เพลงยาวความเก่า

๏ สดับข่าวที่เขากล่าวเกลี้ยงถึง
แต่ยินความก็ให้งามใจคนึง แสนรำพึงมิได้พบดั่งหลบกัน
นิจจาเอ๋ยเคยยลแต่หนหลัง ถึงเมื่อครั้งคราวเปรมเกษมสันต์
ที่ทรงโฉมประโลมลักษณ์วิลัยวรรณ สารพรรณจะผ่องเพลินจำเริญตา
ทั้งสมบูรณ์อยู่ในจุลจักรพรรดิ ภิรมย์สวัสดิ์ร่วมราชโกษฐา
มาเร่อร่ำให้ทำที่ศรีสุดา ทั้งอุส่าห์เบือนบิดจริตงาม
ไปฝึกฝนกันที่ต้นลำไยเก่า ข้างลำเนาสรรเพ็ชญ์ปราสาทสนาม
ถ้าตัวตายและจะหายคนึงความ ด้วยชู้งามนั้นยังงามอยู่ในใจ
จนเสียเมืองมาด้วยกันทุกวันนี้ ก็มีแต่ทุกข์ทนกมลไหม้
สารพัดจะไม่วัฒนาใจ ดั่งเสียไฟเฝ้าเป่าหิ่งห้อยแฮ
แทบจะสิ้นแรงกายไม่พรายวับ แล้วก็ดับมิได้แจ้งเหมือนแสงแข
ถึงยามชื่นก็เหมือนขืนจักขุแล ก็มีแต่ชอกช้ำระกำกวน
จะใคร่ถามข่าวบ้างก็ยังคิด กลัวจะบิดไปด้วยเมินสเทินหวน
แล้วเกรงความจะว่าลามเปนลมลวน จึงสู้ม้วนเสน่ห์ไหม้ไว้ในกาย
เดชะผลสุจริตไม่คิดประทุษฐ์ เหมือนเต่าผุดจำเพาะตะเมาะหมาย
ครั้นเขาออกชื่อชี้ว่ามีนาย แล้วก็บ่ายบากหน้านิรานาน
ให้ขุ่นคล้ำช้ำใจอยู่ในอก แสนวิตกอนิจจาน่าสงสาร
เสียดายเนื้อที่เปนเชื้อชาวในนาน จะว่าบุญบันดาลหรือกรรมกวน
หรือจะคราวเคราะห์โศกโรคร้อน หรือจะถาวรแจ่มในอยู่ในสวน
นี่ยืมสารจะไปอ่านเปนเพลงครวญ อันเชิงชวนจะให้เชิญดำเนิรไป
ถึงสถานจะใคร่พานพบพักตร์ ก็บุญหนักยกหน้าขึ้นเปนไหน
พอแจ้งข่าวก็ผ่าวอาลัยไป ดั่งสายใจนี้จะยืดไปตามยิน
สุจริตว่าบุราณนี่นานเห็น เพราะไม่เช่นลมพาลที่หวานถวิล
จะเห็นใจก็แต่ในอมรินทร์ จะแจ้งจินตนานักประจักษ์การ
แล้วไร้คนที่จะชี้คดีถึง ความคะนึงเหมือนจะเมินหมางสมาน
ที่จำเริญพาไปแปดประการ ข้าขอรับกังวานไว้ในกรรณ
ดั่งได้น้ำฟ้าสุธารส ที่สลดค่อยชื่นประชุมขวัญ
ถ้าพอว่าราชกิจที่ติดพัน จะตั้งใจจรจรัลไปหาเอย

ฯ ๒๘ คำ ฯ

๏ ได้สดับสร้อยสุนทรสาร
ไพเราะเสนาะล้ำคำพจมาน สำเนาสารหวานเพราะเสนาะจริง
สารทราบอาบทรวงดวงกมล ดั่งสุคนธ์ปนประให้เย็นยิ่ง
ข้าขอบคุณที่การุญกันจริงจริง ไม่ประวิงสิ่งซึ่งเปนลาภา
ขอบข้อคำที่เจ้าร่ำมาในสาร ให้ภิยยานยศยิ่งเปนสุขา
ยังประวิงสิ่งซึ่งที่วัจนา ว่าจะมาหาบ้านนั้นยังแคลง
แต่คอยคอยเหมือนจะลอยหลีกหาย นับวันเดือนระคายอารมณ์แหนง
เห็นผิดเชิงคิดว่าหมางระคางแคลง หรือใครแกล้งแย้งยุระบุความ
ว่าเรานี้ถอยด้วยน้อยยศ ประกอบหมดจึงคิดในจิตต์ขาม
ครั้นลงมากลัวจะพาที่พักตรงาม ให้เสื่อมนามทรามยศสลดลง
จึงยั้งคิดบิดเบือนอยู่ดั่งนี้ เห็นจะมีผู้ทัดขัดประสงค์
เจ้าว่าไว้ถ้าใครมายุยง อย่าให้หลงยินถ้อยจำนรรจา
อันเรานี้มิได้มีซึ่งสิ่งแหนง คิดระแวงฝ่ายเจ้าจะกังขา
ดัวยเจียมตนว่าเปนคนอัพลา ไม่วัฒนาแจ่มแจ้งงามสกนธ์
เพียงศรีอนุชาชีวาลัย จะผินพักตรพึ่งใครก็ขัดสน
ให้ระคางหมางมัวด้วยตัวจน จึงสู้ทนมิดม้วนสงวนกาย
ปลูกถั่วปลูกงาประสายาก เก็บผักพลหมากมะพร้าวขาย
พอได้เลี้ยงอาตมารักษากาย ไม่สู้สบายเหมือนเก่าแต่ก่อนมา
ซึ่งให้ยืมสารามาทั้งนี้ เพราะมีมโนถวิลหา
ใคร่พบพักตรประจักษ์เนตรสักเวลา ด้วยจากมาตัวเจ้ายังเยาว์นัก
แต่ครั้งเมื่อพระสยมบรมพงศ์ อยู่บรรยงก์รัตนาสน์เฉลิมศักดิ์
จนเสียเมืองเคืองแค้นใจนัก มิได้พานพบพักตรกันบ้างเลย
ต่ออยู่มาช้านานจนป่านนี้ เขาพึ่งชี้ชื่อเจ้านิจจาเอ๋ย
อนิจจาไม้รู้ว่ายังไรเลย พุทโธ่เอ๋ยเหมือนจะเมินสเทินกัน
เขาบอกว่าอยู่ดีได้มียศ ก็พลอยสดปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ธุระร้อนจะได้จรไปหากัน ให้พันภิยโยยิ่งประเสริฐชน
ฝ่ายเราก็แก่ชราไร้ เสมือนไหม้ใกล้ฝั่งไม่เปนผล
ที่การเล่นมิได้เปนซึ่งกังวล รักษาแต่ตัวตนทุกวันเอย

