อนิรุทธคำฉันท์

๑๖ ปางพระจักรีแปรเปนกฤษณราญรอนเข็ญ
อรินทรเสี้ยนสยบนา
๏ เสด็จแสดงเนาในเมืองทวารพดีสมญา
คือวิษณุโลกบปาน
๏ ปราการแกมแก้วสุรกาญจน์มณีรัตน์ชัชวาล
ยโชติอับแสงสูรย์
๏ เรืองรอบฟ้าหล้าเพ็ญพูลเทียมทิพยจำรูญ
จำรัสทิพาราตรี
๏ เทพาสุรคณาเปรมปรีดิ์เยินยอสดุดี
ดิลกโลกยสมเด็จ
๏ เรืองเหนือปราการแก้วเพ็ชร์บราลีขบวนขเบ็จ
ระริบจรปาดป่ายลม
๏ สูงส่งทัดเทียมเมืองพรหมฟ้าหล้าชื่นชม
คืออินทรบุรีฤๅปาน
๏ ตรัสตรีมุขแก้วแกมกาญจนมณีชัชวาล
ยยากจะเลมเลงสอง
๏ ดุจมือไตรโลกยตระกองเศิกเสี้ยนยากปอง
จะป่ายจะปีนเปลืองตน
๏ บมิอาจเพื่อจักมาผจญแม้มารดาลฉงน
ระยั้งระย่อแต่ไกล
๏ มีฉัตรากรธงไชยเหนือตรีบุรีไร
ประดับด้วยแก้วแกมกล
๏ ดุจจันทราทิตยมณฑลเกือบกั้งเบื้องบน
บุรีระเรื่อยฉายา
๏ เลงหอทองถ่องท้องฝาผนังสบูดาษดา
มณีประดับดูเถกิง
๏ อาจให้เลื่องโลกดำเลิงหฤทัยบำเทิง
คือทิพยโลกศุลี
๏ นางจรันโดรณจรวจจรีเชิงเทินคือคิรี
คิรินทรเรืองรอบคอบ
๏ ไชยสินธุสมุทรแขวงขอบเรียบรัตนเรียงรอบ
คือฝั่งสมุทรเซราะซระ
๏ โกมุทอุบลบานฉะกะปทุมกุสุมสรละ
สรลมสรลอนเลื่อนผกา[๑]
๏ เล็งแลจรอกจรัลทางถลารัญราชรัถยา
บรรสานทั้งหญิงชายชม
๏ ชายชื่นหื่นหรรษาสมสรสว่างอารมณ์
พอใจบรรเจิดกามา
๏ ปางคราสฉมจันทนคันธาเรียบเทียบทึกสรา
สำรวลสำราญริมถนน
๏ พระลานเลือนแก้วแกมกลใสสุทธินฤมล
คือแมนมารังสรรค์สรรพ
๏ ตรีมุขมาน[๒]สิงหประดับไว้แต่เขี้ยวขับ
คเชนทรหัยแล่นลอง
๏ ลองอัศวลองศิลปปลองลองพลเนืองนอง
จงชาญชำนาญในรณ
๏ คลีช้างคลีม้าคลีคนเล่นลูกโคนกล
ประเกาะประกวดพกพัน
๏ แต่งไว้เป็นธารกำนัลทั่วท้าวเคียมคัล
บังคมบังคัลนองเนือง
๏ ชมชื่นปรีดีทั้งเมืองชัยธวัชรุ่งเรือง
รันทดรันทวยโบกใบ
๏ ดุจห้ามแมนมารแต่ไกลกลัวกลายหวาดไหว
ฟฟั่นพพรั่นปั่นหนี
๏ มีมนเทียรทิพยรูจีปราสาทมณี
สุพรรณสูงสุดโพยม
๏ รุ่งเรืองมุกดามาศโสรมชัชวาลย์คือโคม[๓]
ตระหลบตระเลิศธรณี
๏ เจ็ดชั้นย่อมรัตนรูจีใสสุทธิรัศมี
คือสุริยสับดจำรูญ
๏ แซงช่อเนืองนองนพศูลรุ่งเรืองจรัสจรูญ
จำเริญจำรัสรังสี
๏ ปานปัทมกระหลับเนืองนีรัชรัตนรูจี
รจิตรจองใจแมน
๏ สลึกขนนขนองขนอบแคลนแคลนพื้นไรรายแหวน
วิโรจนดาษดำถมอ
๏ ครีบครุฑชำนัลพึงพอใจฟ้าเยินยอ
ยยับยยาบยักยนต์
๏ กรงนาคมังกรเกี้ยวกลเจ็ดเศียรเสียดสน
อนันตนาคบปาน
๏ มีเทพประนมมือมาลย์คือเห็จเหิรทยาน
มาดูดำกลเรียงรัน
๏ จรรธึกนฤญูเวจวรรณคือครีบสุบรร
ณกลประกลแกมกล
๏ แททวยนวยกาญจนพิมลคือกรนางบน
อรรแถ้งแลทอดกรชู
๏ พริ้งพรายเหมหงส์พบูคาบวัลย์ทองดู
ประดุจกระพือยาบยาบ
๏ ฝาทองบัญชรทองทาบนพรัตนบันสาบ
บันเสียนบันสมประดิภา
๏ เฉลาฉลักฉลับฉลุมาลาพิดานดารา
บังอวดบังอิงอร่ามเรือง
๏ ขอนาคมังกรมลังเมลืองแห่งห้อยพรวนเพรือง
สำรวลสำราญหฤทัย
๏ ขนนเขนยอาสนอิงเรืองไรรายบุษปมาไลย
สุคนธรสกำจร
๏ นุประดับเหนือสถานบรรจฐรณ์สีหภาพมกร
กนาบนาคครุฑประดับ
๏ ค่าใครเลงแลลืมพรับเพรี้ยมพรายพรรณยับ
ประดุจย่างโดยยล
๏ ขุนพลขวาพลซ้ายพลเสนาโจษจล
จำนัลนุมนตรีมุข
๏ พลพฤนท์ประดับด้วยสุขเกษมราษฎรสรนุก
นิทุกประการเอาไชย
๏ ครื้นเครงฆ้องกลองหวั่นไหวฟ้าฟื้น[๔]ภพไตร
สรเทื้อนสรท้านฦๅรงม
๏ ฟ้อนแพนทวนเขนตาวคมเพี้ยงปาดป่ายลม
แลศรศิลปะสำแดง
๏ คาบเงินคาบทองเมลืองแสงแกล้วกล้าเรี่ยวแรง
ละลอบละล้าวแขงขัน
๏ ช้างสารชำนิเมามันหลากหลากหลายพรรณ
แลหน้าจกรูนแสงนิล
๏ มั่วหมู่พลแสะแสนสินธพเหาะหาวบิน
คือปีกจะกวักไกวโพยม
๏ เลงรถมาศแมนสรวมโสรมเหิรหาวคือโคม
จำรูญจำรัสประดิภา
๏ แสนส่ำส่ำแสนแสนยากรรถพลพา
หนคชราชยรรยง
๏ เกราะกรายหมวกหมายทองทรงพรายพรรณสรบง
สมบูรณอินทรธนู
๏ นุประดับนางสนมพบูเจียรจันทรดำรู
หฤทัยเกิดกามา ๚
 ๒๘ ยอมลูกท้าวไท
สมบูรณบัวใสวิไลยอาภา
ลออเอววรรณ[๕]ลวาดเอวลา
พิศเพี้ยนพักตราเปรียบตรูบูรณ์จันทร์
 ๏ ยอกรประนม
เหนือเกล้าบังคมบังคัลเคียมคัล
สาวศรีอับสรอาจอับสาวสวรรค์
ถึงถวายกำนัลกำหนดนานา
 ๏ บ้างจับระบำ
แออวยนวยรำปรีดิ์เปรมพักตรา
ยยิ้มแย้มโอษฐม่ายเมียงหางตา
เห็นหื่นหรรษาสุดสิ้นใจรัก
 ๏ คือเทพอับสร
สรรพสรรพาภรณ์เรืองรองตระศักดิ์
เสด็จลงจากฟ้ายาตรหล้าเลิศลักษณ์
ค่าใครเชยชักทราบสิ้นสุดสมอง
 ๏ จำเรียงสานเสียง
ประอรประเอียงกรกรีดเพยีย[๖]ทอง
เต่งติงเพลงพิณปี่แคนทรลอง
สำหรับลบองลเบงเฉ่งฉันท์
 ๏ ระงมดนตรี
คือเสียงกระวีสำเนียงนิรันดร์
บรรสานเสียงถวายเยียผลัดเปลี่ยนกัน
แลพวกแลพรรค์บรรสานเสียงดูริย์
 ๏ เครงครื้นมี่เมา
รสรวจขจรเสาวคนธ์เทศมาธูร
ลอบฟ้าหล้าลองลอองแสงสูริย์
พิบุษบาพูลพิศาลแกมกล
 ๏ พระเจ้าจักรพรรดิ์
เกิดแก้วจักรรัตน์รวดเร้าดินบน
สรพรั่งช้างม้าสรพร้อมรี้พล
สรพราดสามนต์ทุกหมู่หมวดหมาย
 ๏ พระอยู่เสวยสุข
ในทวาบรยุคเลิศล้ำลือสาย
มีเจ้าพระเจ้าอันเลิศลือชาย
ฟ้าหล้าเหมือนหมายแกว่นแกล้วกามบุตร์[๗]
 ๏ แง่งามโถงเถง
ทหารนักเลงแกว่นกล้าการยุทธ
ประกาศโดยนามพระศรีอนิรุทธ
เยาวราชอันอุดดมเลิศแดนไตร
 ๏ ใจท้าวหื่นกาม
ชื่นชมชาญสนามเชี่ยวชาญชาญไชย
เสวยสุขภิรมย์ด้วยสนมท้าวไท
พระกฤษณไกรเทพาสุรแสยง
 ๏ เสด็จศรีสิงหาสน์
เจ็ดจอมปราสาทดารารายแฝง
ประดับด้วยรัตน์พรรณรายพรายแสง
เสวยรมยชมแซรงท้าวทูลบทศรี ๚
๑๑ บัดนั้นสมเด็จหลานกฤษณเทพจักรี
รำลึกพนาลีสุขรมยกรีฑา
๏ เสด็จไปบังคมพระอัยกาธิเบศร์ลา
จักไปพนาทวาพนพฤกษศีขร
๏ เถื่อนถ้ำพนาลีคชสีหองค์อร
กวางทรายรมั่งมรสัตวสมสกอหลาย
๏ ชมสระสโรชากรบุษปเรืองราย
ขจรคนธอบอายภุมรีภมรมัว
๏ มังกรพิมทองคล้ายมัจฉว่ายหวั่นเห็นตัว
ฉนองเฉนียรแลแหวกบัวกระฉองชลธีพราย
๏ เขาร่ำทุกสิ่งสนุกนิทุกประการแหล่หลาย
จักลาสมเด็จกายพระพิษณุลีลา
๏ พระกฤษณจึงโดยเสด็จหลานธไคลคลา
ตรวจคชอัศวารถพฤนทพวกพล
๏ เสนาบดีโดยพระโองการเร่งขวน
ขวายเตรียมทั้งสามนตอำมาตยโจษจรร ๚
๑๕ พลคชคชเมามันผูกจรีขรรคโตมร
๏ พลคชคชส่ายสมรภูษนาภรณ์ประดับดาษ
๏ พลคชคชนฤนาทสรรพประดับมาศศแต่งตน
๏ พลคชคชราญรณแล่นก็แล่นชนก็ชนชนะ
๏ พลคชคชสอดสนะรานดระ[๘]รงคเชี่ยวชาญ
๏ พลคชคชผลาญมารแย่งประแอกอานประดับไร
๏ พลคชคชเศิกไกษยไกรกำเลาะไชยชาญชเยศ
๏ พลหยหยเรืองเดชพรรณรายเพรศกรศักดิ์
๏ พลหยหยไกวกวักแล่นก็แล่นนักชักก็ชักคง
๏ พลหยหยราญณรงค์เลิศนิยรรยงในนะภะ
๏ พลหยหยเชี่ยวชนะรานดระ[๙]ดาษทวนแทง
๏ พลหยหยสีแดงหมอนยยับแสงมลังเมลือง
๏ พลหยหยสีเหลืองหมอนประดับเรืองระบายปัทม์
๏ พลหยหยเรืองรัตน์แสงจำรัสพัสดรพรายเพรศ
๏ พลหยหยสีเศวตชาญชเยศปลอดประดับศิลป์
๏ พลหยหยแสงนิลจบทั้งแดนดินประดับคำ
๏ พลหยหยดูชำนิเป็นประจำราชพาหนา
๏ พลหยหยไกวกวานายจำนำสนาก็ทวนแทง
๏ พลรถรถซรูแซรงนายกำแหงแรงตระมั่นคง
๏ พลรถรถทองธงเบญจรงครัตนเพริศพราย
๏ พลรถรถเฉิดฉายธงฟฟายนายกุทัณฑ์ธร
๏ พลรถรถเทียมสรสิงหสบสมรทองธง
๏ พลรถรถเทียมหงส์ร่อนณกลางรงคฉมวยฉมำ
๏ พลรถรถรายคำย่างกำยำเทียมระกักแกะ
๏ พลรถรถเทียมแสะเร่งรันแทะรันแทะผยอง
๏ พลรถรถลายทองเรืองลังลองแก้วกรศักดิ์
๏ พลรถรถย้ายยักจักรคือกงจักรจักรี
๏ พลรถรถราชีนายชำนิวิรียแผลงศร ๚
๑๖ ตรวจเจรียมพลแสนยากรแพนดั้งโตมร
กุทัณฑคำกำแสลง
๏ หมวดขนัดเกราะกรายพรายแสงรี้พลชุมแซรง
ทั้งนอกทั้งในกันกง
๏ พวกพลแกล้วกล้าราญรงค์อริดลดาลหลง
ลลอบลล้าวชิงไชย
๏ เขนทองดาบทองแกว่งไกวเกราะกรายเรืองไร
รจิตรดาษมุกดา
๏ แพนมาศทวนมาศยูงทวาเขนเขียนรจนา
พิพิธแสนแสนส่ำสำ
๏ ธนูคำปืนคำแล่งคำแม่นยำยายำ
พินาศพรับตาเดียว
๏ หน้าไม้ปืนยาฉับเฉียวผิต้องอย่าเหลียว
บทันก็ท่าวตนตาย
๏ ย่อมล้วนรจนาหมู่หมายฝาเงินแพร้วพราย
ยยับคคลับไวไว
๏ บอกไฟปืนไฟเรือนไฟแม้มาแต่ไกล
ก็กลัวชระอ่ำอับทิศ
๏ พลเพียงพานรเรืองฤทธิ์[๑๐]แกล้วกล้าหวังปลิด
ตวันแลเดือนมามือ
