ที่มาของอนิรุทธคำฉันท์และบทละคอนเรื่องอุณรุท ของ ธนิต อยู่โพธิ์

เรื่องอนิรุทธ ปรากฏว่ารู้จักกันดีมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ที่ขึ้นชื่อลือชาปรากฏเป็นวรรณคดีเรื่องสำคัญก็คีอ “อนิรุทธคำฉันท์” ของศรีปราชญ์ ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เนื้อเรื่องตลอดจนชื่อคนและสถานที่ในอนิรุทธคำฉันท์ มักกล่าวถึงถูกต้องตรงกันกับที่ปรากฏในคัมภีร์วิษณุปุราณะ ดังข้อความตอนหนึ่งมีว่า

“อุษา ธิดาของพาณะ ได้เห็นพระแม่เจ้าบารพตี กำลังสำเริงกรีฑาอยู่กับพระศัมพุ ผู้พระมหาสวามี ก็ดลใจให้นางปรารถนาเพื่อสังสันทน์เช่นนั้นบ้าง พระแม่เจ้าเคารีผู้ทรงโฉม ซึ่งทรงทราบวาระน้ำจิตของปวงประชาสัตว์ จึงตรัสแก่อุษาว่า “อย่าเสียใจ เธอจะมีสามี” อุษารำพึงกับตนเอง “แล้วเมื่อไหร่จะมี? ผู้ใดหนอจะมาเป็นสามีของเรา?” พระแม่เจ้าบารพตีจึงตรัสต่อไปว่า “ผู้ใดปรากฏแก่เจ้าในความฝัน ณ วันขึ้น ๑๒ ค่ำ แห่งเดือนไพศาข เขาผู้นั้นแหละจะเป็นสามีของเจ้า” เหตุนี้ครั้นถึงวันตามที่พระแม่เจ้าทรงพยากรณ์ไว้ หนุ่มน้อยผู้หนึ่งก็ปรากฏโฉมขึ้นในสุบินนิมิตของอุษา ซึ่งเธอรักใคร่ใฝ่ฝัน ครั้นเธอตื่นขึ้น ภาพในสุบินนิมิตก็อันตรธานไป ไม่เห็นหนุ่มน้อยผู้นั้น เธอจึงเศร้าโศกเสียใจไม่สามารถระงับ (ความเศร้าโศก) ไว้ได้ พร่ำบ่นถึง ใคร่จะได้อยู่ร่วมกับบุคคลผู้ (ที่เธอเห็นในความฝัน) นั้น อุษามีเพื่อนหญิงคนหนึ่งชื่อว่า จิตรเลขา ธิดาของกุมภาณฑ์ผู้เป็นเสนาบดีของพาณะ จิตรเลขาถามอุษาว่า “หล่อนบ่นถึงใคร?” เธอได้สติรู้สึกตัว ก็มีความละอาย จึงนิ่งเสีย อย่างไรก็ดี เมื่อนางจิตรเลขาเฝ้าปลอบโยนให้เชื่อใจแล้วซักถามอยู่เป็นเวลานาน อุษาก็เล่าเรื่องซึ่งได้เกิดขึ้นแก่ตนเอง และเล่าคำซึ่งพระแม่เจ้า (บารพดี) ทรงพยากรณ์ไว้ให้จิตรเลขาฟัง ครั้นแล้วเธอก็วิงวอนเพื่อนของเธอให้ช่วยหาวิธีได้อยู่ร่วมกับบุคคลที่เธอได้เห็นในความฝัน แต่ไม่ทราบว่าเป็นใครนั้น จิตรเลขาใคร่รู้ (ว่าเป็นใคร) จึงวาดรูปของบรรดาสุระ (เทวดา) ผู้มีมหิทธิฤทธิ์, วาดรูปของพวกแพศย์, คนธรรพ์และมวลมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ยิ่งใหญ่ แล้วนำมาให้ดู อุษาก็ปัดรูปเทวดา, คนธรรพ์, นาค (อุรคะ) และอสูรเหล่านั้นทิ้งเสีย เลือกไว้แต่รูปมนุษย์ และบรรดารูปมนุษย์นั้นก็เลือกดูแต่รูปของวีรบุรุษแห่งเชื้อชาติอันธกะและวฤษณี ครั้นเธอได้เห็นรูปพระกฤษณ์และพระราม (ซึ่งละม้ายคล้ายหนุ่มน้อยที่ปรากฏในความฝัน) ก็รู้สึกละอาย พอมาถึงรูปพระปรัทยุมน์ เธอก็ชม้ายชายตาเมินไป แต่พอเธอได้เห็นรูปโอรสของพระปรัทยุมน์ ดวงตาทั้งสองของเธอก็เบิกกว้าง ความขวยเขินสะเทิ้นใจหายไปหมด ร้องบอกแก่จิตรเลขาว่า “คนนี้ คนนี้” สหายของเธอจึงเข้าโยคะ แล้วทิ้งอุษาให้ยิ้มแย้มแจ่มใสดีใจได้ แล้วจิตรเลขาก็เหาะไปยังกรุงทวารกา..., นำเอาพระอนิรุทธมา (ยังปราสาทของนางอุษาในโศณิตปุระ) ด้วยอำนาจโยคะของนาง”