ฯ ๒๘ คำ ฯ

๏ ชายเนตรจวบเนตรพิษศรแสลง
ดั่งเมขลาฉายท่ามณีแทง ให้แสงต้องอสุรีที่ราญรอน
ก็ลดองค์ลงยังเงื้อมเมรุมาศ ปิ้มจะขาดชีพม้วยด้วยดวงสมร
จะไล่โลมโฉมนางกลางอัมพร ก็อ่อนจิตต์ไปด้วยฤทธิ์มณีพราย
อันนิลเนตรน้องส่องมาสบพี่ ยิ่งมณีนางฟ้าที่ง่าฉาย
เมื่อวาบวับจับดวงฤดีชาย ก็หมายชีพม้วยด้วยแสงนิล
ประเมินม่อยผอยพักตรตลึงหลง ก็จงจิตต์สมานที่ชาญถวิล
สิ้นประมาทอาชญาแลมลทิน สิ้นประคิ่นประดิพัทธในภัสดา
แสร้างมิดม้วนชวนชื่นขืนคืนสวาท แล้วหยาดน้ำอาลัยไว้ในหน้า
พอสงฆ์กลับจึงคำนับวาจาลา พี่เดิรฝ่าภาคพักตรตระหน่ำนาง
บำหยัดเท้าก้าวหน้าพว้าหลัง ระวังน้องลืมยั้งระวังย่าง
อัฒจันท์ยิ่งอัศจรรย์ลาง พี่เหยียบขวางไขว่คั่นว่าชั้นเดียว
ถึงสีดาประจวบตาพระราเมศร์ เจ็บเทวษแต่กระนั้นไม่ส้านเสียว
อันพี่เจ็บนี้เจ็บจริงจริงเจียว ดั่งแหลมเหล็กเรี่ยวร้อยในตาชาย
ชะชะเจ็บรักนี่หนักหนา ยิ่งฝืนฝ่าก็ยิ่งท้ออารมณ์หมาย
ว่าตาดูรู้รสกันด่วนตาย เดิมนารายน์เพิ่มพิษยุพาพาล
พระชวนชมสมโฉมด้วยดลเนตร วันประเวศบัญชรพิมานสถาน
จะเคลื่อนเงาเงื่อนนี้แลนิพพาน ประมาณเถิดเห็นจะมีราคีดำ
เจ้าดั่งดวงดาราทิพยมาศ ลอยลีลาศเลื่อนแสงขึ้นแข่งขำ
ครั้นมลทินจันทร์ทับก็อับดำ เข้าประจำล้อมอยู่ดาวดูที
จะสดสร่างกระจ่างงามอร่ามพื้น ไม่ใฝ่ฝืนฝ่าเทวราศี
เดิรระวางทางจักรงามดี ด้วยเว้นแสงพระสุริยศรีร้อนรอน
จะเกรงไยในหมู่พลาหก ถึงจะตกก็ไม่ตัดประภัศร
เชิญเลี้ยวเลื่อมมาที่เงื้อมยุคันธร จะเวียนวอนตาโลกให้ชมดวง
หนึ่งสัญจรปทุมาในวาเรศ ไม่ว่าเพศเช่นพงศประสงค์สรวง
สัณฐานจอกดอกชอุ่มเปนพุ่มพวง เกิดในห้วงวารีนิโครธา
ฝ่ายโกเมศหมู่สวะอยู่สระสรง ใช่บัวบงกชเกศในนาถา
พื้นผลซึ่งรคนสาโรชา ล้วนวารินไคลเคล้าเข้าเวียนเบียน
อย่านึกแหนงใช่จะแกล้งแสดงสดับ ถ้าแม้นรับแล้วอย่ารักเปนพาเหียร
เห็นไหนงามตามเถิดจะเวียนเพียร ช่วยถอนเศร้าถอนเสี้ยนเสียหน่อยเอย

ฯ ๓๐ คำ ฯ

๏ โอ้แสนเวทนานะอกเอ๋ย
ความรกำช้ำใจกระไรเลย มีแต่เปรยแปรเปนอยู่เช่นนี้
เพียงทรวงพี่จะแยกแตกเปนสอง ไฉนน้องเจ้าไม่เห็นในอกพี่
ไม่วายสวาทขาดรักสักนาที มีแต่ครุ่นครวญคิดเปนนิจกาล
แสนเสน่ห์ในสมายิ่งศรปัก แสนรักรึงใจนั้นไม่สมาน
แสนร้อนร้อนเร่าอุระราน แสนสงสารใจจริงทุกสิ่งอัน
เจ็บใจด้วยนางจางใจเจื่อน ช่างเฉยเชือนมิได้ชวนเกษมสันต์
สุดจะทนจึงสอดสารรำพรรณ ยิ่งอึ้งอั้นอยู่มิเอื้อนปราณี
ครั้นเตือนต่อก็ตึงไม่ตอบเตือน ทำบากเบือนเบี่ยงบ่ายธิบายหนี
ก่นแต่เลียมล่อเล่นอยู่เช่นนี้ ทำทีจะลวงให้ละลานใจ
สองผิดวประดิภาคหลากใจพี่ จะหมองไมตรีเมินไปถึงไหน
อันสถานซึ่งสถิตใช่ใกล้ไกล ชะกระไรใจนางช่างเชือนแช
มีแต่หม่นมืดม้วนสงวนพักตร์ เหตุว่ารักข้างเดียวจริงเจียวแหล
แต่เหลือบเลี่ยงเจ้าไม่เบี่ยงจักษุแล แหเหินเมินสวาทโอ้บาดใจ
จะบำบัดตัดมารประหารห่วง จะละล่วงเลยภพแล้วหรือไฉน
หรือว่าหมางรคางรคายใจ จงดัดให้ตอบต่อที่ข้อวอน
โฉมเฉลาเยาวลักษณ์แก้วกากี สถิตถึงฉิมพลียอดศิงขร
ข้ามเขตนทีสีทันดร ยากมนุษย์สุดจะจรครรไลยไป
อันคนธรรพ์นั้นสูอย่าดูหมิ่น ยังโดยปีกสุบรรณบินไปสมได้
แสนสำราญในสถานพิมานไชย กรรมใดจึงมาดลให้ทรมาน
อันอิเหนากับเยาวราชจินตหรา นคราก็ทุเรศทุราสถาน
ไม่จงใจที่จะไปส่งสการ ก็ไม่พานเวียงไชยพระไอยกี
จนได้เคล้นเน้นแนบแอบสมร ร่วมร้อนจินตหรามารศรี
ชะจนใจมาดหมายหลายปี ไยจึงหมีเหมือนคิดที่จิตต์จง
องค์รเด่นบุษบากาหลัง นางไม่หวังแต่ชายพิศวง
ทั้งกรรมหลังเหลือยากลำบากองค์ ปิ้มจะปลงชีวิตเปนนิจกาล
ก็ได้เคล้นเน้นแนบแอบสมร ร่วมร้อนปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
ฝ่ายพี่ที่ผู้ทรมาน ไฉนนานหน่วงรักหักอารมณ์
แม้นได้เหมือนกำลังจะยังชั่ว กลัวแต่มุ่งมาดหมายจะไม่สม
แต่มิเอื้อนอยู่ไม่เยื้อนชวนชูชม จะเกรียมกรมกรอมทุกข์ทุกอิริยา
ดั่งโมรินทินกรหย่อนยอแสง แต่แสวงหวังมุ่งเมขลา
ส่วนเมฆไม่มีจิตต์เจตนา มยุราเหมือนพี่ที่แสนคนึง
สุดถวิลดั่งจะสิ้นเสน่ห์สนิท ลับหลังก่นแต่คิดนิมิตถึง
ว่าร่วมอาสน์เจ้าได้เคล้าคลึง รักรึกเน้นแนบอุรพา
จุมพิตนิทราหรรษาสอง กรตระกองเกี้ยวกอดสอดหา
ยังไม่ทันสิ้นชื่นก็ตื่นตา ไม่ว่าฝันเลยสำคัญว่าจริงเจียว
คว้าเปล่าเศร้าจิตต์แล้วใจหาย สอดสายตาสุดที่จะแลเหลียว
ดั่งใครมาหยิบยกกายไปทีเดียว แสนเปลี่ยวโอษฐโอ้อยู่อาทวา
นึกในนิมิตรเห็นผิดประหลาท พอน้องนาฏใช้คนให้มาหา
ขอยืมสารให้อ่านอักขรา เปนวาทีทิพยมนต์แสดง
ฟังเร่งยินดีทวีถวิล แต่หวังใจอยู่ด้วยจินตนาแหนง
เกลือกจะยอแต่พอรบมอารมณ์แรง ให้หิวแห้งเหือดรักโอ้หนักใจ
แม้นน้องช่วยอวยสารสนองพี่ เปนไรมีสาราจะหาให้
อันมีมิตรผิดประหลาทเร่งบาดใจ เปนไฉนเชิญช่วยทำนายเอย

