นิราศวัดเจ้าฟ้า

 ๏ วันประหัศ[๑]พัท[๒]เพียรเขียนอักษร[๓]
เป็นเรื่องความตามติดท่านบิดรคราจักจร[๔]จากนิเวศเชตุพน
ได้ออกเรือเมื่อตะวันสายัณห์ย่ำละอองนํ้าค้างย้อยดังฝอยฝน
ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าเมื่อคราวจนไม่มีคนเกื้อหนุนกรุณา
โอ้ธานีศรีอยุธย์มนุษย์แน่นนับโกฏิแสนสาวแก่แซ่ภาษา
จะหารักสักคนพอปนยาไม่เห็นหน้านึกสะอื้นฝืนฤทัย
เสียแรงมีพี่ป้าหม่อมน้าสาวล้วนขาวขาวคำหวานน้ำตาลใส
อยู่ยาน[๕]ยืดจืดเปรี้ยวไปเจียวใจเหลืออาลัยลมปากจะจากจรฯ
๏ ถึงวัดระฆังบังคมบรมธาตุแทบพระบาทบุษบงองค์อัปสร[๖]
มิทันลับกัปกัลป์พุทธันดรพระด่วนจรสู่สวรรคครรไล
ละสมบัติขัตติยาทั้งข้าบาทโอ้อนาถนึกหน้านํ้าตาไหล
เป็นสูญลับนับปีแต่นี้ไปเหลืออาลัยแล้วที่พระมีคุณ
ถึงจนยากบากมาเป็นข้าบาทไม่ขัดขาดข้าวเกลือช่วยเกื้อหนุน
ทรงศรัทธากล้าหาญในการบุญโอ้พระคุณขาดยศทั้งงดงาม
แม้นตกยากพรากพลัดไปขัดข้องพัดกับน้องหนูตาบจะหาบหาม
นี่จนใจไปป่าช้าพนารามสุดจะตามตาบ[๗]ได้ดังใจจง
ขออยู่บวชตรวจน้ำ[๘]สุรำมฤต[๙]อวยอุทิศผลผลาอานิสงส์
สนองคุณพูนสวัสดิ์ขัตติยวงศ์เป็นรถทรงสู่สถานวิมานแมน
มีสุรางค์นางขับสำหรับกล่อมล้วนเนี้อหอมน้อมเกล้าอยู่เฝ้าแหน
เสวยรมย์สมมนัสไม่ขัดแคลนเป็นของแทนทานาฝ่าละออง
โอ้อก[๑๐]เอ๋ยเคยทนุป[๑๑]อุปถัมภ์ได้อิ่มหนำคํ่าเช้าไม่เศร้าหมอง
แม้นทูลลามาอย่าง[๑๒]นี้ทั้งพี่น้องไหนจะต้องอดอยากลำบากกาย
นี่สิ้นบุญทูนกระหม่อมจึงตรอมอกออก[๑๓]ระหกระเหินไปน่าใจหาย
เห็นที่ปลงทรงสูญยังมูน[๑๔]ทรายแสนเสียดายดังจะดิ้นสิ้นชีวัน
ทั้งหนูตาบกราบไหว้ร้องไห้ว่าจะคมลาลับไปถึง[๑๕]ไพรสัณฑ์
เคยเวียนเฝ้าเกล้าจุกให้ทุกวันสารพันพึ่งพาไม่อาทร ฯ
๏ ถึงปากง่ามนามบอกบางกอกน้อยยิ่งเศร้าสร้อยทรวงน้องดังต้องศร
เหมือนน้อยทรัพย์ลับหน้านิราจรเที่ยวแรมรอนราวไพรใจรำจวน[๑๖]
เคยชมเมืองเรืองระยับจะลับแล้วไปชมแถวทุ่งท่าล้วนป่าสวน
เคยดูดีพี่ป่าหน้านวลนวลจะว่างเว้นเห็นล้วนแต่มอมแมม
เคยชมชื่นรื่นรสแป้งสดสะอาดจะชมหาดเห็นแต่จอกกับดอกแขม
โอ้ใจจืดมืดเหมือนเมื่อเดือนแรมไม่เยื้อนแย้มกลีบกลิ่นให้ดิ้นโดย
เสียดายดวงพวงผกามณฑาทิพย์เห็นลิบลิบแลชวนให้หวนโหย
เพราะหวงหุ้ม[๑๗]ภุมรินไม่บินโบยจะร่วงโรยรสสิ้นกลิ่นผกา ฯ
๏ ถึงบางพรม[๑๘]พรหมมีอยู่สี่พักตร์คนรู้จักแจ้งจิตทุกทิศา
ทุกวันนี้มีมนุษย์อยุธยาเป็นร้อยหน้าพันหน้ายิ่งกว่าพรหม
โอ้คิดไปใจหายเสียดายรักเหมือนเกรียกจักเจ็ดซีกกระผีกผม
จนเจ็บอกฟกช้ำระกำกรม[๑๙]เพราะลิ้นลมล่อลวงจะช่วงใช้ ฯ
๏ ถึงบางจากน้องไม่มีที่จะจากโอ้วิบากบาปสร้างแต่ปางไหน
เผอิญหญิงชิงชังน่าคลั่งใจจะรักใคร่เขาไม่มีปรานีเลย ฯ
๏ ถึงบางพลูพลูใบใส่ตะบะถวายพระเพราะกำพร้านิจจาเอ๋ย
แม้นมีใครใจบุญที่คุ้นเคยจะได้เชยพลูจีบหมากดิบเจียน
นี่จนใจได้แต่ลมมาชมเล่นเปรียบเหมือนเช่นฉากฉายพอหายเหียน
แม้นเห็นรักจักได้ตามด้วยความเพียรฉีกทุเรียนหนามหนักดูสักคราว ฯ
๏ ถึงบางอ้อคิดจะใครได้ไม้อ้อทำแพนซอเสียงแจ้วเที่ยวแอ่วสาว
แต่[๒๐]ไม่เคยเชยโฉมประโลมลาวสุดจะกล่าวกลอนปลอบให้ชอบใจ ฯ
๏ ถึงบางซ่อนซ่อนเงื่อนไม่เยื้อนแย้มถึงหนามแหลมเหลือจะบ่งที่ตรงไหน
โอ้บางเขนเวรสร้างแต่[๒๑]ปางใดจึงเข็ญใจจนไม่มีที่จะรัก
เมื่อชาติหน้ามาเกิดให้เลิศโลกประสิทธิโชคชอบฤทัยทั้งไตรจักร
กระจ้อยร่อยกลอยใจวิไลลักษณ์ให้สาวรักสาวกอดตลอดไป ฯ
๏ ตลาดแก้วแล้วแต่ล้วนสวนสล้างแต่ชื่ออ้างออกนามตามวิสัย
แม้นขายแก้วแววฟ้าที่อาลัยจะซื้อใส่บนสำลีประชีรอง
ประดับเรือนเหมือนหนึ่งเพชรสำเร็จแล้วสงวน[๒๒]แก้วกลอยใจมิให้หมอง
ไม่เหมือนนึกตรึกตรานํ้าตานองเห็นแต่น้องหนูแนบแอบอุรา ฯ
๏ ถึงวัดตั้งฝั่งสมุทรพระพุทธสร้างว่าท่านวางไว้ให้คิดปริศนา[๒๓]
แม้นแก้ไขไม่ออกเอาที่ตอกตานึกก็น่าใคร่หัวเราะจำเพาะเป็น
ครั้นคิดบ้างอย่างคำที่รํ่าบอก[๒๔]จะไปตอกที่ตรงไหนก็ไม่เห็น
ดูลึกซึ้งถึงจะคิดก็มิดเม้นพอยามเย็นยอแสงแฝงโพยม ฯ
๏ ถึงวัดเขียนเหมือนหนึ่งเพียรเขียนอักษรกลกลอนกล่าวกล่อมสนอมโอม
เดชะชักรักลักลอบปลอบประโลมขอให้โน้มน้อมจิตสนิทใน ฯ
๏ ถึงคลองขวางบางศรีทองมองเขม้นไม่แลเห็นศรีทองที่ผ่องใส
แม้นทองคำธรรมดาจะพาไปนี่มิใช่ศรีทองเป็นคลองบาง
พอลมโบกโศกสวนมาหวนหอมยิ่งโศกตรอมตรึกตรองให้หมองหมาง[๒๕]
ถึงบางแพรกแยกคลองเป็นสองทางเหมือนจืดจางใจแตกต้องแยกกัน[๒๖]
๏ ตลาดขวัญขวัญฉันนี้ขวัญหายใครเขาขายขวัญหรือจะซื้อขวัญ
แม้นขวัญฟ้าหน้าอ่อนเหมือนท่อนจันทน์จะรับขวัญเช้าเย็นไม่เว้นวาง ฯ
๏ ถึงบางขวางขวางอื่นสักหมื่นแสนถึงต่างแดนดงดอนสิงขรขวาง
จะตามไปให้ถึงห้องประคองคางแต่ขัดขวางขวัญความขามระคาย
เห็นสวาดขาดทิ้งกิ่งสนัดเป็นรอยตัดต้นสวาดให้ขาดสาย
สวาทพี่นี้ก็ขาดสวาทวายแสนเสียดายสายสวาทที่ขาดลอย
เห็นรักน้ำพร่ำออกทั้งดอกผลไม่มีคนรักรักมาหักสอย
เป็นรักเปล่าเศร้าหมองเหมือนน้องน้อยมา[๒๗]ล่องลอยเรือรักจนหนักเรือ ฯ
๏ ถึงบ้านบางธรณีแล้วพี่จ๋าแผ่นสุธาก็ไม่ไร้ไม้มะเขือ
เขากินหมูหนูพัดจะกัดเกลือไม่ง้อเรือแหหาปลาตำแบ[๒๘]
๏ ถึงปากเตร็ด[๒๙]เตร็ดเตร่มาเร่ร่อนเที่ยวสัญจรตามระลอกเหมือนจอกแหน
มาถึงเตร็ด[๓๐]เขตมอญสลอนแลลูกอ่อนแอ้อุ้มจูงพะรุงพะรัง
ดูเรือนไหนไม่เว้นเห็นลูกอ่อนไม่หยุดหย่อนอยู่ไฟจนไหม้หลัง
ไม่ยิ่งยอดปลอดเปล่าเหมือนชาววังล้วนเปล่งปลั่งปลื้มใจมาไกลตา ฯ
๏ พอออกคลองล่องลำแม่น้ำวกเห็นนกหกเหินร่อนว่อนเวหา
กระทุงทองล่องเลื่อนค่อยเคลื่อนคลาดาษดาดอกบัวเข้าคลัวเคลีย
