บทละครเรื่องดาราวงศ์

เมื่อนั้น พระบุดรีศรีเสน่ห์
.........(ต้นฉะบับลบ)......... ...........................
พี่เลี้ยงนางต่างเข้ามาริมอาสน์ อภิวาทน์บาทมูลแล้วทูลถาม
แม่เป็นไรไม่แถลงแจ้งความ ถ้ารู้เรื่องจักได้ตามให้ชอบใจ
ไม่สรงไม่เสวยโภชนา ฤๅบังเกิดโรคาเป็นไฉน
มาปิดบังโรคร้ายไว้ภายใน จงตรัสให้รู้บ้างอย่าพรางกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

เมื่อนั้น พระบุตรีมีศักดิ์เฉิดฉัน
ได้ฟังถ้อยคำที่รำพัน เห็นเขารู้เท่าทันก็อายใจ
ครั้นจะเล่าบอกออกให้รู้ ก็อดสูหนักหนาไม่ว่าได้
แต่ความรักเหลือรักต้องหักใจ อรทัยจึงกล่าววาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

พี่เอยพี่เจ้า มาน้องจะเล่าให้ถ้วนถี่
วานนี้สมเด็จพระชนนี เอาผ้าของน้องนี้ไปให้พราหมณ์
จำเพาะต้องเครื่องยาพาสงสัย อยากจะใคร่วานพี่ช่วยไถ่ถาม
จะไปกล่าวขวัญเล่นไม่เห็นงาม เป็นชีพราหมณ์อาจองทนงนัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

บัดนั้น สองพี่เลี้ยงนารีมีศักดิ์
รู้ทำนองโฉมยงค์ว่าคงรัก ต่างแย้มยิ้มพริ้มพักตร์แล้วทูลไป
พ่อพราหมณ์น้อยคนนั้นฉันคะเน ทำแสร้งเสมั่นคงอย่าสงสัย
แกล้งขอผ้าริ้วทองเพราะต้องใจ เครื่องหยูกยาที่ไหนไม่เคยพบ
แต่ว่าโอสถที่บดมา สมเด็จพระบิดาค่อยสงบ
พี่จะลงไปหาให้พบ อย่าทรงพระปรารภคงได้การ
จะจัดแจงเข้าของเอาลงไป ว่าของพระชลไนยทั้งคาวหวาน
เพราะความชอบขอบใจให้ประทาน ถึงใครรู้เหดุการณ์ก็ไม่อาย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

เมื่อนั้น นางประไพสุริยาโฉมฉาย
ฟังพี่เลี้ยงพูดแอบแยบคาย นางยิ้มพรายแล้วกล่าววาจา
มิเสียทีพี่คิดสนิทเหลือ ลงไปเรือถามซักให้หนักหนา
พี่จัดแจงตบแต่งตามปัญญา ไปแล้วรีบมาอย่าช้าที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

บัดนั้น สองนางพี่เลี้ยงทั้งสองศรี
ถวายบังคมคัลทันที แล้วออกมาจากที่ทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ เสมอ ฯ

จึงชวนกันมาอาบวารี ขัดสีนวลละอองผ่องใส
ลูบไล้กระแจะจันทน์ทันใด นั่งเช็ดไรหวีผมให้สมควร
ผัดหน้านวลละอองผ่องผิว สีสีผึ้งวาดคิ้วด่างแย้มสรวล
นุ่งผ้าลายสุหรัดสัดสีนวล ใส่แหวนล้วนเพชรพรายกระจายตา
เจียนหมากดิบหยิบยานั้นมาสี สองนารีงามเอกดังเมขลา
ถือพัดด้ามจิ้วญี่ปุ่นงา นางทาสาถือของตามไป ฯ

ฯ ๖ คำ เพลง ฯ

ครั้นมาถึงท่านาวี สองศรีนึกพรั่นหวั่นไหว
ให้สะเทิ้นเขินขวยในใจ แล้วสั่งบ่าวไพร่ให้บอกมา ฯ

ฯ ๒ คำ เจรจา ฯ

เมื่อนั้น สามพราหมณ์เกษมสันต์หรรษา
เห็นสองนางนารีศรีโสภา ก็รู้ว่ามาแต่วังใน
ต่างคนยิ้มย่องแล้วร้องเชิญ อย่าเมียงเมินลงมาสำเภาใหญ่
ทั้งเพชรนิลจินดาข้าเลือกไว้ จะขายให้ถูกดอกไม่หลอกเลย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

บัดนั้น ทั้งสองนางฟังว่าทำหน้าเฉย
ยิ่งอายใจด้วยมิได้คุ้นเคย ครั้นได้เลยแล้วต้องไปให้ได้การ
จึงย่างเท้าก้าวขึ้นสำเภาใหญ่ นั่งใกล้แล้วแจ้งแถลงสาร
พระเสาวนีย์ข้างในให้ประทาน เครื่องคาวหวานนี้ให้พราหมณ์ทั้งสามนาย

ฯ ๔ คำ ฯ

เมื่อนั้น เจ้าสองพราหมณ์งามเฉิดฉาย
จึงเสแสร้งแกล้งกล่าวอภิปราย กราบถวายบังคมพระเทวี
จึงว่าตัวข้าทั้งพี่น้อง พวกพ้องก็ไม่มีในกรุงศรี
ถ้าฝืดเคืองเบื้องหน้าได้ปรานี ฉันจะฝากไมตรีจนสืบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

บัดนั้น ทั้งสองนางฟังแจ้งแถลงไข
แย้มยิ้มพริ้มพรายละอายใจ จึงตอบคำไปฉับพลัน
ซึ่งจะชอบชิดสนิทหน้า ตัวข้าไม่รังเกียจเดียดฉัน
จะรักใคร่ให้เหมือนวงศ์พงศ์พันธุ์ จะถือชั้นเชิงไปทำไมมี
จะขอถามความจริงสักสิ่งหนึ่ง ท่านอยู่ถึงต่างแดนบุรีศรี
มาค้าขายแต่ชายทั้งสามนี้ ลูกเมียมีอย่างไรบ้างอย่าพรางกัน

