ตอนที่ ๒ คงคาประลัยขบถ

๏ จะกล่าวถึงเทพบุตรจะจุติจึงดำริหมายมุ่งทุกกรุงศรี
แจ้งว่าเมืองโกญจาในธานีนางเทวีเอกอัครชายา
ตั้งพระทัยจะใคร่มีโอรสราชแสนสวาทเทวัญก็หรรษา
อันตรธานจากวิมานดุสิดาดวงวิญญาณ์ถึงครรภ์นางจันทร
นุชนาฏหวาดทรงสุบินนิมิตว่าอาทิตย์ตกลงตรงบรรจถรณ์
นางกลืนไว้ในอุราให้อาวรณ์วิชาธรหนึ่งเหาะระเห็จมา
เข้าแหวะทรวงชิงดวงพระสุริย์ศรีระเห็จหนีไปในห้องพระเวหา
สว่างแสงแจ่มแจ้งทั้งโลกานางผวาหวาดฟื้นตื่นบรรทม
พออุทัยไตรตรัสจรัสส่องสนั่นฆ้องยํ่ารุ่งเรียกสนม
สำอางองค์สรงพระพักตร์แล้วบังคมทูลบรมจอมนรินท์ปิ่นประชา[๑]
โดยสุบินไปจนสิ้นนิมิตฝันพระรับขวัญเยาวมิตรขนิษฐา
เจ้าจะทรงครรภ์แล้วนะแก้วตาสั่งให้หาโหรเฒ่าเข้ามาพลัน
พระแถลง[๒]แจ้งเรื่องสุบินนิมิตตาโหรคิดทูลตามเนื้อความฝัน
ก็รู้ว่ากาลปักษ์ประจักษ์วันพุธกับจันทร์สู่ศุกร์อังคารตาม
ชะตาพ้องสองกระษัตริย์ประหัสสะสุรินทะทับแทรกเป็นเสี้ยนหนาม
ประจักษ์จิตคิดคูณแล้วทูลความต้องในยามสังหรณ์สุราลัย
แม้นโฉมยงทรงครรภ์พระโอรสจะยิ่งยศเพียงพื้นแผ่นดินไหว
พระเคราะห์ต้องสององค์พระทรงชัยราหูให้โทษถอยพระเดชา
จะพลัดพรากจากเศวตฉัตรแก้วแต่คลาดแคล้วราชภัยไม่สังขาร์
ด้วยนิมิตนั้นมาติดดวงชะตาหนึ่งลูกยาเมื่อจะคลอดออกจากครรภ์
จะมีผู้รู้ไสยศาสตร์เวทมาพรากไปจากประเทศเหมือนความฝัน
ต่อนานไปจึงจะได้มาพบกันคืนถวัลยราชเรืองปรีชาชาญ
อีกสามเดือนเหมือนข้าโหราคาดอรินทร์ราชคบรักจะหักหาญ
ถ้าแม้นผิดคำข้าโหราจารย์จงประหารเสียให้กายข้าวายวาง ฯ
๏ พระพึงคาดหวาดหวั่นหทัยหวามกระทู้ถามโหรเฒ่าด้วยหมองหมาง[๓]
จะผ่อนปรนบนบานให้เบาบาง[๔]ให้สิ้นทางคิดอ่านประการใด
ขอรับเรือนชันษาชะตาตก[๕]พยุงยกก็มิอาจจะหวาดไหว
พระฟังพราหมณ์ความแสนสลดใจไฉนใครหนอจะมีมาบีฑา
แล้วหวนห้ามความโศกให้สิ้นสุดด้วยคำพุทธไตรเพทเทศนา
เป็นทุกขังอนิจจังอนัตตาอันเกิดมาเป็นบุคคลไม่พ้นตาย
สุขกับโศกเหมือนหนึ่งโรคสำหรับร่างรำพึงพลางหักไห้พระทัยหาย
พระคืนเข้าแท่นสุวรรณพรรณรายตรัสสอนสายสุดสวาทนาฏอนงค์
สงวนครรภ์ขวัญเนตรเถิดน้องรักโหรเขาทักทุกข์แทบจะผุยผง
เรายึดยุดพุทธคุณให้มั่นคงเป็นทางตรงตราบสิ้นชีวาลา
สงสารสองสุรชาติราชหงส์สมมติวงศ์เทวัญอสัญหยา
นับแต่วันหวั่นเวทนามาในมหาปรางค์รัตน์ชัชวาล ฯ
๏ ฝ่ายคงคาประลัยใจฉกาจหินชาติเชื้อโจรกำแหงหาญ
นึกทะนงตามพงศ์สันดาลพาลแต่ทราบสารแสนรัดทดสลดใจ
พระชนนีมีครรภ์โอรสราชโหรเขาคาดว่าจะยิ่งยศมไห
อันตัวเราเล่าจะอยู่ในกรุงไกรแล้วมิใช่ลูกเกิดอุทรเธอ
อันลูกตัวชั่วช้าไม่หาญหักไหนจะรักลูกเลี้ยงเคียงเสนอ
ลูกของเขาเขาก็ตั้งจะบำเรอ[๖]เราจะเก้ออยู่เปล่าเปล่าไม่เข้าการ
หนึ่งเสนาข้าเขาเห็นเราพลั้งเขาจะชังเรานักจะหักหาญ
ล้าไว้ช้าน่าที่จะอัประมาณจะคิดผลาญเสียแต่ต้นกลอย่างนี้[๗]
