ตอนที่ ๗ ท้าวโขมพัสตร์ให้ไปรับพระศรีเมือง

๏ เมื่อนั้น พระศรีเมืองเรืองฤทธิ์ดังสุริย์ใส
เกษมสุขด้วยสนมกรมใน ที่ในปรางค์รัตน์มณี
ครั้นยามค่ำย่ำแสงสุริยง อัสดงลับพระเมรุรังสี
พระเข้าที่ไสยาในราตรี ภูมีรำพึงคะนึงใน
คิดถึงพระชนกชนนี สองกษัตริย์ธิบดีเป็นใหญ่
ป่านนี้จะคอยหาอาลัย พระจะได้ร้อนรนทรมาน
จะเป็นตายร้ายดีประการใด สองพระองค์ยังมิได้ข่าวสาร
แต่จากเมืองมาก็ช้านาน พระจะดาลโศกศัลย์รัญจวนใจ
ว่าพลางพระทางละห้อย เศร้าสร้อยหฤทัยหม่นไหม้
แต่ถวิลจินดาอาลัย จนจะใกล้สมัยราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นรุ่งรางสางแสงพระสุริยา สกุณาเพรียกพร้องเสียงศรี
พระตื่นจากแท่นรัตน์มณี เสด็จมายังที่พระโรงใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึงมีพระราชบัญชา แก่พระยาหงส์ทองอันผ่องใส
แต่เรามาจากพระเวียงชัย ก็ได้เป็นหลายเดือนตรา
ทั้งสองพระองค์ทรงธรณี ป่านนี้จะละห้อยคอยหา
พระยาหงส์จงกลับไปพารา ทูลแถลงกิจจาให้แจ้งใจ
ว่าน้องมาอยู่ยังบูรี มิได้มีอันตรายประชวรไข้
อย่าให้สองพระองค์ทรงอาลัย จงแจ้งในเหตุผลแต่ต้นมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระยาหงส์วงศ์ราชปักษา
น้อมเกล้าเคารพวันทา รับพระบัญชาด้วยภักดี
จึงโผผินบินขึ้นยังอากาศ ดังพระยาครุฑราชปักษี
บินโบยโดยด่วนจรลี เขจรร่อนรี่ไปฉับไว ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ผาดผันดั้นเมฆรีบลัด เร็วดังลมพัดก็ว่าได้
ลอยล่องฟ่องฟ้ามาไวไว ล่วงมรคาได้สามเดือนตรา
ด้วยกำลังปีกอันเฉียวฉิน ปักษีบินบนพระเวหา
ได้สามราตรีทิวา ก็มาถึงโขมราฐพระนคร
พระยาหงส์ทองล่องฟ้า กางปีกถาบถาราร่อน
เวียนวงลงจากอัมพร จับหน้าบัญชรปราสาทชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวโขมพัสตร์เป็นใหญ่
เสด็จยังสีหาสน์อันอำไพ ภูวไนยผันแปรแลมา
ผาดเห็นหระยาหงส์ทอง พระผ่องแผ้วแสนโสมนัสสา
กวักพระหัตถ์ตรัสเรียกเข้ามา แล้วมีพระบัญชาไป
แต่เราคอยหาพระยาหงส์ ผู้จงรักภักดีอัชฌาสัย
ไม่เห็นเข้ามาก็อาลัย ซึ่งไปอยู่ป่าพนาลี
พระโอรสายังผาสุก หรือทุกข์ทนสิ่งใดนะปักษี
บัดนี้กลับมายังธานี หรือมีเหตุขัดสนกลใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หงส์ทองป้องปีกบังคมไหว้
กราบทูลสนองบัญชาไป โดยในเหตุผลมิทันนาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โปรดเกล้า พระลูกท้าวไปอยู่ในไพรสาณฑ์
ร่ำเรียนวิชาพระอาจารย์ ก็ชำนาญได้ดังจินดา
พระจะกลับเข้ามาราชฐาน ให้บันดาลเดือดร้อนเป็นหนักหนา
ใช้ข้าเที่ยวไปทุกพารา ให้เสาะหานางกัลยาณี
