการ ให้กราบทูลภูบาลในกรุงศรี
ขุนนางในตำแหน่งแจ้งคดี เข้าเฝ้าพระภูมีทูลกิจจา ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ ฟังอำมาตย์อ่านบอกในเลขา
ว่าข้าศึกยกพลพหลมา จะตีพระภาราทวาลี
จึ่งสั่งให้เตรียมทัพไว้สรรพเสร็จ ตีสิบเอ็ดจะเสด็จจากกรุงศรี
อำมาตย์รับพระบัญชาเจ้าธานี จัดพวกพลโยธีคอยฤกษ์ไชย
รับสั่งให้ธนญไชยตามเสด็จ จงเตรียมเสร็จตื่นนอนแต่ก่อนไก่
มาให้ทันเวลาเราคลาไคล ธนญไชยรับโองการมาบ้านตน ๚
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงเดชเกษประชา ไม่เห็นธนญไชยมาก็ยกพหล
ให้ทันฤกษ์ยามดีกรีธาพล ทรงช้างต้นมีกำลังมาตังคพงษ์
หกสิบปีจึ่งหย่อนอ่อนกำลัง สีคล้ายครั่งล่ำสันสูงรหง
ทั้งห้าวหาญฝึกชำนาญการณรงค์ ควรคู่จักรพรรดิทรงนำกองทัพ
เรียกมันชันหูดูข้าศึก โกญจนาทก้องกึกไม่ถอยกลับ
แต่ช้างเดียวอาจฝ่าโยธาทัพ ตะลุยไล่ให้ยับสักหมื่นพัน
ประดับคชาภรณ์เรืองแลเครื่องมั่น ล้วนสุวรรณเนาวรัตน์เลือกจัดสรร
ห้อยภู่จามรีทั้งสองกรรณ งามดังเอราวรรณอมรินทร์
เหล่าช้างดั้งช้างกันเปนอันดับ ก็แข่งขับเคียงคู่ธนูศิลป์
พลม้าควบขนานสท้านดิน สเทื้อนด้าวดังจะภินท์พสุธา
เหล่าโยธีมีแรงกำแหงเหี้ยม ล้ำสั่นเทียมยักษ์มารล้วนหาญกล้า
เลือกตัวดีมีฝีมือถือสาตรา สองหัดถาแกว่งดาบปลาบเปนเงา
เหล็กถลุงปรุงยาตำราอ้าง อุส่าห์กรางคลุกน้ำตาลปนกับเข้า
ให้นกกินจนสิ้นที่กรางเอา มูลนกกะเรียนใส่เบ้าสูบหลายไฟ
จึ่งชุบแช่แร่พลวงล่วงขวบมา ผสมยาว่านต่างต่างแลหางไหล
แล้วหลอมหุงปรุงกับเหล็กพระขรรค์ไชย มาตีได้เปนอาวุธสุดจะคม
ทหารทวนล้วนสกรรจ์มั่นตั้นเติบ ใจกำเริบรบรับล้วนทับถม
อาบว่านปรุงยาทั้งอาคม ปากก็อมเหล็กไหลได้อยู่คง
ทหารปืนกว่าหมื่นชำนาญหัดถ์ ทั้งยิงยัดคล่องไวดังใจประสงค์
มีเลขยันต์กันศึกนึกทนง การณรงค์เคยมีไชยไม่เกรงกลัว
ทหารดั้งเสโลห์ทั้งโตมร ธนูศรแม่นดีมิใช่ชั่ว
หมายจะพุ่งยิงใครไม่ผิดตัว ข้าศึกเห็นสั่นหัวระอามือ
พลรถเทียมสินธพล้วนต่างสี สารถีขึ้นขับม้าง่าแส้ถือ
มีนายรถกุมหอกซัดถนัดมือ ล้วนตัวฦๅเรี่ยวแรงกำแหงทยาน
เหล่าจตุรงค์สี่หมู่พรั่งพรูพร้อม แห่แวดล้อมจอมนรินทร์ปิ่นสถาน
ถึงที่พักจักประทับคชาธาร มีโองการให้หยุดพลนิกาย
ทรงคอยศรีธนญไชยมิได้มา จนเวลาสุริยฉันตวันบ่าย
ให้หยุดช้างพระที่นั่งพอยั้งสบาย โยธารายล้อมวงองค์ขัติยา ๚
๏ ฝ่ายว่าศรีธนญไชยกลับไปบ้าน จึ่งคิดอ่านจับไก่ไว้นักหนา
ใส่กรงขังสมดังจิตรจึ่งนิทรา ตื่นขึ้นกินโภชนาสบายใจ
แล้วเที่ยวเล่นกับเพื่อนเชือนแชเฉย จนล่วงเลยเวลาหามาไม่
กลับไปบ้านนอนกลางวันไม่พรั่นใจ ตื่นขึ้นบ่ายแล้วให้ผูกช้างพลัน
เอาไก่ผูกท้ายช้างกับสัปคับ เสบียงอาหารเสร็จสรรพขนเลือกสรร
หีบผ้ากาน้ำของสำคัญ ขึ้นช้างไสไปให้ทันทัพหลวงจร
รีบขับช้างย่างยาวก้าวเหยียดเหยาะ หวังจำเภาะทัพใหญ่ไม่หยุดหย่อน
พอบ่ายเย็นเห็นพหลพลนิกร พักร้อนล้อมพลับพลาพนาวัน
รีบให้ถึงคชาเข้ามาเฝ้า ถวายบังคมก้มเกล้าขมีขมัน
ฝ่ายพระองค์ดำรงเมืองขุ่นเคืองครัน ตรัสว่าเฮ้ยอย่างไรนั่นจึงช้านาน
สั่งให้มาก่อนไก่ทำไมอยู่ ให้ตัวกูคอยจนบ่ายสุริยฉาน
ไม่ทำตามคำว่าต้องท่านาน จงให้การมาอย่าช้าว่ากะไร
ธนญไชยได้ฟังรับสั่งถาม จึงทูลความว่าหม่อมฉานมาก่อนไก่
ผูกไว้ที่ท้ายช้างร้องอึงไป ขึ้นนั่งได้ก่อนไก่แล้วจึงมา
มิได้ทำล่วงเกินพระโองการ ควรมิควรขอประทานซึ่งโทษา
เปนช้างเดียวเปลี่ยวใจจึงได้ช้า พระอาญาล้นเกล้าด้วยเบาความ ๚
๏ ครานั้นธิบดินทร์นรินทร์ราช ฟังทูลว่าเห็นฉลาดไม่เข็ดขาม
จะให้ฆ่าเสียก็ได้ไม่ทำตาม ทรงตรองความเห็นจริงแล้วนิ่งไว้
จึงดำรัสการรบกับเสนา ตามมหาพิไชยสงครามใหญ่
จงตั้งจิตรรบตีให้มีไชย ทั้งนายไพร่อย่าย่อท้อต่อสงคราม
แล้วยกพลล่วงไปใกล้ถึงด่าน พวกข้าศึกไม่ต่อต้านกลัวเข็ดขาม
เห็นรี้พลครื้นครึกให้นึกคร้าม ดูล้นหลามแน่นป่าไม่กล้ารบ
กำลังพลตนน้อยก็ถอยล่า ยกโยธารีบลี้เลี่ยงหนีหลบ
แพ้พ่ายไปแต่ไกลไม่ทันรบ พระจอมภพนคราทวาลี
เห็นข้าศึกสัตรูหมู่คิดร้าย แตกกระจัดกระจายกระเจิงหนี
ก็ยกทัพกลับคืนเข้าบุรี ทรงคอยทีจะเอาผิดธนญไชย ๚
๏ ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงภพทวาลี เสด็จประพาศสวนศรีอุทยานใหญ่
ชมพฤกษาดอกผลที่ปลูกไว้ สำราญพระไทยรื่นเริงบรรเทิงครัน
ทอดพระเนตรผลพริกสุกแดงฉาน เต็มทั้งต้นภูบาลเกษมสันต์
ดำริห์ไว้ในพระไทยให้ผูกพัน จะเสวยพริกนั้นสักเวลา
เสด็จกลับยังพระราชวังสถาน นฤบาลดำรัสตรัสให้หา
ธนญไชยตัวดีมีปัญญา รับสั่งว่าไปเก็บพริกมาไวไว
กูจะกินกับอาหารเวลานี้ รีบไปที่สวนอย่าช้าเก็บมาให้
ธนญไชยรับโองการคลานออกไป ถึงอุทยานหมายใจจะเก็บพริก
เห็นสุกแดงเต็มต้นไม่หล่นร่วง ครั้นจะล่วงเกินเข้าเก็บด้วยเล็บหยิก
ไม่รับสั่งให้เด็ดให้เก็บพริก ลมไม่พัดให้กระดิกกระเด็นเลย
จะเด็ดเอาที่บนต้นก็เกินรับสั่ง ครั้นจะนั่งคอยดูอยู่เฉยเฉย
ก็ป่วยการจำจะผิวปากตามเคย ให้พระพายพัดรำเพยพยุมา
คิดแล้วจึ่งเข้านอนอยู่ใต้ต้น คอยท่าให้พริกหล่นตามปราถนา
ฝ่ายพระองค์พงษ์กระษัตริย์ขัติยา คอยธนญไชยเห็นช้าเนิ่นนานนัก
จึงตรัสใช้มหาดเล็กไปตามดู อย่างไรอยู่ถามไถ่ให้ประจักษ์
เก็บพริกที่สวนควรฤๅอยู่ช้านัก เที่ยวเชือนชักกาลให้เนิ่นเกินเวลา
มหาดเล็กได้รับสั่งมายังสวน เที่ยวทบทวนเสาะแสวงทุกแห่งหา
ได้ยินเสียงผิวปากใกล้พลับพลา ก็ตามไปไม่ช้าได้พบตัว