๏ หอกดาบปืนแสลงเลิศลือผิบต้องแต่ครือ
ก็เสียชีวิตมลายลาญ
๏ เรี่ยวแรงแรงยิ่งคชสารสู่สมรบมินาน
ก็ได้ด้วยดีดมือเดียว
๏ จับคชสีหสิงหฉับเฉียวได้ด้วยรวดเรียว
แลคนแลคนกุมกัน
๏ สรรพพฤนทามาตยโจษจรรเมืองขุนหมื่นพัน
แลพวกแลพรรคเดียรดาษ
๏ ชุมชอมท่าพระจะยาตตราโดยเสด็จราช
หลานสมเด็จจักรี
๏ พระเสด็จในมนเทียรศรีด้วยอรรคเทพี[๑๑]
สุรางคนางนองเนือง ๚
๑๔ ก้มเกล้าก็ทูลทุกขทุกขาดุรความอันแค้นเคือง
ใจรักบำราสนฤบดีเปลืองจิตตข้าทุราทวา
๏ น้ำหน้าสรสรกคือชลพรรษแลพาษปะธารา
อ้าพ่อมาจำทุกขทุกขาดุรเดือดฤดับคง
๏ แต่ก่อนบเคยนฤบดีจากจิตตเท่าธุลีผง
ฤๅพ่อบเอื้อฤทยทรงทุกขข้ากำศรวญศัลย์
๏ อ้าอรอนงคทิพยลักษณสำนักนิสาวสวรรค์
สุดสวาทแลแม่ฤทยหรรษแก่พี่อย่าสงไสย
๏ อ้าพระเสด็จพนผู้เดียวบมีเพื่อนเปนเพื่อนไป
เพื่อนพระพเนจรจะไกลบุรีรมยเมืองแมน
๏ อ้าอรอุบลบวรภาคยจงอยู่อย่าได้แคลน
ถึงเรียมจะไปพนในแดนยลสัตวชมชาย
๏ อ้าพระจะละสนมบำเรอบริรักษแหล่หลาย
จักอยู่ทรเล่หชีวิตถวายดังฤพระจะทันเห็น
๏ อ้าแก้วอย่าโศกจงมาสุขทณแม่อย่าได้เปน
ลำบากด้วยพี่ที่จะลำเค็ญทุกขด้วยอนงค์ยง
๏ อ้าพระเสด็จพนจำรัสพรรณแสง[๑๒]แสงจำรัสองค์
ชอบเศร้าพระศรีนฤบดีผงธุลีฝุ่นลอองอาย ๚
๑๑ อยู่แฮพระโฉมเฉลิมวรลักษณเสมอสาย
ใจพี่บห่างหายรสรักบร้างโรย
๏ ไป่แฮพระโลกาธิปเตมตูข้าโหย
หาใจจะใคร่โดยบดีดาลบโดยใจ
๏ อยู่แฮพระศรีสมรวรลักษณศรีใส
อย่าทุกขอุระในนยนามพุธารา
๏ เชยแก้มลลาโลมตระโบมจูบพระเพาพงา
บัดเดี๋ยวจะคืนมาประสบน้องสำราญรมย์ ๚
๑๖ เสร็จสว่างเสร็จตื่นจากผธมเสร็จเสียอาจม
แล้วก็เสด็จโสรจสรง
๏ เสาวคนธกำจรธารทรงพระภูษนพรายผจง
มกุฏรัตนบวร
๏ เสด็จทรงเครื่องภูษาภรณ์ใสสว่างทินกร
แสงจำรัสชัชวาลย์
๏ ถึงเพลายามชอบกาลเชิญพระภูบาล
ยาตรเลิศฦๅไชย
๏ ทรงแสงสรรพาวุธไววาดกรคลาไคล
คือสีหจากถ้ำทอง
๏ เสด็จเหนือรถรัตนรังรองเสนาเนืองนอง
อเนกดาษโดยเสด็จ
๏ แต่งตามพระศรีสรรเพ็ชญ์ลองศิลปสมเด็จ
สำแดงนุเดโชไชย ๚
๑๙ พระราชาอนิรุทธเสด็จรถครไล
พลแสนอสงไขยก็ยาตร
๏ เสนาอัศวคเชนทรพาหนะนินาท
หวั่นหวาดกระเกริกจักรพาฬ
๏ กึกก้องศัพทสำเนียงอุโฆษคชสาร
แม้นมารดาลแสยงสยอน
๏ แสนเสนางคบดินทรยาตรพนจร
อัมพรชรอ่ำอับธุลี
๏ เสียงแตรสังขแลพาทยเภริยนุดนตรี
อึงเองบพักตีตระการ
๏ คือเสียงพระพรหมพิษณุอิศวรบันดาล
อวยพรพระภูบาลลเลิศ
๏ เดโชไชยชยาดิเรกฤทธิก็เกิด
ฟ้าหล้าบรรเจิดใจบังคม
๏ ถั่นถั่นถึงพนไพรพิศาลสุขรมย์
ชื่นชมสำราญสมสำเริง
๏ เซราะทางธารคุหาพนาดรดำเกิง
บำเทิงทั้งรี้พลสรพล ๚
๑๖ ท้าวเสด็จด้วยพลพหลถึงพฤนทารญ
อันสรนุกนิสุขสานต์
๏ ป่าดงพงหลวงตระการเซราะเซราเขาธาร
ชรลัดชรล่องดองไพร
๏ ทุ่งกว้างช้างหลายเหลือไกร[๑๓]โคควายย้ายไย
คคล่ำทุกแห่งแพ่งพาย
๏ สิงห์สีห์หมีแรดแผดผายเสือสางกวางทราย
บรู้กี่ส่ำเดียรดง
๏ ช้างสารหาญใหญ่ดูยงกทิงสิงห์สง
บรู้กี่หมู่โจษจรร
๏ อนิรุทธโน้มน้าวเกาทัณฑ์ผาดแผลงศรศัลย์
ด้วยเดชอำนาจศรศิลป์
๏ ปลายศรส่องตายองยินยวนตานฤบดินทร์
ทรดาลรลวยลืมหนี
๏ แผลงศรส่งศรแลทีศรศรกษัตรีย์
คือศรพระสรภังค์[๑๔]
๏ ต้องกวางทรายตายเหลือตรังกึกก้องไพรกรัง
สระท้านสระเทื้อนดงดร
๏ เหม้นหมีหมูเถื่อนซอกซอนตายคือลูกมรณ์
ก็ตื่นทั้งห้องหิมพานต์
๏ เสร็จท้าวทรงหอกไชยชาญแกว่งไกวคือกาล
ลเลียบระไวไพรพง
๏ บัดเสือโคร่งเติบตัวยงเขี้ยวขาวคมคง
แลเล็บจระแปลมปลายจรี
๏ ผาดผังยังพระนฤบดีนฤบดินทรสรวลศรี
แลสีหนาทสำแดง
๏ ฉวยฉมับไชยทีเดียวแทงต้องเสือกลางแปลง
ก็ล้มพพาบพุงทลาย
๏ โยธานายกแหล่หลายหมื่นขุนมุลนาย
ก็ร้องสรรเสริญไชยเชวง ๚
๑๔ บัดนั้นมหามหิงสราชคือทุรพี[๑๕]เพรง
เสี่ยวเบญจลึงคบมิเกรงก็กระชั้นทั้งพาลี
๏ ออกจากถ้ำทุมพลสำแดงพลภาพราวี
ยืนยันซั้นแซะในธรณีธรณิศจักทลักทลาย
๏ เฟื่องฟุ้งทั้งไพรพนพิศาลหิมพานตขจัดขจาย
จุลเพลิงพพลามพรรณรายคือจะเผาทั้งหินผา
๏ สาวสังยังพระนฤบดินทรนรินทรผู้ผลา
ผกผงาดดำเกิงชยบคลาคือดังยนตแกล้งแสดง
๏ ท้าวธก็ททายขรรครับก็กรลับกรลอกแทง
ทีเดียวก็ท่าวล้มในกลางแปลงสำแดงไชยสรรเสริญไชย ๚
๑๖ บัดวัวลานวัวเพลาะไพรถึกเถลิงสพไศล
คือพฤษภพระศุลี
๏ แสงสังขพบูสิงคลีขวิดขจายธรณี
กรลับกรลอกคือภมร
๏ วางยังภูธรภูธรเท้งด้วยโตมร
แลทีแลทีทุกที
๏ ต้องตรึงท่าวโทรมธรณีหลานพระจักรี
ก็แสร้งบรรหารไชยแสดง
๏ บัดแรดเพลิงเติบเริงแรงเปล่งเปลวเปนแสง
ปปลาบคือไฟลุกลาม
๏ เพียงแรดพระเพลิงบมิขามเข่นเขี้ยวเคี้ยวกราม
คเคียดก็ร้องผาดผัง
๏ แล่นล้ำเหยียบไฟสาวสังสู่ท้าวเทียรหวัง
จะแถกให้ล้มลาญชนม์
๏ ท้าวธวางศรไชยคือยนต์ฉวยโล่ห์มุสล
กทบบทันแขงขีน
๏ ต้องต้นคอขาดคือสีนล้มทั้งสี่ตีน
แลเลือดคือโชรหลั่งไหล
๏ พวกโยธามาตยไสวอึงออกอวยไชย
สรรเสริญสมเด็จนฤบดี
๏ บัดคชสารคือคชสีห์เติบสูงคือคิรี
ชำนันคิริเมขล[๑๖]
๏ ม้วนงวงแทงธรณีดลงางอนเงยกล
คือดั่งจะเสื้องสอยดาว
๏ ถีบฉัดผัดผาผาดสราวไม้ไล่เหิรหาว
ก็ฟุ้งทั้งป่าเปนไฟ
๏ แรงยิ่งแรงแรงเริงไพรชนแกว่นแม่นไว
แลชัยชำนะหลายปาง
๏ ยั่งยั่งมันอาบอ้อมคางบังหูโก่งหาง
ก็ร้องตระแตร้นบมิกลัว
๏ เข้าแทงท้าวท้าวชมชัวท้าวยิ้มแย้มหัว
ก็แสร้งสำแดงมหิมา
๏ ยืนยันต่อช้างง้างงาออกด้วยสหัสา
ก็แกว่งกรลับคือกังหัน
๏ เท้งธรทีเดียวด้วยพลันช้างเติบตกมัน
ก็ท่าวในท้องธรณี ๚
๑๑ เสร็จมล้างพระยาสารแลตระบัตรพระยาสีห์
กำเลาะกำลังพีริยพฦกพันฦกฦๅ
๏ ผจญนาคโจมนาคและนาคเนืองกือ
ชำนิชำนัลคือครุฑราชเหิรหาว
๏ เขี้ยวไขว่เมลืองแสงคือดาบเปลือยและปลายตาว
เล็บสิบระริบขาวคือดังคมจุรีจรี
๏ ดาลเดชคือไกรสรสีหราชเพราะมี
เกสรในเกศีคือดั่งปทุมเกสร
๏ ส่ำสีหแกว่นกลึงนรสิงหสังหรณ์
เห็จจากพนาดรดรเดชเกรงไกร
๏ แสงตากรลอกเปลวแลแปลบปลาบเพียงเปลวไฟ
หูหางอันแกว่งไกวคือดั่งจักรตรีศูล์
๏ ถึกเถลิงรเริงร้องสิหนาทเกรียงกรู
วิ่งวางยังพระภูธรภูธเรศตรี
๏ จักรีก็แกว่งจรีรลัดจรีคระวีจรี
สู้สิงหยิ่งสีหสีหราชผกผาย
๏ ปักต้องตลอดพุงก็ผ่าไส้และเรี่ยราย
ตับไตขจัดขจายชลเลือดคือชลธี ๚
๑๙ เสร็จมล้างสัตวคณามฤคามฤคี
ตายเต็มพนาลีก็กลาด
๏ แล้วนำพีริยคณาพลาพลลีลาส
ชมไพรประพาสไพรพิศาล
๏ เมิลมุขรุกขผกาผลาผลตระการ
เซราะธารคำแดงเสียงคครึง
๏ ไยไยเทียบพลเลียบพนาดรบหึง
ถึงไทรทรงสายสึงสำนักนิ์
๏ หยุดช้างหยุดรถหยุดพลาพลสรดัก
กิ่งกั้งตระศักดิแสงพรรณแสง[๑๗]
๏ พอจุจวบจัตุรงคพิริยพลแฝง
ได้แรงสำราญแรงสำเริง
๏ ยั่งยั่งคิรีวรสถิตย้ำใส[๑๘]สุทธบำเทิง
ดำเกิงมโนนฤบดี ๚
๑๖ เรืองรองน้ำจันทรมณี[๑๙]มณีบุษปสระศรี
สโรชนิโลตบล
๏ บัวบานมณีสุริยพิมลบงกชจงกล
ลนีนิโลตบลบาน
๏ ขจรคนธตระหลบโอฬารฟุ้งฟ้าจักรพาฬ
ก็พูลบำเทิงหฤไทย
๏ รายรอบสระศรีเรียงไรย่อมรัตนอำไพ
รุวาลุกายับยับ
๏ กรวดแก้วกรวดรัตนประดับทรายทองรายกับ
รัชฏดาษเดียรดาษ
๏ เมื่อนั้นภูธรลีลาสลงสรงสระมาศ
อันแมนมารังรจนา
๏ ชวนทั้งรี้พลโยธาอรอาบสุขสา
พิลาสพอเพียบเพง
๏ บุษบารายรัตนซ้อนเซรงภูธรแลเลง
ก็ดาลรลุงลวงใน
๏ บัวตูมติดขั้วบังใบ[๒๐]บังใบท้าวไท
ว่าเต้าสุดาดวงมาลย์
๏ ดวงมาลย์บงกชเบิกบานเบิกบานเปรมปาน
ประภาคยพักตรพิมล
๏ พิมลเลงนิโลตบลนิโลตบลยล
ว่าเนตรพิศพิสมัย
๏ พิสมัยแลลาญหฤไทยหฤไทยท้าวไท
ว่าแก้วก็ใช่ดาลฉงน
๏ ดาลฉงนจงกลนีจงกลจงกลรสคน
ธธารสุธาทิพรส
๏ ทิพรสรวดเร้ามานชมานชลาลด[๒๑]
กัลหายกัลโหยโหยใจ
๏ โหยใจกลั้วกลิ่นบัวใสบัวใสชายไชย
ว่านวลกำโบลเปรมปราง
๏ เปรมปรางอยู่พ้นคร่ำครางคร่ำครางใจพลาง
รำลึกสุดาใสศรี
๏ ชลจรจรชลมากมีในท้องสระศรี
สโรชแหล่เหลือตรา
๏ ราหูเหราคือราหูจับจันทรา
แลจันทรเมฆมณฑล
๏ ม้าไล่ม้ามาคลุกดลตีนช้างช้างชน
ก็ฟุ้งขจายกลางแปลง
๏ ฝูงเค้าอ้าวอุกเฝือแฝงหัวเหลืองหัวแขง
ก็ตามกลุมพุกพลาย
๏ สูบม่วงกดกรายหมู่หมายหมึกเหม้นหลากหลาย