เดชะวาสนาได้สร้างไว้ ข้าจึงไปพบองค์มารศรี
หน่อท้าวพินทุทัตธิบดี ได้ผ่านบุรียโสธร
งามล้ำไตรภพทั้งสาม ทรงนามนางสุวรรณเกสร
พระเสด็จไปถึงพระนคร พระบิตุเรศมารดรนางเทวี
ให้อภิเษกองค์พระทรงศักดิ์ ด้วยเอกอัครธิดามารศรี
ครอบครองสมบัติในบุรี บัดนี้พระจะกลับมาเวียงชัย
ใช้ให้มาทูลพระบาทบงสุ์ อันทรงพระคุณเป็นใหญ่
ให้กรีธาทัพไปรับมากรุงไกร จงทราบหฤทัยพระภูมี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวโขมพัสตร์เรืองศรี
ได้ฟังพระยาสกุณี บรรยายคดีแต่เดิมมา
พระเร่งชื่นชมโสมนัส ไพบูลย์พูนสวัสดิ์เป็นหนักหนา
จึงมีพจนารถวาจา ปรึกษาพระอนุชาไป
ซึ่งจะไปรับพระศรีเมือง ผู้บุญเรืองรัศมีศรีใส
อันจะให้แต่เสนาใน ยกไปมิชอบประเพณี
จักให้องค์พระมณีรัตน์ กับพระพัทธวงศ์เรืองศรี
สองราชนัดดาธิบดี กรีธาพลากรไป
จึงจะเห็นเป็นทางไมตรี อันมีมาตามบุญวิสัย
พระอนุชาจะเห็นประการใด โดยในประเพณีมีมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระอนุชาฝ่ายหน้า
ได้ฟังพระราชบัญชา วันทาแล้วทูลไปทันใด
อันพระองค์ตรัสมาทั้งนี้ ต้องด้วยประเพณีเป็นข้อใหญ่
ขอให้นัดดาทั้งสองไซร้ ยกไปตามมีพระบัญชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวโขมพัสตร์นาถา
จึงมีสีหนาทบัญชา แก่สองพระนัดดาไปทันใด
เจ้าจงกรีธาพลากร ไปยโสธรกรุงใหญ่
รับพระศรีเมืองเรืองชัย มายังกรุงไกรธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนัดดาธิราชทั้งสองศรี
ก้มเกล้ารับสั่งพระภูมี อัญชลีแล้วออกมาทันใด
จึงสั่งมหาเสนา ให้เตรียมพลโยธาเป็นทัพใหญ่
พรุ่งนี้จะยกสกลไกร ไปยโสธรธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
วางวิ่งเป็นการสิงคลี มาจัดรี้พลมิทันนาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ กะเกณฑ์ทุกหมวดตรวจตรา บรรดาโยธาทวยหาญ
ขุนช้างผูกช้างคชาธาร อันกล้าหาญราญรอนไพรี
ขุนม้าผูกสินธพชาติ อันร้ายกาจดังไกรสรสีห์
ขุนรถเตรียมรถมณี เทียบพาชีชัยเชี่ยวชาญ
ขุนพลเตรียมพวกพลขันธ์ อันยืนยงคงกระพันห้าวหาญ
อาจองยงยุทธ์ชำนาญการ เคยผลาญไพรีมีชัย
รายเรียบเทียบพลโยธา เป็นพยุหยาตราทัพใหญ่
ครั้นเสร็จก็ระเห็จเข้าไป ทูลสองพระภูวไนยนัดดา
บัดนี้พหลสกลไกร จัดไว้ตามซ้ายฝ่ายขวา
อีกทั้งม้ารถคชา โยธาพร้อมแล้วพระภูมี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นรุ่ง พระสุริยาพวยพุ่งรัศมี
สองพระนัดดาธิบดี เสด็จเข้าที่สรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงพระสุคนธรสโอ่อ่า
อาบอบตลบกลิ่นรำเพยพา โอฬาร์เฟื่องฟุ้งรวยริน
ต่างทรงสนับเพลาเนาวรัตน์ ทองแล่งแสงจำรัสเฉิดฉิน
