ตอนที่ ๑๐ ท้าวจัตุพักตร์ตีเมืองโกญจา

๏ จะกล่าวเรื่องเมืองท้าวจัตุพักตร์พญายักษ์พยาบาทไม่ขาดหาย
เห็นลูกหลานพานจะไม่สบายเพราะรักชายชาติมนุษย์นึกสุดแค้น
ถึงเดือนอ้ายปลายปีจึงกรีทัพเหลือจะนับรากโษสตั้งโกฏิแสน
เกณฑ์กุมภัณฑ์จันตประเทศทุกเขตแดนอเนกแน่นเนื่องมาในธานี
กองหน้าหลังคั่งคับนับสมุทรฤทธิรุทรรบสู้ไม่รู้หนี
ทังเกียกกายซ้ายขวาเคยราวีขุนเสนีนายทัพกำกับพล
แล้วผูกพระคชามหาเมฆเป็นช้างเอกออกศึกเคยฝึกฝน
งารัดทองสองหูพู่จงกลรัตคนเครื่องมั่นกระสันรัด
ปกกระพองก่องแก้วพลอยแพรวพร่างใส่ช้องหางห่วงคล้องไม่ข้องขัด
ผูกชนักชักราสารพัดปกหลังรัดคชาผ้ากัมพล
มาเรียงเรียบเทียบเกยเคยประทับดูคั่งคับโยธาโกลาหล
เหล่าทหารชาญชิดฤทธิรณนิมิตตนโตใหญ่ทั้งไพร่นาย
ตัวเป็นยักษ์พักตร์เป็นสีห์เม่นหมีหมาทั้งเหยี่ยวกาหน้ากากมีหลากหลาย
หน้าเป็นแพะแกะกวางบ้างเป็นควายเป็นเสือลายลิงค่างต่างต่างกัน
ถอนภูเขาเอาต้นตาลมาต่อติดพันตะบิดตะบองแกว่งดูแข็งขัน
เอางูเงี้ยวเกี่ยวรัดกระหวัดพันผูกกระสันสรรพางค์ต่างสังวาล
บ้างคิดทำอำนาจประหลาดหลากล้วนพลกากภาษาโยธาหาญ
ดูคั่งคับนับสมุทรสุดประมาณสะเทื้อนสะท้านธรณีด้วยกรีพล ฯ
๏ ปางองค์ท้าวเจ้าบูรินทร์ปิ่นกระษัตริย์สรงสหัสธาราดังห่าฝน
นํ้าหอมฟุ้งปรุงประพระสุคนธ์ทรงเครื่องต้นแต่งองค์อลงการ์
ภูษาโจมโจงกระหวัดเข็มขัดคาดห้อยหน้าพาดเพราพรายทั้งซ้ายขวา
ฉลององค์ทรงเกราะเกล็ดนาคาอัดอุราหน้าหลังลายมังกร
ทองพระกรตรัสเตร็จเพชรสุหร่งธำมรงค์นพรัตน์ประภัสสร
มงกุฎแก้วแพรวพร่างกระจ่างจรทั้งแปดกรกุมสาตรามาเกยชัย ฯ
๏ ฝ่ายพระนุชบุตรีนารีราชใจจะขาดคิดพรั่นประหวั่นไหว
ทรงโศกาพาโอรสยศไกรมากราบไหว้วอนว่าพญามาร
พระปิ่นเกล้าเจ้าประคุณทูลกระหม่อมเคยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกหลาน
โปรดบิดาย่าปู่ของกุมารอย่าไปผลาญชีวันให้บรรลัย
ด้วยต่างคนต่างอยู่เป็นผู้อื่นใช่จะขืนเคืองขัดอัชฌาสัย
อย่าก่อกรรมทำเวรเวราไปนางพิไรรํ่าว่าแล้วจาบัลย์ ฯ
๏ พญายักษ์รักบุตรยืนหยุดยั้งจึงรอรั้งรื้อฉุนคิดหุนหัน
ไม่ฆ่าเสียเมียผัวเคยพัวพันหน่อยหนึ่งมันก็จะทำให้รำคาญ
คิดเคืองขัดตรัสขับแล้วจับขอขึ้นทรงคอช้างที่นั่งสั่งทหาร
ให้ยกทัพขับพหลพลมารโห่สะท้านสะเทื้อนลั่นสนั่นดัง
เหาะเป็นทิวปลิวฟ้านภากาศดูเกลื่อนกลาดซ้ายขวาทั้งหน้าหลัง
พระสุริย์แสงแฝงรถก็บดบังสะเทื้อนทั้งธรณินแผ่นดินแดน
เสียงฆ้องกลองก้องกึกพิลึกลั่นเสียงกุมภัณฑ์เซ็งแซ่โห่แห่แหน
เทพทั่วทุกรุกขมูลวิมานแมนต่างโลดแล่นหลบยักษ์ไปจักรวาล
ทะเลลึกครึกครื้นเป็นคลื่นคลั่งกระทบฝั่งฟูมฟาดเสียงฉาดฉาน
ไม่ยั้งหยุดรุดร้นพลมารได้เดือนครึ่งถึงด่านเมืองโกญจา
พวกม้าใช้ไม่ทันจะบอกแจ้งด้วยเรี่ยวแรงฤทธิ์ยักษ์เร็วหนักหนา
พวกกองทัพจับมนุษย์ตามรุดมาถึงพารารอพลสกลไกร
ให้ล้อมรอบขอบเขตประเทศสถานเหล่าทหารโห่สนั่นเสียงหวั่นไหว
พวกนายหมวดตรวจกำกับกองทัพชัยอย่าให้ใครหนีออกนอกพารา ฯ
๏ ฝ่ายชาวบ้านร้านตลาดต่างหวาดหวั่นเห็นกุมภัณฑ์พวกยักษ์มานักหนา
ร้องเว้ยว้ายตายจริงทิ้งข้าวปลาวิ่งถลาลุกล้มลงซมซาน[๑]
เห็นรกเลี้ยวเที่ยวซุกบุกแขมแฝกบ้างก็แบกหมอนฟูกอุ้มลูกหลาน
บ้างผ้าผ่อนล่อนโล่งโก้งโค้งคลานอลหม่านแซ่เสียงทั้งเวียงไชย