กรลึงประคึงไปมา
๏ สลิดโพหวีเกศกรายหาลึงพรวนพาลพา
กันเข้าในฝั่งแฝงบัว
๏ วัวตามเสือเสือตามวัวแมวหนูบมิกลัว
ก็เข้าในฝั่งฝังแฝง
๏ ปี่แก้วแลกระบอกตีแปลงสร้อยสร้ากาแขยง
ก็ชุมในฝั่งเหลือตรา
๏ คางเบือนเบือนสู่หมอยาแก้มช้ำชายหา
แม่มดมาดูดูดาย
๏ ช่อนไชยชวาดแชวงแลสวายหลดหลาดไหลหลาย
กระแหกกระโห้บู่บาง
๏ ต่างว่ายผกหกหัวหางตีน้ำผึงผาง
ก็ป่วนพเพรียกชมชล
๏ พระศรีอนิรุทธนำพลมนตรีสามนต์
สรงสนุกนิหรรษา
๏ เสร็จเสด็จจากสระโสภาบัดเดี๋ยวลีลา
พิลาสโดยพระไทร
๏ พลหลวงลอบล้อมพระไปบัดดลพระไทร
ทรสุมทรสายสาขา
๏ สาขาแง่งามโสภาโสภาพฤกษา
พันฦกพันฦๅพึงชม
๏ พึงชมกิ่งก้านยอดสมยอดสมสุขรมย์
ชรอื้อชรอ่ำอัมพร
๏ อัมพรบังแสงทินกรทินกรเขจร
รร่อนก็เอารถจรด
๏ จรดใต้ไม้ไทรปรากฏปรากฎพระยศ
ยรรยงในมูลมณี
๏ มณีผุสบุษบาใสสีใสสีรัศมี
จปิ้มจแปมเวหา
๏ เวหาสูงส่งทิศาทิศาสงกา
ว่าสุริยเนาเนานาน ๚
๑๑ เอาทับสมเด็จเสด็จบรรทมนิทรสำราญ
ปลงรถแสะสารรประเทียบทำเนียบเนา
๏ เก็บบุษปคนธาธิกรัตนโสรจเสาว์
ธารทัดพระกรรณเอาจิตตดาลวังเวง
๏ ใบไทรอันลมพัดตระหลบศัพทเปนเพลง
คือคีตอึงเองบพัดผสานสำเนียงนวล
๏ เอาใจทั้งรี้พลก็สำราญสำรวลสรวล[๒๒]
สบสัตวมูลมวญสุขเสวยสาหาร
๏ เสร็จเสด็จละแวกหว่างคิริพนห้วยธาร
เปนขอบคือจักรพาฬระรอบคอบประดับสรับ
๏ พระสุริยอัสดงคตเมรุบังลับ
ศศิจแจ่มจับรัศมิส่องรสายสบ
๏ คือฉัตรเกือบกั้งนฤบดินทรจอมภพ
ศศิจแจ่มจบทั้งเวหาก็หฤหรรษ์
๏ ดาราประดับดารกะแสงยะยับพรรณ
น้ำค้างคือน้ำจันทร์ดาลตกฉฉ่ำพล
๏ สนธยากรภุมบุษปบังคมบำบวงสรณ
พระไทรบริมณฑลเทพยสิงศักดิ์
๏ อ้าพระจรรโลงโลกยแลโลกยรังรักษ์
เป็นที่พำนักภักดิแก่เทพคนธรรพ์
๏ จงรักษรักษาพลพิรียโจษจรร
นฤโศกนฤศัลย์นฤภัยนฤโทษ
๏ อ้าพระพเพรี้ยมพรายพรรณรายรัศมิชวยโชติ์
พระหากจะปองโปรดชคสัตวอาไศรย
๏ อ้าพระอันรังรักษ์คิริธารแถวไพร
บังปลอดจัญไรไพริอย่าพาลอย่าพาธา
๏ อ้าพระอันโปรดปรานิชคสัตวสังขยา
รังรักษรักษาสุขสาพิลาลาศ
๏ ราชาบำบวงเสร็จสดุดีอภิวาท
แล้วผทมในรัตนาสนรพางค์เสถียรสถิต
๏ เอาใจทั้งรี้พลพลามาตยชุมชิด
ชรเดียดชรดันนิทรบอื้อบไอเสียง
๏ พระเทพอารักษ์สดับศัพทสำเนียง
ที่ท้าวสรรเสริญเพียงจิตตที่จะแทนคุณ
๏ เสียงใดอันกล่าวเกลี้ยงคืออมฤตยมาภุญช์
เอมโอชใสสุนทรเทพยเมียงเมิล
๏ นฤเบศรพวกพลคือดาราศศิเหิร
เหาะหาวมาสรรเสริญและยอยศสดุดีเรา
๏ ท้าวนี้ผู้ใดหนอมานอนเดียวสมบูรณ์เฉลา
เอองคเน่งเนาณในรถมลังเมลือง
๏ เสด็จด้วยจตุรพยูหแลมาอยู่จรลิวเมือง
เอองคเดียวเรืองรัศมีจันทรมณฑล
๏ ควรนางบำเรอรักษพระบาทนฤมล
ลูบไล้สุธาคนธลออลอบองค์
๏ ควรนางตระกองเอวอรรแถ้งแทบบรรทมทรง
สมเสน่หบาทบงกชพักตรพิมพ์ทอง
๏ ควรนางตระโบมโลมฤดิกามเกรียวกรอง
ประสบสมองค์สองสุขเสวยมโนรมย์
๏ ควรนางบำเรอดูริยจำเรียงบันดัดผทม
ควรเสด็จพิมานสมสุขจับรบำถวาย
๏ ควรนางสพราศพร้อมลลอบล้อมบวางวาย
หรือพ่อมาอยู่ดายในฐานทองระรองรถ
๏ ควรนางรำเพยวีพัชนีสุบงกช
ปรานีพระเยาวยศประทมรถอยู่ดายเดียว
๏ ควรชมพธูกามมและกามกรองเกรียว
ประสมประสานเสียวจิตตรลุงฤดีสมร
๏ เคยพ่อตระกองเอวฤมาเลวตระกองหมอน
เอองคเอวอรตระกองเขนยขนางใจ
๏ ปรานีนิราสนางนแน่งเนื้อสมบูรณ์ใส
เออาตมเนาในในปรางรถเรืองรอง
๏ เมื่อนั้นพระเทพารักษคิดคำนึงคลอง
ความตริดำริหตรองก็ตำรัสรำพึงไฉน
๏ พระบาทนี้รอยสุรราชท้าวไท
หากแกล้งมาอาไศรยณรถรัตนเรืองรอง
๏ รอยเทพยคนธรรพแปรรูปลังลอง
พิทยาธเรศผยองมาเพ็ญพักตรพิมพ์จันทร์
๏ ฤๅพระตรีศุลีบมีสูร[๒๓]ยืนฉงัน
ฉงนใจคำนึงพรรณมิใช่พักตรนฤมล
๏ ฤๅจักรปาณีบมีจักรดาลฉงน
ฤๅพรหมใช่กลพรหมพักตรหลากหลาย
๏ ฤๅเพ็ชรปาณีบมีเพ็ชรเหมือนหมาย
หรือนาคกลับกลายมาเปนองคราชา
๏ ฤๅกามพระอิศวรเผ่าอย่าสงกา
ฤๅเทพเทพาสุรรูปแปรเปน
๏ ฤๅจันทรมณฑลฤๅว่าจันทรหากเห็น
ตัวต่ายดำหนิเยนยากจะเทียบจะทัดทาน
๏ ฤๅสุริยรังสีบันลายบุษปเบิกบาน
คิดใคร่จะเปรียบปานประดุจพรหมหล่อเหลา
๏ เปรียบรูปพระกามาเยิรยอสดุดีเรา
สรวลเสียงกันเอาเอามโนเทพรังรักษ์
๏ ตริใคร่จะแทนคุณพระคุณรสายศักดิ์
สายสวาทผู้ใดจักจะคู่องคอรกาม
๏ จะเอาประสบสมบุรณภาคยเพ็ญงาม
สาวสวรรคนงรามบรางเสมอศศิโฉม
๏ ใคร่โทจะเท่าเทียมทำเนียมพักตรเล้าโลม
เล้าลูบตระโบมโสมรูปกฤตย์ฤดีดาย
๏ นางใดจะคู่ควรสำรวลสุขเปรมปราย
เปรมปรีดิชมชายชำนัลแนบตรหวนหรรษ์
๏ บเห็นสุดาใดสุดาพาน[๒๔]เพ็ญจันทร์
สงวนศรีคในครรภปรางทองบลอดลม
๏ พระภาคยเพ็ญกามงามคือดาวรริบคม
อย่าพร้องชแม้พรหมมก็ดีก็ดาลปอง
๏ พิศภาคยสรมสรรพยยับเกศใยยอง
ฟฟ่ายคือยูงทองยยับนิลนฤมล
๏ เลงไรคือโรมกามมและกามเกลากล
คิ้วค้อมยรรยงยลคือเกาทัณฑก่งไกร
๏ ตาสองรริบมันยยับพรรณวาดไว
ขอแก้วอันขัดใสคือนาสาอุษาศรี
๏ พระกรรณใบบางคือกลีบบุณฑริกขจี
แก้มปรางคเปรมปรีดิ์จำรายโอษฐ์ยยับแยง
๏ พระทันตเรียงเรียบคือรายรัตนใสแสง
คางเพลาะบิยุษถแคงคือดังฐานพิมพ์จันทร์
๏ ลำฅอคือมฤคีแลประเสริฐใสสันต์
พักตราพบูพรรณคือดังจันทรเพ็ญพาล
๏ อกเสมอประเล่หฐานสีหราชเปรียบปาน
สองถันกรพุ่มกาญจนแมนมาเลขา
๏ ดวงคือประเล่ห์ทิพยสระส้อยสโรชา
เอวกลมคือกามามาแกล้งเกลาอนงค์ยง
๏ อุรุระทวยเทียมกัทลิศแมนผจง
ชงฆายยรรยงจิตตใครบแลลาญ
๏ เสาวภาคยศรีสมรวรลักษณเพ็ญพาล
ควรสองบันสมสานต์และประสบประสงค์สา ๚
๑๖ เทพารักษ์บังนิทราอนิรุทธราชา
บันทมในราตรีกาล
๏ เทพาอุ้มเอาภูบาลจากรถแก้วกาญจน์
รัศมีพพรายพัฬเหา
๏ ถ่อมถนอมนฤบดีเสด็จเทาข้ามเศขรเขา
คือฝาแลตัวเตรียบกัน
๏ พระภาคศศิพระจันทร์คือกลดกั้งพรรณ
แลส่องประทะรัศมี
๏ ผยองย่องเวลาเหิรลีลายังสุทธศรี
สำนักนิพานสุดา[๒๕]
๏ เลงแลพลล้อมหนั่นหนาปราสาทมหา
ประเหลสวรรค์สำหรับ
๏ เทพาถ่อมท่าฟังศัพท์สำเนียงเสียงขับ
ประกาศชื่นชมแซรง
๏ มองสงัดเสียงดุริยดำแคงไป่เซียบชูแฝง
ในพรหมพักตรประเอียง
๏ มองสงัดสาวสวรรค์จำเรียงไป่เซียบชูเคียง
มณีมกุฎพิมาน
๏ มองสงัดเสียงฆ้องแข่งขานเภรียพรึงพราน
เสียงสรสนั่นครืนเครง
๏ มองสงัดพิณพาทยบรรเลงแน่งนางโถงเถง
แลจับระบำรำถวาย
๏ มองสงัดเสียงพลเรียบรายไป่เซียบเลียบชาย
รวังรไวบริรักษ์
๏ มองสงัดเสียงพลเพรียกพรักรี้พลทายทัก
แลดุริยนางร่อนรำ
๏ ครั้นสงัดเสียงศัพทประจำเทพารักษ์นำ
นฤเบศรยังเจิมจอม
๏ ถึงถอดนพศูลถ่อมถนอมโอบอ้อมทรวงทอม
อมฤตยภาพพิมล
๏ ถอดปัทมกรลับเบื้องบนเอาองค์สอดรน
ในปรางสุสุทธมณี
๏ ชมชูพระลักษณรูจีวางแทบกษัตรีย์
อุษาสำราญไสยา
๏ ดุจแท่งพิมพ์ทองเทพารักษเลงไปมา
ดำริห์คดีครวญเครียว
๏ ดุจรูปปฏิมามาศเดียวฝั้นเฝือกลมเกลียว
คือวัลลดาเกลียวกรอง
๏ เล็งโภไคศวรรย์ลังลองแกมแก้วแพร้วทอง
ประดับประดาดาษเดียร
๏ เลงทิพยอร่ามเรืองเนียรมลจรัสฉวัดเฉวียน
จำรัสบุรีมณฑล
๏ เทพารักษยลพระมนเทียรแกมแก้วกล
กนกนิเก้าสิงผสาน
๏ ยลเฉลาฉลักฉลุพิดานแพร้วพร้าวพรหมาน
คือแมนมารังรจนา
๏ ยลฐานทองสองนิทรามลังเมลืองอาภา
พิสุทธิอาสนอิงเขนย
๏ ยลจามรจามริรำเพยพานสลาทึกเสวย
สำอางสำอาดอบองค์
๏ ยลสีหมกรแกมหงสวิหคเทียบทรง
พระพาหนะสุดา
๏ ยลสัตวประดับนานาแง่งามแฝงฝา
คือจักรกรลับกวักไกว
๏ ยลทรึกสราเสรียวพระไทยเกื้อกามพิสมัย
สุขสร่ายเสรียวสมร
๏ ยลนางแน่งแนบบทจรกองก่ายรายนอน
ชรเดียดชรดั้นตากตน
๏ ยลสองพิมพจันทรพิมลฟ้าหล้าดินบน
บำเทิงหฤทัยใสสันต์
๏ แล้วปลุกสองสมเสมอจันทราภาคพรายพรรณ
ภาคยรัศมีรูจี
๏ แล้วเหิรจากรัตนมณีผาดผังยังศรี
สำนักนิเหล่าแหล่งไทร
๏ สองท้าวตื่นตริตรองใจว่ารอยพระไทร
พิบูลย์บันจวยสองสม
๏ สองสว่างนิทราชื่นชมชื่นชูเสวยรมย์
ก็บานกมลเจษฎา
๏ นี่รอยเบื้องบุญสองราเทียรทำรอดมา
มาลุมาหล่งโดยใจ
๏ สองสมสองสุขเนื่องในปรางแก้วแพร้วใส
บัลลังกรัตนรจิต
๏ สองท้าวต่างตนต่างพิศเพียรพักตรชมชิด