นกกานํ้าดำปลากระสาสูงเป็นฝูงฝูงเข้าใกล้มันไปเสีย
นกยางขาวเหล่านกยางมีหางเปียเป็น[๓๑]ตัวเมียหมดสิ้นทั้งดินแดน
ถึงเดือนไข่ไปลับแลเมืองแม่ม่ายขึ้นไข่ชายเขาโขดนับโกฏิแสน
พอบินได้ไปประเทศทุกเขตแคว้นคนทั้งแผ่นดินมิได้ไข่นกยาง ฯ[๓๒]
๏ ถึงบางพูดพูดมากคนปากหมด[๓๓]มีแต่ปดเป็นอันมากเขาถากถาง
ที่พูดน้อยค่อยประคิ่น[๓๔]เล่น[๓๕]ลูกคางเหมือนหญิงช่างฉอเลาะปะเหลาะชาย
๏ ถึงบางกระไนได้เห็นหน้าบรรดาพี่พวกนารีเรืออ้อยมา[๓๖]ลอยขาย
ดูจริตติดจะงอนเป็นมอญกลายล้วนแต่งกายกันไรเหมือนไทยทำ
แต่ไม่มีกิริยาด้วยผ้าห่มกระพือลมแล้วไม่ป้องปิดของขำ
ฉันเตือนว่าผ้าแพรลงแช่นํ้าอ้อยสองลำนั้นจะเอาสักเท่าไร
เขารู้ตัวหัวร่อ[๓๗]ว่าพ่อน้อยมากินอ้อยแอบแฝงแถลงไข
รู้กระนี้มิอยากบอกมิออกไยน่าเจ็บใจจะต้องจำเป็นตำรา ฯ
๏ ถึงไผ่รอบขอบเขื่อนดูเหมือนเขียนชื่อวัดเทียนถวายอยู่ฝ่ายขวา
ข้างซ้ายมือชื่อบ้านใหม่ทำไร่นานางแม่ค้าขายเต่าสาวทึมทึก
ปิดกระหมับจับกระเหม่าเข้ามินหม้อดูมอซอสีสันเป็นมันหมึก
ไม่เหมือนเหล่าชาวสวนหวนรำลึกว่า[๓๘]ไม่นึกแล้วก็ใจมิใคร่ฟัง ฯ
๏ พอฟ้าคลํ้าคํ่าพลบเสียงกบเขียดร้องตรอด[๓๙]เกรียดเกรียวแซ่ดังแตรสังข์
เหมือนเสียงฆ้องกลองโหมประโคมวังไม่เห็นฝั่งฟั่นเฟือนด้วยเดือนแรม
ลำพูรายชายตลิ่งล้วนหิ่งห้อยสว่างพรอยพร่างพรายบน[๔๐]ปลายแขม
อร่ามเรืองเหลืองงามวามวามแวมกระจ่างแจ่มจับนํ้าเห็นลำเรือ ฯ
๏ ถึงย่านกว้าง[๔๑]บางทะแยงเป็นแขวงทุ่งดูเวิ้งวุ้งหว่างแฉวก[๔๒]ล้วนแฝกเฝือ
เห็นไรไรไม้พุ่มครุมครุมเครือเหมือนรูปเสือสิงโตรูปโคควาย
ท่านบิดรสอนหนูให้ดูว่ามันผินหน้าออกนั้นกันฉิบหาย
แม้นปากมันหัน[๔๓]เข้าข้างเจ้านายจะล้มตายพรายพลัดเร่งตัดรอน
จารึกไว้ให้เป็นทานทุกบ้านช่องฉันกับน้องนี้ได้จำเอาคำสอน
ดึกกำดัดสัตว์หลับประทับนอนที่วัดมอญเชิงรากริมปากคลอง
ต้นไทรครึ้มงึมเงียบเซียบสงัดพระพายพัดเฉื่อยเฉียวเสียวสยอง[๔๔]
เป็นป่าช้าอาวาสปีศาจคะนองฉันพี่น้องนี้ไม่คลาด[๔๕]บาทบิดา
ท่านนอนหลับตรับเสียงสำเนียงเงียบยิ่งเย็นเยียบ[๔๖]เยือกสยองพองเกศา
เสียงผีผิ่วหวิวโหวยโหยวิญญาณ์ภาวนาหนาวนิ่งไม่ติงกาย
บรรดาศิษย์บิดรที่นอนนอกผีมันหลอกลากปลํ้าพลิกควํ่าหงาย
ลุกขึ้นบอกกลอกกลัวทุกตัวนายมันสาดทรายกรวดโปรยเสียงโกรยกราว
ขึ้นสั่นไทรไหวยวบเสียงสวบสาบเป็นเงาวาบหัวหกเห็นอกขาว
หนูกลั่นกล้าคว้าได้รากไทรยาวหมายว่าสาวผมผีร้องนี่แน
พอพระตื่นฟื้นกายค่อยคลายจิตบรรดาศิษย์เคียง[๔๗]ข้างไม่ห่างแห
ท่านห่มดองครองเคร่งไม่เล็งแลขึ้นบกแต่องค์เดียวดูเปลี่ยวใจ
สำรวมเรียบเลียบรอบขอบป่าช้าตั้งเมตตา[๔๘]ตามสงฆ์ไม่หลงใหล
พบศพฝังบังสุกุลส่งบุญไปเห็นแสงไฟรางรางสว่างเวียน
ระงับเงียบเซียบเสียงสำเนียงสงัดประดิพัทธ์[๔๙]พุทธคุณค่อยอุ่นเศียร
บรรดาศิษย์คิดกล้าต่างหาเทียนจำเริญเรียนรุกขมูลพูนศรัทธา
อสุภธรรมกรรมฐานประหารเหตุหวนสังเวชว่าชีวังจะสังขาร์
อันอินทรีย์วิบัติอนัตตาที่ป่าช้านี้ก็[๕๐]เหมือนกับเรือนตาย
กลับเกลียด[๕๑]กลัวมัวเมาไม่เข้าบ้านพระนีฤพาน[๕๒]เพิ่มพูนเพียงสูญหาย
อับร่าง[๕๓]เหมือนเรือนโรคให้โศกสบายแล้วต่างตายตามกันไปมั่นคง
ค่อยคิดเห็นเย็บเยียบไม่เกรียบกริบประสาบสิบนิ้วนั่งตั้งประสงค์
พยายามตามจริตท่านบิตุรงค์สำรวมทรงศีลธรรมที่จำเจน
ประจงจดบทบาทค่อยยาตรย่างประพฤติอย่างโยคามหาเถร
ประทับทุกรุกข์รอบริมขอบเมรุจบพระเณรในอารามตื่นจามไอ
ออกจงกรมสมณาสมาโทษร่มนิโครธครึ้มเงื่อมให้เลื่อมใส[๕๔]
แผ่กุศลจนจบทั้งภพไตรจากพระไทรแสงทองผ่องโพยม ฯ
๏ เลยบางหลวงล่วงทางสว่างแจ้ง[๕๕]ถึงบ้านกระแชงหุงจังหันฉันผักโหม
ยังถือมั่นขันตีหนีประโลมอัน[๕๖]รูปโฉมชวน[๕๗]หลงไม่งงงวย
พอเสียงฆ้องกลองแซ่เขาแห่นาคผู้หญิงมากมอญเก่าสาวสาวสวย
ร้องลำนำรำฟ้อนอ่อนระทวยชวน[๕๘]กันช่วยเขาแห่ได้แลดู
ถือขันตีทีนั้นก็ขันแตกทั้งศีลแทรกเสียด[๕๙]ออกกระบอกหู
ฉันนี้เคราะห์เพราะนางห่มสีชมพูพาความรู้แพ้รักประจักษ์จริง
แค้นด้วยใจนัยนานิจจาเอ๋ยกระไรเลยแล่นไปอยู่กับผู้หญิง
ท่านบิดาว่ามันติดกว่าปลิดปลิงถูกจริงจริงเจียวจึงจดเป็นบทกลอน ฯ
๏ ถึงต้องง้าวหลาวแหลนสักแสนเล่มให้[๖๐]ติดเต็มตัวฉุดจะ[๖๑]หลุดถอน
แต่ต้องตาพาใจอาลัยวอนสุดจะถอนทิ้งขว้างเสียกลางคัน
ทั้งหนูกลั่นนั้นคะนองจะลองทิ้งบอกให้หญิงรำรับขยับหัน
ถ้าทิ้งถูกลูกละบาทประกาศกันเขารับทันเราก็ให้ใบละเฟื้อง
นางน้อยน้อยพลอยสนุกลุกขึ้นพร้อมรำ[๖๒]ละม่อมมีแต่สาวบ้าง[๖๓]ขาวเหลือง
ออก[๖๔]จริตกรีดกรายชายชำเลืองขยับเยื้องยิ้มแย้มแฉล้มลอย
ต่างหมายมุ่งตุ้งติ้งทิ้งหมากดิบเขาฉวยฉิบเฉยหน้าไม่ราถอย
ไม่มีถูกลูกดิ่งทั้งทิ้งทอยพวกเพื่อนพลอยทิ้งทั่วทุกตัวนาย[๖๕]
ฉันลอบลองสองลูกถูกจำหนับถูกปะปับปุ่มสูญที่ปูนหมาย[๖๖]
ลงม้วนต้วนม้วนหน้าน้ำตาพรายพล่ามผู้ชายสรวลเสเสียงเฮฮา
แต่หนูกลั่นนั้นหล่อนเขวี้ยงดังเสียงขวับถูกปุ่มปับปากกรีดหวีดผวา
ร้องอยู่แล้วแก้วพี่มานี่มาพวกมอญมาโห่แห่เสียง[๖๗]แซ่ไป ฯ
๏ แล้วเลยนาคบากข้ามถึงสามโคกเป็นลิ้น[๖๘]โลกสมมติสุดสงสัย
ถามบิดาว่าผู้เฒ่าท่านเล่า[๖๙]ไว้ว่าที่ไทยท้าวอู่ทองเธอกองทรัพย์[๗๐]
หวังจะไว้ให้ประชาเป็นค่าจ้างด้วยจะสร้างบ้านเมืองเครื่องประดับ
พอห่ากินสิ้นบุญเป็นสูญลับทองก็กลับกลายสิ้นเป็นดินแดง
จึงที่นี่มีนามชื่อสามโคกเป็นคำโลกสมมติสุดแสลง
แผ่นดินหลังครั้งพระโกฏ[๗๑]ได้โปรดแปลง[๗๒]เป็น[๗๓]ตำแหน่งมอญมาสามิภักดิ์
