๏ หนังสือ ประกอบเกื้อ กูมาร

๏ หนังสือ ประกอบเกื้อกูมาร
แสดง โลกยคดีสารสืบสร้าง
กิจจา สรรพกิจการเก็บรวม รวมแฮ
นุกิตย์ พิศฎารอ้างแอบข้อคดีธรรม ๚ะ
๏ สันจัดคัดคิดข้อของจริง
สิ่งซึ่งมีพยานอิงออกอ้าง
เตียนตัดคัดค้านติงคติโลกย หลงเฮย
เก็บแต่แก่นสารสร้างสืบหล้าถาวร ฯะ

๏ ข้าพเจ้า เจ้าพระยาทิพากรวงษมหาโกษาธิบดี นานาไพรัชไมตรีบริรักษ์ ยุติธรรมพีทักธ ราชศักดานุการ ราชสมบัติสารพิพัฒน์ ประทุมรัตนมุรธาธร สมุทตรีนครเกษตราธิบาล สรรพดิฐการมหิศวรฤทธิธาดา พิพิธกุศลจริยาภิธยาไศรย อภัยพิริยปรากรมพาหุ ผู้แต่งหนังสือนี้ มีความกรุณาต่อเด็กๆ ทั้งหลาย ที่จะสืบต่อไปภายน่า จะได้ยินได้ฟังการต่างๆ หนาหูเข้า จะชักเอาปัญญาแลใจแปรปรวนไป ด้วยความที่ไม่รู้อะไร ถึงจะไปเล่าเรียนหนังสืออยู่ที่วัดบ้าง ที่บ้านบ้าง อาจาริย์สั่งสอนให้เล่าเรียนหนังสือภอรู้อ่าน ก็ให้อ่าน หนังสือปถมกกา แล้ว ก็ให้อ่านหนังสือสวดต่างๆ แล้ว ก็ให้อ่านเรื่องต่างๆ ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูหนังสือที่เด็กอ่าน ก็ไม่เปนประโยชน์แก่เด็กเลย แต่หนังสือปถมกกา เปนที่ฬ่อให้เด็กอ่านง่ายก็ดีอยู่ ถ้าเปนหนังสือไทๆ ที่เด็กอ่าน ก็มีแต่หนังสือการประเล้าประโลมโดยมากกว่าหนังสือสุภาสิต เด็กนั้นก็ไม่ใคร่จะได้ปัญญาสิ่งใด ผู้ใหญ่จะสั่งสอนเด็ก ก็มีแต่คำที่ไม่เปนประโยชน์ เปนต้นว่า จันทร์เจ้าเอ๋ย ฃอเข้าฃอแกง ฃอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า มีแต่ถ้อยคำสั่งสอนกันดั่งนี้มีหลายอย่าง ยกขึ้นว่าภอเปนสังเขป เพราะฉะนั้นจึ่งไม่ได้ความฉลาดมาแต่เล็ก ข้าพเจ้าจึ่งคิดเรื่องราวกล่าวเหตุผลต่างๆ แก้ในทางโลกยบ้างทางสาศนาบ้าง ที่มีพยานก็ชักมากล่าวไว้ ที่ไม่มีพยานเปนของที่ไม่เหนจริง ก็คัดค้านเสียบ้าง ว่าไว้แต่ภอปัญญาเด็กรู้ ผู้ที่เรียนหนังสือรู้แล้ว จะได้อ่านหนังสือนี้แทนหนังสือสวด แลหนังสือเรื่องลคอน เหนจะเปนประโยชน์รู้การเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ถ้าเขาถามสิ่งใด เด็กทั้งหลายจะได้แก้ไขตามสำนวนนี้ ว่าไว้เปนข้อถามข้อแก้ กล่าวแต่ภอจำได้ ให้ชื่อว่าหนังสือแสดงกิจจานุกิตย์ ถ้าท่านผู้ใดดูหนังสือนี้ เหนผิดพลั้งประการใด ฃอให้ช่วยแก้ไขให้ถูกต้องด้วย แต่ภอสมควรแก่ปัญญาเด็ก ถ้าเด็กผู้ใดอ่านหนังสือนี้แล้ว อยากจะรู้ความให้วิเสศโดยพิศฎาร ก็ให้หาครูเรียนโหราสาตร ธรรมสาตรต่างๆ ก็จะรู้ได้โดยเลอียด ๚ะ

๏ ถ้าเขาถามว่าวันมีกี่วัน แก้ว่ามีเจ๊ดวัน วันหนึ่งกี่โมง แก้ว่ากลางวัน ๑๒ โมง กลางคืนนับ ๑๒ ทุ่ม โมงหนึ่ง ๑๐ บาท ว่าอีกอย่างอนึ่ง วันกับคืนหนึ่งเปน ๖๐ นาที นาทีหนึ่งเปน ๔ บาท บาทหนึ่ง ๑๕ เพ็ชนาที เพ็ชนาทีหนึ่ง ๖ ปราณ ปราณหนึ่ง ๑๐ อักษร อย่างนี้มาตราไท ถ้าจะว่าตามพวกที่เขาใช้นาฬิกาพก เขาคิดเอาเทพจรผู้ชาย ที่อายุตั้งอยู่ในมัชฌิมไวย เทพจรนั้นเดินเสมอทีหนึ่ง หนึ่งเขาเอามาตั้งเรียกว่าสกัน ๖๐ สกันเปนมินิตย ๖๐ มินิตยเปนโมงหนึ่ง เขาคิดตั้งแต่ล่วงเที่ยงคืนไปจนเปนวันน่าจนถึงเที่ยงวัน เรียกว่าเวลาเช้า บ่ายโมงหนึ่งไปจนสองยามเรียกว่าเวลาค่ำ ก็เปน ๒๔ โมงเหมือนกัน ถ้าจะเรียกตามไท สกันหนึ่งก็เรียกว่าวินาที ๖๐ วินาทีเปนมหานาที ๖๐ มหานาทีเปนโมงหนึ่ง ๚ะ

๏ ถามว่า เขาแบ่งยามกันกลางวันแปดยาม กลางคืนแปดยาม คือสุริยะ สุกระ พุฒะ จันเทา เสารี ครู ภุมมะ สุริยะ

๏ ยามกลางคืนคือรวิ ชีโว สะสิ สุกโกร ภุมโม เสาโร พุโฒ รวี นั้นเปนอย่างไรเล่า แก้ว่าเขาแบ่งกลางคืนแปดยาม กลางวันแปดยามนั้น เขาแบ่งส่วนละโมงครึ่งเปนยาม หมอดูไม่ได้นับเข้าในพวกยามนาฬิกา ยามนาฬิกานั้น เขาแบ่งทีละ ๓ ทุ่ม ๔ ยามสว่าง ๚ะ

๏ ถามว่าวันชื่ออะไรบ้าง แก้ว่าวันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุฒ วันพฤหัศบดี วันสุกระ วันเสาร์

๏ ถามว่าทำไมจึ่งเรียกชื่อดั่งนั้น แก้ว่านับเอาดวงอาทิตย์หนึ่ง ดวงจันทรหนึ่ง ดวงดาวอังคารหนึ่ง ดวงดาวพุฒหนึ่ง ดวงดาวพฤหัศบดีหนึ่ง ดวงดาวสุกระหนึ่ง ดวงดาวเสาร์หนึ่ง เปนดวงพระเคราะห์ที่เหนปรากฏอยู่ จึ่งเอามาให้ชื่อวัน ๚ะ

๏ ถามว่าเดือนชื่อเดือนอะไรบ้าง แก้ว่าชื่อเดือนอ้าย เดือนญี่ เดือนสาม เดือนสี่ เดือนห้า เดือนหก เดือนเจ๊ด เดือนแปด เดือนเก้า เดือนสิบ เดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสอง ๚ะ

๏ ถามว่า เดือนอ้าย เดือนญี่ ภาษาอะไร ทำไมจึ่งไม่เรียกเดือนหนึ่งเดือนสองเล่า แก้ว่าเปนคำโปราณชาวเหนือ เหมือนหนึ่งเมื่อครั้งกรุงเก่า ก็มีชื่อเจ้าอ้ายพระยา เจ้าญี่พระยา เจ้าสามพระยา มีชื่ออยู่ดั่งนี้ ก็เหนว่าเดือนอ้าย เดือนญี่ ก็จะเปนเดือนหนึ่งเดือนสองนั้นเอง แต่ชื่อเดือนนั้น ในภาษาพม่า ภาษารามัญ ภาษาลาว ภาษาเขมรเรียกต่าง ๆ กันตามภาษาของเขา ข้างจีนเดือนหนึ่ง เขาก็ไม่เรียกว่าเดือนหนึ่ง เขาเรียกว่าเดือนปีใหม่ ต่อไปเขาก็นับเดือนสองเดือนสามไปจนถึงเดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสองเหมือนกัน แต่ภาษาบาฬีท่านก็เรียกเอาชื่อเดือนเมื่อวันเพ็ญ ตรงต่อชื่อดาวฤกษใด เอาฤกษวันนั้นมาเปนชื่อเดือน เดือนห้าเจตรมาศ เดือนหกพิสาขมาศ ฤๅไพสาขมาศ เดือนเจ๊ดเชฐมาศ ฤๅเชฐมูลมาศ เดือนแปดอาสาทมาศ เดือนเก้าสาวันมาศ เดือนสิบภัทร์บทมาศ เดือนสิบเอ๊ดอาสุขมาศ ฤๅอัสยุชมาศ เดือนสิบสองกัตติกมาศ เดือนอ้ายมิคสิรมาศ ฤๅมาคสิรมาศ เดือนญี่บุศมาศ เดือนสามมาฆมาศ เดือนสี่ผคุณมาศ

๏ ถามว่า ข้างไททำไมไม่ตั้งปีใหม่ที่เดือนอ้ายเล่า ไปตั้งปีใหม่ที่เดือนห้าเหตุอย่างไร แก้ว่าไม่ตั้งปีใหม่ในเดือนอ้าย เพราะอาทิตยเดินไปเปนที่สุดข้างทิศใต้ จึ่งตั้งเดือนนั้นเป็นเดือนที่หนึ่งแล้ว ก็เปนระดูหนาว ด้วยหนาวเปนต้นระดูทั้งปวง จึ่งวางเดือนหนึ่งไว้ที่นั้น บางจำพวกเขาก็ตั้งปีใหม่ในเดือนอ้ายก็มี ชาวยุโรปเขาก็ตั้งปีใหม่ในเดือนอ้ายบ้าง เดือนญี่บ้าง เขาคิดเอาเมื่อวันอาทิตยกลับเข้ามาข้างเหนือได้ ๑๑ วัน วันนั้นดวงพระอาทิตยโตที่สุดตกในนิตย เรียกว่าพสุสงกรานต์ใต้ เขาก็เอาวันนั้นเปนปีใหม่ บวกศักราชขึ้นในวันนั้น ข้างจีนเขาก็เอาเดือนสามขึ้นคํ่าหนึ่งเปนปีใหม่ เอาเดือนญี่เปนเดือนสิบสอง เพราะเดือนญี่พระอาทิตยไปที่สุดข้างทิศใต้ จะกลับมาเหนือจึ่งเอาเดือนสามเปนปีใหม่ เมื่อเวลาอาทิตยกลับแล้ว เพราะจีนถือเอาดวงพระจันทรเต็มดวงคราวหนึ่ง ๆ เปนเดือน ถ้าถือเอาอาทิตยเปนเดือน ก็เหนจะเอาเดือนญี่เปนปีใหม่ เหมือนอย่างชาวยุโรป เพราะจีนถือเอาดวงจันทร จึ่งได้เลื่อนเข้ามาเดือนสาม จำพวกที่ถือคำภีร์โหราสาตร ไทยมอญพม่าที่ถูกกัน เขาคิดเอาเมื่ออาทิตยมาถึงกึ่งกลางพิภพ เปนราศริต้นเรียกว่าเมศราศรี จึ่งเอาเดือนห้าขึ้นค่ำหนึ่งเปนปีใหม่ ด้วยใกล้อาทิตยจะขึ้นเถลิงศกในราศรีเมศเปนสงกรานต์

๏ ถามว่า สงกรานต์บางปีก็มีสามวัน บางปีก็มีสี่วันบ้าง เปนเหตุอย่างไร ตอบว่าจะแก้ตามคำภีร์โหร ก็จะไม่เข้าใจ จะแก้ตามเรื่องราวสงกรานต์ก็ยืดยาวนัก หยากจะทราบเรื่องราวสงกรานต์ว่าเปนอย่างไร ก็ไปดูรูปเขียนในวัดพระเชตุพลเถิด จะแก้ไขไว้ที่นี่เปนคำเปรียบภอให้เข้าใจบ้างเล็กน้อย ที่สงกรานต์สามวันนั้น วันต้นพระอาทิตยเยี่ยมขึ้นสู่เมศ วันที่สองพระอาทิตยเดินขึ้นไปยังไม่ถึงที่ วันที่สามพระอาทิตยเดินเข้าไปถึงที่แล้ว จึ่งเรียกว่าวันเถลิงศก ขึ้นศกใหม่ในวันนั้น ถ้าจะเปรียบความเหมือนขึ้นเรือนใหม่ วันสงกรานต์ เหมือนหนึ่งเก้าขึ้นบันไดเรือน วันเนาว์เหมือนหนึ่งขึ้นไปถึงนอกชาน วันเถลิงศกเหมือนหนึ่งก้าวเข้าไปในเรือน ก็ที่ว่าสงกรานต์สี่วันนั้น เพราะพระอาทิตยเดินมาถึงราศรีเมศ ในเวลาพ้นเที่ยงคืนไปแล้วในวันต้น เกี่ยวอยู่ในวันต้นห้านาฬิกาบ้างหกนาฬิกาบ้าง เพราฉะนั้นจึ่งต้องเปนสงกรานต์สี่วัน เปรียบเหมือนบุทคลนับอายุเรียงปีก็ได้แก่สงกรานต์สี่วัน แลนับอายุเต็มบริบูรณ ก็ได้แก่สงกรานต์สามวัน ก็นี่แลการเปนดั่งนี้จงตริตรองดูเถิด ซึ่งพวกที่ถือพุทธศักราช คิดเอาวันปรินิพานแล้ว ในวันเพ็ญเดือนหก จึ่งคิดเอาวันแรมค่ำหนึ่ง เปนวันขึ้นศักราชใหม่ บวกประจบปีมาจนทุกวันนี้ เรียกว่าศักราชพระ ๚ะ

๏ ถามว่าพระพุทธศักราชมีแล้ว ทำไมจึ่งมาใช้จุลศักราช ก็จุลศักราชนี้เปนศักราชของท่านผู้ใดตั้งไว้ แก้ว่าความเรื่องนี้ได้สืบถามแล้ว ท่านผู้ที่รู้ท่านว่าศักราชที่ใช้ในเมืองไทมีหลายอย่าง คือ พุทธศักราช มหาศักราช จุลศักราช พุทธศักราชนั้น นับตั้งแต่วันพระปรินิพพาน เป็นต้นว่าปีมะเสงเพ็ญเดือนหก วันอังคารยามอังคาร พระจันทรเสวยฤกษอนุราธ แต่ในลัทธิเก่าท่านถือว่า พระจันทร์เสวยฤกษวิสาขะ ฤกษวิสาขะกับฤกษอนุราชนั้นเนื่องกัน ก็เมื่อพระปรินิพพานนั้น เวลาจวนรุ่ง พระจันทรเดินเคลื่อนจากฤกษวิสาขะ เข้าแดนฤกษอนุราธแล้ว นักปราชบางพวกท่านจึ่งถือเอาฤกษอนุราธ มหาศักราชนั้นมากกว่าจุลศักราช ๗๖๐ ของเก่าเขาใช้จดหมายด้วยมหาศักราช ทุกวันนี้ไม่ใช้ เอาไว้เปนเกณฑลบเกณฑ์บวกจะได้รู้ว่าของนี้ เมื่อจุลศักราชเท่านั้น เมื่อมหาศักราชเท่านั้น ก็จุลศักราชนั้น โปราณท่านแต่งตั้งเปนตำรามา เพื่อจะให้ใช้ตัวเลขน้อยเข้า ให้ตั้งพุทธศักราชลงเอา ๑๑๘๑ ลบเหลือเท่าไรเปนจุลศักราชในปีนั้น เลขตัวท้ายปลายศักราชนั้น คงน้อยกว่าพุทธศักราชอยู่ตัวหนึ่ง เขาเอาไว้ใช้หมายศกเวียนไปชั่วสิบปี ตามตัวเลขว่า เอกศก โทศก ไปจนสำฤทธิ์ศก จุลศักราชนี้ มาแต่พุทธศักราชเปนที่ตั้งดังว่ามาฉะนี้ จุลศักราชนี้เปนคู่กับมหาศักราช ๆ ใดที่ได้ใช้มาแต่ก่อน เขาเรียกศักราชนั้นว่ามหาศักราช ศักราชใดที่เกิดทีหลัง เขาเรียกศักราชนั้นว่าจุลศักราช ว่าด้วยจุลศักราชเท่านี้ ๚ะ

๏ ถามว่าสงกรานต์ขึ้นเถลิงศก ก็แจ้งอยู่แล้ว แต่ตรุษสารท แลพีทธีต่าง ๆ คือเดือนห้า พิทธีคเชนทรสวสนาน คือทอดเชือกบาศดามเชือกบาศ แลแห่ช้างแห่ม้า เดือนหกพิทธีจรดพระนังคัล คือแรกนาขวัน เดือนเจ๊ดพิทธีเคณฑทิ้งข่าง ทิ้งลูกข่างคู่หนึ่ง เดือนแปดพิทธีปถมพรรษา พระสงฆเข้าพระพรรษา เดือนเก้าพิทธีพิรุณสาเรมหาเมฆ คือฃอฝน เดือนสิบพิทธีมัทธเยตัสเสสัม สงฆกับพราหมณ์รวมกัน สารทกวนเข้าทิพ เดือนสิบเอ็ดพิทธีวาพยุหนัทธีฉลัยยำ แข่งเรือในแม่น้ำแลลำคลอง แลคเชนทรสวสนาน แลลอยพระประทีป เดือนสิบสองพิทธีจองเปรียง ปฐมกฤติเกยา ยกโคมไชยโคมประทีปตามตะเกียง ณหอพระเทวสฐาน เดือนอ้ายพิทธีตรียัมพวายโล้ชิงช้า แลพิทธีตรีปาวาย ฝ่ายพระนารายน์ห้าราตรี แต่ที่โบสพราหมณ์แต่ก่อนเปนที่ลุ่ม ทำพิทธีไม่ได้ โปรดให้เลื่อนมาทำในเดือนญี่ ๆ พิทธีแผลงชักว่าวหง่าว เดือนสามพิธีกานะเถาะเผาเข้าทั้งรวง เดือนสี่พิทธีสัมพัจฉรฉินตรุษน ปลายปียิงอาฏานา แลพิทธีเดือนเหล่านี้ทำให้เปนอย่างไร ๚ะ

๏ แก้ว่าพิทธีต่างๆ สิบสองเดือนนี้ คือมาแต่พราหมณ ด้วยแต่ก่อนพราหมณเปนครูอยู่มาก ในบ้านเมืองเหล่านี้ ก็ประพฤติตามลัทธิพราหมณ ว่าเปนการมงคลบ้าง เปนการให้บ้านเมืองเจริญบ้าง เปนการกุศลของเขาบ้าง จนชั้นแต่กดหมายก็ห้ามมิให้ตีพราหมณฆ่าพราหมณ ไม่ให้เลือดตกลงในแผ่นดินเปนจันไร ถ้าพราหมณทำผิดต้องปรับไหม ก็ปรับไหมด้วยเบี้ยทองแดง คนโปราณนับถือพราหมณถึงดั่งนี้ แลซึ่งสารทนั้นบอกว่าล่วงมาได้กึ่งปีแล้ว ควรจะคิดทำกองการกุศล เป็นที่ระฦกถึงสังขาร ว่าล่วงมาได้กึ่งปี ตรุษน์นั้นบอกว่ากำหนดสิ้นสุดปี จึงเรียกว่าตรุษน์ ก็ควรที่จะทำบุญให้ทาน เปนการระฦกถึงสังขาร ว่าล่วงมาได้สิ้นสุดปีแล้ว ๚ะ

๏ ถามว่าตรุษน์สงกรานต์ก็เปนปีใหม่ แลสิ้นปีควรที่จะทำบุญให้ทาน เปนการระฦกถึงสังขา รก็ชอบอยู่ ก็ทำไมจึ่งเล่นกานสนุกนิ์ เปนต้นว่าคือเล่นโป เล่นถั่ว เล่นพ่าย แลเล่นการพนันต่าง ๆ ตั้งแต่ผู้ใหญ่จนตลอดเด็ก แล้วก็เสพยสุราเมไรย ไปเที่ยวทุบตีวิวาทกันจนถึงตาย ปีหนึ่งก็มีหลาย ๆ แห่ง เหตุนี้เปนอย่างไร ๚ะ

๏ แก้ว่าเวลาตรุษน์สงกรานต์นั้น ก็ที่เล่นสนุกนิ์แลเสพยสุราเมไรยในเวลาตรุษน์สงกรานต์นั้น ก็เปนคนตั้งอยู่ในปมาท ที่เล่นเบี้ยเสียฉิบหายไป ก็เปนอันมาก ที่เมาสุราไปเที่ยวชกตีวิวาทกัน การสนุกนิ์อย่างนี้เขาเอาอะไรมาถือไม่รู้เลย ถ้าตริตรองไปดูก็เหนว่านักขัตตฤกษตรุษน์สงกรานต์นี้ เปนนักขัตตฤกษใหญ่ เว้นการงานทั้งปวงหมด เวลาเช้าแต่งตัวไปทำบุญให้ทานที่วัดบ้าง ที่บ้านบ้าง แล้วก็เที่ยวไปไหว้พระที่วัดใหญ่ ๆ บ้าง ไม่มีการงานสิ่งไรก็ชักชวนกันเล่นการสนุกนิ์ต่างๆ ตามแต่ถนัดของใคร จนหัวเบี้ยหลวง ก็ยกพระราชทานให้คราวละสามวัน เปนการบันเทิงใจเล่นการสนุกนิ์ ปีละสองครั้ง คำสั่งสอนในพุทธสาศนาก็ไม่มี มีอยู่แต่ธรรมเนียมจีน ตรุษน์แลเชงเบ๋งของเขา ๆ ก็เว้นการทั้งปวง เล่นการสนุกนิ์เท่านั้น เหนจะเอาอย่างธรรมเนียมจีนเปนครูมาแต่โปราณ จึ่งได้สืบต่อๆ มาจนทุกวันนี้ ๚ะ

๏ ถามว่าบุทคลที่เล่นโปเล่นถั่วเล่นพ่าย แลเล่นการพนันต่าง ๆ ไม่ได้ฉ้อฉนเขาเลยเล่นโดยสุจริตจะมีบาปบ้างฤๅไม่ ๚ะ

๏ แก้ว่ามีบาปด้วยใจจะดีอยู่อย่างไร ถ้าเสียลงแล้ว ใจนั้นก็พลอยเสียไปด้วย เปนเครื่องอุดหนุนให้โลภนั้นกล้าขึ้น จะหาผลประโยชน์สิ่งใดก็จะได้ดิบ ๆ สุก ๆ ก็ต้องเอา บาปนี้คล้าย ๆ กับเสพยสุราเหมือนกัน ก็ถ้าการพนันเปนสัตวมีชีวิตร สัตว์นั้นก็ต้องทุกขเวทนา ก็เปนบาปอีกอย่างหนึ่ง ๚ะ

๏ ถามว่าเดือนหนึ่งกี่วัน แก้ว่าเดือนหนึ่งญี่สิบเก้าวันบ้าง เดือนหนึ่งสามสิบวันบ้าง เปนเดือนขาตเดือนหนึ่ง เดือนถ้วนเดือนหนึ่ง มีอธิกะวาร ก็เปนเดือนถ้วนขึ้นอีกเดือนหนึ่ง ๚ะ

๏ ถามว่าทำไมเดือนจึ่งขาดบ้าง ถ้วนบ้าง แก้ว่าเดือนขาดเดือนถ้วนนั้นนับดั่งนี้ เพราะพระจันทรเต็มกึ่งดวงในวันขึ้นแปดค่ำ เต็มบริบูรณในวันขึ้นสิบห้าคํ่า อย่อนกึ่งดวงในวันแรมแปดค่ำ ลับดวงในวันแรมสิบสี่ค่ำบ้าง ในวันแรมสิบห้าค่ำบ้าง เพราะฉนั้นจึงได้เดือนถ้วนบ้าง เดือนขาดบ้าง ๚ะ

๏ ถามว่าข้างขึ้นเดือนทำไมจึ่งสว่าง ข้างแรมเดือนทำไมจึงมืด แก้ว่าดวงจันทรเดินห่างอาทิตยออกไป จึ่งสว่างขึ้นทีละน้อยๆ ข้างแรมดวงจันทรเดินใกล้อาทิตยเข้าไป จึ่งได้มืดเข้าทีละน้อย ๆ

๏ ถามว่าทำไมจึ่งเดินห่างอาทิตยออกไป ทำไมจึ่งเดินใกล้เข้าไป แก้ว่าดวงจันทรเปนธรรมดา เดือนหนึ่งเดินรอบพิภพครั้งหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปข้างนอกพิภพ ก็ห่างอาทิตยออกไป เมื่อเดินเข้าไปข้างในพิภพ ก็ใกล้อาทิตยเข้า ๚ะ

๏ ถามว่าปีหนึ่งกี่เดือน แก้ว่าสิบสองเดือน บางทีเปนอธิกะมาศ ก็เปนสิบสามเดือนบ้าง ไม่มีอธิกะมาศก็เปนสิบสองเดือน คิดเปนวัน ๓๕๔ วัน มีอธิกะมาศสิบสามเดือน ก็เปนวัน ๓๘๔ วัน ถ้ามีอธิกะวารก็เปนวัน ๓๕๕ วัน ๚ะ

๏ ถามว่าทำไมจึงต้องมีอธิกะมาศ อธิกะวาร แก้ว่าต้องเติมอธิกะมาศเดือนหนึ่งนั้น เพราะปีเดือนวันคืนไม่เต็มบริบูรณ นักปราชท่านจึ่งคิดเติมอธิกะมาศเว้นสองปี ในปีที่สามจึ่งมีอธิกะมาศครั้งหนึ่ง แล้วก็เว้นไปอีกสองปี ในปีที่สามทศอีก แล้วก็เว้นไปอีกสองปี ในปีที่สามทศอีก ทศดั่งนี้สามคราวแล้ว ก็ไปทศเข้าในปีที่สองอีกคราวหนึ่ง แล้วก็ไปทศในปีที่สามอีกสองคราว แล้วก็ไปทศในปีที่สองอีกคราวหนึ่ง ประจบรอบครบ ๑๙ ปี คำมคธท่านว่า ตะติเย ๓ ทุติเย ตะติเย ๆ ทุติเย ก็ทศดั่งนี้ ๗ ครั้ง เวียนไปถึงสิบเก้าปีแล้ว ก็ประจบรอบดั่งเก่า ๚ะ

๏ ถามว่าอธิกะมาศ ก็จำเภาะเติมเข้าที่ระดูฝนเปนเหตุอย่างไร แก้ว่าที่เติมในระดูฝนนั้น เพื่อจะให้ถูกตามพุทธฎีกา บัญญัติให้พระสงฆ์จำพรรษาให้ตรงต่อดาวฤกษบุรพาสาธ ฤๅอุตราสาธ จึ่งเรียกว่าเดือนแปดสองแปด แปดหนึ่งเรียกว่าบุรพาสาธ เดือนแปดที่สองเรียกว่าอุตราสาธ ครั้นไม่เติมเข้าจะนับสิบสองเดือนเปนปีร่ำไป ก็ระดูฝน ระดูหนาว ระดูร้อน แลต้นผลไม้ออกดอกออกผล ก็จะไม่ตรงต่อเดือนต่อระดู จึ่งได้มีอธิกะมาศขึ้น เหมือนแขกเจ้าเซน ไม่เติมอธิกะมาศ นับสิบสองเดือนเปนปี ตามพระจันขึ้นแลแรมคราวหนึ่งร่ำไป ก็เดือนมหะหรํ่าที่เล่นเจ้าเซน ก็ต้องเลื่อนไปอยู่ระดูฝนบ้าง ระดูหนาวบ้าง ระดูร้อนบ้าง ไม่ยืนอยู่ได้ตามระดู เพราะไม่ได้ทศมาศ ๚ะ

๏ ถามว่าบางปีมีอธิกะวารบ้าง เปนเหตุอย่างไร แก้ว่าเติมอธิกะวารนั้น เพราะ ๑๒ เดือน แล ๑๓ เดือนเปนจำนวรปีหนึ่งนั้นไม่ขาดตัว มีเสศโมงเสศนาทีเหลืออยู่ ครั้นล่วงไปห้าปีฤๅหกปี เสศนั้นครบวันครบคืน จึ่งต้องเติมเข้าอีกวันหนึ่ง เรียกว่าอธิกะวาร ข้างจีนถือคล้ายกับไท ก็ต้องเติมอธิกะมาศ อธิกะวารเหมือนกัน แต่เขาเติมที่ราศรี ขาดที่ใดก็เติมที่นั้น ไม่มีกำหนดเหมือนไท ๚ะ

๏ ถามว่าทำไมเขาไม่เติมที่ระดูฝน เหมือนกันกับไทเล่า แก้ว่าการที่เติมอธิกะมาศนั้น ไม่จำเภาะจะเติมที่เดือนห้าต้นปีก็ได้ ๚ะ

๏ ถามว่าแผ่นดินชาวยุโรปเขาไม่ทศมาศ เขานับแต่สิบสองเดือนเปนปีรํ่าไป ทำไมระดูของเขาจึ่งตรงอยู่ได้ แก้ว่าชาวแผ่นดินยุโรป เขาไม่ได้นับเอาดวงจันทรเปนเดือน เขานับเดือนตามอาทิตย โคจรในจักราศรีเหมือนโหรหมายระยะสงกรานต์ เดือนก็ตามพระอาทิตยโคจรในราศรีนั้น ๆ เขาทศไปทุกเดือน ๆ เต็มทีเดียวยี่สิบแปดวันมีเดือนหนึ่ง สามสิบวันมีสี่เดือน สามสิบเอ็ดวันมีเจ๊ดเดือน ปีหนึ่งเปนวัน ๓๖๕ วัน แล้วเว้นไปสามปี ในปีที่สี่เติมเข้าอีกวันหนึ่ง เปน ๓๖๖ วัน ถ้าคิดดั่งนี้แล้วก็ถูกเหมือนกัน ไม่ต้องทศก็ได้ ๚ะ

๏ ถามว่าทำไมจึ่งนับเอาแต่ ๑๒ เดือนเปนปีด้วยกันทุก ๆ ภาษา จะนับให้มากแลน้อยไม่ได้ฤๅ แก้ว่า ๑๒ เดือนเปนปีนั้น เพราะนักปราชท่านแบ่งอากาศเปน ๑๒ ส่วนเหมือนกันทุกภาษา นักปราชบางจำพวกท่านก็ว่าอาทิตยเดินเวียนพิภพอยู่ส่วนละเดือน ๆ สิบสองเดือนจึ่งรอบพิภพคราวหนึ่งเปนปีใหม่ แต่ปัญญานักปราชชาวยุโรป ท่านว่าพระอาทิตยไม่ได้เดินรอบพิภพดอก พิภพเดินรอบอาทิตยอยู่เดือนละราศรี ครบ ๑๒ ราศรีก็เปนรอบอาทิตยคราวหนึ่ง เปนปีใหม่เหมือนกัน ที่ถือว่าอาทิตยเดินเวียนรอบพิภพ ฤๅถือว่าพิภพเดินเวียนรอบอาทิตย คิดทางสูรยจันทร แลคำภีร์โหรก็ถูกกัน ๚ะ

๏ ถามว่าปีชวดหนู ปีฉลูงัว ปีขานเสือ ปีเถาะกต่าย ปีมะโรงงูใหญ่ ปีมะเสงงูเล็ก ปีมะเมียม้า ปีมะแมแพะ ปีวอกลิง ปีระกาไก่ ปีจอสุนักข ปีกุนสุกร ทำไมจึ่งเอาชื่อสัตวมาให้ชื่อปี สิบสองปีเรียกว่ารอบหนึ่ง ถูกกันบ้างก็หลายภาษา ไม่ถูกกันบ้างก็มีนั้นเหตุอย่างไร แก้ว่าความเรื่องนี้สืบดูหลายภาษาแล้ว ก็ไม่ได้ความจริงว่ากระไร คิดดูเหนจะเปนเมื่อแรกมนุษยเกิดฃึ้นยังประชุมกันอยู่ ยังไม่ได้แยกกันออกไปเปนภาษาต่าง ๆ คนครั้งนั้นยังโง่ ๆ จึ่งเอาชื่อสัตวมาบัญญัติเปนชื่อปี ก็หวังว่านานไปข้างน่าจะได้รู้ว่าเปนพวกเดียวกัน จึ่งถูกกันหลายภาษา ที่ไม่ถูกกันก็มี นับแต่ปีล่วงไป ๆ บวกศักราชให้มากขึ้นทุกปี ๆ เขาไม่ได้เอาชื่อสัตวมาคิดเป็นชื่อปี ตริตรองดูเหนว่าบุทคลจำพวกนี้ จะอยู่ห่างไกลกัน จะไม่ใช่พวกเดียวกันกับพวกที่บัญญัติชื่อปี จึ่งไม่ใช้ชื่อปีเหมือนกัน ๚ะ

๏ ถามว่าปีหนึ่งมีกี่ระดู แก้ว่ามีสามระดู คือระดูหนาวเปนต้น ฤดูร้อนเปนกลาง ระดูฝนเปนปลายระดู ประเทศจีนแลประเทศอื่น เขาก็แบ่งเปนสี่ระดู คือไม่ร้อนไม่หนาวนั้นระดูหนึ่ง เปนระดูละสามเดือน แลในพรหมณสาตร ก็แบ่งระดูเปนสี่เรียกว่า สิสิระระดู นิทาฆะระดู วัสสานะระดู สาทระระดู ๚ะ

๏ ถามว่าระดูหนึ่งกี่เดือน แก้ว่าในประเทศสยามนี้ ใช้สามระดู ๆ ละสี่เดือน ระดูหนาวตั้งแต่เดือนสิบสองแรมค่ำหนึ่ง ไปถึงเดือนสี่ขึ้นสิบห้าค่ำ ระดูร้อนตั้งแต่เดือนสี่แรมค่ำหนึ่ง ไปถึงเดือนแปดขึ้นสิบห้าค่ำ ระดูฝนตั้งแต่เดือนแปดแรมค่ำหนึ่ง ไปถึงเดือนสิบสองขึ้นสิบห้าค่ำ ๚ะ

๏ ถามว่า ระดูหนาวทำไมจึ่งหนาว ระดูร้อนทำไมจึ่งร้อน ระดูฝน ๆ ทำไมจึ่งตก เปนเหตุอย่างไร แก้ว่าแผ่นดินที่เราอยู่ค่อนข้างเหนือ ดวงอาทิตยเดินออกไปข้างใต้ไกลแผ่นดินเราออกไป ลมเหนือพัดมาจึ่งได้หนาว ก็เมื่ออาทิตยเดินออกไปข้างใต้ ๆ ก็เปนระดูร้อนขึ้น แผ่นดินที่อยู่ตรงทางอาทิตย เดินปัดเข้าปัดออก ที่นั้นระดูหนาวก็ไม่สู้หนาวนัก ระดูร้อนก็ไม่สู้ร้อนนัก แผ่นดินที่อยู่ข้างเหนือเหนดาวจรเข้ตรงสีสะก็ดี แผ่นดินที่อยู่ข้างใต้เหนดาวข่างตรงสีสะก็ดี ถ้าถึงระดูหนาวของเขา ก็หนาวจนน้ำแขงเหมือนกัน เพราะด้วยอาทิตยเดินไปไกลมาก คนอยู่ที่แผ่นดินนั้นแลไปทิศใต้ เหนตวันขึ้นมาพ้นปลายไม้ขึ้นมาสักน่อยแล้ว ก็ลับหายดวงไปเปนตวันอ้อมเข้ามากกว่าที่เราเหน มีกลางวันอยู่แต่หกโมงเท่านั้น เมื่ออาทิตยซัดไปข้างเหนือที่สุดเมืองอยู่ข้างทิศใต้ ก็เหนเปนตวันอ้อมเข้าข้างเหนือ เมืองอยู่ข้างทิศเหนือก็เปนระดูร้อนขึ้น เมืองอยู่ข้างทิศใต้ก็เปนระดูหนาวไป ๚ะ

๏ ถามว่าทำไมจึ่งเรียกว่าตวันอ้อมเข้า กลางวันทำไมจึ่งน้อย กลางคืนทำไมจึ่งมาก ระดูร้อนกลางคืนทำไมจึ่งน้อย กลางวันทำไมจึ่งมาก แก้ว่าคำที่เรียกว่าตวันอ้อมเข้านั้น เปนคำโปราณไม่รู้จักอะไร เหนดวงอาทิตยขึ้นมาแล้ว เดินเวียนอ้อมไปไม่ได้เข้ามาตรงสีสะ ก็เรียกว่าตวันอ้อมเข้า ข้อที่ว่ากลางวันทำไมจึ่งน้อย กลางคืนทำไมจึ่งมากนั้น เพราะดวงอาทิตยเดินซัดไปข้างทิศใต้ ที่แผ่นดินเราอยู่ข้างเหนือ เหนอาทิตยลับดวงเร็ว ความมืดจึ่งมากกว่าความสว่าง เพราะดั่งนั้นจึ่งเหนว่า กลางวันน้อยไป ก็เมื่อระดูอาทิตย์เดินซัดเข้ามาข้างเหนือกลางวันมาก เพราะแผ่นดินเราอยู่ข้างเหนือ จึ่งเหนความสว่างมากกว่าความมืด คนที่อยู่ข้างใต้ ก็เหนความมืดมากกว่าความสว่าง แลเมื่ออาทิตยเดินปัดเข้าทีหนึ่ง เดินปัดออกทีหนึ่ง อาทิตยมาตรงสีสะปีละสองครั้ง ก็เปนกลางวันกลางคืนเท่ากัน ที่แท้นั้นวันกับคืนก็เปนยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่เปนนิจ ไม่ได้มากไม่ได้น้อยไป ๚ะ

๏ ถามว่าเดือนไรอาทิตยออกไปที่สุดข้างใต้ เดือนไรอาทิตยเข้ามาที่สุดข้างเหนือ เดือนไรอาทิตยเข้ามาตรงสีสะ แก้ว่าเดือนอ้ายฤๅเดือนญี่ อาทิตยออกไปที่สุดข้างทิศใต้ วันนั้นเรียกว่าอายันต์สงกรานต์ไต้ เมื่ออาทิตยจะกลับมาข้างเหนือ นับแต่น่าวันอายันต์สงกรานต์นั้นมาได้ ๑๑ วัน ดวงอาทิตยโตที่สุดตกในนิตย เรียกว่าพสุสงกรานต์ใต้ วันนั้นเปนวันปีใหม่ของชาวยุโรป เดือนห้าฤๅเดือนหก อาทิตยเข้ามากึ่งกลางพิภพถึงราศรีเมศ เรียกว่ามหาสงกรานต์เปนปีใหม่ของไทลาวมอญพม่าเขมร แล้วเดินปัดขึ้นไปข้างเหนือ เดือนเจ๊ดฤๅเดือนแปดออกไปที่สุดข้างทิศเหนือ เรียกว่าอายันต์สงกรานต์เหนือ แล้วกลับมาข้างทิศใต้ได้ ๑๑ วัน ดวงพระอาทิตยเล็กที่สุด เรียกว่าอุจจาวิลาศ เปนพสุสงกรานต์เหนือ แล้วเดินมาถึงราษีดุลยกึ่งกลางพิภพ ในเดือนสิบฤๅเดือนสิบเอ็ดอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่าสามัญสงกรานต์ แล้วก็เดินซัดออกไปที่สุดข้างทิศใต้ ประจบรอบดั่งเก่าอีก ที่ว่าไว้สองเดือนๆนั้น เพราะการไม่ใคร่จะตรงกันทีเดี่ยวเหมือนอย่างสงกรานต์มีในเดือนห้าก็มี เดือนหกก็มี ว่าไว้ภอเปนสังเขปเข้าใจได้อยาบ ๆ ๚ะ

๏ ถามว่าพระอาทิตยเดินมาแต่ข้างใต้ มาถึงราศรีเมศกึ่งกลางพิภพครั้งหนึ่งแล้ว เดินไปเหนือกลับจากเหนือไปใต้ถึงราศรีดุลย ก็ว่ากึ่งกลางพิภพอีกครั้งหนึ่ง ก็ความที่ว่าเงาตรงสีสะในแผ่นดินกรุงเทพมหานครปีละสองครั้งนั้น ทำไมไม่ตรงที่ พระอาทิตยอยู่ราศรีเมศ ราศรีดุลยเล่า แก้ว่าที่กรุงเทพมหานครนี้ ค่อนอยู่ข้างเหนือหน่อยหนึ่ง หาอยู่กึ่งกลางพิภพไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อพระอาทิตยมาถึงกึ่งกลางพิภพแล้ว เงาจึ่งยังไม่ตรงสีสะ เดินมาข้างเหนือ เงาจึ่งได้มาตรงสีสะที่แผ่นดินกรุงเทพมหานครวันหนึ่ง แล้วก็เดินไปข้างเหนือ ถ้าเมืองใดอยู่ที่สุดหัวพิภพเหนือใต้ก็ตรงคราวเดียว ถ้าเมืองใดอยู่พ้นหัวพิภพเข้ามา ก็ได้รับเงาตรงสีสะปีละสองครั้ง เมื่อพระอาทิตยซัดเข้าซัดออกทีหนึ่งด้วยกันทุกเมือง จะแก้ไขไปก็ยืดยาวนัก ให้ตริตรองดูเถิด ๚ะ

๏ ถามว่าเมื่อระดูหนาวนั้น กลางวันก็มีความร้อนขึ้นสองวันสามวัน แล้วก็หนาวไปหลายๆวัน แล้วก็ร้อน เปนเหตุอย่างไร แก้ว่าในระดูหนาวมีความร้อนขึ้นนั้น เพราะลมพัดมาแต่เหนือนั้นอยุด อายแดดกระทบแผ่นดิน ก็เกิดความร้อนขึ้น ประการหนึ่งลมแปรเปนหัวเขา เปนสำเภา เปนสลาตัน เปนตวันตก เปนลมร้อนพัดมา ลมตวันออกอุตรา ว่าวพัดหลวง ที่เปนลมเอย็นไม่พัดมา ก็เกิดความร้อน

๏ ถามว่าระดูฝนทำไมจึ่งมีฝน ระดูแล้งไม่มีฝน บางทีระดูฝนก็แล้งไปบ้าง ระดูแล้งก็มีฝนบ้างเปนเหตุอย่างไร ขอตอบตามคำภีร์ไตรภูมก่อน เขาว่าเมื่ออาทิตยอยู่ทิศใต้ใกล้วิมานเทวดา ชื่อวัศวลาหก เทวดานั้นกลัวความร้อนไม่ออกจากวิมาน ฝนจึ่งไม่ตก จึ่งเรียกว่าระดูแล้ง เมื่ออาทิตยเดินห่างทิศใต้ไปข้างเหนือ เทวดาวัศวลาหกเจ้าของฝน ก็ออกจากวิมาน จึ่งบันดานให้ฝนตก จึ่งเปนน่าฝน อีกอย่างหนึ่งว่าที่ป่าหิมพานต์ มีสระอะโนดาษเปนสระใหญ่ มีลมจำพวกหนึ่ง หอบเอาน้ำที่สระอะโนดาษมาตกเรี่ยรายไป อีกประการหนึ่งว่าพระยานาคที่อยู่นทีษีทันดรขึ้นเล่นน้ำ พ่นน้ำขึ้นไปบนอากาศมีลมหอบเอาน้ำนั้นไปตกเรี่ยรายไป จึ่งเรียกว่าฝนตก แต่คำที่ว่ามานี้ เปนของไม่มีพยานก็ไม่เหนจริง ด้วยเทวดาวัศวลาหกวิมานอยู่ที่ไหนก็ไม่เหน จะบันดานให้ฝนตกจริงฤๅไม่จริงก็ไม่รู้ จะว่าลมหอบเอาน้ำมาแต่ป่าหิมพานต์มาเปนน้ำฝน ป่าหิมพานต์ก็อยู่ข้างทิศเหนือ ถ้าจริงดั่งนั้นแล้วเมฆฝนตั้งขึ้นมา ก็คงจะมาแต่ทิศเหนืออย่างเดียว ก็นี่แลเหนอยู่ว่าเมฆฝนตั้งมาทั้งแปดทิศ เมฆประชุมมืดขึ้นที่ไหน ก็เปนฝนขึ้นที่นั้น จะกำหนดแน่ว่ามาแต่ป่าหิมพานต์อย่างไรได้ คำที่ว่านาคเล่นน้ำบันดานให้ฝนตก จะเล่นจริงฤๅไม่จริงก็ไม่มีผู้ใดเหนเปนพยาน ข้างจีนว่าฝนตกเพราะเทวดาให้ตก อย่างหนึ่งเพราะมังกรสำแดงฤทธิ์สูบน้ำทเลขึ้นไปเปนฝน น้ำทเลที่เค็มถูกฤทธิ์มังกรเข้า ก็กลับเปนน้ำจืดไป เพราะเขาได้เหนที่ท้องทเล มีลมจำพวกหนึ่ง ดูดเอาน้ำเป็นสายขึ้นไปบนอากาศ แล้วก็เกิดเมฆฝน เขาก็สำคัญว่าเป็นมังกรสูบน้ำขึ้นไป การอันนี้จะจริงฤๅไม่จริงก็ไม่มีพยาน เปนแต่เหนด้วยจักษุดั่งนั้น ฝ่ายพวกพราหมณ พวกแขกที่ถือว่าพระผู้เปนเจ้า สร้างโลกยพิภพโปรดบันดานให้ฝนตก ให้มนุษยได้ทำเรือกสวนไร่นาเลี้ยงชีวิตร การอันนี้พระผู้เปนเจ้าจะบันดานจริงฤๅไม่จริงก็ไม่แจ้ง ถ้าบันดานจริงแล้ว ฝนก็จะตกทั่วไปทั้งโลกย ด้วยความกรุณาของพระผู้เปนเจ้า มนุษยทั้งหลายก็จะได้ทำมาหากินอยู่เอย็นเปนศุขทั่วกัน การไม่เปนดั่งนั้นฝนก็ไม่ตกทั่วกันทั้งโลกย ที่ไม่ตกเลยหลายๆปี ตกครั้งหนึ่งก็มี มนุษยที่เกิดอยู่ในแผ่นดินเหล่านั้น กินน้ำกร่อย ๆ ก็ว่าน้ำจืด จะทำเรือกสวนไร่นาก็ไม่ได้ ได้ความลำบากยิ่งนัก บางแห่งก็อาไศรยแต่น้ำค้างทำไร่นาเท่านั้น บางทีฝนไปตกเสียในป่าในเขาเปนอันมาก บางทีไปตกเสียในทเลเปนอันมาก ก็ไม่เปนประโยชนแก่มนุษย บางทีฝนมากเกินไป จนน้ำท่วมบ้านท่วมเมือง มนุษยแลสัตวก็ตายเปนอันมาก บางแห่งก็แล้งจนทำนาไม่ได้ บางทีที่ยอดเขาสูง ๆ ฝนก็ตกอยู่ทั้งน่าแล้งน่าฝน จะว่าพระผู้เปนเจ้าสร้างโลกยโปรดให้มีฝนอย่างไรได้ แลการเปนต่าง ๆ อยู่ดั่งนี้ ๚ะ

๏ ถ้าจะว่าตามปัญญานักปราชที่เขาคิดเหน คำที่เขาว่าภอมีพยานบ้าง เขาว่าฝนตกที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง ทั้งตาปีมิได้ขาดสักวันหนึ่ง ด้วยดินฟ้าอากาศแลน้ำทเล เปรียบเหมือนเครื่องกลั่นสุรา แลกลั่นของอื่น ๆ ก็ธรรมดาเครื่องกลั่นนั้น ถ้าเอาน้ำเค็มมากลั่น อายน้ำที่ออกมานั้นก็จืด ฤๅจะเอาน้ำที่ขมที่เปรี้ยวที่หวาน ที่มีรศต่าง ๆ มากลั่น อายน้ำที่ออกมาก็คงจืด ก็อายแดดร้อนเผาน้ำในทเล ฤๅในที่ทั้งปวง น้ำนั้นถูกความร้อน ก็เปนอายขึ้นไปในอากาศ น้ำในที่ทั้งปวง ก็แห้งงวดไปไม่ใช่ฤๅ อายน้ำไม่สูญหนีร้อนขึ้นไปหาที่เอย็น ก็ไปสะสมอยู่ที่อากาศเอย็น ๆ จนเปนก้อนแขงเข้าเหมือนก้อนน้ำแขง เมื่อถึงเดือนหก เดือนเจ๊ด เดือนแปด เดือนเก้า เปนระดูร้อนนักข้างทิศเหนือ อายร้อนนั้นขับเอาน้ำที่แขงอยู่ในอากาศเหลวละลายกระจายไปตามลม มาประสมเปนก้อนเมฆ มีลมจำนวนหนึ่งอัดน้ำที่เหนเปนเมฆใกล้ลงมา อายภูเขาแลอายแผ่นดิน ที่มีแรงดูดเหมือนแม่เหล็ก ก็ดูดเอาน้ำนั้นลงมาถึงแผ่นดินจึ่งเรียกว่าน้ำฝน เพราะฉนั้นน้ำฝนจึ่งได้เอย็นกว่าน้ำปรกติที่อื่น เพราะละลายออกจากน้ำแขงในอากาศ แลเมื่ออาทิตยเดินไปข้างทิศใต้ๆ ก็จะเปนระดูร้อน ก็เกิดเปนระดูฝนขึ้นเหมือนกัน อาทิตยเดินไปถึงไหน ก็เปนระดูฝนขึ้นที่ประเทศนั้น ๚ะ

๏ ถามว่า ทำไมจึ่งรู้ว่าน้ำอยู่บนอากาศเปนก้อนแขงเล่า แก้ว่าได้เหนลูกเห็บที่ตกลงมาเปนน้ำแขงเพราะละลายยังไม่หมดตัว จึ่งเปนเม็ดใหญ่เม็ดเล็กตกลงมาถึงแผ่นดิน แล้วละลายเปนน้ำไป เหนพยานดั่งนี้ จึ่งสำคัญว่าน้ำในอากาศแขงเปนแน่

๏ ถามว่ามังกรสูบน้ำในทเลขึ้นไปเปนฝนนั้น คำนักปราชว่าฝนเกิดขึ้นเหมือนเครื่องกลั่น ก็ของเหนปรากฏอยู่กับตา ว่าน้ำเปนลำเปนสายขึ้นจากทเลไปบนอากาศแล้วเกิดเปนเมฆฝนมากขึ้น ลมก็หอบเมฆนั้นไปตกเปนฝน เหนเปนสาย ๆ ลงมา การที่เหนอยู่ดั่งนี้ นักปราชจะว่าอย่างไรเล่า ตอบว่า นักปราชเขาคิดเรื่องฝนนี้มีสามประการ ๆ หนึ่งคืออายร้อนเกิดขึ้นขับให้น้ำแขง ละลายตัวตกลงมาเปนน้ำฝนนั้นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง เขาว่าลมในอากาศเปรียบความว่า ถ้าลมตวันตกพัดเปนเจ้าเรือน ถ้าลมนั้นอยุดก็ดี ฤๅลมตวันออก อุตราพัดโต้มากระทบลมตวันตกเข้าก็ดี น้ำที่มีอยู่ในอากาศโดยเลอียดประชุมกันเพราะลมอัดเขาไว้ ก็เกิดเปนเมฆฝนขึ้น ฝนจึ่งตกลงมา ถึงลมประตูอื่นก็เหมือนกัน อีกประการหนึ่งที่ว่ามังกรนั้น เขาว่าลมที่พัดหมุน ไทเรียกว่าลมบ้าหมู เกิดขึ้นที่ใดก็เปนสายอย่อนลงมา ถ้าถูกที่แผ่นดิน ดูดสิ่งใดขึ้นไปไม่ได้ ก็ขาดซัดขึ้นไป ถ้าลมนั้นมาถูกที่ป่า ก็พัดเอาต้นไม้หักโค่นไป ไทเรียกว่าลมเพ็ชหึง ถ้าลงมาถูกที่ทเล ก็ดูดเอาน้ำที่ทเลเหนเปนสายดำขึ้นไปเปนน้ำฝน ทำไมน้ำฝนจึ่งไม่เค็มเล่า เพราะด้วยน้ำนั้นขึ้นไปถูกอายอากาศที่เอย็นเลอียด ธาตุที่เค็มเปนเกลือ ก็คายออกเสียจากกัน ก็คงอยู่แต่น้ำจืด เพราะฉะนั้นน้ำฝนจึ่งไม่เค็ม ธาตุอายเค็มเปนของหนักก็ตกลงมาเสียในแผ่นดิน ฤๅในทเล ก็เหนมีพยานอย่างหนึ่ง บางทีที่แฝนดินก็เกิดเปนลอองเกลือขาวไปมากๆ เหนจะเปนลอองน้ำเค็มนั้นเอง ฤๅจะถือว่าน้ำนั้นถูกฤทธิ์มังกรจืดไปก็ตาม ฤๅจะถือว่าธาตุจืดกับธาตุเค็มคายกันออกเหมือนอย่างเครื่องกลั่นก็ตาม ๆ แต่ปัญญาจะเหน ถ้าเรือแล่นไปในทเลถูกลมเข้าเช่นนี้ ก็ต้องเอาปืนยิง ลมนั้นกระทบเสียงปืนดังก็ชักตัวขึ้นไป ถ้าแก้ไขไม่ทัน ก็ดูดวนเอาเรือจมไป พวกไทโปราณเรียกว่า สะดือทเล ๚ะ

๏ ถามว่าที่ว่าฝนตกลงมา เปนด้วยน้ำแขงในอากาศละลายตกลงมาเปนฝนประการหนึ่ง ลมอัดกันเปนฝนประการหนึ่ง ลมสูบเอาน้ำทเลขึ้นไปเปนฝนประการหนึ่ง ก็ปลาช่อน ปลาหมอ ปลาดุก ตกลงมาด้วยฝนก็มีบ้าง จะว่าไม่ใช่ปลาในสระอะโนดาษฤๅ แก้ว่าถ้าเปนปลาในสระอะโนดาษแล้ว จะมีมากับฝนโดยมาก คนก็จะได้เหนโดยมาก นี่ร้อยคนพันคนจะได้เหนสักคนหนึ่ง ปลาในสระอะโนดาษ เปนปลาอยู่ในป่าหิมพานต์ จะเปนปลาอย่างไรก็ไม่รู้ ก็ปลาช่อนปลาหมอปลาดุกเหล่านี้ เกิดในที่น้ำโคลนเท่านั้น บางประเทศมี บางประเทศก็ไม่มี มิใช่จะมีทั่วกันไปทั้งโลกย เหมือนหนึ่งเขาใหญ่ ๆ ที่ได้พบได้เหนที่มีน้ำอยู่ยอดเขาเปนนิจทั้งน่าแล้งน่าฝน ก็ไม่มีปลาช่อนปลาหมอปลาดุก ที่เกิดด้วยน้ำโคลน ปลาที่เกิดด้วยน้ำใสน้ำเขา ก็เปนปลาอย่างหนึ่ง ไม่รู้จักชื่อว่าเปนปลาอะไร ก็ที่คนเหนว่าปลาตกลงมาแต่อากาศนั้น เปนปลาหมอปลาดุกโดยมาก เหนจะเปนนกฤๅกาคาบมาพลัดตกลงดอกกระมัง อีกอย่างหนึ่งธรรมดาปลาเหล่านี้ เมื่อน่าแล้งก็ลงอยู่ในหนองในคลองในแม่น้ำ ครั้นมีฝนตกลงมาน้ำขังแผ่นดิน ก็เสือกขึ้นไปบนบก จะไปหาที่รก ๆ จะได้ถ่ายฟอง คนเหนเมื่อเวลาคลานอยู่บนดิน ก็เข้าใจว่าปลามาด้วยน้ำฝนตกมาแต่อากาศ การเหนจะเปนเช่นนี้เปนแน่ ถ้าจะสงไสยมีอีกประการหนึ่ง แผ่นดินเมืองนครราชสีห์มาสูงกว่าแผ่นดินที่เราอยู่ ฤๅลมจะพัดภาเอาปลาพวกนั้นมาบ้างดอกกระมัง ให้ท่านตริตรองดูเถิด ข้อที่ว่าน่าฝน ๆ แล้ง น่าแล้งมีฝนนั้น ได้พิเคราะห์ดูน่าฝนแล้งไป เหนว่าลมประตูใดประตูหนึ่งพัดจัดเสมอ ลมนั้นก็ขับเอาเมฆฝนไปเสียหมด อากาศก็แห้งเข้าฝนจึ่งได้แล้งไป ข้อที่ว่าน่าแล้ง ทำไมจึ่งมีฝนตกนั้น คือเรียกว่าฝนชะลานอย่างหนึ่ง บางทีก็เปนฝนจรมา มิใช่ระดูฝนชะลาน การเปนดั่งนี้ คือลมในอากาศที่พัดเปนเจ้าเรือนอยู่ แล้วมีลมประตูอื่นพัดโต้มาอัดกันเข้าเมื่อใด ก็เกิดมีฝนขึ้นเมื่อนั้น ก็ที่ว่าฝนชะลานจำเภาะเปนแต่เดือนญี่เดือนสาม เพราะลมใต้พัดมากระทบลมเหนือ จึ่งเกิดเป็นฝนขึ้นคราวหนึ่ง ๚ะ

๏ ถามว่าที่น้ำเหือดแห้งหายไปในอากาศ ทำไมจะรู้เปนแน่ว่าขึ้นไปสะสมอยู่ไม่สูญ จนเปนน้ำแขง แก้ว่าการนี้ ก็มีพยานเหมือนกัน บุทคลจะกลั่นของต้มน้ำให้ร้อน น้ำนั้นก็ร้อนแล้วหนีร้อนขึ้นไปอยู่โดยเลอียด มีเครื่องเอย็นปิดปกไว้ ไม่ให้อายนั้นหนีไปได้ อายน้ำนั้นก็กลับเปนน้ำอยู่ดั่งเก่า ไม่ขาดสูญไปเลย ก็น้ำในทเลแห้งงวดไปถูกอากาศเอย็นรักษาไว้ก็ไม่สูญไปได้ เพราะแขงตัวอยู่ ก็ถูกอายร้อนเปนฝนตกลงมาเพิ่มเติมอยู่ ก็ถ้าไม่เปนฝนกลับลงมาแล้วสูญหายไปทีเดียว น้ำในทเลแลลำน้ำทั้งปวง ก็จะแห้งงวดไปหมด ไนยหนึ่งเขาว่ามนุษยในแผ่นดินที่เปนดั่งนั้น ประพฤติไม่เปนธรรม จึ่งเปนการวิปริตไป

๏ ถามว่าก็อายน้ำขึ้นไปเปนฝนแล้ว ฝนก็อยู่ในอากาศ ทำไมไม่ตกทั่วกันไปเล่า บางแห่งมีฝน บางแห่งไม่มีฝน บางแห่งก็มีแต่น้ำค้าง แก้ว่าฝนตกไม่ทั่วกันไปนั้น เหตุด้วยแผ่นดินไม่เหมือนกัน ข้างทิศใต้ทิศเหนือเปนที่เอย็นยิ่งนัก จนน้ำในทเลแขงอยู่เปนนิจ อายร้อนที่ขับน้ำแขงอยู่ในอากาศให้กระจายพรายไปเปนฝนลงมานั้น ไม่ถึงทิศใต้ทิศเหนือได้ จึ่งมีแต่น้ำค้างเกิดเพราะลอองเอย็น ต่อเมื่ออาทิตยเดินไปที่สุดทิศเหนือทิศใต้ เปนความร้อนขึ้น จึ่งมีฝนขึ้นบ้างก็น้อย ด้วยอาทิตยที่จะกลับเรวเข้ามาข้างใต้ ระดูฝนจึ่งไม่ยืดยาวเหมือนแผ่นดินที่อยู่กลาง ๆ ที่เหนือที่ใต้ จึ่งมีแต่น้ำค้างมาก ๚ะ

๏ ถามว่าเมื่อระดูฝนฟ้าร้องฟ้าลั่นฟ้าคะนองนัก มากลางระดูปลายระดูฝนชุกชุมนัก ถึงฝนจะตกฟ้าก็ไม่ร้องไม่ลั่น เมื่อต้นระดูปลายระดูเปนเหตุอย่างไร ตอบว่าต้นระดูปลายระดูฟ้าร้องฟ้าลั่นนักเพราะอากาศแล้งมานาน ครั้นมีน้ำไฟเกิดขึ้น เมื่อแรก ๆ ก็มีเสียงดัง ถ้าอากาศเปนน้ำฝนพรำไป ฟ้าก็ไม่ร้องไม่ลั่น มีความเปรียบเหมือนหนึ่ง บุทคลต้มน้ำเมื่อจะเดือดก็มีเสียงร้องขึ้นถ้าน้ำเดือดเสียแล้ว ก็สิ้นเสียงดัง ถึงจะมีเสียงดังบ้างก็น้อย ปลายระดูมีเสียงดังขึ้นอีกคราวหนึ่ง ก็เพราะอากาศแห้งเข้า เมื่อเกิดเมฆฝนก็มีเสียงดังขึ้น ๚ะ

๏ ถามว่าก็เมืองที่ไม่ได้อยู่ทิศเหนือทิศใต้แท้ ๆ อยู่ในระหว่างกลาง ๆ ที่ทางอาทิตยซัดเข้าซัดออก ก็มีความร้อนเหมือนกัน ที่บางแห่งมีฝนก็มี ที่ไม่มีฝนก็มี เปนเหตุอย่างไร แก้ว่าที่ตำบลไม่มีฝน เหนจะเปนอายดินร้อนนัก ปกปิดแรงดูดเสีย แรงดูดจึ่งไม่ชักเอาน้ำในอากาศลงมาได้ ที่นั้นฝนจึ่งไม่มีหลายๆปีจึ่งตกครั้งหนึ่ง สืบดูแผ่นดินที่ไม่มีฝน เช่นว่านี้ก็ไม่เปนปรกติ กลางวันร้อนยิ่งนัก กลางคืนก็หนาวยิ่งหนาวเหลือทน ไม่เปนระดูร้อน ระดูหนาว ระดูฝน เหมือนแผ่นดินอื่นๆ แต่มนุษยเกิดในแผ่นดินเหล่านั้น ได้อาไศรยทำไร่นากินก็เพราะน้ำเขาน้ำธาร

๏ ถามว่าก็ฝนไม่ตกแล้ว จะเอาน้ำเขาน้ำธารที่ไหนมา แก้ว่าน้ำเกิดขึ้นแต่ในยอดเขา มิใช่จะอาไศรยน้ำฝน เปนน้ำอยู่ในลูกพิภพพลุ่งขึ้นมาตามปล่องตลอดถึงยอดเขา ไหลลงมาตามลำธาร ก็แผ่ซ่านไปในแผ่นดิน เขาเช่นนี้ก็มีในแผ่นดินเราหลายแห่ง ว่าแต่ที่ใกล้ๆ คือเขาเขียวเมืองชลแห่งหนึ่ง เขาสะบาปเมืองจันทบุรีแห่งหนึ่ง น้ำในธารไหลลงมารอบเขา ให้คนไปเที่ยวตรวจดูเขาหนึ่ง ๆ ก็มีลำธารถึงสามสิบลำธารสี่สิบลำธาร น้ำนั้นก็ไหลทั้งกลางวันกลางคืน ไม่รู้ขาดแห้งแต่สักวันหนึ่งก็ไม่มี ถ้าเปนด้วยน้ำฝนแล้วฝนไม่ตกน้ำในลำธารนั้นก็คงจะอยุดแห้งไป การก็เหนประจักษอยู่ดั่งนี้ ยังมีอีกแห่งหนึ่งที่เกาะมันอยู่ที่อ่าวเมืองแกลง เปนเกาะน้อยมีที่ตักน้ำจืดอยู่บ่อหนึ่ง ถ้าน้ำทเลขึ้นท่วมก็ลบบ่อนั้นเสีย ครั้นน้ำลงแห้งเขาเอาเรือไปตักน้ำ เขาวิดน้ำเค็มออกเสียจากบ่อให้หมด น้ำจืดก็พลุ่งขึ้นมาแต่ใต้แผ่นดิน จะตักเอาสักเท่าไรก็ไม่รู้สิ้น เหนพยานอยู่ดั่งนี้ ประการหนึ่งที่เมืองฝรั่งเสศ เขาเจาะแผ่นดินเอาท่อเหล็กฝังตามลงไปฦกประมาณ ๑๕๐ วาก็ถึงน้ำ ๆ ก็พลุ่งขึ้นมาเหมือนไฟเพนียงไม่รู้ขาด คนได้อาไศรยน้ำบ่อนั้นทั่วทั้งเมือง จะว่าน้ำไม่มาแต่ใต้แผ่นดินอย่างไรได้ ก็ที่แผ่นดินอื่น ๆ มีฝนตกเหนจะเปนด้วยแผ่นดินแรงดูดกล้า อายร้อนอาทิตยไม่ขับลงมาได้ ก็น้ำในอากาศเหลวละลายเกิดเป็นเมฆขึ้น เมฆนั้นใกล้แผ่นดินเข้ามา อายแผ่นดินนั้นแรงดูดที่ใดมากขึ้นไป ก็ดูดเอาน้ำฝนลงมาได้เหนเปนพยานอย่างหนึ่ง ฝนตกที่เขาสูง ๆ ที่ป่ามากกว่าที่แผ่นดินราบเสมอ เพราะอะไรเล่า เปนด้วยของนั้นสูง มีแรงดูดมากกว่าที่พื้นแผ่นดิน จึ่งชักเอาฝนไปตกที่เขามาก ถ้าเขานั้นทั้งสูงทั้งใหญ่ ก็ชักเอาน้ำฝนไปตกที่เขานั้นทั้งน่าแล้งน่าฝนไม่ใคร่จะขาด

๏ ถามว่าอ้างว่ามีแรงดูดขึ้นจากภูเขา แลแผ่นดิน ก็ภูเขาแลแผ่นดินที่ไม่มีฝน ไม่มีแรงดูดฤๅ จึ่งไม่ดูดเอาฝนให้ตกลงมาได้ แก้ว่าที่เขาที่แผ่นดินเหล่านั้น ถึงจะมีเขาสูงก็ไม่มีแรงดูดขึ้นไป ก็นักปราชเขาได้คิดดูที่เหล่านั้น ทำไมจึ่งไม่มีฝนตกลงมาเพราะเหตุอะไร เขาเหนว่าเปนทเลทราย เปนทุ่งเตียนไม่มีต้นหญ้าขึ้น แรงดูดในแผ่นดินถูกอายร้อนนัก จึ่งไม่ขึ้นไปได้ เขาคิดแก้ไขลองดูทำให้เกิดต้นหญ้าขึ้นที่ตรงใด ก็มีฝนลงมาที่ตรงนั้น ที่ใดยังไม่เกิดต้นหญ้า ก็ยังไม่มีฝนเลย ๚ะ

๏ ถามว่าแรงดูดก็ไม่เหนปรากฏด้วยจักษุ ทำไมจะรู้ได้ว่ามีแรงดูดต่อกัน แก้ว่านักปราชเขาได้ทดลองแล้ว เอาทองแดงมาทำเปนท่อสี่เหลี่ยม ข้างในกว้างเหลี่ยมละนิ้ว เอาต้นข้างหนึ่งขึ้น เอาปากที่เปิดคว่ำลงไปจดไว้ที่ก้อนทองแดง ฤๅก้อนดีบุกให้สนิทร แล้วเจาะก้นท่อให้เปนช่อง เอาปากสูบใส่เข้าที่ช่อง สูบเอาลมอากาศที่ในท่อออกเสียให้หมด แล้วปิดเสียให้ทันที อย่าให้ทันลมอากาศเข้าไปได้ ท่อนั้นก็จะดูดติดก้อนดีบุกฤๅก้อนทองแดงของที่หนัก ยกขึ้นมาได้ตามกำลังอากาศ เหมือนแม่เหล็กดูดเอาเหล็กธรรมดาขึ้นไปได้เหมือนกัน แรงดูดเอามากเท่าไร ก็ดูดสิ่งของไปได้เท่านั้น อีกประการหนึ่งเอาลำกล้องปืนคาบศิลามาหงายปากกระบอกขึ้น อุดชะนวนเสีย ตรอกน้ำลงไปให้เต็ม แล้วคว่ำปากกระบอกลงมา น้ำนั้นก็ดูดลงมาหน่อยหนึ่ง แล้วก็จะอยุดไม่ซุดมาอีกเพราะมีอากาศเกิดขึ้นข้างต้นปืนนั้นดูดเหนี่ยวน้ำไว้ น้ำก็ไม่ไหลลงมา เรื่องราวแรงดูดน้ำมีหลายอย่างมากอยู่ จะว่าไว้ภอเปนสังเขป ๚ะ