พระพาราในชะตาก็ตกอับจะโจมจับจอมเจ้าบูรีศรี
ทำลายล้างเสียให้วางวายชีวีด้วยเดิมทีฆ่าพ่อกูวายชนม์
จะแก้แค้นแทนคุณพระบิตุเรศให้เรืองเดชลือแจ้งทุกแห่งหน
แล้วโลมเล้าเอาใจพวกไพร่พลชุมนุมคนสงครามตามกระทรวง
เข้าเกลี้ยกล่อมพร้อมไพรได้หลายหมี่น[๘]พอเที่ยงคืนออกประดังใกล้วังหลวง
ก็ครึกครื้นตื่นเหลิงพลอยทะลวงไพร่ทั้งปวงโห่ลั่นสนั่นดัง
วางปืนหลักลากล้อตลบแล่นเสียแปร๋แปร้นช้างม้าทั้งหน้าหลัง
ข้างฝ่ายพวกจัตุสดมภ์กรมวังไม่พร้อมพรั่งวิ่งพลัดกระจัดกัน ฯ
๏ สงสารเจ้าธรณินทร์อินณุมาศกับนงนาฏมเหสีพวกสาวสรรค์
เสียงครึกครื้นตื่นวิ่งออกพัลวันฝูงกำนัลนางนักสนมใน
ร้องช่วยด้วยพระทูลกระหม่อมแก้วทั้งตึกแถวเรือนจันทน์เสียงหวั่นไหว
ออกกราดกรีดหวีดวิ่งวุ่นวายไปลางนางไขกำปั่นลั่นกุญแจ
บ้างคลำผ้าคว้าปีบ[๙]ไปหยิบหมอนที่ยังนอนผุดลุกขึ้นวิ่งแร่
สะดุดกระโถนเชี่ยนขันไม่ทันแลออกเซ็งแซ่สุรเสียงด้วยโศกา
ท้าวอินณุมาศนางนาฏมเหสีแสนสุรางคนารีทั้งซ้ายขวา
ออกพระโรงโองการเรียกเสนาขึ้นพลับพลาจักรวรรดิ์ในบัดใจ
เห็นกองทัพสับสนพลรบถือเพลิงคบหอกดาบปลาบไสว
รอบกำแพงแสงเพลิงสว่างไปคงคาประลัยยืนช้างอยู่กลางพล
โหรเฒ่าทักทายเสียดายเดช[๑๐]นํ้าพระเนตรหยดย้อยดังฝอยฝน
เสียดายศักดิ์หลงรักทรชนจลาจล[๑๑]โจรใจกระลำพร
จะรบรับสับประยุทธ์ก็สุดฤทธิ์สลดจิตเธอทอดฤทัยถอน
ทั้งเสนาข้าเฝ้าเหล่านิกรต่างก็ข้อนทรวงโศกโศกาลัย
จอมกระษัตริย์โทมนัสมานะนึก[๑๒]เห็นข้าศึกจะเข้าพังกำแพงได้
เสด็จยืนอยู่หน้าพลับพลาไชยเรียกคงคาประลัยด้วยโองการ
โอ้พ่อดวงนัยนาบิดาเอ๋ยไม่ควรเลยลูกรักจะหักหาญ
พ่อพรํ่าเลี้ยงรักษาพยาบาลเจ้าเปรียบปานเหมือนชีวิตของบิดา
หรือแค้นพ่อข้อไรนะลูกเอ๋ยไม่บอกเลยให้รู้ซึ่งโทษา
เจ้าจะฆ่าพ่อแล้วหรือแก้วตาหรือปรารถนาสิ่งใดในธานี
จงบอกพ่อขอเถิดไม่ขัดขวางเมื่อวายวางขวัญเข้า[๑๓]ช่วยเผาผี
พระลูกแก้วแววตาอย่าราวีให้เสนีราษฎรได้ร้อนรน
กุมารคงคาประลัยใจกำแหงถอดพระแสงยืนช้างกลางพหล
แกล้งหัวเราะเยาะเย้ยย้อนยุบลนี่สุดจนหรือจึงเล่นข้างเจรจา
เป็นเจ้านายช่างไม่อายอำมาตย์มั่งเอาความหลังขึ้นลำเลิกเลี้ยงรักษา
ก็ใครใช้ให้เลี้ยงจงบอกมาหรือว่าข้าจ้างวานประการใด
ตระกูลเรามิใช่เหล่าระยำยากสมบัติมากเสียกว่านี้เป็นไหนไหน
ท่านจัณฑาลผลาญพ่อเราบรรลัยไม่สาใจกลับประจานว่าโจรจร
ใครเกิดมาถ้าเขาฆ่าถึงพ่อแม่ก็เป็นแต่ข้อเจ็บจิตดังพิษศร
เขาทำบ้างสิมีหน้ามาว่าวอนใครก่อก่อนจึงได้เกิดจลาจล ฯ
๏ โอ้ดวงจิตคิดแค้นว่าฆ่าพ่อเนื้อความข้อนี้ก็แจ้งทุกแห่งหน
พ่อเจ้ารบอัปราในสาชลแต่เจ้าคนเดียวมาถึงธานี
ก็เพราะพ่อชลอประโลมเลี้ยงใน[๑๔]วังเวียงลูกรักเป็นศักดิ์ศรี
เจ้าจึงได้โยธามาราวีพระคุณมีเจ้าจงคิดถึงบิดา
สิบสองพระคลังวังเวียงเศวตฉัตรแสนสมบัติสุดสวาทจะปรารถนา
ก็ตามใจเถิดพ่อให้ทั้งพาราอย่าฟันฆ่าผู้คนให้ล้มตาย
