ตอนที่ ๕ กำเนิดพระไกรสุท แล้วท้าวบรมจักรกฤษณ์ปราบวิรุณจักร

ช้า

๏ เมื่อนั้นนางจันทมาลีเสน่หา
เสวยแสนไอศูรย์สวรรยาด้วยพระจักราสามี
ดั่งดวงสุริยันจันทรอันเขจรส่องทวีปทั้งสี่
พระเกียรติเฟื่องฟ้าธาตรีนางในธรณีไม่เทียมทัน
เป็นที่ร่วมรักพระจักรกฤษณ์ดั่งดวงชีวิตชีวาสัญ
ขึ้นเฝ้าเช้าเย็นเป็นนิรันดร์กัลยาจำนงจงรัก
ไม่มีฉันทาราคินภิญโญยศยิ่งจำเริญศักดิ์
สมวงศ์สมศรีสิริลักษณ์ในที่เอกอัครชายา
ทุกข์โศกโรคภัยไม่กล้ำกรายโฉมฉายเป็นบรมสุขา
อยู่จำเนียรกาลนานมากัลยาก็ทรงพระครรภ์

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวบรมจักรกฤษณ์รังสรรค์
แจ้งว่าอัครราชวิไลวรรณมีครรภ์ขึ้นมาก็ดีใจ
จึ่งจัดค่อมเค้าเถ้าแก่ชาวแม่กำนัลน้อยใหญ่
พิทักษ์รักษาอรไทมิให้มีอันตรายแผ้วพาน

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนางจันทมาลียอดสงสาร
ถนอมครรภ์จำเริญสำราญในห้องแก้วสุรกานต์อลงการ์
พอถ้วนกำหนดทศมาสลมกัมมัชวาตพัดกล้า
ให้เจ็บปวดพระครรภ์กัลยาดั่งว่าจะสิ้นสมประดี

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นฝูงนางกำนัลสาวศรี
เห็นองค์อัคเรศเทวีประชวรพระนาภีก็ตกใจ
บ้างเข้าฝืนท้องประคองหลังล้อมนั่งแปรผันพระครรภ์ให้
เรียกหาหมอวุ่นทั้งวังในบ้างไปเฝ้าองค์พระสี่กร

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงนบนิ้วขึ้นเหนือเกศทูลว่าอัคเรศดวงสมร
ให้รัญจวนประชวรพระอุทรบังอรกลิ้งเกลือกไปมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวบรมจักรกฤษณ์นาถา
แจ้งข่าวเร่าร้อนในอุราผ่านฟ้าก็รีบเสด็จไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งมีพจนารถประกาศแก่แพทยาน้อยใหญ่
ช่วยกันผันแปรอรไทอย่าให้อันตรายราคี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนางจันทมาลีโฉมศรี
ครั้นได้ศุภฤกษ์ยามดีเทวีประสูติพระลูกรัก

ฯ ๒ คำ ฯ มโหรี เจรจา

๏ เป็นชายทรงโฉมบริสุทธิ์ล้ำมนุษย์เทวาในไตรจักร
คล้ายพระบิตุรงค์ทรงลักษณ์ผ่องพักตร์พริ้มพร้อมทั้งกายา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นโหรเฒ่าผู้มียศถา
จึ่งลั่นฆ้องชัยขึ้นสามคราให้ประโคมกาหลดนตรี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นท้าวนางผู้ใหญ่ทั้งสี่
จึ่งเอาข่ายเพชรรัตน์รูจีชุลีกรรับองค์พระกุมาร
เชิญลงในสาครแก้วแล้วจึ่งชำระสระสนาน
เสร็จสรงทรงทิพสุคนธ์ธารวางเหนือพานทองรจนา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระบิตุรงค์องค์นารายณ์นาถา
พิศโฉมสมเด็จพระลูกยาผิวพักตร์ลักขณาวิลาวัณย์
มีพระทัยชื่นชมโสมนัสดั่งได้สมบัติในสวรรค์
แสนรักแสนสวาทผูกผันเสมอกันกับดวงชีวี
จึ่งประทานพี่เลี้ยงนางนมอุดมด้วยรูปทรงส่งศรี
เจ้าขรัวยายวงศาพญารีตามตำแหน่งที่ทุกประการ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ แล้วให้พระนามตามวงศ์พงศ์จักรพรรดิมหาศาล
ชื่อพระไกรสุทกุมารประทานทั้งเครื่องทรงอลงการ์

