๑๗๓ ประกาศให้ยกค่าไม้ปกำใบค่าน้ำมัน

ณวันพุธ เดือน ๙ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีวอกโทศก

มีพระบรมราชโองการ ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสสั่งให้ประกาศแก่พระราชวงศานุวงศ์ แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยแลราษฎรทั้งปวง บรรดาที่มีสวนเปนเจ้าของสวนอยู่ในกรุงนอกกรุงทั้งปวงให้ทราบว่า ตั้งแต่ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครอบครองแผ่นดินมา ก็ทรงพระมหากรุณาเมตตาแก่มนุษยนิกรไพร่ฟ้าประชาชนทั่วไปทุกหน้าทุกตน แต่ถ้าว่าเมื่อจะให้ปกครองรักษาท่านทั้งปวงให้พ้นอุปัทวอันตราย คือต้องโจรผู้ร้ายแลวิวาทก้ำเกินกันต่างๆ แลภัยอื่นๆ เปนอันมากอยู่ดังนี้แล้ว แต่พระองค์เดียวไม่มีกำลังผู้อื่นช่วยเปนที่ปฤกษาคิดอ่าน แลพลโยธาทวยหาญที่จะเปนกำลังจะปราบปรามศัตรูแลพวกพาลผู้ร้ายต่างๆ ก็ดี ไม่มีพระราชทรัพย์พอใช้ในที่พระราชทานเบี้ยหวัดรางวัลแก่ผู้ช่วยในราชการแผ่นดินแลโยธาทวยหาญ แลจะจับจ่ายในการงานถิ่นฐานต่างๆ แลเครื่องศัสตราวุธเปนเครื่องรักษาแผ่นดินนั้นก็ดีแล้ว จะรักษาปกครองท่านทั้งปวงไปได้ฤๅ ฯ ก็ภาษีอากรต่างๆ ซึ่งเรียกเปนส่วนหลวงตามพิกัดที่ควร ๑๐ ลดบ้าง ๑๒ ลดบ้าง ๑๕ ลดบ้าง แต่ผู้ประกอบการทำมาหากินนั้นๆ ก็ทราบพระราชหฤทัยอยู่แล้ว ว่าท่านทั้งปวงไม่พอใจจะเสีย แต่ถ้าจะให้ยกให้เลิกเสียหมดตามประสงค์ของท่านทั้งปวง ก็จะได้สิ่งใดมาจับจ่ายทนุบำรุงในการแผ่นดินเล่า มิใช่ว่ามีราชฤทธิ์จะทรงพระอธิษฐาน ให้ฝนแก้วเจ็ดประการตกลงมาเต็มบ้านเต็มเมืองได้เหมือนพระเวสสันดร โดยถ้าจะให้ห่าฝนแก้วเจ็ดประการตกลงมาทั่วทั้งบ้านทั้งเมืองได้ เมื่อนั้นแก้วเจ็ดประการก็จะเหมือนกับหญ้าแลใบไม้ จะซื้อขายกันไม่ได้ ก็จะต้องการร้องหาสิ่งอื่นมาใช้แทนเงินทองดอกกระมัง เพราะเหตุฉนี้ย่อมทรงพระราชดำริห์ตริตรองอยู่เปนนิตย์ ทรงพิจารณาเลือกสรรค้นคว้าหาภาษีอากรควรจะมีแต่ที่ใดไม่ควรจะมีในที่ใด เมื่อพิเคราะห์ไปด้วยเหตุต่างๆ ถ้าทรงพระราชดำริห์เหนว่าแต่ที่ใดภาษีอากรไม่ควรเรียกแต่ราษฎร ถึงที่นั้นแต่ก่อนมีอย่างธรรมเนียมเคยให้เรียกมา ก็ทรงพระมหากรุณาแก่ราษฎรทรงปฤกษาด้วยท่านเสนาบดี แล้วก็ได้ให้เลิกถอนเสียเปนหลายเรื่องหลายรายมาแล้ว ฤๅภาษีอากรแต่สิ่งใดที่มีกำไรมีผลแก่ผู้ทำนั้นน้อยพิกัดแรงเกินอยู่ ก็โปรดให้ลดพิกัดนั้นลงเสียให้สมควรก็หลายรายแล้ว