พระราชหัตถเลขาฉบับที่ ๑

เรือพระที่นั่งอุบลบุรทิศทอดปากอ่าวเมืองสงขลา

วันที่ ๒๑ กรกฎาคม รัตนโกสินทร ๒๒ศก ๑๐๘

ถึงท่านกลางแลกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ

ด้วยระยะที่ฉันออกมาครั้งนี้ ไม่ตรงกันกับโปรแกรมที่กะไว้เดิม ต้องยักเยื้องไปตามเวลาที่ได้ช่องลมจัดไม่จัด แลตามความประสงค์ที่จะเที่ยวไปมาไม่จำเปนที่จะต้องเอาเปนแน่ จึ่งขอเล่าเรื่องพอให้ทราบตามระยะที่ได้มาแล้ว

ในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม เวลาบ่าย ๔ โมงหย่อนเล็กน้อยออกจากเมืองสมุทปราการ เวลาหัวค่ำมีลมจัดคลื่นไม่สู้มากนัก แต่ฉันเมาเสียตั้งแต่พอเยี่ยมปากอ่าวออกมา ด้วยเวลาเย็นนั้นถึงอยู่บนบกก็ออกเมาๆ อยู่ทุกวัน เปนเวลาไม่สบาย กระทบคลื่นเข้าก็ยิ่งเมามาก ต้องนอนอยู่กับที่ลุกขึ้นไม่ได้ ถ้านอนอยู่ก็สบายเหมือนปรกติ

วันที่ ๑๒ เวลาเช้าโมงเศษ ทอดที่อ่าวเกาะหลัก ห่างฝั่งประมาณ ๕๐ เส้น อ่าวนี้กว้างประมาณ ๓ ไมล์ แลดูฝั่งข้างในเห็นเขาติดเปนเทือกยาวเหมือนเมืองปราณ ที่ริมหาดมีเขาหัวแหลมทั้งข้างเหนือข้างใต้ ที่ตรงเขาเลาหมวกปลายแหลมข้างใต้ออกมามีเกาะอยู่ใกล้ๆ กันสามเกาะ ในสามเกาะนั้นเกาะหนึ่งที่เรียกว่าเกาะหลักเปนชื่อของอ่าวนี้ ที่ริมฝั่งกลางอ่าวมีเขาลูกหนึ่งเปนช่องเขาทลุโต เวลาเช้า ๒ โมงขึ้นบกเปนเวลาน้ำลง มีหาดทรายมูลเป็ดยื่นออกมาในน้ำยาว ต้องลงเรือเล็กเข็นขึ้นไปถึงบนฝั่ง มีบ้านเรือนคนประมาณร้อยหลัง มีวัดวัดหนึ่ง คนอยู่ที่นี้ตัดฝางตัดไม้ขายเปนพื้น ทำนาแต่เข้าไม่พอกิน ต้องไปซื้อเมืองประจวบคิรีขันธ์บ้าง เพ็ชรบุรีบ้าง การทำปาณาติบาตก็ทำอยู่แต่พอกินไม่เปนท่าซื้อขายมากเหมือนเมืองปราณ มีโป๊ะอยู่ลูกหนึ่ง ได้พบบุตรหญิงพระยาสุรเสนา คง เปนที่พระอนุรักษ์โยธา ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี่คนหนึ่ง กับคนค้าขายมาจากเมืองเพ็ชรบุรีคนหนึ่ง มาแต่เมืองกำเนิดนพคุณคนหนึ่ง ถามได้ความหลายอย่าง ในคำแจ้งความทั้งปวงนั้นว่าผู้ร้ายชุมนัก มาทั้งทางน้ำทางบก ผู้ร้ายนั้นเปนไทยพูดเสียงชาวนอกเปนพื้น การที่จะรักษาบ้านของชาวบ้านพวกนี้ ถ้ารู้ว่าผู้ร้ายมาแล้วก็หลบหลีกไปซุ่มซ่อนนอนเสียในป่า ถ้าผู้ร้ายไม่ได้ตัวเจ้าของบ้านแล้วก็ไม่กล้าเข้าปล้น ด้วยกลัวว่าชาวบ้านจะคิดอุบายซุ่มซ่อนคอยนั่งรายสกัดทาง ถ้าได้ตัวเจ้าของบ้านแล้วก็ทุบตีเร่งเอาทรัพย์ ถ้าได้ทรัพย์แล้วใช้ให้เจ้าของบ้านนำไปส่งถึงในป่าหรือในเรือที่มา ให้ร้องประกาศว่าเต็มใจให้โดยดี ผู้ร้ายปล้นชิงทรัพย์สมบัติเช่นนี้มีหลายครั้งมาแล้ว ชุมจัดอยู่ในระหว่างตั้งแต่เมืองเพ็ชรบุรีไปจนถึงเมืองกำเนิดนพคุณ ราษฎรพากันกลัวครั่นคร้ามไปด้วยอุบาย คำฦๅว่าผู้ร้ายพวกนี้ผู้ใดยิงไม่ออก จึงมีความหวาดหวั่นมาก เห็นว่าจะต้องกันกับใบบอกพระยาเพ็ชรบุรี ที่มีเข้าไปเมื่อก่อนน่าจะออกมานี้ ขอให้เตือนเจ้าพระยาพลเทพ ให้คิดจัดการปราบปรามผู้ร้ายเหล่านี้ตามที่ได้สั่งไว้นั้น