นี่เป็นข้อความตอนหนึ่งในคัมภีร์วิษณุปุราณะ

จิตรเลขา ในคัมภีร์วิษณุปุราณะ ตามที่นำมาเล่าไว้ข้างต้นนั้น ในอนิรุทธ คำฉันท์เรียกไว้ว่า พิจิตรเลขา แต่ในบทละคอนเรื่องอุณรุทเรียกชื่อไปอีกอย่างหนึ่งว่า ศุภลักษณ์ และว่าศุภลักษณ์เป็นชื่อของนางพระพี่เลี้ยงคนหนึ่งในพระพี่เลี้ยงทั้งห้าของนางอุษา นางเอกในกลอนบทละคอนเรื่องอุณรุท

ตำนานบทละคอนเรื่อง “อุณรุท”

ละคอนเรื่องอุณรุท มีปรากฏเป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ คู่กันมากับบทละคอนเรื่องรามเกียรติ์และอิเหนา มีคำกลอนกล่าวอ้างไว้ท้ายเรื่องอุณรุทว่า

“อันพระราชนิพนธ์อุณรุทสมมุติไม่มีแก่นสาร
ทรงไว้ตามเรื่องโบราณสำหรับการเฉลิมพระนคร
ให้รำร้องครื้นเครงบรรเลงเล่นเป็นที่แสนสุขสโมสร
แก่หญิงชายไพร่ฟ้าประชากรก็ถาวรเสร็จสิ้นบริบูรณ์”

เรื่องอนิรุทธที่นำมาแต่งเป็นบทสำหรับเล่นละคอนดังกล่าวนี้ ดำเนินเรื่องแผกเพี้ยนไปจากอนิรุทธคำฉันท์ แม้จนชื่อว่าอนิรุทธก็เพี้ยนไปเป็นอุณรุท เนื้อเรื่องที่ต่างออกไป ก็เห็นจะมุ่งแต่งขึ้นให้เหมาะแก่การเล่นละคอนตามที่นิยมกัน และที่ในบทพระราชนิพนธ์ซึ่งนำมาไว้ข้างต้นว่า “ทรงไว้ตามเรื่องโบราณ” แสดงว่าบทละคอน เรื่องอุณรุทเคยมีมาก่อนรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนไปถึงไหน เข้าใจว่า กลอนบทละคอนเรื่องอุณรุทคงจะเกิดขึ้นภายหลังจากรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ลงมา เห็นจะตกในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หรือถ้ากล่าวให้แคบเข้า ก็ราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ มีกล่าวไว้ใน “บุณโณวาทคำฉันท์” ของ พระมหานาค วัดท่าทราย คราวสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จประพาสและสมโภชพระพุทธบาท เข้าใจว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๙๓ มีว่า

“ละคอนก็ฟ้อนร้องสุรศัพทขับขาน
ฉับฉ่ำที่ดำนานอนุรุทธกินรี”

ที่กล่าวว่า “อนิรุทธกินรี” ในคำฉันท์นี้ ก็เพราะในเรื่องที่เป็นกลอนบท ละคอนนั้นมีกล่าวไว้อีกตอนหนึ่งว่า พระอนิรุทธเสด็จประพาสไพรไปพบพวกนางกินนร ก็ทรงพิศวาสจึงทรงไล่ต้อนพวกนางกินนร แต่ก็ยังเรียกว่า “อนิรุทธ” ไม่เรียก “อุณรุท” เหมือนในบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑

ใน “เพลงยาวความเก่า” (ประชุมเพลงยาว ภาคที่ ๗) มีกล่าวถึงการฝึกหัดเล่นละคอนเรื่องอุณรุทไว้ว่า

“มาร่ำเร่อให้เป็นที่ศรีสุดา 
ทั้งอุตส่าห์เบือนบิดจริตงาม 
ไปฝึกฝนกันที่ต้นลำไยเก่า 
ข้างลำเนาสรรเพชญ์ปราสาทสนาม” 

ข้อนี้ส่องความว่า ไปฝึกหัดละคอนเป็นตัวนางศรีสุดา ซึ่งเป็นนางรองในบทละคอนเรื่องอุณรุท กันที่ต้นลำไย ในบริเวณพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทที่กรุงเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา และอีกแห่งหนึ่งปรากฏเป็นตำนานการละคอนว่าในสมัยกรุงธนบุรี มีตัวละคอนผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นนางเอกละคอนหลวงมาแต่ครั้ง กรุงศรีอยุธยา และได้มาเป็นครูละคอนครั้งกรุงธนบุรี มีชื่อว่า “จัน” ในเพลงยาวความเก่าเรียกไว้ว่า “จันอุษา” ซึ่งคงจะหมายความว่า หญิงชื่อจันคนนี้ เคยแสดงละคอนเป็นตัวนางอุษา นางเอกในเรื่องอุณรุท และแสดงดีมีชื่อเลียงจนคนทั้งหลายขนานนามในตัวละคอนเป็นสร้อยติดชื่อตัวมาด้วย เช่นเดียวกับที่เรียก “แย้มอิเหนา” “อิ่มย่าหรัน” “ทองใบทศกรรฐ์” และ “ทองดีพระราม” เป็นต้น ซึ่งมีประเพณีนิยมเรียกกันมาจนในชั้นหลังนี้

ในสมัยธนบุรี ไม่พบหลักฐานว่าได้มีการแต่งบทละคอนเรื่องอุณรุท และหากจะมีการแสดงละคอนเรื่องนี้กันบ้างในรัชกาลนั้น ก็คงจะใช้บทครั้งกรุงเก่าเท่าที่เหลือมา และหากันได้ในเวลานั้น ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ราวต้นรัชกาลที่ ๑ กล่าวกันว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ยังเสด็จดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และประทับอยู่ที่พระราชวังเดิม (ที่เป็นโรงเรียนนายเรือบัดนี้[๑] ได้โปรดให้ฝึกหัดบทละคอนผู้หญิงขึ้นในพระราชวังชุดหนึ่ง ใช้บทละคอนเรื่องอุณรุทครั้งกรุงเก่า แต่เอามาตัดให้เหมาะแก่การแสดงละคอนในครั้งนั้น (บทที่ตัดนั้นยังมีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ เป็นหนังสือ ๑๕ เล่มสมุดไทย แต่ต้นฉบับที่มีอยู่ไม่ครบ) ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ทรงกริ้วจนต้องเลิก เพราะมีกฎห้ามไว้แต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มิให้เอกชนนอกจากพระเจ้าแผ่นดินมีหรือฝึกหัดละคอนหญิงไว้ในสำนัก เมื่อครั้งมีงานสมโภชพระแก้วมรกตในรัชกาลที่ ๑ ก็ปรากฏว่ามีเล่นละคอนเรื่องอุณรุทสมโภชด้วย แต่คงเรียกอนิรุท เช่นที่กล่าวว่า

“มะโหรศพทุกสิ่งเหล้นฉลองพุทธ พิมพ์พ่อ
เล็งละคอนอนิรุทรุ่นร้อย
พิลาสพิไลยสุดจักร่ำ รำนา
แต่งแง่งามอ่อนช้อยเฉิดชี้โฉมสวรรค์ฯ[๒]