ขอฝากฝูงไพร่ฟ้าอาณาราษฎร์กำนัลนาฏนักสนมสิ้นทั้งหลาย
แต่แม่พ่อขอบรรพชากายกว่าจะวายชีวานิคาลัย ฯ
๏ โจรทมิฬยินคำพระรํ่าปลอบจึงโต้ตอบเยาะเย้ยเฉลยไข
มเหสีมีครรภ์ไม่ทันไรจะบวชได้หรือไม่ผิดในกิจกรม
ว่าเลี้ยงไว้ดอกจึงได้โยธาหาญช่างว่าขานมิได้อายเท่าปลายผม
ช่างโง่เง่านี้เป็นท้าวพระยางมพูดไม่สมแล้วมาเชื่อแต่คุณมี
ชื่อว่าเนื้อก็เป็นเหยื่อพยัคฆราชใครฉลาดก็จะเลิศประเสริฐศรี
อันฝูงนางแสนสุรางคนารีที่ดีดีไม่พักฝากให้ยากใจ ฯ
๏ ฝ่ายสนมกรมนางที่นั่งแน่นให้แสนแค้นเพียงเลือดนัยน์ตาไหล
ต่างลุกขึ้นยืนหน้าพลับพลาไชยแล้วร้องไห้รํ่าว่าด่าประจาน
อ้ายลูกโจรตีเรือเชื้อสลัดอวดสมบัติช่างไม่อายกับเดียรฉาน
นํ้าปลาร้านํ้าเกลือท่านเจือจานมึงกล้าหาญขึ้นเพราะใครมึงไม่อาย
ช่างไม่คิดถึงพระคุณทูลกระหม่อมช่วยชุบย้อมเลี้ยงไว้ให้สืบสาย
เขาจับมาผ้านุ่งไม่ติดกายเป็นเจ้านายเพราะใครอ้ายเนรคุณ ฯ
๏ โจรทมิฬยินคำนางสาวใช้ยิ่งแค้นใจกัดฟันอยู่หันหุน
อุเหม่หญิงแพศยาอีทารุณจะเป็นจุณลงทั้งเขตนิเวศน์วัง
จึงขับไพร่ไสช้างเข้าเสียดเสยสองงาเงยงวงฟาดอยู่ผึงผัง
ระดมปืนครื้นครั่นสนั่นดังพลับพลาพังจักรวรรดิในบัดใจ
ท้าวอินณุมาศนางนาฏมเหสีฝูงนารีห้ามแหนแน่นไสว
พระสั่งฝูงกัลยาเสนาในอย่าอาลัยเราเลยทุกตัวคน
เปิดทวารด้านไหนยังออกได้ตามจะไปซ่อนแฝงทุกแห่งหน[๑๕]
แล้วท้าวจูงมเหสีนิรมลขึ้นไพชยนต์แท่นรัตน์ชัชวาล ฯ
๏ สองกระษัตริย์ซบโศกกันแสงสะอื้นแล้วแข็งขืนตั้งสัตย์อธิษฐาน
ขอเทวัญทั้งอนันตจักรวาลเป็นประธานทั้งอมรินทรา
ซึ่งสัจจังที่ตั้งเมตตาจิตมิได้คิดแสร้งเสกอุเบกขา
ด้วยเลี้ยงคงคาประลัยจนใหญ่มาทั้งเวลากินนอนไม่ร้อนรน
มันกลับขวิดคิดร้ายทำลายล้างข้าผู้สร้างสืบสายฝ่ายกุศล
เสียชีวิตก็เพราะคิดเมตตาคนทั้งสากลจงเห็นเป็นพยาน
แล้วอ่อนองค์ลงเรียงศิโรเพศนํ้าพระเนตรไหลลงน่าสงสาร
สะอื้นอัดกลัดกลุ้มฤดีดาลสองภูบาลนิ่งซบสลบไป
พอร้อนถึงดาวดึงส์แดนดุสิตแท่นสถิตเทวราชก็หวาดไหว
จึงเยี่ยมบัญชรชั้นวิมานไชยเห็นสองไทจอมกรุงแก้วโกญจา
เธอเลี้ยงลูกโจรร้ายจะวายชีพพระอินทร์รีบจากดาวดึงสา
ถึงแท่นทองอุ้มสองกระษัตราระเห็จมาห้องหิมวันต์พลัน
จึงวางที่ไทรทองรโหฐาน[๑๖]ริมชายบ้านพรานเนื้อในไพรสัณฑ์
ไกลกรุงแก้วโกญจาสิบห้าวันขึ้นสู่ชั้นอัมพรเหมือนก่อนปาง ฯ
๏ จะกล่าวกลับจับโจรใจกำแหงพังกำแพงเข้าได้เมื่อสางสาง
ฝ่ายข้าเฝ้าสาวสรรค์กำนัลนางหนีออกทางทักษิณทวารา
ก็พลัดพรายรายอยู่กับพวกพ้องเที่ยวซุ่มซ่องตามญาติวงศา
ที่ในวังยังแต่แก่ชรากับบรรดาเตี้ยค่อมคนพิการ
พอรุ่งแจ้งแสงพระสุริยง[๑๗]กุมารคงคาประลัยอันใจหาญ
ขึ้นสู่ท้องพระโรงรัตน์ชัชวาลไม่พบพานสองกระษัตริย์ขัตติยา
ทั้งสาวสรรค์พระกำนัลสนมแน่นยังเคืองคิดคั่งแค้นให้ค้นหา[๑๘]
ทุกตึกรามตามตำแหน่งนางกัลยาเห็นแต่หน้าค่อมเค้าเจ้าขรัวนาย