เห็นนอนอยู่ใต้ต้นพริกกะดิกนิ้ว กำลังผิวปากจึ่งเตือนว่าเจ้าอยู่หัว
สั่งให้เก็บพริกมานอนซุกซ่อนตัว เหมือนไม่กลัวรับสั่งใช้ให้มาดู
ธนญไชยตอบว่ามีโองการ ให้เก็บพริกในอุทยานก็จริงอยู่
แต่ผลพริกมิได้หล่นก็คอยดู จะเด็ดบนต้นเปนสู่รู้ล่วงเกินไป
จะนั่งคอยพริกหล่นก็ป่วยการ จึ่งคิดอ่านเรียกลมพยุใหญ่
ให้พัดผลพริกหล่นเหมือนอย่างใจ จะเก็บไปถวายองค์พระทรงธรรม์
แม้นกริ้วกราดว่ามาช้าก็ควรการ ด้วยทรงคอยอยู่นานจึ่งหุนหัน
ถ้าจะเด็ดพริกผลบนต้นนั้น สักสามหนก็จะทันไม่เนิ่นนาน
นายจงไปกราบทูลตามมูลเหตุ ให้ทรงเดชทราบตามที่คิดอ่าน
มหาดเล็กมาสนองพระโองการ ตามธนญไชยว่าขานให้กราบทูล ๚
๏ ครานั้นพระองค์ได้ทรงฟัง ที่แค้นคั่งค่อยคลายกริ้วหายสูญ
ทรงเห็นจริงด้วยได้สั่งตามเหตุมูล ที่อาดูรเดือดดาลสำราญไป ๚
๏ ฝ่ายว่าธนญไชยไม่ได้พริก ด้วยทำพลิกแพลงให้ควรสำนวนใหญ่
เห็นนานช้ากลับมาเฝ้าพระทรงไชย ทูลตามเหตุที่ไม่ได้จนสิ้นความ ๚
๏ ฝ่ายพระจอมนคเรศประเทศสถาน ฟังธนญไชยทูลสารไม่เข็ดขาม
ทรงดำริห์ว่าอ้ายนี่มิใช่ทราม จะไล่ถามสักกี่หนไม่จนเลย
จึ่งดำรัสถามว่าปัญญานั้น เองขังคั่นไว้ในท้องคอยตรองเฉลย
ฤๅมีตัวปรากฎไม่หมดเลย จงเปิดเผยบอกมาอย่างอำพราง
ธนญไชยทูลว่าปัญญาหม่อมฉัน ในท้องนั้นไม่สู้มากก็มีบ้าง
มีตัวข้างนอกเลี้ยงไว้มิได้พราง ใส่ปล้องไม้หม่อมฉันวางไว้ในเรือน
เพราะเปนตัวบินได้ต้องใส่กระบอก แม้นปล่อยออกก็จะหนีด้วยมีเพื่อน
จึ่งขังใส่ปล้องไม้มิให้เชือน ต้องเลี้ยงไว้ในเรือนให้มิดชิด
พระทรงฟังว่าขังปัญญาได้ ใส่ปล้องไม้ซ่อนไว้ฦกผนึกปิด
ดำรัสว่าตัวปัญญาเจ้าความคิด ของเองมากหลายชนิดจงแบ่งปัน
กูจะแจกอีสาวสาวพวกชาวใน มันจะได้มีปัญญามากเข้มขัน
เหมือนตัวเองไม่มีคู่รู้เทียมทัน อย่างไรนั่นให้มิให้จงไขความ
ธนญไชยได้ฟังรับสั่งขอ นึกหัวร่ออยู่ในใจไม่เข็ดขาม
จึ่งทูลว่าสิ่งนี้มิใช่ทราม ที่พึงใจต้องห้ามหวงระวัง
แต่พระเดชพระคุณเปนที่ยิ่ง เปนความจริงไม่อยากให้ใครสมหวัง
ต้องถวายมิได้คิดจะปิดบัง ด้วยใจตั้งพึ่งพระโพธิสมภาร
กราบทูลแล้วบังคมลามาสู่เรือน คิดจะใคร่ปิดเงื่อนไม่แผ่ซ่าน
ได้สิ่งไรหนอถวายพระภูบาล นึกรำคาญแล้วคิดได้ไวปัญญา
อย่าเลยนะจะถวายตัวต่อผึ้ง คิดแล้วจึ่งเที่ยวทุกแห่งแสวงหา
เปนห้าวันได้ตัวผึ้งต่อแตนมา ใส่กระบอกปิดฝาไว้เรือนตน ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงสถาน คอยธนญไชยไม่พบพานก็ทรงบ่น
รับสั่งให้หาพระสนมมาทุกคน ตรัสว่าปัญญาไม่จนธนญไชย
มันบอกว่ามีตัวเลี้ยงไว้มาก อีเหล่านี้ใครอยากจะใคร่ได้
พระสนมทูลทุกคนอยากจะได้ไว้ ปัญญาเหมือนศรีธนญไชยจะใคร่มี
จึ่งตรัสว่าถ้าอยากได้ไปหามัน ขอแบ่งสรรปัญญาอ้ายขุนศรี
พระสนมบังคมคัลอัญชลี ทูลลาพระภูมีออกจากวัง
ทั้งโขลนจ่าทนายเรือนกล่นเกลื่อนมา ตำรวจวังนำน่ากำกับหลัง
มาบ้านศรีธนญไชยไม่รอรั้ง กรมวังบอกว่ามีพระโองการ
รับสั่งใช้ให้มาขอตัวปัญญา พระสนมมาหาจนถึงบ้าน
จงแบ่งปันตัวปัญญาอย่าช้านาน ตามโองการพระภูมินทร์นรินทร
๏ ฝ่ายขุนศรีธนญไชยครั้นได้ฟัง ทำเปนนั่งเศร้าทอดฤไทยถอน
ในอุบายเหมือนเสียดายต้องทุกข์ร้อน จึ่งตอบว่าแต่ก่อนรับสั่งมา
ให้ข้าพเจ้าเอาปัญญาไปถวาย ความเสียดายเพราะยังรักอยู่นักหนา
บัดนี้มีพระราชบัญชา ให้ท่านข้างในขอปัญญามาถึงเรือน
จะขืนขัดก็ไม่ได้ต้องให้ปัน แต่คนละตัวเท่านั้นเลี้ยงเปนเพื่อน
พอมีเชื้อต่อพันธุ์ให้เต็มเรือน ตัวเดียวเหมือนมากด้วยฬ่อต่อกันมา
ว่าแล้วหยิบกระบอกมาจากห้อง พระสนมต่างร้องขอบ้างหนา
เข้าเบียดเสียดแซกกันขอปัญญา ลางคนว่าอยากได้มากหลากหลากกัน
ธนญไชยว่าอยากได้ทำไมมาก แต่คนละตัวเถอะจะภาคส่วนแบ่งสรร
พอเปนเชื้อเลี้ยงในเรือนเหมือนเหมือนกัน ข้าพเจ้าจะทำพันธุ์ต่อต่อไป
ทั้งจะถวายพระองค์ดำรงราษฎร์ ตัวฉลาดเกิดปัญญาหาพอไม่
จึ่งให้พระสนมนางข้างฝ่ายใน แบฝ่ามือว่าจะให้ตัวปัญญา
ฝ่ายนางในแบหัดถามาทุกคน ขุนธนญเปิดกระบอกขึ้นต่อหน้า
ตัวผึ้งต่อแตนแล่นออกมา ท่านข้างในต่างคว้าจะจับตัว
ตัวปัญญาสามชนิดมีพิศม์ร้าย ก็ต่อยกายแขนหน้าบ้างต่อยหัว
ทั้งปรางถันคันเจ็บไปทั้งตัว สัตว์ชาติชั่วเข้าร่มผ้าไม่ว่าใคร
ปะที่ไหนต่อยให้ทุกแห่งหน พระสนมเหลือทนบ้างร้องไห้
เสียงกราดกรีดหวีดว่าธนญไชย แกล้งจะให้ล้มตายได้อายคน
ธนญไชยทำเปนห้ามตัวปัญญา ทำไมต่อยท่านเล่าหวาออกปี้ป่น
อย่าทำเช่นนั้นจงหยุดอย่าซุกซน ตัวปัญญาก็บินวนไล่ต่อยตอม
ธนญไชยว่าเพราะท่านทำให้วุ่น มาแย่งชิงชุลมุนไม่ค่อยถนอม
ตัวปัญญาขึ้งโกรธโลดไล่ตอม ข้าพเจ้าก็ต่อยงอมไปเหมือนกัน
โกรธขึ้นมามิได้ว่าเปนเจ้าของ แม้นจับต้องเข้าไม่ได้ใจหุนหัน
จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่ทัน สุดจะกั้นกางได้ว่องไวนัก
พระสนมต้องต่อแตนมันต่อย บวมผื่นยับย่อยเจ็บปวดหนัก
ต่างวิ่งหนีล้มคว่ำคะมำภักตร์ นอกชานหักตกเรือนเรียกเพื่อนอึง
บ้างหน้าแตกแขนหวะโลหิตไหล โดนกันเองวุ่นไปหนีต่อผึ้ง
ต่างต่างวิ่งย่างยาวก้าวตะบึง มาจนถึงที่เฝ้าเจ้าจุมพล ๚
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงนิเวศน์ครองเขตรขัณฑ์ เห็นพระสนมกำนัลวิ่งสับสน
กายาเหล่านารีล้วนพิกล บวมผื่นไปทุกคนแปลกไนยนา
จึ่งรับสั่งถามว่าเปนเหตุไฉน เออเมื่อไปแต่งกายงามสง่า
ครั้นเมื่อกลับมาบวมผิดในตา ทั้งกายาผิวผื่นลื่นโนนอ
