ภาคที่ ๓ สมเด็จพระนเรศวรแผ่อาณาเขตต์

(๑)

ตั้งแต่พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเลิกทัพกลับไปจากกรุงศรีอยุธยาแล้ว ไทยว่างการสงครามกับพะม่าอยู่ ๓ ปี ในระหว่างนั้นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชพระชนมายุได้ ๗๕ ปี ประชวรสวรรคตเมื่อวันอาทิตย์เดือน ๘ แรม ๑๓ คํ่า ปีขาล พ.ศ. ๒๑๓๓ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินเมื่อพระชันษาได้ ๓๕ ปี ทรงสถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช พระเอกาทศรถ ให้เป็นพระมหาอุปราช แต่ให้มีพระเกียรติยศสูงเสมออย่างพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์ ๑ พอสมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ได้ ๔ เดือน ก็เกิดศึกหงสาวดีมาตีเมืองไทยอีก

เหตุที่จะเกิดสงครามครั้งนี้ ในพงศาวดารพะม่าว่าตั้งแต่พระเจ้าหงสาวดีต้องล่าทัพกลับไปจากเมืองไทย พอข่าวแพร่หลาย พวกเมืองขึ้นต่างชาติต่างภาษาก็กะด้างกะเดื่อง จนถึงเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังตั้งแข็งเมืองขึ้นอีก พระเจ้าหงสาวดีปรึกษาเสนาบดีถึงการที่จะปราบปราม มีเสนาบดีคนหนึ่งชื่อสิริชัยนรธา ทูลว่าที่เมืองคังกำเริบขึ้นก็เพราะเห็นว่าปราบไทยไม่ลง จึงตั้งแข็งเมืองเอาอย่างไทยบ้าง ถ้ายังปราบไทยไม่ลงอยู่ตราบใด ถึงปราบเมืองคังได้ก็คงมีเมืองอื่นเอาอย่างไทยต่อไปอีก จำต้องปราบเมืองไทยอันเป็นต้นเหตุให้ราบคาบ เสียให้ได้ เมืองอื่นจึงจะยำเกรงเป็นปกติต่อไป พระเจ้าหงสาวดีเห็นชอบด้วย พอได้ข่าวว่ากรุงศรีอยุธยาเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดิน คาดว่าการภายในบ้านเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงไม่ปกติ เป็นโอกาส พระเจ้าหงสาวดีจึงให้จัดกองทัพ ๒ ทัพ ให้ราชบุตรองค์ ๑ ซึ่งได้เป็นพระเจ้าแปรขึ้นใหม่ คุมกองทัพจำนวนพล ๑๐๐,๐๐๐ คนยกไปตีเมืองคังทาง ๑ ให้เจ้าเมืองพสิมกับเจ้าเมืองพุกามเป็นทัพหน้า พระมหาอุปราชาเป็นจอมพลคุมทัพหลวงจำนวนพลรวมกัน ๒๐๐,๐๐๐ คนยกมาตีเมืองไทยทาง ๑

พระมหาอุปราชายกออกจากเมืองหงสาวดีเมื่อเดือน ๑๒ แรม ๑๒ คํ่า ปีขาล พ.ศ. ๒๑๓๓ เดินกองทัพเข้ามาเมืองไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ หาเดินทางด่านแม่สอดเหมือนเมื่อพระเจ้าหงสาวดียกมาไม่ ความข้อนี้ทำให้เห็นว่ากองทัพหงสาวดียกมาครั้งนี้หมายจะจู่เข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาไม่ให้ทันตระเตรียมป้องกันได้พรักพร้อม เพราะยกเข้ามาทางด่านแม่สอด ตั้งแต่เข้าแดนไทยแล้วยังต้องเดินทางอีกกว่าเดือน กองทัพจึงจะลงมาถึงพระนครศรีอยุธยา และยังต้องสั่งให้เตรียมสะเบียงอาหารล่วงหน้าให้ไทยรู้ตัวมีเวลาตระเตรียมนาน ถ้ายกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ข้ามแดนมาเพียง ๑๕ วันก็ถึงกรุงฯ ทางใกล้กว่ากัน สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ พระมหาอุปราชาจึงยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์

ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุธยา ครั้งนี้รู้ตัวเร็ววันก็เห็นจะมีความลำบากอยู่ ด้วยจะต้อนผู้คนพลเมืองเข้าพระนครดังคราวก่อนๆ ไม่ทัน แต่วิสัยสมเด็จพระนเรศวรว่องไวในเชิงศึก เมื่อเห็นว่าจะตั้งคอยต่อสู้อยู่ที่กรุงฯ จะไม่ได้เปรียบข้าศึกเหมือนหนหลัง ก็ทรงพระราชดำริกระบวนรบเป็นอย่างอื่น รีบเสด็จยกกองทัพหลวงออกไปในเดือนยี่ ครั้นเสด็จไปถึงเมืองสุพรรณบุรี ทรงทราบว่าข้าศึกยกล่วงเมืองกาญจนบุรีเข้ามาแล้ว จึงให้ซุ่มทัพหลวงไว้ แต่งกองทัพน้อยเป็นทำนองเหมือนกับจะไปรักษาเมืองกาญจนบุรี ยกไปล่อข้าศึก ฝ่ายกองทัพพระมหาอุปราชาเข้ามาถึงเมืองกาญจนบุรี เห็นไม่มีผู้ใดต่อสู้ สำคัญว่าไทยจะตั้งมั่นคอยต่อสู้อยู่ที่พระนครศรีอยุธยาอย่างคราวก่อน ก็ยกเข้ามาด้วยความประมาท ครั้นมาพบพวกกองทัพล่อของสมเด็จพระนเรศวร เห็นเป็นทัพเล็กน้อย ทัพหน้าของพระมหาอุปราชาก็เข้ารบพุ่ง กองทัพล่อต่อสู้อยู่หน่อยหนึ่งแล้วก็แกล้งถอยหนี พวกกองทัพหงสาวดีเห็นได้ทีก็ไล่ติดตามมา เข้าในที่ซุ่มของสมเด็จพระนเรศวร ๆ ให้กองทัพออกระดมตี ได้รบพุ่งกันถึงตะลุมบอน กองทัพหงสาวดีเสียทีก็แตกพ่าย ถูกไทยฆ่าฟันตายเสียเป็นอันมาก พระยาพุกามนายทัพหน้าก็ตายในที่รบ รี้พลที่เหลือก็พากันแตกหนี กองทัพไทยไล่ติดตามไปจับพระยาพสิมนายทัพหน้าได้ที่บ้านจระเข้สามพันอีกคนหนึ่ง กองทัพหน้าของพระมหาอุปราชากำลังแตกหนีอลหม่าน ไทยไล่ติดตามไปปะทะทัพหลวง ๆ ก็เลยแตกด้วย ในพงศาวดารพะม่าว่าในครั้งนั้นไทยเกือบจะจับพระมหาอุปราชาได้ ด้วยกองทัพพะม่าแตกยับเยินและเสียผู้คนช้างม้าเครื่องศัสตราวุธแก่ไทยเป็นอันมาก พระมหาอุปราชาหนีไปพ้นแล้วก็ให้รวบรวมรี้พลที่เหลืออยู่กลับไปถึงเมืองหงสาวดีเมื่อเดือน ๕ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๑๓๔ พระเจ้าหงสาวดีทรงขัดเคืองให้ลงพระราชอาญาแก่นายทัพนายกอง แต่พระมหาอุปราชานั้นภาคทัณฑ์ไว้ให้ทำการแก้ตัวใหม่

ถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ พระเจ้าหงสาวดีจึงให้พระมหาอุปราชามาตีเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง เรื่องราวการสงครามครั้งปีมะโรงนี้ ในหนังสือพงศาวดารไทยกับพงศาวดารพะม่าผิดกันแต่เพียงพลความ แต่เนื้อเรื่องประกอบกันตั้งแต่ต้นจนปลายว่าพระมหาอุปราชามีความครั่นคร้าม ทูลพระเจ้าหงสาวดีว่าพระเคราะห์ยังร้ายนัก พระเจ้าหงสาวดีทรงขัดเคือง วันหนึ่งเวลาเสด็จออกท้องพระโรง ตรัสตัดพ้อเจ้านายและขุนนางทั้งปวง ว่าช่างไม่มีใครช่วยเอาใจเจ็บร้อนด้วยเรื่องเมืองไทยบ้างเลย กรุงศรีอยุธยามีรี้พลเพียงสักหยิบมือเดียว ก็ไม่มีใครจะกล้าอาสาไปตี นี่เมืองหงสาวดีจะหมดสิ้นคนดีเสียแล้วหรืออย่างไร ขณะนั้นขุนนางคนหนึ่งชื่อว่าพระยาลอทูลพระเจ้าหงสาวดีว่ากรุงศรีอยุธยานั้นสำคัญอยู่ที่พระนเรศวรองค์เดียว เพราะกำลังหนุ่ม รบพุ่งเข้มแข็ง บังคับบัญชาผู้คนก็สิทธิ์ขาด รี้พลกลัวพระนเรศวรเสียยิ่งกว่ากลัวความตาย เจ้าให้รบพุ่งอย่างไรก็ไม่คิดแก่ชีวิตด้วยกันทั้งนั้น คนน้อยจึงเหมือนกับคนมาก การที่จะตีเมืองไทย ถ้าเอาชัยชะนะพระองค์พระนเรศวรได้องค์เดียวเท่านั้น ก็จะได้บ้านเมืองโดยง่าย เห็นว่าเจ้านายในกรุงหงสาวดีรุ่นเดียวกับพระนเรศวร ที่รบพุ่งเข้มแข็งเคยชะนะศึกเหมือนอย่างพระนเรศวรก็มีหลายองค์ ถ้าจัดกองทัพให้เจ้านายที่เข้มแข็งการศึกเป็นนายทัพสักสองสามองค์ ยกไปช่วยกันรบพระนเรศวร ก็เห็นจะเอาชัยชะนะได้ ถ้าชะนะพระนเรศวรแล้วก็คงได้กรุงศรีอยุธยาไว้ในอำนาจเหมือนอย่างแต่ก่อน พระเจ้าหงสาวดีได้ทรงฟังพระยาลอทูลแนะนำ ก็เห็นชอบด้วย แต่เกรงว่าถ้าไม่ให้พระมหาอุปราชาไปรบ คนทั้งหลายก็จะพากันดูหมิ่นรัชชทายาทยิ่งขึ้น จึงแกล้งตรัสตอบว่า ที่พระยาลอว่านั้นก็ดีอยู่ แต่ตัวของข้าเป็นคนอาภัพ ไม่เหมือนพระมหาธรรมราชา นั่นเขามีลูก พ่อไม่ต้องพักใช้ให้รบพุ่ง มีแต่กลับจะต้องห้ามเสียอีก แต่ตัวข้ามิรู้ว่าจะใช้ใคร พระมหาอุปราชาได้ยินพระราชบิดาตรัสบริภาษเช่นนั้น ก็อัปยศอดสู ต้องทูลขอรับอาสามาตีเมืองไทยแก้ตัวใหม่ พระเจ้าหงสาวดีจึงให้เกณฑ์กองทัพ ๓ เมือง คือ กองทัพเมืองหงสาวดี ให้เจ้าเมืองจาปะโรเป็นทัพหน้า พระมหาอุปราชาเป็นจอมพลคุมทัพหลวงทัพ ๑ กองทัพเมืองแปร ให้พระเจ้าแปรลูกเธอที่ไปตีเมืองคังได้เมื่อคราวหลัง เป็นนายทัพทัพ ๑ กองทัพเมืองตองอู ให้พระสังกะทัตลูกพระเจ้าตองอูผู้ที่ต้านทานกองทัพไทยไว้ได้เมื่อคราวพระเจ้าหงสาวดีล่าทัพไปเป็นนายทัพทัพ ๑ รวม ๓ ทัพ จำนวนพล ๒๔๐,๐๐๐ คน ยกมาตีกรุงศรีอยุธยาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ด้วยกันทั้ง ๓ ทัพ และสั่งให้พระเจ้าเชียงใหม่คุมสะเบียงอาหารลงมาทางเรือด้วยอีกทัพ ๑ กองทัพบกที่ยกมาครั้งนั้นกองทัพพระมหาอุปราชาคงยกมาหน้า กองทัพพระเจ้าแปรกับกองทัพพระสังกะทัตยกตามกันมาโดยลำดับ ได้รบกับไทยแต่กองทัพพระมหาอุปราชาทัพเดียว แล้วก็สิ้นสงคราม ในหนังสือพงศาวดารไทยจึงกล่าวถึงแต่กองทัพพระมหาอุปราชาทัพเดียว ส่วนกองทัพเรือของพระเจ้าเชียงใหม่เป็นแต่กองลำเลียง ลงมาเพียงกลางทางรู้ว่าสิ้นสงครามแล้วก็เลิกทัพกลับไป

พระมหาอุปราชายกกองทัพออกจากเมืองหงสาวดี เมื่อวันพุธเดือนอ้าย แรม ๗ คํ่า ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ เดินกองทัพเข้าแดนเมืองไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ มาถึงเมืองกาญจนบุรีไม่เห็นมีใครต่อสู้ก็ยกเลยมาเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันมาถึงบ้านพนมทวน เวลาบ่ายเกิดลมเวรัมภาเวียนเป็นกงจักรพัดมาถูกเศวตฉัตรคชาธารบนหลังช้างหักทบลง พระมหาอุปราชาหวั่นพระหฤทัยให้โหรทำนาย โหรทูลว่าเหตุเช่นนั้นถ้าเกิดเวลาเช้าเป็นนิมิตต์ร้ายนัก แต่ถ้าเกิดเวลาเย็นกลับเป็นมงคลนิมิตต์ เห็นว่าคงจะมีชัยชะนะข้าศึก ที่ฉัตรหักนั้นสังหรว่าพระราชบิดาจะมอบเวนราชสมบัติพระราชทานให้เจริญพระเกียรติยศถึงได้ราชาฉัตร พระมหาอุปราชาได้ทรงฟังคำทำนายก็ไม่คลายระแวงภัย ตรงนี้ในลิลิตตะเลงพ่าย กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงแต่งโคลงเป็นคำพระมหาอุปราชาครวญถึงพระบิดาน่าสงสาร ออกจากบ้านพนมทวนให้ยกพลมาตั้งประชุมทัพที่บ้านตะพังกรุ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีรอยค่ายเกลื่อนไปในแถวนั้น สังเกตดูรอยค่ายดูเหมือนจะให้ทัพหน้ามาตั้งที่ตำบลบ้านโค่ง แล้วให้นายทหารชื่อ สมิงจอคราน คนหนึ่ง สมิงเป่อคนหนึ่ง สมิงซ่าม่วนคนหนึ่ง คุมทหารม้าแยกยัายกันไปสอดแนมว่าจะมีกองทัพไทยออกไปคอยต่อสู้ที่ไหนบ้าง

ฝ่ายกรุงศรีอยุธยา เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรพระชันษาได้ ๓๗ ปี เสวยราชย์ได้ ๓ ปี ทรงประมาณการตั้งแต่กองทัพพระมหาอุปราชาแตกไปเมื่อปีขาล ว่าคงจะว่างศึกหงสาวดีไปหลายปี เพราะข้าศึกเสียรี้พลพาหนะมาก คงจะต้องหากำลังเพิ่มเติมอยู่นานวัน ในปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ นั้นหมายจะเสด็จไปตีเมืองละแวกราชธานีของประเทศกัมพูชา ตัดกำลังเขมรมิให้มาทำร้ายซ้ำเติมในเวลามีศึกหงสาวดีได้เหมือนแต่ก่อน จึงตรัสให้เกณฑ์คนเข้ากองทัพ จะยกไปในกลางเดือนยี่ แต่พอถึงเดือนอ้ายได้รับใบบอกเมืองกาญจนบุรี สืบได้ข่าวว่าเมืองหงสาวดีเตรียมกองทัพจะยกมาอีกในปีนั้น สมเด็จพระนเรศวรก็ตรัสสั่งให้เร่งเรียกรี้พลพาหนะ และให้ย้ายที่ประชุมทัพจากบางขวดในชานพระนคร ไปตั้งที่ทุ่งป่าโมกแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ อันอยู่ร่วมทางที่ข้าศึกจะยกมาทั้งทางด่านพระเจดีย์สามองค์และทางเมืองเหนือ ตรัสสั่งให้หัวเมืองตามทางที่ข้าศึกจะยกมา เตรียมตัวให้ครอบครัวพลเมืองหลบไปอยู่เสียในป่า และให้พระยาราชบุรีจัดพลเป็นกองโจรแยกย้ายกันไปซุ่มคอยตีตัดลำเลียงสะเบียงอาหารและรื้อสะพานทำลายทางข้างหลังกองทัพข้าศึก และจัดกองทัพหน้าให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นนายทัพ พระยาราชฤทธานนท์เป็นยกกระบัตร ยกไปตั้งขัดตาทัพรับข้าศึกอยู่ที่ลำนํ้าท่าคอยแขวงจังหวัดสุพรรณบุรี พอได้ข่าวว่าข้าศึกยกเข้ามาถึงเมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถก็เสด็จออกจากพระนครเมื่อวันขึ้น ๙ คํ่า เดือนยี่ ทรงเรือไปแวะทำพิธีตัดไม้ข่มนามที่ทุ่งลุมพลี แล้วเสด็จไปตั้งทัพชัย ณ ตำบลมะม่วงหวาน ใกล้ทุ่งป่าโมก พักจัดกระบวนทัพอยู่ ๓ วัน เมื่อสมเด็จพระนเรศวรประทับอยู่ที่พลับพลาตำบลมะม่วงหวานนั้น คืนหนึ่งทรงพระสุบินไปว่าน้ำท่วมมาแต่ทางทิศตะวันตก พระองค์ทรงลุยนํ้าไปพบจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งได้ต่อสู้กัน ทรงประหารจระเข้นั้นตายด้วยฝีพระหัตถ์ พระโหราธิบดีทูลพยากรณ์ว่าพระสุบินเป็นมงคลนิมิตต์ เสด็จไปจะได้รบกับข้าศึกถึงตัวต่อตัว และพระองค์จะมีชัยชะนะ ก็ทรงยินดี

ถึงเดือนยี่ขึ้น ๑๒ คํ่า สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จยกกองทัพหลวงออกจากบ้านมะม่วงหวาน กองทัพไทยที่ยกไปครั้งนั้นมีจำนวนพล ๑๐๐,๐๐๐ คน เดินบกจากทุ่งป่าโมกไปยังเมืองสุพรรณบุรีทางบ้านสามโก้ ข้ามลำแม่นํ้าสุพรรณที่ท่าท้าวอู่ทอง ไปถึงที่ตั้งค่ายหลวงตำบลหนองสาหร่ายใกล้ลำนํ้าท่าคอยเมื่อขึ้น ๑๔ ค่ำเดือนยี่นั้น เมื่อก่อนเสด็จไปถึง คงตรัสสั่งให้กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ซึ่งเป็นทัพหน้า รุกออกไปตั้งที่ตำบลดอนระฆัง รอยค่ายยังมีปรากฏอยู่ที่นั่น

ฝ่ายกองทหารม้าของพวกหงสาวดีที่เที่ยวเล็ดลอดสอดแนมเข้ามาได้จนถึงบางกระทิงใกล้บ้านผักไห่ในแขวงจังหวัดพระนคร สืบรู้ว่าสมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงออกไปยังเมืองสุพรรณบุรี มีจำนวนพลราวแสนเศษ ก็รีบกลับไปทูลพระมหาอุปราชาซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลตะพังกรุ ห่างกับที่กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ตั้งอยู่ระยะทางเดินราววันหนึ่ง พระมหาอุปราชาทราบว่าจำนวนพลของสมเด็จพระนเรศวรที่ยกไปน้อยกว่า ปรึกษากับแม่ทัพนายกองผู้ใหญ่ เห็นว่าควรจะเอากำลังมากเข้าทุ่มเทตีเสียให้แตกฉาน แล้วรีบติดตามตีกระหนํ่าเข้าไปอย่าให้มีเวลาตั้งตัวต่อสู้ ก็เห็นจะได้พระนครศรีอยุธยา โดยง่าย จึงให้ยกกองทัพออกจากตะพังกรุเห็นจะราวในวันกลางเดือนยี่ ใกล้ๆ กับวันที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปถึงหนองสาหร่าย หมายจะมาตีกองทัพไทย ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเมื่อเสด็จไปถึงหนองสาหร่าย ทรงทราบว่ามีพวกทหารม้าข้าศึกมาสอดแนมอยู่ใกล้ๆ ก็ทรงคาดว่าคงได้รบกับข้าศึกในวันสองวันนั้น เพราะทัพทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันนักแล้ว จึงทรงจัดทัพเป็นกระบวนเบ็ญจเสนา ๕ ทัพ ทัพที่ ๑ ซึ่งเป็นกองหนัา ให้พระยาสีหราชเดโชชัยเป็นนายทัพ พระยาพิชัยรณฤทธิเป็นปีกขวา พระยาวิชิตณรงค์เป็นปีกซ้าย ทัพที่ ๒ กองเกียกกาย ให้พระยาเทพอรชุนเป็นนายทัพ พระยาพิชัยสงครามเป็นปีกขวา พระยารามกำแหงเป็นปีกซ้าย ทัพที่ ๓ กองหลวง สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นจอมพลพร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถราชอนุชา เจ้าพระยาเสนาเป็นปีกขวา เจ้าพระยาจักรีเป็นปีกซ้าย ทัพที่ ๔ กองยกกระบัตร ให้พระยาพระคลังเป็นนายทัพ พระราชสงครามเป็นปีกขวา พระรามรณภพเป็นปีกซ้าย ทัพที่ ๕ กองหลัง ให้พระยาท้ายนํ้าเป็นนายทัพ หลวงหฤทัยเป็นปีกขวา หลวงอภัยสุรินทร์เป็นปีกซ้าย พิเคราะห์ตามที่ปรากฏในหนังสือพงศาวดาร ดูเหมือนการรบครั้งนี้แต่แรกสมเด็จพระนเรศวรตั้งพระราชหฤทัยจะตั้งรับให้ข้าศึกตีก่อน เพราะทรงทราบว่าข้าศึกมีกำลังมากกว่ากองทัพไทยที่ยกไป ครั้นวันแรมค่ำ ๑ เดือนยี่ พระยาศรีไสยณรงค์บอกมากราบทูลว่า ให้ไปสอดแนมเห็นข้าศึกยกกองทัพใหญ่พ้นบ้านจระเข้สามพันมาแล้ว จึงมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวงเตรียมตัวรบในวันรุ่งขึ้นแรม ๒ คํ่าเดือนยี่ แล้วสั่งไปยังพระยาศรีไสยณรงค์ว่าให้ลาดตระเวนดู พอรู้ว่ากระบวนข้าศึกยกมาอย่างไรแล้วให้ถอยมา