ชื่อประทุมธานี[๗๔]ที่เสด็จเดือนสิบเบ็ดบัวออกทั้งดอกฝัก
มารับส่งตรงนี้ที่สำนักพระยาพิทักษ์ทวยหาญผ่านพารา
ได้รู้เรื่องเมืองประทุมค่อยชุ่มชื่นดูภูมิพื้นวัดบ้านขนานหน้า
เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมาล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง
พวกสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาดแต่ขยาดอยู่ด้วยว่านุ่งผ้าถุง
ทั้งห่มผ้าตารีเหมือนสีรุ้งทั้งผ้านุ่งนั้นก็อ้อมลงกรอมตีน
เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบเหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล
นี่หากเห็นเป็นเด็กถ้า[๗๕]เจ๊กจีนเจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง
ชาวบ้านนั้นปั้นอี่เลิ้งไว้[๗๖]เพิงพะกระโถนกระทะอ่างโอ่งกระโถงกระถาง
ท่าน[๗๗]วานน้องร้องถามไปตามทางว่าบางขวางหรือไม่ขวางพี่นางมอญ
เขาเบือนหน้าว่าไม่รู้ดูเถิดเจ้าจงถามเขาข้างหลังที่นั่งสอน
สิ้นศรีปาก[๗๘]บากหน้านาวาจรฝีปาก[๗๙]มอญมิใช่เบาเหมือนชาวเมือง ฯ
๏ ถึงบ้านงิ้วงิ้วต้นแต่พ้นหนามไม่งอนงามเหมือนแม่งิ้วที่ผิวเหลือง
เมื่อแลพบหลบพักตร์ลักชำเลืองดูปลอด[๘๐]เปลื้องเปล่งปลั่งกำลังโลม
มาลับนวลหวนไห้เห็นไม้งิ้วไม่ลืมผิวพักตร์ผ่องจะหมองโฉม[๘๑]
เพราะเสียรักหนักหน่วงเพียง[๘๒]ทรวงโทรมใครจะโลมเลียมรสช่วยชดเจือ ฯ
๏ ถึงโพแตงคิดถึงแตงที่แจงจักไม่ลืมรักรสชาติฉลาดเหลือ[๘๓]
แม้นลอยฟ้ามาเดี๋ยวนี้ในที่เรือ[๘๔]จะฉีกเนื้อนั่ง[๘๕]กลืนให้ชื่นใจ ฯ
๏ ถึงเกาะหาดราชครามรำรามรกเห็นนกหกหากินบินไสว
เขาถากถางกว้างยาวทั้งลาวไทยทำนาไร่ร้านผักปลูกฟักแฟง
สุดละเมาะเกาะกว้างสว่างโว่งแลตะโล่งลิบเนตรทุกเขตแขวง
เห็นควันไฟไหม้ป่าจับฟ้าแดงฝูงนกแร้งร่อนตัวเท่าถั่วดำ
โอ้เช่นนี้มีคู่มาดูด้วยจะชื่นชวยชมชิมให้อิ่มหนำ
นี่[๘๖]ยามเย็นเห็นแต่ของที่น้องทำเหลือที[๘๗]รำลึกโฉมประโลมลาน ฯ
๏ ถึงด่านทางบางไทรไขว่เฉลวเห็นไพร่เลวหลายคนอยู่บนศาล
ตุ้งก่าตั้งนั่งชักควักนํ้าตาลคอยว่าขานขู่คนลงค้นเรือ
ไม่เห็นของต้องห้ามก็ลามขอมะละกอกุ้งแห้งแตงมะเขือ
ขอส้มสูกจุกจิกทั้งพริกเกลือจนชาวเรือเหลือระอาด่าในใจ
แต่ลำเราเขาไม่ค้นมาพ้นด่านดูถิ่นฐานทิวชลาพฤกษาไสว[๘๘]
มีอารามนามสร้างชื่อบางไทร[๘๙]ต้นไทรใหญ่อยู่ที่นั่นน้องวันทา
เทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์สถิตพุ่มพระเคยอุ้มอุณรุทสมอุษา
ใคร่น่าจูบรูปร่างเหมือนนางฟ้าช่วยอุ้มมาให้มั่งเถิดจะเชิดชม[๙๐]
สนอม[๙๑]แนบแอบอุ้มหนุ่มหนุ่ม[๙๒]นิ่ม[๙๓]ได้แย้มยิ้มยวนจิตสนิทสนม
นอนเอนหลังนั่งเล่นเย็นเย็นลมชมพนมแนวไม้รำไรราย
ดูเหย้าเรือนเหมือนหนึ่งเขียนเตียนตลิบเห็นลิบลิบแลไปจิตใจหาย
เขาปลูกผักฟักถั่วจูงงัว[๙๔]ควายชมสบายบอกแจ้งตำแหน่งนาม ฯ
๏ ถึงเกาะเกิดเกิดสวัสดิ์พิพัฒน์ผลอย่าเกิดคนติเตียนเป็นเสี้ยนหนาม
ให้เกิดลาภราบเรียบเงียบเงียบงามเหมือนหนึ่งนามเกาะเกิดประเสริฐทรง
ถึงเกาะพระไม่เห็นพระปะแต่เกาะช่าง[๙๕]ชื่อเพราะชื่อพระสละหลง
พระของน้องนี้ก็นั่งมาทั้งองค์ทั้งพระสงฆ์เกาะพระมาประชุม
ขอคุณพระอนุเคราะห์ทั้งเกาะพระให้เปิดปะขุมทองสักสองขุม
คงจะมีพี่ป้ามาชุมนุมฉะอ้อนอุ้มแอบอุราเป็นอาจิณ ฯ
๏ ถึงเกาะเรียงเคียงคลองเป็นสองแสกป่าละแวกวังราชประพาสสินธุ์
ได้หม่อม[๙๖]ห้ามงามพร้อมชื่อหม่อมอินจึงตั้งถิ่นที่เกาะเสนาะนาม
นึก[๙๗]ถวิลอินน้องละอองเอี่ยมแสนเสงี่ยมงามพร้อมเหมือนหม่อมห้าม
จะหายศอตส่าห์พยายามคงจะงามพักตร์พร้อมเหมือนหม่อมอิน
อาลัยน้องตรองตรึกรำลึกถึงหวังจะพึ่งผูกจิตคิดถวิล
เวลา[๙๘]เย็นเห็นนกวิหคบินไปที่ถิ่นทำรังประนังนอน
บ้างแนบคู่ชูคอเข้าซ้อแซ้เสียงจอแจโจนจับสลับสลอน
บ้างฟุบเฝ้า[๙๙]เคล้าเคียงประเอียงอรเอาปากป้อนปีกปกกกกระกอง[๑๐๐]
ที่ไร้คู่อยู่เปลี่ยวตัวเดียวโดดไม่เต้นโลดแลเหงาเหมือนเศร้าหมอง
ลูกน้อยน้อยคอยแม่ชะแง้มองเหมือนอกน้องหนู[๑๐๑]น้อยกลอยฤทัย
มาตามติดบิดากำพร้าแม่สุดจะแลเหลียวหานํ้าตาไหล[๑๐๒]
เห็นลูกนกอกน้องนี้หมองใจที่ฝากไข้ฝากผีไม่มีเลย ฯ
๏ ถึงเกาะเรียนเรียนรักนี้[๑๐๓]หนักอกแสนวิตกเต็มตรองเจียวน้องเอ๋ย
เมื่อเรียนกล[๑๐๔]จนจบถึงกบเกยไม่ยากเลยเล่า[๑๐๕]ได้ดังใจจง
แต่เรียนรักรักนักก็มักหน่ายรักละม้ายมิได้ชมสมประสงค์
ยิ่งรักมากพากเพียรยิ่งเวียนวงมีแต่หลงลมลวงแทบทรวงโทรม ฯ
๏ มาถึงวัดพนังเชิงเทิ่งถนัดว่าเป็นวัดเจ้าฟ้าพระกลาโหม
ผนังก่อย่อมุมเหมือนซุ้มโคมลอยโพยมเยี่ยมฟ้าสุราลัย[๑๐๖]
มีศาลาท่านํ้าดูฉํ่าชื่นร่มระรื่นรุกขาน่าอาศัย
บิดาพรํ่ารํ่าเล่าให้เข้าใจว่าพระใหญ่อย่างเยี่ยงที่เสี่ยงทาย
ถ้าบ้านเมืองเคืองเรื่องเข็ญจะเป็นเหตุ[๑๐๗]ก็อาเพศพังหลุดทรุดสลาย
แม้พาราผาสุกสนุกสบายพระพักตร์พรายเพราพริ้มดูอิ่มองค์
ทั้ง[๑๐๘]เจ๊กย่านบ้านนั้นก็นับถือร้องเรียกชื่อว่าพระเจ้าปุนเถาก๋ง
ด้วยบนบานการได้ดังใจจงฉลององค์พุทธคุณการุณัง
อนึ่ง[๑๐๙]ว่าถ้าแม้นใครนํ้าใจบาปจะเข้ากราบเกรงจะทับต้องกลับหลัง
ตรงหน้าท่าสาชลเป็นวนวังดูพลั่งพลั่งพลุ่งเชี่ยวน่าเสียวใจ
เข้าจอดเรือเหนือหน้าศาลาวัดโสมนัสน้องไม่เสื่อมที่เลื่อมใส
ขึ้นเดินเดียวเที่ยวหาสุมาลัยจำเพาะได้ดอกโศกที่โคกนา
กับดอกรักหักเด็ดได้เจ็ดดอกพอใส่จอกจัดแจงแบ่งบุปผา
ให้กลั่นมั่งทั้งบุนนาคเพื่อนยากมาท่านบิดาดีใจกระไรเลย
ว่าโศกรักมักร้ายต้องพรายพลัดถวายวัดเสียก็ถูกแล้วลูกเอ๋ย
แล้วห่มดองครองงามเหมือนตามเคยลีลา[๑๑๐]เลยเลียบตะพานขึ้นลานทราย
