สำเนาที่ ๑ ส่งพร้อมกับพระราชหัตถเลขาฉบับที่ ๕

ถึงที่ประชุมเสนาบดี ซึ่งรักษาพระนคร

ด้วยแต่ก่อนได้บอกรายละเอียดมาเพียงวันที่ ๔ เดือนพฤษภาคม ถึงเมืองพังงา บัดนี้จะขอบอกข้อความตามรายละเอียดต่อไป วันที่ ๕ เวลาเช้าลงเรือกระเชียงตรงไปปากอ่าวบ้านปากลาว ปากช่องมีเกาะสองเกาะเรียกสองพี่น้อง ลำแม่น้ำกว้างใหญ่ มีภูเขารายเข้าไปข้างฝั่งขวามือไม่สู้สูงนัก แต่เปนเขาใหญ่ๆ อยู่ แต่ข้างซ้ายมือแลเห็นเขากะท้อย เขานางหงส์ ในเมืองพังงาเปนเทือกสูงใหญ่ ดูไม่สู้ห่างนัก ในลำคลองมีศิลาในน้ำมาก ว่าเฃ้าไปฃ้างในหน่อยหนึ่งจึงจะเปนสองแยก แยกข้างซ้ายเรียกคลองมรุย เปนพรมแดนเมืองพังงากับบ้านปากลาว แยกขวาเปนคลองปากลาว มีเรือนโรงคนอยู่ข้างฝั่งขวาประมาณสักสิบโรง เห็นจะเปนโรงคนทำปลา เพราะมีรั้วโป๊ะอยู่ในที่ริมฝั่งนั้น ได้แวะเข้าไปดูที่โรงจีนแห่งหนึ่ง พื้นตลิ่งเปนที่น้ำท่วมโดยมาก เว้นแต่ที่ตรงโรงจีนตั้งเปนที่ดอน ตามริมฝั่งเปนศิลาแดง ถามได้ความว่าเปนโรงกงสีจำหน่ายยาฝิ่นและสุรา ลมในทเลกำลังพัดจัด น้ำเปนระลอกคลื่นใหญ่ เรือไฟจะเฃ้าไปต่อไปอีกไม่ได้ ตีกระเชียงก็ต้องทวนน้ำสายน้ำเชี่ยว จะขึ้นไปตามลำแม่น้ำอีกก็เห็นช้าเวลานัก และเขาว่าที่ข้างบนขึ้นไปก็มีแต่บ้านรายๆ ห่างๆ เช่นที่เห็นแล้วนี้ ว่าเมื่อแต่ก่อนมีกรมการเมืองนครศรีธรรมราชสองคน เปนหลวงอะไรจำชื่อไม่ได้ ได้มาตั้งบ้านรวบรวมคนอยู่แห่งหนึ่ง แต่บ้านนั้นก็อยู่ในดอนไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำ ในลำน้ำกระบี่บ้านเรือนคนก็ราย ๆ เหมือนลำน้ำนี้ แต่ลำน้ำปะกาไสว่ามีบ้านเรือนคนเปนหมู่ใหญ่ พื้นที่ในเมืองกระบี่ปะกาไสปากลาวสามตำบลนี้เปนที่ราบมาก ไม่เหมือนเมืองพังงา ที่นาก็ทำได้ แต่คนมักทำเข้าไร่เสียมากกว่าทำนา คนมีน้อยไม่พอแก่ภูมที่ เข้าในนาและในไร่ทำพอกิน นาน ๆ จึงต้องซื้อเข้าเมืองพม่า ไม่ได้เข้าไปเห็นเองตลอด เปนแต่ฟังคำบอกเล่า กลัวจะไปลำบากนักและไม่เห็นอันใด จึงได้กลับมาขึ้นที่เกาะหมาก ขากลับนี้ต้องทวนลมทวนคลื่นตลอดทาง เกาะหมากตรงที่เรือจอดเปนสวนมพร้าวของพระยาบริรักษ์ภูธร มีมพร้าวอยู่หลายพันต้น แต่ต้นผอม ๆ เซีย ๆ มีด้วงกิน ไม่งามเหมือนเกาะสมุย เจ้าของว่าเปนด้วยที่พื้นแผ่นดินไม่ดี มีแต่ทรายหยาบกรวดหยาม ไม่ใคร่มีดินปน แต่เมื่อพิเคราะห์ดูก็เปนที่น่าสงสัยอยู่บ้าง กลัวว่าจะเปนด้วยการบำรุงรักษาไม่ดีด้วย เพราะใช้แขกมลายูรักษา เปนคนเกียจคร้านมากไม่เหมือนจีน เห็นได้อีกอย่างหนึ่งว่า มพร้าวหมู่ที่ใกล้ ๆ เรือนแขกอยู่รักษา งามกว่าที่อยู่ไกล ๆ มีเรือนจากพระยาบริรักษ์ปลูกอยู่หลังหนึ่งเปนที่สำหรับออกมาพักตรวจเรือลาดตระเวน ในที่เกาะนี้ขุดได้น้ำจืดทุกแห่ง แต่เมื่อทิ้งบ่อไว้นาน น้ำก็กร่อยไปบ้าง มีสายน้ำจืดมาแต่เขา ลงมาตกริมหาดสายหนึ่งอยู่เหนือเรือนพระยาบริรักษ์ขึ้นไป เขาเอาไม้หมากผ่าซีกเปนรางรับน้ำลงไปลงเรือ ถึงปากถังในเรือซึ่งจอดอยู่ที่ชายหาดได้ เวลาบ่าย ๔ โมงกลับมาลงเรือ จะไปแห่งใดก็ไม่ได้ด้วยเปนเวลากำลังลมจัด จึงได้นิ่ง ๆ อยู่กับที่ เวลาเย็นฝนไม่ตก ลูกชวนขึ้นไปเล่นทำเหมืองดีบุกที่หาดทรายอีกครั้งหนึ่ง กลับลงมาเวลาพลบ ในวันนี้ฝนตกพร่ำเพรื่อจนลำบากแลรำคาญ แต่ลมสงบเรียบร้อยดี หมายว่าจะออกเรือในเวลาค่ำก็มืดนัก ต้องทอดสมอค้างอยู่อีกคืนหนึ่ง

วันที่ ๖ ออกเรือเวลาย่ำรุ่ง เวลาเช้ามีคลื่นหน่อย ๆ สายยิ่งมากขึ้น แต่ไม่ถึงเดือดร้อนรำคาญ เปนแต่คลื่นลูกกลิ้งทำให้เรือแคลงเท่านั้น เวลาบ่ายคลื่นสงบ ครั้นจะลงไปถึงเมืองตรัง กลัวว่าจะเข้าปากอ่าวไม่ทัน จึงได้หยุดทอดสมอที่เกาะลันตา ซึ่งมีในโปรแกรมแต่คิดจะเลิกเสียแล้วนั้น คอยเรืออื่นยังไม่มาถึง จนบ่าย ๕ โมงจึงได้ลงเรือเล็กไปขึ้นบก แต่เปนเวลามืดมัวฝน และไม่มีใครรู้เบาะแสว่าจะขึ้นลงอย่างไร ตีกระเชียงโรโรเรเรเห้นมีเรือนอยู่ที่เกาะลันตาห้าหกหลังก็ตีกระเชียงตรงเข้าไป เห็นน้ำแห้งเปนเลนออกห่างเกาะไกลมาก ว่าพวกเมืองกระบี่มาทำพลับพลารับต่อหมู่เรือนนั้นลงไป แต่ก็ไม่พ้นจากที่ชายเลนที่จะขึ้นไม่ได้ แต่เรือเล็กพายเดียวยังตั้งอยู่บนเลนทั้งลำ ถามนำร่องก็ว่าต้องขึ้นด้วยเรือลำนั้นเอง เปนอันสิ้นโหป ต้องกลับมาเรือ อำเภอรักษาเกาะลงมาหาเปนมลายู แต่พูดภาษาของตัวเองไม่ได้ พูดชาวนอกอย่างเสียงนกเสียงกาแท้เข้าใจยาก รวบรวมที่ได้ไต่ถามได้ความว่า ที่เกาะนี้มีมลายูประมาณ ๘๐ คน แต่เปนมลายูที่พูดภาษาของตัวไม่ได้ เช่นตัวนายอำเภอทั้งสิ้น มีจีนประมาณ ๒๐ คน คนไทยมี ๓๐๐ เศษ แต่เปนพวกชาวน้ำทั้งสิ้น คำที่เรียกว่าชาวน้ำนี้ แปลว่าเปนโรคตามผิวหนัง เรียกพันระไนเปนเกือบจะทั่วทุกคน เพราะเปนโรคติดกัน ทำนาทำไร่ได้เข้าพอกินไม่ต้องซื้อจากอื่น หาปลาทำหอยมุขตัดเปลือกโปลง เปลือกโปลงนี้เปนสินค้ามีเรือจีนมารับ เวลาที่มานี้ก็มีเรือจอดอยู่ลำหนึ่ง จีนผูกภาษีจากกระบี่ทั้งเกาะเปนเงินพันเหรียญ ขายฝิ่นขายสุราตั้งบ่อนเบี้ย เก็บภาษีเปลือกโปลง ร้อยมัดเก็บ ๑๐ เซ็นต์ ราคาซื้อขายกันอยู่ร้อยละเหรียญ ๑๐ เซ็นต์ ได้ความเพียงเท่านี้ ที่เรือจอดนี้อยู่น่าใน ตรงเกาะซึ่งแขกเรียกว่าปุลูกาปอ เวลาค่ำลมสงัดจนร้อนนอนไม่ใคร่จะหลับ

วันที่ ๗ ออกเรือเวลาตี ๑๑ เช้า ๓ โมงครึ่ง ถึงปากอ่าวเมืองตรัง เรือต้องเดิรเข้าไปช้า ๆ เพราะมีศิลาตามข้างร่องมาก เมื่อล่วงเข้าในลำน้ำแล้วก้เดิรได้สดวก น้ำลึกลำคลองก็กว้าง มีบ้านเรือนคนตัดฟืนและทำปลารายขึ้นไปไม่ใคร่จะขาด เข้าไป ๒ ไมล์ทอดสมอ พระยามนตรีสุริยวงศ์ไปตรวจการตลอดถึงเมืองไทยแล้ว กลับขึ้นมารับอยู่ที่นี่ เวลาบ่ายโมงครึ่งลงเรืออุไทยราชกิจขึ้นไปตามลำน้ำ บรรดาลำน้ำในหัวเมืองของเราข้างฝั่งทเลนี้แล้ว เมืองใดจะมาดีเท่าเมืองตรังนั้นเปนไม่มี ถ้าถูกคราวน้ำเรือไฟใหญ่ ๆ ขึ้นไปได้ถึงควนธานี พระชลยุทธโยธินทร์ได้เคยหาเรือพิทธยำรณยุทธขึ้นไปครั้งหนึ่งแล้ว มีศิลาในลำน้ำบ้างสองสามแห่ง แต่ไม่เปนการกันดารอันใด ซึ่งจะหลีกให้พ้น ตามริมน้ำทั้งสองข้างเปนที่ต่ำ น้ำขึ้นท่วมถึงตลอดไป ที่แผ่นดินเปนควนมาก ที่หว่างควนซึ่งเปนที่ราบทำนาได้ดูคล้ายกับแม่น้ำกรุงเทพ ฯ ตอนข้างล่าง ๆ มีป่าจากรายขึ้นไปตั้งแต่ปากน้ำตลอดจนถึงควนธานี และมีที่ล้มไม้ทำไร่เปนหย่อม ๆ ตั้งแต่ข้างล่างขึ้นไปไม่ใคร่ขาดย่านบ้าน หมู่ใหญ่ ๆ ก็มี เช่นบ้านควนยายทองสี ซึ่งเปลี่ยนเรียกว่าควนราชสีห์ และบ้านย่านซื่อ ก็มีคนมากทั้งสองตำบล มีเขาอยู่ริมน้ำสองสามเขาติดกัน เรียกว่าตุลูลุต ที่ตรงนี้เปนที่มีศิลาแห่งหนึ่ง ขึ้นไปสองชั่วโมงหย่อน ๆ ถึงตำบลแก้มดำ ซึ่งเปนที่โรงภาษีและเรือเมลจอด มีเรือเมล์เดิรไปมากับปินังสองลำ เวลามานี้เห็นจอดอยู่ลำหนึ่ง ตั้งแต่แก้มดำนี้มีถนนเดิรขึ้นไปถึงควนธานี เปนทางใหญ่แลตรงไปมาได้ใกล้ มีคลองลัดด้วยคลองหนึ่งยังใช้เรือไปมาได้ แต่รกเสียมาก ทางและคลองนี้ได้ทำในเวลาพระยามนตรีเปนข้าหลวง เรือไฟไปตามลำแม่น้ำอีก ๑๕ มินิตก็ถึงท่าควนธานี