แลเมื่อพระราชทรัพย์สำหรับใช้ราชการแผ่นดินตกน้อยไปไม่พอแก่การจับจ่าย ก็ทรงปฤกษาเสนาบดีแลลูกค้าผู้ใหญ่ให้เหนพร้อมกัน ว่าสิ่งใดมีผลแก่ผู้ทำมากยังไม่มีภาษีอากรมาแต่ก่อน ควรจะเรียกภาษีอากรขึ้นท้องพระคลัง ใช้แทนส่วนที่เลิกเสียลดเสียนั้นได้ ก็ให้เสนาบดีแลลูกค้าผู้ใหญ่ปฤกษาพร้อมใจกัน ตั้งพิกัดอัตราที่ควรแล้วให้มีภาษีอากรแต่สิ่งนั้นขึ้นบ้าง พอได้ใช้ส่วนที่ตกที่ขาดไปได้ คงเปนกำลังรักษาแผ่นดินมิให้เสื่อมทรามลง ฯ ก็แลการทั้งปวงต่างๆ ที่เปนที่ทำกินของราษฎร ย่อมยักย้ายแปรปรวนไปตามเวลานั้นๆ ไม่ยืนอยู่ บางสิ่งราคาขึ้น บางสิ่งราคาตก บางสิ่งมีคนตื่นกันทำมาก บางสิ่งผู้ที่เคยทำละเลยเสียโดยมาก เพราะฉนั้นการตั้งขึ้นใหม่แลเลิกฤๅลดภาษีอากรตามการนั้นเหตุนั้นๆ ก็ต้องจำเปนยักย้ายเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไป ซึ่งจะให้ยืนอยู่ด้วยสักว่าถือลัทธิว่า ให้ทำให้คงอยู่ตามอย่างเก่าอย่างเดิมนั้นไม่ได้เปนแท้ ฯ ถึงว่าทรงพระราชอุสาหจะทรงพระอนุเคราะห์แก่ราษฎรอยู่ดังนี้ ราชการต่างๆ มีมากจะทรงพระราชดำริห์ให้เลอียดลออตลอดสิ้นไปทุกอย่างทุกสิ่งทุกสถานในขณะเดียวก็ไม่ได้ ต้องคอยทรงพระราชดำริห์แลไต่ถามเจ้าพนักงานแลข้าราชการผู้ใหญ่เก่าๆ ไล่เลียงทราบพระราชหฤทัยได้แน่นอนแล้ว ที่ทรงตัดสินไปได้แต่เวลาละเรื่องสองเรื่อง รายหนึ่งสองรายเสมอไปฤๅลางสิ่งเล็กน้อยเคลือบแฝงอยู่ในกรมว่าอย่างธรรมเนียมเก่าก็ยังไม่ประจักษ์ง่าย ต่อเหตุบังเกิดมีจึงได้ทรงพระปรารภขึ้น แล้วทรงตัดสินให้ยักย้ายเสียใหม่ หันเข้าหาการที่ควรแก่กาลปัจจุบันนี้

ครั้งนี้ทรงพระปรารภถึงเรื่องอากรสวนใหญ่ ไล่เลียงเจ้าพนักงานทราบการถ้วนถี่แล้ว จึงทรงพระราชดำริห์ว่า ราษฎรที่มีสวนอุส่าห์ทำที่สวนปลูกต้นผลไม้ต่างๆ ได้ผูกแก้เงินอากรแต่ขุนหมื่นนายรวางไปตามพิกัดต้นผลไม้ โดยอย่างธรรมเนียมเก่าใหม่ ตามที่มีจำนวนต้นไม้มีพิกัดเงินอากรมากแลน้อย โดยกำหนดที่ทำไว้ในโฉนด ซึ่งได้ประทับตราแปดดวงของข้าหลวงเดินสวนแปดนายนั้น ต้องเสียเงินเสมอทุกปีแล้ว ยังมีอย่างธรรมเนียมสืบมาแต่แผ่นดินที่ล่วงแล้ว ว่าให้ชาวสวนต้องเสียเงินนอกจากอากร ๔ อย่างอีกเปนเงินสวนละสองสลึง คือค่าไม้ปกำใบเฟื้องหนึ่ง ค่าเฉลี่ยน้ำมันเฟื้องหนึ่ง ค่าผลดีปลีเฟื้องหนึ่ง ค่าเม็ดคำเฟื้องหนึ่ง ค่าของ ๔ อย่างนี้ราษฎรเจ้าของสวนต้องเสียทุกปีมาช้านาน