บางทีการเล่นละคอนเรื่องอุณรุท ในคราวสมโภชพระแก้วมรกตครั้งนั้น คงจะเป็นคณะละคอนของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงอิศรสุนทร (คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ก็เป็นได้ และคงจะเล่นตามบทครั้งกรุงเก่า เพราะฉบับกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ได้แต่งขึ้น ต่อล่วงมาอีก ๓ ปี จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละคอนเรื่องอุณรุทขึ้น มีกล่าวไว้ในบานแพนกว่า “ศุภมัศดุ ตยุลศักราช ๑๑๔๙ ปีมะแมนพศก เจตรมาส สัตตมกาฬปักขดิถีพุธวารบริจเฉทะ (กาล) กำหนด สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว อันเสด็จถาวรสวัสดิ์ปราบดาภิรมย์ ที่นั่งอำมรินทราภิเศกพิมาน ทรงพระราชนิพนธ์รจนาเรื่องอุณรุทเสร็จ แต่ ณ วัน ๑ ค่ำ ปีมะแม นพศก[๓] คิดรายวันได้ ๕ เดือน กับ ๑๐ วัน บริบูรณ์ทฤฆายุศมสวัสดิ์”

แต่บานแพนกนี้ ไพล่ไปปรากฏอยู่ในฉบับที่เป็นสำนวนความทรงตรัสของ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงอิศรสุนทร เข้าใจว่าอาลักษณ์จะเขียนสับสนกันในเวลาใดเวลาหนึ่ง มีข้อควรสังเกตที่ว่า “เจตรมาส สัตตมกาฬปักดิถีพุธวาร” ซึ่งแปลว่าเดือน ๕ แรม ๗ ค่ำ วันพุธนั้น สอบในปฏิทินเป็นวันจันทร์ และนับแต่เดือน ๕ แรม ๗ ค่ำ มาถึงวันพุธ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือนอ้าย ไมใช่ ๕ เดือน กับ ๑๐ วัน ที่ถูกเป็น ๗ เดือน กับ ๑๐ วันพอดี ทั้งนี้ทางที่จะตกลงได้จึงมีแต่เพียงว่า ในปี พ.ศ. ๒๓๓๐ คือปีที่ ๖ ในรัชกาลที่ ๑ นั้น ได้มีบทละคอนเรื่องอุณรุทเกิดขึ้นสำนวนหนึ่ง คือ สำนวนที่เรียกว่า พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ มีอยู่ ๑๘ เล่มสมุดไทย เคยมีผู้นำออกตีพิมพ์จำหน่ายแล้ว เท่าที่เคยพบฉบับตีพิมพ์ ปรากฏว่าตั้งแต่เล่ม ๑ ถึงเล่ม ๘ สมุดไทย หรือตั้งแต่หน้า ๑ ถึงหน้า ๒๕๒ ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์นายเทพ ที่แพตรงข้ามหน้าสกูลสุนันทาลัย เมื่อ ร.ศ. ๑๐๙ (พ.ศ. ๒๔๓๓) ตั้งแต่เล่ม ๙ ถึงเล่ม ๑๒ สมุดไทย หรือตั้งแต่หน้า ๒๕๓ ถึงหน้า ๓๗๖ ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์หมอสมิท บางคอแหลม เมื่อ จ.ศ. ๑๒๓๖ (พ.ศ. ๒๔๑๗) และตั้งแต่เล่ม ๑๓ ถึงเล่ม ๑๘ สมุดไทย หรือตั้งแต่หน้า ๓๗๗ ถึงหน้า ๕๒๒ ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์นายเทพ แสดงว่าได้ตีพิมพ์มาแล้ว ๒ ครั้ง

เมื่อเทียบกับบทละคอนพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ ด้วยกัน เช่น อิเหนาและรามเกียรติ์แล้ว นับว่าเป็นบทพระราชนิพนธ์เรื่องอุณรุท แต่งขึ้นก่อนกว่าเรื่องอื่น สำนวนโวหาร การร้อยกรองก็สังเกตเห็นได้ว่า มีกลิ่นอายบทกลอนสมัย กรุงศรีอยุธยาติดมาเป็นอันมาก ตลอดจนราชประเพณี เช่น บทกล่อมช้าลูกหลวง และอื่นๆ สมควรที่ผู้ใฝ่ใจในราชประเพณีและวรรณคดีของชาติ จะหาอ่านหาศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