ภูษาต่างสีมณีนิล ชายไหวละไมจินดาดี
ชายแคลงแสงจำรัสสะบัดพริ้ง สะอิ้งองค์ยงยิ่งแสงศรี
ฉลองพระองค์ทรงประพาสรูจี ต่างสีแสงระยับทับทิมพราย
สององค์ทรงสร้อยสังวาลวัลย์ ทับทรวงดวงกุดั่นเฉิดฉาย
ตาบประดับสลับพลอยพรรณราย พาหุรัดแพร้วพรายนิลุบล
ทองกรบวรวาสุกรี มณีรัตน์จำรัสพระเวหน
พระธำมรงค์วงแววแก้วกล อับแสงสุริยนตรัสไตร
พระเชษฐาทรงมหามงกุฎ พระนุชทรงชฎาดอกไม้ไหว
ต่างองค์ทรงแสงพระขรรค์ชัย คลาไคลไปเฝ้าพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระผู้ทรงไอศวรรย์
ข้าน้อยขอถวายบังคมคัล วันนี้จะยกยาตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวโขมพัสตร์นาถา
เห็นสองพระราชนัดดา ขึ้นมาถวายอภิวันท์
จึงมีมธุรสอันสุนทร ประสาทพรสองราชหลานขวัญ
เจ้าไปอย่าได้มีไภยัน จงบันดาลให้ศรีสวัสดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระนัดดาเรืองศรี
ก้มเกล้ารับพรพระภูมี ใส่เหนือศีโรตม์ด้วยปรีดา
ครั้นแล้วถวายอภิวาท พระปิตุลาธิราชนาถา
สององค์ยุรยาตรคลาดคลา เสด็จมายังเกยทันใด
พระเสด็จขึ้นยังเกยมาศ เสนาดาดาษอยู่ไสว
เรียบริ้วจัตุรงค์ธงชัย ตามขนัดนอกในนี่นัน
ให้พระยาหงส์ทองอันอำไพ นำพลสกลไกรผายผัน
สององค์ทรงพระยาคชกัน รีบเร่งพลขันธ์ไคลคลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ช้างทรง พรหมพงศ์องอาจแกล้วกล้า
กันชิดสนิททั้งกายา ฝีงากล้าหาญชาญชน
เรียกมันกระหึ่มครึมคราง พ่างเพียงเสียงฟ้าคะนองฝน
ร้ายกาจอาจหาญราญรณ สามารถอาจผจญในสงคราม
โกญจนาทผาดร้องก้องกึก หึกห้าวไพรีไม่เข็ดขาม
ส่ายหน้างาเสยเงยงาม เหลือลามลำพองคะนองมัน
บังหูชูงวงจ้วงจบ ราญรบรณรายผายผัน
อันเครื่องทรงองค์พระยาคชกัน ล้วนแก้วกุดั่นพรรณราย
จงกลห้อยหูพู่แพร้ว ปกกระพองกองแก้วเป็นตาข่าย
โบโพธิ์ราชาวดีราย ทองปลายงางอนรจนา
ผูกแสงแวงวุธยุทธยง สำหรับองค์ทรงคเชนทร์ซ้ายขวา
ทรงบาศอาจองไอยรา รับพระคชาธารยานยง
อันโคดแล่นสารนำคํ้าค่าย สารเพรียวเดินรายในไพรระหง
ดั้งกันพังคาดาดง ล้อมวงแทรกแซงนอกใน
อภิรุมชุมสายรายรัตน์ มยุรฉัตรพัดโบกงามไสว
แตรสังข์กังสดาลระงมไพร กลองโยนตะโพนไทยนี่นัน
อันเสียงม้ารถคชสาร สะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น
รีบรัดลัดมาในหิมวันต์ ก็บรรลุถึงฝั่งนที ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ

๏ พระให้หยุดรถรัตน์จัตุรงค์ จะใกล้สิ้นอัสดงแสงศรี
จึงสั่งมหาเสนี ให้ตั้งที่ประทับพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศา
กราบบังคมงามลามลา ออกมาเกณฑ์กันในทันใด