ไม่พบท้าวสาวสนมแต่สักนิดให้ตามติดก็ไม่ได้ดังใจหมาย
จึงจัดแจงแต่งตั้งพวกเพื่อนตายเป็นเจ้านายท้าวพระยาเสนาใน
ออกที่นั่งมังคลาภิเษกสูงพร้อมด้วยฝูงมนตรีกราบไสว
แสนสำราญผ่านเศวตฉัตรไชยในกรุงไกรโกญจาสถาวร ฯ
๏ จะกลับกล่าวสองท้าวที่กลางเถื่อนครั้นดาวเดือนเลื่อนลับเหลี่ยมสิงขร
พระสุริเยนทร์เผ่นเยี่ยมยุคนธรทิชากรเพรียกพร้องในไพรวัน
เสียงลิงค่างบ่างชะนีวิเวกโหวยระโอดโอยรับแสงพระสุริย์ฉัน
ท้าวฟื้นองค์เห็นแต่ดงแดนอรัญสิงขรคั่นโขดเขตภูเขาเคียง
เป็นรอยรอบขอบรุกขเรียงเรียบเย็นยะเยียบจักระจั่นสนั่นเสียง
ไม่เห็นทั้งวังเขตนิเวศน์เวียงพิศเพียงป่ารังวังเวงใจ
พระตรองตรึกปรึกษามเหสีเมื่อราตรีอยู่ยังแท่นจรัสไข
สว่างวันเป็นอรัญราวไพรประหลาดใจจริงเจียวเจ้าจันทร
หรือคงคาประลัยมันไม่ฆ่าให้ลอบพาเรามาทิ้งที่สิงขร
นางฟังสารสามีชุลีกรซึ่งภูธรท้าวคิดเห็นผิดครัน
เมื่อทรงฤทธิ์พิษฐาน[๑๙]กับข้าน้อยก็เคลิมผล็อยนิทราดังอาสัญ
เห็นแท้เที่ยงที่เราเลี้ยงบำรุงมันจึงเทวัญพามาอยู่ป่าดง
โอ้ธานีป่านนี้จะได้วุ่นจะเคืองขุ่นฆ่าฟันกันผุยผง
ทั้งเวียงวังก็จะพังทำลายลงพระนางทรงโศกาด้วยอาลัย
บดินทร์สูรแสนพูนเทวษรํ่าโอ้กองกรรมก่อนสร้างแต่ปางไหน
เมตตาสัตว์จนต้องพลัดจากเวียงไชยสงสารไพร่ราษฎรจะร้อนรน
นางพญาว่าโอ้นางสาวสรรค์จะนับวันร้างโรยให้โหยหน
นฤบาลว่าสงสารพวกสามนต์จะจำจนอภิวาทอ้ายชาติพาล
มเหสีว่าทีนี้นางเถ้าแก่จะเซ็งแซ่โศกาน่าสงสาร
พระทรงเดชว่าสังเวชโหราจารย์มันจะพาลเอาผิดเป็นนิจไป
นางพญาว่าสนมกำนัลนาฏทุกปรางค์มาศเรือนทองจะหมองไหม้
นฤบาลว่าสงสารเสนาในมันจะให้จองจำระกำกาย ฯ
๏ สองพระองค์ทรงโศกกันแสงศัลย์จนตะวันส่องกล้าเวลาสาย
นึกมานะพระมหาปรีชาชายตรัสภิปรายปลอบอัครชายา
แม่โฉมยงทรงครรภ์จงกลั้นโศกจะพลอยโรคร้อนถึงโอรสา
เหมือนโหรทายจริงแล้วนะแก้วตา[๒๐]เราก้มหน้าซอกซอนสัญจรไป
เมื่อพบพานบ้านเมืองที่ไหนมั่งพอประทังกายาหยุดอาศัย
แล้วจัดแจงแปลงเปลื้องเครื่องอำไพทำเป็นไพร่ผ้านุ่งพะรุงพะรัง
พระหักได้ไม้เท้าเหมือนง่ามถ่อนางหอบห่อเครื่องต้นมาตามหลัง
เสด็จเดินเนินแนวแถวไม้บังเป็นดงรังร่มรื่นให้ชื่นองค์
ยินสำเนียงเสียงกาโกญจาก้องบ้างเมียงมองเขาไม้ไพรระหง
บ้างบินพริบลิบลับจับพุ่มพงลางตัวลงเลียบเชิงละเลิงลาน
จับจิงจ้อจอแจจอกจิบจาบคุ่มตะขาบคับแคเขาขันขาน
ทึดทือเที่ยวท่องเถื่อนในท้องธารแสนสงสารแซ่ซ้องโซเซซอน
กันเกราโกร๋นโกรนกรอบตะกรุมจับแทรกสลับซับแซ้งแซวสลอน
นางนวลนอนแนบนางนวลนอนพระยื่นกรชี้ให้โฉมฉายชม
ทัศนาป่าสนุกทุกข์สนัด[๒๑]จิตกระหวัดถึงสุรางค์นางสนม
แล้วกลืนกลั้นดั้นเดินเนินพนมเห็นนิคมเขตบ้านพวกพรานไพร ฯ
๏ กรุงกระษัตริย์ตรัสบอกมเหสีโน่นบ้านมีหลังคาเรียงเคียงไสว
ถามบุญลือหรือเราจะเข้าไป[๒๒]ได้ถามไถ่พูดจาดูท่าทาง