ฯ ๖ คำ ฯ

บัดนั้น สองพราหมณ์ตอบพลางทางสรวลสันต์
จะบอกความตามจริงทุกสิ่งอัน ลูกเมียข้านั้นก็ไม่มี
แต่พราหมณ์สามคนพี่น้องมาท่องเที่ยว เปล่าเปลี่ยวไร้คู่เกษมศรี
ทั้งลูกเรือมิได้เหลือม้วยชีวี จะกลับคืนธานีก็สุดไกล
ทุกวันนี้ก็อนาถอนาถา ไม่มีที่พึ่งพาจะอาศัย
พอได้เห็นหน้าค่อยสร่างใจ จะฝากชีวิตไว้จนวันตาย
อันพ่อพราหมณ์น้อยน้องยา เจ้าช่วยเมตตาขยับขยาย
ถวายเป็นขอเฝ้าของเจ้านาย ตามแต่โฉมฉายจะปรานี
ว่าพลางทางถอดเอาแหวนก้อย ยื่นให้สาวน้อยทั้งสองศรี
เจ้าจงรับไว้เป็นไมตรี ของพราหมณ์ชีชาวนอกคอกนา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

บัดนั้น สองนางยิ้มละมัยอยู่ในหน้า
รับเอาแหวนพลันมิทันช้า กัลยาตอบความเจ้าพราหมณ์พลัน
นี่หรือชาวบ้านนอกคอกนา เจรจาลิ้นลมคมสัน
ถ้าจริงจังดังคำหม่อมรำพัน ดิฉันจะอนุกูลไม่สนใจ
อันพ่อพราหมณ์น้อยคนนี้ จะถวายพระบุตรีศรีใส
ถ้าแม้นเป็นขอเฝ้าต้องเหลาไม้ จะทำได้แล้วฤๅพ่อฉันขอฟัง ฯ

ฯ ๖ คำ เจรจา ฯ

เมื่อนั้น ดาราวงศ์ตอบไปดังใจหวัง
ถ้าแม้นพี่เมตตาการุนัง ช่วยฝากฝังเพ็ดทูลนางเทวี
ตามแต่ท่านจะใช้แล้วไม่ขัด ฉันพอเหลาไม้กลัดเป็นดอกพี่
แม้นสมหวังดังใจถ้าได้ดี ไม่ลืมคุณนารีทั้งสองรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

บัดนั้น สองพี่เลี้ยงยิ้มพลางทางว่า
ยังจะทำได้จริงเหมือนวาจา พี่พูดมาฉันฟังยังประวิง
รูปอย่างนี้หรือขอเฝ้าเหลาไม้กลัด ดูสันทัดแต่เที่ยวเกี้ยวผู้หญิง
ถ้าแม้นว่าหม่อมสาพิภักดิ์จริง ฉันไม่นิ่งดอกจะทูลให้โปรดปราน

ฯ ๔ คำ ฯ

เมื่อนั้น หน่อกษัตริย์ดาราวงศ์จึงว่าขาน
พี่ทูลให้แล้วเห็นจะเป็นการ เยาวมาลย์คงทรงพระปรานี
พี่อยู่นี่อย่าเพ่อผันผาย จะฝากของไปถวายโฉมศรี
แล้วเสด็จมาแท่นท้ายบาลี ภูมีร่างสารแล้วอ่านกลอน
ครั้นเสร็จจึงประจงลงกระดาษ ไม่คัดขาดศุภลักษณ์ในอักษร
เอาธรรมรงค์รจนาค่านคร ใส่ซ่อนในลิขิตดังจิตรจง
ครั้นเสร็จสับพับห่อมายื่นให้ กับสองนางในนวลละหง
พี่อย่าให้ใครเห็นธำมรงค์ ไปถวายกับองค์พระธิดา
ช่วยทูลแทนว่าแหวนนี้จงจิต ของพานิชผู้น้อยวาสนา
ด้วยไม่มีที่เห็นเป็นกำพร้า ทั้งชะตาตกอับที่คับแค้น
เห็นแต่องค์พระบุตรีศรีสวัสดิ์ อยากเป็นข้านางกษัตริย์นี้สุดแสน
เป็นเคราะห์ขัดพลัดพรากมาจากแดน ของนี้แทนธูปเทียนถวายตัว ฯ

ฯ ๑๒ คำ เจรจา ฯ

บัดนั้น สองพี่เลี้ยงได้ฟังก็ยิ้มหัว
จึงว่าเวลาจะมืดมัว นึกกลัวแต่จะปิดประตูวัง
ว่าแล้วลาพราหมณ์ทั้งสามนาย ผันผายห่วงหน้าระวังหลัง
สองพราหมณ์ตามเรียกให้รอรั้ง กระซิบสั่งสนทนาประสารัก
ไปแล้วเมื่อไรเล่าเจ้าจะมา พี่ยาจะวิตกเพียงอกหัก
จะตั้งตาคอยกว่าจะพบพักตร์ น้องรักอย่าลืมนะปลื้มใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

สองพี่เลี้ยงค้อนพลางแล้วทางว่า ฉันคงจะมาอย่าสงสัย
พระบุตรีว่าขานประการใด จะมาบอกเหตุให้รู้เรื่องราว
เย็นแล้วจะลาจรลี อย่ามาเฝ้าเซ้าซี้จะมี่ฉาว
ใครล่วงรู้ก็จะมีราคีคาว พลางเรียกบ่าวคืนหลังเข้าวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ เชิด ฯ

ครั้นถึงจึงเข้าในห้องทอง ทั้งสองกราบก้มบังคมไหว้
ทูลแถลงคดีพิรี้พิไร ตามได้สนทนาพาที
แล้วถวายธำมรงค์กับสารา พ่อพราหมณ์น้อยให้มาถึงโฉมศรี
ดูจริดกิริยาพาที เป็นผู้ดีสันดานประมาณใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

เมื่อนั้น นางประไพยิ้มย่องสนองไข
สองพี่นี้เห็นเป็นอย่างไร จึงหลงใหลสำคัญสัญญา
วิสัยคนเจ้าชู้รู้ขนบ เราจะคบก็ลำบากยากหนักหนา
ข้างต้นหวานนานไปไม่ทะยา จะพาหน้ามอมดำเหมือนน้ำคราม ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