เร่งรัดทุกเจ้าพนักงาน เป็นการระดมไม่ช้าได้
บ้างกรองแฝกคาผ่าไม้ บัดใจก็แล้วฉับพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จึงกลับเข้ามาทูลบาทบงสุ์ องค์พระนัดดารังสรรค์
ที่ประทับพลับพลาจะแรมวัน สารพันเสร็จแล้วพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระนัดดาเรืองศรี
ได้ฟังมหาเสนี ก็จรลีขึ้นยังพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้มีอัชฌาสัย
จึงออกมาพลันทันใด ให้เร่งรายไพร่พลโยธา
เกณฑ์กองป้องกันล้อมวง กันกงพิทักษ์รักษา
รายรอบสุวรรณพลับพลา ตรวจตราสารวัดในราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นรุ่งรางสางแสงทินกร เขจรจำรัสรัศมี
สองพระนัดดาธิบดี ให้กรีธาพหลสกลไกร
ข้ามฝั่งมหานที บ้างขี่พ่วงแพน้อยใหญ่
ทรงม้ารถคชสารชาญชัย ขึ้นจากสมุทรไทไคลคลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เดินทาง พระพลางชมมิ่งไม้ใบหนา
เกดกุ่มกระทุ่มตุมกา มะค่าข่อยขานางยางทราย
อุโลกโศกไทรไตรตร่าง อ้อยช้างช้างน้าวคล้าขลาย
รักเรียงเหียงหันตะแบกลาย กำจายจันทน์คัณนาประดาดง
เต็งรังกะสังสนสัก ประดู่ประดักยางยูงสูงระหง
สลาทิมักลักระจันคันทรง ปรูประประยงค์อโนชา
พระชี้ชวนพระนุชสุดสวาท ประพาสไม้ชมพรรณปักษา
บ้างเคล้าคู่คล้อแคล้จำนรรจา บ้างบินถาจับไม้เรียงราย
มยุเรศฟายฟ้อนชมฝูง นางยูงรำเรียงเมียงม่าย
คลี่หางกางปีกพรรณราย แพร้วพรายดังระบายลายทอง
บ้าระบุ่นขุนแผนแอ่นเคล้า แขกเต้าเขาคู่กู่ก้อง
โพระดกโงกงั่วช่างทอง เค้าโมงจับไม้มองเมียง
จากพรากพรากคู่กู่หา ไก่ฟ้ากระทาขันส่งเสียง
กระลุมพูจู่จับรังเรียง คับแคเคียงคู่ชมกัน
พระชมห้วยละหานธารถ้ำ น้ำใสไหลพุดุดั้น
พิศเพลินจำเริญใจในไพรวัน พลางรีบพลขันธ์จรดล ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เร่งรถคชรัตน์อัสดร แรมร้อนมาในไพรสณฑ์
แผ้วถางทางมาในอารญ ทุกตำบลหนองน้ำลำธาร
ให้รางวัดตัดตรุยร้อยราย หมายที่น้ำหญ้าผลาหาร
ดั้นดัดลัดพงดงดาน ล่วงด่านร้อยเอ็ดนครมา
เดินทางหว่างเขาเงาไม้ ข้ามเทินเนินไศลภูผา
กำหนดมาได้เดือนตรา ก็ถึงยโสธรธานี
จึงให้หยุดพลจัตุรงค์ ปลงรถคชสารชัยศรี
ตั้งทัพยับยั้งมนตรี นอกด่านบุรีในทันใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หงส์ทองอันมีอัชฌาสัย
จึงทูลทั้งสองภูวไนย พระองค์จงได้ปรานี
อันตัวข้าบาทปักษา จะช้าอยู่นักก็ใช่ที่
จะขอบังคมลาพระภูมี เอาคดีไปทูลพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระอนุชาเฉิดฉัน
ได้ฟังหงส์ทองทูลพลัน พระมีความหรรษาเป็นพ้นไป
จึงว่าพระยาปักษี ท่านว่านี้ชอบอัชฌาสัย
