สำเนาที่ ๒ ส่งพร้อมกับพระราชหัตถเลขาฉบับที่ ๕

ถึงที่ประชุมเสนาบดี ซึ่งรักษาพระนคร

ด้วยแต่ก่อนได้บอกรายละเอียดมาเพียงวันที่ ๑๓ เดือนพฤษภาคมถึงเมืองไทร บัดนี้จะขอบอกข้อความตามรายละเอียดต่อไป วันที่ ๑๔ ขึ้นรถกับพระยามนตรีสุริยวงศ์ พระยาสุรพลพิพิธ ไปตามทางที่ขึ้นมาแวะที่บ้านพระยาสุรพลซึ่งอยู่ข้างทางนั้นก่อน ที่บ้านนี้รายามุดาซึ่งเจ้าพระยาไทรยกให้เปนบุตรเลี้ยงพระยาสุรพลอยู่ในนั้นด้วย เรือนเปนสองหมู่ รายามุดาได้เจ๊ะราดานหลานเจ๊ะดาราภรรยาพระยาสุรพลเปนเมีย พาให้ดูบ้านเรือนจนตลอดถึงในที่นอน เรือนที่อยู่นี้เปนเสาไม้ตั้งบนตาม่อก่ออิฐโปร่งทั้งชั้นบนชั้นล่าง เครื่องตกแต่งก็เปนอย่างของเก่า ๆ ติดเลขยันต์ข้างแขกอยู่มาก ว่ากันเจ็บกันไข้ การรับแขกในเรือนใช้นั่งกับพื้นอย่างไทย ๆ เล่นถ้วยเล่นป้านและชามต่าง ๆ แต่เปนของสามัญโดยมาก เจ๊ะดาราเปนคนต้อนรับแขกแขงแรงกะปรี้กะเปร่ามาก แล้วขึ้นรถจากบ้านพระยาสุรพล เปลี่ยนพระยาไทรขึ้นแทนพระยาสุรพล ไปที่บาไลบะซาร์ ซึ่งเปนศาลากลางที่ประชุม เปนศาลาโถลงเสาไม้ยาว ๙ ห้องปลูกคร่อมกำแพงบ้านเจ้าเมือง ออกมาอยู่นอกกำแพง ๗ ห้อง อยู่ในกำแพงสองห้อง มีเฉลียงสามด้าน แต่ด้านน่าเปนมุขลดพื้นเสมอดินยื่นออกไปอีกสองห้อง ด้านทั้งสองข้างมีพาไลกันสาดต่ออีกชั้นหนึ่ง ในศาลานี้กั้นฝาเฟี้ยมเสมอแนวกำแพง พื้นยกสูงขึ้นกว่าข้างนอกสองศอกเศษ ดาดเพดานมีรบายด้วยแพรสีต่างๆ ตั้งโต๊ะเก้าอี้ ตอนข้างนอกเปิดโถงเสาหุ้มผ้าแดง ที่นี่เปนที่สำหรับรับท้องตราและชำระความใหญ่ ๆ ทางซึ่งจะเข้ามามีซุ้มใบไม้ใหญ่และทหารซิกยืนแถวรับ ที่ข้างบาไลบะซาร์น่ากำแพงมีฐานก่ออิฐถือปูนสำหรับปลูกต้นเทียนในการแต่งงารบ่าวสาวสำหรับใช้ย้อมมือ แต่มิใช่ปลูกอยู่เสมอ เวลามีงารจึงไปปลูกพอเปนพิธี ต่อออกไปข้างถนนเปนโรงโน่บัด รูปร่างคล้าย ๆ โรงทิมเผาศพเปนแต่มียกพื้นข้างบนเตี้ย ๆ เปนที่ไว้กลองเครื่องประโคม ชั้นล่างเปนที่คนอยู่ ต้องรอหวันเต๊ะอยู่หน่อยหนึ่งเพราะยังไม่มาจากโรงครัวที่อะนะบูเกดแล้วจึงพาลงทางศาลากลางในกำแพง ขึ้นเรือนไม้อย่างเดียวกันกับหลังนอก แต่มีฝาเปนที่สำรหับทำการแต่งงารและการทำบุญต่าง ๆ ลงจากเรือนนั้นพาไปเรือนเจ้าพระยาไทรเปนตึกหลังไม่สู้ใหญ่ แต่ชำรุดทรุดโทรมมาก พระยาไทรก็ยังอยู่ในที่นั้น ด้วยบ้านทำใหม่ที่เคียงกันกับบ้านนี้ยังไม่แล้วเสร็จคิดจะถ่ายออกไปอยู่บ้านนอกกำแพงก่อน เมื่อทำเรือนนี้แล้วเสร็จจึงจะกลับเข้ามาอยู่ ในเวลานี้ไม่ได้ตกแต่งอันใด รกรื้อมีแต่เตียงนอนกับเครื่องแต่งเรือนเก่าๆ ที่ติดอยู่ ตัวพระยาไทรไปทำการและเลี้ยงดูพวกพ้องอยู่ที่ออฟฟิศหลังเล็กซึ่งเปนเรือนเดิม เรือนนี้เปนแต่ที่นอนฤๅเปนเรือนส่วนผู้หญิง เรียกภรรยาให้ขึ้นมาต้อนรับพวกผู้หญิงด้วย หวันเต๊ะมาถึงจึงได้พาลงหลังเรือนเดิรในบ้านไปเรือนหวันเต๊ะซึ่งเปนเรือนหวันหมัดไฮรันที่เปนมะหวันมารดาเจ้าพระยาไทรบุรีอยู่ก่อน เมื่อพูดเอ่ยถามถึงที่อยู่เจ้าพระยาไทรขึ้นพากันร้องไห้ทั้งหวันเต๊ะหวันหยา ที่เรือนนี้ได้เห็นเครื่องเรือนแต่งงารบ่าวสาวหลายอย่าง คือปลาตะเพียนตัวใหญ่เกล็ดเงินเกล็ดทองและเครื่องที่สำหรับครอบอาหารซึ่งเปนบายศรีทำขวัญ รูปร่างคล้ายฝาโคมพระวิญญาณที่ทำกงเต๊ะแต่ใหญ่กว่ามาก และที่น่าบาไลบะซาร์ได้เห็นหลังคาคานหามที่สำหรับแห่เจ้าบ่าว คล้ายยอดซุ้มระทาอย่างยอดเกี้ยว เครื่องทั้งปวงได้ใช้ในการแต่งงารตนกูมะหมัด บุตรพระยายุทธการซึ่งตวนอีตำเปนมารดากับน้องสาวพระยาไทรมารดาเดียวกัน ในการแต่งงารนี้พระยาสุนทราได้รับเชิญมาด้วย เล่าเรื่องราวอยู่ข้างพิสดารเกินกับที่จะลงในหนังสือนี้ ลงทางหลังเรือนมะหวันกลับขึ้นบาไลบะซาร์แล้วลงรถที่น่าบาไลบะซาร์ไปที่ตะพานน้ำ ลงเรือคอนโดเลอพายที่จัดไว้เปนเรือที่นั่งไปดูหมอจรเข้ ลากจระเข้ขึ้นตรงที่น่าโรงสีไฟตัวหนึ่ง ใต้โรงสีไฟตัวหนึ่งเปนจรเข้ไม่สู้ใหญ่นัก อยู่ในแปดศอกเก้าศอก เปนด้วยเกรงจะพลาดพลั้งขาดโปรแกรมไป จึงได้คิดวางตะกางเอามาเข้าอู่ไว้เสียก่อน เวลาลากขึ้นก็ไม่สู้แขงแรง ตัวแรกนั้นอ่อนมาก ตัวหลังค่อยดิ้นรนพาสายไปได้บ้างเล็กน้อย กลับมาขึ้นที่ตะพานแล้วขึ้นรถไปตามถนนแถวตลาดไปทางริมคลองก่อน แล้วเลี้ยวขึ้นถนนกลางวนไปวนมาดูตึกในหมู่ตลาดนั้น มีถนนยืนขึ้นไปสองสายถนนขวางสามสาย สองฃ้างถนนนี้เปนตึกอย่างเสาชิงช้าฤๅเมืองปินัง ดูผู้คนติดแน่นหนาครึกครื้นมากกว่าแต่ก่อนหลายเท่า ตึกที่ยังสร้างใหม่ก็มีมาก คุกทำคล้ายกับที่เมืองระนองแต่เห็นจะย่อมกว่า แล้วกลับทางถนนเดิม ถนนที่จะไปอะนะบูเก็ตนี้ แต่ก่อนมีที่บ้านเรือนแต่ตอนใกล้บาไลบะซารฤๅเปนหย่อมๆ เข้าไป เดี๋ยวนี้ตอนข้างซ้ายมือเปนบ้านเรือนตลอดจนถึงอะนะบูเกต ข้างขวามือเปนบ้านเรือนออกไปสักครึ่งทาง ต่อไปเปนทุ่งนา กลับมาถึงอะนะบูเกตเวลาบ่าย ๒ โมง

เวลาเย็นพระยาไทรพาญาติพี่น้องมาหา มีรายามุดาเปนต้นและผู้อื่น ๆ รวมกันประมาณ ๑๕-๑๖ คน กับจีนลิมเชียกเจ้าของโรงสีไฟ หลวงอร่ามสาครเขตร์ปลัดจีนเมืองภูเก็จที่ทำเหมืองดีบุกตำบลกุเล็มกับจีนมีชื่อมาแต่ตำบลกระทู้ที่เมืองภูเก็จอีกคนหนึ่ง ถามจีนลิมเชียกเรื่องโรงสีว่าสีเข้าได้วันละสี่ร้อยมุหนี มุหนีหนึ่งหนัก ๒๒๕ ปอนด์ฤๅ ๖๗๕๐ บาท คิดเปนเกวียนตามอัตราในกรุงเทพ ฯ เกวียนละ ๒๒ หาบ เปนเข้า ๕๕๒๒ เกวียน สีทั้งเข้าสารเข้ากล้องส่งไปขายปินังบ้าง ส่งตรงถึงโกลัมโบบ้าง