พระสนมทูลว่าปัญญาต่อย มิใช่น้อยบินร่อนว่อนเปรียวปร๋อ
ตัวลายลายเหลืองเหลืองต่อยคางคอ เหมือนผึ้งต่อแตนมีพิศม์ไม่ผิดกัน
ต่อยที่ไหนร้อนดังไฟทั้งปวดเจ็บ ซ่านทั่วกายชาเหน็บไม่เศกสรร
เกล้าหม่อมฉานเหลือทนบ่นรำพรรณ ไม่เคยเปนเช่นนั้นอยู่ในเวียง
กราบทูลกล่าวโทษธนญไชย ร่ำพิไรโศกสอื้นครั่นครื้นเสียง
ว่าพระองค์ทรงเมตตาได้ชุบเลี้ยง ไม่ลำเอียงฉันทาข้าทั้งปวง
มีพระคุณล้นเกล้าเหล่าหม่อมฉัน พระทรงธรรม์อาชญาก็ใหญ่หลวง
มิได้ทรงให้เจ็บช้ำระกำทรวง น้ำเนตรร่วงเหมือนครั้งนี้ไม่มีเลย
ธนญไชยทำแก่เกล้าหม่อมฉาน เหลือประมาณจะกราบทูลมูลเฉลย
แกล้งให้ได้อับอายไม่หายเลย มิได้เคยเจ็บกายแทบวายปราณ ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงโลกย์ เห็นสาวสรรค์เศร้าโศกแซ่เสียงประสาน
ทูลกล่าวโทษธนญไชยให้เดือดดาล พระภูบาลซักซ้ำให้คำยืน
ว่าตัวปัญญานั้นคล้ายผึ้งต่อแตนหรือ พระสนมประนมมือไม่ฝ่าฝืน
ทูลคงคำซ้ำประดังว่ายั่งยืน พระยิ่งตื้นตันแน่นแค้นพระไทย
ตรัสว่าจริงเหมือนอย่างว่าจะฆ่าเสีย เลี้ยงไว้ไยเปลืองเบี้ยหวัดที่ให้
น้อยฤๅนั่นอ้ายขุนศรีธนญไชย มันทำได้ไม่เกรงกลัวหัวจะปลิว
จึ่งรับสั่งว่าให้หาตัวเข้ามา ตำรวจรับพระบัญชาวิ่งออกฉิว
ถึงบ้านศรีธนญไชยไม่บิดพลิ้ว พูดขึ้นนิ้วบอกสิ้นตามโองการ
ว่าบัดนี้พระสนมทูลกล่าวโทษ ในคำโจทย์ว่าท่านทำอาจหาญ
ทำงามหน้าแล้วครั้งนี้มีโองการ ให้หาท่านไปไวไวเข้าในวัง
ธนญไชยได้ฟังคำตำรวจว่า ก็รีบมาเฝ้าพระบาทต่อภายหลัง
ฝ่ายพระจอมนคเรศนิเวศน์วัง ให้แค้นคั่งมิได้ตรัสอัดอั้นเคือง
ทอดพระเนตรเห็นขุนศรีธนญไชย ด้วยนางในทูลยกโทษอยู่หลายเรื่อง
น้อยพระไทยไม่อยากได้ไว้ในเมือง จะใคร่ฆ่าแก้เคืองขัดฤไทย ๚
๏ ฝ่ายขุนธนญคนบิดพลิ้วเห็นกริ้วกราด เพื่อนองอาจมิได้พรั่นไม่หวั่นไหว
จึ่งกราบทูลว่ามีรับสั่งไว้ พระโปรดให้นำตัวปัญญามา
หม่อมฉันก็จะจับมาถวาย ครั้นสนมทั้งหลายออกมาหา
ว่าโปรดให้มางอนง้อขอปัญญา ครั้นเปิดไขตัวปรีชาจากปล้องไม้
ต่างคนต่างแย่งชิงกันจะจับ ตัวปัญญาหวนกลับมาต่อยให้
ถึงเกล้ากระหม่อมผู้เจ้าของซึ่งเลี้ยงไว้ ก็ต่อยยับแล้วหนีไปจนสิ้นตัว
ครั้นจะว่าก็เกรงพระอาชญา ด้วยว่ามีบัญชาเจ้าอยู่หัว
ก็จนใจไม่ว่าขานหม่อมฉานกลัว ควรมิควรเปนคนชั่วไม่มีดี ๚
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงฟังให้คั่งแค้น ด้วยห้ามแหนแสนสุรางค์มาป่นปี้
ทั้งนางในกล่าวโทษยกคดี พระผู้ผ่านทวาลีขุ่นเคืองนัก
ถอดพระแสงทรงง่าจะฆ่าขุนศรี แล้วกลับมีพระสติทรงหวนหัก
ความพิโรธให้หย่อนค่อยผ่อนพัก นึกถึงคำทรงศักดิ์พระบิตุรงค์
ได้ฝากฝังครั้งประชวรจวนล่วงลับ ทรงกำชับไม่ให้ฆ่าตามประสงค์
ถึงผิดพลั้งรั้งรอให้ชีพคง ครั้นฆ่าลงบ้านเมืองจะวุ่นวาย
หนึ่งพระบรมอัฐิจะติโทษ เกิดพิโรธร้าวรานไม่รู้หาย
ก็คืนพระแสงคงฝักจำหลักลาย ครั้นค่อยคลายขุ่นเคืองในเรื่องความ
ก็ทรงวางพระแสงแล้วตรัสตวาด เฮ้ยอ้ายชาติชั่วทำแต่หยาบหยาม
ตั้งแต่นี้อย่าเข้ามาทำวู่วาม ไม่ขอดูหน้าเองจะลามมาหลอกล้อ
ไปเสียเดี๋ยวนี้อย่ารีรอ เฮ้ยตำรวจไสฅอเสียจากวัง ๚
๏ ครานั้นขุนศรีธนญไชย เห็นพระองค์เคืองฤไทยยังแค้นคั่ง
กราบถวายบังคมลาไม่รอรั้ง ในใจตั้งจะแก้แค้นพระทรงฤทธิ์
ไม่สู้ทุกข์สู้ร้อนนอนสบาย ตรองไม่วายจะกลบเกลื่อนที่ความผิด
แก้ให้ได้สักครั้งตั้งใจคิด พอเจ็ดวันจอมอิศราประชา
เสด็จเลียบพระนครปทักษิณ ธนญไชยขุดดินไว้คอยท่า
ให้เปนหลุมฝังศีศะในพสุธา ชูแต่ก้นขึ้นมาขวางน่าขบวน
ครั้นเสด็จมาถึงประเทศนั้น ทอดพระเนตรเห็นขันก็ทรงพระสรวล
รับสั่งว่าใครทำดูไม่ควร ขวางขบวนชี้ก้นพิกลกาย
อำมาตย์ทูลมูลคดีว่าศรีธนญ ฝังศีศะชูแต่ก้นขึ้นถวาย
ไม่ให้ทอดพระเนตรหน้าเปนคนร้าย ทำอุบายซ่อนเศียรให้เมี้ยนมิด
รับสั่งไว้ว่าไม่ขอเห็นหน้า ฝังภักตราด้วยว่าตนเปนคนผิด
ให้ทอดพระเนตรแต่กายหายหัวมิด ถวายองค์ทรงฤทธิคิดชอบกล ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ ฟังอำมาตย์กราบทูลได้เหตุผล
เคืองพระไทยด้วยได้เห็นศรีธนญ ชูแต่ก้นขึ้นถวายอายพระไทย
จึ่งรับสั่งให้กลับช้างที่นั่ง เข้าราชวังยังมณเฑียรอันสุกใส
ฝ่ายว่าเจ้าขุนศรีธนญไชย ขึ้นจากหลุมก็ไปยังบ้านตน ๚
๏ ถึงเดือนหกศกใหม่เขาไถนา ทั่วขอบเขตรภาราทุกแห่งหน
ราษฎรต่างไถไร่นาตน ศรีธนญครั้นเห็นเขาไถนา
นึกในใจว่าการไถไร่นานี้ ชื่อว่ากลับปัถพีทุกแหล่งหล้า
ทำข้างบนกลับลงพสุธา จอมประชาตรัสว่ากลับพื้นแผ่นดิน
จึ่งให้เข้าเฝ้าเบื้องยุคลบาท แต่เราขาดเฝ้ามากว่าปีสิ้น
ครั้งนี้แลจะได้เฝ้าพระภูมินทร์ กับแผ่นดินตามโองการบรรหารมา ๚
๏ คิดแล้วจึ่งเข้าเฝ้าพระบาท จอมทวาลีราชนารถนาถา
ถวายบังคมท่างามครบสามครา หมอบตามยศถาตำแหน่งขุนนาง ๚
๏ ครานั้นพระผู้ผ่านทวาลี เห็นขุนศรีธนญไชยให้ขัดขวาง
เคืองพระเนตรแล้วตรัสดำรัสพลาง กูห้ามไว้อย่างไรวางวิ่งเข้ามา
ได้สั่งแล้วว่าถ้าแผ่นดินกลับ สิ้นบังคับจึ่งเขัาในวังหนา
กูยังอยู่มิได้ผลัดกระษัตรา เองเข้ามาว่ากะไรไม่ทำตาม ๚
๏ ฝ่ายว่าขุนศรีธนญไชย จึ่งทูลไปด้วยปัญญาไม่เข็ดขาม
ข้อซึ่งดำรัสตรัสห้ามปราม ไม่ลวนลามล่วงเกินพระโองการ
มีรับสั่งว่าแผ่นดินกลับจึ่งมา ก็บัดนี้พสุธาประเทศสถาน
กลับแล้วตามพระราชโองการ กระหม่อมฉานจึ่งมาเฝ้าเจ้าจุมพล
ไม่ทรงเชื่อโปรดให้มหาดชา เที่ยวดูนอกภาราทุกแห่งหน