ทั้งองค์ท้าวเจ้าพาราประหม่ายักษ์ลุกขึ้นชักพระแสงทรงวิ่งหลงใหล
นางห้ามแหนแสนสนมกรมในต่างวิ่งไขว่คว้าเหนี่ยวกันเกลียวกลม
บ้างล้มกลิ้งวิ่งร้องเสียงซ้องแซ่พวกเถ้าแก่กอดสุรางค์นางสนม
คิดว่ายักษ์ผลักไสไถลล้มผ้านุ่งห่มหายหาละล้าละลัง
พวกสาวสาวเหล่าที่ตระหนี่ของฉวยเงินทองมุดใต้ถุนกลบฝุ่นฝัง
บ้างห่อผ้าคว้าถุงพะรุงพะรังนางชาววังวิ่งพัลวันไป ฯ
๏ ท้าวอินณุมาศมาปราสาทพระลูกรักร้องว่ายักษ์จะมาจับยังหลับใหล
พระฟื้นองค์ทรงทราบกราบท้าวไทได้ยินไพร่พลโห่เป็นโกลา
จึงทูลว่าอย่าทรงปรารภร้อนจะราญรอนสังหารผลาญยักษา
แล้วอ่าองค์สรงชลสุคนธาออกนั่งหน้าแท่นรัตน์ชัชวาล
เห็นเสนีพี่เลี้ยงพร้อมเพรียงหน้าจึงตรัสสั่งเสวกาปรีชาหาญ
ให้เอาทรายรายรอบขอบปราการแล้วโอมอ่านอาคมเป่าลมไป
บรรดาทรายกลายเป็นเช่นมนุษย์ถืออาวุธหอกปืนยืนไสว
อันพวกเหล่าชาวบูรีก็ดีใจเห็นจะไม่แพ้ยักษ์ด้วยศักดา
ดูพยนต์พลทรายกายสิทธิ์อักนิษฐ์นับแสนอยู่แน่นหนา
รู้โห่ร้องลองแรงแกว่งสาตราพระบิดาดีใจกระไรเลย
พระร้องว่าข้าเฝ้าสาวสนมอย่าปรารมภ์กลัวยักษ์นักเลยเหวย
แล้วยืนดูหมู่พหลอยู่บนเกยด้วยไม่เคยเห็นฤทธิ์วิทยา ฯ
๏ ฝ่ายเอกองค์ทรงยศโอรสราชให้อุปราชกับเสนีมียศถา
อยู่กำกับทัพพยนต์บนเสมารายรักษาป้อมปราการทวารบัง
แล้วพระองค์ทรงยนต์พลกระดาษเสกด้วยศาสตร์ไสยเวทวิเศษขลัง
เป็นวิหคนกอินทรีมีกำลังให้พร้อมทั้งโยธาพลากร[๒]
ต่างแกว่งกลอกหอกดาบดูวาบวับทั้งหน้าหลังคั่งคับสลับสลอน
สมถวิลยินดีชุลีกรกราบบิดรทูลลาจะราวี
พระบิดาอาวรณ์อวยพรให้จงมีชัยจัตุพักตร์พวกยักษี
ทั้งเวทมนตร์ดลประสิทธิ์เรืองฤทธีปราบไพรีราพณ์ร้ายให้วายชนม์ ฯ
๏ พระสิงหไกรภพเคารพรับให้กองทัพขานโห่โกลาหล
ขึ้นทรงนั่งหลังวิหคนกพยนต์แล้วเดินพลออกประตูบูรพา
ถึงที่กว้างทางเกวียนออกเตียนล่ง[๓]เห็นช้างทรงจัตุพักตร์ท้าวยักษา
ให้หยุดยั้งตั้งกองป้องปีกกาอยู่ตรงหน้ากุมภัณฑ์ประจัญบาน
พลางยิ้มย่องร้องว่าพญายักษ์มาไกลนักเหนื่อยองค์น่าสงสาร
จงหยุดยั้งรั้งรอพอสำราญพระลูกหลานอยู่ดีหรือมีภัย ฯ
๏ อสุรินทร์ยินคำซํ้าโทโสพระเสโทซึมโซมชโลมไหล
เหม่อ้ายโจรโกญจาชะล่าใจหากหนีได้จึงรอดไม่วอดวาย
ยังกลับนึกฮึกฮักมาซักถามมึงเหลือลามแล้วตระกูลจะสูญหาย
พลางเร่งทัพขับพหลพลนิกายจับผู้ร้ายเร็ววะอย่าละมัน
โยธาทัพรับสั่งไม่ยั้งหยุดรำอาวุธกวัดแกว่งล้วนแข็งขัน
บ้างฮึกโหมโรมรุกไล่บุกบันพระยาธรรอนรันประจัญรับ
อสุรากล้าหาญเงื้อขวานง้าวทั้งแหลนหลาวฟันฟาดเสียงฉาดฉับ
ตีพยนต์พลรบสมทบทัพแล้วรุกกลับแทรกซ้อนเข้ารอบราญ
ล้วนเรี่ยวแรงแทงฟันพระขรรค์ฟาดเผ่นพิฆาตฆ่ายักษ์ไล่หักหาญ
ทั้งไพร่นายตายล้มลงซมซานเลือดดังธารท่วมนองท้องสุธา
ศพอสูรมูลกองเต็มท้องทุ่งบ้างไส้พุงเรี่ยรายทั้งซ้ายขวา
ที่เหลือตายนายทัพกลับเข้ามาพยนต์พระยาธรทะยานผลาญชีวัน ฯ
๏ ฝ่ายท้าวจัตุพักตร์เห็นยักษ์ยับกระทืบขับช้างที่นั่งดังกังหัน
เสียงฮูมแปร๋นแล่นทะลวงกำลังมันหางหูชันชักแทงกวัดแกว่งงา
เหยียบพยนต์ป่นยับแล้วกลับฟื้นทะลึ่งยืนต่อแย้งแทงยักษา
ท้าวกุมภัณฑ์ฟันฟาดด้วยสาตราถูกพระยาธรพยนต์ไม่ทนทาน ฯ
๏ พระสิงหไกรภพเข้ารบรับกระโจนจับจัตุพักตร์ด้วยหักหาญ
ท้าวแปดกรรอนรันประจัญบานนกทะยานเหยียบช้างไม่ห่างกัน
ทั้งปากจิกปีกตีขยี้เล็บกุญชรเจ็บซวนเซซบเหหัน