หลวงอร่ามสาครเขตร์ทำดีบุกที่กุเล็ม ว่าดีบุกไม่ดีเหมือนที่ภูเก็จ ทำได้เพียงปีละ ๖ คลอง แต่อากรดีบุกต่ำ เก็บภาราละ ๗ เหรียญ ค่าตีตรา ๒ เหรียญ เปน ๙ เหรียญเท่านั้น

ค่ำวันนี้หมายว่าจะดูละคอนบังซาวัน แต่พอจวนได้เวลาฝนก็ตก ที่น่าพลับพลาเปนแต่ปรำไม่มีที่นั่งจึงต้องเลิก

วันที่ ๑๕ พระยาไทรคิดกะว่าจะให้ไปที่ตำบลละคะซึ่งเปนที่มรหุ่มฝังศพญาติวงศ์เมืองไทร แต่เกรงอยู่ว่าจะเปนการเหลือเกินไม่สมควร จึงได้หารือพระยามนตรีตเมื่อลงมาตรวจการ พระยามนตรีตอบว่าทรงพระกรุณาโปรดเจ้าพระยาไทรมาก เห็นจะเสด็จพระราชดำเนิรดอกจึงได้จัดการเตรียมไว้แต่เมื่อเวลาคืนนี้ ฝนตกมาถนนตอนนอกไม่ได้ถมศิลาอยู่ข้างจะหนักกันมาก แต่พระยาไทรถือว่าไปได้ไม่ยอมเลิกฤๅเปลี่ยนเปนทางเรือ เวลาเช้า ๔ โมงขึ้นรถไปกับพระยาไทร พระยามนตรี ตามถนนที่ขึ้นมาจนถึงน่าบาไลบะซาร์ แล้วจึงแยกไปตามถนนทุ่งนา มีม้าไปคอยเปลี่ยน ทางตอนนอกถูกฝนชุ่มอยู่ข้างจะฝืดม้าเดิรเหนื่อยอ่อน แต่ก็ไปได้สดวกไม่มีเหตุการณ์อันใด เปนแต่ช้าไปหน่อยหนึ่ง ถนนในเมืองไทรนี้เปนถนนทำไว้แต่ครั้งเจ้าพระยาไทรทั้งนั้น แต่บางถนนได้ตกแต่งถมศิลาใหม่ บางถนนไม่ได้ตกแต่ง ถนนนี้ไม่สู้จะเปนทางคนเดิรและเปนทางน้ำท่วมทิ้งร้างมาเสียนานพึ่งจะมาตกแต่งขึ้น มีทางแยกไปบูเก็ตปินังอีกทางหนึ่ง แต่ทางนั้นไม่ได้ตกแต่งตะพานหักไปไม่ได้ ทางตั้งแต่น่าบาไลบะซาร์มาจนกระทั่งถึงที่มรหุ่ม ๕ ไมล์ รวมเปนทางที่ไปวันนี้ตั้งแต่อะนะบูเก็ตไปเก้าไมล์ด้วยกัน ตามสองข้างทางล้วนแต่เปนที่นาพื้นราบเสมอจนถึงเขา ซึ่งแลเห็นอยู่ไกลลิบ ๆ ที่เปนบูเกตย่อม ๆ ตั้งอยู่ในกลางนาที่นาล้อมรอบ เหมือนหนึ่งทุ่งนาเมืองลพบุรีซึ่งมีเขาสมอคอนตั้งอยู่ฉนั้น ถ้าจะเปรียบกับเมืองฃ้างบนขึ้นไป ตั้งแต่เมืองกระเมืองระนองลงมาจนถึงเมืองตะกั่วทุ่งเมืองพังงา พื้นแผ่นดินผิดกันกับที่เมืองไทรมากจึงไม่ใคร่มีที่ทำนาต้องซื้อเข้าที่เมืองอื่นกิน ตั้งแต่ปลิตสตูลลงมาจนถึงเมืองไทรเปนที่ราบไปทั้งนั้น จึงกลับขายเข้าออกต่างประเทศ เรื่องปลุกจากอีกอย่างหนึ่งที่เมืองไทรนี้เห็นปลูกทุกหนทุกแห่ง ตามริมแม่น้ำลำมาบลำคลองลำกระโดงไม่มีที่เว้นว่าง จนจากเปนสินค้าออกจากเมืองปีหนึ่งมาก ๆ ตามแถบหนทางที่มานี้มีจากเกือบตลอดไป ไร่อื่นๆ มีไร่มันสำโรงเปนต้นมีเล็กน้อย ถนนไปเลียบตามลำคลองหน่อยหนึ่งจึงถึงที่ตะพานข้ามลำคลอง พอข้ามคลองไปก็ถึงที่ฝังศพทีเดียว พิเคราะห์ดูภูมฐานที่ฝังศพไม่ได้เลือกหาที่ดีเหมือนอย่างจีน ถ้าเปนศพราษฎรข้างถนนรนแคมข้างเรือนแห่งใดที่พอน้ำไม่ท่วมก็ฝังลงไปอย่างนั้น ถึงที่นี้ซึ่งเปนปะดุกามรหุ่มที่ฝังศพสุลต่านก็สักแต่ว่าเปนที่ดินสูงพอพ้นจากท้องนา คลองที่เข้ามาก็เปนคลองเล็กแคบ ใช้แห่ศพมาทางเรือทุกคราว ในที่ฝังศพนั้นก่อกำแพงกั้นรอบยาวสัก ๑๕-๑๖ วา กว้างสัก ๖-๗ วาเท่านั้น พื้นที่ในกำแพงกั้นก็เปนพื้นทรายปนดิน ดูเหมือนไม่ได้เกลี่ยปราบอันใดให้เรียบร้อยสูง ๆ ต่ำ ๆ อยู่ตามปรกติ ศพที่ฝังในนั้นมากมายหลายสิบศพ ไม่ได้ไว้ระยะให้ดีให้งามอย่างหนึ่งอย่างใด จับรายไปตามริมผนังด้านรีเรียงเปนแถวแถว เต็มตลอดแล้วสองแถว แถวกลางฝังมาได้ครึงแถว คงยังเหลือที่จะฝังได้อีกอยู่แถวครึ่ง คำซึงว่าแถวนี้ใช่จะเรียงเรียบกันเปนแถวเสมอหัวเสมอตีนในแถวหนึ่งนั้น ฝังขนาบคาบเกี่ยวกันสุดแต่พอมีซอกที่หีบศพจะลงได้แล้วเปนฝังได้ ไม้ที่ปักหัวศพตีนศพแลดูระกะกันไป ห่างกันอย่างมากเพียงศอกหนึ่ง เว้นไว้แต่ที่ศพซึ่งก่อกุฏิใหญ่บ้างเล็กบ้างเปนกินที่มาก แต่ไม่มากกว่ากว้างสัก ๕ ศอกยาวสัก ๖ ศอกเศษฤๅ ๗ ศอก หลักที่ปักก็เปนไม้เปนพื้นศิลามีอยู่น้อยศพ ไม่เห็นมีคำจารึกบอกชื่อเสียงอันใด เสาศิลาที่จารึกก็เปนจารึกคำโก้หร่านโดยมาก ที่มีชื่ออยู่สี่ห้าศพก็เห็นเขียนด้วยหมึกลงในกระดาษไปปิดไว้ ศพที่มีอยู่ในนั้นกว่า ๕๐ ถามไม่ได้ความว่าเปนศพใครนอกจากคนที่รู้จักสักสามแห่งฤๅสี่แห่งเท่านั้น ศพเจ้าเมืองที่ฝังอยู่ในนั้น ๗ คน รู้ได้สามคนทั้งเจ้าพระยาไทรและพระยาไทรไซนาระชิต นอกนั้นไม่รู้ว่าอยู่แห่งใด การที่จะจดจำว่าศพใครอยู่แห่งใดนั้น เห็นจะตกเปนน่าที่พระที่อยู่ประจำที่ฝังศพจำไว้ด้วยหัวเท่านั้น ท่วงทีเข้าแบบหอพระนาคแต่ก่อน สุดแต่ภูษามาลาบอกว่าของใครก็เปนของผู้นั้น ยังมีเรื่องเล่าต่อกันไปว่าเวลาที่จะขุดดินฝังศพลางทีไปพลศพอยู่ที่ในใต้ดินก็ขุดเยื้องเสียนิดหนึ่งเปนใช้ได้ ศพเจ้าพระยาไทรซึ่งเปนสำคัญในการที่ไปวันนี้เพื่อจะไปเยี่ยมนั้น ฝังอยู่แถวที่สามมีพื้นก่อขึ้นมาพอพ้นดินสักคืบหนึ่ง ตรงหีบศพก่อเปนชั้นสูงขึ้นไปอีกสักหกนิ้ว บนหลังชั้นนั้นมีก่อเปนเหมือนอย่างบัวที่ลอกไม้ มีรางอยู่กลางกว้างสักสามสี่นิ้วบรรจุทราย มีโณงเสาไม้ทาน้ำมันหลังคาเหล็กครอบดูพึ่งทำขึ้นใหม่ ๆ ในหลังคานั้นกางมุ้งตามแบบ ในบริเวณที่เปนกุฏิศพนี้กว้างก็อยู่ในสี่ศอกยาวอยู่ในหกศอกเท่านั้น ถัดไปข้างซ้ายของศพเปนหลุมศพพระยาไทรไซนาระชิตมีโรงจากสองเสาครอบ พูนดินต่ำ ๆ มีไม้ปักหัวท้ายแล้วกางมุ้งไว้เท่านั้น ต่อมาข้างขวาเปนศพพระยาเกไดศวรินทร์ ศพตนกูอาเดเปนปลายเชือกในแถวนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรเหมือนศพพระยาไทรไซนาระชิต ศพหวันหมัดไฮรันที่เปนมารดาเจ้าพระยาไทรแยกไปฝังอยู่ริมกำแพงแถวที่หนึ่งแซกลงไปหว่างใครๆ ตามบุญตามกรรม มีโรงจากสองเสาครอบเช่นนั้น ว่าแต่ก่อนเสศมหมัดลูกเขยมาทำกุฏิศิลาครอบที่ฝังศพไว้ ครั้นเมื่อเปนความหย่ากันกับตันกูสเปียที่กรุงเทพ ฯ กลับออกไปรื้อกุฏิศิลาออกไปทิ้งไว้เสียที่ริมคลอง ศิลานั้นก็ยังทิ้งอยู่เดี๋ยวนี้ แต่ที่ศพนั้นก็ไม่เห็นมีใครแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไรเปนรอยรื้อ ๆ อยู่เช่นนั้น มุ้งที่กางนั้นหวันหมัดสามันเปนผู้บอกเองว่าเลิกแล้ว แต่วันไปนี้เห็นมีมุ้งกางเปนมุ้งใหม่ แปลกสีเปนสีเขียว การที่กางมุ้งจะถามหาว่ามีกำหนดกางไปเพียงเท่าใดเลิก ก็ว่าใครมีแก่ใจไปกางให้ก็กางได้ เมื่อฉีกขาดยับเยินไปไม่มีใครไปกากงก็เปนอันเลิกไปเท่านั้น การศพของพวกแขกมลายูดูตรงกันข้ามกับพวกแขกที่ในอินเดีย เจ้าแขกในอินเดียเอาธุระด้วยศพเหลือเกิน แห่งหนึ่งแห่งหนึ่งลงทุนนับด้วยหมื่นชั่งพันชั่ง แต่พวกมลายูนี้ไม่ลงทุนเลยจนชั้นป้ายชื่อฤๅอิฐสักสี่ห้าร้อยแผ่นก็ไม่เอาเปนธุระ เกือบจะเรียกว่าเปนฝังทิ้งกันได้ ที่ศพเจ้าพระยาไทรนั้นดูพระยาไทรมีอาไลยอาวรณ์อยู่มาก เมื่อเวลาไปเปิดมุ้งให้เราดูแลเห็นที่ฝังศพก็มีน้ำตาคลอกับตา มีตู้เล็ก ๆ ตั้งอยู่ใบหนึ่งผูกถุงตีตรา เมื่อแก้ถุงเปิดตู้ออกดูมีหีบเงินลายแทงโปร่งฝีมือจีน ในนั้นมีตราช้างเผือกและตรามงกุฎลงยาราชาวดีอย่างเก่าที่ทูลกระหม่อมประทานสองดวง กับตรามหาสุราภรณ์ดวงหนึ่ง เห็นจะเปนของเก็บอยู่กับบ้าน จัดไปตั้งในเวลามีคนไปดูเปนเกียรติยศคราวหนึ่ง พระยาไทรพูดว่าที่ฝังศพซึ่งทำไว้นี้ยังไม่เปนที่ชอบใจ คิดจะทำใหม่แต่ยังไม่ได้ทำ ฉันเห็นว่าเปนการสมควรอยู่ที่จะแสดงความรักใคร่ในส่วนเจ้าพระยาไทร ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อกรุงเทพ ฯ ให้ปรากฎ เพราะได้มาถึงที่ฝังศพแล้ว จึงได้พูดปรารภมากับพระยาไทรแต่กลางทางว่าจะทำอย่างไรดี เขาจึงขอให้ทำที่ฝังศพนี้ทีเดียวเถิด การที่จะจารึกอย่างไรก็แล้วแต่เราจะจารึกทั้งสิ้น ฉันได้รับจะทำด้วยศิลาขาว แต่ที่จะใหญ่โตไปนั้นไม่ได้ ต้องกว้างสี่ศอกยาวหกศอกเท่าเดิมเพราะเปนที่จำกัด กำชับกำชากันอยู่แต่เรื่องปล่องหายใจที่หลังหีบซึ่งกรอกทรายไว้เท่านั้น ต้องขอให้มีให้ได้ ถ้าไม่มีปล่องนั้นแล้วเปนบาป แล้วออกไปพักที่พลับพลาปลูกไว้รับสองหลัง ตามรอบกำแพงเหล่านั้นก็มีที่ฝังศพอีกหลายหย่อม ๆ หนึ่งกว้างอยู่ใน ๖ วาสี่เหลี่ยม ดูจะฝังได้สักสามสิบสี่สิบคน ไม่รู้ว่าฝังเยียดยัดกันลงไปอย่างไร เห็นไม้ที่ปักนั้นระกะไปเหมือนอย่างจะตอกเข็มทำรากตึก กลับมาตามทางเดิมเลปี่ยนม้าผลัดหนึ่ง เมื่อมาในทุ่งแลเห็นฝนตกที่กอตาสตามากแต่เรามาไม่ถูกมากนัก เมื่อถึงที่กอตาสตาจึงเห็นน้ำนองไปตามถนน การที่ไปวันนี้ไม่สนุกสนานอันใด แต่ได้เห็นบ้านเมืองมากนับว่าเปนการดีอยู่