ฯ ๔๔ คำ

๏ ได้ยินข่าวที่เขาสรวลสำรวลฉาว
ว่านกน้อยนั้นจะงอยฝีปากยาว จะแข่งครุฑข้ามอ่าวสมุทร์ไท
ขากระต่ายหรือจะหมายหยั่งสมุทร์ จะสิ้นสุดพากพื้นสักเพียงไหน
หิ่งห้อยหรือจะโต้อโณทัย สกุณไก่หรือจะบินกับอินทรีย์
จอมปลวกหรือจะเปรียบเมรุมาศ มนุษยชาติหรือจะเหมือนกับโกสีย์
กระบิลงูหรือจะสู้กับนาคี อันเมืองนี้หรือจะแม้นวิมานอินทร์
อนึ่งแก้วจอมจุลจักรพรรดิ อันปัดหรือจะเท่าเทียมถวิล
จะขึ้นแข่งรัศมีมณีนิล เมื่อไม่สิ้นชาติกรวดแค่นอวดงาม
เอาแต่ทองรองซับพอรับพื้น ให้ชูชื่นแววไวในสนาม
ปะเขารู้สันทัดว่าปัดทราม จะอายความรู้สักเท่าไรไป
ไม่รู้หรือนาคาวราฤทธิ์ สุภาษิตเปรียบเทียบกับสุริย์ใส
ยังยอบกายเกรงพลั้งรวังภัย จะครรไลยก็ค่อยเลื่อนลีลามา
แมลงป่องพิษวางที่หางนิด หรืองอนประหงิดให้เกินนิวาสา
อหังการดั่งจะต้านด้วยนาคา สเออะหน้ามิได้ยั้งรวังอาย
ดั่งกวางเห็นเสือผอมด้อมเดิรพลาด ทนงอาจเข้าเคียงขวิดด้วยจิตต์หมาย
ไม่เจียมชาติเขาประเชินให้เกินกาย ต่อจวนตายดอกจึงรู้ว่าตูกวาง
ดั่งสุกรอวดดีกับสีหราช ทนงอาจใจใหญ่ออกยืนขวาง
แล้วร้องท้าว่าท่านสัตว์จัตุบาทางค์ เราก็สร้างสี่เท้ามาคราวกัน
ควรที่จะชิงไชยเอาไว้ยศ ให้ปรากฏทั่วฟ้าสุธาสวรรค์
แล้วก็ทำขนแขงแปรงชัน ขยับยันทีจะวิ่งเข้าชิงไชย
สีหราชร้องเย้ยว่าเหวยหมู ทุรชาติเช่นกูนี้เกลียดใกล้
จะไว้ยศชื่อเราก็เข้าใจ เสียในกิตติศัพท์สกุลกู
ขอรับแพ้แก่ท่านไม่หาญต่อ อย่ากล่าวล่อเหลืออาจประหลาทหู
สีหราชหลบลี้มิขอดู ก็ไปสู่ถ้ำแก้วแกมทอง
ดั่งมณฑุกเกิดในชลาสินธุ์ อยู่ใกล้กลิ่นกุสุมวิเชียรฉลอง
ไม่รู้รสชื่นชมก็สมพอง ในลอองเกศแก้ววราราย
แมลงภู่ซึ่งอยู่พนัสฐาน รสสุมาลย์เสาะสืบแสวงหมาย
ได้เชยซาบอาบต้องลอองอาย ใสสุหร่ายเสียดสร้อยสุมาลา
ดั่งบุรุษเรียนรู้ที่ครูสอน ใครโง่งอนเหมือนดั่งผมบังภูผา
เช่นคนใช้เจนหัดอยู่อัตรา ที่โอชามิได้รู้ซึ่งรสแกง
ดั่งมะเดื่อแดงดีดังสีชาด ใสสะอาดน่าดูเชิดชูแสง
ฝ่ายเปลือกนั้นเห็นงามอร่ามแดง ต่อฉีกดูจึ่งแจ้งว่าหนอนใน
ก็ต้องบทกำหนดขนุนหนาม ข้างนอกทรามเหมือนจะลองไม่ต้องได้
ครั้นผ่าดูดอกจึ่งรู้ว่าหวานใน ประเสริฐได้โอชารสจำเริญชู
ไม่เหมือนมะเดื่อแดงก่ำดังธรรมชาติ ข้างนอกฉาดในหนอนบ่อนบินฉู่
ปะเปลือกต้นแก่นใบใครไม่รู้ จะพาพูและกระพี้ให้พลอยอาย
ทั้งตัวหนอนก็จะบ่อนเข้าเบียนกัด อิกลมพาลก็จะพัดให้หมองหมาย
เขาจะถากเปลือกข้นจนต้นตาย ก็ไม่วายอุปวาทเพราะฝาดดี
ทั้งจะนำหน้ามูลประยูรยศ อยู่ที่บทมะเดื่อแดงแสงสี
ถ้าแม้นปะเราเปนเหมือนเช่นนี้ น่าที่จะดับจิตต์ไม่คิดตัว
จะผินเข้ากอดศักดิ์ด้วยรักเชื้อ ถึงช้ำเดื่อก็ไม่เอาไว้ให้ใครหัว
ด้วยไม่แท้ทองคำจึงคล้ำมัว ต่อจะเปนแต่ตะกั่วตะกูทอง
อันเนื้อนพคุณแท้นี่แน่เจ้า ถึงจะเผาสิบไฟก็ไม่หมอง
จะซ้ำใส่เบ้ากรดเข้าทดลอง ยิ่งจะผ่องเนื้อน้ำอำไพ
จึงองอาจว่าเปนชาติทองแท้ อย่าควรคิดว่าจะแปรเปนปัถมัย
ไม่เหมือนเดื่อกับตะกูให้ดูไกล มิเข้าใจกลล่อก็หลงงาม
ครั้นพินิจดูไปก็ในเปล่า ไม่ได้เนื้อสำเนาขนุนหนาม
เหมือนว่าหมึกหมายชื่อให้ลือนาม ไว้เปนความแขวนปากทั้งปวงไป
ต้องร้อนตัวอยู่เหมือนวัวรวังแผล แต่กาแลวิปลาสก็หวาดไหว
เพราะเจ็บนอกนั้นช้ำเหมือนคำใน จนบรรไลยก็อย่าหมายไม่หายเอย