โอ้รินรินกลิ่นพิกุลมาฉุนชื่นดอก[๑๑๑]แก้วรื่นเรณูไม่รู้หาย
หอมจำปาหน้าโบสถ์สาโรชรายดอกกระจายแจ่มกลีบดังจีบเจียน
ดูกุฏิวิหารสะอ้านสะอาดรุกขชาติพุ่ม[๑๑๒]ไสวเหมือนไม้เขียน
ที่ภูมิพื้นรื่นราบด้วยปราบเตียนต่าง[๑๑๓]เดินเวียนทักษิณพระชินวร
ได้สามรอบชอบธรรมท่านนำน้องเข้าในห้องเห็นพระเจ้าเท่าสิงขร
ต่างจุดธูปเทียนถวายกระจายจรท่านบิดรได้ประกาศว่าชาตินี้
ทั้งรูปชั่วตัวดำแล้ว[๑๑๔]ต่ำศักดิ์ถวายรักเสีย[๑๑๕]กับพระชินสีห์
แม้นเมื่อไรใครเขารักมาภักดี[๑๑๖]จะอารีรักตอบเพราะ[๑๑๗]ขอบคุณ
ทั้ง[๑๑๘]หนูกลั่นนั้นว่าจะหาสาวที่เล็บยาวโง้งโง้งเหมือนก่ง[๑๑๙]กระสุน
ทั้งเนื้อหอมกล่อมเกลี้ยงเพียงพิกุลกอดให้อุ่นอ่อนก็ว่าไม่น่าฟัง
ฉันกับน้องมองแลดูแต่พระสาธุสะสูงกว่าฝาผนัง
แต่พระเพลาเท่าป้อมที่ล้อมวังสำรวมนั่งปลั่งเปล่งเพ่งพินิจ
ตัวของหนูดูจิ๋วเท่านิ้วหัตถ์[๑๒๐]โตสนัดหนักนักจึงศักดิ์สิทธิ์
กับหนูตาบกราบก้มบังคมคิด[๑๒๑]รำพันพิษฐานในใจจินดา
ขอเดชะพระกุศลที่ปรนนิบัติที่หนูพัดพิศวาสพระศาสนา
มาคำรบ[๑๒๒]พบพุทธปฏิมาเป็นมหามหัศจรรย่ในสันดาน
ขอผลาอานิสงส์จงสำเร็จสรรเพชญ์พ้นหลงในสงสาร
แม้นยังไปไม่ถึงที่พระนีฤพานขอสำราญราคีอย่าบีฑา
จะพากเพียรเรียนวิสัยแลไตรเพทให้วิเศษแสนเอกทั้งเลขผา
แม้นรักใครให้คนนั้นกรรุณา[๑๒๓]ชนมายืนเท่าเขาพระเมรุ
ขอรู้ธรรม[๑๒๔]คำแปลแก้วิมุติเหมือนพระพุทธโฆษามหาเถร
มีกำลังดังมาฆะสามเณรรู้จัดเจนแจ้งจบทั้งภพไตร
อนึ่งเล่าเจ้านายที่หมายพึ่งให้ทราบซึ่งสุจริตพิสมัย
อย่าหลงลิ้นหินชาติขาดอาลัยน้ำพระทัยทูลเกล้าให้ยาวยืน
๏ แล้วลาพระปฏิมาลีลา[๑๒๕]ล่องเข้าลำ[๑๒๖]คลองสวนพลูค่อยชูชื่น
ชมแต่ไผ่ไม้[๑๒๗]พุ่มดูชุ่มชื้นระรื่นรื่นลำดวนรำจวนใจ[๑๒๘]
โอ้ยามนี้มิได้พบนํ้าอบสดมาเชยรสบุปผาน้ำตาไหล
เคยหอมแป้งแรงรื่นฤทัย[๑๒๙]มาเหื่อ[๑๓๐]ไคลคล่ำตัวต้องมัวมอม
เมื่อยามมีพี่บำรุงผ้านุ่งห่ม[๑๓๑]เคยอบรมรํ่ากลิ่นไม่สิ้นหอม
โอ้หายรสหมดรักมาปลักปลอม[๑๓๒]จนซูบผอมผิวคล้ำระกำใจ
จึงมาหายาอายุวัฒนะตามได้ปะลายแทงแถลงไข
เข้าลำคลองล่องเรือมาเหลือไกลถึงวัดใหญ่ชายทุ่งดูวุ้งเวิ้ง ฯ
๏ พระเจดีย์ที่ยังอยู่ดูตระหง่านเป็นประธานทิวทุ่งดูสูงเทิ่ง
ต้นโพไทรไผ่พุ่มเป็นซุ้มเซิงขึ้นรอบเชิงชั้นล่างข้างเจดีย์
เสียดายนักหักทรุดชำรุดร้างใครจะสร้างสูงเกินจำเริญศรี
ท่านบิดาว่าถึงให้ใหญ่กว่านี้ก็ไม่มีผู้ใดว่าใหญ่โต
ผู้หญิงย่านบ้านเราชาวบางกอกเขาอมกลอกกลืนพระเสียอะโข
แต่พระเจ้าเสาชิงช้าริม[๑๓๓]ท่าโพก็เต็มโตแต่ชาววังเขายังกลืน
ฉันกลัวบาปกราบพระอย่าปะพบไม่ขอคบคนโขมดที่โหดหืน
พอคํ่าคลุ้มพุ่มพฤกษ์ดูครึกครื้นเงาทะมืนมืดพยับอับโพยม
พยุ[๑๓๔]ฝนอนธการสะท้านพุ่งเป็นฝุ่นฟุ้งฟ้าฮือกระพือโหม
นํ้าค้างชะประเปรยเชยชโลมท่านจุดโคมขึ้นอารามต้องตามไป
เที่ยวหลีกรกวกวนอยู่จนดึกเห็นพุ่มพฤกษ์โพทองที่ผ่องใส
ตักน้ำผึ้งครึ่งจอกกับดอกไม้จุดเทียนใหญ่อย่างตำราบูชาเชิญ
หวังจะปะพระปรอทที่ยอดยิ่งประนม[๑๓๕]นิ่งนึกรำพันสรรเสริญ
สำรวมเรียนเทียนอร่ามงามจำเริญจนดึกเกินไก่ขันหวั่นวิญญาณ์
ทั้งเทียนดับสรรพเสียงสำเนียงเงียบเย็นยะเยียบนํ้าค้างพร่างพฤกษา
เห็นแวววับลับลงตรงบูชา[๑๓๖]ปรอทมาสูบซึ่งนํ้าผึ้งรวง
ครั้นคลำได้ในกลางคืนก็ลื่นหลุดต้องจัดจุดธูปเทียนเพียร[๑๓๗]บวงสรวง
ประกายพรึกดึกเด่นขึ้นเห็นดวงดังโคมช่วงโชติกว่าบรรดาดาว
จักจั่นแจ้วแว่วหวีดจังหรีดหริ่งปี่แก้วกริ่งกรับ[๑๓๘]เสียงสำเนียงหนาว
ยิ่งเย็นฉํ่านํ้าค้างลงพร่างพราวพระพายผ่าวพัดไหวทุกใบโพ ฯ
๏ พอรุ่งแรกแปลกกลิ่นระรินรื่นโอ้หอมชื่นช่อมะกอกดอกโสน
เหมือนอบนํ้ารํ่าผ้าประสาโซสะอื้นโอ้อารมณ์ระทมทวี
ครั้นเช้าปะพระปรอทที่ปลอดปล่ง[๑๓๙]ทั้งสามองค์เอามาไว้ก็ไพล่หนี
เชิญพระธาตุราธนาทุกราตรีอาบวารีทิพรสหมดมลทิน
ที่ธุระพระปรอทเป็นปลอดเปล่ายังดูเลาลายแทงแสวงถวิล
ท่านนอนอ่านลานใหญ่ฉันได้ยินว่ายากินรูปงามอร่ามเรือง
ถึง[๑๔๐]ฟันหักจักงอกผมหงอกหายแก่ก็กลายหนุ่มเนื้อนั้นเหลือเหลือง[๑๔๑]
ตะวันออกบอกแจ้งใน[๑๔๒]แขวงเมืองท่านจัดเครื่องครบครันทั้งจันทน์จวง
กับหนูกลั่นจันหมากบุนนาคหนุ่มสักสิบทุ่มเดินมุ่งออกทุ่งหลวง
ไป[๑๔๓]ตามลายปลายคลองถึงหนองพลวงแต่ล้วนสวงสาหร่ายเห็นควายนอน
นึกว่าผีตีฆ้องป่องป่องโห่มันผุดโผล่พลุ่งโครมถีบโถมถอน
เถาสาหร่ายคลายคลุม[๑๔๔]ตะลุมบอนว่าผีหลอนหลบพัลวันเวียน
ต่อ[๑๔๕]เสียงร้องมองดูจึ่งรู้แจ้งเดินแสวงหาวัดฉวัดเฉวียน
จน[๑๔๖]เช้าตรู่ดูทางไป[๑๔๗]กลางเตียนถึงป่าเกรียนเกรียวแซ่จอแจจริง
๏ กระจาบจับนับหมื่นดูดื่นดาษเหมือนตลาดเหลือหูเพราะผู้หญิง
ยามอื้ออึงหึงหวงด้วยช่วงชิง[๑๔๘]ชุมจริงจริงจิกโจดกระโดดโจน
จนต้นไม้ใบงอกออกไม่รอดดูตร่องตรอดเกรียนกร๋อยตรองกรอยโกร๋น[๑๔๙]
ลมกระทั่งรังกระจาบระยาบโยนตัวมันโหนหวงคู่คอยดู[๑๕๐]คน
บ้างคาบแขมแซมรังเหมือนดังสานสอดชำนาญเหน็บฝอยเหมือนสร้อยสน
จิกสะบัดจัดแจงเสียด[๑๕๑]แซงซนเสมือนคนเคยสะดึงรู้ตรึงตรอง[๑๕๒]
โอ้โอ๋[๑๕๓]อกนกยังมีรังอยู่ได้เคียงคู่คํ่าเช้าไม่เศร้าหมอง
แม้นร่วมเรือนเหมือนหนึ่งนกกกกระกอง[๑๕๔]แต่สักห้องหนึ่งก็เห็นจะเย็นใจ ฯ
๏ จนพ้นป่ามาถึงโป่งหอยโข่งคุดมันหมกมุดเหมือนเขาแจ้งแถลงไข
เห็นตาลโดดโขดคุ่มกระ[๑๕๕]พุ่มไม้มีทิวไผ่พงรายเหมือนลายแทง
ท่านหลีกลัดตัดทางไปกลางทุ่งตั้งแต่รุ่งมาจนแดดก็แผดแข็ง[๑๕๖]
ได้พักเพลเอนนอนพอผ่อนแรงต่ออ่อนแสงสุริยาจึงคลาไคล