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นพระพี่เลี้ยงนางนมซ้ายขวา
ถนอมเลี้ยงองค์พระกุมาราเสน่หาพิศวาสชมเชย
เช้าค่ำผัดผ่องละอองโฉมประโลมชำระองค์สรงเสวย
ยามนอนมิให้ร้อนระคายเลยรำเพยโบกปัดพัดพาน
ดั่งโอรสโกสีย์ตรีเนตรในทิพนิเวศน์ไพศาล
อุ้มเฝ้าเช้าเย็นเป็นนิจกาลให้ชำนาญระเบียบกษัตรา
แล้วพาลดเลี้ยวเที่ยวประพาสบุปผชาติสระสวนซ้ายขวา
จับกระต่ายทรายแก้วโกญจาให้ปรีดาผาสุกทุกคืนวัน

ฯ ๘ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้นท้าวบรมจักรกฤษณ์รังสรรค์
เสด็จเหนือแท่นแก้วแพร้วพรรณในสุวรรณปราสาทอลงกรณ์
พร้อมด้วยพระสนมอนงค์นาฏบำเรอบาทเป็นสุขสโมสร
เหมือนอยู่เกษียรสาครบรรจถรณ์ปฤษฎางค์นาคี
มีพระทัยถวิลจินดาถึงนารอทมหาฤๅษี
เคยสั่งสนทนาพาทีโดยในคดีทางธรรม์
แต่คิดคอยหาช้านานไม่เห็นพระอาจารย์ฌานขยัน
หรือจะเกิดอาพาธโรคันจำจะไปยังบรรณศาลา

ฯ ๘ คำ ฯ ร่าย

๏ คิดแล้วเสด็จลีลาศจากอาสน์สุวรรณเลขา
กรายกรนวยนาดยาตรามาเข้าที่สรงชลธาร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ พนักงานไขท่อสุหร่ายทองน้ำทิพย์เป็นละอองหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุมามาลย์สนับเพลาเครือก้านกระหนกครุฑ
ภูษาทองพรรณอุทุมพร[๑]ช่อเชิงมังกรเล่นสมุทร
ชายไหวชายแครงชมพูนุทฉลององค์แย่งยุดกินนรรำ
สร้อยสนสังวาลสะอิ้งแก้วแล้วด้วยมรกตเขียวขำ
เฟื่องห้อยพลอยบุษราคัมประจำยามตาบทิศทับทรวง
พาหุรัดทองกรมังกรกลายธำมรงค์เพชรพรายรุ้งร่วง
มงกุฎสุรกานต์ดอกไม้พวงห้อยห่วงกุณฑลกรรเจียกจอน
จับพระขรรค์แก้วฤทธิรงค์อาจองดั่งพญาไกรสร
ย่างเยื้องยุรยาตรนาดกรบทจรมายังเกยลา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ คิดถึงพญาครุฑราชอันเป็นอาสน์เดินโดยเวหา
บัดเดี๋ยวโผผินบินมาจับหน้าเกยแก้วรูจี
จึ่งเสด็จขึ้นทิพบัลลังก์เหนือหลังพญาปักษี
ดั่งบรมพรหเมศธิบดีสถิตที่ปฤษฎางค์หงส์ทอง