ถึงวันจันทร์เดือนยี่แรม ๒ คํ่า กองทัพทั้งปวงเตรียมพร้อมแต่เวลาเช้า สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถต่างแต่งพระองค์ทรงเครื่องพิชัยยุทธ ให้ผูกช้างชะนะงาชื่อพลายภูเขาทอง อันขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาไชยานุภาพ เป็นช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวร เจ้ารามราฆพเป็นกลางช้าง นายมหานุภาพเป็นควาญ อีกช้างหนึ่งชื่อพลายบุญเรือง ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาปราบไตรจักร เป็นช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระเอกาทศรถ หมื่นภักดีศวรเป็นกลางช้าง ขุนศรีคชคงเป็นควาญ พร้อมด้วยนายแวงจตุลังคบาท พวกทหารคู่พระราชหฤทัยสำหรับรักษาพระองค์ และกระบวนช้างดั้งกันทั้งปวง เตรียมอยู่พร้อม พอสมเด็จพระนเรศวรทรงเครื่องแล้วก็ได้ยินเสียงปืนลั่นทางหน้าทัพ ดำรัสสั่งให้จมื่นทิพเสนาปลัดกรมตำรวจเอาม้าเร็วรีบไปสืบดูว่าเป็นอย่างไรกัน จมื่นทิพเสนาได้ตัวขุนหมื่นพระยาศรีไสยณรงค์มากราบทูลรายงาน ว่าพระยาศรีไสยณรงค์ยกไปรบข้าศึกที่ตำบลดอนเผาข้าว เมื่อเวลารุ่งเช้าวันแรม ๒ ค่ำนั้น ข้าศึกมากนักต้านทานไม่ไหวจึงแตกมา สมเด็จพระนเรศวรตรัสปรึกษานายทัพผู้ใหญ่ว่ากองทัพพระยาศรีไสยณรงค์แตกมาอย่างนี้จะทำอย่างไรดี พวกนายทัพเห็นกันโดยมากว่า ควรจะให้มีกองทัพหนุนออกไปช่วยพระยาศรีไสยณรงค์ต้านทานข้าศึกไว้ให้อยู่เสียก่อน แล้วจึงยกกองทัพหลวงออกตีต่อภายหลัง สมเด็จพระนเรศวรไม่ทรงเห็นชอบด้วย ตรัสว่ากองทัพแตกฉานมาอย่างนี้แล้วให้กองทัพไปหนุน ไหนจะรับไว้อยู่ มาปะทะกันเข้าก็จะพากันแตกลงมาด้วยกัน ทรงพระราชดำริเปลี่ยนกระบวนรบใหม่ในขณะนั้น จะเข้าตีโอบข้างข้าศึกในเวลาเมื่อไล่กองทัพไทยมา จึงตรัสสั่งให้จมื่นทิพเสนา จมื่นราชามาตย์ ขึ้นม้าเร็วรีบไปประกาศแก่พวกกองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ ว่าอย่าให้รั้งรอรับข้าศึกเลย ให้เปิดหนีไปเถิด และให้ไปบอกตามกองทัพที่เตรียมไว้ให้เตรียมตัวออกรบรุกข้าศึก ฝ่ายพวกกองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ได้ทราบกระแสรับสั่งต่างก็รีบหนีเอาตัวรอด แตกกระจายไปไม่เป็นหมวดเป็นกอง ข้าศึกเห็นกองทัพไทยแตกฉาน ได้ทีก็รีบติดตามมาไม่หยุดยั้ง สมเด็จพระนเรศวรสงบทัพหลวงรออยู่จนเวลาเช้า ๑๑ นาฬิกา เห็นข้าศึกไล่ตามมาไม่เป็นกระบวนสมคะเน ก็ตรัสสั่งให้บอกสัญญากองทัพทั้งปวงให้ยกออกตีโอบข้าศึก และในขณะนั้นส่วนพระองค์ก็เสด็จขึ้นทรงช้างชะนะงาเหมือนกันกับสมเด็จพระเอกาทศรถ นำกองทัพหลวงเข้าตีโอบกองทัพหน้าข้าศึกในทันที แต่ส่วนกองทัพท้าวพระยาเปลี่ยนกระบวนตามรับสั่งช้าบ้างเร็วบ้างยกไปไม่ทันเสด็จโดยมาก มีแต่กองทัพพระยาสีหราชเดโชชัยกับกองทัพเจ้าพระยามหาเสนาซึ่งเป็นปีกขวา ตามกองทัพหลวงเข้าจู่โจมตีข้าศึก กองทัพหน้าข้าศึกกำลังละเลิงไล่มาโดยประมาท หมายแต่จะจับเอาช้างม้าเครื่องศัสตราอาวุธของไทย มิได้ระแวงว่าจะมีกองทัพไทยไปตีโอบ ก็เสียทีป่วนปั่น แล้วเลยแตกหนีเป็นอลหม่าน ขณะนั้นช้างพระที่นั่งที่สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงไป เป็นช้างชะนะงากำลังตกนํ้ามันทั้งสองช้าง ครั้นเห็นช้างข้าศึกกลับหน้าพากันหนีก็ออกแล่นไล่ไปโดยเมานํ้ามัน พาสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถเข้าไปในกลางหมู่ข้าศึก มีแต่จตุลังคบาทกับทหารรักษาพระองค์ตามติดไป รี้พลที่รบไล่ข้าศึกตามช้างพระที่นั่งไม่ทัน เพราะในเวลานั้นกำลังรบพุ่งกันโกลาหล ฝุ่นฟุ้งตลบจนมืดมัวไปทั่วทิศ พวกนายทัพนายกองไม่เห็นว่าช้างพระที่นั่งไปถึงไหน พวกข้าศึกก็ไม่เห็นพระองค์ถนัด แม้พระองค์สมเด็จพระนเรศวรเองก็ไม่ทรงทราบว่าไล่ข้าศึกไปถึงไหน จนเวลาฝุ่นจางทอดพระเนตรไปเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชาธารยืนพักช้างอยู่ในร่มไม้กับช้างท้าวพระยาอีกหลายตัว จึงทรงทราบว่าช้างพระที่นั่งพาไล่เข้าไปจนถึงในกองทัพหลวงของข้าศึกซึ่งมิได้แตกฉาน แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระสติมั่นไม่หวั่นหวาด คิดเห็นในทันทีว่าทางที่จะเอาชัยชะนะได้ยังมีอยู่อย่างเดียว ก็ขับช้างพระที่นั่งตรงไปยังหน้าช้างพระมหาอุปราชา แล้วร้องตรัสไปโดยฐานที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อนว่า “เจ้าพี่ จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด กษัตริย์ภายหน้าที่จะชนช้างได้อย่างเราจะไม่มีแล้ว” ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรทรงท้าชนช้างนั้น ที่จริงเสด็จอยู่กลางหมู่ข้าศึก มีแต่ช้างพระที่นั่งสองช้างกับพวกทหารรักษาพระองค์ไม่กี่คน ถ้าพระมหาอุปราชาไม่รับชนช้าง สั่งให้พวกกองทัพรุมรบพุ่งก็น่าจะไม่พ้นอันตราย แต่พระมหาอุปราชาพระหฤทัยก็เป็นวิสัยกษัตริย์เหมือนกัน เมื่อได้ฟังสมเด็จพระนเรศวรท้าชนช้างจะไม่รับก็ละอาย จึงทรงช้างพลายพัทธกอซึ่งเป็นช้างชะนะงา ขับตรงออกมาชนกับเจ้าพระยาไชยานุภาพช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวร ฝ่ายเจ้าพระยาไชยานุภาพกำลังคลั่งนํ้ามัน เห็นช้างข้าศึกตรงออกมาก็เข้าโถมแทงทันทีไม่ยับยั้ง เสียทีพลายพัทธกอได้ล่างแบกรุนเอาเจ้าพระยาไชยานุภาพเบนจะขวางตัว พระมหาอุปราชาได้ทีก็ฟันด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรเบี่ยงพระองค์หลบทัน ถูกแต่ชายพระมาลาหนังซึ่งทรงในวันนั้นบิ่นไป พอเจ้าพระยาไชยานุภาพสะบัดหลุดแล้วกลับชนได้ล่างแบกถนัด รุนเอาพลายพัทธกอหันเบนไป สมเด็จพระนเรศวรก็จ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาด ซบสิ้นพระชนม์อยู่กับคอช้าง ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้ชนช้างกับเจ้าเมืองจาปะโร ฟันเจ้าเมืองจาปะโรตายเหมือนกัน พวกท้าวพระยาเมืองหงสาวดีเห็นพระมหาอุปราชาเสียทีถูกฟัน ต่างก็กรูกันเข้ามาช่วยแก้ไข เอาปืนระดมยิงถูกสมเด็จพระนเรศวรที่พระหัตถ์ถึงบาดเจ็บ และถูกนายมหานุภาพควาญช้างพระที่นั่งกับหมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถตายทั้งสองคน ขณะนั้นพอรี้พลกองทัพหลวงและกองทัพเจ้าพระยามหาเสนา พระยาสีหราชเดโชชัย ตามไปถึงทันเข้าก็เข้ารบพุ่ง แก้กันเอาสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถถอยออกมาพ้นจากกองทัพข้าศึกได้ ขณะนั้นการรบพุ่งคงหยุดลงเอง เพราะพวกเมืองหงสาวดีกำลังตกใจด้วยจอมพลสิ้นพระชนม์ ไม่มืใครจะบัญชาการศึก ก็คิดแต่จะพาพระศพกลับไป ข้างฝ่ายพวกกรุงศรีอยุธยาก็กำลังตกใจ ด้วยสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถถูกล้อมรบจวนเป็นอันตราย เพิ่งแก้เอาออกมาได้ ก็หมายแต่จะพามาให้พ้นภัย ทั้งกองทัพที่ตามไปก็ไม่พรักพร้อมกัน จึงพากันทูลขอให้เสด็จกลับมาค่ายหลวง เห็นจะต้องมาจัดกองทัพเสียเวลาอยู่สักวันหนึ่งหรือสองวัน จึงได้ยกไปตามข้าศึก แต่ข้าศึกรีบล่าถอยไปเสียก่อนมากแล้ว ทันแต่กองทัพที่รั้งหลัง ณ เมืองกาญจนบุรีก็ตีแตกพ่ายไป ได้ช้างม้าเครื่องศัสตราวุธ และจับตัวเจ้าเมืองมะลวนซึ่งเป็นควาญช้างทรงของพระมหาอุปราชามาได้ด้วย ไทยเห็นจะรู้รายการทัพทางฝ่ายหงสาวดีจากคำให้การของเจ้าเมืองมะลวน แล้วสมเด็จพระนเรศวรโปรดให้ปล่อยตัวไป ให้ไปทูลพรรณนาถวายพระเจ้าหงสาวดีถึงที่พระมหาอุปราชามาทำยุทธหัตถีนั้น

แม้สมเด็จพระนเรศวรเคยมีชัยชะนะมาหลายครั้งแล้ว แต่ชะนะครั้งอื่นไม่สำคัญเหมือนชะนะยุทธหัตถีครั้งนี้ เพราะในชมพูทวีปถือกันเป็นคติมาแต่ดึกดำบรรพ์ ว่าการชนช้างเป็นยอดความสามารถของนักรบด้วยเป็นการต่อสู้กันตัวต่อตัว แพ้ชะนะกันแต่ด้วยความคล่องแคล่วแกล้วกล้ากับชำนิชำนาญการขับขี่ช้างชน มิได้อาศัยกำลังรี้พลหรือกลอุบายอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะฉะนั้นถ้ากษัตริย์พระองค์ใดทำยุทธหัตถีมีชัยชะนะก็นับถือว่ามีพระเกียรติยศอย่างสูงสุด ถึงผู้แพ้ก็ยกย่องว่าเป็นนักรบแท้ มิได้ติเตียนเลย คติที่กล่าวมานี้ก็เป็นความนิยมของไทยเหมือนกับชาติอื่น พระเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรจึงถึงที่เป็นวีรกษัตริย์สมบูรณ์เมื่อมีชัยชะนะครั้งนี้ แม้เครื่องทรงเมื่อทำยุทธหัตถีคือพระมาลา ก็ได้นามว่า “พระมาลาเบี่ยง” พระแสงที่ฟันพระมหาอุปราชาก็ได้นามว่า “พระแสงของ้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่าย” นับในเครื่องราชูปโภคศักดิ์สิทธิ์ ด้วยกันกับ “พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง” และ “พระแสงดาบคาบค่าย” ซึ่งกล่าวมาแล้วสืบต่อมาในเมืองไทยทุกรัชชกาล

สมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงพระนคร ยังทรงโทมนัสที่ไม่สามารถจะตีกองทัพข้าศึกให้แตกยับเยินไปได้หมดเหมือนครั้งก่อน เพราะเหตุที่กองทัพท้าวพระยาไม่ตามเสด็จไปให้ทันรบพุ่งพร้อมกันตามรับสั่ง จึงให้ลูกขุนพิจารณาพิพากษาโทษแม่ทัพนายกองตามอัยการศึก ลูกขุนปรึกษาวางบทว่าพระยาศรีไสยณรงค์มีความผิดฐานบังอาจฝ่าฝืนพระราชโองการ ไปรบพุ่งข้าศึกโดยพลการจนเสียทีทัพแตกมา และเจ้าพระยาจักรี พระยาคลัง พระยาเทพอรชุน พระยาพิชัยสงคราม พระยารามคำแหง มีความผิดฐานละเลยไม่ตามเสด็จให้ทันตามรับสั่ง โทษถึงประหารชีวิตทั้ง ๖ คน ดำรัสสั่งให้เอาตัวข้าราชการเหล่านั้นไปจำตรุไว้ พอพ้นวันพระแล้วให้เอาตัวไปประหารชีวิตเสียตามคำลูกขุนพิพากษา แต่เมื่อวันแรม ๑๕ ค่ำเดือนยี่ก่อนวันพระ สมเด็จพระวันรัตนวัดป่าแก้ว มหาสังฆนายกกับพระราชาคณะรวม ๒๕ รูป เข้าไปเฝ้าถามข่าวถึงการที่เสด็จสงครามตามประเพณี สมเด็จพระนเรศวรตรัสเล่าแถลงการทั้งปวงตั้งแต่ต้นจนได้ทำยุทธหัตถีมีชัยชะนะพระมหาอุปราชา ให้พระราชาคณะทั้งปวงฟัง (ต่อไปนี้คัดสำนวนในหนังสือพระราชพงศาวดารมาลงบางแห่ง ตามที่หมายสำคัญไว้)

สมเด็จพระวันรัตน ถวายพระพรถามว่า “สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้ามีชัยแก่ข้าศึก เหตุไฉนข้าราชการทั้งปวงจึงต้องราชทัณฑ์เล่า”

สมเด็จพระนเรศวร ตรัสตอบว่า “นายทัพนายกองเหล่านี้ มันกลัวข้าศึกมากกว่ากลัวโยม ละให้แต่โยมสองคนพี่น้องฝ่าเข้าไปในท่ามกลางข้าศึกจนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ต่อมีชัยชะนะกลับมาจึงได้เห็นหน้ามัน นี่หากว่าโยมยังไม่ถึงที่ตาย หาไม่แผ่นดินก็จะเป็นของชาวหงสาวดีเสียแล้ว เพราะเหตุนี้โยมจึงให้ลงโทษมันตามอาญาศึก”

สมเด็จพระวันรัตน จึงถวายพระพรว่า “อาตมภาพพิเคราะห์ดูข้าราชการเหล่านี้ที่จะไม่กลัวพระราชสมภารเจ้านั้นหามิได้ เหตุทั้งนี้เห็นจะเผอิญเป็น เพื่อจะให้พระเกียรติยศพระราชสมภารเจ้าเป็นมหัศจรรย์ดอก เหมือนสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์พุทธเจ้าเมื่อ (วันจะตรัสรู้พระโพธิญาณ) พระองค์เสด็จเหนืออปราชิตบัลลังก์ใต้ควงไม้พระมหาโพธิ ณ เพลาสายัณห์ ครั้งนั้น เทพยเจ้าก็มาเฝ้าพร้อมอยู่ทั้งหมื่นจักรวาล พระยาวัสวดีมารยกพลเสนามาผจญ ถ้าพระพุทธองค์ได้เทพยเจ้าเป็นบริวารมีชัยแก่พระยามาร ก็จะหาสู้เป็นมหัศจรรย์นักไม่ นี่เผอิญให้หมู่อมรอินทร์พรหมทั้งปวงปลาศนาการหนีไปสิ้น ยังแต่พระองค์เดียว อาจสามารถผจญพระยามาราธิราชกับพลเสนามารให้ปราชัยพ่ายแพ้ได้ สมเด็จพระบรมโลกนาถเจ้าจึงได้พระนามว่าพระพิชิตมารโมลีศรีสรรเพ็ชดาญาณ เป็นมหามหัศจรรย์บันดาลไปทั่วอนันตโลกธาตุ เบื้องบนตราบเท่าถึงภวัคพรหม เบื้องต่ำตลอดถึงอโธภาคอเวจีเป็นที่สุด พิเคราะห์ดูก็เหมือนพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ครั้งนี้ ถ้าเสด็จพร้อมด้วยเสนางคนิกรโยธาทวยหาญมาก และมีชัยแก่พระมหาอุปราชาก็จะหาสู้เป็นมหัศจรรย์แก่พระเกียรติยศให้ปรากฏไปในนานาประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งปวงไม่ พระราชสมภารเจ้าอย่าทรงพระปริวิตกน้อยพระทัยเลย อันเหตุที่เป็นทั้งนี้เพื่อเทพยเจ้าทั้งปวงอันรักษาพระองค์จักสำแดงพระเกียรติยศดุจอาตมภาพถวายพระพรเป็นแท้”

สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าได้ทรงฟังสมเด็จพระวันรัตนถวายวิสัชนากว้างขวาง ออกพระนามสมเด็จพระบรมอัครโมลีโลกครั้งนั้น ระลึกถึงพระคุณนามอันยิ่ง ก็ทรงพระปีติโสมนัสตื้นเต็มพระกมลหฤทัยปราโมทย์ ยกพระกรประณมเหนือพระอุตมางคศิโรตม์นมัสการ แย้มพระโอษฐ์ว่า

“สาธุ สาธุ พระผู้เป็นเจ้าว่านี้ควรหนักหนา”

สมเด็จพระวันรัตนเห็นว่าพระมหากษัตริย์คลายพระพิโรธแล้ว จึงถวายพระพรว่า “อาตมภาพพระราชาคณะทั้งปวงเห็นว่าข้าราชการซึ่งเป็นโทษเหล่านี้ก็ผิดหนักหนาอยู่แล้ว แต่ทว่าได้ทำราชการมาแต่ครั้งสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช และสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทั้งทำราชการในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระราชสมภารเจ้าแต่เดิมมา ดุจพุทธบริษัทของสมเด็จบรมครูก็เหมือนกัน อาตมภาพทั้งปวงขอพระราชทานโทษคนเหล่านี้ไว้สักครั้งหนึ่งเถิด จะได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป”

สมเด็จพระนเรศวร ตรัสตอบว่า “พระผู้เป็นเจ้าขอแล้วโยมก็จะถวาย แต่ทว่าจะต้องให้ไปตีเอาเมืองตะนาวศรี เมืองทะวาย แก้ตัวก่อน”

สมเด็จพระวันรัตน ถวายพระพรว่า “การซึ่งจะใช้ไปตีบ้านเมืองนั้น ก็สุดแต่พระราชสมภารเจ้าจะสงเคราะห์ มิใช่กิจของอาตมภาพทั้งปวงอันเป็นสมณะ”