บัดนั้น ทั้งสองนางต่างว่าข้าได้ถาม
ลูกเมียยังไม่มีเป็นชีพราหมณ์ พยายามเที่ยวมาพาราไกล
ดูท่วงทีองอาจฉลาดเฉลียว กษัตริย์แท้แน่ทีเดียวพนันได้
จงทรงอ่านสารนั้นเป็นฉันใด ก็จะได้ฟังสำนวนใคร่ครวญการ

ฯ ๔ คำ ฯ

เมื่อนั้น นางประไพสุริยาได้ฟังสาร
ครั้นเห็นชอบมิได้ตอบพชมาน นงคราญคลี่สารออกทัศนา
แลเห็นธรรมรงค์รูจี นางหยิบดูรู้ว่าดีมีค่า
เช่นนี้ของไพร่ได้ไหนมา กัลยาจึงอ่านสารสุนทร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ในลักษณะสาส์นศรีสวัสดิ์ ขอเสี่ยงสัจศุภลักษณ์ในอักษร
มาถึงแก้วแววดาสถาวร แม้นปางก่อนเคยสมภิรมยา
ให้พระบุดรีมีมาโนช อย่ากริ้วโกรธตัดทางเสน่หา
พี่คนยากฝากรักพระธิดา ทำเกินวาสนาชาวพานิช
ก็เจียมตัวกลัวผิดกษัตริย์สูง ใจเฝ้ามุ่งหมายจะชมสมสนิท
ยอมถวายไม่เสียดายกับชีวิต แม้นชอบผิดยกโทษได้โปรดเอย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

นางทรงอ่านสาส์นสิ้นถวิลสวาท พชนารถหวานฉ่ำคำเฉลย
สนิทแอบแยบคายภิปรายเปรย นางทรามเชยตรัสกับพี่เลี้ยงพลัน
ทั้งถ้อยคำร่ำว่าหนักหนาหนัก ทำถ่อมตัวกลัวศักดิ์ประชดฉัน
ช่างเหน็บแนมแกมว่าสารพัน พี่ช่วยกลั่นกรองความให้งามใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

บัดนั้น ทั้งสองนางพี่เลี้ยงเฉลยไข
อันถ้อยคำร่ำว่ามาเป็นนัย อย่าสงสัยเที่ยงแท้กษัตรา
ทั้งธำมรงค์เพชรเจ็ดกษัตริย์ เห็นชัดทีเดียวแม่แน่นักหนา
สังรเสิญถึงพราหมณ์ทั้งสามรา นั่งพูดจาอยู่จนค่ำย่ำระฆัง ฯ

ฯ ๔ คำ เจรจา ฯ

เมื่อนั้น พระบุตรีนึกในฤทัยหวัง
ฟังพี่เลี้ยงพูดอิงเห็นจริงจัง จะสมดังใจคิดไม่ผิดเลย
ชะรอยเป็นเนื้อหน่อกษัตรา แสวงหาคู่เคียงเรียงเขนย
จึงมุ่งมาดหมายสนิทชิดเชย อกเอ๋ยคิดมาก็น่าอาย
ครั้นจะตัดไมตรีบัดนี้เล่า พระจะเศร้าโศกซ้ำระส่ำระสาย
แต่นิ่งนึกตรึกไตรไม่สบาย โฉมฉายเอนองค์ลงไสยา
สองพี่เลี้ยงนอนเรียงอยู่ริมอาสน์ สุดสวาทเศร้าสร้อยละห้อยหา
สามพราหมณ์นางคิดคะนึงถึงสามรา จนนิทราม่อยหลับระงับไป ฯ

ฯ ๘ คำ ตระ ฯ

เมื่อนั้น ดาราวงศ์ทรงภพสบสมัย
ได้ชอบชิดสนิทกับนางใน แต่ยังไม่ได้สมอารมณ์ปอง
ช้านานประมาณได้หลายเวลา ในอุราหมกหมุ่นขุ่นหมอง
แสนคนึงถึงนาถนวลน้อง ปรึกษาสองพี่เลี้ยงทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

เรารักษาภูวไนยเกือบหายโรค แต่ความโศกยังไม่สร่างที่หมองศรี
มาทำเมินเขินค้างอยู่อย่างนี้ ทำไมกับสองพี่ได้สมคิด
เขาเวียนไปเวียนมาหาไม่ขาด น้องนี้ไกลสวาทอนาถจิต
ไม่เอ็นดูกันด้วยไม่ช่วยคิด ค่ำวันนี้เร่งประดิษฐ์เป็นหงส์ยนต์
จะเข้าไปให้ถึงปราสาททอง เราเหาะล่องลอยฟ้าเวหาหน
ใคร่จะรู้อุปเท่ห์เล่ห์กล พี่ทั้งสองคนช่วยคิดการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

บัดนั้น พี่เลี้ยงทั้งสองเกษมสานต์
จึงว่าพระคิดเห็นคงเป็นการ ใช่ไม่ร้อนรำคาญอยู่เมื่อไร
แต่ปัญญามืดเม้นไม่เห็นแผล ต่อตรัสแปรเห็นทางสว่างไสว
ต่างสรวลเสเฮฮาพอพาใจ มาทำหงส์เกรียมไว้คอยตะวัน ฯ

ฯ ๔ คำ เจรจา ฯ

เมื่อนั้น ดาราวงศ์ทรงโฉมเฉิดฉัน
ครั้นสิ้นแสงสีระวีวัน ก็เสด็จจรจันมาสรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ โทน ฯ

ขัดสีฉวีวรรณด้วยจันทน์อบ ฟุ้งกระหลบน้ำสุหร่ายดังสายฝน
แล้วลูบไล้ปรายประพระสุคนธ์ ทรงเครื่องต้นสนับเพลารจนา
ทรงภูษาพื้นเขียวเขียนทอง เยียรบับปักกรองห้อยหน้า
ฉลององค์ทรงเข็มขัดลงยา ทับทรวงรจนาประดับเพชร
ทองกรธำมรงค์ทรงพระหัตถ์ ประดับเม็ดเพชรรัตน์กรัดเกร็ด
ทรงมงกุฎจำรัสทัดดอกเพชร ห้อยอุบะแก้วเกร็ดเจียรนัย
เสร็จทรงพระขรรค์บรรจง งามทรงใต้ฟ้าไม่หาได้