เขตเมืองเราหรือของเขานครอื่น[๒๓]เมื่อเราตื่นขึ้นก็เห็นแต่ป่ากว้าง[๒๔]
เขาถามเราบอกเขาว่าหลงทางแล้วนำนางเข้าบ้านนายพรานพลัน
พอพรานป่าล่าเนื้อเข้ามาถึงเสียงอื้ออึงปลํ้าเถือเนื้อสมัน
เจ้าของเชือดชิ้นแล่งออกแบ่งปันร้องเรียกกันเหวยหวาตามป่าดง
พอผันแปรแลเห็นทั้งสองท้าวพวกหนุ่มสาวแหงนเบิ่งละเลิงหลง
ดูขาวผ่องเป็นละอองระโอดองค์ทั้งทรวดทรงเล็บก้านก็ยาวยาว
ที่เด็กเด็กมันคะนองก็ร้องแซ่อีพ่อแม่เอ๋ยมาดูอ้ายคนขาว
มันนุ่งผ้าตาลายคล้ายแมวคราวบ้างถามท้าวว่ามีงไปข้างไหนมา
พระฟังพวกพรานไพรปราศรัยถามมันหยาบหยามมิได้ถือซึ่งโทษา
จึงว่าเราชาวเมืองมิถิลาแต่ออกมามีเมียอยู่บ้านไพร
จนนางนี้มีครรภ์ขึ้นอ่อนอ่อนจะคืนไปนครก็หลงใหล
นี่บ้านเจ้าเขาเรียกบ้านอะไรทางจะไปกี่วันจงบรรยาย
พวกพรานไพรได้สดับคดีเล่าอุแม่เจ้ามันช่างมาน่าใจหาย
เป็นบุญเหลือนี่ว่าเสือมิกัดตายเป็นผู้ชายพร้ามีดไม่ติดมือ
อันทางเมืองมิถิลากว่าจะถึงสามเดือนครึ่งมันน้อยไปแล้วหรือ
กูก็ไม่เห็นเมืองเขาเลื่องลือบ้านนี้ชื่อทันไร[๒๕]อยู่ปลายแดน
เป็นส่วยส่งเชือกหนังกับมังสาในกรุงแก้วโกญจาปีละแสน
เอ็งจะไปกูให้ปรารภ[๒๖]แทนดูอ้อนแอ้นเสือพบมันขบตาย
อยู่กับกูเถิดสูอย่ากลัวเสือเที่ยวยิงเนื้อยิงช้างมาย่างขาย
อยู่บ้านเมืองเคืองใจไม่สบายอ้ายมุลนายเบียดเบียนทั้งตาปี
อันที่ทางกว้างขวางเป็นไหนไหนเอ็งอยู่ได้ผัวเมียเกษมศรี
ทั้งที่นอนหมอนใหม่ล้วนดีดีเอ็งกับอีนางเมียนั้นชื่อไร ฯ
๏ พระบอกพรานไถ่ถามตามถวิลเราชื่ออินกับนางจันตามนิสัย
ท่านอารีดีจริงเราขอบใจจะอาศัยอยู่ด้วยช่วยป้องกัน
อ้ายเพิกรับว่าอย่ากลัวแล้วหัวร่อชาวเมืองหนอชื่อเสียงมันคมสัน
กูชื่อเพิกผัวอีแตแม่อ้ายตันอยู่ด้วยกันช่วยย่างเนื้อเหลือสบาย
แล้วพรานไพรให้ขึ้นบนเคหาหลนปลาร้าเนื้อย่างกับยอดหวาย
กระด้งปู[๒๗]ใบตองเอาของรายเสือกกระบาย[๒๘]คดข้าวให้ท้าวไท
สงสารสองกระษัตรานิจจาเอ๋ยจำเสวยโภชนาน้ำตาไหล
ผัวกระบายเมียกระบายตามพรานไพรแข็งพระทัยเปิบข้าวเมื่อคราวจน
ส่วนพรานเห็นสองราน้ำตาไหลให้สงสัยซักถามตามฉงน
เอ็งเป็นไรร้องไห้ทั้งสองคนนิรมลแจ้งการพวกพรานไพร
พระไม่เคยจะเสวยพริกเทศเผ็ดเคี้ยวเข้าเม็ดหนึ่งก็น้ำพระเนตรไหล
อ้ายพรานป่าว่าแม่เจ้าอีชาวไพร[๒๙]ยังกระไรบ้านกูอยู่ไม่เคย
เมื่อนํ้าตาว่านํ้าพระเนตรเล่าแต่กินเข้ากับปลาว่าเสวย
นางก้มพักตร์นิ่งไปมิได้เงยแล้วก็เลยอิ่มโอชโภชนา
พระสุริยงลงลับเหลี่ยมสิงขรพรานเข้านอนผัวเมียในเคหา
ทั้งสององค์พงศ์กระษัตริย์ขัตติยาเข้านิทราที่ระเบียงลำบากองค์
นางกระษัตริย์ปัดปูพระภูษิตพอปกปิดหนังควายระคายผง
พระชลนัยน์ไหลหลั่งละลุมลงพระสอนองค์อรทัยมิให้ดัง
เรายากแล้วแก้วตาของพี่เอ๋ยสรงเสวยแม่อย่าเรียกเหมือนหนหลัง
มันด่าว่ายอดหญิงด้วยชิงชังพูดระวังเจียวหนาเจ้าลำเพาพาล
นางรับคำนํ้าพระเนตรลงพรากพรากโอ้ความยากท้าวพระยาน่าสงสาร