จะเห็นจริงแจ้งใจในยุบล มิได้นำเล่ห์กลมากราบทูล ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงสถาน ฟังขุนศรีทูลสารนเรนทร์สูร
ทรงดำริห์ตริความตามเหตุมูล จอมประยูรยังให้สงไสยนัก
จึ่งตรัสใช้มหาดเล็กที่ปรีชา ไปเที่ยวรอบภาราให้เห็นประจักษ์
มหาดเล็กคลานออกมาไม่หยุดพัก เที่ยวดูให้แน่ตระหนักทั่วนคร
ครั้นไปก็ได้เห็นเขาไถนา แล้วกลับมาทูลบพิตรอดิศร
ว่าเกล้ากระหม่อมไปได้เห็นราษฎร เขาไถนารอบนครทวาลี ๚
๏ ฝ่ายพระจอมนคเรศประเทศสถาน ฟังทูลแล้วทรงวิจารณ์คำขุนศรี
อันธรรมดาว่าการไถนานี้ ชื่อว่ากลับปัถพีจริงของมัน
ก็ค่อยคลายหายเคืองที่เรื่องผิด ทรงยกโทษใช้สนิทไม่เดียดฉัน
ธนญไชยได้มาเฝ้าพระทรงธรรม์ เปนนิรันดรมาเหมือนก่อนกาล ๚
๏ จะกล่าวถึงกษัตราเบญจาละราช ร้ายกาจเรี่ยวแรงกำแหงหาญ
ครองกรุงเบญจามาช้านาน มีพลรบเชี่ยวชาญการณรงค์
ทรงดำริห์จะใคร่ได้ทวาลี เปนบุรีขึ้นนครโดยประสงค์
จึงยกนิกรพลพะลาข้ามป่าดง รถดุรงค์บทจรกุญชรไชย
มาตั้งค่ายรายรอบแดนต่อแดน ดูหนาแน่นเทียวธงดูไสว
ฝ่ายชาวด่านแจ้งการอรินไภย มาอยู่ใกล้ด่านแดนแน่นหนานัก
ก็ร่างคำทำหนังสือใบบอกมา ให้คนรีบแจ้งกิจจาหมู่ปรปักษ์
มาห้าวันเร่งร้อนไม่ผ่อนพัก แจ้งขุนนางให้ประจักษ์ข่าวดัษกร
ว่ามีทัพกรุงกระษัตริย์เธอยกมา ตั้งริมด่านชายป่าเชิงศิงขร
ขุนนางทูลข่าวศึกพระภูธร ตามใบบอกชาวดอนแดนต่อแดน ๚
๏ ฝ่ายพระจอมนคเรศเกษประชา ทรงฟังบอกอักขราเห็นหนาแน่น
ว่ามีศึกกรุงกระษัตริย์มาติดแดน ยกหมู่แสนยากรจะรอนราญ
จึ่งรับสั่งให้หาธนญไชย เข้ามาแล้วสั่งให้ออกจากสถาน
เปนแม่ทัพพลขันธ์ประจัญบาน ให้ทวยหาญฟังบังคับธนญไชย
ด้วยศรีธนญคนดีมีปัญญา เพลงสาตราวุธก็คล่องควรรบได้
แล้วความคิดบิดพลิ้วก็ว่องไว เองจงไปสู้ศึกอย่านึกกลัว
ธนญไชยรับพระราชโองการ ไม่อาจขัดบรรหารเจ้าอยู่หัว
แต่ไม่สู้เต็มใจให้นึกกลัว มาถึงบ้านคลุมหัวนอนรำพึง
ว่ารับสั่งครั้งนี้ให้ไปรบ พระจอมภพจะแกล้งให้ความตายถึง
แล้วนึกได้ใจกล้าไม่พรั่นพรึง คิดคำนึงได้อุบายให้ช้าการ
ลุกขึ้นได้ตัดไม้ไผ่มาผ่า จักตอกสานหับว่าจะใส่อาหาร
แต่ต้นจนล่วงสามทิวาวาร ก็นั่งสานหับใหญ่ไม่ไปทัพ
พวกพหลพลนิกายทั้งนายไพร่ คอยท่าศรีธนญไชยเตรียมเสร็จสรรพ
ทั้งลูกดินของกินเสบียงทัพ ธนญไชยสานหับไม่แล้วเลย
ฝ่ายพระองค์ดำรงเมืองทวาลี ทราบว่าศรีธนญไชยนอนใจเฉย
ยังไม่ไปไชยชิงนิ่งละเลย ให้ไปเตือนเพื่อนก็เฉยไม่รีบร้อน
จึ่งรับสั่งให้ถามธนญไชย ว่าอย่างไรเนิ่นช้าว่ามาก่อน
ธนญไชยให้กราบทูลพระภูธร ว่ายังสานหับจะคอนใส่เสบียง
ครั้นหลายวันก็รับสั่งให้เตือนซ้ำ บอกว่าทำหับไม่แล้วพูดหลีกเลี่ยง
ฝ่ายพระองค์ทราบว่าสานใส่เสบียง จะโตเพียงไหนมิใคร่จะแล้วลง
มันจะสานหับใหญ่ทำไมหนอ กระบวนทัพคอยรอไม่สมประสงค์
อยู่เนิ่นนานมิได้การณรงค์ มันทนงไว้ใจพวกไพรี
รับสั่งเตือนให้เร่งยกกองทัพ ก็พอหับสานแล้วโตได้ที่
ได้แปดอ้อมหาไม้ไผ่อันยาวรี ได้สามวาพอดีจะทำคาน
ปั้นเข้าสุกปั้นหนึ่งใส่ในหับ คอนขึ้นบ่านำทัพมาน่าฉาน
เปนแม่ทัพออกน่าถึงทวาร หับที่สานโตกว่าประตูเมือง
ออกไม่ได้ติดคับทัพก็คั่ง ค่อยรอรั้งนายทัพอยู่แน่นเนื่อง
ขุนนางเห็นหับคับประตูเมือง กราบทูลให้ทราบเรื่องนายทัพไชย
ว่าหับคับประตูเมืองฝืดเคืองนัก กองทัพต้องรอพักไปไม่ได้
ฝ่ายพระองค์ทรงฟังคั่งแค้นฤไทย ตรัสให้ห้ามว่าอย่าไปเลยรำคาญ
ขุนนางรับพระโองการก็มาบอก ไม่ให้ออกไปรบตามบรรหาร
ธนญไชยได้ฟังก็ชื่นบาน สมที่การคิดจะไม่ไปสงคราม
จึ่งแกล้งว่าข้าหมายจะไปทัพ ฉลองพระคุณตามตำหรับไม่เข็ดขาม
ทำไมจึ่งรับสั่งให้ห้ามปราม ขัดไม่ได้ต้องตามพระโองการ
ว่าแล้วก็กลับยังเคหา สมปราถนาบริโภคกระยาหาร
ครั้นอิ่มแล้วนอนเล่นให้สำราญ จับหนังสือโคลงมาอ่านสบายใจ ๚
๏ ฝ่ายว่าเสนาผู้นายทัพ ก็เร่งขับพลนิกายทั้งนายไพร่
ถึงแดนต่อแดนตั้งแสนยากรไว้ บังคับให้ตั้งค่ายรายเรียงกัน ๚
๏ ครานั้นกรุงกษัตราปัญจาละราช เห็นพหลพลดาดดนมหันต์
ล้วนทัพเมืองทวาลีมีมากครัน แน่นอนันต์ม้ารถคชไกร
ทั้งทหารบทจรศรกำซาบ ถือหอกดาบทวนธนูดูไสว
ทั้งโล่ห์เขนปืนยาแลน่าไม้ ดังน้ำไหลล้นหลามตามมรคา
นึกสดุ้งหวาดหวั่นพรั่นในศึก เสียงพิฦกโห่ลั่นสนั่นป่า
ก็ล่าทัพกลับคืนพระภารา ไม่อาจสู้เกรงเดชาพระทรงธรรม์ ๚
๏ ฝ่ายว่ากองทัพทวาลี เห็นข้าศึกล่าหนีจากเขตรขัณฑ์
บอกหนังสือมาแจ้งข่าวศึกนั้น ให้ทูลองค์ทรงธรรม์จะถอยทัพ
ฝ่ายว่าพระผู้ผ่านมไหสวรรย์ เกษมสันต์ด้วยข้าศึกล่าหนีกลับ
สั่งมีตราให้หากระบวนทัพ คืนนครอยู่รับราชการ
ส่วนนายพลทราบยุบลว่าให้หา ก็ยกทัพกลับมายังราชฐาน
เข้าเฝ้าทูลกิจจาทุกประการ พระประทานรางวัลตามไพร่นาย ๚
๏ จะกล่าวถึงกรุงกษัตริย์อยู่เมืองเทศ เปนเจ้าเขตรแดนชวาสิ้นทั้งหลาย
มีแขกดำล่ำสันสกรรจ์กาย ดำชลสายทนนักในพักเดียว
กลั้นใจอยู่ได้ถึงเจ็ดวัน ไม่มีใครคู่ขันสั่นเศียรเสียว
ไม่ขอสู้ดำคงคากลัวหน้าเซียว ข่าวเกรียวเลื่องชื่อฦๅขจร
ฝ่ายพระเจ้าเมืองเทศเขตรชวา ทรงนิทราเหนือที่บรรจฐรณ์
ดำริห์ว่าจะพนันเอานคร ทวาลีเขตรดอนแดนชาวไทย
จึ่งแต่งเรือสลุบมาห้าลำ กับราชสารเปนคำชวาวิไสย
ให้ราชทูตเชิญสารลงเรือไบ กับคนใหญ่ประดาน้ำกายดำนิล
ออกนาวาจากท่ามาไม่หยุด ให้รีบรุดแล่นฝ่าชลาสินธุ์
มาลิบลิบไรไรไกลแผ่นดิน ห้าเดือนก็ถึงถิ่นทวาลี
ทอดสมอที่ชวากอ่าวปากน้ำ ยกธงดำตามประสากลาสี
ด่านปากน้ำรู้ความตามคดี ให้คนรีบมาบุรีแจ้งกิจจา