ยักษ์ขยับรับพลาดพระฟาดฟันถูกกุมภัณฑ์ขาดกลางทั้งช้างพลาย
เป็นสองซีกฉีกดิ้นสิ้นชีวิตดับดวงจิตไปสวรรค์เหมือนมั่นหมาย
พวกพหลพลไกรทั้งไพร่นายเห็นเจ้าตายต่างราบก้มกราบกราน ฯ
๏ พระสิงหไกรภพเสร็จรบยักษ์ค่อยผ่อนพักพาอำมาตย์มาราชฐาน
ขึ้นประทับพลับพลาบนปราการพวกยักษ์มารกราบก้มบังคมคัล
บิตุราชมาตุรงค์องค์กระษัตริย์มาเยียดยัดที่พลับพลาสุทธาสวรรย์
ทั้งห้ามแหนแสนสุรางค์นางกำนัลดูกุมภัณฑ์หัวร่อต่อกระซิก
บ้างผินหน้าว่าเจ้าเขี้ยวยาวโง้งจมูกโด่งตาพองผมหยองหยิก
บ้างก็ว่าน่ากลัวพวกหัวพริกหัวเราะริกรูปร่างโคร่งคร่างครัน
พระบิตุรงค์โองการกับลูกรักพญายักษ์หยาบช้าก็อาสัญ
อันรากโษสโกฏิแสนแน่นอนันต์จะผ่อนผันคิดอ่านประการใด ฯ
๏ พระนบนอบตอบสนองว่ากองทัพจะให้กลับไปบูรีตามวิสัย
ทั้งลูกรักจักลาพระคลาไคลเอาศพไปให้องค์นางนงคราญ
ตามพวกพ้องของเขาได้เผาศพตามขนบนัคเรศประเทศสถาน
จะให้พี่จินดาปรีชาชาญครองเมืองมารมารันกันไพรี
แล้วลูกรักจักพาบุตราราชกับนุชนาฏมาประณตบทศรี
สนองคุณมุลิกาฝ่าธุลีจนชีวีวอดวายเหมือนหมายใจ ฯ
๏ สองกระษัตริย์ตรัสตอบว่าชอบแล้วตามลูกแก้วจะคิดอ่านการไฉน
แล้วพานางนัดดามาเวียงไชยพ่อจะได้ชมชื่นทุกคืนวัน
แล้วชวนองค์นงลักษณ์อัคราชยุรยาตรจากพลับพลาสุทธาสวรรย์
พร้อมห้ามแหนแสนสุรางค์นางกำนัลไปสุวรรณปรางค์มาศปราสาทไชย ฯ
๏ หน่อกระษัตริย์ตรัสสั่งช่างมนุษย์ให้เตรียมบุษบกรัตน์จรัสไข
มณฑปนพเก้าแก้วประไพกับโกศใส่ศพตั้งบัลลังก์รัตน์
มีเครื่องสูงชุมสายรายสองแถวทั้งฉัตรแก้วเกศแกมแจ่มจรัส
ทานตะวันกรรภิรุมราชวัติเครื่องกระษัตริย์สู่สวรรคครรไล
ตั้งหน้าหลังสังข์แตรเกณฑ์แห่โหมกลองประโคมเภรีปี่ไฉน
พวกยักษีรี้พลสกลไกรประนมมือถือดอกไม้ทั้งไพร่นาย
พวกพยนต์คนธรรพ์ทั้งคันธรรพให้สำหรับเจ้าพราหมณ์ตามผันผาย
พวกเทวาพระยาธรอยู่ตอนท้ายคอยเรียงรายรับเสด็จสำเร็จการ ฯ
๏ ปางพระองค์ทรงโฉมประโลมสวาทกับอุปราชอ่าองค์สรงสนาน
ประดับเครื่องเรืองจรัสชัชวาลแก้วประพาฬเพชรพรายกระจายวง
ครั้นเสร็จสรรพจับพระขรรค์กัลเม็ดสองเสด็จยุรยาตรดังราชหงส์
มาทูลลาบิตุราชมาตุรงค์สองพระองค์อวยชัยแล้วไคลคลา
เคลื่อนพหลพลมารทหารแห่เป่าสังข์แตรฆ้องกลองก้องเวหา
พยนต์หงส์ทรงมณฑปขึ้นนภาค่อยร่อนราปีกกางไปกลางพล
แล้วทัพพราหมณ์สามแสนแน่นแห่โห่ถือเขนโล่ลอยสล้างไปกลางหน
เจ้าพราหมณ์ขี่หัสดินบินโบกบนเป็นนายทัพขับพลสกลไกร
แล้วทัพพระสิงหไกรภพยกพระทรงนกอินทรีบินแผ่นดินไหว
พระยาธรเทวาสุราลัยเหาะแห่แหนแน่นในโพยมมาน
ทั้งสามทัพนับโกฏิอุโฆษศึกประโคมครึกครื้นฟ้าสุธาสถาน
แต่พวกยักษ์พักตร์คลํ้าไม่สำราญต่างสงสารเจ้านายฟายนํ้าตา
เสียงแซ่ซ้องร้องไห้ในอากาศโอ้พระคุณสูญญาติวาสนา
เคยปราบแดนแผ่นดินสิ้นสุธาครั้งนี้มาสู่สวรรคครรไล
เคยดับเข็ญเย็นเกล้าทุกเช้าคํ่าเปรียบเหมือนนํ้าในมหาชลาไหล
จะแลลับนับปีแต่นี้ไปจะเปลี่ยวใจอสุราทั่วสากล
พลางครวญครํ่ารํ่าสะอื้นเสียงครื้นครั่นเหมือนฟ้าลั่นลมดังกำลังพหล
เสียงประโคมโครมครืนพื้นอำพนรีบเหาะกล่นเกลื่อนมาถึงธานี
ลงหยุดทัพยับยั้งอยู่ข้างหน้าแจ้งกิจจาถึงพระมเหสี
ทั้งโฉมยงนงนุชพระบุตรีวิ่งมาที่หน้าพระลานชานชลา
เห็นมณฑปศพใส่ในโกศแก้วเปิดดูแล้วทอดกายทั้งซ้ายขวา