ฯ ๕๐ คำ ฯ

๏ ขาวเหลืองเรืองศรีวิเชียรฉาย
แสนสวาทมิได้ขาดทิวาวาย เสน่ห์หมายวชิรรัตนอลงกรณ์
แสงสว่างกระจ่างแจ่มจับเนตร วันประเวศบนวิบูลยศิงขร
แม้นเรืองฤทธิ์เหมือนวิทยาธร จะเขจรแหวกเมฆไปเมียงชม
พื้นหัตถ์จะประชีสำลีรอง จะประคองช้อนชูมาสู่สม
แสนสงวนมิให้ต้องลอองลม จะวางชมบนพื้นสุมาลี
วัตถาเวียนวงจะประดับ มิให้อับอ่อนแสงมณีศรี
จะแนบไว้ในอุราทุกนาฑี อันราคีมิให้ปนรคนพาล
นี่สุดยากที่จะบากอารมณ์ถวิล ทั้งเดิรดินแล้วก็ขลาดไม่อาจหาญ
ตั้งแต่ทนเทวษช้ำรกำนาน ก็นับวารวายชีพนิราทวา
เพราะกนิษฐ์และได้คิดภิรมย์รัก เสน่ห์หนักในเพศแห่งเชษฐา
ไม่สมหมายก็ไม่วายจินตนา จะฝืนฝ่าฝากรักก็สุดใจ
อนุชาเหมือนว่ายวนวาเรศ ลอยประเวศตามสายชลาไหล
จะบ่ายหน้าหาฝั่งก็ยังไกล จะพึ่งพักขอนไม้ไม่ทานตน
อันสัดจองนาวาก็หายาก จะเบือนบากพึ่งใครก็ขัดสน
แต่เวียนว่ายอยู่ในสายทเลวน แสนทุพลยอดยากลำบากกาย
เห็นแต่พี่แลจะชูชีวิตน้อง ช่วยประคองขึ้นให้พ้นกระแสสาย
เมื่อการุญทำคุณไว้ไม่ตาย จะบากบ่ายนำเสน่ห์สนองกัน
ไม่ลืมคุณอุปการคุ้งวันหน้า จนม้วยสิ้นดินฟ้าสุธาสวรรค์
เชิญสมานกายโดยรบอบบรรพ์ วานอย่าฉันทาเคียดรังเกียจกวน
เชิญสนองในคลองเสน่ห์มิตร คำนึงคิดอยู่ในฤทัยสงวน
ถ้ารับรักแล้วอย่ารักให้เรรวน วานอย่าม้วนสวาทไว้ให้เนิ่นนาน
เชิญร่วมอารมณ์ภิรมย์รัก ให้สมศักดิ์สมสวาทในมาศฐาน
อย่าแหนงรักเลยว่ารักจะพลันราญ สดับสารแล้วอย่าคิดรแวงแคลง
ประการใดในประเพณีสวาท ขอประสาทเสน่ห์ไว้ไม่ควรแถลง
หนึ่งเชษฐาถึงจักว่ารักแรง จงให้แจ้งแต่รับไมตรีตรอง
เอ็นดูเถิดที่ธุระทุรารักษ์ เห็นแก่พักตรเถิดจงเยื้อนเสน่ห์สนอง
ดำริห์รักแล้วอย่าคิดให้ผิดคลอง ไมตรีประคองอย่าให้สูญสวาทเอย

ฯ ๒๘ คำ ฯ

๏ ชังใจที่ไม่เจียมใจสงวน
ชังหน้าที่หน้ามาหมองนวล เออก็ควรหรือมาริให้เร่งตรอม
ไม่เจียมตนเลยว่าตนนี้ต่ำศักดิ์ มาริรักที่ไม่ควรประครองถนอม
หมายใจอยู่ว่าใจอยู่ในจอม มีแต่มอมหน้าม่อยให้อัประมาน
ไม่รู้หรือว่าประยูรวิหคหงส์ ถวิลลงโบกขรพัสนัทีสถาน
ไม่ร่วมชาติกาจกาสกุลกาฬ โอ้ประมาณเหมือนอกจรกา
ต่ำศักดิ์หรือมารักวงศเทเวศร์ ให้ผิดเพศตุนาหงันอสัญหยา
เหมือนอิเหนาเสาวภาคกับบุษบา เออสาสิที่ใจไม่เจียมใจ
ยิ่งห้ามใจว่าอย่าใฝ่วงศาสูง ใจยิ่งจูงใจตรึกนี่นึกไฉน
แต่เวียนหวังอยู่มิฟังวิญญาไย นี่ใครใช้หรือจึงครุ่นทวีครวญ
เปนน้อยใจหนอใจไม่ฟังห้าม มารักงามที่ไม่รู้เสงี่ยมสงวน
ใจเอ๋ยหรือมาเฉยชล่าลวน เมื่อไม่ควรหรือมาควรคะนึงนาน
ไม่เจียมตนหรือว่าตนเปนหิ่งห้อย มาทิ้งรอยตามแสงพระสุริย์ฉาน
ท่านเหมือนพลอยเพ็ชรรัตน์ชัชวาล ตัวนี้ปานปูนปัดหรือควรปอง
มาหมายแก้วจอมจุลจักรพรรดิ ให้เสื่อมสวัสดิ์รัศมีมณีหมอง
เปนน้อยใจด้วยว่าใจไม่ตรึกตรอง ใจที่จองหองห้ามยิ่งหยามใจ
ตนกระต่ายหรือมาหมายจิตต์จง มางวยงงอยู่ด้วยแสงศศิไข
เมื่อจันทร์แจ่มแต้มตัวกระต่ายใน วงเปนไรกระต่ายไม่หมายชม
ถ้าใครช่วยชูมั่งจะยังชั่ว ให้ใจกลัวจึงจะสาแก่ใจสม
ถ้ามิฟังจะเอาไฟใส่หม้อรม ช่วยขู่ข่มเสียให้ขาดประมาทครวญ
ใจสิมุ่งเหมือนพระลอดิลกโลก จึงแสนโศกมิได้วายกระหายหวน
ส่วนพระลอมิได้ปองสองนางชวน ให้รัญจวนไปด้วยวิทยายันต์
จึงได้สมสองงามเปนสามเขย ชิดเชยสองข้างประคองขวัญ
จนทหารเข้าประหารผลาญชีวัน เออกระนั้นเล่าเถิดก็ควรตาย
ไฉนใจจังจะไม่เห็นด้วย ใจจะม้วยเสียแล้วหรือเพราะมุ่งหมาย
เอ็นดูใจเถิดอย่าให้ใจลอาย เอ็นดูกายเถิดที่เอื้อมจนสุดมือ
แต่ห้ามห้ามก็ไม่ห่างถวิลเหือด จนผิวเผือดผอมแล้วไม่เห็นหรือ
จะตายไยที่มิให้คำคนลือ จะรื้อรักเถิดอย่ารักให้เหนื่อยนาน
หาดีไม่ไหนเล่าเขาว่ารัก พิสมัยหนักก็มักได้หมางสมาน
ย่อมทนทุกข์อยู่ทุกทิวาวาร แสนรำคาญเคืองคิดไม่ขาดตรอม
ชอบบำราสรสร่วมอารมณ์สอง ก็หนักกรประคองครุ่นครวญถนอม
ดั่งโกยทุกข์มาประทุกอกออม แต่ผอมเผือดเหือดแห้งจนหายงาม
จะยืนเดิรดำเนิรนั่งนอนที่ไหน ก็ตั้งใจแต่จะดิ้นถวิลหวาม
จนสิ้นเพียรภาวนาพยายาม จนลืมความเรือนราชการตน
ยามกินลืมกินอาหารรส ลืมกำหนดนับคืนวันฉงน
แต่นอนนิ่งกลิ้งกลับเกลือกสกนธ์ ไม่หลับจนจวบทุ่มสักคืนวัน
นี่และใจจะไม่ฟังใจเจียวหรือ จะรื้อรักอยู่ไม่รักชีวาสัญ
จงรักกายเถิดอย่าหมายวงศเทวัญ ที่เฉิดฉันมิได้แปลกประยูรวงศ์
จึงห้ามใจว่าใจอย่าประเจิด อย่าพลั้งเพลิดเลียมลองประโลมหลง
รักษาสัตย์ตัดใจให้ตริตรง อย่าพลอยหลงไปด้วยพลั้งกำลังพาล
ท่านว่าถ้าและใครใจประมาท ย่อมเปนคลองมัจจุราชประหารผลาญ
สงวนสัตย์ตัดห่วงบ่วงมาร จะพลันพ้นสงสารที่วงเวียน
ถึงโลกีย์ยังมิตัดราคีขาด แม้นประมาทก็ประมาณแต่พาเหียร
เรียนรู้เถิดอย่าเรียนรำพึงเพียร ใจจงเจียนในรักให้หักรอน
ชอบจะเฉยอย่าเฉลยเหมือนเช่นหลัง นี่แน่ใจเอ๋ยจงฟังใจสั่งสอน
จะแจ่มจิตต์อยู่เปนนิตย์นิรันดร ธุระร้อนก็จะแรมโรยเอย