ตัวท่านจงรีบไปเวียงชัย ทูลพระภูวไนยบัดนี้
ว่าเรายกพลนิกร รีบร้อนมาถึงกรุงศรี
อยู่ยังปลายด่านพระบุรี ให้ทราบธุลีบาทา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระยาหงส์วงศ์ราชปักษา
ครั้นรับสั่งแล้วก็อำลา บินมายังราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงร่อนราลง จงจับบัญชรชัยศรี
เข้าไปใกล้องค์พระภูมี สกุณีป้องปีกขึ้นวันทา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระศรีเมืองเรืองลบทุกทิศา
ครั้นเห็นพระยาหงส์มา พระปรีดาปราโมทย์พันทวี
ยอพระกรลูบหลังแล้วพลางชม พี่ต้องลมตรำแดดหมองศรี
แต่ไปจากราชธานี เป็นหลายราตรีพึ่งกลับมา
ซึ่งพี่ไปทูลยุบลกิจ พระบิตุเรศก่อเกศเกศา
พระองค์ผู้ทรงนัครา ยังตรัสว่าขานประการใด
สององค์ยังค่อยบรมสุข หรือเกิดทุกข์ขุกเข็ญประชวรไข้
พี่เจ้าจงเล่าให้เข้าใจ แก่น้องในบัดนี้อย่าช้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงพระยาหงส์ราชปักษา
ก้มเกล้าสนองพระบัญชา ซึ่งข้าไปทูลพระพันปี
แจ้งความแต่ต้นจนปลาย คลี่คลายบรรยายถ้วนถี่
พระองค์ผู้ทรงธรณี มีความยินดีเป็นพ้นไป
ดังได้สมบัติในชั้นฟ้า จบสกลโลกาไม่เปรียบได้
พระองค์ผู้ทรงภพไตร ให้สองพระราชนัดดา
กรีธามารับให้กลับไป พระภูวไนยตั้งใจคอยหา
บัดนี้ยับยั้งโยธา อยู่นอกด่านพาราธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระศรีเมืองได้ฟังปักษี
มีความเกษมสันต์พันทวี จึงสั่งเสนีทันใด
กับพระพี่เลี้ยงทั้งสี่ ผู้ภักดีมีอัชฌาสัย
ให้จัดแจงพหลสกลไกร ไหยรถคชสารยานยง
จงเร่งรีบรัดไคลคลา ไปตามพระยาราชหงส์
รับพระอนุชาสุริยวงศ์ ทั้งสององค์เข้ามายังธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
ทั้งพระพี่เลี้ยงผู้ภักดี ถวายอัญชลีแล้วออกมา
เร่งรัดจัดกันเป็นอลหม่าน ม้ารถคชสารซ้ายขวา
พระยาหงส์นั้นนำไคลคลา ออกจากพาราทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงปลายด่านนัครา ที่สองพระอนุชาอยู่อาศัย
ทั้งสี่พี่เลี้ยงเสนาใน ก็เข้าไปบังคมพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระอนุชาทั้งสองศรี
ครั้นเห็นสี่พี่เลี้ยงผู้ภักดี กับเสนีในออกมา
มีความไพบูลย์พูนสวัสดิ์ (แสนโสมนัสหนักหนา)
(จึงมีมธุรสวาจา)[๑] ปราศรัยทั้งสี่พี่เลี้ยงไป
ซึ่งพี่มาอยู่ในธานี จะได้แจ้งคคีก็หาไม่
หงส์ทองไปแถลงจึงแจ้งใจ ว่าพระภูวไนยเสด็จมา
สองพระองค์ทรงภพผ่านเกล้า ก็สร้อยเศร้าละห้อยคอยหา
จึงให้เราทั้งสองรา กรีธามารับพระภูมี
บัดนี้สมเด็จพระเชษฐา ยังเป็นผาสุกเกษมศรี
มิได้ขุ่นเคืองราคี หรือโรคายายีประการใด ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสี่พี่เลี้ยงบังคมไหว้
