คำนำ

ลิลิตพระลอ เป็นลิลิตเรื่องเอกที่แต่งเป็นลิลิตสุภาพ มีร่ายสุภาพและโคลงสุภาพเป็นส่วนใหญ่ บางบทเป็นร่ายโบราณและร่ายดั้น วรรณคดีสโมสรยกให้เป็นยอดลิลิต อีกทั้งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า
เป็นตำราของหนังสือลิลิตในยุคต่อมาอีกด้วย ปัจจุบันในมหาวิทยาลัย
ก็กำหนดให้นิสิตนักศึกษาเรียนวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอด้วย
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานอธิบายเกี่ยวกับ
หนังสือลิลิตพระลอไว้ในหนังสือบันทึกสมาคมวรรณคดี ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๕ วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่าดังนี้

“หนังสือลิลิตมีมากเรื่องก็จริง แต่ที่นับถือกันว่าเป็นตำรามาแต่โบราณกาล จนบัดนี้มี ๓ เรื่องเท่านั้น คือ

๑. เรื่องยวนพ่ายแต่งในสมัยอยุธยา เฉลิมพระเกียรติสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถ ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

๒. เรื่องพระลอ แต่งในสมัยอยุธยาเหมือนกัน เป็นนิทานเรื่องทาง อาณาเขตลานนา (คือมณฑลพายัพ) ดูเหมือนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่งทรงพระราชนิพนธ์ แต่ในเวลาเมื่อยังดำรงพระยศเป็น
พระราชโอรส

๓. เรื่องเตลงพ่าย สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (เมื่อยัง
ดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส) ทรงพระนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๓
กรุงรัตนโกสินทร์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

หนังสือลิลิต ๓ เรื่องนี้ จะตัดสินว่าสำนวนเรื่องไหนแต่งดีกว่าหรือเลวกว่ากันนั้นไม่ได้ เพราะแต่งต่างสมัยกัน และกระบวนกลอนที่แต่ง
ก็ต่างกัน เพราะแต่งตามนิยมในสมัยที่แต่งนั้นควรแต่ยกย่องว่าแต่งดีอย่างยอดเยี่ยมทั้ง ๓ เรื่อง ถ้าหากอุปมาว่ามีผู้ส่งของรางวัลมาสิ่งเดียวและขอให้เราเลือกเรื่องหนึ่งเรื่องใดใน ๓ เรื่องนั้นรับรางวัล ก็จะต้องหาเกณฑ์อย่างอื่นมาประกอบกับสำนวนที่แต่งให้เป็นหลักตัดสิน ก็ธรรมดาการแต่งหนังสือนั้นย่อมอาศัยปัจจัย ๒ อย่างคือสำนวนที่แต่งอย่าง ๑ กับเรื่องที่แต่งอีกอย่าง ๑ ข้อนี้จะยกอุทาหรณ์ดังเช่น หนังสือกลอนนิราศภูเขาทองกับบทเสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร สุนทรภู่แต่ง ๒ เรื่อง แต่ใครอ่านก็ต้องชอบนิราศภูเขาทองยิ่งกว่าเรื่องพระราชพงศาวดาร เพราะนิราศภูเขาทอง ตัวเรื่องไม่บังคับ สุนทรภู่จะว่าอย่างไรก็ว่าได้ แต่บทเสภานั้นเรื่องพระราชพงศาวดารบังคับอยู่จะแต่งให้หรูหราออกไปนอกเรื่องไม่ได้ ตัวอย่างที่ยกมาแสดงนี้ฉันใด หนังสือที่แต่งไม่ว่าประเภทใด หรือใครแต่ง
ก็เป็นทำนองเดียวกัน ในลิลิต ๓ เรื่อง ที่กล่าวมาเรื่องยวนพ่ายกับเรื่อง
เตลงพ่ายตัวเรื่องเป็นพงศาวดาร การแต่งมีบังคับ เสียเปรียบเรื่องพระลอ ซึ่งเป็นแต่นิทาน ผู้แต่งมีช่องที่จะกล่าวความให้จับใจได้กว้างขวางกว่ากัน เพราะฉะนั้นจึงนับถือกันมาว่าเรื่องพระลอวิเศษกว่าลิลิตเรื่องอื่น ถึงยกย่องเป็นตำรามาแต่โบราณ แม้หนังสือเรื่องจินดามณี ซึ่งพระโหราฯ แต่งเป็นตำราเรียนภาษาไทยเมื่อรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็คัดโคลง
ในเรื่องพระลอมาใช้เป็นแบบในหนังสือนั้น ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงพระนิพนธ์ลิลิตเรื่องเตลงพ่ายขึ้น และคนทั้งหลายนับถือว่าแต่งดีอย่างยิ่งอีกเรื่อง ๑ ถึงกระนั้นก็ไม่ทำให้
ลดความนับถือเรื่องพระลอลงกว่าแต่ก่อน อาศัยเหตุทั้งปวงดังกล่าวมา ถ้าจำต้องตัดสินเอาเรื่องใดเป็นเอกในลิลิต ๓ เรื่องนั้นไซร้ ข้าพเจ้าเห็นว่าควรจะเอาเรื่องพระลอ และเชื่อว่าคงจะมีผู้เห็นพ้องกับข้าพเจ้าไม่น้อย