ยังมีของโบราณปรากฏอยู่บางสิ่ง ซึ่งชวนให้เห็นว่าเมื่อสมเด็จพระวันรัตนทูลขอโทษข้าราชการแล้ว ได้ทูลแนะนำสมเด็จพระนเรศวรให้เฉลิมพระเกียรติที่มีชัยครั้งนั้นด้วยทรงบำเพ็ญกุศลกรรม และคงยกเรื่องประวัติพระเจ้าทุษฐคามนีมหาราชอันมีในคัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกาทวีปมาทูลถวายเป็นตัวอย่าง ในเรื่องนั้นว่าเมื่อ พ.ศ. ๓๓๘ พวกทมิฬมิจฉาทิฏฐิยกกองทัพข้ามจากชมพูทวีปมาตีได้เกาะลังกา แล้วครอบครองบ้านเมืองอยู่หลายปี ทุษฐคามนีกุมารราชโอรสของพระเจ้ากากะวรรณดิศ ซึ่งเป็นกษัตริย์สิงหลถือพระพุทธศาสนา หนีไปอยู่ที่บนเขา พยายามรวบรวมรี้พลยกไปตีเอาบ้านเมืองคืน ได้รบพระยาเอฬาระทมิฬซึ่งครองเมืองลังกาถึงชนช้างกันตัวต่อตัวที่ชานเมืองอนุราธบุรีราชธานี ทุษฐคามนีกุมารมีชัยชะนะฆ่าพระยาเอฬาระทมิฬตายกับคอช้าง ได้เมืองลังกาคืนจากพวกมิจฉาทิฏฐิ มีพระเกียรติเป็นมหาราชสืบมาในพงศาวดาร และเมื่อพระเจ้าทุษฐคามนีทำยุทธหัตถีมีชัยครั้งนั้น โปรดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นไว้เป็นอนุสสรณ์ตรงที่ชนช้างกับพระยาเอฬาระทมิฬองค์หนึ่ง แล้วให้สร้างพระมหาสถูปอันมีนามว่า มริจิวัตรเจดีย์ ขึ้นในเมืองอนุราธบุรีอีกองค์หนึ่ง เฉลิมพระเกียรติปรากฏสืบมากว่าพันปี สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย จึงโปรดให้สร้างพระสถูปเป็นอนุสรณ์ไว้ในทุ่งหนองสาหร่าย ตรงที่ทรงทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาองค์หนึ่ง แล้วทรงสร้างพระมหาสถูปขึ้นที่วัดป่าแก้วขนานนามว่า ชัยมงคลเจดีย์ อีกองค์หนึ่ง (คือพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่อยู่ทางฝ่ายตะวันออกทางรถไฟ แลเห็นเมื่อก่อนเข้าเขตต์พระนครศรีอยุธยา) นอกจากนั้นปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารและในกฎหมายลักษณะกบฏศึก ว่าพระราชทานบำเหน็จแก่ข้าราชการที่ได้ตามเสด็จไปรบครั้งนั้นตามความชอบทั่วกัน ตลอดจนถึงพวกไพร่พลที่ได้รบพุ่งครั้งนั้น โปรดให้ยกส่วยและอากรที่ติดค้างพระราชทาน ผู้ไปตายในที่รบก็โปรดให้เอาลูกและพี่น้องมาเลี้ยง ถ้ามีหนี้หลวงติดค้างก็ยกพระราชทาน มิให้เรียกจากครอบครัว แม้จนผู้ที่ถวายลูกหลานให้ไปรบพุ่ง ถ้ามีหนี้หลวงก็ยกพระราชทานเหมือนกัน คงจะมีอย่างอื่นอีก ทั้งการพระราชกุศลที่ทรงบำเพ็ญ และบำเหน็จที่ทรงพระราชทานครั้งนั้น แม้เจ้าพระยาไชยานุภาพช้างพระที่นั่งที่ชนชะนะ ก็โปรดให้เปลี่ยนนามเพิ่มเกียรติเป็นเจ้าพระยาปราบหงสาวดีตามประเพณีโบราณ ให้สมกับเป็นมงคลหัตถีในการสงครามครั้งนั้น

ในปลายปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ นั้น สมเด็จพระนเรศวรดำรัสสั่งให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพคุมพล ๕๐,๐๐๐ ไปตีเมืองตะนาวศรีทัพ ๑ ให้พระยาพระคลังเป็นแม่ทัพคุมพล ๕๐,๐๐๐ ไปตีเมืองทะวายทัพ ๑ แก้ตัวที่ได้มีความผิด พวกข้าราชการที่มีความผิดครั้งเดียวกันก็ให้เข้ากองทัพไปด้วยทั้ง ๒ ทาง เมืองตะนาวศรีและเมืองทะวายนั้น เคยเป็นเมืองขึ้นของไทยมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย พะม่าชิงเอาไปเมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองตีได้กรุงศรีอยุธยา ด้วยเหตุนั้นพอมีโอกาสสมเด็จพระนเรศวรจึงให้ไปตีเอากลับคืน แต่เมืองทั้งสองนี้การปกครองผิดกัน เมืองทะวายอยู่ต่อแดนเมืองมอญข้างเหนือเมืองตะนาวศรี ไพร่บ้านพลเมืองเป็นทะวายชาติหนึ่งต่างหาก การปกครองเคยตั้งทะวายเป็นเจ้าเมืองกรมการทั้งหมด จึงเป็นแต่ขึ้นกรุงฯ เหมือนอย่างประเทศราชอันหนึ่ง ไม่สนิทนัก แต่ส่วนเมืองตะนาวตรีซึ่งอยู่ใต้เมืองทะวายลงมาต่อกับเมืองชุมพรนั้น ไพร่บ้านพลเมืองมีทั้งพวกเมงและไทยปะปนกัน และมีเหตุอีกอย่างหนึ่งด้วยเมืองตะนาวศรีมีเมืองมะริดเป็นเมืองขึ้น ตั้งอยู่ริมทะเล เป็นเมืองท่าสำหรับเรือกำปั่นแขกฝรั่งไปมาค้าขายและขนสินค้ามาทางบกถึงกรุงศรีอยุธยาได้สะดวก เพราะฉะนั้นจึงตั้งข้าราชการไทยออกไปเป็นเจ้าเมืองตะนาวศรีอย่างเมืองพระยามหานครแต่โบราณมา เมื่อพะม่าชิงเอาเมืองทะวายเมืองตะนาวศรีไปก็เอาแบบอย่างไทยไปปกครอง คือให้พวกทะวายปกครองกันเอง และให้ข้าราชการพะม่าลงมาครองเมืองตะนาวศรีกับเมืองมะริด เมื่อพะม่าเจ้าเมืองตะนาวศรีได้ข่าวว่ากองทัพไทยจะยกไปตีเมือง ก็รีบบอกขึ้นไปยังเมืองหงสาวดี เวลานั้นพระเจ้าหงสาวดีก็กำลังกริ้วพวกท้าวพระยาที่มาในกองทัพพระมหาอุปราชา ว่าปล่อยให้พระราชโอรสเป็นอันตราย จึงตรัสสั่งให้ท้าวพระยาเหล่านั้นคุมกองทัพลงมารักษาเมืองทะวาย เมืองตะนาวศรี เพื่อรบกับไทยแก้ตัวใหม่ แต่เมื่อขณะกำลังเกณฑ์ทัพอยู่ที่เมืองหงสาวดีนั้น เจ้าพระยาจักรียกไปถึงเมืองตะนาวศรีก่อน ให้กองทัพล้อมเมืองไว้ พะม่าเจ้าเมืองตะนาวศรีต่อสู้อยู่ได้ ๑๕ วัน ก็เสียเมืองแก่เจ้าพระยาจักรี ส่วนกองทัพพระยาพระคลังซึ่งยกไปตีเมืองทะวาย ได้รบพุ่งกับข้าศึกที่ด้านเชิงเขาบรรทัดครั้งหนื่ง ข้าศึกก็แตกพ่ายไป พระยาพระคลังยกกองทัพตามเข้าไปล้อมเมืองทะวายไว้ ๒๐ วัน พระยาทะวายซึ่งพระเจ้าหงสาวดีตั้งให้ครองเมืองเห็นจะสู้ไม่ได้ ก็ออกมาอ่อนน้อมยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุธยาอย่างเดิม เมื่อเจ้าพระยาจักรีได้เมืองตะนาวศรีและเมืองมะริดแล้ว ยังไม่รู้ว่ากองทัพพระยาพระคลังที่ไปตีเมืองทะวายจะเป็นอย่างไร คิดวิตกว่าเมืองทะวายอยู่ต้นทางที่กองทัพพะม่าจะยกลงมา ถ้าพระยาพระคลังยังตีเมืองทะวายไม่ได้ มีกองทัพเมืองหงสาวดียกลงมาก็จะถูกข้าศึกตีกระหนาบ จึงให้เกณฑ์เรือกำปั่นที่มาค้าขายอยู่ณเมืองมะริด ได้เรือสลุปของฝรั่งลำหนึ่ง ของแขก ๒ ลำ และเก็บเรือในพื้นเมืองมาแปลงเป็นเรือรบอีก ๑๕๐ ลำ ให้พระยาเทพอรชุนเป็นนายทัพเรือยกไปเมืองทะวายทางทะเล และให้พระยาศรีไสยณรงค์คุมพลพวกหนึ่งอยู่รักษาเมืองตะนาวศรี แล้วเจ้าพระยาจักรีก็ยกพล ๓๐,๐๐๐ ตามขึ้นไปเมืองทะวายทางบก

กองทัพเรือพระยาเทพอรชุนยกไปทางทะเล ถึงตำบลบ้านบ่อในแดนเมืองทะวายปะทะกับกองทัพเรือสมิงอุบากอง สมิงพระตะบะ ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีให้ลงมาช่วยเมืองตะนาวศรีเป็นกองทัพหนึ่งต่างหาก มีเรือรบเรือบรรทุกรวมกันราว ๒๐๐ ลำ จำนวนพลประมาณ ๑๐,๐๐๐ ก็เข้ารบพุ่งกันที่ในทะเล สู้กันแต่เช้าจนเที่ยงยังไม่แพ้ชะนะกัน ถึงเวลาบ่ายลมตั้งคลื่นใหญ่ก็ทอดรอกันอยู่ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายพระยาพระคลังเมื่อได้เมืองทะวายแล้วก็คิดเป็นห่วงเจ้าพระยาจักรีเหมือนกัน ด้วยไม่ได้ข่าวว่าจะตีเมืองตะนาวศรีแล้วหรือยัง จึงจัดกองทัพเรือมีจำนวนเรือรบ ๑๐๐ ลำ กับพลทหาร ๕,๐๐๐ ให้พระยาพิชัยสงคราม พระยารามคำแหง คุมลงไปช่วยเจ้าพระยาจักรีที่เมืองตะนาวศรี พอกองทัพออกจากปากนํ้าเมืองทะวายก็ได้ยินเสียงปืนทางทิศใต้ พระยาพิชัยสงคราม พระยารามคำแหงจึงให้ขุนโจมจัตุรงค์คุมเรือลาดตระเวนล่วงหน้าลงไปสืบ ได้ความว่ากองทัพเรือของไทยยกขึ้นมาจากข้างใต้ สู้รบอยู่กับกองทัพเรือพะม่า พระยาพิชัยสงคราม พระยารามคำแหง ก็ยกกองทัพเข้าตีกระหนาบพะม่าลงไปจากข้างเหนือ ฝ่ายพระยาเทพอรชุนรู้ว่ามีกองทัพเรือไทยยกลงมาช่วยทางข้างเหนือ ก็ยกเข้าตีพะม่าทางด้านใต้ กองทัพไทยยิงถูกสมิงอุบากองนายทัพตายในที่รบ แล้วยิงเรือสมิงพระตะบะและเรือรบข้าศึกแตกจมอีกหลายลำ กองทัพเรือพะม่าก็แตกกระจัดกระจาย เรือข้าศึกแล่นหนีไปบ้าง เอาเรือเกยฝั่งขึ้นบกหนีไปบ้าง กองทัพไทยจับเป็นได้ประมาณ ๕๐๐ ทั้งได้เรือและเครื่องศัสตราวุธอีกเป็นอันมาก พระยาเทพอรชุน พระยาพิชัยสงคราม พระยารามคำแหง ได้ทราบความจากคำให้การพวกชะเลยว่ายังมีกองทัพพวกข้าศึกยกลงมาทางบกจากเมืองเมาะตะมะ จะมาช่วยเมืองทะวายอีกทัพหนึ่ง ก็รีบรวบรวมกองทัพกลับไปแจ้งความแก่เจ้าพระยาจักรีที่เมืองทะวาย เจ้าพระยาจักรีจึงปรึกษากับพระยาพระคลัง แบ่งกองทัพบกของเจ้าพระยาจักรียกขึ้นไปทางฝั่งตะวันออกกอง ๑ แบ่งคนในกองทัพพระยาพระคลังยกขึ้นไปทางฝั่งตะวันตกกอง ๑ ให้ไปซุ่มอยู่สองฟากทางที่กองทัพพะม่าจะยกลงมา ฝ่ายกองทัพพะม่าที่ยกลงมาทางบกครั้งนั้น ยังไม่รู้ว่าเมืองทะวายเมืองตะนาวศรีเสียแก่ไทยแล้ว เจ้าเมืองมะลวนเป็นนายทัพยกลงมาทางฝั่งตะวันออกกอง ๑ ตรงมาทางเมืองกะลิอ่อง หมายจะเข้าเมืองทะวายทางตำบลเสือข้ามซึ่งกองทัพใหญ่ตั้งอยู่ เจ้าเมืองกลิดตองปุคุมกองทัพมาทางชายทะเลข้างฝั่งตะวันตกกอง ๑ มาถึงป่าเหนือบ้านหวุ่นโพะ กองทัพไทยเห็นพะม่ายกถลำเข้ามาในที่ซุ่ม ก็ออกระดมตีทั้ง ๒ ทัพ ข้าศึกไม่รู้ตัวก็แตกฉานยับเยิน เสียช้างม้าผู้คนและเครื่องศัสตราวุธแก่ไทยเป็นอันมาก ไทยจับได้นายทัพนายกอง ๑๑ คน ไพร่พลกว่า ๔๐๐ คน เป็นเสร็จการรบ ได้เมืองทะวายและเมืองตะนาวศรีกลับคืนมาเป็นของไทยดังแต่ก่อน

ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๑๓๓ ยังเสด็จประทับอยู่ที่วังจันทร์ต่อมา ๒ ปี จนตีได้เมืองทะวายและเมืองตะนาวศรีแล้ว จึงทำพิธีเฉลิมพระราชมนเทียรเสด็จไปประทับในพระราชวังหลวงเมื่อเดือน ๑๐ ปีมะเส็งด พ.ศ. ๒๑๓๖ แล้วโปรดให้กลับตั้งหัวเมืองเหนือ ซึ่งได้ทิ้งให้ร้างอยู่ ๘ ปีขึ้นอย่างเดิม และทรงตั้งข้าราชการที่มีความชอบเป็นเจ้าเมือง คือให้พระยาชัยบูรณ์ (น่าจะเป็นคนเดียวกับพระชัยบุรี ทหารเอกที่เป็นข้าหลวงเดิมเคยรบพุ่งมาแต่แรก) เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ เจ้าเมืองพิษณุโลก ให้พระยาศรีไสยณรงค์ (ดูก็น่าจะเป็นคนเดียวกับพระศรีถมอรัตน ทหารเอกที่เคยเป็นคู่กับพระชัยบุรี) เป็นเจ้าเมืองตะนาวศรี ให้พระศรีเสาวราชเป็นเจ้าเมืองสุโขทัย ให้พระองค์ทองราชนิกุลเป็นเจ้าเมืองพิชัย และให้หลวงจ่า (แสนย์) เป็นเจ้าเมืองสวรรคโลก ส่วนพวกที่ไปรบพุ่งแก้ตัวจนได้เมืองทะวายเมืองตะนาวศรี มีเจ้าพระยาจักรีและพระยาพระคลังเป็นต้น ก็คงได้รับบำเหน็จตามสมควรแก่ความชอบทั่วกัน

พอเสร็จสงครามตีเมืองทะวายเมืองตะนาวศรีแล้ว สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพไปตีเมืองเขมรในปลายปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๓๖ นั้น ตามที่มุ่งหมายมาช้านาน ด้วยเมืองเขมรเดิมเป็นประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยาอยู่แต่ก่อน ครั้นเมืองไทยถึงยุคเข็ญเมื่อรบแพ้พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง พระบรมราชาเจ้ากรุงกัมพูชาก็เป็นกบฏ บังอาจเข้ามาตีเมืองไทยซํ้าเติมในเวลาเมื่อกำลังปลกเปลี้ยเป็นหลายครั้งดังกล่าวมาแล้ว ครั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงสามารถกลับตั้งเมืองไทยเป็นอิสสระขึ้นได้ นักพระสัฏฐาซึ่งได้ครองกรุงกัมพูชาต่อพระบรมราชาเกรงว่าไทยจะออกไปตีเมืองเขมรแก้แค้น จึงแต่งทูตให้เข้ามาขอเป็นทางไมตรีดีกับไทย แต่อย่างเป็นประเทศเสมอกัน เวลานั้นไทยกำลังเตรียมจะต่อสู้ศึกหงสาวดี สมเด็จพระมหาธรรมราชาฯ ไม่อยากจะให้เขมรเป็นข้าศึกอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ก็ทรงรับทางไมตรีของเขมร ด้วยเหตุนั้นนักพระสัฏฐาจึงให้พระศรีสุพรรณมาธิราช ซึ่งเป็นอนุชาเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีและยังอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระนเรศวรรบชะนะพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกศ พระศรีสุพรรณมาธิราชเห็นจะตามเสด็จสมเด็จพระมหาธรรมราชาฯ ขึ้นไปรับสมเด็จพระนเรศวรด้วย แต่เมื่อเรือลำทรงของสมเด็จพระนเรศวรผ่านมา พระศรีสุพรรณมาธิราชนั่งดูอย่างวางตัวตีเสมอ ก็ทำให้สมเด็จพระนเรศวรทรงขัดเคืองอีกครั้งหนึ่ง แต่มาทรงขัดเคืองถึงที่สุดเมื่อครั้งพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงยกกองทัพใหญ่มาล้อมพระนคร พอนักพระสัฏฐาเจ้ากรุงกัมพูชารู้ว่ากรุงศรีอยุธยาตกอยู่ในที่ยาก คาดว่าไทยคงเสียบ้านเมืองอีกก็ทิ้งทางไมตรี แต่งกองทัพเข้ามาเที่ยวปล้นทรัพย์จับคนในเมืองไทยทางแขวงเมืองปราจีนฯ ไปเป็นชะเลยเหมือนเช่นเคยทำมาแต่ก่อน สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงแค้นถึงตรัสปฏิญาณว่าจะตีเมืองเขมรจับนักพระสัฏฐาฆ่าเสียให้จงได้ พอเสร็จศึกคราวพระมหาอุปราชายกมาครั้งแรก ก็ตรัสสั่งให้เตรียมทัพ หมายจะเสด็จไปตีเมืองเขมรเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ แต่มีศึกพระมหาอุปราชายกเข้ามาอีกในปีมะโรงนั้น จึงต้องรอการตีเมืองเขมรมาจนปลายปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๓๖

กระบวนที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปตีเมืองเขมรครั้งนี้ ดำรัสสั่งให้เกณฑ์พลเมืองนครนายก เมืองปราจีน เมืองฉะเชิงเทรา และเมืองสระบุรี เข้าเป็นกองทัพ ให้พระยานครนายกเป็นนายพลไปด้วยกันกับเจ้าเมืองอีก ๓ เมืองนั้น ยกไปตั้งค่ายปลูกยุ้งฉางรวบรวมสะเบียงอาหารเตรียมไว้ ณ ตำบลทำนบในหนทางที่กองทัพใหญ่จะยกไปเมืองเขมร (จะอยู่ในเขตต์เมืองไหนไม่รู้แน่ แต่คงใกล้กับแดนเขมร) ทัพ ๑ ให้เกณฑ์พลหัวเมืองปักษ์ใต้ตั้งแต่เมืองสงขลาขึ้นมาจนเมืองเพ็ชรบุรีเป็นกองทัพเรือ ให้พระยาเพ็ชรบุรีเป็นนายพลคุมเรือลำเลียงสะเบียงอาหารไปขึ้นที่เมืองป่าสักในแดนเขมรทัพ ๑ ให้พระยาราชวังสันเป็นนายพลคุมเรือพวกอาสาลงไปตีเมืองบันทายมาศขึ้นมาทางใต้ทัพ ๑ กองทัพบกนั้นให้เจ้าพระยานครราชสีมา เกณฑ์พลในเมืองนั้นเข้ากองทัพยกลงไปทางเมืองเสียมราฐทาง ๑ ส่วนกองทัพหลวงตั้งประชุมพลที่ทุ่งหันตราชานพระนคร โปรดให้พระยาราชมนู (ทหารเอก เห็นจะได้เป็นพระยามาแต่ครั้งรบที่บ้านสระเกศ ดังกล่าวมาแล้ว) คุมทัพหน้า สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จเป็นกองหลวง กำหนดนัดกองทัพทั้งปวงให้ไปประจบกันที่เมืองละแวกราชธานีของกรุงกัมพูชา

สมเด็จพระนเรศวรเสด็จออกจากพระนครเมื่อวันเสาร์เดือนอ้ายขึ้น ๒ คํ่าปีมะแม พ.ศ. ๒๑๓๘ ยกกองทัพหลวงไปทางเมืองปราจีน เมื่อถึงค่ายตำบลทำนบ ตรัสสั่งให้กองทัพพระยานครนายกเข้าสมทบในกองทัพหลวงยกต่อไป ทางฝ่ายเขมรครั้งนั้นก็เตรียมต่อสู้แข็งแรง ปรากฏว่าในหนทางที่กองทัพหลวงจะยกเข้าไปในแดนเขมรนั้น มีกองทัพพระยามโนไมตรีตั้งรับอยู่ที่เมืองพระตะบองแห่ง ๑ ต่อเข้าไปมีกองทัพพระสวรรคโลกตั้งรับอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์อีก แห่ง ๑ และที่สุดก่อนจะถึงเมืองละแวก มีกองทัพใหญ่ของพระศรีสุพรรณมาธิราชตั้งรับอยู่ที่เมืองบริบูรณ์อีกแห่ง ๑ ทางอื่นก็มีกองทัพพระยาจีนจันตุ (จะเป็นคนเดียวกับที่เคยหนีไปจากเมืองไทยหรือมิใช่สงสัยอยู่) ตั้งรักษาเมืองบันทายมาศแห่ง ๑ กองทัพพระยาวงศาธิราชตั้งรักษาเมืองป่าสักแห่ง ๑ กองทัพพระยาภิมุขวงศาตั้งอยู่ที่เมืองพนมเพ็ญ เป็นเขื่อนของเมืองละแวกอีกแห่ง ๑