ทั้งสองนางต่างองค์ทรงโศกาข้อนอุราเสือกซบสลบไป ฯ
๏ พวกท้าวนางต่างประคองสองกระษัตริย์บ้างนวดพัดเซ็งแซ่เข้าแก้ไข
ค่อยฟื้นองค์ทรงแรงแข็งพระทัยต่างรํ่าไรโศกาด้วยอาดูร
มเหสีตีทรวงเสียงฮักฮักโอ้ปิ่นปักปัถพินมาสิ้นสูญ
จะเสียวงศ์พงศ์ยักษ์ศักดิ์ตระกูลจะตามทูลกระหม่อมม้วยเสียด้วยกัน
พระธิดาว่าโอ้พระบิตุเรศเคยปกเกศชุบย้อมถนอมขวัญ
ให้ผาสุกทุกเวลาทิวาวันยังไม่ทันแทนพระคุณมาสูญลับ
พระวงศาว่าทูลกระหม่อมแก้วนิพพานแล้วมืดเหมือนดังเดือนดับ
นางห้ามแหนแสนอาลัยว่าไปทัพเคยคอยรับหรือมาร้างถึงวางวาย
นางพญาว่าพระคุณมาสูญเสียเหมือนศอเมียขาดกระเด็นไม่เห็นหาย
จะโศกซํ้ารํ่ารับแต่อับอายจะสู้ตายให้พ้นทนทรมาน
พระธิดาว่าพระคุณทูลกระหม่อมเคยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกหลาน
แต่ครั้งนี้มีโทษไม่โปรดปรานไปรอนราญจนสวรรคครรไล
พระวงศาว่าแต่นี้ไม่มีสุขจะรับทุกข์ทุกเวลานํ้าตาไหล
สนมนางต่างว่านับจะลับไปจะมิได้เฝ้าองค์พระทรงยศ
ทั้งเสนาข้าเฝ้าเหล่าทหารให้สงสารแสนวิโยคโศกสลด
แต่สองนางอย่างจะม้วยระทวยทดทรงกำสรดโศกาด้วยอาวรณ์ ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงมหาวราฤทธิ์เข้านั่งชิดโฉมฉายสายสมร
น้อมบังคมชนนีชุลีกรพระมารดรจงโปรดที่โทษทัณฑ์
อันธรรมดาฟ้าดินถิ่นทวีปย่อมรักชีพชีวาจะอาสัญ
พระยกทัพนับแสนไปแน่นนันต์[๔]จะผลาญวงศ์พงศ์พันธุ์ให้บรรลัย
จึงต้องสู้ภูวนาถเธอพลาดพลั้งมิทันยั้งอาวุธสุดแก้ไข
ซึ่งเดิมเหตุเภทพาลประการใดย่อมทราบใต้บาทาสารพัน
นางฟังคำชำเลืองดูลูกเขยช่างเฉลยลิ้นลมก็คมสัน
สมกับสร้อยสุดาวิลาวัณย์ที่ผูกพันพยาบาทค่อยคลาดคลาย
จึงตรัสตอบขอบใจที่ได้ศพมาพานพบพงศ์ประยูรไม่สูญหาย
อันองค์ท้าวเจ้าโทโสโมโหร้ายจึงได้อายอัปยศถึงปลดปลง
อันเมืองยักษ์นคเรศทุกเขตขอบเจ้าจงครอบครองความตามประสงค์
ขอฝากเหล่าเผ่าตระกูลประยูรวงศ์ฝูงอนงค์นักสนมกรมใน
ทั้งเสนาสามนต์พวกพลด้วยพ่อจงช่วยปกครองให้ผ่องใส
แม่จะขอพ่อเชิญพระศพไปบรรจุไว้ในถํ้าตามธรรมเนียม ฯ
๏ พระสิงหไกรภพอภิวาทตามพระบาทมาตุรงค์เผ่าพงศา
อันสมบัติพัสถานการพาราถวายฝ่ายุคลพระชนนี
จะอยู่ด้วยช่วยพระศพจนเสร็จสรรพแล้วจะกลับไปบำรุงชาวกรุงศรี
ขอพระองค์จงสำราญผ่านบูรีอย่าราคีกินแหนงแคลงพระทัย ฯ
๏ นางทรงฟังสั่งสร้อยสุดาว่าเลือกสาวสรรค์กัลยาอัชฌาสัย
ไปจัดแจงแต่งห้องทองประไพเชิญพระไปหยุดหย่อนผ่อนสำราญ
แล้วตรัสสั่งเสนาพวกข้าเฝ้าเชิญศพเข้าปราสาทราชฐาน
ได้ทำบุญมุนีอันมีญาณอุทิศทานไปถึงท้าวเจ้าเวียงไชย ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงเดชเกศกระษัตริย์มาปรางค์รัตน์รจนาที่อาศัย
สร้อยสุดาพาโอรสยศไกรเข้าเฝ้าในแท่นที่ศรีไสยา
พระอุ้มบุตรสุดสวาทขึ้นใส่ตักพิศพักตร์มิได้ผิดขนิษฐา
กอดประทับรับขวัญจำนรรจาพระชลนาไหลหลั่งลงพร่างพราย
คิดถึงความยามยากเมื่อพรากพลัดจะเอื้อนอรรถมิได้พระทัยหาย
ทั้งอัคเรศชลเนตรลงฟูมฟายพระลูกชายชวนพลอดฉอดฉอดไป
เห็นโศกาว่าตุ๊กแกแน่ขอรับจะกินตับคอยมองอย่าร้องไห้
ทั้งสององค์ทรงพระสรวลทั้งชลนัยน์พลางกอดจูบลูบไล้พระลูกยา
ครั้นสายัณห์ร่วมสุพรรณภาชน์เสวยแล้วชมเชยพระกุมารด้วยหรรษา
พอราตรีพี่เลี้ยงพระนมมาประคองพาหน่อไทไปบรรทม ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์สร้อยสุดาสมรร่วมบรรจถรณ์ทรงฤทธิ์สนิทสนม