ขึ้นไปอยู่บนบกประมาณชั่วโมงหนึ่งกลับมาลงเรือ เวลาบ่ายมีลมมีคลื่นด้วยฝนตกบนฝั่ง ฉันหายเมาเปนปรกติแล้ว เวลาเย็นดูคลื่นค่อยสงบลง แต่เห็นว่าลมยังจัดนัก จะออกไปกลัวจะถูกคลื่นมากจึงได้จอดนอนอยู่ที่นั้น จันทรุปราคาจับเวลา ๘ ทุ่ม ๒๑ มินิต ต่อสามยามจึ่งได้ยินชาวบ้านยิงปืนแลที่วัดตีกลอง ออกเรือเวลา ๑๐ ทุ่ม

วันที่ ๑๓ เช้ามีลมจัดแต่ไม่มีคลื่น ต่อกลางวันจึงมีคลื่นอยู่ข้างจะเมากันยับเยิน แต่ฉันอยู่ตัวแล้ว เวลาบ่าย ๔ โมงถึงเมืองชุมพร วันนี้เปนฝน ฝนมัวครึ้มไปยังค่ำ ๕ โมงเศษลงเรือไปขึ้นบกที่น่าตึกปากน้ำ พระยาชุมพรกับพระยาไชยามาคอยรับ ตกแต่งลบปิกเชอที่ผนัง หุ้มผ้าแดงเสา ปูเสื่อเรียบร้อยขึ้น แต่ลมพัดจากหมู่บ้านมาที่ตึก เหม็นเหลือกำลังที่จะทนได้ พอเดิรขึ้นดูบนตึกแล้วก็กลับมาลงเรือ ฝนตกพรำไปเสมอไม่ใคร่มีเวลาเว้น ถามพระยาชุมพรแจ้งว่าคนที่หนีนั้นกลับมามาก แต่นาทำยังไม่ได้ผลบริบูรณ์ด้วยฝนแล้ง ได้แต่เข้าไร่ แลไข้เจ็บยังมีชุกชุมอยู่ เวลา ๑๑ ทุ่มออกเรือมีคลื่นแต่ลมสงบ