กองทัพไทยยกลงไปถึงเมืองพระตะบอง เห็นเขมรเป็นแต่ตั้งมั่นรักษาเมืองอยู่ พระยาราชมนูก็เข้าตีเมืองพระตะบองได้โดยง่าย และจับตัวพระยามโนไมตรีได้ด้วย เมื่อไปถึงเมืองโพธิสัตว์ พระสวรรคโลกยกกองทัพออกต่อสู้นอกเมืองได้รบกันถึงตะลุมบอน พระยาราชมนูรบชะนะตีได้เมืองโพธิสัตว์อีกเมือง ๑ แต่ที่เมืองบริบูรณ์กองทัพพระศรีสุพรรณมาธิราชที่ตั้งรักษาเมืองบริบูรณ์เป็นกองทัพใหญ่ สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชดำริว่ากำลังกองทัพพระยาราชมนูจะตีให้แตกไม่ได้ จึงเสด็จยกกองทัพหลวงตามติดไป พวกข้าศึกออกตั้งต่อสู้นอกเมืองแห่งหนึ่ง กองทัพไทยตีแตกหนีไป แต่นั้นพระศรีสุพรรณมาธิราชเป็นแต่ตั้งมั่นอยู่ในเมือง สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสสั่งให้ล้อมเมือง แล้วตีหักเข้าไปทุกด้านพร้อมกันในวันเดียวก็ได้เมืองบริบูรณ์ แต่ตัวพระศรีสุพรรณมาธิราชหนีไปเมืองละแวกได้ ฝ่ายกองทัพไทยที่ยกไปทางอื่น กองทัพพระยาราชวังสันไปถึงเมืองบันทายมาศ ได้รบกับพระยาจีนจันตุ ๆ ตายในที่รบก็ได้เมืองนั้น ฝ่ายกองทัพพระยาเพ็ชรบุรียกไปถึงเมืองป่าสัก ได้รบกับกองทัพเรือของพระยาวงศาธิราช พระยาวงศาธิราชถูกปืนใหญ่ตายในที่รบก็ได้เมืองป่าสัก แล้วรวบรวมเรือยกต่อขึ้นไปถึงเมืองปากกะสัง กำลังพระยาราชวังสันกับพระยาภิมุขวงศารบติดพันกันอยู่ พระยาเพ็ชรบุรีก็เข้าช่วยตีกระหนาบ ข้าศึกก็แตกหนีไป พระยาทั้งสองจึงสมทบกันขึ้นไปตีเมืองพนมเพ็ญได้โดยง่าย แล้วยกขึ้นไปยังเมืองละแวกทางข้างใต้ ฝ่ายกองทัพเจ้าพระยานครราชสีมาซึ่งยกไปทางเมืองเสียมราฐนั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้าศึกต่อสู้ก็ไปถึงเมืองละแวกทางด้านตะวันออกได้โดยง่าย เวลากองทัพไทยยกลงไปครั้งนี้ พวกไทยที่ถูกเขมรจับเอาไปเป็นชะเลยแต่ก่อนคงพากันมาหากองทัพ เห็นจะได้รี้พลเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย พอกองทัพไทยไปถึงเมืองละแวกพร้อมกันแล้ว สมเด็จพระนเรศวรก็ตรัสสั่งให้เข้าตั้งประชิดติดเมืองทุกด้าน และให้เตรียมตีหักเอาด้วยกำลัง ครั้นถึงเดือน ๕ ขึ้น ๒ คํ่าปีมะเมีย พ.ศ. ๒๑๓๗ สมเด็จพระนเรศวรทรงพระคชาธารออกบัญชาการรบเอง พอดึกเวลา ๔ นาฬิกาก็ให้สัญญากองทัพให้ตีเมืองพร้อมกันทุกด้าน ข้าศึกต่อสู้ต้องรบพุ่งกันเป็นสามารถ แต่พอรุ่งสว่างกองทัพไทยก็เข้าเมืองได้ และจับได้ทั้งนักพระสัฏฐาเจ้ากรุงกัมพูชา และพระศรีสุพรรณมาธิราช เมื่อได้เมืองละแวกแล้วสมเด็จพระนเรศวรตรัสสั่งให้ทำพิธีปฐมกรรม และเอาตัวนักพระสัฏฐาไปประหารชีวิตเสียตามที่ได้ทรงปฏิญาณไว้ แล้วให้ริบทรัพย์จับผู้คนเอามาเป็นชะเลยศึกตามประเพณีสงครามสมัยนั้น โดยตีเมืองได้ด้วยต้องรบ แต่พระศรีสุพรรณมาธิราชโปรดให้เอาตัวมาไว้ในกรุงศรีอยุธยา ในพงศาวดารเขมรว่าเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงตีเมืองเขมรได้แล้ว โปรดให้พระมหามนตรีอยู่รักษากรุงกัมพูชา ถ้าเช่นนั้นก็เป็นแต่ชั่วคราวในเวลาบ้านเมืองกำลังเป็นจลาจล ด้วยปรากฏต่อมาว่าไม่ช้าก็โปรดให้ราชบุตรนักพระสัฏฐาทรงนามว่าพระศรีสุธรรมราชา ครองกรุงกัมพูชา แต่นั้นเมืองเขมรก็กลับเป็นประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยาเหมือนแต่ก่อน

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรตีเมืองเขมรได้แล้ว ต่อมาในไม่ถึงปี พระยาศรีไสยณรงค์เจ้าเมืองตะนาวศรีก็เป็นกบฏ ดูเป็นการใหญ่โตถึงสมเด็จพระเอกาทศรถต้องเสด็จยกกองท้พลงไปปราบปราม พิเคราะห์ดูน่าพิศวง ด้วยพระยาศรีไสยณรงค์เป็นข้าหลวงเดิมของสมเด็จพระนเรศวร ได้ทรงชุบเลี้ยงและเคยรบศัตรูเป็นคู่พระราชหฤทัยมาแต่แรก ไฉนจึงมาคิดทรยศเป็นกบฏต่อเจ้านายของตนเอง อีกประการหนึ่ง พระยาศรีไสยณรงค์เป็นแต่เจ้าเมืองๆ หนึ่ง จะเอากำลังที่ไหนมาต่อสู้กองทัพในกรุงกับหัวเมืองอื่นที่จะยกไปปราบปราม จะหมายพึ่งต่างประเทศ เมืองตะนาวศรีก็มิได้อยู่ติดต่อกับประเทศไหน ที่ตั้งแข็งเมืองเป็นกบฏก็เหมือนวางบทโทษประหารชีวิตตนเอง แม้พระยาศรีไสยณรงค์สิ้นความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนเรศวร ก็คงต้องคิดถึงความปลอดภัยของตนเองก่อน ที่ว่าเป็นกบฏขึ้นลอยๆ จึงน่าสงสัยว่าจะไม่ตรงกับความจริง พิจารณาดูเรื่องประวัติของพระยาศรีไสยณรงค์ที่ปรากฏในหน้งสือพงศาวดารประกอบกับรายการที่ปรากฏ เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จลงไปตีเมืองตะนาวศรีครั้งนั้น ความยุตติต้องกันเห็นว่าเรื่องที่จริงน่าจะเป็นดังกล่าวต่อไปนี้

พระยาศรีไสยณรงค์ เป็นทหารเอกรุ่นแรกของสมเด็จพระนเรศวร คู่กันกับพระยาชัยบูรณ์มาแต่ยังทรงครองพิษณุโลก เมื่อพระยาชัยบูรณ์เป็นที่พระชัยบุรีและพระยาศรีไสยณรงค์เป็นที่พระศรีถมอรัตน ได้ไปรบชะนะเขมรที่เมืองนครราชสีมาด้วยกันทั้ง ๒ คนครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสสรภาพของเมืองไทยแล้ว โปรดให้คุมพลไปขับไล่กองทัพพะม่าไปจากเมืองกำแพงเพ็ชรด้วยกันทั้ง ๒ คน ได้รบกับข้าศึกถึงชนช้างมีชัยชะนะอีกครั้งหนึ่ง คงเป็นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์โปรดให้เลื่อนยศพระชัยบุรีขึ้นเป็นพระยาชัยบูรณ์ และเลื่อนยศพระศรีถมอรัตนเป็นพระยาศรีไสยณรงค์ ต่อมาถึงครั้งสมเด็จพระนเรศวรรบพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกศ มีชื่อทหารเอกปรากฏขึ้นอีกคนหนึ่งคือ พระราชมนู ซึ่งคุมกองทัพหน้าในครั้งนั้น เห็นจะเป็นคนรุ่นหลัง และบางทีจะได้เคยเป็นตัวรองอยูในบังคับบัญชาของพระยาศรีไสยณรงค์มาแต่ก่อน ทหารเอกของสมเด็จพระนเรศวรที่ถึงขึ้นชื่อในพงศาวดารจึงมี ๓ คนด้วยกัน เมื่อครั้งพระมหาอุปราชาหงสาวดีมาตีเมืองไทยคราวชนช้าง พอได้ข่าวว่าข้าศึกยกเข้าแดนเมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระนเรศวรก็โปรดให้พระยาศรีไสยณรงค์คุมกองทัพหน้าไปตั้งสะกัดข้าศึกที่ลำน้ำบ้านท่าคอย ในแขวงจังหวัดสุพรรณบุรี ครั้นกองทัพหลวงเสด็จไปถึง จึงโปรดให้พระยาศรีไสยณรงค์ยกกองทัพหน้ารุกออกไปตั้งสะกัดข้าศึกที่ตำบลดอนระฆัง ตรัสสั่งพระยาศรีไสยณรงค์ไปว่าให้สืบกำลังและกระบวนทัพที่ข้าศึกยกมา บอกมากราบทูลเป็นสำคัญ ถ้าเห็นข้าศึกยกมามาก ให้พระยาศรีไสยณรงค์ถอยมาหาทัพหลวงอย่าให้รบ แต่พระยาศรีไสยณรงค์จะเข้าใจกระแสรับสั่งผิด หรืออุกอาจโดยนิสสัยของตนอย่างใดอย่างหนึ่ง พอกองทัพหน้าของข้าศึกยกมาใกล้ก็สั่งให้เข้าระดมตี ไม่ล่าถอยตามรับสั่ง ข้าศึกมีกำลังมากกว่าก็ตีกองทัพพระยาศรีไสยณรงค์แตกพ่าย เป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรตัองทรงเปลี่ยนกระบวนรบในปัจจุบันทันด่วนจนโกลาหลอลหม่าน พระยาศรีไสยณรงค์อยูในพวกนายทัพนายกองที่ทำความผิดต้องระวางโทษถึงตาย แต่สมเด็จพระวันรัตนทูลขอชีวิตไว้ได้ด้วยกันทั้งหมด เมื่อโปรดให้ข้าราชการที่มีความผิดครั้งนั้นไปตีเมืองทะวายและเมืองตะนาวศรีแก้ตัว พระยาศรีไสยณรงค์ไปในกองทัพเจ้าพระยาจักรีซึ่งไปตีเมืองตะนาวศรี แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีตำแหน่งหน้าที่อย่างใดในกองทัพสมกับคุณวิเศษซึ่งเคยมีมาแต่ก่อน จนเมื่อเจ้าพระยาจักรีตีได้เมืองตะนาวศรีแล้ว จะยกกองทัพไปช่วยพระยาพระคลังที่เมืองทะวาย จึงให้พระยาศรีไสยณรงค์อยู่รักษาเมืองตะนาวศรี ครั้นเสร็จสงคราม สมเด็จพระนเรศวรก็เลยทรงตั้งให้เป็นเจ้ามืองตะนาวศรี เพราะได้รักษาเมืองอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่ยกความชอบอย่างใด พระยาศรีไสยณรงค์คงจะเสียใจ แต่ยังพอคิดเห็นว่าเป็นเพราะตัวมีความผิดติดอยู่ เมื่อแต่ก่อน แต่ต่อมาถึงคราวพูนบำเหน็จเมื่อเสร็จคิกเขมร สมเด็จ พระนเรศวรทรงตั้งพระราชมนูเป็นเจ้าพระยาอัครมหาเสนาบดีที่สยุห กลาโหม คราวนี้พระยาศร็ไสยณรงค์เห็นจะเสียใจมาก ถึงเกิดความโทมนัสแรงกล้าสาหัส ด้วยรู้สึกว่าคนรุ่นหลังได้เลื่อนยศข้ามหัวขึ้นไปเป็นใหญ่กว่าตนอันได้ทำความชอบความดีมาก่อนช้านาน แตกคงมิได้คิดจะเป็นกบฏ น่าจะเป็นแต่แสดงความโทมนัสออกนอกหน้าตามประสาคนมุทะลุ เช่นพูดว่า “เห็นจะไม่ทรงชุบเลี้ยงแล้ว ไปอยู่กับพะม่าเสียได้จะดีกว่า” ดังนี้เป็นต้น คนได้ยินกันมากก็มีกรมการที่ไม่ชอบพระยาศรีไสยณรงค์หรือที่ตกใจจริงๆ ลอบเข้ามาบอกเจ้าเมืองกุยๆ จึงมีใบบอกเข้ามากราบทูลสมเด็จพระนเรศวรไม่ทรงเชื่อก็เป็นธรรมดา เพราะพระยาศรีไสยณรงค์เป็นข้าหลวงเดิมทรงชุบเลี้ยงอย่างสนิทสนมมาแต่ก่อน ไม่เห็นว่าจะเป็นกบฏได้ แต่เมื่อถูกฟ้องต้องหาเช่นนั้นก็จำต้องไต่ถาม จึงตรัสสั่งให้มีท้องตราให้หาตัวเข้ามาแก้คดี ข้างฝ่ายพระยาศรีไสยณรงค์ไม่ได้คาดว่าคำที่ตัวพูดโดยกำลังโทษะ จะรู้เข้าไปถึงพระกรรณสมเด็จพระนเรศวร ได้เห็นท้องตราก็ตกใจเพราะได้พูดเช่นนั้นจริง จะเข้ามาเฝ้าสมเด็จพระนเรศวรก็เกรงถูกประหารชีวิต จึงมีใบบอกบิดพลิ้วเช่นว่ายังป่วยเป็นต้น โดยหมายว่าจะรอพอให้คลายพระพิโรธแล้วจึงจะเข้ามาเฝ้า แต่ทำเช่นนั้นกลับเป็นอาการขัดรับสั่งสมข้อหาว่าเป็นกบฏ สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงพระพิโรธตรัสสั่งให้ยกกองทัพออกไปปราบพระยาศรีไสยณรงค์ คิดดูถึงกองทัพที่จะยกไปครั้งนั้น แม้แต่เพียงกองทัพขุนนางเช่นเมื่อเจ้าพระยาจักรีไปตีเมืองตะนาวศรี ก็คงพอจะปราบพระยาศรีไสยณรงค์ได้ ไฉนจึงถึงโปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จเป็นจอมพลลงไปเอง ข้อนี้ส่อให้เห็นเหตุว่าคงเป็นเพราะสมเด็จพระเอกาทศรถก็ไม่ทรงเชื่อว่าพระยาศรีไสยณรงค์เป็นกบฏ ด้วยได้ทรงทราบอุปนิสสัยของพระยาศรีไสยณรงค์มาแต่ก่อนว่าเป็นคนมุทะลุดุร้าย ถ้าผู้อื่นยกกองทัพลงไปอาจจะถึงต้องรบพุ่งฆ่าฟันกัน จึงทูลรับอาสาเสด็จไปเองเพื่อจะไปว่ากล่าวให้พระยาศรีไสยณรงค์สารภาพรับผิดโดยดี ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรในเวลานั้นก็ยังไม่สิ้นพระกรุณาพระยาศรีไสยณรงค์ จึงโปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จไปตามพระประสงค์ แต่เมื่อพระยาศรีไสยณรงค์รู้ว่าสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จยกกองทัพลงไปก็กลับหวาดหวั่นหนักขึ้น เกรงจะไม่รอดชีวิตมิรู้ที่จะทำอย่างไรก็สั่งให้ปิดประตูเมืองตะนาวศรี เกณฑ์คนขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินตามประสาเข้าตาจน พระยาศรีไสยณรงค์จึงกลายเป็นกบฏจริงๆ ในตอนนี้ ความคิดเห็นเช่นว่ามานี้สมกับที่กล่าวในหนังสือพงศาวดารว่า เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถให้ล้อมเมืองแล้ว มีหนังสือรับสั่งเข้าไปถึงพระยาศรีไสยณรงค์ว่ายังทรงระลึกถึงความชอบความดีที่ได้มีมาแต่หนหลัง ให้ออกมาสารภาพรับผิดเสียโดยดีจะทูลขอโทษให้ แต่พระยาศรีไสยณรงค์นิ่งเสียไม่ออกมาเฝ้าตามรับสั่ง จึงโปรดให้กองอาสาเข้าปล้นเมืองในเวลาดึก ก็ได้เมืองตะนาวศรีโดยง่ายเพราะพวกชาวเมืองไม่ต่อสู้ พอรุ่งเช้าก็จับได้ตัวพระยาศรีไสยณรงค์มาถวาย สมเด็จพระเอกาทศรถตรัสสั่งให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๓๐ ทีแล้วจำไว้ แม้ในตอนนี้คิดดูก็เห็นว่าสมเด็จพระเอกาทศรถยังทรงหวังจะช่วยพระยาศรีไสยณรงค์ จึงไม่ตรัสสั่งให้ประหารชีวิตเสีย ถ้าหากมีพระประสงค์จะเอาตัวพระยาศรีไสยณรงค์มาถวายให้สมเด็จพระนเรศวรลงพระราชอาญา ก็คงเป็นแต่ให้จำไว้ ที่ลงพระราชอาญาเฆี่ยนพระยาศรีไสยณรงค์นั้น ชวนให้เห็นว่าเพื่อจะลงโทษในข้อที่ไม่ออกมาเฝ้าโดยดีให้เสร็จสิ้นเรื่องเสียแต่เพียงนั้น เมื่อเสด็จกลับจะได้ทูลขอชีวิตพระยาศรีไสยณรงค์ไว้ แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงสิ้นเยื่อใยในข่ายพระกรุณาพระยาศรีไสยณรงค์เสียแต่เมื่อทรงทราบว่าตั้งแข็งเมืองเอาสมเด็จพระเอกาทศรถแล้ว จึงตรัสสั่งออกไปให้ประหารชีวิตพระยาศรีไสยณรงค์เสียที่เมืองตะนาวศรี อย่าให้พาตัวเข้ามาในกรุงฯ เพื่อมิให้มีโอกาสที่สมเด็จพระเอกาทศรถจะทูลขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษ พระยาศรีไสยณรงค์จึงต้องถูกประหารชีวิต เรื่องที่จริงน่าจะเป็นดังกล่าวมานี้.

ตั้งแต่เสียเมืองทะวายและเมืองตะนาวศรีแก่ไทย ก็เกิดเหตุหายนะต่างๆ ในราชอาณาเขตต์ของพระเจ้าหงสาวดีติดต่อกันมา เริ่มต้นแต่เหตุที่เกิดขึ้นเพราะเกณฑ์พวกมอญเข้ากองทัพลงมารบกับไทยที่เมืองทะวายและเมืองตะนาวศรีครั้งนั้น เพราะพวกมอญต้องอยู่ในบังคับพะม่าด้วยศวามจำใจ อยากพ้นจากอำนาจพะม่าอยู่เสมอ เมื่อยังไม่พ้นได้ก็ต้องยอมให้พะม่าใช้มารบกับไทยทุกครั้ง พากันล้มตายได้ความลำบากมากเข้าก็อยากพ้นอำนาจพะม่ายิ่งขึ้น ครั้นเห็นกองทัพพระเจ้าหงสาวดีมาแพ้ไทยติดๆ กันไปหลายครั้ง ที่สุดถึงไทยอาจบุกรุกเข้าไปตีเมืองทะวายเมืองตะนาวศรีซึ่งอยู่ต่อติดกับเมืองมอญ พวกมอญก็พากันกระด้างกระเดื่องไม่กลัวเกรงพะม่าเหมือนแต่ก่อน ทำให้เกิดลำบากตั้งแต่พะม่าเกณฑ์เข้ากองทัพที่จะมารักษาเมืองทะวายเมืองตะนาวศรี และเมื่อถึงเวลารบก็ย่อหย่อนไม่รบพุ่งโดยเต็มกำลัง จึงพ่ายแพ้ไทย ในพงศาวดารพะม่าว่าพระเจ้าหงสาวดีทรงขัดเคืองพวกมอญ ว่าเอาใจมาเข้ากับไทยจะเป็นกบฏ จึงให้ข้าหลวงคุมกำลังลงมาชำระลงโทษพวกมอญที่มีความผิดในครั้งนั้น เห็นจะลงโทษถึงประหารชีวิตบ้าง จึงเป็นเหตุให้พวกพลเมืองมอญตื่นถึงพากันอพยพหลบหนีไปยังเมืองยักไข่บ้าง ไปเมืองเชียงใหม่บ้าง แต่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากกว่าที่อื่น การสมัครสมานในระหว่างเมืองไทยกับเมืองมอญก็เกิดขึ้น ด้วยมอญพวกนั้นชักชวนพวกของตนที่ยังอยู่ในเมืองมอญให้เข้ามาพึ่งไทย พระเจ้าหงสาวดีจึงตั้งขุนนางผู้ใหญ่คน ๑ ชื่อว่าพระยาลาว ให้ลงมาปกครองควบคุมหัวเมืองมอญฝ่ายใต้ อย่างเช่นเป็นอุปราชอยู่ ณ เมืองเมาะตะมะ มาสืบสาวเอาตัวพวกมอญที่มาเข้ากับไทย สงสัยพระยาพะโรเจ้าเมืองเมาะลำเลิ่ง อันอยู่ริมแม่น้ำสาละวินทางฝั่งใต้ตรงข้ามกับเมืองเมาะตะมะว่าเป็นหัวหน้าพวกมอญที่เอาใจออกหาก เรียกตัวจะเอาไปชำระ พระยาพะโรมีพรรคพวกมากก็ตั้งแข็งเมือง แล้วให้สมิงอุบากองถือหนังสือเข้ามายังพระยากาญจนบุรี ว่าขอสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยา และขอกำลังไทยออกไปช่วยรักษาเมืองเมาะลำเลิ่งด้วย สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบก็โปรดให้พระยาศรีไสลคุมพล ๓๐๐๐ คน ออกไปยังเมืองเมาะลำเลิ่ง พอกิตติศัพท์ปรากฏว่ามีกองทัพไทยออกไปช่วยพระยาพะโร พวกมอญตามหัวเมืองที่ใกล้เคียงก็พากันไปเข้ากับพระยาพะโร เป็นกบฏออกนอกหน้าเตรียมจะตีเมืองเมาะตะมะ พระยาลาวข้าหลวงพะม่าเห็นเหลือกำลังจะต่อสู้ ก็ทิ้งเมืองเมาะตะมะหนีกลับไปเมืองหงสาวดี พวกมอญเมืองอื่นทางฝ่ายใต้ที่ยังไม่ได้เข้ากับพระยาพะโรอยู่แต่ก่อนรู้ว่าพระยาพะโรได้กำลังไทยออกไปช่วย ก็พากันมาเข้ากับพระยาพะโรมากขึ้น พระเจ้าหงสาวดีเห็นว่าพวกมอญจะเป็นกบฏ จึงให้พระเจ้าตองอูยกกองทัพออกมาปราบปราม ชะรอยพระเจ้าตองอูจะยกลงมาโดยประมาท คาดว่าจะไม่เป็นการใหญ่โตเพียงใดนัก แต่พวกมอญเมืองเมาะลำเลิ่งได้กำลังทั้งไทยและมอญด้วยกันเองเพิ่มขึ้น สามารถช่วยกันตีกองทัพพระเจ้าตองอูแตกหนีกลับไป พวกมอญทางฝ่ายพระยาพะโร เมื่อเป็นกบฏออกนอกหน้าแล้ว เกรงพระเจ้าหงสาวดีจะยกกองทัพใหญ่ลงมาปราบปราม ก็มาขอขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา แต่นั้นมาบรรดาเมืองมอญตั้งแต่ต่อแดนเมืองไทยไปจนถึงเมืองเมาะตะมะก็มาเป็นเมืองขึ้นของไทย.