ฝ่ายเสนาผู้ว่าต่างประเทศ ได้ทราบเหตุแล้วทูลจอมนาถา
ว่าราชสารบ้านเมืองเขตรชวา มีเข้ามาถึงปากน้ำห้าลำจร
ได้ทรงทราบสั่งให้รับทูตชวา เหมือนเคยรับทูตมาแต่ก่อนก่อน
ขุนนางรับโองการพระภูธร ก็จัดเรือออกสลอนลงไปรับ
เรือแห่แลเรือใส่ราชสาร พนักงานตามตำแหน่งให้กำกับ
ขุนนางก็กระทำตามคำบังคับ พณหัวสั่งให้รับทูตชวา
เรือกระบวนถึงชวากอ่าวปากน้ำ ก็เรียงลำเรือแห่อยู่คอยท่า
รับทูตแลสารเสร็จแล้วมิช้า ก็แห่มายังนครทวาลี
ฝ่ายราชทูตก็เข้าเฝ้าพระบาท บรมนารถผู้ดำรงบุรีศรี
ขุนนางเฝ้าครบตำแหน่งแห่งมนตรี อยู่ตามที่ตามยศดูงดงาม
ทูตชวาก็เชิญราชสาร ชูพานทองถวายเจ้าจอมสยาม
ก็ทรงรับให้อาลักษณ์อ่านข้อความ ให้แขกล่ามคอยแปลภาษาชวา
ในลักษณ์พระราชสารศรี เจ้าบุรีอัษฎงค์ทรงยศถา
ขอเจริญทางพระราชไมตรีมา ถึงพระองค์ทรงเดชาทวาลี
หวังพระไทยจะใคร่เล่นการพนัน ให้ดำน้ำสู้กันไม่ถอยหนี
ถ้าแพ้จะเสียสินพนันตามอันมี ให้เปนศรีพระนครขจรยศ
ประดาน้ำเมืองชวาที่มานี้ ดำวารีได้เจ็ดวันกลั้นใจอด
ถ้าในเมืองทวาลีมีอย่างด มาดำสู้ให้ปรากฎแก่ทูตมา
แม้นว่าประดาน้ำในเมืองเทศ แพ้แก่คนในเขตรจอมนาถา
ขอถวายสินพนันของนานา เงินทองผ้าแพรพรรณอันตระการ
ถ้าคนเมืองทวาลีปราไชย ขอจงได้มอบสิ่งธะนะสาร
แก่ชาวเขตรอัษฎงค์จบปฏิญาณ ให้สัตย์ต่างสาบาลกันแลกัน
ขอพระองค์จงเห็นแก่ไมตรี หาคนดำวารีที่เข้มขัน
มาเปนคู่สู้ประดาน้ำพนัน พระทรงธรรม์อย่าขัดเคืองเรื่องสารา ๚
๏ ครั้นอ่านเสร็จราชสารการพนัน พระทรงธรรม์ฟังความในเลขา
อันถ้อยคำสำเนาในอักขรา ว่าให้มีสัจจาดำรงคง
ให้ขัดเคืองเรื่องสาราแต่ไม่ตรัส ปฏิสันฐารสามนัดโดยประสงค์
ตามเยี่ยงอย่างรับทูตขัติยวงษ์ แล้วก็ทรงนัดพนันดำวารี
อิกเจ็ดวันจงให้ประดาน้ำ พนันดำกับคนในกรุงศรี
ทูตถวายบังคมคัลอัญชลี ออกจากที่เฝ้าครรไลไปเรือตน ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงภพ ให้หาจบในแขวงทุกแห่งหน
ไม่มีใครเปนคู่สู้สักคน พระจุมพลจึ่งให้หาธนญไชย
ครั้นเข้ามาก็ทรงเล่าเรื่องสารา เมืองชวาเขตรแขกแปลกวิไสย
จบคดีแก่ขุนศรีธนญไชย รับสั่งว่าจะได้ใครอาสาพนัน
กูวิตกกลัวจะแพ้เแก่แขกเทศ ให้หาทั่ววงนิเวศน์ในเขตรขัณฑ์
ไม่มีใครจะอาสามาพนัน ดำน้ำกันกับชวาที่มาไกล
ธนญไชยฟังยุบลบรรหารตรัส เห็นจอมกษัตริย์เศร้าหมองไม่ผ่องใส
จึ่งทูลว่าข้าพเจ้าจะเอาไชย มิให้ได้อายเขาเหล่าแขกเมือง
จะขอสู้อาสาฝ่าพระบาท ให้แขกขยาดฝีมือเล่าฦๅเลื่อง
ด้วยอุบายคิดได้ไม่ฝืดเคือง ให้รุ่งเรืองพระเกียรติยศปรกฎไป
ได้ทรงฟังธนญไชยรับอาสา พระปรีดาโสมนัศตรัสมอบให้
เปนธุระขุนศรีธนญไชย จะต้องการสิ่งไรให้เรียกเอา
ธนญไชยก็ถวายบังคมลา คลานคล้อยถอยมาจากที่เฝ้า
สั่งเจ้าพนักงานให้เร่งเร้า หาเรือโกลนใหญ่เท่าเรือห้าวา
ไปคว่ำไว้มิให้ไกลจากฝั่งน้ำ มีเชือกผูกประจำล่ามมาหา
หลักที่ปักจะยึดคำคงคา ให้เตรียมทั้งโภชนาไว้จงพอ
ทำที่นอนที่นั่งใต้เรือคว่ำ เข้าน้ำของกินพร้อมเสร็จขอ
มาไว้ใต้เรือโกลนอย่ารีรอ จัดให้พออย่าให้ขาดสิ่งอันใด
พนักงานทราบสารผู้รับสั่ง ไม่รอรั้งจัดของมามอบให้
ทำเสร็จตามยุบลธนญไชย เตรียมไว้ท่าฤกษ์ดำวารี
ครั้นถึงนัดครบเจ็ดวันเวลา ก็ไปเตือนทูตชวากลาสี
ให้มาพร้อมคอยฤกษ์ริมชลธี หาโหราดูวิถีเทพาจร
ฆ้องไชยเตรียมไว้คอยเวลา ได้ฤกษ์พาให้ตีเอาไชยก่อน
ฝ่าพระองค์ผู้ดำรงพระนคร เสด็จประทับบรรจ์ฐรณ์พลับพลาไชย
พร้อมหมู่มาตยาพฤฒาจารย์ หมอบเฝ้าน่าพระลานอยู่ไสว
ขุนธนญกับแขกจับหลักไว้ พอโหรลั่นฆ้องไชยก็ดำน้ำ
แขกเทศไม่รู้เหตุว่าทำกล ก็จับหลักกลั้นทนหายใจร่ำ
ไปจนครบเจ็ดวันอยู่ในน้ำ ผุดขึ้นมาหน้าดำแทบขาดใจ
ทูตแขกแปลกใจไทยไม่ผุด ประดาน้ำแขกพิรุธผุดก่อนได้
เห็นการจะเสียทีไม่มีไชย คิดในใจว่าของเราดำน้ำทน
เขายังดำกลั้นช้ากว่าอิกเล่า ก็หงอยเหงาโทมนัศให้ขัดสน
ครั้นสิบห้าราตรีศรีธนญ ก็ผุดจากวังวนชลธาร
ขึ้นจากวารีชลีหัดถ์ ถวายบังคมจอมกระษัตริย์มหาสาร
หมอบเฝ้าปิ่นประชาน่าพระลาน ทูตเห็นการปราไชยในวารี
ก็ถวายสินพนันตามสัญญา เงินทองแพรผ้าต่างต่างสี
แล้วทูลลาลงเรือได้สมดี ก็แล่นไปยังบุรีเขตรชวา
เข้าเฝ้าทูลแถลงแจ้งโดยเหตุ แก่พระเจ้าเมืองเทศทรงยศถา
ตามซึ่งได้พนันดำคงคา ปราไชยไทยมาสู่ธานี ๚
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช เสด็จจากนัคเรศบุรีศรี
หวังพระไทยจะไปเล่นวารี เสด็จด้วยเรือที่นั่งศรีอร่ามงาม
พร้อมหมู่เสนาข้าราชการ โดยเสด็จแข่งขนานนาวาหลาม
ทั้งเรือดั้งคู่แห่แลเรือตาม สง่างามแน่นเนื่องในนที
นวลนางวิเศษเชิญเครื่องเสวย ตามเคยลงท้ายที่นั่งศรี
ครั้นพระจอมประชาเจ้าธานี เสด็จถึงที่ประทับสระสรงชล
ทรงผลัดภูษาแล้วสรงสนาน แสนสำราญเย็นซาบทุกขุนขน
เสร็จสรงคงคาในสาชล ประทับบนพลับพลาสง่างาม
หมู่ขุนนางเฝ้าพระบาทกลาดเกลื่อน ดังดาราล้อมเดือนเด่นสนาม
พรั่งพร้อมเกียรติยศดูงดงาม แลหลามล้วนเหล่าข้าเฝ้าอนันต์
ถึงเวลาเข้าที่ลงบังคน พระจุมพลก็เสด็จในม่านกั้น
ตรัสให้หาพนักงานชำระพลัน ทราบว่ามาไม่ทันกิจชำระ
จึงตรัสสั่งนางวิเศษให้ทำแทน ด้วยขาดแคลนคนเคยไม่พบปะ
วิเศษต้นก็ถวายน้ำชำระ ทำตามพระโองการบรรหารมา
ครั้นเวลาบ่ายแสงสุริยันต์ เสด็จกลับโห่ลั่นกลองนำน่า
เสียงส้าวเสียงโห่เปนโกลา กลับยังนคราพระธานี
จึ่งดำรัสว่าอีวิเศษนั้น ถอดมันเสียเถิดออกจากที่
มือมันล้างก้นกูเมื่อวันนี้ ให้คนอื่นว่าที่มันสืบไป ๚