วันที่ ๑๔ เวลาเช้าโมงเศษถึงเกาะง่าม ทอดใกล้เกาะน่าตวันออก แลเห็นปากถ้ำเปนโพรงๆ ที่เขานั้นมีต้นไม้น้อยแลเห็นศิลามาก ที่เกาะนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าได้ประทับถอดพระเนตรรังนกแต่ก่อน ฉันจำได้ว่าได้ตามเสด็จ แต่ครั้นเมื่อตีกระเชียงเข้าไปใกล้ ปากถ้ำที่ลงถึงน้ำเรือเข้าได้แต่ก่อนนั้น มีก้อนศิลาตกลงมาขวางเสียเรือเข้าไม่ได้ จะขึ้นก็ยากเพราะมีคลื่น ด้วยเกาะนี้เมื่อถูกปลายใต้ฝุ่นครั้งก่อนพังลงมามาก ตีกระเชียงอ้อมไปรอบเกาะ เห็นทับเล็กๆ ซึ่งปลูกไว้ตามก้อนศิลา สำหรับคนรักษาเกาะอาศรัยเฝ้ายามหลายหลัง ที่ย่านกลางเกาะเปนที่ประชุมคนมีทับอย่างเขื่องๆ หลายหลัง แลศาลเจ้าก่ออิฐหลังเล็กๆ หลังหนึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขา ที่ริมน้ำตรงนั้นลงมามีถ้ำรังนกถ้ำหนึ่ง มีรังนกอยู่ประมาณสักสามสิบสี่สิบรัง ต้องขึ้นไปดูแก้กระหายไปพลาง แต่ไม่มีเครื่องมือที่จะแซะ จีนผู้รักษาเอาไม้ไผ่กระทุ้งลงมาให้ดูเปนตัวอย่างสัก $\left. \begin{array}{}\mbox{๑๑ } \\\mbox{๑๒ }\end{array} \right\}$ รัง แต่เห็นมีตัวจับอยู่มากจึ่งได้ห้ามเสีย ไม่ให้กระทุ้งต่อไป เวลา ๓ โมงเช้าออกเรือ ฝนตกแลมืดครึ้มไม่มีแดดเลย

เวลาเช้า ๕ โมงเศษ ถึงเกาะลังกาจิ๋วซึ่งพระยาไชยาจัดไว้รับ รูปร่างเกาะก็คล้ายกันกับเกาะง่าม แต่ที่นี่มีหาดทรายยาวท่วงทีดีกว่ามาก ลงเรือไปที่ด้านเหนือมีถ้ำสองช่องเหมือนภูเขาหลังโรงละคอน ช่องข้างตวันตกเรือสิบสองกระเชียงเข้าไปได้พอหมดลำ แล้วมีซอกพอเรือเล็กๆ ออกไปตกทเลข้างนอกได้อีกช่องหนึ่ง มีรังนกจับอยู่บ้างเล็กน้อย แต่อยู่สูงสอยไม่ถึง ออกจากถ้ำนั้นมาเข้าถ้ำข้างตวันออก เรือกระเชียงก็เข้าไปได้เหมือนกัน แต่ระยะทางยาวต้องใช้เรือทอดเปนตะพานเข้าไปอีกลำหนึ่ง ถ้ำนี้ใหญ่กว้างพื้นชันขึ้นไปสูง เต็มไปด้วยมูลนก มีปล่องแสงสว่างสองปล่องนกจับมาก ที่นี่เขาลงตะแกรงให้ดูตามวิธีที่เก็บรังนก ครั้นจะพรรณาให้ฟังละเอียดก็จะยืดยาวนักไป น่าดูมากเพราะเปนการประหลาดไม่เคยเห็น แต่น่าสงสารนกมากเหมือนกัน ด้วยลูกเล็ก ๆ ที่ยังบินไปไม่ไหวต้องตกจากรังมาก ออกจากถ้ำนี้อ้อมไปน่าตวันตก ขึ้นที่หาดแต่เปนหาดมีกะรังขึ้นยาก เขาทำปะรำไว้รับ มีถ้ำเล็กๆ เรียงกันไปสามถ้ำ ถ้ำกลางเรียกถ้ำคลองควาย มีรังนกที่ขาวบริสุทธิดีประมาณสักร้อยรัง ไม่มีตัวนกเลย ที่นี่ฉันได้แซะสอยเองลองดู แต่ยังพบไข่ที่เห็นจะฟักไม่เปนแล้วประมาณสักสามสี่ใบเหลืออยู่ในรัง ต่อไปเปนถ้ำใหญ่หน่อยหนึ่งเรียกว่าถ้ำน้ำ คือเวลาน้ำขึ้นถึงพื้นถ้ำ น่าถ้ำเปิดแสงสว่างเข้าได้ตลอด ในนั้นมีรังนกหลายพันติดกันไปทั้งนั้นดูงามมาก ดูเขาแซะสอยอยู่จนเวลาบ่าย ๓ โมงจึงได้กลับมาลงเรือ ออกเรือจากเกาะลังกาจิ๋วเวลาบ่าย ๕ โมง ฝนตกประปรายคลื่นราบ เวลาย่ำค่ำครึ่งทอดที่อ่าวหาดรี