พระอิงแอบแนบน้องประคองชมชื่นอารมณ์รับขวัญจำนรรจา
เมื่อสงครามทรามสวาทเจ้าคลาดแคล้วเหมือนเสียแก้วนัยเนตรของเชษฐา
ต้องจากนุชสุดรักไปนครากินนํ้าตาต่างเข้าทุกเช้าเย็น
เป็นบุญช่วยด้วยไม่เคยจะเลยลับจึงได้กลับทวนทบมาพบเห็น
ที่โศกเศร้าเร่าร้อนจะหย่อนเย็นเหมือนม้วยมอดรอดเป็นมาเห็นกัน
สงสารน้องหมองรูปด้วยซูบผอมแต่ไม่สิ้นกลิ่นหอมถนอมขวัญ
พลางจุมพิตชิดเชยเหมือนเคยกันนางคำนับอภิวันท์จำนรรจา
ซึ่งตรัสบอกออกโอษฐ์ว่าโปรดน้องพระคุณของทรงศักดิ์นั้นหนักหนา
อันน้องนี้มิวายฟายนํ้าตาแต่ครองใจไว้ท่าฝ่ายุคล
ถึงสิบปี[๕]มีแต่เศร้าให้เหงาหงิมมิได้ยิ้มแย้มพักตร์แต่สักหน
จึงซูบผอมตรอมตรมระทมทนประจวบจนวันนี้ค่อยดีใจ
พระไปอยู่บูรีถึงมีทุกข์คงจะปลุกปลื้มจิตพิสมัย
ด้วยพร้อมพรักนักสนมกรมในเห็นจะไม่เหมือนน้องนองน้ำตา ฯ
๏ พระแย้มยิ้มพริ้มเพราว่าเจ้าพี่ถึงแม้นมีมิได้มาดปรารถนา
เคยถนอมกล่อมกลอกถึงดอกฟ้าเห็นดอกหญ้าไม่นิยมจะชมเชย
มิรู้ลืมปลื้มใจวิไลลักษณ์พี่เคยรักเคยเรียงเคียงเขนย
พลางชิดชมสมสองตระกองเกยถนอมเชยโฉมน้องประลองโลม
อัศจรรย์ชั้นเชิงเหมือนเพลิงดับพอลมกลับพัดกระพือติดฮือโหม
เป็นควันคลุ้มกลุ้มพยับอับโพยมสะท้านสะทึกครึกโครมโพยมบน
สลาตันปั่นป่วนเมื่อจวนรุ่งเป็นฝนฟุ้งฟ้าผ่าถึงห้าหน
ต่างแช่มชื่นรื่นสำราญบานกมลพระสุริยนเยี่ยมฟ้านภาลัย
อยู่เมืองมารนานนับได้เดือนเศษกับอัคเรศร่วมจิตพิศมัย
ชื่นอารมณ์ชมโอรสยศไกรอันเภทภัยไม่มีมาบีฑา ฯ
๏ ฝ่ายนางนาฏมาตุรงค์เผ่าพงศ์ยักษ์อยู่พร้อมพรักไพร่นายทั้งซ้ายขวา
ทำบุญศพครบเดือนไม่เคลื่อนคลาจึงแต่งราชรัถาเทียมพาชี
เชิญมณฑปศพใส่พิไชยรถพวกดาบสนำชักพวกยักษี
พอโพล้เพล้เวลาเช้าราตรีจุดอัคคีโคมสว่างตามทางไป
ทั้งหน้าหลังสังข์แตรเป่าแห่โหมกลองประโคมครื้นครั่นเสียงหวั่นไหว
ออกประตูบูรพาพนาลัยบรรจุไว้ภูผานอกธานี
แล้วสำเร็จเสร็จการปลูกศาลเจ้าบนเนินเขาที่กลบศพยักษี
อยู่เซ่นศพครบเสร็จเจ็ดราตรีต่างกลับมาธานีไม่มีภัย
พระสิงหไกรภพส่งศพแล้วค่อยผ่องแผ้วพักตราตรัสปราศรัย
สั่งกุมภัณฑ์บรรดาเสนาในเราจะไปอยู่บำรุงกรุงโกญจา
ต้องห่างบาทมาตุรงค์คิดสงสารจึงมอบการนคเรศให้เชษฐา
อยู่แทนเราเอาธุระอสุราให้เพิ่มผาสุกสวัสดิ์กำจัดภัย
จงสัตย์ซื่อถือบทตามกฎหมายอย่าคิดร้ายทุจริตผิดวิสัย
แม้นประมาทราชทัณฑ์จะบรรลัยทำชอบได้เกียรติยศจะงดงาม
แม้นมีศึกฮึกสู้มาจู่จาบคิดปรามปราบเสียให้เตียนซึ่งเสี้ยนหนาม
ได้เย็นเกล้าชาวบูรีแลชีพราหมณ์เจริญความสุขสง่าแก่ธานี ฯ
๏ พราหมณ์ก้มราบกราบงามลงสามท่าดูโฉมหน้าอิ่มเอมเกษมศรี
ทูลขอบคุณมุลิกาฝ่าธุลีแล้วภูมีหันเมินดำเนินมา
ตรัสชวนองค์นงลักษณ์อัคราชทั้งหน่อนาถรามวงศ์เผ่าพงศา
ไปปราสาทราชฐานพระมารดาน้อมวันทาทูลแถลงให้แจ้งการ
ลูกให้พี่ที่รักอยู่รองบาทบำรุงราชนิเวศน์ประเทศสถาน
ให้เผ่าพงศ์วงศาเสนามารสืบสำราญทั้งจังหวัดปัถพี
แต่ลูกรักอัคเรศโอรสราชขอลาบาทบงกชบทศรี
ไปเฝ้าพระชนกชนนีแม้นอยู่ดีแล้วจะได้เวียนไปมา ฯ
๏ ฝ่ายนางนาฏมาตุรงค์แสนสงสารด้วยรักหลานลูกเลี้ยงไม่เดียงสา
เคยเฝ้าแหนแสนสวาทไม่คลาดคลาจะลับพักตร์ลักขณาเหลืออาลัย
จึงว่าแม่แก่เฒ่าอยู่เปล่าเปลี่ยวสุดจะเหลียวแลหาที่อาศัย