แล้วทูลยุบลแต่ต้นไป โดยนัยให้แจ้งทุกประการ
อันองค์สมเด็จพระเชษฐา ก็มีความผาสุกเกษมศานต์
ราคีสิ่งใดไม่แผ้วพาน พระเสด็จอยู่นานในบุรี
คิดถึงสองพระองค์ทรงภพ ปรารภจะกลับไปกรุงศรี
จึงใช้ให้พระยาสกุณี ไปทูลบทศรีพระทรงธรรม์
บัดนี้พระแจ้งตระหนัก ว่าสององค์ทรงศักดิ์รังสรรค์
ยกพลนิกรจรจรัล มาบรรลุถึงด่านธานี
จึงให้ข้าทั้งสี่กับเสนา ออกมารับเบื้องบทศรี
เชิญเสด็จทั้งสองภูมี จรลีเข้าไปพระเวียงชัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมณีรัตน์ศรีใส
ทั้งพระพัทธวงศ์ทรงชัย ได้ฟังพี่เลี้ยงทูลมา
พระเร่งชื่นชมภิรมย์ใจ ที่จะได้เฝ้าบาทพระเชษฐา
จึงสั่งให้ผูกอาชา จะเข้าไปพาราบัดนี้
อันพหลพลไกรทั้งนั้น ให้มั่วสุมชุมกันอยู่ที่นี่
จงจัดสรรกันแต่ตัวดี ที่จะตามเสด็จเราเข้าไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งบังคมไหว้
ออกมาจากหน้าพลับพลาชัย เร่งรัดพลไกรมิได้ช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สารวัดจัดตรวจทุกหมวดหมาย ตั้งตาริ้วรายทั้งซ้ายขวา
ทหารแห่หน้าขี่อาชา นุ่งผ้าแดงสีเป็นคู่กัน
หมู่เสื้อสักหลาดคาดลาย ถือปืนทองลายคมสัน
พันทนายเสื้อลายเครือวัลย์ ถือปืนสุตันแต่ล้วนแดง
จัตุรงค์องครักษ์นั้นแห่หอก ใส่เสื้อลายดอกก้านแย่ง
คาดเกี้ยวลายซ้ำพื้นแดง แต่งตัวตามขนาดมากมี
อันแห่คู่ต้นเชือกชั้นใน ใส่เสื้ออย่างใหญ่สอดสี
เจียระบาดคาดเอวเชิงคลี ขัดกระบี่บั้งนากบั้งทอง
มหาดเล็กงานเครื่องก็เชิญเครื่อง อยู่เบื้องซ้ายขวาเป็นแถวถ้อง
นุ่งลายชายตรวยรวยรอง ใส่เสื้อสีตองอย่างน้อย
ขุนม้าผูกสองมโนมัย เบาะอานพานใส่พู่ห้อย
เครื่องทรงบรรจงประดับพลอย เตรียมคอยประทับกับเกยชัย ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมณีรัตน์ศรีใส
จึงชวนพระอนุชาคลาไคล มาเข้าในที่สรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สรงทิพย์สุธารตระการกลิ่น ตระการกลั่นวารินด้วยบุปผา
บุปผชาติปรุงปนสุคนธา สุคนธ์ธารโอฬาร์อ่าองค์
อ่าเอี่ยมสนับเพลาเพราพริ้ง เพราพรายยงยิ่งก่องก่ง
ก่องแก้วภูษิตวิจิตรจง วิจิตรจับรับทรงอลงการ
อลงกตชายไหวใส่ชายแครง ชายกรุยส่องแสงพระสุริย์ฉาน
สุริย์ฉายพรายแพร้วแก้วกาญจน์ แก้วเก็จสังวาลกุดั่นดวง
กุดั่นแดงแสงสร้อยสลับสี สลับแสงมณีรุ้งร่วง
รุ้งรับจับแจ่มเพชรพวง เพชรพิศทับทรวงอำไพ
อำพันทองกรบวรรัตน์ บวรเรืองจำรัสแสงใส
แสงสีพาหุรัดตรัสไตร ตรัสเตร็จวิไลพลอยนิล
พลอยแนมแวมไวใสสุด ใสแสงมกุฎเฉิดฉิน
เฉิดฉายคล้ายองค์อมรินทร์ อมเรนทร์ธิบดินทร์ลินลา