ฯ ร่าย ฯ

พระเสด็จย่างเยื้องคลาไคล ตรงไปยังหน้านาวี ฯ

ฯ ๘ คำ เสมอ ฯ

ขึ้นทรงนั่งยังหลังหงส์ทอง กับพี่เลี้ยงทั้งสองเกษมศรี
แล้วชักบ่ายขึ้นบนเมฆี ก็ลอยรี่มาปราสาทพระธิดา ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

ครั้นถึงจึงลงจากหงส์ยนต์ ภูวดลแสนโสมนัสสา
จึงร่ายพระเวทวิทยา เสดาะกลอนที่หน้าบันชรไชย

ฯ ๒ คำ ตระ ฯ

ครั้นหน้าแกลเปิดสมอารมณ์หมาย พระโฉมฉายยิ้มแย้มแจ่มใส
จึงชวนพี่เลี้ยงผู้ร่วมใจ คลาไคลเยื้องย่องเข้าห้อง(ทอง) ฯ

ฯ ๒ คำ เพลง ฯ

ครั้นถึงฉากทองห้องใน สองพี่เลี้ยงแสนฉลาดค่อยยาดย่อง
นั่งลงใกล้ทรามสงวนนวลละออง ต่างประคองปลุกคู่ที่ชูใจ

ฯ ๒ คำ ฯ

บัดนั้น สองนางนารีศรีใส
เห็นสองเจ้าพราหมณ์งามวิไล ก็รู้ว่าหน่อไทเสด็จมา
เจ้าพราหมณ์จูงนางจรจัน หลัดหลีกกำนัลซ้ายขวา
พากันมาห้องไสยา พูดจากันตามความสบาย

ฯ ๔ คำ ฯ

เมื่อนั้น ดาราวงศ์ทรงโฉมเฉิดฉาย
จึงเสด็จยุรยาดรนาดกราย ขึ้นแท่นพรรณรายรูจี
ลดองค์ลงนั่งแนบน้อง กรประคองรับขวัญโฉมศรี
หลับอยู่ไม่รู้สมประดี ภูมีชื่นชมค่อยสมปอง ฯ

ฯ ๔ คำ ชมโฉม ฯ

พิศพักตร์งามขนงดังก่งศิลป์ จะสรรสิ้นมาเปรียบไม่เทียบสอง
พิศปรางงามอย่างมะปรางทอง โอษฐ์น้องตะละชาดวาดประจง
เกศาสมสวยระทวยทอด แม่งามยอดเลิศย่างดังนางหงส์
งามประทุมพุ่มพวงที่ทรวงทรง หัตถ์ประจงปลอบปลุกวนิดา
แม่งามปลื้มลืมเนตรขึ้นเถิดเจ้า พี่โตนเดาคิดถึงจึงมาหา
มิได้คิดแก่ชีวิตชีวาลา ถึงจะต้องโทษาไม่น้อยใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

เมื่อนั้น องค์พระบุตรีศรีใส
แว่วเสียงสำเนียงภูวนัย อรทัยสะดุ้งขึ้นทั้งองค์
ชายเนตรเห็นองค์พระทรงฤทธิ์ ให้สะเทิ้นเขินจิตนวลละหง
ใครหนอสามารถอาจอง จะว่าดาราวงศ์ก็นึกแคลง
ด้วยแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ ศรีสวัสดิ์นึกอางขนางแหนง
ฤๅว่าพระองค์มาแกล้ง ยังไม่แจ้งค่อยมาจะดูที ฯ

ฯ ๖ คำ โอ้โลม ฯ

น้องเอยน้องแก้ว แขกมาถึงแล้วยังถอยหนี
จะโอภาปราศรัยก็ไม่มี เสียแรงพี่ตั้งหน้ามาหาน้อง
ฤๅเคืองข้องข้อไหนจึงไม่ตรัส ศรีสวัสดิ์อย่าได้มีราคีหมอง
มาถวายตัวนางถึงปรางค์ทอง ทูลถลองไว้แต่แรกเมื่อพี่มา
ข้ากับเจ้าเฝ้าเห็นอยู่แต่ไกล เสียน้ำใจจึงอุตส่าห์เข้ามาหา
อยากให้ใกล้ได้สั่งสนทนา จะบัญชาใช้สอยประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

เมื่อนั้น พระบุตรีเยาวยอดพิสมัย
ได้ฟังบัญชาภูวนัย ก็แจ้งใจยิ่งประหวั่นครั่นคร้าม
ว่าแล้วเอื้อนโอษฐ์พชนารถ ช่างทำองอาจไม่เกรงขาม
นี่หรือไว้ยศให้งดงาม มาทำแต่ตามอำเภอใจ
แม้นสองท้าวรู้แยบคาย จะพากันวอดวายหาเหลือไม่
ถ้าพระเมดตาอาลัย เชิญเสด็จกลับไปยังบุรี
ให้ทูดนั้นถือหนังสือสาส์น มาว่าขานแก่จอมบุรีศรี
เป็นทางพระราชไมตรี เช่นนี้สำหรับจะอับอาย ฯ

ฯ ๘ คำ โอ้โลม ฯ

น้องเอยน้องรัก อย่าพักตร์เหลียวเลี่ยงเบี่ยงบ่าย
ไม่ควรตัดไมตรีพี่ชาย โฉมฉายทรงดำริกริการ
ความที่พี่แสนเสน่ห์นุช ถึงจะสุดชีวิดสังขาร
ก็สู้ม้วยด้วยสัตย์ปฏิญาณ เยาวมาลย์อย่าแหนงแคลงใจ
ซึ่งจะให้พี่กลับไปกรุงศรี ข้อนี้นั้นยังรับไม่ได้
สุดจะสู้ทนรักหักฤทัย กลับไปเมื่อไรจะถึงเมือง
ถึงเขาจะนินทาว่าร้าย หญิงชายจะระบือลือเรื่อง
ข้อนี้จะรับมิให้เคือง แล้วจะแต่งเครื่องบรรณามา
ว่าพลางทางถดเข้าใกล้ จะถอยหนีพี่ไยขนิษฐา
พระเพลาทับเพลากัลยา หัตถ์คว้าเชยพุ่มประทุมทอง

