ตอนที่ ๘ ทำศพท้าววิรุญมาศ

๏ ปางพระหน่อนฤบาลชำนาญศรฤทธิรอนเฟื่องฟ้าทุกราศี
เห็นพหลพลยักษ์เข้าภักดีพระจึงมีพจนารถประภาษพลัน
ว่าเหวยเหวยอสุรินสิ้นทั้งหลายอันเจ้านายของมึงก็อาสัญ
เอ็งนอบน้อมยอมถวายบังคมคัลจะโปรดพวกกุมภัณฑ์ให้พ้นตาย
จงจัดแจงแต่งตั้งพลับพลาสีริมคิรีท้องธารกระแสสาย
จะเชิญเสด็จมารดรผ่อนสบายแล้วแบ่งพลนิกายไปกรุงไกร
แต่งม้ารถคชสารทหารแห่ทั้งสังข์แตรดนตรีปี่ไฉน
แสนสุรางค์นางสนมกำนัลในมารับเราเข้าไปในพารา
อันซากศพอสุรินทร์สิ้นชีวิตเอ็งแจ้งกิจญาติวงศ์ของยักษา
กูยกให้ตามใจเจตนาจะปลงศพอสุราก็ตามที
อำมาตย์มารกรานกราบหน่อกระษัตริย์มาเกณฑ์จัดแบ่งพลของยักษี
ให้ไปแจ้งกิจจาในธานีเหมือนอย่างมีเทวราชพระบัญชา
ที่พวกทัพกลับเมืองก็กลับหลังไม่รอรั้งรีบไปในเวหา
ที่ไหนไพร่ตัดไม้ปลูกพลับพลาบ้างเกี่ยวคากรองแฝกแยกกันไป
ครั้นเสร็จสรรพพลับพลาในป่ากว้างริมระหว่างธารท่าชลาไหล
หน่อกระษัตริย์เบิกบานสำราญใจก็ชวนมิ่งมโนมัยลินลามา
ถึงถํ้าแก้วแล้วเปิดศิลาปิดพระทรงฤทธิ์เสด็จเข้าในคูหา
ยกพระบาทยาตรเยื้องชำเลืองมาพระมารดาเห็นลูกก็ดีใจ
นางผวามารับโอรสราชขึ้นนั่งอาสน์ศิลาแล้วปราศรัย
พ่อรบกับยักษ์มารประการใดแม่เอาใจจิตผูกถึงลูกรัก
สนั่นเสียงเพียงถํ้าจะควํ่าทรุดแม่แสนสุดวิตกเพียงอกหัก
แล้วเงียบไปใจแม่นี้ทึกทักกลัวลูกรักเจ้าจะอัปราชัย ฯ
๏ พระฟังสารมารดรแล้วอ่อนเกศจึ่งยกเหตุทูลแจ้งแถลงไข
ลูกสงครามครั้งนี้ก็มีชัยท้าวกุมภัณฑ์บรรลัยด้วยฤทธี
ที่เหลือตายยอมถวายนครยักษ์ให้ลูกรักเข้าไปครองบุรีศรี
ลูกจึ่งเกณฑ์อสุราไปธานีให้คดีลือเลื่องทั้งเมืองยักษ์
แล้วให้กลับมารับทั้งรถรัตน์ตามกระษัตริย์จอมเจิมเฉลิมศักดิ์
เชิญเสด็จมารดาอย่าช้านักไปหยุดพักอยู่เพียงพลับพลาพลาง ฯ
๏ เยาวมาลย์ฟังสารพระลูกเล่าพระทัยเจ้าคลายร้อนที่หมองหมาง
เข้ากอดจูบลูบไล้พระปฤษฎางค์นุชนางรับขวัญรำพันชม
พ่อล้างผลาญมารร้ายวายชีวิตดูเรืองฤทธิ์กับที่รูปไม่เห็นสม
แต่ตกยากจากอกแล้วอดนมบุญนิยมจึงได้รอดไม่วอดวาย
สองกระษัตริย์โสมนัสอยู่เหนืออาสน์แล้วนางนาฏชวนลูกให้ผันผาย
เสด็จจากแท่นแก้วอันแพรวพรายทั้งโฉมฉายลูกยาอาชาไนย
ค่อยย่องเหยียบเลียบริมคิรีศรีมาถึงที่พลับพลาที่อาศัย
สองพระองค์ตรงขึ้นพลับพลาไชยเข้าห้องในนั่งแท่นแสนสำราญ
พอรอนรอนอ่อนแสงพระสุริยงจะเลี้ยวลงลับไม้ในไพรสาณฑ์
ลมพระพายชายพัดรำเพยพานผกากาญจน์เกสรขจรโปรย
วิเวกเสียงปักษีชะนีน้อยขึ้นโหนห้อยกกิ่งไม้พิไรโหย