พระองคอรรคเอวอร
๏ ตฤบรสสุคนธกำจรจรุงใจสองสมร
สำรวลสำราญสานเสียว
๏ สองท้าวแนบฟั่นเฝือเกลียวคือแท่งพิมพ์เดียว
ประกิตแลชิดเศียรสม ๚
๑๑ สองพิศสองเพียรภาคย์สองเสวยมลากสองเสวยรมย์
สองท้าวสองแทบชมชมเชยชิดคือตรึงตรา
๏ สองเมียงสองม่ายเมียงสองประเอียงประอรกา
มาเสพยกรีฑาสุขเสวยสุไขศวรรย์
๏ สองสวัสดิสองสวาทสองสองราชหฤหรรษ์
สองเสพยสองศัลย์ถันนาสองประสมสอง
๏ สองสุดสองเสน่ห์สองลองเล่หลองลอง
ยวลใจฤดีจองจิตต์โมหหลงใหล ๚
 ๒๘ สองสมสมพาส
ลาเพพิลาสเล้าโลมโลมใจ
ชชิดชิดเชยตระหวนหวนใน
ฤดดีดีใจประดุจดุจปาน
 ๏ ร่ำรักรักสนิท
เชยชมชมชิดประสงค์สงสาร
ประสบสบกันประสมสมภาร
ตฤบรสธาธารสุคนธารทา
 ๏ ชมชายชายโชย
ฤดีดีโดยสำรวลสรวลสา
พิลาสพิลัยพิสัยไสยา
ปานบุษป์บุษบาประสบสบกัน
 ๏ ประสานสานแด
ผาดผงวยผงวยแผงยยิ้มยิ้มยรร
ยแย้มแย้มยวลสองสรวลสรวลหรร
ษาสาใจปันรสรสโอชา
 ๏ ตระเลาเลาทอง
สบสบลบองอนงคพงา
ตรอรอรองค์ตรกองกามา
มานชกรีฑาสุธารสรส
 ๏ ตรไชยไชยเชย
ศรีสลาสลาเสวยกมลมลมท
เน้นแนบแนบสายสวาทสาสาหส
รทดรทดฤดีดีดล ๚
๑๑ ประสงคสงสารดูตระการตระการกล
กามากมลมลมทดึกดำบรรพ์บรรพ์
๏ พักตราเตรียบพักตราอรอาภาคือพิมพ์จันทร์
กำโบลกำโบลสรรคประสบประสานสรวล
๏ ตาศรีส่องตาสมรโสมนัสคู่ควร
สองยรรสองยรรยวนตฤบตฤบรสตรึงตรา
๏ นาสาเสียวนาสาทราบคนธาสุคนธา
ชิวหาและชิวหาเสวยรสารสาสมร
๏ พระโอษฐพระโอษฐอันเปรมปรีดิเมามร
กัณฐากัณฐาพรกรกระหวัดกระหวัดเกลียว
๏ แทบทรวงเทียบทรวงแทบเน้นแนบแนบสำราญเสียว
ดวงดือคือดวงเดียวอรอาลึงคลังลอง
๏ อุรุอุรุพัทธกรกระหวัดคือวัลิทอง
กลมเกลียวคือเกลียวกรองสบลบองลเบงกาม
๏ นาภีแนบนาภีร่วมรดีรดีสนาม
มลายสุขสุขมลามภุกรแหมบกรเหม่นทรวง
๏ ยยรรยรรสวาทไสไสยาสนยวนดวง
แดแดรลวงลวงจิตต์โมหเมามนท์
๏ สมสุขสมสองสบลบองลเบงกล
กามายยรรยลระทวยทอดรทดยรร ๚
๑๖ ท้าวเล่นหลายครู่ผกพันว่องกามกำนัล
กำนัศนิท้าวนิทรา
๏ ในบรรจฐรณ์รัตนาภาสองเสวยไสยา
ประกิตแลชิดสมเศียร
๏ ดาราดารกดาษเดียรคล้อยตกต่ำเจียร
จรุ่งผกายพฤกษพราย
๏ ปิ้มยังยามหนึ่งยามปลายเสียงนกเพรียกพราย
ประลองสำเนียงเสียงขาน
๏ เทพาตริการชอบการชอบเชิญภูบาล
ธมาอย่าทันสุริยสาง
๏ จักไว้สมสู่คู่นางชอบเรื่องรู้ทาง
คดีจะบังบลับ
๏ เกรงกรุงพานาจองจับฟ้าหล้าจักนับ
ว่ากูกำเลาะลืมหลง
๏ จรออกจากไทรโดยจงเหาะเหิรหาวคง
ในปัทธมลอดเลงรณ
๏ พิศเพียรสองศรีดาลฉงนสองเกี้ยวก่ายกล
ประกิตแลชิดเศียรสม
๏ เทพารักษ์ปราถน์ปรารมภ์ใจเน่งนิษกรม
เจ็บจรเทินสองศรี
๏ กำสรดสองสวาทกษัตรีย์จักจากปรานี
นิราสทั้งรักรักกัน
๏ กำสรดสองท้าวหฤหรรษ์จักจากกันกรรม์
แลมาบันจวยจำเป็น
๏ กำสรดสองตกหว่างเข็ญเอ็นดูยากเย็น
รลุงหฤทัยตรอมตาง
๏ เทพารักษยืนอางขนางใจเดือดแดกลาง
กำสรดเสนาะพิสมัย
๏ พรายพาษปธาราไรน้ำเนตรหลั่งไหล
รลุงรลวงต่างตรอม
๏ เทพารักษ์ค่อยถ่อมถนอมโอบอุ้มทรวงทอม
สมเด็จคือพิมพ์พระทอง
๏ จึงปลิดพระกรกอดกรองเสียดแดสมสอง
บำราสทั้งรักตรึงตรา
๏ อุ้มพระอนิรุทธราชาลอดปัทธมกรลา
ประทับอุระเหิรหาว
๏ เหาะเหิรอากาศเดือนดาวจวนรุ่งเร่งสาว
ในแขก็เขจรจรด
๏ ในรัตนากรเรือนรถจึงไปล่ปลงปลด
ในทรวงอันแทบทรวงมา
๏ วางพระอนิรุทธราชาเหนือแก้วอาภา
บัลลังกรัตนรจิต
๏ ท้าวไป่ติงองค์เน่งนิททราท้าวแทบชิด
ในหมอนมเมอใหลหลง
๏ พลิกไปมาฟื้นตื่นองค์ในรถมาศผจง
ก็ตื่นตระบัดบัดใจ
๏ เสียงปักษาปักษีใสดุจสรวล[๒๖]สายใจ
อมฤตยแข่งขานขัน
๏ พระตริรอยฝันใช่ฝันท้าวท่าวทรวงยรร
ก็คิดคำนึงเน่งนาน
๏ รอยเทพยสังหรณ์ให้ลาญทรวงกูแทบพาน
ภาคยพรากพิสมัย
๏ กลั้นกลิ่นรสแล้วเลวไกลว่ารอยพระไทร
มาสิงสำนักนิในสถาน
๏ ถ้าเทพยบอาจให้ลาญทรวงกูทราบธาร
สุคนธติดตนกู
๏ ฤๅรอยสาวสวรรคพธูพิศภาคยพบู
บำราสทั้งรักเรียงรมย์
๏ โอ้สมแล้วพรากสองสมยิ่งหนามเหน็บกรม
หฤทัยท้าวคราญคราง ๚
๑๑ โอ้เจ็บกูเร่งเจ็บคือเหน็บเสี้ยนเสียดแดกลาง
ใจจากประจากปางประลองกามกามี
๏ โอ้เสียงสำเนียงสัตวร้องในพนาลี
โอ้อกกรอุชีวิตเพี้ยงพินาศนาศ
๏ โอ้แสงพระสุริย์ฉายรสายเมฆอากาศ
โอ้เจ็บบำราศราสบสว่างคือคมแด ๚
๑๖ ท้าวท่าวทุกขแล้วท้าวแลล่องใดท้าวแปร
บเห็นตรงองคดอมหน
๏ บมิเห็นท้าวเทียบพวกพลจากพฤนทารญ
ก็แกล้งกรลับทัพถอย
๏ ท้าวท่าวเทียบพลเล่ารอยจากไพรด้อมคอย
คิริชำเราะเซราะธาร
๏ ถั่นถั่นทัพถึงพระทวารรพดี[๒๗]เบิกบาน
ประตูตระหล่งล่งเมือง
๏ เสด็จถึงพระมนทรีเรืองแก้วกาญจนเมลือง
มลักมลากเมลืองแสง
๏ ไปล่ปลงช้างม้าซรูแซรงอรอาบอิ่มแรง
สำราญทั้งพลพวกพล ๚
๑๑ เสด็จไปบังคมพระนฤกฤษณถึงมน
ทรีทิพยไหรญญมณีมณีฉาย
๏ แล้วลาก็มายังคฤหรัตนโพรงพราย
นอนแน่ชรออบอายทุกขเดือดคือไฟฟอน
๏ พระกฤษณได้ยินธก็เลือกสุราศร
แสนสาวสลอนสมรแลสลมสลักกาม
๏ มาหวังบันเทาพิสมคือหมานมาบ่งหนาม
หนองเกลศรวงชามชันชึงรสฤดีเดิม
๏ ใจท้าวบเอื้อเฟื้อแก่สาวสวรรคโฉมเฉลิม
แดกรมกระอุเริมพรรณพิษพิสมัย ๚
๑๙ ปางนั้นพาลสุดามุขาสุทธรไร
เจียรจันทรอำไพรุรัตน์
๏ บัดตื่นบัดทุกขบัดทมบรรจฐรกษัตริย์
สมกษัตริยวิบัติจงประจาก
๏ เลงแลใดก็บเห็นแลเปนทุกขลำบาก
โออกจะครากจริงฤฝัน
๏ เร่งคิดเร่งทุกขเร่งมเมอจิตตมัน
ปืนกามยิงยันรทด
๏ ผาดผังยังพิจิตรเลขาก็กำสรด
ลาลดกำศรวญทวนทุรา ๚
๑๑ ปางนั้นพระพี่เลี้ยงคือพิจิตรเลขา[๒๘]
ขอถามคดีอาดุรแม่กำศรวญศัลย์
๏ พระโฉมอันเฉิดเฉลิมวรภาคคือบูรณ์จันทร์
ราหูมาบังพรรณมาหม่นมาหมองแสง
๏ พระน้องอย่าได้อาดุรเชิญมาเร่งแจง
ความโศกศรีแสดงอันเสียดแดกำเดาดอง
๏ อุษากำสรดกล่าวคดีโดยดั่งสมสอง
ชายหนึ่งมาลอบลองในราตรีตระอรอร
๏ กรีฑาตระโบมองคอนงคสมสมร
ในปัทมบรรจฐรณ์ก็ถ่อมถนอมตระหวนหรรษ์
๏ ครั้นหลับก็ลอบหนีมิสั่งน้องนิราสพลัน
ไฟโศกกรมกรรม์บมิรางจะรอดปาง
๏ พิจิตรเลขาบันเอมโอชโลมนาง
แก้วพี่อย่าครวญครางคำนึงนักบเปนกล
๏ รอยแก้วกูจินดามาเปนฝันนิกับตน
อย่าทุกขกรอุรนฤทัยท้าวอันท่าวครวญ
๏ ผิวฝันบร้างช้ำชรลื้นแก้มอันย้ำยวน
ทราบคนธอบอวนรสเศียรบหายหอม
๏ เชิญพี่มาเร่งแก้กระอุอกอันเตรียมตรอม
แต่ชื่อบรู้ดอมแต่รูปท้าวยังติดตา
๏ เชิญพี่มาวาดโฉมทุกท้าวเทพนานา
พิจิตรเลขาก็รับราชเสาวณี ๚
๑๖ แล้วเลขาพระตรีศุลีชลธรวรตรี
เนตรสังหารมฤตยู
๏ กรรฐาพระอุมาตรูจิตคณสรภู
บาลมานสิทธิโดยจง
๏ ขี่โคจรสุทธิยรรยงอุรคบดีธำรง
ทรงสังวาลจันทรจุฑา
๏ พานาสูรบุตร[๒๙]เมินถาพิจิตรจิตรยา[๓๐]
ว่าจะปานโฉมพระศรี
๏ เลขาพระจักรปาณีวิสุทธิรูจี
พระศรีคือพระเยาวมาลย์ ๚
๑๙ นางเพี้ยนพระองคทรงจักรปรากฎโอฬาร
พระองคอันพาลแลเพญ
๏ อ้าใช่โฉมวรภาคยอันอนุชสรเลน
อ้าพี่อย่าเว้นวานมาวาด
๏ เลขาพระสยมภูวญาณจตุพรรณเวหาส
เห็จหงสลีลาสภิรมย์
๏ โฉมวรราชนั้นผู้ใดและอจะชม
เชิญพี่มาวาดฉมพระมล ๚
๑๔ เลขาพระสุชัมบดีบดีสุรสถิตในไพชยนต์
ไอยราชำนิสุจิวิมลประดับเพ็ชรปาณี
๏ พานาสุดาก็บมิดูเพราะมิดุจอันสมศรี
ใครพบจะละนฤบดีดูยากแก้ธวาดคืน
๏ เลขาสิขานลชำนิระมาดเพลิงตระมั่นยืน
ทรงศักดิอุชลบหืนและนางนาฏสวาหา
๏ เทพีอุษาก็บมิดูดุรพาษปธารา
ธารีพิจิตรกรุณามาเขียนรูปพระเอวอร
๏ เลขายมนาธิบดีทัณ[๓๑]ฑธำรงคทรงธร
มารบาปชำนิมหิศศรคือดังนิลภูเขา
๏ อุษาก็เมินบวรภาคยและกามกวนเผา
อ้าท่านนิใช่บวรเยาว์ยศพระผู้นฤเบศร์
๏ เลขาพระนฤบดีทรงคือพระขรรคทรงเดช
เสด็จยักษพาหนควรเห็จดูพันฦกนิเข้มแขง
๏ ลูกพานพิศบวรรูปบพร่ำพร้องบยลแยง
โฉมท้าวเอาใจใครและจะแลงและนะพี่มาวานวาด
๏ เลขาสมเด็จพระพรุณทรงวรนาคบ่วงบาส
เสด็จเหนือมหาอุรคราชชก็เลิกพังพานพาล
๏ เทพีอุษาบมิรเมียรบมิพิศก็ประปราณ
ท้าวนั้นผู้เดียวชำนิบมานเอนดูน้องมาวาดพลัน
๏ เลขาพระพายุธวัชอังกุสศัสตรกรกรรม์
เสด็จเหนือมหาอัศวก็ผันและรเห็จในเวหา
๏ นางแลก็ลานหฤทัยตรัสแก่พิจิตรเลขา