สมเด็จพระนเรศวรได้ทีก็เสด็จยกกองทัพหลวงออกจากพระนครศรีอยุธยาเมื่อวันอาทิตย์ เดือนอ้าย ขึ้น ๓ คํ่า ปีมะแม พ.ศ. ๒๑๓๘ ไปยังเมืองมอญทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เห็นจะมีกองทัพเมืองเหนือยกไปทางด่านแม่สอดด้วยอีกทัพ ๑ ไปสมทบกันที่เมืองเมาะลำเลิ่ง พิเคราะห์ดูเห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพไปครั้งนี้เสด็จไปโดยด่วน เพราะเสด็จกลับจากเมืองเขมรได้สักสามสี่เดือนก็ยกทัพไปเมืองมอญอีกในปีเดียวกันนั้น คงมีเหตุให้ทรงพระราชดำริเห็นว่าจำเป็นจะต้องรีบยกไป และเหตุนั้นก็ดูเหมือนจะพอคิดเห็นได้ ด้วยในเวลานั้นหัวเมืองมอญเพิ่งเข้ามาขอสวามิภักดิ์ พวกมอญยังหวาดหวั่นเกรงอานุภาพพระเจ้าหงสาวดีอยู่ ถ้าไม่ให้วางใจในความป้องกันของไทยได้จนหายกลัว อาจจะกลับไปอ่อนน้อมต่อพระเจ้าหงสาวดี อีกประการหนึ่งหัวเมืองมอญฝ่ายใต้ที่มายอมขึ้นต่อไทยแล้วเพียงแต่เมืองเมาะตะมะลงมา มีเมืองอื่นที่อยู่เหนือขึ้นไปจนเมืองสะโตงยังไม่กล้ามาเข้ากับไทย เพราะอยู่ใกล้พะม่า ถ้าเสด็จยกกองทัพออกไปคงจะรวมหัวเมืองมอญฝ่ายใต้มาเป็นของไทยได้ทั้งหมด อีกประการหนึ่งเมืองเมาะตะมะเป็นฐานทัพที่สำคัญอย่างยิ่ง พะม่าอาจจะมาตีเมืองไทยก็เพราะได้อาศัยเมืองเมาะตะมะเป็นที่ประชุมทัพทุกครั้ง ถ้าเมืองเมาะตะมะเปลี่ยนมือมาเป็นของไทยๆ อาจจะใช้เป็นที่ประชุมทัพสำหรับจะตีเมืองพะม่าได้เช่นเดียวกัน ว่าโดยย่อ วัตถุที่ประสงค์ของสมเด็จพระนเรศวรที่เสด็จยกทัพไปในครั้งนั้นเดิมน่าจะมีแต่ ๒ อย่าง คือ จะเอาหัวเมืองมอญฝ่ายใต้มาเป็นของไทยให้หมดอย่าง ๑ กับจะจัดการตั้งฐานทัพของไทยที่เมืองเมาะตะมะสำหรับทำสงครามตีเมืองหงสาวดีต่อไปภายหน้าอย่าง ๑ แต่เมื่อเสด็จออกไปถึงเมืองมอญ พวกมอญพากันมาเข้าด้วยรับจะช่วยรบพะม่า ในพงศาวดารว่ารวมจำนวนพลได้ถึง ๑๒๐,๐๐๐ คน สมเด็จพระนเรศวรเห็นได้ทีก็เลยยกกองทัพไทยมอญสมทบกันขึ้นไปล้อมเมืองหงสาวดีไว้ แต่รายการเรื่องสมเด็จพระนเรศวรตีเมืองหงสาวดีครั้งนี้ มีในพงศาวดารไทยแต่ว่าล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ ๓ เดือน ได้เข้าปล้นเมืองเมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๓ คํ่า ครั้ง ๑ แต่เข้าเมืองไม่ได้ ถึงเดือน ๕ ปีวอก พ.ศ. ๒๑๓๙ ก็เลิกทัพกลับมา ในพงศาวดารพะม่ามีแปลกออกไปว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่ามีกองทัพพระเจ้าตองอูกับกองทัพพระเจ้าอังวะและกองทัพพระเจ้าแปรยกมาช่วยเมืองหงสาวดี ก็เลิกล้อมเมืองหงสาวดีล่าทัพกลับมา ดูก็น่าจะจริงเช่นนั้น ด้วยสมเด็จพระนเรศวรรบคักเคยทรงถือท่วงทีเป็นสำคัญเสมอ ถ้าได้ท่วงทีเป็นทำทันทีไม่ทิ้งโอกาส ถ้าไม่เป็นทีก็ไม่ทำ หรือถ้าเห็นจะเสียทีก็ชิงถอยมิให้ข้าศึกเอาชัยได้ เห็นเป็นเช่นนี้มาแต่แรกทรงทำสงคราม ครั้งนี้ก็เป็นอย่างเดียวกัน เสด็จออกไปถึงเมืองมอญเห็นได้ทีก็จู่ไปตีเมืองหงสาวดีในเวลาข้าศึกยังไม่ทันรวมกำลังได้พรักพร้อม แต่เผอิญกำลังที่มีไปไม่พอจะตีเมืองหงสาวดีได้ พอทรงทราบว่าข้าศึกจะมีกำลังมากกว่าก็ชิงถอยทัพกลับมายังเมืองมอญ เห็นจะมาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ เพราะฉะนั้นข้าศึกจึงไม่กล้าติดตามมา แต่พระราชประสงค์เดิมที่เสด็จยกกองทัพไปครั้งนี้ก็สำเร็จ ทั้งที่ได้เมืองมอญฝ่ายใต้มาเป็นของไทยหมด และได้เมืองเมาะตะมะมาเป็นฐานทัพของไทยสืบมาแต่ครั้งนั้นจนตลอดรัชชกาลของสมเด็จพระนเรศวร แต่การที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปตีเมืองหงสาวดีครั้งนั้นมีผลอิกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่เป็นมูลเหตุให้เกิดแตกร้าวกันขึ้นในราชวงศ์หงสาวดีแล้วเลยเป็นหายนะแก่บ้านเมืองต่อไปจนอาณาเขตของพระเจ้าหงสาวดีแตกฉานมิได้เป็นราชาธิราชอย่างแต่ก่อน.

ในพงศาวดารพะม่าว่าเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปตีเมืองหงสาวดีนั้น พระเจ้าหงสาวดีตรัสสั่งให้พระเจ้าตองอูผู้เป็นราชบุตรของพระเจ้าอา กับพระเจ้าแปรและพระเจ้าอังวะอันเป็นราชบุตรของพระองค์เอง ยกกองทัพมาช่วยทั้ง ๓ เมือง กองทัพพระเจ้าตองอูกับพระเจ้าอังวะมาถึงเมืองหงสาวดีก่อน แต่กองทัพพระเจ้าแปรแฉะช้ามายังไม่ถึง พระเจ้าหงสาวดียกย่องพระเจ้าตองอูและพระเจ้าอังวะ ว่าแม้มาถึงไม่ทันได้รบกับไทยก็เป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรต้องล่าทัพกลับไปมีความชอบ แล้วชะรอยจะทรงปรารภต่อไปว่าเพราะพระองค์ทรงชราภาพไม่สามารถจะออกรบพุ่งได้เองดังแต่ก่อน พระมหาอุปราชาซึ่งจะอำนวยการศึกต่างพระองค์ก็ไม่มีตัว สมเด็จพระนเรศวรจึงอุกอาจถึงเข้าไปตีถึงเมืองหงสาวดี พระเจ้าตองอูคงจะทูลสนองว่าควรทรงตั้งพระมหาอุปราชาขึ้นเสียอย่าให้ที่ว่างอยู่ พระเจ้าหงสาวดีกำลังขัดเคืองพระเจ้าแปรด้วยยกกองทัพมาช้าไม่ทันการ จึงทรงตั้งลูกเธอองค์ที่เป็นพระเจ้าอังวะเป็นพระมหาอุปราชา เวลานั้นพระเจ้าแปรยกกองทัพมากลางทาง รู้ว่าพระเจ้าหงสาวดีตั้งพระเจ้าอังวะอันเห็นจะอ่อนกว่าขึ้นเป็นพระมหาอุปราชาก็เกิดโทมนัส โทษว่าพระเจ้าตองอูเป็นผู้ทูลส่งเสริม จึงให้ยกกองทัพเปลี่ยนทางไปตีเมืองตองอู ด้วยสำคัญว่าผู้คนพลเมืองตองอูคงจะติดอยู่ที่เมืองหงสาวดี แต่พระสังกะทัตราชบุตรของพระเจ้าตองอู (คนเดียวกับที่ไปตีเมืองคังด้วยกันกับสมเด็จพระนเรศวร) เข้มแข็งในการรบพุ่ง รักษาเมืองตองอูไว้ได้ พระเจ้าแปรไม่สมประสงค์ก็เลิกทัพกลับไปเมืองแปร แล้วเลยตั้งแข็งเมืองไม่อ่อนน้อมต่อพระเจ้าหงสาวดีเหมือนแต่ก่อน พระเจ้าหงสาวดีก็ไม่อาจจะไปปราบปราม เพราะเกรงว่าถ้าเกิดรบพุ่งกันขึ้นเอง สมเด็จพระนเรศวรจะกลับมาซ้ำเติม แต่ในเวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรกำลังทรงจัดการปกครองหัวเมืองมอญ เหตุการณ์ทางเมืองหงสาวดีก็สงบมาทอดหนึ่ง แต่ไม่นานนัก

เมื่อข่าวแพร่หลายไปถึงเมืองลานช้าง ว่าสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปตีเมืองหงสาวดี พระเจ้าหน่อแก้วผู้เป็นราชบุตรของพระเจ้าไชยเชษฐา เห็นว่าพระเจ้าหงสาวดีไม่มีอานุภาพเหมือนแต่ก่อนแล้ว ก็ตั้งแข็งเมืองลานช้างเป็นอิสสระ พระเจ้าหงสาวดีทรงพระวิตกเกรงว่าเจ้าประเทศราชและเจ้าเมืองใหญ่แห่งอื่น จะแข็งเมืองเอาอย่างกันมากขึ้น จึงตักเตือนให้ส่งลูกชายไปฝึกหัดราชการในราชสำนักตามประเพณีเดิม คือเป็นตัวจำนำเหมือนอย่างสมเด็จพระนเรศวรเคยต้องเสด็จไปอยู่เมืองหงสาวดีเมื่อครั้งพระเจ้าบุเรงนอง เจ้าเมืองที่ยังนับถือหรือกลัวเกรงพระเจ้าหงสาวดีก็ส่งลูกชายเข้าไปถวายตามรับสั่ง แต่พระเจ้าตองอูกับพระเจ้ายักไข่และพระเจ้าเชียงใหม่ต่างนิ่งเสียไม่ส่งลูกชายเข้าไปทั้ง ๓ องค์ พระเจ้าหงสาวดีก็มิรู้ที่จะทำอย่างไร ฝ่ายพระเจ้าหน่อแก้วเมืองลานช้างเมื่อตั้งแข็งเมืองแล้วก็แต่งให้ท้าวพระยาแยกย้ายกันไปเที่ยวติดตามพวกชาวลานช้าง ที่ถูกกองทัพเมืองหงสาวดีกวาดต้อนเป็นชะเลยเอาไปไว้ ณ ที่ต่างๆ บอกให้กลับคืนไปยังบ้านเมืองเดิม พวกชะเลยชาวลานช้างที่ถูกกวาดต้อนไปนั้น ไปตกอยู่ที่เมืองเชียงใหม่มีมาก ถูกพระเจ้าเชียงใหม่กดขี่กีดกันด้วยประการต่างๆ มิให้กลับไปบ้านเมืองได้ ในเวลาพระเจ้าหงสาวดียังมีอำนาจ พระเจ้าหน่อแก้วไม่กล้าตั้งวิวาทกับเมืองเชียงใหม่โดยเปิดเผย ก็ยุยงพวกเจ้าเมืองลานนา มีเมืองน่านเป็นต้น อันอยู่ต่อแดนลานช้างให้ขัดแข็งต่อพระเจ้าเชียงใหม่ เป็นอริกันอยู่แล้ว ครั้นพระเจ้าหน่อแก้วตั้งตัวเป็นอิสสระ ก็ประสงค์จะเอาพวกชาวลานช้างที่เป็นชะเลยอยู่ในแขวงเมืองเชียงใหม่ และจะให้พวกชะเลยที่ไปตกอยู่ในเมืองพะม่าเดินผ่านแดนเมืองเชียงใหม่กลับมาได้โดยสะดวก จึงแต่งกองทัพให้ไปตั้งติดแดนเมืองเชียงใหม่ อ้างว่าถ้าพระเจ้าเชียงใหม่ไม่ปล่อยให้พวกชะเลยลานช้างมาก็จะตีเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ก็ร้อนตัว ด้วยสังเกตเห็นว่าตั้งแต่พระเจ้าหงสาวดีเสื่อมอานุภาพลง หัวเมืองในอาณาเขตต์ลานนาไม่กลัวเกรงเหมือนแต่ก่อน ทั้งตัวเองก็มามีเหตุเกิดกินแหนงกับพระเจ้าหงสาวดีด้วยเรื่องไม่ส่งลูกชายไปเป็นตัวจำนำ คิดเกรงว่าพระเจ้าหน่อแก้วจะขอกำลังไทยขึ้นไปช่วยตีเมืองเชียงใหม่ สิ้นคิดมิรู้ที่จะทำอย่างไร จึงแต่งทูตให้เชิญเครื่องบรรณาการลงมาถวายสมเด็จพระนเรศวร ยอมสวามิภักดิ์เป็นเมืองขึ้นกรุงศรีอยุธยา ขอพระราชทานกำลังขึ้นไปช่วยรบเมืองลานช้าง สมเด็จพระนเรศวรก็ตรัสรับจะช่วยป้องกันมิให้มีภัยแก่เมืองเชียงใหม่ แล้วโปรดให้เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ เจ้าเมืองพิษณุโลกเป็นข้าหลวงคุมพล ๓,๐๐๐ คน เชิญศุภอักษรขึ้นไปยังเมืองเชียงใหม่ แล้วให้เลยขึ้นไปยังเมืองเชียงแสนห้ามปรามกองทัพทั้ง ๒ ฝ่ายมิให้รบพุ่งกันต่อไป พิเคราะห์ความตรงนี้ ข้อที่เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ มีกำลังไปด้วยแต่เพียง ๓,๐๐๐ คน ส่อว่าคงเป็นเพราะเชื่อใจว่าจะไม่ต้องรบกับกองทัพเมืองลานช้าง จึงเห็นว่าทางฝ่ายพระเจ้าหน่อแก้วก็กลัวสมเด็จพระนเรศวรจะเสด็จไปตีเมืองลานช้าง คงจะขอให้ไทยช่วยข้างตนเหมือนกัน สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นทางที่จะให้เลิกรบกันได้ ด้วยเปรียบเทียบให้เมืองลานช้างเลิกทัพกลับไป และให้เมืองเชียงใหม่ปล่อยพวกชะเลยชาวลานช้างกลับไปบ้านเมืองได้โดยสะดวก ความสันนิษฐานนี้ก็สมกับเรื่องที่เป็นจริง เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ ไปถึงเมืองเชียงใหม่ว่ากล่าวกับพระเจ้าเชียงใหม่แล้วก็ขึ้นไปเมืองเชียงแสน เมื่อไปถึงพวกลานช้างกับเมืองเชียงใหม่รบกันอยู่ที่ชายแดนแล้ว เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ จึงสั่งห้ามให้หยุดรบ แล้วเรียกนายทัพทั้งสองฝ่ายมาประชุมที่เมืองเชียงแสน บอกให้ทราบพระราชวินิจฉัยของสมเด็จพระนเรศวร ทั้งสองฝ่ายก็ยอมทำตามกระแสรับสั่ง แต่นั้นพระเจ้าลานช้างกับพระเจ้าเชียงใหม่ก็เลิกรบพุ่งกัน เมืองเชียงใหม่ตลอดทั้งอาณาเขตต์ลานนา ก็มาขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาแต่นั้นมา แต่ส่วนเมืองลานช้าง ในหนังสือพงศาวดารหากล่าวถึงไม่ ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรได้เมืองเชียงใหม่ ก็เลื่องลือพระเดชานุภาพขึ้นไปถึงเมืองไทยใหญ่ ต่อมาไม่ช้าเมืองแสนหวีซึ่งอยู่ปลายอาณาเขตต์ของพระเจ้าหงสาวดีต่อแดนจีน ก็มาสวามิภักดิ์ขอขึ้นกรุงศรีอยุธยา เหตุที่เมืองแสนหวีจะมาสวามิภักดิ์นั้น เดิมเจ้าเมืองแสนหวีพิราลัย บุตร ๒ คนชิงกันครองเมือง พระเจ้าหงสาวดีให้เอาตัวบุตรคน ๑ ซึ่งเป็นคู่วิวาท ชื่อ เจ้าคำไข่น้อย ลงไปกักไว้ ณ เมืองหงสาวดี ครั้นไทยไปได้เมืองเมาะลำเลิ่ง เจ้าคำไข่น้อยก็หนีจากเมืองหงสาวดีลงมาขอพึ่งไทย สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงพระกรุณาโปรดรับชุบเลี้ยงไว้ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรได้เมืองเชียงใหม่มาเป็นของไทย พวกเมืองไทยใหญ่ที่อยู่ข้างเหนือพากันหวั่นหวาด เกรงสมเด็จพระนเรศวรจะตีเมืองไทยใหญ่ขยายพระราชอาณาเขตต์ต่อไป ในเวลานั้นเผอิญเจ้าเมืองคนหลังถึงพิราลัยลง พวกท้าวพระยาเมืองแสนหวี รู้ว่าเจ้าคำไข่น้อยมาพึ่งพระบารมีสมเด็จพระนเรศวรอยู่ จึงพร้อมใจกันแต่งทูตให้ถือศุภอักษรกับเครื่องราชบรรณาการลงมายังกรุงศรีอยุธยา อ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้นทูลขอเจ้าคำไข่น้อยขึ้นไปครองเมืองแสนหวีเป็นข้าขอบขัณฑสีมาต่อไป สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงยินดี จึงโปรดให้ข้าหลวงคุมกองทัพพาเจ้าคำไข่น้อยขึ้นไปส่ง ณ เมืองแสนหวี กองทัพไทยเดินฝานทางเมืองไหน พวกไทยใหญ่เมืองนั้นๆ ก็อ่อนน้อมยอมสวามิภักดิ์โดยดีตลอดทางจนถึงเมืองแสนหวี แต่นั้นบรรดาเมืองไทยใหญ่ทางฝ่ายตะวันออกแม่นํ้าสาละวินที่เคยขึ้นแก่กรุงหงสาวดี ก็มาอ่อนน้อมยอมสวามิภักดิ์เป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด ราชอาณาเขตต์ของสมเด็จพระนเรศวรก็แผ่ไพศาลขึ้นไปทางด้านเหนือ จนกระทั่งถึงแดนเมืองจีนในครั้งนั้น.