ที่ท่ามีพลับพลารับริมน้ำหลังหนึ่ง ดาดผ้าขาวทาสีสวรรค์แดงไหลเลอะเปรอะเปื้อน ไม่มีรถหรือม้าอันใดสำหรับขับขี่ ต้องเดิรขึ้นไปตามท่าจนถึงพลับพลาบนหลังเนินทางสัก ๒๐ เส้น ถนนที่ขึ้นไปเปนถนนใหญ่ ทางรถตัดเรียบร้อยดี ปลูกต้นประดู่ทั้งสองข้าง ที่ตายเสียก็มากที่ดีอยู่ก็มี แต่ถนนนั้นโทรมทั้งสิ้น พลับพลาทำที่ที่ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาออกมาตั้งพักอยู่แต่ก่อน แต่ไม่ได้เตรียมตัวไว้เลย เมื่อพระยามนตรีมาถึงพึ่งยกหลังเล็ก ๆ ขึ้นได้สองหลัง ต้องเร่งทำกันทั้งกลางวันกลางคืน เพราะไม่เปนแต่ปลูกสร้างถึงต้องตัดไม้และเย็บจากใหม่ด้วย พออยู่ได้แต่เลวกว่าทุกแห่ง ซึ่งมีผู้บอกเจ้าพระยาพลเทพว่าพระยาตรังทำทำเนียบไว้รับตามกำหนดที่ว่าจะออกมาแต่ก่อน หมายจะยืมทำเปนพลับพลานั้นไม่จริง ไม่มีทำเนียบอันใดที่ได้ทำขึ้นใหม่เลย ทำเนียบสมเด็จเจ้าพระยาและที่ข้าหลวงอยู่ต่อ ๆ มาก็พังหมดแล้ว ข้าหลวงชั้นหลังตั้งแต่พระยาระนอง พระสุรินทรามาตย์ลงมาอาศรัยอยู่ในเรือฝากระดานหลังเดียว ที่พระยามนตรีทำขึ้นในสวนพระตรังเก่า ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาจะสร้างตึกเปนคอเวอนเมนต์เฮาส์ในที่นั้น วันนี้เปนวันร้อนอย่างยิ่ง ที่พลับพลาปลูกต่ำๆ และดาดใบผ้าขาวนั่งเหงื่อโทรม ต่อเวลาเย็นจึงได้ออกเดิรเที่ยว ที่ตำบลซึ่งเรียกควนธานี คือเนินเขาเมืองนี้ มิใช่เปนควนเดียว ดูเปนควนติดๆ กันหลายควน ทางเดินต้องขึ้นสูงลงต่ำตลอดไปทุกแห่ง แต่ไม่สูงนักต่ำนักติดกันเปนพืชใหญ่ ตามหลังเนินเหล่านี้ได้ตัดทางเปนทางรถครั้งสมเด็จเจ้าพระยาออกมาจัดการหลายสาย มีทางยาวไปตำบลแก้มดำสายหนึ่ง ไปทับเที่ยงตลาดบางรักทางหนึ่ง คิดจะให้เปนทางรถ แต่ไม่มีรถเดิรก็เลยทิ้งโทรมไป เนินลูกที่ปลูกพลับพลามีถนนตัดกลางคือทางที่จะไปทับเที่ยง ต่อออกไปข้างริมน้ำอีกลูกหนึ่งเรียกว่าสวนพระตรัง เดิรจากพลับพลาไปไม่ไกลนัก บ้านพระยาตรังตั้งอยู่บนชายเนินลูกนี้ เปนบ้านอย่างเมืองนครศรีธรรมราชแท้ คือมีรั้วห่าง ๆ ประตูไม้ช่องใหญ่ๆ เรือนหลังคาจากปลูกชิดๆ กัน ถัดบ้านพระยาตรังเข้าไปหน่อยหนึ่งถึงสวนพระยาตรัง มีหมากมะพร้าวมาก ไปข้างปลายสวนริมน้ำมีหมู้ต้นจำปาดะหลายร้อยต้น เปนที่งามดีอยู่ ที่สวนนี้ด้วยเหตุใดไม่ทราบตกเปนสวนของหลวง สมเด็จเจ้าพระยาเมื่อออกมาจัดการเมืองตรัง คิดจะสร้างคอเวอนเมนต์เฮาส์ ได้ลงมือก่อขึ้นมาพ้นดินประมาณสองศอกเศษแล้ว ตึกนั้นโตใหญ่โดยยาวเกือบจะเท่าคอเวอนเมนต์เฮาส์สิงคโปร์ แต่ไม่มีมุขหรือปีกข้างหลัง คิดว่าจะให้เปนศาลชำระความและที่ว่าการของข้าหลวงอยู่ในหมู่นั้นหลังเดยว ที่ดินในบริเวณนั้นก็ตัดเปนทางสวน เดิรวนเวียนไปสนุกสนานดีอยู่ แต่การที่คิดนั้นไม่ตลอดก็เลยค้าง ตามเชิงเขาเหล่านี้เปนที่นาพื้นราบเหมือนท้องนาในกรุงเทพฯ พระยามนตรีได้เคยเอาพรรณเข้าปลูกในกรุงเทพฯ มาจำหน่ายให้คนปลูก ก็ได้ผลบริบูรณ์ดี แต่คนที่นี่ไม่พอใจทำนา ประพฤติตัวคล้ายๆ พวกมลายู เกียจคร้านโดยมาก เมื่อพระยามนตรีอยู่ต้องตั้งบังคับไว้ว่า ถ้าผู้ใดทำนาเปนไม่ต้องเกณฑ์ ถ้าไม่ได้ทำนาต้องเกณฑ์ทำถนน ในเวลานั้นมีผู้ทำนามากขึ้น จนเข้าไม่สู้จะต้องซื้อเข้าเมืองพม่ามาก แต่เดี๋ยวนี้ที่นาทิ้งร้างเสียก็มี ต้องซื้อเข้าเมืองพม่าจากเมืองปินังมากินมากขึ้นกว่าแต่ก่อน การปลูกเพาะต่างๆ ก็มีอยู่แต่พวกจีน มีจีนมะเกามากกว่าชาติอื่น พริกไทยเปนสินค้าใหญ่ ปลูกที่ตำบลทับเที่ยงโดยมาก ที่ควนธานีนี้ก็มีบ้าง แต่ไม่สู้มากนัก เมืองตรังถ้าจัดการทำนุบำรุงให้ดีจะเปนเมืองที่มีประโยชน์ได้มาก เพราะมีที่ดินอุดมดีควรแก่การเพาะปลูก พริกไทยที่ออกจากเมืองอยู่ทุกวันนี้อย่างมากอยู่ในหมื่นแปดพันหาบ อย่างน้อยอยู่ในเจ็ดพันหาบ แร่ดีบุกที่ท่ามะปรางไม่สู้มาก ปีหนึ่งออกอยู่ในสักสามร้อยหาบ คนในพื้นเมืองสังเกตดูมีคนไทยมาก ตามจำนวนสำมโนครัวว่าชายฉกรรจ์หกพัน แต่ได้ความเปนแน่ว่ามากกว่านี้มากถึงหมื่นเศษ แต่การปกครองในเมืองตรังเดี๋ยวนี้ พระยาตรังเปนคนอ่อนไม่พอแก่การ ไม่มีอำนาจอันใด การที่จะรับเสด็จนี้ก็วิ่งเองจนน่าเขียว จะหาผู้ใดช่วยเหลือไม่ได้ พวกจีนก็คิดอ่านจัดการรับของเขาเองส่วนหนึ่งต่างหาก ปลูกพลับพลารรับที่ทับเที่ยงแห่งหนึ่งต่างหาก แต่ไม่มีพาหนะที่จะไปด้วยระยะทางถึง ๒๘๐ เส้น จึงได้บอกเลิกเสีย พระยาตรังนั้นไม่แต่ไม่มีอำนาจเพราะขัดข้องอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถที่จะทำการให้แขงแรงได้ เพราะสติปัญญาและความรู้ไม่พอแก่การด้วย แต่เปนคนซื่อไต่ถามการอันใดก็บอกตรงๆ ตามความจริง ไม่คิดอ่านแก้ตัวปกปิดเอาแต่ความดีมาพูด ทุกวันนี้ในเมืองตรังราษฎรได้ความเดือดร้อนอย่างยิ่งด้วยโจรผู้ร้าย แต่ในปีฉลูเอกศกที่พระยาตรังมาว่าการนี้ มีผู้ร้ายปล้นที่ฉกรรจ์ ๑๐ เรื่อง ฆ่าเจ้าทรัพย์ตายห้าเรื่อง ไม่ได้ตัวผู้ร้ายเลยแต่สักคนเดียว พระยาตรังร้องว่าไม่มีกำลังที่จะติดตาม เปนผู้ร้ายมาแต่เมืองพัทลุงบ้าง เมืองปะเหลียนบ้าง เพราะรยะทางเดิรข้ามแดนไม่ถึงสิบสองชั่วโมง แต่ได้ความตามพวกจีนว่า พระยาตรังไม่สันทัดในทางถ้อยความอันใด ตัวเองก็ไม่ได้ว่าถ้อยความมอบให้แต่กรมการ กรมการนั้นถึงว่าจะได้ตัวผู้ร้ายมาก็ลงเอาเงินปล่อยเสีย จนพวกชาวเมืองตรังตีราคากันว่าถ้ามีเงินเพียง ๒๐ เหรียญแล้วเปนไม่ต้องกลัวอันใด พวกจีนจับผู้ร้ายได้ก็ไม่ส่งเจ้าเมือง ชำระว่ากล่าวลงโทษเสียเอง เพราะว่าถ้าส่งให้กรมการแล้วเปนหนีได้ทุกคน พระยาตรังบังคับบัญชาได้อยู่แต่ที่ตำบลควนธานีแห่งเดียว ที่ตำบลทับเที่ยงเกือบจะไม่รู้ไม่เห็นอันใดกันเลย เห็นว่าการในเมืองตรังถ้าจะให้เปนอยู่เช่นนี้ คงจะเกิดความใหญ่สักครั้งหนึ่งไม่ช้านักเปนแน่ ด้วยคนในสัปเยกต์อังกฤษไปมาค้าขายมาก ถ้าเกิดผู้ร้ายฆ่าตายเช่นครั้งพระสุรินทรามาตย์เปนข้าหลวงแต่ก่อนแล้ว จะเอาอะไรแก่พระยาตรังไม่ได้เลยเปนอันขาด

ยังเรื่องเจ้าภาษีกับจีนในพื้นเมืองนั้นก็อีกอย่างหนึ่ง น่าจะเปนเหตุขึ้นได้เหมือนอย่างเมื่อคราวหลวงวิเศษสุงภากร แต่ก่อนพวกจีนก็พากันร้องว่าเจ้าภาษีกดขี่ข่มเหงเปนที่สองฤๅเปนอีกอย่างหนึ่ง นอกจากกรมการที่คอยปล่อยผู้ร้าย ครั้นพวกจีนในเมืองนี้จะไปผูกภาษีเองจากที่กรุงเทพฯ ก็ต้องลงทุนก็เงินไปสำหรับล่วงน่าและใช้สอย เมื่อไปว่าภาษีไม่ได้ก็ต้องเสียดอกเบี้ยเปล่า บางทีผู้ซึ่งรับธุระเข้าไปว่าภาษีนั้นโกงกันขึ้นเองเอาเงินไปจำหน่ายสาบสูญเสียก็มี จึงไม่อาจที่จะคิดเข้าไปว่ากล่าว ทนความคุมเหงของเจ้าภาษีซึ่งออกมาแต่กรุงเทพฯ ข้างฝ่ายจีนปานเจ้าภาษีก็ทำเรื่องราวมายื่น กล่าวโทษพวกจีนว่าขัดแขงในการภาษีต่างๆ การก็จะเปนจริงด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะไม่มีอำนาจกลาง กล่าวคือผู้รักษาเมืองกรมการที่พอจะปราบปราม การที่ผิดล่วงเกินต่อกันในพวกเจ้าภาษีและพวกจีนทั้งสองฝ่ายได้ จึงได้ต่างคนต่างจะหาประโยชน์ของตัวให้อย่างยิ่ง ไม่มีบันทัดที่จะตัดเปนเส้นกลางลงได้ เพราะฉนั้นจึงเปนเหตุอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะคิดอ่านแก้ไขในการเจ้าเมืองไม่มีอำนาจจะปกครองรักษาบ้านเมืองนี้