พระบิตุรงค์ทรงธรรม์ก็บรรลัยหมายจะได้ฝากชีวิตแก่ธิดา
จะจากไปไกลแม่จะแลลับจะทุกข์ทับดังชีวังสิ้นสังขาร์
กอดกุมารหลานแอบแนบอุราทรงโศกากำสรดสลดใจ
แล้วว่าพระสิงหไกรภพเล่าแม้นใจเจ้าจะเป็นเชื้อนับเนื้อไข
แม่จะขอพ่อรามวงศ์ไว้แต่พอได้ชื่นจิตเห็นธิดา ฯ
๏ พระฟังคำจำจนให้อ้นอั้นชำเลืองผันพักตร์พิศขนิษฐา
เห็นโฉมยงทรงสะอื้นกลืนนํ้าตากิริยายังกังวลถึงชนนี
จึงทูลว่าข้าบาทนี้คลาดแคล้วพระลูกแก้วเกิดอุรามารศรี
สุดแต่องค์นงนุชพระบุตรีลูกจนใจไม่รู้ที่จะเจรจา ฯ
๏ พระมารดรวอนประโลมโฉมเฉลาแม่รักเท่าชีวิตไม่อิจฉา
จะพลัดพรากจากไปต้องไกลตาเห็นนัดดาจะค่อยคลายสบายใจ
นางเคารพนบนอบตอบสนองพระคุณของชนนีจะมีไหน
ซึ่งประสงค์องค์โอรสยศไกรถวายไว้ใต้พระบาทมาตุรงค์
พระชนนีดีใจดังได้แก้วอุ้มหลานแล้วเชยชมสมประสงค์
จอมกระษัตริย์ตรัสชวนนวลอนงค์ทูลลาองค์อัยกีแล้วลีลา
มาสู่ปรางค์พลางสะท้อนถอนใจใหญ่[๖]ด้วยอาลัยลูกน้อยละห้อยหา
พระโศกเศร้าเข้าในที่ไสยาสร้อยสุดาจัดสรรกำนัลใน
ล้วนรุ่นราวสาวน้อยได้ร้อยถ้วนวิไลล้วนลักขณาอัชฌาสัย
นางมนุษย์บุตรท้าวเจ้ากรุงไกรบิดาไปพามาให้ช้านาน
กับทั้งสี่พี่เลี้ยงเคยเคียงชิดจะตามติดไปโกญจามหาสถาน
บรรดาเหล่าสาวสรรค์พนักงานจัดพรมม่านมุ้งหมอนที่นอนน้อย
ทั้งเครื่องแต่งแป้งกระแจะกระจกหวีนํ้ามันตะนีแหนบตะไกรมีดไม้สอย
มารวบรวมพร้อมพรั่งอยู่ทั้งร้อยนั่งเตรียมคอยพระบุตรีจะลีลา ฯ
๏ ฝ่ายเจ้าพราหมณ์รามราชเรียบพหลทัพพยนต์พลนิกายทั้งซ้ายขวา
บุษบกกระจกบังมีหลังคาเทียมปักษาหัสดินนกอินทรี
เทียบเกยข้างปรางค์มาศราชฐานเหมือนวิมานเมืองฟ้าในราศี
โยธาทัพนับแสนแน่นธานีในราตรีเตรียมเสร็จสำเร็จการ
ฝ่ายนางนาฏมาตุรงค์เผ่าพงศ์ยักษ์อุ้มหลานรักจากปราสาทราชฐาน
ขึ้นปรางค์ทองห้องธิดายุพาพาลนางก้มกรานกราบยุคลชนนี
เชิญให้นั่งยังสุวรรณบรรจถรณ์นางรํ่าสอนสร้อยสุดามารศรี
สายสุดใจไปอยู่ต่างบุรีอย่าให้มีผิดพลั้งระวังภัย
แม่โฉมยงจงอุตส่าห์สวามิภักดิ์บำรุงรักภัสดาอัชฌาสัย
อันชายอื่นหมื่นแสนทั้งแดนไตรจะหาสู้ภูวไนยไม่ได้แล้ว
ทั้งสมพักตร์ศักดิ์ตระกูลประยูรหงส์ได้สืบวงศ์ว่านเครือทั้งเชื้อแถว
กุศลสร้างปางก่อนบห่อนแคล้วพระลูกแก้วจงอุตส่าห์พยายาม
อย่าดึงดื้อถือตัวให้ผัวง้อจะเป็นข้อเข็ดหลาบด้วยหยาบหยาม
แม้นท้าวหวังสั่งสอนจงผ่อนตามอย่าทูลความขวางขัดภัสดา
หนึ่งสนมกรมในผู้ใดโปรดถึงจะโกรธอย่าให้ออกมานอกหน้า
เธอรักเขาเจ้าอย่าขัดพระอัชฌาเหมือนคงคาขึ้นคงกลับลงคลอง
จงทำชอบนอบน้อมค่อยออมอดบำรุงรสรักใคร่อย่าให้หมอง
แม่เนื้อเย็นเป็นที่พึ่งพี่น้องจงตรึกตรองครององค์ให้จงดี
หนึ่งบิตุราชมาตุรงค์ของทรงฤทธิ์อย่าควรคิดขัดข้องให้หมองศรี
จงฝากองค์วงศาสวามีได้เป็นที่พึ่งพาให้ถาวร
ระวังตัวผัวรักแล้วมักหน่ายจะอับอายเร่งฟังแม่สั่งสอน
จะเดินทางกลางชลาพนาดรจงถาวรพูนสวัสดิ์กำจัดภัย ฯ
๏ นางรับสั่งบังคมประนมสนองลูกขอลาฝ่าละอองจงผ่องใส
แม้นชาตินี้ชีวันไม่บรรลัยลูกมิได้ลืมพระคุณกรุณา
แม้นมารดรร้อนโรคทุกข์โศกเศร้าจะมาเฝ้าฟูมฟักอยู่รักษา
แล้วสั่งวงศ์พงศ์พันธุ์จำนรรจาพิไรรํ่าอำลาต่างอาลัย
จนดึกดื่นกลืนกลั้นที่รันทดโศกกำสรดเศร้าหมองไม่ผ่องใส
พระมาตุรงค์วงศาต่างลาไปนางเข้าในแท่นรัตน์ชัชวาล ฯ