ลีลาศดังไกรสรจรจรัล จรจากสุวรรณคูหา
สององค์ทรงเสร็จเสด็จมา เสด็จทรงมิ่งม้ามโนมัย ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ อันพวกพลพหลโยธา แห่แหนแน่นมาอยู่ไสว
เสนานำเสด็จคลาไคล เข้าในพิชัยธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงลงจากอาชา ทั้งสองกษัตราเรืองศรี
บทบาทนาดกรจรลี ไปยังมณีพิมานชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ก้มเกล้าเคารพอภิวาท พระเชษฐาธิราชเป็นใหญ่
ทั้งองค์อัคเรศทรามวัย ด้วยใจยินดีปรีดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระศรีเมืองเรืองเดชทุกทิศา
ครั้นเห็นทั้งสองพระอนุชา เสด็จมาถึงปรางค์ปราสาทชัย
พระแสนสาภิรมย์โสมนัส พูนสวัสดิ์พิพัฒน์แจ่มใส
มาสวดกอดพระน้องทั้งสองไว้ ให้นั่งเหนืออาส์นรจนา
แล้วมีบัญชาปราศรัย พี่นี้ตั้งใจคอยหา
ซึ่งมาลุถึงพระพารา ดังได้ผ่านฟ้าดุษฎี
พระบิตุเรศมารดาทั้งสององค์ ทรงพระคุณก่อเกล้าเกศี
แต่พระพี่มาจากพระบุรี ยังมีความผาสุกประการใด
ทั้งเสนาไพร่ฟ้าประชาชน ทุกตำบลบ้านเมืองเป็นไฉน
ซึ่งเจ้ายกจากพระเวียงชัย มาได้สักกี่ราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระอนุชาเรืองศรี
จึงทูลสนองพระพันปี แจ้งความตามมีแต่หลังมา
อันองค์พระชนกชนนี ทั้งสองศรีก่อเกล้าเกศา
แต่พระมาจากพระพารา ช้านานไม่เห็นกลับไป
ตั้งแต่จะวีโยคโศกศัลย์ ทั้งกลางคืนกลางวันละห้อยไห้
ไม่เป็นกินเป็นนอนอาวรณ์ใจ สองพระองค์มิได้สมประดี
ทั้งเสนาไพร่ฟ้าประชากร ไม่เป็นสุขทุกข์ร้อนทั้งกรุงศรี
ต่อเมื่อพระยาสกุณี เอาคดีไปแจ้งจึงคลายใจ
พระจึงให้ข้ากรีธาทัพ มารับพระองค์ไปกรุงใหญ่
ซึ่งมาลุถึงพระเวียงชัย กำหนดได้สิบห้าราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระศรีเมืองเรืองรุ่งรัศมี
ฟังสองอนุชาพาที พระมีความชื่นชมภิรมย์ใจ
จึงพาสองกษัตริย์ยุรยาตร จากปราสาทรัตนาแสงใส
ขึ้นเฝ้าพระองค์ทรงภพไตร ยังพิชัยสีหาสน์พิมานจันทน์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงปรางค์รัตน์บรรจง สามกษัตริย์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ก้มเกล้าประนมบังคมคัล วันทาสองกษัตริย์ธิบดี
แล้วกราบทูลไปมิได้ช้า พระผ่านฟ้าจงโปรดเกศี
บัดนี้พระชนกชนนี อันมีคุณได้เลี้ยงลูกมา
สองพระองค์ทรงพระชรานัก คิดถึงลูกรักละห้อยหา
ด้วยลูกมาจากพระบาทา ทั้งสองกษัตราก็ช้านาน
แล้วมาอยู่ใต้พระบาทบงสุ์ สองพระองค์มิได้รู้ข่าวสาร
แต่โศกศัลย์กันแสงนิจกาล เดือดร้อนรำคาญทุกราตรี
แจ้งว่าลูกน้องมาทูลบาท พระทรงธรรมธิราชเรืองศรี
จึงค่อยคลายโศกโศกี มีความยินดีเป็นพ้นไป