ครั้นอุทัยไตรตรัสชัชวาลอ้ายเพิกพรานจะเข้าป่าหาหมากพลู
ตะโกนเรียกธิบดินทร์อออินเอ๋ยมึงไม่เคยไปป่าหรือหวาสู
มึงแบกหอกเล่มใหญ่ไปกับกูออจันอยู่กับอีแตแม่อ้ายตัน
พระจำรับหอกใหญ่ขึ้นไล่บ่าอ้ายเพิกแบกปืนพากับผายผัน
พระเดินพลางทางพิษฐานพลันไปในวันนี้อย่าพบสัตว์สิ่งใด
ด้วยกุศลกรุงกระษัตริย์อธิษฐานอ้ายเพิกพรานพาเดินเนินไศล
ไม่พบสัตว์จัตุบาทประหลาดใจเที่ยวอ้อมไปรอบป่าจนสายัณห์
ส่วนเมียพรานอยู่บ้านกับโฉมฉายตะวันบ่ายสอนสั่งนางสาวสวรรค์
เอ็งตักนํ้าตำข้าวไว้ท่ามันกูจะฟันฟืนพลางไว้ย่างทราย[๓๐]
กับลูกเล็กเด็กป่าถือพร้าขวานน่าสงสารทรามวัยพระทัยหาย
ภูษาทรงโจงกระหวัดรัดพระกายฉวยกระบายโกยข้าวลงใส่ครก
ไม่เคยตำก็ถลำถลากพลาดออกพรูพราดเรี่ยรายกระจายหก
ไม่ทันแตกเอาขึ้นหัตถ์ฝัดกระทกแล้วใส่ครกกลับตำนั้นรํ่าไป ฯ
๏ ฝ่ายเมียพรานหาฟืนคืนเข้าบ้านเห็นนงคราญหอบเหลือจนเหื่อ[๓๑]ไหล
อีแม่เจ้าตำข้าวแต่กูไปยังไม่ได้สักครกเจียวอกกู
ยังไม่แหลกแตกเปลือกเสียอีกเล่าน้อยหรือเข้าข้างครกหกอักขู[๓๒]
อีทองจันเอ๋ยเอ็งพันแต่หมากพลูมานี่กูตำเองเร่งออกไป
ฝ่านพรานป่าหาเนื้อจนคํ่าพลบไม่พานพบสัตว์ดงยิ่งสงสัย
มันบ่นว่ามาพลางที่กลางไพรถึงกระไดเห็นเมียนั่งวุ่นวาย
จึงร้องด่าว่ายังทำไมเล่าไม่หุงเข้ากินหรืออีฉิบหาย
กูไปป่าหาเนื้อเบื่อจะตายไม่พบควายพบวัวสักตัวเดียว
อีนางเมียด่าผัวอ้ายหัวตัดไม่ทันยัดแล้วก็ด่าทำตาเขียว
กูไปป่าหาฟืนตัวเป็นเกลียวหยุดประเดี๋ยวไม่ทันเหื่อจะแห้งเม็ด
ให้ทองจันมันตำไว้รอท่ากูกลับมาแลดูเหมือนหนูเกล็ด
พึ่งตั้งหม้อก่อไฟไม่ทันเช็ด[๓๓]มึงระเห็จไปถึงไหนไม่ใคร่มา
อ้ายผัวโป้งว่ากูโด่งไปทางเหนือเที่ยวตามเนื้อทุกสุมทุมพุ่มพฤกษา
ทั้งควายวัวแต่สักตัวไม่ปะตาช่างชั่วช้าเหมือนกันกระไรเลย
เกิดมาเปล่าตำเข้าไม่แตกกากคารมมากพูดล้วนแต่สรงเสวย
ออผัวไปก็ไม่ได้อะไรเลยมึงเสวยเกลือเถิดทั้งผัวเมีย
อยู่เคหาก็จะพากันย่อยยับครั้นจะขับกลัวเสือจะกินเสีย
จะให้เฝ้าไร่ถั่วทั้งผัวเมียกระท่อมเตี้ยของกูปลูกไว้ดิบดี
หม้อเข้าปลาพร้าเสียมเอาไปด้วยแล้วพรานช่วยเอาไปส่งทั้งสองศรี
มึงอยู่เฝ้าเต้าแตงกูให้ดีอย่าให้มีอันตรายที่ปลายนา
ที่สุกห่ามตามเถิดมึงกินบ้าง[๓๔]นายพรานสั่งแล้วกลับมาเคหา
สองกระษัตริย์จากบ้านนายพรานมาก็ค่อยผาสุกสบายอยู่ตามจน
พระถากทายดายหญ้ารักษาผักเย็นแล้วตักนํ้ารดทุกพรรณผล
ถนอมครรภ์มเหสีนิรมลพระสู้ทนความยากลำบากมา
ถ้วนกำหนดทศมาสได้สิบเดือนนางจะเคลื่อนคลอดองค์โอรสา
ให้วิงเวียนเศียรสองนัยนาด้วยวาตาป่วนปั่นในครรภ์นาง
ให้กลัดกลุ้มคลุ้มคลึงเป็นลูกคลื่นปะทะพื้นพระอุทรเป็นก้อนขวาง
ทอดพระองค์ลงสะอึกสะอื้นครางสำเนียงนางกรีดกราดเพียงขาดใจ ฯ
๏ พระทรงธรรม์ฟันดินอยู่กลางร่องได้ยินร้องหวีดวิ่งประหวั่นไหว