ฯ ๔๖ คำ ฯ

๏ อนิจจาคอยท่าคนึงถึง
จะถามเจ้าเขาลือกันอื้ออึง ว่ามีแอหนังหนึ่งดำเนิรมา
งามลม่อมพร้อมพริ้งสรรพางค์พักตร์ วิลัยลักษณ์ตละอย่างนางดาหา
ทรงเศวตตามเพศปะตาปา เมื่อทิวาวัดพลับถวายไฟ
ว่าชนชายหลายแลในแอหนัง ให้กำลังพิศวาสไม่หวาดไหว
บ้างกรุยรักปักฉลากแล้วบากไม้ บ้างสืบส่อบ้างให้แสวงบล
เห็นจะเปนศึกใหญ่ขึ้นในอก จะปิดปกเงื่อนงำคำฉงน
ไม่เชื่อภารการชายนี้หลายกล จึงนิพนธ์เพลงถามด้วยความแคลง
ใช่จะกล่าวแย้มเยื้อนเหมือนเตือนสติ ด้วยดำริห์ตริฟังเมื่อยังแฝง
ว่าปันหยีนั้นสิเปนคนแคลง จะลักบุษบาแปลงยังอำปลัง
เรื่องระเด่นจะเปนแอหนังนี้ หรือเปนชีสาวใช้ในกาหลัง
กรรมวิบัติดอกจึงพลัดออกจากวัง สีปัตหราชังกระมังเธอ
เร่งจำสืบแสวงดูให้รู้แท้ ว่าใครแน่เปนหลังอาหลัดเหลอ
ชี้ตรอกบอกนามอย่าอำเออ จะว่าเพ้อชี้ตรอกแล้วออกนาม
ฝ่ายเจ้าก็เปนตำรวจราช เฉลิมบาทชิดใช้ในสนาม
จะดำริห์สิ่งใดก็ไม่งาม ให้สมความฟูมฟักจำเริญเอย

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เสียดายรักหลงรักกะไรหนอ
มาหวังรักคิดว่ารักจักลงตอ ไม่เห็นข้อที่ว่ารักจักกลับชัง
น่าจะมีที่รักที่ร่วมคิด จึงเมินมิตรหน่ายรักที่ใจหวัง
จึงซ่อนรักหักทำเปนอำปลัง น้อยหรือบังรักเล่นจนเห็นใจ
เจ้ายังรักสมรักประจักษ์จิตต์ มาพาผิดรักร้างเราทางไหน
เจ้ารักร้อยสร้อยสนเปนยนต์ใน รักจะไปแล้วมารานกลับพาลเรา
มีที่รักแล้วจะชักเปนเชิงเฉย อย่าพักบังรักเลยพอรู้เท่า
จะชี้ชื่อชายรักเหมือนลักเตา เหมือนรักอยากหยิบเงาให้ป่วยการ
ถึงจะไม่มีใจทยารัก อย่าหาญหักรักร้างให้หมางสมาน
ก็เต็มหน้าเรื่องรักได้อัประมาน แสนรำคาญคิดถึงรักก็หนักใจ
อันแรกรักก็ประจักษ์กับใจน้อง ไม่ตริตรองรักบ้างนี่ช่างไฉน
จึงปลิดรักหากปละละไป สิ้นอาลัยสิ้นรักก็อย่าเลย
ได้หลงรักก็จะรับแต่อัประยศ เพราะจับจดจึงรักมักเชือนเฉย
แต่แรกรักมิได้หมายระคายเลย นิจจาเอ๋ยคิดว่ารักจึงหลงลม
เมื่อเมินรักแล้วมิหนำยังซ้ำภ้อ เออหนออ่อรักนี่มักขม
เพราะรักหวานต้องพานแสลงลม มักชมแลจึงรักมักจืดจาง
โอ้ปลูกรักหวังรักบำรุงสงวน เออก็ควรหรือรักมาโรยหมาง
เพราะรักชู้มิได้รู้ว่ามียาง จึงรักนางรักสมิทสนอมกาย
ประหลาทหนอรักนักย่อมวิบัติ ถึงรักกัดก็อุส่าห์รักษาหาย
เปนไรรักนี้ไฉนจึงไม่คลาย จะจำตายเสียด้วยรักที่แรมครวญ
เสียดายรักโอ้ว่านิจจาเอ๋ย ไม่เห็นเลยว่ารักจะหักหวน
เสียแรงรักมาดมุ่งผดุงนวล ไม่ควรรักที่จะมาเปนราคี
มาเด็ดรักหักใจไม่ไว้หน้า อนิจจายอดรักมาผลักพี่
เสียแรงรักแก้วตาไม่ปราณี ตั้งแต่นี้รักนางจะร้างเรา
จะตัดรักเสียให้ขาดในชาตินี้ เท่าธุลีมิได้รักสมัคเจ้า
ให้สาสมอารมณ์รักที่เหลือเบา แต่เปล่าเปล่ารักร้างระคางใจ
ถึงจิตต์เจ้าจะมิรักก็หักเห็น อย่าทำเปนชิงรักให้พิสมัย
ไม่รักแล้วชมสารให้เต็มใจ ที่แกงไดเด็ดรักไมตรีกัน
วาสนารักนวลไม่ควรคู่ จะร่วมรู้ร่วมรักภิรมย์ขวัญ
จะรักน้องมิได้ต้องน้ำใจกัน ก็จะบั่นบากรักที่เจตนา
ไม่รักง้อขอรักให้เหนื่อยจิตต์ จะสู้ปลิดรักขาดไปชาติหน้า
จะขาดรักดั่งขากซึ่งเขฬา เรารักหน้ากลับกลืนก็เกลียดอาย
รักก่อจะมิต่อก็จำสาร จึงจำราญรอนรักให้หักหาย
อันเรื่องรักขาดกันจนวันตาย ไม่มาดหมายหรือรักเจ้าเลยเอย