การเมืองตรังเปลี่ยนแปลงมาโดยลำดับ แต่ก่อนขึ้นเมืองนครศรีธรรมราชก็มีแต่การกดขี่กันขนาบมา ภาษีอากรอันใดก็ไม่เปนประโยชน์ถึงกรุงเทพฯ ปิดบังซ่อนเร้นเสีย ต่อมาเมื่อเกิดเหตุจีนกำเริบขึ้นในเมืองภูเก็จครั้งพระยามนตรีสุริยวงศ์เปนข้าหลวง พระยามนตรีเองเปนผู้คิดที่จะอยากย้ายข้าหลวง ให้มาอยู่เสียเมืองตรังพ้นจากอันตรายพวกจีนที่ภูเก็จ และถ้าข้าหลวงอยู่ห่างเช่นนั้นเปนที่กลัวเกรงมากกว่าที่อยู่ด้วยกันชินไป และเมืองตรังซึ่งเปนเมืองลี้ลับแต่เปนเมืองมีประโยชน์มาก จะได้มีความเจริญขึ้น สมเด็จเจ้าพระยาฉวยเอาความคิดนี้ไปคิดที่จะออกมาจัดการสร้างเมืองตรัง เอาอย่างเจ้าพระยาบดินทรเดชาไปสร้างเมืองพระตบอง และเจ้าพระยานิกรบดินทร์ไปสร้างเมืองนครเสียมราฐ สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ไปสร้างเมืองกาญจนบุรีและเมืองจันทบุรี จึ่งได้คิดมุ่งหมายที่จะออกมาสร้างเมืองตรังมากกว่าที่จะจัดการทำนุบำรุงผลประโยชน์การเพาะปลูกและค้าขาย แต่การสร้างเมืองคือป้อมกำแพงไม่ต้องกับฤดูกาล จึ่งได้เปลี่ยนเปนมาสร้างตึกใหญ่ดังกล่าวมาแล้ว และท่านคิดจะจัดการตามแบบเจ้าพระยาบดินทรเดชาขึ้นไปสักเลขหัวเมืองลาว คือจะลงมาทำบาญชีสำมโนครัวแจกหนังสือพิมพ์คุ้มสักอีกอย่างหนึ่ง ควบในการที่จะคิดมาสร้างเมืองตรังนี้ด้วย การที่ท่านคิดครั้งนั้น ท่านไม่อายให้ผู้ใดแซกแซงเกี้ยวข้อง จะไต่ถามฤๅหารือประการใดไม่ฟังเสียงและไม่ยอมพูด้วยเลย รับอาสาตัดตอนเปนส่วนของท่านขาด เพราะว่าแก่แล้วจะหาชื่อให้เปนของท่านจัดเองคนเดียว ที่สุดจนลูกท่านเองก็ไม่ได้รู้ทางความคิดว่าจะจัดอย่างไร และเกลียดการเรื่องนี้เปนอย่างยิ่ง ครั้นเมื่อออกมาจัดการต้องใช้เงินทองมาก ท่านไม่พอใจจะขออนุญาตฤๅบอกกล่าวอันใด เล่นลืมจ่ายกันตะพัดไป เงินภาษีอากรในเมืองตรังก็ไม่ส่ง ซ้ำใช้เงินภาษีอากรเมืองอื่นเข้าไปอีกด้วย เปนทั้งการโยธาก่อสร้างและค่าเบี้ยเลี้ยงของข้าหลวง ไม่ได้มีกำหนดว่าเดือนหนึ่งเท่าใดปีหนึ่งเท่าใด ข้างเจ้าพนักงารคลังก็ทวงเงินที่กลาโหม ข้างกลาโหมไม่ชอบความคิดนี้อยู่แต่เดิมแล้ว ก็มีตราขนาบข้าหลวงออกมา ข้าหลวงก็ร้องต่อสมเด็จเจ้าพระยา สมเด็จเจ้าพระยา “กางร่ม” ไม่ยอมที่จะยื่นบาญน้ำบาญชีอันใด เรื่องเมืองตรังและเรื่องที่จะจัดการแจกหนังสือพิมพ์คุ้มสักก็เลยกลายเปนเอ่ยขึ้นไม่ได้ จนข้าหลวงเหลือทนก็ต้องลาออก การเรื่องนี้เจ้าพระยาภาณุวงศ์เปนผู้ทักท้วงผู้หนึ่ง ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาค่อยฟังกว่าผู้อื่น คือว่าควรจะจัดการค้าขายก่อน เพราะเหตุนั้นเมื่อข้าหลวงออกแล้ว จึ่งได้ไปเอาพระยารัตนเศรษฐีมาเปนข้าหลวง เพราะเปนผู้ชำนาญในการค้าขาย พระยารัตนเศรษฐีก็ได้มาจัดการยังมีร่องรอยปรากฏอยู่บ้าง คือร่องที่ปลูกมันทิ้งร้างว่างอยู่มาก แลงโรงใหญ่ๆ ซึ่งเปนที่ไว้สินค้า แต่ทนไม่ไหวตั้งตัวไม่ทัน จึ่งได้ล่าหนีไปเมืองตรังจึ่งได้ตกอยู่ในข้าหลวง คือพระอนุรักษ์โยธา กลิ่น พระสุรินทรามาตย์ ข้าหลวงสองนายนี้ไม่ได้มาอยู่เมืองตรัง เมืองตรังจึ่งได้เปนอันทรุดโทรมลงไปตามเดิม เพราะเมืองตรังเคยกินยาแรงอยู่ในบังคับข้าหลวงมาเสียช้านานเช่นนี้ พระยาตรังผู้นี้เปนคนอ่อน ออกมาอยู่ก็ไม่ผิดอันใดกับนายอำเภอบ้านควนธานีเท่านั้น เวลาค่ำพระครูวิสุทธิวงศาจารย์เจ้าคณะ กับปลัดและพระสงฆ์อื่นบ้างมาหาไต่ถามได้ความว่ามีวัด ๓๐ วัด พระ ๑๐ เศษ ปลัดนั้นเปนพระชาวกรุงเทพฯ พูดจาแขงแรงอยู่วัดควนธานีใกล้กับพลับพลา พูดกันถึงเรื่องเทศน์มหาชาติ ว่าเทศน์ได้อยู่จึ่งได้ให้ไปนิมนต์พระที่เทศน์ได้นั้นมา องค์หนึ่งตาบอดนุ่งผ้าตาสีแดงเทศน์ชูชก ขึ้นต้นว่าจุณณิยบทแล้วกก็ว่าเนื้อความนอกไม่มีเนื้อเลย ให้ว่าเนื้อและว่าคาถาก็ไม่ได้เลย ทำนองที่เดิรนั้นเหมือนอย่างกับเจรจาหนังตลุง ทำนองขึ้นคล้ายมหาพนที่เรียกว่าแหล่บางช้าง อีกองค์หนึ่งเทศน์มหาพนทำนองคล้ายกรุงเทพฯ เนื้อความก็เปนเนื้อความท่านเจ้ากลิ่นแต่ขาดตกบกพร่องเปนอันมาก คาถาว่าไม่ได้เลย

พระยาปลิดมีหนังสือส่งระยะทางมาที่พระยามนตรี วัดละเอียดทั้งทางบกทางน้ำเปนเส้นเปนวา ลองคิดกะระยะดูในเมืองเหล่านี้ จะต้องไปจอดอยู่ที่เกาะลังกาวีซึ่งเปนที่อาไศรยบังคลื่นได้แห่งเดียว ออกจากเกาะลังกาวีไปถึงเมืองไทรเมืองปลิดเมืองสตูลทั้งสามเมือง อยู่ในสี่ชั่วโมงเท่าๆ กัน แต่ในเมืองเหล่านี้ มีน่าเมืองที่ฝั่งเปนชายเลนกว้างออกมาทุกแห่ง เรือไฟจะเข้าได้แต่ฉะเพาะเวลาน้ำขึ้น และในเมืองปลิตเมืองสตูลจะเข้าไปถึงลำคลองไม่ได้ ต้องลงเรือเล็กไปอีกต่อหนึ่งเรือไฟต้องถอยมาคอยอยู่ที่น้ำลึก ในเมืองปลิตตั้งพลับพลาประทับร้อนใกล้ปากคลองแล้วต้องลงเรือเล็กไปตามลำคลองถึงตลาด ทางตั้งแต่ปากคลองไปถึงตลาดอยู่ในสามร้อยเส้นเศษ ถ้าจะไปถึงบ้านพระยาปลิตต้องขึ้นบกไปอีกชั่วโมงเศษ เมืองสตูลก็คล้ายคลึงกัน แปลกแต่บ้านเจ้าเมืองลงมาอยู่ใกล้ตลาด เห็นว่าถ้าจะไปโดยว่าจะเปนการสดวกได้ ก็ต้องไม่ต่ำกว่าสิบสองชั่วโมงทั้งไปทั้งมา ถ้าขากลับเปนเวลามีคลื่นลม จะตีกระเชียงเรือเล็กโต้ออกมากลัวจะไม่ไหว จึ่งได้บอกเลิกการที่จะขึ้นเมืองปลิตเมืองสตูลเสีย เมื่อเวลาอื่นมีโอกาศที่จะได้ไปทางนั้น จึ่งค่อยขึ้นต่อไป แต่จะต้องคิดแรมจึ่งจะได้ การที่เลิกไม่ไปเมืองปลิตนี้ เมื่อพระยาปลิตตามมาหาที่เกาะลังกาวีเศร้าโศกเสียใจมากถึงกับร้องไห้ อ้อนวอนจะให้ไปให้ได้ ด้วยตัวลงมาทำพลับพลาอยู่เอง ที่ไม่ไปนั้นเปนการอายเขา (เขานั้นคือเมืองไทร “ลอย” กันอย่างยิ่ง) เมืองปะเหลียนนั้นกะวันที่จะไปก็ไม่ใคร่พอ เพราะเรื่องสทกสท้านมรสุมอยู่ข้างจะเยี่ยมเยียนบ่อยๆ พระปะเหลียนก็กรอบแกรบมาก จึ่งได้เลยบอกเลิกไปไว้นัดน่าด้วย

วันที่ ๘ ที่นี่กลางวันร้อน แต่เวลาดึกหนาว กินเข้าแล้วออกรับพวกจีนแห่ของกำนันมาให้ตามแบบเมืองข้างนี้ จีนเหล่านี้เปนพวกอยู่ตลาดบางรักทั้งสิ้น กระบวรแห่งนั้นคือมีป้ายทาแดงตัวหนังสือทองคู่หนึ่ง ผ้าผูกกิ่งไผ่มีตัวหนังสืออันหนึ่ง ธงสีต่างๆ หลายคัน เล่าโก๊หามในเก๋งสำรับหนึ่ง ม้าล่อสองอันโต๊ะสอดคานหามมีเหงาใช้ตะกั่วสำรับหนึ่ง สิ่งของต่างๆ จัดขึ้นบนโต๊ะมีคานหามทุกๆ อย่างตีม้าล่อ แลพิณพาทย์แบบเขา จุดประทัดด้วย แต่พระยามนตรีห้ามเสียผู้ซึ่งเปนหัวน่านั้นคือหลวงภิรมย์เปนจีนมะเกาอายุ ๗๐ เศษ เปนหัวน่าของพวกจีนเปนผู้ที่คิดอ่านทำพลับพลารรับที่ทับเที่ยง กับชื่อหลวงประเทศคนหนึ่ง ขุนล่ามคนหนึ่ง จีนมีชื่ออีกสิบหกคน กับพวกกรมการเปนคนเมืองนครศรีธรรมราชโดยมาก แล้วไปวัดควนธานีเปนวัดเก่า แต่หลวงชาติสุรินทร์เรี่ยรายสับปุรุษปฏิสังขรณ์ขึ้น ทั้งปฏิสังขรณ์แล้วเช่นนั้นก็ดูยังงอมแงมเต็มที มีโบถสามห้องพระระเบียงรอบ ทั้งในโบถแลที่พระระเบียงเต็มไปด้วยพระพุทธรูป ขนาดน่าตักศอกเศษสองศอก แต่ละองค์ละองค์น่าเหมือนน่ากากต่างๆ น่าหัวเราะมากกว่าน่าเกิดความเลื่อมใส เจ้าอธิการวัดต่างๆ อยู่ตำบลทับเที่ยงบางรักโดยมากมาหา ๑๑ วัด พระสงฆ์อันดับในวัดอีกยี่สิบเศษ ได้ตั้งเจ้าอธิการวัดควนธานี เปนพระครูอนาคารคุณธำรงเจ้าคณะรอง พระสงฆ์ที่มารับชยันโตถวายเงินทั่วกันทุกองค์ เมื่อวานนี้ได้ยินเสียงอู้ๆ ที่ร้านพระชยันโตไม่ทราบว่าอะไร ต่อวันนี้จึ่งได้ความว่าพราหมณ์เป่าสังข์ วันนี้มาหาสามคนได้แจกเงินให้ด้วย เพราะสมณกับพราหมณ์ที่นี่เกือบจะเรียกต่อกันได้ บ่ายโมงหนึ่งเดิรกลับมาลงเรือ มีคนมานั่งดูเรียงเปนแถวตามข้างถนนอย่างเรียบร้อยทั้งเมื่อขึ้นแลเมื่อลง เปนคนไทยมากกว่าเจ๊กแลแขก

