อธิบายนิราศ

ลักษณบทกลอนของไทยเรามี ๔ ประเภท คือโคลงประเภท ๑ ฉันท์ประเภท ๑ กาพย์ประเภท ๑ กลอนประเภท ๑ ฉันกับกาพย์ตำรามาแต่ประเทศอินเดีย โคลงกับกลอนตำราเปนของไทยเราเอง ถ้าว่าเปนทางตำนานโดยอาไศรยพิจารณาบทกลอนของโบราณที่ยังเหลืออยู่ในบัดนี้ หนังสือบทกลอนไทยที่แต่งเปนโคลงกับกลอนเปนของมีมาก่อน ฉันท์แลกาพย์มีขึ้นต่อชั้นหลัง ในราวแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช แต่คนสมัยนั้นดูเหมือนจะถือกันเปนคติว่าโคลงฉันท์เปนของแต่งยาก กวีที่มีชื่อเสียงมักแต่งหนังสือเรื่องสำคัญเปนลิลิตฤๅโคลงฉันท์ทั้งนั้น กาพย์กลอนถือกันว่าเปนของแต่งง่าย มักแต่งกันแต่เปนหนังสือสวดและเปนเพลงยาวสังวาศ มาจนถึงปลายสมัยครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี จึงค่อยนับถือกาพย์กลอนกันขึ้นกว่าแต่ก่อน เห็นจะเปนเพราะเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์โปรดทรงแต่งกาพย์ เช่นกาพย์เห่เรือเปนต้น และโปรดทรงแต่งเพลงยาวสังวาศ การแต่งกาพย์กลอนจึงแต่งกันแพร่หลายขึ้น

หนังสือจำพวกที่เรียกว่านิราศ เปนบทกลอนแต่งเวลาไปทางไกล มูลเหตุที่จะเกิดหนังสือชนิดนี้ขึ้น สันนิษฐานว่า คงเปนเพราะเวลาเดินทางที่มักต้องไปเรือหลายๆ วัน มีเวลาว่างมาก ได้แต่นั่งๆ นอนๆ ไปจนเกิดเบื่อ ก็ต้องคิดหาอะไรทำแก้รำคาญ ผู้สันทัดในทางวรรณคดี จึงแก้รำคาญโดยกระบวรคิดแต่งบทกลอน บทกลอนแต่งในเวลาเดินทางเช่นนั้น ก็เปนธรรมดาที่จะพรรณาว่าด้วยสิ่งซึ่งได้พบเห็นในระยะทางประกอบกับอารมณ์ของตน เช่นครวญคิดถึงคู่รักซึ่งต้องพรากทิ้งไว้ทางบ้านเรือนเปนต้น กระบวรความในหนังสือนิราศจึงเปนทำนองอย่างว่านี้ทั้งนั้น ชอบแต่งกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี แต่ที่เรียกชื่อว่าหนังสือนิราศ ดูเหมือนจะบัญญัติขึ้นในชั้นกรุงรัตนโกสินทรนี้