เวลาบ่ายหวันเต๊ะพาพี่น้องญาติวงศ์ผู้หญิง กับทั้งภรรยาแลบุตรพระยาไทรมาหาพร้อมกันหมด บุตรชายคนใหญ่ของพระยาไทรชื่ออิบบรฮิม เรียกกันว่าตนกูลงอายุ ๗ ขวบ มารดาเปนไทยท่วงทีดีอยู่ นอกนั้นก็ยังมีลูกผู้หญิงและผู้ชายเล็ก ๆ อีกหลายคน การที่ไปมานั้นเปนอย่างสนิทสนมไม่มีปิดบังซ่อนเร้นเลย

เวลาค่ำไปดูบังซาวันที่พลับพลา ซึ่งได้กล่าวมาวันก่อนแล้ว ผู้ชายนั่งดูที่ปรำน่าพลับพลา ผู้หญิงดูบนพลับพลา หวันเต๊ะและภรรยาพระยาไทรกับผู้อื่นหลายคนในพวกพี่น้องมานั่งดูด้วยบนพลับพลา ภรรยานั้นใช้สำหรับเปนล่าม

ละคอนนี้เล่นจัดโรงอย่างฝรั่งมีปิดม่านเปิดม่าน ข้างในก็เปนฉาก มีฉากวังแผ่นหนึ่ง คือเขียนรูปอะนะบูเกตนั้นเอง มีจนเสาธงสแตนดาด ตัวธงก็ขอบแดงในน้ำเงิน มีฉากห้องแผ่นหนึ่ง ฉากป่าแผ่นหนึ่ง แต่ฝีมือเขียนอยู่ฃ้างเต็มที่ ตัวละคอนนั้นเปนคนเมืองปินังบ้างคนเมืองไทรบ้างเล่นเลียนละคอนฮินดู แต่ร้องเปนภาษามลายูพิณพาทย์ใช้อย่างแขกบ้าง ซอจีนบ้าง ซอฝรั่งบ้าง เปนเครื่องสายมาก แต่ตัวผู้ชายใช้กางเกงคับๆ เสื้อสีสดๆ ประดับกระจกเปนอย่างแขกนอก มิใช่มลายู ผู้หญิงก็ใช้นุ่งส่ายปล่อยผม เล่นผู้หญิงผู้ชายปนกัน มีตัวละคอน ๓๐ คน แต่เรื่องที่เล่นนั้นยากที่จะเข้าใจ พวกเมืองไทรเองก็น้อยตัวเข้าใจ แปลแล้วล่ามของเรายัง “ลักซ์” ติดศัพท์เสียมาก ได้แต่เข้าใจพอเปนเลา ๆ เล่นอย่างออปรามีร้องเสมอไม่มีเจรจา แรกเปิดโรงตัวละคอนออกหมดโรงมาร้องเพลงว่าเปนคำสรรเสริญ นานกว่าจะจะบจึงได้จับเรื่อง ในท้องเรื่องนั้นว่ามีเจ้าหนุ่มคนหนึ่งนอนหลับอยู่ มีนางมีปีกคนหนึ่งมาเห็นชอบใจ จึงใช้ให้ผีมาชลอเตียงเจ้านั้นไปเกี้ยวพาลกันจนได้เปนผัวเมีย เปนอย่างผู้หญิงเกี้ยวผู้ชาย ฝ่ายบิดาของนางปีกนั้นมีลูกสาว ๗ คน เขาเรียกว่าเย็น คือเยนีในเรื่องอาเรเบียนไนต์อยู่บนฟ้าลงมานั่งที่เสด็จออก มีผีสองคนยืนประคองข้างรับสั่งให้หาลูกสาวมาทีละคน ลูกสาวจะมาแต่ละคนนั้น ออกมาร้องลำเสียนาน ๆ เกือบ ๆ จะเท่ากันกับระบำสี่บท จนสิ้นโหปว่าถ้าครบ ๗ คนแล้วเห็นจะเกือบรุ่ง แต่ยังชั่วที่ย่อลงเพียงสี่คนถึงนางที่ไปพาเจ้าผู้ชายมาไว้ นางนั่งพาเอาเจ้าคนนั้นขึ้นไปด้วยให้ผียืนบังไว้ ข้างเจ้าผีรักษาองค์ของพระเจ้าเย็น ให้เหม็นสาบมนุษย์จามเสียจริง ๆ เปนกระบวรเล่นตลกหาตัวพบแล้วตีผีที่บังหนีไป พาตัวเจ้านั้นเข้าไปถวาย ท่านพระเจ้าเย็นกริ้วกราดถึงเงื้อพระแสงจะฆ่า นางพี่น้องเหล่านั้นขอไว้ จึงให้เอานางลูกสาวไปตัดปีกปล่อยเสียที่เมืองมนุษย์ แต่ส่วนเจ้าผู้ชายนั้นให้เอาลงในกระจาดยาพิษไปทิ้ง ดูได้เพียงเท่านี้เหนื่อยอ่อนก็กลับเสีย แต่เรื่องราวนั้นว่าต่อไปมีผู้มาช่วยเจ้าผู้ชายไม่ตาย ต่างคนพลัดกันไปในป่า ภายหลังได้พบอยู่ด้วยกัน กระบวรที่เล่นมีผลุดขึ้นผลุดลงจากพื้นโรง และมีเหาะใช้รอกเดิรปราดเดียวปราดเดียว ไม่ออกมาโตงเตงอยู่นานนานเหมือนเรา เวลาพระเจ้าเย็นจะมาลงจากเพดาน เวลาที่ผีชลอเตียงเจ้าผู้ชายก็ติดรอกเตียงผลักโยนไปโยนมาได้ใช้ลวดเกลียวทั้งนั้น ละคอนนี้ว่าพึ่งมีเล่นขึ้นในเมืองไทรไม่นานนัก มีตึกที่สำหรับเล่นอยู่ในหมู่ตลาด มีบอกซ์ชั้นบนสำหรับผู้หญิงดู เรียก ๑๐ เซ็นต์ ชั้นล่างผู้ชายดูเรียก ๕ เซ็นต์