แต่แรกดูครู่หนึ่งจะถึงที่เหมือนถอยหนีห่างเหินเดินไมไหว
เหมือนเรื่องรักชักชิดสนิทในมากลับไกลแกล้งกระดากต้องลากจูง ฯ
๏ พอเย็นจวนด่วนเดินขึ้นเนินโขดถึงตาลโดดดินพูนเป็นมูนสูง
เที่ยวเลียบชมลมเย็นเห็นนกยูงเป็นฝูงฝูงฟ้อนหางที่กลางทราย
ทำกรีดปีกหลีกเลี่ยงเข้าเคียงคู่คอยแฝงดูดังระบำรำถวาย
กระหวัดวาดยาตรเยื้องชำเลืองกรายเหมือนละม้ายหม่อมละครเมื่อฟ้อนรำ
โอ้เคยเห็นเล่นงานสำราญรื่นได้แช่มชื่นเชยชมที่คมขำ
มาห่างแหแลลับจับระบำมาดู[๑๕๗]รำแพนนกน่าอกตรม
ออกตรูไล่ไปสิ้นขึ้นบินว่อนแฉลบร่อนเรียงตามดูงามสม
เห็นเชิงไทรไผ่โพตะโกพนมระรื่นร่มรุกขชาติดาษเดียร
พิกุลออกดอกหอมพะยอมย้อยนกน้อยน้อยจิกจับเหมือนกับเขียน
ในเขตแคว้นแสนสะอาดดังกวาดเตียนตลิบเลี่ยนลมพัดอยู่อัตรา
สารภีที่ริมโบสถ์สาโรชร่วงมีผึ้งรวงรังสิงกิ่งพฤกษา
รสเร้าเสาวคนธ์สุมณฑาภุมราร่อนร้องละอองนวล
โอ้บุปผาสารภีส่าหรีรื่นเป็นที่ชื่นเชยสนอม[๑๕๘]ด้วยหอมหวน
เห็นมาลาอาลัยใจรำจวน[๑๕๙]เหมือนจะชวนเชษฐาน้ำตากระเด็น ฯ
๏ โอ้อย่าง[๑๖๐]นี้ที่ตรงนึกรำลึกถึงมาเหมือนหนึ่งในจิตที่คิดเห็น
จะคลอเคียงเรียงตามเมื่อยามเย็นเที่ยวเลียบเล่นแลเพลินจำเริญตา
โบสถ์วิหารฐานที่[๑๖๑]ยังมีมั่งเชิงผนังแน่นแฟ้นดังแผ่นผา[๑๖๒]
สงสารสุดพุทธรัตน์ปฏิมาพระศิลาแลดูเป็นบูราณ
อุโบสถหมดหลังคาฝาผนังพระเจ้านั่งอยู่แต่องค์น่าสงสาร
ด้วยเรื้อร้างสร้างสมมานมนานแต่บูราณเรื่องพระเจ้าตะเภาทอง
มาเที่ยวเล่นเห็นหินบนดินโขดเดี่ยวสันโดษดังสำลีไม่มีสอง[๑๖๓]
จึงจัดช่างสร้างอารามตามทำนองทรงจำลองลายพระหัตถ์เป็นปฏิมา[๑๖๔]
รูปพระเจ้าเท่าพระองค์แล้วทรงสาปให้อยู่กราบ[๑๖๕]ศักราชพระศาสนา
พอฤๅษีสี่องค์เหาะตรงมาถวายยาอายุวัฒนะ
เธอไม่อยู่รู้ว่าหลงในสงสารซํ้าให้ทานแท่งยาอุตสาหะ
ใส่ตุ่มทองรองไว้ที่ใต้พระใครพบปะเปิดได้เอาไปกิน
ช่วยสร้างโบสถ์โขดเขื่อนไว้[๑๖๖]เหมือนเก่านามนั้นเขาเขียนแจ้งที่แท่งหิน
วัดเจ้าฟ้าอากาศนาถนรินทร์ให้ทราบสิ้นสืบสายเพราะลายแทง
เป็นตำรามาแต่เหนือท่านเชื่อถือดูหนังสือเสาะหาอตส่าห์แสวง
มาพบปะจะใคร่[๑๖๗]ขุดก็สุดแรงด้วยดินแข็งเขาประมูลด้วยปูนเพชร
ถึงสิ่วขวานผลาญเนินก็เยินยู่[๑๖๘]เห็นเหลือรู้ที่จะทำให้สำเร็จ
แต่จะต้องลองตำรากาลเม็ดเผื่อจะเสร็จสมถวิลได้กินยา ฯ
๏ พอเย็นรอนดอนสูงดูทุ่งกว้างวิเวกวางเวงจิตทุกทิศา
ลิงโลดเหลียวเปลี่ยวใจนัยนาเห็นแต่ฟ้าแฝกแขมขึ้นแซมแซง
ดูกว้างขวางว่างโว่งตะโล่งลิ่วไม่เห็นทิวที่สังเกตทุก[๑๖๙]เขตแขวง
สุริยนสนธยาท้องฟ้าแดงยิ่งโรยแรงรอนรอนอ่อนกำลัง
โอ้แลลูสุริยงจะลงลับมิใคร่ดับ[๑๗๐]ดวงได้อาลัยหลัง
สลดแสงแฝงรถเข้าบดบังเหมือนจะสั่งโลกาด้วย[๑๗๑]อาลัย
แต่คนเราชาววังทั้งทวีปมาเร็วรีบร้างมิตรพิสมัย
ไม่รอรั้งสั่งสวาทประหลาดใจโอ้อาลัยแลลับวับวิญญาณ์
ยิ่งเย็นฉํ่านํ้าค้างให้วางเวกเป็นหมอกเมฆมืดมิดทุกทิศา
แสนแสบท้องต้องเก็บตะโกนานึกระอาออกนามเมื่อยามโซ
ทั้งหนูกลั่นจันมากบุนนาคน้อยช่วยกันสอยเก็บหักไว้อักโข
พอเคี้ยวฝาดชาติชั่วตัวตะโกแต่ยามโซแสบท้องก็ต้องกลืน
พิกุลต้นผลห่ามอร่ามต้นครั้นกินผลพาเลี่ยนให้เหียนหืน
ชั่งฝาดเฝื่อนเหมือนจะตายต้องคายคืนทั้งขมขื่นแค้นคอไม่ขอกิน
ท่านบิดรสอนสั่งให้ตั้งจิตโปรดประสิทธิ์สิกขารักษาศีล
เข้าร่มพระมหาโพธิบนโบสถ์[๑๗๒]ดินระรื่นกลิ่นกลางคืนค่อยชื่นใจ
เหมือนกลิ่นกลั่นจันทน์เจือในเนื้อหอมแนบสนอมสนิทจิตพิสมัย[๑๗๓]
เสมอหมอนอ่อนอุ่นละมุนละไมมาจำไกลกลอยสวาทอนาถนอน ฯ
๏ โอ้ยามนี้มิได้เชยเหมือนเคยชื่นทุกคํ่าคืนขาดประทิ่นกลิ่นเกสร
หอมพิกุลฉุนใจอาลัยวอนพิกุลร่อนร่วงหล่นลงบนทรวง
ยิ่งเสียวเสียวเฉียวฉุนพิกุลหอมเก็บ[๑๗๔]สนอมเสน่ห์หมายไม่หายหวง
โอ้ดอกแก้วแววฟ้าสุดาดวงมิหล่นร่วงลงมาเลยใคร่เชยชิม
โอ้เรื่อยเรื่อยเฉื่อยฉํ่าด้วยนํ้าค้าง[๑๗๕]ลงพร่างพร่างพรม[๑๗๖]พร้อยย้อยหยิมหยิม
ยิ่งฟั่นเฟือนเหมือนสมรมานอนริมให้เหงาหงิมง่วงเงียบเซียบสำเนียง
เสนาะดังจังหรีดวะหวีดแว่วเสียงแจ้วแจ้วจักระจั่นสนั่นเสียง
เสียงหริ่งหริ่งกิ่งไทรเรไรเรียงเสียวสำเนียงนอนแลเห็นแต่ดาว
จนดึกดื่นรื่นเรื่อยเฉื่อยเฉื่อยฉิวหนาวดอกงิ้วงิ้วต้นให้คนหนาว
แม้นงิ้วงามนามงิ้วเล็บนิ้วยาวจะอุ่นราวนวมแนบนั่งแอบอิง
อันสี่นายหมายว่ากินยาแล้วจะผ่องแผ้วพากันเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง
เดชะยาน่ารักประจักษ์จริงจะ[๑๗๗]ให้วิ่งตามฉาวทุกด้าวแดน
นากนั้นว่าอายุอยู่ร้อยหมื่นจะได้ชื่นเชยสาวนั้นราวแสน
ไม่รู้หมดรสชาติไม่ขาดแคลนฉันอายแทนที่เธอครวญถึงนวลนาง
ทั้งหนูกลั่นนั้นว่าเมื่อล่องเรือกลับจะแวะรับนางสิบสองไม่หมองหมาง
แม่เอวอ่อนมอญรำล้วนสำอางจะขวางขวางไปอย่างไรคงได้ดู
สมเพชเพื่อนเหมือนหนึ่งบ้าประสาหนุ่มแต่ล้วนลุ่มหลงเหลือลูก[๑๗๘]เบื่อหู
จนพระเมินเดินเวียนถือเทียนชูเที่ยวส่องดูเสมาบรรดามี
ที่ผุพังยังแต่ตรุบรรจุธาตุขาวสะอาดอรหัตจำรัสศรี
ราธนามาไว้สิ้นด้วยยินดีอัญชุลีแล้วก็นั่งระวังภัย
น้ำค้างพรมลมเรื่อยเฉื่อยเฉื่อยฉิวใบโพพลิ้ว[๑๗๙]แพลงพลิกริกริกไหว
บ้างหลุด[๑๘๐]หล่นวนว่อนร่อนไรไรด้วยแสงไฟรางรางกระจ่างตา ฯ
๏ จนเที่ยงคืนรื่นรมย์ลมสงัด[๑๘๑]ดึกกำดัดดาวสว่างพร่างพฤกษา
เหมือนเสียงโห่โร่หูข้างบูรพากฤษฎาได้ฤกษ์เบิกพระไทร
สายสิญจน์วงลงยันต์กันปีศาจธงกระดาษปักปลิวหวิวหวิวไหว
ข้าวสารทรายปรายปราบกำราบไปปักเทียนชัยฉัตรเฉลิมแล้วเจิมจันทน์