วันที่ ๑๕ เช้าโมงครึ่งขึ้นบ้านหาดรี มีเรือนโรงสักหกเจ็ดหลัง หากินในการทำปาณาติบาต ตัดไม้ ตัดหวาย ทำไต้ เหม็นเต็มทีทนไม่ไหว ที่น่าอ่าวมีเกาะรายไปหลายเกาะล้วนแต่เกาะรังนกทั้งนั้น มีลำธารน้ำจืดไหลลงมาจนถึงหาดทรายแห่งหนึ่ง เดิรอยู่บนหาดหน่อยหนึ่งกลับลงเรือมาจะไปขึ้นหาดอื่น พอฝนตก ได้ออกเรือเช้า ๔ โมง มีลมพัดหนาว แต่ออกเรือมาจนเที่ยงฝนไม่ตก บ่ายสามโมงครึ่งถึงเกาะช่องอ่าวทอง ทอดใกล้เกาะงัวตาหลับ เวลาเย็นลงเรือขึ้นไปหาดเกาะงัวตาหลับแล้วไปขึ้นหาดเกาะงัวตาหลำ ซึ่งเปนที่พวกรังนกอยู่เฝ้าถ้ำ รังนกที่เกาะงัวตาหลำนี้เปนมากกว่าทุกตำบล แต่ไม่เปนรังนกอย่างดีทีเดียวนัก ทางที่จะขึ้นไปปากถ้ำต้องขึ้นเขาถึงสองชั่วโมงสามชั่วโมง แล้วต้องลงทางปากปล่องบันไดถึง ๙๐ คั่น เวลาค่ำกลับมาเรือ ที่เกาะนี้มีน้ำจืดแต่ที่บ่อหาดเกาะงัวตาหลับแห่งเดียว เวลานี้น้ำขัดลงจึงได้คิดจะไปตักน้ำที่เกาะพงัน แล้วจึงจะกลับมาที่นี้ต่อไป ได้ออกเรือเวลา ๑๑ ทุ่ม

วันที่ ๑๖ เวลา ๓ โมงเช้าทอดสมอที่อ่าวเสด็จ ขึ้นบกเดิรตามลำธารไปถึงที่จารึกครั้งก่อน จารึกศักราช ๑๒๕๑ เติมลงอีกบรรทัดหนึ่ง แล้วเดิรต่อไปเปนธารทรายราบๆ บ้าง เปนก้อนศิลาบ้าง มีน้ำตกที่งามๆ อีกสี่แห่ง ขึ้นไปจนหมดก้อนศิลาถึงหลังเขา เปนธารพื้นทราบราบๆ ไม่มีศิลา ทางไปตามลำธารประมาณสักสอยร้อยเส้น จึงได้จารึกก้อนศิลาที่สุดด้วยอักษร จ. ป. ร. แลศักราช ๑๐๘ ไว้ แล้วเดิรต่อไปอีกสักสามสิบวาหรือสองเส้น ขึ้นถึงหลังเขาเปนที่ราบ พบไร่พริกมะเขือกล้วย ซึ่งพวกบ้านใต้ขึ้นมาทำ เรียกว่าท้องชะนาง อยู่ในระหว่างยอดเขาสูงล้อม พื้นที่นี้สูงกว่าทเล ๕๕๐ ฟิต จึงได้ให้จารึกก้อนศิลาที่ปลายธารนั้นไว้อีกว่าต่อไปมีไร่ ได้ตัวขุนจ่าเมืองหัวเมืองพะงันให้มานำทางกลับ ลัดมาในหมู่ต้นไม้ ข้ามไหล่เขาสูงๆ ต่ำๆ ลงมาทางประมาณสักร้อยยี่สิบเส้นถึงปากธารข้างล่าง เวลาบ่าย ๔ โมงอาบน้ำแล้วกลับลงมาเรือ เวลาวันนี้หยุดตักน้ำอยู่ที่นี้จนดึก