วันที่ ๑๖ วันนี้ไปทางถนนที่จะไปเมืองสงขลา ตั้งแต่อะนะบูเกตไปจนถึงบ้านพระยาสุรพลทาง ๔ ไมล์ จำได้ว่าแต่ก่อนเมื่อเดิรทางไปสงขลามีบ้านเรือนอยู่แต่ที่ต่ออะนะบูเกตออกไปหน่อยหนึ่ง ข้างหนึ่งเปนทุ่งนาแลไปไกล ข้างหนึ่งเปนนาลงไปจนถึงฝั่งน้ำ แต่ในคราวนี้ฟากถนนข้างซ้ายมือคือที่ริมน้ำไม่มีท้องนาเลย เปนสวนและบ้านเรือนคนตลอดไป ถึงฟากฃ้างขวาที่เปนท้องทุ่ง ที่ริมถนนก็ยกนาเปนสวนเตยสำหรับทอเสื่อโดยมาก ถนนนี้โค้งไปตามลำน้ำปลูกต้นประดู่สองข้าง แต่ที่ยังอยู่น้อยตายเสียมาก เพราะกระบือกินแต่แรกปลูก ที่นาเหล่านี้ดูราบเสมอไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เขาว่านาตำบลนี้ดีกว่าข้างในเฃ้าไป เพราะไม่มีเวลาเสียเลยเปนนาราษฎรทั้งสิ้น นาลูกหลานเจ้าเมืองมีอยู่ก็ตอนล่างลงไปไม่ได้ขึ้นมาทำตอนนี้ ตะพานที่ข้ามแม่น้ำเปนตะพานไม้เกลี่ยดิน แต่เปนลูก ๆ รถโยนเหมือนอย่างเข้าประตูเมื่อมีธรณีแต่ก่อน ที่ปลายตะพานมีพลับพลาประทับร้อนสำหรับจะเดิรทางบก พระยาสุนทราแจ้งว่าพลับพลาในเมืองไทรนี้ทำระยะสั้น ๆ เหมือนอย่างแต่ก่อน เห็นจะเอาร่างรับสั่งเก่าออกมากางตามแบบทีเดียว ระยะทางตั้งแต่อะนะบูเกตมาจะไม่เกิน ๓ ไมล์ ต่อนั้นไปเปนทุ่งนาสองฟากถนน มีบ้านเรือนบ้างหน่อยหนึ่งก็ขึ้นเนินต่ำ ๆ บ้านพระยาสุรพลตั้งอยู่พ้นชายเนินขึ้นไปหน่อยหนึ่ง เปนบ้านสวนอยู่ในหมู่ต้นไม้ครึ้ม ปลูกต้นมะม่วงมากกำลังออกช่อ และต้นไม้ดอกหอมเช่นจัมปาจัมปีมลิเปนต้น ที่พื้นดินสีแดงมีกรวดเม็ดดำ ๆ คล้ายทุ่งนาคราช ในที่เช่นนี้ทำนาไม่ได้ดินแขงนัก แต่ว่าปลูกต้นไม้งาม กาแฟชอบที่เช่นนี้มาก พระยาสุรพลเจ๊ะดาราออกมาคอยรับอยู่ที่ประตูบ้าน พาไปที่เรือนกลาง สวนเปนเรือนเสาไม้จริงฝาแผงเก้าห้องหลังเดียว ด้านน่าหุ้มกลองเปนที่รับแขกตอนหนึ่ง ต่อเข้าไปฃ้างในเปนที่อยู่ กั้นฝายาวสกัดตามรีข้างหนึ่ง นอกนั้นเปิดโถง เครื่องตกแต่งมีพอสมควรดูเปนที่สบาย เพราะเงียบสงัด พักอยู่ครู่หนึ่งไปที่ไล่สัตว์ พระยาสุรพลขึ้นนั่งไปท้ายรถไปจนเกือบจะถึงกลางที่สูงของเนิน ทำพลับพลายกมาตั้งไว้สองหลังหลังหนึ่งกว้างสัก ๘ ศอกสี่เหลี่ยม หลังหนึ่งสัก ๕ ศอกสี่เหลี่ยม ตกแต่งดาดเพดานแขวนม่านปูพรมตั้งโต๊ะเก้าอี้ แต่พลับพลานี้ยกจริง ๆ ไม่ได้ยกแต่ชื่อ คือทำคุมแล้วเสร็จจึงเอาคนหามมา ด้วยกลัวว่าสัตว์ในที่นั้นจะตื่นตกใจ เล่าว่าเมื่อเวลายกพลับพลามาก็ได้เห็นหมูป่าสองตัววิ่งไป พลับพลานั้นตั้งอยู่บนถนน ไว้ช่องแต่พอรถเดิรไปกลับได้ ตั้งแต่พลับพลาไปสองข้างถนนหักกิ่งไม้ปักเปนรั้วทึบตลอดราวสักสองเส้น เปิดช่องเปนระยะพอวางชุด น่ารั้วออกมาปักกะริง คือบ่วงหวายชิด ๆ กันตลอด ชุดสำหรับดักหมูป่า กะริงสำหรับดักสัตว์ที่กระโดดเช่นกวางเปนต้น เอาคนเข้าไปต้อนมาแต่ไกลแลเห็นหมูเดิรข้ามถนนตัวหนึ่งสูงใหญ่มาก ผิดกว่าที่เห็นข้างไทรโยค ภายหลังเมื่อตรวจชุดจึงได้ความว่าชุดขาด แล้วเสือดำออกมาตัวหนึ่ง ว่ามีหมูอีกตัวหนึ่งแต่ฉันไม่ทันเห็น ตลบไล่ข้างถนนอีกข้างหนึ่งไม่มีอะไรเลย จะว่าเปน “โห่เปล่า” ก็ไม่ได้แท้ เพราะของเขามีตัวออกมาจริง ๆ แต่เรามัวพล่านกันเสียไม่ได้เตรียมตัว แลที่สัตว์มาน้อยไปเห็นว่าจะเปนด้วยเรื่องคนมากเกินขนาดนี้อีกอย่างหนึ่ง เจ๊ะดาราหากับเข้าแขกมาเลี้ยงในที่นั้น แล้วกลับไปที่น่าบ้านพระยาสุรพลจอดรถอยู่บนถนนดูชนกระบือชนโค กระบือที่จะมาชนนั้นแต่งที่เขามีเครื่องทองอังกฤษประดับตลอดทุกตัว ทั้งสองฝ่ายมีกลองสองใบและฆ้องตีนำน่ากระบือชน พวกที่มาด้วยฃ้างหนึ่งอยู่ใน ๔๐-๕๐ คน ต่างคนโห่ร้องเกรียวกราวมาจนถึงที่สนาม แล้วปล่อยให้ชนกัน พวกกลองขึ้นไปนั่งอยู่บนเนินสูงหน่อยหนึ่ง ในเวลากระบือชนกันตีกลองด้วย กลองนั้นก็คือกลองแขกเรานี่เอง แต่ของเราพิสดารขึ้นเหมือนสีขี้ผึ้งจุกยา กินอะไรต่ออะไรกับหมากมากขึ้น ชนทั้งกระบือและโคอย่างละหลายคู่ แต่กระบือดูไม่สู้แขงแรงเหมือนที่ตะกั่วป่า โคชนกันแขงแรงดีมาก พลับพลายกหลังเล็กกว่าที่กล่าวมาแล้วนั้น ยกกลับมาจะให้ดูชนกระบือมาล่าไปหน่อยหนึ่ง เห็นว่านั่งบนรถสบายแล้วจึงไม่ได้ไปนั่งพลับพลา

พระยาสุรพลพิพิธดูอาการกิริยาแปลกกว่าแต่ก่อน แต่ก่อนเวลาเฝ้าแหนทำหงอยหงิมไม่ใคร่จะพูด แต่มาคราวนี้ดูไม่เคร่งครัดเหมือนแต่ก่อน วางกิริยาเปนผู้ใหญ่ พูดจาการงารก็ชี้แจงเหตุการณ์ไม่สู้จะต้องถามนัก เวลาเล่นก็พูดเล่นเปนการสนุกสนานเอะอะวิ่งไปวิ่งมา หัวร่อยิ้มแย้มไม่สำรวมเหมือนอย่างแต่ก่อน