หนังสือนิราศครั้งกรุงศรีอยุธยามักแต่งเปนโคลง แลเรียกชื่อเรื่องแปลกๆ กัน โคลงนิราศเก่าก่อนเรื่องอื่นที่มีฉบับอยู่บัดนี้ เรียกชื่อเรื่องว่าโคลงหริภุญชัย เดิมแต่งเปนโคลงลาวที่เมืองเชียงใหม่เมื่อปีฉลู “เมิงเป๊า” ในนั้นกล่าวถึงพระพุทธสิหิงค์ว่ายังอยู่เมืองเชียงใหม่ เพราะฉนั้นคงจะแต่งเมื่อปีฉลู เมิงเป๊ารอบที่ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๘๑ ก่อนสมเด็จพระนารายน์ฯ เชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากรุงศรีอยุธยา นิราศเรื่องนี้เอามาแต่งแปลงเปนโคลงไทยที่กรุงศรีอยุธยาอิกชั้น ๑ แต่ดูเหมือนจะนับถือกันมาก นิราศที่แต่งในกรุงศรีอยุธยาเก่าก่อนเรื่องอื่นนั้น คือโคลงพระศรีมโหสถ แต่งครั้งตามเสด็จพระนารายน์ฯ ไปรับช้างเผือกที่เมืองนครสวรรค์ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๑ ต่อมาถึงโคลงกำศรวญของศรีปราชญ์ แต่งเมื่อถูกเนรเทศจากพระนครศรีอยุธยาลงไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราช กล่าวกันว่าเมื่อในรัชกาลพระเจ้าเสือ ระหว่าง พ.ศ. ๒๒๔๖ กับ พ.ศ. ๒๒๕๑ นิราศกำศรวญนี้ในกระบวรความเห็นได้ว่าแต่งตามอย่างนิราศหริภุญชัย แต่แต่งดีขึ้นไปอิก ผู้แต่งโคลงนิราศชั้นหลังมา แม้ที่แต่งในกรุงรัตนโกสินทรนี้ชอบแต่งเอาอย่างโดยมาก

นิราศครั้งกรุงศรีอยุธยาที่แต่งเปนกลอนสุภาพ มีปรากฎอยู่เรื่องเดียวแต่นิราศเมืองเพ็ชรบุรี ของหม่อมพิมเสน แต่ก็รวมไว้ในพวกเพลงยาวสังวาศ หาได้แยกออกเปนเรื่องต่างหากเหมือนอย่างนิราศที่แต่งกันในชั้นกรุงรัตนโกสินทรไม่ ถึงนิราศที่แต่งเปนกลอนสุภาพในกรุงรัตนโกสินทรนี้ ชั้นแรกก็รวมอยู่ในเพลงยาวสังวาศ มิได้แยกออกเปนประเภท ๑ ต่างหาก มีตัวอย่างที่สำคัญคือนิราศท่าดินแดง ซึ่งพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อเสด็จยกกองทัพหลวงไปปราบพม่าข้าศึก เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๒๙ ก็รวมอยู่ในเพลงยาว พึ่งจะแยกออกเปนนิราศเรื่อง ๑ เมื่อในรัชกาลที่ ๕

นิราศที่แต่งกันในชั้นกรุงรัตนโกสินทรนี้ แต่งทั้งเปนโคลงแลเปนกลอนสุภาพ ดูเหมือนกวีที่แต่งนิราศในครั้งรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ จะถือคติต่างกันเปน ๒ พวก ๆ หนึ่งถือคติเดิมว่า โคลงฉันท์เปนของสำคัญแลแต่งยากกว่ากลอน กวีพวกนี้แต่งนิราศเปนโคลงตามเยี่ยงอย่างศรีปราชญ์ทั้งนั้น กวีอิกพวกหนึ่งชอบเพลงยาวอย่างเช่นเล่นกันเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา กวีพวกนี้แต่งนิราศเปนกลอนสุภาพทั้งนั้น ถ้าว่าเฉพาะที่เปนกวีคนสำคัญในพวกหลังนี้ คือสุนทรภู่แต่งนิราศเปนกลอนสุภาพมากเรื่องกว่าใครๆ หมด กลอนของสุนทรภู่คนชอบอ่านกันแพร่หลาย ก็ถือเอานิราศของสุนทรภู่เปนแบบอย่างแต่งนิราศกันต่อมา ตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ จนถึงรัชกาลที่ ๕