ลืมกล่าวเสียอย่างหนึ่งถึงเรื่องปืนใหญ่ มีปืนเหล็กอย่างเขื่องทิ้งอยู่ที่ริมศาลเจ้าข้างทางบนควนธานีสี่บอก อยู่ที่ควนยายทองสีกี่บอกเห็นไม่ถนัด มีโรงจากคลุมอยู่ว่าเปนปืนครั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชไปตีเมืองไทรได้มาทิ้งไว้ที่นี่ ยังมีปืนทองเหลืออย่างเช่นแห่นำตามเสด็จอีกสองบอก ทิ้งอยู่ที่โรงริมที่พักข้าหลวง ว่าเปนปืนครั้งเมื่อจีนวุ่นวายที่เมืองภูเก็จ

กลับลงมาถึงเรือบ่าย ๓ โมงกับ ๒๐ มินิตเร็วกว่าเมื่อขาขึ้นหน่อยหนึ่ง ควรกล่าวได้ว่าระยะทางอยู่ในสองชั่วโมงเท่านั้น ได้สั่งให้หลวงภิรมย์สมบัติตามลงมาที่เรือ ให้สัญญาบัตร เลื่อนเปนหลวงสมานสมัคจีนนิกรปลัดจีน เพราะเห็นว่าเปนคนแก่ อยู่ในเมืองตรังมาถึง ๕๐ ปีแล้ว โดยว่าจะเกะกะมากขึ้น (เพราะเจ้าภาษีกล่าวโทษ) ก็เห็นจะไม่ยืดยาวไปเท่าใดนัก ถ้ามีเจ้าเมืองฤๅข้าหลวงแข็งๆ แล้วก็เห็นจะเรียบร้อยได้ เพราะจีนที่นี่ทำมาหากินฝังรกฝังรากมีที่ดินเรือกสวนไม่เหมือนพวกลูกจ้างทำเหมืองซึ่งมีแต่ตัว ไม่มีทุนรอนอันไดที่ได้ลงไว้ในบ้านเมือง

วันที่ ๙ ออกเรือเวลาเช้า ๒ โมง ตามที่คิดกันจะเร่งเวลาให้เร็วขึ้น แต่ก็ออกไม่ได้ ต้องรออยู่จนสี่โมงเช้าน้ำขึ้นนั้นเอง พอออกมาถึงข้างนอกพบเรือสุริยมณฑล พึ่งได้ทันกันในวันนี้ เพราะคลาดกัน ตามขึ้นไปถึงเมืองภูเก็จไม่พบแล้วตามลงมาพังงากระบี่ พึ่งได้รับหนังสือบางกอกลงวันที่ ๒๒ เมษายนคราวนี้เปนครั้งแรก ลมไม่มี ๆ มีแต่คลื่นลูกกลิ้งพอเรือแคลง เกาะตามแถบนี้เปนเกาะศิลาปูนอย่างต่ำๆ โดยมาก แต่แผนที่ไม่ตรงกับที่เกาะอยู่โดยมาก คนนำร่องเมืองตรังสองคน มาแต่เกาะลังกาวีสองคน ถามชื่อเกาะก็บอกต่าง ๆ กันไป อยู่ข้างจะเลือนมากนำร่องเองก็เมาคลื่นด้วย เห็นว่าถ้าจะลงไปเกาะลังกาวีจะถึงต่อเวลาค่ำ ตำบลคัวซึ่งจะเปนที่ทอดเรือ ซึ่งพระยามนตรีให้ย้ายมาทำที่รับใหม่ เพราะเดิมเขาจัดรับไว้ที่เบราตลากาเปนน่านอกไม่บังคลื่น นำร่องไม่ทราบว่าตัวอยู่แห่งใด จึ่งได้ตกลงกันเปนต้องไว้เข้าต่อเวลากลางวันดีกว่า แลบางทีพระยามนตรีจะออกมานำไปด้วย เวลาบ่าย ๕ โมงทอดสมออยู่ที่เกาะตรูเตา เปนเกาะใหญ่มีเกาะเล็ก ๆ รายอยู่ข้างน่า ตั้งแต่เรือถึงหัวเกาะข้างเหนือแล้วแล่นลงไปเกือบชั่วโมงหนึ่งจึ่งได้ทอดอยู่ที่อ่าวตรงเขาสูงน่า ในคลองมีบ้านคน เกาะนี้เปนของเมืองไทร แมงกะพรุนตัวใหญ่ ๆ ลอยเต็มไปทั้งทเล ถึงตักน้ำขนาดใหญ่ตักขึ้นมาตัวเดียวเต็มบริบูรณ์ดีทีเดียว

วันที่ ๑๐ เวลา ๑๑ ทุ่มออกเรือจากเกาะตรูเตา เวลาโมงเช้าฝนตกหนักจนมืดแลไม่เห็นทาง ต้องหยุดทอดสมอ ฝนซาจึ่งได้เดิรต่อไปอีกได้ พบเรือสติมลอนช์พระยามนตรีกับพระยาไทรพานำร่องมาส่งตามเรือต่าง ๆ แล้วนำไปด้วย เกาะลังกาวีนี้ทรวดทรงสัณฐานก็อย่างเดียวกันกับเกาะตรูเตา คือตัวเกาะใหญ่เปนภูเขาสูง ๆ ซ้อนบังกันเปนชั้นบ้าง หัวเขาท้ายเขาเกี่ยวกันบ้าง มีเกาะเล็ก ๆ รายตามน่าเกาะใหญ่ไปตลอดนับไม่ถ้วน เรือเดิรมาในระหว่างเกาะเล็กน้ำเพียงแปดศอกก็มี ต่อล่วงเข้าไปใกล้เกาะใหญ่ตามอ่าวที่ทอดน้ำลึกถึง ๖ วาแล ๖ วา ๒ ศอก เข้าทางริมเกาะตูบา ทอดที่ในอ่าวตรงเขาสูง เรียกว่ากุหนุงรายา ในแผนที่ว่า ๒๙๕๒ ฟิต เปนสูงกว่าในหมู่เขาทั้งปวงในเกาะนี้ เรือได้ทอดที่เวลาเช้า ๕ โฒงกับ ๑๕ มินิต พระยามนตรีนั้นให้ล่วงน่าลงมาก่อนจากเมืองตรังแต่เวลาวานนี้ พระยาไทรยังมาไม่ถึง ต้องให้ไปตาม ที่เกาะลังกาวีนี้หวันหมัดชามัน หลวงธานินทร์นิพัทธ เจ้าตำบลเปนผู้จัดการ พระยาไทรพึ่งมาถึงในเวลาเช้าวันนี้ ได้ไปรับพระยาไทรแลตนกูมะหมัดบุตรพระยายุทธการ หลวงธานินทร์นิพัทธมาหาที่เรือเวสาตรี ที่เกาะลังกาวีนี้ไม่ได้ตรวจทำบาญชีสำมโนครัว แต่ประมาณว่าชายฉกรรจ์อยู่ใน ๖๐๐ คน เกณฑ์เข้าการงารอยู่ได้ ๒๐๐ คน ที่น่าเบราตลากามีที่นามาก เดิมพวกแขกก็ชอบทำไร่บนเขา แต่เจ้าพระยาไทรห้ามเสียเพราะเห็นว่าล้มไม้ลงทำไร่สามปีทิ้งเสีย เสียไม้ใหญ่บนเขามากกว่าได้ประโยชน์ในการทำเข้าไร่ คนทำอยู่แต่นาพื้นราบ เข้าพอกินไม่ต้องซื้อ การหาปลาและตัดฟืนมีมากจนได้จำหน่ายออกไปขายที่เมืองไทรบ้างเมืองปินังบ้าง ตัดหวายแลตัดไม้เลื่อยกระดานก็มีได้จำหน่ายออกไปเหมือนกัน การตัดฟืนนั้นเปนของพวกจีน มีอยู่ประมาณสักร้อยเศษ การที่จะรับรองที่เมืองไทรยังไม่แล้วเรียบร้อย แลที่นี่ก็มีที่เที่ยวอยู่หลายแห่ง จึ่งได้ขอให้รออยู่ที่นี่อีกสองวัน เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ ขึ้นบกตรงหมู่บ้าน มีต้นมพร้าวมากกว่าเปนสวนของหวันหมัด เปนที่เลมทำตะพานน้ำลงมายังไม่แล้ว แต่เวลานี้มีน้ำพอเรือเข้าเทียบถึงหาดได้ มีพลับพลาอยู่ใต้ร่มมพร้าวสี่เหลี่ยมเล็กดาดสี่หลัง มีหลังใหญ่สี่เหลี่ยม หัวท้ายเปนปั้นหยาอีกหลังหนึ่ง พักอยู่บนพลับพลาครู่หนึ่ง เดิรไปดูสวนพึ่งลงต้นดูกูใหม่ ๆ มีต้นผลไม้อื่น ๆ บ้างเล็กน้อย มีเรือนประมาณห้าหกหลัง ไปดูคอกสุกรป่าในที่ใกล้กันกับสวนนั้น เพราะที่ในเกาะนี้มีสุกรป่าชุมมาก มักมาทำอันตรายเข้าในนา จึ่งต้องตั้งคอกไว้สำหรับคอยดักหลาย ๆ แห่งทั่วไป คอกทำเหมือนอย่างคอกจับช้างของพวกชาวตวันตก กว้างสักสี่ศอกห้าศอกแล้วชักปีกกาออกไปกว้าง เมื่อพบก็ต้อนให้วิ่งเข้าคอก แล้วแทงทิ้งเสียเท่านั้น ว่ามีเดือนหนึ่งหลาย ๆ ตัว แล้วขึ้นเลื่อนซึ่งเขาจัดทำขึ้นใหม่ตั้งเก้าอี้หวายมีเพดาน ลากด้วยกระบือไปตามทางที่รกหน่อยหนึ่งจึ่งออกทางกว้าง เปนถนนซึ่งทำไว้แต่ครั้งเจ้าพระยาไทร ยาวสามไมล์ กว้างประมาณสามวา ว่าเพราะพวกจีนพากันมาทำไร่ยาสูบในที่นี้ แต่ดินไม่ดีจึ่งได้เลิกไปเสีย ตามข้างถนนขึงข่ายไล่กระจง คราวแรกได้สามตัวคราวหลังได้สี่ตัว ที่วิ่งหักป่าไปเสียก็มาก จะเปนด้วยเรื่องคนมากเกินไปนั้นเอง กลับมาทางเดิม ที่ตามทางบนบกมีต้นไม้อย่างหนึ่งลูกขนาดลูกหว้า แต่เปนสีชมภูบ้างขาวบ้างกลิ่นเหม็นเหมือนน้ำมันดินฟุ้งไปทั้งนั้น เมื่อขาขึ้นไปก็ดูพากันเฉย ๆ แต่ครั้นเมื่อไปถึงที่ไล่กระจง มีใครเอ่ยขึ้นว่าเรียกต้นพระยาดาบหักกินอยู่คง พวกทหารของเราพากันขุดกันถอนมาคนละหอบสองหอบอยากอยู่คงทั้งนั้น เวลากลับลงเรือน้ำแห้งต้องลงเรือเล็กเข็นมาตามเลน วันนี้เขาจัดไว้จะให้ดูจับปลาอีก แต่ได้ความว่าระยะทางไกลนักจึ่งไม่ได้ไป

