พระราชนิพนธ์ นิราศท่าดินแดง

๏ แสนรักสุดรักภิรมย์สมร
ทุกอนงค์ทรงลักษณ์อันสุนทรสถาวรพูนสวาดิ์สวัสดี
ประกอบศักดิสมบูรณ์จำรูญเนตรอัคเรศงอนงามจำเริญศรี
แสนกระสันปั่นป่วนฤดีทวีมีมโนเสน่ห์น้อมถนอมนวล
อันราคีมิให้เคืองระคางข้องปองประคองนิ่มเนื้อนวลสงวน
หวังสวาดิ์มิรู้ขาดอารมณ์ครวญเปนที่ชวนชูชื่นทุกอิริยา
เกษมศุขภิรมย์สมสมานเคยสำราญมิได้แรมนิราศา
ไม่นิราศขาดชมสักเวลาบำเรอล้อมพร้อมหน้าไม่ราวัน
นิจาเอ๋ยโอ้กรรมจึงจำไกลมาซ้ำให้ทุเรศร้างมไหสวรรย์
ก็เพราะมีอริราชไภยันเข้าหักหั่นด่านแดนบุรีรมย์
จึงต้องกรูกรีธาพลากรมาจำจรจากศุขเกษมสม
สาระพัดสิ่งสวัสดิ์ที่เคยชมก็นิยมให้วิโยคด้วยจำเปน
เมื่อวันออกนาเวศทุเรศสถานแสนสงสารสุดอาไลยใครจะเห็น
พี่เคยทัศนาเจ้าทุกเช้าเย็นเพราะเกิดเข็ญจึงต้องละสละมา
ครั้นถึงด่านดาลทเวศทวีถึงคนึงในให้หวนละห้อยหา
ถึงนางนองเหมือนพี่นองชลนายิ่งอาทวาอาวรณ์สะท้อนใจ
ครั้นถึงโขลนทวาร[๑]ยิ่งลานแลให้หวาดแหวอารมณ์ดังจะล้มไข้
จนลุล่องคลองชลามหาไชยย่านไกลสุดสายในตาแล
เหมือนอกเราที่นิรามาทุเรศเหลือสังเกตมุ่งหามาห่างแห
รกำเดียวเปลี่ยวดิ้นฤดีแดจนล่วงกระแสสาครบุรีไป
ลุสถานบ้านบ่อนาขวางให้อางขนางร้อนรนกระมลไหม้
ถึงย่านซื่อเหมือนพี่ซื่อสังวรใจมิได้มีลำเอียงเที่ยงธรรม์
เมื่อถึงสามสิบสามคดแล้วแคล้วแคล้วเหมือนจะกลับมารับขวัญ
คล้ายคล้ายอัษฎงค์พระสุริยันต์ก็บรรลุถึงคลองสุนักข์ใน
พอชลาถอยถดลงลดฝั่งเรือคั่งเคืองเขินไม่เดินได้
พลพายรายกันลงเข็นไปเหมือนเข็ญใจเคืองจิตรที่จากมา
ครั้นเพลาสุริยาอรุณเรืองแสงประเทืองเบื้องบูรพ์ทิศา
พอตกลึกแล้วให้ล่องนาวาคลาประทับท่าเมืองสมุทบุรีรมย์
อันฝูงชนชาวบ้านย่านนั้นผิวพรรณไม่รื่นรวยสวยสม
ไม่เปนที่ชวนชื่นอารมณ์ชมยิ่งเกรียมตรมสุดแสนรกำใจ
ให้ปั่นป่วนหวนสวาดิประวัติหาจะดูใครไม่พาใจชื่นได้
จึงให้ออกนาวาคลาไคลรีบไปตามสายชลธี
อันเรือหลังดั้งกันสิ้นทั้งหลายก็พายแซงแข่งขึ้นไปอึงมี่
โห่สนั่นครั่นครื้นทั้งนาวีมีแต่ความเกษมศุขไปทุกคน