(๔)

ลักษณะสมเด็จพระนเรศวรทรงทำสงครามผิดกับพระเจ้าหงสาวดี ข้อนี้พึงเห็นได้ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรกลับตั้งไทยเป็นอิสสระ กองทัพหงสาวดีมาตีกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ครั้งหนึ่งแล้ว รุ่งปีก็มาอีก ติดต่อกันมาถึง ๕ ครั้ง จนกระทั่งพระมหาอุปราชาขาดคอช้าง ก็ไม่ตีเมืองไทยแต่นั้นมา เมื่ออานุภาพเปลี่ยนมาอยู่ข้างไทย สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จไปตีกรุงหงสาวดี ครั้งแรกเมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๑๓๘ ตีไม่ได้ก็หยุดมาถึง ๓ ปี คงเป็นด้วยทรงเห็นว่าถึงจะไปตีซ้ำอีกก็คงยังตีไม่ได้ เพราะข้าศึกยังมีกำลังมากนัก ในระหว่างนั้นจึงทรงจัดการปกครองหัวเมืองมอญ เพื่อจะตั้งฐานทัพทำทางสะสมเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ และสังเกตเหตุการณ์ที่จะเป็นโอกาสก่อน เพราะฉะนั้นจนปีกุน พ.ศ. ๒๑๔๒ จึงเสด็จไปตีเมืองหงสาวดีอีกครั้งหนึ่ง พิเคราะห์ตามรายการที่ปรากฏครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรตั้งพระราชหฤทัยจะตีเอาเมืองหงสาวดีให้จงได้ ไม่ใช่แต่ลองกำลังเหมือนอย่างเมื่อครั้งแรก พอเดือน ๖ ปีใหม่ ก็โปรดให้เจ้าพระยาจักรีคุมกองทัพจำนวนพล ๑๕,๐๐๐ คน ไปตั้งที่เมืองเมาะลำเลิ่ง เกณฑ์พวกมอญให้ทำมาหาสะเบียงอาหารเตรียมไว้ และให้เกณฑ์คนเมืองทะวาย ๕,๐๐๐ ไปตั้งต่อเรือสำหรับกองทัพที่เกาะพะรอก แขวงเมืองวังวาว (ซึ่งอังกฤษตั้งชื่อว่าเมืองแอมเฮิสต์เมื่อภายหลัง) อีกแห่ง ๑ โดยกำหนดว่าพอถึงระดูแล้งปลายปีกุนนั้นจะเสด็จไปตีเมืองหงสาวดี

เมื่อเจ้าพระยาจักรีออกไปเมืองเมาะลำเลิ่ง จะรับสั่งสมเด็จพระนเรศวรให้ไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองขึ้นหงสาวดีด้วยหรืออย่างไร ไม่กล่าวในหนังสือพงศาวดาร แต่ปรากฏว่าพระเจ้าตองอูกับพระเจ้ายักไข่ให้ทูตลอบมาหาเจ้าพระยาจักรี ขอให้ส่งเครื่องราชบรรณาการกับศุภอักษรเข้ามาถวายสมเด็จพระนเรศวร ทูลรับจะเข้ากับไทย ถ้าเสด็จไปตีเมืองหงสาวดีเมื่อใด จะยกกองทัพมาช่วยทั้ง ๒ เมือง

เหตุที่พระเจ้าตองอูกับพระเจ้ายักไข่มาเข้ากับไทยครั้งนั้น ความจริงปรากฏในเรื่องพงศาวดารต่อมาภายหลัง ว่าพระเจ้าตองอูคิดเห็นว่าไทยคงตีได้เมืองหงสาวดี เมื่อกำจัดพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเสียแล้ว สมเด็จพระนเรศวรคงจะต้องหาใครครองเมืองหงสาวดี ถ้ามาเข้ากับไทยให้มีความชอบต่อสมเด็จพระนเรศวร คงจะได้เป็นพระเจ้าหงสาวดีเป็นใหญในประเทศพะม่าต่อไป ฝ่ายพระเจ้ายักไข่ก็อยากได้หัวเมืองขึ้นของพระเจ้าหงสาวดี ที่ต่อแดนยักไข่ทางชายทะเลลงมาจนปากนํ้าเอราวดี หวังจะได้หัวเมืองเหล่านั้นเป็นบำเหน็จเหมือนกัน บางทีจะรู้เห็นเป็นใจกันกับพระเจ้าตองอู จึงมาขอเข้ากับไทยในคราวเดียวกัน สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงรับความสามิภักดิ์ทั้ง ๒ เมือง

ในหนังสือพงศาวดารว่า ครั้งนั้นมีพระภิกษุที่เมืองตองอูองค์หนึ่งชื่อว่า พระมหาเถรเสียมเพรียม เห็นจะเป็นชีต้นอาจารย์ของพระเจ้าตองอู เป็นคนฉลาดในเล่ห์อุบาย รู้ว่าพระเจ้าตองอูให้มาอ่อนน้อมต่อไทย ก็เข้าไปทัดทานพระเจ้าตองอู ว่าที่หมายจะเป็นใหญ่โดยไปพึ่งไทยนั้น เห็นจะไม่สมคิด เพราะกรุงหงสาวดีกับกรุงศรีอยุธยารบพุ่งขับเคี่ยวแข่งอำนาจกันมาช้านาน ถ้าสมเด็จพระนเรศวรปราบเมืองหงสาวดีได้ที่แล้ว ไหนจะยอมให้ใครมีอำนาจขึ้นเป็นคู่แข่งอีก คงจะคิดตัดรอนทอนกำลังเมืองหงสาวดีมิให้มีโอกาสที่จะกลับเป็นอิสสระได้อีก อย่างดีก็จะได้เป็นเพียงประเทศราชขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา เหมือนอย่างเคยขึ้นต่อพระเจ้าหงสาวดีมาแต่ก่อนเท่านั้น เห็นว่าทางที่จะคิดเป็นใหญ่ได้โดยลำพัง ไม่ต้องเป็นเมืองขึ้นของไทยยังมีอยู่ แล้วพระมหาเถรเสียมเพรียมก็บอกกลอุบายให้พระเจ้าตองอูๆ เห็นชอบด้วย จึงแต่งพวกคนสนิทให้ลอบลงมายุยงพวกราษฎรมอญที่ถูกไทยเกณฑ์มาทำนา ประสงค์จะให้มอญเป็นอริขึ้นกับไทยจนเกิดเหตุการณ์กีดกันมิให้สมเด็จพระนเรศวรยกขึ้นไปตีเมืองหงสาวดีได้โดยสะดวก แล้วแต่งทูตไปยังพระเจ้ายักไข่ซึ่งยกกองทัพเรือลงมาตั้งอยู่ ณ เมืองสิเรียม ชวนให้ร่วมใจในกลอุบายที่คิดไว้ นัดให้พระเจ้ายักไข่ยกกองทัพขึ้นไปทางเรือ เหมือนหนึ่งว่าจะไปช่วยสมเด็จพระนเรศวรตีเมืองหงสาวดี ส่วนพระเจ้าตองอูจะยกทัพบกลงมายังเมืองหงสาวดีเหมือนอย่างว่าจะมาช่วยพระเจ้าหงสาวดีต่อสู้สมเด็จพระนเรศวร พอได้อำนาจในเมืองหงสาวดีแล้วจะให้หย่าทัพกับพระเจ้ายักไข่ยอมให้หัวเมืองทางชายทะเลแก่พระเจ้ายักไข่ตามแต่จะต้องการ พระเจ้ายักไข่เห็นว่าเข้ากับพระเจ้าตองอูจะได้กำไรมากกว่ารอช่วยสมเด็จพระนเรศวรตีเมืองหงสาวดี ก็รับเข้าร่วมมือกับพระเจ้าตองอู แล้วยกกองทัพขึ้นไปตั้งติดเมืองหงสาวดี ฝ่ายพระเจ้าตองอูก็ยกกองทัพบกลงมาในราวเดือน ๑๒ ปีกุน พ.ศ. ๒๑๔๒ นั้น ว่าจะมาช่วยพระเจ้าหงสาวดีต่อสู้ข้าศึก แต่พระเจ้าหงสาวดีไม่ไว้พระทัยพระเจ้าตองอู เพราะเคยกระด้างกระเดื่องมาแต่ก่อน ไม่ยอมให้กองทัพพระเจ้าตองอูเข้าไปในเมืองหงสาวดี พระเจ้าตองอูก็ตั้งกองทัพติดเมืองอยู่ข้างฝ่ายเหนือ เหมือนอย่างกองทัพพระเจ้ายักไข่ตั้งติดเมืองอยู่ข้างใต้ ล้อมเมืองหงสาวดีไว้

ฝ่ายคนสนิทของพระเจ้าตองอู เมื่อลงมาถึงเมืองเมาะตะมะ ก็แยกย้ายกันไปปะปนอยู่ในพวกพลเมือง เที่ยวหลอกลวงพวกมอญว่าไทยเกณฑ์มาทำนา พอเสร็จแล้วก็จะกวาดต้อนเอาไปไว้ใช้ในกรุงศรีอยุธยา พวกราษฎรก็เกิดหวาดหวั่น บางพวกก็หลบหนีไม่ทำการงานเป็นปกติเหมือนดังแต่ก่อน ครั้นพวกไทยที่เป็นพนักงานตรวจตราเห็นมอญหลบหนีก็สั่งจับกุม พวกมอญเลยเข้าใจกันไปว่าจะจับส่งไปเมืองไทย ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น บางทีถึงต่อสู้ไม่ยอมให้จับกุม แล้วเลยสมคบกันเป็นพวกๆ ถ้าเห็นไทยติดตามไปน้อยตัวก็รุมกันทำร้าย เกิดการฆ่าฟันกันขึ้นเนืองๆ เจ้าพระยาจักรีเห็นพวกพลเมืองมอญกระด้างกระเดื่องขึ้นดังนั้น เข้าใจว่าเป็นเพราะพวกมอญที่เป็นมุลนายไม่กำหราบปราบปราม ให้เอาตัวพวกมุลนายมาจองจำทำโทษ พวกมอญที่เป็นชั้นมุลนายก็พากันหลบหนีไปเข้ากับพวกราษฎร เลยเป็นกบฏขึ้นที่เมืองเมาะตะมะ สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบ ก็รีบเสด็จยกกองทัพหลวงออกจากพระนครศรีอยุธยาเมื่อเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๑ คํ่า ปีกุน เสด็จไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ด้วยกันกับสมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ คุมกองทัพเมืองเหนือไปทางด่านแม่สอดอีกทางหนึ่ง และมีกองทัพเมืองเชียงใหม่มาช่วยด้วยอีกกองหนึ่ง รวมจำนวนพลกองทัพไทย ๑๐๐,๐๐๐ ไปประชุมกันที่เมืองเมาะลำเลิ่ง สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปถึง ต้องหยุดประทับยับยั้งจัดการปราบปรามพวกกบฏในเมืองมอญอยู่ถึง ๓ เดือนจึงราบคาบ และได้สะเบียงอาหารบริบูรณ์ตามเกณฑ์

ฝ่ายข้างเมืองหงสาวดี ตั้งแต่ถูกกองทัพเมืองตองอูกับเมืองยักไข่มาล้อมอยู่ พวกชาวเมืองกำลังกลัวจะต้องตกเป็นชะเลยของไทย บางพวกก็เชื่อว่าพระเจ้าตองอูจะมาช่วยเหมือนปากว่า แต่พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงสงสัยว่าพระเจ้าตองอูคิดจะเอาเมืองหงสาวดีเอง เป็นแต่ทำกลอุบายว่าจะมาช่วย จึงไม่อนุญาตให้กองทัพพระเจ้าตองอูเข้าไปในพระนคร แต่เมื่อเมืองหงสาวดีถูกพวกเมืองตองอูกับพวกเมืองยักไข่ล้อมอยู่เช่นนั้น ที่ในเมืองก็เกิดอดอยากขาดแคลนลง พอได้ข่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปถึงเมืองมอญ พวกชาวเมืองหงสาวดีที่เชื่อถือพระเจ้าตองอูก็พากันลอบหนีออกไปหากองทัพเมืองตองอูมากขึ้นทุกที จนถึงมีพวกข้าราชการและที่สุดถึงพระมหาอุปราชา ก็ทิ้งพระเจ้าหงสาวดีออกไปเข้ากับพระเจ้าตองอู โดยเห็นว่าแม้จะต้องเป็นชะเลย ก็เป็นชะเลยพวกพะม่าด้วยกันเองอยู่ในเมืองพะม่ายังดีกว่าถูกไทยกวาดต้อนเอาไปเป็นชะเลยในเมืองไทย พระเจ้าหงสาวดีถูกราชบุตรและราชบริพารทิ้งเสียโดยมากเช่นนั้น มิรู้ที่จะทำอย่างไร ก็ต้องอนุญาตให้กองทัพเมืองตองอูเข้าไปในพระนคร แล้วมอบอำนาจให้พระเจ้าตองอูเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พอพระเจ้าตองอูได้ว่าราชการบ้านเมือง ก็ให้ออกไปขอหย่าทัพกับพระเจ้ายักไข่ด้วยยอมให้หัวเมืองชายทะเลที่ปรารถนา และทูลขอราชธิดาของพระเจ้าหงสาวดีองค์หนึ่ง กับช้างเผือกตัวหนึ่งให้พระเจ้ายักไข่ด้วย แม้รูปสัตว์ทองสัมฤทธิ์ซึ่งไทยได้มาจากเมืองเขมร แล้วพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเอาไปจากเมืองไทยนั้น พระเจ้ายักไข่อยากได้ ก็ยอมให้ขนเอาไปเมืองยักไข่ในคราวนี้ จึงตกไปอยู่เมืองยักไข่ ฝ่ายพระเจ้ายักไข่ก็รับว่าจะแต่งกองโจรไว้คอยตีตัดลำเลียงสะเบียงอาหารกองทัพไทยให้อดอยาก จนต้องถอยทัพกลับไปจากเมืองหงสาวดี ตกลงกันอย่างนั้นแล้ว พระเจ้ายักไข่ก็เลิกทัพเรือกลับไปยังเมืองสิเรียมที่พระเจ้าหงสาวดียกให้นั้น เมื่อหย่าทัพกับเมืองยักไข่แล้ว พระเจ้าตองอูจึงทูลพระเจ้าหงสาวดีว่าสืบได้ความว่ากองทัพที่สมเด็จพระนเรศวรยกไปมีกำลังมากนัก จะต่อสู้ที่เมืองหงสาวดีเห็นจะสู้ไม่ไหว ขอเชิญเสด็จไปยังเมืองตองอู ตั้งต่อสู้ที่นั่นจึงจะพ้นมือข้าศึกได้ พระเจ้าหงสาวดีมิรู้ที่จะทำอย่างไรก็ต้องยอม พระเจ้าตองอูจึงให้เก็บรวบรวมทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนผู้คนพลเมืองหงสาวดี ผ่อนส่งไปยังเมืองตองอูเป็นลำดับมา ในพงศาวดารพะม่าว่าพระมหาอุปราชาอยู่ในพวกที่ไปก่อนเพื่อน ไปถึงเมืองตองอูพระสังกะทัตราชบุตรของพระเจ้าตองอูก็ลอบปลงพระชนม์เสีย แต่ปกปิดมิให้รู้ไปถึงเมืองหงสาวดี

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวร ได้ทรงทราบแต่แรกเสด็จไปถึงเมืองเมาะลำเลิ่ง ว่ากองทัพเมืองตองอูกับเมืองยักไข่ไปล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ ก็แคลงพระราชหฤทัย ด้วยพระเจ้าตองอูกับพระเจ้ายักไข่ได้ทูลมาในศุภอักษรว่าถ้ากองทัพหลวงไปเมื่อใด จะยกมาช่วยตีเมืองหงสาวดีทั้ง ๒ เมือง เหตุไฉนจึงด่วนไปล้อมเมืองหงสาวดีเสียก่อนกองทัพหลวงไปถึง แต่กำลังติดทรงปราบปรามพวกกบฏที่เมืองเมาะตะมะก็นิ่งอยู่ พอปราบกบฏเรียบร้อยแล้วก็เสด็จยกกองทัพหลวงจากเมืองเมาะลำเลิ่งขึ้นไปยังเมืองหงสาวดีในเดือน ๓ พระเจ้าตองอูได้ยินว่าสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพออกจากเมืองเมาะลำเลิ่งก็พาพระเจ้าหงสาวดีออกจากพระนครหนีไปเมืองตองอูเมื่อเดือน ๔ ขึ้น ๒ คํ่า แต่พอเมืองหงสาวดีร้างไม่มีผู้คน พวกกองโจรชาวยักไข่ก็พากันเผาเมืองหงสาวดีเสียหมดทั้งเมือง แม้จนปราสาทราชมนเทียรก็ถูกไฟไหม้หมด ไม่มีอะไรเหลือ เรื่องเผาเมืองหงสาวดีครั้งนั้น ในหนังสือพงศาวดารบางฉะบับว่าพระเจ้าตองอูสั่งให้เผา บางฉะบับว่าพวกชาวยักไข่เข้าไปเที่ยวค้นหาทรัพย์สินซึ่งยังเหลืออยู่ เช่นสุมไฟลอกทองพระเป็นต้น เลยเกิดเพลิงไหม้เมืองหงสาวดี พิเคราะห์ดูน่าจะเป็นได้ด้วยเหตุทั้ง ๒ อย่าง เพราะการเผาเมืองหงสาวดีเป็นประโยชน์แก่พระเจ้าตองอู ที่อาจจะให้พระเจ้าหงสาวดีต้องอยู่ ณ เมืองตองอู แต่ไม่กล้าสั่งออกหน้า จึงตกลงกันเป็นความลับกับพระเจ้ายักไข่ให้พวกยักไข่เป็นผู้เผา ฝ่ายพวกยักไข่ที่เป็นกองโจรอยากได้ทรัพย์สินซึ่งชาวเมืองหงสาวดีมิได้ขนเอาไป เช่นทองที่หุ้มหรือปิดพระพุทธรูปเป็นต้น เอาไฟสุมให้ทองละลายเอาเนื้อทอง อย่างเช่นพะม่าเผาวัดวาเมื่อตีได้พระนครศรีอยุธยาภายหลังมาช้านานนั้น ไฟก็เลยไหม้วัดแล้วเลยลุกลามไปตลอดทั่วทั้งเมือง จะเป็นเพราะพระเจ้าตองอูสั่งหรือไม่ได้สั่ง ก็เป็นได้ทั้ง ๒ สถาน

พระเจ้าตองอูพาพระเจ้าหงสาวดีไปได้ ๘ วัน สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จไปถึงเมืองหงสาวดีเมื่อเดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ได้เมืองหงสาวดีแต่ซากซึ่งไฟกำลังไหม้ยังไม่ดับหมด ก็ขัดแค้นพระราชหฤทัย เห็นเข้าเค้าพระสุบินนิมิตรเมื่อเสด็จไปกลางทางว่าทอดพระเนตรเห็นหมาในตัวน้อยคาบเอาช้างหนีไป พระยาโหราฯ ได้ทูลทำนายว่าจะได้เมืองหงสาวดีแต่จะมีผู้พาพระเจ้าหงสาวดีหนีไปได้ ก็ตรัสสั่งให้หยุดกองทัพอยู่ ณ เมืองหงสาวดี ตั้งพลับพลาที่ประทับในสวนหลวงใกล้กับพระมหาธาตุมุเตา แล้วให้ข้าหลวงถือศุภอักษรไปยังพระเจ้าตองอู ว่าเดิมได้มารับอาสาว่าถ้าเสด็จไปตีเมืองหงสาวดีเมื่อใดจะมาช่วย เหตุไฉนพระเจ้าตองอูจึงมาชิงตีเมืองหงสาวดีกวาดต้อนเอาผู้คนพลเมือง และพาพระเจ้าหงสาวดีไปเมืองตองอูเสียก่อนเสด็จไปถึง จะเป็นศัตรูหรืออย่างไร ถ้าซื่อตรงคงสัตย์อยู่ตามสัญญาก็ให้พระเจ้าตองอูมาเฝ้า และพาพระเจ้าหงสาวดีมาถวายตามประเพณี ถ้าไม่ทำเช่นนั้นจะถือว่าพระเจ้าตองอูเป็นข้าศึก พระเจ้าตองอูให้มังรัดอ่องเป็นทูตเชิญพระธำมรงค์เพ็ชร ๓ ยอด อันเป็นเครื่องราชูปโภคของพระเจ้าหงสาวดีกับศุภอักษรมาถวาย ทูลว่าพระเจ้าตองอูหาได้คิดทุจริตอย่างใดไม่ ที่ไม่รอกองทัพหลวงนั้น เพราะมีข้าศึกเมืองยักไข่มาตีเมืองหงสาวดี พระเจ้าตองอูเกรงว่าจะเสียเมืองหงสาวดีแก่พวกยักไข่ จึงได้รีบไปรับพระเจ้าหงสาวดีไปยังเมืองตองอู หมายว่าเสด็จขึ้นไปถึงเมืองหงสาวดีเมื่อใด ก็จะพาพระเจ้าหงสาวดีมาเฝ้าพร้อมกับถวายช้างม้าพาหนะที่เอาไปจากเมืองหงสาวดีด้วยกัน แต่เดี๋ยวนี้พระเจ้าหงสาวดีกำลังประชวรอยู่ เพราะฉะนั้นขอเชิญเสด็จประทับอยู่ที่เมืองหงสาวดี พอพระเจ้าหงสาวดีหายประชวร พระเจ้าตองอูจะลงมาเฝ้าและพาพระเจ้าหงสาวดีมาถวายตามพระประสงค์ สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงทราบก็รู้เท่าว่าพระเจ้าตองอูคิดคด จะต้องตีเมืองตองอูต่อไป จึงมีรับสั่งให้หาแม่ทัพนายกองผู้ใหญ่มาปรึกษา พิเคราะห์ดูข้อที่ต้องปรึกษากันนั้นน่าจะเป็นเพราะกองทัพที่ยกไปครั้งนั้นได้กะการไว้เพียงจะไปตีเมืองหงสาวดี ถ้าจะไปตีเมืองตองอู เมืองนั้นอยู่ห่างไปทางข้างเหนือราว ๗,๐๐๐ เส้น (ขนาดเมืองนครราชสีมากับกรุงเทพฯ) และมีเทือกภูเขาขวางหน้า อาจจะต้องตีด่านทางของข้าศึกรบพุ่งกันไปจนถึงเมืองตองอู อันกองทัพไทยยังไม่เคยคุ้นกับภูมิลำเนาเหมือนอย่างเช่นเมืองหงสาวดี จะเอาซนะไม่ได้โดยเร็วก็จะต้องรบพุ่งอยู่นานวัน อาจจะเกิดลำบากด้วยสะเบียงอาหาร แต่ไม่ยกไปตีเมืองตองอู ก็เหมือนถูกพระเจ้าตองอูล่อลวงให้รอคอยอยู่จนสิ้นสะเบียงอาหารแล้วก็ต้องเลิกทัพกลับไปเอง ปรึกษากันเห็นว่ามีกำลัง พอจะตีเอาเมืองตองอูได้ แต่จะต้องรีบยกไปอย่าให้ทันพระเจ้าตองอูมีเวลาเตรียมป้องกันบ้านเมืองได้มั่นคง สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสสั่งให้เตรียมกระบวนทัพที่จะยกไปเมืองตองอู ขณะนั้นทูตของพระเจ้ายักไข่ก็ไปถึงเมืองหงสาวดี ทูลสมเด็จพระนเรศวรว่าพระเจ้ายักไข่ได้จัดทัพบกทัพเรือรวมจำนวนพล ๕,๐๐๐ ให้ยกมาช่วยตามที่ได้ทูลรับไว้ แล้วแต่จะโปรดให้เข้าสมทบกับกองทัพหลวงทัพไหนก็จะทำตามพระราชประสงค์ แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงระแวงพระราชหฤทัยว่าพระเจ้ายักไข่จะเป็นพวกร่วมคิดกับพระเจ้าตองอู แต่ไม่อยากให้เกิดรบพุ่งขึ้นอีกทางหนึ่ง จึงโปรดให้ตอบขอบใจพระเจ้ายักไข่ที่หมายจะช่วย แต่ว่ารี้พลในกองทัพหลวงมีพอแก่การแล้ว ให้พวกยักไข่เลิกทัพกลับไปเถิด