วันที่ ๑๑ เวลา ๔ โมงเช้าลงเรืออุไทยราชกิจ ให้พระยาไทรกับหวันหมัดลงเรือไปด้วย ไปตามทางหว่างเกาะใหญ่กับเกาะเล็กที่รายรอบนอก โดยแต่เกาะเล็กๆ เหล่านี้มากมายนัก จนบังไม่ใคร่จะแลเห็นทเลกว้าง เหมือนอย่างกับไปในช่องฤๅคลองกว้างๆ แคบๆ แลดูข้างในที่เกาะใหญ่ล้วนแต่เปนภูเขาสูงๆ สลับซับซ้อน เมื่อไปถึงเหลี่ยมหนึ่งก็เปลี่ยนเปนอย่างหนึ่งไป ข้างนอกก็เปนเกาะเล็กๆ รูปต่างๆ เพราะเปนเขาศิลาปูน บางแห่งมีต้นไม้บางแห่งไม่มีต้นไม้ จนจำไม่ได้ว่าไปอย่างไร น้ำเหล่านี้ลึก ๆ เรือแล่นเข้าไปจนใกล้ชิดเกาะเหล่านั้นได้โดยมาก อ้อมออกไปข้างน่านอกแลเห็นหมู่บ้านคนอยู่ในอ่าวเปนบ้านหมู่ใหญ่ ว่าที่ตำบลนี้เปนที่ทำนามาก เรือเลี้ยวออกมาข้างนอกนี้มีคลื่น ฝนตกพรำอยู่เสมอตั้งแต่แรกออกเรือมา มากบ้างน้อยบ้าง พอเข้าในอ่าวก็แลเห็นสายน้ำตกจากภูเขาสูง เปนลำใหญ่หลายสาย ตามเขาเปนหมอกคลุมอยู่ครึ่งเขาค่อนเขา ที่ตรงน้ำตกนั้นเปนหมอกพาดอยู่กลางเขา ต่อเมื่อเรือเข้าไปทอดที่ใกล้หาดจึ่งได้ลับไม่แลเห็นสายน้ำตก ที่บนฝั่งทำพลับพลาเปนหลังคาต่อ ๆ กันหลายหลัง ท่วงทีก็เทือกพลับพลามวยงารพระเมรุ กั้นเปนข้างน่าข้างใน มีโต๊ะเก้าอี้มีเตียงที่นอน ขึ้นบกทั้งกำลังฝนพักอยู่ที่พลับพลาจนคนมาพร้อม เขาจัดแคร่มาหาม ตัวที่นั่งเปนไม้มลิต เหลี่ยมหุ้มเงินดูกว้างกว่าแคร่ที่ใช้กัน ราวสักเท่าเสลี่ยงหิ้ว แต่คานใช้หุ้มผ้าเหลืองผูกสี่แต่คนหามไม่เดิรในหว่างคาน บิดคานที่หามขวางคนออกไปเดิรอยู่นอกเปนคู่กัน กรมวังของเราเห็นอดไม่ได้ ไปสั่งสอนให้หามอย่างใหม่เอาคนเข้ามาเดิรหว่างคาน คนที่หามนั้นแต่งตัวเสื้อกระลาสีตัดด้วยสักหลาดแดง สวมหมวกแดงอย่างเตอรกี ข้างในใช้เก้าอี้หวายผูกคานหมาขึ้นบ่าอย่างยานุมาศ ขึ้นขี่แคร่นั้นไปได้สักค่อนทางเชือกขาด แต่เพราะแคร่นั้นผูกต่ำอย่างเอกตีนเกือบระดิน พอขาดก็ยันถึง ตกลงเปนต้องเดิรต่อไป ขากลับต้องขี่เก้าอี้หามขึ้นบ่าเสียเปนพ้นอันตรายดีกว่าอย่างอื่น ทางที่ไปนั้นแรกไปราบ ๆ เปนรอยตัดต้นไม้ไว้เก่าทางกว้างอยู่แล้ว การที่แต่งทางก็เห็นจะเปนแต่ชั่วตัดต้นไม้เล็ก ๆ ริมทาง มีใบไม้แห้งซ้อนกันหลายชั้นพื้นเปนดินดำ ข้ามลำธารกว้าง ๆ มีตะพานเรือกสองแห่ง ที่เปนลำเล็ก ๆ ใช้เดิรลุย ทางอยู่ข้างจะแฉะและดินลื่น บางแห่งมีน้ำขัง ด้วยฝนตก ข้างบนเปนต้นไม้ครึ้นตลอดทาง บางแห่งก็เดิรเลียบลำธาร เปนธารกรวดก้อนใหญ่ ๆ สายน้ำเชี่ยว เมื่อไปสักครึ่งทางจึ่งขึ้นเขา แต่ทางที่ขึ้นเขานั้นไม่ชัน ค่อยๆ สูงขึ้นไปตามลำดับ ถ้าฝนไม่ตกจะเดิรขึ้นลงได้ง่ายดีกว่าน้ำพุที่เคยไปที่อื่นทั้งสิ้น เวลาฝนตกดินลื่นลำบากและมีทากชุมเหมือนที่เขาสะบาป ฉันก็ถูกทางเกาะสองตัว เมื่อขึ้นไปถึงที่สุดทางเลี้ยวเข้าในทางที่น้ำตกเปนไหล่เขาอันหนึ่งมิใช่ลำธาร ตัวลำธารที่มาแต่ข้างบน มีก้อนศิลาใหญ่ ๆ เห็นจะกว้างกว่าสิบวา แต่ที่ซึ่งตั้งพลับพลานี้ เปนที่ซึ่งแขกนับถือกัน เรียกว่าเบราตะลากาคือบ่อโบราณ เขาว่ามีเจ็ดบ่อ แต่เมื่อได้เดิรดูจะตรวจ นับให้ลงรอยเจ็ดบ่อก็ยาก ถ้าจะนับทั้งที่รีและที่กลมรูปต่าง ๆ ก็จะกว่าเจ็ด ถ้าจะนับแต่ที่กลมเปนรูปบ่อก็จะไม่ครบเจ็ด แต่เปนอันแปลกกว่าน้ำตกอื่น ๆ ที่ได้เคยเห็นมาแต่ก่อน ด้วยที่ตรงนั้นเปนศิลาดาดเต็มไปหมดไม่มีดินเลย กว้างอยู่ในสิบห้าวาถึงเส้นหนึ่ง ยาวสักสองเส้นเศษสามเส้น พื้นสูง ๆ ต่ำ ๆ เปนน่าเขา ตามน่าศิลาดาดเหล่านั้นเปนห้วง ๆ ที่กว้างจนถึงห้าวาหกวาก็มี ที่เล็กเพียงสองศอกสามศอกก็มี แต่ลึกทุก ๆ บ่อ พื้นล่างก็เปนศิลา สายน้ำตกอาบลงมาตามน่าศิลาดาดนี้ เมื่อถึงที่บ่อใหญ่ ๆ ก็ตกลงและไหลเทต่อออกไปตามปรกติ แต่ที่เปนบ่อเล็ก ๆ สายน้ำที่ตกลงไปที่ปากบ่อย่อม ๆ แล้ววนในบ่อ ด้วยขอบปากบ่อนั้นสูง แล้วจึ่ไงปไหลลงที่ขอบปากบ่อซึ่งเปนช่องต่ำกว่าที่อื่น ดูเหมือนหนึ่งน้ำไหลลงไปในบ่อนนั้นแล้ววนเสียรอบหนึ่งแล้วจึ่งไหลตกต่อไป ดูก็ขลังขึ้น แต่น้ำไม่ใคร่สอาด สีออกเขียว ๆ เห็นจะเปนด้วยใบไม้สะสมอยู่มาก ที่ปลายศิลาดาดเปนฉง้อนเขาที่แลเห็นน้ำตกสูงแต่ในทเลเดิรออกไปได้ แลเห็นเปนชวากลึกลงไปจนถึงที่เรือจอด ที่ข้างชวากนั้นก็เปนเขาสูงตรงลิ่ว เรียกว่ากุหนุงชิงชังนับว่าเปนที่ดูวิ้วงามแห่งหนึ่งได้ จะหาที่จารึกยากเปนที่สุด เพราะไม่มีศิลาก้อนใหญ่ๆ เหมือนที่น้ำตกทั้งปวง หาได้แง่ศิลาซึ่งติดอยู่กับศิลาดาดนั้นเองแห่งหนึ่ง ได้จารึก จ. ป. ร. และศักราชไว้ ที่พลับพลาบนนี้เขาทำเปนที่ประทับร้อนแต่ไปถูกฝนตกมากอยู่ข้างลำบาก ต้องเปียกกัน กินเข้ากลางวันและจารึกอยู่ประมาณชั่วโมงเศษจึ่งได้กลับ คิดดูระยะทางที่ไปตั้งแต่เรืออุบลสองชั่วโมงเศษ ทางเดิรอยู่ในชั่วโมงหนึ่งถึงเบราตะลากา ขากลับก็ราว ๆ กัน ไปวันนี้อยู่ใน ๑๐ ชั่วโมงกลับมาถึงเรือเวลา ๒ ทุ่ม วันนี้เขานำไข่จันละเม็ดมาให้มากนับด้วยหมื่น แจกกันจนถึงกระลาสีว่าเปนไข่ที่เกาะอาดังอยู่ข้างใต้เกาะลังกาวีไม่สู้ไกล และมีอากรไข่เต่าด้วย กับหวันเตะมารดาพระยาไทรฝากแช่อิ่มมาให้ด้วย เวลาไปในเรือได้สนทนาการงารกับพระยาไทรมาตลอดทาง