บัดนี้ทรงพระราชดำริห์เหนว่า ของสองสิ่งคือค่าไม้ปกำใบ ค่าเฉลี่ยน้ำมันมะพร้าวใช้ราชการนั้น จะมีมาแต่ครั้งใดแผ่นดินใดหาทราบเปนแน่ไม่ ทรงพระราชดำริห์เหนว่าจะเปนกระแสพระราชดำริห์พระเจ้าแผ่นดิน ฤๅความคิดเสนาบดีแต่ก่อนเก่า ครั้งเมื่อเวลาในหลวงยังกำลังตกแต่งสำเภาจีนออกไปค้าขายต่างประเทศ มีกำไรมาใช้ในราชการแผ่นดินอยู่ แลเมื่อเวลาภาษีไม้ไผ่น้ำมันมะพร้าวยังไม่มี ราษฎรผู้ที่มีสวนจึงต้องส่งไม้ปกำใบสำหรับใช้แต่งสำเภาหลวงแลเฉลี่ยน้ำมันมะพร้าวมาใช้ราชการ ครั้นมากาลเมื่อภาษีไม้ไผ่ภาษีน้ำมันมะพร้าวมีขึ้นแล้ว สำเภาจีนในหลวงก็ไม่ได้ตกแต่งไปค้าขายแล้ว ค่าไม้ปกำใบแลค่าเฉลี่ยน้ำมันควรจะให้เลิกเสีย แต่หามีผู้ใดคิดอ่านยกเลิกค่าไม้ปกำใบค่าเฉลี่ยน้ำมันเสียไม่ นายรวางจึงได้เรียกเก็บมาตามเคยทุกปี บัดนี้จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จะให้ยกเงินค่าไม้ปกำใบเฟื้องหนึ่ง ค่าเฉลี่ยน้ำมันเฟื้องหนึ่งเปนสวนละสลึงหนึ่ง ที่เจ้าของสวนต้องเสียอยู่ทุกปีนั้นเสีย แลเงินค่าไม้ปกำใบค่าเฉลี่ยน้ำมัน ที่นายรวางได้เก็บมาส่งไว้ยังพระคลังมหาสมบัติ แลได้ใช้จ่ายราชการไปแล้วแต่ปีกุญตรีศก ถึงปีมะแมเอกศก จะใคร่คิดพระราชทานใช้คืนให้แก่เจ้าของสวนนั้นด้วย แต่ค่าผลดีปลีเม็ดคำอีกอย่างละเฟื้องหนึ่ง เปนเงินสวนละสลึงหนึ่งนั้น ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าเปนค่าของเกณฑ์ปลูก ตามกระแสพระราชดำริห์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงไว้เพื่อจะทนุบำรุงบ้านเมือง ให้รุ่งเรืองด้วยสินค้าสิ่งของควรจะใช้สอยเปนประโยชน์แก่แผ่นดินแลราษฎร จึงได้มีพระราชโองการให้ขุนหมื่นนายรวางป่าวร้องเจ้าของสวนให้ปลูกต้นดีปลีต้นคำขึ้นไว้ในที่ว่างหว่างต้นไม้ ที่ยังว่างอยู่ควรจะปลูกได้ตามมากแลน้อย แต่เกรงว่าราษฎรเจ้าของสวนที่เกียจคร้านจะไม่ปลูกขึ้นตามบังคับ จึงเกณฑ์ให้ส่งผลดีปลีเม็ดคำแก่นายระวางทุกปีเปนสำคัญ สวนในกรุงเทพมหานครสวนหนึ่งส่งผลดีปลีหนักชั่งจีนกับเม็ดคำทนานหนึ่ง แต่สวนเมืองสมุทสงคราม เมืองราชบุรี เมืองเพ็ชรบุรี เมืองสาครบุรี เมืองนครไชยศรี เมืองฉะเชิงเทรานั้น ส่งผลดีปลีหนักสองชั่งจีนสิ่งเดียวเปนธรรมเนียมมา เพราะฉนั้นให้เลิกเสียด้วยก็ไม่มีเหตุเปนที่อ้างอันควรจะต้องคงไว้ตามพระราชบัญญัติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงจะชอบ ครั้นทรงพระราชดำริห์แล้วจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พนักงานเชิญกระแสพระราชดำริห์ให้ปฤกษาท่านเสนาบดี ให้เห็นพร้อมกันก่อนแล้วจึงให้ประกาศไป