ฯ ๓๔ คำ ฯ

๏ ชาวศรีสมบูรณ์พูลสวัสดิ์
พี่หมายน้องเหมือนหนึ่งปองมณีรัตน์ อันอุบัติอยู่ในยอดยุคุนธร
แสงสว่างกระจ่างจับเนตร แต่สังเกตมาก็สุดนุสนธิ์สมร
แม้นเหมือนวิทยาธรากร จะจรฟ้ามาสู่มณีนวล
มือจะพันสำลีประคองรับ ประจงจับลูบแก้วกำสงวน
มิให้หมองลอองลออนวล จะมิดม้วนมอบไว้เมียงชม
นี่สุดเหาะที่จะเหิรโพยมมาศ แสนสวาทไม่วายคิดแต่ปฐม
ดำริห์รักหนักทรวงแสนระทม เหมือนเรือล่มลงว่ายทเลวน
จะมุ่งฝั่งก็ยังลับเหลือเนตร จะสังเกตแก่งเกาะก็ขัดสน
จะพึ่งขอนไม้น้อยก็ลอยชล แต่ว่ายวนปิ้มจะขาดใจจม
พี่มุ่งหมายเหมือนสายวารีรัก อกจะหักด้วยไม่เสร็จประสงค์สม
แปดปีมิได้วายอารมณ์กรม ยิ่งคิดชมยิ่งคิดไม่ขาดวัน
ชะรอยบุญเบื้องบุพพาสนอง เหมือนพี่ปองจะไม่ป่วยประกันขวัญ
จึงมีเทพธิดาสาครคัน เหาะหันเหิรเมฆสุเมรุมา
เห็นเรียมว่ายอยู่ในสายชลาเลื่อน จึงแย้มเยื้อนเสาวนีเสนหา
ว่าว่ายวนอยู่เห็นทนเวทนา จะปรารถนาฝั่งชลหรือกลใด
เรียมก็รับเสาวนีด้วยโสมนัส ประนมหัตถ์นบนิ้วสนองไข
ค่อยคลายร้อนผ่อนทุกข์บรรเทาใจ จึงวอนไหว้อวยถ้อยด้วยคำงาม
ก็บัญชาว่าจะช่วยโดยประสงค์ จะพาส่งให้พ้นชลท่าข้าม
เดชะกุศลผลช่วยพยายาม สดับความปานได้ดารากร
อันตกจากฟากฟ้าลงมาสถิต ทรงประสิทธิมอบมือให้ถือสมร
อันความเทวษเวทนาในสาคร ค่อยคลายร้อนผ่อนทุกข์บันเทาทน
ตั้งปัญจางคประดิษฐ์จิตต์เคารพ มีแต่พบมือเสี่ยงกุศลผล
ที่สุจริตมิได้คิดประทุษฐพล ขอให้ดลบันดาลฤดีดุ
จงตอบรักเถิดอย่าชักให้รักเนิ่น อย่ามึนเมินหมางเคียงระคางอยู่
ได้ยินชอบอย่าตอบเชิญชู เหมือนช่วยกู้แก้เจ็บระกำใจ
ช่วยชมชูกู้ชีพภิรมย์รัก เหมือนช่วยชักชวนทางพิสมัย
แม้นได้แอบแนบนวลสนิทใน จะปลื้มใจทั้งเปรมปรีดา
จะถนอมสนิทถนัดแนบ จะออมแอบอ่อนน้อมเสนหา
ทัศนาเจ้าเช่นแก้วแล้วไคลคลา มาตามแถวถนนหน้าระเนียดราย
นวลโฉมแข่งแขวิมลพักตร์ พี่ลอบลักรับขวัญแล้วขวัญหาย
อันใดแม้ได้ดำเนิรกาย กลิ่นขจายคนธรสมาลินโรย
ทาสุคนธ์ปนเนื้อเจือกระแจะ นั้นแหละจะกลายกระหายโหย
เพราะเห็นพักตร์เหมือนจะชักให้ดิ้นโดย เมื่อลมโบยโบกขวัญมาชมเชย
จึงสอดสารประสงค์สาราสนอง จำลองลักษณ์ไมตรีที่พี่เฉลย
นแน่เจ้าจงแปรภิปรายเปรย เชิญเฉลยศุภสร้อยสารานำ
ถึงไม่มากก็สักสามบรรทัดครึ่ง ไม่เหมือนตึงตัดความอุปภัมถ์
แม้นมิสนองสารน้อมเสน่ห์นำ จะเศร้าช้ำทุกข์ทอดถวิลครวล
กว่าจะสิ้นสมุดสุดดินสอ เมื่อไรต่อวายมะพร้าวห้าวสวน
จึงจะขาดที่พี่มาดหมายประมวล หวนถวิลอยู่เปนนิตย์นิรันดร์เอย