เสียงเส้าเร้าเร่งพลพายเหมือนรักหมายสายสวาดิทุกขุมขน
ให้อักอ่วนป่วนจิตรจลาจลถึงตำบลบางกุ้งเป็นคุ้งเลี้ยว
ยิ่งลับไม้ไกลเนตรทุเรศสถานให้แดดาลหวั่นหวั่นกระสันเสียว
ดังเอกามาแต่นาวาเดียวเปลี่ยวสวาดินิราศไร้ภิรมย์ชม
มาถึงย่านนกแขวกแสกส่งเสียงฟังสำเนียงถอนใจเพียงใจล่ม
เคยยินเสียงประโคมขานสำราญรมย์โอ้ครั้งนี้มาระงมแต่เสียงนก
แสนทุเรศเวทนานิจาเอ๋ยนี่ใครเลยจะเลงเห็นในอก
ได้ระกำช้ำใจมาหลายยกหวังจะป้องปิดปกให้พ้นไภย
มิให้หมู่พาลาอาธรรม์มาย่ำยีเขตรขัณฑ์บุรีได้
จึงสู้สละรักหักใจมาทนเทวศอยู่ไกลเอกา
ถึงบำหรุเหมือนพี่บำราศรักให้อักอ่วนครวญใคร่อาไลยหา
ครั้นลุราชบุรีภิรมยาที่อาทวาหักอารมณ์ค่อยสมประดี
จึงรีบรัดจัดหมู่โยธาให้อยู่รักษาบุรีศรี
ครั้นอรุณเรืองแรงแสงรวีก็จรลีนาเวศทุเรศจร
ด่วนเดินโดยทางชลมารคแสนลำบากด้วยร้างแรมสมร
กระหายหิวหวิวใจให้อาวรณ์แต่ข้อนข้อนขุ่นเข็ญเปนนิรันดร์
ถึงท่าราบเหมือนที่ทาบทรวงถวิลยิ่งโดยดิ้นโหยหวนครวญกระสัน
ด้วยได้ทุกข์ฉุกใจมาหลายวันจนบรรลุเจ็ดเสมียนตำบลมา
ลำลำจะใคร่เรียกเสมียนหมายมารายทุกข์ที่ทุกข์คนึงหา
จึงรีบเร่งนาเวศครรไลคลาพอทิวากรเยื้องจะสายัณห์
ก็ลุยังวังศิลาท่าลาดชายหาดทรายแดงดังแกล้งสรร
จึงประทับแรมรั้งยังที่นั้นพอพักพวกพลขันธ์ให้สำราญ
พรั่งพร้อมล้อมวงเปนหมู่หมวดชาวมหาดตำรวจแลทวยหาญ
เฝ้าแหนแน่นนันต์กราบกรานนุ่งห่มสครานจำเริญตา
ต่างว่าจะเข้าโหมหักศึกห้าวฮึกขอขันอาสา
ไม่คิดกายขอถวายชีวาพร้อมหน้าถ้วนทั่วทุกตัวไป
แต่ตริการที่จะผลาญอรินราชจนโอภาสแสงจันทร์จำรัสไข
ให้ขุกคิดอาวรณ์สท้อนใจถึงอนงค์นางในไม่รู้วาย
ด้วยเคยทอดทัศนาไม่รารักภิรมย์ภักตร์ร้องรำบำเรอถวาย
บ้างเฝ้าแหนหมอบเมียงเรียงรายกรกรายโบกพัชนีพาน
ยิ่งเร่าร้อนถอนทอดฤไทยทุกข์เมื่อเคยศุขฤๅมาเสื่อมทุกสิ่งสมาน
จนลืมหลงที่ดำรงดำริห์การแต่เดือดดาลอารมณ์ไม่สมประดี
จนเพลาสิบทุ่มยิ่งรุ่มร้อนให้ยกพลนิกรออกจากที่
กระบวนทัพซับซ้อนมามากมีโห่มี่สเทือนก้องท้องวาริน
ถึงม่วงชุมเหมือนเมื่อเคยประชุมเฝ้ายิ่งร้อนเร่ารื้อกำหนัดประวัติถวิล