ใช่โฉมนิพี่มารจนานรนาถอันผจง
๏ เลขาพระไพรษภ[๓๒]มหาวรราชธำรงทรง
เสด็จเหนือมหาบุษบกหงสลีลาและลีลาส
๏ นางศรีอุษาบมิรเมียรเร่งคำนึงก็ลาญสวาท
โฉมนี้ก็ใช่พิจิตรวาดนฤปอันกูอาดูร
๏ เลขาอิศวรบดีศักดิธำรงคตรีศูล
เสด็จเหนือมหาพฤษภบูรณ์พิริยภาพเรืองฤทธิ์[๓๓]
๏ พานาธิดาก็บมิดูดุรเดือดรัญจวนจิตต์
อ้าพี่มิใช่นฤบพิตรอันมาลอบมาโลมศรี
๏ เลขาอนันตภุชเคนทรธำรงคจักรี
พาหนนาคธิบดีประดับดาษสังขยา
๏ นางพิศพบูอันบริบูรณปเลงดูเลขา
ท้าวนี้ก็ใช่พิจิตรสารทูลจะขอแปลง
๏ เลขาสมเด็จพระสูตรธนูธนุศิลปรวดแรง
จีระประภานุชสำแดงผู้เปนอรรคเทพี
๏ เทพีอุษาบมิรเมียรดำเนียรนาฎตูมตี
อกอ้านี้ใช่นฤบดีผู้มาเสพยสมสมร
๏ เลขาสุราสุรฤษียักษราชกินร
คนธรรพทานพนิกรแลสุบรรณราชราช
๏ พิทยาธเรศธรณีสรโฉมอันโอภาส
นางแลก็ใช่พิจิตรวาดนฤปนั้นจงสระศัลย์
๏ เลขาสมเด็จนฤปกฤษณคือนิลพรายพรรณ
ทรงสังขจักรธรทัณฑธนูแลกำผลา
๏ เทพีอุษาบมิรเมียรก็ลืมพาษปธารา
สี่มือมิดุจนฤปยุพาและแปรเพสฤดีดวน
๏ เลขาสมเด็จพระพลเทพยและทรงนังคัลควร
ทรงศักดิคือมุสลศวรอริราชปรปักษ์
๏ ลูกพานก็เพี้ยนพรรณรูปดุจแลดลจักร
ท่าวลงในตักพิจิตรพักตรบมิติงก็เน่งนอน
๏ เลขาสมเด็จมกรพาหนะทรงธนูศร
เสด็จเหนือมหามกรกรมณีโชติชัชวาลย์
๏ นางท้าวก็ท่าวทุกขมนัสกำสรดโศกและประปราณ
ดิ้นด่าวกันโหยหฤทัยดาลเพราะว่าพระมิเหมือนบา ๚
๑๑ จึงวาดนแน่งโฉมอนิรุทธราชา
นางเอาขดานมาบันทับทรวงก็ไห้โหย
๏ อ้านี้และรูปท้าวอันมาชมมาชายโชย
จำนองกระอืดโอยทุกขทรวงรลวงกาม
๏ ผิวพี่เอนดูน้องอัญเชิญช่วยมาดับความ
ร้อนเร่าคือเพลิงลามลันลุงแดกำเดาดง
๏ พระน้องอย่าได้โศกอันใดแลอันเจ้าจง
จิตต์โดยประสงค์สงเคราะหโดยประสงค์ศรี
๏ พิจิตรเลขาก็เขจรในราตรี
ดลทวารพดี[๓๔]นีรัชเรืองทั้งหาวหน
๏ ถับถึงพิมานสถานก็อ่านวิทยามนต์
นิทราทั้งรี้พลก็เน่งนิทรนิทรา
๏ มองสงัดกลับบันทมกรลับกรลอกหา
เห็นทิพยไสยาก็ย่องยังสมเด็จเสด็จ
๏ โอบอุ้มเอาพระศรีอนิรุทธเหิรเห็จ
เหิรหาวตรดวดเด็ดดลโสนิบูร[๓๕]บูรพ์
๏ ถ่อมถนอมสมเด็จเข้าในยอดปรางลุสูงศูล
วางสมอุษาดูรคือศศีศศีสม ๚
๑๖ วางท้าวแทบท้าวเทียมผทมเสวยสุขภิรม
ยร่วมฤทัยใสสานต์
๏ จึงเอื้อนอมฤตย์โองการแก่น้องนงพาล
ภาคยปรับทุกขทน
๏ แต่เรียมจากแก้วกับตนไปล่ปละรสคน
ธคิดคำนึงวันคืน
๏ รสเข้าบกล้ำแกลกลืนรสน้ำหายหืน
ครหิวครโหยโหยหา
๏ แสนสาวอับสรโสภาบมิจงจินดา
จรคล้ายจรเคลิ้มเกลียดกลาย
๏ ตั้งใจจงแต่ดวงสายสวาทร่วมดั่งตาย
บคิดคำนึงแกลนกลัว
๏ ใจข้าเจ็บยิ่งอยู่หัวตื่นมาแต่ตัว
กำศรวญกำสรดแสนทวี
๏ เพราะเพื่อพี่เลี้ยงปรานีข้าจึงรอดชี
วเพราะพระพี่มาสม
๏ แต่นี้สระโศการมณ์สองท้าวชื่นชม
ประเล้าประโลมฤๅดี
๏ สองท้าวกรีฑากามีกามาสองศรี
สำรวลสำราญบานใจ
๏ สนุกนิสุขสานต์นองในบมิกลัวเกรงใคร
ก็เล่นระรี้ฉีฉาว
๏ ข้าสาวชาวแม่แสนสาวลอบล้อมคือดาว
ระไวพิทักษรักษา
๏ ไตรตราหาหน้าตรวจตราหญิงชายชายหา
ก็รู้ระบิตริตรอง ๚
๑๑ รู้แท้ว่าพระศรีอนิรุทธลอบลอง
สกิดกันทั้งเรือนทองก็กระซาบกระซิบถาม
๏ คดีนี้บดีนฤบดีบิดาปราม
ควันความมิใช่ความฤจะปิดจะป้องคง
๏ นางเดียวบิดาสงวนมิให้แปมธุลีผง
ลมฝนบต้ององค์ยะใยยองบแผ้วพาน
๏ ผิเราบรางทูลชีวิตเราบรางมาน
ตระบัดก็ยังพานสุวเรศวเรสูร ๚
๑๖ สาวใช้ชาญกลแทบทูลแต่พานาสูร
มกุฏเกล้าอสุรา
๏ ลูกท้าวทินี้มาสมาคมด้วยราชา
ผู้หนึ่งชำนาญชาญสนาม
๏ มาสู่พระลูกลืมกามบมิอาจเข็ดขาม
พระบาทผู้เกรียงไกร
๏ ดุจตักแตนเต้นเห็นไฟบมิใฝ่หนีไกล
กำเลากำเลาะหวังเข็ญ ๚
๑๑ กรุงพานครั้นได้ฟังทั้งสองตาก็เปล่งเปน
ไฟลุกประปลาบเอนรด่าวตึงกระเบงแขน
๏ สามโลกยนี้ใครและจะอาจมาดูแคลน
ใคร่สรวลแก่ตักแตนมาวิ่งไฟบกลัวเกรง
๏ ตระบัดก็ให้เท้งกระทุ่มเภรียครืนเครง
กึกก้องบันลือเลวงทั้งเมืองพานสยบแสยง
๏ เรียบพยุหเสนาจัตุรงคซรูแซรง
แกล้วกล้ากำแหงแรงรยืนยักษยักษา
๏ นายกชื่อกาลพิไชยกาลา
กรลึงกรลอกเอาวุธวิริยไชยไชย
๏ อเนกโยธาอนาวุธเกรียงไกร
ขบฟันคเครียดไหม้อยู่คครื้นคำรามรณ
๏ โห่ห้อมก็ล้อมรอบทั้งปราสาทโจษจล
สามรอบทั้งดินบนคบดบังทิฑัมพร
๏ ว่าใครแลข้ามคร้าวผู้มือไฟและไฟฟอน
มาร่วมมาเรียงหมอนตระอรกามกามี
๏ ต่างโกรธก็ต่างแผลงศรจักรศุลี
สพราศสพรึบพีริยพร้อมสพรั่งแผลง
๏ ศรสาตรสาตราวุธโซรมรโรมแทง
รเร่งเรเร้งแรงศักดิท้าวก็ท่าวคืน
๏ พระองคคือเพ็ชรชรภาพยั้งยืน
บลื้นบลอกปืนประดุจเอื้องอันพุ่งผา
๏ นานาคณานายกพาหนโยธา
อเนกเทพาสุรเสมอมหาสมุทร์
๏ บัดนั้นสมเด็จศรีอนิรุทธคืออุตม์
แกว่งกลอนยรรยงยุทธคือเพ็ชรเพ็ชรี
๏ ไกวแกว่งก็วัดวายครวีวิริยราชี
คือจักรจักรีจักรจักรกำจายศร
๏ กำจัดขจัดจายพลมารมากมรณ
กลากลาดคือพลขร[๓๖]และพระรามแผลงผลาญ
๏ กรุงพานธครั้นเห็นพลพิรียมากมาร
สรลมสรลอนลาญสรเลิศสรลักแด
๏ ผาดเผงรเร่งเรียบพหลพยูหจรัลแจ
ว่าครานี้ใครแปรประลองยุทธแผ้วพาน
๏ จะฆ่าทั้งพวกพรรคและทั้งโคตรสันดาน
ใครมีบำเหน็จผลาญอริราชรางวัลครัน
๏ กลิ้งทองกันโถงทองลังลองอาสนไอศวรรย์
ศรีสาวตระกูลพรรณสุพรรณมาลา ๚
๑๖ เสด็จเรียบเทียบพลโยธาแสนส่ำแสนสา
อเนกแสนยากร
๏ หอกดาบแพนดั้งโตมรสน่าวส่ำศร
กุทัณฑกำศรแสลง
๏ คชรถพลหัยซรูแซรงซ้ายขวาไขว่แขวง
คือสายสมุทรลอก
๏ เรียบพลอาจอึดอึงออกเสมอสมุทรกระฉอก
ฉะฉานฉะฉ่าผกาแจรง
๏ พลโห่อัศวโมหสำแดงชัยชัยรันแซรง
ซรรแซะรันแซรงชัยเชวง
๏ ฆ้องกลองแตรสังขบันเลงครื้นครื้นเครงเครง
สท้านเสทือนพสุธา
๏ ฉวัดเฉวียนปราสาทอุษารอบคอบคณนา
บรู้กี่ส่ำเพียงพโยม
๏ โชรมป่ายโชรมปืนโชรมโจมโชรมรุกโชรมโรม
รเร่งรโรมโรมรุม
๏ ชุมช้างชุมม้ารถชุมชุมพลคล้ำคลุ้ม
คเคลือบคคล้ายตาวมัว
๏ พระศรีอนิรุทธชมชัวจักยุทธบกลัว
บแกลนบเกรงกรุงพาน ๚
๑๔ ปางนั้นอุษาสมรกำสรดระทดทรวงระลวงลาญ
ก้มเกล้าบังคมบทคือมาลยสโรชรัตนาอือ
๏ ว่าพระอย่าพานนฤบดีพานคือเพลิงสมรรถพระคือ
พระกามมุขบทมอือและบควรประทะพัน
๏ อ้าเจ้าอย่าแคลงหฤทัยพี่นี้ว่าพี่ขยาดขยั้น
เกรียงไกรกำเลาะพลก็พันรณฤทธิพลภาพ
๏ พี่คือพระองค์พิษณุบดีตรีศักดิ[๓๗]รอญราพณ์
ท้าวทั่วทั้งไตรภพรอาบรอาเดชเดชะ
๏ ศักดิสีหนาทบมิเกรงอสุเรนทรพานพะ
พิริยภาพก็ประทะและประทับประเทิดทัน ๚
๑๖ พวกพลหัวหน้าแขงขันตรวจเตรียมแต่งกัน
แลส่ำแลส่ำสามรรถ
๏ พลเขนจงจรดเขนขัดรำพายฉวายฉวัด
ปรกอบปรกอบยุทธยุทธ
๏ เพรียมเพรี้ยมพรายพรายอาวุธประดุจพิทยุต
จำรัสจำรูญเวหา
๏ นานานายกโยธานานาเสนา
ประชุมประชิชุรชุก
๏ ปรดิพหุลดุลยปรดิมุขหุลดุลยอุกกลุก
ก็เกริกกระเบิกหาวหบ ๚
 ๒๘ กูนี้ขุนเขน
กูแกว่นกระเวนทหารห้าวรบ
กูปราบอรินทั้งแผ่นดินจบ
ศัตรูแสยงสยบบอาจหาญฤๅ
 ๏ ดาบเขนแขงขัน
กูฟาดกูฟันพินาศเนืองคือ
ไครเหวยว่ากล้าบห่อนให้หือ
แต่ตายกับมือตาวตัดหัวหวาม ๚
๑๑ กล่าวแล้วก็แคล้วคลาคค้าเข้าบเข็ดขาม
สู้ท้าวในกลางสนามก็แกว่งสลักสลมสลอน ๚
 ๒๘ กูขุนธนู
กูผลาญศัตรูด้วยกำซราบรอน
เลือนลาวลาญปานกราบกรานซรอกซรอน
ตายคือลูกมรณ์ข้อนไร่สนุนสนับ
 ๏ ปืนยากูยำ
แตระคือแกล้งกำกำซราบเฉียวฉับ
ดิ้นด่าวท่าวตายบทันพร้องพรับ
รนาบรนับรลมรลาย ๚
๑๑ พลันขุนธนูจับลูกธนูขึ้นพาดสาย
แผลงท้าวบห่อนคลายกรชีผัดกลอนลาวลาม ๚
 ๒๘ กูขุนเสโลห์
กูแกว่นการโมห์ในศึกสงคราม
กูแทงท่าวล้มชรเดือดเลือดลาม
คนใดบขามขวัญเกี่ยงกินเผือน
 ๏ ทวนทองกูแทง
ใครเหวยว่าแขงจะให้ลาญเลือน
กรันหัวหวะบทันบ่ายเบือน
ฟฟั่นฟเฟือนแก่ฝีมือเพ็ชร ๚
๑๑ คค้าก็คำรามปะทะด้วยสมเด็จเสด็จ
คุกคามบขามเข็ดสำแดงเดชชิงไชย ๚
 ๒๘ กูนี้ขุนพราน
พพวกพลหาญพนอมดอมไพร
หน้าไม้ชาญชิดปืนพิษพิษไฟ
ไครเหวยชิงไชยจักให้แหงนหงาย
 ๏ ปืนยากูยำ
กูแม่นฉมวยฉมำบัดต้องบัดตาย
ใครเหวยตั้งต่อจะให้โหงหาย
เลือนล้มวอดวายบทันพรับตา ๚
๑๖ ครั้นกล่าวกล่าวแกล้งเข้าหาเยื้องยิงราชา