ฯ ๔๐ คำ ฯ

๏ โฉมหอมหอมเหินเวหาหวน
แต่โหยหามิได้เว้นทิวาครวญ ควรสงวนเนตรทัศนานาง
งามเสงี่ยมเอี่ยมอิ่มชอ้อนพักตร์ เจริญรักมิได้เอื้อนอางขนาง
งามศักดิ์งามสรรพสรรพางค์ ดำเนิรนางอย่างเหมราชบิน
เมื่อยินยลกลวิษณุกรรมวาด มรรยาทพริ้งเพริดเฉิดฉิน
เมื่อนั่งเจียนเมียนแม้นอับสรอินทร์ ฟ้าดินสิ้นเสียงสำเนียงนวล
เมื่อเจ้าพรายพักตร์พริ้มยิ้มเยื้อน เหมือนจะเตือนให้พี่ง่วงงงสงวน
งามสรรพสุนทราวิญญายวน งามกระบวนเนตรน้าวเสน่ห์นำ
งามใจใจเจียนเขียนแผ่นเพ็ชร์ เผด็จพาลมารร้ายรคายขำ
งามเงื่อนชั่งเยื้อนเสงี่ยมงำ งามคำงามคิดคดีงาม
ให้ควรด้วยจอมจักรพรรดิราช ร่วมอาสน์แนบเนื้อเสน่ห์สนาม
ไม่ควรไกลไร้รสนิราทราม ไม่ควรความจะเออองค์อาทวา
ให้ควรด้วยสิริโสภาคพักตร์ บริรักษ์ศิวราชโกษฐา
จึงเสื่อมศักดิ์วรพักตรพนิดา ดั่งหงส์ทองตกท่าสาธารณ์ชล
หากสุวรรณสัณฐานธรรมชาติแท้ จะแปรเป็นราคีอย่าควรฉงน
มาดแม้นถมแผ่นพื้นภูวดล ยังวิมลรัศมีให้หมองมัว
ดั่งหนึ่งนุชให้พี่สุดแสนถวิล มิได้มีมลทินโทษกลั้ว
สงวนศักดิ์รักตัวเห็นเหลือตัว ดั่งดอกบัวในโบกขรณีเนา
ดอกเดียวเด่นดวงพิโดนชม ลมโบกโชยกลิ่นขจรเสา
วคนธาทิพรสเกลี้ยงเกลา เฉลากลีบกลัดรบัดใบ
อันบุษบงในวงโบกขรพัส ย่อมรบัดบานต้องอุทัยไข
กิมิชาติอาจบ่อนเบียนใน ปางภมรซอนไซ้สุมามาลย์
จนโรยร่วงรวงดอกออกฝักแฝง ปางแมลงภู่เบียนเปนอาหาร
ที่ดอกแกมแนมในนทีธาร ก็บันดาลเสียดสีคลี่กลีบคลาย
อันภุมเรศนอกเขตสระสนาน ย่อมประมาณเมินมุ่งแล้วม่ายหมาย
ด้วยโกเมศภุมเรศสิร่อนราย มิได้คลายคลาดสร้อยสาโรชรวย
อันปทุมโกสุมที่สังเกต เห็นห่างเหตุเสื่อมสิ้นสีสลวย
เฉลิมนาสาชมด้วยลมชวย รทวยก้านพานพ้นวารีริน
อกเรียมเทียมภุมรินรัก ที่สำนักนอกสระกระแสสินธุ์
แต่ร่อนร้องวนเวียนเฉวียนบิน ถวิลซาบอาบสร้อยสุมาเมียง
คิดจะโจมโถมถาลงท่าจับ แล้วขยับท้อถอยฤทัยเถียง
ร่อนร้องมองหมายรายเมียงเคียง แล้วเลียบเลี่ยงเข้ากล้ำกลิ่นกลืน
ไม่วายวันทิวาเว้นเทวษ เพราะสังเกตนั้นสุดเสน่ห์ฝืน
แต่โหยหาทุกทิวาวันคืน ไม่ได้ชื่นหน้านึกตริตรึกตรอง
เหมือนมยุราหมายเมฆาทิพากาศ มิได้ร่วมอารมณ์มาดสนอง
เหมือนมัจฉาหมายเสียงฟ้าร้อง ดั่งหงส์ทองหมายมุจลินท์อินทร์
เหมือนพี่มุ่งมิได้สมอารมณ์มาด แสนสวาทมิได้เว้นวายถวิล
ดำริห์รักดั่งพลิกพลักแผ่นดิน ฤดีดิ้นจินตนาคะนึงตรอง
ว่ารักแล้วจะรู้อารมณ์ด้วย ที่ปองปีมาจนป่วยใจผอม
ขอเชิญนุชสุดเสน่ห์ช่วยประนอม เสน่ห์น้อมพร้อมจินตนาการ
จงช่วยเพิ่มเสริมสันนิวาสา อย่าเมินหน้าม้วนเมินหมางสมาน
เอ็นดูคนที่ทุพลคะนึงนาน เถิดอย่ารานเรื่องรักให้โรยรวน
อันบุบผาในพนมพนาเวศ ย่อมมีเหตุกลย่อมแล้วหอมหวน
ที่ไม่มีเจ้าของประคองนวล ก็มักปรวนแปรเพศอันตรธาน
ถ้าผู้พานพอพบสบสำนัก จะสอยชักหักกิ่งด้วยใจหาญ
ถ้าใกล้ภัยแมลงภู่แลหมู่พาล ก็บันดาลร่วงโรยลงรายดิน
จะเสียเพศเสียพรรณบุบผชาติ ที่อุบัติมาให้มาดหมายถวิล
จะแห้งเปล่าเสียเปนเถ้าถมธรณินทร์ ทั้งมลทินจะปลอมแปลกรคนปน
จะเสียทีเปนที่ภิรมย์รัก เสียดายศักดิ์จะเอาศักดิ์ปฏิสนธิ์
จะเปนที่ติฉินราคินคน ย่อมแจ้งราชนิพนธ์ภิปรายรบาย
ว่านางทรงศุภลักษณ์เปนศักดิศรี ไม่เท่าที่ชายชั่วเฉาฉงาย
ประหนึ่งพลอยเพ็ชรรัตนพรรณราย ไม่มีเรือนย่อมสลายเลื่อนรทม
ถึงถนอมออมไว้ก็ในเปล่า ไม่งามเท่าที่รบายลายยาถม
ถึงมีรุ้งรัศมีโดยนิยม ช่วงจะชมแต่เพ็ชรไม่มีเรือน
ธรรมดาว่าเพ็ชรสุหร่งราย ให้เพริดพรายในวงศพงศเพื่อน
นี่รักเปล่าอยู่แต่เวียนเปลี่ยนเรือน มิทันรู้ก็เห็นเหมือนว่ามีวง
ถ้าช่างชาญชำนาญรังเรือนเห็น จะชี้เช่นรอยเรือนให้เหมือนประสงค์
ดั่งโฉมเฉิดเลิศลักษณ์อุดมวงศ์ อันเพ็ชรสุหร่งนี้อย่ารักเรือนรอย
ไม่ปราณีพี่ควรคำนวณคิด ด้วยสุจริตเรียมแท้ถ่องถอย
อันเอองค์นี้เหมือนหลงด้วยลมลอย ปราณีหน่อยเถิดที่รักบำรุงชม
ถึงมิการุญเหมือนคำที่ร่ำรัก เพราะต่ำศักดิมิควรร่วมอารมณ์สม
อย่าอยู่ช้าข้าพลอยเปลี่ยนทรวงรทม ทั้งความกรมยิ่งจะเกรียมทรวงโทรม
อันสุดาถ้าและเว้นจากสามี นั้นชนกชนนีถนอมโฉม
ยังไม่ปลอดผู้ลอดประลองโลม ก็มักโครมครุ่นอัประยศยวน
อันสัตรีมีที่เสน่หา ประเพณีภัสดาเดียวสงวน
รวังงามความร้ายแปรปรวน ทั้งกันสรวลมลทินแลนินทา
ทั้งกันหมู่ประมาทหมิ่นราคินข้อง มาดหมองก็ได้ตรึกปรึกษา
ถ้าคราวโศกโรคร้อนพาธา ครั้นเห็นหน้าก็ค่อยอันตรธาน
อันจะลอยลมว่านั้นหาไม่ มิใช่เช่นลิ้นไล้น้ำตาลหวาน
แรกรักหวังรักไม่พลันราน อันทรวงชื่นนี้และนานจะเห็นทรวง
ไม่รักแล้วก็เร่งสืบสารสนอง ให้ขัดข้องใจพี่ที่แหนหวง
ถ้านิ่งนานไม่สืบสารโดยกระทรวง จะว่าดวงสมรพี่ปราณีเรียม
จงปราณีเสน่ห์หน่อยเถิดจอมสมร อันงามงอนนี้ไม่งามเท่างามเสงี่ยม
จะเจียมใจอยู่ก็สุดใจเจียม วานอย่าเลียมลบสารสมานกัน
วานอย่าเยื้องกระเบื้องร้อนรานร้าว วานอย่ากล่าวคำเคียดเดียดฉัน
วานอย่าถือคำพาลมาพาลกัน อย่าขึงมั่นอยู่ไม่ผ่อนใจเอย