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

โทน

๏ ครุฑเอยครุฑทรงเทียบพงศ์ทั่วภพไม่มีสอง
คู่นารายณ์เคยณรงค์รณคะนองเผ่นทะยานผ่านผยองโพยมบน
ถาบราถาร่อนในคัคนานต์ลมปีกลั่นปานพยุฝน
สะเทือนโลกสะท้านหล้าสากลเมฆกล่นหมอกเกลื่อนอัมพร
หมู่เทพแมนสถานพิมานสถิตขามฤทธิ์เข็ดรบสยบสยอน
เยี่ยมข้ามยอดเขายุคุนธรเคียงร่อนแข่งรถพระสุริยา
บินรีบโบกเร็วกว่าลมพัดลัดนิ้วลอยในเวหา
ล่วงเขตลุเขาหิมวาเลื่อนราลงริมกุฎี

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งเสด็จย่างเยื้องยุรยาตรจากหลังพญาราชปักษี
นวยนาดวาดกรจรลีมาที่อาศรมศาลาลัย

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ น้อมเศียรยอหัตถ์มัสการพระมหาอาจารย์ผู้ใหญ่
ถามถึงทุกข์โศกโรคภัยที่ในขอบเขตหิมวา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระนารอทดาบสพรตกล้า
เห็นท้าวจักรกฤษณ์ฤทธามาถึงศาลาก็ยินดี
จึ่งกล่าวสุนทรปราศรัยด้วยใจชื่นชมเกษมศรี
ถามกิจสุขทุกข์ในธานีต่างแจ้งคดีแก่กัน
ดั่งองค์โกสีย์ตรีเนตรกับบรมพรหเมศรังสรรค์
สนทนาโดยทางทศธรรม์ในสุวรรณพิมานรัตนา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงวิรุณจักรยักษา
ทรงอานุภาพมหึมาผ่านมหากาลวุธธานี
แทบเนินขอบเขาหิมพานต์มีหมู่บริวารยักษี
พันโกฏิล้วนเรืองฤทธีหยาบช้าราวีทุกตัวตน
ย่ำยีนักสิทธ์วิทยาสุบรรณนาคาทุกแห่งหน
เทวาทานพในสากลไม่อาจประจญประจัญบาน
คิดจะใคร่ไปเที่ยวประพาสล่าไล่จัตุบาทเป็นอาหาร
ตามแถวแนวป่าหิมพานต์ให้สำราญทั้งหมู่โยธี

ฯ ๘ คำ ฯ ร่าย

๏ คิดแล้วอ่าองค์ทรงเครื่องอร่ามเรืองด้วยดวงมณีศรี
จับตระบองโลหะโมลีแกว่งดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
พร้อมพวกพหลพลมารโห่สะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น
มืดฟ้ามืดดินเป็นควันกุมภัณฑ์ก็เที่ยวประพาสไป

ฯ ๔ คำ ฯ กราวใน เชิด

๏ มาถึงเนินเขาคันธมาทน์รุกขชาติร่มระหงดงใหญ่
เป็นที่โยคีชีไพรอาศัยตั้งกิจพิธี
ขุนยักษ์เหลือบแลซ้ายขวาเห็นบรรณศาลาฤๅษี
รอบรายชายเชิงคีรีมีจิตอิจฉาสาธารณ์
จึ่งคิดว่าดาบสนี้สามารถองอาจพากเพียรกล้าหาญ
รู้รอบประกอบพิธีการเชี่ยวชาญประสิทธิ์วิทยา
แม้จะละไว้บัดนี้น่าที่พิธีจะแก่กล้า
จะบอกเล่ห์กลมนตราแก่มนุษย์เทวาสุราลัย
จะมีผู้รู้ศิลปศาสตร์องอาจหากลัวกูไม่
คิดแล้วขับพวกพลไกรเข้าไล่รุกรานพระมุนี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝ่ายหมู่ทหารยักษี
ต่างต่างสำแดงฤทธีไล่ตีโยคีเป็นโกลา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้นฝ่ายคณะฤๅษีชีป่า
แลเห็นพวกพาลอสุราไล่มาก็ตระหนกตกใจ
บ้างฉวยตาลิปัตรไม้เท้าลูกประคำน้ำเต้าย่ามใหญ่
บ้างขึ้นภูเขาบ้างเข้าไพรบ้างเข้าในโพรงไม้ซ่อนกาย
บ้างเข้าสุมทุมพุ่มพงลางองค์ก็ดิ้นเข้าเซิงหวาย
ล้มลุกคลุกคลานกลัวตายวุ่นวายวิ่งพะปะทะกัน