๏ ครั้นรุ่งแจ้งแสงสูรย์จรูญจรัสสองกระษัตริย์ฟื้นองค์สรงสนาน
ประดับเครื่องเรืององค์อลงการสร้อยสังวาลอินทรธนูชมพูนุท
นางโฉมยงทรงมณีศิโรเพศภูวเรศสวมทรงพระมงกุฎ
ครั้นเสร็จสรรพกับองค์อนงค์นุชไปทรงบุษบกรัตน์ชัชวาล
พี่เลี้ยงเหล่าสาวสรรค์อยู่ชั้นลดกั้นกลิ้งกลดบดบังพระสุริย์ฉาน
เคลื่อนวิหคนกพลพยนต์ทะยานโห่สะท้านสะเทื้อนลั่นสนั่นดัง
หัสดินบินคว้างกลางอากาศดูเกลื่อนกลาดโยธาทั้งหน้าหลัง
สนั่นเสียงเพียงโพยมจะโทรมพังทั้งเสียงสังข์แตรกลองก้องโกลา
ค่อยลอยเลื่อนเคลื่อนคลายตามสายเมฆแลวิเวกอ้างว้างกลางเวหา
งามพระองค์นงลักษณ์เคียงพักตราดังสุริยาเคียงกันกับจันทร
งามพี่เลี้ยงเมียงหมอบนบนอบน้อมข้าหลวงล้อมดังสุรางค์นางอัปสร
บ้างเฝ้าเฟี้ยมเยี่ยมสุวรรณที่บัญชรค่อยเลื่อนร่อนลอยลมชมสุธา
เป็นทุ่งแถวแนวนํ้าลำสมุทรไม่สิ้นสุดเรียงรายทั้งซ้ายขวา
คีรีเรียงเคียงคั่นอรัญวาดูไกลตาต่ำเตี้ยเรี่ยไรไร
จบสุดสิ้นดินแดนแผ่นพิภพมหรณพแลละลิ่วหวิวหวิวไหว
ดูกว้างขวางว้างเวิ้งวิเวกใจไม่มีไม้หมอกมัวไปทั่วทิศ
ฝูงมัจฉาปลาร้ายขึ้นว่ายเกลื่อนสังเกตเหมือนซิวซ่าปลาสลิด
เหล่าละเมาะเกาะแก่งแกล้งพินิจกระจิริดเรี่ยนํ้าขึ้นรำไร
ครั้นสุริยงลงลับเหลี่ยมสิงขรพระจันทรแจ่มกระจ่างสว่างไสว
ดารารอบขอบฟ้านภาลัยเห็นดวงใหญ่เท่ากระบุงดูรุ่งเรือง
ด้วยสูงสุดบุษบกกระจกกระจ่างจับหน้านางนวลแก้มแฉล้มเหลือง
ต่างชื่นแช่มแย้มแกลแลชำเลืองประจำเมืองเหมือนแก้วดูแวววาม
พระแนบนวลชวนชมแสงเดือนหงายดารารายเรียงจำรูญนางทูลถาม
พระพรายพริ้มยิ้มหยอกพลางบอกนามนั่นดาวยามสามดวงช่วงอัมพร
ที่เรียงรายพรายพราวดาวลูกไก่เห็นไรไรเรียงจรัสประภัสสร
โน่นดาวหงส์วงสว่างดูหางงอนทิศอุดรจระเข้เล่ห์กุมภา
นั่นดาวนางอย่างผู้หญิงจริงนะเจ้าสำคัญเต้าเต่งกายทั้งซ้ายขวา
ดาวหามผีสีขาวโน่นดาวกาโน่นดาวม้าก็เหมือนม้าอาชาไนย
โน่นดาวเสือเหลือร้ายพลอยพรายพร่างที่อยู่กลางดาวเต่าถัดดาวไถ
โน่นดาวลำสำเภามีเสาใบที่อยู่ใต้สำเภานั่นดาวปลา
นางหมอบเมียงเคียงชิดเพ่งพิศพักตร์ดูรู้จักแจ้งจิตทุกทิศา
พี่เลี้ยงเหล่าสาวศรีพลอยปรีดานางท้าวแขนแหงนหน้าตั้งตาแล
จนล่วงสามยามสงัดกำดัดดึกประกายพฤกษ์โชติช่วงดังดวงแข
สองกระษัตริย์ทัศนาตรงหน้าแกลดูกระแสสายสมุทรสุดสายตา
จะแลเหลียวเปลี่ยวเปล่าเป็นเงาเมฆแสนวิเวกกลางทะเลในเวหา
นางทูลถามตามประสงค์ว่าคงคากำหนดว่ากว้างขวางเป็นอย่างไร
พระเชยพลางทางเล่าว่าเจ้าพี่ไม่มีที่สุดลงว่าตรงไหน
แต่โบราณท่านว่าครุฑวุฒิไกรกายาใหญ่ยิ่งคีรีมีศักดา
แต่บินหนักกวักละโยชน์เป็นโสดสุดข้ามสมุทรหมายฝั่งด้วยกังขา
ออกบินโบยโดยกำลังอหังการ์จนสุริยาเย็นรอนก็อ่อนใจ
ไม่เห็นแดนแผ่นดินจะสิ้นชีพลงจับครีบมัจฉาพออาศัย
แล้วถามปลาว่าฝั่งนั้นยังไกลหรือเกือบใกล้จงแสดงให้แจ้งความ
ฝ่ายมัจฉาปลาแขยงแถลงเล่าว่าตัวเรากระจิริดให้คิดขาม
อยู่อาศัยใกล้สุธาพยายามหากินตามชายฝั่งระวังภัย
จะออกลึกนึกกลัวเจียมตัวอยู่มิได้รู้ข้างโน้นอยู่หนไหน
ครุฑสดับกลับหลังไม่หวังไปจึงมิได้แจ้งเหตุประเทศทาง
คำโบราณท่านเปรียบประเทียบว่าพระมหาสมุทรสุดกว้างขวาง
พลางแอบอุ้มจุมพิตกระชิดนางนี่ค่าจ้างที่พี่เล่าให้เจ้าฟัง
นางอายเอียงเมียงหมอบพระชอบชื่นสำราญรื่นมิรู้สิ้นถวิลหวัง
ขอตัดความข้ามพ้นที่วนวังไม่รอรั้งรีบมาถึงธานี