เนื้อเรื่องย่อ ๆ ตามพระราชนิพนธ์บทละคอนเรื่องอุณรุทในรัชกาลที่ ๑ มีอยู่ว่า ท้าวกรุงพาณ (คือ พาณะ) ครองกรุงรัตนา (คือ โศณิตปุระ) มีมหิทฤทธิ์เป็นที่เกรงขามของมวลมนุษย์และทวยเทพ ชอบประพฤติตนเป็นพาลเที่ยวสมสู่นางฟ้านางสวรรค์เมียเทวดาเสียทุกๆ องค์ ทวยเทพได้รับความเดือดร้อนมาก ท้าวกรุงพาณเกิดความฮึกเหิมใจ วันหนึ่งนึกใคร่จะไปลอบลักสมสู่นางสุจิตรา มเหสีเอกองค์หนึ่งของพระอินทร์ จึงขึ้นไปบนดาวดึงส์แปลงกายเป็นตุ๊ดตู่แอบอยู่ข้างประตูวิมาน วันนั้นท้าวสหัสนัยน์มีเทวประสงค์จะเสด็จประพาสสวนจิตรลดาวัน ก่อนเสด็จไปก็ไม่ทรงไว้พระทัยอยู่แล้ว เมื่อออกจากห้องทิพพิมาน จึงทรงร่ายมนต์ผูกทวารไว้เสีย ท้าวกรุงพาณซึ่งแปลงตัวเป็นตุ๊ดตู่อยู่ ก็จนปัญญา เข้าไปหานางสุจิตราภายในวิมานไม่ได้ แต่จำมนต์บทนั้นได้ขึ้นปากขึ้นใจ ครั้นพระอินทร์เสด็จกลับมา ก็ทรงร่ายเวทเปิดทวารเสด็จเข้าไป ท้าวกรุงพาณจึงจำมนต์ได้ทั้งผูกทั้งแก้ แล้วคืนกลับนครของตน

ต่อมา พระอินทร์เสด็จประพาสสวนนันทวัน วันนั้นกรุงพาณก็ขึ้นมาเยี่ยมกรายดูบนชั้นดาวดึงส์อีก พอรู้ว่าองค์จอมเทพเสด็จประพาสอุทยาน เธอก็แปลงรูปเป็นพระอินทร์แล้วร่ายเวทเปิดประตูวิมานเข้าไปหานางสุจิตรา นางสุจิตราสำคัญว่า พระอินทร์ผู้เป็นพระสวามีเสด็จมา ก็ถลาเข้าต้อนรับด้วยความพิศวาส และครั้งนี้แหละเป็นครั้งที่พระอินทร์จะต้องเป็นไปอย่างบทพระราชนิพนธ์ ที่กล่าวไว้เป็นความรู้สึกของพระอินทร์ว่า

“เสียเมียดั่งเสียชีวิตน้อยจิตปิ้มเลือดตาไหล”

เนื่องด้วยเหตุดั่งกล่าวนี้ นางสุจิตราจึงลาพระอินทร์จุติลงมาเกิดในดอกบัว ในสระโบกขรณีใกล้อาศรมของพระฤๅษีสุธาวาส (ทุรวาส?) ภายหลังกรุงพาณมาขอไปเลี้ยงไว้ในนครของตน ปรากฏว่ารักใคร่โปรดปรานมาก

ร่วมสมัยเดียวกันกับกรุงพาณนั้น ณ กรุงณรงกา (หรือที่ถูกเป็นทวารกา หรือทวารวดี แปลว่า “เมืองมีประตู” มีเมืองชื่อนี้ตั้งอยู่ในแคว้นคุชราษฎร์) พระนารายณ์อวตารลงมาเกิดเป็นพระกฤษณ์ครองกรุงณรงกา มีโอรสองค์หนึ่งนาม ว่า “ไกรสุท” ซึ่งตรงกับพระปรัทยุมน์ ในวิษณุปุราณะ (บางทีจะเพี้ยนมาจาก “กฤษณสุต” แปลว่า “ลูกพระกฤษณ์”) ภายหลังพระกฤษณ์มอบให้ไกรสุท หรือ ปรัทยุมน์ ครองณรงกาแทน ปรัทยุมน์ มีโอรสหลายองค์ แต่องค์หนึ่ง คือ อนิรุทธ หรือที่เรียกเพี้ยนไปในบทพระราชนิพนธ์ว่า “อุณรุท” อุณรุทได้แต่งงานกับนางศรีสุดา ราชธิดาของอุทุมราช ณ กรุงโรมราช