๏ ครานั้นนางวิเศษครั้นได้ฟัง เสียใจดังจะคลั่งน้ำตาไหล
จึ่งรีบมาหาขุนศรีธนญไชย อ้อนวอนไหว้ว่าท่านจงเมตตา
เล่าความตามมีพระโองการ ว่าช่วยฉานให้คืนที่หน่อยจ๋า
ช่วยวิ่งเต้นข้างในทูลกิจจา แม้นสมมาดปราถนาคืนที่ทาง
จะทูลหัวให้ท่านสิบตำลึง จนสลึงมิได้ลดอย่าหมองหมาง
ศรีธนญฟังวาจาแล้วว่าพลาง ข้าจะช่วยมิให้ร้างจากที่ตน
อยู่ที่นี่คอยข้าอย่าเพ่อไป จะช่วยทูลแก้ไขให้สักหน
ว่าแล้วก็รีบไปบัดดล เข้าข้างในวิ่งวนทำเวียนวก
แล้วเต้นไปเต้นมาทำหน้าตื่น เสียงครึกครื้นท้าวนางต่างวิตก
ด้วยเปนเวลาเข้าที่ก็กลัวงก ร้อนอกตกประหม่าแล้วว่าไป
นี่แน่นายขุนศรีผู้ปรีชา ทำอะไรโกลาสนั่นไหว
พระองค์เสด็จเข้าที่บรรธมใน อย่าอึงไปไม่ดีที่ไม่ควร ๚
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ เลิศลบธานีดังอิศวร
บรรธมหลับสดุ้งฟื้นตื่นรัญจวน ให้ปั่นป่วนเคืองขุ่นฉุนฤไทย
ดำรัสถามว่าใครที่ไหนหนอ เข้ามาล้ออื้ออึงถึงนี่ได้
เขากราบทูลว่าขุนศรีธนญไชย มาวิ่งไปวิ่งมาชาลาวัง
แล้วก็เต้นเล่นอยู่จนใกล้ที่ อึงมี่ทำตามน้ำใจหวัง
จะห้ามปรามเท่าไรก็ไม่ฟัง เดี๋ยวนี้ยังวิ่งเต้นไม่เว้นวาย ๚
๏ ครานั้นจอมนรินทร์บดินทร์สูร ได้ฟังทูลเคืองพระไทยมิได้หาย
ทราบว่าธนญไชยทำหยาบคาย ให้ได้อายชาววังสิ้นทั้งมวญ
ครั้นจะลงราชทัณฑ์ถึงฟันฆ่า คิดถึงคำพระบิดาก็กลับหวน
จะเฆี่ยนจำทำมันก็ไม่ควร ภูมิศวรฝากฝังสั่งกำชับ
ว่าโทษแม้นจะถึงประหารชีพ อย่าด่วนรีบฆ่าฟันบั่นสับ
ให้อดโทษยกไว้ได้กำชับ เสด็จลับล่วงสวรรคาไลย
ครั้นจะทำล่วงพระราชโองการ ให้สังหารเฆี่ยนจำทำไม่ได้
ดำริห์แล้วทรงนิ่งในพระไทย ธนญไชยก็กลับมาเคหาตน
บอกกับนางวิเศษตามที่ทำ ได้วิ่งเต้นตามคำไม่ขัดสน
ยังแต่จะช่วยทูลมูลยุบล เดี๋ยวนี้สนธยาย่ำค่ำขัดคราว
ต่อพรุ่งนี้เจ้าไปเฝ้าด้วยกัน คอยทูลข้อสำคัญอย่าอื้อฉาว
พรุ่งนี้ขึ้นมาหาข้าแต่ช้าว ฟังข่าวคราวเรื่องความตามคดี ๚
๏ ฝ่ายนางวิเศษครั้นถึงนัด ก็รีบรัดมาหาท่านขุนศรี
ครั้นได้เวลาเฝ้าจอมปัถพี ธนญไชยนารีพากันมา ๚
๏ ครานั้นจอมนราประชากร รวิวรส่องแสงสว่างหล้า
แซ่เสียงกาไก่สกุณา เสด็จตื่นนิทราสรงพระภักตร์
ทรงสุคนธ์ปนสุวรรณจันทน์กระแจะ ทรงภูษาลายกะแหนะทองแล่งปัก
สวมมงกุฎกล่อมกลมสมพระภักตร์ ทองกรรักร้อยสายกุดั่นดวง
ทรงสังวาลเนาวรัตน์ประภัศร ทับทรวงลายมังกรดูรุ้งร่วง
ทรงพระแสงห้อยเพ็ชรอุบะพวง ออกพระโรงวิเชียรช่วงอันรูจี
พร้อมเหล่าข้าเฝ้าหมอบสพรั่ง คับคั่งโดยลำดับตำแหน่งที่
กลาโหมมหาดไทยใหญ่น้อยมี ทั้งสี่จตุสดมภ์ประนมกร ๚
๏ ครานั้นขุนศรีธนญไชย พาวิเศษเข้าไปเฝ้าอยู่ก่อน
ครั้นเห็นจอมนรินทร์ปิ่นนิกร เสด็จประทับบรรจฐรณ์แท่นสุวรรณ
จึ่งสั่งนางวิเศษให้คลานไป ข้างน่าเราจะได้ทำให้ขัน
นางวิเศษก็ทำตามคำนั้น ทั้งสองคนแข่งประชันคลานเข้าไป
ครั้นถึงน่าที่นั่งก็บังคม สามหนต่างก้มคลานเข้าใกล้
ฝ่ายเจ้าขุนศรีธนญไชย จับก้นวิเศษได้ใส่หัวตน
คลานพลางใส่พลางไม่วางมือ ทำให้ฦๅเรื่องไปจะได้ฉงน
เข้าใกล้น่าที่นั่งพระจุมพล จับก้นขวางหน้าเสนาใน ๚
๏ ครานั้นพระองค์ดำรงราษฎร์ เห็นประหลาดอ้ายขุนศรีนี่ไฉน
จับก้นอีวิเศษนี่ร่ำไป แล้วใส่หัวตนละลนละลาน
จึ่งดำรัสตรัสถามตามสงไสย มึงทำอไรอย่างนี้ดูอาจหาญ
จับก้นใส่หัวหูดูรำคาญ จงให้การโดยจริงอย่านิ่งช้า ๚
๏ ฝ่ายขุนศรีธนญไชยครั้นได้ฟัง ถวายบังคมทูลพระนาถา
ว่าก้นวิเศษคนนี้มีศักดา เลิศกว่านารีมีในเมือง
จึ่งรับสั่งซักถามตามฉงน เองว่าก้นอีนี่ดีฦๅเลื่อง
เหตุไฉนจึ่งดีกว่าทั้งเมือง จงบอกเรื่องราวมาอย่าช้าที
ธนญไชยจึ่งสนองพระโองการ เกล้าหม่อมฉานทราบว่านารีศรี
เดิมเปนวิเศษต้นตัวดี มือล้างคี่ก้นของตนก็พ้นไภย
ครั้นมาชำระพระบังคน ต้องร้อนรนถอดจากที่เดิมได้
ก้นพระองค์เลิศลบภพไตร ก็สู้ก้นนี้ไม่ได้ดูชอบกล
ส่วนก้นนางนี้ล้างอยู่เปนนิจ ก็ไม่ผิดกลับชอบมีพักผล
ครั้นมาล้างชำระพระบังคน กลับปี้ป่นถอดถอนต้องร้อนใจ
คิดด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมยอมแพ้ ก้นแม่เจ้าประคุณมีบุญใหญ่
จึ่งจับจบหัวตนพ้นจรรไร จงทราบใต้บาทาฝ่าธุลี ๚
๏ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบเห็นจริงด้วยขุนศรี
จึ่งประทานที่เก่าให้นารี เปนวิเศษคืนที่ตามก่อนมา ๚
๏ จะกล่าวถึงกระษัตริย์ประเทศราช มีกระบือสามารถองอาจกล้า
กำลังเจ็ดช้างสารมหิมา กายาโตใหญ่เขาไปล่กาง
ไม่มีคู่สู้ท้ามาวิ่งกัน แต่วิ่งชนะนับพันแพ้ฝีย่าง
ไม่มีใครอาจมาท้าเข้าวาง ควายเขากางตัวนี้ฝีเท้าไว
กรุงกระษัตริย์เจ้าประเทศเขตรขัณฑ์ จะใคร่พนันวิ่งกระบือให้ฦๅใหญ่
จึ่งจัดเครื่องบรรณาการสารคำไทย สั่งทูตให้นำสำเภาห้าร้อยมา
กับกระบือตัวสำคัญคู่ขันวิ่ง ครบทุกสิ่งจัดสรรทั้งล้าต้า
ต้นหนคนชำนาญในคงคา ทูตถวายบังคมลาใช้ไบจร
แล่นมาในมหาชลาสินธุ์ ไม่เห็นดินเห็นไม้ไพรสิงขร
เห็นแต่ฟ้ากับคงกาในสาคร เรือขย่อนคลื่นเขย่าสำเภาโคลง
หมู่มัจฉาเหราก็คลาคล่ำ อยู่ในน้ำภูตพรายผีตายโหง
บ่นพึมพำร่ำเร้าขึ้นเสากระโดง ล้วนเก่งโกงคอยคล่ำทำอันตราย
จีนเท่าแก๋รู้แก้เผาขนไก่ ยิงปืนไล่เหม็นควันก็พลันหาย
ลูกเรือกลัวหน้าจ๋อยค่อยสบาย ก็แล่นฝ่าชลสายมาหลายเดือน
เห็นทิวไม้รำไรยังไกลฝั่ง ดูสพรั่งเรียงสล้างเหมือนอย่างเขื่อน
รีบใช้ไบมามิได้แวะแชเชือน สิบเดือนถึงประเทศเข้าเขตรไทย
ถึงปากน้ำให้จอดทอดสมอ ตีม้าฬ่อรับกันสนั่นไหว