ฯ ๑๐ คำ ฯ

น้อยเอยน้อยใจ นางค้อนควักผลักไสมิให้ต้อง
อย่ามาทำพูดเทียมเลียมลอง ตัวน้องสำหรับจะอับอาย
เขาจะค่อนนินทาว่ากล่าว อื้อฉาวเหมือนหญิงมักง่าย
ทำไมกับเธอเป็นผู้ชาย อัปยศอดอายที่ไหนมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ยอดเอยยอดมิ่ง งามพริ้งช่างละเมียดเสียดสี
เพราะไม่เมตตาปรานี จึงพาทีเปรียบอ้างทุกอย่างไป
อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ บาดซ้ำเจ็บปวดที่กรงไหน
จะห้ามปากมนุษย์เห็นสุดไกล แม้นรักใคร่สรรเสริญเจริญยศ
ถ้าแม้นชังก็นินทาว่าร้าย โฉมฉายก็ย่อมจะแจ้งหมด
มีแต่เคืองค้อนย้อนประชด พลางเลี้ยวลดสอดหัตถ์สัมผัสเชย

ฯ ๖ คำ ฯ

น้อยเอยน้อยใจ ช่างคุมเหงนี่กระไรเจ้าข้าเอ๋ย
มาชักทำเนียบเปรียบเปรย อย่าพูดเลยไม่เชื่อพชมาน
พระเลือกตรัสดัดความเอาตามใจ นานไปก็จะไม่เป็นแก่นสาร
นี่หรือว่ารักทำหักราน พชมานกับใจนี่ไกลกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

แสนเอยแสนแขนง กล่าวแกล้งเปรียบเปรยเย้ยหยัน
สีปากพี่นี้ก็แพ้แก้ไม่ทัน ตามแต่ขวัญเนตรจะว่าประการใด
ว่าพลางทางละโบมโลมลูบ กอดจูบด้วยความพิสมัย
ร่วมภิรมย์สมสนิทติดใจ ดั่งได้ฟากฟ้าดุษดี ฯ

ฯ ๔ คำ โลม ฯ

เมื่อนั้น นางประไพสุริยาโฉมศรี
แสนสนิทพิศวาทด้วยภูมี เทวีประดิพัทผูกพัน
แอบอิงพิงทับอยู่กับเพลา พระหยอกเย้าปรีด์เปรมเกษมสันต์
เป็นบรมสมสุขทุกนิรันดร์ เกษมสันต์สำราญบานใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

เมื่อนั้น ดาราวงศ์ทรงฤทธิพิสมัย
ครั้นเสร็จสมประสงค์จงใจ ภูวนัยนิ่งนึกตรึกตรอง
แม้นสององค์รู้ไปจะได้ผิด จำจะคิดพาไปเห็นได้ช่อง
จึงตรัสชวนทรามสงวนนวลละออง จะพาน้องไปชมยมนา
ขี่หงส์ทองล่องฟ้าไปเที่ยวเล่น ไม่เคยเห็นฝูงสัตว์เหล่ามัจฉา
แต่ละตัวไม่เบาเท่าเภตรา ต่อเกือบรุ่งสุริยาจึงกลับวัง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

เมื่อนั้น นางประไพชื่นชมด้วยสมหวัง
แล้วจัดแจงแต่งองค์ไม่รอรั้ง จะรีบไปเสียแต่ยังไม่สองยาม
ทั้งสององค์ย่างเยื้องลงจากอาสน์ ยุรยาตรรีบเสด็จไม่เข็ดขาม
มาถึงห้องสองพี่เลี้ยงกับเจ้าพราหมณ์ พระแถลงแจ้งความฉับพลัน
น้องจะพาแม่ประไพไปเที่ยวเล่น ให้หล่อนเห็นหงษ์ยนต์กลขยัน
จะได้ชมคงคาปลาทุกพรรณ แต่ทั้งสี่พี่นั้นไปเภตรา
แล้วเร่งรีบใช้ใบไปให้ทัน เกือบรุ่งแสงสุริยันให้ถึงท่า
พระให้พักตร์กับพราหมณ์ตามสัญญา จึงเสด็จเลยมาหน้าบัญชร ฯ

ฯ ๘ คำ เสมอ ฯ

พระอุ้มองค์ขนิษฐามาขึ้นหงส์ สี่พี่เลี้ยงรีบลงสโมสร
ชักระใบสายยนต์ขึ้นอำพร ลอยร่อนมาเภตราไม่ช้าที ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

ครั้นถึงสี่คนลงนาวา ชักใบเภตราออกจากที่
พระชักหงส์กรงขึ้นยังเมฆี สำเภารี่ตามไปยังอำพร

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

แล้วชักใบร่อนลงคงคา ค่อยเคลื่อนคล้อยลอยมาสโมสร

ฯ จำปาทองเทศ ฯ

พระชี้ชวนชมปลาในสาคร ดารากรเกลื่อนสว่างดังกลางวัน
ฉนากฉลามดามคู่ขึ้นฟูฟ่อง โลมาท่องดำมุดแล้วผุดผัน
มัดติมิงค์กลิ้งเกลือกมาตามทัน สาวสวรรค์ทูลถามถึงนามปลา
พระตรัสบอกยอดมิ่งมเหสี ว่าตรงนี้มีหางนางมัจฉา
ถ้าแม้นใครแลพบมักหลบตา แต่นั้นปลาก็เหมือนเราชาวมนุษย์
สายสมรค้อนควรแล้วสรวลสันด์ ซึ่งกระนั้นแล้วดีเป็นที่สุด
นางนั่งเรียงเคียงองค์พระทรงภุช ชักหงส์ทองท่องสมุทรสำราญบาน ฯ