วันนี้ได้นัดให้พวกเมืองปลิตเมืองสตูลมาหา เพื่อจะไต่ถามการงาร และพระยาไทรนัดให้พวกจีนมาหาด้วยในเวลาเย็น กลับมาค่ำไปจึงต้องเลื่อนเวลาไปรับต่อกินเข้าแล้ว จีนลูกค้าที่มาหาวันนี้ประมาณยี่สิบคนมีกับตันจีนเปนหัวน่า มีของถวายต่างๆ เปนของมีราคามากๆ ได้แบ่งรับไว้แต่เล็กน้อยพอสมควร แล้วนำกรมการผู้ใหญ่มาหาอีกแปดคน ในคนหมู่นี้เปนคนอาหรับเกิดที่เมืองไทรสามคน ไดถามพระยาปลิตถึงเรื่องเขตรแดนที่ติดต่อกับเมืองไทร เปนการถุ้งเถียงกันขึ้นใหม่ด้วยมิสเตอดันลอบจะไปทำแร่ในเมืองปลิตครั้งนี้ พระยาปลิตยืนยันว่าเปนที่ของเมืองปลิตสืบต่อกันมาช้านาน ได้บังคับคนในแฃวงนั้นมาตั้งแต่บิดาจนทุกวันนี้ แต่ข้างฝ่ายเมืองไทร พระยาไทรว่ายังไม่ทราบความชัดเจน จะขอผัดถามพระยาสุรพลตกลงกันเปนจะต้องออกมาทำแผนที่ การเรื่องนี้เมืองไทรก็ไม่ได้ร้องเอง เปนส่วนของมิสเตอดันลอปขอร้องให้ตัดสิน เพราะเขาได้อนุญาตที่ตำบลนี้ซึ่งจะทำการ

วันนี้ได้รับหนังสือกรมหลวงเทวะวงศ์ว่ามาถึงเมืองปินังเวลาบ่าย ๔ โมง ได้พบแอคติงคอเวอนเนอสเตรลเซตเตอลเมนต์ ที่มาอยู่เมืองปินังและเรสิเดนเคาน์ซิลเลอได้พูดจากันพอเปนเค้าแล้ว แต่เขานัดให้ไว้พูดต่อพรุ่งนี้ต่อไปจึงยังตามมาที่เมืองไทรไม่ได้

วันที่ ๑๗ วันนี้เปนวันแต่งตัวครึ่งยศทั่วกันอีกวันหนึ่ง ให้กระบี่ทองคำเพิ่มเครื่องยศพระยาไทร กับลูกกระดุมเพ็ชรเก้าเม็ดสำรับหนึ่ง ให้ตราประยาปลิต จ. ม. พระเสนีณรงค์ฤทธิ์ รายามุดา ม. ม. พระฤทธิไกรเกรียงเดช ท. ข. พระพิไสยสิทธิสงคราม ตนกูมหมัด ลูกพระยาเกได หลวงธานินทรนิพัทธ ว. ม. ทั้งสามคน และแจกของต่างๆ แก่ผู้ที่ได้รับการงารเวลาที่ไป ตั้งแต่พระยาสุรพลพิพิธเปนต้น จนถึงสีตวันกรมการให้เงินแจกเปนรางวัลไพร่ทำการ เมืองไทร ๔๐๐๐ เหรียญ เมืองปลิตเมืองสตูลเมืองละ ๓๐๐ เหรียญ แล้วถ่ายรูปหมู่พร้อมด้วยเจ้านายขุนนางและเจ้าเมืองกรมการสามเมืองสองรูป พวกผูหญิงมีหวันเต๊ะมารดาพระยาไทรเปนต้นมาส่ง ร้องไห้แสดงความอาไลยหลายคน กลับมาลงเรือเหมือนอย่างเมื่อเวลาขึ้นบก พระยาไทรกับรายามุดาลงมาในเรือด้วย ได้ปฤกษาตกลงกันว่าจะทำไลต์เฮาส์ที่แหลมป้อมเก่าเพื่อจะให้เปนประโยชน์แก่การค้าขาย และเปนที่ระฦกในการที่ได้ไปเมืองไทรครั้งนี้ด้วย ตัวโคมจะส่งออกมาจากกรุงเทพ ฯ เสาพระยาไทรจะทำ

ในเวลาเมื่อขึ้นอยู่ที่เมืองไทรเวลาน้ำลงคลื่นจัดทุกวัน วันนี้กลับลงมาเปนเวลาจวนน้ำลงก็มีคลื่นโงงเงง รอรับผู้คนจนบ่ายโมงกับ ๑๕ มินิตจึงได้ออกเรือ มาได้ประมาณชั่วโมงเศษเห็นเรือสนิทวงศ์ของพระอัษฎงค์แล่นมา ชักธงบอกว่าปรินส์ รอเรือประสงค์จะให้ตามมาเปนนานก็ไม่เห็นแล่นตามต้องหันกลับลงไปรับ จึงได้ความว่าเรือนั้นสิ้นกำลังลงแล้วจะแล่นไปไหนต่อไปอีกไม่ได้เพราะตยู๊บรั่ว ออกจากปินังแต่เช้ามาได้เพียงนี้เท่านั้น จึงได้รับกรมหลวงเทวะวงศ์และคนที่ออกไปด้วยกับพระอัษฎงค์ขึ้นเรืออุบลแล่นต่อไป การที่กรมหลวงเทวะวงศ์ได้ปฤกษาหารือกับแอคติงคอเวอนเนอและเรสิเดนเคาน์ซิลเลอเปนการตกลงเรียบร้อยตลอดแล้ว ท่านพวกที่มาแต่ปินังแจ้งว่าเวลาวานนี้คลื่นจัดอย่างยิ่ง ซึ่งมาวันนี้ถูกแต่เมื่ออกจากเมืองไทรนิดหน่อยแล้วก็ไม่มีเลย เปนคราวปลอดห่วง

เรือถึงที่ทอดสมอตรงน่าบ้านพระยาระนองซึ่งเปนที่ทอดเรือรบเวลา ๒ ทุ่ม ๑๕ มินิต พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์กับผู้ที่มาด้วย พระยารัตนเศรษฐี หลวงบริรักษ์โลหวิไสย หลวงทวีปสยามกิจ จีนเต๊กซุนลงมารับ เลี่ยนกีภรรยาพระยาระนอง เลี่ยนลุ้ยภรรยาพระยาหลังสวนกับลูกหลานลงมารับข้างใน นำหนังสือเรสิเดนต์เคาน์ซิลเลอมีนัดกับกงสุลว่า ถ้าเรือมาถึงก่อนพระอาทิตย์ตกจะลงมาเยี่ยมในเรือ ถ้าพระอาทิตย์ตกแล้วจะมาหาที่บ้านต่อเข้าแต่งเต็มยศ พอยิงปืนยามหนึ่งแล้วก็ขึ้นบก ขึ้นที่ตะพานน่าบ้านลงทเล ตะพานนี้เมื่อจะทำต้องไปขออนุญาต เพราะเขาห้ามมิให้ผู้ใดทำนอกจากตะพานของคอเวอนเมนต์ แต่ภายหลังมาเรสิเดนต์เคาน์ซิลเลอได้บอกว่าตะพานนี้จะยอมให้คงอยู่ไม่ให้ต้องรื้อ พอขึ้นตะพานก็เข้าในกำแพงบ้านไม่มีผู้คนดูเลย พระสงฆ์ในเมืองปินังมานั่งคอยรับอยู่ที่โรงริมกำแพงบ้าน ๑๘ รูป มาแต่วัดปุลูติกอยอันดับ ๕ รูป วัดบาตูลันจังอธิการ ๑ อันดับ ๑๑ วัดในสมภาร ๑ พระเหล่านี้เสียงสวดและนุ่งห่มเหมือนพระในกรุงเทพฯ จึงได้ถามได้ความว่า พระวัดบาตูลันจังนั้นเปนพระมาแต่กรุงเทพฯ ทั้ง ๑๒ รูป อธิการเปนพระพิธีธรรมอยู่วัดหงส์สำรับเดียวกับพระขวัญ มีผ้ากราบวารร้อยปีและวารศพลูกชายกลาง กับอไรอีกผืนหนึ่ง พระพวกนี้อยากจะให้ไปวัดมาก มาวิงวอนอยู่หลายครั้ง ทั้งจีนลิมเชียกซึ่งเปนหัวน่าทายกที่สร้างวัดนั้น ก็มาถวายพระราชกุศลและเคลมจะให้ไป แต่ได้ยินข่าวว่าพระเมืองปินังนี้อยู่ข้างเสียชื่อมาก ว่าหากินด้วยเชิงเปนหมอทั้งนั้น เดิมเข้าใจว่าจะเปนหมอยา ต่อถามซ้ำจึงได้ความว่าเปนหมอเสน่ห์ ไม่แต่พระ คฤหัสถ์คนไทยก็มีอีกมาก เรียกกันว่า “หมอ” ทำการออกน่าออกตาไม่ซ่อนเร้น ว่า “หมอ” ในเมืองปินังหมดด้วยกันเห็นจะเกือบ ๓๐๐ คน เมื่อมาได้ฟังเรื่องราวที่นี่จึงได้นึกได้ถึง ได้พบคนหนึ่งที่เมืองไทรเมื่อไปไล่สัตว์ที่บ้านพระยาสุรพล เจ้าหมอคนนั้นเปนแขกแต่พูดไทยได้ มีมนต์สำหรับเษสำหรับเษกเรียกเนื้อ ว่าจะปกโซลงไปในที่แห่งใดๆ ได้ ได้ให้ลองว่ามนต์นั้นดูก็ว่าเปนภาษาไทย อยู่ในเรื่องสรรเสริญจรเข้ แต่ทำนองนั้นเหมือนละคอนชาตรีไหว้ครู เมื่อถามถึงการหากินก็บอกว่าหากินด้วยเปนหมอ เข้าใจว่าเปนหมอยาเหมือนกัน แต่ครั้นเมื่อถามว่าเปนหมออย่างไรก็บอกว่าเปนหมอเสน่ห์ อวดต่อไปว่าได้เคยทำให้ผู้นั้นๆ จนข้าหลวงไทยผู้หนึ่งก็ได้เคยให้ ดูพูดกันหน้าเฉยตาเฉยไม่เปนการต้องซ่อนเร้นเลย เพราะได้ยินข่าวเช่นนี้จึงไม่ได้ไปที่วัดตามประสงค์ แต่การที่ได้เห็นพระก็เปนทัสสนานุตตริยอย่างหนึ่ง จึงได้แจกปัจจัยให้พอสมควร พระยาจรูญ พระศรีโลหภูมิและคนไทยที่อยู่เมืองปินังกับทั้งที่มาแต่เมืองภูเก็จหลายคนมาคอยรับ พระยาจรูญป่วยเท้าจึงไม่ได้ลงไปรับในเรือ พระศรีโลหภูมินั้นตามมาตั้งแต่เมื่อออกจากเมืองระนอง ที่บนเรือนผู้หญิงพวกภรรยาพระยาระนอง พระยาหลังสวน พระจรูญ และมารดากับภรรยาเต็กซุนทั้งพวกใหญ่มาคอยต้อนรับ เรือนเขาใหญ่โตกว้างขวางตกแต่งประดับประดาด้วยเครื่องฝรั่งบ้างจีนบ้างพรักพร้อมงดงามมาก สิ่งซึ่งเปนแพรผ้าคือมุ้งที่นอนม่าน ตามประตูน่าต่างก็อบกลิ่นฟุ้งไปทั้งเรือน การเลี้ยงก็บริบูรณ์ ทั้งกับเข้าฝรั่งกับเจ้าจีนกับเข้าไทย กลางคืนวันนี้ยังหัวค่ำอยู่จึงได้ขึ้นรถกับพระยาระนอง ไปเที่ยวดูบ้านเมืองบางแห่งในที่ใกล้ๆ สังเกตได้ว่าไฟที่จุดด้วยน้ำมันปิโตรเลียมระยะห่างกว่าบ้านเรามาก แต่เขาจุดสว่างจริงๆ เท่านั้น จำอะไรไม่ใคร่ได้ เพราะเมื่อครั้งก่อนก็ไม่ได้เที่ยวไปแห่งใดนัก พักอยู่แต่ที่ศาลซึ่งแต่ก่อนใช้เปนเตาน์ฮอลล์ได้เคยไปรับแอดเดรสในที่นั้น กับวัดฝรั่งอีกแห่งหนึ่ง นอกนั้นเลือนหมดทั้งสิ้น ส่วนพระยาระนองนั้นขึ้นชื่อว่าชื่ออะไรเปนภาษาฝรั่งแล้วเปนจำยากอย่างยิ่งทั้งนั้น ทั้งเวลาก็มืดไม่สู้จะเห็นอะไรถนัดเลือนๆ กลับมาบ้าน