จุดเทียนน้อยร้อยแปดนั้นปักรอบล้อมเป็นขอบเขต[๑๘๒]เหมือนหนึ่งเขื่อนขัณฑ์
มนต์มหาวาหุดีพิธีกรรม์แก้อาถรรพณ์ถอนฤทธิ์ที่ปิดบัง
แล้วโรยรินดินดำควํ่าหอยโข่งจะเปิดโป่งปูนเพชรเป็นเคล็ดขลัง
พอปักธงลงที่ดินได้ยินดังเสียงตึงตังตูมเปรี้ยงแซ่เสียงคน[๑๘๓]
ดัง[๑๘๔]เทียนดับกลับกลัวให้มัวมืดพยุฮึดฮือมาเหมือนห่าฝน
ถูกลูกเห็บเจ็บแปลบแสบสกนธ์เหลือจะทนทานลมลงก้มกราน
เสียงเกรียวกราววาววามโพลงพลามพลุ่งสะเทือนทุ่งที่โขด[๑๘๕]โบสถ์วิหาร
กิ่งโพโผงโกรงกรางลงกลางลานสาดข้าวสารกรากกรากไม่อยากฟัง
ทั้งฟ้าร้องก้องกึกพิลึกลั่นอินทรีย์สั่นซบฟุบเหมือนทุบหลัง
สติสิ้นวิญญาณ์ละล้าละลังสู่ภวังค์วูบวับเหมือนหลับไป
เป็นวิบัติอัศจรรย์มหันตเหตุให้อาเพศเพื่อจะห้ามตามวิสัย
ทั้งพระพลอยม่อยหลับระงับไปจนอุทัยเที่ยงตื่นต่างฟื้นกาย[๑๘๖]
เที่ยวหาย่ามตามตำราทั้งผ้าห่มมันตามลมลอยไปข้างไหนหาย
ไม่พบเห็นเป็นน่าระอาอายจนเบี่ยงบ่ายบิดาจะคลาไคล
รีบ[๑๘๗]ห่มดองครองผ้าอุกาพระคารวะวันทาอัชฌาสัย
ถวายวัดตัดตำราไม่อาลัยขออภัยพุทธรัตน์ปฏิมา
เมื่อรู้ความยามโศกด้วยโรคร้ายจึงตามลายลัดแลงแสวงหา
จะใคร่เห็นเช่นเขาบอกดอกจึงมามีตำราแล้วก็ต้องทดลองดู
ไม่รื้อร้างง้างงัดไม่ขัด[๑๘๘]ขุดเป็นแต่จุดเทียนเบิกฤกษ์ราหู
ขอคุณพรตรสธรรมช่วยคํ้าชูไม่เรียนรู้รูปงามไม่ตามลาย
มาเห็นฤทธิ์กฤตยา[๑๘๙]อานุภาพก็เข็ดหลาบลมพาตำราหาย
ได้ตรวจนํ้าควํ่าขันบรรยาย[๑๙๐]ให้ภูตพรายไพรโขมดที่โขดดิน
ทั้งเจ้าทุ่งกรุงทวาเทพารักษ์ซึ่งพิทักษ์ที่พญาคูหาหิน
พระเจ้าฟ้าอากาศนาถนรินทร์ซึ่งสร้างถิ่นที่วัดพระปฏิมา
จงพ้นทุกข์สุโขอโหสิไปจุติตามชาติปรารถนา
ทั้งเซิงไทรไผ่โพตะโกนาฉันขอลาแล้วเจ้าคะหม่อมตะโก
ถึงแก่งอมหอมกลิ่นก็[๑๙๑]กินฝาดแต่คราวขาดคิดรักเสียอักโข
ทั้งพิกุลฉุนกลิ่นจงภิญโญเสียดายโอ้อางขนางจะห่างไกล
ออกเดินทุ่งมุ่งหมายพอบ่ายคล้อยได้[๑๙๒]ตามรอยแรกมาหญ้าไสว
จนจวนคํ่ายํ่าเย็นเห็นไรไรสังเกตไม้หมายทางมากลางคืน
ต้องบุกรกวกหลงลุยพงแฝกอุตส่าห์แหวกแขมคาสู้ฝ่าฝืน
มาตามลายหมายจะลุอายุยืนผ้าห่มผืนหนึ่งไม่ติดอนิจจัง
เจ้าหนูกลั่นนั้นว่าเคราะห์เสียเพลาะหอมเหมือนทิ้งหม่อมเสียทีเดียวเดินเหลียวหลัง
จะรีบไปให้ถึงเรือเหลือกำลังครั้นหยุดนั่งหนาวใจจำไคลคลา
จนรุ่งรางทางเฟือนไม่เหมือนเก่าต้องเดินเดาดั้นดัดจนขัดขา
จนเที่ยงจึงถึงเรือเหลือระอาอายตามาตาแก้วที่แจวเรือ
เขาหัวเราะเยาะว่าสาธุสะเครื่องอัฏฐะที่เอาไปช่างไม่เหลือ
พอมืดมนฝนคลุ้มครุมครุมเครือ[๑๙๓]ให้กลับ[๑๙๔]เรือรีบล่องออกท้องคุ้ง
จะเลยตรงลงไปวัดก็ขัดข้องไม่มีของขบฉันจังหันหุง
ไปพึ่งบุญคุณพระยารักษากรุง[๑๙๕]ท่านบำรุงรักพระไม่ละเมิน
ทั้งเพลเช้าคาวหวานสำราญรื่นต่างชุ่มชื่นชวนกันสรรเสริญ
ท่าน[๑๙๖]สูงศักดิ์รักใคร่ให้จำเริญอายุเกินกัปกัลป์พุทธันดร
ได้ครองกรุงฟุ้งเฟื่องเปรื่องปรากฏเกียรติยศอยู่ตลอดอย่าถอดถอน
ท่านอารีมีใจอาลัยวอนถึงจากจรใจจิตยังคิดคุณ
มาทีไรได้นิมนต์จะปรนนิบัติ[๑๙๗]สารพัดแผ่เผื่อช่วยเกื้อหนุน
ต่างชื่นช่วยอวยกุศลผลบุญสนองคุณคุณพระยารักษากรุง ฯ
๏ เมื่อกราบลาคลาเคลื่อนออกเลื่อนล่องเห็นหน้าน้องนามหุ่นนั่งชุนถุง
ทั้งผัดหน้าทาขมิ้นส่งกลิ่นฟุ้งรู้บำรุง[๑๙๘]รูปงามอร่ามเรือง
ที่แพรายหลายนางสำอางโฉมงามประโลมแลปลั่ง[๑๙๙]อลังเหลือง
ขมิ้นเอ๋ยเคยใช้แต่ในเมืองมาฟุ้งเฟื่องฝ่ายเหนือทั้งเรือแพ
พวกโพงพางนางแม่ค้าขายปลาเต่าจับกระเหม่ามิได้เหลือชั้นเรือแห
จะล่องลับกลับไกลอาลัยแลมาถึงแพเสียงนกแก้วแจ้วเจรจา
เจ้าของขาวสาวสอนชะอ้อนพลอดแวะเข้าจอดแพนี้ก่อนพี่จ๋า
น่ารับขวัญฉันนี่ร้องว่าน้องลาก็เลยว่าสาวกอดฉอดฉอดไป ฯ
๏ โอ้นกเอ๋ยเคยบ้างหรืออย่างพลอดนางสาวสาวเขาจะกอดให้ที่ไหน
แต่น้องมีพี่ป้าที่อาลัยท่านยังไม่ช่วยกอดแกล้งทอดทิ้ง
นึกก็พลอยน้อยใจถึงไม่กอดหนาวก็ทอดเตาไว้ก่อไฟผิง
ไม่เรียกเป็นเช่นนกแก้วแล้วจริงจริงจะสู้นิ่งหนาวทนอยู่คนเดียว
ได้เด็ดรักหักใจมาในนํ้าถึงพบลำสาวแล้ไม่แลเหลียว
ประหลาดเหลือเรือวิ่งจริงจริงเจียวมาคืนเดียวก็ได้หยุดถึงอยุธยา[๒๐๐]
จึงจดหมายรายเรื่องที่เคืองเข็ญไปเที่ยวเล่นลายแทงแสวงหา
เห็นสิ่งไรในจังหวัดรัถยาได้จดมาเหมือนหนึ่งมีแผนที่ไว้
ไม่อ่อนหวานขานเพราะเสนาะโสตด้วยอายโอษฐ์มิได้อ้างถึงนางไหน
เหมือนเขามีที่จาก[๒๐๑]ฝากอาลัยได้รํ่าไรเรื่องหญิงจึงพริ้งเพราะ
นี่กล่าวแกล้งแต่งเล่นเพราะเป็นม่ายเหมือนเร่ขายคอนเรือมะเขือเปราะ
คิดคะนึงถึงตัวน่าหัวเราะเกือบกะเทาะหน้าแว่นแสนเสียดาย ฯ
๏ สุดาใดใจจืดพังผืดมากอย่ากระดากดับเดือดให้เหือดหาย[๒๐๒]
ที่เอ็นดู[๒๐๓]อยู่ก็อยากจะฝากกายอย่าหมิ่นชายเชิญตรึกให้ลึกซึ้ง
เหมือนภุมรินบินหาซี่งสาโรชถึงร้อยโยชน์แย้มกลิ่นคงบินถึง
แต่ดอกไม้ไทท้าวใบดาวดึงส์ไม่พ้นซึ่งพวกหมู่แมงภู่ชม
เช่นกระต่ายกายสิทธิ์นั้นผิดเพื่อนขึ้นแต้มเดือนได้จนชิดสนิทสนม
เสน่หาอาลัยใน[๒๐๔]นิยมจะใคร่ชมเช่นกระต่ายไม่วายตรอม
แต่เกรงเหมือนเดือนแรมไม่แจ่มแจ้งสุดจะแฝงฝากเงาเฝ้าสนอม
ขอเดซะจะได้พึ่งให้ถึงจอมขอให้น้อมโน้มสวาทอย่าคลาดคลา
ไม่เคลื่อนคลายหน่ายแหนงจะแฝงเฝ้าให้เหมือนเงาตามติดขนิษฐา
ทุกคํ่าคืนชื่นชุ่มพุ่มผกามิให้แก้วแววตาอนาทร
มณฑาทิพย์กลีบบานตระการกลิ่นภุมรินหรือจะร้างห่างเกสร
จงทราบความตามใจอาลัยวอนเดชะกลอนกล่าวปลอบให้ตอบคำ
จะคอยฟังดังหนี่งคอยสอยสวาทแม้นเหมือนมาดหมายจะชิมให้อิ่มหนำ
ถ้าครั้งนี้มิได้เยื้อนยังเอื้อนอำจะต้องครํ่าคร่าเปล่าแล้วเราเอย ฯ