ใน พ.ศ. ๒๔๖๕ นี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพลโท พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (ม.ร.ว. สิทธิ์ สุทัศน์ ณกรุงเทพ) เปนพระยายืนชิงช้า พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร ขอให้กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ช่วยเลือกเรื่องหนังสือสำหรับจะพิมพ์แจกชำร่วยในงานนั้น ข้าพเจ้าจึงเลือกนิราศของสุนทรภู่ ๔ เรื่อง ให้พิมพ์รวมเปนประชุมกลอนนิราศเรื่องต่างๆ นับเล่มนี้เปนภาคที่ ๑ เพราะหนังสือซึ่งเคยพิมพ์แจกในงานพิธีตรียัมพวาย มักเลือกหนังสือบกลอนที่น่าอ่าน ให้พอใจอ่านกันทุกชั้นบันดาศักดิ์ และในหมู่นี้ได้ยินว่า มีผู้ต้องการอ่านนิราศของสุนทรภู่กันอยู่มาก เห็นว่าถ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร แจกหนังสือประชุมนิราศนี้เห็นจะเหมาะดี ยังมีเหตุอิกออย่าง ๑ ซึ่งเปนปัจจัยให้เลือกประชุมนิราศนี้ คือที่มีเวลาน้อย เกรงว่าถ้าหาหนังสืออื่นจะไม่ทันงาน หนังสือนิราศเหล่านี้ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากรได้ขอฉบับหอพระสมุด ฯ ไปพิมพ์อยู่แล้ว โดยหมายจะพิมพ์จำหน่ายเปนเล่มละเรื่อง จึงขอให้เขารวมนิราศสุนทรภู่ ๔ เรื่องเข้าเปนประชุมนิราศเล่มนี้

นิราศสุนทรภู่ที่รวมในประชุมนิราศภาคที่ ๑ นี้ จัดเรียงเรื่องตามลำดับนิราศที่สุนทรภู่แต่ง คือ ที่ ๑ นิราศเมืองแกลง แต่งในรัชกาลที่ ๑ เมื่อสุนทรภู่เปนข้าในกรมพระราชวังหลัง ที่ ๒ นิราศพระพุทธบาท สุนทรภู่แต่งในรัชกาลที่ ๑ เมื่อเปนมหาดเล็กอยู่ในพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสกรมพระราชวังหลัง (ในนิราศพระพุทธบาทนี้ สุนทรภู่กล่าวความไว้แห่ง ๑ ว่า “พอแรมค่ำวันนั้นท่านพระคลัง หาบุญยังมาฉลองศาลาลัย” เมื่อข้าพเจ้าแต่งประวัติสุนทรภู่ที่พิมพ์แจกเมื่องานซายิด ได้ตีความตรงนี้ว่า เจ้าพระยาพระคลัง กร ไปฉลองศาลาเมื่อก่อนอสัญกรรม ครั้นแจกหนังสือแล้วจึงมารู้ว่าตีความผิดไป ที่ถูกนั้นคือเจ้าพระยาพระคลัง กุน หาลครนายบุญยัง ซึ่งเปนตัวลครมีชื่อเสียงแลต่อมาได้สร้างวัดลครทำนั้นไปเล่นฉลองศาลา ข้าพเจ้าเผลอไปไม่ได้นึกถึงจึงแต่งผิดไป ขอโอกาศบอกความไว้ให้ผู้อ่านทราบด้วย) ที่ ๓ นิราศภูเขาทอง สุนทรภู่แต่งเมื่อบวช ในรัชกาลที่ ๓ ที่ ๔ นิราศวัดเจ้าฟ้า สุนทรภู่แต่งเมื่อยังบวชอยู่ แต่แต่งเปนสำนวนเณรพัดผู้เปนบุตร นิราศสุนทรภู่ยังเหลืออยู่อิก ๕ เรื่อง จะเอาไว้พิมพ์ในประชุมนิราศต่างๆ ภาคที่ ๒ ต่อไป

หวังใจว่า ท่านทั้งหลายได้รับหนังสือที่พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกรแจกคราวนี้ จะยินดีพอใจอ่านทั่วกัน

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สภานายก

หอพระสมุดวชิรญาณ

วันที่ ๒๐ ธันวาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๕

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