วันที่ ๑๘ เวลา ๔ โมงเช้า มิสเตอสกินเนอเรสิเดนต์เคาน์ซิลเลอกับเมเยอเซเตอผู้บังคับการทหาร กับมิสเตอเบลผู้บังคับการโปลิศแต่งตัวเต็มยศมาเยี่ยม แสดงความเสียใจในการที่ไม่ได้รับเปนยศ และกวนจะให้ยอมให้รับเปนยศ ได้บอกเลิกเสียและขอเลิกที่จะไปดินเนอในวันเกิดกวีน ด้วยทราบว่าที่เขาเล็กคนอื่นจะไปด้วยก็ไม่ได้ จึงเปนโอกาศที่จะบอกเลิก เมื่อตกลงกันแล้วยังขอจะให้ไปดูทหารที่ฝึกหัดในวันเกิดกวีน และจะตามขึ้นไปบนเขารับเลี้ยงกลางวัน เห็นว่าเปนวันเดียวกับที่เขาจะเลี้ยงดินเนอที่บ้านเขาคงจะเปนความลำบากอยู่ จึงได้บอกขอเลิกเสียด้วย ได้สนทนากับมิสเตอสกินเนอด้วยเรื่องเมื่อกระนั้นคือสกินเนอคนนี้เปนผู้ที่ได้มาอยู่ประจำในการที่มาเที่ยวในเมืองสิงคโปร์ปินังครั้งก่อน เคยไปไหนไปด้วยทุกแห่ง เมื่อกลับไปแล้วให้กรมหลวงเทวะวงศ์ไปเยี่ยมตอบ

ต่อนั้นไปรับผู้ที่มาเยี่ยมเยียน คือพวกเมืองไทรทั้งหมด ตั้งแต่พระยาไทรเปนต้นตลอดจนถึงพวกจีนเมืองภูเก็จ ไม่ใคร่มีเวลาว่าง จนบ่ายจึ่งได้ไปเที่ยว การที่จะกล่าวถึงเรื่องไปเที่ยวในหัวเมืองอังกฤษ จะขอกล่าวแต่ย่อๆ พิสดารในที่บางแห่ง เพราะท่านทั้งปวงก็เคยไปเห็นด้วยกันโดยมากแล้ว เวลาเย็นวันนี้ไปที่สวนเชิงเขา ที่น้ำตกซึ่งแต่ก่อนพึ่งจะเริ่มจับทำเล็กน้อย แต่เดี๋ยวนี้ได้ไปเห็นเปนที่สวนสบายอย่างยิ่ง เห็นว่าดีกว่าสวนโบตันนิเกลคาร์เดนที่สิงคโปร์หลายอย่าง ที่สวนนี้มีลำธารซึ่งแบ่งน้ำเหลือจากใช้ในท่อให้ตกมาในระหว่างกลาง ที่ค่อยสูงลาดขึ้นไปตามลำดับจนถึงเขารอบข้าง กลางแปนแอ่งสูงขึ้นไปโดยรอบ แลเห็นที่ได้ทั่วถึง ฝ่ายที่สิงคโปร์รั้นนูนกลางแต่ก็ไม่สูงพอที่จะแลเห็นรอบ ด้วยเนินที่สูงนั้นกว้างเกินไป ถึงว่าที่สวนจะกว้างกว่าก็ดูเหมือนแคบ แลเปนที่แพ้กันมากอีกอย่างหนึ่งนั้น คือน้ำที่ปินังเปนน้ำลำธารใสสอาด ที่สิงคโปร์เปนโคลนแดงๆ ทั้งนั้น ต้นไม้ไม่ใคร่เห็นมีอะไร กุหลาบสักดอกเดียวก็ไม่มี พรรณไม้ที่มาปลูกว่าเปนอย่างต่างๆ ก็ดูไม่สู้มากนัก สวนสราญรมย์เรามีพรรณไม้มากกว่า ไปดีอยู่แต่ที่เรือนกล้วยไม้แลเฟิน มีต้นไม้ที่เราไม่มีในบางกอกสักห้าหกอย่างเท่านั้น แต่เขาตกแต่งดี ดูจะเอางามแต่พื้นที่มากกว่า ประสงค์ที่จะหาต้นไม้ปลูก เดิรขึ้นไปดูที่ถังขังน้ำแลที่น้ำตกข้างบนก็ไม่แปลกปลาดอันใดกว่าแต่ก่อน ทางขึ้นก็เปนแต่ฟันดินเปนคั่น ๆ เอาไม้กันอย่างป่า ๆ เท่านั้น เมื่อขึ้นไปถึงที่น้ำตกถูกฝนต้องกลับลงมาอาศรัยร่มไม้ เพราะจะหาที่อันใดซึ่งมีเครื่องมุงในสวนนั้นไม่มีเลย เว้นแต่ที่เขียนหนังสือไว้ที่น่าตึกว่าออฟฟิศหลังเล็กหลังหนึ่งอยู่ไกลออกไป นอกนั้นก็เปนแต่เครื่องมุงอย่างโปร่งๆ สำหรับเรือนกล้วยไม้เท่านั้น ฝนตกร่ำเรื่องไปจนไม่ได้เดิรเหินไปไหนมากนักต้องกลับ

วันที่ ๑๙ จะไปคอเวอนเมนต์ออฟฟิศ แต่ยังไม่ถึงเวลาที่นัด ผู้หญิงไปอยู่ที่ห้างรอบินซัน จึ่งได้ตามไปดูที่ห้างนั้นสักครู่หนึ่ง พอถึงเวลากำหนดไปที่ออฟฟิศ ออฟฟิศนี้คือที่ทำใหม่ใกล้ตะพานโพเบียนยาวเปนกงฉากดูเปนสง่างามดีอยู่ แต่ดูเหมือนถ้ากลับด้านหลังเปนด้านน่าเสียจะงามกว่า เรสิเดนต์เคาน์ซิลเลอก็เห็นด้วยเช่นนั้น เดี๋ยวนี้หันน่าออกถนนริมทเลด้านหนึ่ง ออกนนที่ขึ้นมาจากท่าด้านหนึ่ง ในนั้นมีออฟฟิศคอเวอนเนอเปนออฟฟิศว่าง แล้วไปดูออฟฟิศเรสิเดนต์เคาน์ซิลเลอ เขาให้ดูแผนที่โปรวินศ์เวลเลสลี ซึ่งจะได้ไปในวันไปเที่ยวเมืองไทร แล้วไปดูปับลิกเวิกดิปาตเมนต์ มีคนนั่งทำแบบต่างๆ มากกว่า ๓๐ คน ว่าเวลานี้ปับลิกเวิกมาก แล้วไปดูห้องโทรเลข เห็นมีแต่เครื่องโทรเลขเสียเปนกอง แล้วลงไปชั้นล่างดูห้องไว้เงินซึ่งกั้นกรงเหล็กสกัดไว้ ให้ทหารรักษาอยู่นอกกรง แล้วไปดูที่ตรีตราสแตมป์ในหนังสือสำคัญสัญญาต่าง ๆ ใช้เครื่องวัดด้วยมือคลึงชาดเสร็จในตัว เขาว่าประโยชน์ค่าตีตรานี้เปนที่สองรองภาษีฝิ่น ออฟฟิศอื่น ๆ ยังจะทำติดต่อไปอีก ที่นี่ยังตั้งค้างไว้ ด้านหุ้มกลองด้านหนึ่งไม่ได้ถือปูน