ฯ ๘ คำ ยานี ฯ

มาจะกล่าวบทไป ถือเสื้อ(เมือง)ฤทธิไกรใจหาญ
ซึ่งสถิตอยู่เขาอันทกาน คอยฟังเหตุการในบุรี
ท้าวพรมทัตเคยบวงสรวง ให้รักษาเมืองหลวงเกษมศรี
อยู่ระวังเหตุภัยมิไต้มี คืนวันนั้นขึ้นคีรีแลดู
เห็นมนุษย์ลักพาธิดาท้าว ร้องเรียกบ่าวอึงลั่นสนั่นหู
พวกเสื้อไพร่ได้ยินก็เกรียวกรู ล้วนอสูร์ปีศาจฉกาจฉกรรจ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

เมื่อนั้น พระเสื้อเมืองฤทธิแรงแข็งขัน
พร้อมอสูรหมู่มารชาญฉกรรจ์ ก็เร่งรีบจรจรัลตามไป ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

ครั้นถึงท่าทางกลางสมุทร สำแดงฤทธิรุทธ์หวั่นไหว
เป็นเมฆหมอกมืดมิดทุกทิศไป พายุใหญ่พัดโบกกระโชกซ้ำ
ทั้งฝนตกหกห่าคงคาลั่น สำเภา(สั่น)ดูเพียงจะเอียงคว่ำ
ทั้งสายยนต์กลไกก็เปียกน้ำ ด้วยมืดค่ำหงส์ดังจะพังลง ฯ

ฯ ๔ คำ กราวใน ฯ

สงสารพระบุตรีศรีสวัสดิ์ นางกษัตริย์ร้องเรียกจนเสียงหลง
ก็พลัดกับสำเภาลำทรง นางกอดองค์ภัสดาโศกาลัย ฯ

ฯ ๒ คำ โอด ฯ

เมื่อนั้น ดาราวงศ์องค์สั่นหวั่นไหว
เห็นพายุมืดมนไม่พ้นภัย ร้องเรียกพี่เลี้ยงไปก็ไกลกัน
ทั้งฝนดกงกงันสั่นสะท้าน พระกอดมิ่งเยาวมาลย์เมียขวัญ
แล้วเอาภูษานั้นมาพัน ผูกกรไว้ให้มั่นทั้งสองรา
พอหงส์หกตกน้ำระส่ำระสาย สองกษัตริย์แทบจะวายสังขาร์
พระยึดกรโฉมฉายค่อยว่ายมา เสียงคงคาลูกคลื่นก็ครืนไป
ภูษาหลุดนงนุชก็จมน้ำ ด้วยมืดค่ำไม่รู้แห่งตำแหน่งไหน
สองกษัตริย์พลัดพรายกระจายไป โศกาลัยไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๘ คำ โอด ช้า ฯ

มาจะกล่าวบทไป ถึงนางเงือกอยู่ในนทีศรี
นั่งอยู่ในถ้ำมณี ได้ยินเสียงวารีครึกครื้น
จำจะออกไปดูที่นอกถ้ำ เห็นมืดค่ำหนักหนาไม่ฝ่าฝืน
ผิดระดูก่อนปางใช่กลางคืน มิใช่คลื่นผิดสังเกตนี่เหตุใด ฯ

ฯ ๔ คำ ร่าย ฯ

คิดแล้วนางเงือกจรลี ออกจากถ้ำมณีศรีใส
โดตลงในน้ำทันใต ก็แหวกคงคาไลยขึ้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

ครั้นถึงจึงเห็นนางมนุษย์ รูปโฉมบริสุทธิ์งามหนักหนา
มาจมน้ำสมเพชเวทนา แม้นไม่ช่วยชีวาจะม้วยมรณ์
คิดแล้วเท่านั้นมิทันช้า เข้าช้อนกายกายาสายสมร
ประคองว่ายมาตามสายชโลธร รีบร้อนเข้าถ้ำอำไพ
วางองค์ลงบนอาสน์ศิลา นางจะฟื้นคืนมาก็หาไม่
เงือกน้ำยิ่งกระหนกตกใจ เข้านวดฟั้นอรทัยทั้งกายา

ฯ ๖ คำ ฯ

เมื่อนั้น พระบุตรีแน่งน้อยเสน่หา
ครั้นฟื้นขึ้นได้สติมา กัลยาเหลือบแลแปรไป
เห็นนางเงือกน้อยกลอยจิต มานั่งชิดช่วยนวดฟั้นให้
ไม่เห็นพระภูวนาถเพียงขาดใจ อรทัยจึงตรัสถามมา
ดูกรพี่เจ้าผู้มีคุณ การุณแก่น้องนี้นักหนา
ตัวข้าตกน้ำลอยมา ภัสดาไปอยู่แห่งไร
เมื่อพี่ไปพาข้ามานั้น ยังเห็นองค์ทรงธรรม์บ้างฤๅไม่
เอ็นดูด้วยช่วยพาข้าขึ้นไป ให้ได้พบองค์พระสามี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

เมื่อนั้น นางเงือกผู้เฉิดโฉมศรี
ได้ฟังกัลยาพาที จึงแจ้งคดีแต่เดิมมา
ข้าไปพบสลบอยู่กลางน้ำ มืดค่ำไม่ใคร่จะเห็นหน้า
กลัวว่าจะม้วยชีวา จึงรีบพามาทันที
ผัวนางคนไหนก็ไม่เห็น จะตายหรือเป็นไม่รู้ที่
คลื่นละลอกลูกใหญ่ใช่พอดี ป่านฉะนี้จะเป็นประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ โอ้ปี่ ฯ

ฟังเอยฟังพลาง นวลนางยิ่งทรงกรรแสงให้
โอ้ว่าพระองค์ทรงชัย จะบรรลัยในท้องชโลธร
เลือดเนื้อจะเป็นเหยื่อมัจฉา ไหนจะได้เห็นหน้าพระทรงศร
ทั้งพี่เลี้ยงหายไปในสาคร ม้วยมรณ์หรือจะเป็นประการใด
ทั้งพระปิตุเรศมารดา จะแสนโศกโศกาอยู่กรุงใหญ่
นี่กรรมเวรเคยสร้างแต่ปางใด นางสะอึกสะอื้นไห้โศกี ฯ