นํ้าค้างย้อยปรอยปรายกระจายโปรยก็รื่นโรยรสเร้าเสาวคนธ์
นางนอนแนบแอบองค์โอรสราชบุปผชาติชื่นใจในไพรสณฑ์
ฝ่ายอำมาตย์ยักษาบรรดาพลครั้นสุริยนยํ่าฆ้องก็กองไฟ
เป็นหมู่หมวดตรวจเตรียมกันพรั่งพร้อมระวังล้อมรอบพลับพลาที่อาศัย
สองกระษัตริย์โสมนัสบรรทมในก็หลับใหลไสยาสน์บนอาสน์ทอง ฯ
๏ จะกล่าวถึงกองทัพที่กลับหลังโดยกำลังเหาะทะยานผันผยอง
บรรลุถึงกรุงไกรดังใจปองตรงลงท้องพระโรงรัตน์ชัชวาล
ทั้งในนอกบอกความกันตามเรื่องพระมิ่งเมืองบรรลัยอยู่ไพรสาณฑ์
ทั้งสาวสรรค์กัลยาวงศามารได้แจ้งการตรอมจิตคิดรำจวน
พิไรรํ่ากำสรดออกแซ่เสียงสำเนียงเพียงลมเพชรหึงหวน
สะอึกสะอื้นกลืนกลั้นรัญจวนครวญก็ปั่นป่วนอยู่ในท้องพระโรงรี
แต่พลบคํ่ายํ่าฆ้องเฝ้าร้องไห้จนอุทัยรุ่งรางสว่างศรี
ฝ่ายเสนากลัวว่าจะช้าทีแจ้งคดีวงศาพญามาร
อันพารานี้เป็นของพระทรงฤทธิ์เราควรคิดออกไปเชิญสู่สถาน[๑]
จะร้องไห้อยู่ก็เห็นไม่เป็นการพนักงานรถรัตน์จงจัดแจง
ทั้งดนตรีสังข์แตรแห่กระษัตริย์ผูกกัณฐัศว์คชสารชาญกำแหง
ที่แห่หน้าพาชีเสื้อสีแดงจงเร่งแต่งไปให้งามตามกระทรวง
ข้างในวังทั้งสุรางค์นางสนมทุกหมู่กรมหน้าหลังในวังหลวง
จงไปตามพนักงานการทั้งปวงใครหนักหน่วงราชกิจจะผิดครัน ฯ
๏ ฝ่ายบรรดาข้าหลวงทุกหมู่หมวดก็เตรียมตรวจกะเกณฑ์กันกวดขัน
ที่นายช้างพลางผูกกุญชรพลันล้วนเครื่องไหมเบญจพรรณจัดประจง
ผูกกระโจมโคมกระจ่างช่างประเทียบได้ระเบียบแบบเดินดำเนินหงส์
พลายฉกรรจ์สรรค์ผูกเป็นช้างทรงดูอาจองงางอนขึ้นชอนชด
ข้างขุนรถรถเรียบเทียบกัณฐัศว์มยุรฉัตรกรรชิงทั้งกลิ้งกลด
กงปะแหรกแอกงอนดูอ่อนชดสองข้างรถมีนางสุรางค์เรียง
บ้างดีดสีตีโทนประสานทับเป็นลำดับดีดพิณประสานเสียง
ทั้งสังข์แตรแห่ห้อมอยู่พร้อมเพรียงสง่าเพียงรถเพชรปาณี
พระญาติวงศาพนาสูรให้อาดูรจำไปในไพรศรี
ที่พวกชายวงศาขึ้นพาชีพวกนารีขี่ช้างกระโจมทอง
อันรถแก้วที่สำหรับรับเสด็จก็พร้อมเสร็จด้วยสุรางค์นางทั้งผอง
ขุนเสนีจัดตรวจเป็นหมวดกองได้พร้อมกันลั่นฆ้องเข้าสามที
ออกจากวังตั้งหน้าเข้าป่าสูงบรรดาฝูงสัตว์สิงก็วิ่งหนี
สะเทือนทางกลางดงเป็นผงคลีเสียงพาชีคชสารทะยานเริง
เสียงรถทรงกงกระดอนสะท้อนโขดกลิ้งกระโดดกระเดื่องดังกำลังเถลิง
ฝูงวิหคผกผินบินกระเจิงมาตามเวิ้งหว่างเขาลำเนาเนิน
พระญาติวงศ์ทรงโศกกันแสงไห้ด้วยตรอมใจเจ็บอกระหกระเหิน
ทั้งรถรัตน์อัสดรก็เร่งเดินเขม้นเมินมาในป่าพนาลี
พระสุริย์ฉายบ่ายคล้อยพระเวหาถึงพลับพลาริมเนินคิรีศรี