แม่เจ็บครรภ์หรือแม่จันจงแข็งใจภูวไนยแอบน้องประคองกาย[๓๕]
โอ้อกเอ๋ยยังไม่เคยจะมีลูกนวดให้ถูกที่ตรงไหนจะได้หาย
นางเกลือกกลิ้งพระก็วิ่งออกวุ่นวายนางฟูมฟายชลนาโศกาลัย
เจ้าพระคุณทูลกระหม่อมของเมียเอ๋ยน้องจะเลยชนมชีพลงตักษัย
อย่าท้อแท้แม่จันจงแข็งใจทอดเตาไฟเถิดหรือเจ้าลำเพาพาล
นางสะดุ้งพระพยุงเข้าหนุนหลังระรัวทั้งวรองค์น่าสงสาร
เจ้าครวญครํ่ารํ่าเรียกพระกุมารอย่าสังหารแม่ให้บรรลัยเลย
ออกมาเถิดเพื่อนมารดาในป่าเปลี่ยวแม่แลเหลียวไม่เห็นใครแล้วลูกเอ๋ย
ทั้งแม่พ่อนี้จะได้ไว้ชมเชยนางบ่นเบยหวีดหวาดเพียงขาดใจ ฯ
๏ จะกล่าวถึงเทวาป่าระหงทุกวังวงวุ้งเวิ้งเพิงไศล
มาพรั่งพร้อมที่กระท่อมของท้าวไทสำแดงให้เห็นกายอยู่รายเรียง
บ้างนวดฟั้นผันแปรอยู่แออัดนางกระษัตริย์แสนสบายค่อยหายเสียง
บ้างหนุนหลังนั่งล้อมอยู่พร้อมเพรียงอาทิตย์เที่ยงถึงฤกษ์เจริญไชย
พระครรภ์เลื่อนเคลื่อนคลอดโอรสราชโลกธาตุเคลื่อนคลอนขย่อนไหว
พิภพพื้นตื่นทั่วทั้งกรุงไกรสมุทรไทคลั่งคลื่นเสียงครื้นโครม
เมฆชอุ่มกลุ้มเกลื่อนอยู่กลบกลัดพายุพัดหอบหือกระพือโหม
พระจันทร์ส่องสว่างกลางโพยมดาวดังโคมเคียงเดือนกระเด็นลอย
สุนีป่วนครวญลั่นอยู่ครั่นครื้นพยับพื้นอากาศเป็นฝนฝอย
ดุริยางค์ดังเองเป็นเพลงลอยด้วยลูกน้อยนางคลอดออกจากครรภ์
เทพเจ้าเข้าช่วยกันโสรจสรงสำอางองค์อวยพรแล้วผายผัน
นางพระยาวันทาท้าวเทวัญแล้วรับขวัญอุ้มองค์พระกุมาร
ประทับแทบแนบทรวงพระนางนาฏท้าวอินณุมาศปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
แล้วฟันฟืนก่อไฟใส่เชิงกรานให้เยาวมาลย์ผิงเปลวพระเพลิงพลัน
ภูษาทองรองพับรับโอรสพระทรงยศโลมลูบแล้วรับขวัญ
ดูลูกรักวรพักตร์เพียงเพ็ญจันทร์พระทรงธรรม์กอดลูกแล้วโศกา
นฤบาลว่าสงสารพระลูกแก้วเกิดมาแล้วเมื่อพ่อขาดวาสนา
นางจัน[๓๖]ว่าแม้นก่อนพ่อเกิดมาพระวงศาก็จะล้อมอยู่พร้อมเพรียง
พระบิดาว่าแม้นเมื่อได้ฤกษ์จะเอิกเกริกแตรสังข์ประดังเสียง
พระชนนีว่าจะมีแม่นมเคียงพระพี่เลี้ยงเถ้าแก่จะแจจัน
พระบิตุเรศว่าประเทศทุกไทท้าวถ้ารู้ข่าวก็จะรีบมาทำขวัญ
พระมารดาว่าพ่อนอนเมื่อกลางวันฝูงกำนัลก็จะเห่ดังเรไร
พระบิดาว่าโอ้มาคลอดเจ้ากระท่อมเท่ารังกาได้อาศัย
พระมารดาว่าสงสารสายสุดใจอู่ก็ไม่มีรองพระองค์เลย
พระทรงฤทธิ์ว่าคิดแล้วใจหายเอาหนังควายต่างฟูกเถิดลูกเอ๋ย
พระมารดาว่าขวัญเข้าเจ้าทรามเชยมาเสวยถันเต้าแม่เต็มทรวง
สองกระษัตริย์โทมนัสด้วยลูกน้อยยิ่งเศร้าสร้อยคิดคะนึงถึงวังหลวง
แล้วแข็งขืนกลืนโศกไว้ในทรวงอาทิตย์ล่วงเลยลัดอัสดง
ครั้นพลบค่ำทำขวัญโอรสราชด้วยไกลญาติมาอยู่ในไพรระหง
สองกระษัตริย์จัดเลือกพระธำมรงค์ทั้งสองวงค่าควรกับพารา
พระมารดรผูกกรข้างเบื้องซ้ายพงศ์นารายณ์ผูกข้อพระหัตถ์ขวา
ค่อยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกยาอยู่ชายป่าริมไร่ของนายพราน ฯ