จอดเปนแถวแนวสลับอันดับไป ให้ม้วนไบลดทุกลำเรือสำเภา
ฝ่ายคนที่มารักษาด่าน ฟังม้าฬ่อเสียงขานพวกเรือเข้า
ออกมาดูรู้ว่าเรือสำเภา แลเห็นเสามากสพรั่งที่ฝั่งชล
ให้เรือเร็วรีบไปถามความแขกเมือง ก็รู้เรื่องเสร็จสิ้นอนุสนธิ์
กรมการแจ้งใจในยุบล ก็เรียกคนเปนเสมียนเขียนบอกมา
แล้วรีบรัดลัดล่องไม่ข้องขัด มาถึงบุรีรัตน์ขึ้นจากท่า
นำใบบอกเข้าเรียนตามกิจจา ให้เจ้าพระยาอธิบดีทราบข้อความ
ครานั้นพณหัวมาตยา แจ้งในอักขราซักไซ้ถาม
ให้แน่นอนแม่นไว้ในข้อความ แล้วกราบทูลจอมสยามนรินทร ๚
๏ ฝ่ายพระองค์ผู้ดำรงอาณาเขตร ทรงทราบเหตุแจ้งประจักษ์ในอักษร
สั่งให้รับทูตามานคร พระภูธรทราบสารการพนัน
ทรงดำริห์ว่าเราจะทำไฉน หากระบือให้มีไชยพนันขัน
แล้วทรงผัดนัดทูตสิบห้าวัน ทูตถวายบังคมคัลมาสำเภา
จึ่งรับสั่งให้หาธนญไชย ดำรัสเล่าสารให้ฟังคำเขา
จนจบสิ้นกระแสความตามสำเนา พระเปนเจ้านคเรศเกษประชา
จึ่งตรัสถามว่าเองจะทำไฉน จึ่งจะสู้เขาได้ให้เร่งว่า
เองเปนคนไม่จนในปัญญา จะอาสาวิ่งกระบือให้ฦๅยศ
จะได้ฤๅไม่ได้ให้คิดอ่าน อย่านิ่งนานกูนัดวันกำหนด
สิบห้าวันจะพนันวิ่งลองทด กับทูตเมืองชนบทนายสำเภา ๚
๏ ครานั้นขุนศรีธนญไชย ฟังโองการท้าวไทพระทรงเล่า
จึ่งทูลสนองพระบัญชาตามสำเนา ว่าข้าพระพุทธเจ้าจะจัดการ
ฉลองพระเดชพระคุณดูสักครั้ง ตามรับสั่งจะอาสาโดยราชสาร
มิให้แพ้ทูตพนันประจัญบาน ด้วยปัญญากระหม่อมฉานให้มีไชย
ได้ทรงฟังปรีดิ์เปรมเกษมสานต์ ตรัสว่าเองต้องการสิ่งไรจะให้
จงคิดอ่านเลือกเอาตามชอบใจ ให้ทันวันนัดไว้ในสัญญา
ธนญไชยได้ฟังรับสั่งประภาษ โปรดประสาทสั่งให้ตามปราถนา
จึ่งกราบทูลบพิตรอิศรา เกล้ากระหม่อมจะเลือกหาลูกกระบือ
ที่ยังไม่หย่านมมาขังไว้ พอสู้ได้เกียรติยศปรากฎชื่อ
พระทรงฟังสั่งให้เลือกลูกกระบือ ตามแต่ใจจะได้ฦๅวิ่งพนัน
ธนญไชยก็ถวายบังคมลา พระผู้ผ่านภาราเจ้าเขตรขัณฑ์
ออกมาสั่งพนักงานการปัจจุบัน กรมนาเลือกสรรกระบือน้อย
ได้มาให้ทำคอกริมสนาม ขังให้อดกษิรามจนหน้าจ๋อย
แต่งสนามทุบปราบราบเรียบร้อย ให้สิ้นรอยหลุมบ่อหลักตอเตียน
ถึงวันนัดก็ให้เตือนทูตมา สู่สนามที่ชาลาพื้นกวาดเลี่ยน
ทูตก็จูงกระบือมาไม่ผัดเพี้ยน ถึงที่เตียนผูกหลักปักเสาธง
ฝ่ายพระผู้ผ่านภพลบโลกา เสด็จขึ้นพลับพลาสูงรหง
ขุนนางเฝ้าอยู่พร้อมหมอบล้อมวง เปนกรรกงเกลื่อนกลาดดาษดา
ราษฎรรู้ข่าวกราวเกรียวสนั่น ก็ชวนกันมาดูมากนักหนา
ทั้งเจ๊กมอญญวนลาวชาวประชา แขกชวามลายูมูรงิด
แขกเทศพุทเกศฝรั่งเก่า วิลันดามะเกาเชาอังกฤษ
เขมรไทยแขกไทรแขกมะริด มานั่งชิดแซกเสียดต่างเบียดกัน
ฝ่ายขุนศรีธนญไชยครั้นได้ฤกษ์ ให้ประโคมเอิกเกริกนี่สนั่น
ก็เบิกคอกลูกกระบือออกมาพลัน จูงมาวางพนันควายทูตที่มา
นายสำเภาก็แก้เชือกผูกปล่อย กระบือน้อยก็วิ่งเข้ามาหา
เที่ยวดูดดมหานมกษิรา คิดว่าควายมารดาเคยกินนม
กระบือใหญ่ให้รำคาญดาลเดือดแค้น ก็วิ่งแล่นหนีลูกกระบือประสม
ลูกกระบือกำลังอยากน้ำนม ก็วิ่งดมดูดไปมิได้วาง
กระบือใหญ่วิ่งหนีก็ยิ่งไล่ วนไปหลายรอบไม่เหินห่าง
ชนทั้งหลายโห่ร้องตบมือพลาง ก็วิ่งวางใหญ่ไปไม่หยุดลง
ฝ่ายทูตเห็นกระบือของตนหนี แพ้เสียทีไม่สมอารมณ์ประสงค์
ก็ถวายสินพนันอันบรรจง แก่พระองค์อิศราเจ้าธานี ๚
๏ ฝ่ายว่าพระผู้ผ่านมไหสวรรย์ เกษมสันต์ได้ชะนะเพราะขุนศรี
ก็ทรงแบ่งสินพนันอันมากมี ให้ขุนศรีธนญไชยได้กึ่งทรัพย์
ทูตเสียใจปราไชยกระบือน้อย ทูลลาแล้วเคลื่อนคล้อยสำเภากลับ
แล่นไปประเทศตนเสียป่นยับ ฉิบหายทรัพย์กลับไปทูลเจ้านายตน ๚
๏ จะกล่าวถึงเจ้าประเทศเขตรลังกา ครองภาราเปนใหญ่ในสิงหฬ
พร้อมอำมาตย์ราชครูมากหมู่ชน พระจุมพลทรงดำริห์ตริรำพึง
ในเมืองไทยฦๅมาว่ามีปราชญ์ เฉลียวฉลาดยากที่ผู้จะรู้ถึง
ทั้งแปลอรรถจัดเจนรู้ฦกซึ้ง ทรงคำนึงในพระไทยใคร่ทดลอง
เสด็จออกพระโรงรัตน์ตรัสประภาษ กับอำมาตย์หมอบเฝ้าอยู่ทั้งผอง
ว่านักปราชญ์เมืองไทยอยากใคร่ลอง จงตระเตรียมสิ่งของบรรณาการ
บรรทุกทั้งคัมภีร์ที่แปลยาก ปิดฉลากเปนสำคัญกับราชสาร
นิมนต์พระสังฆราชผู้เชี่ยวชาญ กับภิกษุบริวารลงเรือไป
จะได้แจ้งข้อความตามฦๅเล่า จะจริงอย่างคำเขาฤๅไฉน
ที่เล่าฦๅรบือข่าวชาวเมืองไทย อำมาตย์ไปจัดการอย่านานวัน
มนตรีรับโองการคลานออกมา จัดการตามบัญชาขมีขมัน
ขนตู้ใส่บาฬีคัมภีร์ธรรม์ เสร็จแต่ในสามวันตามโองการ
นิมนต์พระสังฆราชฉลาดอรรถ กับบริสัชภิกษุสงฆ์ทรงบริขาร
กับราชทูตเข้าใจในกิจการ เปนประธานกำปั่นใหญ่ใช้ใบจร
รีบแล่นนาวามาในสมุท ไม่หย่อนหยุดข้ามเกาะแก่งสิงขร
มาหกเดือนถึงเขตรขัณฑ์นอกสันดอน แดนนครสยามเวียงจอดเรียงลำ
ฝ่ายพวกเมืองสมุทอยุทธยา ทราบกิจจาไต่ถามเนื้อความขำ
แล้วเข้าแจ้งคดีตามถ้อยคำ ทูตลังกาซึ่งนำพระสงฆ์มา ๚
๏ ครานั้นขุนนางว่าต่างประเทศ ทราบเหตุก็กราบทูลจอมนาถา
ตามที่ทูตกับพระเมืองลังกา จะเข้ามาแปลธรรมพระคัมภีร์ ๚
๏ ครานั้นพระองค์ได้ทรงฟัง ว่าทูตลังกามาสู่บุรีศรี
พาพระสงฆ์มาแปลพระบาฬี ให้หาศรีธนญไชยมาเฝ้าพลัน
จึ่งดำรัสตรัสว่าจะทำไฉน อันพระในเมืองเราไม่แขงขัน
คงจะแพ้ในการที่แปลธรรม์ เห็นไม่มีคู่ขันชาวลังกา
ธนญไชยได้ฟังรับสั่งถาม จึ่งทูลเจ้าจอมสยามขออาสา
ว่าเกล้ากระหม่อมขอถวายบังคมลา บรรพชาเปนสามเณรไป
จะคอยสู้ชาวลังกาไม่ล่าหนี แปลคัมภีร์ธรรมขันธ์กันจงได้
จะลงไปรับที่ปากน้ำให้มีไชย ท้าวไททรงอนุญาตประสาทพร ๚