ธิราชตั้งต่อรับ
๏ พระแกว่งด้วยกลอนสลักสลับเตงตายย่อยยับ
รนับรนาดเนืองนอง ๚
 ๒๘ กูนี้ขุนทัณฑ์
เปนพวกพลขันธ์คทาตรบอง
กูห้าวกูหาญบมีถึงสอง
หินผากูลองก็แหลกเปนผง
 ๏ ตรบองกูตี
กูวัดแลทีก็ท่าวล้มลง
ใครเหวยว่ากล้ามากั้งกลางณรงค
บห่อนยืนตรงแก่ฝีมือมาร ๚
๑๙ ครั้นกล่าวแล้วประทะเทียบนฤนารถชำนาญ
พระแกว่งด้วยกลอนผลาญก็กลาด ๚
 ๒๘ กูขุนผาลา
กูตั้งอาสาด้วยใจถึงขนาด
กรกลับกลอกแทงด้วยแรงองอาจ
เฟื่องฟุ้งไหวหวาดหวะหวั่นปั่นหนี
 ๏ ตรีทองกูแทง
ใครมาต่อแย้งกูเสื้องแลที
ฉฉุบฉฉับกูรับด้วยตรี
กลิ้งตายดีหลีแหนงหลีกจงไกล ๚
๑๙ คำรามแล้วก็เต้นต่ออนิรุทธชมไชย
ไกรสีหไกรไกสรเลือน ๚
 ๒๘ กูนี้ขุนแพน
บห่อนกลัวแกลนในศึกแฟวเฟือน
ใครเหวยว่าแกล้วขวัญเกี่ยงกินเผือน
จะให้สเทือนสท้านทัพถอย ๚
 ๏ ทวนทองกูแทง
จักให้แอ้งแม้งชรเดือดดั้นดอย
อยู่สูงสุดมือกูเสื้องกูสอย
บัดตกตามรอยฝีทวนกูแทง ๚
๑๙ ครั้นกล่าวแล้วก็ผาดผังยังสมเด็จเสด็จแสดง
เดชสลักแสลงศรผลาญ ๚
๑๖ พระไล่รุกร้นพลมารดุจดังพระกาล
จะผลาญชีวิตนรชน
๏ พ่ายพังหลังหน้าจรายจรนแล่นซรอนซรอกซน
ก็ตกกระหม่าบ้าใจ
๏ ลีลาตาเหลือกหลงใหลถอยถึงพลใน
ก็แล่นแลเร้นซรอกซรอน
๏ ธุมดับกับแก้มารมรณ์เพื่อพระราญรอน
ก็ตายซรอนซรับตับเหง
๏ ลำบากยากใจลำเคงกรุงพานแลเลง
ก็ดูทรม่าวข่าวขยัน
๏ หอกดาบอาวุธโจษจรรบเป็นการกรร
แลกรรมใดมาบันดาล
๏ พานาสูรเร่งกุมภาณฑ์อันมีไชยชาญ
คือกุมภกุมภนิกุมภ์[๓๘]
๏ บัดทอดศรพนธประชุมประชิดรวดรุม
ก็รัดพระองคอนาถ
๏ พลโห่ล้อมรอบกลากลาดคร่องคร่าพระบาท
มายังพระลานเลือนพล
๏ กรุงพานก็โกรธานนตชายเดียวเดียวดล
มารุกมาราญราวี
๏ พลเราตายเต็มธรณีบควรไว้ชี
วชายผู้เดียวดูแคลน
๏ กรุงพานก็กล่าวแจนแจนเรามัดฤๅแคลน
ก็อยู่ลำดับกับมือ
๏ ฆ่าฝีดาบเดียวฤๅหือไว้ให้เลื่องลือ
ว่าชายเชลยลือยศ
๏ พึงถามให้เห็นปรากฎพงศาสมมต
ฤๅชาติชายสามาญ
๏ บัดกล่าวแก่อรรถจำราญให้รอบขอบสถาน
เจ็ดชั้นจำนรรจรรจวน ๚
๑๙ เทพีพานสุดา[๓๙]ทุกขานลกำศรวญ
ท่าวทวนรัญจวนใจกำสรด
๏ มือเท้งทรวงก็รลวงรลุงจิตตสลด
ลาญสมรรันทดจกษุชล
๏ บาปใดพระแลมาพบพิบากทุกขทน
พักเตรศกมลมุลทิน
๏ ข้าห้ามพระพี่แลพระบมิหยุดยิน
หร่างกำเดาดินดวงในแด
๏ สองเคยเสวยรสคือสุธารสมาแปร
เปนพิษลันแดลุงมลัก
๏ หวังช่วยช่วยมิได้มาได้ทุกขอันหนัก
ตายตกทะเลดักลึกฤรอด
๏ ใครคือรัตนสำเภาจะเอานฤบดีจอด
ฝั่งทั้งสองรอดก็สำราญ ๚
๑๖ ปางนั้นนารท[๔๐]บันดาลดีดพิณเหาะทยาน
มาโดยทิฆัมพรพราย
๏ บัดเหาะเหิรมาใกล้กรายเมืองพานเฉิดฉาย
คือโสนิบูรบุรี
๏ เลงเห็นหลานพระจักรีต้องศรไกรสีห์
จำนำจำนองจองจำ
๏ ดุจวัลดาเกี้ยวกิ่งลำไม้ทองงามงำ
คือเมฆบังทินกร
๏ เหาะเหิรจากโสนินครข้ามเขจรจร
ก็จรดในเมืองจักรี
๏ เสด็จดลพระมนเทียรศรีพระกฤษณบดี
สกลจรูญทูลถวาย
๏ แถลงโดยได้เห็นบรรยายหลานท้าวท่าวตาย
ก็กลิ้งในกลางพระพลาน
๏ เพราะเพื่อไปพานพวกพาลพานาสูรดาล
อสุรทอดศรพล
๏ พระกฤษณครั้นฟังยินฉงนเกรี้ยวโกรธานนต์
พิกลพิการพักตระ
๏ บัดหาพระปรัทธยุม[๔๑]พระพลเทพดะระ
ดรงคฤทธิคือสึงห์
๏ บัดพระจึงควรคิดถึงครุฑราชบหึง
ก็เหิรมาดลโดยปอง
๏ สามกษัตริย์เสด็จครุฑผาดผยองฟ้าหล้าเรืองรอง
จำรูญจำรัสชัชวาลย์
๏ ฤทธิครุฑคือเพลิงเผาผลาญครุฑราชประหาร
ประหับประเหิรพกพัน
๏ แสงเพลิงเปล่งแสงรอบรันพ่างเพียงเพลิงกัลป์
ก็ร้อนระงมดินบน
๏ เผาผลาญนาคราชทบทนบได้เกรงผจญ
ก็วางยังสร้อยสระศรี
๏ ชุบสลาบสิ้นสุคนธีปักษาธิบดี
ก็คืนตระบัดบัดใจ
๏ บดฟ้าบดดินบังใบปีกเร่ร่อนใน
นภนภัสดลสถาน
๏ บัดบัดตรีฉ่าฉาวฉานฉฉาวฉาบผลาญ
ด้วยเดชเดชะดล
๏ เดชครุฑราชทบทนปีกป้องปรณ
ปะทะศิขานล[๔๒]นาศ
๏ พระเพลิงขี่แรดผันผาดผังยังครุฑราช
ก็ราญดะระณรงค์
๏ สองเข้าคลุกรุกผลาญผลงสองยงต่อยง
ยรรยงในกลางเวหา
๏ สองแรงต่อแรงสหสาสองท้าวมหึมา
นุภาพพิริยประกาศ
๏ บัดพระเพลิงแผลงศรศาสตร์ศรอัคนิวาต
ยังพระครุฑชาญไชย
๏ นารายน์ก็แผลงศรไปนารายนไกร
ปะทะศิขานลนาศ
๏ บัดพระจักรีตามตวาดจักแผลงผลาญผาด
จะซัดด้วยจักรจักรี
๏ บัดนั้นจึ่งพระอังคีรัสเร่งรถพี
ริยภาพออกกลัดกรร
๏ พระกฤษณก็ร้องผาดผันแผลงศรพกพัน
ตระหลบตระเลิดคัคณานต์
๏ บัดพระสามองค์บรรหารรุกโรมโซรมผลาญ
สมเด็จพระกฤษณจอมจักร
๏ จอมจักรจักผลาญแผลงผลักพระเพลิงสรวมศักดิ์
ศุภัศมดับโดยดล
๏ ทุกเทพธราดินบนถวายบุษปสุคน
ธแด่สมเด็จจักรี
๏ แสนดุริยดำแคงดนตรีอวยพรพระพี
ริยพระผู้เลิศลือไชย ๚
๑๑ ปางนั้นฤษีสาธุทั้งหลายอันเลิศไกร
ก้มเกล้าอัญเชิญไตรภพนาถเสด็จพลัน
๏ จงพระบำบุษบงกชอเนกโจษจรร
ให้นาศทั้งพวกพรรคพิบัติบัดเดี๋ยว
๏ พระกฤษณเสด็จเหนือครุฑราชฉับเฉียว
ปีกกวักกรลับเสียวสเทื้อนท้องธราดล
๏ ถับถึงนสรพางคสุเรนทรมณฑล
ตระหลบตระเลิดบนชรอ่ำอับทั้งแสงพรรณ[๔๓]
๑๖ พานาสูรเรียบพลขันธ์หน้าหลังโจษจรร
คือแถวสมุทรสามรรถ
๏ สรรพสรรพาวุธธงฉัตรหาญห้าวเทิดทัด
กำเลาะกำลังแสนแสะ
๏ หมู่หนึ่งเรืองรดับรันแทะเทียมด้วยแกะแพะ
แลพลสอยดาษดา
๏ หมู่หนึ่งขี่อูฐคณาพลแซงซ้ายขวา
กำลังรยังยงยุทธ
๏ หมู่หนึ่งแกว่นแกล้วสิทธิอุดดมเดชปรทุษฐ
เทียรทหารห้อมล้อมแหน
๏ หมู่หนึ่งขี่เสือเหลือแสนพวกพลบมิแคลน
สรดื้นสรดักตักตน ๚
๑๕ แสนส่ำพลคชชาญชนทนแก่ปืนยืนแก่หอกหาญ
๏ แสนส่ำพลคชเชี่ยวชาญราญดรงครงคชิงชัย
๏ แสนส่ำพลคชเศิกกษัยไพรีราบปราบชัยอริฤทธิ์
๏ แสนส่ำพลคชเชี่ยวชิตขวิดสุเมรุอิศรโทรมทรุด
๏ ส่ำนายพลคชยงยุทธวิริยวัยวุฒิชำนาญชาญ
๏ ส่ำนายพลคชรอญราญมารวิชัยชาญชเยศรอญ
๏ ส่ำนายพลคชบุกบรกรกระลึงศรกำลังยง
๏ ส่ำนายพลคชราญรงคทรงกุทัณฑคงกำยำแผลง
๏ ส่ำนายพลคลเริงแรงแผลงกำซราบศรบำบัดภัศม์
๏ ส่ำนายพลพลขนัดขนัดซัดทั้งหอกซัดขจัดขจาย ๚
ร่าย ดุจขวิดเมรุให้ทลายโจมจำรายขจายอรินาศ
ก็หวาดไหวธรณีกรกระวีอังกีส
ได้ด้วยดีดมือเดียวดูเฉียวฉับกลับกลอก
ง่าง้าวหอกสว่างไสวประดับรไรเรืองแสง
แผลงกำซราบสรดักดาษดาวดุจฉ่าฉาวห่าฝน
ทั้งดินบนตระหลบอากาศแพร้วพนาศชนักแร่ง
แย่งสุพรรณอานเอกรจเรขแก้วเก้าสิ่ง
ยิ่งสุริยรัศมีมีตาบหน้าสลาบครุฑ
เพื่อจะยุทธสุบรรณฤทธิชำนัลแกว่นกล
พลตีนช้างแสส้าวห้าวก็ห้าวเหลือหาญ
ชาญก็ชาญเหลือเชี่ยวเรี่ยวก็เรี่ยวแรงก็แรง
แผลงศรศิลปเฉียวฉับจับเสโลห์ทวนทอด
ผ้าชั้นสอดสำลีเลิศหมวกพรายเพริศประดับประดา
หนซ้ายขวาหน้าหลังโจมจำบังปรปักษ์
ย่อมพลยักษาธิปะดุจหยิบตระวันมามือ
คือใครขวางม้วยไหม้เปล่งเป็นไฟทั้งสองตาปปลาบ
เพียงพลราพณาสูรศักดิ์ ๚
๑๖ หัวหน้าสุราชสรศักดิ์สรดื้นย่อมยัก
ษราชอันมหึมา
๏ เขาจงใจจักพาธาสีหนาทนรา
ธิเบศรเดโชไชย
๏ เรียบพลแสะสินธพไสวอาวุธเกรียงไกร
ประเกิดประกอบสรรพเสร็จ ๚
ร่าย ส่ำแสะเหิรหาวเห็จส่ำแสะเตร็จไตรจักร
กวักไกวกวักไกวโพยมจู่โจมกลางรณมุข
ส่ำแสะอุครไล่เลี้ยวเลิศฉับเฉียวแล่นปลิว
ส่ำแสะฉิวเฉกลมชมพูนทพรายเพริศ
เฉิดศรีสยามพรายเพราแสงสันเทาเทียมเมฆ
มโนเวกไววิริย์พิริยพลกำเลาะ
เหาะหักรณจำบังแสะศรีสังขใสสุทธิ์[๔๔]
แสะพิทยุตมลังเมลืองแสะสีเหลืองมลาก
ถ้วนทุกภาคนานาแสนสังขยาอสงไขย
เชี่ยวชาญไชยห้าวฮิชำนิแสะห้าวหาญ
ชำนาญแสะห้าวหื่นชื่นชมรณห้าวหับ
สำหรับสงครามพิฆาฏนายเผ่นผาดผันผยอง
ถือทวนทองแส่ฟ้าดาบดั้งกล้าฟันฟาด
นายหมู่มาศเกราะไกรโห่เอาไชยไชยลาภ
สวนลูกจาปเกรียงกรูอินทรธนูผลงแผลง
กุมศรแสลงพิษภัศม์ตัดตนขาดขจัดขนาย
นายแสะสุรสีหนาทร้องตระหวาดไกรเกรียง
เสียงสันทับทุกด้านเสียงสท้านทุกแดน
แสนธนูยิงแย้งโจมบั่นแทงในรณ
จรดดินบนจบจักรชักกุทัณฑกำซาบ
ด้วยลูกจาปแล่นลิ่วฉิวเสมอลมแล่นเลี้ยว
ฉับเฉียวฉุนจำบังทังซ้ายขวาแกว่งไกว
ยัวเยาไยโห่หาวหบรบเร็วรวดตรวจกัน
แลสำคัญสังขยาหน้าหลังชรอื้ออับทิศ
ดุจปิดป้องตระวันแข่งเขี้ยวขันยืนรยัด
หวังบำบัดสมเด็จจักรี ๚