[๑] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “ทูลบรมปิ่นกระษัตริย์ภัสดา”

[๒] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “ท้าวแถลง...”

[๓] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “กระทู้ถามโหรเฒ่าด้วยเศร้าหมาง”

[๔] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “จะผ่อนปรนบนบานพอเบานาง”

[๕] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “ขอเดชะชันษาชะตาตก”

[๖] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “ลูกของเขาเขาก็ร่ำแต่บำเรอ”

[๗] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “จะคิดการเสียแต่ยังกำลังมี

[๘] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “เข้าเกลี้ยกล่อมพร้อมใจกันหลายหมื่น”

[๙] สมุดไทยเลขที่ ๔๖/๑ ว่า “คว้าผิด”

[๑๐] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “เหมือนโหรเฒ่าทักทายเสียดายเดช”

[๑๑] สมุดไทยว่า “จุลาจล” ทุกแห่ง

[๑๒] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “กรุงกระษัตริย์โทมนัสมานะนึก”

[๑๓] เข้า = ข้าว

[๑๔] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “ให้”

[๑๕] สมุดไทยเลขที่ ๔๖/๑ ว่า “ตามแต่ไปซ่อนแฝงทุกแห่งหน”

[๑๖] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “จึงวางใต้ไทรทองรโหฐาน”

[๑๗] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “พอรุ่งแจ้งแจ่มแสงพระสุริยง”

[๑๘] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “ยิ่งเคืองแค้นข้องขัดสหัสสา”

[๑๙] พิษฐาน = อธิษฐาน แปลว่า ขอร้องต่อสิ่งศักดสิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพ

[๒๐] สมุดไทยเลขที่ ๔๖/๑ ว่า “เหมือนโหรเฒ่าทายแล้วนะแก้วตา”

[๒๑] สนัด = ถนัด

[๒๒] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “ตามแต่บุญเถิดหรือเจ้าเราเข้าไป”

[๒๓] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “ในเมืองเราหรือเข้านครอื่น”

[๒๔] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “เมื่อเราตื่นก็เห็นเป็นป่ากว้าง”

[๒๕] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “บ้านไร่”

[๒๖] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “ปรารมภ์”

[๒๗] สมุดไทยเลขที่ ๔๖/๑ ว่า “บุ”

[๒๘] กระบาย คือ กระบุงเล็ก ๆ ไม่มีไม้เสริมขอบปาก ในที่นี้เป็นภาชนะใส่ข้าว

[๒๙] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “อ้ายพรานป่าว่าแม่เจ้าอีชาวใน”

[๓๐] ทราย = เนื้อทราย

[๓๑] เหื่อ = เหงื่อ

[๓๒] อักขู = อักโข แปลว่า จำนวนมาก

[๓๓] ไม่ทันเช็ด หมายถึง ยังไม่ได้รินน้ำข้าวออกจากหม้อให้แห้ง

[๓๔] สมุดไทยเลขที่ ๔๖/๑ ว่า “บั้ง”

[๓๕] สมุดไทยเลขที่ ๔๔, ๔๖/๑ ว่า “ภูวไนยแนบน้องประคองกาย”

[๓๖] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “นางจันทร”

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