วันที่ ๑๗ พอสว่างออกเรือจะไปดูบ้านใต้ ซึ่งเปนบ้านใหญ่ในเกาะพะงัน มีเรือนประมาณสามร้อยหลัง ลมจัดทอดไม่ได้ ต้องเลยไปเกาะสมุย ทอดที่อ่าวแม่น้ำด้านตวันออกถึงเวลาเช้า ๒ โมงเศษ ๔ โมงเช้าขึ้นบก มีโรงจีนท่าทางคล้ายกันกับอ่าวน่าค่าย แต่ที่นี่มีมะพร้าวน้อยกว่า เดิรไปตามในสวนถึงวัดเล (คือทเล) ทางประมาณ ๓๐ เส้น วัดนี้ไม่มีโบสถ์ ไปทำอุโบสถวัดเขา มีพระสงฆ์ ๖ รูป ออกจากวัดเลไปวัดเขาทางประมาณ ๒๐ เส้น เปนเนินสูงขึ้นไปหน่อยหนึ่ง มีโรงอุโบสถเสาไม้จริง หลังคามุงกระเบื้องสามห้อง เฉลียงรอบหลังหนึ่ง พระประธานใหญ่ลงรักไว้จะปิดทอง วัดนี้ก็ว่าเปนของขรัวพุดสอนสร้างเหมือนกัน แต่ทิ้งร้างไปพึ่งจะมีพระสงฆ์มาอยู่ในสองเดือนนี้ มีแต่กุฎีเปนที่พักเล็กๆ หลังเดียว กลับมาลงเรือที่เก่า แล้วออกเรือจากเกาะสมุยกลับมาที่เกาะช่องอ่างทอง ทอดที่น่าเกาะงัวตาหลับตามเดิม เวลาบ่าย ๔ โมง ๒๐ มินิต ลงเรือไปดูเกาะที่เปนหมู่อยู่ในที่นั้น มีสักสิบเอ็ดสิบสองเกาะ ดูไม่สู้งามเหมือนที่ชมกันฤๅที่คเนดูในแผนที่ว่าจะงาม ถ้าจะว่าตามความเห็นของช่างก่อเขาแล้ว ต้องร้องว่าก่อไม่เปนเลยทั้งนั้น เขาแลเห็นศิลามากสีเหมือนผนังโบสถ์ร้าง ต้นไม้ขึ้นก็เล็กๆ ให้นึกเห็นเปนวัดร้างในกรุงเก่ามากกว่าอย่างอื่น ที่สูงก็คล้ายพระปรางค์ยอดพัง ที่โตก็คล้ายผนังโบสถไม่มีหลังคา ถ้าจะว่าเปนเขาในอ่าวแก้วก็เรียงเปนแถวกันมากไป ไม่สลับซับซ้อนไปเหมือนอยู่แต่ที่ริมน้ำเปนรอยเซาะลึกๆ เข้าไป เหมือนกับภูเขาตั้งอยู่บนร้านตะกั่วที่ในอ่างแก้ว นอนอยู่ที่นี้จนเวลา ๑๑ ทุ่มออกเรือ

วันที่ ๑๘ ล่องจะไปทอดที่ในช่องสมุยอีก ลมจัดทอดไม่ได้ ฉันชอบใจลำธารที่อ่าวเสด็จ จึ่งให้กลับมาทอดที่นั้นขึ้นไปอาบน้ำอีกวันหนึ่ง ให้จารึกที่น้ำตกแรกน่าต้นกร่างซึ่งเปนที่พักบอกชื่อไว้ว่า “ธารเสด็จ” แลจะให้พระยาไชยาทำศาลาไว้ในที่นั้นด้วย แล้วกลับลงมาเรือ ได้ออกเรือเวลาบ่าย ๒ โมงเศษ มาทอดที่อ่าวแม่น้ำเกาะสมุยอีก เวลาเย็นขึ้นบกไปที่ข้างแหลมเรียกว่าน่าพระลาน เปนที่ทรายยาวประมาณสัก ๔ เส้น กว้างสัก ๒ เส้น ไม่มีต้นไม้แลหญ้าขึ้นในที่นั้นเลย มีพระเจดีย์เปนซุ้มคูหาสี่ด้านซ้อนสามชั้นสูงประมาณสามวาอยู่ในกลางที่นั้นองค์หนึ่ง ว่าเปนที่บรรจุกระดูกขรัวพุดสอน ราษฎรนับถือกันถึงปีมาก่อพระทราย ถ้าเจ็บไข้ก็มาตั้งน้ำมนต์ ที่เตียนนั้นว่าผีมาคอยกวาด แต่จืดเต็มทีไม่สนุกอะไรเลย ลงเรือตีกระเชียงอ้อมไปหาดด้านเหนือก็มีแต่โรงไร่โกไรโกเต ขึ้นครู่หนึ่งแล้วก็กลับมาเรือ เวลา ๑๑ ทุ่มออกเรือ