ขึ้นรถไปกับมิสเตอร์สกินเนอดูเตาน์ฮอลล์ที่ทำใหม่ภายหลังที่มาคราวก่อน เตาน์ฮอลล์นี้อยู่ริมประตูบ้านที่ไปอยู่ทีเดียว เปนปลายสนามหญ้าสำหรับเมือง ได้ขึ้นไปดูชั้นบนเห็นมีฉากโรงละคอนแลระย้าแก้วกับเก้าอี้เปนอันมาก ดูกว้างขวางกว่าเตาน์ฮอลล์เก่า ออกจากเตาฮอลล์ไปดูเคาเวอนเมนต์เฮาส์ ซึ่งทำใหม่ใกล้ไปข้างเขาห่างจากนี่ ๔ ไมล์ เขาว่าซึ่งไปทำที่นั้นเพราะประสงค์จะให้ได้สนามแข่งม้าอยู่น่าบ้าน แลใกล้โรงทหารที่เรียกว่าสิปายไลน์ด้วย ที่ซึ่งทำบ้านนนั้นเปนสวนมะพร้าว ตัดต้นมพร้าวลงแต่เฉพาะที่เปนตัวตึก ตึกนั้นพึ่งแล้วใหม่ๆ ถนนทางที่จะเข้าบ้านก็ยังกำลังทำ ที่ดินในบ้านยังไม่ได้ทำอะไรเลย ตึกไม่สู้ใหญ่นัก ด้านน่ามีเฉลียงโถงมีห้องรับแขกใหญ่ ต้อเฃ้าไปข้างในเปนหลังยาวกั้นห้องสองข้าง มีห้องอยู่ได้สักข้างละสามห้อง ด้านหนังเปนเฉลียงโถงหันไปหาเขาตั้งกล้องใหญ่ สำหรับดูซิคแนลบนเขา เครื่องตกแต่งก็ยังเบาบางเพราะเปนแรกมาอยู่ มีห้องเล็กเปนออฟฟิศสำหรับบ้าน เมื่อไปถึงเขานำแผนที่ซึ่งคิดกะจะทำทางรถไฟ ตั้งแต่เมืองปินังลงไปถึงสิงคโปร์ บรรจบกับทางซึ่งมีอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ ที่ไตเผงแลที่กวาลาลุมปอร์ ทางจะออกจากปินังนี้ประสงค์จะข้ามแดนเมืองไทรในที่กุเล็มออกไปต่อแดนเประที่คลองสะลามา “พัด” ในเรื่องนี้ที่จะให้ตกลงเปนพื้น เวลาที่ไปนั้น พบกัปตันเรือรบวิลันดาคนหนึ่งกับกงซุลวิลันดา แลมิสเตอร์เบิชมายิสเตรต์ผู้ใหญ่กับเมีย สองคนข้างหลังนี้อยู่ในเรือนนั้นด้วยเลี้ยงน้ำชา (ซึ่งดูเปนการใหญ่ยากอย่างยิ่งของฝรั่งอย่างหนึ่ง) แล้วขึ้นรถตามไปพบกระบวรข้างในกลับมาจากสวนเชิงเขา ขากลับแวะที่สวนแห่งหนึ่งเปนปับลิกการ์เดน มิสวิตซแบกแรลเวอยู่ในนั้น เวลาที่ไปกำลังพลบว่างคนได้ขึ้นลองเล่น ลูกชอบเปนที่สุด ในพื้นสวนนั้นเปนแต่เรื่องปลูกหญ้า ต้นไม้เกือบจะบอกว่าไม่มีอะไรได้นอกจากต้นลั่นทมชะบา กับดอกเหลืองๆ ที่เรียกว่าบานบุรี เปนแต่วางท่าดีหน่อยหนึ่งเท่านั้น

วันที่ ๒๐ ลงเรืออุไทยราชกิจที่น่าบ้าน พระยาไทรป่วยเปนไข้ตะครั่นตะครอมาตั้งแต่เมืองไทรแล้ว แต่ว่าไม่รับเลยจนมาถึงนี่ก็ยังดื้อมาทุกวันไม่ได้ขาด ที่บ้านมีสองแห่ง คือบ้านเดิมของเจ้าพระยาไทรแห่งหนึ่ง ซื้อบ้านพระยาเกไดศวรินทร์อีกแห่งหนึ่งก็ไม่ไปอยู่ มาเช่าโฮเต็ลอยู่ในที่ใกล้ วันนี้เปนวันจะไปกวาลามุดา มาเตรียมตามเสด็จ แต่ตัวร้อนจัดมากต้องไล่กันเปนหลายครั้งจึ่งได้ยอมไป พระยาสุรพลมาลงเรือไปด้วยแทน แล่นตรงไปประมาณสักสองชั่วโมงถึงปากอ่าว มีเรือพายลำละ ๑๖-๑๗ คนขึ้นไปหา ๓๐ คน ปักธงช้างท้ายเรือออกมารับสิบสองลำ มีกรุยขายกรุยดำตามร่องเรือเข้าได้โดยสดวก ที่ริมทเลแลริมคลองทั้งสองฟากน้ำคือฝ่ายเราแลฝ่ายอังกฤษมีต้นมะพร้าวเต็มตลอด แลมีบ้านเรือนผู้คนไล่เลี่ยเสมอกัน ต่อเข้าไปข้างในฟากข้างกวาลามุดา มีต้นมะพร้าวติดเนื่องกัน เข้าไปจนถึงหมู่บ้านใหญ่ ฝ่ายอังกฤษมีที่ว่างเปนหย่อมๆ ที่ตรงท่าขึ้นบ้านกวาลามุดาข้ามมีโรงเลื่อยหลายโรง สำหรับรับไม้ข้างฝ่ายเมืองไทรไปเลื่อย ในเวลานี้น้ำเหนือหลากมา ตะพานที่ทำไว้รับเกือบจะจมน้ำที่เดียว ที่ตะพานนั้นทำมีหลังฃาตกแต่งด้วยต้นไม้ใบไม้แลธง ตามทางก็รายเสาปักธงตลอด ใช้ธงช้างทั้งสิ้น มีทหารซิกรรับ ๒๔ คน จีนลูกค้าแต่งตัวอย่างผู้ดีคอยรับประมาณ ๑๒ คน ถนนนั้นเปนสองแยพ แยกหนึ่งไปบ้านพระยาเกได แล้วไปถึงตำบลมะระโบ ซึ่งเปนเมืองเก่าของเมืองไทรตั้งอยู่ในลำน้ำอันหนึ่งชื่ออย่างเดียวกัน ทาง ๕ ไมล์ ถนนแยกข้างขวามือไปลงคลองซึ่งขวางอยู่ในระหว่างแม่น้ำมะระโบกับแม่น้ำกวาลามุดา เรียกว่าสุไงตรุส เรือเดิรไปมาได้ แต่ปากคลองนี้อ้อมคดไปออกเหนือหมู่บ้านขึ้นไป ปลายถนนนี้ถึงได้ตกคลอง ตามริมข้างถนนเปนตึกตลาดทั้งสองแยก แน่นหนากว่าตลาดจีนเมืองตานีมาก ลงเรือที่ตะพานข้ามคลองไปขึ้นที่พักซึ่งทำไว้สำหรับเจ้านายออกมาตรวจการ ในเวลาข้ามน้ำนี้มีพยุจัดมืดมัวฝนตกมาก เมื่อไปขึ้นที่พักนั้นแล้วจึ่งไม่ได้ไปเที่ยวข้างไหนต่อไปได้ พระยาสุรพลนำอับดุลรามันซึ่งเปนกรมการรักษาตำบลนี้มาแต่ครั้งเจ้าพระยาไทรมาหา แลได้สนทนากับพระยาสุรพลด้วยเรื่องที่ตำบลนี้ เขาว่าที่นาตำบลกวาลามุดาเปนที่ดีกว่าตำบลไปรซึ่งเรียกว่าโปรวินศเวลเลสลี บูเกตมาเรียมซึ่งอยู่ติดต่อกันไป แลเห็นเหมือนตั้งอยู่ที่ปากคลองนั้น มีคนอยู่ประมาณ ๓๐๐๐ เศษ ว่าที่แผ่นดินดีนัก เดี๋ยวนี้ราคาซื้อขายกันถึงไร่ละ ๑๐๐-๒๐๐ เหรียญ เปนสวนเปนนากุหนุงยะไรอีกตำบลหนึ่ง เมื่อแลดูเหมือนตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำ ก็ว่าเปนที่มีฝรั่งขอร้องจ้องจดมาหลายครั้ง แต่เจ้าพระยาไทรไม่ยอมให้ ที่กวาลามุดานี้เปนที่ทำอิฐดี อิฐที่ทำเมืองปินังแลที่ไปรสู้ไม่ได้ อิฐที่ใช้การก่อสร้างที่ปินังใช้ที่นี่มาก เมืองไทรเก็บภาษีเปนตัวอิฐ การก่อสร้างทั้งปวงใช้อิฐภาษีทั้งสิ้น นอกนั้นก็มีไม้ออกจากแม่น้ำมรโบมาก คนที่กวาลามุดาสบายกว่าคนที่กอตาสตาร์แลที่อื่นๆ ตลอดจนถึงที่ไปร เหตุว่าภาษีในเมืองไทรเก็บน้อยกว่าฝ่ายอังกฤษ แต่คนที่กอตาสตาร์ต้องเกณฑ์ใช้การซ้ำอีกด้วย จึ่งเปนการหนักกว่าคนในเขตรแดนอังกฤษ แต่คนที่กวาลามุดาเสียภาษีน้อยเท่าที่กอตาสตาร์ แต่ไม่ต้องเกณฑ์ทำการอันใดนอกจากเกณฑ์ลาดตระเวน ฤๅเกณฑ์ให้เปนกำลังแก่อับดุลรามันเดือนละ ๓๐ คน จึ่งเปนอันเบากว่าที่คนในเขตรแดนอังกฤษ เพราะฉนั้นคนที่กวาลามุดาจึ่งแน่นหนามากกว่าคนในที่ของอังกฤษ ผลประโยชน์ที่อับดุลรามันได้ คืออะเสตัมบังเรียกค่าคนข้ามแทนจะเปนคนละสองเซ็นต์ฤๅสามเซ็นต์จำไม่ได้ถนัด อะเสตัมบังนี้เรียกทั้งสองฝ่าย คืออังกฤษก็เรียกด้วยเหมือนกัน ค่าเรือจ้างต่างหาก แลได้ค่าภาษีปลาได้ค่าคนจ่าย ส่วนโปลิศที่รักษาการแลคนตีกระเชียงเรือลาดตระเวนมีเงินเดือนต่างหาก ช่องที่จะมีเสียงได้อยู่ในตำบลกวาลามุดานี้อย่างเดียว แต่เรื่องว่าความ ถ้าว่าความเปนยุติธรรมอยู่แล้ว การอื่นๆ ก็เปนไม่ต้องกลัวอันใด สินค้าที่ลงตามลำน้ำกวาลามุดาก็มีมาก ด้วยปลายน้ำนี้ขึ้นไปถึงเขตรเมืองรามันที่ตำบลหนึ่งเรียกว่าแม่นางกระลาเบา เปนทางร่วมแดนสงขลาตานีรามันเประต่อเมืองไทร โจรผู้ร้ายชุมอย่างยิ่ง ผู้ร้ายลักกระบือเปนพื้น โคกระบือเดิรทางนั้นต้องเสียภาษีทุกๆ เมือง เดี๋ยวนี้ได้จัดโปลิศขึ้นไปรักษาตำบลปะไตไปรอีกแห่งหนึ่ง เปนบ้านตำบลใหญ่ เพราะเปนที่รับสินค้ามาแต่เมืองตานี คือยางไม้ดีบุกหวายเปนต้น