[๑] วันพฤหัสบดี

[๒] สามเณรพัด

[๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เณรหนูพัดหัดประดิษฐ์คิดอักษร”

[๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “กำจัดจร”

[๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “มายาม”

[๖] น่าจะหมายถึงเจ้าครอกข้างในหรือเจ้าครอกทองอยู่ พระอัครชายาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราขวังบวรสถานพิมุขแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถวายเพลิงศพเมื่อข้างขึ้นเดือน ๑๑ ปีวอก อัฐศก ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๗๙ ณ วัดอัมรินทราราม

[๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เสด็จ”

[๘] กรวดนํ้า

[๙] สุรา + อำมฤค

[๑๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พระคุณ”

[๑๑] ทำนุ สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ทำนุป”

[๑๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “กระนี้”

[๑๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ต้อง”

[๑๔] เนิน

[๑๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ไน”

[๑๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “รัญจวน”

[๑๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พุ่ม”

[๑๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พรหม”

[๑๙] ตรม

[๒๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ยัง”

[๒๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ไว้”

[๒๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ถนอม”

[๒๓] สมุดไทยเลขที่ ๑ เป็น “กฤษณา” ซึ่งอาจเลือนมาจาก ดำฤษฌา คือ ดิ้นรน อยาก หรือตัณหา

[๒๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “จะคิดมั่งยังคำที่รํ่าบอก”

[๒๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เหมือนโศกตรอมตรึกตรองมาหมองหมาง”

[๒๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เหมือนจืดจางใจแยกไปแตกกัน”

[๒๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เที่ยว”

[๒๘] หมายถึงปลาขนาดเล็กที่ต้องหาวิธีทำให้เนื้อแผ่ออกด้วยวิธีแล่หรือตำเพื่อให้ดูตัวใหญ่ขึ้น

[๒๙] ปัจจุบัน คือ ปากเกร็ด

[๓๐] ลำน้ำเล็กที่ใช้เป็นทางลัดเชื่อมทางนํ้าใหญ่สายเดียวกัน เรียกเป็น เกร็ด ก็มี

[๓๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ล้วน”