ฯ ๖ คำ โอด ฯ

เมื่อนั้น นางเงือกปลอบประโลมนางโฉมศรี
จงกลืนกลั้นกรรแสงอย่าโศกี แม้นไม่ม้วยชีวีคงพบกัน
เจ้าจงอยู่กับพี่ที่คูหา แล้วจะพาขึ้นไปยังไพรสัณฑ์
เที่ยวค้นดูกว่าจะพบประสบกัน แต่เดี๋ยวนี้เจ้านั้นไม่สบาย
รักษาตัวเสียให้หายเถิดจอมขวัญ พี่จะพาจรจรัลผันผาย
ถ้าแม้นภูวไนยยังไม่ตาย ดีร้ายจะประสบพบพาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

เมื่อนั้น นางประไพสุริยาได้ฟังสาร
แสนวิโยคโศกเศร้าไม่เบิกบาน นงคราญกลืนกลั้นชลนา
ยิ่งระทดกำสรดทรวงง่วงเหงา นงเยาว์ทุกข์เทวศถึงเชษฐา
กับเงือกน้ำสองคนนั่งสนทนา สุริยารุ่งเช้าเราจะไป ฯ

ฯ ๔ คำ เจรจา ฯ

เมื่อนั้น นางเมขลานารีศรีใส
สถิตย์อยู่วิมานแก้วแววไว อรทัยผาสุกทุกราตรี
เจ็ดวันเคยไปเยี่ยมคงคา ด้วยได้รักษานทีศรี
คิดแล้วก็รีบจรลี เทวีออกจากวิมานฟ้า ฯ

ฯ ๔ คำ เพลงฉิ่ง ฯ

ครั้นมาถึงสาคเรศเขตสมุทร นงนุชผันแปรแลหา
เห็นพระโฉมเฉิดเลิศฟ้า ลอยมาในกลางนที
เล็งดูก็รู้แจ้งเหตุ ว่าพลัดกับอัคเรศมเหสี
แม้นไม่ช่วยก็จะม้วยชีวี นางมณีเมขลาก็เหาะลง ฯ

ฯ ๔ คำ เชิด ฯ

ครั้นถึงท่าทางกลางสาคร บังอรชื่นชมสมประสงค์
ยอกรช้อนอุ้มวรองค์ แล้วเหาะกรงมายังคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

ครั้นถึงเขาแก้วมยุรา นางฟ้าปรีด์เปรมเกษมศรี
เห็นสินลาเลี่ยนลาดสะอาดดี ก็วางองค์ภูมีลงบนนั้น
แล้วจารึกอักษรกลับสินลา เราช่วยมาให้พ้นอาสัญ
จงเร่งรีบไปเอาแก้วแพรวพรรณ นกยูงนั้นอยู่ในถ้ำอำไพ
ผ่าทรวงล้วงเอาจินดา ทั้งเหาะเหิรเดินฟ้าไปได้
เมียเจ้านั้นเขาไม่เป็นไร ตามไปก็จะพบประสบกัน
ครั้นจารึกอักษรเสร็จสรรพ นางจะกลับขึ้นไปยังสวรรค์
ยุรยาดรนาดกรจรจรัล เหาะไปปรางค์สุวรรณรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ เชิด ฯ

เมื่อนั้น ดาราวงศ์พงศ์กษัตริย์รัศมี
เปลี่ยวดำจับหลับใหลไม่สมประดี แว่วเสียงสกุณีสนั่นไพร
รวยรินกลิ่นพุทธิชาดชื่น รื่นรื่นหวาดจิตคิดสงสัย
ทอดพระเนตรผันแปรแลไป เหตุไฉนมาอยู่บนคีรี
แล้วเห็นอักษรที่สินลา พระพิจารณาดูถ้วนถี่
รู้ว่าเทวาท่านปรานี มาช่วยชีวีให้คืนคง
แล้วบอกให้แก้วที่ในเขา ทั้งได้ข่าวนงเยาว์ดังประสงค์
ค่อยเคลื่อนคลายหายที่กำสรดทรง พระองค์ประนมหัตถ์วันทา
แล้วเสด็จย่างเยื้องยุรยาตร ภูวนาถผันแปรแลหา
เห็นปากถ้ำสุวรรณโอฬาร์ พระรีบเสด็จมาทันใด

ฯ เสมอ ๑๐ คำ ฯ

ครั้นมาถึงปากถ้ำมณี เห็นนกยูงยืนที่สูงใหญ่
สมคำเทวาที่ว่าไว้ ภูวไนยชักพระขรรค์ออกทันที
ยอกรวันทาสุรารักษ์ ซึ่งสำนักอยู่บนคีรีศรี
ทั้งพระไพรเจ้าป่าพนาลี ข้าจะเจาะมยุรีสินลา
เทเวศอันเรืองฤทธิรงค์ ให้ข้าได้ดังจำนงค์ปรารถนา
แล้วแกว่งพระขรรค์อันศักดา ก็เข้าเจาะสินลาสกุณี ฯ

ฯ ๖ คำ เพลงฉิ่ง ฯ

จึงล้วงเอาที่ดวงหทัย ได้แก้วแววไวเรืองศรี
พระชื่นชมสมถวิลยินดี อมมณีเหาะขึ้นยังเมฆา ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

แล้วลอยลงตรงฝั่งสาคเรศ พระทรงเดชผันแปรเที่ยวแลหา
ไม่เห็นนุชสุดสวาสดิ์อนาถตา ทั้งนาวาพี่เลี้ยงก็หายไป ฯ

ฯ ๒ คำ โอ้ลาว ฯ

พระเดินเลียบมาริมคงคา ราชาทอดถอนใจใหญ่
กรรมเวรเคยสร้างแต่ปางใด เผอิญให้พลัดพรากจากกั
ป่านนี้จะขึ้นได้จากคงคา ฤๅว่าจะม้วยอาสัญ
พี่เร่งรีบตามไปจะให้ทัน ไม่รู้ว่าขวัญเนดรพี่อยู่แห่งไร
อนิจาน่าน้อยน้ำใจนัก อกจะหักแล้วกรรมจะทำไฉน
เพราะพี่พามาจากเวียงชัย จึงได้เกิดเข็ญถึงเช่นนี้
โอ้สงสารน้องเอ๋ยไม่เคยเดิน จะระหกระเหินในไพรศรี
แต่เทวาท่านว่าอยู่ดี แก้วพี่จะเป็นประการใด
ทั้งสี่พี่เลี้ยงก็พลัดพรา มาจำจากกันในทะเลใหญ่
หนทางก็ไม่มีที่จะไป จนใจพี่แล้วนะแก้วตา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ครั้นจะหยุดที่นี่ก็มิได้ จะรีบไปตามติดขนิษฐา
คิดแล้วเหาะทรงขึ้นเมฆา บ่ายหน้าไปทิศหรตี ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