วันที่ ๑๙ วันนี้เปนวันคลื่นลมอยู่ข้างเรียบกว่าทุกวันตั้งแต่มา เปนแต่เวลาเช้ามีเล็กน้อย เวลาบ่าย ๒ โมงตรงแหลมตลุมพุก หยุดขึ้นดูแหลมตลุมพุกเปนหาดทรายแคบนิดเดียว มีเรือนประมาณ ๗๐ หลัง ปลูกต้นมพร้าวมาก คนอยู่ที่นี้หากินด้วยทำปาณาติบาตเปนพื้น พวกสงขลาขึ้นมาทำมาก มีของที่เปนสินค้าขายออก คือปลาเค้า ปลากระบอก เคย แตง เปนมาก ซื้อเข้ากินที่ปากพนัง อยู่ข้างจะเหม็นจัดทั้งบ้าน บ่าย ๔ โมงกลับมาลงเรือแล้วออกเรือต่อมา คลื่นลมเงียบสบาย เวลา ๘ ทุ่มถึงเมืองสงขลา แต่ยังไม่ได้เข้าทอดที่ พักอยู่ข้างนอกก่อน

วันที่ ๒๐ พอรุ่งสว่างเลื่อนเรือไปทอดที่ พระยาสุนทรานุรักษ์นำแผนที่ทเลสาบลงมาคิดกะการที่จะไปเมืองพัทลุง เวลาบ่ายขึ้นบก เขาทำพลับพลารับที่ท่าน่าจวน กรมการแลภริยากรมการมาหา แล้วไปเที่ยวตลาด ตลอดจนถึงวัดมัชฌิมาวาส การที่เมืองสงขลาจัดตกแต่งบ้านเมืองเรียบร้อยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เขื่อนน่าเมืองที่ชำรุดก็ซ่อมใหม่ตลอด ถนนดาดปูนใหม่กว้างขวางหมดจด ที่วัดมัชฌิมาวาสตั้งแต่พระภัทรธรรมธาดาออกไปอยู่๑๐ ก็ตกแต่งปัดกวาดสอาดสอ้านขึ้นพอสมควรแก่เวลาที่ได้ออกมาอยู่น้อยวัน มีสัปรุษถวายของประมาณห้าสิบหกสิบคน มีนักเรียนร้องเพลงสรรเสริญบารมีกว่ายี่สิบคนได้ถวายเงินเลี้ยงพระสงฆ์สามชั่ง แลเงินข้างในเข้าเรี่ยรายกันทำถนนในวัดสี่ชั่งหย่อน แลแจกเงินสัปรุษนักเรียน แล้วจึงได้กลับมาลงเรือ ผ้าพื้นในตลาดสงขลาปีนี้มีมากอย่างยิ่ง ด้วยรู้อยู่แต่ก่อนว่าจะมา ลงมือทอกันเสียตั้งแต่เดือนอ้ายเดือนยี่ก็มี ซื้อไม่พร่องเหมือนอย่างแต่ก่อน เมื่อผ่านไปแล้วกลับมาก็เต็มบริบูรณ์อย่างเก่า แต่ผลไม้สู้ครั้งก่อนไม่ได้ ส้มก็ยังมีน้อยไม่หวาน มีแต่มม่วง จำปาดะก็หายาก