วันหนึ่งอุณรุทกับพระชายาชื่อศรีสุดานั้นเสด็จประพาสป่า ไปพบกวางทอง พระชายาอยากได้ ขอให้พระสวามีช่วยตามจับ อุณรุทก็ทรงขับไล่กวางทองไปจนพลัดพลนิกายและพระชายา มาถึงต้นไทรแห่งหนึ่ง รู้สึกเหนื่อยอ่อน ก็เข้าพักอาศัย ฝ่ายพวกพลซึ่งมีพระพี่เลี้ยงทั้งสี่กำกับอยู่ ก็สั่งให้แบ่งพลออกเป็น ๒ ส่วน ๆ หนึ่ง ให้เชิญพระชายากลับเข้าเมือง     ฝ่ายพระพี่เลี้ยงและพลนิกายอีกส่วนหนึ่งก็ออกติดตามไปทันพระอุณรุทที่ต้นไทร อุณรุทจึงให้พระพี่เลี้ยงบวงสรวงสังเวยพระไทรขอพักอาศัยในราตรีกาลนั้น เทพเจ้าซึ่งสถิตอยู่ ณ ต้นไทรจึงสนองการบวงสรวงสังเวยของอุณรุท สะกดพลนิกายให้หลับหมดแล้วจึงอุ้มพาอุณรุทไปยังปราสาทของนางอุษา ณ กรุงรัตนา หรือโศณิปุระ

บทประพันธ์หรือเหตุการณ์ตอนนี้เรียกกันว่า “พระไทรอุ้มสม” กวีมักชอบ นำมาแต่งอ้างถึงในหนังสือเพลงยาวและกลอนนิราศต่างๆ บ่อยๆ เช่นในโคลง นิราศกรุงเก่า ของหลวงจักรปาณี (กฤษ์) ยังกล่าวไว้บทหนึ่งตอนถึงบางไทร ว่า

“บางไทรไทรเทพไท้สิงสถิตย์นี้ฤๅ
โอบองค์พระอนุรุทธฤทธิ์ร่อนฟ้า
วางสมอุษานิทรถนอมแนบ นางเอย
วานพระถ่อมถนอมข้าคู่ค้างคืนสม ฯ”

เมื่อพระไทรเทพเจ้า วางพระอุณรุทลงบนแท่นเคียงข้างนางอุษา แล้วก็มาคิดว่า ถ้าให้ทั้งสององค์สนทนาปราศรัยกันได้ ก็จะไต่ถามนามและวงศ์แล้วจะเกิดภัยมาก จึงร่ายมนต์ผูกโอษฐ์เสียทั้งสองคนมิให้สนทนากันได้ ปลุกให้สององค์ตื่นบรรทม แล้วพระไทรก็กลับวิมาน ขอกล่าวลัดความข้ามไปว่า พอจะใกล้รุ่งแจ้ง อุณรุทกับอุษากำลังนอนหลับอยู่เคียงกันบนพระแท่นบรรทม พระไทรเทพเจ้าก็มาพาอุณรุทกลับไปยังที่พักใต้ต้นไทรตามเดิม

คราวนี้ ทางฝ่ายอุณรุทตื่นขึ้นมาไม่เห็นอุษาก็คลั่งไคล้ใหลหลง พวกพระพี่ เลี้ยงทั้ง ๕ จึงช่วยกันพากลับเข้าเมือง ฝ่ายอุษาก็เช่นเดียวกัน ตื่นขึ้นไม่เห็นอุณรุทก็หลงใหลคลั่งไคล้ นางพระพี่เลี้ยงทั้ง ๕ ช่วยกันแก้ไขไม่สำเร็จ นางศุภลักษณ์หรืออีกชื่อหนึ่งว่า จิตรเลขา ดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้น เป็นนางพระพี่เลี้ยงที่เฉลียวฉลาดสามารถคนหนึ่ง ประกอบทั้งเป็นผู้มีศิลปในทางวาดรูปสมชื่อ จึงรับอาสานางอุษา เที่ยวไปทุกสวรรค์ชั้นฟ้า เที่ยววาดรูปเทวดามาให้นางอุษาดู ว่าเป็นคนเดียวกับผู้ที่มาร่วมแท่นบรรจถรณ์หรือไม่ แล้วไปเที่ยววาดรูปมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ใหญ่ยิ่งในมนุษยโลกมาให้นางอุษาตรวจดูอีก