ลอยคว้างมากลางเวหน ภูวดลแลเห็นบุรีศรี
ดูมั่งคั่งกว้างกว่าทุกธานี ภูมีนิ่งนึกตรึกไดร
จะลงไปสืบดูให้รู้เหตุ อัคเรสเผื่อจะมาอยู่อาศัย
ถ้าไม่พบจึงตลบออกเดินไพร คงจะได้ประสบพบกัน
คิดพลางทางเหาะลงมา ถึงท้ายนัคราเขตขันต์
พระเสด็จย่างเยื้องจรจรัล พอดะวันยอแสงลงแฝงไม้
มาถึงสวนขวัญมิทันนาน ภูบาลแสวงหาที่อาศัย
เห็นยายตาสองเฒ่าก็เข้าไป นั่งใกล้แล้วกล่าวไปโดยปอง
จึงว่าคุณตาคุณยาย เรือกสวนมากมายเป็นแถวถ่อง
ผลไม้เหลือหลายก่ายกอง พี่น้องมีบ้างหรืออย่างไร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

บัดนั้น ยายมาลีตามาลาอัชฌาสัย
เห็นพระกุมารชาญชัย พูดจาปราศรัยก็น่ารัก
จึงตอบว่าตายายทั้งสองนี้ เป็นข้าพระบุตรีมีศักดิ์
หากินตามแรงปลูกแฟงฟัก เก็บผักขายซื้อพอเลี้ยงกาย
ลูกหลานพี่น้องก็ไม่มี พ่อนี้มาแต่ไหน ณ โฉมฉาย
น่าขอบใจนักมาทักทาย จงภิปรายบอกเล่าให้เข้าใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

เมื่อนั้น ดาราวงศ์ทรงฤทธิพิศมัย
จึงบอกว่าข้ามาแต่เมืองไกล จะอาศัยคุณตาได้ปรานี
พี่น้องพวกพ้องก็พลัตพราย จะดีร้ายอย่างไรไม่รู้ที่
เพื่อจะพลัตซัดมาในบุรี แจ้งคดีแล้วจะลาคุณตาไป ฯ

ฯ ๔ คำ เจรจา ฯ

บัดนั้น ฝูงนางกำนัลน้อยใหญ่
ครั้นรุ่งรางส่างแสงอโณทัย ต่างคนเข้าไปพร้อมกัน
ไม่เห็นโฉมตรูอยู่ในที่ ทาสีกระหนกอกสั่น
หายไปไม่รู้สำคัญ ก็ปรึกษากันอยู่วุ่นวาย
ทั้งสองพี่เลี้ยงก็ไปด้วย เราจะพากันม้วยฉิบหาย
จำจะไปทูลแถลงแพร่งพราย เป็นตายก็ตามแต่บุญญา
ว่าแล้วก็ชวนกันคลาไคล ให้ประหวั่นพรั่นใจหนักหนา
เร่งรีบลินลาดยาตรา กรงมาปรางค์สุวรรณทันที ฯ

ฯ ๘ คำ ชุบ ฯ

ครั้นถึงกราบก้มบังคมบาท สองกษัตริย์ธิราชเรืองศรี
ทูลว่าพระราชบุตรี กับพี่เลี้ยงสองศรีหายไป
พวกเถ้าแก่ทูลว่าเมื่อคืนนี้ เภตราสามพราหมณ์ชีหาเห็นไม่
เที่ยวตามหากันยันรุ่งทั้งกรุงไกร หายไปแต่ประมาณสักสามยาม

ฯ ๔ คำ ฯ

เมื่อนั้นกรุงกษัตริย์ฟังอรรถทั้งสองเรื่อง ให้ขุ่นเคืองหวั่นไหวฤทัยหวาม
พระนิ่งนึกกรึกกรองทำนองความ เห็นจะเป็นพวกพราหมณ์มันพาไป
ยิ่งโศกเศร้าอาดูรพูนเทวษ ชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
ครั้นจะคิดติดตามอรทัย เจ็บไข้ยังไม่คลายหายดี
จำจะงดรอรั้งฟังข่าว สืบสาวให้รู้ตำแหน่งที่
แต่พอเจ็บค่อยคลายหายดี ก็จะยกโยธีไปจับมัน
ยิ่งคิดแค้นแสนช้ำระกำจิต ดังหนึ่งชีวิตจะอาสัญ
ไม่ตายก็จะได้เห็นกัน ทรงธรรม์มิได้ตรัสประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

เมื่อนั้น องค์พระชนนีศรีใส
สองกรค่อนทรวงเข้าร่ำไร นี้กรรมเวรสิ่งใดได้ทำมา ฯ

ฯ ๒ คำ โอ้ปี่ ฯ

โอ้ว่าลูกรักของแม่เอ๋ย ทรามเชยผู้ยอดเสน่หา
เจ้าพลัดพรากไปจากพารา จะมอดม้วยมรณาไม่เห็นกัน
เพราะอีพี่เลี้ยงกับพราหมณ์ชี มาล่อลวงเทวีให้ผายผัน
ตั้งแต่นี้นับเดือนจะเลื่อนวัน จอมขวัญยิ่งกำสรดโศกา

ฯ ๔ คำ โอด ฯ

ครั้นค่อยเคลื่อนคลายวายโศกศัลย์ จึงตรัสสั่งกำนัลซ้ายขวา
จงเร่งบวงบนเทวา ใครรู้ตำราอย่างไร
ยายมดยายท้าวไปเข้าดู โหว่าโฉมกรูอยู่ไหน
จะได้คิดติดตามทรามวัย ซักไซ้ตูให้รู้พลัน ฯ

ฯ ๔ คำ เจรจา ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