ซึ่งกำหนดว่าจะไปเมืองพัทลุงแต่สองคืนแต่ก่อนนั้น เปนอันไม่พอทีเดียว ด้วยระยะทางตั้งแต่เมืองสงขลาไปถึงเกาะห้าเต็มวัน ไม่มีเวลาพอที่จะเที่ยวในหมู่เกาะเหล่านั้นได้เลย ระยะทางตั้งแต่เกาะห้าไปจนถึงเมืองพัทลุงก็ไกลเต็มวัน จะกลับไปกลับมาไม่ได้ จึงต้องคิดไปค้างที่เมืองพัทลุง เห็นว่าบางทีจะต้องค้างที่เกาะห้าสองคืน เมืองพัทลุงสองคืน ฤๅถ้ากระไรจะต้องค้างเกาะห้าอีกคืนหนึ่ง เมื่อขากลับคงจะต้องเปนสี่คืนห้าคืนจึงจะพอ แต่จะกำหนดเอาเปนแน่ก็ยังไม่ได้ ต้องผ่อนผันตามเวลาที่จะพอควร กำหนดจะได้ออกจากเมืองสงขลาไปโดยทางทเลสาบเวลาพรุ่งนี้

ตัวฉันแลบันดาผู้ที่มา มีลูกโต๑๑เจ็บไข้วันหนึ่ง ด้วยไม่สบายรวนมาแต่กรุงเทพ ฯ แล้ว สองวันก็หายเปนปรกติ ฉันก็ค่อยมีกำลังแขงแรงมากขึ้นตั้งแต่ล่วงมาได้สี่วันห้าวัน เว้นแต่ท้องแลนอนนั้นยังไม่เปนปรกติทีเดียวนัก แต่เชื่อว่าคงจะสบายได้ในเร็ว ๆ นี้เปนแน่ คนอื่นก็มีความสบายด้วยกันหมดทั้งสิ้น ให้เธอแจ้งความแด่พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการทั้งฝ่ายน่าฝ่ายในให้ทราบทั่วกัน อย่าให้มีความวิตกถึงฉันเลย.

สยามินทร์

  1. ๑. เหตุที่จะเสด็จประพาสคราวนี้ เพราะทรงประชวร พอพระอาการคลายขึ้นจึงเสด็จไปเปลี่ยนอากาศตามคำแนะนำของแพทย์

  2. ๒. ชื่อเมืองประจวบคิรีขันธ์มีขึ้นในรัชกาลที่ ๔ พระราชทานเปนนามเมืองใหม่ซึ่งตั้งครั้งรัชกาลที่ ๒ เมืองเดิมอยู่ที่ใกล้ปากคลองบางนางรมในอ่าวเกาะหลักนั้นเอง แต่ต่อมาผู้ว่าราชการเมืองประจวบ ฯ ย้ายไปตั้งที่เมืองกุยอยู่ข้างเหนือขึ้นมา เพราะไร่นาบริบูรณ์กว่าที่บางนางรม

  3. ๓. พระยาสุรินทรฦๅไชย (เทศ บุนนาค) ต่อมาได้เปนเจ้าพระยาสุรพันธุพิสุทธ

  4. ๔. เจ้าพระยาพลเทพ (พุ่ม) ที่สมุหกระลาโหม ต่อมาได้เปนเจ้าพระยารัตนาธิเบศร เวลานั้นหัวเมืองปักษใต้ฝ่ายตวันตกยังขึ้นกระทรวงกลาโหม

  5. ๕. พระยาชุมพร (ยัง) พระยาไชยา (ขำ ศรียาภัย) ต่อมาได้เปนพระยาวจีสัตยารักษ์

  6. ๖. คือรูปที่เด็ก ๆ เขียนเล่น เพราะตึกนั้นทิ้งอยู่ไม่มีผู้ดูแล

  7. ๗. ก่อนนั้นเกิดไข้รบาดราษฎรพากันอพยบหนีความไข้ไปอยู่ที่อื่น

  8. ๘. เสด็จประพาสคราวแรกก่อนคราวนี้ปีหนึ่ง

  9. ๙. พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม ณสงขลา) ต่อมาได้เปนพระยาวิเชียรคิรี

  10. ๑๐. เดิมอยู่วัดโสมนัสวิหาร ได้เปนพระครูอยู่วัดส้มเกลี้ยงในกรุงเทพฯ แล้วจึงเปนพระราชาคณะออกไปอยู่เมืองสงขลา

  11. ๑๑. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันนี้

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