วันที่ ๑๒ ลงเรืออุไทยราชกิจ ไปทางเดียวกับเมื่อวานนี้ แต่ไปเลี้ยวออกทางซอกเกาะเล็ก ซึ่งแลเห็นข้างนอกเหมือนลำคลองเล็ก ๆ แต่ครั้นเมื่อเข้าไปในปากคลองนั้น จึ่งเห็นว่าไปในหว่างเกาะซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน และเกาะนั้นบังมิดไม่แลเห็นทเลเลย กุหนุงชิงชังซึ่งไปเมื่อวานนี้กลับอยู่ข้างหลัง แลเห็นวิ้วงามที่สุด ปลายช่องที่เรือจะออกแลดูเหมือนมีช่องพอจุลำเรือ แต่ครั้นเมื่อไปถึงที่ช่องนั้นจึ่งเห็นว่ากว้างใหญ่ เรืออุไทยราชกิจสักห้าลำแล่นเสมอน่ากันออกได้ น้ำนั้นลึก เรือเดิรชิดเกาะห่างเพียงสามวาสี่วาก็มี เปนซอกเปนแซกไปสมกับคำที่ว่าเกาะนี้สนุก ดีกว่าเกาะช่องอ่างทองมาก มีปากช่องแหวกเห็นทเลข้างนอกกว้าง ๆ หลายช่อง ถึงช่องที่สุดตรงทิศตวันตกเปนที่ซึ่งจะไป เลี้ยวชวากเขาเข้าไปหน่อยหนึ่งทอดสมอในที่นั้น ตรงน่าเขาใหญ่มีหาดสั้น ๆ เขาทำพลับพลาไว้ในที่นั้นยาวหลังหนึ่ง สั้นหลังหนึ่ง ทางที่จะเดิรขึ้นไปชันกว่าวานนี้ เพราะต้องเดิรขึ้นไปข้ามเอนในระหว่างเขาต่อเขาต่อกัน แต่ใกล้ไม่เหมือนเมื่อวานนี้ ตำบลนี้คำสามัญเรียกกันว่าดายังมุนติง แต่หลวงปฏิพากย์ว่าอ่านตามตัวหนังสือซึ่งจะเรียกให้เข้าใจกันได้ทั้งมลายูฝั่งตวันออกและตวันตก ต้องว่าปายากมุนเต็ง แปลว่านางมีครรภ์ ความหมายที่ให้ชื่อเช่นนี้จะเห็นว่าทเลใหญ่ฤๅเขาเหมือนครรภ์มารดา ที่ทเลน้ำจืดซึ่งขังอยู่ภายในเขากลางทเลใหญ่เหมือนลูก ที่เช่นนี้ในพระราชอาณาเขตร์เราเห็นจะมีแต่ที่เกาะลังกาวีแห่งเดียว แต่ถ้าจะชี้ตัวอย่างว่าอย่างเดียวกับเช่นมีบ่อย ๆ ในเมืองสกอตแลนด์เรียกว่า เลาะห Loch ก็เข้าใจได้ง่าย ทางที่ลงไปเหมือนปีนลงไปตามปากอ่าง เขาทำทับแคร่เปนที่พักตอนหนึ่งแล้วลงกระไดต่อลงไปตามน่าผาชัน ๆ มีหาดแคบนิดหนึ่งปลูกพลับพลาปักเสาในน้ำหลังเล็ก ๆ สามหลัง มีชานบนและชานล่างลงไปสูงกว่าหลังน้ำหน่อยหนึ่ง มีเรือไว้ให้ลงเที่ยวพายดู แต่ผเอินพอลงเรือไปฝนก็ตกลงมากขนาดใหญ่ ต้องอาบน้ำฝนจนหนาวเต็มทีต้องกลับขึ้นมาเสียคราวหนึ่ง ต่อฝนหายจึงได้ลงดูต่อไปใหม่ ได้ให้เขาวัดที่และหยั่งน้ำทำแผนที่ให้ดู สระนี้รีเปนรูปไข่โดยยาว ๕๐๐๐ ฟิต โดยกว้าง ๑๓๐๐ ฟิต บ้างแคบกว่านี้บ้าง วัดโดยรอบได้ ๘๐ เส้น น้ำลึกเปนแห่ง ๆ ที่ลึกมากตอนข้างตวันตกจนใกล้ฝั่งถึง ๙ วาสองศอก ตอนกลาง ๆ น้ำอยู่ใน ๘ วาเศษ ตลอดตามริมฝั่งอิกสามด้านน้ำฦกอยู่ใน ๗ วา ฝั่งรอบสระเปนเขาสูงและชันเกินที่จะปีนขึ้นได้ทั้งนั้น มีช่องต่ำอยู่สองช่อง คือช่องที่ตั้งพลับพลาเปนด้านเหนือช่องหนึ่งยังสูงมาก แต่ช่องตวันตกนั้นต่ำทีเดียว เขาที่กั้นอยู่ก็บางไม่สักกี่วาเดิรข้ามออกไปก็ถึงทเลใหญ่ ถ้าฤดูลมตวันตกดูเหมือนคลื่นจะตีข้ามเข้ามาในสระได้ ถ้าจะว่าข้างน่ากลัวศิลาที่กั้นนั้นจะพัง จนสระนี้กลายเปนติดกับทเลใหญ่ก็จะเปนได้ ที่ศิลาคั่นนั้นมีถ้ำย่อม ๆ น้ำซึมหยัดอยู่ไม่ขาด น้ำในสระลึกและใสจนเปนสีเขียว ได้ชิมดูรสก็จืดแต่ไม่สนิทเหมือนน้ำลำธาร ออกกร่อยแต่มิใช่กร่อยเปนน้ำเค็ม กร่อยอย่างน้ำพุที่ไทรโยค จะเปนด้วยน้ำขังอยู่แห่งเดียวไม่มีที่ถ่ายไป ย่อมจะกร่อยเปนธรรมดาอย่างหนึ่ง และสังเกตได้ว่าเปนน้ำปูนอย่างไทรโยคแท้ เพราะได้เห็นต้นไม้โค่นลงไปจนอยู่ในน้ำมีตะใคร่ปูนจับ ดูสระนี้เปนที่ประหลาดมากไม่เคยเห็นได้ให้ถ่ายรูปมาด้วยแล้ว

อนึ่งในสระนี้ว่ามีจรเข้ตัวหนึ่ง เปนจรเข้อยู่มาช้านานถือกันว่าขลังคล้าย ๆ จรเข้เจ้า ว่ากล้านัก ใครไปคงจะได้เห็นเสมอ เวลาที่คนไปทำพลับพลาก็ขึ้นให้เห็นทุกวัน พระยามนตรีไปเกณฑ์ให้วางตกางก็ว่าไม่รับ แต่ที่แท้ดูเหมือนจะไม่กล้าวาง เพราะกลัว แขกพวกมลายูนี้เกือบจะมีศาลเจ้าเหมือนอย่างเจ๊ก ไม่ใช่ถือผู้สร้างคนเดียวแท้นัก คล้ายกับไทยเราเกรงใจพระอิศวร แต่ครั้นเวลาไปนี้ก็ไม่ได้เห็นจรเข้ตัวนั้นขึ้น เพราะไม่สู้จะอยู่ช้านัก รีบจะไปดูหนังสือโบราณซึ่งพวกมลายูนับถือกันว่า เปนที่ขลังศักดิสิทธิ์คล้ายศาลเจ้าฤๅพระฉายอย่างหนึ่ง เจ้าเมืองสิงคโปร์คนหนึ่งก็ไดไปดูในที่นั้น แต่กว่าจะกลับมาถึงเรืออุบลได้ถึงบ่าย ๔ โมงกับสามเสี้ยวแล้ว ที่จารึกนั้นอยู่หัวเกาะข้างเหนือ ต้องกลับทวนทางขึ้นไประยะทาง ๓ ชั่วโมงเศษ มืดมัวมีลมจัดแต่ไม่มีคลื่น ไปถึงที่ตำบลนั้นเวลา ๒ ทุ่ม ไม่สู้จะมีใครสมัคขึ้น เพราะมืดซึ้งนักที่ทอดเรือก็ไม่สู้ห่าง แต่แลเห็นเขาที่เกาะพอเปนเงาดำ ๆ เท่านั้น เห็นว่าไหนๆ ได้แล่นกลับมาด้วยความลำบาก ไม่ขึ้นก็ดูใจเสาะนักเปลืองถ่านเปล่า ๆ จึงได้ “กางร่ม” ขึ้นจนได้ มีคนมาตกแต่งและกองไฟรับ เมื่อตีกระเชียงเข้าไปประมาณสัก ๑๕ มินิต และเห็นเขาต่ำ ๆ เปนแหลมยื่นออกมาเหมือนข้อศอก พากันตกลงว่าคงจะไม่เปนเรื่องอะไร ครั้นเมื่อเฃ้าไปใกล้อีกหน่อยหนึ่ง แหลมที่เปนข้อศอกนั้นกลายเปนเกาะเล็ก มีช่องทเลห่างจากเกาะใหญ่ ขึ้นที่เกาะใหญ่มีหาดไม่สู้ยาวนัก เขาก็ต่ำ ๆ แต่วงอ้อม เมื่อเรือเข้าไปถึงเกาะเล็กที่เห็นเปนแหลมนั้นแล้วลมสงัดไม่มีเลย เขาทำตะพานออกมาในทเลยาว ขึ้นตะพานเดิรไปตามหาดประมาณสักเส้นหนึ่ง ก็ถึงต้นมะขามสองต้นกำลังมีดอกเต็ม ต้นมะขามนี้อยู่ตรงน่าที่น่าผาจารึก แต่ไม่เปนเขาเลว ๆ เช่นคาดคะเนกันนั้นเลย เปนเพิงเงื้อมออกมาจนถึงหาด ตั้งแต่น่าเพิงลงมาถึงทเลประมาณสักสามสี่วาเท่านั้น ในเพิงเข้าไปจนถึงเขาประมาณสัก ๑๕ วา แล้วมีซอกเปนถ้ำเข้าไปข้างในอีก เทือกน่าเทวดาที่เกาะม่วยในทเลสาบแต่ใหญ่กว่า ที่จารึกนั้นเปนน่าผาในเงื้อม สูงพ้นจากพื้นดินขึ้นไปประมาณสามวา เปนน่าศิลาราบ เขาปลูกเกยขึ้นไว้ให้ขึ้นไปดู เอาไต้ส่องถ้าถือชูไว้ห่าง ๆ สักสามศอกสี่ศอกแลเห็นตัวหนังสือชัด เปนสีดำออกแดงเหมือนเขียนด้วยน้ำมันอะไรอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเอาไฟเข้าไปใกล้แล้วไม่แลเห็นตัวหนังสือ ถ้าชูไฟไว้เสียให้ห่าง เอามือจับตัวหนังสือไว้ก่อน แล้วจึงเอาไฟเข้าไปใกล้ พิเคราะห์ดูพอแลเห็นว่าสีศิลาที่มีตัวหนังสือนั้นผิดกับที่ไม่มีตัวหนังสือน้อย ๆ ตัวหนังสือเปนหนังสืออาหรับโตประมาณ ๓ นิ้ว เขียนติดกันเปนพืดอย่างหนังสือแขก ตามขวางประทัดสองศอกคืบ ๗ นิ้ว ยาวตามประทัดสามศอกถ้วน ถ้าดูที่พื้นแผ่นดินเวลาเอาไฟส่องไม่เห็นเปนตัวหนังสือดูเหมือนอะไรเปื้อน ๆ เปนแผ่นอยู่ หนังสือนี้ว่ามีผู้อ่านได้บ้างแต่ไม่ใคร่ได้ความ เพราะเปนคำโบราณและลบเลือนเสียบ้าง มีเรื่องราวที่เล่า ว่าลูกเจ้าแขกอาหนับผู้หนึ่งไปแต่งงารกับลูกเจ้าเมืองจีน กลับมาถึงที่นีมีนกตัวหนึ่งชื่อคล้าย ๆ โร็คมาตีเรือแตก เจ้าคนนั้นว่ายน้ำขึ้นมาอาศรัยอยู่ที่นี้ จึงได้จารึกไว้มีเรื่องราวที่แต่งไว้เปนหนังสืออ่านยืดยาว ตำบลนี้เรียกว่า คัวจะริตะ เขาแปลว่าหนังสือโบราณ แต่กระบวรสนทนากับคนเลว ๆ ที่ไปคอยรับอยู่ที่นั้น เพราะหวันหมัดตามไปไม่ทันไม่มีล่ามแขกจะพูด ลงพูดมคธกับเจ้าพวกแขกถามถึงคูหาเปนต้น จึงได้ความว่าคัวนี้คือถ้ำ จะริตะนั้นก็คือจารึก สำเร็จรูปเปน “คูหาจารึก” ตรงทีเดียว แลไม่ได้รู้เค้าเงื่อนมาว่าจะมีถ้ำอื่นต่อไปอีก ต่อเมื่อเดิรดูไปมาพบบันได้ขึ้นไปปากช่องอีกแห่งหนึ่ง พระราชโกษา๑๐ซนขึ้นไปพบถ้ำ จึงได้ขึ้นไปดูถ้ำนั้น อยู่ข้างขึ้นยากต้องเหนี่ยวเส้นหวายซึ่งผูกขึงไว้ สูงประมาณสัก ๖ วา อยู่ข้างซ้ายที่จารึก ถ้ำนั้นเปนปล่องตรงเข้าไปเหมือนเจาะทางรถไฟ ต่อถึงปลายจึงผายออกหน่อยหนึ่ง ยาวประมาณสิบสองสิบสามวา ปากถ้ำมีรอยน้ำหยัด ในถ้ำนี้ไม่มีปล่องข้างใน ควันไต้อบหายใจเกือบไม่ออก มีฝรั่งเขียนชื่อไว้หลายคน ได้จารึกอักษร จ. ป. ร. แลศักราชพอเปนรอย ๆ ไว้ที่ผนังสุดถ้ำ เพราะเปนเวลากลางคืนและร้อนจัด จึงได้รีบกลับมา ลงมาถึง ๔ ทุ่ม เปนอันขึ้นไปไม่ป่วยการเลย ออกเรือในเวลา ๔ ทุ่มนั้น เพราะทางที่จะไปเมืองไทรกลับไกลออกมาอิก ๓ ชั่วโมง จำจะต้องขึ้นแต่เช้าทันคราวน้ำ แต่ก็เปนเคราะห์ดีที่ได้กลับทันในเวลานั้น เมื่อเรือมาเห็นพยุมืดตั้งอยู่ข้างหลังไล่กระชั้นเข้ามาแต่ไม่ถูกปลอดไป พระยาไทรบุรีกับพระยามนตรีล่วงน่าไปคอยรับที่เมืองไทรบุรีแต่เวลาคืนนี้ เพราะน้ำเรือไฟจะเข้าได้ฉเพาะเช้ามืดเวลาเดียว ถ้าจะรอไปต่อพรุ่งนี้จะถึงให้พร้อมกันไม่ทันเวลา