ใครเป็นผู้แต่งลิลิตพระลอและแต่งเมื่อไร ปัญหานี้ดูเหมือนจะยัง
ไม่เคยวินิจฉัยกันให้ถ้วนถี่ ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องพระลออีกครั้งหนึ่ง เมื่อจะแต่งคำวินิจฉัยนี้ ขอเสนอความเห็นแก่ท่านทั้งหลายด้วยคือ ข้างท้ายลิลิตมีโคลงบอกชื่อผู้แต่งอยู่ ๒ บท บทหนึ่งว่า “มหาราชเจ้านิพนธ์” หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่ง แต่อีกบทหนึ่งว่า “เยาวราชเจ้าบรรจง” หมายความว่า พระราชบุตรของพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่ง ที่บอกแย้งกันดังนี้ส่อให้เห็นว่า ผู้แต่งโคลง ๒ บทนั้นเป็น ๒ คน และมิใช่ตัว
ผู้แต่งลิลิตพระลอ โคลง ๒ บทเป็นของแต่งเพิ่มขึ้นแต่ภายหลัง ส่วนผู้แต่ง ลิลิตเองได้กล่าวไว้ในโคลงบานแผนกข้างต้นเรื่องว่า

“เกลากลอนกล่าวกลการ         กลกล่อม ใจนา

ถวายบำเรอท้าวไท้               ธิราชผู้มีบุญ”

หมายความว่า ผู้อื่นแต่งถวายพระเจ้าแผ่นดิน มิใช่พระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งเอง เหตุใดผู้แต่งโคลง ๒ บทข้างท้ายลิลิตจึงอ้างว่าพระเจ้าแผ่นดินและพระเยาวราชทรงแต่งจะลงเนื้อเห็นว่าอ้างโดยไม่มีมูลก็กระไรอยู่ พิจารณาดูสำนวนที่แต่งก็เห็นได้ ผู้แต่งลิลิตพระลอเป็นผู้รู้ราชประเพณีและการเมืองต้องเป็นบุคคลชั้นสูงอยู่ในราชสำนัก ประกอบทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญอักษรศาสตร์ ผู้ที่ทรงความสามารถถึงปานนั้นมักเป็นเจ้านาย จะยกตัวอย่าง เช่นเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร และสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นต้น จึงสันนิษฐานว่า ผู้แต่งลิลิตพระลอนั้น เมื่อแต่งยังเป็นพระราชโอรสและต่อมาได้รับรัชทายาทเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โคลงข้างท้ายลิลิตบทที่ว่า “เยาวราชเจ้าบรรจง” แต่งก่อนโคลงบทที่ว่า “มหาราชเจ้านิพนธ์” แต่งเมื่อภายหลัง เดิมก็เห็นจะแต่งเขียนลงในหนังสือพระลอ ฉบับของผู้แต่งโคลงนั้น ครั้งเมื่อรวบรวมฉบับชำระหนังสือเรื่องพระลอในกาลครั้งใดครั้งหนึ่ง (อาจจะเป็น เมื่อแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้) พบโคลง ๒ บทนั้น จึงรวมเขียนลงไว้ในฉบับชำระใหม่ด้วยก็เลยติดอยู่

ปัญหาข้อที่ว่าหนังสือลิลิตพระลอแต่งเมื่อไร ข้อนี้ตัดสินใจได้ทันทีว่า แต่งก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะหนังสือจินดามณีที่พระโหราฯ แต่งในรัชกาลนั้น ได้คัดเอาโคลงลิลิตพระลอ คือบทที่ว่า

       “เสียงฦๅเสียงเล่าอ้าง      อันใด พี่เอย

เสียงย่อมยอยศใคร               ทั่วหล้า

สองเขือพี่หลับใหล                ลืมตื่น ฤๅพี่

สองพี่คิดเองอ้า                    อย่าได้ถามเผือฯ”