๏ ถามว่าน่าแล้งนั้นเปนเหตุอย่างไร ทำไมจึ่งไม่มีฝน แก้ว่าน่าแล้งเหนอากาศนั้น แผ้วสูงขึ้นไปกว่าน่าฝน ด้วยเปนระดูลมพัดให้อากาศนั้นแห้ง แรงดูดในภูเขาต่ำ ๆ แรงดูดในแผ่นดินไม่ขึ้นไปได้ จึ่งไม่มีฝนตกลงมา ก็ได้เหนพยานอย่างหนึ่ง ในระดูแล้งน้ำใส่ถ้วยตั้งไว้หลายๆ วัน น้ำก็แห้งสูญไปหมดจนชั้นไม้แลดินก็ชักแห้งไป เหนปรากฏอยู่ดั่งนี้ ก็เมื่อน่าฝนไม้กระดานที่ปรับไว้อยู่ในร่ม ก็อัดกันแน่นตัวเข้า น้ำในถ้วยตั้งไว้ก็ไม่สูญไป ถ้าเอาเกลือบดให้เลอียดใส่ถ้วยตั้งไว้ในร่ม ก็คงมีน้ำเกิดขึ้นมาในถ้วยนั้น ก็เพราะเหตุอะไรเล่า เหนว่าอากาศเปนน้ำอยู่มาก ระดูแล้งนั้นเปนอากาศแห้ง ก็พัดสิ่งของทั้งปวงแห้งไปด้วย แต่ชั้นมนุษยก็ยังสังเกตได้ว่าระดูแล้ง มักให้ไอให้หอบให้เบาน้อยไป ให้รู้สึกคอแห้งอกแห้งกินน้ำบ่อย ๆ ก็ถ้าระดูฝนคนไม่ใคร่จะหอบจะไอ เบาก็บ่อย ๆ มากกว่าน่าแล้ง ก็ไม่สู้อยากน้ำ เพราะด้วยอากาศนั้นเปนน้ำท่วมอยู่โดยมาก ๚ะ

๏ ถามว่าคำที่ว่าความร้อนเกิดขึ้นเพราะแสงอาทิตย กับคำที่ว่าน้ำบนอากาศแขงเพราะถูกอากาศเอย็น คำสองคำนี้ มิผิดกันฤๅ ด้วยอากาศสูงขึ้นไปใกล้ดวงอาทิตย จะยิ่งร้อนมากขึ้น ทำไมจึ่งว่าเปนอากาศเอย็น แก้ว่าความร้อนมีขึ้นเพราะแสงอาทิตยมากระทบแผ่นดิน ๆ รับแสงอาทิตย อายอาทิตยจึ่งร้อนขึ้น ก็อากาศสูงขึ้นไปนั้น เอย็นเพราะไม่มีของรับ เปนของโปร่งอยู่ ลมที่เอย็นก็พัดอยู่เสมอ เพราะดั่งนั้นจึ่งไม่มีความร้อน น้ำจึ่งได้แขงอยู่ได้ ความเรื่องฝนนี้จะว่าฤทธิ์เทวดา ฤๅพระผู้เปนเจ้าของแขกบันดานให้มีฝน ก็สงไสยอยู่ แต่ฝนแล้งทำนาไม่ได้ ภากันพลีบวงสรวงเทวดา แลสวดอ้อนวอนฃอต่อพระผู้เปนเจ้าสร้างโลกย ก็ไม่เหนได้ตามความปราฐนาของมนุษย เพราะฉะนั้นนักปราชเขาจึ่งเหนว่า ธรรมดาโลกยเปนเอง ๚ะ

๏ ถามว่าอากาศมีกี่ประการ แก้ว่ามีหลายประการ อากาศที่สูงเลอียดทีเดียว เปนอากาศเอย็น อากาศที่เราอยู่มีน้ำมีไฟมีลมเจืออยู่บ้างก็มี อากาศที่อยาบทีเดียวก็มี ก็คือน้ำในมหาสมุทแลลำแม่น้ำ เปนที่อาไศรยสัตวเกิด ในอากาศอันนั้นเปนของเหลว จึ่งเรียกว่าอากาศหยาบ ก็สัตว์ที่เกิดในอากาศอยาบนั้น สัตวที่เปนหอยเปนปู แลสัตวต่างๆ ที่คลานอยู่ในพื้นแผ่นดินใต้น้ำ ก็มีจำพวกหนึ่ง ต้นหญ้าต้นไม้เครือเขาเถาลัดดา ก็มีอยู่ใต้น้ำเหมือนกันกับบนบก สัตวที่เปนเต่าเปนปลา ก็เปรียบเหมือนนกบินอยู่ในอากาศไปมาก็มี จีนหัยหลำลงไปดำปลิงทเลที่น้ำฦกเก้าวาสิบวา อู้มก้อนศิลาให้ถ่วงตัวไว้ให้หนัก แต่ภออย่าให้ลอยตัวขึ้นมา เขาก็เดินไปได้ในพื้นแผ่นดินครึ่งวันค่อนวัน จึ่งผุดขึ้นมาคราวหนึ่ง ได้ถามเขาแล้ว เขาว่าถ้าดำลงไปให้ฦกจนถึงพื้นแผ่นดิน ก็ไม่ต้องอัดใจเหมือนหนึ่งจะหายใจเข้าออกได้ จะต้องอัดลมอยู่ก็แต่เพียงน้ำตื้น ๆ เพียงสี่วาห้าวา ฤๅที่น้ำจืดเท่านั้น ก็ถ้าแลมีผู้ทดลองจับเอาสัตวในน้ำ ซึ่งคลานอยู่พื้นแผ่นดินก็ดี ฤๅปลาก็ดี เอาขึ้นมาวางไว้ที่พื้นแผ่นดินที่อากาศเลอียด ไม่ได้ประหารด้วยเครื่องมือแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เอามาวางไว้บนแห้ง สัตวนั้นก็คงจะตายไปเองเพราะความร้อน ก็แต่สัตวจำพวกหนึ่งมีหลายอย่างอยู่ในน้ำก็ได้ อยู่บนบกก็ได้ไม่ตาย คือเต่าแลจรเข้เปนต้น เหนเหตุว่าสัตว์จำพวกนั้นมีหนังหนากระดูกอยู่นอกเนื้อ จึ่งทนความร้อนได้ ก็อากาศที่เลอียด มนุษยแลสัตวดิรัจฉาน สัตวสี่เท้าสองท้าว อาไศรยอยู่ตามพื้นดินก็มี ต้นหญ้าต้นไม้เครือเขาเถาลัดดาก็มีเหมือนกัน ก็แต่นกแลสัตวอื่น ๆ ที่บินว่ายไปในอากาศได้ เปรียบเหมือนเต่าแลปลา ก็มีจำพวกหนึ่ง ก็ถ้าจะเอาสัตวในอากาศเลอียดนี้ ขึ้นไปให้สูงถึงอากาศเลอียดอีกชั้นหนึ่ง เกินกำหนดอากาศนี้ขึ้นไปจะเปนอย่างไรก็ไม่รู้ ก็คิดเหนว่าคงจะตายเพราะความเอย็น แต่สัตวจำพวกที่ไปได้อยู่ได้ทั้งสองฝ่าย เปรียบเหมือนเต่าแลจรเข้ที่อยู่ในน้ำได้ในบกได้ สัตวจำพวกนี้ก็คงมีบ้าง ๚ะ

๏ ถามว่าอากาศที่เราอาไศรยอยู่ ทำไมจึ่งรู้ว่ามีน้ำ แก้ว่าได้เหนดวงอาทิตยเมื่อแรกอุไทอัศฎงค์ ดวงใหญ่กว่าเวลาเที่ยง ร้อนก็ไม่จัดเหมือนเวลาเที่ยง เพราะเหตุไรเล่าเหตุที่ยังไกลอยู่ อายน้ำก็กั้นอยู่หนา จึ่งกันความร้อนไว้ได้ เมื่อเวลาเที่ยงใกล้เราเข้ามาแล้ว เหนดวงก็เล็กความร้อนก็กล้า เพราะเหตุที่น้ำกั้นอยู่นั้นก็บางออก ประการหนึ่งบุทคลพ่นน้ำให้เปนลอองหายไปในอากาศก็มี บุทคลที่ขึ้นไปอยู่สูงๆ เทน้ำลงมา น้ำก็หายไปไม่ตกถึงแผ่นดิน จะว่าน้ำไม่อยู่ในอากาศจะไปอยู่ที่ไหนเล่า เหนมีพยานอย่างหนึ่ง เหมือนปลากัดใส่ขวดแก้วไว้ ปลานั้นว่ายไปอยู่ข้างหนึ่ง เราดูอยู่ข้างหนึ่ง น้ำกั้นอยู่ในระหว่างกลางนั้นหนา ก็เหนปลาตัวโตออกไปไม่ใช่ฤๅ ครั้นปลาว่ายมาริมขวดข้างนี้ ก็เหนตัวปลานั้นเล็กเข้าไปเปนปรกติ ประการหนึ่งเอาเบี้ยใส่ลงไว้ก้นชามเบี้ยหนึ่ง เมื่อยังไม่ได้ใส่น้ำ ก็เหนเบี้ยเล็กตามปรกติ ครั้นเทน้ำลงในชาม ก็เหนเบี้ยนั้นใหญ่ขึ้นไม่ใช่ฤๅ ซึ่งดวงอาทิตยเมื่ออุไทแลอัศฎงค์ก็เหนดวงนั้นใหญ่ เหมือนของเปรียบดั่งนี้

๏ ถามว่าแก้ด้วยน้ำในอากาศแล้ว ก็คำที่ว่าลมมีในอากาศนั้นอย่างไรเล่า แก้ว่าได้สืบดูหลายภาษาแล้ว ว่าเปนธรรมดาโลกยเปนเองบ้าง พระอ้าหล่าสร้างบ้าง เทวดาให้เปนบ้าง ก็แต่ปัญญานักปราชที่ได้คิดอยู่เปนนิจ เขาว่าลมพัดมาแต่ทิศพายัพย์ ทิศอุดร ทิศอิสาร ทิศบูรพ สี่ทิศเรียกว่าลมเหนือ เมื่ออาทิตยไปทิศใต้ ๆ ก็เกิดความร้อนอากาศนั้นเบาขึ้น ลมเหนือสี่ทิศก็พัดไปตามดวงอาทิตย ทิศใต้ก็เกิดเปนฝนเปนลมใหญ่ เมื่ออาทิตยกลับมาสู่ทิศเหนือ ในระดูเดือนเจ๊ดเดือนแปด อากาศข้างเหนือร้อนแลเบาขึ้น ลมทิศใต้ คืออาคะเนย์ ทักษิณ หระดี ปัจจิมตวันตก พัดตามดวงอาทิตยมา ทิศเหนือก็เกิดเปนเมฆฝนแลลมใหญ่ขึ้น แลลมพัดกลับไปกลับมาแลเปลี่ยนระดูก็เพราะตามดวงอาทิตย ที่ลมเปลี่ยนประตู เดือนห้า เดือนหก เดือนเจ๊ด ลมสำเภาลมสลาตัน เดือนแปด เดือนเก้า เดือนสิบ ลมตวันตกลมพัดหลวง เดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสอง เดือนอ้าย ลมว่าว ลมอุตรา เดือนญี่ เดือนสาม เดือนสี่ ลมตวันออก ลมหัวเขา ประจบรอบเวียนกันไปทุกปีดั่งนี้ ว่าที่ลมเปนเจ้าเรือนในทเลแผ่นดินไทดั่งนี้ ที่แผ่นดินอื่น ๆ ก็ผิดกันบ้าง บางทีลมก็แปรเปนประตูอื่นพัดมาบ้าง แต่ไม่ยั่งยืน ถ้าเปนเช่นนั้น ก็คงจะมีฝนเกิดขึ้นฤๅลมใหญ่ ลมในอากาศนั้นมีหลายอย่าง ธรรมดาลมที่พัดกระทบกายมนุษย แลพัดในกายมนุษยแลตัวสัตว ก็บังเกิดลมพัดพานอยู่ในร่างกายเสมอทุกตัวสัตวนั้น จะว่าลมพัดมาแต่ไหนเล่า ลมก็ประกอบอยู่ในธาตุทั้งสี่ ประสมกันสำรับโลกย ได้รักษาสัตวแลรักษาลูกพิภพให้ลอยอยู่ได้ก็เพราะลม ถ้าปราศจากลมแล้ว พิภพก็จะทรุดไม่ตั้งอยู่ได้ นักปราชเขาก็ได้ทดลองดู เอาขวดแก้วมาสูบชักลมในขวดออกเสียให้หมด อยู่แต่อากาศเปล่า เอาเงินบาทแลปุยแลนุ่นแลสำลี ของที่หนักที่เบาทิ้งลงไปพร้อมกัน ก็ตกถึงก้นขวดเรวพร้อมกัน เพราะไม่มีลมหนุน เอาสัตวทิ้งลงไปสัตวนั้นก็ตาย เพราะไม่มีลมหายใจ ประการหนึ่งเอาคนฤๅสัตวใส่เข้าไว้ในที่ไม่มีลมพัดเข้าไปได้ เช่นอย่างเอาอ่างครอบไว้คนอยู่ในนั้น ไม่มีลมหายใจก็ตาย ถ้าจะเอาดุ้นไฟก็ดี ฤๅไฟเทียนที่ติดอยู่เอาเข้าไว้ในที่ปราศจากลมไฟนั้นก็ดับ เพราะไม่มีลมรักษาอยู่ จึ่งได้เหนว่าลมมีอยู่ในอากาศนั้นทั่วไป เปนธรรมดาเปนนิจ ก็ที่คนเข้ากระโจมนั้นผ้าคลุมอยู่ คนเข้าอยู่ในนั้นไม่เปนอันตราย ก็เพราะตีนกระโจมเผยออกได้บ้าง ลมเลอียดก็เข้าไปตามผ้าบ้าง จึ่งทนอยู่ได้นานๆ ก็ที่ลมพัดหนักพะยุใหญ่ จนถึงตึกทะลายก็ดี เรือใหญ่ๆ ในทเลล่มจมก็ดี เจ็กเรียกว่าฮองไถบ้าง ใต้พุ้นบ้าง แปลว่าลมมาเอาชีวิตร แลที่พัดหนักภอเสมอ ๆ ก็มี เหตุอันนี้นักปราชเขาได้ตริตรอง เขาเหนว่าลมจะเกิด เพราะมีเหตุในแผ่นดิน แลในอากาศขึ้นกระทบกันขึ้นอย่างไรอย่างหนึ่ง จึ่งได้เปนลมใหญ่ ๆ ก็มิได้มีทั่วไปมีเปนแห่ง ๆ เปรียบเหมือนกายตัวมนุษยเรียกว่าลมจับตาย ก็เพราะลมใหญ่เกิดไม่ใช่ฤๅ ก็ไม่ได้มีเหมือนกันไปทุกคน ลมใหญ่ที่เกิดเขาได้ภบเขาได้รอดมานั้น เขาว่าเมื่อจะถูกลมใหญ่นั้นในอากาศสงบ ลมธรรมดาไม่ได้พัดเลย แล้วก็บังเกิดความร้อนขึ้นแต่อากาศก่อน แล้วก็เหนในท้องทเลพลุ่ง ๆ ขึ้นมาเหมือนม่อเข้าเดือด ได้เหนต้นหญ้าต้นไม้ที่ขึ้นในน้ำแลกรวดทรายขึ้นมาด้วย น้ำเดือดมีกลิ่นเหมือนกำมะถัน ผิวน้ำนั้นเหมือนคนเอาน้ำมันแลรำโรยลงไป น้ำนั้นก็อุ่นๆ เหมือนน้ำในแม่น้ำเมื่อระดูหนาว อากาศเมื่อเวลาเอย็น ก็แดงเหมือนศรีลิ้นจี่ เปนดั่งนี้อยู่ประมาณสองวันสามกัน แล้วก็จับพัดเป็นพะยุใหญ่พัดมาทั้งแปดทิศ คลื่นใหญ่กระทบกันพนมกันเปนยอด ๆ ขึ้น เรือจะแล่นหนีไปข้างไหนก็ไม่ได้ ได้แต่คัดหางเสือไว้ แต่ภอให้เรือทรงลำฝืนคลื่นอยู่เท่านั้น เมื่อแรกจะมีเหตุ คนที่เรือรู้เหตุดั่งนั้นแล้ว ก็จัดแจงตระเตรียมตัว เอาเชือกมาพานท้องเรือขันชะเนาะไว้หลายแห่ง เพื่อจะมิให้แยกออกไปเปนสองซีก แล้วก็ทำหมันดาดฟ้าฝาจับโพล่เสียให้มั่นคง ไม่ให้น้ำตกลงไปได้ แล้วก็ลดเสาฟันเสากระโดงเสีย แล้วเอาเชือกขึงไว้เพื่อจะได้เดินทำการ ไม่ให้คลื่นตีกระเด็นไปดั่งนี้ เมื่อมีลมพัดมาเรือก็ลอยไปตามบุญตามกรรม บางทีก็รอดได้บ้าง เรือกลไฟนั้นเขาเหนเหตุด้วยปรอดบอก แล้วก็รีบใช้จักรหนีไปให้พ้นอาณาเขตรที่ลมจะเกิด เรือเขาก็ไม่เสีย บางทีหนีไม่พ้นก็เสียบ้าง การเรื่องลมนี้เมื่อจะเกิดลมใหญ่ ปรอดที่เขาทำไว้เปนที่สังเกตนั้น ก็บอกเหตุให้รู้ก่อนแล้วถึงหกวันเจ๊ดวัน แต่เรือใบหนีไม่ได้ เพราะไม่มีลมใช้จึ่งเสียโดยมาก ลมอันนี้จำเภาะมีแต่เมื่อพระอาทิตยจะไปถึงราศรีดุลย แลข้ามกึ่งพิภพไปข้างใต้ การเปนดั่งนี้ จะว่าเทวดาแลพระอิศวรสร้างโลกย ลงโทษอย่าง่ไรได้ ถ้าพระผู้เป็นเจ้าลงโทษแล้ว มนุษย์ก็คงจะไม่รู้ตัวก่อน การดินฟ้าอากาศวิปริตดั่งนี้ ก็เปนเหตุขึ้นเพราะของในใต้แผ่นดิน แลบนอากาศขึ้นรับกัน เหนอยู่แก่ตาว่าเปนลมร้ายอย่างนี้ ก็เปนแห่งๆ มิได้มีทั่วไปทุกแห่งทุกตำบล ๚ะ

๏ ถามว่าแก้ด้วยลมแล้ว คำที่ว่ามีไฟอยู่ในอากาศ เหตุอย่างไรเล่า แก้ว่านักปราชเขาได้แยกธาตุในอากาศออกเขารู้ว่ามีธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุเปรี้ยว ธาตุหวาน ธาตุเมา ธาตุเหมน ก็ธาตุไฟนั้น คัดเอาธาตุอื่น ๆ ออกเสียหมด เอาไว้แต่ธาตุไฟอย่างเดียวอยู่ในขวดแก้ว แลดูก็มีแต่ขวดเปล่า แล้วก็เอาลวดเหล็กทากำมะถันจุดไฟเหมือนอังแพลมทิ่มลงไปในขวด ลวดนั้นก็ลุกเปนไฟละลายเปนเม็ด ๆ ไปหมด ได้เหนพยานดั่งนี้ ประการหนึ่งเอาแว่นสร่องแดดชักแสงแดดประชุมในที่เดียว มีแสงเท่าเมล็ดพริกไท เอาสร่องที่เชื้อไฟนั้น ก็ติดเชื้อขึ้นได้ แลไฟเกิดด้วยของแขงต่อแขงกระทบกันเปนไฟขึ้นก็มี ของสีกันให้ร้อนยิ่งนัก ก็เกิดเป็นไฟขึ้นได้ ประการหนึ่งเอาไม้แลเขาแลงาทำให้เป็นรูปกระบอก เอาปุยติดปลายไม้ตีอัดลงไป ก็เกิดเป็นไฟติดปุยขึ้นได้ ประการหนึ่งเขาคิดทำไฟด้วยธาตุเงิน ธาตุปรอด แลน้ำกรด ก็เกิดเปนไฟขึ้นได้ ประการหนึ่งไฟเกิดจากแผ่นดิน แต่ประเทศเราไม่มี มีแต่ประเทศอื่น ๆ คือไฟเกิดขึ้นในแผ่นดิน แลภูเขาทะลุขึ้นไปตลอดยอดเขามีแต่ตวันแลแสงไฟสว่างอยู่เปนนิจ ไหม้ไปหลายปีจนเขานั้นยุบลงไปแล้วจึ่งดับ นานๆ ไฟเกิดขึ้นที่อื่นอีก ก็ปัญญานักปราชบางจำพวกเขาเหนว่า ในเขานั้นก็จะเกิดถ่านศิลามีมาก อายแร่กำมะถันให้เกิดเปนไฟติดถ่านขึ้น จึ่งไหม้ในที่นั้นกว่าจะหมดเชื้อ ไหม้ไปได้นาน ๆ หลาย ๆ ปี นักปราชเขาคิดเหนว่าในลูกพิภพ จะมีน้ำมีไฟอยู่เปนธรรมดาโลกยเปนเอง

๏ ถามว่าในท้องฟ้าบางทีก็มีเสียงดัง ฟ้าแลบแต่ไม่เปนฟ้าผ่าลงมา บางทีไม่มีเสียงดัง แต่มีรัศมีปลาบ ๆ เรือง ๆ อยู่ก็มี บางทีก็ผ่าลงมาถูกเรือนแลต้นไม้ เปนไฟติดไหม้ขึ้นก็มี ฟ้าผ่ามิได้ทั่วไปมีเปนแห่งๆ เปนทางฟ้าเดินก็มี ที่บ้านเขาตั้งอยู่ผิดทางฟ้า เขาไม่ถูกฟ้าเลยก็มี ที่ของสูงอยู่ที่ใด ก็มักถูกฟ้าเนือง ๆ ที่บางเมืองฟ้าผ่าอยู่เปนนิจ ไม่ใคร่จะขาดก็มี ที่ฟ้าผ่าลงมาถูกเสากระโดงเรือแลต้นไม้ก็ไม่แตกตลอดลงมาถึงท้องเรือ แลพื้นแผ่นดินแต่สักครั้งหนึ่งก็ไม่มีเลย เหนแตกลงมาแต่เพียงครึ่งต้นค่อนต้นเท่านั้น ที่ได้เหนฟ้าผ่าก็ถูกไม้ตั้งอย่างเดียว ไม้นอนก็ไม่ถูก แล้วก็มีทางเดินไต่ตามไม้นอน แล้วก็มีรอยลงไปในแผ่นดินเท่าเหล็กหมาด ฤๅสว่านดอกเล็ก ๆ ไชลงไปก็มี บางทีก็เข้าไปตามช่องกุญแจตู้แลช่องหีบ เข้าไปถูกของที่ในนั้นทะลุะปรุะไปก็มี แล้วก็ทะลุะลงไปตามก้นหีบก้นตู้ แลเจาะพื้นลงไปใต้ถุนก็มี บางทีคนเหนเปนไฟฟ้าขึ้นไปจากแผ่นดินก็มีโดยมาก ความเรื่องฟ้าผ่านี้มีหลายประการเหลือที่จะพรรณา การเปนอย่างไรอธิบายไปให้แจ้ง ฃอตอบว่าเรื่องฟ้าผ่านี้จะต้องยอม ด้วยเปนอจินไตยนัต แต่ได้สืบความเล่นๆ ก็ภอเหนจริงบ้าง ไม่เหนจริงบ้าง ตำราไทเขาว่านางมณีเมขลาฬ่อแก้ว ยักษรามสูรเอาขวานขว้างไปจึ่งมีเสียงดัง แลมีขวานฟ้าผ่าตกลงมา มีรัศมีปลาบคือแสงแก้วนางมณีเมขลา ข้างจีนว่าลุยก๋งสินา ก็แปลว่ารามสูรเมขลา แต่เขาว่าผ่าข้างบนลงมา ข้างล่างขึ้นรับคล้ายกับคำนักปราชอีกประการหนึ่ง ข้างไทเขาว่าที่ฟ้าร้องฟ้าผ่ามีเสียงแลเกิดแสงเปนฟ้าแลบนั้น เขาว่าน้ำแขงที่ลอยอยู่ในอากาศ ลมพัดมากระทบกันเข้า จึ่งมีเสียงดังแลมีแสงไฟเกิดขึ้น เหมือนคนตีเหล็กไฟดั่งนั้น ข้างพวกที่เขาถือว่าอ้าหล่าสร้างโลกย เขาก็ว่าพระอ้าหล่าบันดานให้เปนด้วยอำนาจฤทธิพระ ฃอให้ท่านผู้มีสติปัญญาตริตรองดูเถิด ที่ว่าดั่งนั้นก็เหนไม่มีพยานด้วยกันทั้งนั้น ความคิดนักปราชเขาเหนหลายอย่าง เขาว่าธาตุไฟในแผ่นดินที่มีอยู่ในกายตัวมนุษยแลสัตวแลไม้เหล็กทองเหลืองทองแดง ต้นหญ้าใบไม้ศิลากรวดทรายดินแร่สาระพัดทุกสิ่ง มีธาตุไฟมากบ้างน้อยบ้าง เขาได้ทดลองดูแล้ว ก็ได้ความจริงว่ามีธาตุไฟทุกแห่งทุกตำบล ก็ธาตุไฟนั้นขึ้นสะสมอยู่บนอากาศ เปรียบเหมือนอายน้ำที่เลอียดขึ้นไปบนอากาศเหมือนกัน ถึงระดูฝนน้ำแขงละลายลงมาเปนฝนเช่นว่ามาแล้ว มาถูกไฟที่ขึ้นไปสะสมอยู่พร้อมกันเข้า ทั้งลมที่กดต่ำลงมา ด้วยเปนธาตุสามประการ ได้อายแผ่นดินอีกประการหนึ่ง เปนสี่ประการด้วยกัน ก็พร้อมด้วยธาตุทั้งสี่แล้ว ก็บังเกิดฤทธิให้เปนเสียงดัง เพราะมีน้ำมีลมขึ้นในอากาศที่เรียกว่าฟ้าผ่า คือไฟนั้นตํ่าลงมา ธาตุไฟที่มีอยู่ในแผ่นดินทุกสิ่ง ก็ขึ้นรับไฟฟ้าลงมา คนจึ่งเหนว่าฟ้าผ่าขึ้นจากแผ่นดินโดยมาก เพราะเหตุดั่งนี้ ก็ที่มีเสียงดังเพราะก้องแผ่นดิน ก็ที่ฟ้าผ่าไม่ทั่วไป เปนช่องเปนเหล่านั้นเหนว่าทางแร่เดินที่ใดมาก ที่นั้นก็มักถูกไฟฟ้า เพราะแร่นั้นเกิดด้วยฤทธิไฟ มีธาตุไฟอยู่ในแร่มาก ไฟนั้นจึ่งได้ขึ้นรับไฟฟ้า จึ่งเหนว่าที่นั้นต้องถูกไฟฟ้าผ่าบ่อย ๆ เพราะมีแร่มาก ที่บ้านเขาไม่ถูกฟ้า ก็เพราะธาตุไฟข้างล่างน้อยกว่าไฟฟ้า จึ่งไม่ขึ้นรับกันได้ ไฟฟ้าในอากาศก็เลยไปหาที่อื่น ที่เมืองใดถูกฟ้าบ่อย ๆ ทั้งน่าฝนน่าแล้ง ก็เหนจะเปนที่แผ่นดินนั้นมีแร่มากมีไฟอยู่ในแผ่นดินมาก ฟ้าจึ่งลงที่นั้นมาก ก็ที่ฟ้าผ่าถูกของสูงๆ เหนว่าแรงดูดของสูงนั้นจะดูดเอาไฟลงมา ของสูงจึ่งได้ถูกฟ้าบ่อยๆ เปรียบเหมือนภูเขาสูงๆ ดูดเอาน้ำฝนไปตกที่ยอดเขาก่อน ฟ้าผ่าของสูงบ่อยๆ ก็เหนจะเปนอย่างเดียวกัน เขาจึ่งทำเสาสูง ๆ ปักไว้กรรฟ้าได้ ก็ฟ้าผ่าไม่ถูกไม้นอน ถูกแต่ไม้ยืน เพราะไฟในแผ่นดินไต่ขึ้นตามของตั้งของนอนจึ่งไม่ถูกไฟฟ้า ก็ที่ฟ้าร้องฟ้าแลบมีเสียงดังแล้วไม่ผ่าลงมา เหนว่ายังไกลแผ่นดินอยู่ ฤทธิไฟที่แผ่นดินจะขึ้นไปรับไม่ถึง ที่ฟ้าแลบมากสองแห่งสามแห่ง ก็เพราะไฟฟ้ามากบ้างน้อยบ้างไม่เสมอกัน จึ่งชักผ่อนไปให้ทั่วกัน ที่ฟ้าแลบไม่มีเสียงดังนั้นเพราะไกลออกไปมาก ไม่ได้ก้องแผ่นดินจึ่งไม่มีเสียงดัง เขาได้สังเกตดู ถ้าแล่นเรือไปให้ฦกไม่เหนเกาะไม่เหนฝั่ง ก็ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องเลย ถึงฟ้าจะผ่าลงมาถูกเสากระโดงเรือ ก็ไม่มีเสียงดังเหมือนที่แผ่นดิน ถึงจะยิงปืนใหญ่ในเรือดังก็น้อย ถ้าแล่นไปฦกได้ยินเสียงฟ้าเมื่อไร ก็เข้าใจว่าลมร้ายเกิด ต่อเมื่อไรเรือแล่นเข้าไปใกล้เกาะใกล้ฝั่ง จึ่งจะได้ยินเสียงฟ้าเปนธรรมดา ก็ที่ฟ้าผ่าลงมาถูกเสากระโดงเรือ แล้วเสาไม่แตกตลอดลงมาถึงท้องเรือด้วยเหตุอย่างไร แล้วเรือก็อยู่กลางทเล ไฟในดินที่ไหนเล่า จะขึ้นไปรับไฟในฟ้าลงมา แก้ว่าธาตุไฟที่กินอยู่ในเรือทุกสิ่งนั้น ขึ้นไปรับไฟฟ้า เสาจึ่งไม่แตกตลอดลงมาถึงท้องเรือ แล้วไฟนั้นก็แล่นไปตามเครื่องเหล็ก แลทองแดงทองเหลืองมีอยู่ในเรือ ก็สูญไปที่นั่น ๚ะ

๏ ถามว่าที่เขาเอาขวานฟ้ามาซื้อขายกัน เปนเหล็กบ้าง เปนศิลาบ้าง เปนทองแดงบ้าง ก็มีหลายอย่าง จะไม่ใช่ขวานรามสูรฤๅ แก้ว่าเปนการหลอกลวงกันไม่จริงเลย ๚ะ

๏ ถามว่าที่ฟ้าผ่านั้น จะมีของสิ่งใดกรรฟ้าผ่าได้บ้าง แก้ว่านักปราชเขาคิดเหนว่าเงิน แลเหล็ก ทองแดง ทองเหลือง ทองคำ ชักดูดไฟฟ้ามากเท่าใด แล้วจึ่งทำห้ามมิให้ตกต้อง เปนต้นว่าเรือนแลเรือแลสิ่งของทั้งปวง ถ้ามีที่เปนปริมณฑลกลมกว้างใหญ่น้อยเท่าใดมิได้กำหนด ให้วัดที่ปริมณฑลกลมรอบทำเปนสี่ส่วน เอาแต่ส่วนหนึ่ง เอาแท่งเหล็กสี่เหลี่ยมใหญ่สามกระเบียด ปักลงในแผ่นดินให้ถึงดินเปียก ปลายแท่งเหล็กนั้นเอาเงินฤๅทองแดงสิ่งหนึ่ง ทำเปนง่ามสามง่ามฤๅสี่ง่ามยาวหกนิ้ว สรวมปลายแท่งเหล็กไว้ ถ้าไฟฟ้าขึ้นไปตามแท่งเหล็ก ไฟข้างบนก็คงจะลงมารับกัน ผู้ที่อยู่ในปริมณฑลนั้น ก็ไม่ถูกฟ้าเลย ฤๅว่าจะไม่ปักแท่งเหล็กให้เปนเสา จะปักเสาไม้ก็ได้ แต่ต้องทำสายโซร่ล่ามลงมาในแผ่นดิน ปลายเสานั้นจะใส่เงินฤๅทองแดงอย่างหนึ่ง ทำเปนง่ามเหมือนกัน ปลายสายโซร่ที่จะล่ามลงไปในแผ่นดินก็ให้ทำเปนง่ามสามง่ามฤๅสี่ง่ามก็ได้ ให้ขุดหลุมฦกศอกหนึ่งฤๅสองศอกภอถึงดินเปียก จึ่งเอาปลายสายโซร่ที่เปนง่ามสามง่ามปักลงในหลุม แล้วให้เอาถ่านไฟเทลงไว้ในหลุมกรรสนิมด้วย ถ้าฟ้าต่ำลงมาไฟที่ในแผ่นดิน ก็จะแล่นขึ้นไปรับดูดเอาไฟฟ้าลงมา ประการหนึ่งกรรฟ้าผ่าที่เรือนอยู่ ให้ปักเสาแล่นสายโซร่ไว้ที่น่าจั่วด้านหุ้มกลองสองข้างก็ได้ ฤๅข้างเดียวก็ได้ ให้ห่างฝาเรือนประมาณสองศอก ถ้าเรือนยาวห้าวาจะปักข้างเดียวก็ให้สูงพ้นอกไก่สิบศอก จะปักเสาสองข้าง ก็ให้สูงพ้นอกไก่ข้างละห้าศอก ถ้าเรือนใหญ่ยาวออกไป ก็ให้ไขส่วนสูงขึ้นไปอีก ทำได้ดั่งนี้ก็คุ้มฟ้าผ่าได้ การที่จะใส่สายโซร่แลปักแท่งเหล็ก ก็ดูเอาอย่างที่ว่าไว้แล้วนั้นเถิด ถ้าไม่ปักเสาจะติดแท่งเหล็กเข้าไว้ที่ฝาผนังเรือน ตรงน่าจั่วสูงขึ้นไปเท่าส่วนต่ำลงมาถึงดินก็ได้ แต่ต้องทำสายยูยึดแท่งเหล็กไว้ สายยูนั้นให้ทำครั่งฤๅชัน ไม่ให้ไฟฟ้าแล่นเข้าไปในผนังตึกได้ ทำอย่างนี้ไม่ต้องปักเสาก็ได้ ถ้าจะกรรเรือไม่ให้ถูกฟ้า ก็ให้ทำทองแดงฤๅเงินเปนง่ามใส่ไว้ยอดเสากระโดง ล่ามสายโซร่ลงมาข้างเรือ สายจมลงไปในน้ำศอกหนึ่งฤๅสองศอกก็ได้ ถ้าคนกลัวฟ้าจะถูกตัว ไม่ได้ปักเสากรรไฟฟ้าเหนฟ้าคนองนัก ก็ให้เอาแพรฤๅสักราดมาคลุมตัวเสียให้มิด จนชั้นที่นั่งที่นอนก็ให้เอาแพรคลุมเสียด้วย ถ้ามีเตียงนอนมีเก้าอี้ก็ให้เอาสีผึ้งฤๅยางไม้ต่างๆ ฤๅครั่งแก้ว รองท้าวเตียง ท้าวเก้าอี้ทั้งสี่แห่ง อย่าให้ห้อยมือห้อยเท้าลงไปให้ใกล้พื้น ถึงไฟฟ้าจะลงมา ไฟข้างล่างไม่ขึ้นไปรับกันได้ก็ไม่ถูก ของที่ไฟฟ้าไม่กิน คือไหมแลขนสัตวต่างๆ ยางไม้ต่างๆ แลสีผึ้ง แลครั่ง แลแก้ว นอกไปจากนี้ไฟฟ้ากินอยู่ทุกแห่ง ถ้าจะแก้คนถูกไฟฟ้าสลบไป เหมือนอนึ่งตายแล้วก็ดี บางทีก็รักษารอดได้บ้าง จะรักษานั้นให้คนผู้ต้องสายฟ้านั้น ให้นอนอยู่ที่กลางแจ้ง เมื่อนอนนั้นยกศีศะแลไหล่ทั้งสองขึ้นวางบนหมอนให้สูงหน่อยหนึ่ง แล้วให้เอาน้ำที่เอย็นใสรดให้สูงบ้างพ่นบ้าง ตั้งแต่ศีศะลงไปให้ทั่วทั้งกายแล้ว ถ้าคนไข้สดุ้งขึ้นมา ก็พึงเข้าใจเถิดว่าฟื้นแล้ว ให้เอาน้ำที่เอย็นใสนั้นรดลงไปเปนคราว ๆ ให้คลายครั่ง จนคนไข้หายใจเข้าออกได้ ถ้ายังไม่หายใจ ก็ให้เอามือปิดจมูกคนไข้ไว้ แล้วให้คนเป่าลมเข้าไปตามช่องปากให้ลมแล่นเข้าไปถึงปอดแล้ว เอามือทั้งสองประคองกดเข้าที่ชายโครงทั้งสองข้าง แล้วกดที่ท้องน้อยกันลมเข้าไปด้วย แลลมซึ่งเป่าเข้าไปนั้นก็จะกลับออกมา แล้วเป่าเข้าไปดั่งกล่าวนั้น ให้หลายครั้งหลายหน คนไข้ก็จะกลับฟื้นหายใจเข้าออกได้บ้าง เมื่อคนไข้ฟื้นแล้ว ให้เอาผ้าเช็ดตัวเสียให้แห้งแล้ว จึ่งเอาน้ำองุ่นสักสามช้อนใหญ่ เอาน้ำท่าสักสิบช้อนปนกันตั้งไฟให้อุ่น ๆ แล้วให้กินประมาณสักช้อนหนึ่ง สิบนาทีกินช้อนหนึ่ง พอหมดน้ำองุ่นนั้นให้อยุดเสีย ถ้าไม่มีน้ำองุ่น เอาสุราที่เมืองไทไม่สู้แรงก็ได้ จะฃอวางยาแก้สลบข้างไทไว้หน่อยหนึ่ง งูกัดฤๅสลบด้วยพิศม์ออกทรพิศม์เปนกาฬสลบ เขาพ่นฟื้นขึ้นได้มาก จะเอาลองแก้สลบฟ้าผ่าก็เหนจะได้ ท่านให้เอารากฝักเข้าหนึ่ง รากหญ้านางหนึ่ง โขลกขึ้นละลายด้วยน้ำซาวเข้าให้มาก เอาผ้าห่อคั้นเอาแต่น้ำ เศกด้วยประจุะขาด เอามาพ่นลองดูก็เหนจะดี

๏ แก้ด้วยอากาศมีไฟแลฟ้าผ่าแล้ว ก็อากาศธาตุเมา ธาตุเปรี้ยว ธาตุหวาน ธาตุเหมน นั้นอย่างไรเล่า แก้ว่าอากาศเมานั้น เปนลมเลอียดอยู่ในอากาศโดยเลอียด ก็ถ้าบุทคลจะทำสุราฤๅกระแช่ ก็ต้องทำเชื้อให้อากาศธาตุเมานั้น ลงกินเต็มกำลังจนเดือดขึ้นมาแล้ว ก็เอาไปกลั่น น้ำกลั่นที่ออกมานั้นก็เปนสุรา เอามาใส่ขวดผนึกไว้ ธาตุเมาก็ไม่หนีไปได้ ถ้าเปิดออกไว้ ธาตุเมาก็หนีไปหมดอยู่แต่น้ำเปล่าๆ เอาน้ำนั้นมากินก็ไม่เมา ก็ที่กระแช่นั้นมีสองอย่าง ทำเชื้อใส่ใหผนึกไว้อย่างหนึ่ง ทำเชื้อมิได้ผนึกนั้นอย่างหนึ่ง ของทั้งสองสิ่งนี้ ที่อากาศเมาลงกินได้ก็มี ที่ผนึกไว้อากาศไม่เข้าไปได้ เกิดเปนน้ำเมาขึ้นก็เพราะเมื่อแรกประสมเชื้อยังมิได้ผนึก อากาศเมาก็เข้ากินอยู่แล้วแต่ยังไม่แก่ คนจึ่งยังไม่รู้ว่าเปนน้ำเมา ครั้นใส่ใหผนึกไว้หลาย ๆ วัน อากาศเมาที่กินอยู่ในนั้นแก่จัดขึ้น ทำให้น้ำเชื้อนั้นใสขึ้นแล้วเอามากินก็เมาเหมือนกัน ก็ถ้าจะเอาไปกลั่นก็เปนสุราเหมือนกัน ถ้าแลกระแช่ฤๅเชื้อทิ้งไว้ ธาตุเมาในอากาศลงกินเต็มกำลังแล้ว เชื้อนั้นก็จืดไปเสียหมด ถึงจะกินก็ไม่เมา ประการหนึ่งคนนอนหลับเมื่อเวลาตื่นขึ้น ก็มึนมัวเมาอยู่ก่อนไม่ใช่ฤๅ เพราะเหตุที่นอนหลับ ธาตุเมานั้นเข้าไปในตัวได้ ครั้นตื่นขึ้นทำงานการความเหนื่อยมีขึ้น ฤๅอาบน้ำก็หายมึนมัวไม่ใช่ฤๅ เพราะลมเมานั้นออกเสียจากตัว ยังเมาอีกประการหนึ่งคือรากไม้แก่นไม้เปลือกไม้ใบไม้ ของทั้งนี้เมาเปนธรรมดา ไม่ใช่เมาในอากาศลงกิน ก็ลมธาตุเปรี้ยวนั้นอย่างไร แก้ว่าก็มีอยู่ในอากาศโดยเลอียดเหมือนธาตุเมา ต้องทำเชื้อให้ชอบธาตุเปรี้ยว ๆ ลงกินเชื้อนั้น ๆ ก็เปรี้ยวไป จึ่งเรียกว่าน้ำซ่ม ก็ถ้าไม่ใส่ที่ปกปิดไว้ เปิดไว้นาน ๆ ธาตุเปรี้ยวกินเชื้อนั้นจืดแล้วก็หนีไป แต่ธาตุเปรี้ยวนั้นไม่ไว หนีเรวเหมือนธาตุเมาๆ กินเชื้อหนีไปแล้ว ธาตุเปรี้ยวก็ลงมากิน อีกประการหนึ่ง เปรี้ยวในรากไม้เปลือกไม้ผลไม้นั้น เปรี้ยวเปนธรรมดา มิใช่เปรี้ยวด้วยลมอากาศ ธาตุหวานนั้นเปนอย่างไร แก้ว่าธาตุหวานนั้น ลมอากาศไม่มีเหมือนธาตุเมา ธาตุเปรี้ยวมีแต่ธาตุที่เกิดด้วยธรรมดากินอยู่ในต้นไม้ แลต้นหญ้าเครือเขาเถาลัดดาวันทุกแห่ง ตามที่ธาตุชอบมากแลชอบน้อย ถ้าผู้ใดรู้จักทำแล้วก็คงได้น้ำหวานกินทุกสิ่ง ว่าภอให้เหนความ แต่รากหญ้าคาเขาขุดรุ้งเข้าไปเอารากมัดเข้าแล้ว ก็ปาดด้วยมีดให้น้ำในรากหญ้าหยดลงไปในกระบอก ก็ได้น้ำหวานกิน แลต้นผลไม้ทั้งปวงก็มีรศหวานด้วยกันทุกสิ่ง เว้นแต่หวานมากหวานน้อย แมลงผึ้งเอารศที่เกษรดอกไม้ ก็ได้น้ำหวานมาใส่ที่รังสำหรับให้ลูกกิน จึ่งได้เหนว่ามีรศหวานอยู่ในต้นไม้ผลไม้ แลต้นหญ้าทุกสิ่ง ที่ธาตุเหม็นนั้นอย่างไรเล่า แก้ว่าธาตุเหม็นนั้นเปนลมอยู่ในอากาศโดยเลอียด ชอบกินของที่ปราศจากชีวิตรแล้ว ธาตุเหมนลงกินแล้ว ของนั้นก็เหมนทุกสิ่ง ถ้ามีเกลือฤๅยากรรแก้ปกปิดให้สนิทร อย่าให้ลมอากาศเหมนเข้าไปได้ เช่นอับเหล็กวิลาศใส่เนื้อโคเนื้อปลามาแต่แผ่นดินยูโรป อากาศธาตุเหมนเข้าไม่ได้ ของนั้นก็ไม่เหมน ก็ที่สพใส่โลงฤๅหีบใส่ผนึกไว้ สพนั้นเหมนไปเพราะธาตุเหมนเข้าไปได้ ทำการไม่สนิทร จึ่งมีกลิ่นเหมน ๚ะ

๏ ถามว่าที่บางปีก็สบายไม่มีไข้เจ็บ บางปีก็มีไข้เจ็บ บางปีก็เปนตาแดง เปนคางทูม เปนหวัด เปนไอ เปนไข้จับ เปนฝีดาษ แลโรคต่าง ๆ ถ้าเปนขึ้นคราวหนึ่งๆ ก็พร้อม ๆ กัน บางทีก็เปนแต่สัตวบางจำพวกบ้าง บางทีสัตวบางจำพวกก็ไม่เปนบ้าง เปนเหตุอย่างไร แก้ว่าจำพวกที่เขาถือผี ก็ว่าปีศาจทำให้เปน เขาได้เหนตัวปีศาจก็มีโดยมาก จำพวกที่เขาถือพระผู้สร้างโลกยก็ว่าพระลงโทษ พวกแขกเขาว่าต้นไม้ในสวรรค์มีชื่อมนุษยอยู่ทุกใบไม้ ถึงคราวหล่นก็หล่นพร้อม ๆ กัน ที่ผู้ใดดีอยู่ไม่เป็นอันตราย เพราะใบไม้นั้นยังไม่หล่นจึ่งไม่ตาย แลนักปราชเก่าชาวสยามว่าพระยานาคพ่นพิศมขึ้นบนอากาศ ลมนั้นหอบมา ก็คำนักปราชญ์ที่ไม่ถือผี เขาว่าเปนเหตุเพราะเปลี่ยนระดูหนาว ระดูร้อน ๆ ต่อระดูฝน ๆ ต่อระดูหนาว ก็ถ้าถึงคราวเปลี่ยนระดูเช่นนี้ มักไข้เจ็บพร้อมๆ กัน มากบ้างน้อยบ้าง เพราะร่างกายได้สำผัศหนาวอยู่แล้ว ไปกระทบร้อนเข้า ร่างกายได้สำผัศร้อนอยู่แล้ว ไปกระทบฝนเข้า ร่างกายสำผัศในระดูฝนอยู่แล้ว ไปกระทบระดูหนาวเข้า จึ่งเกิดเปนสำแลงขึ้น ก็ถ้าหนาวทีเดียวร้อนทีเดียว ฝนชุกชุมทีเดียวก็สบาย เพราะลมอากาศเปนอย่างเดียว ไม่แปรปรวนได้สังเกตุดั่งนี้เปนแน่ ประการหนึ่งเขาว่าธาตุในอากาศวิปริตเปนลมพิศม์ลมร้ายต่าง ๆ พัดมา คนที่ไม่เปนนั้นเพราะธาตุในตัวปรกติ ลมร้ายไม่เข้าไปได้ ก็ไม่เปนอะไร ก็ที่ถูกสัตวต่างๆ เปนโรคขึ้น ก็เหนว่าเพราะธาตุจำพวกนั้น กับลมร้ายชอบกินกัน จึ่งเกิดโรคขึ้น ก็สัตวบางจำพวกที่ดีอยู่ สัตวจำพวกนั้นธาตุของมันปรกติอยู่ ลมร้ายไม่กินเข้าไปได้ จึ่งไม่เปนอันตราย ถึงมนุษยก็เหมือนกัน เหนมีพยานอยู่อย่างหนึ่ง ด้วยคนที่เปนหวัดต้องอากาศร้ายต่าง ๆ จึ่งเปนหวัด ที่อยู่ในร่มปรกติดีอยู่แล้วไม่เป็นเลย อีกประการหนึ่งน้ำในทเล ก็เรียกว่าอากาศอยาบ ก็ถ้าน้ำนั้นเสียเป็นศรีแดงศรีดำมีศรีต่าง ๆ มีกลิ่นเหมนแล้ว ปลาที่อยู่ในน้ำเสียนั้นก็ตาย ปลาที่มีกำลังแขงแรงว่ายหนีออกไปพ้นน้ำที่เสียนั้นก็รอดได้ ภอจะทดลองดูให้เหนจริงได้ เอาปลามาขังใส่อ่างไว้ไม่ถ่ายน้ำ ๆ นั้นเสียปลาก็คงจะตาย คิดดูก็คล้าย ๆ กัน ถ้าฝีดาษชุกชุมขึ้นก็ดี ไข้เจ็บก็ดี คนที่ไม่ได้ออกฝีหนีไปเสียให้พ้น เขาก็ไม่ออกฝีเลยจนแก่ชะราก็มีโดยมาก เพราะหนีได้ ก็เหมือนหนึ่งไข้เจ็บเกิดขึ้นก็เปนแห่ง ๆ ไม่ทั่วกันไปทีเดียวก็หนีได้ ถ้าพระผู้สร้างลงโทษแล้วก็หนีไม่พ้น ตามแต่ปัญญาที่คิดเหนเถิด การไข้เจ็บปัจจุบัน เขาก็หนีไปพ้นได้ ที่ระดูบางปีไม่มีไข้ ไม่มีเจ็บ เปนความสบายอยู่ ก็เพราะลมพิศม์ลมร้ายไม่พัดมา อากาศที่อาไศรยอยู่ไม่วิปริตเสียไป จึ่งภากันสบายอยู่ได้ ท่านจงตริตรองดูเถิด จะว่าผีฤๅพระลงโทษ ฤๅจะว่าใบไม้ในสวรรคหล่น ฤๅจะว่าพิศม์พระยานาค ฤๅจะว่าอากาศวิปริต ก็ตามแต่จะคิดเหนเถิด ๚ะ

๏ ถามว่าเข้าไปเที่ยวในป่าเมื่อต้นระดูฝนปลายระดูฝน ทำไมจึ่งถูกไข้เจ็บ ก็เมื่อกลางระดูฝน ๆ ก็ชุกชุมนัก ฤๅเมื่อน่าแล้งก็ทำไมจึ่งเข้าป่าได้ไม่ถูกไข้เจ็บ คนที่อยู่ในบ้านในเมือง ก็ไม่ถูกไข้เจ็บทั้งน่าแล้งน่าฝน แก้ว่าที่อยู่ที่บ้านที่เมืองทั้งน่าแล้งน่าฝนไม่ถูกไข้ถูกเจ็บ เพราะที่เคยอยู่ไม่ผิดสำแลง ต้นไม้ที่มีพิศม์ก็ไม่มี ที่ผู้เข้าไปในป่าถูกไข้ถูกเจ็บนั้น ชาวป่าเขาว่าปีศาจน่าฝนออกจากโพรงไม้ จึ่งทำให้เกิดไข้เจ็บขึ้น พิเคราะห์ดูที่ว่าทางปีศาจนั้นไม่จริงเลย คนที่ฉลาดตริตรองเหนว่าเพราะเหตุที่มีไม้ในป่านั้นมีพิศม์มาก ป่านั้นก็ร้าย ป่าใดไม้ไม่มีพิศม์มาก ป่านั้นก็ไม่สู้ร้าย ก็ที่ว่าถูกไข้เจ็บในต้นระดูฝนนั้นเพราะฝนแรกตกลงมา อายแผ่นดินแลอายต้นไม้ที่ถูกแสงแดด เมื่อน่าแล้งแห้งอยู่ ครั้นถูกฝนเข้าอายนั้นก็พลุ่งออกมาถูกคนที่เข้าไปในเวลานั้น ก็มักให้ไข้เจ็บ เปรียบเหมือนเท่าแลถ่านที่ร้อนถูกน้ำพรมลงไป อายนั้นก็พลุ่งขึ้นมา ก็ที่ว่าฝนตกหนักทุกวัน เข้าป่าไม่มีไข้เจ็บนั้น ก็เพราะว่าแผ่นดินแลต้นไม้ถูกฝนเต็มกำลังจนสิ้นอายร้อน มีแต่เอย็น ไม่มีพิศม์จึ่งไม่ไข้เจ็บ ก็เมื่อปลายระดูฝนนั้นก็เหมือนกัน เพราะฝนตกบ้างไม่ตกบ้าง อายต้นไม้แลอายแผ่นดิน ก็เกิดขึ้นอีกคราวหนึ่ง ผู้ใดเข้าป่าในเวลาฝนต่อแล้งก็ถูกอายที่ร้ายเข้า ครั้นแล้งจัดทีเดียว อายต้นไม้แลอายแผ่นดินก็สงบอยู่ จึ่งไม่ถูกคน ๆ เข้าป่าในเวลาฝนนักก็ดี ในเวลาแล้งก็ดีจึ่งไม่ไข้เจ็บ ประการหนึ่งถ้าผู้ใดไปเที่ยวป่าเวลากลางคืนนอนใต้ต้นไม้จำพวกหนึ่ง ฤๅนอนเสียที่แจ้งจำพวกหนึ่ง คนสองจำพวกนี้ก็ทดลองแล้ว คนที่นอนใต้ต้นไม้มีความเจ็บมาก คนที่นอนที่แจ้งต้องตากน้ำค้างก็เปนแต่หวัดแต่ไอเท่านั้น เขาพิเคราะห์ดูเหนว่าเวลากลางคืน อายต้นไม้นั้นออกมาอย่างหนึ่ง อายลมธาตุที่จะขึ้นไปเลี้ยงชีวิตรต้นไม้ให้เจริญขึ้นนั้นอย่างหนึ่ง ถ้าสิ้นแสงแดดแล้ว อายก็ออกก็ขึ้น ผู้ที่ไปอยู่ใต้ต้นไม้ในเวลากลางคืนจึ่งมักเปนไข้พิศม์ ถ้าที่ใดเปนกลางทุ่งกลางนาฤๅกลางทเลไม่มีต้นไม้ก็ไม่ใคร่จะเปนไข้พิศม์ จะไข้เจ็บอยู่ก็แต่โรคธรรมดา คนที่ไข้เจ็บก็เพราะถูกพิศม์ต้นไม้ ก็คนที่อยู่ในป่าเปนนิจนั้นทำไมจึ่งอยู่ได้ แก้ว่าคนที่อยู่ในป่าเปนนิจนั้น เพราะเหตุเขาคุ้นเคยกันมาแต่กำเนิดแล้ว ถ้าจะเอาคนเหล่านั้นมาไว้ที่บ้านที่เมืองก็อยู่ไม่ได้ เพราะเหตุที่อยู่ผิดกัน คนที่อยู่ในบ้านในเมือง จะให้อยู่ที่ป่าก็ไม่ได้ ๚ะ

๏ ถามว่าน้ำในทเลทำไมจึ่งเค็ม ทำไมจึ่งพรายเปนหิ่งห้อย น้ำในแม่น้ำทำไมจึ่งจืด แก้ว่าน้ำในทเลดองกันอยู่ จึ่งเกิดเปนธาตุเกลือขึ้นน้ำจึ่งเค็ม อาไศรยที่น้ำจืดปนระคนอยู่น้ำจึ่งได้เหลว ก็ถ้าเอามาต้มเขี้ยวให้น้ำจืดหนีไปหมด ก็คงเปนเกลืออยู่อย่างเดียว ที่พรายเปนหิ่งห้อยนั้นเพราะเค็มจัด จึ่งเกิดเปนรัศมีขึ้น ที่เค็มไม่จัดก็ไม่เปนหิ่งห้อย ก็ที่เหนพรายๆ ยิบ ๆ อยู่ในน้ำ ก็เพราะตัวสัตวที่เลอียดเปนอะณูปะระมาณูนั้นไหวตัวอยู่ในน้ำ จึ่งได้เหนพรายๆ ยิบๆ อยู่ ก็ที่สัตวใหญ่ๆ ว่ายไปก็เหนสว่างเปนสายไป เพราะรัศมีน้ำเค็มนั้นเอง แลน้ำในลำแม่น้ำจืดอยู่นั้นเพราะฝนตกน้ำป่าไหลนองลงมา น้ำนั้นไหลล้างออกไปทเลทุก ๆ ปี ไม่ได้ขังอยู่เหมือนน้ำในทเลนั้น จึ่งจืดอยู่ได้ไม่มีพรายเปนหิ่งห้อย เพราะไม่มีธาตุเค็ม ๚ะ

๏ ถามว่าที่ทเลสาบน้ำจืดดองกันอยู่เป็นนิจทำไมไม่เค็มเล่า แก้ว่าที่ทเลสาบนั้นน้ำก็ไหลลงมาตามแม่น้ำออกทเลใหญ่ได้เหมือนกัน ไม่ขังดองอยู่เหมือนทเลใหญ่ จึ่งไม่เกิดเกลือขึ้นได้ ๚ะ

๏ ถามว่า น้ำในสระในหนอง ทำไมเค็มบ้างกร่อยบ้างจืดบ้าง แก้ว่าเหตุนี้เปนเพราะแผ่นดินเค็ม มีธาตุเกลือเกิดในที่นั้น ที่สระน้ำจืดไม่มีธาตุเกลือน้ำจึ่งจืดอยู่ ที่เค็มนั้นน้ำขังอยู่ที่เดียวไม่ผ่อนตัวไปได้น้ำจึ่งเค็ม ชาวป่าเอาน้ำมาหูงเขี้ยวเปนเกลือกิน ได้เรียกว่าเกลือหูงก็ปรากฏมีเกลืออยู่แท้ ๆ ๚ะ

๏ ถามว่าน้ำร้อนเกิดขึ้นในแผ่นดินเปนบ่อน้ำเดือดอยู่เสมอ สืบถามดูก็ได้ความว่ามีอยู่ทุกประเทศ เปนอย่างไรน้ำจึ่งร้อนอยู่เปนนิจ แก้ว่าที่บ่อน้ำร้อนนั้นนักปราชเขาได้ชันสูตขุดลงไปก็ได้แร่กำมถันมาก แร่กำมถันนั้นทำให้ร้อนขึ้นมาเหมือนฤทธิไฟ ก็แร่อยู่ที่ตรงไหนมาก น้ำอยู่ที่ตรงนั้นก็ร้อนเหมือนน้ำร้อน เปนเหตุด้วยแร่กำมถันนั้นเอง ๚ะ

๏ ถามว่าแผ่นดินพม่า แผ่นดินอเมริกา ทำไมจึ่งเกิดน้ำมันดิน ได้สืบดูที่ประเทศอื่นๆ ก็ไม่มี น้ำมันดินนั้นก็เอามาใช้ทำยาแลใช้จุดเตกียง แลใช้การอื่นๆ ก็ได้ต่างๆ แก้ว่าความข้อนี้สืบนักแล้ว ก็ยังไม่ได้ความว่าเพราะเหตุอย่างไร จึ่งเกิดน้ำมันขึ้นในแผ่นดิน แต่คำนักปราชเขาว่าธาตุในแผ่นดินห้าสิบสี่อย่าง มีธาตุน้ำมันด้วย ก็เหนว่าจะเปนธาตุน้ำมันนี้อย่างหนึ่ง ๚ะ

๏ ถามว่าทำไมน้ำจึ่งขึ้นจึ่งลง ระดูหนาวน้ำขึ้นกลางวัน น้ำลงกลางคืน ระดูร้อนน้ำขึ้นกลางคืน น้ำลงกลางวัน แล้วก็ผ่อนไป ๆ เปนน้ำขึ้นคราวเดียวบ้าง เปนน้ำขึ้นสองคราวบ้าง ขอแก้ตามคำภีร์โลกยสันฐาน ในลัทธิพราหมณ์โปราณก่อน เขาว่าน้ำขึ้นมีลมพัดหนุนน้ำทเลขึ้นไปเข้าทุกอ่าวทุกปากน้ำ ครั้นลมถอยแล้วน้ำจึ่งไหลลง ว่าอีกอย่างหนึ่ง ปล่องไฟในพิภพอยู่ในกลางมหาสมุท เปลวไฟนั้นพลุ่งขึ้นมา ก็ขับเอาน้ำนั้นลั่นเข้าไปในอ่าวทุก ๆ อ่าว ถ้าเปลวไฟนั้นหย่อนลงน้ำก็ไหลคืนกลับ จึ่งเรียกว่าน้ำลง ถ้าว่าดั่งนี้เปนเช่นนั้นจริง น้ำขึ้นลงก็คงพร้อมกันทุกบ้านทุกเมือง การที่น้ำขึ้นน้ำลงนี้ไม่ได้ตรงเวลากันเลย ฝ่ายจำพวกที่ถือว่าพระสร้าง ก็ว่าเมื่อพระสร้างโลกยบันดานให้น้ำขึ้นน้ำลงไว้ แต่ฝ่ายข้างปัญญานักปราชเขาคิดเหนว่า น้ำขึ้นน้ำลงอาไศรยด้วยพระจันทรชักน้ำให้ขึ้นให้ลง เมื่อน้ำเกิดใหญ่เปนเมื่อพระจันทร์เต็มดวงคราวหนึ่ง เปนเมื่อพระจันทรหายลับดวงคราวหนึ่ง ก็แรงดูดพระจันทรที่ชักน้ำเมื่อวันเพ็ญ ฤๅวันดับแรมสิบห้าคํ่ามีกำลังมาก จึ่งชักน้ำขึ้นมาได้มาก ความข้อนี้ต้องอธิบายยืดยาวจึ่งจะเข้าใจได้ ถ้าถือว่าดวงจันทรดวงอาทิตย ชักน้ำให้ขึ้นให้ลงก็จะดีกว่าถืออย่างอื่น เพราะเขาทำเลขคิดถูกได้ ๚ะ

๏ ถามว่าดวงเดือนอยู่ห่างไกลพิภพ ทำไมจึ่งมีแรงดูดเอาน้ำในทเลขึ้นได้ลงได้ แก้ว่าพวกชาวยูโรปเขาได้วัดพิสูตดูด้วยเครื่องมือ เขาเหนว่าดวงเดือนกับลูกพิภพนั้น เปนของใกล้กันกว่าดวงอาทิตยแลดวงดาว มีแรงดูดถึงกัน เขาได้วัดห่างกันกับลูกพิภพเจ๊ดพันไมล์ คิดเปนไทเจ๊ดร้อยแปดสิบเจ๊ดโยชน์กับสองร้อยเส้น ใกล้กว่าดวงอาทิตยแลดวงดาวทั้งปวง มีแสงสว่างถ่อถึงกัน ดวงอาทิตยแลดวงดาวทั้งปวงอยู่ไกลเปนอันมากจึ่งไม่ได้มีแรงดูด ดวงดาวจึ่งไม่มีแสงสว่างมาถึงพิภพนี้ได้ มีมาก็น้อยภอเหนราง ๆ ๚ะ

๏ ถามว่าแผ่นดินไหวด้วยเหตุอันใด นาน ๆ จึ่งไหวคราวหนึ่ง ขอแก้ตามลัทธิคำโบราณาจาริย์แก้ไว้ว่า แผ่นดินไหวด้วยเหตุแปดประการ คือผู้มีบุญหกประการ ไหวด้วยปลาใหญ่ที่รองแผ่นดินพลิกตัวไหวบ้าง ไหวด้วยน้ำด้วยลมรองแผ่นดินก็มีบ้าง ข้างจีนว่าอึ่งอ่างที่หนุนแผ่นดินอยู่ไหวตัวบ้าง คำที่ว่าแผ่นดินไหวเพราะผู้มีบุญนั้นยกไว้ก่อน ด้วยเปนความอัศจรรย์ของผู้มีบุญคัดค้านไม่ได้ ของเปนเพราะท่านผู้มีวาศนา แต่คำที่ว่าปลาอานนท์ที่รองแผ่นดิน แลอึ่งอ่างที่หนุนแผ่นดินจะต้องคัดค้านเสีย ถ้าเปนเช่นนั้น แผ่นดินก็จะไหวทั่วกันทั้งพิภพพร้อมกัน ก็การที่สืบสวนอยู่ในทุกวันนี้ แผ่นดินก็ไหวอยู่เสมอทุกปีทุกเดือน แต่ไหวที่เมืองนั้นบ้างที่เมืองนี้บ้าง ก็ไม่ได้ไหวทั่วกันไป เขาว่าที่เกาะมะลิลา จีนเรียกว่าเมืองลิส่องนั้นไหวเนือง ๆ ถ้าไหวก็จนตึกทลายเรือนทลายไปเหมือนเรือโคลง มีอีกแห่งหนึ่งเขาว่าที่เกาะยี่ปุ่น จีนเรียกว่าตั้งเอี๋ยนั้นก็เหมือนกัน แต่เมืองนั้นไหวโคลงบ้าง ไหวสะท้อนขึ้นบ้าง คนนั่งอยู่บนเก้าอี้ ถ้าแผ่นดินไหวแล้ว ก็สะท้อนขึ้นไปกระแทกลงมา ของที่วางอยู่ที่พื้นก็โดดขึ้นไปตกลงมาน่ากลัวยิ่งนัก ชาวเมืองนั้นทำบ้านเรือนด้วยเครื่องผูกบ้าง ด้วยฝากระดานบ้าง ฝาแผงบ้าง ฝากระดาดบ้าง เปนอันมากกว่าเครื่องอิฐเครื่องปูน การเปนดั่งนี้จะว่าปลาที่หนุนแผ่นดิน แลลมที่หนุนแผ่นดินกำเริบอย่างไรได้ แลนักปราชเขาได้สืบดูรู้ว่า เหนจะเปนของที่เปนอยู่ในใต้ดิน จะเปนน้ำฤๅจะเปนลมเปนไฟฤทธิแร่ต่าง ๆ อย่างไรอย่างหนึ่ง จะมีอยู่ที่สองเกาะนั้นเปนอันมากจึ่งเปนเนืองๆ ที่ผู้ได้เหนแผ่นดินไหว แผ่นดินแยกออกไปแล้วบางทีก็เปนเปลวไฟขึ้นมา บางทีก็เปนควันขึ้นมา ก็ฤทธิแผ่นดินแยกนั้นสะเทื้อนไปมากเท่าไร ก็ไหวไปมากเท่านั้น บางทีก็เกิดภูเขาไฟแผ่นดินก็ไหวสะเทื้อน บางทีเขาซุดจมลงไปในดิน แผ่นดินไหวตามกำลังที่ฤทธิขึ้นในแผ่นดินมากก็ไหวมาก ความสะเทื้อนน้อยก็ไหวน้อย พิเคราะห์ไปดูก็จริง ด้วยแผ่นดินเปนของอ่อนไม่เปนของแขง ไหวสะเทื้อนได้เปรียบเหมือนบุทคลยิงปืนใหญ่ ๆ ขึ้นก็ดีฟันไม้ใหญ่ให้ล้มลงก็ดี แผ่นดินไหวสะเทื้อนตามกำลังหนักแลเบา การก็เหนปรากฏเปนพยานอยู่ดั่งนี้ นักปราชชาวยุโรปเขาคิดเหนว่า ธาตุในแผ่นดินกำเริบขึ้น จึ่งได้ไหวที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง ๚ะ

๏ ถามว่าในพื้นพิภพทำไมมีภูเขา มีเกาะสูงบ้างตํ่าบ้าง มีสิลาต่างๆ ไม่เหมือนกันหลายอย่างหลายประการ เหลือที่จะพรรณา แก้ว่าโลกยสันฐานเขาว่า เมื่อแรกพิภพจะตั้งขึ้นเพราะน้ำฝน ๆ นั้นแห้งงวด ก็เปนดินแบนเหมือนใบบัวลอยอยู่ในน้ำ เหตุที่จะเกิดเปนภูเขานั้น พื้นแผ่นดินเดือดเปนฟองขึ้นมาเหมือนคนหูงเข้าในกะทะ เมื่อน้ำแห้งไปแล้วอยู่แต่เมล็ดเข้า ก็อายไฟที่ร้อนก้นกะทะเป่าเมล็ดเข้านั้นฟูขึ้นมาเปนย่อม ๆ ฉันใด ภูเขานั้นก็เปนดั่งนี้ ที่ใดสูงก็เปนภูเขา ที่ราบเสมอกันก็เปนพื้นแผ่นดิน ที่ลุ่มนักก็เปนทเล ที่ลำแม่น้ำก็เปนทางน้ำไหลเทราะลงมาแต่ที่สูง ครั้นการนานมาที่สูงๆ ก็กลายเปนสิลาไป ที่ถือว่าพระอ้าหล่าผู้สร้างโลกย สร้างให้มีเกาะแลภูเขาไว้ให้พร้อมทุกสิ่ง จะได้ให้มนุษยเปนที่หมายแลใช้สิลาการช่างได้ต่าง ๆ ก็พิจารณาความเรื่องนี้ไม่เหนมีพยาน ท่านจะสร้างจริงฤๅไม่จริงก็ตริตรองไปก็ไม่เหนจริงด้วย ถ้าท่านสร้างให้เปนประโยชน์เช่นนั้นแล้ว ก็ภูเขาที่ไฟไหม้ซุดจมลงไปในแผ่นดินก็เปนอันมาก ที่เปนหินกองโสโครกเกิดขึ้นในทเล โดนเรือแตกเสียไปก็เปนอันมาก การนี้ก็ไม่เปนประโยชน์แก่มนุษยเลย จะว่ามีผู้สร้างอย่างไรได้ ซึ่งว่าที่สูง ๆ นั้นอยู่นานก็กลายเปนสิลาไป จะกลายไปด้วยเหตุอันใดก็ไม่ว่า ก็แต่ปัญญานักปราชที่เขาตริตรองเขาเหนว่า เมื่อแรกพิภพจะตั้งขึ้นแล้ว ก็จะมีไฟเกิดขึ้นในใต้แผ่นดินเป่าขึ้นมาในแผ่นดิน ๆ ถูกไฟก็ฟูขึ้นเปนหย่อมๆ ไฟนั้นเดินไปถึงไหน แผ่นดินก็ฟูไปถึงนั่น เปนทางไฟเดินไป บางทีก็เปนเขายาวไป เขาได้พิเคราะห์ดู ถ้ามีเขาขึ้นในที่ใด ก็คงจะเปนทางเปนสายเกี่ยวพาดเนื่องติดพันธ์กันไป เหมือนอย่างกาญจนะบุรี ตลอดมาราชบุรีไปเพ็ชบุรี เปนแนวเขาไปตลอดถึงเมืองสิงคโปร์ไม่มีระหว่างขาด ก็เหมือนเขาเมืองนครราชสีห์มา ก็กินตลอดมาจนหลังเมืองพนัศนิคม เมืองบางละมุง เมืองระยอง เมืองจันทบุรีไปจนเมืองตราศ เมืองปัจจันตคิรีเขตร จนถึงเขาเตลิง เมืองกำปอด ถึงประเทศอื่น ๆ เขาเปนแนวเปนแถวก็มีเหมือนกัน ก็ถ้ามีเกาะแล้วก็คงจะติดเนื่องเกี่ยวพันธ์กันไป ถ้าไม่ติดเนื่องก็เปนหมู่มาก ๆ ก็ได้สืบดูประเทศอื่นๆ ก็มีเหมือนกัน ภูเขาแลเกาะก็มีถ้ำเปนโพรงทุกตำบล เว้นแต่มีปล่องปากถ้ำเข้าออก ก็เหนว่าเปนโพรง ที่ไม่มีปล่องปากถ้ำเข้าออก ก็เหนว่าเปนภูเขาตัน จะว่าที่จริงที่แท้ ก็เปนโพรงข้างในหมดด้วยกันทั้งนั้น เพราะฤทธิไฟเป่าขึ้นมาที่เปนศิลาต่างๆ นั้น เพราะอาไศรยดินเดิมเปนต่าง ๆ กัน ครั้นดินนั้นถูกไฟเผาก็กลับตัวเปนศิลาไปต่าง ๆ เหมือนบุทคลเอาดินมาปั้นแลเอาไฟเผาให้ดินนั้นร้อนจนถึงเยิ้มละลาย ดินนั้นก็แขงติดเปนก้อนยึดกันเข้าไม่ใช่ฤๅ คล้ายศิลาแลแก้ว ก็ไฟในแผ่นดินนั้นจะร้อนแรงร้ายกาศอย่างไรก็ไม่แจ้ง จึ่งดันเอาแผ่นดินฟูขึ้นมาได้ คิดดั่งนี้ก็ภอจะเหนความได้บ้าง แต่เมื่อแรกไฟพิภพจะเกิดเปนภูเขา ก็ไม่มีผู้ใดเหนผู้ใดรู้ ทุกวันนี้ทำไมจึ่งไม่มีไฟเช่นนั้น เกิดดันขึ้นในแผ่นดินให้เปนภูเขาขึ้นมาบ้างเล่า ไฟนั้นหายไปไหนเสียสิ้น ก็นี่แลเปนแต่ความคาดขะเนเท่านั้น จะว่าเอาแน่ลงทีเดียวก็ไม่ได้ ด้วยเมื่อแรกเกิดก็ไม่มีผู้ใดเหน ๚ะ