ให้พระอนุชาทั้งสองศรี คุมพลเสนีน้อยใหญ่
รีบมาบังคมพระภูวไนย จะรับลูกคืนไปพระบุรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวพินทุทัตเรืองศรี
ฟังพระโอรสพาที ทูลคดีบรรยายความมา
พระภูมีปรีดิ์เปรมเกษมศานต์ เบิกบานหฤทัยหรรษา
แต่อาลัยในองค์พระลูกยา ครั้นจะออกวาจาก็จนใจ
แล้วพินิจพิศโฉมพระอนุชา ทั้งสององค์ไม่หาเปรียบได้
ดวงพักตร์ลักขณาดังวาดไว้ จะดูไหนก็จำเริญตา
งามละม้ายคล้ายกันทั้งสององค์ เห็นเป็นพิศวงหนักหนา
พิศวาสสองราชอนุชา แล้วมีวาจาปราศรัยไป
ถามถึงพระชนกชนนี ทั้งสองธิบดีเป็นใหญ่
พระองค์ผู้ทรงภพไตร ยังไพบูลย์มิได้อนาทร
ปราศจากโรคายายี ค่อยอยู่ดีมีสุขสโมสร
อันฝูงอาณาประชากร ยังถาวรอยู่เป็นสุขทุกตำบล ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์ทูลแจ้งอนุสนธิ์
อันพระองค์ทรงภพจบสกล พระชนนีทั้งสองกษัตรา
มิได้มีอันตรายวายทุกข์ แต่ฉุกใจถึงองค์พระเชษฐา
ทั้งฝูงประชาราษฎร์มาตยา ก็ผาสุกอยู่ทั่วทั้งบุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวพินทุทัตรัศมี
ฟังสองกษัตราพาที จึงมีบัญชาไปทันใด
ซึ่งพระองค์ผู้ทรงนัครา ให้เจ้ายกมายังกรุงใหญ่
ก็ยินดีพ้นที่จะเปรียบไป ดังได้พบองค์พระทรงธรรม์
อันทางพระราชไมตรี ทั้งสองธานีเขตขัณฑ์
จักเป็นปฐพีแผ่นเดียวกัน ตั้งแต่วันนี้สืบไป
ตรัสแล้วพระประทานเครื่องต้น ทรงมงกุฎกุณฑลแจ่มใส
ให้สองพระกุมารชาญชัย เสด็จไปอยู่ยังตำหนักจันทน์
จึงสั่งพิโรธามาตย์ ให้แต่งพระสุพรรณภาชน์บรรจงสรร
ไปถวายสองพระกุมารนั้น จงเลี้ยงกันทั้งไพร่พลบรรดามา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระศรีเมืองเรืองลบจบทิศา
ทั้งสองพระราชอนุชา ก็วันทาลาองค์พระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางวิโรธามาตย์สาวสรรค์
รับสั่งแล้ววิ่งมาเป็นควัน เร่งกันทั้งวิเศษนอกใน
บ้างมาจัดแจงเครื่องต้น สับสนอลหม่านเป็นการใหญ่
บ้างหาสุราเมรัย แก้มกับตับไตครบครัน
เร่งให้อ่อมอั่วคั่วแห้ง ปิ้งพะแนงฉี่ฉู่หมูหัน
เป็ดจิ้มไก่จี่มี่มัน เนื้อพล่าสารพันทุกประการ
เร่งรัดจัดแจงได้สำเร็จ เสร็จทั้งของคาวของหวาน
บรรดานางเจ้าพนักงาน ก็แต่งใส่เครื่องอานทันใด
เชิญไปถวายสองกษัตริย์ จัดตามเครื่องน้อยเครื่องใหญ่
บ้างแยกไปเลี้ยงเสนาใน ทั้งไพร่พลมนตรีดังบัญชา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพหลพลไกรซ้ายขวา
รับประทานเอมโอชโภชนา ทั้งสุราเมรัยเปรมปรีดิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ


[๑] ที่วงเล็บไว้ ต้นฉบับขาด

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