เมื่อจัดกระบวนทัพพร้อมเสร็จ สมเด็จพระนเรศวรตรัสสั่งให้กองทัพพระยาจันทบุรีอยู่รักษาเมืองหงสาวดี แล้วเสด็จยกกองทัพหลวงไปยังเมืองตองอู เวลานั้นฝ่ายข้างเมืองตองอูก็กำลังสาละวนเตรียมต่อสู้ที่เมืองตองอู ไม่ได้แต่งกองทัพให้มากักด่านทางที่ช่องภูเขา กองทัพไทยก็เดินขึ้นไปได้โดยสะดวกจนถึงเมืองตองอู สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่งให้ตั้งกองทัพรายล้อมเมืองไว้ทั้ง ๔ ด้าน และครั้งนั้นพระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อให้กองทัพไปช่วย จึงโปรดให้กองทัพพระยาแสนหลวงกับพระยานคร (ลำปาง) ตั้งทางด้านใต้ด้วยกันกับกองทัพพระยาศรีสุธรรม พระยาท้ายนํ้า และหลวงจ่าแสนขุนราชนิกุล กองทัพหลวงก็ตั้งอยู่ทางด้านนั้น ด้านตะวันออกให้กองทัพพระยาเพ็ชรบุรี พระยาสุพรรณบุรี และหลวงมหาอำมาตย์ไปตั้ง ด้านเหนือให้กองทัพเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ กับพระยากำแพงเพ็ชรไปตั้ง ทางด้านตะวันตกให้กองทัพพระยานครราชสีมา พระสิงคบุรี พระอินทราภิบาล กับแสนภูมิโลกาเพ็ชร (เกรี่ยง) ไปตั้ง โปรดให้เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ เป็น (เสนาธิการ) ผู้ตรวจตราหน้าที่ทั้งปวงทั่วไป แต่เมืองตองอูเคยเป็นเมืองกษัตริย์ มีป้อมปราการมั่นคง คูเมืองก็กว้างและลึกมาก ยากที่ข้าศึกจะข้ามคูเข้าไปถึงกำแพงเมืองได้ เมื่อล้อมเมืองแล้วสมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสสั่งให้ขุดเหมืองไขนํ้า ในคูให้ไหลไปลงแม่นํ้าสะโตง เหมืองนั้นยืดยาว พวกชาวเมืองตองอูเรียกว่า เหมืองอโยธยา ปรากฏอยู่ต่อมาหลายร้อยปี เดี๋ยวนี้ชื่อก็ยังไม่สูญ ครั้นไขนํ้าออกหมดคูแล้วก็ให้กองทัพเข้าปล้นเมือง พวกชาวเมืองตองอูกับชาวเมืองหงสาวดีสมทบกันต่อสู้ป้องกันเมืองเป็นสามารถ ไทยเข้าเมืองไม่ได้ก็ต้องถอยกลับออกมา แต่พยายามปล้นเมืองมาหลายครั้งก็ยังเข้าเมืองไม่ได้ ครั้นนานวันก็เกิดอัตคัดอาหารในกองทัพ ด้วยเดิมได้เตรียมสะเบียงเพียงจะตีเมืองหงสาวดี ครั้นขึ้นไปตีถึงเมืองตองอู ต้องขนลำเลียงสะเบียงอาหารส่งตามกองทัพหลวงขึ้นไปโดยปัจจุบันทันด่วน หนทางก็ไกล ทั้งต้องขนข้ามภูเขาใช้พาหนะไม่ได้ทุกอย่าง และถูกพวกกองโจรชาวยักไข่คอยลอบตีตัดลำเลียงเนืองๆ สะเบียงอาหารที่ส่งขึ้นไปก็ไม่พอใช้ในกองทัพ ต้องแยกคนให้ออกเที่ยวลาดหาอาหารในพะม่าขึ้นไปจนถึงแดนเมืองอังวะ ได้ช้างพลายพังของพระเจ้าหงสาวดีซึ่งเอาไปเที่ยวซุ่มซ่อนเลี้ยงไว้ตามป่ามาเป็นอันมาก แต่ได้อาหารมาก็ไม่พอเลี้ยงกัน ผู้คนในกองทัพก็อ่อนกำลังลง สมเด็จพระนเรศวรล้อมเมืองตองอูอยู่ ๒ เดือน ทรงสังเกตเห็นรี้พลอดอยากจนซูบผอม และทรงทราบว่าถึงป่วยเจ็บล้มตายเพราะอดอาหารก็มี ก็ตรัสสั่งให้เลิกทัพจากเมืองตองอู เมื่อเดือน ๖ แรม ๖ คํ่า ปีชวด พ.ศ. ๒๑๔๓ ฝ่ายพระเจ้าตองอูก็ไม่สามารถจะยกออกติดตาม เพราะข้างในเมืองรี้พลก็อดอยากอิดโรยอยู่คล้ายกัน ครั้งนั้นจึงเหมือนกับหย่าทัพถอยมาโดยสะดวก เสด็จกลับมาทางตรอกหม้อ เมื่อมาถึงตำบลคับแค โปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรถยกกองทัพแยกไปเมืองเชียงใหม่ เพื่อระงับวิวาทในระหว่างพระเจ้าเชียงใหม่กับพวกเจ้าเมืองในลานนา ส่วนกองทัพหลวงยกลงมายังเมืองเมาะลำเลิ่ง ทรงจัดการปกครองหัวเมืองมอญเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วจึงเสด็จกลับคืนพระนคร แต่นั้นบรรดาเมืองมอญทางฝ่ายตะวันออกของแม่นํ้าเอราวดี ตั้งแต่เมืองหงสาวดีลงมาจนสุดแดนมอญ ก็มาเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรทรงตั้งขุนนางมอญคนหนึ่งชื่อว่าพระยาทะละ ซึ่งได้มาสามิภักดิ์และทรงไว้วางพระราชหฤทัย ให้เป็นอย่าง อุปราช ปกครองหัวเมืองมอญทั้งปวงอยู่ ณ เมืองเมาะตะมะ เมืองมอญก็อยู่ในบังคับบัญชากรุงศรีอยุธยาโดยเรียบร้อยจนตลอดรัชชกาลสมเด็จพระนเรศวร

เหตุที่สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จไปเมืองเชียงใหม่ครั้งนั้น มีมูลมาแต่เมื่อเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ เป็นข้าหลวงขึ้นไปห้ามมิให้เมืองลานช้างรบกับเมืองเชียงใหม่ได้แล้ว ก็โปรดให้พระยารามเดโชเป็นข้าหลวงอยู่ที่เมืองเชียงแสน คอยระวังดูให้คู่วิวาททั้งสองฝ่ายทำตามสัญญาต่อกัน พระยารามเดโชนั้นคงเป็นชาวลานนา และบางทีจะได้เคยเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองในแถวนั้นมาแต่ก่อน แต่ไม่อยากอยู่กับพะม่าลงมาสามิภักดิ์ต่อไทย ทำราชการอยู่ในกรุงฯ ช้านาน สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชดำริเห็นว่าเป็นผู้รู้การงานในท้องที่ จึงโปรดให้ไปช่วยเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ แล้วให้อยู่ดูแลรักษาความสงบต่อมา แต่อยู่มาชาวเมืองพากันนับถือพระยารามเดโช พวกไหนที่รู้สึกว่าถูกกดขี่หรือที่เคยไม่พอใจในการปกครองของพระเจ้าเชียงใหม่ เช่นเจ้าเมืองฝางและเจ้าเมืองน่านเป็นต้น ก็มาขออารักขาต่อพระยารามเดโซ ชาวลานนาจึงเลยแตกเป็น ๒ พวก พวกหัวเมืองทางฝ่ายเหนือและทางฝ่ายตะวันออกถือพระยารามเดโชเป็นหัวหน้า ฟังบังคับบัญชาพระเจ้าเชียงใหม่โดยเรียบร้อยแต่หัวเมืองทางข้างใต้และทางตะวันตก เมื่อสมเด็จพระนเรศวรจะเสด็จไปตีเมืองหงสาวดี ชะรอยมีพระประสงค์จะลองใจพระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อ จึงสั่งพระเจ้าเชียงใหม่ให้ยกกองทัพไปช่วย พระเจ้าเชียงใหม่ก็ให้พระยาแสนหลวงกับพระยานครลำปางคุมกองทัพไปช่วยตามรับสั่ง และให้พระทุลองราชบุตรไปด้วย ไปทูลสมเด็จพระนเรศวรว่าพระเจ้าเชียงใหม่จะไปเองไม่ได้ ด้วยพระยารามเดโชกับเจ้าเมืองฝางกำเริบขึ้นทางข้างเหนือ เกรงจะมาตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อเสร็จสงครามแล้วขอให้ช่วยทรงปราบปรามพระยารามเดโชกับพวกที่ตั้งแข็งเมืองด้วย สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่าพระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อซื่อตรงต่อพระองค์ จึงโปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จไปช่วยระงับการวิวาทนั้น

สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จไปถึงท่าหวดปลายแดนอาณาเขตต์ลานนา ก็โปรดให้ข้าหลวงถือหนังสือรับสั่งไปยังเมืองต่างๆ ที่กระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้าเชียงใหม่ คือพระยารามเดโช เจ้าเมืองน่าน เจ้าเมืองฝาง เจ้าเมืองพลศึกซ้าย เจ้าเมืองสาด เจ้าเมืองแพร่ เจ้าเมืองลอ เจ้าเมืองชะเรียง เจ้าเมืองเชียงทอง เจ้าเมืองพะเยา เจ้าเมืองพะยาก และเจ้าเมืองยอง ว่าสมเด็จพระนเรศวรโปรดให้พระองค์เสด็จขึ้นไประงับการที่เกิดเกี่ยงแย่งกันในอาณาเขตต์ลานนา ให้เจ้าเมืองเหล่านั้นมาเฝ้าทูลชี้แจงเหตุที่วิวาทให้ทรงทราบ พวกเจ้าเมืองทั้งปวงนั้นพากันเกรงพระเดชานุภาพ ก็รีบส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายและรับว่าจะมาเฝ้าตามรับสั่ง ฝ่ายข้างพระเจ้าเชียงใหม่ก็แต่งท้าวพระยาให้คุมเครื่องราชบรรณาการมาถวาย ขอให้ช่วยทรงปราบปรามพวกกระด้างกระเดื่องให้ราบคาบ สมเด็จพระเอกาทศรถโปรดให้ตอบไปยังพระเจ้าเชียงใหม่ ว่าพวกเมืองเหล่านั้นได้มาอ่อนน้อมหมดแล้ว ทรงจำนงจะว่ากล่าวให้ปรองดองกันโดยดี เมื่อเสด็จขึ้นไปถึงเมืองเถิน จะเรียกตัวเจ้าเมืองเหล่านั้นมาให้พร้อมกันที่นั่น ให้พระเจ้าเชียงใหม่ลงมายังเมืองเถิน จะได้ทรงว่ากล่าวให้ปรองดองกัน ครั้นเสด็จขึ้นไปถึงเมืองเถิน พวกเจ้าเมืองต่างๆ มาพร้อมกันหมด แต่พระเจ้าเชียงใหม่เป็นแต่แต่งท้าวพระยาผู้ใหญ่ลงมาต่างตัว ๆ หาลงมาเฝ้าเองไม่ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงตระหนักพระหฤทัยว่าคงเป็นเพราะพระเจ้าเชียงใหม่ยังมีทิฏฐิถือตัวว่าเป็นราชบุตรของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ถ้ามาเฝ้าจะต้องถวายบังคมอย่างเจ้าประเทศราช ละอายใจ จึงยังบิดพลิ้วอยู่ จึงให้ผู้แทนกลับไปบอกพระเจ้าเชียงใหม่ว่าจะเสด็จขึ้นไปว่ากล่าวปรองดองกันที่เมืองลำพูน ให้พระเจ้าเชียงใหม่ออกมาเฝ้าเอง มิฉะนั้นก็จะเสด็จกลับพระนครไม่ช่วยว่ากล่าวต่อไป พระเจ้าเชียงใหม่สิ้นคิดที่จะบิดพลิ้วก็รับกระทำตามรับสั่ง ให้เตรียมปลูกพลับพลาที่ประทับรับเสด็จที่เมืองลำพูน ครั้นสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จขึ้นไปถึง ก็ออกมาเฝ้าถวายบังคมตามประเพณีที่เป็นประเทศราช สมเด็จพระเอกาทศรถจึงทรงเปรียบเทียบให้ปรองดองกันอย่างเดิม ทั้งสองฝ่ายก็รับกระทำตาม จึงตรัสสั่งให้ทำการพิธีที่ในพระวิหารหลวงหน้าพระมหาธาตุหริภุญชัยต่อหน้าพระที่นั่ง ให้พระเจ้าเชียงใหม่ถือน้ำกระทำสัตย์ต่อกรุงศรีอยุธยาก่อน แล้วให้พวกเจ้าเมืองที่ได้กระด้างกระเดื่องถือนํ้ากระทำสัตย์ยอมอยู่ในบังคับบัญชาพระเจ้าเชียงใหม่โดยสุจริตต่อไป การที่วิวาทบาดหมางกันมาก็สงบทั่วทั้งอาณาเขตต์ลานนา เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จกลับ พระเจ้าเชียงใหม่ถวายพระทุลองราชบุตรองค์ใหญ่ ที่ไม่ยอมถวายพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงนั้น ให้ลงมารับทำราชการเป็นตัวจำนำอยู่ในพระนครศรีอยุธยา ในพงศาวดารพะม่าว่าถวายราชธิดาด้วยอีกองค์หนึ่ง แต่นั้นเมืองเชียงใหม่ก็เป็นประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยาอย่างสนิทสนมสืบมา และการที่สมเด็จพระนเรศวรทรงช่วยระงับดับเข็ญที่เมืองเชียงใหม่ ๒ ครั้งนั้น เลยเป็นปัจจัยให้ได้เมืองไทยใหญ่ของพะม่า บรรดาอยู่ทางฝ่ายตะวันออกของแม่น้ำสาละวินมาสามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยา ขยายพระราชอาณาเขตต์ขึ้นไปจนต่อแดนประเทศจีนดังกล่าวมาแล้ว

(๕)

เรี่องตอนนี้ จะต้องกลับกล่าวถึงพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ซึ่งพระเจ้าตองอูพาหนีสมเด็จพระนเรศวรไปยังเมืองตองอู เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเลิกทัพกลับมาแล้ว จะกลับคืนมายังเมืองหงสาวดีก็ไม่ได้ ด้วยพระเจ้าตองอูประสงค์จะคุมพระองค์ไว้ในเงื้อมมือ เพื่อจะได้เป็นผู้รับสั่งบังคับบัญชาราชการบ้านเมืองทั่วทั้งพระราชอาณาเขตต์ที่ยังเหลืออยู่ และที่สุดหมายจะได้รับรัชชทายาทเป็นพระเจ้าหงสาวดีต่อไปข้างหน้า เพราะเวลานั้นตำแหน่งพระมหาอุปราชาก็ว่างไม่มีใครกีดขวางแล้ว จึงอ้างเหตุที่เมืองหงสาวดีไฟไหม้หมดไม่มีที่ประทับ กับที่เกรงว่าสมเด็จพระนเรศวรจะยกทัพกลับไปอีก ทูลขอให้พระเจ้าหงสาวดีประทับอยู่ที่เมืองตองอูต่อไป พระเจ้าหงสาวดีก็ต้องยอม พระเจ้าตองอูทำหนังสือรับสั่งพระเจ้าหงสาวดีประกาศไปตามหัวเมืองทั้งปวง ว่าที่เกิดเหตุเภทภัยต่างๆ เป็นเพราะชะตาเมืองหงสาวดีถึงคราวเสื่อมทราม พระเจ้าหงสาวดีจึงแปรสถานเสด็จไปอยู่ที่เมืองตองอู จะเอาเมืองตองอูเป็นราชธานีที่ประทับไปอีก ๗ ปี ให้เมืองหงสาวดีพ้นเขตต์เคราะห์ร้ายแล้ว ก็จะเสด็จกลับไปครองเมืองหงสาวดีอย่างเดิม หัวเมืองทั้งหลายเคยทำราชการอย่างไรก็ให้ทำไปตามเคย เป็นแต่ให้บอกราชการไปกราบทูลที่เมืองตองอู และฟังรับสั่งจากเมืองตองอูแทนเมืองหงสาวดีเท่านั้น เจ้าเมืองทั้งปวงเห็นหมายประกาศที่เชื่อก็มี แต่ที่สงสัยว่าพระเจ้าตองอูคิดกลอุบายเอาพระเจ้าหงสาวดีไปคุมไว้ในเงื้อมมือเพื่อจะเอาราชสมบัติก็มี มีเจ้าเมืองที่ไม่ไว้ใจพระเจ้าตองอูหลายคนชวนกันยกกองทัพไปยังเมืองตองอู โดยปรารถนาจะเชิญเสด็จพระเจ้าหงสาวดีให้ไปประทับที่เมืองอื่น เป็นอิสสระพ้นจากอำนาจพระเจ้าตองอู แต่พระเจ้าตองอูทูลยุยงพระเจ้าหงสาวดีว่าเจ้าเมืองเหล่านั้นไปเข้ากับไทย ทำกลอุบายมาเชิญเสด็จไปจากเมืองตองอู ด้วยหมายจะรับพระองค์ไปส่งแก่สมเด็จพระนเรศวร พระเจ้าหงสาวดีเชื่อก็ทำหนังสือพระราชโองการตั้งกระทู้ถามเจ้าเมืองต่างๆ ที่ยกกองทัพไปนั้น ว่าประเพณีแต่ก่อนต้องมีท้องตราสั่ง หัวเมืองจึงจะยกกองทัพเข้ามายังราชธานีได้ ที่บังอาจยกกองทัพเข้ามาตามอำเภอใจอย่างนั้นจะเป็นกบฏหรือ พวกเจ้าเมืองต่างๆ เห็นหนังสือพระราชโองการมีพระราชลัญจกรประทับเป็นสำคัญ ก็ไม่อาจฝ่าฝืน ต้องพากันเลิกทัพกลับไป แต่เมื่อไปถึงเมืองตองอูได้รู้แน่ว่าพระเจ้าหงสาวดีถูกควบคุมอยู่ในอำนาจของพระเจ้าตองอู แต่นั้นมาเจ้าเมืองต่างๆ ก็ไม่ฟังบังคับบัญชาท้องตราที่มีสั่งไปจากเมืองตองอู บางเมืองที่มาอ่อนน้อมต่อพระยาทะละขอเป็นเมืองขึ้นไทยก็มี ครั้นข่าวระบือไปถึงเมืองไทยใหญ่ พวกเจ้าฟ้าไทยใหญ่ที่ยังขึ้นอยู่กับพะม่าก็พากันแข็งเมืองขึ้นด้วย พระเจ้าตองอูมิรู้ที่จะทำอย่างไร ก็ได้แต่รักษาตัวนิ่งอยู่ แต่พระสังกะทัต (นัดจินหน่อง) ราชบุตรซึ่งเป็นทายาทของพระเจ้าตองอู คิดขึ้นโดยลำพังตนว่าแต่ก่อนมาเมืองตองอูก็อยู่เย็นเป็นสุข มาเกิดเป็นยุคเข็ญขึ้นเพราะพระบิดารับพระเจ้าหงสาวดีมาไว้ จึงเป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรยกไปตีเมืองตองอู เกือบจะเสียบ้านเมืองมาครั้งหนึ่ง หากข้าศึกขาดสะเบียงอาหารจึงรอดตัวมาได้ในครั้งนั้น ต่อมาไม่ช้าพวกเจ้าเมืองต่างๆ ก็ยกกองทัพมาหมายจะชิงเอาพระเจ้าหงสาวดีไป เกือบจะถูกตีเมืองอีกครั้งหนึ่ง หากพระเจ้าหงสาวดีทรงเชื่อถือพระเจ้าตองอู มีพระกระทู้ถาม เจ้าเมืองเหล่านั้นเกรงกลัวจึงพ้นภัยมาได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็คงไม่พ้นความลำบากไปได้ช้านาน สมเด็จพระนเรศวรยังไม่ได้พระองค์พระเจ้าหงสาวดีอยู่ตราบใด ก็คงกลับมาตีเมืองตองอูอีก หรือมิฉะนั้นถ้ามีใครทูลยุยงพระเจ้าหงสาวดีให้กล่าวโทษพระเจ้าตองอูว่าเอาพระองค์มากักขังไว้ ประกาศไปยังหัวเมืองต่างๆ พวกเจ้าเมืองที่ยังซื่อตรงต่อพระเจ้าหงสาวดีก็คงพากันมาตีเมืองตองอู พระสังกะทัตเห็นว่าความลำบากต่างๆ ของเมืองตองอูอยู่ที่พระเจ้าหงสาวดีพระองค์เดียว ถ้าไม่มีพระเจ้าหงสาวดีก็จะหามีความลำบากไม่ คิดเห็นอย่างนั้นแล้วจึงลอบวางยาพิษปลงพระชนม์พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเสียเมื่อเดือน ๑๒ แรม ๑๐ คํ่า ปีชวด พ.ศ. ๒๑๔๓ เวลานั้นเสด็จไปอยู่เมืองตองอูได้ ๘ เดือน พระเจ้าตองอูรู้ก็ตกใจ ปรึกษากับพระมหาเถรเสียมเพรียมเห็นว่าที่คิดจะตั้งตัวเป็นใหญ่น่าจะไม่สำเร็จเสียแล้ว แต่ก็จำต้องทำไปตามเลย จึงประกาศบอกข่าวว่าพระเจ้าหงสาวดีประชวรสิ้นพระชนม์ และว่าเมื่อก่อนจะสิ้นพระชนม์ได้มอบเวนราชสมบัติแก่พระเจ้าตองอู ให้เป็นพระเจ้าหงสาวดีต่อไป แต่พวกหัวเมืองต่างๆ พากันสงสัยว่าพระเจ้าตองอูปลงพระชนม์พระเจ้าหงสาวดีชิงเอาราชสมบัติ ก็ไม่มีเมืองไหนยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าตองอูตามประกาศ ราชอาณาเขตต์หงสาวดีที่ยังเหลืออยู่ก็แตกกระจายกันไปหมดทั้งประเทศ พระเจ้าตองอูเห็นหัวเมืองกระด้างกระเดื่องดังนั้น เกรงว่าจะพากันมาตีเมืองตองอู ปรึกษาพระมหาเถรเสียมเพรียมว่าจะทำอย่างไรดี พระมหาเถรเสียมเพรียมเห็นว่ามีทางที่จะคุ้มภัยได้อย่างเดียวแต่อ่อนน้อมยอมเป็นประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยา ถ้าเช่นนั้นก็จะได้กำลังเมืองมอญซึ่งตกเป็นของไทยช่วยป้องกันมิให้เมืองอื่นกล้ามาทำร้าย ในพงศาวดารไทยว่าพระเจ้าตองอูเห็นชอบด้วย ก็มาสามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระนเรศวร แต่ในพงศาวดารพะม่ามีเรื่องเมืองตองอูเป็นอย่างอื่นคั่นอยู่ในตอนนี้เป็นเวลาสัก ๒ ปี จนพระเจ้าตองอูถึงพิราลัยแล้ว เมื่อพระสังกะทัตได้ครองเมืองตองอู กลัวพระเจ้าอังวะจะมาตีเมือง จึงมาสามิภักดิ์ขอขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา ประจวบกับเวลาสมเด็จพระนเรศวรแรกสวรรคต ความจริงเห็นจะเป็นอย่างกล่าวในพงศาวดารพะม่า