๏ ถามว่าต้นผลไม้แลดอกไม้ ไม้ใช้ต่างๆ ทำไมจึ่งไม่มีเหมือนกันไปทุกบ้านทุกเมือง บางแผ่นดินก็มีผลไม้ดอกไม้สิ่งนั้นๆ บางแผ่นดินก็มีผลไม้ดอกไม้สิ่งนี้ต่างๆ ไม่เหมือนกัน ถึงจะเอาพืชน์พันธ์ไปปลูกที่แผ่นดินก็ไม่เหมือนกัน บางทีก็เปน บางทีก็ไม่เปน สัตวดิรัจฉานก็เปนเหมือนกันดั่งต้นไม้ แก้ว่าจะว่าตามพระอ้าหล่าผู้สร้างโลกย ก็ว่าสร้างมาให้สำรับมนุษยได้อาไศรยรับประทาน แลใช้สรอยทำการต่าง ๆ ก็พิเคราะห์คำที่พระอ้าหล่าผู้เปนเจ้าสร้างมาให้เปนประโยชน์แก่มนุษย ๆ ก็เหมือนบุตรของพระผู้เปนเจ้าด้วยกันทั้งสิ้น ธรรมดาบิดาย่อมมีความกรุณาแก่บุตรทั่วไป ถ้าจะมีของสิ่งใดจะแจกให้บุตรได้กินแลได้ใช้ ต้องให้เสมอเหมือนกันไม่ใช่ฤๅ ก็ถ้าแต่จะรักข้างหนึ่ง ชังข้างหนึ่ง ก็ไม่สมที่บิดารักบุตร พิเคราะห์ดูในพื้นโลกยทุกวันนี้ แผ่นดินอุดมก็มี ที่ไม่อุดมจะปลูกอะไรกินไม่ได้ก็มี ที่มีไม้ดีๆ ใช้ก็มี ที่ไม่มีไม้ดีๆ ใช้ก็มี มีสัตวที่งามดีก็มี ที่แผ่นดินเลี้ยงสัตวไม่ขึ้นก็มี จะว่าพระอ้าหล่าผู้เปนเจ้าสร้างให้มนุษยได้ใช้ แลบริโภคอย่างไรได้ ถ้าสร้างจริงแล้วก็คงจะสร้างให้มีของกิน แลใช้สรอยเหมือนกันทั่วพิภพ ไม่มีความลำเอียง เหมือนบิดารักบุตร ถ้าดั่งนี้จึ่งจะเหนจริงด้วย ก็คำที่พวกถือพระพุทธสาศนา เขาว่าพืชน์พรรค์สิ่งสาระพัดทั้งปวง เปนด้วยอุตุนิยมประการหนึ่ง พืชน์นิยมประการหนึ่ง ธรรมดานิยมประการหนึ่ง อุตุนิยมนั้น คือรศอายแผ่นดินอายอากาศนิยมให้เปนขึ้น ก็พืชน์นิยมนั้น คือพืชน์ผลที่ออกจากอุตุนิยมนั้น ไปนิยมเปนพืชน์พรรคต่อ ๆ ไปอีก ธรรมดานิยมนั้น ก็เปนธรรมดาโลกยที่ใดจะเกิดสิ่งใด ก็เกิดสิ่งนั้น เพราะด้วยดินด้วยฟ้าด้วยอากาศไม่เหมือนกัน จึ่งเปนต่างกัน ก็ที่ว่าพืชน์ผลที่แผ่นดินนี้เอาไปปลูกที่แผ่นดินโน้นเปนบ้าง ไม่เปนบ้าง ก็เพราะแผ่นดินแลอากาศผิดกัน พืชน์พรรคผิดกัน ถึงปัญญานักปราชเขาก็เหนเช่นนี้ ๚ะ

๏ ถามว่าในแผ่นดินทำไมจึ่งเกิดแร่ต่างๆ เพราะเหตุด้วยอะไร แก้ว่าตำราไทเขาว่า กายสิทธิมีฤทธิเดินไปในแผ่นดินชอบธาตุสิ่งไร ก็เปนแร่สิ่งนั้น คิดไปดูกายสิทธินั้นจะเปนของสิ่งไรก็ไม่รู้ ก็เปนชื่อว่าเดา ๆ ไปไม่มีพยาน พวกที่เขาถือพระอ้าหล่าเปนเจ้าสร้าง เขาก็ว่าพระผู้เปนเจ้าสร้างแร่ต่าง ๆ มาให้มนุษยได้ใช้ ปัญญานักปราชที่ไม่เชื่อ เขาได้เที่ยวทดลองดูทุกสิ่งทุกประการก็ได้รู้แน่ว่า จนชั้นในผมมนุษย ก็มีธาตุเหล็กอยู่ ถ้าเอาผมมามาก ๆ เผาไฟเข้า จับเอาเหล็กที่ในเท่าผมนั้นก็ได้เนื้อเหล็ก การเปนดั่งนี้ จะว่าพระเจ้าผู้เปนเจ้าสร้างแร่ต่างๆ ให้มนุษยได้ใช้อย่างไรได้ ถ้าสร้างแร่ให้ใช้แล้ว ทำไมในผมคนจึ่งจะมีด้วยเล่า นักปราชเขาจึ่งคิดเหนว่า ธาตุที่มีอยู่ในแผ่นดิน ๕๔ ธาตุ ก็ธาตุนั้นกับธาตุนั้นกินกัน จึ่งบังเกิดแร่สิ่งนั้น ธาตุนี้กับธาตุนี้กินกันจึ่งบังเกิดเปนแร่สิ่งนี้ เขาว่าก็ภอฟังได้ แต่ธาตุห้าสิบสี่อย่างนั้นคือทองคำขาว ๑ ทองคำเหลือง ๑ เงิน ๑ เงินเยรามัน ๑ ทองแดง ๑ ดีบุกบริสุทธิ ๑ ดีบุกชิน ๑ ดีบุกสังขวานร ๑ ดีบุกชินพร ๑ สังกสี ๑ จ้าวต่างๆ พลวงต่างๆ ตุกกะต่ำ ๑ อังเลอ ๑ ปรอท ๑ เหล็ก ๑ สารซ่มขาว ๑ สารซ่มเขียว ๑ ดิน ๑ สิลา ๑ น้ำประสารทอง ๑ สารต่างต่าง ๑ กำมถัน ๑ ธาตุเค็ม ธาตุเมา ธาตุเปรี้ยว ธาตุหวาน ธาตุหอม ธาตุเหมน ธาตุเย็น ธาตุร้อน ธาตุน้ำ ธาตุน้ำมัน ที่มีชื่อแปลไม่ออกอีกเปนหลายประการ ๚ะ

๏ ถามว่าถ่านสิลาที่เกิดขึ้นในใต้แผ่นดิน เขาเอามาใช้จุดไฟได้นั้นเปนเหตุอย่างไร แก้ว่าในคำภีร์อื่นๆ สืบดูก็ไม่มีว่าด้วยถ่านสิลา มามีแห่งหนึ่งในเรื่องซุยถัง เจ้าแผ่นดินจีนให้ขุดคลองตัดภูเขาได้ไปภบถ่านสิลาเข้า ก็ไม่รู้จักว่าอะไร จึ่งหานักปราชจีนมาถาม นักปราชนั้นแก้ว่า เมื่อเดิมแผ่นดินจะตั้งขึ้น มีไฟเกิดขึ้นในแผ่นดินไหม้สิลาอยู่ ครั้นไฟนั้นดับสิลาก็ดำเปนถ่านไปอยู่ในใต้แผ่นดิน คำนักปราชชาวยูโรปเขาว่าถ่านสิลาเกิดหลายอย่าง เกิดด้วยแร่กำมถันมากินสิลาที่อยู่ใต้ดิน เกิดเปนแร่กำมถันขึ้นก่อนแล้ว มีธาตุอีกจำพวกหนึ่ง ชื่อนิฝ่อมากินแร่กำมถันเข้า แร่กำมถันก็กลายเปนถ่านสิลาไป อีกประการหนึ่ง เขาว่าแผ่นดินไหวฤๅภูเขา ต้นไม้ซุดจมลงไปในแผ่นดินแล้ว ธาตุกำมะถันมากินแล้ว ธาตุนิฝ่อมากินซ้ำเข้าอีก จึ่งกลายเปนถ่านสิลาไป การที่ว่าดั่งนี้ก็ไม่ได้เหนด้วยจักษุเปนแต่การคาดขะเน แลทดลองเท่านั้น ๚ะ

๏ ถามว่านานๆ จึ่งได้เหนดาวหางเปนเหตุอย่างไร แก้ว่าตำราไทเขาว่าในแผ่นดินจะมีเหตุร้ายสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็เกิดดาวหางปรากฏขึ้น คือดาวพระราหู ดาวพระเกตุ ดาวมฤตยู ๓ ดวงนี้ มักออกให้เปนดาวหาง ตำราจีนเขาก็ว่าเหมือนกัน แต่ที่ดวงดาวนั้นเขาเรียกชื่อว่าดาวฮุยแฉ ถ้าออกเมื่อไรแผ่นดินมักเปนเหตุต่าง ๆ ความเรื่องนี้สังเกตดูก็เหนจริงบ้าง ไม่เหนจริงบ้าง ด้วยของอยู่บนอากาศ เหนด้วยกันหลายบ้านหลายเมือง บางเมืองมีเหตุสิ่งไรก็โทษเอาดาว บางเมืองที่ไม่มีเหตุสิ่งไร เขาก็ปรกติดีอยู่ จะว่าดาวให้โทษอย่างไรได้ ด้วยของไม่เปนทั่วกันไป พวกชาวยูโรปเขาได้สร่องกล้องใหญ่ดูเปนนิจ เขาเหนว่ามีดาวจำพวกหนึ่ง เดินมาแต่ไกล ไม่ได้เปนดาวประจำที่ธรรมดาอยู่ เปนดาวจรมาใกล้ดวงอาทิตยเข้าไปเสมอทางดาวพระสุกร ดาวนั้นก็บังเกิดเปนรัศมีพุ่งออกไป เพราะแสงพระอาทิตยขับ ถ้าดาวนั้นเดินห่างออกไป รัศมีหางก็สั้นเข้ามาทุกวัน ๆ เมื่อพ้นอาณาเขตร ดวงอาทิตยออกมาก็หายเปนดวงดาวปรกติ แล้วก็เดินห่างไป ๆ จนไม่รู้ว่าไปข้างไหน นาน ๆ มีดวงดาวอื่นเข้ามาอีก ก็เปนหางดั่งนั้น ก็ที่หางไม่เหมือนกัน หางใหญ่บ้างหางเล็กบ้าง เปนหางตราดบ้าง ก็เพราะดวงดาวที่เข้ามาเปนดาวหางนั้นไม่เหมือนกัน ใหญ่บ้างเล็กบ้าง นักปราชเขาเหนว่าดาวหางนั้น ก็เปนดาวจรมาแต่ไกล ไม่ใช่ดาวประจำที่ ดาวประจำที่ ๆ เดินใกล้เคียงพระอาทิตยมาก ก็คือดาวพระพุฒ ดาวพระสุกร เดินใกล้พระอาทิตยยิ่งกว่าดาวทั้งปวง ก็ไม่เหนเปนหาง ก็ดาวหางจะว่าเปนเหตุอย่างไร จึ่งเปนหางขึ้นก็ไม่แจ้งเลย แต่จับเหตุได้ว่าจรมาแต่ไกลนั้นอย่างหนึ่ง เดินเข้าไปใกล้ดวงอาทิตยนั้นอย่างหนึ่ง จึ่งเปนหางขึ้นสังเกตได้แต่เท่านี้ ๚ะ

๏ ถามว่าดาวเข้าดวงพระจันทรนั้นอย่างไร แก้ว่าดาวเข้าดวงพระจันทรนั้น เปนอยู่แต่ดาวพระเคราะห์ใหญ่ ด้วยดาวพระเคราะห์ใหญ่นั้นเดินจักราศรีเหมือนพระอาทิตยพระจันทรเหมือนกัน นานๆ ก็ไปตรงดวงอาทิตย ฤๅดวงจันทรเข้าทีหนึ่ง คนจึ่งเหนว่าดาวเข้าดวงพระจันทร แต่ที่เข้าบังดวงอาทิตยนั้นคนไม่เหน ด้วยแสงอาทิตยนั้นกล้า จึ่งไม่มีใครพูดกันว่าดาวเข้าดวงพระอาทิตย ที่จริงก็เหมือนอย่างจันทรุปราคา สุริยุปราคาเหมือนกัน ก็ดาวฤกษดาวประจำทิศแลดาวอื่น ๆ นั้น เปนของประจำอยู่กับที่ จึ่งไม่เข้าบังดวงอาทิตยดวงจันทรได้ ๚ะ

๏ ถามว่าในอากาศเวลาเช้ามืด เหนเหมือนดั่งดาวตกลงมาก็มี เวลาดึก ๆ เปนดวงเท่าผลมพร้าวบ้าง เท่าผลซ่มโอบ้าง เท่าผลซ่มเกลี้ยงบ้าง มีรัศมีขาวก็มีเขียวก็มี ผ่านไปในอากาศ บางทีก็ไม่มีหาง บางทีก็มีหางเหมือนตรวด บางทีก็เปนดวงไฟเหมือนโคมขึ้นไปติดอยู่ที่ของสูงๆ บางทีก็เปนรัศมีแดงเจือเขียวไปบนหลังแผ่นดิน แลหลังน้ำสูงศอกหนึ่งบ้าง สองศอกบ้าง ที่เรือแล่นไปในทเล ก็มาติดอยู่บนยอดเสากระโดงเปนดวงไฟก็มี เปนพรายๆ ขึ้นข้างเรือก็มี บางที่มีรัศมีสว่างเหมือนหิ่งห้อย ก็ที่มีความสว่างอยู่ในบนบก คือหิ่งห้อยแลแมลงคาเรือง มีในขมิ้นในฟองเป็ดฟองไก่ แลไพลในว่านในรากพุทชาติ แลที่โสโครกแลปลาน่าว บังเกิดเปนรัศมีเรืองๆ ขึ้น เปนเหตุอย่างไร จึ่งเปนเหตุต่างๆ กันดั่งนี้ ตอบว่าแก้ตามภาษาไทภาษาจีนว่าเหมือนกัน จะจริงฤๅไม่จริงตรองดูเถิด ข้อที่เปนดวงใหญ่ผ่านไปรัศมีขาวแลเขียว เขาเรียกว่าอุกาบาต ถ้าไปตกที่บ้านใดเรือนใด ก็บังเกิดอัปปรีจันไรที่เรือนนั้น ก็ที่เปนดวงเท่าผลซ่มเกลี้ยงไม่มีหาง มีรัศมีขาวฤๅแดงเลือนลอยไปในอากาศ เขาว่าพระบรมสารีริกธาตุเสด็จ ก็ที่ฉูดไปมีหางเหมือนตรวด เขาว่าผีพุ่งใต้ที่ย้อย ๆ ลงมาจากอากาศ เขาว่าเทวดาจุติ ที่ติดเป็นดวงไฟอยู่ที่ของสูง ๆ เขาว่าเทวดาสำแดงให้เหน ก็ที่เปนดวงไปในพื้นแผ่นดิน แลหลังน้ำสูงศอกหนึ่งบ้างสองศอกบ้าง เขาเรียกว่าผีกระสือผีโขมด ก็ที่เปนดวงไฟขึ้นไปติดอยู่บนยอดเสากระโดงเรือในทเล เขาเรียกว่าพรายน้ำ ก็ที่มีรัศมีสว่างที่แมลงคาเรือง ที่หิ่งห้อยที่รากไม้ แลของต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว เขาว่าธรรมดาของเปนเอง ก็การอันนี้เปนเหตุอย่างไรจึ่งได้เปนอย่างนั้นๆ ก็ไม่รู้แน่ ได้สืบถามดูตามที่เขาได้เหนมีพยานหลายอย่าง เขาว่าได้ออกไปนอนเฝ้ารั้วโปะปลาทูในทเล ก็เหนเปนรัศมีฉูดไปฉูดมาเหมือนผีพุ่งใต้ แล้วก็มาหายอยู่ที่เสาโพงพางเสารั้ว เขาสงไสยเอาไฟไปสร่องดู ก็เหนงูเขียวหางไหม้พันอยู่ที่เสาอยู่นาน แล้วก็มีรัศมีฉูดไปอีก เขาได้สร่องดูเหนงูนั้นหายไป ความเรื่องนี้ตริตรองดูก็เหนว่าจริง ด้วยตัวสัตวทั้งปวง นักปราชเขาว่ามีธาตุไฟกินอยู่ในตัวแทบทั้งนั้น ก็งูนั้นจะมีธาตุไฟอยู่ในตัวมาก ไปกระทบอากาศธาตุไฟเข้า จึ่งบังเกิดเปนรัศมีสว่างขึ้น เหตจะเปนดั่งนั้น ข้อที่เรียกว่าเทวดาจุติเหนย้อยๆ มาแต่อากาศ ก็เหนจะเปนสัตวสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไปมาได้ในอากาศสูงๆ เหมือนกับได้เหนงูเหนปลาว่ายอยู่ในทเล ก็มีรัศมีสว่างฉูดไปปรากฏเปนพยานอยู่ดั่งนี้ ก็ที่เรียกว่าอุกาบาตนั้นไปตกลงที่ใด ก็กระจายพรายไปมีรัศมีเรือง ๆ อยู่ เขาได้เอามือไปเช็ดมาดมดูก็เหมนกลิ่นกำมถัน นักปราชเขาคิดว่าจะเปนลม ธาตุกำมถันขึ้นจากแผ่นดินบ้าง ออกจากภูเขาแลของสูง ๆ บ้าง จึ่งให้มีรัศมีสว่างไป ก็ที่เรียกว่าพระบรมสารีริกธาตุเสด็จ เปนของเลื่อนลอยหายในอากาศ ก็ยังไม่รู้แน่ว่าจะเปนสิ่งไรเกิดขึ้น ที่เรียกว่าผีกระสือผีโขมด เหตุนี้เขาได้ทดลองแล้ว เปนขึ้นด้วยของโสโครกของน่าวในแผ่นดิน ผีโขมดก็เปนด้วยน้ำน่าวในท้องทุ่ง จึ่งปรากฏให้เหนเปนดวง ๆ ไป ของนี้ไปไม่ได้สูงด้วยกำลังอายดินแลอายน้ำขับเท่าไร ก็เปนอยู่เพียงเท่านั้น ที่ว่าปลาน่าวเปนเรือง ๆ ก็เหมือนกันกับเหนผีกระสือผีโขมด ที่ว่าเปนดวงไฟติดอยู่ที่ของสูง ๆ ว่าเทวดาสำแดงให้เหนปรากฏ ก็พวกที่เขาถือว่าเทวดาไม่มี เขาก็ว่าธาตุไฟที่มีอยู่ที่นั้นเปนเอง ความข้อนี้ตัดสีนยากไม่รู้ว่าจะเชื่อข้างผู้ใด ที่เปนดวงติดยอดเสากระโดงเรียกว่าพรายน้ำ พวกที่ถือผีเขาก็ว่าผีในทเลมาทำร้ายเขา ก็เอาขนเป็ดขนไก่เผาเอาเข้าสารกับเกลือแลของโสโครกที่เหมนสาดขึ้นไป บางทีเศกน้ำมนต์ประพรมขึ้นไปก็หายได้ ความเรื่องนี้ต่อเรือถูกพยุมืดฝน ฤๅฝนตกจึ่งเปน ถ้าเปนแล้วก็แล่นเรือไปไม่ได้ เหมือนอะไร ๆ ดูดเหนี่ยวอยู่ที่เดียว ถ้าลมเปนปรกติสว่างฟ้าฝนดีอยู่ก็ไม่เปน ก็จำพวกที่เขาไม่ถือผี เขาก็ว่าเหตุนี้เกิดเพราะด้วยอากาศร้อนนักเอย็นนัก กระทบกันเข้าจึ่งเกิดเปนพราย ๆ ขึ้นมาแต่ใต้น้ำก่อนมากกว่ามาก แล้วจึ่งผุดขึ้นมาจับบนหลังน้ำแดงสว่างไปหลาย ๆ เส้น ถ้าถูกเรือก็ขึ้นจับอยู่บนเสากระโดงบ้าง บนปลายเพลาบ้าง เปนดวงแดงติดอยู่ บางทีก็ขึ้นตามข้างเรือขึ้นไปจนบนดาดฟ้า เปนเลือกลื่นเหมือนน้ำคาวปลา มีรัศมีเหมือนหิ่งห้อย เรือจะแล่นไปก็ไม่ได้ เหมือนมีของดูดไว้ ถ้าเปนดั่งนั้นก็เกิดเปนลมใหญ่ฝนใหญ่ แต่ไม่ยืดยาวเหมือนพยุห์ทั้งปวง ความข้อนี้ก็เปนอัศจรรย ถ้าจะว่าทางปิศาจ เขาก็แก้ไปข้างทางปิศาจเกลียดแลกลัวก็หายได้ บางทีก็ไม่หาย กดเอาเรือล่มจมไปก็มี ความเรื่องนี้จะเปนอย่างไรก็ไม่แจ้งเลย พวกที่ถือผีเขาก็ว่าผี พวกที่ไม่ถือผีก็ว่าเปนเอง เขาก็ไม่แก้ไม่ไขสิ่งไร ก็รอดไปได้เหมือนกัน ข้อที่ว่ามีความสว่างในของต่าง ๆ คือ ว่านขมิ้นไพล รากพุทชาติ หิ่งห้อย แมลงคาเรืองนั้น เขาว่าเปนธาตุอย่างหนึ่ง แต่คำไทไม่มีชื่อจะเรียกว่าอะไร คำนักปราชเขาว่ามีชื่อว่าฟ้าสุพเรกกินอยู่ในนั้น จึ่งเกิดรัศมีขึ้น แต่แปลข้างไทไม่มีคำจะบัญญัติชื่อ ๚ะ

๏ ถามว่าเมฆในอากาศเปนก้อนขาวบ้าง แดงบ้าง เหลืองบ้าง เขียวครามบ้าง บางทีเปนรัศมีต่าง ๆ กันเปนเหตุอย่างไร ตอบว่าจะแก้ตามไทตามจีน ข้างจีนก็เรียกว่าหุน แปลว่าเปนควัน จะเอาความอย่างไรก็ไม่ได้ ข้างไทยก็ว่าเมฆเกิดหลายอย่าง คืออายควันออกจากภูเขา ลมหอบควันนั้นมาก็เปนก้อน ๆ บางทีก็เกิดเพราะลมใหญ่ในอากาศเหนเปนก้อนเมฆ บางทีลมกับน้ำฝนหุ้มกันอยู่ ก็เหนเปนก้อนเมฆ ก็ที่ว่าฟ้าแดงเรียกว่าไฟไหม้ทิศ รัศมีไฟจับเอาก้อนเมฆจึ่งแดงเหลืองไป เพราะทุลีในแผ่นดินขึ้นไปสะสมกันอยู่มากต่อมาก ก็เปนเชื้อไฟเกิดเปนลมอัดกัน จึ่งบังเกิดเปนไฟไหม้ขึ้น ก็ที่เมฆเปนรัศมีต่าง ๆ นั้น เปนด้วยอายน้ำอายแดดในอากาศกระทบกัน จึ่งจับเอาศรีเมฆเปนรัศมีต่างๆ ไป ความเรื่องนี้พิจารณาดู ถ้าปีใดในต้นระดูฝนเหนเมฆมีรัศศมีต่าง ๆ แล้ว ฝนในปีนั้นมากบริบูรณดี ว่าดั่งนี้เปนการสังเกตเอาเปนจริงได้ ก็ที่เหนฟ้าแดงว่าไฟไหม้ทิศ อากาศแลก้อนเมฆเปนศรีแดงไปหมด ไฟไหม้อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ไม่มีพยาน แต่เมื่อเวลาจะเปนก็เปนแต่เวลาบ่าย ๆ เอย็นตวันยอแสงจึ่งเปน มีรัศมีถ่อมาถึงแผ่นดิน คนเหนก็เรียกว่าผีตากผ้าอ้อม ถ้าจะตริตรองไปก็เหนว่าแสงอาทิตยลับดวงไป ก้อนเมฆนั้นอยู่สูง จะรับเอาแสงแดดติดกันอย่างไรก็ไม่รู้ จะว่าเปนด้วยแสงแดด ก็คงจะเปนทุกวัน การนี้ก็ไม่เปนทุกวัน จะว่าแสงแดดไปจับเมฆฤๅก็สงไสยอยู่ บางวันก็เปนบางวันก็ไม่เปน ปัญญานักปราชเขาเหนว่าเปนธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ของที่ดูดขึ้นไปจากพื้นดินมากบ้างน้อยบ้าง ไม่เสมอกัน ที่เหนเปนศรีแดงนั้นเพราะอายแผ่นดินนั้นดูดน้อย แสงอาทิตยนั้นแบ่งมา ของนั้นบาง จึ่งเหนเปนศรีแดง ซึ่งเหนศรีเขียวนั้น เพราะอายดูดขึ้นไปจากแผ่นดินมาก บังแสงอาทิตยเสียหมด ก็ชักเอาศรีอากาศที่เขียวนั้นมาจึ่งเหนเปนศรีเขียว ที่เหนเปนศรีดำนั้น เพราะในอากาศมีอายแผ่นดินขึ้นไปมากด้วยกัน จะอาไศรยศรีอื่นๆ ไม่มีในอากาศก็เหนเปนศรีดำ อากาศโปร่งก็เหนเปนศรีขาว ซึ่งเรียกว่าเมฆฤๅอายแผ่นดินเปนศรีต่าง ๆ ก็เพราะเหตุนั้นดั่งนี้ ที่เหนเปนควันขาวที่เรียกว่าหมอกนั้น ก็มีอยู่แต่ในระดูหนาว เพราะในระดูหนาวนั้นแผ่นดินร้อนอากาศเอย็น ของร้อนของเอย็นกระทบกันเข้าจึ่งได้เปนหมอก ควันขึ้นขาวเปรียบเหมือนเอาน้ำดับลงบนกองไฟ ก็บังเกิดเปนควันขาวขึ้นมาสำคัญได้ว่าอายแผ่นดิน เพราะไม่มีความเผ็ดแสบตาเหมือนอย่างควันที่เผาไหม้ ประการหนึ่งเหนเปนรัศมีสว่างจับท้องฟ้าในเวลากลางคืน แต่ทิศใดทิศหนึ่ง แลไปเหมือนแสงไฟไหม้ดั่งนี้เรียกว่าทุมเพลิง ข้างปัญญานักปราชเขาคิดเหนว่าธาตุไฟในแผ่นดินขึ้นที่นั่นมาก จึ่งเหนเปนรัศมีสว่างไปจับท้องฟ้า ประการหนึ่งมีลักษณเวลากลางวันเปนควันอ่อนศรีเหลืองมืดมัวไป ในกาลใช่ระดูหนาว เปนดั่งนี้จึ่งได้เรียกว่าทุมเกต ปัญญานักปราชที่เขาคิดเหนว่าอายแผ่นดินขึ้นไปกระทบแสงอาทิตย ๆ ไม่ขับโปร่งไปได้ จึ่งเหนเปนควันเหลือง ๆ มัว ๆ อยู่ดั่งนั้น ถ้าเกิดขึ้นเมื่อใด มนุษยก็สังเกตุว่ามักเปนหวัดเปนไอไข้เจ็บชุกชุม ๚ะ

๏ ถามว่าที่ดวงอาทิตย ดวงจันทรทรงกลด แลเปนสายรุ้งกินน้ำนั้นเหตุอย่างไร แก้ว่าดวงอาทิตยดวงจันทรทรงกลดนั้น ใช่ว่าที่ดวงอาทิตยดวงจันทรจะเปนขึ้นเองก็หามิได้ รัศมีเปนขอบเปนชั้นๆ นั้น ก็เพราะอากาศเปนน้ำรัดหุ้มรัศมีแดดขับออกไปกั้นน้ำไว้ คนจึ่งแลเหนเปนขอบ เพราะของในอากาศเบ่งกันอยู่ ได้สังเกตดูว่า ดวงอาทิตยทรงกลดไม่มีเมฆฝน เปนอากาศว่าง ๆ แล้วขอบก็หาสู้เปนรัศมีหลายชั้นไม่ ถ้ามีอากาศฝนเข้าด้วยแล้ว ก็ดูเหนรัศมีหลายชั้นเหมือนรุ้งกินน้ำ พระจันทรทรงกลดก็เปนดั่งนี้เหมือนกัน ข้อที่ว่ารุ้งกินน้ำนั้น ตำราไทยเรียกอินทนูคือธนูของพระอินทร พวกแขกเขาถือว่าพระสร้างโลกย เขาก็ว่าธนูของพระผู้เปนเจ้า คำสองคำนี้ก็เหมือน ๆ กัน ก็คำชาวบ้านเขาว่าเปนตัวสัตวลงมาจากอากาศ มาเที่ยวหากินในแผ่นดินแลในน้ำ รัศมีจึ่งเปนสายลงมา ก็ถ้าพิเคราะห์โดยความจริง ก็เหนว่ารุ้งกินน้ำ บางทีก็เปนสายเดียว บางทีก็เปนสองสาย บางทีก็ใกล้กัน บางทีก็ห่างกัน เมื่อเปนดั่งนั้นก็เปนเมฆฝนตั้งขึ้น จึ่งได้เหนสายรุ้ง แลสายรุ้งนั้นก็โค้งเปนวงไปไม่ตรงลงมา ก็เหนว่าจะเปนด้วยน้ำแลลมในอากาศจะบีบเบ่งกันอย่างไร ทำนองเหมือนอาทิตยทรงกลด จันทรทรงกลดอย่างเดียวกัน เปนแต่การประมาณตามแต่ปัญญาจะคิดเหนเถิด ๚ะ

๏ ถามว่าสุริยุปราคา จันทรุปราคาเปนเหตุอย่างไร บางทีก็มีบางทีก็ไม่มี ฃอแก้ตามคำภีร์ไตรยภูมโลกยสันฐานลัทธิคนโปราณก่อน แล้วจึ่งจะแก้ตามคำภีร์โหร แล้วจึ่งจะแก้ตามคำนักปราช โลกยสันฐานนั้นว่าพระอาทิตยเทพบุตร พระจันทรเทพบุตร เปนเวรุด้วยพระราหู มีความพยาบาทต่อกัน ถ้าเที่ยวไปในจักราศรีภบกันเข้าเมื่อไร พระราหูก็เอามือบังไว้บ้าง ฤๅเอาปากอมเข้าไว้บ้าง แต่ข้างคำภีร์โหรเขาว่าอาทิตย จันทรราหู เทวดาสามองค์นี้ เดินร่วมราศรีเดียวกันก็ดี ร่วมนวางค์เดียวกันก็ดี ฤๅเล็งตรงกันก็ดี จะควรเปนสุริยคาธก็เปนสุริยคาธ จะควรเปนจันทคาธก็เปนจันทคาธ ในคำภีร์โหรเขาว่าดั่งนี้ ๚ะ

๏ ถามว่าในคำภีร์โหรว่า พระอาทิตย พระจันทร พระราหูสามองค์นี้ ร่วมราศรีเดียวกันก็ดี เล็งกันก็ดี จึ่งเปนสุริยคาธจันทคาธ ถ้าขาดเสียสักองคหนึ่ง ไม่พร้อมกันจะไม่เปนศุริยคาธจันทคาธฤๅ แก้ว่าถ้าขาดแต่องคใดองคหนึ่งก็ไม่เปนเลย ถ้าแต่พระอาทิตยพระราหูร่วมกัน พระจันทรไม่ได้เข้าอยู่ด้วยก็ไม่เปน พระจันทรกับพระราหูร่วมกัน พระอาทิตยํไม่เข้าอยู่ด้วยก็ไม่เปน ๚ะ

๏ ถามว่าเหตุใดจึ่งต้องพร้อมกันสามองค เมื่อเปนสุริยคาธ จันทคาธ ก็เปนแต่องคเดียว แก้ว่าในคำภีร์โหรท่านวางไว้อย่างนั้น คิดไปดูกับที่นักปราชเขาคิดเหน เรื่องสูริย์เรื่องจันทรนี้ ฟังก็ภอเหนจริงได้บ้าง นักปราชที่เขาไม่ถืออะไร เขาคิดเหนว่าดวงอาทิตยก็ลอยอยู่ในอากาศ ดวงจันทรก็ลอยอยู่ในอากาศ พิภพที่เราอยู่ก็ลอยอยู่ในอากาศเหมือนกัน ถ้าจะเปนสุริยคาธแล้วดวงอาทิตยอยู่ข้างหนึ่ง ดวงพิภพอยู่ข้างหนึ่ง ดวงจันทรเดินไปอยู่ในระหว่างกลางเล็งตรงกันจริง ๆ ไม่ยักเยื้อง เราอยู่ที่พิภพแลไปกระทบดวงจันทร ๆ บังดวงอาทิตยเข้าไปเท่าไร ก็เหนดวงอาทิตยมืดแหว่งเข้าไปเท่านั้น ไม่ใคร่จะมิดดวง ด้วยดวงจันทรนั้นเล็กกว่าดวงอาทิตย ต่อเมื่อไรบังกันเข้าไปถึงสูญไส้กลางดวง เราจึ่งแลเหนว่ามิดดวง ดูกลางวันก็แลเหนมืดไปเหมือนกลางคืน เพราะดวงจันทรเปนของหนา เข้าบังดวงอาทิตย เงาดวงจันทรถ่อมาถึงพิภพเราอยู่จึ่งดูมืดไป เปรียบเหมือนบุทคลเอาผลซ่มเข้าบังดวงไฟใหญ่ ก็เงาผลซ่มนั้นถ้าไปต้องที่ตรงใด ที่ตรงนั้นก็มืดไปไม่ใช่ฤๅ ๚ะ

๏ ถามว่าจันทคาธอย่างไรเล่า แก้ว่าดวงอาทิตยอยู่ข้างหนึ่ง ดวงจันทรอยู่ข้างหนึ่ง ดวงพิภพเข้าไปอยู่กลางสามดวงนี้เล็งตรงกันไม่ยักเยื้อง แสงอาทิตยมากระทบดวงพิภพ เงาของดวงพิภพไปกระทบดวงจันทร เราอยู่ที่ดวงพิภพแลไปเหนดวงจันทรมืดแหว่งเข้าไปบ้าง บางทีก็มืดเต็มดวงบ้าง ก็แต่ไม่มืดทีเดียวเหมือนสุริยคาธ ยังเหนดวงจันทรรางๆ อยู่ เพราะเงาพิภพเข้ากระทบดวงจันทรที่กินมิดดวงบ่อย ๆ เพราะเงาพิภพโตกว่าดวงจันทร จึ่งเปนเช่นนั้น ถ้าดวงพิภพดวงอาทิตยดวงจันทรขาดแต่ดวงหนึ่ง ก็ไม่เปนสูริยเปนจันทรเหมือนกัน ถ้าจะเอาดวงพิภพแทนพระราหูนั้น ก็ถูกกับคำภีร์โหราสาตรไม่ผิดกันเลย ๚ะ

๏ ถามว่าดวงจันทรเดินเข้ามาในระหว่างกลางพิภพแลอาทิตย แล้วก็เดินออกไปนอกพิภพ ๆ เข้าอยู่กลางเปนดั่งนี้ทุกเดือนๆ ทำไมจึ่งไม่เปนสุริยคาธ จันทคาธทุกเดือนเล่า แก้ว่าอากาศกว้างใหญ่นัก ยักเยื้องไปบ้างเล็กน้อยก็ไม่เปน ต่อเมื่อไรเงาตรงกันเข้าจริงๆ จึ่งจะเปนสุริยคาธ จันทคาธ ๚ะ

๏ ถามว่าสุริยคาธ จันทคาธ ก็เปนด้วยธรรมดาโลกยก็ทำไมเมื่อเวลามีสุริยคาธ จันทคาธ ทำไมจึ่งยิงปืนตีม้าฬ่อฆ้องกลองตีเกราะเคาะไม้ ที่สุดไม่มีอะไรก็ดีดแต่เล็บเฉาะ ๆ เท่านั้น เมื่อทำดั่งนี้ไม่เปนการช่วยพระอาทิตย พระจันทรฤๅ แก้ว่าเขาทำดั่งนี้ ด้วยของในอากาศเปนขึ้นเหลือวิไสยมนุษยจะรู้ มนุษยยังรู้ได้ มาคิดเลขทำให้ถูกทุ่มถูกนาฬิกาถูกโมง ทายสูริย์แลจันทรได้ เขาดีใจด้วยเหตุนี้ จึ่งได้ทำการเอิกเกริก เพื่อจะให้คนทั้งปวงรู้ทั่วกันว่ามีสูริย์ฤๅมีจันทร เปนความดีใจว่าหมอเขาทายถูก จึ่งได้เอิกเกริกขึ้น แก้ตามตำราจีนเขาว่าพระอาทิตยพระจันทรเปนผัวเมียกัน เปนพนักงานไปสร่องโลกยนาน ๆ เดินไปภบกันเข้าครั้งหนึ่งก็เข้าอยู่ด้วยกัน มนุษยทั้งปวงกลัวว่าพระอาทิตยพระจันทร จะอยู่เสียด้วยกันทีเดียว จะไม่แยกย้ายกันไปสร่องโลกย จึ่งได้ตีม้าฬ่อฆ้องกลอง ทำการเอิกเกริกให้ตกใจจะได้จากกันไป แลความที่ถือต่าง ๆ กันดั่งนี้ ขอท่านผู้มีปัญญาตริตรองดูเถิด ๚ะ

๏ ถามว่าแสงอาทิตยทำไมจึ่งร้อน แสงจันทรทำไมจึ่งเอย็น ดวงดาวทำไมจึ่งเต็มไปทั้งท้องฟ้าไม่มีที่สุด แล้วกลางวันก็มิได้เหน แก้ว่าตำราไตรยภูมโลกยสันฐานนั้นเขาว่า อาทิตยสูริย์เทพบุตรอยู่ในวิมานทอง มีรัศมีแดงแลร้อน เปนพนักงานสร่องสว่างในเวลากลางวัน ก็จันทรเทพบุตรอยู่ในวิมานเงิน มีรัศมีขาวแลเอย็น เปนพนักงานสร่องสว่างเวลากลางคืน ก็ดวงดาวดาราทั้งปวง เปนแก้วยอดวิมานของเทพบุตร เทพธิดาลอยอยู่ในอากาศทั้งนั้น ที่ไม่เหนดวงกลางวัน ก็เพราะแสงอาทิตยกลบอยู่ ก็พวกแขกที่เขาถือว่าพระอ้าหล่าสร้าง เขาก็ว่าสร้างอาทิตยสร้างจันทร ให้เปนพนักงานสร่องสว่างกลางคืนกลางวัน ให้มนุษยได้อาไศรยแสงสว่าง สร้างดวงดาวดาราทั้งปวง ให้มนุษยได้อาไศรยเปนที่หมาย ข้างจีนเขาว่าพระผู้ใหญ่ในสวรรค ให้พลโกษีซึ่งเปนใหญ่กว่าเทพยดาทั้งปวง มาสร้างโลกยขึ้นแล้ว พิภพยังมืดอยู่ จึ่งได้เชิญเอาอาทิตยสุริยเทพบุตร จันทรเทพบุตร ซึ่งเปนสามีภิริยากัน ให้มาเดินจักราศรีสำหรับสร่องโลกย ไปเชิญเอาเทวดาผู้ใหญ่มาเปนดาวประจำวัน ไปเชิญเอาเทวดามาอีกยี่สิบแปดองค เปนดาวฤกษ ข้างจีนเขาไม่ได้คิดเอาฤกษยี่สิบเจ๊ดเหมือนไท เขาคิดเอาฤกษยี่สิบแปด แลเชิญเอาเทวดาผู้ใหญ่มาประจำทิศเหนือทิศใต้ แล้วเชิญเอาเทวดามาเปนดาวประจำเดือนอีกสิบสององค แล้วเชิญเอาเทวดามาอีกสามร้อยหกสิบห้าองค เปนดาวประจำวันประจำปี แล้วเชิญเอาเทวดามาเปนดาวประจำสิ่งของ สาระพัดทั้งปวง ซึ่งมีในแผ่นดินทุกสิ่งเปนอันมาก เขาว่าดั่งนี้พิเคราะห์ดูเหนว่า พราหมณ แขก จีน ก็ถือว่ามีผู้สร้างโลกยคล้ายๆ กัน ผิดกันแต่พลความต่างๆ กัน แต่ปัญญานักปราชที่เขาตริตรองจริงๆ เขาก็ไม่เหนจริงด้วยทั้งนั้น เขาเหนว่าพิภพที่เราอยู่เดี๋ยวนี้ ก็เปนลูกโลกยกลมลอยอยู่ในอากาศดวงหนึ่ง ก็ดวงจันทรนั้นเปนลูกโลกยกลมลอยอยู่ในอากาศดวงหนึ่งเหมือนกัน ที่เราได้เหนดวงใหญ่กว่าดาว ก็เพราะว่าเดือนนั้นใกล้พิภพที่เราอยู่จึ่งเหนดวงใหญ่ ก็ดาวที่เหนดวงเล็กไปนั้น เพราะไกลยิ่งนัก เขาก็เข้าใจว่าเปนลูกโลกยพิภพดวงหนึ่งๆ เหมือนกัน ที่เราเหนว่าดาวเล็กกว่าเดือน ที่จริงนั้นก็ไม่เล็ก โตกว่าพิภพที่เราอยู่ก็มีโดยมาก ก็ดวงอาทิตยนั้นเขาได้เอากล้องใหญ่สร่องดู ก็เหนว่าเปนเหมือนน้ำทองแดงเขี้ยวละลายอยู่ในเบ้า ดวงโตใหญ่แล้วก็อยู่ใกล้ เขาได้วัดด้วยเครื่องมือว่าไกลจากพิภพนี้เก้าโกฎิไมล์ คิดเปนไทสองพันล้านกับสองหมื่นห้าพันโยชน์นั้น จะเกิดเปนไฟไหม้อยู่แล้ว แสงสว่างแรงร้อนนักจึ่งได้ปรากฏมาถึงเรา ก็ที่ดวงจันทรมีแสงสว่างไม่ร้อนนั้น เพราะด้วยรับแสงอาทิตย แล้วมีแสงฉายมาสว่างถึงพิภพเรา จึ่งไม่มีความร้อน เปรียบเหมือนเอากระจกสร่องที่แสงอาทิตยแล้ว ก็ฉายกระจกสร่องเข้าไปที่มืด ๆ ก็มีแสงสว่างแต่ไม่ร้อน ความข้อนี้ก็ภอเหนจริงได้ แลดวงจันทรนั้น เขาได้เอากล้องใหญ่สร่องดูก็เหนภอสังเกตุได้ จะว่ามีภูเขาแลแผ่นดินแลน้ำอยู่ที่นั่น แต่จะมีมนุษยแลสัตวฤๅไม่มีไม่รู้เลย สิ้นกำลังกล้องเท่านั้น แต่สังเกตุได้แน่ว่าเปนลูกพิภพกลมลอยอยู่ในอากาศเปนแท้ ก็ที่เหนดวงดาวสว่างอยู่นั้น เพราะลูกโลกยรับแเสงอาทิตย เหมือนกับดวงจันทรเหมือนกันดั่งนี้ ก็สมกับคำพระบาฬีว่า อากาศไม่มีที่สุดเบื้องบนเบื้องต่ำจักกระวาฬ คือพิภพเต็มไปทั้งท้องอากาศ ก็ไม่มีที่สุดเหมือนกัน ก็เหนจะเปนดวงดาวนั้นคือจักกระวาฬหนึ่งๆ ดาวนั้นก็ไม่มีที่สุด ๚ะ

๏ ถามว่าที่ว่าพระอาทิตยเดินบ้าง ว่าลูกโลกยเดินบ้าง พูดเปนสองอย่างอยู่ดั่งนี้จะจริงข้างไหน แก้ว่าที่ว่าพระอาทิตยพระจันทรเดินสร่องโลกย จักกระวาฬหนึ่งก็มีพระอาทิตยพระจันทรสองดวง ๆ สำรับสร่องโลกยอยู่ทั่วจักกระวาฬนั้น เปนคำนักปราชเก่าถือดั่งนี้ด้วยกันทุกชาติทุกภาษา ก็ที่ว่าโลกยเดินเวียนรอบอาทิตยนั้น เปนคำนักปราชใหม่ประมาณได้ศักสี่ร้อยปี เขาได้มีเครื่องมือวัดแดด แลเขาได้เที่ยวรอบพิภพหลายรอบ จึ่งรู้ว่าดวงอาทิตยเปนของใหญ่โตมากไกลมากลอยอยู่ที่เดียว ก็พิภพเปนของเล็กกว่ากันมาก จะให้ของใหญ่มาเดินเวียนของเล็กได้ฤๅ ชอบแต่ของเล็กเดินเวียนของใหญ่จึ่งจะชอบ อาทิตยดวงหนึ่ง ก็มีลูกโลกยลอยอยู่ในอากาศ รับแสงอาทิตยมากกว่ามากเหลือประมาณ ก็สมมุติเรียกดาวเสียหมด ๚ะ

๏ ถามว่าก็อาทิตยดวงเดียวเท่านั้นดอกฤๅ เที่ยวสร่องโลกยไปทั่วท้องอากาศ แก้ว่าไม่เปนดั่งนั้น เปรียบเหมือนดวงไฟใหญ่ดวงหนึ่ง แสงไฟสว่างไปได้ไกลเพียงไร สิ่งของทั้งปวงที่อยู่ใกล้ในอาณาเขตร ดวงไฟนั้นก็ได้เหนสว่างปรากฏ ก็เมื่อของสิ่งไรอยู่ไกลออกไป จนพ้นความสว่างของไฟดวงนั้น ก็จะได้รับแสงไฟอื่นเหมือนกัน ก็ดวงอาทิตยใช่จะมีแต่ดวงเดียวก็หามิได้ ด้วยอากาศกว้างขวางใหญ่โตไม่มีที่สุด เบื้องบนเบื้องต่ำเบื้องขวาง ถ้าโลกยใดพ้นอำนาจอาทิตยดวงนี้ไปแล้ว คงจะได้รับแสงอาทิตยดวงอื่น ก็ถ้าไม่มีดวงอาทิตยสร่องแล้ว โลกยนั้นก็คงจะมืดอยู่เปนนิจ คำนักปราชใหม่เขาว่าดั่งนี้ ท่านจงตริตรองดูเถิด ๚ะ

๏ ถามว่าซึ่งว่าลูกพิภพกลมลอยหมุนเวียนไป จะมิผิดกับในหนังสือไตรยภูมโลกยสันฐาน โลกยทิปกแลคำภีร์อื่นๆ มีอีกหลายแห่ง ที่ว่าด้วยโลกยแผ่นดินพิภพเปนเหมือนใบบัวตั้งอยู่บนหลังน้ำ ก็มีปลาอานนท์หนุนแผ่นดิน มีลมรองน้ำขอบนอกพิภพ มีเขาจักรวาฬล้อมรอบเปนกำแพงขึ้นไปสูงเสมอเขายุคุนธร กลางพิภพมีเขาพระเมรุปักอยู่บนยอดเขาพระเมรุ มีพื้นแผ่ออกไปเหมือนใบบัว เปนที่ตั้งแห่งดาวดึงษ์สวรรค ในกำแพงจักรวาฬนั้นมีเกาะใหญ่อยู่สี่ทิศ ชื่อว่าอุดรกาโร อมรโคยาเน ชมพูทิเป บุพวิเทห์ สี่เกาะนี้มีเกาะน้อยเปนบริวารเกาะละสองพัน เปนที่มนุษยอาไศรยอยู่ ถัดนั้นเข้าไปมีเขาสัตบริภัณฑ์ ล้อมเขาพระเมรุอยู่ทั้งเจ๊ดชั้น มีแม่น้ำตามหว่างเขาชื่อว่าสีทันดร แลยอดเขายุคุนธรเปนที่เทพยดาอยู่ทั้งสี่ทิศเรียกว่าจาตุมหาราชิกา มีพระอาทิตยเทพบุตรสร่องโลกยในเวลากลางวัน มีพระจันทรเทพบุตรสร่องโลกยในเวลากลางคืน เดินเวียนรอบพระเมรุอยู่เสมอเพียงยอดเขายุคุนธร ดวงดาวทั้งปวงเปนแก้วยอดวิมานเทวดาทั้งสิ้น ที่ความมืดนั้น ก็เปนเพราะพระอาทิตยลับเหลี่ยมพระเมรุไป จึ่งเรียกว่ากลางคืน แลยอดเขาพระเมรุนั้นเปนชั้นดาวดึงษพิภพ เปนที่ท้าวสหัศไนยอยู่ แล้วมีสวรรค์ขึ้นไปอีกสี่ชั้น รวมทั้งจาตุมหาราชแลดาวดึงษเปนหกชั้นด้วยกัน กล่าวถึงพรหมอีกยี่สิบชั้น แลกล่าวถึงโลกยจะตั้งขึ้น แลกล่าวถึงโลกยจะฉิบหาย แลกล่าวบรรยายในการโลกยอย่างอื่นอีกเปนหลายประการ จะชักมากล่าวในที่นี่ก็ยืดยาวนัก แต่ก่อนอ้างคำพระพุทธฎีกาว่า พระพุทธเจ้าเทศนาทุกสิ่งทุกประการ ถ้าความจริงตามปัญญาที่นักปราชเขาคิดเหนว่าโลกยกลมโลกยหมุน พระพุทธฎีกาตรัสธรรมเทศนาด้วยเรื่องโลกยไว้ดั่งนี้มิผิดไปฤๅ คำซึ่งว่าโลกะวิทูพระตรัสรู้ด้วยโลกยทั้งหลาย จะมิเปนคำสองไปฤๅ จึ่งแก้ไปให้แจ้ง ๚ะ

๏ ฃอตอบว่าความเรื่องนี้ ฃอยกไว้ทีหนึ่ง ข้าพเจ้าได้สืบสวนตริตรองนักแล้ว ภอจะได้ความจริงอยู่บ้าง เดิมทีแต่ก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่บังเกิด ก็มีแต่คนถือสาศนาท้าวมหาพรหม แลอิศวรแลนารายน์ เปนสาศนาใหญ่อยู่อย่างเดียวมาแต่โปราณฦกซึ้งเก่าแก่มา ก็สาศนาอื่น ๆ เปนแต่ถือเทวดาถือผีเท่านั้น ก็สาศนาพราหมณเขาถือว่าท้าวมหาพรหมเปนบิดาเขา ๆ เกิดแก่ท้าวมหาพรหม ท่านผู้นั้นเปนผู้สร้างสิ่งซึ่งสาระพัด แบ่งฤทธิออกอีกเปนสองส่วน เปนพระอิศวรผู้เปนเจ้ามีอำนาจในแผ่นดิน พระนารายน์มีอำนาจในมหาสมุท เรียกว่าพระเดชองคหนึ่งพระคุณองคหนึ่ง คือพระอิศวรผู้เปนเจ้า ให้คุณอย่างเดียวไม่มีให้โทษ พระเดชนั้นคือพระนารายน์ สำรับที่จะได้ปราบปรามพวกพาลทุจริต ด้วยอำนาจฤทธิแลลงโทษต่าง ๆ บางทีก็ต้องวายุกูลมาเปนมนุษยบ้าง พระอิศวรจึ่งเอาเหื่อมาสร้างเปนน้ำ เอาไคลมาสร้างเปนดิน เอาปิ่นมาสร้างเปนเขาพระเมรุอยู่ในท่ามกลางพิภพ เอาสังวารมาสร้างเปนเขาสัตบริภัณฑ์ล้อมพระเมรุทั้งเจ๊ดชั้น แลเขาจักระวาฬล้อมพิภพด้วย สร้างพระอาทิตยพระจันทรแลดวงดาวไว้สำหรับสร่องโลกย ด้วยเทพยดาแลมนุษยก็เกิดมาด้วยอำนาจอิศวรบรมพรหมเมศสร้างทั้งสิ้น การที่นับถือสาศนาอย่างที่สุดว่าได้บุญมาก คือถือว่าบูชายัญ ๆ นั้นอย่างไร ถือว่ามนุษยเอาสัตวนั้นๆ มาฆ่าเอาโลหิต แล้วก็เผาโลหิตแลร่างกายมนุษย แลสัตวดิรัจฉานเรียกว่าบูชายัญ ถ้าผู้ใดทำดั่งนี้แล้วก็มีความเจริญ ถึงตายไปท่านผู้สร้างก็จะรับเอาดวงจิตรไปไว้ในสวรรค์ด้วย มนุษยทั้งหลายจึ่งได้ทำรูปไว้บูชา เปนสามหน้าหกมือ รวมเปนองคเดียวกัน คือสำแดงว่าอิศวรบรมพรหมเมศหนึ่ง อิศวรผู้เปนเจ้าหนึ่ง พระนารายน์ธิราชเจ้าหนึ่ง สามองคนี้เปนองคหนึ่งองคเดียวกัน บางทีเขาก็ทำรูปแยกกันเปนสามองค ไนยหนึ่งเขาถือว่าพระบิดาหนึ่ง พระบุตรหนึ่ง พระจิตรหนึ่ง พระจิตรนั้นคือดวงจิตรท้าวมหาพรหม พระบิดานั้นคือได้สร้างเทวดาแลมนุษย สิ่งสาระพัดทั้งปวง พระบุตรนั้นแบ่งภาคมากำเนิดเปนมนุษย สามองค์นี้เปนองคหนึ่งองคเดียวกัน แต่ก่อนมนุษยได้ทำรูปไว้บูชาเคารพย ครั้นภายหลังนับถอยหลังขึ้นไปประมาณสามพันปีเสศ มีคนคนหนึ่งแขกเรียกว่าอิบปรฮิม ฝรั่งเรียกว่าอับปรฮัม อยู่ที่เมืองฅอราน เปนบุตรพระครูพิทธีพราหมณ นอนหลับฝันไปว่าอ้าหล่าผู้เปนเจ้ามาบอกว่าการที่ถือรูปเปนที่เคารพยนั้น ไม่ถูกเสียแล้วให้ทำลายล้างรูปเสีย แล้วให้หนีไปเสียจากเมืองนี้ แล้วให้ตั้งสาศนาใหม่ อย่าให้กราบไหว้บูชาสิ่งใด ๆ ให้กราบไหว้บูชาแต่พระเจ้าผู้สร้างเท่านั้น แต่การบูชายัญนั้นดีอยู่ให้ยืนไว้ แต่ผู้ที่จะเข้าสาศนาอิบปรฮิมนั้น ให้ยกศีลน้ำเสีย ให้รับศีลเสียใหม่ คือศีลสุนัดให้ตัดหนังปลายองกำเนิดเสียให้หมดสิ้น ถ้าไม่หมดสิ้นก็ไม่เปนอิศลามได้ ถ้าเด็กเกิดมาได้แปดวัน ก็ให้รับศีลสุนัดเสียทุกคน จึ่งจะเปนอิศลาม ไทยเราหาเรียกว่าอิศลามไม่ เรียกว่าแขกเสียหมดทุกภาษา ครั้งนั้นอิบปรฮิมไม่ทำตามคำพระเจ้าสั่ง พระผู้เปนเจ้าก็มาตักเตือนเปนหลายครั้ง อิบปรฮิมได้ความเชื่อก็ทำตามคำพระผู้เปนเจ้าสั่ง ทำลายรูปเคารพยเสียแล้ว ก็หนีไปตั้งอยู่ที่ป่าแขวงเมืองคนาอัน ครั้นนานมาเกิดบุตรชายหญิงหลายคน ก็ให้รับศีลสุนัดตามอ้าหล่าสั่ง พระผู้เปนเจ้าอ้าหล่ามาลองใจ ฃอบุตรของภรรยาหลวงชายหัวปีชื่ออิศอาด ให้เผาบูชายัญเสีย อิบปรฮิมก็จะเผาบุตรถวายตามรับสั่ง อ้าหล่าก็ร้องลงมาว่า เราลองใจเหนใจท่านแล้ว อย่าฆ่าลูกเสียเลย ตั้งแต่นั้นมาสาศนาพราหมณก็แยกเปนสาศนาแขก เรียกว่าอิศลามออกไปอีกพวกหนึ่ง สาศนาแขกเจริญขึ้น ครั้นมาภายหลังต่อ ๆ มา เกิดนาบีขึ้นอีกหลายองค ก็ให้เลิกการบูชายัญเสีย คนถือสาศนาเก่า ๆ ก็ยังถือบูชายัญก็ยังมีอยู่บ้าง เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่สูญทีเดียว แลเมื่อจะแยกออกเปนสาศนาฝรั่งนั้น ก็มีคำโหรทำนายว่าไปข้างน่าพระยะโฮวาเจ้า จะแบ่งภาคเอากำเนิดมาเปนมนุษยสั่งสอนสาศนาใหม่ เรียกว่าพระคฤศโตเปนผู้เที่ยงแท้ ตั้งแต่นี้นับถอยหลังขึ้นไปได้พันแปดร้อยหกสิบห้าปี จะบังเกิดพระเยซูที่เมืองเบ็ดเลเฮม ท่านนั้นเกิดได้แปดวัน บิดามารดาก็ได้ให้รับศีลสุนัดตามเยี่ยงอย่างอิศลาม ครั้นเจริญใหญ่ขึ้นอายุได้สามสิบปี เที่ยวไปภบนักบุนโยฮัน อยู่ริมฝั่งน้ำโยระเดล จับจังหรีดตักกะแตนแช่น้ำผึ้งฉันต่างเข้า นุ่งผ้าหนังอูดเที่ยวประกาษให้รับศีลเสียใหม่ เรียกว่าศีลบัพดิศเม คือเอาน้ำชำระเสียให้หมดความบาป ซึ่งติดมาแต่อาดำเพราะกินผลไม้ผิดรับสั่ง พระเยซูจึ่งเข้าไปยังสำนักนิ์นักบุญโยฮัน ๆ จึ่งให้พระเยซูรับศีลล้างบาปในสำนักนิ์ตัวแล้ว พระเยซูก็เที่ยวสั่งสอนสาศนา ทำคนง่อยให้หาย ทำคนตายให้เปน ทำคนหูหนวกตาบอดโรคเรื้อนกุดถังให้หายได้แล้ว ได้สั่งสอนแปลงสาศนาเก่าตั้งสาศนาใหม่ ให้รับศีลล้างบาป คนทั้งปวงก็นับถือว่าเปนพระคฤศโตโดยแท้ พระคฤศโตนั้น อธิบายว่าผู้เที่ยงแท้ แบ่งภาคมากำเนิดเปนมนุษย คนเชื่อถือก็มาเข้ารีศด้วยเปนอันมาก ก็ได้เที่ยวสั่งสอนสาศนาอยู่ได้สามปี อายุท่านได้สามสิบสามปี ก็สิ้นชีพไปสวรรค คนทั้งปวงจึ่งเรียกว่าพระเยซูคฤษโต ก็แยกออกจากสาศนาแขก เปนสาศนาฝรั่งขึ้นอีกสาศนาหนึ่ง แต่นักบุนโยฮันมาแปลงศีลสุนัดเปนศีลน้ำเสียนั้น เจ้าเมืองที่ถือแขกเขาก็จับไปขังคุกเสีย ๚ะ

๏ ถามว่า นักบุนโยฮันเดิมก็รับศีลสุนัดแล้ว ทำไมจึ่งมาสั่งสอนให้รับศีลล้างบาปอีกเล่า ยกศีลสุนัดเสีย ศีลล้างบาปนี้มาแต่ไหน แก้ว่าศีลล้างบาปนี้เปนสาศนาเก่าแต่โปราณมา พวกพราหมณถือว่าทำบาปแล้ว ก็ลงไปที่ท่าน้ำบริกำภาวนาว่าจะไม่กระทำบาปต่อไปอีก แล้วดำน้ำลงไปว่ายมาผุดขึ้นเหนือน้ำก็เปนอันบริสุทธิ์ บาปกรรมก็ลอยไปตามกระแสน้ำหมด จึ่งเรียกว่าศีลล้างบาปปล่อยเสียซึ่งบาป บางทีเจ็บหนักเหนว่าจะไม่รอดแล้ว หมู่ญาติก็ยกคนไข้ไปวางไว้ที่ท่าน้ำ ช่วยกันตักน้ำมาให้คนไข้กินบ้างอาบบ้าง จนคนไข้นั้นตายไป ก็ถือว่าร่างกายบริสุทธิ์ได้ล้างบาปแล้วตายไปอยู่สวรรคด้วยพระผู้สร้าง โปราณเขาถือกันมาเช่นนี้ เมื่อจะแยกเปนศีลสุนัดออกไปเพราะนาบีอิบปรฮิมมาบัญญัติขึ้น นักบุนโยฮันเหนว่าศีลล้างบาปอย่างเก่าจะถูกดอกกระมัง จึ่งมายกศีลสุนัดเสีย กลับให้รับศีลล้างบาปขึ้นอย่างเก่า ครั้นภายหลังนับแต่นี้ถอยหลังไปได้พันสองร้อยยี่สิบแปดปี มีพวกอิศลามคนหนึ่ง ชื่อมะหะมัดเปนใหญ่อยู่ในเมืองมะดินา แขกเรียกว่าระสู่หลุนหล่า ประกาศตัวว่าเปนพระคฤศโต มาสั่งสอนสาศนาใหม่อีก เก็บเอาคำสั่งสอนครั้งอิบปรฮิมบ้าง ครั้งยาโคบบ้าง ครั้งมุส่าบ้าง ครั้งยุสบบ้าง เลือกเอามาผสมกันเข้า ตั้งเปนสาศนาขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ครั้งนั้นมะหะมัดมีอำนาจมากบอกคนทั้งหลายว่า พระผู้เปนเจ้าเอาวตานเกิดมาปราบปรามมนุษยทั้งหลายว่าที่ถือสาศนาผิดไป คนทั้งปวงจึ่งเรียกว่านาบีมะหะมัดบ้าง เรียกว่าระสู่หลุนหล่าบ้าง ครั้งนั้นระสู่หลุนหล่า มีพวกพ้องนับถือเข้ารีศด้วยมาก ยกทัพไปปราบปรามมาข้างแผ่นดินพราหมณ ได้บ้านเมืองใดก็ไม่เอาทรัพยสิ่งของอันใด เปนแต่กดขี่ข่มเหงให้ถือสาศนารับศีลสุนัดเท่านั้น ถ้าผู้ใดไม่ถือก็ฆ่าเสียทั้งหญิงทั้งชาย เอาแต่เด็ก ๆ ไว้สั่งสอนเท่านั้น มีคำกลางเข้ามาว่า สาศนามะหะมัดได้กว้างขวางเพราะมือหนึ่งถือดาบ มือหนึ่งถือสมุด ไม่ได้ด้วยความสั่งสอน แลคำที่ว่าวายุกูลก็ดี เอาวตานก็ดี ระสู่หลุนหล่าก็ดี นาบีก็ดี คฤศโตก็ดี เปนคำคล้ายเหมือนกัน ได้พยานที่ข้างไทเรียกว่าพระบรมจักรกฤษณ์ พระกฤษรานุรักษ พระกฤษณ์ราชกูมาร คำที่ว่ากฤษณ์นี้ ก็อยู่ในพระผู้เปนเจ้าทั้งสาม ที่ว่าองคหนึ่งองคเดียว แบ่งภาคยเอาวตานลงมาเกิดในมนุษยเปนพระกฤษณ์ ๆ นั้น มีผิวกายอันดำสนิทร ที่เอาวตารเปนพระรามนั้น ช่างเขียนเขาแปลงเสียเปนศรีเขียวบ้าง เขียวครามบ้าง เพราะว่าศรีดำนั้นไม่งาม แลซึ่งพระผู้เปนเจ้าสร้างโลกย พราหมณ์ก็เรียกว่าอิศวรบรมพรหมเมศ แขกก็เรียกว่าอ้าหล่าหุดอ้าหล่า ฝรั่งก็เรียกว่าพระยะโฮวาบ้างพระเดวบ้าง จีนก็เรียกว่าพลโกษีบ้าง เรื่องสร้างโลกยนี้ก็คล้าย ๆ กัน แต่แตกกิ่งก้านสาขาไปต่าง ๆ กัน ความถือจึ่งได้ต่าง ๆ กัน จะฃอแก้ให้ความยาวออกไปอีกสักน่อยหนึ่ง ในสาศนาแขกเดิมว่าพระเจ้าสร้างโลกย ให้มีแผ่นดินแลสาระพัดสิ่งทั้งปวง ในพื้นแผ่นดินแล้วในวันที่ห้าถึงวันที่หกสร้างพระอาทิตยพระจันทร แลดวงดาวในอากาศเสร็จในวันนั้น ในวันที่เจ๊ดเปนวันอยุดการ เพราะดั่งนั้นพวกที่ถือพระผู้สร้าง จึ่งได้อยุดการในวันที่เจ๊ด ตามพระผู้เปนเจ้าสร้างโลกยเสียวันหนึ่ง ไม่ทำการงานสิ่งไร เรียกว่าวันสะบาโต ครั้นการนานมาพวกสิษที่ถือพระนาบีมะหะมัด คิดเหนว่าจะไปถือวันสะบาโตในวันเสาร์ ตรงกันกับวันที่พระอยุดการนั้นไม่สมควร แต่พวกแขกที่ถือนาบีมะหะมัด เลื่อนถอยหลังไปเอาวันสุกรเปนวันสะบาโต เปนวันพระของเขา ๚ะ

๏ จะกล่าวถอยหลังไปถึงวันพระสร้างโลกยแล้วมาจนวันเดี๋ยวนี้ เขาว่าประมาณได้หกพันปี ให้พิศฎานไปอีกสักน่อยหนึ่ง เมื่อยังไม่มีมนุษย พระสร้างสวนไว้ เปนที่สำราญราชหฤไทยของพระองค ในที่ป่าแห่งหนึ่ง ทุกวันนี้เปนแผ่นดินพราหมณ ที่นั้นชื่อว่าเมืองเอเดลใกล้กับเมืองพาราณะสี แล้วมาทรงพระดำริห์ว่า สร้างสวนขึ้นแล้วไม่สร้างมนุษยไว้เฝ้าสวนไม่สมควรเลย จึ่งเอาดินศรีต่างๆ มาผสมกัน สร้างเปนมนุษยชายขึ้นคนหนึ่งให้ชื่อว่าอาดำ แล้วทรงพระดำริห์ว่าจะสร้างแต่ผู้ชายคนเดียวก็ไม่สมควร จำจะต้องสร้างหญิงไว้ให้เปนคู่กันจึ่งจะชอบ ครั้นอาดำนอนหลับแล้ว พระจึ่งชักเอาซี่โครงเบื้องซ้ายของอาดำไปซี่หนึ่ง สร้างเปนหญิงขึ้นคนหนึ่ง ให้ชื่อนางหะวาเ พราะฉนั้นพวกแขกจึ่งทำกฤชเน็บไว้ข้างซ้าย แทนซี่โครงของตัว แต่คนบางจำพวกอื่นจึ่งให้หญิงนอนข้างซ้าย เพราะหญิงนั้นเปนด้วยกระดูกเบื้องซ้ายของบุรุษย หญิงจึ่งต้องนอนซ้ายเปนธรรมเนียมมาจนทุกวันนี้ แลเมื่อพระสร้างบุรุษยชายอาดำ หญิงหะวาขึ้นทั้งสองแล้ว ก็ให้อยู่เปนคู่กันเฝ้าสวนของพระเปนเจ้า ๆ สั่งว่าผลไม้ในสวนสิ่งใดจะบริโภคเปนอาหารก็ตามใจเถิด แต่ผลอินต์ผาลำนั้นอย่ากินเข้าไป อาดำหะวาก็ถือตามพระสั่ง ครั้นเมื่อจะมีเหตุมีเทวดาองคหนึ่งชื่อซาตาน อธิบายว่าพวกมาร เดิมเปนเทวดาอยู่กับอ้าหล่า ทำความผิด พระอ้าหล่าสาบมาให้เปนปีศาจอยู่ในมนุษยโลกย เทวดาพวกนั้นจึ่งเที่ยวมาเปนมารผจญสาศนาของพระเจ้าต่าง ๆ ครั้นซาตานแจ้งว่าพระเปนเจ้าห้ามไม่ให้อาดำกินผลอินต์ผาลำ จึ่งนฤมิตเปนงูไปอยู่ที่ต้นอินต์ผาลำ ครั้นนางหะวาเดินมาใกล้ต้นอินต์ผาลำ งูจึ่งร้องบอกไปว่าผลไม้นี้มีรศอันประเสริฐ ถ้าผู้ใดได้กินแล้วจะมีสติปัญญารู้จักสาระพัดทุกสิ่ง แล้วอายุก็จะยืนนานด้วย นางหะวาจึ่งตอบว่า พระเปนเจ้าสั่งไว้ไม่ให้กิน งูจึ่งว่าพระผู้เปนเจ้ากลัวเจ้าจะกินผลไม้นี้เข้าไป จะมีความรู้เท่าทันพระผู้เปนเจ้าไป จึ่งห้ามเสียไม่ให้กิน นางหะวาเปนใจหญิงก็เชื่อ จึ่งสรอยเอาผลอินต์ผาลำมาผลหนึ่ง ฉีกออกบริโภคครึ่งหนึ่งก็มีรศหวานอร่อยกว่าผลไม้ทั้งปวง จึ่งนำมาให้แก่ชายอาดำแล้วว่า ผลไม้ที่พระผู้เปนเจ้าห้ามนั้น ข้ากินเข้าไปมีรศอร่อยยิ่งนัก อาดำได้แจ้งดั่งนั้นก็ว่าเจ้านี้ทำผิด ไม่ถือตามคำพระผู้เปนเจ้าสั่ง นางหะวาก็อ้อนวอนไปว่า ผลไม้นี้มีรศกว่าผลไม้ที่ในสวนทุกสิ่ง แล้วงูที่อยู่บนต้นไม้ก็บอกว่า ถ้ากินเข้าไปแล้ว จะรู้สึกมีสติปัญญาแลอายุยืน ข้าก็ได้กินเข้าไปแล้ว นางหะวาก็สรรเสรอญผลไม้นั้นต่าง ๆ ชายอาดำก็รับมาบริโภคเข้าปำอตกถึงลำคอ ก็ได้ยินเสียงร้องตวาดลงมาแต่บนอากาศ อาดำได้ยินดั่งนั้นก็ตกใจ ผลอินต์ผาลำก็ติดอยู่ที่ลำคอ ตั้งแต่นั้นมาชายจึ่งมีฅอหอยยื่นออกมาทุกคน แล้วพระเปนเจ้าก็เสด็จลงมาแช่งชักอาดำว่า ตั้งแต่นี้ไปตัวเองแลลูกหลานของเองจะมีอายุน้อยถอยไปเสื่อมไป จะทำมาหากินสิ่งใดจนเหื่อตกหน้าจึ่งจะได้กิน แลความบาปของเอง จะติดตัวไปจนลูกแลหลานไม่รู้สิ้นสุด พระเปนเจ้าแช่งชักไว้มากแล้วก็เสด็จขึ้นไปบนสวรรค ๚ะ