ก็หยุดรถจัตุรงค์ในพงพีขุนเสนีนักสนมชุมนุมกัน
ทั้งพวกญาติวงศาพญายักษ์ค่อยฝืนพักตร์ดับโศกกันแสงศัลย์
มาพร้อมพรั่งยังหน้าพลับพลาพลันบังคมคัลลักษณวงศ์กับนงลักษณ์
แล้วทูลเชิญสรรเสริญสองกระษัตริย์ควรเป็นขัตติยวงศ์อันทรงศักดิ์
ด้วยไพร่ฟ้าสามนต์ทั้งเมืองยักษ์ยอมสมัครหมายพึ่งพระบารมี ฯ
๏ ปางสุวรรณอำภาพญาหญิงซึ่งเป็นมิ่งมารดาพระโฉมศรี
เห็นวงศ์ยักษ์นักสนมกับเสนีพระเทวีน้อมโน้มประโลมพลัน
ว่าดูราเสนาสนมนาฏทั้งพระญาติยักษาที่อาสัญ
เพราะโลภหลงไม่ดำรงในราชธรรม์ท้าวกุมภัณฑ์ดื้อดึงจนถึงตาย
ก็เพื่อเพราะผลกรรมได้ทำไว้อย่าน้อยใจอสุรินสิ้นทั้งหลาย
อันศพซากรากษสที่วอดวายท่านทั้งหลายตามแต่จะตรองการ
จะรอคอยอสุราอย่าปรารภเมื่อเสร็จศพจะไปมไหสถาน
ตามแต่จิตคิดถึงพญามารไม่ทัดทานห้ามปรามเราตามใจ ฯ
๏ ฝ่ายเสนาวงศาวิรุญมาศแสนสวาทวาจาที่ปราศรัย
ถวายบังคมลาแล้วคลาไคลพากันไปหาศพริมคีรี
ในท่ามกลางหว่างเวิ้งพนาเวศน่าสมเพชซากศพพวกยักษี
ญาติกามาเห็นก็โศกีบ้างปะพี่พบน้องระเนนตาย
เที่ยวร้องไห้ไปลากเอาซากศพมาประจบขาแขนที่ขาดหาย
บ้างดีใจไปเห็นพ่อตาตายแช่งแม่ยายให้มันม้วยไปด้วยกัน
แต่ลุยเลือดหลีกทางมากลางศพก็มาพบศพท้าวยักษาที่อาสัญ
อนาถนิ่งพิงเพิงศิลาชันก็ชวนกันวิ่งเข้าประคองเคียง
แล้วครวญครํ่ารํ่าไห้ละห้อยหาทั้งวงศาเถ้าแก่ออกแซ่เสียง
บ้างกลิ้งเกลือกเสือกกายอยู่รายเรียงสำเนียงเพียงเพรียกพร้องเรไรไพร
พระวงศาว่าโอ้พระภูวนาถสละราชสมบัติมาตัดษัย
สนมนางว่าพระร้างนิราศไกลเสด็จไปเมืองฟ้าเอกากาย
อำมาตย์มารว่าสงสารพระทรงเดชเคยปกเกศอสุรินสิ้นทั้งหลาย
พระวงศาว่าโอ้น่าเสียดายพระวอดวายเราจะเวทนานาน
สาวสนมว่าพระร่มมหาโพธิพระเคยโปรดให้เป็นสุขเกษมศานต์
พวกเสนาว่าโอ้พระภูบาลเหมือนเมืองมารล่มลงในนที
พระวงศาว่านิจจาพระจอมทวีปมาสิ้นชีพอยู่ในเชิงคิรีศรี
กำนัลนางว่าจะร้างไปแรมปีตั้งแต่นี้นับเดือนจะเลือนลับ
เสนาในว่าพิชัยฉัตรแก้วทำลายแล้วโอ้อกจะตกอับ
ญาติวงศ์โศกาว่าอาภัพแต่โกศทองรองรับไม่มีเลย
นางสาวสรรค์กันแสงว่าสมเพชมาทอดเกศกับสุธานิจจาเอ๋ย
พวกเสนาว่าแต่นี้ไม่มีเสบยจะยากเย็นเป็นเชลยทั้งเมืองยักษ์
บ้างเกลือกกลิ้งนิ่งแน่ลงแดดิ้นอสุรินวิตกเพียงอกหัก
สะอื้นอ่อนข้อนทรวงอยู่ฮักฮักทั้งพวกยักษ์รํ่าไรอยู่ไปมา
แล้วแข็งจิตคิดอ่านในการศพจะทำเป็นมณฑป[๒]ด้วยบุปผา
ประสายากพรากพลัดพระพาราพอไพร่ฟ้าได้ถวายพระเพลิงไป
ก็พร้อมพรั่งบ้างชวนกันถากถางให้กว้างขวางพอประดับมณฑปได้