ตอนที่นางศุภลักษณ์เที่ยวไปวาดรูปเทวดาในสวรรค์ชั้นฟ้านั้น เมื่อเข้าไปในหมู่เทวดาพวกไหน กำลังจับระบำรำฟ้อน ในทางนาฏศิลป ก็แสดงระบำรำฟ้อนไปกับเขาด้วย เคยมีระบำแบบหลวงเรียกว่า “ศุภลักษณ์วาดรูป” แต่มีบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ให้ราชเสวกในกรมมหรสพเล่นถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ นั้น ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็นโคลง พระราชนิพนธ์บทเริ่มว่า

๏ จักแถลงระเบียบเหล้นระบำ
ตามแบบหลวงท่านกำหนดไว้
ศุภลักษณ์วาดรูปจำจดเทพ
เพื่ออุษาหน่อไท้สืบรู้คู่สมร ฯ

แต่มีบทระบำสำหรับขับร้องของเก่าซึ่งคุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์เคยร้องให้ข้าพเจ้าจดจำไว้เมื่อ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว เป็นคำกลอนบทละคอน เคยนำไปสอบกับบทพระราชนิพนธ์เรื่องอุณรุทในรัชกาลที่ ๑ เห็นได้ว่า ตัดบทมาจากพระราชนิพนธ์เรื่องนั้น แต่เอามาปรับสัมผัสในทางกลอนและเชื่อมความเสียใหม่ ยังทราบไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ปรับบท

บทระบำตอนศุภลักษณ์วาดรูป
-ร้อง “ย่องหงิด”-

เมื่อนั้นฝ่ายฝูงเทพไท้ถ้วนหน้า
ขยับย่างนวยนาดเข้ามาใกล้นางฟ้าฝูงยุพาพาล
แล้วซัดสองกรอ่อนชดทำท่าพระรถโยนสาร
เรียงรอคลอเคล้าเยาวมาลย์ประโลมลานทอดสนิทไปในที
นางสวรรค์กันกรป้องปัดบิดสะบัดเบี่ยงบ่ายชายหนี
เทพบุตรรำท่าม้าตีคลีท่วงทีเวียนตามอันดับไป ฯ

-ร้อง “เชิดฉิ่ง”-

ระเห็จเหินดำเนินพระเวหนวิมานบนบาดาลต่ำใต้
วาดรูปอินทราสุราลัยเทพไทครุฑาวาสุกรี
วาดรูปพระพายอันเรืองฤทธิ์พระอาทิตย์ผู้รุ่งรัศมี
พระเพลิงเริงแรงฤทธีทั้งพระมาตลีอันศักดา
รูปท้าวโลกบาลอันชาญชิดซึ่งประจำทั้งสี่ทิศา
รูปท้าวเวสสุวัณมหิมาได้ด้วยฤทธาอสุรี
เสร็จแล้วก็กลับระเห็จจรมาโดยอัมพรวิถี
เร่งรีบเร็วมาในราตรีหมายมุ่งบุรีรัตนา ฯ

-เชิด-

ครั้นนางศุภลักษณ์ไปเที่ยววาดรูปเหล่านี้มาให้นางอุษา ก็ไม่ตรงกับผู้ที่นางมุ่งหมาย นางจึงไม่วายเศร้าโศก ภายหลังศุภลักษณ์ไปวาดเอารูปพระอุณรุทมาให้ นางก็ดีใจขอร้องให้ศุภลักษณ์ช่วยเหลือ นางศุภลักษณ์จึงเหาะไปอุ้มเอาพระอุณรุทมายังปราสาทของนางอุษา ตอนนี้เรียกกันว่า “ศุภลักษณ์อุ้มสม” มีบทขับร้องพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงปรับไว้

บทร้องระบำตอน “ศุภลักษณ์วาดรูป” และตอน “ศุภลักษณ์อุ้มสม” ตามที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องตอนต้นของบทละคอนดึกดำบรรพ์เรื่องอุณรุท พระราชนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งกรมศิลปากรเคยจัดฝึกซ้อมและนำออกแสดงมาแล้ว ณ โรงละคอนกรมศิลปากร เมื่อระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม ถึงวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๑



[๑] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานที่พระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งโรงเรียนนายเรือ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกองทัพเรือ

[๒] โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ของพระชำนิโวหาร หน้า ๒๑

[๓] ตรงกับวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๐

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