๏ ฝ่ายอาดำกับนางหะวาสองคน ก็มีความทุกขร้อนด้วยพระกริ้วโกรธ ก็ไม่รู้ที่จะทำอย่างไรได้ ตั้งแต่รับประทานผลไม้เข้าไปแล้ว ก็ให้รู้สึกมีความลอายขึ้นด้วยกันทั้งสองคน ต้องหาเปลือกไม้แลใบไม้มานุ่งห่มปกปิดความอาย แล้วรู้สึกประฏิพัฒแก่กันแลกัน ได้สมัคสังวาศแก่กันแลกัน เปนสวามีภิริยากัน อยู่มาจนเกิดบุตรแลหลาน ก็แยกกันไปอยู่ทั่วพิภพ เขาจึ่งถือว่าอาดำแลหะวาเปนบิดามารดาเดิมของมนุษยทั้งหลาย ตั้งแต่พระสร้างโลกยแล้ว มาจนถึงจุลศักราชพันสองร้อยยี่สิบเจ๊ดปี ประมาณได้หกพันปี แต่ข้างจีนเขาว่าตั้งแต่พลโกษีมาสร้างโลกยได้ประมาณสองแสนปี มากกว่าข้างแขก ๆ ว่าพระสร้างโลกยมาถึงเดี๋ยวนี้ได้หกพันปี ผิดกันมาก จะถูกข้างจีนฤๅข้างแขกให้คิดดูเถิด แต่ที่ว่าคนศรีขาวศรีดำศรีแดงนั้น ก็เพราะเมื่อแรกอ้าหล่าจะสร้างอาดำ เอาดินต่างศรีผสมกัน ศรีมนุษยจึ่งเปนต่างกันไป อาดำอยู่มาได้อายุพันปีก็ถึงแก่กรรม ครั้นต่อมาภายหลังมนุษยเกิดพืชน์พันธ์ทั่วแผ่นดินแล้ว ก็ลืมคุณพระเปนเจ้าผู้สร้างเสีย ไม่นับถือไปถือลัทธิสาศนาอื่น ๆ ต่าง ๆ ไป พระเจ้าผู้สร้างจึ่งกริ้วโกรธจะลงโทษมนุษยทั้งหลาย จึ่งพิจารณาดูเหนคน ๆ หนึ่ง แขกเรียกว่านุยหยอก ฝรั่งเรียกว่าโนฮาบ้างนอแอบ้าง เปนคนนับถืออ้าหล่าผู้สร้างมั่นคงแขงแรงอยู่ พระเปนเจ้าจึ่งมาเข้าฝันนุยหยอกว่า เราจะให้น้ำวินาศเกิดท่วมแผ่นดิน ให้มนุษยแลสัตวตายสิ้น แต่นุยหยอกกับบุตรแลภรรยา ครอบครัวแปดคนเปนคนชอบธรรมภอพระไทยของเรา ๆ จะให้อยู่สืบพืชน์พันธ์ต่อไปอีก ให้นุยหยอกไปต่อกำปั่นใหญ่ในป่า แล้วให้จับสัตวต่าง ๆ สาระพัดทุกสิ่ง ๆ ละคู่ ๆ มาใส่ไว้ในกำปั่น เพื่อจะให้เปนพืชน์พันธ์ต่อไป นุยหยอกก็เชื่อพระเจ้าสั่ง จึ่งไปต่อกำปั่นถึงร้อยปีกำปั่นจึ่งสำเร็จ แล้วนุยหยอกกับครอบครัวแปดคนก็ลงในกำปั่น พระเปนเจ้าก็ไล่ต้อนสัตวทั้งหลายมาแต่ทิศน้อยทิศใหญ่ทั่วพิภพ มาลงกำปั่นสิ่งละคู่ ๆ แล้วพระองค์บันดานให้มีฝนตก ทั้งกลางวันกลางคืนทั่วทั้งโลกย จนน้ำท่วมยอดเขาเปนทเลไปหมด ถึงปีหนึ่งน้ำจึ่งเแห้ง มนุษยแลสัตวก็ตายสิ้นทั้งพิภพ นุยหยอกจึ่งภาครอบครัวแลสัตวทั้งหลายออกจากกำปั่น ก็เปนพืชน์พันธุ์สืบมาจนทุกวันนี้ ก็ที่พูดภาษาต่าง ๆ นั้น เพราะอ้าหล่าสั่งว่า ให้ลูกหลานนุยหยอกแยกย้ายกันไปให้ทั่วแผ่นดิน อย่าประชุมกันอยู่ที่แห่งเดียว พวกลูกหลานนุยหยอกก็ไม่ฟังคำพระเปนเจ้า มาปักเสาธงเปนที่หมายว่าจะอยู่ประชุมในที่อันเดียวกัน จะมิแยกย้ายกันไปเลย พระเปนเจ้าทราบในวารน้ำจิตรของชนเหล่านั้น ก็กริ้วโกรธบันดานด้วยฤทธิให้คนเหล่านั้นพูดไม่ถูกกัน ครั้นคนเหล่านั้นพูดกันไม่ได้แล้ว ก็ภากันไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ จึ่งได้เกิดเปนมนุษยเปนพืชน์พันธ์ เปนภาษาต่าง ๆ ไปทั่วแผ่นดิน ความข้อนี้เปนที่สงไสอยู่ ข้าพเจ้าได้ถามภวกแขกเขาว่าที่นุยหยอกต่อกำปั่นใหญ่ การนานถึงร้อยปีจึ่งแล้ว ไม้นั้นจะไม่พุะไปฤๅจะเอาเหล็กตะปูที่ไหนมาทำ นุยหยอกมั่งมีเงินเท่าไร จะจ้างคนมาทำได้ กำปั่นนั้นโตเท่าไร จึ่งจุะสัตวทั่วทั้งสกลโลกยได้ สัตวเหล่านั้นอยู่ในกำปั่นช้าถึงปีหนึ่ง จะเอาอาหารอะไรมากิน แต่สัตวต่อสัตวกินกันเองก็มีโดยมาก มีสัตวอยู่อย่างละคู่เท่านั้น ถ้ามันกินกันเสียแล้ว ก็มิขาดสัตวจำพวกนั้นไปฤๅ เสียแรงพระเปนเจ้าไปไล่ต้อนขับมันมามิเหนื่อยเปล่าฤๅ ประการหนึ่งพวกช่างต่อกำปั่นแลมนุษยทั้งหลายที่อยู่ใกล้เคียง เขาเหนน้ำท่วมมากขึ้นผิดสังเกต เขาก็จะลงไปอาไศรยอยู่ในกำปั่นใหญ่บ้าง นุยหยอกครอบครัวชายหญิงแปดคนเท่านั้น จะสู้เขาได้ฤๅ ข้าพเจ้าถามพวกแขกเขาแก้ว่า เปนฤทธิของพระเปนเจ้าจะทำให้เปนอย่างไรก็ได้ เขาว่าดั่งนี้ ข้าพเจ้าได้ตอบเขาว่า ถ้าอ้างเอาฤทธิพระแล้ว ก็จะต้องให้ต่อกำปั่นใหญ่ทำไมเล่า พระเปนเจ้าสาระพัดทำได้ทุกสิ่ง จะนฤมิตให้เปนสำเภาใหญ่กำปั่นใหญ่ขึ้นมิดีฤๅ ก็จะได้เปนเกรียรติยศของพระเปนเจ้าสืบต่อ ๆ มาจนกาลทุกวันนี้ก็ดี การสาศนาจะได้ไม่ต้องเถียงกัน การที่จะลงโทษมนุษยให้ตายเสียให้สิ้นเท่านั้น ฤทธิพระจะทำอย่างไรก็ทำได้ ไม่ต้องวุ่นวายอะไรเลย ซึ่งว่ามนุษยทำผิดต้องลงโทษ ก็สัตวดิรัจฉานมันมีความผิดอะไรด้วยเล่า จึ่งพลอยตายด้วยจนหมดจนสิ้น ความเรื่องนี้ แขกเขาก็แก้ว่าเราเปนมนุษยไม่รู้จักพระไทยของพระ ๆ จะทำอย่างไรก็ได้ ข้าพเจ้าเหนไม่ได้ความจริงแล้ว มีแต่อ้างเอาพระเท่านั้น จึ่งได้สืบดูที่ภาษาอื่น ๆ ที่เขาไม่ได้ถือพระเปนเจ้าเขาก็ว่าที่เมืองจีน เมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าเงียวเต้ คิดมาถึงทุกวันนี้ ก็จะได้ประมาณสี่พันปีเสศมาแล้ว มีหนังสือโบราณว่าเกิดน้ำท่วมคราวหนึ่ง ทั่วทั้งแผ่นดินคนตายเปนอันมาก ครั้งนั้นคนได้หนีขึ้นไปอยู่บนยอดเขาสูง ๆ ผ่อนเสบียงอาหารขึ้นไปไว้ เขาก็ยังรอดเหลืออยู่ได้ เปนพืชน์พันธ์มาจนทุกวันนี้ ไม่ตายสิ้นทีเดียว เหมือนอย่างพวกแขกเขาว่า ที่แขกว่าเหนจะเกินไป ก็การที่น้ำท่วมครั้งนั้น พระเปนเจ้าก็ปัฏิญาณว่าเราไม่ให้มีต่อไปอีกแล้ว จะให้เหนสำคัญคือธนูของเราถ้าปรากฏอยู่เมื่อไรแล้ว ก็จะไม่มีน้ำท่วมต่อไปอีก ธนูของพระผู้เปนเจ้านั้น คือรุ้งกินน้ำนั้นเอง พราหมณ์ก็ว่าอินทรธนู คือธนูของพระอินทร ความก็ยุติคล้าย ๆ กัน ข้อที่ว่าความบาปของมนุษยที่อาดำกินผลอินต์ผาลำผิดรับสั่งไปเท่านั้น ลูกหลานอาดำ คือมนุษยได้ความทุกข์ยากลำบากถึงสาหัศ โทษผิดนิดหนึ่งเท่านั้น ช่างกระไรพระองคมาลงโทษเอาหนักหนาทีเดียว เขาก็ว่าพระจึ่งจะมาแก้โทษให้ต่อภายหลัง ถ้าผู้ใดได้ถือพระผู้สร้าง แลพระกฤษณ์ แลพระนาบี จึ่งจะพ้นความบาปได้ ตั้งแต่นั้นมามีนาบี พระกฤษณ์ พระอวตารมาเกิดสอนสาศนา ถือพระผู้เปนเจ้าแบ่งภาคยมาเอากำเนิดเปนมนุษย คนทั้งปวงที่เชื่อถือท่านผู้ใดก็ถือท่านผู้นั้น จนติดเนื่องต่อ ๆ กันมาจนทุกวันนี้ ก็เมื่อพระพุทธเจ้าแห่งเรามาบังเกิดในแผ่นดินพราหมณครั้งนั้น พระองคได้ตรัสรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง แลรู้ข้อประฏิบัติที่จะภาตัวออกจากความทุกข รู้แจ้งเหนแจ้งสิ้นทุกประการ พระองคเที่ยวสั่งสอนมนุษยไปในแผ่นดินพราหมณ เมืองใหญ่สิบหกเมือง เรียกว่าโสฬศนคร ถึงสี่สิบห้าปี พระองคประสงคแต่จะให้มนุษยได้ประฏิบัติ ๆ ชอบจะให้พ้นทุกข มิให้เปนหลักตออยู่ในวัตสงสาร ก็คำซึ่งว่าโลกะวิทูพระองคตรัสรู้ซึ่งโลกยนั้น ตริตรองไปตามบาฬี มีแต่พระองคตรัสด้วยสังขาระโลกย คือนามแลรูปขันธอายัตนเปนต้น แลสัตวโลกย ว่าด้วยอาการของมนุษยดีแลชั่วเปนต้น โอกาศโลกย คือโลกยสันฐานนั้น ไม่ได้เทศนาเลย พิเคราะห์ดูก็เหนว่าพระองครู้จริงเหนจริง แต่โลกยสันฐานที่ชาวเมืองเขาถือกันว่าเปนอย่างนั้น ๆ เหมือนกล่าวแล้ว การที่พระองค์รู้พระองคเหนจะไม่ถูกกัน พระองค์จึ่งไม่เทศนา ถ้าพระองคจะเทศนาด้วยเรื่องโลกยว่า พิภพกลมพิภพหมุนแล้ว ก็จะผิดของโบราณที่ชาวเมืองที่เขาถือว่าพิภพแบนมีเขาพระสุเมรุ เขาไม่เหนจริงด้วย ก็จะภากันเข้ามาซักถามถึงเรื่องโลกยร่ำไป ก็การดินฟ้าอากาศของไม่มีพยาน จะนั่งอธิบายไปแต่พระองคเดียวเขาไม่เหนด้วย จะว่ากล่าวอยาบช้าต่าง ๆ ก็จะเกิดโทษแก่เขาเหล่านั้น ประการหนึ่งเขาว่า จะมารื้อแย่งคัดค้านของเก่าของเขา ก็จะเกิดสัตรูขึ้น แล้วก็จะเสียเวลาที่พระองคสั่งสอนสรรพสัตวทั้งหลาย เพราะฉะนั้นพระองคจึ่งตัดเสียทีเดียว ไม่เทศนาด้วยเรื่องโลกยสันฐานเลย ครั้งนั้นมีผู้เข้าไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยโลกยสันฐาน พระองคตรัสห้ามเสียว่าเปนอพยากตะปัญหา พระองคไม่สำแดง แล้วก็ห้ามพระภิษุสงฆด้วยไม่ให้พูดถึงเรื่องราวโลกยต่าง ๆ ว่าเปนดิรัจฉานกะถา มีความดั่งนี้หลายพระสูต ก็ที่คำพระบาฬีมีกล่าวเรื่องโลกย แลสวรรคแลนรกเรี่ยรายไปมีอยู่หลายคำภีร์ ก็เหนจะเปนความเปรียบบ้าง เปนความอนุโลมตามโลกยที่เขาถือบ้าง จึ่งได้มีติดอยู่ในพระบาฬี ถึงกระนั้นพระองคยังแนะเปนความใน ๆ ไว้ เพื่อคนข้างน่าจะได้รู้ว่าพิภพนั้นเวียน มีคำบาฬีว่าวัตตะโกโลโก อธิบายว่าโลกยเวียน ก็ผู้ที่ไม่รู้อธิบายดั่งนี้ ก็เข้าใจว่าพระอาทิตยพระจันทรหมุนเวียนรอบพิภพเพราะคิดความไม่ออก ครั้นสาศนาแผ่ผ้านไปตามเมืองปัจจันตประเทศ ก็กระษัตริย์เมืองเหล่านั้นก็อยากจะรู้เรื่องโลกยว่าเปนอย่างไร ดินฟ้าอากาศเปนอย่างไร ก็ภอใจซักถามแต่พระสงฆ์ทั้งปวง ๆ นั้นก็มาคิดว่า พระพุทธเจ้าเปนผู้สาระพัดรู้สาระพัดเหน แลคำซึ่งเรียกว่าโลกะวิทู ตรัสรู้ซึ่งโลกยไม่มีในบาฬี จะบอกว่าพระเจ้าไม่เทศนา คำที่ว่าโลกะวิทู ก็จะเสียไป ดูเปนพระเจ้าไม่รู้จักอะไร มาสรรเสอญเปล่าๆ จึ่งเก็บเอาตามคำภีร์ไตรยเภทต่าง ๆ บ้าง แลในบาฬีที่พระพุทธเจ้าเทศนาเปนคำเปรียบบ้าง เปนคำอนุโลมตามเหตุบ้าง เปนคำอุประมาบ้าง มาร้อยกรองเปนคำภีร์ไตรยภูมโลกยสันฐานขึ้นอ้างว่า เปนพุทธฎีกาเทศนา ให้สมกับคำที่ว่าโลกะวิทู ตัดความสงไสยคนทั้งปวง คนครั้งนั้นก็ยังเปนคนเถื่อน ๆ ป่า ๆ อยู่ ก็เชื่อว่าพระพุทธเจ้าเทศนาโดยแท้ ก็สิ้นความสงไสย ถึงจะสงไสยก็ต้องนิ่งอยู่แต่ในใจ ด้วยไม่เหนมีพยานสิ่งไร การทุกวันนี้นักปราชเปนอันมาก เขาก็ได้เที่ยวทั่วพิภพ ตรวจตราชันสูตตามความคิดปัญญาของเขา หาพยานได้ ก็รู้ว่าพิภพกลมหมุนแลลอยอยู่ในอากาศเปนแน่ ผิดกับคำไตรยภูมโลกยสันฐาน ที่เขาถือมาแต่โบราณ เพราะฉะนั้นจึ่งเหนว่าพระพุทธเจ้า ไม่เทศนาด้วยเรื่องโลกยโดยแท้ ผิดของโบราณไป ถูกคำที่พระองคเทษนาไว้ว่า วัดตะโกโลโก ตรงกันทีเดียว ก็เมื่อนักปราชเหล่านั้นมาคิดเหนความดั่งนี้แล้ว ก็พวกสิษนาบีมะหะมัดรู้ดั่งนั้น เหนว่าจะผิดคำสั่งสอนของท่านผู้เที่ยงแท้ไป คำสั่งสอนผู้เที่ยงแท้นั้น ก็ว่าพิภพแบน มีพระอาทิตยพระจันทรเดินวงเวียนคล้าย ๆ ไตรภูมของเรา พวกลูกสิษก็จับเอานักปราชที่ว่าพิภพกลมหมุนไปขังคุกเสีย เพราะว่ากล่าวตู่ให้ผิดกับสาศนาไป ครั้นการนานมา เขาได้เที่ยวเหนเปนพยานกันเข้ามาก จึ่งได้น้อมนำเอาความเรื่องนี้เข้ามาไว้ไนสาศนาของตัว เปนคำของตัว การนี้ข้าพเจ้าก็สืบได้ความจริงแน่แล้ว เรื่องโลกยนี้ของโบราณก็กล่าวคล้าย ๆ กัน ทั้งพราหมณทั้งแขกทั้งจีนทั้งฝรั่ง การโลกยที่ถือกันอยู่เดี๋ยวนี้ นักปราชเขาคิดเหนต่อภายหลังดอก ข้าพเจ้าได้ศึกษาไต่ถามได้ความแน่แต่พวกชาวยูโรปแล้ว จึ่งได้รู้ว่าพระพุทธเจ้าเปนพระสัพพัญญุตญาณ รู้การอดีต อนาคต ปัจจุบันโดยแท้ เพราะนักปราชเขามาคิดเหนโลกยอย่างหนึ่ง ของเก่าอย่างหนึ่ง พระองครู้แล้วว่าการข้างน่าจะไม่ถูกกัน จึ่งได้ปัติเสศเสีย จะสงไสยว่าพระพุทธเจ้าไม่รู้อะไรนั้นไม่ได้ ด้วยครั้งนั้นพระองคเกิดในแผ่นดินพวกพราหมณ ก็ต้องตรัสอนุโลมตามความเก่าของเขา ด้วยทางโลกยสันฐานนี้ ก็ไม่ได้เปนทางมรรคทางผลอะไร พระองคประสงคแต่จะเอาทางผลอย่างเดียว ก็ถ้ามีผู้กราบทูลถามถึงเรื่องโลกยพระองคตัดเสีย ถ้าเทศนาด้วยเรื่องโลกยให้เขาฟัง อย่างคำภีร์โลกยสันฐานแล้ว ก็เหนว่าจะไม่ใช่สัพพัญญู นี่พระองคมาตัดเสียไม่เทศนา จึ่งเหนว่าเปนพระสัพพัญญูโดยแท้ ด้วยการข้างน่าไป นักปราชเขาคงจะคิดเอาถูกได้ ๚ะ

๏ ถามว่าก็ถ้าพิภพกลมหมุนไปเช่นนั้น เราอยู่ในพื้นแผ่นดิน ลูกพิภพหมุนขึ้นลงฉะนี้ เย่าเรือนจะมิพังทะลายไปหมดฤๅ แก้ว่าไม่เปนดังนั้น อาไศรยความหมุนเร็วนัก จึ่งไม่เปนเหตุอะไร ดูเหมือนหนึ่งนิ่งอยู่เปนปรกติ เปรียบเหมือนหนึ่งเอาน้ำเทลงในชามแล้วเอาวางบนสาแหรก เอาขึ้นแกว่งให้ชามหมุนไปโดยเรว น้ำในชามก็ไม่หก ดูดติดเปนปรกติอยู่ ๚ะ

๏ ถามว่าพิภพหมุนไป เปรียบเหมือนน้ำในชาม ยกขึ้นแกว่งไปโดยเรวดั่งนั้น ก็ธรรมดาของที่หมุนไปโดยเรว ก็จะมีลมพัดพานน่าแผ่นดินอยู่ ก็ของสูงอยู่ในพื้นแผ่นดินทำไมไม่หักพังไป แก้ว่าพิภพหมุนไปนั้น มีอากาศหุ้มอยู่อีกชั้นหนึ่งเปรียบเหมือนฟองเป็ดฟองไก่ ลูกพิภพลอยอยู่ข้างในเหมือนฟองแดง ลมอากาศที่หุ้มอยู่อีกชั้นหนึ่งเหมือนฟองขาว นักปราชชาวยูโรปเขามีเครื่องวัด เขาว่าอากาศที่หุ้มอยู่หนาสี่โยชน์กับสองร้อยเส้น หุ้มรัดลูกพิภพอยู่ ถ้าน้ำฝนฤๅของสิ่งใดอยู่ในอาณาเขตรอากาศที่หุ้มก็คงจะชักเข้าไปหาลูกพิภพทุกสิ่ง มนุษยจึ่งเหนว่าตกลงมาแต่อากาศ ๚ะ

๏ ถามว่าทำไมจึ่งรู้ว่าลูกพิภพกลม แก้ว่าของลอยอยู่ในอากาศแล้วก็คงกลม ด้วยอากาศนอกรัดเข้าก็เหนพยานหลายอย่าง บุทคลเป่าฟองซ่าบู่ไป ฟองซ่าบู่หลุดจากหลอดแล้ว ก็ลอยไปกลมไม่ใช่ฤๅ เพราะลมอากาศรัดไว้กลมตัวเอง ประการหนึ่งต่อมน้ำผุดขึ้นหลังน้ำก็กลมตัวเอง ประการหนึ่งเมล็ดฝนที่ตกลงมาถูกพื้นกระดาน ก็เหนกลมไม่ใช่ฤๅ ประการหนึ่งเขาทำลูกปรายขึ้นไปที่สูงๆ หลอมดีบุกละลายแล้ว ก็เทลงมาตามช่องที่เจาะไว้ จะเอาเม็ดโตเล็กเท่าไรก็ทำช่องไว้เท่านั้น เอาน้ำขังถังไว้ข้างล่าง ดีบุกนั้นก็รั่วลงมาตามช่องถูกลมอากาศก็ขาดเปนเม็ด ๆ ตกลงถึงน้ำก็กลมตัวเปนเม็ดเสมอเท่ากัน เพราะอะไรเล่า เพราะอากาศรัดตัวไว้ไม่ใช่ฤๅ ประการหนึ่งแล่นเรือไปในทเลเหนเรือแลเกาะ ก็เหนยอดเสากระโดง แลยอดเขาผุดขึ้นมาก่อนแต่ไกล เข้าไปใกล้จึ่งจะเหนลำเรือเหนเกาะเต็มทั้งตัวเพราะอะไรเล่า เพราะลูกพิภพกลมโค้งตัวบังอยู่ จึ่งเหนแต่ของสูงก่อน ก็ถ้าเปนพื้นราบเสมอแล้ว ก็จะเหนลำเรือแลตัวเกาะพร้อมกันทีเดียว ก็นี่มาเหนของเล็กที่สูงก่อนของใหญ่ไม่ใช่ฤๅ ตริตรองดูเถิด ก็คำนักปราชเก่าท่านว่าเมื่อแรกพิภพจะตั้งขึ้น ก็มีฝนตกหนักช้านานประมาณถึงหกสิบสี่อันตรากัปล ก็ลมอากาศอู้มเอาน้ำฝนไว้จนน้ำนั้นแห้งเข้าเปนก้อน จึ่งเกิดเปนดินขึ้น ก็การโลกยเปนด้วยน้ำฝน แล้วลมรัดตัวอยู่ก็คงจะกลม เหมือนของมีพยานที่เหนที่กล่าวมานี้ จะแผ่แบนเปนใบบัวไปได้ฤๅ ถ้าคนใดคิดเหนว่าแผ่นดินแบน ก็จะถูกกับที่เขาถือว่ามีผู้สร้างให้เปน ถ้าถือว่าพิภพกลมก็จะถูกกับคำพระพุทธเจ้า ที่กล่าวไว้ว่าธรรมดานิยม ๚ะ

๏ ถามว่าพิภพกลมดั่งนั้นแล้ว มนุษยอยู่ทั่วกันไปฤๅมีที่เว้นบ้าง แก้ว่าข้างทิศเหนือ เปนภูเขาแลแผ่นดินอยู่รอบตัว มีแหลมใหญ่ยื่นลงไปข้างทิศใต้สองแหลม คือแหลมที่พวกหัวพริกอยู่แหลมหนึ่ง แหลมไปข้างแผ่นดินอเมริกันนั้นแหลมหนึ่ง ระหว่างนั้นก็เปนเกาะเปนทเลไปถึงทิศใต้ มีเกาะอยู่เกาะหนึ่งมนุษยไม่มี มีแต่คนป่า เดี๋ยวนี้อังกฤษก็ไปตั้งอยู่ในเกาะนั้น ตามชายทเลหลายเมืองแล้ว ต่อไปอีกข้างหัวพิภพตรงดาวข่าง เมื่อคฤษต์ศักราชพันแปดร้อย เขาได้แล่นเรือไปภบแผ่นดินมีอยู่ ได้ขึ้นไปดูบนแผ่นดิน เดินตามชายทเลไม่ได้ภบผู้คน ไม่อาจจะเข้าไปให้ฦกได้ กลัวจะมียักษฤๅสัตวร้ายก็ไม่รู้ ภบแต่สุนักขป่ามีมาก เรือไปด้วยกันสองลำ ก็โดนน้ำแขงที่ลอยอยู่ในทเลแตกเสียลำหนึ่ง ที่นั้นหนาวนักไม่อาจอยู่ช้าได้ ก็กลับมาเสีย เก็บเอาแต่สิ่งของแลไม้แลศิลาก้อนกรวดของประหลาด ที่มีในแผ่นดินมาเปนสำคัญ แผ่นดินนั้นเขาได้แล่นเรือผ่านน่าแผ่นดินไปวัดแดดดู ก็รู้ว่ายาวแปดร้อยไมล์ คิดเปนไทได้เก้าสิบโยชน์ ก็แผ่นดินอเมริกันเขาได้ภบ เมื่อคฤษต์ศักราชได้พันสี่ร้อยเก้าสิบเก้านั้น ประมาณสักสามร้อยปีเสศมาแล้ว แต่แรกก็มีแต่คนป่า เดี๋ยวนี้ชาวยูโรปไปอยู่มาก เกิดพืชน์พันธ์นับได้หลายล้าน แล้วมีบ้านเมืองใหญ่น้อยหลายร้อยเมือง ที่แผ่นดินนั้นตรงกับเรา ๆ เปนกลางวัน เขาเปนกลางคืน เขาเปนกลางวัน เราเปนกลางคืน ทำไมจึ่งจะได้รู้ดั่งนั้น รู้เพราะสุริยฆาฏจันทฆาฏอย่างหนึ่ง รู้ด้วยนาฬิกาที่เที่ยงตรงอย่างหนึ่ง ถ้าแผ่นดินเขามีสุริยฆาฏจันทฆาฏแล้ว ข้างแผ่นดินเราก็ไม่เหน ข้างแผ่นดินเรามีสุริยฆาฏจันทฆาฏ ข้างแผ่นดินเขาก็ไม่เหนเหมือนกัน เขาสอบนาฬิกาไปจนถึงที่แผ่นดินนั้น ก็เปนกลางวันแลกลางคืนตรงกัน การได้สอบสวนมีพยานอยู่ดั่งนี้ จะเชื่อว่าพิภพแบนมีเขาพระสุเมรุปักกลางอย่างไรได้ ๚ะ

๏ ถามว่าถ้าพิภพกลมดั่งนั้นแล้ว คำที่ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปเทศนาพระสัตตะปการะณาภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา บนชั้นดาวดึงษยอดเขาพระสุเมรุอย่างหนึ่ง แลชั้นจาตุมหาราชิกาว่าอยู่ยอดเขาอิสินธรยุคุนธร สวรรค์สองชั้นนี้จะไม่จริงฤๅ ฃอแก้ว่าคำนี้ จะว่าพระไม่ได้ไปเทศนาบนดาวดึงษไม่จริงก็ว่าไม่ได้ จะมีเขาพระสุเมรุจริงแท้ก็ว่าไม่ได้ ด้วยเรื่องเขาพระสุเมรุเขาอิสินธรเขายุคุนธรนี้ได้แก้ไขมาแล้ว ด้วยเปนของเก่าโบราณเขาถือมา แต่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปเทศนาพระอภิธรรมบนดาวดึงษ โปรดพระพุทธมารดาเหนจะจริง ดาวดึงษพิภพคงจะมีอยู่ที่ลูกโลกยใดโลกยหนึ่งเปนแน่ ด้วยพระพุทธเจ้าเสด็จหายไปถึงไตรยมาศพรรษาหนึ่ง จึ่งได้เสด็จกลับมา ก็ถ้าจะสงไสยว่าพระองคไปซ่อนเร้นอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แล้วจะบอกเขาว่าไปเทศนาอยู่บนสวรรค ความข้อนี้ถ้าเปนดั่งสงไสยแล้ว ก็คงจะมีคนรู้เหนภบปะบ้าง ความก็จะไม่ผิด ด้วยพระองคก็อาไศรยบิณฑบาตรเลี้ยงพระชนม์ชีพ ถึงโดยพวกสิษที่รู้กันจะมาหาถวาย ก็ช้านานถึงสามเดือนความก็จะปิดไม่มิด คงจะมีผู้รู้แลพูดจาต่อ ๆ กันไป ความก็คงจะแพร่งพราย ก็นี่การสงบเงียบดีอยู่ผู้คนก็นับถือมาก จึ่งแผ่สาศนาได้กว้างขวาง แลชั้นจาตุมหาราชนั้น พระอรหรรษเจ้าก็ได้เสด็จไปหลายพระองค จะตัดสีนเอาว่าไม่มีก็ว่าไม่ได้ โลกยสวรรคนี้เหลือวิไสยมนุษยจะรู้ ให้พิเคราะห์ดูเถิดคำสั่งสอนของพระองค ก็ล้วนเปนความจริงทั้งนั้น ถ้าผู้ใดได้ประฏิบัติตามจริง ๆ แล้ว ก็มีความเอย็นใจทุกคน ก็คนทุกวันนี้มีความร้อนใจอยู่ ก็เพราะมิได้ประฏิบัติตามพุทธโอวาท ประกอบไปด้วยโลภะโทษะโมหะ ทฤฐิมานะอิจฉาริศยา หนาอยู่ในสันดาน จึ่งมิได้เหนคุณในพระพุทธสาศนา ๚ะ

๏ ถามว่าพระพุทธเจ้าเทศนาทุกวัน ๆ ก็ว่าพระอานนท์แลพระอรหรรตเจ้า ได้สาธยายจำไว้ทุกครั้ง ก็เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จไปเทศนา พระปรมรรถธรรมบนชั้นดาวดึงษ ครั้งนั้นได้ฟังเทศนาก็แต่เทวดา ก็ใครเล่ามาจดจำจาฤกไว้ได้ แก้ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับลงมามนุษยโลกยแล้ว มาเทศนาให้พระสาริบุตรฟัง พระสาริบุตรจำไว้ จึ่งได้ให้พระสงฆทั้งปวงสาธยายต่อ ๆ กันมา ๚ะ

๏ ถามว่า บาทหลวงทำหนังสือให้ชื่อว่ามหากังวลเปนคำบุจฉาวิสัชนาขึ้นไว้เล่มหนึ่งสมุดฝรั่ง ความนั้นจะจริงฤๅ แก้ว่าได้ตริตรองดูในเรื่องนั้นแล้ว เหนว่าหนังสือมหากังวลนั้น ท่านบาทหลวงก็เปนกังวลอยู่ แต่ที่จะสั่งสอนให้ได้การของท่าน ก็ความที่ฦกลับอยู่จะเปนที่สงไสย ก็ไม่เหนแก้ไว้ ประการหนึ่งเมื่อแรกพระจะสร้างมนุษยมา พระก็รู้อยู่แล้ว ว่ามนุษยผู้นี้ผู้นั้นโตใหญ่ขึ้นจะเปนอย่างไร ๆ พระก็แจ้งอยู่แล้ว คนที่เกิดมาไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว ที่เปนโจรผู้ร้ายก็มี นั่นพระสร้างมาทำไมเล่า ความข้อนี้ก็ไม่ได้ว่า คนที่ดีที่จะเกิดมาเปนอาจาริยสอนสาศนาต่าง ๆ ปติญาณตัวว่าเปนพระเที่ยงแท้ จะตั้งกองสั่งสอนลัทธิของตัว อาจาริยเหล่านี้ก็จัดว่าเปนสัตรูของพระผู้สร้าง ทำไมพระจึ่งปล่อยใหเปนสาศนาขึ้นหลายอย่างหลายประการเล่า ความข้อนี้ก็ไม่ได้แก้ไว้ ความในสาศนาพระพุทธเจ้า ว่ามีอริยบุทคลแปดจำพวกที่ถึงมรรคถึงผล ในธรรมวิไนยสาศนาอื่น ๆ ก็ไม่มีความข้อนี้ก็ไม่ยกขึ้นพูด ฃอให้ท่านตริตรองดูในหนังสือเรื่องนั้นเถิด ๚ะ

๏ ถามว่า ท่านหมอยอนอเมริกัน ท่านทำหนังสือตราชูทองชั่งสาศนาพระพุทธเจ้าแลพระเยซูคฤษเจ้าทั้งสองฝ่าย ใครจะมีน้ำหนักแก่กัน ใครจะวิเสศแก่กัน เขายกมาว่าเปนหลายประการนั้น จะจริงเหมือนเขาว่าฤๅ แก้ว่าผู้ที่จะชั่งสิ่งของด้วยตราชู ต้องวางจิตรให้เที่ยงตรง ตราชูจึ่งจะตรงอยู่ใต้ ถ้าจิตรผู้ชั่งนั้นเงี่ยโคลงหนักอยู่ข้างไหน ตราชูก็หนักไปอยู่ข้างนั้น หมอยอนอเมริกันทำหนังสือชั่งสาศนา ก็เหนว่าตรานั้นเอียงอยู่ข้างหนึ่ง ให้ท่านทั้งหลายพิเคราะห์ดูในหนังสือชื่อตราชูทองนั้นเถิด อนึ่ง หมอกัศแวนต์สั่งสอนข้าพเจ้าว่า ถ้าผู้ใดถือสาศนาพระสมณะโคดมหมดด้วยกันทั่วโลกยแล้ว โลกยก็จะฉิบหาย ด้วยเหตุที่ไปบวชเสียหมด ก็จะไม่มีมนุษยเปนพืชน์พันธ์ต่อไปเพราะฉนั้นจึ่งเหนว่า ไม่เปนสาศนาสั่งสอนคนทั้งโลกยได้ ไม่เปนสาศนาเที่ยงแท้ได้ ข้าพเจ้าได้ตอบเขาว่าสาศนาพระสมณโคดมพระพุทธเจ้า ท่านมิได้ปติญาณว่าเปนสาศนาของคนทั้งโลกย ท่านเปนแต่ผู้มาชี้หนทางที่จริงให้เดินเท่านั้น เปนความสว่างขึ้นคราวหนึ่ง ๆ เปรียบเหมือนบุทคลเอาก้อนสิลาทิ้งลงไปในสระน้ำ ที่มีจอกแหนปิดอยู่ จอกแหนนั้นแหวกว่างออกไป ก็แลเหนน้ำใสสอาดบริสุทธิคราวหนึ่ง เมื่อสิ้นกำลังก้อนสิลาที่สะเทือนให้น้ำแหวกไปได้เท่าไร จอกแหนก็หุ้มมิดเข้ามาดั่งเก่า สาศนาของพระพุทธเจ้าก็มีความเปรียบดั่งนี้ เพราะพระองคเหนข้อประฏิบัติของพระองคนั้นสุขุมเลอียดฦกซึ้ง ยากที่จะถือได้ เมื่อพระองคได้ตรัสเปนองคอรหรรตสำมาสำพุทธเจ้า ทราบในพระธรรมเสร็จสิ้นทุกประการ คิดท้อพระไทยว่าผู้ที่จะมารับข้อประฏิบัติได้เปนอันยาก จะมัทธยัดพระองคไม่เทศนาสั่งสอนผู้ใดแล้ว จนร้อนถึงท้าวมหาพรหมลงมาอาราธนา จึ่งได้รับว่าจะทรงสั่งสอนมนุษยทั้งหลาย ความก็มีปรากฏอยู่ดั่งนี้ พวกหมอจะมาติเตียนว่าไม่เปนสาศนาทั้งโลกยได้ ว่าดั่งนี้ไม่ถูกแก่ทางสาศนา ประการหนึ่งหมอกิศลับ ยกอธิกรณว่าพระสมณโคดมสั่งสอน มีแต่จะให้มนุษยเคารพยกราบไหว้นมัศกานตัวท่าน แลให้เขากราบไหว้ลูกสิษของท่าน ทำดั่งนี้ได้บุญมากตายไปได้สวรรค จนชั้นแต่วัดวาอารามต้นโพต้นไม้ต่าง ๆ ที่อยู่ในวัดก็ไม่ให้ใครเก็บกินแลทำสิ่งของ ๆ ท่าน ถ้าใครทำร้ายแล้วก็คงจะไปตกนรก คำสั่งสอนก็มีแต่เข้าแก่ตัว ไม่ให้ผู้ใดข่มเหงตัวทั้งนั้น ไม่เหนเปนประโยชน์อะไร ข้าพเจ้าได้ยินถ้อยคำดั่งนี้ จึ่งตอบหมอว่าในสาศนาพระเยซูคฤษ ก็มีคำสั่งสอนให้นับถือกราบไหว้แต่ท่านองคเดียว ไม่ให้นับถือผู้อื่น นาบีมะหะมัดก็สั่งสอนให้นับถือกราบไหว้แต่ท่านผู้หนึ่งผู้เดียวเหมือนกัน ถึงทำบาปกรรมสิ่งไร เปนต้นว่าฆ่าบิดามารดาตายก็ดี ถ้าไปเข้าสาศนานับถือท่านแล้ว ท่านก็จะรับเอาไปไว้สวรรคด้วย บุทคลผู้ใดถึงจะทำดีอย่างไร ถ้าไม่นับถือท่านแล้ว ท่านก็จะให้ไปตกนรกอยู่ไม่รู้สิ้นสุด อีกประการหนึ่งท่านสั่งสอนสิษว่าสาศนาอื่น ๆ เปนสัตรูต่อสาศนาท่าน ถ้าผู้ใดไปทำลายล้างสาศนาอื่น ๆ ได้ คือว่าไปทุบต่อยพระพุทธรูป พระสถูปเจดียศรีมหาโพธิโบถวิหาร การเปรียญติวัดวาอาราม ศาลเจ้า ศาลเทพารักษ แลการสาศนาอื่น ๆ ทำลายล้างได้แล้วก็มีบำเหน็จความชอบ ตายไปได้สวรรค ก็คำสั่งสอนดั่งนี้ควรจะเชื่อนับถือได้ฤๅ เหนอยู่ว่าให้นับถือแต่ท่านผู้เดียว ไม่ให้นับถือผู้อื่น คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้กล่าว ให้บุทคลไปเบียดเบียฬสาศนาอื่นเลย มิให้ประพฤติเปนพาล ท่านผู้ใดจิตรเปนพระเที่ยงแท้แล้ว ก็หาสั่งสอนให้เบียดเบียฬผู้อื่นไม่ การที่เคารพยกราบไหว้นั้น มนุษยพวกใดนับถือสาศนาใด ข้าพเจ้าก็เหนว่า กราบไหว้พระของตัวด้วยกันทุกชาติทุกภาษา หมอจะมาติเตียนว่า พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้กราบไหว้แต่ท่านผู้เดียวนั้นไม่ถูก พระของใคร ๆ ก็ไหว้ ถ้าจะว่าที่จริงที่แท้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้กล่าวเลย ว่าไม่ได้นับถือแลกราบไหว้ท่าน แล้วก็คงจะไปตกนรกหมด ไม่เหมือนสาศนาอื่นสั่งสอน หมอก็รับว่าพระยะโฮวาที่ท่านเปนผู้สร้างเรามานั้น จิตรท่านหึงษาริศยาอยู่เปนนิจ ที่จะไม่ให้บุทคลไปถือลัทธิสาศนาอื่น ที่ท่านปล่อยใจให้ถือสาศนาต่าง ๆ อยู่เดี๋ยวนี้ ก็เปนเพราะพระเมตตากรุณาจะให้กลับใจเอง ก็ถ้าจะบันดานให้มนุษยกลับใจด้วยฤทธินั้น ก็ไม่มีคุณมีประโยชน์สิ่งใดแก่มนุษย ๚ะ

๏ ข้าพเจ้าได้ถามว่าพระผู้สร้างสิ่งซึ่งสาระพัดทั้งปวงท่านได้สร้างมนุษยมาแล้ว ทำไมจึ่งสร้างพระเจ้าข้างไท แลพระเจ้าข้างพราหมณ แลพระเจ้าข้างแขก แลพระเจ้าข้างสาศนาอื่นๆ ให้มีสาศนาหลายอย่าง แล้วมนุษยไม่ได้นับถือสาศนาท่านผู้สร้าง ไปนับถือสาศนาอื่น ๆ ก็ปรับโทษให้ไปตกนรกเสีย ทำดั่งนี้ทำไม ถ้าจะให้เปนสาศนาเดียวกันจะมิดีฤๅ มนุษยจะได้ไปสวรรคพร้อมด้วยกันทั้งสิ้น พวกแขกเขาแก้ว่า อ้าหล่าให้นาบีลงมาเกิด เอากำเนิดเปนมนุษยสั่งสอนสาศนา ก็นาบีนั้นมาสอนสาศนาแปลงไป ๆ ให้ผิดจากคำพระเจ้าบนสวรรค ๆ จึ่งให้นาบีองค์อื่นๆ ต่อๆ กันลงมาอีกเปนหลายองค ก็นาบีเหล่านั้นถูกมารเข้าสิงในใจ ก็พัญเอิญให้สอนสาศนาผิด ๆ กันไปหมด จนกระทั่งที่สุดพระเจ้าบนสวรรค จึ่งแบ่งภาคยลงมาเปนระสู่หลุนหล่า ที่แขกนับถืออยู่ทุกวันนี้ว่าเปนสาศนาถูกแน่แล้ว ก็ข้างพราหมณเขาว่าพระบิดา คือพระอิศวรให้พระนารายน์อวตารลงมาเรียกว่าพระกฤษณ มาสั่งสอนสาศนา พระนารายน์อวตารลงมาก็หลายปาง ก็มนุษยจำพวกใดที่ถือปางนารายน์ครั้งไรสั่งสอนไว้อย่างไร ก็ถือตามคำสั่งสอนครั้งนั้นคราวนั้น นั่นแลลัทธิมนุษยจึ่งได้ถือสาศนาต่าง ๆ กันไป ถ้ามนุษยจำพวกใดถือสาศนาของตัวให้เคร่งครัดมั่นคงดีอยู่ ตายไปก็จะได้ไปสวรรคด้วยกันหมด เพราะคำสั่งสอนนั้นออกจากพระแบ่งภาคยมาเอากำเนิดเปนมนุษยทั้งสิ้น พราหมณ์เขาว่าฉะนี้ ก็หมอกัศแวนต์นั้นแก้ว่า พระยะโฮวาท่านได้สร้างมนุษยมา ก็เพื่อจะให้ถือสาศนาอย่างเดียวกันหมด ก็มนุษยนั้นสู่รู้ไปต่างๆ เพราะมารผีปีศาจเข้าฬ่อลวงในน้ำใจ ให้มนุษยได้ตั้งตัวเปนอาจาริยใหญ่ขึ้นหลายตำบล สำแดงตัวว่าเปนพระเจ้า จึ่งสั่งสอนให้ผิดคำพระไป ก็ผีปิศาจเหล่านั้นกลัวมนุษยจะได้ไปสวรรคเสียหมด จึ่งเที่ยวฬ่อลวงมนุษยทั้งหลาย จะมิให้รู้จักท่านผู้สร้าง จะได้ไปตกนรกอยู่ด้วยกันเป็นเพื่อนกันมาก ๆ ก็แขกแลพราหมณแลหมอแก้ต่าง ๆ กันดั่งนี้ ขอให้ท่านผู้มีปัญญาตริตรองดูเถิด ๚ะ

๏ ข้าพเจ้าถามหมอกัศแวนต์ว่า เทพยดาที่จีนเขานับถือมีฤๅไม่มี หมอเขาว่าไม่มี เทวดาไม่เหนตัวอยู่ที่ไหนไม่มี มีแต่เทวดาคือทูตสวรรคสำหรับใช้สรอยของพระยะโฮวาจำพวกหนึ่งเท่านั้น กับผีปิศาจที่พระสาบมาให้เปนมารมาหลอกลวงให้คนเชื่อนับถือเท่านั้น ถามหมอว่าพระยะโฮวามีฤๅไม่มี หมอว่ามีแน่แท้ทีเดียว ก็หมอว่าเทวดาไม่มีไม่เหนตัว ก็พระยะโฮวาก็ไม่ได้เหนตัวท่านเหมือนกันทำไมหมอจึ่งว่ามี หมอแก้ว่าไม่เหนตัวท่านก็จริง แต่สิ่งของท่านสร้างไว้สาระพัดทั้งปวงในโลกย ก็เข้าใจเชื่อว่ามีเจ้าของ ถ้าไม่มีเจ้าของจะมาเปนเองได้ฤๅ ถามหมอก็ว่าคิดเชื่อเอาอย่างนั้น ผู้ใดก็ไม่เหน เมื่อท่านสร้างเปนแต่คนโบราณคิดเอาเอง ถ้าเปนของเกิดด้วยธรรมดาโลกยนิยมขึ้นเองหมอจะว่าอย่างไร หมอก็เถียงว่าเกิดเปนเองไม่ได้ ถามหมอว่าของที่มันเปนเอง ถ้าจะพรรณาแล้วก็ไม่รู้สิ้น หมอจะว่าอย่างไร หมอก็ว่าพระสร้างหมดทุกสิ่งไม่สงไสยเลย จนชั้นแต่กรวดแลทรายก็เปนเองไม่ได้ ก็ของมีอยู่ในโลกยเปรียบเหมือนกับเข้าของกินตั้งเรียงไว้บนโต๊ะ แต่เจ้าของนั้นเขาไม่ให้เหนตัว ก็บุทคลไปเหนของกินทั้งปวงตั้งเรียงอยู่บนโต๊ะ จะคิดว่ามีเจ้าของฤๅไม่มี ฤๅจะคิดว่าของเกิดขึ้นในพาชนะถ้วยชามนั้นเอง ให้ตริตรองดูเถิด ถ้าไม่มีเจ้าของผู้สร้างขึ้นไว้แล้ว ก็เครื่องบริโภคในโต๊ะทั้งปวงนั้น จะมีมาแต่ไหน จะเกิดขึ้นในถ้วยชามได้เองฤๅ ข้าพเจ้าได้ถามหมอว่า ซึ่งหมอว่ามีเจ้าของมีผู้สร้างมีผู้ทำไว้ จึ่งเปนขึ้นได้ ที่สุดจนชั้นเมล็ดกรวดเมล็ดทรายก็มีผู้สร้าง ก็ก้อนเมล็ดนิ่วก็เปนหินเปนกรวดขึ้นในกระเภาะปัศสาวะมนุษย จะมีผู้สร้างขึ้นฤๅ จึ่งเปนขึ้นได้ หมอตอบว่ามีผู้สร้างหมดทุกสิ่ง แลสิ่งไรจะเปนเองไม่ได้ ข้าพเจ้าจึ่งถามว่า ถ้ามีผู้สร้างเมล็ดนิ่วขึ้นในตัวมนุษยแล้ว ก็มนุษยที่เปนโรคนิ่วนั้น มีความผิดสิ่งไร พระจึ่งมาสร้างลูกนิ่วขึ้นในตัวมนุษยให้ตายเสีย ก็หมอเปนลูกสิษของพระผู้สร้าง แล้วมาผ่าเอาลูกนิ่วออกเสียให้โรคหายไปนั้น ก็จะมิมีความผิดต่อความประสงคของพระไปฤๅ ด้วยพระจะทำให้เขาตาย แล้วหมอมารักษาขึ้นไว้ จะมิเปนการขัดรับสั่งไปฤๅ ครั้นว่าดั่งนั้นแล้ว หมอก็โกรธว่าเปนบุทคลสอนยาก หมอก็กลับไปเสีย ก็ความต้นกับความข้างปลายไม่ยุติกันดั่งนี้ ขอท่านผู้มีปัญญาตริตรองดูเถิด ประการหนึ่งหมอกิศลับว่า พระสมณะโคดมปรินิพานสูญหายไปเสียแล้วไม่ได้อยู่ ก็ที่สวดมนตเปนคำสรรเสอญคุณพระบ้าง เปนคำให้พรบ้าง ไหว้พระรักษาศีลทำบุญให้ทาน การอันนี้ใครจะประทานความชอบให้ เปรียบเหมือนเมืองไม่มีพระมหากระษัตริย์ ถึงจะทำการดีสิ่งใด ๆ ก็ทำเสียเปล่า ด้วยไม่มีผู้เปนใหญ่ที่จะได้บำเหน็จของท่าน ก็สาศนาพระเยซูคฤษมีพระยะโฮวา แลพระเยซูคฤษคอยประทานบำเหน็จความชอบ แลรับคำสวดอ้อนวอนคำสรรเสอญคุณท่าน ๆ ก็ประทานบำเหน็จรางวัลให้ ข้าพเจ้าได้ตอบหมอว่าสาศนาพระพุทธเจ้า ท่านมิได้อยู่ประทานความชอบก็จริง ถ้าผู้ใดประฏิบัติตามประพฤติตามคำสั่งสอนท่าน ก็เปนความชอบของผู้นั้นเอง ถ้าผู้ใดไม่ประฏิบัติตามธรรมของท่านแล้ว ถึงเมื่อท่านยังมีพระชนม์อยู่จะไปอ้อนวอนกราบใหว้ให้ท่านช่วยส่งดวงจิตรไปสวรรค ท่านก็ช่วยไม่ได้ พระสาศนาของท่านก็เปนยุติธรรม บังเกิดด้วยกุศลจิตรของบุทคลนั้นเอง กุศลจิตรนั้นเปนผู้ประทานบำเหน็จความชอบให้ดีแลชั่ว ผู้ใดทำดีก็ได้ดีผู้ใดทำชั่วก็ได้ชั่ว คำสวดมนตก็เปนคำที่พระองคท่านเทศนาไว้ มีในพระสูตต่าง ๆ แลเปนพระปริตประทานไว้ให้พระสงฆ์เจริญในป่าบ้าง ก็เปนแต่การคุ้มตัวรักษาตัว เปนการมงคลของผู้ที่นับถือ ถึงท่านจะนฤพานแล้ว ก็พระคุณพระกรุณาของท่านยังไม่สิ้นสูญ ก็พวกหมอสรรเสอญคุณพระยะโฮวาพระคฤษโตเจ้า อ้อนวอนขอสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อท่าน ว่าท่านยังอยู่คอยบำเหน็จรางวัลให้ คำอ้อนวอนนั้นได้สำเร็จความปราฐนาฤๅ ก็ไม่เหนได้ความอะไรวิเสศกว่าคนที่เขาไม่ได้นับถือสักสิ่งหนึ่งก็ไม่มีเลย ตายก็เหมือนกัน ชะราไข้เจ็บก็เหมือนกัน ทุกขโทรมนัศก็เหมือนกัน หมอจะว่าวิเสศกว่าสาศนาอื่น ๆ อย่างไรได้ ในพระคำภีร์ใบเบลก็มี ว่าพระเจ้าสร้างอาดำสองคนผัวเมียให้เปนมาแล้ว ก็ปราฐนาจะไม่ให้เจ็บป่วย ที่สุดจนชั้นไม่รู้จักตาย ก็ซึ่งอาดำบิดามารดาเดิมของมนุษย ไปกินผลไม้ที่พระเจ้าห้าม พระเจ้าจึ่งได้โกรธลงโทษว่า ต่อไปให้มีความเหนื่อยยากแลไข้เจ็บ ตั้งแต่นั้นมนุษยจึ่งได้รู้จักเหนื่อยยากไข้เจ็บล้มตาย แลความแต่ก่อนว่ามนุษยใดรับศีลบัพติศเมแล้ว ก็พ้นคำแช่งที่พระแช่งอาดำไว้แต่ก่อน ก็ทุกวันนี้เหนคนที่ได้รับศีลบัพติศเมแล้วก็ไม่พ้นบาปคำแช่ง ซึ่งติดมาแต่บิดามารดาเดิม ก็ยังมีความเจ็บความเหนื่อยยาก แลทุกข์โทรมนัศก็เหมือนกันกับคนทั้งโลกย ที่เขาไม่ได้รับศีลล้างบาปก็เหมือนกัน ไม่ผิดกันแต่สิ่งไรเลย หมอจะว่าอย่างไร หมอแก้ว่าศีลบัพติศเมล้างบาปนั้น จะให้คุณได้ก็แต่เมื่อตายไปได้สวรรคเที่ยงแท้ คนที่ไม่ได้รับศีลล้างบาปนั้นตายไป ก็ไปตกนรกเที่ยงแท้ แต่ข้อที่ว่ารับศีลล้างบาปแล้ว จะพ้นทุกขยากลำบากในมนุษยนั้น หมอก็ไม่แก้ หมอแก้แต่ว่า คำสวดอ้อนวอนของพวกสิษพระคฤษโต ถ้าพระองคภอพระไทย ก็ประทานให้ตามความปราฐนาก็มีบ้าง ไม่สูญทีเดียว การที่พระองคโปรดประทานให้ก็เหนประจักษอยู่ คือชาวยูโรป แลชาวอเมริกามีวิชาช่างอันประเสริฐ แลคิดทำเรือกลไฟรถกลไฟ แลสายเต็ลคราบ ปืนเครื่องอาวุธก็วิเสศกว่ามนุษยทั้งโลกยไม่ใช่ฤๅ ทุกวันนี้ประเทศใดที่ไม่ได้ถือพระเยซูคฤษเจ้า ก็โง่ไปไม่ใช่ฤๅ จะว่าไม่เหนประจักษอย่างไรได้ ถามหมอว่าด้วยการแก่ชะราไข้เจ็บ แลทุกข์โทรมนัศที่มีเหมือนกันทั้งโลกย ไม่วิเสศกว่ากันสิ่งไรเลยนั้น หมอก็ไม่แก้ เอาแต่การที่บ้านเมืองแผ่นดินเขาเจริญด้วยวิชาความรู้นั้นมาแก้ การเรื่องนี้พระจะประทานสติปัญญาให้แก่ชาวยุโรปจริงฤๅไม่จริงก็ไม่รู้ ไม่มีผู้ใดเหน แลท่านที่ไม่ได้ถือสาศนาพระผู้สร้าง เปนแต่เฉยๆ อยู่ในแผ่นดินยูโรปเปนอันมาก ท่านนั้นก็มีสติปัญญาฦกซึ้งกว้างขวางคิดการช่าง แลคิดจัดการบ้านเมืองให้ดีขึ้นก็มีเปนหลายนาย ก็ท่านเหล่านั้นไม่ได้ถือประฏิบัติเคร่งครัด ทำไมพระจึ่งได้ประทานสติปัญญาเหมือนกับผู้ที่นับถือด้วยเล่า จะว่าดั่งนี้ก็เปนทางไกล จะว่าแต่ที่เหนใกล้ๆ พวกไทมอญพม่าจีนยวนลาวเขมรที่เข้ารีศถือสาศนาพระคฤษโตเจ้าเคร่งครัด ประฏิบัติแขงแรง ยิ่งกว่าชาวยูโรปที่เข้ามาอยู่ณกรุงเทพมหานครนั้นอีก ทำไมพระผู้เปนเจ้าที่เที่ยงแท้ จึ่งไม่ประทานความชอบแลสติปัญญาแก่คนเหล่านั้น ให้มีความวิเสศกว่าคนที่เขาไม่ได้เข้ารีศนั้นเล่า ข้าพเจ้าเหนว่าคนที่เขาไม่ได้เข้ารีศ เขาก็มั่งมีทรัพย์สีนเงินทอง มีความศุขความสบายมาก ก็คนที่เข้ารีศนั้น มีแต่เปนนี่เปนทาษเขามากกว่าคนที่ไม่ได้เปนนี่เขา พวกเข้ารีศที่มีอยู่ในประเทศสยามนี้ก็มาก ไม่เหนผู้ใดมีความเจริญมั่งมี จนมีชื่อเสียงขึ้นก็ไม่มีแต่สักคนหนึ่ง คนเหล่านี้สวดอ้อนวอนฃอพระผู้เปนเจ้าอยู่เสมอเปนนิจ ก็ไม่เหนได้สิ่งไรตามความปราฐนา หมอแก้ว่าพวกเข้ารีศนี้ เขาถือสาศนาไม่จริง พระจึ่งไม่โปรดเขา ถามหมอว่าที่หมอแก้ว่า คำสวดอ้อนวอนของพวกสิษพระเยซู ก็ได้สำเร็จความปราฐนาบ้าง ที่พระองคภอพระไทยก็ประทานให้ความปราฐนาก็มี ก็ที่พวกจีนเขาถือเจ้าถือผีเขาก็บนบานอ้อนวอน ก็ได้สำเร็จความปราฐนาก็มีบ้าง หมอจะว่าอย่างไร เจ้าแลผีเหล่านั้นจะมิให้ความศุขแก่มนุษยได้ฤๅ หมอก็ว่าผีปิศาจมันรับสินบนต่างหาก ๚ะ

๏ ถามหมอว่าเพราะสร้างมนุษย แลสัตวให้เปนมาแล้ว ก็ทำไมจึ่งให้มันตายเสียแต่ในครรภก็มี ออกมาตายก็มี ไม่ทันโตทันใหญ่ตายไปก็มี บางทีก็เปนพิกลพิการบ้าใบ้บอดหนวก สร้างมาทำไมดั่งนี้ มิป่วยการเปล่าฤๅ ไม่เหนเปนคุณเปนประโยชน์สิ่งไรเลย ประการหนึ่งพระสร้างให้เปนมนุษยขึ้นแล้ว ก็ไม่ดลใจให้มนุษยถือสาศนาของท่านผู้สร้างที่เที่ยงแท้แต่อย่างเดียว นี่ท่านปล่อยใจให้มนุษยถือลัทธิสาศนาต่างๆ แล้ว ครั้นตายไปก็ปรับโทษให้ไปตกนรกเสียหมด ที่นับถือท่านก็ยกย่องให้ไปสวรรคทั้งสิ้น ทำดั่งนี้จะมิขาดความเมตตากรุณาไปฤๅ ถ้าสร้างมาจริงแล้ว ท่านก็จะมีความเมตตากรุณาทั่วไป ไม่มีความลำเอียง ถ้าการเหนประจักษจริง จึ่งจะเหนด้วยว่าพระสร้างมาโดยแท้ นี่เหนเปนปั้นตุกตาเล่น หมอแก้ว่าที่อายุยาวบ้าง สั้นบ้างไม่เหมือนกัน คนที่ซื่อที่ตรงอายุสั้น พระเหนว่ามีความชอบมาก ก็เอาไปไว้สวรรคเสียก่อน คนใจบาปอยาบช้าอายุยืนจนแก่ชะรานั้น พระจะให้อยู่แก้ตัว จะได้ละเสียซึ่งความบาปที่ทำมาแต่ก่อนๆ ก็ที่เด็กๆ เล็ก ยังไม่รู้จักบุญแลบาปนั้นตายไป ก็พระผู้สร้างโปรดปรานเด็ก จะเอาไปเลี้ยงไว้เมืองสวรรคด้วย ข้าพเจ้าถามว่า ก็เด็กตายแต่ในครรภนั้น พระโปรดปรานอย่างไรเล่า ยังไม่น่ารักน่าชมเลย หมอตอบว่าบุทคลจะสอนว่ายน้ำก็ต้องว่ายที่ตื้นก่อน ถ้าว่ายออกไปที่ฦกก็จะจมน้ำตาย คนพูดเช่นนี้ ถ้าอยู่เมืองนอก เขาก็จะจับเอาตัวไปขังคุกเสีย ความที่ว่าดั่งนี้ ฃอท่านผู้มีสติปัญญาตริตรองดูเถิด ๚ะ

๏ ถามหมอกิศลับว่า มนุษยแลสัตวในพระคำภีร์ใบเบล์ว่า พระสร้างมาทั้งนั้น ก็พระจะสร้างให้เปนมนุษยแลสัตวขึ้น เหมือนเล็นแลเรือดที่เปนขึ้นมาด้วยอายเหงื่อแลไคล บ่อสระใหม่ๆ เกิดปลาขึ้นด้วยอายดินอายน้ำ จะให้เปนขึ้นมาอย่างนั้นไม่ได้ฤๅ ต้องให้สร้องเสพยซึ่งกันแลกัน ทำให้มารดาได้ความทุกขเวทนา จนถึงตายก็มาก บางทีทารกตายก็มาก พระผู้สร้างทำดั่งนี้จะมิป่วยการเปล่าฤๅ ไม่เหนมีคุณอะไรเลย หมอแก้ว่าพระผู้สร้างโปรดให้มีความสร้องเสพยกัน มนุษยจะได้รู้จักบิดามารดาคนาญาติทั้งปวง ก็ที่คลอดบุตรยาก จนถึงเปนอันตรายแก่ชีวิตรไปนั้นก็เพราะบาปของนางฮาวามารดาเดิม กินผลไม้ผิดต้องคำแช่ง บุตรแลหลานจึ่งได้ความทุกข์เวทนาต่อ ๆ มาจนสิ้นพิภพ ๚ะ