วันที่ ๑๓ เรือมาทอดที่น่าปากอ่าวเมืองไทรเวลา ๑๐ ทุ่ม ๑๕ มินิต มีคลื่นแคลงอยู่บ้าง เวลาย่ำรุ่งกับ ๒๐ มินิต ลงเรืออุไทยราชกิจเจ้าไปในอ่าวเมืองไทร มีทุ่นหุ้มผ้าดำข้างหนึ่งหุ้มผ้าขาวข้างหนึ่งรายตลอดเข้าไปตามร่อง ตั้งแต่เรือไปประมาณครึ่งชั่วโมงถึงที่ปากอ่าว ถัดแหลมป้อมเก่าเข้าไปทำโรงโปลิศ ฝาขัดแตะถือปูนยาวหลังหนึ่ง อีกหลังหนึ่งฝาขัดแตะถือปูนพื้นสองชั้นเปนที่อยู่ผู้รักษาด่าน อีกหลังหนึ่งฝาขัดแตะถือปูนเหมือนกัน เปนออฟฟิศโทรศัพท์ เขามีโทรศัพท์ตั้งแต่ปากน้ำขึ้นไปจนถึงเมือง ระยะทาง ๕ ไมล์ ลงทุนทำ ๗๐๐ เหรียญ ต่อเข้าไปข้างในทั้งสองฟากน้ำ มีเรือนพวกคนหาปลาสามหมู่ใหญ่ ๆ หมู่หนึ่งหลาย ๆ สิบหลังเรือน ผิดกันกับที่เมื่อมาครั้งก่อน เรือนจะมากขึ้นกว่าเก่าสักสามสี่เท่า จนเจ้านายที่มาชั้นหลังครั้งกรมหลวงเทวะวงศ์มาขึ้นเดิรที่เมืองไทร ก็ยังเห็นว่าแปลกขึ้นมาก มีเรือออกมารับปักธงฃ้างท้ายเรือสัก ๑๖-๑๗ ลำ  แต่ไม่ใช้ฆ้องใช้โห่อย่างธรรมดาเมืองแขกพายเรียบร้อยไปเหมือนอย่างเรือไทย เรือนั้นย่อมตกแต่งหมดจดมีทาสีใหม่เปนต้น คนที่พายก็แต่งตัวมีเสื้อเหมือน ๆ กัน มีเรือที่นั่งทรงที่นั่งรองเปนเรือคอนโดเลอเก๋งพาย ทำไปจากที่กรุงเทพ ฯ มาในหมู่นั้นด้วย พบเรือเมล์เดิรสวนลงไปสองลำ ชักธงช้างทั้งสองลำเพราะพระยาไทรเช่าลำหนึ่ง พระยาปลิตเช่าลำหนึ่ง ใช้ในการรับเสด็จ เรือสองลำนี้เดิรผลัดกันวันละลำ สำหรับบรรทุกเข้าสารโคเปดไก่ฟืนและดีบุก ซึ่งเปนสินค้าออกจากเมืองไทรไปเมืองปินัง ถัดหมู่บ้านที่ปากน้ำขึ้นไป ริมน้ำเปนต้นไม้รกขึ้นไปประมาณสักชั่วโมงหนึ่ง ต่อขึ้นไปจึงเปนท้องนา ริมน้ำเปนสวนจาก มีเรือที่ลงมารับจอดรายอยู่ตามข้างฝั่งอีกหลายลำ ว่ากำหนดที่จะให้เรือแห่เล่านี้ออกไปรับถึงที่เรือไฟทอด แต่เมื่อคืนนี้มีคลื่นจัดจึงได้พากันถอยหลบขึ้นมา เวลาเช้าลงไปไม่ทัน เรือเหล่านี้พายตามขึ้นมาทันกันกับเรือไฟ ตั้งแต่หมู่สวนจากขึ้นมานี้มีบ้านคนราย ๆ ขึ้นไป จนถึงหัวแหลม ซึ่งเปนที่เลี้ยวขึ้นไปถึงเมืองมีโรงสีไฟโรงหนึ่ง น่าโรงมีตึกสองชั้นสี่เหลี่ยมอยู่ริมน้ำ โรงสีไฟนี้เปนของจีนลิมเชียดแซ่หลิม เปนคนอยู่ในบังคับอังกฤษ ทำสัญญากับเมืองไทร ขอตั้งโรงสีไฟมิให้ผู้ใดตั้งแข่งขึ้นอีกในกำหนด ๒๐ ปี ได้ลงมือทำมาปีหนึ่งแล้ว ตั้งแต่โรงสีนี้ฃึ้นไปลำน้ำเปนสองแยก ที่ในระหว่างน้ำสองแยกนั้นเปนเมือง เดี๋ยวนี้เปนตึกสองชั้นอย่างเมืองปินังเต็มตลอดไป ดูแน่นหนาจนจำเค้าเก่าไม่ได้เลย ตามริมน้ำก็มีถนนตลอด ตั้งแต่โรงสีขึ้นมาตกแต่งผูกธง มีผ้าเขียนตัวหนังสือเวลคัม ตามถนนก็ปักเสาแขวนธงประฎาก เปนธงช้างตลอดทั่วไปทุกแห่ง จนน่าต่างตีกร้านผูกผ้าแดงห้อยธงทั่วทุกแห่ง ตะพานน้ำที่ขึ้นทำใหม่เปนตะพานข้างน่าตะพานข้างใน มีโรงใหญ่เปนที่เจ้าเมืองกรมการลงมายืนรับ ที่ข้างน่าพวกเจ้าเมืองกรมการแต่งตัวเต็มยศสวมเสื้อเยียระบับ พวกจีนแต่งตัวอย่างผู้ดีจีนยืนรายตามถนน มีทหารซิกแถวหนึ่งประมาณ ๕๐-๖๐ คน และกลองโน่บัด ซึ่งเปนกลองสำหรับเมือง ลงมาคอยยืนรับอยู่ตรงน่าโรงตะพาน พอเวลาเรือถึงก็ประโคมโน่บัด กลองโน่บัดนี้เปนยศโบราณอย่างหนึ่ง สำหรับตำแหน่งสุลต่านเมืองไทร ถามดูเมืองอื่นก็ว่าไม่มี อยู่ข้างจะนับถือกันขลัง คล้าย ๆ มโหรทึกในกรุงเทพ ฯ เปนเครื่องประโคมสำหรับเจ้าเมืองคนเดียว เวลาที่เจ้าเมืองตาย ยังไม่ได้ตั้งเจ้าเมืองต้องหยุดโน่บัดประโคมไม่ได้ ต่อเลือกผู้ใดเปนเจ้าเมืองขึ้นใหม่ให้ประโคมโน่บัดให้ผู้นั้นแล้ว จึจงได้ยกศพเจ้าเมืองเก่าได้ แต่เมื่อครั้งพระยาไทรไซนารชิด๑๑ตาย ยังไม่ตกลงว่าผู้ใดจะเปนเจ้าเมือง ประโคมโน่บัดไม่ได้ การที่จะยกศพเปนการขัดข้อง มีถ้อยคำร้องกันขึ้น ครั้งนั้นพระยามนตรีสุริยวงศ์เปนข้าหลวงอยู่ในที่นั้น ได้ตัดสินให้ประโคมโน่บัดให้แก่ข้าหลวงกรุงเทพ ฯ เปนการตกลงกันไปครั้งหนึ่ง พระยาไทรอับดุลหะมิดผู้นี้พึ่งได้ประโคมโน่บัด ต่อเมื่อรับตำแหน่งออกมาจากกรุงเทพ ฯ แล้ว ที่น่าบาไลบะซาร์ คือศาลากลางที่ว่าการของเจ้าเมืองมีโรงกลองโน่บัด สำหรับประโคมเวลาเช้าเวลาเย็นเวลาหนึ่งทุกวัน แต่วันศุกร์มีประโคมกลางวันขึ้นอีกเวลาหนึ่ง รับท้องตราต้องมีโน่บัดลงมารับทุกคราว ในการรับเสด็จครั้งก่อนก็มีเหมือนกัน นอกจากกนั้นไม่ได้ใช้ที่อื่นเลย ถึงว่าเจ้าเมืองจะไปอยู่แห่งใด คงประโคมอยู่ที่โรงน่าบาไลบะซาร์แห่งเดียว เครื่องประโคมโน่บัดนั้นสำหรับหนึ่ง คือ โรตันดะรายา หวายหุ้มสักกะหลาดเหลืองยาวประมาณสี่ศอกอันหนึ่ง โน่บัดกลองน่าเดียวตัวกลองเปนไม้หุ้มสักหลาดเหลืองก้นกลองกลึงเหมือนเค้าโถ ขึงด้วยหนังแพะ แต่โบราณว่าขึงด้วยหนังศีร์ษะคนมีไม้ตีสองอันใบหนึ่ง สะระใน๑๒ปี่คันหนึ่ง นาปิรี แตรเงินคันหนึ่ง คอง ฆ้องขนาดฆ้องไชยฆ้องหนึ่ง คึนดัง กลองสองน่าตัวกลองหุ้มด้วยสักหลาดเหลือง มีสายตะพาน ขึงด้วยหนังแพะข้างหนึ่ง หนังเสือข้างหนึ่งมีไม้ตีอันเดียวเหมือนกลองชะนะสองกลองคู่กัน เพลงที่ตีนั้นเสียงแปลกหู แต่นับเนื่องอยู่ในหมวดปี่กลองมลายู

ที่ข้างในมารดาพระยาไทรบุรีแลพวกผู้หญิงลงมาคอยรับ เมื่อขึ้นบกทักทายปราไสกรมการทั้งปวงแล้ว ขึ้นรถกับลูกชายใหญ่ ให้พระยาไทรกับพระยามนตรีขึ้นมาด้วย ส่วนรถฃ้างในหวันเต๊ะมารดาพระยาไทร หวันหยา๑๓มารดาพระยาไทรไซนารขิต ตวนอีตำภรรยาพระยายุทธการ เจะดาราภรรยาพระยาสุรพลขึ้นไปในรถด้วย เขาปลูกเปนพลับพลาที่พักไว้ที่มุมถนนแขกตรงท่าขึ้นมาอีกหมู่หนึ่งหลายหลังไม่ได้ขึ้น เลยตรงมาทางน่าบาไลบะซาร์ ไปที่ตึกอะนะบูเกตทีเดียว ตามทางก็ปักเสาธงช้างแลมีซุ้มใบไม้ราย ๆ กันตลอดไป ระยะทางถึง ๔ ไมล์ เมื่อถึงที่อะนะบูเกตแล้ว รถอ้อมเข้าไปขึ้นทางข้างใน เมื่อชักธงสแตนดาดขึ้นเสาจึงได้สลุต แล้วออกไปนั่งที่ท้องพระโรง พวกเมืองไทรแลเมืองปลิตมาหา แต่เมืองสตูลตามมาไม่ทัน วันนี้เจ้านายแลข้าราชการที่มาแต่งตัวครึ่งยศติดตรา

เดิมกำหนดว่าเวลาบ่ายจะไปเที่ยว แต่เมื่อถึงเวลาฝนตกมากจึงได้เลยนั่งสนทนาอยู่กับพระยาไทรแลผู้อื่น พระยาไทรบอกขอจะทำวังที่อะนะบูเกตนี้ใหม่ ด้วยที่เดิมเล็กนัก แต่จะขอตัวอย่างว่าอย่างไรจะเปนที่ชอบใจ ได้รับยอมให้กรมสรรพสาตรเขียนแปลนให้