ที่เรือนที่พักนี้ตกแต่งอย่างรับฝรั่งได้ ขนเครื่องเฟอนิเชอเก้าอี้มาจากเมืองไทร จัดโต๊ะที่เลี้ยงเจ้านายชั้นบน ที่เลี้ยงขุนนางชั้นล่าง ได้ให้พระยาสุรพลนั่งโต๊ะด้วย เลี้ยงแล้วเวลาบ่าย ๓ โมง ลงเรือไปออกปากคลองตรุสขึ้นที่บันไดศิลาฝั่งข้างอังกฤษเรียกว่าปะระมาตัง บันดาหะรีมีโรงฝากระดานเปนที่เก็บค่าธรรมเนียม แลที่โปลิศอยู่สองหลัง มีคนขาวยืนดูอยู่สองคน พวกมลายูล้อมมุงอยู่เปนอันมาก ในที่นั้นมีคนแก่มายืนอยู่ด้วยคนหนึ่ง ถามก็ไม่ได้ความว่าเปนผู้ใด ด้วยพระยาสุรพลไม่ได้ลงเรือมาด้วย รายามุดาซึ่งมารับทางบกก็พึ่งมาถึง ด้วยหนทางฝนตกมาลำบาก ต่อขึ้นรถแล้วจึ่งทราบว่าผู้นั้นเปนพ่อตาพระยาสุรพล เปนปังอุลูนายอำเภอแลผู้ควบคุมคนหมวดหนึ่งในแขวงโปรวินศ์แวลเลสลีนั้น เอารายามุดาขึ้นรถมาด้วย รายามุดาคนนี้ไว้กิริยายังเปนเด็ก การงารอันใดก็ยังไม่ได้ทำ แต่เปนคนพูดจาตรง ๆ พูดอังกฤษพอไปได้ สนทนากันไม่ต้องมีล่าม ดูอัธยาศรัยเปนคนดีน่าเอ็นดูมากอยู่

ทางที่มาในแดนอังกฤษถนนกว้างเพียงสามวาไว้หญ้างอกขึ้นสองฃ้าง เหลือที่ตรงกลางอยู่ในสักเจ็ดศอกแปดศอกถมศิลาแขง ที่ใช้ทางแคบเพราะที่เหล่านี้ใช้รถสองล้อทั้งสิ้น รถเช่นนี้มีหลายคัน ตามข้างทางที่มาก็เปนสวนมพร้าวฟากฃ้างริมทเล ฟากข้างในเปนทุ่งนาบ้านเรือนคนรายไปในหมู่มพร้าว นาน ๆ ก็ไปเจอบ้านหมู่ใหญ่ เปนตลาดหลังคาจากแถวยาวบ้าง เปนตึกแถวบ้าง ถ้าเปนที่ตำบลหมู่บ้านใหญ่เช่นนี้ก็มีโรงโปลิศประจำอยู่เปนโรงฝากระดานทาสี หลังเดียวบ้างสองหลังบ้างตามตำบลใหญ่ตำบลเล็ก แลมีโรงเรียนฝากระดานสามห้องฤๅห้าห้องรายๆ ไป วันนี้พบสักห้าโรงหกโรง คอเวอนเมนต์ออกเงินให้ทำเปนกำหนดโรงละ ๑๒๐๐ เหรียญ แลเสียเงินเดือนให้ครูสอนหนังสือมลายูอย่างเดียว แต่มิศเตอรสกินเนอว่าเห็นแพงไป แลทำขึ้นก็ไม่ใคร่จะถูกใจของครูแลลูกศิษย์ที่มาเรียน ว่าเดี๋ยวนี้จะคิดลดราคาให้น้อยลงแลให้ทำเองตามชอบใจ ดูบ้านเมืองเขาอยู่ข้างแน่นหนามาก มีจีนน้อยมลายูมาก ทางที่มานี้ปัดลงไปฃ้างชายทเล ต้องเปลี่ยนม้าพักหนึ่ง ต่อมาข้างปลายผ่านเข้าไปในกลางสวนมพร้าว เพราะที่จะลงใกล้ทเล ด้วยสวนมพร้าวมีอยู่ข้างริมทเล เมื่อจวนจะถึงท่าทางเลียบลงไปแลเห็นทเลทีเดียว เดิมทีเรสิเดนต์เคาซิลเลอแนะนำจะให้ไปลงที่ท่าบัตเตอเวอค แต่เห็นจะเปนเพราะเข้าใจกันว่ามีตะพาน เรือก็ไปจอดรับอยู่ที่ตะพาน รถก็พาไปที่ตะพาน ก็เข้าใจว่าเปนบัตเตอเวอค ต่อภายหลังจึงได้ทราบว่าท่านั้นเรียกบากันตวนกะจิ มีโรงแถวบ้างตึกบ้างเปนตลาด ที่ตะพานเปนตะพานเหล็กมีหลังคาดูเรียบร้อยดีแต่เก่าคร่ำผุแล้ว ตั้งแต่ฝนตกแล้วไม่หยุดเลยมาจนตลอดทางรื้อน้อยรื้อใหญ่ รถม้าเดี่ยวซึ่งตามมาภายหลังก็ไม่ทัน เมื่อลงจากรถมี ๕ คน ทั้งพระยาเทเวศร์ซึ่งนั่งมาบนที่สารถี แต่โปลิศเขาก็มีอัธยาศรัยดีช่วยไล่คนแหวกช่องให้ แต่มันช่างโจทย์กันเสียจริงๆ ว่าคนไหน แหม่มฝรั่งสองคนกระซิบทายกันจนเราได้ยิน ตกลงเปนเปิดหมวกให้ พอลงไปถึงเรือรถข้างหลังจึงได้มา พระยาชลยุทธเปนผู้พาเรือกลับมาทางทเลว่าคลื่นใหญ่อย่างยิ่ง เรือสิบสองกระเชียงซึ่งลากมาถึงเสาเพดานหัก ถ้าเราไปช้าสักนิดหนึ่งคงจะถูกพยุเมื่อเข้าปากอ่าว กลับมาถึงบ้านเวลาบ่าย ๕ โมงเศษ

วันนี้ผู้หญิงไปดูแต่งงานที่บ้านจีนแห่ง ๑ แล้วเวลาค่ำไปห้างจีนซึ่งติดอยู่กับห้างโกวานของพระยารัตนเศรษฐี ดูที่ห้างโกวานก่อน เพราะเปนที่ที่ได้ยินชื่อเสียงอยู่เสมอไม่ขาด การที่เลี่ยงมาไปห้างเสียกลางคืนนี้ เพราะกลางวันมีพวกแขกดูมากนัก แลพวกจีนเหล่านี้เปนพวกพ้องฤๅอยู่ในความเกื้อหนุนของพระยารัตนเศรษฐีทั้งนั้น เจือเปนการรับเสด็จมากกว่าเปนการไปซื้อของ แลไปห้างจีนดูสนุกกว่าห้างฝรั่งมาก เพราะมีเรื่องขึ้นเกเรเกนังหาเก่าหาดีไม่ได้

  1. ๑. ยายามุดา (ตนกูอับดุลอาซิด) น้องร่วมมารดากับพระยาไทร (อับดุลฮามิต) เปนที่พระเสนีณรงค์ฤทธิ์ รายามุดา ต่อมาได้เลื่อนเปนพระยา ฯ พระยาสุรพลไม่มีบุตร จึงเอารายามุดาไปเลี้ยงเปนบุตร

  2. ๒. เปนน้องเจ้าพระยาไทร

  3. ๓. หลวงบริรักษ์โลหวิไสย (คอยู่หงี ณระนอง) บุตรพระยาระนอง ต่อมาได้เปนพระยารัตนเศรษฐี ผู้ว่าราชการเมืองระนอง เดี๋ยวนี้เปนพระยาดำรงสุจริต จางวางเมืองระนอง

  4. ๔. พระยาจรูญราชโภคากร (คอซิมเต๊ก ณระนอง) ผู้ว่าราชการเมืองหลังสวน

  5. ๕. พระศรีโลหภูมิพิทักษ์ (คอซิมขิม ณระนอง) ภายหลังได้เปนพระยาอัษฎงคตทิศรักษา

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