๏ ถามหมอว่าพระภอพระไทยจะให้มนุษยแลสัตวเกิดด้วยความสร้องเสพยกัน จะได้รู้จักบิดามารดาคณาญาติทั้งปวง ก็สัตวดิรัจฉานนั้นมันก็สร้องเสพยเหมือนกัน ทำไมพระจึ่งไม่ให้มันรู้จักบิดามารดาคณาญาติทั้งปวงเหมือนมนุษยด้วยเล่า มันก็ออกลูกตายคล้ายๆ กับมนุษย บาปของพ่อของแม่เดิมมันที่ไหนเล่า แลบาปของนางฮาวาที่กินผลไม้ขัดรับสั่งนิดหนึ่งเท่านั้น ก็ปรับโทษจนตลอดลูกแลหลานไม่รู้สิ้นสุด ก็ในพระคำภีร์ใบเบลว่า อีกข้อหนึ่งว่าถ้าบุทคลถือพระเยซูคฤษแล้ว ก็จะพ้นโทษบาปของอาดำพ่อแม่เดิม ก็คนที่ถือพระเยซูคฤษนั้น ข้าพเจ้าก็เหนว่าไม่พ้นโทษสิ่งไรเลย ออกลูกตายก็เหมือนกัน ทารกตายก็เหมือนกัน เจ็บไข้ตายก็เหมือนกันกับคนที่เขาไม่ถือ หมอจะว่ากระไร หมอตอบว่าพูดกับคนพาลสั่งสอนยากเสียเวลา หมอก็ไปเสีย ข้อหนึ่งหมอว่าสาศนาพระเยซูรู้ในการเบื้องต้นที่มนุษยจะเกิดมาเพราะมีผู้สร้าง ก็พระสมณะโคดมนี้ ไม่รู้ว่ามนุษยแลสัตวเบื้องต้นเปนอย่างไรมาก่อน มาเทศนาสั่งสอนมนุษยว่า สัตวมีสังขารวิญญาณนามแลรูปขึ้นแล้ว ก็มาเวียนเกิดเวียรตายร่ำไป กุศลนั้นแก่จัดเข้า เกิดไปได้ภบพระพุทธเจ้าได้สำเร็จพ้นทุกขไป พระเจ้าองคหนึ่งก็โปรดสัตวไปได้มากกว่ามากนักหนา ก็มนุษยแลสัตวที่ไหนเล่า จึ่งมีเพิ่มเติมมาเสมอไม่รู้สิ้นรู้หมด ด้วยกล่าวไว้ว่าสัตวที่พ้นทุกข์ไปนั้นมากกว่ามากนักหนา ก็ไม่มีคำกล่าวว่าจะบังเกิดเพิ่มเติมขึ้น มนุษยทั้งหลายจะมิไปนฤพานเสียหมดฤๅ การที่ไทถือว่าตายไปแล้ว เกิดเปนเทวดาบ้าง เปนมนุษยบ้าง เปนสัตวดิรัจฉานบ้าง เวียนตายเวียนเกิดร่ำไป ก็ถ้าจริงดั่งนั้นแล้ว ปู่หย้าตายายบิดามารดาญาติพี่น้อง ตายไปเกิดเปนสัตวดิรัจฉานต่างๆ ก็ที่กินเนื้อสัตวอยู่ด้วยกันทุกคน จะมิถูกกินเนื้อปู่หย้าตายาย บิดามารดาญาติพี่น้องบ้างฤๅ แก้ว่าความไม่เปนเช่นนั้น ด้วยคติสัตวกำเนิดต่างกันไปเสียแล้ว จะถือว่าเปนบิดามารดาญาติพี่น้องกันนั้นไม่ได้ ก็ที่ทำบุญอุทิศแผ่ผลกุศลไปนั้น ก็เปนความกะตัญญูละฦกถึงกันดอก ผลนั้นก็ได้แก่ผู้ทำนั้นเอง แต่ในคำภีร์บาฬี ท่านว่าจะได้อยู่ก็แต่ประทัตตูปชะวีเปรดจำพวกเดียว ที่เปนเปรดคอยอยู่ว่าญาติผู้ใดทำบุญให้ทาน ได้โมทนาส่วนกุศลนั้น กับทั้งเขาแผ่ผลไปให้พร้อมกัน ก็ได้สำเร็จความปราฐนา ก็ที่ไปเกิดเปนกุ้งปลาเปนสัตวต่างๆ ได้เอามาบริโภคเปนอาหาร จะว่ากินเนื้อบิดามารดาคณาญาติทั้งปวงนั้นไม่ได้ ด้วยต่างคติกำเนิดผิดกัน ฃอแก้ความข้อบน ที่ว่ามนุษยไปนฤพานหมดนั้น ในคำภีร์บาฬีพระพุทธเจ้าเทศนาไว้ ก็มีปรากฏว่าความเบื้องต้นมาแต่ไหน จึ่งได้เกิดเปนมนุษยแลสัตวติดเนื่องๆ กันมา พระองคมาเทศนายกความเอาเพียงสัตวก่อเกิดสังขารแล้ว ชี้เอาตัวอวิชาที่ไม่รู้ไม่เหนในพระอริยะสัจสี่แล้ว ก็ให้ก่อเกิดสังขารรํ่าไป จนกระทั่งได้รู้ในพระอริยสัจ คือเหนความทุกข์อย่างหนึ่ง คือเหนว่าทุกขจะบังเกิดในความปราฐนากว้างขวางนั้นอย่างหนึ่ง คือเหนความปราฐนามี ก็ให้บังเกิดความทุกข์ ฉันใดเล่าจะได้พ้นทุกข ไม่มีทุกข์อีก ก็มาเหนในพระนิโรธ คือความดับทุกขไม่เกิดอีก แล้วก็ประฏิบัติในอริยมรรคแปดประการ ทำสันดานให้ถึงความบริสุทธิ์ ก็ได้ความศุขพ้นทุกขไป พระองคมาแนะนำชี้แจงแต่เท่านั้น ครั้งนั้นก็มีผู้เข้าไปกราบทูลถามว่า เบื้องต้นมนุศยแลสัตวที่จะมาเปนนั้นด้วยเหตุผลอย่างไรก่อน จึ่งได้มีมนุษยแลสัตวเกิดเนื่อง ๆ กันมา ความข้อนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัตวเบื้องต้นไม่มีที่สุดแล้ว ก็ไม่ได้เทศนา ว่าเปนอพยากตบัณหาไม่ควรจะสำแดง เพราะไม่เปนทางที่จะพ้นทุกขได้ ข้าพเจ้ามาตริตรองดูเหนว่าพระองคเจ้าไม่เทศนาความข้อนี้ ด้วยมนุษยในครั้งนั้นเขาถือว่า เกิดมาแต่ท้าวมหาพรหม ออกจากอกออกจากโอษฐท้าวมหาพรหมบ้าง ออกจากนาภีท้าวมหาพรหมบ้าง ออกจากแขนจากขาจากฝ่ามือฝ่าท้าว ๆ มหาพรหมบ้าง ท้าวมหาพรหมเปนบิดาเขา เปนผู้สร้างเขามา พวกพราหมณจึ่งได้ถือว่าเปนตระกูลสูงตระกูลต่ำ ไม่บริโภคอาหารร่วมกัน ไม่ทำการวิวาหะอาวาหะร่วมกัน บางจำพวกถือว่าพระผู้เปนเจ้าสร้างมา ก็การที่พระองคทราบโดยพระสัพพัญญูรู้จริงเหนจริง ผิดกับที่เขาถือ ครั้นจะแสดงไปตามความจริง ก็จะผิดกับคำที่เขาถือไป เขาจะว่ากล่าวต่างๆ ก็จะเสียเวลาที่พระองคสั่งสอนสัตวให้พ้นทุกข เพราะฉะนั้นพระองคจึ่งได้ตัดเสีย ไม่เทศนาในความเรื่องนี้ เพราะไม่เปนทางมรรคทางผล เหมือนหนึ่งที่พระองคไม่เทศนาด้วยเรื่องโลกยกลมแลโลกยแบน ก็เหมือนกันฉะนั้น ข้าพเจ้าได้ถามเรื่องหนึ่งว่าพระผู้เปนเจ้าสร้างโลกยพิภพที่เราอยู่นี้ วันที่หนึ่งสร้างโลกยขึ้นแล้ว วันที่สองสร้างฟ้าอากาษ วันที่สามสร้างต้นหญ้าต้นไม้พืชน์พันธุ์สาระพัดทุกสิ่งในแผ่นดิน วันที่สี่นั้นสร้างพระอาทิตยพระจันทรแลดวงดาวทั้งปวง วันที่ห้าสร้างน้ำแลสัตวในน้ำ แลนกในอากาษ วันที่หกสร้างสัตวสี่เท้าสองเท้า แลสัตวทั้งปวงที่อยู่ในแผ่นดิน สร้างมนุษยอาดำขึ้นสองคนผัวเมีย วันที่เจ๊ดเปนวันอยุด ก็พระอาทิตยพระจันทร ดวงดาวในอากาษไม่มีที่สุดเบื้องบนเบื้องต่ำเบื้องขวาง ถ้าจะประมวนมาก็มากกว่าในพิภพนี้หลายแสนล้านส่วน แต่พระอาทิตยดวงเดียวก็เปรียบโตเท่าพ้อม พิภพที่เราอยู่เปรียบโตเท่าเมล็ดถั่วเขียว เดือนดาวทั้งปวงก็เปรียบเหมือนเมล็ดถั่วเมล็ดงาต่างๆ ที่โตบ้างเล็กบ้าง ถ้าจะประมวนเอามาให้หมดจะตวงด้วยถัง ก็จะไม่รู้จักว่าสักกี่แสนเกวียน ก็ทำไมจึ่งว่าพระสร้างที่ของใหญ่ของมากวันเดียวแล้ว ก็ลูกโลกยพิภพที่มนุษยอยู่นี้ ก็เปรียบเท่าเมล็ดถั่วเมล็ดเดียว เหมือนเส้นผมจุ่มลงในน้ำมหาสมุท ได้น้ำติดขึ้นมาหยาดหนึ่งเท่านั้น ก็พระมาสร้างของนิดหนึ่งห้าวันจึ่งสำเร็จ ไปสร้างของที่มากเหลือที่จะนับจะประมาณวันเดียวก็แล้วนั้น ก็ความสองข้อนี้ไม่ถูกกันจะว่ากระไร จะควรเชื่อเหนจริงได้ฤๅ หมอแก้ว่าเชื่อได้ ฤทธิ์ของพระจะทำให้เปนอย่างไรๆ ก็ใด้หมดทุกสิ่ง พระองคจะสร้างในพริบตาเดียวก็ได้ ด้วยอำนาจฤทธิ์ของพระองค นี่พระองคภอพระไทยจะทำให้มากวันไปนั้นจะว่ากระไรได้ คำที่หมอแก้ดั่งนี้ ขอท่านทั้งหลายตริตรองดูเถิดจะควรเชื่อเหนจริงได้ฤๅ อีกข้อหนึ่งว่าสาระพัดสัตวทั้งปวง พระไล่ต้อนมาให้อาดำ ให้ชื่อทั้งสิ้น ก็รักอาดำให้ชื่อจริงแล้ว ชื่อสัตวอย่างไรก็จะเปนอย่างเดียวกันหมด ก็ทุกวันนี้ชื่อสัตวอย่างเดียว ภาษาของใครๆ ก็เรียกไม่เหมือนกัน จะว่าอาดำให้ชื่ออย่างไรได้ ๚ะ

๏ ประการหนึ่งข้าพเจ้าถามหมอว่า เมื่อพระสร้างโลกยนั้น มนุษยก็ยังไม่มี ทำไมจึ่งรู้ว่าพระทำสิ่งนี้สิ่งนั้น หมอมาแก้ว่าพระมาบอกเล่าจึ่งได้รู้ ถามหมอว่าก็พระมาบอกเล่าเช่นนั้นแล้ว ก็เรื่องโลกยที่ว่าพระสร้างนั้น กับนักปราชที่เขาคิดเหนว่าโลกยกลมโลกยหมุน จะมิผิดกับคำท่านผู้สร้างไปฤๅ แล้วนักปราชแต่ก่อนที่คิดว่าโลกยกลมหมุนนั้น ก็ต้องเปนโทษไม่ใช่ฤๅ ครั้นการนานมาคนเปนอันมากรู้แน่ว่า พิภพหมุนเวียนเปนอันมากด้วยกัน จึ่งนำเอามาไว้ในสาศนาเสียด้วย หมอแก้ว่าการที่รู้ว่าพิภพหมุนเวียน ก็เพราะพระผู้สร้างให้สติปัญญาความฉลาดจึ่งรู้ได้ ก็เหมือนพระมาบอกให้เหมือนกัน คนแต่ก่อนพระยังไม่บอกให้ ก็เพราะเหนว่ายังโง่อยู่ ฃอท่านทั้งหลายที่มีสติปัญญาตริตรองดูเถิด การที่แก้ดั่งนี้จะควรฟังได้ฤๅ ได้ถามแขกว่าพระอ้าหล่าได้สร้างสาระพัดสิ่งทั้งปวง เปนใหญ่ในสกลโลกย มีจิตรแลวิญญาณรู้จักให้คุณแลให้โทษกริ้วโกรธได้ต่าง ๆ ก็กุศลสิ่งไรท่านได้ทำไว้แต่เบื้องหลัง จึ่งมาอุดหนุนให้ท่านได้เปนพระเจ้าใหญ่ในสวรรค หมอแลแขกเขาแก้ว่ากุศลสิ่งไรท่านก็ไม่มี เปนธรรมดาเอง เปรียบเหมือนเลขหนึ่ง แล้วก็มีเลขสองเลขสามเลขสี่ไป ต้นเลขหนึ่งขึ้นไปนั้นค้นหาไม่ภบ ว่าหนึ่งจะมาแต่ไหน ได้ถามเขาว่า ถ้าพระจิตรเปนวิญญาณองคหนึ่งองคเดียวมิได้เปนสอง ก็สกลโลกยธาตุไม่มีที่สุด อากาศไม่มีที่สุด มนุษยแลสัตวไม่มีที่สุด โลกยที่ลอยอยู่ในอากาษเปนอเนกอนันต จะนับประมาณมิได้ ก็พระจิตรเท่านั้น จะแผ่ซ่านไปทั่วโลกยาตุได้ฤๅ แล้วก็เที่ยวสิงอยู่ในน้ำใจมนุษย คอยดูผิดดูชอบในใจมนุษยทุกคน ดูเหมือนพระมากกว่ามากนัก เขาแก้ว่าฤทธิ์ท่านผู้สร้างมากนัก เปรียบเหมือนแสงแดดแลอากาษมีอยู่ที่ใด พระก็อยู่ที่นั้นไม่เปนที่กำหนด เขาว่าดั่งนี้ ขอท่านผู้มีปัญญาตริตรองดูเถิด กับคำที่เขาว่ากุศลอกุศลเปนผู้สร้างผู้แต่งสังขารให้เกิดมา บาปบุญที่มนุษยเหล่าใด ได้ทำก็ดี ฤๅคิดในน้ำใจก็ดี พระรู้แจ้งเหนแจ้งหมด ก็คือพระกุศลอกุศลนั้นเอง เปนตัวกรรมคอยให้คุณให้โทษอยู่ กับคำที่ว่าพระเที่ยวอยู่ทุกแห่งทุกตำบล ขอท่านตริตรองดูเถิด ความข้างไหนจะสนิทรกว่ากัน ๚ะ

๏ ถามว่าในพิภพนี้เที่ยวตลอดถึงกัน มีคนถือสาศนาอยู่สักกี่อย่าง แก้ว่าความข้อนี้ได้สืบดูแล้วเปนสาศนาใหญ่ ๆ คนนับถือมาก คือสาศนาอิศวรนารายน์ก็เปนสาศนาแต่เดิมมา แต่บุทคลถือสาศนาอิศวรนารายน์ต่าง ๆ กันเปนหลายอย่าง ตามซึ่งพระนารายน์อวตารมาเปนปาง ๆ จึ่งได้ถือลัทธิต่างๆ กันไปเปนพวก ๆ มีสาศนาอีกอย่างหนึ่ง ไทเรียกว่า พระพุทธเจ้า ชาวยูโรปเรียกว่าพระสมณโคดมบ้าง เรียกว่าพระโคตะมะบ้าง เรียกว่าบุตตาบ้าง ก็เปนสาศนาใหญ่อย่างหนึ่ง พวกสิษประฏิบัติเคร่งครัดตามธรรมวิไนยบ้าง ประฏิบัติย่อหย่อนบ้าง บางเมืองก็ถือว่าพระสงฆมีอำนาจเหมือนพระเจ้าแผ่นดินบ้าง สาศนาพระเยซูคฤษเจ้าก็เปนสาศนาใหญ่อย่างหนึ่ง เดิมถือรอแมนกตอลิกด้วยกันทั้งสิ้น รอแมนกตอลิกนั้นถืออย่างไร คือถือพระยะโฮวาพระคฤษโต ถือแม่พระมาเรีย ถือนักบุญด้วย ถือซันตุปาปาซึ่งเปนสังฆราชใหญ่อยู่ที่เมืองโรมย ว่าเปนผู้แทนของพระเยซูนั้น ท่านนั้นจะโปรดบาป ฤๅจะบัญญัติคำสั่งสอนสิ่งใดก็ได้สิ้น พวกสิษพระเยซูนุ่งดำห่มดำไม่มีภรรยา เรียกว่าบาทหลวง จำพวกนี้เรียกว่ารอแมนกตอลิก ครั้นการนานมาประมาณหลายร้อยปี พวกชาติเยระมัน นี้มาคิดเหนว่าพวกถือสาศนารอแมนกตอลิก ไม่ถูกกับพระคำภีร์ใบเบล จึ่งคิดตั้งลัทธิขึ้นใหม่ เรียกว่าคฤษเตียนถือพระยะโฮวา แลพระคฤษโตสองอย่างเท่านั้น พวกสิษที่สั่งสอนสาศนา เรียกว่ามิศฉะนารี แต่งตัวอย่างพลเรือน มีภรรยาก็ได้ ถ้าภรรยาตายแล้วมีอีกก็ได้ บางจำพวกถือว่าภรรยาตายแล้ว ก็เปนแล้วกันเท่านั้นจะมีอีกไม่ได้ ไม่ถือแม่พระแลนักบุญ ลัทธินี้มีผู้เหนจริง ก็ทิ้งลัทธิเดิมเสีย มาถืออย่างคฤษเตียนนี้เปนอันมาก อีกพวกหนึ่งเรียกว่าโมเมล เดิมจะเกิดขึ้นว่ามีผู้ฝันเหนว่า พระเจ้าบนสวรรคเอาพระคำภีร์ จาฤกด้วยแผ่นทองคำ ประดิษฐานไว้ในใต้แผ่นดิน ผู้ที่ฝันเหนนั้นก็ชักชวนกันขุดลงไปใต้แผ่นดิน ก็ได้พระคำภีร์จาฤกด้วยแผ่นทองคำจริงดั่งความฝัน จึ่งให้ถือพระเจ้าบนสวรรคแลพระเยซูคฤษเท่านั้น จะมีภรรยามากก็ได้ จะทำอะไรก็ทำได้ สาศนาคำสั่งสอนย่อหย่อนกว่าสาศนารอแมนกตอลิกแลคฤษเตียน เมื่อจะตายตั้งจิตรละฦกถึงพระเยซูคฤษ แล้วพระเยซูจะมารับเอาดวงจิตรไปไว้สวรรคด้วย กล่าวไว้ภอเปนสังเขป แลลัทธิรอแมนกตอลิก ลัทธิคฤษเตียน ลัทธิโมเมล ทั้งสามลัทธินี้ก็ถือพระผู้สร้างเหมือนกัน ถือพระคฤษโตเหมือนกัน ก็ทำไมจึ่งได้ติกันว่าถืออย่างนั้นไม่ถูก ถืออย่างนี้ถูก ต่างคนต่างติกันว่าพวกนั้นถือไม่ถูกจะไปตกนรก พวกเราถืออย่างนี้ถูกจะได้ขึ้นสวรรค แต่สาศนาเดียวกันก็เถียงกันดั่งนี้ จะรู้ที่ถือข้างไหนเปนถูกได้ถ้าจะถือพวกนั้นพวกนี้ ก็ติว่าคงจะไปตกนรก ถ้าจะถือพวกนี้พวกนั้น ก็ติว่าคงจะไปตกนรก ไม่มีผู้ตัดสิน จะไปเข้ารีศด้วยอย่างไรได้ ฃอท่านผู้มีปัญญาตริตรองดูเถิด ก็ที่คำสั่งสอนพระพุทธเจ้าท่านว่าบุทคลอุษส่าห์รักษาศีลบำเพ็ญทาน ตั้งอยู่ในสุจริตธรรมให้มาก ๆ ไว้ในสันดานแล้ว ก็คงเอาตัวรอดไปสวรรคได้ ในสาศนานี้ไม่ต้องทุ่มเถียงอะไรกันเลย จะดีฤๅไม่ดี ให้ท่านผู้มีสติปัญญาตริตรองดูเถิด แลสาศนานาบีมหะมัด ที่แขกเรียกว่าระสู่หลุนหล่า ก็เปนสาศนาใหญ่อย่างหนึ่ง คนถือสาศนาแยกกันเปนสองอย่าง เรียกว่าสูหนี่พวกหนึ่ง เรียกว่าแขกมห่นพวกหนึ่ง เมื่อมีเหตุจะแยกเปนสองพวกนั้น แต่ก่อนนาบีมหะมัด ซึ่งเกิดที่เมืองเม็ดกาในแผ่นดินหะรับ สั่งสอนให้คนถือสาศนาใหม่ แปลงสาศนาเก่าบ้าง ให้รับศีลสุนัดถือตามสาศนาอิบประฮิมบ้าง ประกาศตัวว่าเปนระสู่หลุนหล่ามาแต่สวรรค ทำปาติหารให้คนดู เอามือเอื้อมขึ้นไปเด็ดเอาดวงจันทร ลงมาวางไว้ในมือเสื้อครึ่งซีก แล้วก็เอาขึ้นไปติดไว้ดั่งเก่า เหตุดังนั้นคนจึ่งได้เหนว่าพระจันทรเปนกึ่งดวง แลเต็มดวง เพราะฉนั้นคนทั้งหลายจึ่งนับถือเข้ารีศด้วยมาก จึ่งยกทัพมาตีเมืองมะตินา ที่เปนเมืองใหญ่ได้แล้ว ก็ตั้งตัวเปนกระษัตริย์อยู่ที่เมืองนั้น ครั้งนั้นคนทั้งปวงก็นับถือว่ารสู่หลุนหล่า ออกจากอ้าหล่า คือพระเจ้าใหญ่บนสวรรคมาสั่งสอนสาศนา ระสู่หลุนหล่ามีเสนาบดีผู้ใหญ่สี่คน ชื่อไซดินาอบุบกัดคนหนึ่ง ชื่อไซดินาอุมัดคนหนึ่ง ชื่อไซดินาอุศม่านคนหนึ่ง แต่ไซดินาอาลิยะคนหนึ่ง ท่านทั้งสี่นี้มีฤทธิ์แลกำลังแขงแรง เปนแม่ทัพทุกคน แต่ไซดินาอาลิยะนั้น เปนบุตรเขยระสู่หลุนหล่า ได้นางฝะดิมาเปนภรรยา เกิดบุตรชายสองคน ชื่ออิมัมมะหุซันคนหนึ่ง อิมัมมะหุเซนคนหนึ่ง เปนหลานระสู่หลุ่นหล่า ๆ ไม่มีบุตรชาย รักหลานดุจดวงไนยนาทั้งสองข้าง เมื่อหลานทั้งสองเจริญขึ้น ก็อู้มขึ้นไปนั่งบนตักทั้งสององคแล้ว ก็สวดดุอาขอพรต่ออ้าหล่า ๆ ก็รับสั่งให้ยิศราอินเทวดาผู้ใหญ่ เอาเสื้อเมืองสวรรคลงมาประทานให้สองตัว ระสู่หลุนหล่าก็รับเอาเสื้อนั้นมาให้กับหลาน อิมัมมะหุซันได้เสื้อเขียว อิมัมมะหุเซนได้เสื้อแดง แล้วยิศราอินก็ทำนายว่า อิมัมมะหุซันจะตายด้วยยาพิศม์ อิมัมมะหุเซนจะตายด้วยเครื่องอาวุธ ยิศราอินทำนายแล้วก็เอื้อมมือไปอยิบเอาดินที่ทุ่งกัตบาลามาก้อนหนึ่งให้ไว้ว่า ก้อนดินนี้แดงเปนศรีโลหิตขึ้นเมื่อไรแล้ว อิมัมมะหุเซนจะตาย แลครั้งนั้นระสู่หลุนหล่าให้อบุบกัด อุมัด แลอุศม่านอาลิยะซึ่งเปนเสนาบดี ให้เปนแม่ทัพคุมทหารไปเที่ยวตีเมืองใหญ่เมืองน้อยในแผ่นดินหะรับ แลแผ่นดินฮินดูสตาน ตลอดมาถึงชะวา มลายู ได้บ้านเมืองเปนอันมาก ก็กดขี่ให้ถือสาศนาของตัว ถ้าผู้ใดไม่เข้ารีศก็ฆ่าเสียหมด เอาไว้แต่เด็กๆ ให้อาจาริย์สอนสาศนาไป สาศนาจึ่งได้กว้างขวางมาจนทุกวันนี้ ก็เมื่อระสู่หลุนหล่าประชวญหนักใกล้จะทิวงคต พวกสูหนี่เขาว่าระสู่หลุนหล่า มอบไม้ท้าวกับแหวนตะละฝาด ให้อบุบกัดว่าตะละฝาดแทนระสู่หลุนหล่าต่อไป ข้างพวกมห่นเขาว่าระสู่หลุนหล่า สั่งให้อาลิยะผู้บุตรเขยว่าตะละฝาดเท่านั้น ไม่ได้สั่งให้อบุบกัดว่าตะละฝาด ซึ่งอบุบกัดได้ไม้ท้าวกับแหวนนั้น เพราะบุตรหญิงอบุบกัดชื่อนางมะอิยา เปนภรรยาของระสู่หลุ่นหล่า ลักเอามาให้อบุบกัดผู้บิดา อบุบกัดจึ่งได้ว่าตะละฝาดต่อมา พวกสูหนี่กับพวกมะห่นมีคำเถียงกันอยู่ดั่งนี้ อบุบกัดได้เปนพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นอบุบกัดป่วยหนัก อุมัศคิดขบถเอาหมอนมาทับจะมูกอะบุบกัดถึงแก่กรรม ครั้นอบุบกัดถึงแก่กรรมแล้ว อุมัดก็ได้เปนพระเจ้าแผ่นดินว่าตะละฝาดอยู่ได้แปดปี ออกไปที่สุเหร่า จะทำนะมาศ ลูกความคนหนึ่งชื่ออาบูเลก แอบเข้าไปอยู่ในวัดลอบแทงอุมัดถึงแก่กรรม ครั้นอุมัดถึงแก่กรรมแล้ว อุศม่านก็ได้เปนเจ้าว่าตะละฝาดได้สิบสองปี เมื่อจะมีเหตุตั้งมะหะมัดซึ่งเปนบุตรอบุบกัด ไปเปนเจ้าเมืองมะเส็ด แล้วมะอะอิยา มะระวานหะกิม ซึ่งเปนคนโกงของระสู่หลุนหล่าไล่เสียแต่ก่อน กลับเข้ามาทำราชการอยู่ในไซดินาอุศม่าน อุศม่านให้ว่าราชการแทนตัว คนสองคนนี้ก็เป็นคนอริกันอยู่กับมะหะมัดมาแต่ก่อน ครั้นเหนไซดินาอุศม่านเข้าไปในห้องถ่ายอุจจาระ ถอดแหวนตะละฝาดวางไว้ที่โต๊ะ จึ่งลักเอาแหวนตะละฝาดประทับหนังสือไปถึงเจ้าเมืองมะเส็ดคนเก่าว่า มะหะมัดฃอมาเปนเจ้าเมือง ถ้ามาถึงแล้วก็ให้จับมะหะหมัดฆ่าเสีย มะหะมัดจับหนังสือลับได้ ก็โกรธไซดินาอุศม่านว่าแกล้งอุบายฬ่อลวง ก็ยกทัพกลับเข้ามาในเมืองมะตินา อุศม่านก็ไม่สู้ เข้าที่สวดคุลิอาน อุมัดก็ฆ่าอุศม่านเสีย โลหิตนั้นก็กระเด็นไปถูกสมุดคุลิอานเปื้อนไป ทุกวันนี้คำภีร์คุลิอานของพวกสุหนี่ จึ่งได้ประชาดให้เหนเปนสำคัญว่าโลหิตของอุศม่าน ที่จริงนั้นอุศม่านมิได้แกล้งคิดร้ายเลย ครั้นอุศม่านถึงแก่กรรมแล้ว พวกขุนนางก็ไปเชิญอาลิยะขึ้นเปนเจ้าแผ่นดิน ว่าตะละฝาดต่อไป ครั้งนั้นมะอะอิยาซึ่งเปนผู้ช่วยราชการ อยู่ในไซดินาอุศม่านกับมะระวานหะกิมหนีไปจากเมืองมะตินา ไปตั้งเกลี้ยกล่อมผู้คนที่เมืองซาม ได้เปนใหญ่ในเมืองซาม แล้วก็ยกกองทัพมารบด้วยไซดินาอาลิที่เมืองมะตินา ถึงยี่สิบสามครั้งก็ไม่ได้เมือง ครั้นภายหลังจึ่งคิดอุบายให้หญิงรูปงามไปฬ่อลวงอับปะตะระคาน ซึ่งเปนผู้เลี้ยงม้าของไซดินาอาลิ ฝ่ายอับปะตะระคานอยากจะได้หญิงรูปงาม ก็รับทำการแทงอาลิเสียในสุเหร่าเมื่ออาลิเข้าไปทำนะมาศ เมื่อไซดินาอาลิถึงแก่กรรมนั้น ครองเมืองมะตินาได้สี่ปีกับเก้าเดือน ครั้งนั้นมะอะอิยาได้เปนใหญ่ในเมืองซามมีอำนาจมาก ตั้งให้มะระวานหะกิมเปนเสนาบดีผู้ใหญ่ที่เมืองซาม อิมัมมะหุซัน อิมัมมะหุเซน สองคนพี่น้องว่าราชการเมืองมะตินา ไม่ไปขึ้นต่อมะอะอิยา ครั้นมะอะอิยาถึงแก่กรรมแล้ว ยรีศผู้บุตรได้เปนเจ้าแผ่นดินในเมืองซาม คิดจะฆ่าอีมัมมะหุซัน อิมัมมะหุเซนเสียด้วยความพยาบาท แต่ก่อนยรีศไปฃอนางไซนับ แล้วอิมัมมะหุซันก็ไปชิงฃอเอามาเปนภรรยาเสีย ครั้งหนึ่งอุมัศจะให้นางฉระบานูเลือกผัว เป่าร้องเจ้านายแลขุนนางฝ่ายทหารพลเรือน แลบุตรเจ้าขุนนางเสรษฐี ขึ้นมาเรียงตัวกันไปเปนลำดัพ นางฉระบานูก็ไม่ชอบใจผู้ใด ครั้นม้าอิมัมมะหุเซน แลม้ายรีศมาถึงเข้า นางฉระบานูก็รักอิมัมมะหุเซน จึ่งเอาแหวนแลพลอยต่างๆ คว่างสาดไปเปนสำคัญ ชาวประโคมก็ประโคมขึ้น ยรีศเหนดั่งนั้นก็ขัดใจ จึ่งเปนข้อพยาบาทกันตั้งแต่นั้นมา แลนางฉระบานูคนนี้รูปงามนัก คนทั้งโลกยไม่มีผู้ใดงามสู้ ถึงจะมีบุตรสักเท่าไรก็ไม่แก่ชะรา ผู้ใดเหนเปนสาวอยู่เหมือนปรกติ ยรีศคิดจะฆ่าอิมัมมะหุซัน อิมัมมะหุเซน จึ่งแต่งให้คนไปลอบบนภรรยาน้อยอิมัมมะหุซัน ชื่อนางยะดาให้วางยาพิศม์อิมัมมะหุซันเสีย การสำเร็จแล้วจะรับไปเลี้ยงภรรยาใหญ่ นางยะดาก็วางยา อิมัมมะหุซันถึงแก่กรรมแล้ว อิมัมมะหุเซนผู้น้องก็ได้เปนใหญ่อยู่ในเมืองมะตินา ยรีศจัดกองทัพจะมาตีเมืองมะตินา จะชิงเอานางฉระบานูซึ่งเปนภรรยาอิมัมมะหุเซน ก็เหนว่าอิมัมมะหุเซนมีกำลังแขงแรงมาก เมื่ออายุเจ๊ดขวบฟันช้างตกมันสูงเจ๊ดศอกทีเดียวขาดเปนสองท่อน เหนกำลังพะลังเจ้าเซนมาก จะมาตีเอาเมืองก็เกรงอยู่ จึ่งมีหนังสือไปถึงอับดระสิยาศเจ้าเมืองคู่ฝ่า ให้ฬ่อลวงอิมัมมะหุเซนออกไปเสียจากเมืองมะตินาให้ได้ อับดระสิยาศเจ้าเมืองคูฝ่า จึ่งมีหนังสือไปถึงอิมัมมะหุเซนใจความว่า ที่เมืองมะตินาทแกล้วทหารแลเสบียงอาหารก็น้อย ด้วยหัวเมืองทั้งปวงก็ไปขึ้นแก่ยรีศเกือบหมดแล้ว ถ้ายรีศยกทัพใหญ่ไปจะสู้ไม่ได้ ฃอเชิญเสด็จมาอยู่เมืองคูฝ่าเถิด ทหารก็มีถึงเจ๊ดหมื่น เสบียงอาหารก็บริบูรณ ถ้ายรีศยกมาก็ภอจะต่อสู้ได้ อิมัมมะหุเซนก็เชื่อ จึ่งอพยพครอบครัวของระสู่หลุนหล่า แลของบิดาของตัว ออกจากเมืองมะตินาไปถึงทุ่งกัตบาลา ยรีสแต่งให้อุมัยสะเอดไมสะลุนเปนแม่ทัพมาซุ่มอยู่ ครั้นเหนเจ้าเซนยกมาถึงทุ่งกัตบาลาแล้ว ก็เข้าล้อมไว้แน่นหนาปิดธารน้ำเสียหมด แลกองทัพเมืองคูฝ่าก็ยกมาช่วยอุมัยสะเอดไมสะลุน ด้วยเจ้าเซนอดน้ำอยู่ถึงสิบวัน ออกสู้รบจนตัวตายในที่ล้อม แลศพนั้นเขาก็ตัดเอาสีสะไปให้แก่พระยายรีส มือนั้นเขาก็ตัดเพียงข้อทิ้งไว้ริมตัว เหลืออยู่แต่ม้าวิ่งมาหาครอบครัว ๆ แปดร้อยคนเขาก็กวาดต้อนเอาไปเมืองซามหมด แลนางฉระบานูพวกมห่นว่าขึ้นม้าๆ ภาเหาะหนีหายไปบนอากาษ พวกสูหนี่ว่าพระยายริศจะเอาไปเปนภรรยา นางฉระบานูไม่ยอม ก็จำตรากตรำไว้ ตั้งแต่นั้นมาพวกแขกเจ้าเซนก็มาถือว่าไซตินาอาลิ อิมัมมะหุซัน อิมัมมะหุเซนเปนเจ้าแผ่นดิน เปนนายเปนพระของตัว ครั้นเดือนมะหะหร่าก็ถือว่าเปนเดือนซะอิด คือเดือนสิ้นพระชนม์ของเจ้าเซน ก็ทำการฉลองคุณทั้งสามองค ประจานตัวเอาเลือดหัวออกบูชาเจ้านาย ตบอกร้องไห้แช่งชักพวกสัตรู เต้นโลดไป ทำเปนมือเจ้าเซน แลเปนเครื่องอาวุธของเจ้าเซนขึ้นอยู่ปลายไม้ นับถือว่าเปนมือเปนเครื่องอาวุธของเจ้าเซน ทำสบัดขึ้นเปนที่ไว้มยัศคือศพแลเอาม้านั้นมาแห่ด้วย ทำดั่งนี้ถือว่าเปนกตัญญูฉลองคุณเจ้าเซน ด้วยศพเจ้าเซนทิ้งอยู่ไม่มีผู้ใดฝัง มีสรัทธามากเต้นโลดตบอกร้องไห้ ถ้าตายไปเดี๋ยวนั้นก็ได้สวรรคทันที ถ้าตายโดยเจ็บไข้ตามธรรมดา เจ้านายเหล่านี้ก็จะทูลแก่ระสู่หลุนหล่า ๆ ก็จะได้กราบทูลอ้าหล่าหุดอ้าหล่า ว่าพวกนี้มีความกตัญญูรักใคร่เจ้านายมาก อ้าหล่าก็จะได้ประทานบำเหน็จความชอบให้ในเมืองสวรรค ตามความชอบที่ได้ร้องไห้มากตบอกมาก เอาเลือดหัวออกบูชามาก ก็ได้นางฟ้านางสวรรคมาก ที่ผู้ใดกลัวเจ็บกลัวเหนื่อยไม่ใคร่จะร้องไห้ ก็ได้ประทานรางวัลในเมืองสวรรคน้อยไป ตั้งแต่เจ้าเซนตายแล้ว พวกแขกก็แยกเปนสูหนี่พวกหนึ่ง มห่นพวกหนึ่ง พวกสูหนี่เขาไม่ถือเล่นเจ้าเซน เขาถือว่าเอาเจ้านายมาทำประจานเปนบาป ก็พวกสูหนี่นั้นเขาถือเอาอ้าหล่าหุดอ้าหล่า คือพระบนสวรรคองคหนึ่ง ถือระสู่หลุนหล่าองคหนึ่ง ถืออะบุบกัด ถืออุมัด ถืออุศม่าน ถืออาลี ถืออิมัมมะหุซัน ถืออิมัมมะหุเซน ถือมะอะอิบา ถือยรีศ ว่าท่านเหล่านี้เปนพระทั้งนั้น ก็พวกมห่นถือว่าอะบุบกัด อุมัด อุศม่าน สามคนนี้แย่งราชสมบัติของอาลียะไปเขาไม่นับถือ ๆ แต่อ้าหล่าหุดอ้าหล่า แลระสู่หลุนหล่า ถืออาลิยะ ถืออิมัมมะหุซัน ถืออิมัมมะหุเซน กับบุตรแลหลานของระสู่หลุนหล่าเท่านั้น นอกไปจากนั้นไม่ถือผู้ใด ก็อบุบกัด อุมัด อุศม่าน มะอะอิยา ยรีศอุมัยสะเอด ไมสะลุน อับดระสิยาศ คนเหล่านี้ก็อยู่ในคำแช่งคำด่าของพวกมห่น เมื่อเวลาเล่นเจ้าเซนนั้นก็แช่งด่าทุกคราว เจ้าเซนแลพวกสูหนี่ ถือว่าไปเมืองเมกกะได้เปนหะยี แล้วก็ได้ไปสวรรคเที่ยงแท้ ถึงจะทำบาปกรรมอย่างไรก็ไม่ตกนรกเลย ข้าพเจ้าได้สืบถามเขาว่าที่เมืองเมกกะนั้น เขาว่ามีแท่นสิลาใหญ่อยู่ในวิหารแท่นหนึ่ง แล้วมีพระระเบียงล้อมรอบวิหารที่นั้นเปนวัดของพระสมณโคดมอยู่แต่ก่อน ครั้นนาบีมะหะมัดได้เปนใหญ่แล้ว ก็รื้อขนเอาพระพุทธรูปไปทิ้งเสีย เอาวัดนั้นเปนที่ทำนะมาศ บนแท่นสิลานั้น พวกแขกจึ่งนับถือว่าพระแท่นสิลานั้น เปนที่นะมาศของระสู่หลุนหล่า ถ้าผู้ใดได้ไปจูบพระแทนสิลานั้นแล้ว ก็ไม่ตกนรกเลย ๚ะ

๏ ถามว่าพวกแขกเขาถือไม่กินหมู ไม่กินสัตวต่างๆ แลไม่กินของมีกลิ่นเหม็น แลไม่กินสัตวที่ไมได้ชำและ สัตวที่ชำและเชือดแล้วจึ่งจะกิน เปนเหตุอย่างไรฃออธิบายไปให้แจ้ง แก้ว่าข้อที่ไม่กินสุกรแลไม่กินสัตวอื่น ๆ นั้น เขาว่าเมื่อพระสร้างโลกยแล้ว มนุษยเกิดเต็มพิภพ พระห้ามไม่ให้ฆ่าสัตวกิน ให้กินแต่สัตวที่ตายเอง ครั้นมนุษยเหล่านั้นจะคอยให้สัตวตายเอง ก็ไม่ทันความปราฐนา จึ่งอุบายทุบบ้างฟาดบ้างคว่างบ้าง ให้ตายแล้วจึ่งเอามาบริโภค สัตวดิรัจฉานทั้งปวง จึ่งไปร้องทุกขต่อพระอ้าหล่าว่า มนุษยทำข่มเหงทุบกินตีกินฟาดกินทำข่มเหงต่างๆ พระอ้าหล่าจึ่งสั่งให้มะลายีกัด คือเทวดา เที่ยวเป่าร้องมนุษยแลสัตวทั้งปวง ให้ไปประชุมพร้อมกัน พระองคจะได้ตัดสีนความให้ สุกรนั้นขัดรับสั่งไม่ไปในที่ประชุม พระอ้าหล่ากริ้วโกรธ จึ่งได้สั่งเสียว่าสุกรเปนสัตวดิรัจฉานชาติ์ต่ำ แล้วก็มาขัดรับสั่งด้วย อย่าให้ผู้ใดบริโภคเนื้อมันแลถูกต้องมัน ตัดสีนในเรื่องสัตวอื่นๆ ที่ไม่ให้พวกอิศลามบริโภค คือสัตวสี่ท้าวมีกีบแยกบดเอื้องสัตวเหล่านี้บริโภคได้หมดทุกอย่าง สัตวสี่ท้าวมีกีบแยกไม่บดเอื้อง สัตวสี่ท้าวกีบไม่แยกฤๅไม่มีกีบมีแต่เหล็บ เปรียบเหมือนสุกรแลม้าแลช้างแลเสือ ถ้าสัตวเหมือนกันดั่งนี้แล้ว ก็กินไม่ได้หมดทุกอย่าง อีกประการหนึ่ง สัตวที่อยู่น้ำก็ได้อยู่บนบกก็ได้ เปรียบเหมือนจรเข้แลเต่าแลเป็ด ห้ามสัตวอื่นๆ ถ้าเหมือนดั่งนี้แล้วก็กินไม่ได้ทุกอย่าง ประการหนึ่งสัตวที่ไม่ได้สร้องเสพยกัน เปนแต่เก็บสำภาวะธาตุกิน ฤๅได้ยินเสียงฟ้าร้องก็บังเกิดพืชน์พันธ์ขึ้นได้ เปรียบเหมือนนกยูงนกยาง สัตวจำพวกนั้นบริโภคไม่ได้ทุกสิ่ง อีกประการหนึ่งสัตวมีกายยาว คืองูคือปลาไหล แลของที่เหม็นเหมือนเยื่อเคยปลาร้า แลของอื่นๆ ที่มีกลิ่นเหม็นก็บริโภคไม่ได้ ถ้าผู้ใดบริโภคเนื้อสัตวแลของเหม็นที่ห้ามเหล่านี้แล้ว ก็เปนบาปเปนกรรมติดตัวไปสวรรคเปนอันยาก ด้วยสัตวที่ห้ามเหล่านี้เปนสัตวชาติต่ำ ไม่ควรจะเอาเนื้อมันมาเลี้ยงชีวิตรของมนุษยๆ ไม่ควรจะติดเนื่องเอามันมาเปนเลือดเปนเนื้อ แลห้ามไม่ให้บริโภคของเหม็นนั้น ถ้าไปเกิดเมืองสวรรคก็จะมีกลิ่นเหม็นติดตัวไป ก็ที่กินของต้องเชือดชำและเสียก่อนนั้น พระอ้าหล่าตัดสีนว่าตั้งแต่นี้อย่าทุบกิน อย่าตีกิน อย่าฟาดกิน ถ้าจะกินแล้ว ให้บอกกล่าวสัตวให้รู้ตัวด้วยคาถาก่อนแล้วจึ่งเชือด ทำดั่งนี้ไม่มีบาป แต่ปลานั้น พระอ้าหล่าได้เชือดไว้แล้ว ที่เหงือกทั้งสองข้างเปนรอยมีดอยู่ ตั้งแต่นั้นพวกแขกจะกินสัตวต้องชำและเชือดเสียก่อน แขกจำพวกหนึ่ง ถือว่าพระอ้าหล่าสั่งให้กิน เชือดต่างหาก ทำไมจึ่งมาเชือดกิน กินเชือดอธิบายว่าไปซื้อเขากิน ที่เขาเชือดขายที่ตลาดเปนการควร ผู้ใดเชือดกินเองเปนการบาป แต่ปลาถึงตายเองบริโภคได้ไม่เปนบาป เพราะพระเชือดมาแต่เดิมแล้ว ให้ท่านทั้งหลายพิเคราะห์ดูเถิด นอกกว่าสาศนาเหล่านี้ก็มีคนถืออย่างอื่นๆ ก็มาก ถือพระยาจักรบ้าง ถือพระยาจักรนั้นอย่างไร แก้ว่าเมื่อว่างสาศนาพระพุทธเจ้ายังไม่ได้มาบังเกิด พราหมณเขาว่าเกิดพระยาจักรมีอำนาจมาก จะไปไหนก็ขี่จักรเหาะไปได้ในอากาษ พระยาจักรนั้นถือธรรมสุจริตสิบประการ สั่งสอนอาณาประชาราษฎรให้ตั้งอยู่ในยุติธรรม คนที่ได้นับถือก็นับถือมาจนทุกวันนี้ ถึงปีก็เชิญเอารูปพระยาจักรขึ้นบนรถออกแห่ตามถนล ถ้าผู้ใดอยากจะไปสวรรค ก็ลงนอนให้รถนั้นทับบดขาดเปนท่อนน้อยท่อนใหญ่ ตายแล้วก็ไปสวรรค ที่ถืออิบประฮิมบ้าง ถือมุส่าบ้าง ถือมุส่านั้นมีคุณอย่างไร แก้ว่ามุส่าได้ภาครอบครัวเมืองอิยิบโต ซึ่งเปนแขกเก่าข้ามทเลแดงมาเมืองยะรุซาเลม คนพวกนั้นก็นับถือพระมุส่าว่าเปนพระนาบี มาจนทุกวันนี้ ถือบูชายัญบ้าง ถือไฟเป็นพระบ้าง ถือไฟเปนพระนั้นมีคุณอย่างไร แม้ว่ามนุษยจำพวกนั้น มาคิดเหนว่าของในโลกยนี้ สิ่งไรจะมาร้อนแรงร้ายกาศเท่าไฟนั้นไม่มีแล้ว ถึงนิดหน่อยจนเท่าแสงหิ่งห้อย ก็อาจจะสามารถเผาสิ่งสาระพัดทั้งปวงเปนจุณไปหมด จึ่งได้กราบไหว้มนัศการไฟ ว่าเปนพระอันประเสริฐเลิศในโลกย ถ้าจะหูงเข้าฤๅทำสิ่งไรกินสำเหร็จแล้ว ก็ไม่อาจดับไฟได้ ต้องทิ้งให้ดับเอง ถ้าจะจุดเทียนฤๅเตกียง ก็ทิ้งให้หมดเชื้อให้ดับไปเอง แล้วมีไฟสำรับตัวอยู่ทุกคน ที่ถืออาจาริย์ขงจู๊สั่งสอนบ้าง ขงจู๊มีคุณอย่างไร แก้ว่าขงจู๊เปนนักปราช ได้เที่ยวสั่งสอนหนังสือในแผ่นดินจีน แผ่นดินญวน เที่ยวทั่วตลอดไปหมด แปลงตัวหนังสือเก่าคิดเปนตัวหนังสืออย่างใหม่ ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ถึงภาษาจะพูดไม่ถูกกัน เหนหนังสือเข้าแล้วก็พูดกันได้ด้วยหนังสือ แลคำสั่งสอนก็ล้วนเปนสุภาสิตทั้งนั้น ที่ถือบิดามารดาเปนพระบ้าง ถือเทวดาบ้าง ถือเทวดานั้นมีคุณอย่างไร แก้ว่าถือเทวดานั้นให้ศุขก็ได้ ให้ทุกข์ก็ได้ในปัจจุบันนี้ ถือผีบ้าง ที่ไม่ถืออะไรเลยสักอย่างหนึ่งก็มีบ้าง คนอย่างนี้ก็มีสองจำพวกๆ หนึ่งถือว่าเกิดมาแล้วก็ตายไป ดวงจิตรจะไปเกิดฤๅจะสูญไปอย่างไรก็ไม่รู้ ถือแต่ความยุติธรรมเท่านั้น อยู่ที่เมืองใดก็ประพฤติตามกดหมายของเมืองนั้น เพื่อจะรักษาความผิดในปัจจุบันนี้มิให้มีมาถึงตัว ในปะระโลกยจะมีฤๅไม่มีก็ไม่รู้เฉยๆ อยู่ อีกจำพวกหนึ่งถือว่ามนุษยก็ดีสัตวก็ดีเหมือนกัน มีความเกิดมาเพราะบิดามารดาสมัคสังวาศกัน จึ่งเปนพืชน์พันธ์สืบต่อกันไป ปะระโลกยเบื้องน่าไม่มีตายแล้วก็สูญกัน มนุษยจำพวกนั้นจะทำสิ่งไร ก็ทำตามอำเภอใจของตัว เว้นแต่ไม่ให้ผิดกดหมายแผ่นดินเท่านั้น ๚ะ

๏ ถามว่าก็ผู้ถือสาศนาต่างๆ มีอยู่ที่แผ่นดินไหนบ้าง แก้ว่าข้างแผ่นดินพราหมณเรียกว่าฮินดูสตาน แต่ก่อนพราหมณนับถือสาศนาอิศวรนารายน์ เปนพื้นบ้านพื้นเมืองมาแต่เดิมมากเปนที่หนึ่ง สาศนาพระสมณโคดมมากเปนที่สอง แต่เดี๋ยวนี้มีน้อยแล้ว นาบีมหะมัดอยู่ในแผ่นดินหะรับสตาน ยกรี้พลมาปราบปรามบ้านเมืองฮินดูสตาน ตีได้บ้านเมืองเปนอันมาก ก็ให้ผู้คนเข้ารีศแขกเสียสิ้น เดี๋ยวนี้สาศนานาบีมหะมัด แขกในแผ่นดินฮินดูสตานมากขึ้นเปนที่สอง แลผู้ที่ถือสาศนาพระสมณโคดม แลผู้ที่ถือพระยาจักร แลถือบูชายัญ แลถือไฟเปนพระ ถือพระเยซูคฤษก็มีแต่ไม่มากเหมือนสาศนาพราหมณ สาศนาแขกในแผ่นดินหะรับสตาน สาศนาแขกคือนาบีมหะมัดมากเปนพื้นบ้านพื้นเมือง คนที่ถือสาศนาแขกเก่าก็มีอยู่ แต่น้อย คนที่ถือสาศนาอื่นๆ นั้นไม่มีเลย ในแผ่นดินยูโรปคนถือสาศนาพระเยซูคฤษเจ้ามีมาก เปนพื้นบ้านพื้นเมืองเปนที่หนึ่ง สาศนานาบีมหะมัดก็ดี แขกที่ถือลัทธิเก่าก็ดี ก็มีแต่น้อยเปนที่สอง คนที่เฉยๆ ไม่ถืออะไร ก็แสรกแซงอยู่ทุกบ้านทุกเมือง สาศนาพระสมณโคดม แลอิศวรนารายน์แลพระยาจักรไม่มีเลย ในแผ่นดินยูโรปแผ่นดินอเมริกา คนที่ถือสาศนาพระเยซูคฤษเจ้า มากเปนพื้นบ้านพื้นเมือง ยังมีอีกอย่างหนึ่ง มนุษยชาวแผ่นดินเดิมเรียกว่าคนป่า ถือว่ามีพระจิตรอยู่บนฟ้าทุกแห่งทุกตำบล ก็เดี๋ยวนี้เข้าสาศนาพระเยซูมากทุกปี ในแผ่นดินอเมริกาไม่มีสาศนาอื่นแสรกแซง แลในแผ่นดินจีน แผ่นดินยี่ปุ่น แผ่นดินญวณ คนถือไหว้เทวดาไหว้ผีเปนพื้นบ้านพื้นเมือง ถือคำสั่งสอนอาจาริย์ขงจู๊มีมาก สาศนาพระสมณโคดม ศาสนานาบีมหะมัดมีบ้างแต่น้อย สาศนาพระเยซูคฤษ พวกสิษไปเที่ยวสั่งสอนพวกจีนพวกญวณ ก็เข้ารีศมากขึ้นทุกวัน แผ่นดินตาดตาเรีย ซึ่งโอบหลังแผ่นดินจีนอยู่นั้น ถือสาศนาต่างๆ คือไหว้เทวดาบ้างไหว้ผีบ้าง ถือสาศนาพระสมณโคดมบ้าง ถือสาศนาพระเยซูคฤษบ้าง ถือสาศนานาบีมหะมัดบ้าง แต่ถือสาศนาอื่นๆ แลไหว้รูปต่างๆ ที่แผ่นดินตาดมีคนถือสาศนาหลายอย่าง แผ่นดินรูเซีย ซึ่งโอบหลังแผ่นดินตาดอยู่หัวพิภพทิศเหนือนั้น สืบถามได้ความว่า ถือสาศนาพระเยซูคฤษอย่างเดียว แผ่นดินไท แผ่นดินเขมร แผ่นดินลาว แผ่นดินมอญ แผ่นดินพม่า แผ่นดินยะไข่ แผ่นดินไทใหญ่ เมืองที่จีนเรียกว่าไซถี คือเมืองธิเบศเกาะลังกา แลเมืองเหล่านี้ถือสาศนาพระสมณโคดมเปนพื้นบ้านพื้นเมือง สาศนาพราหมณ สาศนาพระเยซูคฤษ สาศนานาบีมหะหมัดก็มีอยู่แต่ว่าน้อย มีคนไหว้เทวดาไหว้ผีบ้าง ที่เกาะชวานั้น มีสาศนาพระสมณโคดมมาแต่ก่อนมาก ครั้นล่วงมาถึงพันปีเสศก็หมดสิ้นทีเดียว มีแต่วัดร้างตั้งอยู่ในป่ามาก เดี๋ยวนี้มีสาศนานาบีมหะมัด เปนพื้นบ้านพื้นเมือง สาศนาพระเยซูคฤษก็มีมากขึ้นแล้ว ๚ะ

๏ ถามว่า สาศนาในโลกยมีต่างๆ กันเช่นนี้ มนุษยถือลัทธิต่างๆ กัน ฉันใดจะรู้ว่าสาศนาใดผิด สาศนาใดถูก เป็นสาศนาที่เที่ยงแท้ จะเปนที่พึ่งแก่ตนไปในปะระโลกยเบี้องน่า แก้ว่าให้ตริตรองดูเถิด ตามแต่ปัญญาที่จะเหนจริง ความข้อนี้ก็เปนคำทุ่มเถียงกันอยู่ ผู้ใดถือสาศนาใดก็ว่าสิ่งนั้นถูก จนชั้นแต่ข่าที่สุดมนุษยอย่างต่ำ ที่เขาถือผีเขาก็ว่าผีเปนที่พึ่งได้ ผู้ใดจะไปสั่งสอนให้เขาทิ้งลัทธิของเขาๆ ก็ไม่ยอม การอันนี้เปนทฤฐิเดิมของมนุษย จะละทฤฐิมานะเดิมนั้นโดยยาก ก็บุทคลมารับเข้ารีศสาศนาต่างๆ นั้น มีอยู่แต่บุทคลที่ยากจนเข็ญใจ เขาอะนุเคราะห์แล้วเขาก็ชักชวนเข้ารีศ มีความเกรงใจก็ต้องเข้า จำพวกหนึ่งถูกอาญากดขี่ก็ต้องจำใจเข้า จำพวกหนึ่งตื่นวิชาความรู้ แลของประหลาดต่างๆ ก็เข้าใจว่าเขามีความฉลาดมาก สาศนาเขาจะมิเที่ยงแท้ฤๅ ก็พลอยเข้ารีศด้วย จำพวกหนึ่งถือเอาบุทคลที่ตนนับถือ ว่าบุทคลนั้นเปนผู้มีสติปัญญาฉลาดจริง ผู้นั้นถือสาศนาสิ่งใดสิ่งนั้นจะมิจริงมิเที่ยงแท้ฤๅ ก็มีความเชื่อในคนผู้นั้นๆ จะสั่งสอนสิ่งใด ก็ทำตามบุทคลที่ตนนับถือ อีกจำพวกหนึ่งไปเข้าสาศนาเพราะเหนว่า มีถ้อยความเขาช่วยได้ไม่มีใครข่มเหง ก็ไปยอมเข้าอยู่ในสาศนาเขา บุทคลที่ละสาศนาเดิมไปเข้ารีศต่างๆ ก็เป็นเช่นนี้ อีกจำพวกหนึ่งได้ฟังคำสั่งสอนก็มีความเลื่อมไสย ด้วยเหนจริงในน้ำใจว่า รูปแลนามเปนของไม่เที่ยง ย่อมแปรเปนทุกขไป สิ่งไรจะช่วยก็ช่วยไม่ได้ การดีแลชั่วก็เปนเพราะกุศลากุศลเท่านั้น เหนดั่งนี้ก็ไปเข้าสาศนาก็มี การสาศนาวินิจฉัยยาก คำในพระบาฬีสาศนาพระพุทธเจ้ามีอยู่สูตหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ฟังก็ชอบใจจึ่งจำไว้ แลนำมาเรียบเรียงไว้ในที่นี้ จะขาดบ้างเหลือบ้างประการใดฃออะไภยเสียเถิด ด้วยปัญญานั้น คิดจะให้เปนคุณแก่คนที่ไม่ได้สู้สดับนิ์ตรับฟังในทางพุทธสาศนา ในพระสูตนั้นมีความว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้า ภาพระภิกษุสงฆเปนอันมาก เสด็จจาริกมาในโกสลชนบท ถึงนิคมแห่งหนึ่งชื่อว่าเกสะบุตตะ ชาวนิคมนั้นชื่อว่ากาลามะชน กิติศรับท์กิติคุณของพระองคนั้นฟุ้งเฟื่องไปในนิคมนั้น ว่าพระองคเปนพระอระหรรตสำมาสำพุทธะ นิคมนั้นเปนบ้านใหญ่อยู่ปากดง เปนที่แวะไปมาอาไศรยของคนเดินทางเปนอันมาก กาลามะชนชาวนิคมนั้นทราบว่า พระพุทธเจ้าไปประทับอยู่ในแขวงบ้านของตัว ก็ชักชวนกันมาเฝ้ากราบทูลเล่าความตามเหตุผลที่มีมาแล้ว ว่าสมณพราหมณ บางพวกที่มาถึงนิคมนี้แต่ก่อนๆ ก็แสดงลัทธิทฤฐิของตัวต่างๆ ว่าดีว่าประเสริฐ ติเตียนทฤฐิลัทธิสาศนาของผู้อื่น สมณแลพราหมณ์ที่มาภายหลัง ก็กล่าวเหมือนกัน ยกย่องของตัวติของผู้อื่นเปนดั่งนี้ทุก ๆ พวก ข้าพระองคได้ฟังก็มีความสงไสยว่า สาศนาคำสอนของผู้ใดหนอจะจริง ของผู้ใดหนอจะเท็จ พระองคเจ้าเขาก็ฦๅว่า เปนพระสาศนาอันประเสริฐองคหนึ่ง ฃอพระองคจงได้ตัดความสงไสย ให้พวกข้าพเจ้าเหนความจริงด้วย ๚ะ

๏ สมเด็จพระพุทธเจ้าจึ่งตรัสว่า ควรอยู่แล้วที่จะสงไสย ความสงไสยของท่านเกิดขึ้นแล้ว ในที่ควรจะสงไสย แล้วพระองคก็สอนว่าท่านทั้งหลาย อย่าได้ถือตามความที่ได้ยินมา คือได้ยินใครๆ เขาว่ามา ว่าข้อนี้ผิดข้อนี้ชอบเปนต้น ก็ถือว่าถ้าไม่จริงเขาจะได้ที่ไหนมาว่าเล่า แล้วก็ถือเอาว่าเปนจริง ข้อหนึ่งอย่าได้ถือตามคำปะรำปะราเล่าสืบๆ กันมาแต่โปราณ คือถือว่าของโปราณท่านว่ามีมานาน คงเปนของจริงๆ ได้สืบกันมาหลายชั่วอายุคน หลายตำบลบ้าน แล้วก็ถือเอาว่าเปนจริง ข้อหนึ่งอย่าถือตามความเล่าฦๅกันต่อๆ มา คือเขาเล่าฦๅกันมามากก็ถือว่าถ้าไม่จริงเขาจะว่าด้วยกันมากฤๅ แล้วก็ถือเอาว่าจริง ข้อหนึ่งอย่าได้ถือด้วยอ้างตำรา คืออ้างว่าคำภีร์ของเก่านักปราชเขาเขียนไว้แน่นอนมีอยู่ เปนความรู้ของท่านสาระพัดรู้ท่านเขียนไว้ ท่านคงตริตรองเลือกคัดจัดสันตแน่นอนแล้วจึ่งเขียนไว้ แล้วก็ถือเอาเปนจริง ข้อหนึ่งอย่าถือเพราะความตฤก คือให้เปนแต่นึก ๆ อยู่แต่ในใจ แล้วก็เหนความนึกนั้นชอบกล แล้วมานึกว่าชะรอยจะเปนเทวดา ฤๅท่านผู้สักดิ์สิทธิ์มาดลใจ จึ่งให้นึกได้เปนความดีชอบกล แล้วก็ถือเอาตามตฤก ข้อหนึ่งอย่าถือเอาโดยขะเน คือสังเกตกำหนดเอาอะไรๆ เปนอย่างเปนหลัก ผิดๆ ถูกๆ แล้วก็คิดประจบประแจงเอาดั่งเลขหนึ่ง แล้วก็มีเลขสองเลขสามไป ต้นของเลขหนึ่งไม่มี ขะเนดั่งนี้แล้วก็ถือเอาตามความคิด ข้อหนึ่งอย่าถือโดยตฤกนึกคำนึงเอาการท่วงที คือเหนท่วงทีสิ่งของแลการงานดั่งเหนน้ำในขัน ขะเนว่าขอบจักรวาฬมี เหนเงาต้นไม้ขะเนว่าเขาสุเมรุมี เหนบ้านเรือนมีผู้ทำ ก็ขะเนว่าแผ่นดินแลสัตวมีผู้สร้าง แล้วก็ถือเอาตามขะเนนั้น ข้อหนึ่งอย่าถือด้วยความทนต่อความเพ่งด้วยการเหน คือลงใจชอบใจมานาน คุ้นใจเสียว่าอย่างนั้นเปนถูกเปนจริง ดั่งคนในประเทศทั้งปวง เหนว่าเครื่องประดับของตัวงาม เสียงภาษาตัวเพราะกว่าประเทศอื่น ฤๅว่าด้วยนั่งพระธรรมเหนเขียวเหลืองในใจแน่นอนมาช้านานแล้ว ก็ถือเอาความลงใจชอบใจ ข้อหนึ่งอย่าพึงถือเอาด้วยความเหนคนมีรูปร่าง ควรจะเชื่อ คือเหนคนมีร่างกายลักษณอันคมสันล ก็เข้าใจว่าผู้นี้คงฉลาดมีถ้อยคำควรจะเชื่อ ฤๅเหนฤทธิ์เหนเดชเปนอัศจรริย์ แปลกมนุษยไปสักอน่อยหนึ่ง ก็ตื่นเชื่อถือตามถ้อยคำ ฤๅได้เหนผู้มียศศักดิ์มาก ก็เข้าใจว่าถ้าไม่ดีพระเจ้าแผ่นดินท่านจะนับถือยกย่องฤๅ เข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็ถือไปตามคำของผู้นั่น ข้อหนึ่งอย่าถือด้วยอ้างครูอาจาริย์ของตัว คืออ้างว่าสมณะผู้เปนครูเปนอาจาริย์ของเรา ท่านว่าอย่างนี้ท่านถืออย่างนี้ แล้วก็ถือตาม ฤๅเคยเหนเคยนับถือมาว่า ถ้อยคำของท่านมั่นคงแม่นยำ ก็ถือไปตามท่าน ทั้งหลายพึงรู้เอาด้วยตัวเองเถิด ว่าสิ่งนี้ไม่ดีสิ่งนี้มีโทษ สิ่งนี้นักปราชติเตียน สิ่งนี้ถือเข้าแล้วไม่เปนประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน เปนเหตุที่จะให้ได้ความทุกขยาก ถ้าท่านรู้ดั่งนี้แล้วเมื่อใด พึงละเสียเมื่อนั้นเถิด ท่านทั้งหลายที่อยู่ในบ้านกาลามะชนนี้ เราจะฃอถามท่าน โลโภความโลภ โทโสความโกรธดุะร้าย โมโสความหลุ่มหลง ไม่รู้จักของจริงสามอย่างนี้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดีเกิดขึ้นในใจของบุทคลแล้ว เปนประโยชน์เกื้อกูลแก่บุทคลทั่วไปฤๅ ๆ ไม่เปนประโยชน์เกื้อกูลแก่บุทคลเปนประการใด พวกกาลามะชน กราบทูลว่าไม่เปนประโยชน์เกื้อกูลแก่บุทคลนัก ๚ะ

๏ สมเด็จพระพุทธองคจึ่งตรัสถามว่า คนโลภคนโกรธคนหลง ย่อมฆ่าสัตวลักทรัพย แลล่วงเลมิดในภรรยาท่าน แลกล่าวเท็จด้วยตัวเองก็ได้ ชักชวนผู้อื่นให้ทำการชั่วเหล่านั้นก็ได้ เปนอย่างนี้ไม่ใช่ฤๅ พวกกาลามะชนกราบทูลว่า เปนอย่างพระองคตรัสนั้นแล พระองคจึ่งตรัสถามต่อไปอีกว่า โลภโกรธหลงแลฆ่าสัตวลักทรัพยแลเลมิดภรรยาท่าน แลกล่าวเท็จเหล่านี้ ดีฤๅไม่ดีมีโทษฤๅไม่มีโทษ นักปราชสรรเสิญฤๅติเตียน ถือเข้าแล้วไม่เปนประโยชน์เกื้อกูล แลเปนเหตุให้ได้ความทุกขฤๅไม่ ท่านจะเหนเปนประการใด พวกกาลามะชนกราบทูลว่า ไม่ดีมีโทษนักปราชก็ติเตียน ถือเข้าแล้วไม่เปนประโยชน์เกื้อกูล แลเปนเหตุให้ได้ความทุกข ข้าพระองคเหนอย่างนี้แล ๚ะ

๏ พระพุทธองค์จึ่งตรัสว่า เพราะเหตุนี้แลเราจึ่งว่าแก่ท่านว่า อย่าถือตามความที่ได้ยินมาเปนต้น ถ้ารู้เองว่าสิ่งนี้เปนของชั่วเปนต้นแล้วเมื่อใด ก็พึงละเสียเมื่อนั้นเถิด แล้วพระองคจึ่งตรัสสอนในความดีต่อไป ว่าท่านทั้งหลายพึงรู้เอาเองเถิด ว่าสิ่งนี้เปนของดี สิ่งนี้เปนของไม่มีโทษ สิ่งนี้นักปราชสรรเสิญ สิ่งนี้ถือเข้าแล้วเปนประโยชน์เกื้อกูล แลเปนเหตุจะให้ได้ความศุข ถ้าท่านรู้ดั่งนี้แล้วเมื่อใด เมื่อนั้นท่านพึงทำสิ่งนั้นให้บริบูรณพร้อมอยู่เถิด เราจะฃอถามท่าน อะโลโภความไม่โลภ อะโทโสความไม่โกรธไม่ดุะร้าย อะโมโหความไม่หลง ความฉลาดรู้ของจริงสามอย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในใจของคนแล้ว เกื้อกูลแก่บุทคลนั้น ฤๅไม่เกื้อกูลแก่บุทคลนั้น พวกกาลามะชนกราบทูลว่า เกื้อกูลเปนคุณแก่บุทคลนั้น พระองคตรัสถามอีกว่า คนไม่โลภไม่โกรธไม่หลง ย่อมไม่ฆ่าสัตวไม่ลักทรัพย แลไม่เลมิดภรรยาท่านไม่กล่าวเท็จ แลไม่ชักชวนผู้อื่นให้ทำความชั่วเหล่านั้น เปนดั่งนี้ไม่ใช่ฤๅพวกกาลามะชนกราบทูลว่าเปนอย่างนั้นแล พระองคจึ่งตรัสถามว่า ความไม่โลภไมโกรธไม่หลง แลไม่ฆ่าสัตวลักทรัพย ไม่เลมิดในภรรยาท่าน แลไม่พูดเท็จเหล่านี้ดีฤๅไม่ดี มีโทษฤๅไม่มีโทษ นักปราชติเตียนฤๅนักปราชสรรเสิญ ถือเข้าแล้วย่อมเกื้อกูล แลเปนเหตุจะให้ได้ความศุขฤๅไม่ จะเหนเปนประการใด พวกกาลามะชนกราบทูลว่าดีไม่มีโทษ นักปราชสรรเสิญ ถือเข้าแล้วย่อมเกื้อกูล แลเปนเหตุจะให้ได้ความศุข ข้าพระองคเหนอย่างนี้ ๚ะ

๏ พระพุทธองคจึ่งตรัสว่า เพราะอย่างนี้แลเราจึ่งได้สอนท่าน ว่าท่านอย่าถือตามความที่ได้ยินมาเปนต้นให้รู้เอาเองเถิด เหนว่าดีแล้วเมื่อใดให้ทำให้บริบูรณพร้อมอยู่เถิด พระองคตรัสเช่นนี้แล้ว ต่อไปพระองคตรัสว่า อะริยะสาวกย่อมไม่มีความโลภ ไม่อยากได้ของ ๆ ผู้อื่น ไม่มีความพยาบาทความปองร้าย ไม่เปนคนหลง เปนผู้รอบรู้รำพึงอยู่แต่เจริญพรหมวิหารทั้งสี่ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือแผ่เมตตาจิตร คิดว่าจะให้สัตวทั่วทั้งโลกธาตุเปนศุข ท่านอยากได้ความศุขแก่ตัวอย่างไร ก็คิดความศุขให้แก่ผู้อื่นเหมือนกัน อย่างนั้นอย่างหนึ่ง กรุณา ทำให้ใจปรานีสัตวทั่วทั้งโลกธาตุ จะให้พ้นจากความทุกขต่างๆ ทุกข์ในนรก แลทุกขในสังสาระวัฏ เหมือนอย่างกับคนใจมักปรานี ได้เหนคนอนาถาเจ็บไข้อยากให้หายอย่างหนึ่ง มุทิตา ทำใจให้ชื่นชมยินดีในสัตวทั่วทั้งโลกธาตุ เหมือนหย่างกับมิตรสหายที่เปนนักเลง ได้เหนมิตรสหายที่เปนนักเลง เปนเพื่อนรักกันชื่นชมยินดีต่อกันอย่างหนึ่ง อุเบกขา ทำจิตรมัธยัดเปนกลาง ไม่ยินดีไม่ยินร้ายในสัตวทั้งปวงทั่วทั้งโลกธาตุอย่างหนึ่ง ๚ะ

๏ สิ้นความในพระสุตโดยประสงค ความในอนุสนธิต่อไปยกไว้ ใจความว่าจบพระสูตนี้แล้ว อริยะสาวกนั้นย่อมมีใจปราศจากเวรุ มีจิตรไม่เปนทุกขไม่เศร้าหมอง มีจิตรบริสุทธิ์แน่นอนอยู่ดั่งนี้ จะดีฤๅไม่ดี พวกกาลามะชนก็เลื่อมไสย ถวายตัวเปนอุบาศกอุบาสิกา

๏ ยังมีคำสอนในที่อื่นอีกว่า คำสั่งสอนสาศดาใดๆ ที่ให้ประพฤติมีความศุขแก่ตัว ให้ทุกขแก่ผู้อื่นๆ ก็ดี ฤๅให้ทุกขแก่ตัว ให้ศุขแก่ผู้อื่นก็ดี ฤๅประพฤติให้ตัวเปนทุกข ผู้อื่นก็ให้เปนทุกขก็ดี คำสั่งสอนของสาศดาเหล่านี้ จะเปนที่นับถือที่เชื่อได้ฤๅ ตริตรองดูเถิด สาศดาใดๆ มาสั่งสอนว่าประพฤติตนให้เปนศุข กระทำให้ผู้อื่นได้ความศุขด้วย มิได้เบียดเบียฬผู้ใด ตัวก็เปนศุขผู้อื่นก็เป็นศุข อย่างนี้ดีฤๅไม่ดี สาศดาใดมีคนประฎิบัติได้ความวิเลศในน้ำใจ มาละเสียซึ่งบาปกรรม เปนอริยะบุทคลคือโสดาปติมรรค ๑ โสดาปติผล ๑ สกิทาคามิมรรค ๑ สะกิทาคามืผล ๑ อนาคามิมรรค ๑ อนาคามิผล ๑ อรหรรตมรรค ๑ อรหรรตผล ๑ มรรค ๔ ผล ๔ เปนพระอริยะบุทคลแปดอย่างสี่จำพวก คำสั่งสอนของท่านเหล่านี้มีแต่ให้พิจารณาเจริญซึ่งสติปัฏฐาน ๔ คือสติเข้าไปตั้งอยู่ ๔ สำมัปปธาน ๔ คือความเพียรอันชอบ ๔ อิทธิบาท ๔ คือเหตุแห่งความสำเร็จ ๔ อินทรีย์ห้า คือเปนใหญ่ห้า พละห้า คือกำลังห้า โพชฌงค ๗ คือธรรมเปนเหตุที่จะให้ตรัสรู้ ๗ ชื่อว่าหาสะปัญญา ๆ อันรื่นเริง แลบุทคลมาพิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญาณ ทั้งปวงโดยความไม่เที่ยง แลเปนทุกข แลเปนอนัตตา ชื่อเชานะปัญญา ชื่อว่าปัญญาไว แลบุทคลมาละเสียซึ่งกามวิตก คือความตฤกถึงของที่อยากได้ปราฐนา พยาบาทวิตก คือความตฤกนึกปองร้ายผู้อื่น วิหิงษาวิตก คือความตฤกนึกในที่จะให้ผู้อื่นได้ความลำบาก ได้ชื่อว่าติกขะปัญญา ๆ คง แลบุทคลมาละเภิกถอนเสีย แลทำลายเสียซึ่งโลภะความโลภ แลโทษะ ความประทุษฐร้ายผู้อื่น แลโมหะความหลง แลโกธะความโกรธ แลอุปะนาหะความจองเวรุคิดแก้แค้น แลมักขะความลบหลู่ แลปะลาสะตีเสมอ แลอิจฉาความริศยา แลมัจฉิริยะความตระหนี่ แลมายาความมานยา แลสาเภยยะความโอ่อวด แลถัมภะความตั้งปึ่ง แลสารำภะการทำให้ยิ่งแก่เขา แลมานะความถือตัว แลอติมานะความถือตัวเกิน แลมะทะความเมา แลปะมาทะความปมาท อุปกิเลศเหล่านี้ บุทคลละเสียได้ ชื่อว่านิพเพธิกะปัญญา คือปัญญาต่อย ปัญญาทำลาย กำจัดมิให้มีในสันดาน ทำให้จิตรวิเวกกายวิเวก ล้างน้ำจิตรให้ขาวบริสุทธิ์ ได้ความเอย็นใจ คำสั่งสอนแลการประพฤติทางนี้จะดีฤๅไม่ดีให้คิดดูเถิด ฃอท่านทั้งหลายที่มีความสงไสยในสาศนาต่างๆ ก็จงตริตรองดูเถิด ชักมาว่าภอเปนสังเขป ๚ะ