ว่าเมื่อพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงสิ้นพระชนม์นั้น ในเมืองพะม่ามีเจ้านายตั้งเป็นประเทศราชเป็นอิสสระแก่กันอยู่ ๒ องค์ คือพระเจ้าตองอูเป็นราชภาคิไนย์ โดยเป็นราชบุตรพระเจ้าตองอูผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าบุเรงนององค์หนึ่ง พระเจ้าแปรราชบุตรของพระเจ้านันทบุเรง ซึ่งตั้งแข็งเมืองเมื่อพระเจ้าหงสาวดีตั้งพระมหาอุปราชานั้นองค์หนึ่ง เวลานั้นเมืองอังวะเป็นแต่ขุนนางรั้งราชการมาตั้งแต่พระเจ้าหงสาวดีตั้งพระเจ้าอังวะราชบุตรเป็นพระมหาอุปราชา ที่พระเจ้าอังวะว่างอยู่ เมื่อพระเจ้าหงสาวดีหนีสมเด็จพระนเรศวรไปอยู่เมืองตองอูนั้น น้องยาเธอองค์หนึ่งทรงนามว่า นะยองราม หนีจากเมืองหงสาวดีขึ้นไปอยู่ในแขวงเมืองภุกามใกล้กับเมืองอังวะ พอปรากฏว่าพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงสิ้นพระชนม์ พวกชาวเมืองอังวะก็เชิญเจ้านะยองวามขึ้นครองเมืองอังวะ ด้วยนับถือว่าเป็นราชบุตรของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง จึงมีพระเจ้าอังวะขึ้นอีกองค์หนึ่ง ใน ๓ องค์นั้นพระเจ้าแปรกับพระเจ้าตองอูคนมิใคร่นับถือ เพราะพระเจ้าแปรบังอาจตั้งแข็งเมืองต่อพระราชบิดา คนทั้งหลายเห็นว่าไม่มีความกตัญญู ส่วนพระเจ้าตองอูก็ถูกสงสัยว่าปลงพระชนม์พระเจ้าหงสาวดี พวกพะม่าโดยมากจึงอยากจะให้พระเจ้าอังวะเป็นพระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าตองอูรู้ว่ามีคนนิยมพระเจ้าอังวะมากเช่นนั้น เห็นว่าถ้าพระเจ้าอังวะมีกำลังมากขึ้นคงมาตีเมืองแปรและเมืองตองอู ขยายอาณาเขตต์ลงไปยังเมืองหงสาวดี จึงชวนพระเจ้าแปรให้ช่วยกันกำจัดพระเจ้าอังวะเสียอย่าให้ทันมีกำลังมาก นัดให้พระเจ้าแปรยกกองทัพเรือขึ้นไปตีเมืองอังวะ ส่วนพระเจ้าตองอูก็จะยกกองทัพบกขึ้นไประดมตีเมืองอังวะพร้อมกัน พระเจ้าแปรก็เห็นชอบด้วย แต่เมื่อเตรียมกองทัพพร้อมแล้ว พระเจ้าแปรไปลงเรือ เกิดกบฏขึ้น พระเจ้าแปรหนีพวกกบฏไปลงเรือเลยตกน้ำถึงพิราลัยในเแม่นํ้าเอราวดี หัวหน้าพวกกบฏซึ่งเห็นจะเป็นเจ้านายในราชวงศ์เดียวกันได้ครองเมืองแปร ก็ไม่ไปตีเมืองอังวะ พระเจ้าตองอูขัดเคืองจึงยกกองทัพบกที่ได้เตรียมไว้ไปตีเมืองแปร แต่ตีไม่ได้ดังประสงค์ก็ต้องเลิกทัพกลับมาอยู่เมืองตองอูอย่างเดิม แต่นั้นก็ไม่มีใครจะไปยํ่ายีเมืองอังวะ พระเจ้าอังวะได้โอกาสที่จะตั้งตัวเป็นใหญ่ จึงทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงนามว่า พระเจ้าสีหสุธรรมราชา แล้วคิดขยายอาณาเขตต์ต่อไป ก็เมืองอังวะนั้นตั้งอยู่ในแดนพะม่าข้างฝ่ายเหนือติดต่อกับแดนไทยใหญ่ พระเจ้าอังวะจำจะต้องได้พวกไทยใหญ่เป็นกำลัง จึงจะสามารถขยายอาณาเขตต์ลงมาถึงเมืองพะม่าได้ ในเวลานั้นเมืองไทยใหญ่ ๑๙ เจ้าฟ้าซึ่งเคยขึ้นต่อพะม่ามาแต่ครั้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองนั้น เหล่าเมืองที่อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน สมเด็จพระนเรศวรได้มาเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาหมด ยังขึ้นพะม่าอยู่แต่เหล่าเมืองไทยใหญ่ที่อยู่ทางฟากตะวันตกแม่นํ้าสาละวิน แต่เมื่อพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงสิ้นพระชนม์ก็พากันตั้งตัวเป็นอิสสระหมด พอพระเจ้าอังวะรวมรี้พลพะม่าได้พอเป็นกำลังแล้วก็เริ่มขยายอาณาเขตต์ออกไปทางเมืองไทยใหญ่ที่อยู่ต่อแดนพะม่าทางฝ่ายตะวันตกของแม่นํ้าสาละวิน เหตุการณ์ที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นในเมืองพะม่าไม่เกี่ยวข้องถึงเมืองไทย เพราะฉะนั้นในระหว่างปีชวด พ.ศ. ๒๑๔๓ จนปีขาล พ.ศ. ๒๑๔๕ สมเด็จพระนเรศวรก็กำลังบำรุงรี้พลพาหนะ เมืองไทยจึงว่างการสงครามอยู่ ๓ ปี

ตรงนี้มีวินิจฉัยซึ่งน่าคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า ที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ในเมืองพะม่าดังกล่าวมา สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงทราบ ถ้าเสด็จไปตีเมืองพะม่าเมื่อเวลากำลังแตกกันเป็นก๊กเป็นเหล่าเช่นนั้นก็คงตีได้โดยง่าย เหตุไฉนจึงนิ่งอยู่ถึง ๓ ปี ข้อนี้พิจารณาดูตามเรื่องพงศาวดาร ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพของเมืองไทยเมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๑๒๗ ไทยต้องทำสงครามติดต่อกันมาถึง ๑๕ ปี ธรรมดาการสงคราม ถึงจะเป็นฝ่ายชะนะรี้พลและช้างม้าพาหนะก็ย่อมล้มตายมากบ้างน้อยบ้างเสมอทุกครั้ง ยิ่งรบกันนานวันก็ยิ่งสิ้นผู้คนและพาหนะมากขึ้น ใช่แต่เท่านั้น คนที่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพไปทำสงครามย่อมต้องละการทำไร่นา การสงครามมีบ่อยๆ หรือทำสงครามนานวัน คนทำนาน้อยลง พืชผลที่เป็นสะเบียงอาหารสำหรับกองทัพก็เกิดน้อยลง เป็นเหตุให้สะเบียงอาหารขาดแคลนขึ้นด้วย สันนิษฐานว่าเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับมาจากตีเมืองหงสาวดีครั้งที่ ๒ รี้พลพาหนะเห็นจะร่อยหรออิดโรย จนตระหนักพระราชหฤทัยว่ากำลังของไทยที่จะทำสงครามถดถอยลงมากนัก ควรจะหยุดรบพุ่งบำรุงกำลังรี้พลเสียสักคราวหนึ่ง จึงปรากฏในพงศาวดารว่า เมื่อเสด็จกลับมาครั้งนั้นมิใคร่ประทับในพระนคร มักเสด็จไปอยู่ตามหัวเมืองเช่นเมืองสุพรรณบุรีและเมืองราชบุรีเป็นต้น สมเด็จพระเอกาทศรถก็เสด็จขึ้นไปเมืองเหนือจนถึงเมืองพิษณุโลก ที่ว่าเสด็จไปอยู่ตามหัวเมืองคงเนื่องในการบำรุงรี้พล เช่นเที่ยวเลือกหาที่ให้พวกรี้พลตั้งบ้านเรือนทำไร่นาเป็นต้นเป็นมูลเหตุ และเสด็จประพาสสำราญพระราชอิริยาบถไปด้วยกัน ดังปรากฏว่าครั้งหนึ่งเสด็จทรงเรือไปประพาสทางทะเลปักษ์ใต้ด้วยกันกับสมเด็จพระเอกาทศรถจนถึงเขาสามร้อยยอด แล้วกลับมาตั้งพลับพลาประทับที่ชายทะเล ณ ตำบลโตนดหลวง (อยูใกล้กับหาดเจ้าสำราญ) แขวงเมืองเพ็ชรบุรี และประพาสเมืองเพ็ชรบุรีด้วย เป็นแรกที่ปรากฏว่าเมืองเพ็ชรบุรีเป็นที่ประพาสของพระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยาสืบมาแต่ครั้งนั้น

ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๑๔๖ สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่าพระเจ้าอังวะตั้งตัวเป็นใหญ่ในเมืองพะม่าเหนือ ยกกองทัพไปเอาเมืองไทยใหญ่ที่ตั้งตัวเป็นอิสสระได้แล้ว เลยบุกรุกเข้ามาตีถึงเมืองนายและเมืองแสนหวีไทยใหญ่ซึ่งมาขึ้นอยู่แก่ไทย เวลานั้นการบำรุงรี้พลพอสำเร็จ สมเด็จพระนเรศวรคงทรงพระดำริเห็นว่าพระเจ้าตองอูสิ้นกำลังแล้ว การที่จะตีเมืองตองอูไม่สำคัญอันใด แต่ทางเมืองไทยใหญ่สำคัญอยู่ด้วยพระเจ้าอังวะบังอาจเข้ามาบุกรุกเมืองไทยใหญ่ที่ขึ้นแก่ไทย นอกจากนั้นถ้าพระเจ้าอังวะได้เมืองไทยใหญ่ทั้งหมดแล้ว อาจจะมีกำลังถึงสามารถรวมอาณาเขตต์พะม่าใต้กลับตั้งประเทศหงสาวดีขึ้นอีก ควรจะปราบพระเจ้าอังวะเสียแต่ยังไม่ทันมีกำลังมาก แต่จะไปตีเมืองอังวะนั้นหนทางไกล เพราะเมืองอังวะตั้งอยู่ในแผ่นดินพะม่าข้างฝ่ายเหนือ มืทางที่กองทัพไทยจะยกไปเป็น ๒ ทาง ทาง ๑ ยกขึ้นไปจากเมืองมอญ จะต้องรบพุ่งปราบปรามเมืองพะม่าทางฝ่ายใต้ เช่นเมืองตองอูและเมืองแปรเป็นต้น ขึ้นไปจนถึงเมืองอังวะ อีกทาง ๑ ยกไปจากเมืองเชียงใหม่ ทางเมืองไทยใหญ่ซึ่งขึ้นอยู่กับไทยแล้วโดยมาก ที่ยังตั้งเป็นอิสสระอยู่ก็ครั่นคร้ามไทยอยู่แล้วคงไม่ต่อสู้ อาจจะยกกองทัพไปได้โดยสะดวก มิต้องรบพุ่งจนกระทั่งถึงแดนเมืองอังวะ คงเป็นด้วยทรงพระราชดำริเช่นว่ามานี้ จึงตรัสสั่งให้ยกกองทัพไปทางเมืองเชียงใหม่

สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงออกจากพระนครศรีอยุธยาเมื่อวันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม ๖ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๔๗ เสด็จไปด้วยกันกับสมเด็จพระเอกาทศรถจนถึงเมืองเชียงใหม่ อันเป็นที่ประชุมพลรวมจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ คน แล้วยกต่อไปเป็น ๒ กระบวนทัพ ให้สมเด็จพระเอกาทศรถยกไปทางเมืองฝางทัพ ๑ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกไปทางเมืองหางทัพ ๑ ก็ยกไปได้โดยสะดวกทั้ง ๒ ทาง

แต่เมื่อกองทัพหลวงยกไปถึงเมืองหาง (ในพงศาวดารบางฉะบับเรียกว่า เมืองห้างหลวง) อันเป็นเมืองอยู่ชายพระราชอาณาเขตต์ในสมัยนั้น เมื่อปลายเดือน ๕ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๔๘ เวลาสมเด็จพระนเรศวรเสด็จประทับแรมอยู่ ณ ตำบลทุ่งแก้ว เกิดประชวรเป็นหัวระลอกขึ้น (บ้างว่าถูกตัวสัตว์พวกแมลงมีพิษต่อย) ที่พระพักตร์ แล้วเลยเป็นบาดพิษจนพระอาการหนัก จึงตรัสสั่งให้ข้าหลวงรีบไปเชิญเสด็จสมเด็จพระเอกาทศรถมาเฝ้า สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จมาถึงทันทรงพยาบาลสมเด็จพระเชษฐาธิราชอยู่ ๓ วัน สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จสวรรคตที่เมืองหาง เมื่อวันจันทร์ เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๔๘ พระชันษาได้ ๕๐ ปี เสวยราชสมบัติได้ ๑๕ ปี

ตรงนี้มีวินิจฉัยน่าคิดว่า ที่สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่งให้หาสมเด็จพระเอกาทศรถมาเฝ้าเมื่อประชวรหนักนั้น คงมีพระราชประสงค์จะทรงสั่งการสงครามให้ทำอย่างไรต่อไปเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว แต่กระแสรับสั่งจะว่าอย่างไรไม่มีในหนังสือพระราชพงศาวดาร กล่าวแต่ว่าเมื่อสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตแล้ว ท้าวพระยาข้าราชการก็พร้อมกันเชิญเสด็จสมเด็จพระเอกาทศรถผ่านพิภพ จึงโปรดให้เลิกกองทัพเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนเรศวรกลับมายังพระนคร คือว่าเลิกการสงครามที่หมายว่าจะไปตีเมืองอังวะครั้งนั้น น่าสันนิษฐานว่าสมเด็จพระนเรศวรคงทรงสั่งสมเด็จพระเอกาทศรถให้ทำสงครามต่อไปจนตีเมืองอังวะได้ อย่าให้ถือเอาเหตุที่พระองค์สวรรคตเป็นข้อขัดข้องแก่การบ้านเมือง เพราะกองทัพไทยที่ยกไปครั้งนั้นมีกำลังมากพอจะทำการให้สำเร็จได้ และได้เปรียบข้าศึกที่พวกไทยใหญ่ยังไม่ยอมอยู่ในอำนาจพระเจ้าอังวะทั้งหมด พวกไทยใหญ่คงไม่ช่วยพะม่ารบไทยเท่าใดนัก ที่สุดจนในเมืองพะม่าเองก็ยังแตกกันเป็นหลายก๊ก กองทัพไทยคงจะตีได้เมืองอังวะเป็นแน่ แต่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเห็นว่ากำลังของไทยอยู่ที่พระองค์ของสมเด็จพระนเรศวรเป็นสำคัญ ที่ทำให้รี้พลมีใจรบพุ่งกล้าแข็งและทำให้ข้าศึกครั่นคร้าม เมื่อสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตเสียแล้ว ฝ่ายไทยกำลังมีความโศกศัลย์คงท้อใจในการรบพุ่ง ฝ่ายข้าศึกรู้ว่าสิ้นสมเด็จพระนเรศวรแล้วก็จะทะนงใจขึ้นเห็นจะเอาชัยชะนะข้าศึกไม่ได้โดยง่ายดังคาด ถึงตีได้เมืองอังวะก็ไม่เสร็จสิ้นสงครามเพียงนั้น เพราะยังมีหัวเมืองพะม่าข้างใต้ที่จะต้องตีต่อลงไปอีกจนถึงเมืองมอญ จึงจะได้เมืองพะม่าทั้งหมด จะต้องรบพุ่งต่อไปอีกช้านาน ทรงพระวิตกเกรงว่ากำลังไทยที่สมเด็จพระนเรศวรทรงฟื้นขึ้นจะกลับทรุดโทรมลงไปอีก ถ้ากำลังรี้พลอ่อนแอลงก็คงรักษาอาณาเขตต์ที่ขยายออกไปไว้ไม่ได้ หรือว่าอีกอย่างหนึ่งโดยย่อ สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชดำริอย่างนักรบ แต่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระราชดำริอย่างรัฐบุรุษ จึงเลิกทัพกลับมา

ข้างฝ่ายพะม่าเมื่อกองทัพไทยกลับมาแล้ว พระเจ้าอังวะก็รวมเมืองไทยใหญ่ได้ดังปรารถนา แต่เมื่อกลับจากเมืองไทยใหญ่พระเจ้าอังวะนะยองรามก็ถึงพิราลัยในกลางทางยังไม่ทันถึงเมืองอังวะ พวกท้าวพระยาข้าราชการพะม่าจึงยกราชบุตรองค์ใหญ่ขึ้นเป็นพระเจ้าอังวะ พระเจ้าอังวะองค์นี้มีปรีชาสามารถคิดการขยายอาณาเขตต์ตามรอยพระราชบิดาต่อมา ถึงตอนนี้พระเจ้าตองอูถึงพิราลัย พระสังกะทัตราชบุตรได้ครองเมืองตองอู กลัวพระเจ้าอังวะจะมาตีเมืองตองอู จึงมาขอเป็นประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยาตามที่พระมหาเถรเสียมเพรียมได้แนะนำไว้แก่พระบิดา แต่มาต่อเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคตแล้ว ถึงเมืองสิเรียมซึ่งพระเจ้ายักไข่ได้ไปเมื่อหย่าทัพกับพระเจ้าตองอูก็มีเรื่องต่อมาเป็นทำนองเดียวกัน ด้วยเมืองสิเรียมนั้นเป็นเมืองท่า มีเรือกำปั่นไปมาค้าขายบริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ พระเจ้ายักไข่เห็นจะเกรงว่าพระยาทะละอุปราชของไทยที่เมืองเมาะตะมะจะไปตีเมืองสิเรียม จึงให้ฝรั่งโปรตุเกสคน ๑ ชื่อ ฟิลิป เดอ บริโต คุมกำปั่นรบ ๓ ลำ กับไพร่พล ๓,๐๐๐ อยู่รักษาเมือง อยู่มาเดอบริโตได้พวกโปรตุเกสมาเป็นกำลังตั้งแข็งเมือง พระเจ้ายักไข่ให้พระมหาอุปราชาราชบุตรยกกองทัพลงมาตีเมืองสิเรียม แต่มารบแพ้ เดอบริโตจับพระมหาอุปราชาได้ พระเจ้ายักไข่ก็ต้องไถ่พระมหาอุปราชาด้วยทำสัญญายอมให้เมืองสิเรียมแก่เดอบริโต เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๑๔๖ เดอบริโตเกรงพระเจ้ายักไข่จะหาเหตุมาแก้แค้นเมื่อภายหลัง จึงมาขอขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา แต่จะเป็นเมื่อก่อนหรือภายหลังสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตไม่ทราบแน่ เมืองมอญทั้งปักษ์ใต้และฝ่ายเหนือก็มาเป็นเมืองขึ้นกรุงศรีอยุธยาทั้งหมดในครั้งนั้น การที่สมเด็จพระนเรศวรทรงทำสงครามจึงได้ผลในที่สุดทั้งสามารถทำลายอานุภาพเมืองหงสาวดีมิให้เป็นมหาประเทศ และกู้เมืองไทยให้คืนเป็นอิสสระ แล้วได้เป็นมหาประเทศมีอาณาเขตต์กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าเคยมีมาแต่ก่อนหรือแม้ในภายหลังต่อมา

เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จกลับมาถึงพระนคร ทำพระราชพิธีราชาภิเษกแล้ว ให้สร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนเรศวร ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่าเป็นงานใหญ่อย่างมโหฬารยิ่งกว่างานพระบรมศพซึ่งเคยมีมาแต่ก่อน และมีเจ้าประเทศราชและเจ้าเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นข้าขอบขัณฑสีมา มาถวายบังคมพระบรมศพมากกว่ามาก ความที่ว่านี้พึงเห็นได้ว่าเป็นความจริง เพราะเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคตทรงพระเกียรติเป็นพระเจ้าราชาธิราชบริบูรณ์ทุกสถาน.

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