มาใช้เป็นแบบโคลง ๔ เพราะเอกโทตรงตามตำราหมดทุกแห่ง นอกจากหนังสือจินดามณี ยังมีเค้าเงื่อนอย่างอื่นเป็นที่สังเกต คือ หนังสือบทกลอนแต่งครั้งกรุงศรีอยุธยา (ว่าตามตัวอย่างที่ยังมีอยู่) ต่างกันเป็น ๓ ตอน ตอนต้นนับแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมาชอบแต่งลิลิตกันเป็นพื้นมีลิลิตโองการแช่งนํ้าพระพิพัฒนสัตยา ลิลิตเรื่องยวนพ่าย และลิลิตเรื่องพระลอเป็นตัวอย่างสำนวนทันเวลากันทั้ง ๓ เรื่อง พึงเห็นได้ว่าในสมัยนั้นยังไม่สู้ถือว่าคณะและเอกโทเป็นสำคัญเท่ากับคำ มาตอนกลางนับตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมา ชอบแต่งโคลงกำศรวล กับทั้งโคลงเบ็ดเตล็ดเป็นตัวอย่าง ส่วนฉันท์ก็มีเรื่องสมุทรโฆษและเรื่อง
อนิรุทธเป็นตัวอย่าง ถึงตอนปลายนับตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าบรมโกศ ชอบแต่งกลอนเพลงยาวกันเป็นพื้น ซึ่งตัวอย่างมีอยู่มาก ในกรุงศรีอยุธยาตอนกลางและตอนปลายหาปรากฏว่าแต่งลิลิตเรื่องใดไม่

จึงเห็นว่าควรถือเป็นยุติไว้ ว่าลิลิตเรื่องพระลอนั้นแต่งใน
กรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราวในระหว่าง พ.ศ. ๑๙๙๑ จนถึง พ.ศ. ๒๐๒๖ ส่วนผู้แต่งนั้น จะว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดยากอยู่ ด้วยจะเป็น
สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรพระองค์ใดพระองค์หนึ่งก็ได้ทั้งนั้นเป็นอันรู้ไม่ได้แน่”

ลิลิตพระลอนี้ ฉบับเก่าที่สุดที่พบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอักษรสาสนโสภณ จัดพิมพ์ขึ้นที่โรงพิมพ์หลวง ไม่ปรากฏ พ.ศ. ที่พิมพ์ ต่อมาหอสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครได้ให้ตีพิมพ์เผยแพร่ตามฉบับโรงพิมพ์หลวงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ ที่โรงพิมพ์ไทย ต่อมาได้พิมพ์อีกหลายครั้ง การพิมพ์ครั้งนี้ได้แก้ไขตัวสะกดการันต์ให้ถูกต้องตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ อนึ่ง ในการพิมพ์ตามฉบับโรงพิมพ์หลวง และฉบับพิมพ์ต่อมาทุกครั้ง เขียนชื่อเมืองของพระเพื่อนพระแพงเป็น ๒ อย่าง
คือ ตอนแรกเขียนว่า “เมืองสรวง” (ซ้ำกับชื่อเมืองของพระลอ) ดังนี้
“มีพระยาตนหนึ่งใหญ่ ธไซร้ทรงนามกรพิมพิสาครราช พระบาทเจ้าเอง สรวงสมบัติ หลวง สองราชามีมหิมาเสมอกัน” แต่ในตอนหลังๆ เขียนว่า “เมืองสอง หรือ สรอง” ตลอดในคราวพิมพ์คราวนี้ได้ลองตรวจดูใน
ฉบับเขียนในสมุดดำอันมีอยูในหอพระสมุดวชิรญาณ ปรากฏว่าตอนที่ฉบับพิมพ์ทั้ง ๒ เขียนว่า “เมืองสรวง” นั้น ในสมุดดำได้ตรวจดูถึง ๗ ฉบับ เขียนว่า “เมืองสรอง” ดังนี้ “มีพระยาตนหนึ่งใหญ่ ธไซร้ทรงนามกร
พิมพสาครราช พระบาทเจ้าเมืองสรอง สมบัติสองราชา มีมหิมาเสมอกัน” และต่อๆ ไปก็เขียนว่า “เมืองสรอง” ทุกแห่ง อนึ่ง โคลงบทสุดท้ายในเรื่องพระลอนี้ ที่ว่ามีผู้แต่งเพิ่มเติมขึ้นภายหลังนั้น โคลงบาทที่ ๑ ในฉบับพิมพ์ทั้งสองเล่ม เขียนว่า “จบเสร็จเยาวราชเจ้าบรรจง” แต่ฉบับเขียนในสมุดดำที่ได้ตรวจดู ๗ ฉบับนั้น เขียนว่า “จบเสร็จมหาราชเจ้าบรรจง” เหมือนกันทุกฉบับ หามีฉบับใดเขียนว่า “.....เยาวราชเจ้า....” ไม่เลยสักฉบับเดียว อันนี้จึงเป็นปัญหาใหม่ที่นักศึกษาวรรณคดีจะต้องวินิจฉัยต่อไป

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