๏ ยังมีคำนักปราชเขาว่าอีกอย่างหนึ่ง สาศนาในโลกยนี้ ที่ได้เที่ยวถึงกันสืบได้แล้ว ว่ามนุษยถือลัทธิสาศนาต่างๆ กันไปอย่างไรๆ ก็คงตกเปนสาศนาสองอย่างเท่านั้น คือเรียกว่าสาศนาพรัหมมัญญังนั้นอย่างหนึ่ง เรียกว่าสามัญญังนั้นอย่างหนึ่ง ก็บุทคลที่ถือร้องเรียกร้องหา ให้พระพรหมพระอินทร พระผู้สร้างช่วย ฤๅเทวดาช่วย ฤๅผู้สักดิ์สิทธิ์ช่วย ฤๅผู้มีฤทธิ์ช่วย ฤๅให้ผีช่วย ฤๅเรียกให้บิดามารดาช่วย การที่ถือว่ามีผู้ช่วยได้ แลร้องเรียกร้องหาให้ท่านทั้งหลายช่วยนั้น ถือดั่งนี้ก็เปนสาศนาพรัหมมัญญังทั้งสิ้น ก็ที่มนุษยถือว่ากรรมของตน เปนที่พึ่งแก่ตน จะดีจะชั่วก็เพราะกรรมอุปถัมภ กุสลากุศลเปนผู้ตกแต่งสังขารเหนความดั่งนั้นแน่จริงในใจแล้ว ก็มิได้ร้องเรียกร้องหาให้ท่านผู้ใดช่วย มัทยัตเปนอุเบกขานิ่งๆ อยู่อีกจำพวกหนึ่ง ที่ถือว่าตายแล้วไม่รู้ว่าจะไปเกิดข้างไหนอย่างหนึ่งถือว่าตายแล้ว สูญไปไม่มีผู้สร้างผู้ตกแต่งอาตมา มนุษยพวกนี้ก็ไม่ร้องเรียกร้องหาให้ท่านผู้ใดช่วย เพิกเฉยอยู่ ถือดั่งนี้เรียกว่าสามัญญัง ก็นักปราชเขาเหนว่ามีสาศนาในพิภพนี้ เปนสาศนาร้องเรียกร้องหาให้ช่วยอย่างหนึ่ง ไม่ร้องเรียกร้องหาให้ผู้ใดช่วยอย่างหนึ่ง มีอยู่สองอย่างเท่านั้น ๚ะ

๏ ถามว่ามนุษยโลกยนี้ บางจำพวกถือว่าตายแล้ว คือกุศลอกุศลผลวิบากนำปฏิสนธิ ให้ก่อเกิดสังขารสืบต่อๆ ไปได้อีกไม่รู้สิ้นรู้สุด ต่อไปถึงความวิมุติ ทำจิตรให้บริสุทธิ์แล้ว ก็ไม่มีความเกิดต่อไปอีก บางจำพวกถือว่าตายไปแล้วเกิดอีกชาติ์หนึ่ง จะไปสู่สวรรคก็อยู่ในสวรรคทีเดียว จะไปตกนรกก็ตกนรกอยู่ทีเดียว ไม่มีความเกิดต่อไปอีก บางจำพวกถือว่าตายไปแล้ว มนุษยก็เกิดเปนมนุษยร่ำไป สัตวดิรัจฉานสิ่งไร ก็เกิดเปนสัตวดิรัจฉานสิ่งนั้นร่ำไป ไม่มีที่สุด บางจำพวกถือว่าตายไปแล้ว ก็สูญหายไปทีเดียวไม่มีความเกิดอีก ซึ่งมนุษยถือต่างๆ กันดังนี้จะถูกข้างผู้ใด แก้ว่าความเรื่องนี้ ตริตรองด้วยปัญญาก็ยังลังเลใจอยู่ไม่รู้แน่ ถ้าถือว่าตายไปสูญทีเดียว ก็มนุษยที่แรกเปนปถมเหตุเกิดขึ้นก่อนมาแต่ไหนเล่า ถ้าตายสูญแล้ว มนุษยต้นเหตุที่เกิดขึ้นนั้นก็คงจะไม่มี ด้วยไม่มีเชื้อเดิม จะเปนมาอย่างไรได้ ก็ที่เขาถือว่าพระสร้างให้เปนมาแล้ว ตายไปก็อยู่ในเรื่องพระตัดสีนให้ไปสวรรคบ้างไปนรกบ้าง ก็ถ้าสร้างมาจริงดั่งนั้นแล้ว มนุษยแลสัตวก็คงจะมีชีวิตรเสมอกัน มีอาการเสมอกัน มีคติอันเสมอกัน ก็นี่การไม่เปนดั่งนั้น เหนอยู่ว่าสาระพัดสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง คติก็ไม่เหมือนกัน อาการก็ไม่เหมือนกัน กิริยาไม่เหมือนกัน ชีวิตรก็ไม่เหมือนกัน การเปนอย่างนี้อยู่จะถือว่าพระสร้างมาอย่างไรได้ ถ้าถือความเกิดความดับมีวงเวียนอยู่ในสังสารวัต กุสลากุศลเปนผลวิบากนำปฏิสนธิให้ดีให้ชั่วด้วยกรรมนิยมนั้นเอง ถ้าถือดั่งนี้จะเชื่อได้บ้างเพราะเหนว่ามีพยานปรากฏอยู่แก่จักษุ ด้วยมนุษยแลสัตวทั้งปวงซึ่งมีอยู่ในโลกยทุกวันนี้ไม่เหมือนกัน จำพวกที่เขาถือว่าตายไปเกิดในสวรรค ก็อยู่สวรรคทีเดียว จะตกนรกก็ตกอยู่ที่เดียว ความข้อนี้ก็ไม่รู้ว่าอยู่ในสวรรคได้ทีเดียว ไม่กลับมาอีกนั้นก็ไม่มีพยาน คิดตริตรองดูไปอยู่ในสวรรคทีเดียว ไม่รู้แก่ไม่รู้ตายอีก ถ้าได้จริงดั่งว่าอย่างนั้น ก็เปนของประเสริฐอย่างยิ่ง กลัวแต่จะไม่ได้เหมือนอย่างว่า ด้วยบุทคลที่ถือดั่งนี้ มิได้ทำจิตรให้ถึงซึ่งความบริสุทธิ์แล้วที่จะไปเกิด อยู่ที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตาย ที่อย่างประเสริฐจะได้แล้วฤๅ ก็บาปกรรมที่ทำไว้มีอยู่ในสันดาน แต่เดิมจะสูญไปเสียไหน ที่บรมศุขไม่เกิดไม่แก่ไม่ตายนั้น รู้ก็แต่ท่านผู้ที่มาได้ความบริสุทธิ์จิตร ถึงสำเร็จมรรคผลแล้วท่านก็กล่าวว่ามีจริง ก็แต่เราท่านทั้งหลายไม่ได้ถึงซึ่งโลกอุดร ก็ไม่รู้จิตรใจท่านอย่างไร แต่เหนความเปรียบอยู่ประการหนึ่ง เหมือนบุทคลหุงทอง ๆ นั้นเปนสังกระศรีดีบุกเหล็กทองเหลืองทองแดง ปนอยู่ในทองคำนั้น จะเอามาใช้สรอยทำอะไรก็ไม่ได้ ช่างที่รู้หูงทอง ก็คัดของที่ชั่วไปเสียหมด คงอยู่แต่เนื้อทองบริสุทธิ์ จะหูงไปอีกสักเท่าไรก็ไม่ขาดเลย ก็ดวงจิตรที่ท่านสิ้นอาสะวะแล้ว ท่านคัดกำจัดจิตรชั่วไปเสียหมด มิให้กลับมีขึ้นในสันดานได้ ก็คงอยู่แต่จิตรบริสุทธิ์ดวงเดียวเท่านั้น เหมือนด้วยความเปรียบนายช่างหุงทองฉะนี้ จึ่งจะเหนว่าไปอยู่ที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตายได้ ผู้ที่ถือกันว่าตายไปสวรรคอยู่ด้วยพระผู้สร้างแล้ว ก็ไม่กลับตายอีกอยู่สวรรคเปนนิจถาวร คนเหล่านั้นก็ไม่ได้กำจัดจิตรชั่วเสียให้หมดจากสันดาน จะถึงสวรรคอันประเสริฐได้ฤๅ ข้อที่ว่าไปตกนรกอยู่ทีเดียว ไม่รู้ผุดไม่รู้เกิดอีก บุทคลที่ไปตกนรกนั้นเขาก็ได้ทำบุญให้ทาน ความดีเขาก็ได้ประพฤติเปนอันมาก จะไปตกนรกอยู่ทีเดียวแล้วก็ความดีนั้นจะสูญไปเสียไหน ฃอท่านได้ตริตรองดูเถิด ข้อที่ว่าตายไปแล้ว มีความเกิดฤๅไม่มี จะหาเหตุอย่างไรก็ไม่ได้ชัด ตรองหาพยานก็ได้ความอย่างหนึ่ง คือมนุษยเกิดมาไม่เหมือนกันต่างกัน ที่มีอายุยืนจนแก่ชะรายืนอยู่จนหลงไม่ได้เรื่องก็มี ที่ตายเสียแต่ในท่ามกลางอายุก็มี ที่ตายแต่เด็กก็มี ตายในครรภ์ก็มี ก็เปนเหตุประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งมนุษยที่ได้เปนเจ้าคนนายคน มีอำนาจมากก็มีอำนาจน้อยก็มี เศรษฐีมีทรัพยมากจนล้นเหลือเกินประมาณก็มี ที่มีอย่างกลางๆ ก็มี ที่จนภอใช้ภอสรอยก็มี ที่จนทีเดียวจนผ้านุ่งห่มแลอาหารก็ไม่ใคร่จะมีรับประทานก็มี ก็เหนเหตุอย่างหนึ่ง อีกประการหนึ่งมนุษยที่เกิดมามีรูปร่างลักษณอันงามบริสุทธิ์ก็มี ที่รูปร่างต่ำช้าก็มี ที่เปนบ้าใบ้บอดหนวกพิกลพิการง่อยเปลี้ยก็มี ก็เหนเปนเหตุประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งมนุษยแลสัตวที่มีโรคต่าง ๆ มาแต่เล็กจนใหญ่ก็มี ที่ไม่เปนโรคมีกำลังแขงแรงจนเกินคนทั้งปวงก็มี ประการหนึ่งที่มีความฉลาดยิ่งนักก็มี มีความโง่ยิ่งนักก็มี ถ้าจะเก็บเอาเหตุเหล่านี้มาตริตรองว่า ท้าวมหาพรหมสร้าง ฤๅอ้าหล่าหุดอ้าหล่าซึ่งนับถือว่าเปนผู้สร้าง ถ้าท่านได้สร้างมาจริงแล้ว ก็มิอาสัจอาธรรมไปฤๅ มนุษยแลสัตวที่อายุยืนก็ยืนจนเหลือขนาด ที่อายุสั้นก็สั้นจนไม่เหนฟ้าแลดิน ที่มีก็มีจนเหลือขนาด ที่จนก็จนจนไม่มีอะไรจะกิน ความที่กล่าวมาแล้วนี้ มนุษยที่ได้ดีนั้นมีความชอบอะไรเล่า ที่ได้ความคับแค้นเพราะทำผิดอย่างไรเล่า ท่านผู้สร้างจึ่งทำดั่งนี้ ก็คนที่เล่นถั่วเล่นโปเล่นพ่ายเล่นดวดเล่นสกา เล่นการต่างๆ บางวันก็คล่องบางวันก็ขัด บางทีในวันเดียวนั้นบางเวลาก็ได้ บางเวลาก็เสีย คิดดูเหมือนมีผู้ให้คุณแลให้โทษ ก็ถ้าจริงเช่นนั้นแล้วจะมิมีท่านผู้สร้างมากนักหนาฤๅ เที่ยวอยู่ทั่วพิภพกำกับตัวคนอยู่ทุกคนก็ท่านผู้สร้างนั้นทำไมจึ่งเข้ากับคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ให้คุณกับคนนี้บ้าง ให้โทษแก่คนนั้นบ้าง วันหนึ่งก็โปรดให้คุณแก่คนนั้น ให้โทษแก่คนนี้ บางเวลาก็ให้โทษคนนั้น ให้โทษคนนี้ แต่คนเดียวเวลาเดียว ก็ให้คุณบ้างให้โทษบ้าง สองกลับสามกลับ ก็คำที่ว่ากุศลอกุศลเปนผู้ตกแต่งเปนผู้อุปถัมภ ให้ชั่วให้ดีอย่างหนึ่ง คำจีนว่าเฮงซวยอย่างหนึ่ง คำเหล่านี้กับคำที่ว่าพระให้คุณให้โทษนั้น ใครจะแยบคายกว่ากัน ฃอท่านตริตรองดูเถิด อีกประการหนึ่งพระพุทธเจ้าเทศนาว่า บุทคลไม่เหนว่าความเกิดจะมีไปในเบื้องน่า เปนความลังเลใจอยู่ไม่รู้แน่ จะถือเอาข้างไหนดี ก็ให้ถือไว้ว่าความเกิดในเบื้องน่ามี ปะระโลกยที่ศุขที่ทุกขในเบื้องน่ามี ถ้าถือไว้อย่างนี้ก็จะดีกว่าถืออย่างอื่น เพราะสำคัญใจว่าจะมีความเกิดในเบื้องน่าแล้ว ก็จะได้ละบาปกรรมทั้งปวงเสีย จะได้ประพฤติแต่ความดีความสุจริต ก็ถ้าความเกิดไม่มีในเบื้องน่าจริงแล้วก็เสมอตัว ได้ชื่อดีความสรรเสิญไว้ในเมืองมนุษย ที่ได้ประพฤติสุจริตไว้ ถ้าถือว่าตายสูญ บุทคลผู้นั้นจะทำบาปสิ่งไร ก็คงจะทำได้ตามอำเภอใจ เพราะไม่เหนมีเชื้อในเบื้องน่า ถ้าความเกิดมีจริงแล้วก็เสียเปรียบ เหมือนหนึ่งเดินทางไม่มีเสบียงขาดทุนเปล่า พระพุทธเจ้าเหนว่าใจมนุษยมีความสงไสย ในทางเกิดทางดับ จึ่งได้เทศนาโปรดไว้ดั่งนี้ ๚ะ

๏ มีนิทานในพระคำภีร์เรื่องหนึ่ง ว่าโตไทยพราหมณเปนเสรษฐีอยู่ในเมืองสาวัดถี เมื่อเปนมนุษยอยู่ มิได้เลื่อมไสยในพระพุทธเจ้า เมื่อจะตายจิตรนั้นห่วงอยู่ด้วยทรัพย์สมบัติ ผลวิบากก็นำไปเกิดในท้องแม่สุนัขซึ่งอยู่ในบ้านของตัว ครั้นคลอดออกมาก็เปนสุนัขโทน สุภมานพบุตรโตไทยพราหมณ ซึ่งได้รับที่เสรษฐีครองสมบัติแทนบิดานั้น มีความรักใคร่ในลูกสุนัขนั้นเปนอันมาก อยู่มาวันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตรตามแถวถนล ถึงน่าบ้านโตไทยพราหมณ ลูกสุนัขนั้นก็ออกมาเห่าพระพุทธเจ้าที่ประตูบ้าน พระพุทธเจ้าจึ่งออกนามว่าโตไทยพราหมณ ลูกสุนัขได้ยินดั่งนั้นก็วิ่งไปนอนซบเซาอยู่ สุภมานพได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าเรียกสุนัข ออกนามบิดาของตนก็โกรธ ว่าพระสมณโคดมดูถูกสบปมาทบิดาตัว แล้วก็ไปต่อว่าพระพุทธเจ้า ๆ จึ่งตรัสถามสุภมานพว่า เมื่อบิดาของท่านยังมีชีวิตรอยู่ ได้ฝังขุมทรัพยไว้หลายแห่งหลายตำบล ท่านขุดทรัพย์ขึ้นได้หมดแล้วฤๅ สุภมานพกราบทูลว่า ทรัพย์นั้นขุดได้บ้างยังไม่ได้บ้าง ที่ยังไม่ใด้นั้นค้นหานักแล้วไม่ทราบว่าฝังไว้ที่ใด พระพุทธเจ้าจึ่งตรัสว่า ท่านจะใคร่รู้ว่า ลูกสุนัขนั้นเปนโตไทยพราหมณแน่ฤๅไม่แน่นั้น จงเอาลูกสุนัขไปอาบน้ำชำระกาย ลูบไล้ด้วยเครื่องหอมแล้วจัดของให้บริโภค แลตกแต่งที่นอนให้ประนีด ทำดั่งนี้ไปหลายเวลาแล้ว ท่านจึ่งค่อยกระซิบถามถึงขุมทรัพยที่ยังไม่ได้นั้น ลูกสุนัขก็คงจะบอกให้ท่าน สุภมานพจึ่งมาดำริห์ว่า พระสมณโคดมกล่าวคำดั่งนี้ถ้าไม่จริงไม่ได้ทรัพย์ เราก็จะข่มขี่ด้วยโทษมุสาวาท ก็ถ้าจริงเราก็คงได้ทรัพยคืน เหนเปนประโยชน์ทั้งสองอย่าง ครั้นกลับไปบ้านก็ทำตามคำพระพุทธเจ้าแนะสอนให้นั้น ลูกสุนัขก็นำสุภมานพไปถึงที่ฝังทรัพย แล้วก็เอาท้าวคุ้ยดินให้เปนสำคัญ สุภมานพก็ให้คนสนิทรช่วยกันขุด ก็ได้ทรัพย์เปนหลายแห่งหลายตำบล ตั้งแต่นั้นมาสุภมานพ ก็เลื่อมไสยในพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ในพระไตรยสะรณาคม ก็เชื่อชัดว่าความเกิดมีจริง คติกำเนิดมีจริง ก็มิได้ถือลัทธิอย่างอื่นต่อไป นิทานนี้ก็เปนของเก่าแต่ครั้งพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายจะเชื่อฤๅไม่เชื่อก็ตามแต่จะเหนจริงเถิด แลการในปัจจุบันทุกวันนี้ ก็ได้สืบทราบมีเปนหลายเรื่องหลายราย มีเด็กหญิงคนหนึ่ง เกิดขึ้นที่เมืองพนัศนิคม ครั้นอายุนั้นเจริญมาจนสอนพูดได้ แล้วก็บอกผู้ใหญ่ว่าเดิมตัวเปนช้างชื่อพังตุ้ม ช้างนั้นล้มแล้วจึ่งมาเกิดเปนมนุษย ก็ผู้ใหญ่สงไสยว่าเด็กนั้นจะพูดเล่น จึ่งถามว่าเองตายที่ไหนเล่าจำที่ได้ฤๅไม่ เด็กนั้นก็บอกว่าจำได้ ผู้ใหญ่ก็ให้เด็กนั้นนำไปชี้ที่ตายของพังตุ้ม เด็กก็นำไปชี้ให้ถูก ผู้ใหญ่ก็เหนเปนความจริง จึ่งให้ชื่อเด็กนั้นว่าอี่ตุ้ม ๚ะ

๏ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง บุตรมอญที่เมืองนครเขื่อนขันฑเกิดขึ้น เมื่ออายุเจริญพูดได้ก็บอกผู้ใหญ่ว่า เมื่อชาติก่อนตัวชื่อมกราน ไปขึ้นต้นมะพร้าวตกต้นมะพร้าวตาย พร้าที่เอาขึ้นไปตัดทลายมะพร้าวนั้นหลุดมือกระเด็นไปจมอยู่ในท้องร่องสวน ผู้ใหญ่ก็เหนว่าเด็กพูดเหมือนความเก่า ที่มะกรานตกต้นมะพร้าวตาย ก็ลองให้เด็กนั้นนำไปชี้ต้นมะพร้าว แลขุดได้พร้าที่ท้องร่องของมกรานมาได้ ก็เปนการสมจริงที่เด็กว่า ๚ะ

๏ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง มีหญิงคนหนึ่งคลอดบุตรออกมาตายรํ่าไป บิดามารดาเหนประหลาดจำแผลที่หน้าใด้ทุกครั้ง ก็เข้าใจว่าเด็กคนนั้นแลมาเกิดอีก จึ่งเอาเขม่าม่อหมายน่าหมายตัวทารกนั้น แล้วก็เอาไปฝังเสีย ครั้นภายหลังมีครรภลูกคลอดบุตรออกมาอีกก็เหนปานดำที่หมายทารกนั้น ตรงกันกับที่หมายเขม่าม่อไว้แต่เดิม ครั้นทารกนั้นตาย บิดามารดาก็หมายที่อื่นไว้เปนสำคัญอีก ครั้นภายหลังมาเกิดอีก คลอดออกมาก็เหนที่หมายไว้อีก การเปนดั่งนี้ก็เหนเปนความประหลาดอย่างหนึ่ง ๚ะ

๏ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง หญิงนั้นคลอดบุตรออกมาเปนหญิง ทั้งมือทั้งท้าวข้างละหกนิ้วเปนยี่สิบสี่นิ้ว นิ้วนั้นเรียงกันเหมือนมือแลท้าวคนปรกติ ครั้นทารกนั้นได้สักเจ๊ดเดือนแปดเดือน หญิงนั้นนอนให้บุตรกินนม จุดเทียนไว้ริมเบาะ ครั้นหลับไปเทียนนั้นหมดเข้า ก็พลัดตกมาถูกเบาะ ๆ ก็ไหม้ขึ้น ทารกนั้นร้องจนสิ้นเสียง หญิงมารดานั้นก็ไม่ตื่น จนเบาะนั้นไหม้ไปถึงตัวมารดาร้อนเข้า จึ่งตื่นขึ้นมาเหนบุตรตาย แล้วบิดามารดาก็เอาทารกนั้นไปฝังเสีย อยู่มาไม่ช้าไม่นาน หญิงมารดาทารกนั้นก็มีครรภลูกขึ้นมาอีก ครั้นถึงกำหนดคลอดก็คลอดบุตรออกมาเปนหญิง มือแลเท้าข้างละหกนิ้วเหมือนแต่ก่อนไม่ผิดกันเลย แต่คลอดครั้งหลังนี้ มารดาก็ตายบุตรก็ตาย ๚ะ

๏ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง บุตรแขกตานีคลอดออกมาเปนชาย มีท้าวด้วนข้างหนึ่ง พลิกฝ่าท้าวหงายขึ้นมาแต่ที่ต้นขาแลข้อท้าว มีด้ายคาดรัดออกมาด้วย หมอตำแยก็ตัดออกเสีย ทารกนั้นเจริญขึ้นที่รอยด้ายคาดนั้น ก็คอดกิ่วอยู่จนโตเขาเรียกชื่อว่าอ้ายฅอมิ ๚ะ

๏ ยังมีนิทานข้างจีนอีกเรื่องหนึ่ง ซินแสสอนหนังสือเปนหมอดูด้วย เมื่อสิษที่เรียนหนังสือออกจากสำนักนิ์ลาไปอยู่บ้าน ซินแสจึ่งสั่งว่า ถ้าเองจะมีภรรยามีลูกออกมาเมื่อใดแล้ว ให้จดปีเดือนวันคืนเวลามาให้เราจะดู ครั้นสิษนั้นไปมีภรรยา เมื่อมีบุตรคลอดออกมาก็จดหมายมาให้ซินแสดู แล้วว่าลูกคนนี้เลี้ยงไม่ได้ให้เอาไปฝังเสีย สิษนั้นโดยความเชื่ออาจาริย์ก็ทำตาม ครั้นอยู่มาภรรยาก็มีครรภคลอดบุตรออกมาอีก ผัวนั้นก็จดปีเดือนวันเวลามาให้ซินแสดูอีก ซินแสก็ดูว่าลูกเองคนนี้ก็เลี้ยงไม่ได้อีก ให้เอาไปฝังเสียด้วยกันเถิด สิษนั้นได้ยินซินแสอาจาริย์ว่าก็เสียใจร้องไห้ว่า มีบุตรชายถึงสองคนแล้ว  ซินแสให้เอาไปฆ่าเสียคนหนึ่งแล้ว ก็ยังจะซ้ำให้เอาไปฆ่าเสียอีกคนหนึ่งเล่า ไม่ใคร่จะทำตาม ซินแสก็ว่าประเล้าประโลมไป ชายสิษนั้นโดยความที่นับถือซินแสมากก็ทำตามอีก ครั้นฝังบุตรเสียแล้ว ก็เศร้าโศกไม่มีความสบายเลย ครั้นมาหาซินแส ๆ จึ่งว่า ถ้าเองอยากจะรู้ว่ากำลังบุตรของเอง จะให้โทษอย่างไรก็คงจะรู้ได้ ซินแสก็กำหนดวันคืนให้ ว่าเวลาประมาณทุ่มโมงเท่านั้น ให้ทำลัทธิอย่างนั้น ๆ ให้ไปนอนอยู่ที่ตรงนั้นๆ สิษนั้นก็ไปทำตามซินแสสั่ง นอนอยู่ที่ริมปากหลุม ครั้นดึกประมาณสามยาม ทารกที่เปนปิศาจก็ขึ้นมาพูดกันที่บนปากหลุมทั้งสองคน ว่าบ้านนั้นมันรู้จริง ถ้าเรามีชีวิตรอยู่ได้จนขวบหนึ่ง  ก็จะทำให้มันได้ความฉิบหายยับเยินไปต่างๆ ทารกคนหนึ่งก็ว่าตัวเราถ้ามีชีวิตรไปได้จนสามเดือน แล้วเราก็จะทำให้ตระกูลนั้นต้องราชทัณฑ์ไปต่างๆ ที่สุดจนที่อยู่ก็ไม่ให้มี บิดาทารกนอนฟังอยู่ได้ยินดั่งนั้น ก็กำหนดถ้อยคำทารกนั้นมาเล่าให้ซินแสฟัง ก็สิ้นความอาไลย ๚ะ

๏ ยังมีอีกนิทานหนึ่ง ในเรื่องราชาธิราชว่า พ่อลาวแก่นท้าวเมื่อจะตายนั้น อธิฐานตัวให้เข้าท้องอรรคมเหษีเจ้าเมืองอังวะ เมื่อเกิดมาอายุสิบห้าปี ก็ให้ได้ทำศึกกับพระเจ้าราชาธิราชผู้บิดาเดิม การก็ได้สมความปราฐนา แจ้งอยู่ในเรื่องราชาธิราชนั้นแล้ว กล่าวมาแต่ภอเปนสังเขป ๆ ฃอให้ท่านผู้มีปัญญาตริตรองดูเถิด ว่าคติกำเนิดเวียนตายเวียนเกิดจะมีฤๅไม่มี ฤๅตายไปสูญทีเดียว ฤๅจะตายไปสวรรคทีเดียว ฤๅตายไปตกนรกทีเดียว ไม่มาเกิดอีก ที่เขาถือดั่งนี้ จะผิดถูกอย่างไร ก็จะได้เปนที่ตริตรองสอดส่องด้วยปัญญา ๚ะ

๏ ถามว่า ซึ่งคำเทศนาของพระพุทธเจ้าถือไว้ข้างความเกิดนั้นจะดีกว่าถืออย่างอื่น ความเกิดนั้นจะมีอย่างไร ด้วยคนตายไปดวงจิตรนั้นไปเกิดอีกฤๅ ๆ อะไรไปเกิด แก้ว่าข้อที่ว่าตายแล้ว จิตรนี้ฤๅจิตรอื่นไปเกิดในชาติน่า นี้ยากที่จะพูดให้เหน มีคำเปรียบไว้ว่าเหมือนกับพืชน์ผลต่าง ๆ เภาะลงไว้แล้ว ก็เกิดเปนต้นมีผลต่อไปอีก ต้นแลผลที่มีต่อไปอีกจะว่าต้นผลของเก่าฤๅเปนของใหม่ ความข้อนี้เหมือนกัน จะพูดมากก็ยาวความไป มีความเปรียบอีกอย่างหนึ่ง เสียงกู่เสียงก้องรับจะเปนเสียงเดิมฤๅเสียงเกิดใหม่ก็ตาม ชาติ์ความเกิดข้างน่าคงมี กรรมที่สัตวทำเองด้วยกายวาจาใจ เปนกุศลฤๅอกุศลนี้แลเปนผู้ชักนำนิยมคติที่เกิด แลตกแต่งวิบากขันธ์ เพิ่มเติมความศุขความทุกขตามคติแลโยนินั้น ก็แลโยนิกำเนิดนั้นมีสี่ประการ คืออันทะชะอย่างหนึ่ง ชะลามพุชชะอย่างหนึ่ง สังเสทะชะ อย่างหนึ่ง อุปาติกะอย่างหนึ่ง อันทะชะนั้นคือเกิดอยู่ในฟองก่อนจึ่งเปนตัว เหมือนอย่างฟองนกฟองเป็ดฟองไก่ฟองปลาทั้งปวง สุดแต่เกิดอยู่ในฟองก่อนทุกสิ่ง เรียกว่าอันทะชะ ชะลามพุชชะนั้น คือเกิดด้วยความสร้องเสพ เหมือนมนุษยแลสัตวดิรัจฉาน ที่เกิดเปนธรรมดาอยู่ทุกวันนี้ เรียกว่าชะลามพุชชะ สังเสทะชะนั้นคือสัตวเกิดด้วยอุตุนิยมพืชน์นิยม อุตุนิยมนั้นคือเกิดด้วยอายดิน อายฟ้า อายอากาษ อายเหงื่อ อายไคล สัตวเกิดเพราะอายอันนั้น เรียกว่าอุตุนิยม เหมือนบุทคลขุดบ่อแลสระใหม่ๆ ไม่มีพืชน์พันธ์ปลาเลย ก็เกิดเปนปลาขึ้นได้ เพราะอายดินแลอายน้ำ ก็เรียกว่าอุตุนิยมเหมือนกัน เปรียบเหมือนเรือดไรที่เกิดเพราะเหงื่อ เพราะไคลฉะนั้น พืชน์นิยมนั้น คือผลไม้แลใบไม้บังเกิดเปนสัตวมีชีวิตรขึ้นได้ เปรียบเหมือนใบทะมังกลายเปนแมลงดานา ผลมะเดื่อกลายเปนแมลงหวี่ เถาวันด้วนเกิดเปนงูเขียวปากจอบ ว่าภอเหนความ แลผลไม้ใบไม้อื่นๆ ก็เกิดเปนสัตวได้หลายอย่าง เรียกว่าสังเสทะชะ อุปาติกะกำเนิดนั้น คือเกิดเปนเทวดาอย่างหนึ่ง คือไปเกิดในนรกอย่างหนึ่ง เกิดเปนคนขึ้นเองเหมือนหนึ่งคนโบราณ เขาได้ทารกตกลงมาแต่อากาษก็ดี ฤๅได้ในดอกบัวก็ดี ถึงสัตวดิรัจฉานเกิดเปนอย่างนี้ ก็เรียกว่าอุปาติกะ กำเนิด ถึงสัตวจะเกิดอย่างไร ๆ ก็ไม่พ้นโยนิกำเนิดสี่ประการนี้ ๚ะ

๏ บัดนี้จะได้แก้ไขในกรรมปัจจัย นิไสยปัจจัยซึ่งมีลักษณอันพิเสศ เพื่อจะให้ฉลาดในทางธรรมที่วิจิตรต่าง ๆ จะว่าด้วยนิไสยปัจจัยก่อน นิไสยปัจจัยนั้นคือการที่คาดคะเนได้ เปนการรู้ตัวเหมือนหนึ่งรู้ว่า ซื้อสีนค้าสิ่งนี้ได้กำไร ทำการสิ่งนี้เปนการดี ทำราชการสิ่งนั้นๆ ได้บำเหน็จความชอบ แลยศถาบันดาศักดิ์ไปทำเข้าก็เปนนิไสยปัจจัยฝ่ายกุศล นิไสยปัจจัยฝ่ายอกุศลนั้น คือรู้ตัวว่าเหมือนหนึ่งจะทำผิดที่ล่วงพระราชอาญา ต้องเปนโทษต่างๆ รู้แล้วไปทำเข้า ก็เปนนิไสยปัจจัยฝ่ายอกุศลไม่เรียกว่ากรรม ก็ที่เรียกว่ากรรมปัจจัย คือไม่รู้ตัวเปนของด้นดั้นมาเปนขึ้น เปรียบเหมือนนิทานพระมหาชนก เรือแตกแล้วว่ายน้ำอยู่ ครั้นขึ้นจากน้ำได้แล้วเที่ยวไปนอนอยู่ในราวป่า ภอราชบุรุษยเขาเสี่ยงราชรถมาถึงเข้าแล้ว เชิญให้เปนกระษัตริย์ครองสมบัติด้วยความที่ไม่รู้ตัว ดั่งนี้ก็เปนกรรมปัจจัยฝ่ายกุศล เปรียบความไว้อีกอย่างหนึ่งว่า ผู้นั้นไม่มีความผิดสิ่งไรเลย มีผู้มาซัดทอดให้ต้องราชทัณฑดั่งนี้ เปนกรรมปัจจัยฝ่ายอกุศล ประการหนึ่งเปรียบความว่าเหมือนมีคนสองคน ลงไปอาบน้ำที่ท่าอันเดียวกัน จรเข้เอาไปกินเสียคนหนึ่ง รอดมาได้คนหนึ่ง ดั่งนี้เรียกว่าเปนกรรมปัจจัย ฝ่ายกุศลคนหนึ่ง ฝ่ายอกุศลคนหนึ่ง ประการหนึ่งคนต้องราชทัณฑโทษถึงตายเหมือนกันทั้งสองฝ่าย ตระลาการตัดสินให้เอาไปฆ่าเสียคนหนึ่ง ปล่อยเสียคนหนึ่ง ดั่งนี้เรียกว่ากรรมปัจจัย ฝ่ายกุศลคนหนึ่ง ฝ่ายอกุศลคนหนึ่ง ๚ะ

๏ บัดนี้จะฃอกล่าวด้วยกรรม ตามพระคำภีร์ในพระพุทธสาศนา จะอาไศรยคำพระอัฏฐกถาจาริย์ผู้นักปราชเดิม เปนราวแล้วกล่าวความตามอัตตะโนมัติบ้าง ความว่ากรรมที่เปนกุศลอกุศล สัตวทำลงแล้วด้วยกายวาจาใจ ท่านจัดไว้โดยส่วนที่ให้ผลเปนศุขเปนทุกข กำหนดตามการเปนสามอย่างดั่งนี้ ทิฐธรรมเวทะนิยะกรรมหนึ่ง อุปัชชะเวทะนิยะกรรมหนึ่ง อปะราปะรเวทะนิยะกรรมหนึ่งเปนสามดั่งนี้ ทิฐธรรมเวทะนิยะกรรม ว่ากรรมที่สัตวจะพึงเสวยผลในปัจจุบัน คือว่าส่วนกรรมให้ผลได้แต่ในชาติ์นี้ อุปัชชะเวทะนิกรรม ว่ากรรมสัตวผู้ทำเกิดขึ้นแล้วจึ่งจะเสวยผล คือส่วนกรรมที่ให้ผลในชาติสอง อปะราปะรเวทนิยะกรรม ว่ากรรมที่สัตวจะพึงเสวยผลในชาติ์ต่อๆ ไป คือว่าส่วนกรรมที่จะให้ผล ตั้งแต่ชาติ์ที่สามไป แบ่งกรรมที่สัตวทำด้วยกายฤาวาจาฤๅใจ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเปนสามส่วนดั่งนี้ ความว่าบุทคลจะทำกุศล ฤาอกุศลก็ดี เชาวนะจิตรย่อมแล่นไป คือเกิดดับเจ๊ดครั้งเปนอย่างยิ่ง แล้วตกภะวังคจิตรเดิมต่ำลงมาหกครั้งบ้าง ห้าครั้งบ้าง ธรรมดาจิตรเดินอยู่อย่างนี้ เจตนาความตั้งใจในเชาวนะจิตรเปนปถมทีแรก เปนทิฐธรรมเวทะนิยะกรรม เจตนาในเชาวนะจิตรที่สุด ที่ให้สำเร็จความประสงคของผู้ทำนั้น เปนอุปัชชะเวทะนิยะกรรม เจตนาความตั้งใจที่มีอยู่ในเชาวนะจิตรท่ามกลางห้าคณะ ฤๅสี่คณะฤาสามคณะ ตามที่มีมากน้อยนั้น เปนอปะราปะรเวทะนิยะกรรม แม้บุทคลทำกุศลให้ทานทีหนึ่ง ฤาทำอกุศลฆ่ามดตัวหนึ่ง ฤาลักบุหรี่มวนหนึ่งก็ดี ก็คงจัดกรรมได้สามอย่าง ๆ ดั่งนี้ ในวิถีเชาวนะจิตรที่แล่นไปพักหนึ่งนี้ ส่วนกรรมที่เปนทิฐธรรมเวทะนิยะกรรม ให้ผลแต่ในชาติ์นี้อย่างเดียวนั้น ท่านสาธกด้วยนิทานนายบุรณ ความว่ามนุษยเข็ญใจผู้หนึ่ง อยู่ในเมืองราชคฤหชื่อว่านายบุรณ ได้ถวายทานแก่พระสาริบุตรเถรเจ้า ผู้ได้ออกจากนิโรธสะมาบัติใหม่แล้ว ก็ได้ที่เปนเสรษฐีในวันนั้น ส่วนอกุศลกรรมที่ให้ผลในชาติ์นี้ ท่านสาธกด้วยนายโคฆาฏ ความว่าในเมืองสาวัดถีมีบุรุษยคนหนึ่ง ชื่อนันทโคฆาฏ ฆ่าโคเลี้ยงชีวิตรมาแล้วถึงห้าสิบปี วันหนึ่งคราวเมื่อบริโภรอาหารไม่มีเนื้อโค จึ่งไปตัดเอาลิ้นโคที่ยังเปนอยู่ตัวหนึ่ง มาย่างที่ถ่านเพลิงแล้วเอามาจะบริโภค ขณะนั้นลิ้นของนายนันทโฅฆาฎนั้นขาด ตั้งแต่โคนลิ้นตกลงมา นายนันทโคฆาฏนั้นร้องครางอยู่ แล้วทำกาลกิริยาไปเกิดในนรก กุศลแลอกุศลส่วนที่เปนทิฐธรรมเวทะนิยะกรรม เมื่อให้ผลได้ก็ให้ในชาติ์นี้ดั่งนี้ เมื่อให้ไม่ได้ก็เปนอโหสีกรรม คือว่าเปนกรรมมีเสียแล้ว เปนเสียแล้ว คือว่าไม่มีผลแล้ว แลจักไม่มีผล แลไม่มีผลอยู่ ความที่ว่าทิฐธรรมเวทนียะกรรมนั้น ให้ผลแลไม่ให้ผล ท่านเปรียบด้วยความอุประมาดั่งนี้ว่า เหมือนอย่างพรานเนื้อได้เหนเนื้อแล้ว ยิงลูกธนูไปถ้าหากว่าไม่ผิดลูกธนู นั้นก็ให้เนื้อล้มลง นายพรานเถือเนื้อนั้นแล้วตัดเปนท่อนๆ นำมาบ้านให้บุตรภรรยายินดี ถ้าหากว่าลูกธนูพลาดไปไม่ถูกเนื้อๆ นั้นก็วิ่งหนีไม่เหลียวหลัง นี้ฉันใดก็เหมือนกัน ความว่าทิฐธรรมเวทะนิยะกรรม ได้วาระผลของตัวเหมือนอย่างกับลูกธนูนายพรานยิงไปไม่คลาดถูกเนื้อ ก็แลทิฐธรรมเวทะนิยะกรรมนั้น ไม่ได้วาระผลของตัว เปนอโหสิกรรมไม่มีผล เหมือนอย่างกับลูกธนูไม่ถูกเนื้อ ความเปรียบอีกอย่างหนึ่ง เหมือนบุทคลเก็บผลไม้มาจะบริโภค ก็มีเหตุสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลยไปหาได้บริโภคไม่ ผลไม้นั้นเกินกำหนดก็หน้าวเสีย ฉันใด ทิฐธรรมเวทะนิยะกรรมนั้นไม่ให้ผลเปนศุขเปนทุกข จึ่งชื่อว่าเปนอโหสิกรรม ก็เหมือนความเปรียบฉะนี้ ส่วนกรรมที่เปนอุปัชชะเวทะนิยกรรม ให้ผลได้แต่ในชาติ์ที่สองเท่านั้น ส่วนกุศลที่เปนอุปัชชะเวทะนิยะกรรม ให้ผลแต่ในชาติ์ที่สองได้แน่นอน คือรูปาพะจรกุศล ๔ อรูปาพะจรกุศล ๔ ที่เรียกว่าสะมาบัติแปด ก็แลบุทคลได้สะมาบัติทั้งแปดอย่าง จุติแล้วย่อมไปเกิดในพรหมโลกย ด้วยสะมาบัติอันเดียว อันใดอันหนึ่ง สะมาบัติเจ๊ดที่เหลืออยู่นั้นก็ไม่ให้ผล ฝ่ายอกุศลที่เปนอุปัชชะเวทะนิยะกรรม ที่จักให้ผลในลำดับชาติ์ที่สองได้แน่นอนทีเดียว ไม่มีสิ่งไรห้ามได้เหมือนกรรมอื่น คืออนันตริยะกรรมห้าอย่าง ฆ่ามารดา ๑ ฆ่าบิดา ๑ ฆ่าพระอรหรรต ๑ ทำโลหิตให้ห้อขึ้นในกายพระพุทธเจ้า ๑ ทำลายพระสงฆให้แตกกันหนึ่ง ห้าข้อนี้ชื่อว่าอนันตริยะกรรม ถ้าบุทคลได้ทำแล้วทั้งห้าอย่างนี้ย่อมเกิดในนรก ด้วยอนันตริยะกรรมอันเดียว อนันตริยะกรรม ๔ นอกนั้นเปนอโหสิกรรม ความที่ว่ากุศลอกุศลคือสะมาบัติแปด แลอนันตริยะกรรมห้า ให้ผลในชาติ์ที่สองได้แลไม่ได้ พึงเข้าใจที่เปรียบด้วยความอุประมาลูกธนูของนายพราน แลผลไม้ที่เปรียบมาแล้วนั้นเถิด ๚ะ

๏ ข้อที่ว่าสะมาบัติเจ๊ด แลอนันตริยะกรรม ๔ ที่เหลือนั้นไม่ให้ผล ว่าเปนอโหสิกรรมนั้น ประสงคส่วนที่เปนอุปัชชะเวทะนิยะกรรม ไม่ประสงคส่วนที่เปนอปะราปะรเวทะนิยะกรรม ส่วนที่เปนอปะราปะรเวทะนิกรรมคงให้ผล ส่วนกุศลอกุศลที่เปนอปะราปะรเวทะนิยะกรรมย่อมให้ผลทั้งแต่ชาติ์ที่สามไป ได้โอกาษเมื่อไรย่อมให้ผลเมื่อนั้น เมื่อสังสารปวัติ ความเกิดในสงสารยังไม่ขาดลงตราบใด ย่อมไม่เปนอโหสิกรรม ความข้อนี้ท่านเปรียบด้วยพรานสุนัข ความว่าพรานสุนัขได้เหนเนื้อแล้วปล่อยสุนัขไป สุนัขไล่ตามเนื้อไปทันเข้าในที่ใด ก็กัดให้เนื้อล้มลงตายในที่นั้นฉันใด อปะราปะรเวทะนิยะกรรมนี้ เมื่อได้ช่องได้โอกาศในที่ไหนในชาติ์ไหน ก็ให้ผลในชาติ์นั้นในที่นั้น เหมือนกันอย่างนั้น สัตวซึ่งจะหลุดไปจากอปะราปะรเวทะนิยะกรรมนั้นไม่มี ๚ะ

๏ โดยในอัตตโนมัติเหนอย่างนี้ว่า ปัจจุบันชาติ์นี้ ตั้งแต่ทำกรรมนั้นแล้วไปจนถึงเวลาดับจิตร เปนเขตรของทิฐธรรมเวทะนิยะกรรมให้ผล เมื่อมีกำลังก็ให้ผลในกาลเท่านี้ เมื่อมีกำลังน้อยให้ผลไม่ได้ ตั้งแต่ดับจิตรแล้ว ไปสิ้นเขตรของทิฐธรรมเวทะนิยะกรรม ๆ ก็เปนอโหสิกรรม ตั้งแต่ปัติสนธิ์ในชาติ์ที่สอง ไปจนถึงเวลาดับจิตรชาติ์ที่สองนั้น เปนเขตรของอุปัชชะเวทะนิยะกรรม ๆ เมื่อมีกำลัง ก็ให้ผลในกาลเท่านี้ เมื่อมีกำลังน้อยให้ผลไม่ได้ ตั้งแต่เวลาดับจิตรในชาติ์ที่สองนั้นไป ก็สิ้นเขตรของอุปัชชะเวทะนิยะกรรม ๆ นั้นก็เปนอโหสิกรรม ตั้งแต่ปัติสนธิ์ในชาติ์ที่สามไป ไม่มีกำหนด เปนเขตรของอปะราปะรเวทะนิยะกรรม เมื่อสังสารปวัติ ความเกิดในสังสารวัต ยังมีอยู่ตราบใด อปะราปะรเวทนิยะกรรม เมื่อได้ช่องก็ให้ผล เมื่อยังไม่ได้ช่องก็นิ่งอยู่ เมื่อสังสารปวัตติขาดด้วย ถึงพระอรหรรตมรรคอรหรรตผล แล้วดับขันธ์ด้วยอนุปาทิเสสธาตุนิพพาน ไม่มีปัติสนธิ์แล้ว ก็สิ้นเขตรของอปะราปะรเวทะนิยะกรรมนั้น กรรมสามอย่างนี้จัดโดยส่วนที่จะให้ผล กำหนดด้วยกาลด้วยสมัย อนึ่งท่านจัดกรรมทั้งสามนั้น โดยให้ผลก่อนแลหลังอีกเปนสี่อย่างคือ เปนครุกรรม ๑ พหุลกรรม ๑ อาสัญกรรม ๑ กะตะตากรรม ๑ เปนสี่ดั่งนี้ ครุกรรมว่ากรรมใดหนักกรรมนั้นให้ผลก่อน ความว่าสัตวทำกรรมหลายอย่าง ส่วนอกุศลเปนปาณาติบาตบ้าง อทินนาทานบ้าง อื่น ๆ บ้าง กรรมใดที่มีโทษน้อยเปนกรรมเบา ที่มีโทษมากเปนกรรมหนัก ดั่งฆ่ามนุษยแลฆ่าสัตวดิรัจฉาน ฆ่ามนุษยเปนกรรมหนัก ฆ่าสัตวดิรัจฉานเปนกรรมเบา ฆ่ามนุษยด้วยกันเปนบิดามารดาบ้าง คนอื่นบ้าง ที่ฆ่าบิดามารดาเปนกรรมหนัก ที่ฆ่ามนุษยอื่นเปนกรรมเบา ในอทินนาทานแลกรรมอื่นๆ ก็ให้รู้จักกรรมหนักกรรมเบา ตามคุณแลโทษเหมือนกันดั่งนี้ ที่ว่ามานี้ส่วนอกุศลส่วนกุศลเล่า ถ้าให้ทานแก่พระสงฆเปนสังฆทานอย่างหนึ่ง ให้จำเภาะตัวแก่ภิกษุ เปนปาฏิปุคคะลิกทานอย่างหนึ่ง สังฆทานเปนกรรมหนัก ปาฏิปุคคะลิกทานเปนกรรมเบา ปาฏิปุคคะลิกทานด้วยกัน ให้แก่ผู้มีศีลครั้งหนึ่ง ให้แก่ผู้ทุศีลครั้งหนึ่ง ให้แก่ผู้มีศีลเปนกรรมหนัก ให้แก่ผู้ทุศีลเปนกรรมเบา ถ้าให้ทานด้วยรักษาศีล ด้วยศีลเปนกรรมหนัก ทานเปนกรรมเบา ถ้ารักษาศีลห้าแล้วบวชเปนภิกษุ รักษาปาฏิโมกขสังวรศีลแล้ว ปาฏิโมกขสังวรศีลนั้นเปนกรรมหนัก ศีลห้าเปนกรรมเบา รักษาปาฏิโมกขสังวรศีล แล้วเจริญสะมาธิภาวนาได้สำเร็จถึงอัปนาสะมาธิ ๆ เปนกรรมหนัก ปาฏิโมกสังวรศีลเปนกรรมเบา กล่าวดั่งนี้เพื่อจะชี้ให้เหนกรรมหนักกรรมเบาก่อน ว่าโดยท่านประสงคอนันตริยะกรรมห้าอย่าง คือมาตุฆาฏฆ่ามารดา ๑ บิตุฆาฏฆ่าบิดา ๑ อรหรรตฆาฏฆ่าพระอรหรรต ๑ โลหิตบาททำโลหิตให้ห้อขึ้นในกายพระพุทธเจ้า ๑ สังฆเพททำลายพระสงฆให้แตกกัน ๑ ห้าข้อนี้ท่านจัดเปนครุกรรม เพราะว่าแรงร้ายกว่ากรรมทั้งปวง กรรมห้าอย่างนี้สิ่งใดสิ่งหนึ่งทำลงแล้ว ถึงจะทำกุศลให้โตสักเท่าไร ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาสักร้อยปี ไปศุคติไม่ได้ดับจิตรแล้วก็คงจะไปนรก จึ่งเรียกว่าอนันตริกริยะกรรม แลเรียกว่าครุกรรมด้วย ๚ะ

๏ ยังนิยตะมิฉาทิฐิ ความเหนผิดของคนลงมิชตะนิยม แลภิกษุนีทูสกรรม ประทุษฐร้ายทำชำเราในนางภิกษุนี ผู้เปนพระอรหรรต แลอุปวาทติเตียนกล่าวคำอยาบแก่พระอรหรรตเหล่านี้ ก็เปนกรรมหนักอยู่ แต่ท่านไม่ชี้ว่าเปนครุกรรม ในที่อื่นท่านกล่าวนิยตมิฉาทิฐิว่ามีโทษมากกว่าอนันตริกรรม นิยตมิฉาทิฐิ ท่านก็ไม่ชี้ว่าเปนครุกรรม ชะรอยท่านจะประสงคว่าเปนกิเลสันตรายิกธรรม ไม่ประสงคว่าเปนกรรมมันตรายิกกรรม อุปวาทท่านไม่ชี้ว่าเปนครุกรรม ชะรอยท่านจะประสงคว่าเปนอุปวาทันตรายิกกรรม ไม่ประสงคว่าเปนกรรมมันตรายยิกธรรม อนึ่งอุปวาทนี้มีความแก้ได้ เมื่อติเตียนพระอรหรรตองคใด ฃอปมาโทษพระอรหรรตนั้นเสียแล้วก็รงับ โทษนั้นก็รงับ เมื่อไม่ฃอปมาโทษ ๆ นั้นจึ่งร้ายแรง กรรมสามอย่างนี้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีอยู่แล้ว แม้กรรมอื่นเปนกุศลอยู่แล้ว ดับจิตรก็คงไปตกนรก แต่ทุกวันนี้ อรหรรตฆาฏ โลหิตบาท ภิกษุนี ทูสกกรรมไม่มีแล้ว ที่ว่ามานี้ฝ่ายอกุศล ฝ่ายกุศลท่านชี้รูปาพจรกุศล ๔ คือ ปถมฌาณ ทุติยฌาณ ตติยฌาณ จัตตุถฌาณ แลอรูปาพจร กุศล ๔ คือ อากาษานัญจายัตน วิญญานัญจายัตน อากิญจัญญายัตน เนวสัญญานาสัญญายัตน ซึ่งท่านเรียกว่าสะมาบัติแปด เหล่านี้เรียกว่าเปนครุกรรม เพราะว่าเปนกุศลกรรม มีกำลังกล้ากว่ากามาพจรกุศลทานอื่นๆ คือทานศีลภาวนา ผู้ใดได้ฌาณเหล่านี้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ไม่เสื่อมจากฌาณนั้น ดับจิตรย่อมบังเกิดพรหมโลกยตามภูมของตัวๆ ที่ว่ามานี้ฝ่ายกุศล ครุกรรมที่เปนกุศลอกุศลดั่งกล่าวมานี้มีอยู่ กรรมที่เปนกุศลอกุศลอื่น แม้มีอยู่มากไม่อาจให้ผลได้ก่อน ครุกรรมคงให้ผลก่อน มีคำเปรียบว่าเหมือนอย่างฝุ่นทราย คนกอบโยนลงไปในน้ำ ทรายเปนของหนักก็จมลงไปก่อน พหุลกรรมว่ากรรมใดมาก เปนไปมากมีกำลังมากกรรมนั้นใด้ผลก่อน จะว่าฝ่ายกุศลก่อน บุทคลทำกุศลหลายอย่าง คือให้ทานแลทำการบูชาแต่ทานนั้นให้อยู่เนืองนิจ การบูชานั้นทำเปนคราว ๆ ทานนั้นเปนพหุลกรรม ๆ มาก การบูชานั้นไม่ชื่อว่าเปนพหุลกรรม อีกอย่างหนึ่ง ให้ทานด้วยกันหลายหนหลายครั้ง ทานครั้งไรเมื่อให้อยู่ฤๅให้แล้ว ชื่นชมโสมนัศยินดีมาก ทานครั้งนี้ชื่อพหุลกรรม ๆ มาก ทานที่ให้ในครั้งอื่นนั้น ไม่ชื่อว่าเปนพหุลกรรมนี่ฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศลนั้นดั่งนี้ บุทคลฆ่าสัตวบ้างลักทรัพยบ้าง แต่ฆ่าสัตวนั้นทำเมืองนิจ การฆ่าสัตวนั้นเปนพหุลกรรม ที่ลักทรัพย์นั้นนานๆ ทำทีหนึ่งไม่ชื่อว่าพหุลกรรม อีกอย่างหนึ่งฆ่าแต่สัตวอย่างเดียว หลายหนหลายครั้ง ครั้งใดเมื่อฆ่า ได้ความทุกขโทมนัศเร่าร้อนใจมาก ในขณะทำอยู่ฤๅในกาลภายหลัง การฆ่าสัตวคราวนั้นเปนพหุลกรรม การฆ่าสัตวครั้งอื่นไม่ชื่อว่าเปนพหุลกรรม ๆ ที่ว่ามานี้ ฝ่ายข้างอกุศล อนึ่งกุศลแลอกุศล ทั้งสองอย่าง บุทคลทำลงด้วยกัน แต่อกุศลทำมาก สั่งสมมานาน กุศลทำน้อย อกุศลชื่อว่าพหุลกรรม กุศลไม่ชื่อว่าเปนพหุลกรรม ถ้ากุศลทำมากสั่งสมมานานอกุศลทำน้อย กุศลชื่อว่าพหุลกรรม อกุศลไม่ชื่อว่าพหุกรรม อีกอย่างหนึ่งกุศลอกุศลทำทั้งสองอย่าง แต่กุศลเมื่อทำนั้นโสมนัศยินดีมาก อกุศลนั้นเมื่อทำไม่เร่าร้อนใจ กุศลชื่อว่าพหุลกรรม อกุศลไม่ชื่อว่าเปนพหุลกรรม ถ้าอกุศลเมื่อทำฤๅทำแล้ว ให้เกิดความเร่าร้อนใจมาก กุศลเมื่อทำฤๅทำแล้วไม่โสมนัศยินดี อกุศลชื่อว่าพหุลกรรม กุศลไม่ชื่อว่าพหุลกรรม กุศลอกุศลที่ชื่อว่าพหุลกรรมนั้น เปนกรรมมีกำลังกดขี่กรรมที่มีกำลังน้อย ให้ผลเสียก่อนได้ มีคำเปรียบเทียบเหมือนหนึ่งกับคนปลํ้าสองคน ๆ หนึ่งมีกำลังน้อย คนหนึ่งมีกำลังมาก ผู้มีกำลังมากปลํ้าผู้มีกำลังน้อยให้ล้มลงได้ อาสัญกรรมว่ากรรมใดใกล้ กรรมนั้นให้ผลก่อน ความว่าบุทคลทำกรรมไว้มากด้วยกันหลายอย่าง ฝ่ายกุศลก็ให้ทานบ้างบูชาบ้าง แลกุศลอื่นๆ บ้าง ฝ่ายอกุศลก็ฆ่าสัตวบ้างลักทรัพยบ้าง แลอกุศลอื่นๆ บ้าง กุศลแลอกุศลเหล่านั้น สิ่งใดเมื่อเวลาจวนจะดับจิตรละฦกได้ ฤๅว่าทำเมื่อใกล้จะดับจิตร กุศลแลอกุศลที่ละฦกได้ แลทำเมื่อใกล้จะดับจิตรนั้น ชื่อว่าอาสัญกรรม กุศลแลอกุศลอื่นแม้มีอยู่ กุศลแลอกุศลที่ชื่อว่าอาสัญกรรมนั้น แลย่อมให้ผลก่อนเพราะมาใกล้เวลาดับจิตร มีคำเปรียบเหมือนอย่างกับคอกโค เต็มไปด้วยฝูงโคแก่บ้างหนุ่มบ้าง เมื่อเปิดประตูคอกออกแล้ว โคใดแม้เปนโคแก่อยู่ใกล้ประตูคอกก็ออกได้ก่อน ๚ะ

๏ ท่านสาธกให้เหนว่าอาสัญกรรม มีกำลังกล้าด้วยนิทานสองเรื่อง ๆ หนึ่งว่ามีนายประตูชาติ์ทมินคนหนึ่ง เปนพรานเบ็ด ตกปลาได้แล้วก็แบ่งเปนสามส่วน แลกเข้าสารเสียส่วนหนึ่ง แลกนมซ่มส่วนหนึ่ง ย่างกินส่วนหนึ่ง ทำดั่งนี้มาถึงห้าสิบปี ครั้นแก่เข้าลุกไม่ไหวแล้ว พระดิศเถรเจ้าอยู่วัดคีรีวิหาร ท่านคิดกรุณาว่าเมื่อเรามีชีวิตรอยู่ อย่าให้สัตวผู้นั้นฉิบหายเสียเลย แล้วท่านก็ไปยังประตูเรือน ภรรยาของนายโทวาริกนั้น จึ่งบอกสามีว่าพระเถรเจ้าท่านมา นายโทวาริกจึ่งว่าพระเถรเจ้าท่านไม่เคยมาหาเรา ท่านจะมาด้วยคุณของเราอย่างไร ไล่ท่านไปเสียเถิด ภรรยาจึ่งนิมนตให้โปรดสัตวข้างน่า พระเถรเจ้าจึ่งถามข่าวคราวถึงร่างกายของนายโทวาริกนั้นว่าเปนอย่างไร ภรรยาแจ้งว่านายโทวาริกทุพลภาพแล้ว ท่านจึ่งเข้าไปในเรือนให้สติสั่งสอน ให้ตั้งอยู่ในไตรยสรณาคมแล้วปรารพย์จะให้ศีลห้า ลิ้นของนายโทวาริกก็แขงกล่าวไม่ออก พระเถรเจ้าจึ่งคิดว่าแต่เท่านี้ ก็จักภอควรอยู่แล้วจึ่งกลับจากเรือนนั้น นายโทวาริกก็ทำกาลกิริยา แล้วก็ไปบังเกิดในจาตุมหาราชิกพิภพ นิทานนี้สาธกในการกุศลที่ทำเมื่อจะใกล้ดับจิตร เปนอาสัญกรรมมีกำลังนำไปศุคติได้ ๚ะ

๏ อีกเรื่องหนึ่งว่ามีอุบาศกคนหนึ่ง ชื่อมหาวาปะกาละ ได้เรียนกายคตาสติกรรมฐาน สาธยายเจริญอยู่เพื่อจะให้สำเร็จโสดาปติมรรคถึงสามสิบปี ไม่อาจให้วิเสศ มาทว่าโอภาษเกิดขึ้นได้ ก็เหนวิปลาศไปว่า พระพุทธสาศนาจักไม่เปนนิยานิกะ นำสัตวออกจากความทุกข์ได้แล้ว ทำกาลกริยาไปบังเกิดเปนจรเข้ใหญ่อยู่ในแม่น้ำมหาคงคา นิทานนี้สาธกให้เหนว่าอกุศลทำเมื่อใกล้จะดับจิตร เหมือนอย่างกับทิฐิวิปลาศนี้ให้ไปเกิดทุคติได้ กตตากรรมแปลว่าฤๅว่า เพราะทำลงแล้วจึ่งเปนกรรมให้ผลได้ ความว่ากรรมเปนกุศล ฤๅอกุศลที่พ้นจากครุกรรม พหุลกรรม อาสัญกรรมไป ที่เปนกรรมเบากรรมน้อย เปนกรรมไม่ได้ทำเมื่อใกล้จะดับจิตร แลเปนกรรมที่สัตวทำด้วยไม่รู้ตัว แลไม่รู้ว่ากรรมที่ตัวทำนั้นเปนกุศลฤๅอกุศล กรรมเช่นนี้จะเปนกุศลก็ตาม ฤๅอกุศลก็ตาม ชื่อว่ากตตากรรมเหมือนอย่างบุทคลไม่รู้ว่าอย่างนี้เปนบุญเปนกุศล เหนตอหลักเสี้ยนหนามกระเบื้องมีอยู่ตามทาง กลัวจะเปนอันตรายแก่ผู้เดินทาง เก็บทิ้งเสียก็ดี เหนเครื่องโสโครกซากศพสัตวตาย แลอุจจาระปัสาวะทิ้งเปื้อนอยู่ในที่ใดๆ เปนที่ไปมาอาไศรยของคนทั้งหลาย เก็บเสียล้างเสียให้สอาด ฤๅทารกน้อยๆ ไม่รู้ว่าเปนบุญเปนกุศล เหนมารดาบิดาบูชาไหว้กราบพระเจดีย แลท่านผู้มีศีล ก็ทำตามมารดาบิดาบ้าง กรรมอย่างนี้ก็ชื่อว่ากรรม กตตากรรมฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศลเหมือนอย่างบุทคลไม่รู้ว่าทำอย่างนี้เปนบาป เหนสัตวเล็กน้อยเข้า ก็เข้าใจว่าเหมือนอย่างกับต้นไม้ต้นหญ้า ฆ่าเล่นตีเล่นก็ดี แลทารกน้อย ๆ คะนองเอาเสี้ยนหนามปักไว้กลางทาง แลถ่ายอุจจาระปัสสาวะไว้ตามทาง ฤๅที่ใดเปนที่ไปมาอาไศรยของคนทั้งหลาย ๆ เหยียบลงทับลงจะหัวเราะเล่นก็ดี แลทำอย่างอื่น ๆ ที่มีโทษไม่รู้ว่าเปนโทษ ทำลงแล้ว กรรมเช่นนี้ก็เรียกว่ากตตากรรมฝ่ายอกุศล กตตากรรมนั้น เมื่อกรรมอื่นทั้งสามมีครุกรรมเปนต้น ไม่มีก็เปนพนักงานให้ผล ในคติอันใดอันหนึ่ง ไม่นิยมเหมือนอย่างครุกรรมที่ว่ามาแล้ว ที่เปนกุศลก็ให้ผลในศุคติอันใดอันหนึ่ง ที่เปนอกุศลก็ให้ผลในทุคติอันใดอันหนึ่ง มีคำเปรียบว่าเหมือนอย่างกับข่าง คนเสียจริตคว่างไปแล้ว ก็ไปที่นั้นบ้างที่นี้บ้าง ไม่นิยมแน่ ๚ะ

๏ ยังกรรมอีก ๔ อย่าง คือชนกกรรม ๑ อุปถัมภกกรรม ๑ อุปิฬกกรรม ๑ อุปฆาฏกกรรม ๑ สี่นี้ท่านแจกโดยอาการของกรรมที่กล่าวมาแล้ว ก่อนสองแผนกนั้น จะให้ผลอย่างไรเพื่อจะให้รู้อย่างนั้น ชนกกรรมว่ากรรมทำผลคือกายใจให้เกิดขึ้นข้างน่า ความว่ากรรมที่เปนกุศลก็ดีอกุศลก็ดี สัตวทำลงไปแล้วเบื้องน่าก็ให้เกิดปัฏิสนธิ์จิตรขึ้น ในคตินั้นๆ กำเนิดนั้นๆ คราวเดียวแล้ว ต่อไปไม่ทำกายใจให้เกิดขึ้นอีก กรรมที่เปนกุศลฤๅอกุศลอื่น มาทำวิบากคือกายใจให้เกิดต่อไปในภายหลัง กรรมที่ทำแต่ปัฏิสนธิ์จิตร ให้เกิดขึ้นทีหนึ่งนั้นชื่อว่าชนกกรรม ๆ เหมือนอย่างกับมารดาให้เกิดบุตรขึ้นแล้ว กรรมอื่นที่ทำกายใจให้เกิดต่อไปในภายหลัง เหมือนอย่างกับนางนมรับเลี้ยงทารกนั้นต่อไป อุปถัมภกกรรมว่ากรรมเข้าอุปถัมภค้ำชู ความว่าบุทคลทำกุศลแล้ว กุศลนั้นนำไปเกิดศุคติภพ ครั้นผู้นั้นตั้งอยู่ในศุคติภพนั้นแล้ว ทำกุศลเข้าอีกบ่อย ๆ อุปถัมภเพิ่มเติมกุศลที่ทำมาก่อนนั้นแล้ว ก็อยู่ในศุคติภพนั้นนานนับได้ร้อยปีพันปีหมื่นปี กุศลที่ทำเพิ่มเติมเข้าภายหลัง ชื่อว่าเปนอุปถัมภกกรรม บุทคลทำอกุศลแล้ว อกุศลนั้นนำไปเกิดทุคติภพ เปนยักษเปรตสูระกายดิรัจฉาน ผู้นั้นตั้งอยู่ในทุคติภพนั้นแล้ว ทำอกุศลเข้าอีกบ่อยๆ อุปถัมภเพิ่มเติมอกุศลก่อนนั้นเข้า ก็ตั้งอยู่ทุคติภพนั้นได้นาน สิ้นร้อยปีพันปีหมื่นปีเปนอันมาก อกุศลกรรมที่ทำเพิ่มเติมเข้าภายหลังนั้น ชื่อว่าเปนอุปถัมภกกรรมนี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งว่ากุศลก็ดีอกุศลก็ดี ที่สัตวทำลงแล้ว ไปเบื้องน่าก็ให้เกิดปัฏิสนธิ์จิตร แต่ปัฏิสนธิ์จิตรต่อไปนั้นก็ให้เกิดวิบากกายใจได้ ด้วยกุศลแลอกุศลเช่นนี้ชื่อว่าชนกกรรม กุศลแลอกุศลที่ไม่ทำวิบาก คือกายใจให้เกิดได้ ครั้นกุศลแลอกุศลอื่น เปนชนกกรรมให้เกิดปัฏิสนธิ์จิตร แลให้เกิดกายใจแล้ว ก็เปนผู้เข้าอุปถัมภค้ำชูความศุขความทุกข์ที่จักเกิดขึ้น ส่วนกุศลอุปถัมภความศุข ส่วนอกุศลอุปถัมภความทุกข ต่อกาลต่อสมัยให้ยืดยาวนานไป กุศลแลอกุศลเช่นนี้ชื่อว่าอุปถัมภกกรรม ส่วนกุศลเปนอุปถัมภกกรรม ดูเหมือนอย่างกับจะมาว่ากะสัตวที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยกรรมอื่นมีกำลังน้อยในภายหลังดั่งนี้ว่า ถ้าเรารู้ว่าท่านมาเกิดที่นี่ก่อนแล้ว เราก็จะไม่ให้มาเกิดดอก เราจะให้ไปเกิดเทวโลกย ท่านเกิดที่ไหนๆ ก็ตามทีเถิด เรานี้ชื่อว่าอุปถัมภกกรรม จะทำการอุปถัมภท่าน แล้วอุปถัมภกกรรมนั้น ก็ทำการอุปถัมภสัตวนั้น คือไภยอันตราย แลทรัพย์สินสมบัติให้เกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ตั้งแต่ตั้งครรภภรรยาไปความศุขก็มีแก่ผู้นั้น ไภยอันตรายก็ไม่มี ครั้นทารกนั้นคลอดแล้ว ทรัพยสีนก็มากมูลมา ขุนทรัพยก็บันดานเกิดขึ้น ฝูงสัตวของเลี้ยง โคกระบือก็อยู่ศุขสบาย ทำนาก็ใด้ผลมาก ของที่เขาเช่าไปยืมไปฉ้อไป ก็ได้กลับคืนมา ทาษกรรมกรณคนใช้ว่าง่ายสอนง่าย ทารกนั้นก็ได้บริหานการรักษา มีแพทยช่วยรักษา ถ้าผู้นั้นเกิดในตระกูลพลเรือนก็ได้เปนเสรษฐี ถ้าเกิดในตระกูลขุนนางก็ได้เปนขุนนาง ถ้าเกิดในตระกูลเจ้า ก็ได้เปนเจ้าแผ่นดิน ผู้นั้นไม่มีไภยอันตรายดำรงคชีพอยู่ได้นาน กุศลที่อุปถัมภ ดั่งนี้ชื่อว่าอุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศลท่านไม่กล่าวไว้ แต่จะกล่าวตาม อย่างกุศลที่ท่านกล่าวมาแล้วก็ได้ ความว่าอกุศลเปนอุปถัมภกกรรม ดูเหมือนอย่างกับจะมาว่ากะสัตวที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยอกุศลกรรมอื่นที่มีกำลังน้อย ที่เปนสัตวดิรัจฉานฤๅเปรตอสูระกายดั่งนี้ว่า ถ้าเรารู้ก่อนแล้วจะไม่ให้ท่านมาเกิดในที่นี้ จะให้ท่านไปเกิดในนรกทีเดียว ท่านเกิดที่ไหนๆ ก็ตามเถิดเรานี้เปนอุปถัมภกกรรมจะตามอุปถัมภท่าน แล้วก็ทำการอุปถัมภให้สัตวนั้นยากแค้นมากขึ้นไป ถ้าเปนสัตวดิรัจฉาร จะหาอาหารกินก็ไม่ได้โรคไภยก็มีต่าง ๆ เปนสัตวของเลี้ยง ก็บันดานให้เจ้าของเกลียดชัง อกุศลที่อุปถัมภเช่นนี้ ชื่อว่าอุปถัมภกกรรมฝ่ายอกุศล คำนี้เปนแต่อาไศรยอย่างอุปถัมภกกรรมเปนกุศล กล่าวให้นักปราชผู้มีปัญญาพิจรณาดูเถิด อุปปิฬกกรรมว่ากรรมเข้าบีบคั้นเบียดเบียฬ ความว่าสัตวเกิดขึ้นแล้วด้วยกรรมอื่นๆ กรรมที่เปนอุปปิฬกกรรมนั้น ส่วนเปนอกุศลก็มาบีบคั้นห้ามความศุขที่จะเกิดขึ้นเสีย ไม่ให้ยืดยาวเปนไปนานได้ ส่วนอุปปิฬกกรรมที่เปนกุศล ก็มาบีบคั้นห้ามความทุกขที่จะเกิดขึ้นไม่ให้เปนไปได้ยืดยาวนาน คือว่ากุศลกรรมอื่นให้ผลอยู่ อกุศลกรรมมาเปนอุปปิฬกกรรมแล้ว ก็ไม่ให้กุศลกรรมนั้นให้ผลได้อีก คอยบีบคั้นห้ามความศุขมิให้เจริญงอกงามไปได้ อนึ่งเมื่อกุศลกรรมให้ผลอยู่ กุศลกรรมมาเปนอุปปิฬกกรรมแล้ว ก็ไม่ให้อกุศลนั้นให้ผลได้ คอยบีบคั้นห้ามความทุกขมิให้เจริญงอกงามไปได้ มีคำเปรียบว่าเหมือนอย่างต้นไม้กอไม้เถาวัล กำลังจะงอกงามเจริญอยู่ ก็มีผู้มาตัดฟันทุบต่อยด้วยท่อนไม้แลสาตรา ก็ไม่อาจงอกงามเจริญไปได้เหมือนกันดั่งนี้ กุศลอกุศลที่บีบคั้นความศุขความทุกข อย่างนี้ชื่อว่าอุปปิฬกกรรม กุศลกรรมบีบคั้นอกุศลกรรม ท่านสาธกด้วยวาตะกาฬะกะ บุรุษยดั่งนี้ว่า วาตะกาฬะกะบุรุษนั้นเปนนายเพ็ชฆาฏฆ่าโจรมาถึงห้าสิบปี ครั้นแก่แล้วมีผู้กราบทูลให้ออกเสียจากที่เพ็ชฆาฏ จึ่งคิดว่าเรามีเพทยพรรณเศร้ามานานแล้ว ปราฐนาจะสอาดโอโถงกับเขาบ้าง จึ่งให้ภรรยาหูงข้าวปายาศ แล้วไปท่าน้ำอาบน้ำชำระกายลูบไล้ของหอม ประดับกายให้สอาดโอโถง แล้วกลับมาเรือน ได้เหนพระสาริบุตรเถรเจ้า ก็มีความยินดีจึ่งนิมนตพระสาริบุตรมาเรือน นำเข้าปายาศที่ภรรยาตกแต่งไว้เปนของประณีต มาถวายพระเถรเจ้าฉันทแล้วจึ่งอนุโมทนาด้วยธรรมกถา ว่าด้วยทางวิปัศนาปัญญาวาตะกะฬะกะ บุรุษย ได้ฟังธรรมกถานุโมทนานั้น ได้วิปัศนาปัญญากล้า ชื่อว่าอนุโลมขันตีแล้ว จึ่งไปตามส่งพระเถรเจ้า กลับมาในกลางทางแม่โคชนให้ถึงแก่ชีวิตรตัดศัย ดับจิตรไปบังเกิดในดาวดึงษเปนเทวบุตร ด้วยอานุภาพวิปัศนาปัญญามีกำลังนั้น อกุศลเปนอุปปิฬกกรรม ดูเหมือนอย่างกับจะมาว่ากะสัตวที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยกุศลกรรมอื่นที่มีกำลังน้อยดั่งนี้ว่า ถ้าเรารู้ก่อนแล้ว เราจะไม่ให้เกิดที่นี่ จะให้ไปเกิดในอบายทั้งสี่ จะไปเกิดที่ไหนๆ ก็ตามที่เถิด เรานี้แลเปนอุปปิฬกกรรม จะบีบคั้นท่านให้ได้ความลำบากแล้วก็เข้าบีบคั้นต่าง ๆ เมื่อทารกเกิดขึ้นในครรภภรรยา สัตวผู้บิดามารดาก็ไม่ได้ความศุข มีแต่ความทุกขลำบาก เมื่อทารกคลอดแล้ว ทรัพย์สีนสมบัติก็บันดานให้ฉิบหายไป ราวกับเกลือกลายเปนน้ำ โคกระบือสัตวของเลี้ยงก็ดุะร้าย แลเป็นง่อยเปลี้ยเสียไป ทาษคนใช้ก็ว่ายากสอนยาก ทำไร่นาก็ไม่ได้ผล แม้แต่อาหารของกิน ผ้านุ่งผ้าห่มก็หาได้โดยยาก ทารกนั้นคลอดมาแล้ว ก็บันดานน้ำนมมารดาให้ขาดหาย ทารกไม่ได้บริหารการรักษา ได้ความทุกขยากต่างๆ อกุศลกรรมของมารดาบิดานั้น ชื่อว่าอุปปิฬกกรรม อาการอุปปิฬกกรรมฝ่ายกุศลให้ผลท่านไม่กล่าวไว้ จะอาไศรยอย่างอกุศลที่กล่าวมาแล้วนั้นกล่าวก็ได้ ๚ะ