[๓๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ มีความเพิ่มก่อนถึงบางพูดว่า “โอ้นึกหวังสังเวชประเภทสัตว์ ต้องขาดขัดคู่ครองจึงหมองหมาง เหมือนอกชายหมายมิตรคิดระคาง มาอ้างว้างอาทะวาเอกากาย ฯ ๏ ถึงบ้านลาวเห็นแต่ลาวพวกชาวบ้าน ล้วนหูยานอย่างบ่วงเหมือนห่วงหวาย ไม่เหมือนลาวชาวกรุงที่นุ่งลาย ล้วนกรีดกรายหยิบหย่งทรงลำอาง”

[๓๓] คนช่างพูด

[๓๔] บรรจง ค่อยๆ ประคอง

[๓๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ลิ้น”

[๓๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เที่ยว”

[๓๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “หัวเราะ”

[๓๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เมื่อ”

[๓๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “กรีด”

[๔๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ขึ้น”

[๔๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ขวาง”

[๔๒] ที่คุ้ง ที่เวิ้ง สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ระแวก”

[๔๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ผัน”

[๔๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พระพายพัดแผ่วผ่าวหนาวสยอง”

[๔๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “มิได้คลาด”

[๔๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เย็นระเยียบ”

[๔๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ล้อม”

[๔๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ภาวนา”

[๔๙] ปฏิพัทธ์

[๕๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “และ”

[๕๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “หาย”

[๕๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “นิพาน”

[๕๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “รูป”

[๕๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ร่มนิโครธน้องไม่เสื่อมที่เลื่อมใส”

[๕๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “มากลางแจ้ง”

[๕๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ถึง”

[๕๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พา”

[๕๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พา”

[๕๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “สูด”

[๖๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ไม่”

[๖๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พอ”

[๖๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “งาม”

[๖๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ล้วน”

[๖๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ใส่”

[๖๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พวกเพื่อนพลอยทิ้งบ้างห่างเป็นวา”

[๖๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ถูกปุ่มปับปากกรีดหวีดผวา” ทำให้เนื้อความอีก ๓ วรรคต่อจากนี้ไม่ปรากฏในสมุดไทยเลขที่ ๒

[๖๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ออก”

[๖๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “คำ”

[๖๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “กล่าว”

[๗๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ว่าท้าวไทพระอู่ทองเธอกองทรัพย์”

[๗๑] สำนวนพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ หมายถึง กษัตริย์พระองค์ก่อน ในที่นี้คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

[๗๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ครั้นพระโกฏโปรดปรานประทานแปลง”

[๗๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ที่”

[๗๔] ปัจจุบัน คือ ปทุมธานี

[๗๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แม้น”

[๗๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ใส่”

[๗๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เขา”

[๗๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ไม่ตอบปาก”

[๗๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “คารม”

[๘๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ปลด”

[๘๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เสียดายผิวพักตร์น้องจะหมองโฉม”

[๘๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “น่า”

[๘๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ดูน่ารักรสชาติประหลาดเหลือ”

[๘๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แม้นลอยฟ้ามาเดี๋ยวนี้ที่ในเรือ”

[๘๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “หนัง”

[๘๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “มา”

[๘๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “จะ”

[๘๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ดูภูมิฐานที่ชลาพฤกษาไสว”

[๘๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ถึงอารามนามอ้างวัดนางไทร”

[๙๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ช่วยอุ้มพามาให้เถิดจะเชิดชม”

[๙๑] ถนอม

[๙๒] น่าจะเป็น นุ่มนุ่ม

[๙๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ถนอมแนบแอบอุ้มนุ่มนุ่มนิ่ม”

[๙๔] วัว

[๙๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แต่”

[๙๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “บาง”

[๙๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “หวัง”

[๙๘] สมุดไทยเลขที่ ๖ เป็น “เพลา”

[๙๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “คลอเข้า”

[๑๐๐] ตระกอง แปลว่า กอด สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “อกประคอง”

[๑๐๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ตาบ”

[๑๐๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “สุดจะแลเหลียวหาที่อาศัย”

[๑๐๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ก็”

[๑๐๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “กน”

[๑๐๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เรียน”

[๑๐๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “นภาลัย”

[๑๐๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ถ้าบ้านเมืองเคืองเข็ญจะเป็นเหตุ”

[๑๐๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แต่”

[๑๐๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แล้วก็”

[๑๑๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ลินลา”

[๑๑๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “หอม”

[๑๑๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ซุ้ม”

[๑๑๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แล้ว”

[๑๑๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ทั้ง”

[๑๑๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ไว้”

[๑๑๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ต่อเมื่อไรใครใครรักมาภักดี”

[๑๑๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ด้วย”

[๑๑๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แต่”

[๑๑๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “โก่ง”

[๑๒๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เท่านิ้วพระหัตถ์”

[๑๒๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ศิโรราบกราบก้มบังคมคิด”

[๑๒๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เคารพ”

[๑๒๓] กรุณา

[๑๒๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ทำ”

[๑๒๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ลินลา”

[๑๒๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ใน”

[๑๒๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ไม้ไผ่”

[๑๒๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “หอมระรื่นลำดวนรัญจวนใจ”

[๑๒๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ยิ่งเสียวทรวงง่วงเหงาเศร้าฤทัย”

[๑๓๐] เหงื่อ

[๑๓๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “นิจจาเอ๋ยเคยบำรุงผ้านุ่งห่ม”

[๑๓๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เหมือนหายยศหมดรักมาปลักปลอม”

[๑๓๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ที่”

[๑๓๔] พายุ

[๑๓๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “คนึง”

[๑๓๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “นัยนา”

[๑๓๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เวียน”

[๑๓๘] ตรับ แปลว่า ตั้งใจฟัง สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ตริ่งตรับ”

[๑๓๙] ปล่ง คือ ตลอด จะแจ้ง สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “หวังจะปะพระปรอทที่ปลอดโปร่ง”

[๑๔๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แม้น”

[๑๔๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แก่กลับกลายหนุ่มเนื้อนั่นเรื่อเหลือง”

[๑๔๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เป็น”

[๑๔๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “มา”

[๑๔๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “กลุ้ม”

[๑๔๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พอ”

[๑๔๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พอ”

[๑๔๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “มา”

[๑๔๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เหมือนโกรธขึ้งหึงหวงด้วยช่วงชิง”

[๑๔๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ดูตรองตรอดเตรียมตรอยตรองก๋อยโกร๋น”

[๑๕๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ขู่”

[๑๕๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “สอด”

[๑๕๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เปรียบเหมือนคนช่างสะดึงรู้ตรึงตรอง”

[๑๕๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ว่า”

[๑๕๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ประคอง”

[๑๕๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “กับ”

[๑๕๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แรง”

[๑๕๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เห็นแต่”

[๑๕๘] ถนอม

[๑๕๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “รัญจวน”

[๑๖๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ยาม”

[๑๖๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ปัทม์”

[๑๖๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เชิงผนังหนาแน่นด้วยแผ่นผา”

[๑๖๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “หมอง”

[๑๖๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ทรงจำลองลายหัตถ์ปฏิมา”

[๑๖๕] ตราบ

[๑๖๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ให้”

[๑๖๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ให้”

[๑๖๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ถึงสิ่วขวานผลาญเพนินไม่เยิ่นยู่”

[๑๖๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ใน”

[๑๗๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “มิใคร่จะดับ”

[๑๗๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ให้”

[๑๗๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “โขด”

[๑๗๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “สนิทพิศมัย”

[๑๗๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เคย”

[๑๗๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เย็บระเรื่อยเฉื่อยฉ่ำด้วยนํ้าค้าง”

[๑๗๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “พราย”

[๑๗๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ขอ”

[๑๗๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “จน”

[๑๗๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ปลิว”

[๑๘๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ร่วง”

[๑๘๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “จนดึกดื่นรื่นร่มลมสงัด”

[๑๘๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เป็นขอบเขต”

[๑๘๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “สำเนียงดังตึงเปรี้ยงแซ่เสียงคน”

[๑๘๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ทั้ง”

[๑๘๕] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ที่บนโขด”

[๑๘๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “แสงอุทัยรุ่งขึ้นจึงฟื้นกาย”

[๑๘๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ท่าน”

[๑๘๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “คัด”

[๑๘๙] อาถรรพณ์

[๑๙๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “จนวันตาย”

[๑๙๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ยัง”

[๑๙๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ไป”

[๑๙๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ลงคลุมเครือ”

[๑๙๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ออก”

[๑๙๕] คือ พระยาไชยวิชิต (เผือก) เจ้าเมืองอยุธยา สหายสนิทของพระภู่

[๑๙๖] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ทั้ง”

[๑๙๗] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “มาทีไรได้นิมนต์ปรนนิบัติ”

[๑๙๘] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “บำรุบำรุง”

[๑๙๙] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เปล่งปลั่ง”

[๒๐๐] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ได้หยุดอยุธยา” และชื่ออยุธยาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้นหมายถึงกรุงเทพฯ

[๒๐๑] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ที่เขามีดีจาก”

[๒๐๒] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “นารีใดไร้รักอย่าหนักหน่วง จะโรยร่วงรกเรี้ยวแห้งเหี่ยวหาย”

[๒๐๓] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “เมตตา”

[๒๐๔] สมุดไทยเลขที่ ๒ เป็น “ใจ”

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