๏ ฝ่ายว่าขุนศรีธนญไชย รับพระพรภูวไนยอดิศร
ใส่เกล้าแล้วทูลลานรินทร รีบจรออกมาสั่งพนักงาน
ให้ขนตู้ลายรดน้ำใส่คัมภีร์ พระบาฬีจารึกอักษรสาร
แล้วให้ช่างลงรักปิดทองลาน ไม่ให้จานอักษรทั้งคัมภีร์
จับปูชุบหมึกมาลากลง ให้พิศวงเส้นยับรอยป่นปี้
จะอ่านแปลเหลือรู้ดูเต็มที ด้วยไม่มีอักขระเกะกะครัน
ตั้งสมญาเรียกว่าพระไตรปู พิเคราะห์ดูเส้นเฝือเลอะเหลือขัน
แล้วห่อผ้ามีลายสายรัดพัน ใส่ในตู้มีสำคัญฉลากราย
ให้ช่างจานลงลานอีกคัมภีร์ อักษรมีผวนผันขันใจหาย
ให้ชื่อพระไตรคดปดภิปราย ห่อผ้าลายสายรัดมัดไว้ดี
ใส่ไว้ในตู้ลายรดน้ำ เหมือนพระธรรมพุทธพจน์พระชินศรี
ให้คนขนไปปากน้ำทำกุฎี สองห้องมีหลังคาฝาไม้ลาย
พนักงานจัดการตามที่สั่ง พร้อมพรั่งที่ริมฝั่งชลสาย
แทบเชิงเลนท่าลาดมีหาดทราย ธนญไชยก็กลัยกลายเพศเปนเณร
มีเครื่องยศสารพัดให้จัดสรร ทำยศศักดิ์ใหญ่มหันต์มหาเถร
ตั้งฉายาชื่อว่ามหาเลน สามเณรธนญไชยไปกุฎี
อยู่ในกุฏิผู้เดียวเปล่าเปลี่ยวใจ ไม่มีใครเป็นเพื่อนเณรขุนศรี
ฝ่ายสังฆราชลังกาชราชี หวังจะสืบข้อคดีปราชญ์เมืองไทย
ลงเรือโบตให้ตีกระเชียงมา ถึงกุฎีที่ท่าชลาไหล
เห็นสามเณรอยู่ผู้เดียวน่าเปลี่ยวใจ แวะเข้าไปจะถามตามสงกา
ถึงกุฎีเณรศรีธนญไชย จึ่งซักไซ้ข้อความที่กังขา
ว่าตัวท่านมาอยู่ริมคงคา เหตุไฉนแจ้งกิจจาจะขอฟัง ๚
๏ ฝ่ายว่าเณรขุนศรีธนญไชย จึ่งปดให้สังฆราชตามใจหวัง
ว่าข้าพเจ้าต้องขับมาจากวัง ให้มายังฝั่งน้ำทำโทษกรณ์
เพราะรู้น้อยถอยปัญญาปรีชาเขลา เอาข้าพเจ้ามาทรมานสอน
ให้อยู่ยังริมฝั่งชโลธร ไม่ให้หมู่ราษฎรดูเยี่ยงนี้
ได้สมญาชื่อว่ามหาเลน เปนสามเณรต้องพรากบุรีศรี
พระผู้เปนเจ้ามาทำไมในธานี ข้อคดีเปนไฉนอยากได้ความ ๚
๏ ครานั้นสังฆราชเมืองลังกา ฟังวาจามหาเลนเจ้าเณรถาม
จึงบอกแจ้งแห่งกิจจาพยายาม สู้แล่นข้ามคงคามานคร
หวังจะแปลคัมภีร์บาฬีอรรถ ให้แจ้งชัดกับปราชญ์ตามอักษร
ด้วยได้ข่าวออกชื่อฦๅขจร ว่านครสยามมีคนปรีชา
อันตัวฉันนั้นเปนที่ประสังฆราช หวังมาแปลสู้กับปราชญ์คำสาสนา
ถ้าเมธีในกรุงศรีอยุทธยา ดีกว่าขอเปนศิษย์ศึกษาธรรม์ ๚
๏ ครานั้นเณรศรีธนญไชย ฟังสังฆราชแจ้งใจทุกสิ่งสรรพ์
จึงตอบว่าเจ้าคุณจะแปลธรรม์ ดีขยันจะได้ดูรู้ปัญญา
จะขอลองให้แปลพระบาฬี ว่าแล้วหยิบคัมภีร์ที่ห่อผ้า
เปนพระธรรมคำของพระศาสดา ให้พระสังฆราชาแปลให้ฟัง
พระสังฆราชแปลได้ ไม่ข้องขัด เจนชัดมิได้ติดต้องคิดคั่ง
แปลรวดเร็วคล่องจริงจริงไม่นิ่งยั้ง เณรธนญไชยได้ฟังว่าดีจริง
ซึ่งเจ้าคุณแปลธรรมในคัมภีร์ แคล่วคล่องดีมิได้ขัดชัดทุกสิ่ง
คำมคธเชี่ยวชาญชำนาญจริง แต่ผมกริ่งอิกคัมภีร์ชื่อไตรปู
จะแปลได้ฤๅไฉนยังไม่แจ้ง พระสังฆราชฟังแคลงตะแคงหู
จึงถามว่าเปนอย่างไรพระไตรปู เณรก็หยิบมาให้ดูทั้งคัมภีร์
พระสังฆราชเห็นลานเปนรอยยับ ไม่ได้ศัพท์แต่สักนิดคิดถ้วนถี่
ดูไปให้ฉงนจนในที ตอบว่าไตรปูนี้ไม่ได้ความ
พิศไปดูมิใช่ตัวอักษร ยอกย้อนยุ่งยิ่งกริ่งเกรงขาม
จึงบอกกับศรีธนญว่าจนความ เหลือจะตามไต่แปลไม่แน่ใจ
เณรตอบว่าคัมภีร์พระไตรปู เจ้าคุณไม่เรียนรู้จะทำไฉน
แปลไม่ได้สักบทจงงดไว้ ยังพระไตรคดมีคัมภีร์ธรรม์
ว่าแล้วหยิบคัมภีร์พระไตรคด มีอักษรปรากฎคำผวนผัน
มาให้พระสังฆราชดูฉับพลัน บทต้นนั้นอักขระปะปาปา
ที่สองจารึกเปนอักษร ไม่ยอกย้อนตรงตรงตามภาษา
อ่านได้พอรู้ปะลูลิดตา ที่สามว่าโกนถะกิปะมี
คำรบห้ากะลันทาโชแถลง พระสังฆรดูแคลงคำขุนศรี
คิดไม่ทันตันใจในคัมภีร์ ด้วยไม่มีในพระไตรปิฎกธรรม์
จึงบอกว่าในคัมภีร์พระไตรคด แปลไม่ออกแต่สักบทให้อัดอั้น
คิดไม่เห็นเปนจนอยู่เท่านั้น ยิ่งตรองก็ยิ่งตันติดเต็มที
ฝ่ายว่าเณรขุนศรีธนญไชย จึงว่าแปลไตรคดอักษรศรี
ก็ไม่ออกคุณบอกว่าเต็มที แม้นไปแปลในบุรีจะได้อาย
ตัวผมงมคลำเพราะความเขลา แปลไม่ได้จึงเอามาชลสาย
ต้องบัพพาชนิยกรรมทำให้อาย มาอยู่ชายเลนเพราะโทษที่โฉดตึง
ผมได้อายต้องมาอยู่ที่ชายฝั่ง เจ้าคุณยังจะอดสูรู้ไม่ถีง
อันนักปราชญ์ที่ครูรู้ฦกซึ้ง ไม่พรั่นพรึงแปลอรรถสันทัดดี
ถ้าจะแปลธรรมสู้กับครูผม จะมิล้มลงทั้งยืนในกรุงศรี
โปรดดำริห์ตริตรองให้คล่องดี ถ้าอย่างนี้แล้วคงแพ้การแปลธรรม์
พระสังฆราชมิได้รู้ว่าขู่ลวง นั่งง่วงนิ่งคิดจิตรใจสั่น
นึกเกรงกลัวจะอายขายหน้าครัน ก็ลาเณรลงกำปั่นรีบหนีไป ๚
๏ ครานั้นมหาเลนเณรขุนศรี รู้ว่าสังฆราชหนีไม่อยู่ใกล้
ก็สึกจากสามเณรในทันใด เข้ามาเฝ้าท้าวไททูลกิจจา
ตามที่ตนได้ผจญพระสังฆราช บรมนารถแสนโสมนัศา
ดำรัสถามไตรปูอักขรา เปนอย่างไรเองว่าให้กูฟัง
ธนญไชยทูลความตามที่ทำ เอาปูชุบน้ำดำลากถอยหลัง
เปนรอยยุ่งไม่เปนตัวพัวรุงรัง มีชื่อตั้งว่าไตรปูดูยากครัน
พระไตรคดในบทปถะมา ว่าปะปะปาปาว่าขันขัน
ปะลูลิดตาอันดับกัน กับกะลันทาโชอักษรมี
โกนถะกิปะอักขรา พระสังฆราชลังกาจนจึงหนี
กระหม่อมฉันทดลองสองคัมภีร์ จึงได้มีไชยชนะพระลังกา ๚
๏ ฝ่ายบรมนรินทร์บดินทร์สูร ได้ฟังทูลทรงชมเปนนักหนา
ไม่เสียทีขุนศรีมีปัญญา บทปะปะปาปาว่ากะไร
ขุนธนญทูลว่าคนทาพ้อม เอามูลโคปนปลอมดินเหลวไหล
ปะปาทาพ้อมทาตะล่อมไว้ คำแก้ไขอย่างนี้ว่าที่คด
กะลันทาโชกะโล่ทาชัน โกนถะนั้นกะโถนมิได้ปด
ปะลูลิดตาคือขวานปะลูลด ลิดตาไม้ได้หมดทุกสิ่งอัน
กิปะอักขระว่ากะปิ อุตริผูกผวนให้หวนหัน
กราบทูลแก่พระองค์ผู้ทรงธรรม์ ทรงสรวลสันต์ชมขุนศรีธนญไชย ๚
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