๏ ความว่ากุศลเปนอุปปิฬกกรรม ดูเหมือนอย่างกับจะมาว่ากะสัตวที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยอกุศลกรรมอื่นที่มีกำมีกำลังน้อย ให้เปนดิรัจฉานฤๅยักษเปรดอสูระกาย ดั่งนี้ว่าถ้าเรารู้ก่อนแล้ว เราก็จะไม่ให้ท่านเกิดที่นี้ จะให้ท่านไปเกิดเปนมนุษยฤๅเทวดา เกิดที่ไหน ๆ ก็ตามที่เถิด เรานี้แลเปนอุปปิฬกกรรม จะทำการบีบคั้นความทุกขของท่านให้หดหู่หายไป แล้วก็ทำการบีบคั้นดั่งนั้น คือว่าสัตวนั้นเปนดิรัจฉานเที่ยวผอมหอบหิวอยู่ มีผู้มาเหนก็ให้เกิดความกรุณานำมาช่วยเลี้ยงรักษาไว้ มีใจกรุณาปรานีไม่ใช้การงาน ระวังรักษาให้ได้ความศุขสบาย ไม่ให้อดอยากอาหารของกิน กุศลที่บีบคั้นความทุกขอย่างนี้ เรียกว่าอุปปิฬกกรรม คำที่กล่าวมานี้เปนแต่อาไศรยอย่างอกุศลเปนอุปปิฬกกรรม กล่าวใว้ให้นักปราชพิจารณาดูเถิด ๚ะ

๏ อุปฆาฏกกรรม ว่ากรรมเข้าฆ่าเข้ากำจัดผลกรรมอื่น ความว่ากรรมที่เปนกุศลก็ดี อกุศลก็ดี กำจัดกรรมอื่นที่มีกำลังน้อยเสีย ห้ามผลของกรรมที่มีกำลังน้อยนั้นเสีย ทำช่องทำโอกาศให้แก่ผลของตัว กรรมดั่งนี้ชื่อว่าอุปฆาฏกกรรม ๆ เมื่อทำโอกาศแก่ผลของตัวแล้ว ผลของตัวนั้นก็เรียกว่าเปนผลบังเกิดขึ้นแล้ว อุปฆาฏกกรรมนี้ ท่านเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่ง ว่าอุปเฉทะกกรรม ๆ ว่ากรรมเข้าตัดเสีย ความว่ากรรมอื่นที่เปนกุศลยังกำลังให้ผลอยู่ กรรมที่เปนอกุศลอันหนึ่งที่สัตวทำไว้ก่อนก็ดี ทำไว้ในกาลปัจจุบันนั้นก็ดี มีกำลังตั้งขึ้น ตัดกรรมที่ให้ผลอยู่ก่อนให้ตกไปเสีย เข้าเปนพนักงานให้ผลเองก็ดี ฤๅว่าอกุศลกรรมกำลังให้ผลอยู่ กุศลกรรมอันหนึ่งที่สัตวทำไว้ก่อนก็ดี ทำในกาลปัจจุบันก็ดี มีกำลังตั้งขึ้นตัดอกุศลกรรมที่ให้ผลอยู่นั้นให้ตกไปเสีย เข้าเปนพนักงานให้ผลเอง กุศลแลอกุศลที่ตัดกรรมให้ผลอยู่ก่อนนั้นให้ตกไปเสีย ชื่อว่าอุปเฉทะกกรรม ปิตุฆาฏกกรรมของอชาติสัตรูราชกูมารเปนอุปเฉทะกกรรม ตัดกุศลในปางก่อนเสียด้วย ว่าอชาติสัตรูราชกูมาร มีอุปนิไสยควรจะได้โสดาปติผล แลมาประหารพระราชบิดาเสียก่อน ปิตุฆาฏกกรรมที่ทำใหม่นั้น ตัดกุศลซึ่งเปนอุปนิไสยแก่โสดาปติผลนั้นเสีย อรหรรตมรรคของพระอังคุลิมาลเถร เปนอุปเฉทะกกรรมตัดอกุศลที่ทำไว้ก่อนนั้นเสียด้วย ว่าพระอังคุลิมาลเถรเจ้า เมื่อเปนฆราวาศอยู่ ได้ฆ่ามนุษยเสียถึงเก้าร้อยเก้าสิบเก้าคน ภายหลังได้อรหรรตมรรคแล้ว อรหรรตมรรคนั้น ตัดอกุศลกรรมที่ฆ่ามนุษยส่วนเปนอุบัชชะเวทะนิยะกรรม จะพึงเสวยผลในภพน่า แลอปะราปะรเวทะนิยะกรรม จะพึงเสวยผลในภพที่สาม ต่อไปนี้ขาดคงอยู่แต่ทิฐธรรมเวทะนิยะกรรม อกุศลกรรมที่ฆ่ามนุษย ส่วนเปนทิฐธรรมเวทะนิยะกรรมนั้น จึ่งได้ให้ผลแก่พระเถรเจ้าเมื่อถึงพระอรหรรต แล้วบันดาลให้ต้องไม้ค้อนก้อนดิน ของคนที่คว่างด้วยไม่ตั้งใจ อนึ่งบุทคลเกิดขึ้นแล้ว ด้วยกรรมที่จะให้ผลมีอายุยืนยาว แลอุปเฉทะกกรรมมาตัดอายุให้สั้นเสียได้ เหมือนอย่างว่ากับบุรุษยยิงลูกศร มีกำลังควรจะไปได้แปดอุสุภ แล้วมีผู้อื่นมาประหารลูกศรภอออกจากคันธนูไปด้วยไม้ค้อน ให้ลูกศรตกลงเสียในที่นั้นฉันใด อุปเฉทะกะกรรมตัดอายุได้เหมือนกันอย่างนั้น ตัดอย่างไรตัดอย่างนี้ คือบันดานให้ผู้นั้นเข้าไปในดงที่มีโจร ให้โจรฆ่าเสีย แลบันดานให้ผู้นั้นลงไปในน้ำที่มีสัตวร้าย ให้สัตวร้ายประหารชีวิตรเสีย ฤๅบันดานให้ไปยังที่มีอันตราย อันใดอันหนึ่ง ดั่งนี้แล กรรมที่จำแนกมานี้ ชื่อว่าลดลงจากที่ ๆ ให้ผลชาติ์นี้ ก็เรียกว่าทิฐธรรมเวทะนิยะกรรม ที่ให้ผลชาติ์น่าก็เรียกว่าอุปัชชะเวทะนิยะกรรม ที่ให้ผลชาติ์ต่อไปก็เรียกว่า อปะราปะรเวทะนิยะกรรม คงอยู่เปนสามเท่านี้ เพราะเหตุนั้นจึ่งว่ากรรมสิบเอ็ดประการนั้นลดลงจากที่ของตัว ๆ ก็คงอยู่สามจบความตามพระอัฏฐะกถาที่หนึ่ง ๚ะ

๏ ข้าพเจ้าได้ยึดคำพระอัฏฐะกถาเปนราว แล้วกล่าวพิศดานออกไป เปนอัตตะโนมัตยาธิบายของตัวมาก ด้วยปราฐนาจะให้คนทั้งหลายมากด้วยกันเข้าใจง่าย แม้เคลื่อนคลาดจากคำพระอัฏฐะกถาข้อใด ท่านผู้เปนปราชใหญ่มีปัญญามาก เหนแล้วเชิญชี้เถิด จบกรรมประเภทเท่านี้แล ๚ะ

๏ เชิญท่านผู้มีปัญญา ที่ได้รูได้เหนเข้าใจกรรมประเภทดั่งกล่าวแล้วนั้น แล้วพิจารณาดูปวัติความเปนไปของสัตว คือมนุษยแลดิรัจฉานที่ได้ศุขบ้างทุกขบ้าง ยากจนมั่งมี อายุยืนอายุสั้น มีโรคมากมีโรคน้อย โง่เขลา แลมีปัญญาฉลาด ผิวพรรณสอาดงดงาม แลรูปร่างทรามเลว เปนอยู่ดั่งนี้แล้วก็พิจารณาตามประเภทของกรรม อาการของกรรมที่ให้ผลต่างๆ ดั่งกล่าวมาแล้ว ก็จะเหนดอกว่ากรรมคือกุศลากุศลที่สัตวทำเองด้วยกายวาจาใจนี้ เปนผู้แต่งผู้สร้างผู้บันดาน ให้สัตวเปนไปต่าง ๆ ดั่งกล่าวมา อีกอย่างหนึ่งกรรมดั่งกล่าวมานี้ ก็เปนของไม่มีตัวแลไม่เหนว่าอยู่ที่ใหน ผลของกรรมมาให้ผลก็ไม่ร้องบอกแก่ใครว่าเราเปนกรรมชื่อนั้นชื่อนี้ มาให้ผลแก่ท่านคนนั้นคนนี้ดั่งนี้ แต่ชักเอามากล่าวเพื่อจะเทียบเคียง ที่บุทคลถือว่ามีท่านผู้สร้างผู้ตกแต่งจึ่งได้เปนมาได้ ก็ที่ถือว่ามีท่านผู้สร้างผู้ตกแต่งนั้น ก็ไม่เหนตัวเหมือนกัน ฃอให้ท่านผู้มีปัญญาตริตรองดูว่า มีท่านผู้สร้างเปนเจ้าเปนนายอยู่สำรับโลกยจะจริงฤๅ ๆ ว่ากรรมเปนผู้สร้างผู้ตกแต่งจะจริง จงพิจารณาตริตรองดูเถิด ของก็ไม่เหนตัวด้วยกันทั้งสองฝ่าย ถ้าจะถือว่ากรรมเปนปัจไจย เปนผู้สร้างผู้ตกแต่ง จะแยกทายได้ค้าวได้เงื่อนว่าศุขทุกขมี เปนธรรมดาของมนุษยแลสัตวดิรัจฉาร เพราะกรรมให้ผล ถ้าจะถือว่าท่านผู้สร้างให้ศุขให้ทุกข ก็ท่านผู้สร้างจะมิต้องตรวจมนุษยไปทั่วทั้งสกลโลกธาตุ ไม่รู้สิ้นไม่รู้สุด มนุษยจะนับประมาณก็ไม่ได้ ก็จะต้องประทานบำเหน็จความชอบ แลลงโทษไปทุกตัวคนอยู่เปนนิตย์ ดั่งนี้ ก็จะเหนจริงได้ฤๅ ประการหนึ่งสัตวดิรัจฉาน ก็ว่าท่านผู้สร้าง ๆ มาให้เปนอาหารแก่มนุษย สัตวดิรัจฉานก็มียศลาภศุขแลทุกขคล้าย ๆ กับมนุษยเหมือนกัน ก็ท่านผู้สร้างนั้นมิประทานความชอบ แลลงโทษมันเหมือนมนุษยด้วยฤๅ ถ้าจะตริตรองด้วยปัญญา ก็จะเหนความจริงว่ากรรมเปนผู้สร้าง ฤๅพระอ้าหล่าสร้าง ๚ะ

๏ ถามว่าบุทคลที่ถือกรรมเปนปัจจัย ทำกุศลอกุศลในทุกวันนี้ เปนอาจิณกรรมก็มีโดยมาก ส่วนกรรมที่เปนทิฐธรรมเวทะนิยะกรรม ก็ไม่ให้ผลในปัจจุบันอะไร ที่ทำกุศลก็ไม่เหนได้อะไร ที่ทำอกุศลก็ไม่เหนเขาต้องทุกข์ไภยอะไร ก็ผลทิฐธรรมเวทะนิยะกรรมจะมีไม่มีฤๅ แก้ว่าผลทิฐธรรมเวทะนิยะกรรมนั้นมีจริง แต่ทุกวันนี้ไม่สังเกต ก็ไม่ใคร่จะรู้ถ้าสังเกตให้เลอียดก็ภอจะรู้ได้บ้าง เขาเล่าว่าพวกจีนที่ฆ่าสุกรขายเปนนิจ เมื่อจะตายให้ดิ้นร้องเหมือนเสียงสุกรก็มี บางทีคนที่เปนคนทุบสุกร ครั้นถึงเวรที่จะต้องทุบ ก็ต้องจ้างคนอื่นแทนตัวเสีย ข้าพเจ้าถามเขาว่าทำไมจึ่งต้องจ้างผู้อื่นให้เสียเงินเปล่าๆ เขาบอกว่าถ้าทุบแล้วก็ปวดศีษะไปหลายๆ วัน ไม่มีความสบายเลย เขาว่าดั่งนี้หลายคนก็เหนว่าเปนจริงได้ ประการหนึ่งผู้ที่เล่นไก่ชนเปนนิจ เมื่อจะตายก็เอามือกำเข้าแล้วก็ชนกันจนแตกโลหิตไหล อย่างนี้ก็มี ประการหนึ่งพวกพันศรีพันลาสามร้อยเสศเปนโจท เก็บความเท็จมิจริง ฟ้องเสรษฐีพ่อค้าอาณาประชาราษฎรว่า ขายสิ่งของต้องห้ามไปเมืองต่างประเทศ คนเหล่านั้นต้องโทษเร่งเงินถูกเฆี่ยนบ้างถูกฆ่าบ้าง ถูกย่างไฟเสียบ้าง บังเกิดทุกขเวทนาสาหัศ ครั้นสิ้นแผ่นดินเจ้าตาก พวกพันศรีพันลาก็ตายสิ้น ไม่ได้เหลือศักคนหนึ่ง ประการหนึ่งผู้ที่ฆ่าคนด้วยใจร้าย ตระลาการจับได้ก็เอาไปฆ่าให้ตายตกไปตามกัน การที่พรรณานี้ ก็เหนเปนผลในทิฐธรรมเวทนิยะไม่ใช่ฤๅ ก็ทิฐธรรมเวทะนิยะกรรมฝ่ายกุศลนั้น ทุกวันนี้พระอริยะบุกคลที่จะเปนเนื้อนาบุญไม่มีแล้ว ก็บุทคลที่ทำบุญให้ทาน จึ่งไม่ได้เหนผลเปนอัศจรรย์เหมือนท่านแต่ก่อน ถึงกระนั้นพิจารณาดูบุทคลที่ทำบุญให้ทานมาก ก็ไม่ได้ฉิบหายไปเพราะการบุญการกุศลเลย ก็ไม่ได้ยินว่ายากจนฉิบหายไปเพราะการทำบุญไม่มีเลย คงจะมีเครื่องอุดหนุนให้ได้ความศุขความเจริญ ก็ที่ฉิบหายไปนั้น เพราะประพฤติพาลทุจริตบ้าง เล่นหวยเล่นโปเล่นการพนันบ้าง จึ่งเปนไปต่างๆ จะโทษว่าได้ทำบุญ ได้ให้ทานเปนหนักเปนหนาแล้ว บุญไม่ช่วยให้มั่งมีเลย เพราะที่ตัวประพฤติเปนพาลแซกอยู่นั้น ไม่คิดเหนว่าถึงเขตรแต่ก่อน ที่ท่านได้ผลทิฐธรรมเวทะนิยะกรรม เหมือนอย่างกับนายบุณที่ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสาริบุตร เมื่อท่านออกจากนิโรธสะมาบัติ ผลนั้นก็เหนประจักษในปัจจุบัน ก็ได้เปนมหาเสรษฐีในวันนั้น ดั่งที่กล่าวมาแล้วแต่ก่อน แต่นิทานอื่นๆ อีกก็มีเปนหลายเรื่อง จัดมาว่าแต่ภอเปนสังเขป ด้วยแต่ก่อนท่านทำกุศลถูกที่ปฏิคาหก ซึ่งเปนเนื้อนาบุญอันพิเสศ จึ่งเหนผลรวดเร็วแขงแรง ก็ทิฐธรรมเวทนิยะกรรมฝ่ายข้างอกุศลนั้น คือพระเทวทัต ท้าวสุปบพุด นางจิญจะมานะวิกา นายโคฆาฏ ซึ่งได้ทุกขประจักษแก่คนทั้งหลายในคณะนั้น แลนิทานอื่นอีกเปนหลายเรื่อง ที่เปนทิฐธรรมเวทะนิยะกรรมให้ผลทั้งฝ่ายกุศลแลอกุศล มีอยู่ดั่งนี้ ท่านผู้มีปัญญาตริตรองดูเถิด ๚ะ

๏ ถามว่าบุทคลเหนว่าความเกิดในเบื้องน่ามีแล้ว แลเหนว่ากรรมเปนผู้ตกแต่ง แล้วจะทำกุศลอย่างไรจึ่งจะถูกไม่เสียเปล่า แก้ว่าการที่จะทำบุญทำกุศลนั้นเหนว่าสาศดาองคใด ที่ท่านเปนผู้ชี้หนทางให้เดิน แลท่านเปนผู้ฆ่ากิเลศตาย ทำลายกิเลศอสุดให้สิ้นสุดจากสันดาน เปนพระอรหรรตสำมาสำพุทโธ ได้ความเชื่อชัดว่าท่านได้ตรัสเปนสัพพัญญูตญาณโดยแท้ แลเปนผู้สิ้นอาสะวะจริงๆ คำสั่งสอนของท่าน สรรเสิญเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ห้ามพยาบาทวิหิงสาริศยาอาฆาฏต่อผู้อื่น ข้อทานศีลภาวนา แลบุญญกิริยาวัถุอันอื่นๆ แลสุจริตเปนกุศลอย่างต่ำ ไตรยสิกขาศีลสะมาธิปัญญา เปนกุศลอย่างอุกฤษ สั่งสอนไว้หย่างไร ก็ให้ถือตามข้อประดิบัตินั้นเถิด เรียกว่าปฏิๆบูชา เปนการถืออย่างประเสริฐ ๚ะ

๏ จะฃอกล่าวทานที่มีมาในพระพุทธสาศนา ตามความที่ได้รู้เหนมาแต่ก่อน ที่ว่าทานทานนั้น ประสงคเอาเจตตนาที่ให้ความว่า บุทคลให้พัศดุะเข้าของสิ่งใดที่ไม่มีโทษแต่ผู้อื่นด้วย เจตตนาความตั้งใจจะให้อันใด เจตตนาความตั้งใจที่ให้พัศดุะแก่ผู้อื่นนั้น ชื่อว่าทาน ที่ว่าประสงคเอาเจตตนาว่าเปนทานนั้น อธิบายว่าไม่ตั้งใจจะให้ แลอยิบของให้ผู้อื่น ได้ลืมหลงไปไม่ชื่อว่าเปนทานเพราะไม่มีผล ที่ว่าให้วัถุไม่มีโทษนั้น อธิบายว่าให้วัถุที่มีโทษ ดั่งสุรายาพิศม์เปนต้น ไม่ชื่อว่าเปนทานให้วัถุที่ไม่มีโทษจึ่งเปนทาน อนึ่งให้โดยอาการสองอย่าง คือให้ด้วยอนุเคราะห์อย่างหนึ่ง ให้ด้วยบูชาคุณอย่างหนึ่งจึ่งเปนทาน ให้ด้วยอนุเคราะห์อย่างไร คนเหนบรรพชิตแล้วคิดว่าบรรพชิตนี้ ไม่ได้ทำการทำไร่ไถนา ค้าขายเหมือนอย่างฆะราวาศ เราผู้ฆะราวาศเมื่อไม่ให้จะได้ที่ไหนบริโภคใช้สรอยเล่า แล้วแลให้ก็ดี ฤๅเหนคนยาจกเข็ญใจมีความปรานีแล้วแลให้ก็ดี โดยอย่างต่ำเหนสัตวดิรัจฉานหอบหิวมา มีใจกรุณาคิดว่าเราไม่ให้จะได้ที่ไหนกินแล้วแลให้ก็ดี แลให้ด้วยจะเกื้อกูลอย่างอื่นๆ ด้วยใจปรานี ชื่อว่าให้ด้วยสงเคราะห์ ให้ด้วยบูชาอย่างไรเล่า คือว่าให้แก่ท่านผู้มีคุณแก่ตนดั่งบิดามารดา แลให้แก่ท่านผู้มีคุณอยู่ในตัวท่าน ดั่งผู้มีศีลแลพหูสูตเปนต้น เพื่อจะบูชาคุณท่าน ดั่งนี้ชื่อว่าให้ด้วยบูชา ๆ แลสงเคราะห์สองอย่างนี้แลชื่อว่าทาน ให้ด้วยอาการอื่นๆ ดั่งให้แก่สัตวของเลี้ยงเพื่อจะใช้แรง แลให้แก่ชู้เพื่อจะผูกสันถะวะมิตรให้มั่น แลให้แก่ทาษเพื่อจะใช้แรงเปนต้น ไม่เรียกว่าเปนทาน ในทานนี้บางทีท่านสรรเสิญความพร้อมด้วยสรัทธา เชื่อกรรมแลผลแห่งกรรมว่า ทานนี้ให้ผลเปนศุขข้างน่า แล้วแลให้ว่าเปนทานอันดีอันประเสริฐก็มี แลสรรเสิญความพร้อมด้วยเจตตนาทั้งสามประการ คือก่อนแต่ให้แลให้อยู่ แลให้ไปแล้ว โสมนัศยินดีไม่เสียใจ ดั่งนี้ว่าเปนทานดีมีผลมากดั่งนี้บ้าง บางทีก็สรรเสิญความพร้อมด้วยเขตร คือผู้รับทานกอบด้วยคุณเปนผู้มีศีล ว่าเปนทานดีมีผลมากดั่งนี้บ้าง บางทีท่านสรรเสิญทานพร้อมด้วยอัชฌาไศรย ดั่งผู้จะให้คิดว่าสัตวทั้งปวงเหมือนเพื่อนยากในหนทางกันดาร เพราะว่ามาในกันดาน คือสังสารวัฏด้วยกัน เรามีเขาขัดสน จำเกื้อกูลแก่กันแล้วแลให้ก็ดี ฤๅมาคิดว่าเราเหมือนอย่างกับอยู่ในเรือนไฟไหม้ เพราะว่าจะต้องแก่ต้องตาย เมื่อตายแล้วทรัพย์สมบัติไปด้วยไม่ได้ ให้ทานเหมือนขนของออกจากเรือนไฟไหม้ เปนประโยชน์ไปเบื้องน่า แล้วแลให้ก็ดี ท่านสรรเสิญการให้อย่างนี้ว่าดีว่าประเสริฐก็มี แลสรรเสิญความพร้อมด้วยวัถุ คือไทยธรรมพัศดุที่จะพึงให้ ได้มาโดยชอบธรรมแล้ว แลให้ว่าดีมีผลมากก็ดี แลสรรเสิญความเคารพต่อปฏิคาหก ผู้รับทานแลเคารพยต่อทานของตนให้ด้วยมือ ว่าเปนทานดีก็มี ลักษณะทานที่มีมาในพระพุทธสาศนา โดยสังเขปอย่างนี้ จบทานกถา ๚ะ

๏ ทานการให้นี้ท่านผู้เปนปราชผู้เปนสับปุรุษ ได้บัญญัติแต่งตั้งไว้ว่าเปนการดี แล้วก็เปนสัพพกาลิกะกุศล สาธารณกุศลมีในการทั้งปวง ในประเทศทั้งปวง คนแต่ก่อนก็ได้ทำมา เดี๋ยวนี้ก็ได้ทำอยู่ ต่อไปข้างน่าก็คงจะมีผู้ทำ ทั่วไปทุกประเทศทุกภาษา น้อยบ้างมากบ้าง แต่ทานของคนเหล่านั้น บางที่บางแห่งก็เปนทานแท้มีผลข้างน่ามาก บางที่บางแห่งก็ไม่เปนทานแท้มีผลน้อย ๚ะ

๏ จะฃอกล่าวทานที่บุทคลทำอยู่ทุกวันนี้ ที่ควรสรรเสิญแลติเตียน ตามที่ได้รู้ได้เหนในกาลทุกวันนี้ เหนผู้จำแนกแจกทานในการสามอย่าง ที่ชื่อว่าได้บุญมาก ประการหนึ่งบุทคล มาคิดเหนว่ามีทรัพยสมบัติสฤงฆารบริวารเปนอันมาก ได้ด้วยเหตุอันใด มาคิดเหนว่าได้ด้วยเชื้อเดิมหนหลัง จะเก็บเอาสมบัติไว้ไม่คิดทำบุญ หากำไรต่อไปอีกไม่สมควร ถึงสมบัติจะมีอยู่ก็ไม่เปนแก่นสาร มีความร้อนใจ คิดเกื้อกูลต่อพระพุทธสาศนา จะให้ถาวรไปสิ้นกาลช้านาน จึ่งคิดทำการก่อสร้างพระเจดียวิหารการเปรียญติ์อุโบสถ ที่ทำสังฆกรรม ที่เสนาศนทาน ให้แก่พวกสิษของพระพุทธเจ้าได้อาไศรย เจริญสมณธรรมให้เปนศุข จะได้เปนเชื้อต่อๆ ไป เหนว่าพวกสิษพระพุทธเจ้าไม่มีผู้ใดจะอุปถัมภแล้ว ก็จะหมดเร็วสิ้นเร็ว ถ้าท่านจำพวกที่ทรงกาษาวะพัตนี้ยังมีอยู่เมื่อใด สาศนาพระพุทธเจ้าก็คงมีอยู่เมื่อนั้น มีจิตรกตัญญูต่อพระพุทธสาศนานั้นดั่งนี้ ก็ทำไปให้ไปดั่งนี้ เรียกว่าอามิศบูชา ความบริจาคอันยิ่งประการหนึ่ง คิดจะให้ความศุขเกษมแก่มนุษยทั้งหลายทั่วไป คนที่รักแลที่ชังที่เปนเวรุแลหาเวรุมิได้ ไม่เลือกน่า จึ่งมาคิดประกอบการขุดคลองขุดสระน้ำ สร้างถนลตพานศาลาปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มแดดเปนที่อาไศรย ทำดั่งนี้ก็ได้ชื่อว่าสาธารณทาน เปนทานอย่างยิ่งทั่วไปมิได้จำเภาะ ประการหนึ่งบุทคลมีความกตัญญูกัตตเวธี ต่อบุพพเทวดาบุพพการี บุทคลมีบิดามารดาเปนต้น เมื่อท่านนั้นยังมีชีวิตรอยู่ ก็เกื้อกูลอุดหนุนให้ท่านมีความศุขมิให้อนาทรร้อนใจ เมื่อท่านล่วงลับดับสูญไปแล้ว ก็ทำบุญให้ทานแผ่ผลไปเปนการฉลองพระเดชพระคุญ ทำดั่งนี้เปนกุศลอย่างดีอย่างประเสริฐ ประการหนึ่งมีจิตรเมตตากรุณาต่อวัณนิพกยาจก กำพร้าอนาถาเข็ญใจ ไม่มีผู้ใดจะสงเคราะห์ ได้ความทุกขเวทนาแสนกันดาร จึ่งมาตั้งศาลาท่อธาร ให้ทานเข้าแลน้ำพรรณผ้านุ่งห่มเครื่องอยมนีทั้งปวง แลยาที่รักษาโรคไภยไข้เจ็บ มิได้เลือกหน้าว่าผู้ใดทำไปให้ไป ใจตั้งเปนการสงเคราะห์จริง ๆ ก็มีผลอานิสงษมาก ผู้ที่ทำบุญมิได้ตั้งจิตรโดยสังเวศแลเลื่อมใส แลสรัทธามีสี่จำพวก ๆ หนึ่งทำบุญเอาหน้า ปล่อยปลาอวดคนอย่างหนึ่ง ทำบุญโดยโลภมัจฉิริยะหย่างหนึ่ง ทำบุญด้วยจิตรหึงษาอย่างหนึ่ง ทำบุญด้วยจิตรอิจฉาอย่างหนึ่ง เปนสี่อย่างด้วยกัน ข้อที่ว่าทำบุญเอาหน้านั้น อธิบายว่าบุทคลจำพวกนั้น ไม่มีจิตรคิดเกื้อกูลต่อพระพุทธสาศนา ไม่มีจิตรเมตตากรุณา เหนเขาทำบุญก็ทำบ้าง บางทีก็อวดเขาว่ามั่งมีเงินทองมาก ก็ทำไปให้ไป ไม่เหนผลในเบื้องน่า บางทีก็ไปเช่าผ้าไกรเครื่องบริขารของพระมาตั้งเปนสังเฆ็ด แล้วก็นิมนตพระเจ้าของนั้นมาชักไปเอง แล้วก็คิดเงินให้เปนค่าเช่าสิ่งของบาทหนึ่ง ค่าเหนื่อยไปชักสังเฆ็ดนั้นบาทหนึ่ง บางทีก็ไปเช่าผ้าขาวพับของพระมาพับละสองสลึงบ้าง สามสลึงบ้าง แล้วก็นิมนตพระเจ้าของผ้านั้นชักกลับคืนไป ทำดั่งนี้ก็เรียกว่าทำบุญเอาหน้า จำพวกที่ทำบุญโดยโลภมัจฉิริยะนั้น อธิบายว่าคนจำพวกนั้นมั่งมีสมบัติมาก ก็มาคิดว่าตายไปสมบัติของตัวก็จะเปนของผู้อื่น คิดจะไม่ให้ผู้ใดได้สมบัติของตัว จึ่งเอาทรัพยออกมาจำแนกแจกเปนทานเสีย แล้วก็ปราฐนามุ่งหมายมนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติในเบื้องน่า อยากจะได้นางฟ้าเปนบริวารนับหมื่นนับแสน คิดแต่บริโภคกามคุณให้ถึงขนาด ไม่ได้มุ่งหมายต่อที่ดับทุกข ทำดั่งนี้เรียกว่าทำบุญโดยโลภ อีกจำพวกหนึ่งทำบุญด้วยหึงษาริศยา อธิบายว่าผู้มีทรัพย์ตายไปผู้ที่เก็บทรัพยมรดกไว้ กลัวญาติพี่น้องของผู้ตายจะมาเอาทรัพยมรดก คิดจะมิให้ผู้ใดได้ไป ก็เอาทรัพยเหล่านั้นมาทำบุญให้ทานเสียจนสิ้น จนชั้นแต่เครื่องทองเหลืองทองขาว ก็เก็บหล่อพระเสียด้วยไม่ได้ทำด้วยความสรัทธา เปนแต่จะกันไม่ให้ใครได้มรดกไป ทำดั่งนี้เรียกว่าหึงษา ประการหนึ่งคนที่ทำบุญด้วยความอยากเกินกำลัง อธิบายว่าบุทคลจำพวกใดเหนคนที่เปนเวรุแก่ตัว ทำบุญให้ทานมากกว่าตัว ก็กลัวว่าเขาจะไปเกิดในเบื้องน่า เขาจะดีกว่าตัวไป ก็คิดเอาทรัพย์มาทำบุญให้ทานบ้าง ให้ดีกว่าเขา แล้วก็ปราฐนาว่าจะเกิดไปในภพน้อยภพใหญ่ ขอให้ดีกว่าคนๆ นั้นๆ มิได้ทำด้วยสรัทธา ทำดั่งนี้เรียกว่าทำด้วยความอยากเกินประมาณ กลัวเขาจะดีกว่าตัว ถ้าผู้ใดทำบุญให้ทาน ก็อย่ากระทำน้ำจิตรเช่นกล่าวมาแล้วนี้ จะได้ผลอานิสงษเสื่อมทรามไม่เต็มภากภูม ไม่เปนทานอย่างอุกฤษ ประการหนึ่งทำทานไม่มีผล คือให้ตอบแทนที่ท่านก่อเกื้อ ให้เพื่อประโยชน์จะเอาผล ให้ทาษลูกจ้างตนเพื่อจะใช้การงาน คือเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าบ้าน เลี้ยงห่านไว้คุ้มงู เลี้ยงแมวไว้กัดหนู เลี้ยงหมูไว้ขาย เลี้ยงกระต่ายแลนกสัตวไว้ชมเล่น ของเหล่านี้เปนทานไม่ได้ ด้วยมีประโยชน์จะต้องการเท่านั้น ๚ะ

๏ จะฃอกล่าวด้วยศีลห้า ตามความรู้เหนที่มีมาในพระพุทธสาศนา ความว่าเจตตนาตั้งใจจะเว้น แลเว้นจากเวรุทั้งห้าชื่อว่าศีล เวรุห้านั้นคือปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ ปะมาทะฐาน ๑ ห้านี้ชื่อว่าเวรุ เพราะว่าผู้ใดทำแล้วผู้นั้นจะประสบเวรุแลไภยในชาติ์นี้ แลจะประสบเวรุแลไภยในชาติ์น่า แลจะเสวยทุกขโทรมนัศเกิดในใจบ้าง เพราะเหตุนี้จึ่งเรียกว่าเวรุ ความเว้นจากปาณาติบาต เว้นจากอทินนาทาน เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นจากมุสาวาท เว้นจากปะมาทะฐาน คือดื่มสุราเมไรเปนของเมา นี้แลชื่อว่าศีล ศีล ๆ นี้แปลว่าเจตตนารวบรวมกุศลธรรมไว้ แปลว่าความมักเปน คือปรกติอยู่ในตัวความเปนคือปรกติธรรมเนียมที่เปนกุศล นักปราชประเสริฐแต่งตั้งไว้ เรียกว่าศีลในที่นี้ ๚ะ

๏ พระอัฏฐะกถาจาริย์ท่านพรรณาเวรุห้า ประสงคเอาเจตตนาความเว้น ประสงคเอาวิรัติโดยพิศดาน จะฃอกล่าวโดยย่อ ความว่าปาณาติบาต แปลว่าทำสัตวมีชีวิตรอยู่ให้ตกไปพลัน คือเจตนาที่เกิดขึ้นทางกายฆ่าเอง ทางวาจาใช้ให้เขาฆ่า ให้สำเร็จประโยคฆ่าสัตวที่จะเปนอยู่ได้สักครู่หนึ่งให้ตายเสียก่อน ยังไม่ทันถึงสักครู่หนึ่ง ชื่อว่าปาณาติบาต เปนเวรุอันหนึ่ง ๚ะ

๏ อทินนาทาน ว่าถือเอาลักเอาฉ้อเอา เบียดบังข่มเหงเอาของที่เจ้าของไม่ให้ คือว่าเจตตนาความตั้งใจเปนอกุศล ที่เกิดทางกายคือลักเอง เกิดทางวาจาคือใช้ให้เขาลัก ชื่อว่าอทินนาทาน เปนเวรุอันหนึ่ง กาเมสุมิฉาจาร แปลว่าความประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือเจตตนาที่เกิดทางกายให้สำเร็จชำเรา ในสัตรีแลบุรุษยที่ไม่ควรจะให้สำเร็จชำเราสัตรีแลบุรุษย ชื่อว่ากาเมสุมิจฉาจาร เปนเวรุอันหนึ่ง มุสาวาทแปลว่ากล่าวเท็จกล่าวปด คือเจตตนาความตั้งใจเปนอกุศล ที่เกิดทางกาย คือสั่นศีศะแลโบกมือ แลเกิดทางวาจาคือพูดออกมาให้คลาดจากความที่จริง ให้ผู้อื่นรู้ผิดไป เข้าใจผิดไปจากความที่มีอยู่ ชื่อว่ามุสาวาทเปนเวรุอันหนึ่ง สุราเมระยะมัชชะปะมาทะฐาน แปลว่าเหตุเปนที่ตั้งแห่งความปมาทความเผลอ เพราะดื่มกินสุราแลเมไร น้ำดองที่ทำให้ผู้ดื่มกินเมา คือว่าเจตตนาความตั้งใจเปนอกุศล ที่เกิดทางกายให้ดื่มของเมา ที่เปนเหตุให้เกิดความปมาทความเผลอไป ชื่อว่าปะมาทะฐาน เปนเวรุอย่างหนึ่ง ที่ว่าเจตตนาเปนปาณาติบาตเปนต้นนั้น ประสงคว่าไม่ตั้งใจจะฆ่าสัตว เดินไปเหยียบถูกสัตวตาย ก็ชื่อว่าปาณาติบาต ฆ่าสัตวโดยโวหารโลกยแต่ไม่เปนบาป เปนอกุศลในเวรุอื่น ๔ นั้นก็เหมือนกัน เวรุทั้งห้านี้ ท่านพรรณาว่ามีโทษมากแลน้อย ตามคุณแลประโยคแลกิเลศแลวัถุฆ่าสัตวที่มีคุณน้อยดั่งดิรัจฉาน ลักทรัพยของมีคุณน้อย กระทำชำเราในภรรยาของท่านผู้มีคุณน้อย พูดเท็จหักประโยชน์ท่านผู้มีคุณน้อยมีโทษน้อย ฆ่าสัตวที่มีคุณดั่งมนุษย ลักทรัพยของท่านผู้มีคุณคือศีล ทำชำเราในภรรยาของท่านผู้มีคุณ พูดเท็จหักประโยชน์ของท่านผู้มีคุณมากมีโทษมาก ดั่งนี้ชื่อว่ามีโทษมากโทษน้อยโดยคุณ เมื่อฆ่าสัตวลักทรัพย พยายามน้อย ฤๅทำแต่ครั้งเดียวมีโทษน้อย เมื่อพยายามมากทำหลายครั้งมีโทษมาก ดั่งนี้ชื่อว่ามีโทษมากโทษน้อยโดยประโยค เมื่อทำกรรมเหล่านั้น กิเลศคือโลภโกรธหลงอ่อนมีโทษน้อย ถ้ากิเลศกล้ามีโทษมาก ดั่งนี้ชื่อว่ามีโทษมากโทษน้อยโดยกิเลศ ฆ่าสัตวตัวเล็ก ลักของเล็กน้อย พูดเท็จเหนว่าไม่เหนมีโทษน้อย ฆ่าสัตวตัวใหญ่ลักของใหญ่มีราคามาก เปนพยานเท็จเขาให้เสียทรัพยมีโทษมาก ดั่งนี้ชื่อว่ามีโทษมากโทษน้อยโดยวัถุ ๚ะ

๏ องคปาณาติบาตห้า คือเปนสัตวเปนอยู่หนึ่งใจคิดจะฆ่าหนึ่ง พยายามฆ่าเองฤๅใช้ให้เขาฆ่าหนึ่ง สัตวนั้นตายด้วยพยายามนั้นหนึ่ง พร้อมด้วยองคห้านี้ จึ่งเปนปาณาติบาต ไม่พร้อมไม่เปนปาณาติบาต ๚ะ

๏ องคอทินนาทานห้า คือของ ๆ ผู้อื่นเขาหวงอยู่หนึ่ง รู้ว่าเขาหวงอยู่หนึ่งจิตรคิดลักหนึ่ง พยายามลักเองฤๅใช้ให้เขาลักหนึ่ง ลักมาได้หนึ่งพร้อมด้วยองคห้า จึ่งเปนอทินนาทาน ไม่พร้อมไม่เปนอทินนาทาน ๚ะ

๏ องคกาเมสุมิจฉาจาร ๔ วัถุไม่ควรทำชำเราหนึ่ง จิตรคิดจะทำชำเราหนึ่ง พยายามในการทำชำเราหนึ่ง องคกำเนิดต่อองคกำเนิดถึงกันเข้า ให้สำเร็จเปนชำเราหนึ่ง พร้อมด้วยองคสี่นี้ จึ่งเปนกาเมสุมิจฉาจาร ไม่พร้อมไม่เปน สัตรีมีผู้หวงแหน คือบิดามารดาพี่น้องญาติแลคนร่วมโคตรร่วมธรรม แลสามีรักษาอยู่เปนวัถุ ไม่ควรทำชำเราของชายอื่น สัตรีที่มีผู้เปนใหญ่ทำชำเราไม่ได้มีโทษหวงอยู่ ชายอื่นเปนวัถุไม่ควรทำชำเราของสัตรีเหล่านี้ ๚ะ

๏ องคมุสาวาทสี่ คือเนื้อความที่จะกล่าวไม่จริงดั่งกล่าว ๑ จิตรคิดจะกล่าวให้คลาดจากจริงแก่คนอื่นหนึ่ง พยายามคือสั่นศีศะฤๅพูดออกมา ๑ ผู้อื่นฟังรู้ความว่าเขาพูดอย่างนั้น ๑ พร้อมด้วยองคสี่นี้ จึ่งเปนมุสาวาท ไม่พร้อมไม่เปน ๚ะ

๏ องคปะมาทะฐานสี่ คือของดื่มกินแล้วจะเมา คือสุราเมไร ๑ จิตรคิดจะดื่มกิน ๑ ดื่มกินเข้าไป ๑ ดื่มกินเข้าไปแล้วมึนเมา ๑ พร้อมด้วยองคสี่นี้ จึ่งเปนปะมาทะฐาน ไม่พร้อมไม่เปน คำที่ว่าเว้นๆ นั้นประสงคเอาวิรัติเจตตนาตั้งใจจะเว้น ก็แลวิรัตินั้นท่านแจกไว้สามอย่างดั่งนี้ สัมปะตะวิรัติ ๑ สมาทานวิรัติ ๑ สมุจเฉทะวิรัติ ๑ เปนสามดั่งนี้ สัมปะตะวิรัตินั้นว่า เว้นจากวัถุที่จะพึงล่วงมาถึงเข้า คือบุทคลไม่ได้ตั้งใจไว้แต่เดิมว่าเว้นเวรุทั้งห้า เมื่อสัตวจะพึงฆ่าฤๅของจะพึงลักได้เปนต้น มาถึงเข้าเฉภาะหน้า แลมาคิดว่าสัตวไม่ควรเราจะฆ่า ฤๅเราไม่เคยฆ่า ของเขาเราไม่เคยลัก ฤๅคิดมีความละอายอย่างใดอย่างหนึ่ง ฤๅรักชาติ์รักชื่อแลคุณในตัว ฤๅสดุ้งกลัวต่อความติเตียน แล้วแลไม่ฆ่าไม่ลัก ความเว้นอย่างนี้ชื่อว่าสัมปะตะวิรัติ สมาทานวิรัติ ว่าเว้นด้วยความสมาทาน คือบุทคลมาพิจารณาเหนเวรุทั้งห้า ว่าเปนเวรเปนไภยทั้งชาติ์นี้ชาติ์น่า มีความลอายสดุ้งกลัวต่อบาป สมาทานสิกขาบททั้งห้า ในสำนักนิ์ท่านผู้มีศีลรักษาไว้ก็ดี ฤๅไม่ได้สมาทานแต่ตั้งใจไว้แต่เดิม ว่าจะเว้นเวรุทั้งห้า ครั้นวัถุจะพึงล่วง คือสัตวจะพึงฆ่าได้ ของผู้อื่นจะพึงลักได้เปนต้นก็ดี แม้มีอยู่จำเภาะหน้าแล้ว เว้นเสียไม่ฆ่าไม่ลัก ความเว้นอย่างนี้ชื่อว่าสมาทานวิรัติ สมุทเฉทะวิรัติ ว่าเว้นด้วยอริยะมรรคตัดเสีย คือพระอริยะเจ้าถึงอริยะมรรคแล้ว อริยะมรรคนั้นตัดเวรุทั้งห้าขาด พระอริยะเจ้าไม่คิดจะทำเวรุทั้งห้าต่อไป ความเว้นที่เกิดขึ้นพร้อมกับอริยะมรรคนั้น ชื่อว่าสมุทเฉทะวิรัติ ยกสัมปะตะวิรัติเสีย สมาทานวิรัติกับสมุจเฉทะวิรัติ ๆ นี้ชื่อว่าศีล สัมปะตะวิรัติ ไม่ชื่อว่าเปนศีล เพราะไม่ได้ตั้งใจว่าจะเว้นเวรุทั้งห้ามาแต่เดิม แต่สัมปะตะวิรัติ การเว้นเช่นนี้ก็ชื่อว่าเปนวิรัติเปนกุศล เพราะไม่เกิดบาปด้วยเหตุมีความลอายแลสดุ้งกลัวต่อความติเตียน กุศลคือหิริโอตัปปะมีอยู่จึ่งเปนบุญเปนกุศล จบศีลกถาโดยสังเขป ๚ะ

๏ ศีลห้านี้แม้ผู้ที่ถือพระพุทธสาศนาทุกวันนี้ ที่รักษาได้แม่นยำก็มีน้อย ในเวรุทั้งห้า บางคนก็เว้นได้แต่ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ปะมาทะฐาน แต่มุสาวาทเว้นไม่ได้ดั่งนี้ก็มี ปาณาติบาต บางคนเว้นได้แต่ฆ่าสัตวใหญ่ ฆ่าสัตวเล็กน้อยเหลือบยุงเว้นไม่ได้ก็มี อทินนาทาน บางคนก็เว้นได้แต่เที่ยวลักเที่ยวทำโจรกรรม แต่เบียดบังสับเปลี่ยนของเขาเว้นไม่ได้ก็มี กาเมสุมิจฉาจาร เว้นได้แต่ภรรยาเขาส่วนลูกสาวเขาเว้นไม่ได้ก็มี มุสาวาท เว้นได้แต่โทษใหญ่ ดั่งเปนพยานเท็จเขา กล่าวเท็จอย่างอื่นๆ ดั่งเหนว่าไม่เหนได้ยินว่าไม่ได้ยิน เหล่านี้สำคัญว่าโทษน้อยเว้นไม่ได้ก็มี ปะมาทะฐาน เลือกคนก็เว้นใด้เคร่งครัดจนเกินไป จนยาเจือสุราไม่รับประทานก็มี เลือกคนก็เว้นได้ภอสมควร ซึ่งเว้นเวรุทั้งห้าไม่ได้เปนผู้ไม่มีศีล นี้จะเปนโทษเพราะพุทธสาศนาเปนของดุร้าย มาห้ามของที่บุทคลเว้นไม่ได้ทำไม่ได้ แลมาห้ามของที่ชอบใจของชนทั้งหลายก็หาไม่ ก็แลจะเปนโทษเพราะศีลเปนของดุร้าย รักษาเข้าแล้วให้มีไภยอันตรายต่างๆ ก็หาไม่ เปนโทษเพราะกิเลศของคนเอง ศีลความเว้นจากเวรุทั้งห้านี้ เปนของดีในกาลทั้งปวง ผู้ที่เปนนักปราชมีปัญญามาก แต่ก่อนก็ดีเดี๋ยวนี้ก็ดี ต่อไปข้างน่าก็ดี ก็คงจะสรรเสิญศีลความเว้นเวรุห้าข้อนี้ บัดนี้จะกล่าวด้วยเวรุห้า ที่เขาถือกันว่าเปนบาปบ้างไม่เปนบาปบ้าง มีอยู่ในประเทศต่างๆ ตามที่ได้ยินได้ฟังมา ๚ะ

๏ ถามว่า พระสมณโคดมบัญญัติศีลห้าไว้ดั่งนี้ คิดดูศีลอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาทสามอย่างนี้ ถูกกันทุกประเทศทุกภาษาว่าเปนบาป แต่ศีลกาเมนั้นถือเหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้าง ศีลสุรานั้น ก็ห้ามอยู่สามสาศนา คือสาศนาพระสมณะโคดม แลสาศนาแขกสาศนาพราหมณเท่านั้น แลศีลปาณาติบาตที่ฆ่ามนุษยก็เหนเปนบาปด้วยกันทั้งโลกย บางจำพวกก็แบ่งว่า มนุษยที่ทำความผิดกดหมายโทษถึงตายก็ไม่มีบาป แต่ฆ่าสัตวดิรัจฉานมาบัญญัติว่าเปนบาปอยู่ ก็แต่ผู้ถือสาศนาพระสมณโคดมบ้าง ก็พราหมณที่ถือว่าพระผู้เปนเจ้าแบ่งภาคยลงมาเปนพุทธาวะตาร พราหมณพวกนี้ก็ถือว่าฆ่าสัตวเปนบาปเหมือนกัน นอกจากนั้นในทางสาศนาอื่นๆ เขาก็ว่าฆ่าสัตวไม่เปนบาป สัตวนั้นเปนอาหารของมนุษย เปรียบเหมือนต้นไม้แลผักของกินทั้งปวง บางพวกก็ว่าพระสร้างมาให้กิน ถ้าผู้ใดกินสัตวฆ่าสัตวก็เปนบุญ ถ้าไม่กินไม่ฆ่าก็เปนบาป เพราะเปนที่แหนงพระไทยของพระเจ้าผู้สร้าง ความเรื่องฆ่าสัตวนี้ ผู้ที่ถือว่าเปนบาปนั้นน้อย ที่ถือว่าไม่เปนบาปนั้นมากกว่าร้อยส่วน สัตวเปนอาหารของมนุษย ก็เหนอยู่แก่จักษุ มนุษยไม่ได้กินเนื้อสัตว จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมา แล้วก็ได้เลือดกระดูกแลหนังสัตวนั้นใช้การงานได้ต่าง ๆ สัตวนั้นก็เกิดเปนอนูปะระมานู ก็มีชีวิตรสัตวคล้ายๆ กับต้นหญ้าต้นไม้ ผู้ที่ถือว่าฆ่าสัตวเปนบาปนั้น ก็กินเนื้อสัตวเหมือนกัน เรื่องฆ่าสัตวนี้จะเปนบาปฤๅไม่บาป จงอธิบายให้แจ้ง แก้ว่าเรื่องฆ่าสัตวเปนบาปแลไม่เปนบาปนี้ ยากที่จะสำแดงให้เหนความจริงได้ ด้วยไม่เหนสำคัญสิ่งใดเลย เหนอยู่อย่างหนึ่งว่ามันมีความหวาดความสดุ้ง ความทุกขเวทนา มันมีจิตรอิจฉาหึงษากัน มันกลัวตายก็คล้ายๆ กับมนุษย จะเปรียบคติกำเนิดมันเหมือนต้นหญ้าต้นไม้นั้น เหนจะไม่ได้ คติกำเนิดของมันจะมีความเกิดต่อไป ฤๅตายสูญก็ไม่รู้ ถ้าใจมนุษยพวกใด ถือว่าความเกิดมีไปในภพน้อยภพใหญ่เปนความเวียน แล้วถือว่าฆ่าสัตวเปนบาป ถ้าใจมนุษยเหล่าใด ถือว่าตายเกิดหนเดียวก็ดี ฤๅถือว่าตายสูญก็ดี มนุษยเหล่านั้นก็คงจะเข้าใจว่าฆ่าสัตวไม่เปนบาป เพราะกรรมเวรุไม่มีต่อกัน การที่ว่าฆ่าสัตวเปนบาปนั้น ตริตรองดูก็เหนความอีกอย่างหนึ่ง ด้วยมนุษยแลสัตวดิรัจฉานทั้งหลาย ก็มีชีวิตรเปนที่รักเหมือนกัน ถูกประหัดประหารก็มีความเจ็บเหมือนกัน เว้นแต่ต่างกำเนิดต่างคติ ที่เปนมนุษยเปนสัตวเท่านั้น ที่เปนสัตวเล็กเลอียดลงไปเปนอรูปะระมานูนั้น มันจะมีทุกขเวทนาอย่างไรก็ไม่รู้ ถ้าจิตรบุทคลสงไสยอยู่ว่าเปนสัตวมีชีวิตรแล้ว ถือศีลปาณาติบาตอยู่ ก็ไม่อาจกระทำได้ ถ้าบุทคลตั้งอยู่ในพรหมวิหาร มีความเมตตากรุณาจิตรเปนเบื้องน่า แลเหนว่าจะมีความเกิดเปนแท้ ก็ไม่อาจประหัดประหารตัดชีวิตรสัตว ที่จะยืดไปให้สั้นเข้ามานั้น ทำไม่ได้ด้วยเมตตาสังเวท แลกลัวกรรมเวรุจะติดตัวไปก็เว้นเสีย ๚ะ

๏ ถามว่าบุทคลที่ตั้งอยู่ในความเมตตากรุณา ไม่กระทำแล้ว ทำไมจึ่งไม่กินถั่วกินงา มาบำรุงชีวิตรด้วยเนื้อสัตวทำไมเล่า เพราะมีผู้กินจึ่งมีผู้ทำ ถ้าไม่มีผู้กินแล้ว สัตวที่ไหนจะตายมาก ผู้ที่กินจะมิพลอยได้บาปด้วยฤๅ ฃอตอบว่าในสาศนาพระพุทธเจ้าบัญญัติว่า ผู้ใดบริโภคเนื้อสัตวที่ควรแล้วก็ไม่มีบาป ห้ามแต่ไม่ให้กระทำเท่านั้น แต่พวกพราหมณที่เขาถือพุทธาวตาร เขามาเหนการว่า บริโภคเนื้อสัตวขาดเมตตาจิตรเปนบาป เขาก็เว้นเสียทั้งไม่ฆ่าไม่กิน ๆ แต่นมเนยถั่วงาของที่ไม่มีชีวิตร ซึ่งว่ามีผู้กินจึ่งมีผู้ทำนั้น ความข้อนี้พิเคราะห์ดูผู้ถือสาศนาไม่ฆ่าสัตวมีน้อย ผู้ที่ไม่ถือนั้นมาก ถึงคนถือเมตตาจิตรไม่กินเนื้อสัตว ผู้ที่ไม่ถือเขาก็คงจะฆ่าซื้อขาย สัตวนั้นก็ตายเปนธรรมดาอยู่เอง ที่เมืองแขก ๆ ไม่กินสุกร ถ้าดั่งนั้นแล้วสุกรในเมืองแขก ก็คงจะมีเต็มบ้านเต็มเมือง ทุกวันนี้สุกรในเมืองแขกก็มิได้มี สัตวก็คงตายเปนธรรมดาอยู่เอง มิใช่ว่าไม่มีผู้กินแล้วสัตวจะไม่ตายไปก็หามิได้ ในสาศนาของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ข่มเหงน้ำใจผู้ใด เปนแต่ผู้ชี้คุณแลโทษเท่านั้น ตามแต่ผู้ใดจะเหนจริงฤๅไม่เหนจริง ก็สุดแท้แต่ปัญญา แลข้อบัญญัติศีลปาณาติบาตของพระองค มีองคห้าประการนั้น ได้กล่าวมาในเบื้องต้นแล้ว คำที่ว่าไม่พร้อมองคห้าไม่เปนปาณาติบาต ไม่มีบาปนั้นอย่างไร อธิบายว่า เหนสัตวสำคัญสัญญาว่า เปนของสิ่งอื่นที่ไม่มีชีวิตร โดยความจริงใจทีเดียว ไปทำถูกของสิ่งนั้นเข้า ของสิ่งนั้นเปนสัตวมีชีวิตว ตายก็ไม่ขาดศีลปาณาติบาต เพราะมิได้แกล้ง ไม่พร้อมองคห้า อีกประการหนึ่ง เดินทางไปเหยียบสัตวตายก็ดี ฤๅฟันดินทำสวนไปถูกสัตวตาย ของเหล่านี้ก็ไม่พร้อมองคห้า ด้วยไม่ได้มุ่งหมายเจตตนาเอาชีวิตรสัตว ประการหนึ่งจิตรมุ่งหมายจะเอาชีวิดรสัตว แต่ถูกสัตวไม่ตาย ก็ไม่พร้อมองคห้า ประการหนึ่งสั่งให้เขาฆ่าสัตวเขาไม่กระทำ ก็ไม่พร้อมด้วยองคห้า ไม่ขาดศีลปาณาติบาต ว่าไว้แต่ภอเปนสังเขป อีกประการหนึ่ง เรียกว่ากายวิญญัติวจีวิญญัติ คือสั่งให้เขากระทำอย่างหนึ่ง กล่าวคำเปนอุบายต่างๆ เพื่อจะให้เขาฆ่าสัตวนั้นมาให้กินอย่างหนึ่ง เรียกว่าวจีวิญญัติ กายวิญญัตินั้น คือไหวกายให้เล่ห์กลเปนอุบายเพื่อจะให้เขารู้ ให้เขาทำสัตวนั้น ถ้าสัตวนั้นตายก็ขาดศีล เปนปาณาติบาตเหมือนกันกับที่กล่าวมาแล้ว ถ้าจิตรตั้งเปนอุเบกขามิได้รู้มิได้เหน มีผู้ฆ่าสัตวมาให้ก็ดี ฤๅมีในท้องตลาดเปนธรรมดาอยู่เปนนิจ ไปซื้อหามารับประทาน ฤๅสัตวตายเองก็ไม่มีโทษสิ่งไร เพราะไม่ได้ประกอบในองคห้าประการ ถ้าเขาฆ่าสัตวมาให้ก็ดี มีถ้อยคำโอภาปราไศรยว่าอยากกินมานานแล้ว เอามาให้ก็ดีทีเดียว สั่งให้บ่าวรับไปต้มแกงว่ากูจะกินประเดี๋ยวนี้ สำแดงความยินดีให้เขารู้ เขาจะได้ทำมาให้กินอีก ผู้ที่เอาเนื้อสัตวมาให้ ได้ยินถ้อยคำโปรยปรายดั่งนั้น ก็มีความยินดีไปเที่ยวฆ่าสัตวมาให้เนืองๆ อุบายดั่งนี้ ก็ขาดเมตตาจิตรไม่ตั้งอยู่ในพรหมวิหารได้ อีกประการหนึ่งอยากกินเนื้อสัตวต่าง ๆ จิตรนั้นรู้ว่าของในท้องตลาดไม่มี มีก็เปนของไม่ได้ฆ่าไว้ขาย ก็ว่ากล่าวประเล้าประโลมให้พ่อครัวฤๅแม่ครัวไปหามาให้ได้ พ่อครัวก็ต้องไปว่าให้เขาฆ่าซื้อมาให้กิน อุบายดั่งนี้ก็เปนขาดเมตตาจิตรมีโทษเหมือนกัน ถ้าพระภิกษุสงฆองคใดได้เหนด้วยจักษุก็ดี รู้ด้วยโสตรก็ดี ฤๅมีรังเกียดในใจก็ดี ว่าเขาไปฆ่าสัตวมาจำเภาะเพื่อมาเลี้ยงพระสงฆ์เท่านั้น ก็ให้เว้นเสียอย่าฉันทเข้าไป ด้วยเปนมังศะไม่บริสุทธิ์ในธรรมวิไนย ห้ามแต่ไม่ให้บริโภคเนื้อสัตวแต่เท่านี้ ๚ะ

๏ แลเมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ พระเทวทัตก็ได้ไปทูลฃอพระพุทธเจ้าว่า ให้บัญญัติสิกขาบทห้ามพระสงฆเสีย อย่าให้ฉันทเนื้อสัตวที่มีชีวิตร พระพุทธเจ้าก็มิได้อนุญาต เพราะท่านเหนเหตุอย่างไรไม่แจ้งเลย คำสั่งสอนของพระองคท่าน ผู้ที่จะถือได้โดยยากไม่ไปได้ทั่วพิภพ เปนแต่สว่างขึ้นคราวหนึ่ง ๆ เปรียบเหมือนที่มืด มีผู้จุดเทียนเข้าไปสร่องให้สว่างขึ้น จะสว่างอยู่ได้ก็แต่เชื้อยังอยู่ ถ้าสิ้นเชื้อแล้วก็กลับมืดไปดั่งเก่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทวนกระแสกิเลศซึ่งพัดผันอยู่ในใจของมนุษย เหมือนผู้ที่พายเรือทวนน้ำ คิดดูด้วยปัญญา อย่าว่าแต่พระองคจะห้ามไม่ให้กินเนื้อสัตวเลย พระองคห้ามแต่ไม่ให้ตัดชีวิตรสัตวเท่านั้น ผู้ที่ถือสาศนาแล้วก็ยังไม่ฟัง เหมือนหนึ่งพวกจีนก็ถือว่าตายเกิดเหมือนกัน แต่ปาณาติบาตนั้นถือเปนสองอย่าง คือฆ่าคนผิดไม่มีบาป ฆ่าคนไม่ผิดมีบาป ฆ่าสัตวที่เปนอาหารจะบริโภคได้ไม่มีบาป ฆ่าสัตวที่ไม่เปนอาหารมีบาป ก็แขกถือว่าฆ่าสัตว ได้ชำแหละมีมนตเชือดฅอบอกให้สัตวนั้นรู้ตัวแล้วแล้วก็ไม่มีบาป ถ้าทำเล่นให้สัตวตายไม่ได้ชำแหละก็มีบาป ประการหนึ่งสัตวที่ชำแหละแล้ว ก็แบ่งเปนสองอย่าง เนื้อนั้นบริโภคได้ไม่มีบาป แต่โลหิตตับไตใส้พุงเครื่องในทั้งปวงบริโภคไม่ได้เปนบาป การเปนดั่งนี้ฃอให้ท่านผู้มีสติปัญญาตริตรองดูเถิด ที่ฆ่าสัตวแบ่งว่าเปนบาปบ้างไม่เปนบาปบ้าง สัตวก็ตัวเดียวกัน บริโภคว่าเปนบาปบ้างไม่เปนบาปบ้างจะได้ฤๅ ถ้าไม่เปนบาปก็ไม่บาปทีเดียว ถ้าบาปก็บาปเหมือนกันหมด เว้นเสียแต่สัตวใหญ่สัตวเล็ก สัตวมีคุณแลสัตวไม่มีคุณ มนุษยมีศีลเปนคนดี มนุษยชั่วไม่มีศีล ตัดชีวิตรสัตว เปนบาปมากเปนบาปน้อย ก็เพราะเหตุดั่งนี้ การที่ฆ่าสัตวนี้ก็ไม่มีกดหมายห้ามปราม จะห้ามปรามก็แต่ที่ฆ่ามนุษย ก็ถ้าบุทคลจะถือว่าฆ่าสัตวเปนบาปก็ดี แลไม่เปนบาปก็ดี ฆ่าสัตวได้บุญก็ดี ก็เปนเครื่องที่จะเถียงกันทั้งนั้น ถ้าจะว่าให้เปนยุติธรรมแล้ว อย่าทำนั้นแลดีกว่าทำ เพราะการเบื้องน่าไม่รู้ว่าจะเปนอย่างไรต่อไป ต้องถือข้างหนักไว้ก่อน ๚ะ

๏ ถามว่าสัตวที่ฆ่ามันนั้น ฤๅมันไปคอยทำร้ายเราในเบื้องน่า แก้ว่าไม่เปนอย่างนั้นดอก ความจุติแลปัฏิสนธิ์ก็เปนยถากรรม ตามแต่กุศลอกุศลของผู้ใด จะไปเกิดที่ใดก็ไม่รู้ ที่ว่าบาปนั้นเปนเหตุขึ้นเพราะผลอปะราปะรเวทนิยะกรรม ที่ทำสะสมไว้นั้นติดตามให้ผลนั้นเอง ใช่ว่าสัตวที่ฆ่านั้นมันจะมาคอยทำร้ายก็หามิได้ ผลกรรมนี้ก็ได้แก้ไว้ข้างต้นแล้ว ให้ท่านตริตรองดูเถิด ๚ะ