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้นฝ่ายพวกอสุราโมหัน
โห่ร้องก้องมี่นี่นันสับฟันศาลาวุ่นไป
ทุบต่อยนำเต้ากระเช้าสานขอคานหักเสียหาไว้ไม่
ยื้อแย่งกองกูณฑ์บูชาไฟบ้างไล่โยคีเป็นโกลา
ที่ทันก็รันด้วยตระบองทุบถองทุ่มทิ้งด้วยหินผา
ทำตามโมหันฉันทาอื้ออึงทั้งป่าพนาลี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝ่ายหมู่คณะฤๅษี
เล็ดลอดหลบหลีกอสุรีตกใจวิ่งหนีงกงัน

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บ้างไปหานารอทอาจารย์ลนลานหน้าซีดตัวสั่น
บ้างไหว้บ้างหอบยิงฟันชิงกันแจ้งการพาลภัย
เล่าพลางเหลียวหลังระวังอยู่เป็นครู่จึ่งต่อไปได้
เห็นท้าวจักรกฤษณ์ฤทธิไกรภูวไนยจงช่วยชีวี

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นท้าวบรมจักรกฤษณ์เรืองศรี
รู้ว่าพวกพาลอสุรีมาเที่ยวย่ำยีพระนักพรต
ให้ขาดภาวนารักษาฌานอลหม่านแตกตื่นกันไปหมด
จึ่งมีสุนทรมธุรสพระดาบสอย่ากลัวกุมภัณฑ์
ไว้นักงานข้าจะต่อตีล้างชีวีเสียให้อาสัญ
ว่าพลางย่างเยื้องจรจรัลออกมาหน้าบรรณศาลา

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้นวิรุณจักรยักษา
พาพวกพหลโยธาไล่ค้นด้นหาโยคี
แลเห็นหลังคาอาศรมพระนารอทบรมฤๅษี
กรูกันเข้าไปทันทีโห่ร้องก้องมี่หิมวันต์

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เหลือบแลไปเห็นมนุษย์งามดั่งเทพบุตรในสวรรค์
กรกุมอาวุธพรายพรรณยืนอยู่หน้าบรรณศาลา
ชะรอยว่าสานุศิษย์ฤๅษีมาเรียนพิธีคาถา
มีความพิโรธโกรธาจะผลาญชีวาให้บรรลัย
คิดแล้วจึ่งมีบรรหารสั่งพวกพลมารน้อยใหญ่
จงจับมนุษย์จังไรฆ่าให้สิ้นชีพชีวัน

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝ่ายหมู่โยธาพลขันธ์
รับสั่งพญากุมภัณฑ์กรูกันเข้าจับเป็นโกลา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างแทงบ้างพุ่งบ้างยิงลางมารทุ่มทิ้งด้วยหินผา
บ้างวางหน้าไม้ปืนยาโห่สนั่นลั่นป่าพนาลี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวบรมจักรกฤษณ์เรืองศรี
ครั้นเห็นพวกพาลอสุรีเข้ามาราวีโรมรัน
พระกรกวัดแกว่งพระแสงทรงอาจองรวดเร็วดั่งจักรผัน
หลบหลีกรับรองป้องกันไล่พิฆาตฟาดฟันประจัญกร