๑๖ เขาเร่งรีบเข้าบมิหนีหวังสู้นฤบดี
บดินทรศรีสังกร
๏ ตระบัดแผลงศรเหลือศรสองยังภูธร
สมเด็จนราธิบดี
๏ ทีนั้นพระกฤษณภูมีเดชะศรสี
หนาทผาดแผลงแสดง
๏ พลมารโรมพุ่งโรมแทงโรมโรมผลาญแผลง
สพรั่งสพร้อมผลาญผลง
๏ เข้าตั้งต่อพิษณุองค์จักราธิปทรง
จัตุรสัตวพิไชย ๚
๑๑ ปางนั้นพระพลเทพก็เล็งศัตรูไตร
สว่างไสวไหวพลพีริยโจษจรร
๏ ทูลแด่สมเด็จพระกฤษณจะอาจกรร
มล้างมารพ่ายผันพินาศในณศาดล
๏ จึ่งใช้สมเด็จพระพลเทพชาญกล
แกว่นยืนในกลางรณดำเกิงกรกระลึงไถ ๚
๑๖ ปางนั้นหมู่พวกพลไพรีแผลงศรไป
คือฝนชะแซร่แพร่เพรง
๏ จักรีเป่าสังขระเรงเสียงศัพทคเครง
คครื้นคือฟ้าฟื้นกรัง
๏ เร่งพระพลเทพจำบังบุกบั่นพ่ายพัง
ก็เกริกด้วยภัยจรัลจราย
๏ บ้างหัวขาดบ้างตัวตายไส้พุงทลักทลาย
กำจายกระดูกแหลกลาญ
๏ เลือดไหลคือโชรเชราะธารยักษาพลพาน
โซรมก็ผาดผลาญผลง
๏ พระพลเทพาเอองค์ศัตรูผุยผง
ก็แหลกคือจุณธุลี
๏ จับช้างซัดช้างยับยีจับสีหซัดสีห์
รยับรยับย่อยยับ
๏ จับม้าซัดม้าเตงตับพระพลเทพรับ
ทั้งพลพลพินาศ
๏ ทัพพลพ่ายพังยังราชพานาสูรขยาด
ก็ผังยังพระอิศวร[๔๕]
๏ ปรับความคือร้อนรัญจวนก้มเกล้าท่าวทวน
ทำนูญบำบวงสรวงเสร
๏ พระกฤษณพระพลเทพาภาคยมเห
สุเรนทรศักดิรำบาล
๏ พระผลาญพลมารแหลกลาญขอเชิญภูบาล
พระบาทไปช่วยเร่งรณ
๏ จึ่งใช้ศิพชวนแกว่นกลแกว่นแกล้วกลางพล
ณภาพทรงธนูศร
๏ หาวเหาะเหิรมาแห่งสมรแกว่งศรไกวศร
คือสีหกล่าวเกรียงไกร
๏ นิฤมิตไตรมุขมุขไตรนัยนเปล่งเปลวไฟ
จำรูญจำรัสเรืองแสง
๏ บัดพระพลเทพสำแดงชัยชัยผลาญแผลง
ประทะศิพชวนชิงไชย
๏ ศิพชวนก็แผลงศรไปด้วยฤทธิเกรียงไกร
พันลึกพันลือเลิศลือ
๏ ต้องพระพลเทพบอือไถตกจากมือ
ตระบัดก็สิ้นพิศวง
๏ ท่าวล้มในแผ่นบมิตรงบัดจักรีทรง
พระจักรจักรชลา
๏ ลูบองคพระพลเทพาเพียงทิพยสุธา
มาโสรจมาสรงทุกขทน
๏ ศิพชวนก็โกรธานนต์เข้าในบัดดล
ในองคพระจักรี
๏ จักราธิปพิษณุบดีด้วยเดชะพี
ริยภาพศักดิ์อนันต์
๏ ศิพชวนชัยเข้าด้วยพลันในพระองคคัน
จะจองศิพชวนชิด
๏ เอาออกมาได้ด้วยฤทธานนตพระพิษ
ณุจักรจักมาเผาผลาญ
๏ อากาศภาคห้ามบมินานขอพระโปรดปราน
ประทานชีพศิพชวน
๏ จึ่งพระยั้งหยุดบมิจวนด้วยจักรรอญรวน
ก็ไปยังพระศุลี
๏ ในกษณนั้นจึงพระอีศวรเจ้าเรียบพี
ริยภูตปีศาจนานา
๏ เทพฤๅษีสิทธิพิทยาธรครุฑคณา
อเนกอึงอัมพร
๏ ต่างต่างเขจรภูธรคือดารากร
ประดับประดาษดวงจันทร์
๏ พระรัศมีพระฉายฉันคือเดือนด้วยพัน
ตรวันด้วยหมื่นรัศมี
๏ พระเสด็จพฤษภพระศรีใสสังขรูจี
จำรูญจำรัสจักรพาฬ
๏ หัวหน้าพระนนทิการทักษิณฝูงมาร
ยักษภูตปีศาจ
๏ โดยประจิมรากษสชาติ์อุตระยุพราช
พระขันทกุมารพิไชย
๏ วิฆเนศวรวิฆนประไลยถืออาวุธไกร
กำลังกำเลาะแสนสาร
๏ ย่อมพวกพลหมู่แมนมารย่อมหาญเหลือหาญ
ประยุทธชิงเร็วราญ
๏ บ้างเขียวขาวดำดูผสานยอมมารประมาณ
พรรณอินทรธนู
๏ เอามาห้อมล้อมพระศูลีลากันกรู
ยังรงครงคประทะ
๏ พระกุมารผู้ฤทธิเดชะเดโชชาญชนะ
มยุระพาหนะบันลือ
๏ หกหน้าทวาทศถ้วนมือศัสตราวุธถือ
ถเถือกคือแสงพิทยุต
๏ สองตั้งต่อกันบมิหยุดกลแก้กลยุทธ
อเนกกลแก้กล
๏ สาดศรไปมาเสียดสนเพียงฉ่าฉาวฝน
คือจักรพาฬจะพก[๔๖]
๏ เทพาสุรคณดาลตกใจสยบแสยงอก
กระหม่าและบ้าใจหาย
๏ จักรีขับจักรวัดวายพระอิศวรก็ผาย
พระโอษฐห้ามคืนคง
๏ พระกุมารถอยจากณรงค์พระอิศวรก็ทรง
ธนูแลน้าวเมรุทอง
๏ เข้าต่อพระกฤษณประลองศรสองส่องสอง
ประลองตระหลบสหสา
๏ พระแผลงศรอัคนิมาเอาอัคนิผลา
ก็ผาดประทะทบทน
๏ พระแผลงเพ็ชราสตรประชนเพโชรระดมดล
แลเพ็ชรรับเพชรี
๏ พระแผลงพายุวาตพระศรีแผลงศรศรสีห
ศรยุพาปะทะ
๏ แผลงศรครุฑาบัตระพระเดชเดชะ
ก็แผลงครุฑราชประชน
๏ แผลงศรศรเปนห่าฝนห่าฝนศรสน
จำรายจำรัสแผลงผลง
๏ พระแผลงไนยมาต[๔๗]ยรรยงฤทธิรุตม์ราญรงค
รงคพิษณุก็รบ
๏ สองก้ำกึ่งกันทานทบแผลงศรตรหลบ
ตรเลิดพันลึกนิดินบน
๏ แผลงศรพลดรณวิมลศิวพัศดุระพหล
แลอัษฎภาพบรรหาร
๏ เป่าสังข์เสียงสังข์สำราญชมชาญชื่นบาน
ชไมยพายุประกาศ
๏ พระอิศวรจักแผลงผลาดเดโชไนยนารถ[๔๘]
ก็ให้พินาศพระพิทธ[๔๙]
๏ บัดนั้นเทพฤษีสิทธิ์ขอพระสรวมฤท
ธิอย่าบรรหารตาไฟ
๏ เกรงภพมณฑลจะประไลยศุลีภูวไนย
ก็โดยสรณฤๅษีสาร
๏ เห็นสองมือสองสังหารพานาสูรดาล
รลวงฤไทยรันทด
๏ คิดว่าถ้าตายไว้ยศในรณปรากฏ
พระเกียรดิล้ำฤๅแคลน
๏ เรียงเรียบรี้พลดั้งแพนโตมรเหลือแสน
สมุทระลอกอึกอึง
๏ หัวหน้าทศขรรคกระลึงอาวุธประคึง
ประดับประดาดาษดา
๏ ขี่เสือโคร่งขี่เลียงผาขี่แรดขี่จา
มรีนิกรแสะสีห์
๏ ขี่โตขี่ยักษโภคีหัวหน้าพลพี
ริยเครื่องดำกับกับมือ
๏ บัดนั้นกรุงพานธก็ถือศรพันบันฦๅ
พันฦกนิเดโชไชย
๏ ขนัดยักษ์รากษสเกรียงไกรขนัดมารไสว
สว่างทั้งช้างม้ารถ
๏ ขนัดแทตยนิกรปรากฎฝูงพวกพลพต
พาลนพานสุรสุเรนทร์
๏ เข้าต่อพระกฤษณนฤเบนทราทิพเพียงเมรุ
เมทนินิศจล
๏ พระปรัทธยุมต่อพวกพลขาดขรรคจำรณ
จำรายจรายขจายขจัด
๏ บัดพระพลเทพบำบัดถือไถแถกตัด
อุรุอุระแหล่หลาย
๏ ฝูงพวกพลมารขจัดขจายหัวหน้าแตกตาย
พินาศกลางสมรภู
๏ พระปรัทธยุมเกรียงกรูต่อแทตยาสู
รศักดิแลลาญทัก
๏ บัดพานาสูรพระจักกรีแกว่งตรีจักร
แลจักรจักรรันทำ
๏ พานาสูรแกว่งขรรค์กำซราบสารแสนส่ำ
อเนกดูโพรงพราย
๏ อึกอึงอากาศขจัดขจายไม้ไหล้แหลกหลาย
ละลอกกระฉอกชลยุทธ
๏ ว่าเหวยท้าวใดล้ำอุตม์แกล้วกล้าอย่าหยุด
จงมาประทะในสมร
๏ จักรีแกล้วกล้าบมิหยอนไทสีหบวร
สรทัดสรเทื้อนภพไตร
๏ ว่าเหวยมึงมาชิงไชยดุจฝอยทอดไฟ
จะไหม้พินาศบมินาน
๏ มึงเฉกจิ้งจอกสามาญหวังจักพพาน
ด้วยสีหราชบขาม
๏ ฝีมือกูใช่คนทรามในแผ่นภพสาม
สรเทื้อนสรท้านหวาดไหว
๏ ดีหลีแหนงหลีกแต่ไกลดีกว่าตนกษัย
พินาศในรณรงค์
๏ จักแหลกแฝกเป็นผุยผงจ่อมโจมกลางณรงค
ฤๅว่าจะรอดปางเปน
๏ มึงมาต่อเข็ญเกี่ยงเข็ญจักถึงมึงเห็น
บรอดชีวิตปางเดียว
๏ สองท้าวเร่งรณฉับเฉียวสองเลียวล่าวเลียว
ปรทะปรทบไปมา
๏ ไหวไหวหวาดหวาดพสุธาไหวเมรุคลาศคลา
จะพกจะพลวกภูวดล
๏ สาดศรไปมาเสียดสนเพียงฉ่าฉาวฝน
เพียงจักรพาฬจะพก
๏ เทพาสุรคณดาลตกใจสยบแสยงอก
กรหม่าก็บ้าใจหาย
๏ จักรีจักรจักรวัดวายพระอิศวรผาย
พระโอษฐห้ามด้วยดี
๏ คึกคึกเครงเครงธาษตรีคือสีหสู้สี
หสีหนาทสรรทับ
๏ บัดพระจักรีก็กลับแกว่งไกวจักรฉับ
ก็ต้องฉฉาดฉาดฉัน
๏ ขุกขาดมือมารทั้งพันเหลือกรสองอัน
ก็จักพินาศในสมร
๏ จักรีจักรอญให้มรณพฤษภภูธร
ก็ขอชีวิตคงคืน
๏ ไว้เปนมนทรียั้งยืนเฝ้าทวารบหืน
บให้พินาศในสนาม ๚
๑๔ เสร็จมล้างสุราสุรสุเรนทรอเนกเหลือหลาม
เดชะตระบะนฤบดีสามภพโลกยโมลี
๏ ปางนั้นสมเด็จนฤปกฤษ[๕๐]ณมหาธิเบศรศรี
ปรัทธยุมพานสุตนีอนิรุทธเรืองราช
๏ เสด็จเหนือมหาครุฑอันอุดมเดชลีลาส
ลีลายังอัมพรพิกาศสสหัสรัศมี
๏ เทพาสุราสุรสุเรศสุรัสวดีตรี
โดยเสด็จสมเด็จสุรบดีทศทิศโจษจล
๏ ถับถึงมหานครไลยบุรีคือเมืองบน
สามนตอมาตยรี้พลทั้งมณฑลจักรพาฬ
๏ ชมเดชพระศรีอนิรุทธอุษาคือเยาวมาลย์
เสวยสุขแสนสุรสำราญสุขเสพยสมสอง
๏ เกษมกษัตริย์เกษมพิภพเรืองเกษมสุขเปรมปอง
เปรมปรีดิ์นฤบดีตระกองกรกชปืนกาม
๏ ตราบตั้งมหรรณพมหามหิทธิโลกยสรบสาม
พระเกียรดินฤบดีคือรามนเรนทรคงตรง ๚
๑๑ ด้วยเดชะบุญญาธิการาอันสมพงศ์
ผูกฉันทสนององค์คุณท่านอันสุนทร
๏ จวงจัดอันมั่นหมายบวางวายคำนึงกลอน
บเห็นแก่หลับนอนดำริหตริบเว้นเวียน
๏ ครั้นคำฉันทก็เสร็จแลสำเร็จก็เร่งเขียน
จึ่งเสร็จสำเร็จเพียรจำนงจิตตจินดา
๏ ขอจงอุปถัมภกการซึ่งอันปราถนา
อสังขัตยธรรมาจงตรัสแจ้งมโนใน
๏ จงเผด็จเกลศราคธิกสาลจงกษัย
นฤพยาธินฤภัยนิราลัยนิรันดร
๏ นฤทุกขนฤโศกนฤโรคอาวรณ์
เปนสวัสดิสุนทรมิศศกโสภา
๏ แม้นไปบได้ดลอสังขัตยธรรมา
บุญญาธิการาขออุดหนุนในสันดาน
๏ ขอสถิตในสัจจพิพัฒนโอฬาร
นั้นข้าจงใสสานต์ในคุณศีลทานา
๏ ขอจงเจริญสวัสดิพิพัฒนเมธา
ขอจงเจริญอายุสมอาตมยืนยง
๏ อรอรรถอาคมกิจใดอันใจจง
ขอธารจำนงสิทธิตราบนฤพาน ๚