๏ ถามว่าศีลสุรานั้นเปนบาปด้วยเหตุอย่างไร สุรากินเข้าไปให้มีความสบายรื่นเริง รับประทานอาหารก็ได้ แก้เมื่อยก็ได้ฅล้ายๆ เหมือนยา ว่ามีบาปด้วยเหตุอย่างไร จนชั้นเทวดาก็รับพลีกรรมบวงสรวงด้วยสุรา ประเทศอื่นภาษาอื่น นอกสาศนาแขกแลสาศนาพระพุทธเจ้า เขาก็ไม่ได้ห้ามว่าเปนบาป แก้ว่าสุรานี้จะเปนบาปฤๅไม่เปนบาปให้คิดดูเถิด แต่เหนว่าเปนของเมากระทำใหจิตรกำเริบบ้างเสียไปบ้าง น้ำใจเดิมของมนุษย ก็มีความเมาอยู่เปนธรรมดาแล้ว คือเมาด้วยโลภะโทษะโมหะ ตั้งอยู่ในความปมาท มิได้คิดเหนอนิจจังทุกขังอนัตตา ว่าเกิดมาแล้วมิได้เที่ยง ย่อมแปรปรวนไปเปนทุกขต่าง ๆ แล้วก็มีความดับความพิบัตพรัดพราก ร่างกายเปนของไม่มีแก่นสาร ก็ความเมาในสันดานปมาทอยู่เปนธรรมดาเช่นนี้ แล้วก็มาเสพยสุราเพิ่มเติมอุดหนุนความเมาในสันดานขึ้นไปอีก ผู้นั้นจะทำสิ่งไรก็กล้าที่จะกระทำได้ทุกสิ่ง ถ้าพื้นใจเดิมเปนเจ้าโทโส เสพยสุราเข้าไปโทโสก็มากขึ้น ไม่ภอที่จะโกรธก็โกรธ ไม่ภอที่จะเฆี่ยนก็เฆี่ยน ไม่ภอที่จะฆ่าก็ฆ่า ในอารมณอื่นๆ ก็เหมือนกัน ถ้าเมาแล้วก็มิได้คิดว่ากรรมเวรุจะมีไปในภายน่า แล้วก็เปนโทษในปัจจุบัน คือเมาไปเที่ยวตีรันฟันแทงเขาตายก็เปนโทษ ประการหนึ่งคือสุราทำให้เปนโรคเกิดในตัว ให้ตับปอดเสียไปให้อายุสั้น ประการหนึ่งกินสุราติดเงี่ยน ก็ต้องซื้อกินร่ำไปทุกวัน เสียทรัพยเปล่า ๆ ไม่เปนประโยชน์สิ่งไร ถ้าไม่มีทรัพย์ซื้อกินแล้ว ก็ต้องเปนโจรผู้ร้าย ถูกอาญาจักรกดหมายแผ่นดิน การชั่วเปนทั้งอนาคตปัจจุบัน จึ่งต้องห้ามเสียเปนศีลขึ้นองคหนึ่ง ที่เทวดารับพลีกรรมบวงสรวงนั้น เทวดาจะได้กินฤๅไม่ได้กินก็ไม่เหน มีแต่ว่านักปราชเก่าว่าอินทรอสูรนั้นก็เสพยสุรา ก็สุราเปนของเมา เหนว่าเปนที่ชอบใจของเทวดาแลมนุษยด้วยกันทั้งนั้น แลทุกวันนี้พวกเมืองอเมริกา ก็มาบัญญัติศีลสุราขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ว่าเปนโทษในปัจจุบันมาก ไม่มีคุณสิ่งไรเลย ก็ภากันเหนจริงว่าเปนโทษแท้ ละเสียไม่ดื่มกินซึ่งสุราเปนอันมาก ที่แขกมาบัญญัติว่าเสพยสุราเปนบาป ครั้นมาถึงสาศนานาบีมหะมัด ๆ จึ่งสั่งสอนว่าอ้าหล่ารับสั่งลงมาให้ห้ามสุราเสีย ถ้าบุทคลผู้ใดเสพย์สุราแล้ว ตายไปในสวรรคจะมีกลิ่นตัวเหม็นนัก เข้าไปใกล้เทวดาทั้งปวงไม่ได้ ท่านผู้ใดจะเหนว่าสุราเปนบาป ฤๅไม่เปนบาปก็สุตแท้แต่ปัญญาเถิด เหนว่าถ้าถือไว้ข้างไม่กินสุราเมไรจะดีกว่ากิน เพราะไม่มีถ้อยความ แลโรคที่จะเกิดขึ้นด้วยโทษสุรานั้น แลเงินก็มิได้เสียไป ถ้าจะรวมเอาเงินค่าสุราแต่วันละเฟื้อง ฤๅวันละสลึงไว้ทุกๆ วัน ก็จะมีเงินขึ้นนักหนา ๚ะ

๏ ถามว่าศีลกาเมสุมิจฉาจารนั้น สร้องเสพยบุตรภรรยาเขา ว่าเปนบาปด้วยกันทุกสาศนาทุกภาษา ไม่มีผู้ใดว่ากล่าวว่าไม่เปนบาปเลย จะมีผู้ว่าอยู่ก็แต่จำพวกที่เปนอันทพาล ว่าทำชู้ด้วยบุตรภรรยาเขาเจ้าของเขาไม่รู้แล้วก็ไม่มีบาป ด้วยผัวเมียเขาปรกติดีกันอยู่ ไม่มีความรังเกียจวิวาทกัน ด้วยใจสำคัญว่าปรกติดีอยู่ เพราะฉะนั้นจะมิสำคัญใจว่าไม่เปนบาป ก็ในสาศนาพระพุทธเจ้าบัญญัติศีลกาเมสุมิจฉาจาร ก็รับศีลเหมือนกันทั้งบุรุษยแลสัตรี แต่ความที่ถือไม่เหมือนกัน ผู้ชายมีเมียมากสักเท่าไรก็ได้ ผู้หญิงต้องห้ามไม่ให้มีผัวมาก ต้องมีผัวคนเดียว เปนเหตุอย่างไรเล่า รับศีลเหมือนกันความถือไม่เหมือนกัน ผู้ชายมิได้เปรียบผู้หญิงฤา พวกชาวยุโรปมีผัวคนเดียวมีเมียคนเดียว มิเปนความตรงฤๅ ด้วยใจมนุษยหญิงชาย ก็มีความรักใคร่หึงหวงเหมือนกัน มีข้อสงไสยอยู่จงอธิบายให้แจ้ง ฃอตอบว่าศีลกาเมสุมิจฉาจารนี้ รับศีลเหมือนกัน ความถือไม่เหมือนกันนั้นก็จริงอยู่ ต้องอธิบายในข้อศีลก่อน ท่านห้ามมิให้ประพฤติกามอันผิดให้เว้นเสีย มีบัญญัติศีลกับคำรับเท่านั้น ครั้นจะแยกว่าให้ผู้ชายรับศีลอย่างหนึ่ง ก็จะเปนศีลสองอย่างไป ชายก็ดีหญิงก็ดี สุดแต่ประพฤติกามสังวาศที่ชอบไม่เปนข้อบาปแล้ว ๆ ก็เปนอันรักษาศีลกาเมสุมิจฉาจารไว้ได้ พระอัฏฐะกถาจาริย์อธิบายขยายความไว้ว่า บุรุษยชายนั้นเปนเจ้าของประเวนี หญิงเปนผู้แต่ประฏิบัติเท่านั้น คิดดูก็เหนสม ถ้าบุรุษยชายเพิกเฉยแล้ว หญิงนั้นจะทำอะไรก็ไม่ได้ต้องนิ่งอยู่ จึ่งเหนว่าชายเปนเจ้าของประเวนี ข้อที่ว่าชายมีภรรยามากได้นั้น ก็มีได้แต่หญิงที่มิได้มีผู้หวงแหน ที่เปนสิทธิ์แก่ตัวบ้าง ที่วงษาคะนาญาติเขายกให้บ้าง นอกจากหญิงที่ห้าม ย่นไว้เพียงสิบจำพวก คือหญิงเปนที่หวงแหนของบุรุษยชายเจ้าของ ๑ หญิงที่เขากล่าวกันไว้แล้ว ๑ ชายใดได้สร้องเสพยเข้า ก็มีโทษบาปมากเสมอด้วยกันทั้งชายหญิง ๆ ที่บิดามารดาคะนาญาติโคตรตระกูล ซึ่งเลี้ยงรักษาไว้ใน ข้อห้ามเหล่านั้น ชายได้ไปทำชู้ก็เปนโทษบาปขาดศีลฝ่ายเดียว แต่หญิงนั้นไมมีโทษบาปขาดจากศีล เพราะไม่มีเจ้าของประเวนี เปนแต่ผู้รักษาหวงแหนไว้หวังว่าจะให้มีสามี ไม่ได้หวงประเวนีหญิง จึ่งไม่มีบาปไม่เปนกาเมสุมิจฉาจาร คำที่ว่าหญิงมีผัวมากไม่ได้นั้น เพราะหญิงอยู่ในอำนาจชาย ไม่เปนใหญ่กว่าชาย ถ้าหญิงจะมีผัวได้มากเหมือนชายมีเมียมากดั่งว่าแล้ว ก็จะมีบุตรไม่รู้จักว่าผู้ใดเปนบิดา แล้วจะไปด่าทอตีรันฟันแทงผู้ใดเข้าพลัดไปถูกบิดาของตัว ก็จะเปนอนันตริกรรมปิตุฆาฏเสียเปล่า ๆ ประการหนึ่งใจหญิงกับชายก็ผิดกัน ชายถึงมีเมียมากเท่าไร จะรักก็ดีจะชังก็ดี ก็ไม่ได้คิดที่จะฆ่าหญิงนั้นเสีย ถ้าหญิงมีผัวได้หลายคนแล้ว ก็คงจะคิดฆ่าผัวที่ไม่รักนั้นเสีย เปนธรรมดาของหญิงเช่นนี้ ๚ะ

๏ มินิทานหลายเรื่อง จะชักมาว่าแต่ภอเปนสังเขปเรื่องหนึ่ง มีผู้ให้พรต่อพระมหากระษัตริย์ทุกวันๆ ว่าให้พระองคไวเหมือนกา กล้าเหมือนสัตรี อดเหมือนแร้ง แรงเหมือนมด มหากระษัตริย์นั้นสงไสยจึ่งได้ถามว่า อดเหมือนแร้งนั้นอย่างไร ผู้นั้นจึ่งกราบทูลว่า ฃอให้พระองคเอาแร้งมาขังกรงไว้ แล้วให้จับเอานกแลสัตวอื่นๆ มาขังไว้เหมือนกัน อย่าให้กินอาหาร สัตวอื่นๆ นั้นก็คงจะตายไปก่อนแร้ง มหากระษัตริย์ให้ทดลอง ก็ได้ความจริงเหมือนว่า ข้อที่ว่าแรงเหมือนมดนั้น อธิบายว่ามดนั้นมีกำลังแรงกว่ามนุษยแลสัตวทั้งหลายในโลกย ถ้าจะให้รู้เอาเหล็กฤๅทองแดงกรางออกให้เท่าตัวมด แล้วก็ทาน้ำตาลมดก็จะคาบเอาไปได้ เหล็กแลทองแดง ถ้าจะทำให้เท่าตัวมนุษยฤๅสัตวอื่นๆ ก็ไม่อาจสามารถที่จะภาไปได้ ข้อที่ว่าให้ไวเหมือนกานั้น ถ้าจับกามาเลี้ยงไว้ให้นานสักเท่าไรก็ไม่เชื่องเลย ถ้าปล่อยออกไปแล้ว ก็มีกิริยาว่องไวเหมือนเก่า ก็กล้าเหมือนสัตรีนั้นอย่างไรเล่า ฃอพระองคให้ราชบุรุษยไปสืบหาชายหญิงที่แต่งงานเปนสามีภรรยากันใหม่ ๆ ในเดือนหนึ่งฤๅสองเดือนกำลังจะรักใคร่กันมาก ให้ชายผัวมาก่อน จึ่งรับสั่งว่าให้ฆ่าเมียเองเอาศีศะมาให้กูได้ แล้วจะยกสมบัติให้กึ่งหนึ่ง ให้เปนที่มหาอุปราชด้วย ถ้าชายทำไม่ได้ ฃอให้พระองคหาหญิงภรรยามาแล้ว รับสั่งว่าให้หญิงนั้นไปฆ่าผัวเองตัดเอาศีศะมาให้กู แล้วจะเลี้ยงให้เปนอรรคมเหษี ให้ว่ากล่าวนางสนมนารียทั้งปวงอยู่ในอำนาจ มหากระษัตริย์ก็ให้ราชบุรุษยไปสืบดูชายหญิงที่อยู่ด้วยกันใหม่ ๆ ไม่มีความวิวาทต่อกัน รักใคร่กันมาก ถ้าได้แล้วให้ภาชายเจ้าผัวมาเฝ้าก่อน ราชบุรุษยก็ไปสืบหาได้ชายผัวเมียดั่งว่า แล้วก็ภาผัวเข้ามาเฝ้า จึ่งรับสั่งตามถ้อยคำที่กล่าวแล้ว ชายเจ้าผัวนั้นก็รับเอามีดเหน็บซ่อนไปจะฆ่าภรรยาตัวเสีย ครั้นไปถึงบ้านหลับนอนด้วยกันเปนปรกติ เหนภรรยาหลับแล้วก็ลุกขึ้นจะฆ่าภรรยา แล้วมารำพึงว่าเราจะได้สมบัติกึ่งพระนคร เปนที่อุปราชก็ดีอยู่ แต่ภรรยาของเรานี้ไม่มีความผิดสิ่งไรเลย จะฆ่าเสียนั้นไม่ควร มีความสังเวศในภรรยานัก ไม่อาจจะฆ่าลงได้ ก็ทอดอาไลยเสียซึ่งสมบัติที่ตัวจะได้ ครั้นเวลาเช้าก็ไปเฝ้ากราบทูลว่า ข้าพเจ้ามิอาจที่จะทำร้ายภรรยาได้เลย ถวายมีดคืนแล้วก็กลับมาบ้าน มหากระษัตริย์ก็ใช้ให้ราชบุรุษยลอบไปหานางผู้เปนภรรยาบุรุษยนั้นมาเฝ้า จึ่งตรัสประเล้าประโลมต่างๆ เหมือนอย่างกล่าวมาแล้ว หญิงนั้นก็รับเอามีดซ่อนไปถึงบ้าน คอยเมื่อสามีหลับสนิทรแล้วก็เอามีดแทงเข้าที่ฅอหอย ตัดศีศะเอามาถวายได้ การนี้ก็ได้ความจริงว่าใจสัตรีนั้นกล้ากว่าบุรุษย ถ้ามีผู้มาประเล้าประโลมชอบใจเข้า ก็คงจะคิดฆ่าผัวเสีย เพราะฉนั้นหญิงจึ่งมีผัวมากไม่ได้ ข้อที่ว่าหญิงได้ชายมีภรรยาแล้วมาเปนผัว ภรรยาเดิมเขาหึงหวงอยู่ หญิงที่ไปเปนภรรยาใหม่เอาผัวเขา จะไม่มีโทษขาดศีลกาเมสุมิฉาจารฤๅ แก้ว่าไม่เปนโทษ เพราะหญิงไม่เปนเจ้าของประเวนี ถึงจะหึงหวงก็เปนความโลภในกามคุณไม่เปนความดี เพราะดั่งนี้จึ่งไม่มีโทษแก่ภรรยาที่มาอยู่ใหม่ ข้อที่ว่าทำชู้แก่ภรรยาเขา ผัวเขาไม่รู้ไม่เปนบาป คำอันนี้เปนคำคนพาล ไม่ควรจะเอามากล่าว ไม่ควรจะคิดเปนอารมณ ถ้ามีผู้มาทำชู้ด้วยภรรยาของผู้นั้นบ้าง จะว่ากระไรเล่า ข้อที่ว่าพวกชาวยุโรป เขาถือว่ามีผัวเดียวเมียเดียวเปนความดี สาศนาคำสั่งสอนเขามิเที่ยงแท้ฤๅ ความข้อนี้จะอธิบายในข้อสาศนาเก่า เมื่อครั้งพระเยซูคฤศโตเจ้าเกิดแล้วก็ดี ฤานาบีมะหมัดเกิดต่อภายหลังก็ดี ก็ไม่ได้บัญญัติศีลให้ชายมีภรรยาคนเดียว คนครั้งนั้นที่มีภรรยาได้มาก ๆ ครั้นมาถึงสาศนานาบีมะหมัด ก็บัญญัติให้มีภรรยาได้เพียงสี่คน เพราะเหนว่าภอแล้วที่จะประฏิบัติสามี คืออยู่กับผู้หนึ่งมีครรภแล้ว ก็ย้ายมาหาผู้ที่สองๆ มีครรภแล้ว ก็ย้ายมาหาผู้ที่สามๆ มีครรภแล้ว ก็ย้ายมาหาผู้ที่สี่ ๆ มีครรภแล้ว ก็ย้ายมาหาผู้ที่หนึ่ง ภอควรที่จะคลอดบุตรได้แล้ว ประการหนึ่ง ถ้าหญิงภรรยามีระดู ก็คงจะไม่พร้อมกันทั้งสี่คนทีเดียว คงจะมีผู้เว้นอยู่บ้าง ข้างแขกเขาเหนความดั่งนี้ จึ่งบัญญัติให้มีภรรยาได้เพียงสี่คน ก็นานมาพวกชาวยุโรปเหนว่ามีภรรยามากก็ดี เพียงสี่คนก็ดี ก็ยังไม่เปนยุติธรรม ด้วยหญิงนั้นหึงหวงกันนัก คิดฆ่ากันเสียบ้าง คิดฆ่าผัวเสียบ้าง เปนเหตุเนืองๆ จึ่งว่าใจผู้ชายอย่างไร ใจผู้หญิงก็เปนอย่างนั้น ด้วยเปนมนุษยเหมือนกัน จะหนักข้างหนึ่งก็ไม่สมควร จึ่งประชุมกันให้สัจต่อกันว่า จะยินดีแต่ในภรรยาผู้เดียว จะประพฤติให้เหมือนกันทั้งเจ้าแลขุนนาง ผู้ดีแลไพร่ ก็ตั้งเปนกดหมายขึ้นไว้สำรับแผ่นดิน ถ้าผู้ใดไม่ฟังขืนมีเมียเปนสองคนแล้ว ก็ให้จับตัวมาทำโทษเสีย การก็เปนธรรมเนียมสืบมาจนทุกวันนี้ ซึ่งมีเมียคนเดียวนั้น ก็มิใช่คำสั่งสอนของสาศนาดอก เปนแต่ปัญญานักปราชเขาคิดหาความยุติธรรม เพื่อจะดับความโลภของมนุษย คิดจะให้แผ่นดินเจริญขึ้นเท่านั้น ถ้าจะตรองไปอีกทีหนึ่งที่มีเมียคนเดียว ถ้าภรรยานั้นป่วยเจ็บฤๅมีครรภก็ดีฤๅมีระดูก็ดี ผู้ที่มักมากในกามคุณ เขาก็เหนว่าต้องป่วยการเสียเวลาไปทุกๆ เดือน เขาก็ไม่สรรเสิญว่ามีภรรยาคนเดียวดี เขาเหนว่าถ้าไปข่มขืนน้ำใจภรรยาก็เปนบาป ถ้ามีหลายคนก็ผลัดเปลี่ยนกันไปได้ สาศนาพระพุทธเจ้า ว่าบุทคลประพฤติพรหมจรรยรักษาปาฏิโมกขสังวรศีลอยู่ผู้เดียว ก็เปนการประเสริฐ ถ้าบวชอยู่ไม่ได้ สึกออกมาจะยินดีอยู่ในภรรยาผู้เดียวพระองคก็สรรเสิญว่า เปนพรหมจรรยอย่างหนึ่ง ชื่อสรัทธาระสันโดด ข้อที่มีภรรยามากนั้น พระพุทธเจ้ามิได้สรรเสิญเลย ติเตียนว่าตั้งอยู่ในโลภะมูลโมหะมูล ครั้นจะห้ามเสีย มิให้มีภรรยามากก็ไม่ได้ ด้วยของที่เขาได้มาโดยปรกติไม่เปนโทษ ก็ควรแก่เขา เพราะฉะนั้นจึ่งมิได้ห้ามปรามเปนองค์ศีลขึ้น เปนแต่พระองคสรรเสิญแลติเตียนเท่านั้น ศีลอทินนาทาน แลศีลมุสาวาทนั้นไม่ต้องอธิบายแก้ไขแล้ว ด้วยถือเหมือนกันทั้งโลกย ๚ะ

๏ ถามว่าที่สาศนาต่างๆ มากล่าวอ้างว่า สวรรคแลนรกนั้นมีด้วยกันทุกๆ ภาษา ข้างฝรั่งว่าผู้ใดถือสาศนาปฏิบัติชอบ ไม่ผิดคำสั่งสอนของพระคฤษโตแล้ว ครั้นตายไปพระผู้เที่ยงแท้ จะรับเอาดวงจิตรไปไว้ในเมืองสวรรคด้วย ไม่รู้แก่ไม่รู้ตายสืบต่อไปอีกอยู่เปนนิจถาวรทีเดียว ถ้าผู้ใดไม่นับถือพระคฤษโต ผู้นั้นตายไปนรก ก็จะไม่รู้ผุดรู้เกิดเลยทีเดียว ข้างแขกก็กล่าวว่า ถ้าผู้ใดได้ถือสาศนานาบีมะหมัด คือระสู่หลุนหล่ารับศีลสุนัดแล้ว ประฏิบัติเคร่งครัดดีแล้วตายไปก็ขึ้นสวรรค พระอ้าหล่าหุดอ้าหล่า ก็จะประทานความชอบให้วิมานเปนที่อยู่ ให้มีนางฟ้าเปนบริวารนับได้ร้อยพันหมื่นแสน ตามความชอบมากแลน้อย ถ้าผู้ที่ทำบุญบ้าง ทำบาปบ้าง ตายไปก็ต้องไปชั่งบุญชั่งบาปด้วยตราชูก่อน ถ้าบุญมากกว่าบาป แล้วก็ไปข้างตะพานกรด ตะพานนั้นเล็กกว่าเส้นผมคมยิ่งกว่าอาวุธ ต้องขี่สัตวข้ามไปจึ่งไปได้ เพราะฉะนั้นจึ่งได้ฆ่าโคฆ่ากระบือฆ่าแพะฆ่าแกะ สัตวที่มีกีบเปนง่ามทำบุญไว้ สำหรับจะได้ขี่ข้ามตะพานกรดไปเมืองสวรรค ก็เพราะกีบสัตวนั้นเปนง่าม จะได้คีบลวดตะพานไว้ได้ ถ้าคนจนไม่มีจะทำ ก็ให้เข้าทุนกัน โคกระบือขี่ได้ตัวหนึ่งเพียงหกคน แพะแกะขี่ได้ตัวละสองคน เกินนั้นไปไม่ได้ ถ้าผู้ใดไม่ได้ทำไว้ ก็ไม่มีสัตวจะขี่ไป ต้องถัดไปบนสายลวดตพานนั้น จะได้ความยากลำบากยิ่งนัก ครั้นข้ามตะพานไปถึงฟากเมืองสวรรคแล้ว ก็ไปอาบน้ำทิพยที่สระอันหนึ่ง ร่างกายก็กลับเปนเทวดาไปหมด จึ่งเข้าไปเฝ้าอ้าหล่า ๆ ก็โปรดประทานวิมานแลนางฟ้า ให้ภอสมควรแก่บำเหน็จความชอบ เหมือนอย่างกล่าวมาแล้ว แขกผู้ใดตายไปชั่วด้วยตราชู มีความบาปมากกว่าความบุญก็ดี ฤๅเปนแขกขี้ฉ้อตอแหลกินเหล้ากินหมูกินหมี่ เปนคนไม่ได้ถือตามสาศนาเลย เปนแต่ได้รับสีลสุนัด เรียกว่าอิษลามเท่านั้น พวกเหล่านี้ตายไป ระสู่หลุนหล่าก็บังคับให้ไปตกนรกเสียก่อน พันปีบ้างสองพันปีบ้าง หมื่นปีบ้างตามโทษมากแลน้อย ถึงกำหนดแล้ว ระสู่หลุนหล่าก็ไปกราบทูลฃอต่ออ้าหล่าหุดอ้าหล่า ก็โปรดประทานโทษให้ ระสู่หลุนหล่าก็ไปถอดพวกอิศลามไปจากนรก แล้วให้ไปอาบน้ำทิพย ร่างกายก็กลับเปนเทวดาไป ระสู่หลุนหล่าก็ภาไปเฝ้าอ้าหล่าหุดอ้าหล่า ก็ประทานวิมานให้หลังหนึ่ง นางฟ้าคนละสิบคนอยู่สวรรคเปนนิจถาวรไม่รู้แก่ไม่รู้ตาย แต่เปนแขกเลว ๆ ขี้ริ้ว ไม่ถืออะไรเลยก็ยังได้ประทานเมียถึงสิบคน ดีกว่าอยู่เมืองมนุษยอีก ถ้าผู้ใดไม่ได้รับศีลสุนัดเข้าในพวกอิศลาม ตายไปก็ตกนรกอยู่ที่เดียว ไม่รู้ผุดไม่รู้เกิดเลย ๚ะ

๏ ฃอถามว่าก็ที่ว่าพระอ้าหล่า ประทานนางฟ้าให้อย่างน้อย ก็แต่เพียงสิบคนขึ้นไปจนตั้งหมื่นตั้งแสนนั้น ผู้หญิงมากกว่ามากนัก ผู้หญิงในเมืองมนุษยไปขึ้นสวรรคฤๅ ๆ พระอ้าหล่าสร้างให้เปนเครื่องบำเหน็จ แก้ว่าพระอ้าหล่าสร้างนฤมิตรให้เปนเครื่องบำเหน็จ ๚ะ

๏ ถามว่าก็ถ้าดั่งนั้นแล้ว เมียที่อยู่เมืองมนุษยด้วยกันนั้น จะไปอยู่ด้วยกันฤๅ ๆ จะมิวิมานอยู่ต่างหาก แก้ว่าไปอยู่ประสมคู่ด้วยกัน พร้อมผัวพร้อมเมียกัน ๚ะ

๏ ถามว่าก็เมียที่หึงอยู่ในเมืองมนุษย ไม่ให้ผัวมีเมียน้อยได้ ขึ้นไปอยู่บนสวรรคแล้ว เหนพระอ้าหล่าประทานเมียน้อยให้แก่ผัวมากกว่ามาก จะไม่หึงฤๅ แก้ว่าหึงไม่ได้ ด้วยกลัวอำนาจพระอยู่ ๚ะ

๏ ถามว่าก็อย่างนั้นพระมิเข้าด้วยผู้ชายฤๅ ผู้หญิงที่เขาประฏิบัติเคร่งครัดก็มี พระก็ไม่ได้ประทานความชอบสิ่งไร กลับประทานเมียน้อยให้แก่ผัวเขา ๆ มิได้ความคับแค้นฤา แก้ว่าการไม่เปนดั่งนั้น พระชักเอาซี่โครงของบุรุษยไปสร้างเปนผู้หญิง ภอเปนคู่กันเท่านั้น ผู้หญิงไม่ได้เปนใหญ่ จึ่งไม่ได้ความชอบเหมือนผู้ชาย ๚ะ

๏ ถามว่าก็ผู้หญิงแขกที่เปนแม่หม้ายแล้ว ก็ไปมีผัวอื่นต่อๆ ไปอีกเปนหลายคนก็มี ก็หญิงคนเดียวผัวหลายคน ตายไปขึ้นบนสวรรค พระจะโปรดตัดสินอย่างไรเล่า แก้ว่าสุดแก่พระไทยของพระจะประทานให้แก่ผู้ใด ก็ได้แก่ผู้นั้น แลสาศนาพรามณก็กล่าวว่าผู้ใด ถือพระอิศวรพระนารายน์ แล้วประฏิบัติเคร่งครัดดี ตายไปก็จะไปบังเกิดอยู่ในพรหมโลกย ไม่รู้แก่ไม่รู้ตายอีก ร่างกายนั้นไม่เปนรูปชายรูปหญิง เหนรูปหย่างเดียวกัน มีแต่ความศุขความเอย็นใจเท่านั้น ก็ถ้าไม่นับถือตามข้อบัญญัติในสาศนาพระของเขาแล้ว ตายไปตกนรกทีเดียว ในสาศนาพระสมณโคดม ก็กล่าวถึงสวรรคนรกเหมือนกัน ผู้ใดรักษาศีลให้ทานประพฤติข้อประฏิบัติ ตายไปก็ไปสวรรควิมานแลนางฟ้าเกิดขึ้น เพราะกุศลของตัวตามที่ได้ทำไว้มากแลน้อย ก็ถ้าไม่ได้ทำกุศลทำแต่บาปกรรม ตายไปก็ไปตกนรกอยู่ช้านานกว่าจะสิ้นกรรม จึ่งมาเกิดเปนสัตวดิรัจฉานบ้าง เปนมนุษยบ้าง ถ้ามีกุศลติดตัวอยู่ กุศลก็นำไปสวรรคได้บ้าง ก็ที่ไปเกิดเปนเทวดาอยู่ในสวรรคนั้น สิ้นกำลังกุศลแล้ว ก็จุติมาเกิดเปนมนุษยบ้าง เปนสัตวบ้าง บางที่มีกรรมติดตัวไปตกนรกบ้าง เปนการไม่เที่ยงวนเวียนอยู่ ต่อเมื่อใดทำจิตรใจให้ถึงความบริสุทธิ์แล้ว มรรคสี่ผลสี่ บังเกิดถึงความดับทุกขมิได้เวียนต่อไปอีก ก็เปนเอกันตะบรมศุขเปนนิจถาวรมิได้เกิดมิได้แก่ตายต่อไปอีก ก็ผู้ใดที่ไม่ได้ถือพระพุทธสาศนานั้น ถ้าประพฤติความดีก็เปนบุญ ตายไปได้ไปสวรรค ถ้าประพฤติความชั่วก็เปนบาป ตายไปตกนรก ไม่ได้กล่าวว่าไม่นับถือพระพุทธเจ้าแล้ว ตายไปตกนรกทีเดียว เหมือนสาศนาอื่นๆ ที่เขาว่าไม่นับถือพระของเขาแล้ว ตายไปๆ ตกนรกทีเดียวเหนความวิเสศแก่สาศนาแขกดั่งนี้ ๚ะ

๏ ถามว่าที่ว่าตายว่าไปได้นางฟ้านางสวรรคมาก จะมิเหมือนสาศนาแขกฤๅ แก้ว่าไม่เหมือนสาศนาแขก ผู้ชายที่ทำบุญให้ทานมากได้ ไปสวรรคได้สมบัติศฤงฆารบริวารมาก ก็ตามกำลังกุศลของตัวที่ได้กระทำไว้นั้น ถ้าเปนสัตรีบำเพญทานรักษาศีลมาก ก็ไปเกิดในเมืองสวรรค มีวิมานเปนที่อยู่ไม่มีเทวดาองคใดองคหนึ่งมาเปนเจ้าของ แล้วเทวดาผู้ใหญ่ที่เปนเจ้าพิภพสวรรคนั้น ก็มารับเอาไว้เปนเจ้าของ ก็ที่ผู้หญิงเหล่าใดทำบุญให้ทานย่อหย่อนอยู่ ไปเกิดในสวรรคถ้าถูกอาณาเขตรของเทวดาองคใด ก็ไปเปนบริวารของเทวดาองคนั้นว่าดั่งนี้ก็ไม่เที่ยงทีเดียว บางทีผู้หญิงไปเกิดเปนเทวบุตรไปก็ได้ บางทีผู้ชายไปเกิดเปนเทพธิดาก็ได้ บุรุษยภาวะอิถีภาวะ ไม่เที่ยงด้วยกัน ทั้งเทวดาแลมนุษย แลสัตวดิรัจฉานมักกลับไปกลับมา ด้วยเมื่อแรกตั้งรูปกะลาบขึ้น รูปนั้นเจริญก็แตกเปนอิถีลึงคปุงลึงคนะปุงสกะลึงค เปนไปตามกุสลากุศลที่ตกแต่ง แลสาศนาอื่นๆ ที่เปนสาศนาเล็กน้อย ก็กล่าวถึงสวรรคนรกด้วยกันหมด เว้นไว้แต่จำพวกที่ถือเปนกลางๆ ไม่รู้ว่าสวรรคอยู่ที่ไหนนรกอยู่ที่ไหน ก็ไม่มุ่งหมายเอาสวรรค แลพวกที่ถีอว่าตายสูญกัน ก็มิได้มุ่งหมายเอาสวรรค แล้วก็ไม่กลัวไภยในนรกเลย ๚ะ

๏ ถามว่าที่กล่าวว่าเทพบุตรองคหนึ่ง มีนางเทพธิดาเปนบริวารนับหมื่นนับแสนนั้น ผู้หญิงที่ไหนจะไปเกิดเปนเทพธิดาเล่า ผู้หญิงจะมิไปสวรรคมากกว่าผู้ชายฤๅ แก้ว่าการไม่เปนดั่งนั้น ข้างแผ่นดินฮินดูนั้นใกล้ต่อสาศนาแขก ๆ เขาก็ถือว่าผู้ชายคนหนึ่ง ก็มีนางฟ้าเปนบริวารนับหมื่นนับแสน การอันนี้พระอาจาริย์เก่าท่านพรรณาสมบัติในเมืองสวรรค ก็คล้ายกับสวรรคของแขก ในสาศนาของแขกเขาฬ่อไว้ให้คนนิยมมากนักแล้ว ท่านจะเหนว่าคนจะตื่นไปด้วยสวรรคของแขกเสียมาก จึ่งกล่าวไว้บ้างดั่งนี้ ฤๅอย่างไรก็ไม่แจ้ง ถ้าจะว่าที่จริงที่แท้นั้น เมืองสวรรคก็คล้ายกับเมืองมนุษยนั้นเอง แต่ความศุขเขาจะมากกว่ามนุษยโลกย เทวดาที่มีบันดาศักดิ์ก็มีบริวารมาก ที่หาบันดาษักดิ์มิได้ก็มีบริวารน้อยตามกุศลวาศนา พระพุทธเจ้าติเตียนกามคุณมิได้สรรเสิญสวรรคเลย พระองคมาสรรเสิญอยู่ก็แต่อมัตธรรม คือความดับทุกขเท่านั้น ที่กล่าวสวรรคเภ้อเจ้ออยู่นั้น เปนจะด้วยอัฏฐะกะถาจาริย์ท่านกล่าวไว้แต่ภอให้มนุษยมีความนิยมยินดี ที่จะได้สมบัติในสวรรคแล้ว ก็จะได้เลี้ยวลงหาศีลสมาธิปัญญาทางวัตประฏิบัติ คือพระอริยมรรคแล้ว ก็จะได้พ้นทุกขไปเท่านั้น ๚ะ

๏ ถามว่าการที่กล่าวถึงสวรรคนรกต่างๆ กันดั่งนี้จะจริงข้างผู้ใด ขออธิบายไปให้แจ้ง แก้ว่าความเรื่องสวรรคนรกนี้ เปนของไม่รู้ไม่เหนว่าอยู่ที่ไหน เปนแต่กล่าวว่าสวรรคอยู่บนฟ้า นรกอยู่ใต้ดินด้วยกันทั้งสิ้น ก็ทางสาศนาทั้งปวงนี้ คิดดูก็เอาสวรรคมาฬ่อ เอานรกมาขู่ด้วยกันทุกๆ สาศนา บางทีก็ขู่อย่างยิ่งบ้าง บางทีก็ขู่อย่างกลางบ้าง ตามแต่ปัญญาผู้ที่จะคิดกดน้ำใจคนให้กลัว ให้มีความหวาดความสดุ้งเท่านั้น ถ้าจะคัดค้านเสียว่าสวรรคไม่มีนรกไม่มีก็ไม่ได้ เพราะเปนความประพฤติดีประพฤติชั่วอยู่ในโลกยแล้ว ถ้าสวรรคนรกไม่มี ความที่ประพฤติดีประพฤติชั่วจะไปสูญเสียที่ไหนเล่า เหนเหตุอย่างหนึ่งในมนุษยโลกยนี้ มีความศุขแล้วความทุกขก็มี ความร้อนมีแล้วความเอย็นก็มีเปนของคู่กัน มนุษยผู้ที่ตายไปแล้ว ถ้ามีความปฏิสนธิ์เวียนอยู่ไม่สูญไป ก็คงจะมีที่เกิดเปนศุขแลเปนทุกขเปนของคู่กัน เหมือนความเปรียบฉะนี้ จะว่าสวรรคอยู่บนฟ้า นรกอยู่ใต้ดินฤๅก็ไม่เหน ขอท่านผู้มีปัญญาตริตรองดูเถิด แต่ศุคติทุคติคงจะมีเปนแน่ ไม่เปนที่สงไสยเลย ได้สืบความเก่าแลความใหม่ประกอบบ้าง ภอเปนพยาน มีนิทานว่าด้วยผู้ที่ตายไป แล้วกลับเปนขึ้นมานั้น จะว่าสลบไปฤๅ ๆ ฝันว่าตายก็ตามเถิด แต่ลมอัสสาสะ ปัสสาสะนั้นไม่มี บางทีวันหนึ่งกับคืนหนึ่งก็มี บางทีวันหนึ่งก็มี ครั้นฟื้นขึ้นมาก็เล่าความให้ฟังว่า ได้เหนสิ่งนั้น ๆ ๚ะ

๏ นิทานเก่ามีเจ้าแผ่นดินเมืองจีนองคหนึ่ง ชื่อหลีสิบิ๋น สลบไปสามวันฟื้นขึ้นมา จึ่งเล่าความให้ขุนนางฟังว่า ได้ไปเหนเมืองนรก กระทำกรรมกรณกันต่างๆ เปนที่น่ากลัวยิ่งนัก ผู้ที่ได้รู้จักก็ไปเหนปรากฏอยู่ในเมืองนรกก็มีเปนอันมาก กระษัตริย์หลีสิบิ๋นได้ถามพวกนายนิริบาลว่า ผู้ที่มาตกนรกอยู่ดั่งนี้ ทำไมจึ่งจะได้พ้นทุกข พวกนายนิริบาลบอกว่า ให้ถือสาศนาพระพุทธเจ้า ทำบุญแผ่ผลมาให้แล้ว ผู้ที่ตกนรกก็จะพ้นทุกขได้ ครั้งนั้นกระษัตริย์หลีสิบิ๋น จัดหาผู้ที่จะรับอาษาไปเรียกสาศนาพระพุทธเจ้า ได้ทังซอมจั๋งองค์หนึ่ง เปนผู้รับอาษาไปเรียนสาศนาพระพุทธเจ้ามาแต่ไซถี คือเมืองพราหมณ บางแห่งก็ว่าเกาะลังกา สาศนาพระพุทธเจ้าจึ่งได้มีขึ้นในแผ่นดินจีน แต่ครั้งนั้นมา ๚ะ

๏ เรื่องในปัจจุบันทุกวันนี้ก็มีเปนหลายเรื่อง จะชักมาว่าภอเปนสังเขป ขุนจิตรอยู่ที่เมืองสมุทปราการอายุเจ๊ดสิบปีเสศ สลบไปฟื้นขึ้นมาเล่าความให้ฟังว่า มีผู้เอาตัวไปถึงที่ปากเหวแห่งหนึ่ง เหนเขามัดคนจูงมาทั้งหญิงทั้งชาย เปนอันมากกว่ามาก ครั้นมาถึงปากเหวแล้ว เขาก็ทุบคนเหล่านั้นทิ้งลงไปในเหวดูน่ากลัวยิ่งนัก ก็แต่ขุนจิตรนั้นเขาว่าผิดตัวไป เขาไล่กลับมาเสีย ภอเขาว่ากันดั่งนั้นแล้ว ก็ตกใจตื่นขึ้นมา ตั้งแต่นั้นมาขุนจิตรก็ไม่กระทำบาปทั้งปวง อุษ่าห์รักษาแต่ศีลร่ำไป ๚ะ

๏ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง บุตรเฃมรชื่ออีอกอยู่ที่นาพระโขนง อายุสิบแปดปี เปนไข้จับสลบไป วันหนึ่ง แล้วกลับเปนขึ้นมา เล่าความให้ฟังว่ามีผู้มามัดจูงพาไปตามทาง ไปถึงที่แห่งหนึ่ง เขาตั้งกระทะใหญ่ๆ ไว้เปนอันมาก เหนเขาจับคนมัดจูงมาแล้ว ก็โยนลงในกระทะมากกว่ามาก ในกระทะเปนน้ำ ฤๅน้ำมันก็ไม่รู้ แต่ตัวอีอกนั้น เขาว่าผิดตัวไป ให้ไล่กลับไปเสียอีอกเดินกลับมาตามทาง พบหญิงแก่คนหนึ่งก็ชวนไว้อยู่ด้วย อีอกตอบว่าพ่อแม่ก็แก่แล้ว ไม่มีผู้ใดอยู่เปนเพื่อน อีอกก็กลับมาถึงเรือนฟื้นขึ้น ๚ะ

๏ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อปีรกาเอกศกจีนอยู่ที่ตลาดสำเพง ฆ่าเป็ดฆ่าไก่ขายเปนนิตย์ ตายไปกลับเปนขึ้นมาพูดว่า ที่เมืองผีเต็มทีนักพูดแล้วก็สั่นศีศะผู้ใดจะถามเอาความอย่างไร ก็ไม่บอกร้องแต่ว่าเต็มทีพูดไม่ได้ บอกไม่ได้ก็มาละเสียซึ่งความบาปทั้งปวง ไปหากินเลี้ยงชีวิตรการสุจริตค่างอื่นที่ไม่เปนบาปแล้วบอกเพื่อนฝูงว่า อย่าทำบาปทำกรรมเลย ๚ะ

๏ มีอิกเรื่องหนึ่ง จีนลุอยู่ที่เมืองชล เรือนนั้นอยู่ที่ริมน้ำ นอนหลับฝันไปว่า เขามัดคนโทษถึงตาย แลจำขื่อจำฅาบันทุกเรือมาญี่สิบคน จีนลุได้ไปดูเหนคนโทษนั้นมือด่างท้าวด่าง ก็ได้ไปนับเหนคนมือด่างเท่านั้น ท้าวด่างเท่านั้น ที่มือแลท้าวไม่ด่างเท่านั้น ครั้นตื่นขึ้นก็เหนเขามัดสุกรบันทุกเรือมาจอดที่ค่างเรือน ตัวได้ไปนับชันสุตรดู ก็เหนสุกรด่างเท่านั้นไม่ด่างเท่านั้น ครบยี่สิบตัว ต้องด้วยความฝัน จึ่งมาคิดว่าสุกรนี้ ก็เปนคนที่ทำบาปกรรมนั้นเองมาเกิด ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่กินเนื้อสุกรเลย ตัวเคยประพฤติ์หากินทางปาณาติบาต ทำโปะแลโพงพางแลทำอวน ก็ละเสียไปทำนาหากิน นี่แลการเปนดั่งนี้อยู่ จะว่านรกมีฤๅไม่มี ก็สุดแต่ปัญญา จะเหนเถิด ๚ะ

๏ ความฝันสี่อย่างดั่งนี้ ๚ะ

๏ ที่หนึ่งคือฝันด้วยธาตุกำเริบ คือว่ากายจิตรใจไม่สบายแล้ว แลฝันไปต่างๆ อย่างหนึ่งเรียกว่าธาตุโขภ ๚ะ

๏ ที่สอง ฃองได้เคยเหน ได้เคยได้ยินได้เคยนึกมาแต่ก่อน ดั่งได้ยินเขาเล่าเรื่องราวสิ่งไร ๆ ก็เกบมาฝันดังนี้ เรียกว่าโลกยนิวรหนึ่ง ๚ะ

๏ ที่สาม ฝันด้วยผีสางเทวดาบันดาน จะให้ได้ศุขได้ทุกข้างน่าก็มี ดังนี้เรียกว่าเทพสังหรนั้นอย่างหนึ่ง ๚ะ

๏ ที่สี่ ฝันเหนด้วยเปนบุพนิมิตที่จะเกิดความดีความร้าย เปนนิมิตบังเกิดขึ้นในใจของตัวดั่งนี้ เรียกว่าบุพนิมิตนั้นอย่างหนึ่ง ฝันเหนสองอย่าง ข้างต้นนั้นท่านว่าไม่จริง ฝันเหนย่างที่สาม ท่านว่าจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เพราะว่าผีสางเทวดา จะให้ได้ดีได้ร้าย แลบันดานให้ฝัน ให้เชื่อไปตามความฝันมา ให้ฝันว่าจะเปนอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วไม่เปนอย่างนั้นอย่างนี้เหมือนกับความฝัน เปนไปเสียอย่างอื่นก็มี ฝันเหนด้วยเปนบุพนิมิตท่านว่าจริง เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าเมื่อยังเปนโพธิสัตว ฝันเหนนั้น เปนบุพนิมิตจะให้เปนพระพุทธเจ้า แต่บุพนิมิตนี้ ก็มีแต่คนที่มีบุญมีวาศนา บุญวาศนาบันดานให้ฝัน ให้เหนความดี บุญวาศนาจะสิ้น ให้เหนความร้ายถึงคนวาศนาน้อย ก็มีความฝันเปนบุพนิมิตบ้าง ๚ะ

๏ ฝันด้วยบุพนิมิตนี้ มักเปนปฤษนา เหมือนยังกับบ้ายห้วย เหมือนยังกับเรื่องหลีสิบิ๋นสลบไป ฝันเหนว่าไปนรกนั้น จะว่าเปนบุพนิมิตก็ได้ ด้วยหลีสิบิ๋นเปนคนมีบุญ มีอายุยืนนานไป ถ้าหากว่าฆ่ามนุษยมาก อายุก็จะสั้นเข้า ก็บันดานให้ฝันเหน ให้กลัวต่อบาปอันนั้น ๚ะ

๏ อิกอย่างหนึ่งเปนบุพนิมิต เปนเหตุเพื่อจะให้หลีสิบิ่น หาพระพุทธสาศนา มาตั้งไว้ในประเทศจีน เปนแต่บุพนิมิตเท่านั้นเอง คนนอนหลับสนิทจิตรตกภวังค์ ก็ไม่ฝันเหน ตื่นอยู่มิสติสัมปชัญ ก็ไม่ฝันเหน หลับ ๆ ตื่นๆ เคลิ้ม ๆ สติสัมปชัญน้อยแล้วจึ่งฝันเหน ความเหนของคนที่มีสติสัมปชัญน้อยนั้น จะเชื่อตามความเหนนั้นไม่ได้ เปนแต่บุพนิมิตนั้นได้อยู่ ๚ะ

๏ ขอท่านทั้งหลายทั้งปวงอย่าเข้าใจว่าจิตรใจที่เปนความฝันนั้นไปเถิด จะเปนสัสสตะทิฐิไป ที่แท้นั้นอารมณทั้งปวงดับหมด จะไปเกิดก็แต่ผลวิบากที่เปนกุศลอกุศลเรียกว่ากรรม ได้แก้ไว้แล้วในเบื้องต้น ๚ะ

๏ ถามว่า ที่ถือตายไปตกนรกทีเดียว ไม่รู้ผุดไม่รู้เกิดจะจริงฤๅ ๚ะ

๏ แก้ว่าคำอันนี้ขู่ไว้แรงนัก ก็บุกคลที่ตกนรกนั้น ความดีที่เขาก็ได้กระทำไว้มีอยู่บ้าง ก็ความดีนั้นจะสูญไปเสียไหน ตกนรกสิ้นกรรมแล้ว ความดีจะไม่ช่วยอุดหนุนฤๅ จะไปตกนรกอยู่ที่เดียวไม่รู้ผุดรู้เกิดได้ฤๅ ขอท่านจงตรึกตรองดูเถิด

๏ ถามว่าบุทคลที่ถือตายฝังก็มี ตายเผาก็มีตายเถือเนื้อให้แร้งกินก็มี ตายไปทิ้งน้ำเสียก็มี ที่ถือกันดังนี้อย่างใรจะเปนการถูก ๚ะ

๏ แก้ว่าดับสังขารสิ้นชีวิตรไปแล้ว ก็สำรับที่จะเปนดินไป ถึงจะเผาจะฝังจะทำอย่างไรๆ แก่อสพ ก็ไม่เปนการที่จะไปตกนรกขึ้นสวรรค ด้วยเหตุอันนั้นได้ ก็ลัทธิของมนุษยที่ถือเผานั้น ก็ติจมาแต่พราหมณ์บูราณเขาถือเผา ก็เผากันต่อๆ มา ก็การที่เผานี้ก็เหนว่าดีอยู่อย่างหนึ่ง เพียงอสพให้สูญไป ไม่ให้โสโครกอยู่ในแผ่นดิน ก็ที่ถือฝังนั้นลัทธิเขาเหนว่า เมื่อเวลาพระจะมาพิพากษา บุญแลบาปเทวดาเอาแตรมาเป่ามนุษยก็จะเปนขึ้นหมด ร่างกายของใครๆ ก็คงจะเปนขึ้นดังนั้น เขาจึ่งได้ฝังไว้ อีกจำพวกหนึ่ง ที่ถือว่าตายเกิดคล้ายกับไทย เขาก็ถือเผาบ้าง ฝังบ้าง ที่เผานั้นเขาว่าเปนผู้สำเรจแล้วจึ่งเผาได้ ถ้ายังไม่สำเร็จต้องฝังเสีย อีกจำพวกหนึ่ง เมืองธิเบศข้างแผ่นดินพราหมณนั้น เฃาถือว่ามนุษตายแล้ว ก็เชือดเนื้อให้แร้งกินทั้งผู้ดีแลไพร่แล้วจึ่งเผา ถือว่าได้บุญมาก ลัทธิต่าง ๆ กันดั่งนี้จะว่าอย่างไรเปนถูก อย่างไรเปนผิดนั้นไม่ได้ แต่ปัญญานักปราชทุกวันนี้เขาตริตรองดูเหนว่าอสพไปฝังไว้นั้น เปนการโสโครก ด้วยน้ำที่จะบริโภคใช้สอยนั้นสูบถึงกันในแผ่นดิน จะว่าสพฝังไว้ในป่าช้าต่างหาก น้ำไหลอยู่ต่างหากจะเถียงเช่นนี้ไม่ได้ ด้วยอายดินฟ้าอากาศธาตุทั้งปวงสูบแล่นตลอดถึงกันหมด ถ้าทำที่เผาด้วยเหลกปกปิดเสียให้มิดชิดอย่าให้กลิ่นเหมน แลควันออกได้ จะไปถูกคนจะเกิดแสลงขึ้น ถ้าทำได้ดั่งนี้แล้ว เผาดีกว่าฝังการอันนี้จะแก้ไฃยน้ำใจคน ให้เปลี่ยนธรรมเนียมก็ยาก ด้วยถือมั่นมาเสียนานหนักหนาแล้ว ฃอท่านได้ตริตรองดูตามปัญญาจะเหนชอบนั้นเถิด ๚ะ

๏ ถามว่า พระพุทธเจ้าลางกับก็ได้มาตรัสบ้าง ลางกับก็ไม่ได้มาตรัสบ้าง เปนกับเปล่าก็มี ก็พัทธกัปนี้ว่ามีพระเจ้ามาตรัสห้าพระองค์ ล่วงไปแล้วสี่พระองค์ ก็ในระหว่างนั้นเรียกว่าพุทธันดรหนึ่ง ก็มนุษเกิดในกับ ไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสก็ดี ฤๅเกิดในระหว่างพุทธันดรหนึ่งก็ดี ฤๅไปเกิดอยู่ในเกาะก็ดีในป่าก็ดี มนุษเหล่านี้ไม่ได้รู้จักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เขาก็ถือตามลัทธิฃองเฃามนุษจำพวกนี้ตายไปจะเปนอย่างไร ที่ได้พบพระสาศนา พบพระพุทธเจ้านั้นมีคุณอย่างไรฃออธิบายไปให้แจ้ง ๚ะ

๏ แก้ว่า ในคำสั่งสอนฃองพระพุทธเจ้าเทศนาไว้ว่า บุคคลที่ไปเกิดจักรวาฬอื่นๆ ก็ดี ฤๅเกิดในระหว่างสาศนาก็ดี ฤๅเกิดในที่ประเทศต่างๆ ในป่าก็ดีในเกาะก็ดี มนุศเหล่านี้ก็คงจะมีความถือธรรมที่เปนสุจริต คือได้รักษากรรมบทสิบประการก็มี ศีลห้าประการก็มี ถือบิดามานดาเปนพระก็มี ถือกระตัญญูกัตเวทีก็มี ฤๅมีความเมตตากรุณาต่อมนุษ ตลอดถึงสัตวเดรัจฉาน ไม่ทำการเบียดเบียฬ สิ่งหนึ่งสิ่งใด มีแต่จะคิดให้ความศุขแก่เขา เปนบุคคลตั้งอยู่ในธรรมสุจริต ประพฤตการดังเช่นว่ามานี้ ก็เรียกว่าสัมมาทิฐิในระหว่างว่างพระพุทธสาศนา ประพฤติ์แต่เท่านี้ ตายไปก็ได้ศุศติเบื้องน่า ๚ะ

๏ ประการหนึ่ง บุคคลมาเพ่งในดวงกระสินสิบประการทำให้อุคคะหะนิมิตร ปฏิภาคนิมิตรบังเกิดแล้ว ทำให้ถึงองค์ฌาน ตายไปก็ได้ไปเกิดในพรหมโลกย ถ้าบุคคลประพฤติเปนพาลทุจริตต่าง ๆ มิได้ตั้งอยู่ในความสัตยสุจริต ตายไปก็คงจะไปเกิดในทุคคติกำเนิดเปนธรรมดาที่บุคคลทำดีทำชั่ว กรรมฝ่ายกุศล แลฝ่ายอกุศลเปนผู้ตกแต่งให้ได้ศุขได้ทุกข ความดีความชั่วเปนธรรมดาอยู่สำหรับโลกย อยู่ในน้ำใจมนุษทุกทิษทุกตำบล บุคคลจะทำชั่วทำดีอย่างไร พระวิญญาณนี้ก็รู้ก็ที่ว่าพระผู้สร้างนั้น เหนจะได้แก่พระกุศลา อกุศลา เปนผู้สร้างสังขาร แลตบแต่งสังขารให้ดีให้ชั่ว แลสิ่งสาระพัดที่เปน อุปาทิณณกะสังขาร อนุปาทิณณกะสังขาร คือสังขารที่ไหวติงได้นั้นอย่างหนึ่ง คือสังขารที่ไม่ไหวติงได้นั้นอย่างหนึ่ง สังขารเหล่านี้ ก็รู้จักแตกรู้จักทำลายด้วยกันทั้งนั้น เกิดขึ้นก็เพราะกุศลากุศลนิยม เหนจะเปนความจริงดังนี้ทีเดียว ซึ่งว่าพระเปนเจ้าอยู่ทุกทิศทุกตำบน คอยลงโทษแก่มนุษ แลคอยตัดสินให้ ไปสวรรคิ์ไปนรกก็เหนจะเปนกรรมนิยมนั้นเอง ที่ให้คุณให้โทษในประจุบันนี้กรรมในเบื้องหลัง ที่เปนฝ่ายอกุศลกุศลตามมาทัน ก็ให้ผลตามที่เปนกุศล ลางทีผลที่ทำในประจุบันชาตินี้ ให้ผลเปนทิฐะธรรมเวทะนิยกรรม ก็มีทั้งสองฝ่าย บุคคลไม่ได้ตริตรองในเรื่องนี้ ก็ว่าพระบ้างเทวะบ้าง ผีบ้างให้คุณให้โทษ ข้อที่ได้พบพระพุทธเจ้ามีคุณอย่างไร คือว่าพระพุทธเจ้ามาชี้อมัตตธรรม ให้กระจัดความรกชัดในน้ำใจให้สิ้นสุด ถึงซึ่งวิมุตก็จะได้ความเอย็นใจ ตายไปจะได้ความศุขพ้นทุกข ทุกขไม่มีอีก ได้พบพระพุทธเจ้ามีคุณดั่งนี้ ก็ที่ว่าพบพระพุทธสาศนามีคุณอย่างไร ๚ะ

๏ แก้ว่า พระพุทธสาศนา เปรียบเหมือนหนึ่งบุคคลได้พบที่แผ่นดินอันอุดม จะทำนาทำสวนก็ได้ภักผล ก็ถ้าไปทำนาที่ดินไม่อุดม ได้ภักผลน้อย ที่พบแต่สาศนาไม่ได้พบพระเจ้า มีคุณเหมือนความเปรียบฉะนี้ ๚ะ

๏ ถามว่า พบพระพุทธสาศนา ว่าเปนที่อุดมจะทำสิ่งไร ก็ได้ภักผลมากนั้นอย่างไร ๚ะ

๏ แก้ว่า พุทธสาศนานี้ เหนว่าคำสั่งสอนให้บุคคลชำระล้างน้ำจิตร แลขัดสีที่รกชัดคือโลภะ โทษะ โมหะ ทิฏฐิมานะให้ปราศจากจิตรชั่วทั้งปวง

ให้มี หิริ โอตตัปปะ ก็แลหิรินั้นว่าตามพระบาฬีอธิบายว่าความลอายเพราะบาป โอตตัปปะนั้นว่าความสดุ้งเพราะบาป เปรียบเหมือนอย่างคนมีกายเปื้อนคูธ จะเดิรไปในท้องถนน ก็มีความละอายแก่ฝูงคน ความละอายนั้น ก็เพราะอาไศรยตัวเปื้อนคูธอยู่จึ่งต้องละอาย ก็ผู้ที่มี หิริ รู้อยู่ว่าสิ่งนี้เปนอกุศลเปนบาปทำลงแล้ว ก็จะละอายแก่ใจของตัวเอง เพราะดั่งนี้จึ่งว่า หิริ ความละอายเพราะบาป เหมือนยังกับคนจะทำโจรกรรมมาคิดว่า ถ้าเขารู้เข้าเขาจะจับตัวได้ทำโทษฉันใด ผู้ที่มีโอตตัปปะ รู้ว่าสิ่งนี้เปนบาปทำลง เขาจะติเตียนเหมือนกันเช่นนั้น เพราะดั่งนี้จึ่งว่า โอตตัปปะว่าความสดุ้งเพราะบาป ๚ะ

๏ หิริ เกิดแต่เหตุในภายใน โอตตัปปะ เกิดแต่เหตุในภายนอก หิริ เกิดแต่เหตุในภายในนั้น ๚ะ

๏ ความว่าบุคคลมาอาไศรย ชาติแลชื่อแลไวยฤๅคุณในตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง บาปที่ควรจะทำมาถึงเข้า แลมาคิดถึงชาติแลชื่อเปนต้น ว่าเรามีชาติดั่งนี้มีชื่อเสียงดังนี้ เปนคนแก่แล้ว ฤๅเปนคนพหูสูตร รู้เหนมาก มาคิดว่าเปนคนอย่างเรา ไม่ควนจะทำบาปแล้วงดเสีย อย่างนี้ชื่อว่า หิริ เกิดแต่เหตุในภายในที่ว่า โอตตัปปะ เกิดแต่เหตุในภายนอกนั้น ความว่าคนมีโอตตัปปะ รู้ว่าสิ่งนี้เปนบาป ถ้าทำลงแล้วจะมีผีสางเทวดานักปราชเขาติเตียน แลงดเสียไม่ทำอย่างนี้ชื่อว่าโอตตัปปะ เกิดแต่เหตุในภายนอก ๚ะ

๏ ถ้าบุคคลผู้ใด ได้มารักษาศีลบำเพญทานในธรรมวินัยสาศนานี้ ก็เหมือนหนึ่งได้พบที่ดินอันอุดม ถ้าบุทคลผู้ใดยังไม่ได้ชำระน้ำจิตรที่รกชัฎให้บริสุทธิ์จากสันดานมิได้เหนอริยสัจสี่ประการ ทำให้แจ้งในสันดาน ไม่เดินตามทางพระอัฏฐังคิกมรรค ก็เปนอวิชาให้ก่อเกิดสังขารวนเวียนรํ่าไป เสวยความศุขบ้างความทุกขบ้างไม่รู้สุด คำสั่งสอนในพระพุทธสาศนาดังนี้ ขอท่านทั้งหลายผู้มีสติปัญญา ตริตรองดูเทอญ ๚ะ

๏ กับที่เขาว่าเกิดทีเดียวตายไปอยู่สวรรค์ ก็อยู่สวรรค์ทีเดียว ไม่กลับมาอีก ก็การที่ไม่ได้ชำระจิตรให้บริสุทธิแล้ว เปนแต่เอาน้ำเข้าล้างสีสะ แลตัดปลายหนังองกำเนิดเสียเท่านั้น จะไปอยู่สวรรค์ทีเดียวได้ฤๅ จะเอาบุญพระอ้าหล่า ท้าวมหาพรหมมาคุ้มครองรักษาไว้ อ้าหล่าแลท้าวมหาพรหมอยู่ที่ไหนก็ไม่เหนท่าน ก็ความที่ชำระล้างน้ำจิตร ให้บริสุทธิสิ้นอาสวะ ก็ของเหนมีพยานอยู่ ทั้งตำราที่ทำชำระกันเสียซึ่งจิตรชั่วก็มีอยู่ ไม่ควรจะเชื่อ ฤๅจะไปเชื่อที่ของไม่เหนเนื้อ ไม่เหนตัวได้ฤๅ

ขอท่านผู้มีสติปัญญา ตั้งใจเปนกลาง วางจิตรให้เที่ยงตรง ตริตองดูให้เลอียด ก็จะเห็นความสว่างที่จริงที่แท้ ประจักษุแจ้งในสันดาน ๚ะ

๏ ข้อความที่กล่าวมานี้ ว่าด้วยโอกาศโลกย์ คือดินฟ้าอากาศ แลสิ่งของที่มีอยู่ในโลกย อย่างหนึ่ง ว่าด้วยสาศนาต่างๆ อย่างหนึ่ง ๚ะ

๏ ข้อความเหล่านี้ ได้เหนแก่ตาบ้าง ได้ฟังต่อหูบ้าง ได้เรียนศึกศามาแต่ท่านผู้รู้บ้าง ได้รู้ตามตำราในประเทศนี้บ้าง แลต่างประเทศบ้าง ได้ตฤกนึกเอาเอง เหนดีเหนชอบตามความตฤกบ้าง ข้อใดที่เคลื่อนคลาศผิดจากตำราแบบแผน อย่างได้เหนได้ยินมา ท่านผู้เปนนักปราชใหญ่ เหนว่าเคลื่อนคลาศในข้อใดเชอญชี้เถิด

ด้วยว่าความเหนความได้ยินความจำความตฤกที่กล่าวมานี้ เหนว่าจะมีประโยชนที่จะได้เหนจริง จึ่งอุสาหมีความพยายาม เรียบเรียงเรื่องราวเหล่านี้ไว้ เหนว่าจะมีประโยชนสามประการ เรื่องค่างโลกยก็จะให้เปนเครื่องเตือนใจท่านผู้อ่าน ท่านผู้ฟังให้ฉลาดในเรื่องโลกย แลสิ่งของที่มีอยู่ในโลกยแม้ถึงข้อความที่กล่าวมาไม่จริง เหมือนยังกับกล่าว ก็จะได้เปนเครื่องเตือนใจท่านผู้อ่านท่านผู้ฟัง ให้แสวงหาข้อความที่จริงที่ถูกต่อไปอย่างหนึ่ง ๚ะ

๏ อนึ่งเหนว่าในประเทศสยามนี้ มีหนังสือสำรับที่จะอานนั้นน้อยนัก แล้วหนังสือที่จะอานนั้นเล่า ก็เปนแต่เรื่องประโลมโลกยยักษ์ลักนาง มนุษยรบกับยักษ์ มีฤทธิ์เหาะได้ฆ่าไม่ตาย ชุบคนตายให้เปนขึ้นมาได้ แล้วก็อ้างว่าเปนเรื่องเก่า ความแต่ชาติก่อนของคนผู้มีบุญ อย่างนี้มีโดยมาก ถ้าจะเปนเรื่องรวมตำราบ้าง ก็เปนตำราภาหลงนั้นมีมาก ตำราภาให้ฉลาดนั้นมีน้อย เรื่องราวเหล่านั้นอ่านยังคํ่า ไม่เปนคุณไม่เปนประโยชน์อันใดนัก กลับชักให้หลงไปเสียอีก มาเหนว่าคนบางจำพวกในประเทศนี้ จืดจางต่อสาศนา ไม่ใคร่จะแสวงหาความจริง คนต่างประเทศเขามีความอุสาหสั่งสอนกัน ก็ชาวสยามนี้ขี้เกียจสั่งสอนกัน ดูเปนน่าอดสูแก่คนเหล่านั้น ข้าพเจ้ามีความปราฐนาจะให้คนที่ไม่รู้ในทางสาศนานั้นรู้ขึ้น จะไม่ต้องอดสูแก่ผู้ที่เขารู้นั้น ๚ะ

๏ ประการหนึ่ง ข้อสาศนาเล่าก็เปนการใหญ่ เพราะจะต้องนับถือไปจนวันตาย จะเอาเปนที่พึ่งไปจนถึงโลกยน่า สาศนาเล่าก็มีต่างๆ คนที่ถือสาศนาเล่าก็มีมาก คนถือสาศนาไหน ก็เข้าใจว่าสาศนาของตัวๆ ดีกว่าสาศนาอื่น ไม่คิดสืบเสาะว่าสาศนาไหน จะดีจะแยบคายบ้าง ในตาก็มี หูก็มี ปัญญาก็มี ด้วยกันทุกคน แต่เอาความถือสาศนา ตามบิดามารดา ตามครูบาอาจาริย์ มาปิดตาปิดหูปิดปัญญาของตัวเสียเอง ดูไม่ชอบเลย ถ้าลืมตาเปิดหูเที่ยวดูเที่ยวฟัง แล้วเอามาเทียบเคียงกันบ้างนี้เปนการดี ข้าพเจ้ามีความปราฐนาจะให้ท่านทั้งปวง ที่สงไสยในพุทธสาศนาอยู่ในใจนั้น ลืมตาเปิดหูตฤกตรองในทางสาศนา คำสั่งสอนของตัวที่ถืออยู่ ฤๅของผู้อื่นจะมีความวิเสศเปนที่ไว้ใจแก่ตนอย่างไรบ้าง ถ้าเหนดีแล้ว จะได้ถือเอาเปนที่พึ่งไปจนวันตาย จะไม่ได้ตื่นนิยมการโลกยต่างๆ ที่ได้รู้ได้เหนขึ้นทุกๆ ปี ที่ผิดทางสาศนาว่าคนจำพวกนี้ มีสติปัญญาจะคิดการสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็คิดได้ตลอด ก็สาศนาที่เขาถืออยู่ เขามิคิดเหนดีแล้วฤๅ เขาจึ่งถือเอาเปนที่พึ่ง ถ้าผู้ใดคิดดังนี้เปนการคิดผิด ด้วยการโลกยกับการสาศนาไม่เหมือนกัน ถ้าตั้งใจให้เปนตราชู เลือกเก็บเอาแต่ที่เปนของจริงของแท้ ที่มีความเยนใจประการใดมาชั่งสอบสวน ดังนี้เปนความประสงค์อย่างประเสริฐ ๚ะ

๏ ประการหนึ่ง ในเรื่องโลกยแลสิ่งของที่มีอยู่ในโลกยเปนอยู่อย่างไรเหนไปเสียอย่างอื่น ไม่ถูกกับที่เปนอยู่ ก็ชื่อว่าเหนผิดไปเปนทิฐิอันหนึ่ง ถึงไม่เปนทิฐิที่จะภาไปอบายได้ ก็ดูน่าอายแก่คนที่เขาเหนถูก ส่วนสาศนาที่จริงที่แท้มีอยู่อย่างไร ไม่เหนตามจริงตามแท้ เหนไปอย่างไรก็จะถืออย่างนั้น ก็ชื่อว่าเปนความเหนผิด เปนทิฐิอย่างหนึ่ง ทิฐิความเหนผิดในเรื่องสาศนานี้ บางทิฐิก็ร้ายกาศ ภาไปอบายได้บ้าง บางทิฐิก็ห้ามกัน กุศลธรรมอย่างใหญ่ มิให้เกิดขึ้นได้ ทิฐิความเหนในข้างที่จะไปข้างโลกยน่านี้สำคัญนัก ถ้าเหนถูกก็ไปถูก ถ้าเหนผิดก็ไปผิด ๚ะ

๏ เหมือนอย่างคำเปรียบ ที่บุคคลคิดจะไปเมืองเขมร แต่ไม่เดิรทางตวันออก ไปเดิรเสียทางตวันตก ก็ไปถูกเมืองมอญเมืองพม่า

๏ ประการหนึ่ง มีความปราฐนาจะไปทางเมือง ๆ มอญเมืองพม่า ก็แต่ไปเดิรเสียทางตวันออกให้ผิดไป ก็ไปถูกเมืองเขมรเมืองญวณเพราะดังนี้ จึ่งเรียกว่าเดิรทางผิดไม่สมประสงค์ ทิฐิที่จะส่องให้เดิรหนทางปะระโลกยข้างน่า ก็เหมือนกันอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะปราฐนาจะให้ท่านทั้งหลายแสวงหาความที่ถูก หนทางที่จะไปในปะระโลกยน่า ปฏิบัติไม่ให้ผิด ให้ได้ความชื่นใจทั้งสองอย่างว่า ถ้าปะระโลกยข้างน่ามีตายแล้วเกิดอีก ก็จะได้ชื่นใจในทางโลกยน่านี้อย่างหนึ่ง ถ้าปะระโลกยเบื้องน่าไม่มีตายแล้วสูญกัน ก็จะได้ความชื่นใจในประจุบันชาตินี้ ที่ตัวได้ทำความดีไว้ ถึงนักปราชก็ไม่ติเตียนเราได้ ๚ะ

๏ ประการหนึ่ง ถ้าจะถือว่าตายไปสวรรค์ทีเดียวไม่กลับมาเกิดอีก ตกนรกก็ตกอยู่ทีเดียว ไม่พ้นทุกได้ ก็บุทคลนั้นๆ ที่ได้ไปสวรรค์ประพฤติ์ความชั่วก็มี ก็ความชั่วนั้นจะไปเสียไหนเล่า ถ้าจะถือว่ามีผู้รับความชั่ว คือรับบาปนั้นไว้เสียหมด ให้เหลืออยู่แต่บุญก็ท่านผู้รับบาปนั้น จะมิขาดเมตตาจิตรข้างหนึ่งฤๅ ก็บุทคลที่ไปตกนรก ไม่มีผู้ใดรับบาป แลความดีกุศลผลบุญเขาทำไว้ก็มี ก็ความดีจะให้ของเขาสูญไปเสียไหนเล่า จึ่งไม่ให้เขาพ้นทุกข์ ความเหล่านี้จำจะต้องตฤกตรอง ให้เหนจริงในใจก่อนด้วยท่านผู้รับบาป ก็ไม่เหนเนื้อเหนตัวว่าท่านอยู่ที่ใหน เปนแต่คำโบราณกล่าวต่อๆ กันมา ถ้าไม่มีผู้รับบาปเหมือนยังว่า จะมิเสียไปฤๅ ข้อว่ามีผู้รับบาปนี้ เปรียบเหมือนยังกับจะมูกของตัวมีไม่หายใจ ไปขอยืมจะมูกของท่านผู้อื่นมาหายใจ ขอให้ท่านทั้งหลายตฤกตรองดูให้ดี ถ้าสิ่งไรเหนว่าจะเปนที่พึ่งแก่ตัว จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องไปในปะระโลกยเบื้องน่านั้นแล ๚ะ

๏ จบเรื่องโกสลกิจานุกิตย์เท่านี้ หนังสือนี้ได้ลงพิมพ์คราวแรกเมื่อปีวอกจัตวาศก จุลศักราช ๑๒๓๔

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