จึงท่านเสนาบดีกับเจ้าพนักงานปฤกษาพร้อมกันแล้ว กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ซึ่งทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ จะให้ยกเงินค่าไม้ปกำใบ ค่าเฉลี่ยน้ำมัน ที่ราษฎรเจ้าของสวนต้องเสียอยู่ทุกปี ๆ ละสลึงเสียนั้น ชอบด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมแล้ว แต่เงินค่าไม้ปกำค่าเฉลี่ยน้ำมันจำนวนเก่า ซึ่งขุนหมื่นนายรวางเก็บเอามาส่งไว้ยังพระคลังมหาสมบัติแล้วแต่ณปีกุญตรีศก ถึงปีมะแมเอกศกนั้น เห็นว่าเจ้าของสวนลางรายตายสูญ ฤๅยกอพยพหลบหนีไปก็มีบ้าง ที่ขายสวนให้แก่ผู้อื่นต่อๆ กันไปหลายรายแล้วก็มีบ้าง ถ้าจะโปรดเกล้าฯ ให้ชำระเงินที่เก็บมาแล้วถึง ๙ จำนวนคืนให้ ราษฎรเจ้าของสวนจะได้รับพระราชทานจะขาดๆ เหลือๆ ไม่ทั่วกัน การที่จะชำระคืนนั้นก็จะไม่รู้จบลง ขอรับพระราชทานให้ยกเงินค่าไม้ปกำใบค่าเฉลี่ยน้ำมันสองสิ่งนี้ แต่จำนวนปีวอกโทศกสืบต่อไปเทอญ แต่เจ้าของเกณฑ์ปลูกทั้งสองสิ่งนั้น ขอรับพระราชทานให้ขุนหมื่นนายรวางคงเรียกอยู่ตามเดิม ตามกระแสพระราชดำริห์นั้นเถิด จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมว่า ท่านเสนาบดีเห็นพร้อมกันดังนั้นแล้ว ๆ ให้มีหมายบอกแก่ราษฎรชาวสวนให้รู้จงทั่ว ถ้าราษฎรที่มีสวนจะผูกแก้เงินอากรแต่นายรวางสืบไป อย่าให้เสียค่าไม้ปกำใบเฟื้องหนึ่ง ค่าเฉลี่ยน้ำมันเฟื้องหนึ่ง เปนเงินสวนละสลึงต่อไปเลย คงให้ส่งแต่ค่าของเกณฑ์ปลูกทั้งสองสิ่งๆ ละเฟื้องนั้นอยู่ตามเดิม ฤๅจะส่งผลดีปลีเม็ดคำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ให้นายรวางรับเอาไว้ ถ้ามิรับพูดจาเกี่ยงเลี่ยงคิดจะเอาเปนเงินอย่างเดียวก็ดี ฤๅยังไม่เร่งรัดเรียกร้องจะเอาค่าไม้ปกำใบแลค่าเฉลี่ยน้ำมันอีกก็ดี ให้ราษฎรมาร้องเรียนยังพระคลังมหาสมบัติ ถ้าเจ้าพนักงานไม่ตัดสินให้ก็ให้ทำฎีกาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายให้ทราบเทอญ

ประกาศมาณวันพุธเดือน ๙ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีวอกโทศก เปนวันที่ ๓๓๖๐ ในรัชกาลปัตยุบันนี้

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