ยามเสวยเคยเห็นเปนอาจิณแดดิ้นถึงเนื้อวิมลมาลย์
แสนเทวศเสื่อมสิ้นสิ่งสวาดิ์ด้วยนิราศแรมร้างห่างสถาน
ถึงยามชื่นมิได้ชื่นสำราญบานแต่นี้นานสวาดิเว้นไม่เห็นใคร
ถึงปากแพรกซึ่งเปนที่ประชุมพลพร้อมพหลพลนิกรน้อยใหญ่
ค่ายคูเขื่อนขันธ์ทั้งนั้นไซ้สารพัดแต่งไว้ทุกประการ
จึงรีบรัดจัดโดยกระบวนทัพสรรพด้วยพยุหทวยหาญ
ทุกหมู่หมวดตรวจกันไว้พร้อมการครั้นได้ศุภวารเวลา
ให้ยกขึ้นตามทางไทรโยคสถานทั้งบกเรือล้วนทหารอาสา
จะสังหารอริราชพาลาอันสถิตย์อยู่ยังท่าดินแดง
ครั้นเดือนสามวันแรมเก้าค่ำย่ำรุ่งสี่บาทอรุณแสง
จึงให้ยกพหลรณแรงล้วนกำแหงหาญเหี้ยมสงครามครัน
ไปโดยพยุหบาตรรัถยาพลนาวาตามไปเปนหลั่นหลั่น
สพรึบพร้อมน่าหลังดั้งกันโห่สนั่นสเทือนท้องนทีธาร
รีบเร่งพลพายให้เร่งพายฝืนสายชลเชี่ยวฉ่าฉาน
ถึงตำแหน่งแก่งหลวงศิลาดาลชลธารไหลเชี่ยวเปนเกลียวมา
แต่จำเภาะเตราะตรอกซอกทางแก่งเกาะขัดขวางอยู่หนักหนา
แสนลำบากยากใจที่ไคลคลาใครจะเห็นเวทนาบันดามี
สองวันบรรลุถึงวังยางคนึงวังอ้างว้างเกษมศรี
เคยเป็นศุขทุกทิวาราตรีโอ้ครานี้มีกรรมมาจำไกล
ถึงบางลานยิ่งดาลทรวงสมรให้ขุ่นข้อนอารมณ์หม่นไหม้
จึงเร่งรีบนาวาคลาไคลมาถึงไศลชลธีศีขรินทร์
สูงส่งตรงโตรกโดดเดี่ยวอยู่ริมสายชลเชี่ยวกระแสสินธุ์
พรายแพร้วดังแก้วแกมนิลปักษินบินร้องระงมไพร
บ้างจับไม้รายเรียงบนเชิงเขาบ้างง่วงเหงาหาคู่พิศมัย
นกเอ๋ยยังรู้มีอาไลยอกเราฤๅจะไม่เวทนา
ครั้นบรรลุถึงศาลเทพารักษ์อันพิทักษ์ปากน้ำประจำท่า
มีแต่ศาลสันโดษอยู่เอกาคิดมาเหมือนอกพี่ที่จากจร
เห็นอารักษ์แล้วคิดสังเวชจิตรมาไร้มิตรเหมือนพี่ร้างแรมสมร
สารพัดจะวิบัติอนาทรแต่ร้อนแรมตามทางทุเรศมา
ครั้นมาถึงวังนางตะเคียนพิศเพี้ยนมิ่งไม้ใบหนา
คั่งเคียงเรียงเรียบริมชลาสาขารื่นร่มสำราญใจ
ต้นไม้เปลาเปลาอยู่สล้างเหมือนไม้กระถางวางเรียงงามไสว
ชมพลางพลางรีบนาวาไปบรรลุล่วงมาได้หลายตำบล
มาทางพลางแสนคนึงหานัยนาแลลับไพรสณฑ์
ยิ่งแดดาลร่านร้อนทุรนทนจนลุดลเขาท้องไอยรารมย์