ในสมุดไทยดำชุบรงค์ ๑๙/ง มีผู้เขียนโคลงไว้ว่า

๏ จบอนิรุทเรื่องเรื้องรณรงค
ศรีปราชปัญายงแต่งไว้
ใครจแต่งปรสงเอาหย่าง นี้นา
จักเฟื่องฟูเกียรติให้เลื่องล้ำลาญผล ฯ


[๑] ...เผื่อนผกา ?

[๒] ตรีมุขมาศ...?

[๓] เทียบโคลงกำศรวลศรีปราชญ์ บท ๑ และ ๒ ดูต่อไปในหน้า ๗ ด้วย

[๔] ฟ้าพื้นภพไตร ?

[๕] ลออเอววัลย์ ?

[๖] เพยีย เป็นเครืองดนตรี ชนิดหนึ่ง ประเภทเครื่องสายใช้ดีด ในโคลงกำศรวลศรีปราชญ์ เขียนไว้ว่า เพลี้ย ส่วนในหนังสือกาพย์ขับไม้ เรื่องพระรถเสน เขียนไว้ว่า พีณเพลีย คือ เพียะ หรือ พิณเพียะ ดูรูปและคำอธิบายในหนังสือ “เครื่องดนตรีไทย” ของกองการสังคีต กรมศิลปากร

[๗] หมายความว่า อนิรุทธเป็นลุกพระกามเทพ คือ พระปรัทยุมน์

[๘] ดูเชิงอรรถหน้า ๑๒

[๙] ในหน้านี้และหน้าต่อไป ใช้สัมผัสระหว่างวรรค โดยไม่ต้องใช้สัมผัสท้ายวรรคก็ได้ โปรดสังเกตตลอดไป

[๑๐] หมายถึงกองทัพวานร ในเรื่องรามเกียรติ์

[๑๑] ในเรื่องว่า พระอนิรุทธมีชายาอยู่แล้ว ชื่อ สุภัทรา

[๑๒] พันแสง จากศัพท์ สหัสรังสี ได้แก่ ดวงอาทิตย์

[๑๓] ไตร=นับ กำหนด

[๑๔] หมายถึง สรภังคดาบศ ดู สรภังคชาดก จัตตาฬีสนิบาต ในนิบาตชาดก ฉบับแปล เล่ม ๑๖ พ.ศ. ๒๔๗๑

[๑๕] ทรพี ควายที่รบกับพาลี ในเรื่องรามเกียรติ์

[๑๖] ช้างคิรีเมขล ของพญาวสวัสดีมาร ที่ผจญพระพุทธเจ้า ตอนตรัสรู้

[๑๗] พันแสง คือ ดวงอาทิตย์

[๑๘] น้ำใส ?

[๑๙] ความในตอนนี้ไป อาจเทียบได้กับโคลงกระทู้ว่า

โก มลเดียรดาษพื้นสินธู
วา ลุการะดับดูดั่งแก้ว
ปา รังระบัดปูปุยนุ่น เปรียบฤๅ
เปิด จอกกระจับแผ้วผ่องน้ำเห็นปลา ฯ

[๒๐] ตอนนี้แต่งเป็นแบบ นาคบริพันธ์

[๒๑] ลาลส

[๒๒] ......สำรวลสวร

[๒๓] ถ้าเป็น สูญ หมายถึง o เหนือพระจันทร์ครึ่งซีก บนพระนลาตของพระอิศวร ถ้าเป็น ศูล หมายถึงอาวุธคู่พระหัตถ์ของพระอิศวร

[๒๔] สุดาพาณ = ลูกสาวของท้าวพาณะ ผู้ครองโศณิตปุระ คือ อุษา ดู-ที่มาขออนิรุทธคำฉันท์และบทละคอนเรื่องอุณรุท ท้ายเล่ม

[๒๕] พาณสุดา = ลูกาสาวท้าวพาณะ คือ นางอุษา

[๒๖] น่าจะเป็น สวร คือ เสียง

[๒๗] นครทวารวดี หรือ ทวารกา

[๒๘] ในวิษณุปุราณะ ว่า จิตรเลขา

[๒๙] พานาสุรบุตร = ลูกของพาณาสูร คือ นางอุษา

[๓๐] ยา=อย่า

[๓๑] เลขายมาธิบดิทัณ......?

[๓๒] พระไพรศพณ์ คือ ท้าวเวสสุวัณ

[๓๓] ความซ้ำในหน้า ๕๑

[๓๔] นครทวารวดี

[๓๕] โศณิตปุระ ดู – ที่มาขออนิรุทธคำฉันท์และบทละคอนเรื่องอุณรุท ท้ายเล่ม

[๓๖] กองทัพพญาขร ในเรื่องรามเกียรติ์

[๓๗] หมายถึง ศร ๓ เล่ม ?

[๓๘] ชื่อแทตย์ ๒ ตน คือ กุมภ และ นิกุมภ ที่แย่งนางติโลตตมา

[๓๙] พาณสุดา คือ นางอุษา

[๔๐] นารทฤษี

[๔๑] พระปรัทยุมน์

[๔๒] ศิขานล = พระเพลิง

[๔๓] แสงพัน คือ ดวงอาทิตย์

[๔๔] คำเหล่านี้เข้าใจว่า เป็นชื่อทำเนียบรวางม้าต้น

[๔๕] ท้าวพาณะสู้ไม่ได้ ไปทูลขอให้พระอิศวรมาช่วยรบ

[๔๖] พก = วก คือ พลิก หกกลับ

[๔๗] เข้าใจว่า นัยนาสตร คือ นัยน+อัสตร ดูหน้าต่อไป

[๔๘] เข้าใจว่า นัยนาสตร คือ นัยน+อัสตร หมายถึงดวงตาที่สามของพระอิศวร

[๔๙] ...พระพิษณุ์ ?

[๕๐] พระกฤษณ พระปรัทยุมน์ นางอุษา (พาณสุตนี = ลูกสาวท้าวพาณะ) และพระอนิรุทธ ขี่ครุฑตัวเดียวกัน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