อนึ่งพระยาสุนทรานุรักษ์๑๔ออกมาคอยรับอยู่ที่เมืองไทร ๒๐ วันมาแล้วได้พูดจาไต่ถามถึงเรื่องหนทางในระหว่างเมืองไทรกับเมืองสงขลา พระยาสุนทราว่าทางในเมืองแขวงเมืองสงขลาน้ำท่วมมากว่าข้างแขวงเมืองไทร บางตอนถึงหกศอกเจ็ดศอก ด้วยทางเดิรที่ตัดไปนั้น ประสงค์แต่จะให้ตรงอย่างเดียว ถูกที่พรุต่ำประมาณสักร้อยเส้น ตะพานที่ต้องข้ามน้ำอยู่เดี๋ยวนี้ถึง ๗๐ ตะพานกว่า ข้างเมืองไทรก็ต้องมีตะพานมากเหมือนกันแต่ยังชั่วที่น้ำไม่สู้ท่วมมาก ตะพานที่ทำนี้ก็ชั่วเปนแต่ตะพานรับเสด็จ พอฤดูน้ำน้ำมาก็พังหมด ใช้ได้แต่เปนทางช้างเดิรต้องลุยน้ำ ถ้าจะคิดจัดให้เปนทางเกวียนเดิรไปมาได้เสมอ ในแขวงสงขลากจะต้องตัดทางใหม่ ย้ายตอนที่ลงพรุให้ขึ้นไปชายเขา ซึ่งเปนทางเดิรเล็กมีอยู่แล้ว อ้อมออกไปประมาณร้อยเส้น แลจัดให้มีคนรักษาให้ดีอยู่เสมอ ก็จะเปนประโยชน์ด้วยกันทั้งสองเมือง พระยาไทรรับจะจัดให้มีคนงารประจำรักษาอยู่ ๕๐ คน ข้างพระยาสุนทราก็จะจัดเหมือนกัน แต่ค่าจ้างช้างบันทุกสินค้าซึ่งเดิรอยู่ทุกวันนี้เที่ยวหนึ่งถึงเจ็ดเหรียญ บันทุกได้น้อย ถ้าเปนเกวียนจะบันทุกได้จุ ทุกวันนี้สินค้าที่เดิรไปมาทางเมืองนี้มีมาก ของที่ออกมาจากเมืองสงขลาคือโคกระบือเปดไก่ส้มเปนต้น ที่เข้าไปจากเมืองไทรเปนสินค้าเกาะหมาก

เวลาเย็นเห็นพระยาไทรอดนอนบอบช้ำเหน็ดเหนื่อยมาก จึงไล่ให้กลับไปพักเสีย ได้ทราบว่าตั้งแต่รู้ข่าวก็ได้ยกมาตั้งจัดการอยู่ที่อะนะบูเกตนี้เดือนหนึ่งมาแล้ว การที่ตกแต่งที่ทางรับรองมากมายใหญ่โตกว่าครั้งเจ้าพระยาไทรรับครั้งก่อน๑๕ เวลาเย็นฝนหายได้เดิรเที่ยวดูในบริเวณอะนะบูเกต อยู่ข้างจะเปนโคลนเลอะเทอะบ้างแต่พอเดิรได้ ที่ตำบลนี้ตั้งอยู่ริมถนนซึ่งเปนทางจะไปเมืองสงขลา ฉะเพาะอยู่ที่ตรงหัวแง่ลำคลอง เมืองไทรเลี้ยวโอบเปนปลายแหลม มีลำคลองเล็กตัดวงรอบในเข้ามาเกือบจะบันจบรอบเปนเกาะ ยังมีดินเปนเอ็นติดอยู่กับที่สวนซึ่งมารดาพระยาไทรซื้อใหม่หน่อยหนึ่ง เดี๋ยวนี้เขาลงมือขุดคลองตัดตั้งแต่คลองเล็กออกไกปหาลำคลองใหญ่จะให้ขาดเปนเกาะ แต่คิดจะลงเขื่อนอิฐยังไม่ได้เปิดทำนบ แต่เดิมบริเวณที่อยู่แต่รอบในซึ่งเปนสวนส้ม เดี๋ยวนี้ขยายออกไปข้างนอกอีกรอบจนตกลำแม่น้ำ ตรงตะพานที่ฃ้ามเข้ามาจากถนน ปลูกเรือนใหญ่หลังหนึ่งเปนที่พักเจ้านายข้าราชการ มีโรงครัวโรงหนึ่งต่างหาก ต่อเข้ามาข้างในตามริมน้ำปลูกเรือนสี่เหลี่ยมมีห้องหลังละสี่ห้องรายกันไปสี่หลัง เรือนสองหลังมีโรงครัวอยู่ในระหว่างกลางโรงหนึ่ง ชักหลังคาตั้งแต่โรงครัวมาบันจบเรือนทั้งสองหลัง เปนทางสำหรับยกของเลี้ยงในเวลาฝนตก ในเรือนสี่เหลี่ยมหลังสุดคือที่สี่นั้นจัดเปนโรงบิลเลียด ต่อไปมีโรงทหารปลูกหันน่าออกข้างนอกสามด้าน ครัวสกัดหลังใหญ่ยาวเหมือนอย่างพระระเบียง ต่อไปมีโรงทหารซิกสำหรับเมืองแถวยาวฃวางแต่ถนนลงไปหาลำแม่น้ำสายหนึ่ง ด้านหลังมีเรือนพระยามนตรีหลังหนึ่ง เรือนพระยาไทรหลังหนึ่ง ต่อออกไปข้ามคลองซึ่งขุดใหม่เปนที่สวนปลูกหญ้าแลปลูกต้นไม้ต่างๆ กว้างใหญ่จนจดถึงสวนมารดา ปลูกโรงบังชาวันละคอนแขก มีพลับพลาอย่างพลับพลายาวเปนมุขลาดดาดสี เว้นแต่ช่อฟ้าเปนช่อฟ้าแขก ด้านสกัดอีกด้านหนึ่งในสวนของมารดาปลูกโรงครัว แลที่พักมารดากับพี่น้องผู้หญิง ยกกันออกมาอยู่ที่อะนะบูเกตนี้หมด เรือนแลโรงเหล่านี้ รายอยู่รอบเนินเขาซึ่เงปนตึกที่ไปอยู่ ตัวตึกนั้นเดิมทำไม่มีข้างในข้างน่า มีห้องที่อยู่ชั้นบนแต่สองห้อง ห้องกินเฃ้าห้องหนึ่ง ห้องรับแขกห้องหนึ่ง ครั้งนี้ปลูกท้องพระโรงฝากระดาน เติมคร่อมออกไปฃ้างน่าหลังหนึ่ง กับก่อตึกสามห้องแอบขึ้นไปตามมุขเดิมอีกหลังหนึ่ง ยกตึกเปนที่ข้างในทั้งสิ้น กั้นรั้วรอบเชิงเขากันสวนส้มแลสวนลมุดไว้เปนข้างใน เครื่องตกแต่งก็เปนของที่จัดซื้อใหม่ เก้าอี้อย่างดีถึงสามสำรับ เครื่องตู้ต่างอันใดเปนอย่างที่พระนายสรรเพ็ธ๑๖สั่งเข้ามาใหม่ๆ นี้ทั้งสิ้น เรือนเจ้านายข้าราชการก็มีเตียงนอนโต๊ะกินเฃ้าเหมือนอย่างโฮเตล อาหารเลี้ยงมีกับเฃ้าฝรั่งจ้างคนครัวคนใช้มาจากโฮเตลเมืองปินังหลายสิบคนเลี้ยงอย่างดีตลอดไปจนถึงทหาร ดูเปนที่ชอบใจสรรเสริญกันมาก แต่ครัวของฉันนั้น มารดาพระยาไทรเปนผู้ทำ เปนอาหารอย่างแฃกแท้ไม่มีกับเข้าฝรั่งกับเฃ้าไทยเจือปน ตั้งแต่ฉันขึ้นไปอยู่ที่เมืองไทรได้กินกับเข้าไทยกับเข้าฝรั่งมื้อเดียว เมื่อยังไม่รู้ว่าดีร้ายประการใดแลยังไม่ลงร่องรอยกันเรียบร้อย แต่เมื่อแรกมาก็กินกับเข้าแขกทั้งเช้าทั้งค่ำแลของว่างด้วยอีกเวลาหนึ่ง อาจจะปฏิญาณได้ว่าไม่ได้กินหมูเลยจนกระทั่งกลับจากเมืองไทร พึ่งได้มีความคิดเห็นว่าอาหารของพวกแขกจะกินได้จริงในครั้งนี้ เพราะที่ได้ไปเห็นมาแต่ก่อนๆ อยู่ข้างเหลือทนเสียโดยมกา มีดีแต่ที่ตรังกานูกับที่กลันตันก็เปนบางสิ่ง แต่ที่นี่เขาทำดีมีของกินได้เสมอทุกเวลา มีรสชาติแปลกประหลาดกว่าที่ “เคยรับ” มาแต่ก่อน เปนแต่อยู่ฃ้างจะเนยมากอยู่สักหน่อยหนึ่ง ขนมแลผลไม้แช่อิ่มอยู่ข้างจะพิสดาร ใช้อย่างละมากมากสิ่ง สิ่งละเล็กละน้อยทั้งสิ้น การที่รับรองทั้งปวงเห็นเปนตั้งใจจัดจริงๆ คิดทั่วถึงทุกอย่างไม่มีสิ่งใดซึ่งจะว่าเปนแต่พอใช้ได้เลย

เดิมได้ข่าวจากพระยาไทรที่เกาะลังกาวีว่า กรมหลวงเทวะวงศ์มาถึงเมืองปินังแต่เห็นเร็วเกินไปก็ไม่สู้เชื่อ ครั้นเวลาวันนี้ได้หนังสือมิสเตอรนิวเบราเนอ๑๗ ว่าเอกติงคอเวอนเนอให้เอดดิกงมีหนังสือมา จะขอให้ไปให้ทันในการเต้นรำวันเกิดกวีนในวันที่ ๒๓ แลเรสิเดนต์เคาน์ซิลเลอจะขอให้ไปดินเนอในวันที่ ๒๑ ได้จดหมายให้บอกว่าจะไปถึงเมืองสิงคโปร์ไม่ทันกำหนดนั้นได้ แต่ที่จะไปเมืองปินังนั้นได้ทราบกำหนดว่ากรมหลวงจะมาถึงต่อวันที่ ๑๕ น่าจะเปนเวลาเย็นค่ำ ถ้าจะไปถึงในวันที่ ๑๖ จะไม่ได้ฟังการร้ายดีอันใดก่นอ จึงได้กำหนดเลื่อนไปเปนวันที่ ๑๗ เพื่อจะให้เปนที่ยินดีแด่พระยาไทรที่เขาได้ตั้งใจจัดการรับรองเปนที่ชอบใจ จึงได้อยู่ต่อไปอีกวันหนึ่งด้วย

  1. ๑. พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่น บุนนาค)

  2. ๒. เจ้าพระยาพลเทพ (พุ่ม) ที่สมุหพระกลาโหม ต่อมาเปนเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์

  3. ๓. พระยาตรังคภูมาภิบาล (เอี่ยม ณนคร) เปนบุตรเจ้าพระยานคร (น้อยกลาง) ต่อมาโปรดฯ ให้กลับไปรับราชการเมืองนครศรีธรรมราช เปนพระยาบริรักษ์ภูเบศร์

  4. ๔. คือเจ้าพระยาสุรวงศ์วัยวัฒน์ (วอน บุนนาค) ที่สมุหพระกลาโหม ซึ่งเปนเจ้ากระทรวงบัญชาการหัวเมืองนั้น

  5. ๕. เจ้าพระยาภาณุวงศ์ (ท้วม บุนนาค) สำเร็จราชการต่างประเทศ

  6. ๖. เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ตีเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๒

  7. ๗. เนื่องในการเสด็จประพาสเมืองตรังครั้งนี้ ทรงตั้งพระอัษฎงคตทิศรักษา (คอซิมบี้ ณระนอง) เปนพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ผู้ว่าการเมืองตรังต่อมา

  8. ๘. หลวงธานินทร์นิพัทธเปนน้องของหวันต๊ะมารดาเจ้าพระยาไทร

  9. ๙. เจ้าพระยาไทร (อหมัด) บิดาพระยาไทร (อับดุลฮามิด)

  10. ๑๐. พระราชโกษา (หรุ่น วัชโรทัย) เดี๋ยวนี้เปนพระยาอุทัยธรรม

  11. ๑๑. เปนบุตรเจ้าพระยาไทร (อหมัด) เปนพี่ต่างมารดากับพระยาไทร (อับดุลหะมิด)

  12. ๑๒. เห็นว่าจะเปนคำเดียวกับที่เขามาเรียกว่า “ปี่ไฉน” นั้นเอง

  13. ๑๓. หวันหยาคนนี้เปนไทย

  14. ๑๔. พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม ณสงขลา) ผู้รั้งราชการเมืองสงขลา ต่อมาได้เปนพระยาวิเชียรคิรี ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา

  15. ๑๕. คือครั้งเสด็จกลับจากอินเดียมาขึ้นที่เมืองไทร เสด็จทางสถลมารคไปลงเรือที่เมืองสงขลา

  16. ๑๖. เจ้าหมื่นสรรเพ็ธภักดี (บุศย์ เพ็ญกูล)

  17. ๑๗. เปนที่หลวงทวีปสยามกิจ ตำแหน่งกงซุลสยามที่เมืองเกาะหมาก ต่อมาได้เลื่อนเปนพระ และเปนกงซุลเยเนอราล

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