เป็นช่องชั้นเชิงผาศิลาลาดรุกขชาติรื่นรวยสวยสม
ไพจิตรพิศพรรณอยู่น่าชมลมพัดพากลิ่นสุมาลย์มา
มีท่อธารน้ำพุดุดั้นตลอดลั่นไหลลงแต่ยอดผา
เปนโปลงปล่องช่องชั้นบรรพตาเซนซ่าดังสายสุหร่ายริน
บ้างเปนท่อแถวทางหว่างบรรพตเลี้ยวลดไหลมาไม่รู้สิ้น
น้ำใสไหลซอกศิขรินทร์แสนถวิลถึงสวาดิ์ไม่คลาดคลา
เกษมศุขสรงสนานสำราญเริงบรรเทิงจิตรพิศวงหรรษา
ชลอได้ก็จะใคร่ชะลอมาให้เปนที่ผาศุกทุกนางใน
คิดเคยเมื่อเคยสรงสนานสุธาธารทิพรศสดใส
อันหอมหวนอวลอบสุมาไลยมาร้างไร้สุคนธกำจร
เจ้าเคยถวายภูษาสุธาสรงอันบรรจงทิพรศเกสร
เคยไพบูลย์ด้วยตรุณนิกรทีนี้มาจำจรอยู่เอกา
ชมเขาลำเนาพนาวาศแสนสวาดิ์ไม่วายถวิลหา
ถึงไทรโยคปลายแดนนัครามิให้หยุดโยธาเร่งคลาไคล
แต่เห็นทางท่าชลานั้นเป็นเกาะแก่งขัดขั้นล้วนเนินไศล
ยากที่นาวีจะหลีกไปจึงสั่งให้รอรั้งยั้งนาวา
เร่งรีบคชสารอัศดรบทจรตามแถวแนวพฤกษา
ชมพรรณมิ่งไม้นานาบ้างทรงผลปนผกาเขียวขจี
ลางต้นสาขาดูน่าชมรื่นร่มมิดแสงพระสุรศรี
สดับเสียงปักษาสุวาทีลิงค่างบ่างชนีวิเวกดง
เสนาะเสียงจักระจั่นสนั่นไพรแม่ม่ายลองไนในป่าระหง
เรไรร้องหริ่งหริ่งอยู่ริมพงส่งเสียงดังสำเนียงอนงค์นวล
คิดคล้ายลม้ายเหมือนดนตรีจำเรียงรี่เรื่อยโรยโหยหวน
ยิ่งซับซาบอาบชื่นอารมณ์ชวนกำสรวญว้าเหว่ทุเรโรย
ฟังแต่เสียงสำเนียงนกวิหคร้องวิเวกก้องเกริ่นไพรฤไทยโหย
รุกขชาติแกว่งกวัดสบัดโบยลมโชยคันธรศจรุงใจ
ตวันรอนอ่อนแสงจะอัสฎงคต์เหล่าจัตุรงค์เตรียมกายทั้งนายไพร่
แรมร้อนนอนแนวพนาไลยเขตรไศลป่าระหงดงดอน
นอนเดียวเปลี่ยวเทวศทวีทุกข์ไม่มีศุขเร่าร้อนสท้อนถอน
แสงจันทร์ส่องสว่างกลางอัมพรยิ่งอาวรณ์หวังสวาดิ์ไม่ขาดคิด
วายุพัดพานดวงศศิธรเขจรจรบังเมฆมิดสนิท
พิรุณโรยโปรยปรายใบไม้ชิดสท้านจิตรเจียนจักเปนไข้ใจ
เย็นฉ่ำน้ำฟ้าลอองฝนมาทนเทวศครั้งนี้จะมีไหน
ถึงทั้งหลายหนาวกายได้ผิงไฟไม่เหมือนพี่หนาวใจที่ในทรวง
เห็นดาวดึกนึกหวนรัญจวนหาในอุราเพียงทับด้วยเขาหลวง
อันหาบหามที่เขาตามมาทั้งปวงไม่หนักทรวงเหมือนพี่หนักอาไลยไกล