หยุดประทับยับยั้งอยู่ข้างหน้าพระชวนอัครชายามารศรี
ทั้งสาวสรรค์บรรดาฝูงนารีไปอัญชลีบิตุราชมาตุรงค์
แล้วทูลความตามเรื่องในเมืองยักษ์ได้นงลักษณ์เหมือนจิตคิดประสงค์
แล้วแก้ไขใส่ความ[๗]รามวงศ์อยู่ด้วยองค์อัยกีไม่ลีลา ฯ
๏ สองกระษัตริย์โสมนัสด้วยลูกรักพลางพิศพักตร์บุตรีสุณิสา
สำอางเอี่ยมเทียมเทพธิดาดูดวงหน้าเนตรขนงดังวงเดือน
ทั้งคมขำลํ้าอย่างนางมนุษย์ประเสริฐสุดหมื่นสตรีไม่มีเหมือน
งามเสงี่ยมเอี่ยมอิ่มเมื่อยิ้มเยื้อนพินิจนางพลางเอื้อนโองการทัก
เป็นกุศลหนหลังเจ้าทั้งสองได้คู่ครองสมบูรณ์ประยูรศักดิ์
จงปกป้องครองกรุงบำรุงรักเป็นปิ่นปักนักสนมกรมใน
จะรักเจ้าเท่าบุตรสุดสวาทอย่าหมายมาดเคลือบแคลงแหนงสงสัย
พระมารดาปรานีศรีสะใภ้เฝ้าลูบไล้รับขวัญจำนรรจา
น่าเอ็นดูรู้ดีเป็นที่ยิ่งเสงี่ยมหญิงสงวนนามงามนักหนา
จะรักเจ้าเท่ากันไม่ฉันทาแม่อุตส่าห์สงวนองค์เจ้าจงดี ฯ
๏ นางรับสั่งบังคมบรมนาถขอรองบาทบงกชบทศรี
ให้เหมือนองค์พระชนกชนนีจนชีวีวอดวายเหมือนหมายใจ
พระมารดาว่าสงสารพระหลานรักใคร่พบพักตร์มิได้เห็นเป็นไฉน
น่าเสียดายหมายจะเลี้ยงไว้เวียงไชยเผอิญให้ขัดขวางเสียอย่างนี้
แล้วว่าเจ้าเล่าก็มาเมื่อยล้านักไปหยุดพักปรางค์มาศปราสาทศรี
โอรสรับอภิวันท์อัญชลีพาเทวีเยื้องย่างไปปรางค์ทอง
ขึ้นแท่นรัตน์ชัชวาลสำราญรื่นทุกวันคืนคํ่าเช้าไม่เศร้าหมอง
พี่เลี้ยงเหล่าชาววังที่นั่งรองอยู่ในห้องฉากตั้งกำบังตา ฯ
๏ ฝ่ายห้ามแหนแสนงอนแต่ก่อนเก่าที่เคยเฝ้าภูวนาถไม่ปรารถนา
นึกว่าพระมเหสีองค์นี้มาจะโสภาสักเพียงไหนจะใคร่ชม
จึงทรงศักดิ์รักเหลือไม่เบื่อหน่ายถ้าแยบคายใช้ชิดสนิทสนม
หรือพริ้งเพริศเลิศลํ้าทั้งขำคมจะได้ชมโฉมเจ้าแล้วคราวนี้
ต่างแต่งกายหมายใจจะไปอวดได้ประกวดกันกับพระมเหสี
บ้างอาบนํ้าซ้ำถูสบู่ดีฉีกสำลีม้วนไม้กรีดไรรอย
บ้างผัดหน้าทากระแจะบ้างแกะสิวบ้างกันคิ้วค้อมงอนดังช้อนหอย
เปิดคันฉ่องมองพิศตะบิดตะบอยชำเลืองลอยหน้าตาให้น่าชม
บ้างสีชี่[๘]ยาฟันเป็นมันขลับฝนหมึกจับต่างเขม่าหวีเผ้าผม
ขัดขมิ้นกลิ่นกลบบ้างอบรมต่างนุ่งห่มสมหน้าทุกนารี
ถึงเวรเฝ้าเข้าไปให้ใช้สอยเห็นโฉมสร้อยสุดามารศรี
ดังเดือนเพ็งเปล่งฟ้าไม่ราคีถึงทั้งมีลูกเต้ายังเพราพริ้ง
ประไพพักตร์ลักษณะพระวิลาสดูผุดผาดลํ้าเลิศประเสริฐหญิง
ที่เหิมฮึกนึกไว้อายใจจริงเหลือจะชิงชมชิดทำบิดเบือน
แต่ลูกสาวท้าวพระยาพวกข้าหลวงทุกกระทรวงห้ามแหนไม่แม้นเหมือน
ต่างเมินหมางห่างแหทำแชเชือนเที่ยวเล่นเพื่อนพิศวาสละราชการ
ฝ่ายองค์พระสิงหไกรภพนั้นพร้อมพงศ์พันธุ์ผ่านสมบัติพัสถาน
ทั่วประเทศเขตแคว้นแสนสำราญเภทภัยพาลมิได้มีมาบีฑา ฯ


[๑] สมุดไทยเลขที่ ๔๕ ว่า “วิ่งถลาล้มลุกบ้างคลุกคลาน

[๒] สมุดไทยเลขที่ ๔๕ ว่า “ให้พร้อมทั้งโยธาพระยาธร

[๓] ล่ง ความหมายเช่นเดียวกับ โล่ง แปลว่า ที่ว่าง ไม่มีเครื่องกำบัง

[๔] แน่นนันต์ แปลว่า มากมาย คับคั่ง แออัด

[๕] ตามท้องเรื่องไม่ถึง ๑๐ ปี

[๖] ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑ ว่า “มาสู่ปรางค์ทางสะท้อนถอนใจใหญ่”

[๗] ในที่นี้หมายถึง เล่าเรื่องราวให้ทราบ

[๘] ชี่ คือยาสีฟันโบราณ ใช้สีเพื่อให้ฟันเป็นสีดำ

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