ฯ ๗๖ คำ ฯ

๏ ปางพี่มาดหมายสมานสุมาลย์สมร
ดั่งหมายดวงหมายเดือนดารากร อันลอยพื้นอัมพรโพยมพราย
แม้นพี่เหิรเดิรได้ในเวหาศ ถึงจะมาดก็ไม่เสียซึ่งแรงหมาย
มิได้ชมก็พอได้ดำเนิรชาย เมียงหมายรัศมีพิมานมอง
นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน สุดหาญที่จะเหิรเวหาศห้อง
สุดคิดที่จะเข้าเคียงประคอง สุดสนองใจสนิทเสน่ห์กัน
โอ้แต่นี้นับทวีแต่เทวษ จะต้องนองชลเนตรกันแสงศัลย์
จะแลลับเหมือนหนึ่งดับเดือนตะวัน เมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตภัณฑ์ยุคันธร
ยิ่งคะนึงก็ยิ่งนานจะเห็นพักตร์ ฉวยฉุดรักแล้วก็ทอดฤทัยถอน
ไม่เห็นกรรมว่าจะนำให้ไกลกร ไม่เห็นรักว่าจะรอนให้แรมโรย
อกเอ๋ยเมื่อได้เคยประโลมเล่น ครั้นห่างเห็นแล้วก็ตั้งแต่เตือนโหย
ยามดำเนิรเดิรดิ้นอาดูรโดย ก่นแต่โกยกอบทุกข์มาทับกาย
จะผ่อนผันฉันใดก็ใช่ที่ อันนับปีแต่จะเริศร้างหาย
จะอาดูรแต่ผู้เดียวอยู่เปลี่ยวกาย มิได้วายความถวิลที่จินตนา
แสนเทวษสุดทวีครั้งนี้เอ๋ย ไม่เห็นเลยว่าจะน้อยวาสนา
แต่ปางไกลแสนอาลัยทุกเวลา ครั้นคิดมาไม่เห็นหน้าแล้วอาวรณ์
แสนรักจะร่วมเรือนเหมือนบุหรง ที่พิศวงภาณุมาศประภัสสร
เมื่อเลี้ยวลับศีขรินลงรอนรอน สุดอาวรณ์ที่นกยุงจะมุ่งปอง
แสนวิตกเหมือนกระต่ายที่ใฝ่ฝัน แสงพระจันทร์งามจรเวหาศห้อง
พระจันทรอยู่สำราญวิมานทอง หรือจะปองใจหมายกระต่ายดง
สงสารอกกระต่ายป่าปักษาชาติ์ จะวายชีวาตม์ดับชีวิตด้วยพิศวง
แสนคนึงถึงเสน่ห์ที่จำนง ก็เหมือนอกกระต่ายดงที่หลงเดือน
โอ้สุดคิดสุดฤทธิ์เห็นสุดรัก เพราะต่ำพักตรไม่มีศักดิ์เสมอเหมือน
ใครจะช่วยบำรุงรักช่วยตักเตือน โอ้นับเดือนก็จะลับไปนับวัน
ถึงจำจากเพราะวิบากให้วิบัติ ขอกอดสัตย์ไปจนสิ้นชีวาสัญ
ได้ตั้งใจมิตรจิตต์คิดผูกพัน ขอหมายมั่นกว่าจะม้วยชนมาน
ถ้าดับชีวิตไปสวรรค์ขั้นใดไฉน ขอตามไปร่วมทิพย์พิมานสมาน
ทุกขมหันต์อรรณพอเนกนาน จนสู่สถานที่สถิตนิพพานเมือง
โอ้ชาตินี้เห็นน้อยแล้วความสุข จะแสนทุกข์สุดโทมนัสเนื่อง
สุดปลุกใจปล้ำให้โศกเปลือง ยิ่งครุ่นคิดแล้วก็เครื่องทวีครวญ
เมื่อเวลามาบำราสให้ขาดรัก สงวนศักดิไว้ให้งามเถิดทรามสงวน
คิดเสงี่ยมเจียมพักตรแต่พอควร ใครสงวนไม่เท่านวลสงวนกาย
เห็นสุดถวิลสุดสิ้นบุพเพนิวาส ที่มุ่งมาดมิได้สมอารมณ์หมาย
เจ็บจิตต์คิดจะวางชีวาวาย ก็เสียดายด้วยอาลัยมิได้ลา
เชิญสำราญเถิดแม่อย่าหมองพักตร์ จงคงศักดิ์คงสถิตในยศถา
ต่อเมื่อไรวันกำหนดมรณา ขอเห็นหน้าเสียสักหน่อยพอชื่นใจ
อย่าเสียแรงที่มุ่งบำรุงรัก มาดสมัคหมายสมานพิสมัย
ได้เห็นหน้าแล้วจะลาชีวาลัย จะอวยโอษฐ์ให้อโหสิกรรมกัน
ถึงอยู่ใกล้ก็เหมือนไกลเพราะใช่คู่ จึงมิได้ชูชมโฉมประโลมขวัญ
เห็นสิ้นบุญแล้วในเบื้องปัจจุบัน ขอหมายมั่นบุญเบื้องบุรพา
แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง ขอร่วมห้องอย่าให้ห่างเสนหา
เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา ขอร่วมชีวาร่วมวางชีวาวาย
เกิดไหนขอให้ได้ถนอมพักตร์ ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย
รักนุชอย่าได้สุดเสน่ห์คลาย ขอสมหมายที่ข้ามาดสมุทาน
อันสาราบำราสบำรุงคิด จารึกไว้โดยสุจริตสาร
พยายามตามสัตย์ปัญญาญาณ พอแจ้งการณ์ที่มีกรรมในกายเอย ฯ

ฯ ๔๖ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