เขาหนักหาบถึงที่ก็ได้พักพี่หนักรักนี้ไม่ปลงเอาลงได้
มีแต่คอนข้อนทุกข์ทุกวันไปจะเห็นใจฤๅที่ใจการุญกัน
แต่นอนนิ่งกลิ้งกลับไม่หลับสนิทยิ่งคิดคิดก็ยิ่งโทมนัศสันต์
จนอรุณเรืองศรีระวีวรรณจึงให้ยกพลขันธ์ยาตรา
ออกจากเนินผาศิลาพนัศเร่งรัดทวยหาญทั้งซ้ายขวา
ไปตามแถวแนวในพนาวาพอสุริยาสายัณห์ลงรอนรอน
ก็ถึงด่านท่าขนุนโดยหมายให้ตั้งค่ายตามเชิงศิขร
แล้วรีบเร่งพหลพลนิกรทั้งลาวมอญเขมรไทยเข้าโจมตี
ทัพพม่าอยู่ยังท่าดินแดงแต่งค่ายรายไว้เปนถ้วนถี่
ทั้งเสบียงอาหารสารพันมีดังสร้างสรรค์ธานีทุกประการ
มีทั้งพ่อค้ามาขายร้านรายกระท่อมพลทุกสถาน
ด้านหลังท่าทางวางตะพานตามลหานห้วยน้ำทุกตำบล
ร้อยเส้นมีฉางระหว่างค่ายถ่ายเสบียงมาไว้ทุกแห่งหน
แล้วแต่งกองร้อยอยู่คอยคนจนตำบลสามสบครบครัน
อันค่ายคูประตูหอรบตบแต่งสาระพัดเปนที่มั่น
ทั้งขวากหนามเขื่อนคูป้องกันเปนชั้นชั้นอันดับมากมาย
ให้ทหารเข้าหักโหมโรมรันสามวันพวกพม่าก็พังพ่าย
แตกยับกระจัดพลัดพรายทั้งค่ายคอยน้อยใหญ่ไม่ต่อตี
ให้ติดตามไปจนแม่กษัตรเหล่าพม่ารีบรัดลัดหนี
บ้างก็ตายก่ายกองในปัถพีด้วยเดชะบารมีที่ทำมา
ตั้งใจจะอุประถัมภกยอยกพระพุทธสาสนา
จะป้องกันขอบขัณฑสิมารักษาประชาชนแลมนตรี
จะบำรุงทั้งฝูงสุรางค์รักให้อัคเรศเป็นศุขจำเริญศรี
ครั้นเสร็จการผลาญราชไพรีก็ให้กรีธาทัพกลับมา
ทั้งทิวาราตรีไม่หยุดหย่อนด้วยอาวรณ์ทนเทวศถวิลหา
แสนคนึงถึงสวาทไม่คลาศคลาแต่พร่ำปรารภนั้นเปนอาจิณ
จิตรเจ็บจะขาดด้วยนิราศรศจะอดไว้ก็สุดอาไลยถวิล
อันบำราบรบราชไพรินถึงจะไร้ศรศิลป์ที่ชิงไชย
ก็พอจะพยายามตามตีให้ชนะไพรีจงได้
จะสู้สงครามรักนี้หนักใจด้วยไร้ศรรศสวาดิ์จะราวี
อันแสนศึกทั้งหลายก็พ่ายแพ้ยากแต่จะรบรักให้หน่ายหนี
ที่ลำบากแต่หลังในครั้งนี้สุดที่จะปรับทุกข์กับผู้ใด
อันฝูงสุรางค์นางทั้งหลายยังค่อยอยู่ศุขสบายฤๅไฉน
ฤๅในจิตรคิดอ่านประการใดอย่าอำไว้จงแจ้งแต่จริง เอย ฯ

จบพระราชนิพนธ์



[๑] ที่ตั้งโขลนทวารครั้งนั้น ว่าอยู่ตรงวัดไทรอำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