บ้างจัดการร้านม้าเป็นโครงในบ้างแยกไปเที่ยวหาดอกมาลี
ที่มีกลิ่นแบ่งบานตระการแสงทั้งขาวแดงหมอกม่วงสลับสี
ได้ต่างต่างกลางป่าบรรดามีพวกนารีเรียงรอบเข้ารุมกัน
บ้างตรองตรึงขึงคาดเป็นราชวัติทั้งธงฉัตรพริ้งเพริศดูเถิดฉัน
เอารายรอบมณฑปไว้ครบครันแล้วร้อยพันผูกเครื่องข้างเบื้องบน
มณฑปนั้นชั้นหนึ่งเป็นรูปสัตว์สิงโตอัดเงาะป่าตาถลน
เป็นกวางทองย่องย่างอย่างพยนต์กระบือชนเสือร้ายตะกายมอง
ล้วนสัตว์ป่าน่ารักทั้งแรดช้างแล้วร้อยวางจัดสรรที่ชั้นสอง
รูปกระไนไก่ดงทั้งหงส์ทองปีกประคองเหมือนจะขันสนั่นเนิน
หัสดินอินทรีทั้งกาสักวายุภักษ์หงส์ห่านทะยานเหิน
ดัพ[๓]นั้นชั้นสามงามเจริญพิศเพลินรูปเพทยาธร[๔]
สัประยุทธ์ฉุดชิงนารีผลนฤมลแม้นเทพอัปสร
บ้างอุ้มแอบแนบใส่สะเอวจรกินรร่อนเรียงรำระบำบิน
ถึงชั้นสี่มีล้วนเทวราชถือดอกปาริชาติอันเฉิดฉิน
แกมกับเทพธิดายุพาพินรูปพระอินทร์ชั้นห้าสง่าครัน
สะพายศรกรซ้ายก็กุมสังข์ถือเพชรทั้งธำมรงค์ทรงพระขรรค์
เสด็จนั่งหลังคชาเอราวัณมีเทวัญแห่แหนออกแน่นไป
ที่หกชั้นนั้นร้อยเป็นรูปครุฑฤทธิรุทรเผ่นผงาดอยู่หวาดไหว
ขยับขยิกจิกวาสุกรีไกรแลวิไลเลิศแล้วด้วยมาลี
ถึงชั้นเจ็ดเป็นสมเด็จพระหริวงศ์อิศวรทรงอุสุภราชอันเรืองศรี
มณฑปงามสรรพประดับดีจึ่งเชิญศพยักษีใส่หีบจันทน์
แล้วยกหีบขึ้นพระแท่นแผ่นศิลาอสุรารันทดกำสรดศัลย์
ร้องไห้แซ่เสียงระงมพนมวันดั่งจักจั่นแจ้วแจ้ววังเวงใจ
โอ้พงศ์พรหมพระบรมนาถาจะลินลาเสวยสวรรค์ในชั้นไหน
เหล่าข้าน้อยจะพลอยตามเสด็จไปด้วยเคยได้พึ่งร่มพระโพธิ์ทอง
ทูลกระหม่อมจอมโลกโมลีศรีจะหาไหนมิได้มีเสมอสอง
มาสูญสิ้นวาสนาฝ่าละอองจะคงครองตัวตามเสด็จใคร
อสุราล้มเสือกลงเกลือกกลิ้งกำนัลนิ่งล้มกลาดดาษไสว
เสียงสะอื้นครืนครั่นสนั่นไพรดั่งไศลจะเลื่อนทำลายลง
บ้างก็หมอบยอบเศียรษมาโทษด้วยมาโนชญ์นึกความตามประสงค์
แล้วถวายเพลิงพลันด้วยบรรจงประยูรวงศ์กันแสงสนั่นดัง
กลองประโคมโครมครั่นสนั่นครึกมโหระทึกเซ็งแซ่ทั้งแตรสังข์
ลมรำเพยเชยเพลิงโพลงประดังด้วยกำลังเพลิงผลาญประหารพลัน
ฟุ้งตลบกลบกลิ่นด้วยเครื่องหอมรำจวนจอมภูผาพนาสัณฑ์
ให้มืดทั่วมัวคลุ้มด้วยกลุ่มควันสุริยันเมฆกลัดพิบัติบน ฯ


[๑] สมุดไทยเลขที่ ๑๔ และฉบับพิมพ์ครั้งแรกว่า “เราควรคิดออกไปเชิญมาสู่สถาน”

[๒] สมุดไทยเขียนว่า “มรฑป”

[๓] ดัพ = ดับ แปลว่า ลำดับ

[๔] เพทยาธร = พิทยาธร

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