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวาอุตลุดด้วยกำลังฤทธิรุทรชาญสมร
ตายกลาดดาษป่าพนาดรบ้างหนีซอนแตกพ่ายไม่สมประดี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้นวิรุณจักรยักษี
เห็นพวกพหลโยธีตายหนีแตกพ่ายกระจายมา
พิโรธโกรธกริ้วดั่งเพลิงกัลป์แผดเสียงเลื่อนลั่นสนั่นป่า
แกว่งหอกกลอกกลับเป็นโกลาออกยืนขวางหน้าแล้วถามไป
เหวยเหวยมนุษย์อหังการถิ่นฐานบ้านเมืองเอ็งอยู่ไหน
เชื้อชาตินามกรนั้นชื่อใดเหตุไรมาคบกับโยคี
ไม่เกรงกูผู้ทรงสิทธิศักดิ์ชื่อวิรุณจักรยักษี
ผ่านมหากาลวุธธานีปราบได้ทั้งตรีโลกา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวบรมจักรกฤษณ์นาถา
ได้ฟังจึ่งตอบวาจาเหวยเหวยดูรากุมภัณฑ์
กูชื่อจักรกฤษณ์ฤทธิรงค์คือองค์นารายณ์รังสรรค์
อวตารมาผลาญกุมภัณฑ์ที่มันเป็นเสี้ยนธาตรี
ได้เสวยสวรรยามหานิเวศน์นคเรศณรงกาบุรีศรี
ออกมาสนทนาพาทีกับพระมุนีผู้ปรีชาญ
เอ็งนี้องอาจอหังการ์ชีวาจะม้วยสังขาร
ทั้งพวกพหลพลมารด้วยพระแสงสุรกานต์ราญรอน

ฯ ๘ คำ ฯ ร้น

ร้น

๏ เมื่อนั้นวิรุณจักรขุนมารชาญสมร
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งไฟฟอนว่าเหวยดูก่อนมนุษย์
เย่อหยิ่งอวดตนให้พ้นพักตร์อหังการฮึกฮักเป็นที่สุด
นี่หรือคือองค์พระทรงครุฑจะตายด้วยฤทธิรุทรกุมภัณฑ์
ว่าแล้วกวัดแกว่งหอกชัยว่องไวรวดเร็วดั่งจักรผัน
โลดโผนโจนจับพัลวันหมายมั่นจะล้างชีวี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวบรมจักรกฤษณ์เรืองศรี
ประจัญกรรอนราญอสุรีต่อตีป้องปัดไปมา
โจนขึ้นเหยียบเข่าน้าวเศียรผัดผันหันเหียนเปลี่ยนท่า
ต่างฟันต่างแทงเป็นโกลาต่างหาญต่างกล้าไม่ลดกัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นวิรุณจักรฤทธิแรงแข็งขัน
รบชิดไม่คิดชีวันขบฟันเผ่นโผนโจนไป
เท้าซ้ายยันเหยียบเข่าขวากรนั้นเงื้อง่าหอกใหญ่
กลับกลอกเคล่าคล่องว่องไวด้วยกำลังฤทธิไกรชัยชาญ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด[๒]

๏ เมื่อนั้นท้าวบรมจักรกฤษณ์ผู้ปรีชาหาญ
โจนขึ้นเหยียบบ่าขุนมารฉวยหอกสุรกานต์ได้ทันที
งามทรงดั่งองค์อินทราจับไพจิตรายักษี
กวัดแกว่งพระขรรค์โมลีหวดต้องอสุรีซานไป
แล้วถอดทิพเทพธำมรงค์ซึ่งองค์อิศวรประสาทให้
หมายมาดพิฆาตชีวาลัยขว้างไปด้วยกำลังฤทธา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ โชติช่วงดั่งดวงพระอาทิตย์เสียงสนั่นครรชิตดั่งฟ้าผ่า
ต้องวิรุณจักรอสุราสุดสิ้นชีวาวายปราณ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดโอด

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงเทเวศนางฟ้าทุกสถาน
เห็นองค์สมเด็จพระอวตารผลาญวิรุณจักรบรรลัย
มีความยินดีเป็นพ้นนักผ่องพักตร์ดั่งดวงแขไข
บ้างเยี่ยมแกลแก้วแววไวตบหัตถ์มี่ไปทั้งเมืองฟ้า
แสนสำราญสำรวลสรวลสันต์โปรยทิพสุวรรณบุปผา
บ้างไขสหัสธาราสุคนธาเฟื่องฟุ้งขจายจร
อำนวยอวยชัยพระกฤษณ์จงทรงฤทธิ์ห้าวหาญชาญสมร
อันพวกอาสัตย์ดัสกรให้พ่ายแพ้ฤทธิรอนทั้งธาตรี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระนารอทบรมฤๅษี
ทั้งหมู่คณะโยคีผู้มีเดชะตบะญาณ
เห็นท้าวบรมจักรกฤษณ์ทรงฤทธิ์ศักดากล้าหาญ
ล้างวิรุณจักรขุนมารอันสาธารณ์หยาบช้าอาธรรม์
ทั้งพวกพหลโยธาตายกลาดดาษป่าพนาสัณฑ์
เทเวศโปรยทิพบุษบันทรงสุคันธารสขจายจร
ต่างองค์ชื่นชมโสมนัสไพบูลย์พูนสวัสดิ์สโมสร
แซ่ซ้องอำนวยอวยพรสรรเสริญฤทธิรอนเป็นโกลา
แต่นี้พวกเราทั้งหลายจะวายทุกข์เป็นสุขถ้วนหน้า
สิ้นเสี้ยนอาธรรม์ฉันทาด้วยเดชเดชาพระอวตาร
พระองค์จงทรงอานุภาพปราบไปได้ทั่วทุกสถาน
อันศัตรูหมู่พวกภัยพาลอย่าให้ต้านทานฤทธี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวบรมจักรกฤษณ์เรืองศรี
รับพรพระมหามุนีด้วยใจยินดีปรีดา
จึ่งกล่าววาจาอันสุนทรดูก่อนพระดาบสพรตกล้า
จงอยู่ผาสุกภิรมยาโยมจะลากลับคืนยังกรุงไกร
ว่าแล้วยอกรมัสการพระนารอทอาจารย์ผู้ใหญ่
ยุรยาตรนาดกรคลาไคลไปจากอารัญกุฎี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เสด็จขึ้นทรงบัลลังก์อาสน์เหนือหลังพญาราชปักษี
ถีบทะยานผ่านขึ้นด้วยฤทธีเร็วรี่มาในคัคนานต์

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลัดนิ้วมือเดียวก็ลุถึงซึ่งกรุงณรงการาชฐาน
ร่อนลงยังเกยอลงการหน้ามุขวิมานรัตนา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสด็จลงจากหลังสุบรรณราชนวยนาดวาดกรซ้ายขวา
สุบรรณก็บินไปหิมวาผ่านฟ้าเข้าปราสาทพรายพรรณ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์อันโอภาสจำรัสฉายฉัน
พร้อมฝูงพระสนมกำนัลอภิวันท์เกลื่อนกลาดดาษไป
บ้างเข้าอยู่งานพัดวีตามตำแหน่งที่น้อยใหญ่
พระเล่าความแก่สนมกำนัลในโดยได้สังหารอสุรา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา


[๑] ทองพรรณอุทุมพร ใช้ตามต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๓๑ ซึ่งเขียนว่า ทองพัน หมายถึงทอง + วรรณ = ผ้าสีทองลายเถาอุทุมพร แต่ในต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เลขที่ ๕๖๘ เขียนว่า ท้องพัน หมายถึง ผ้าพื้นเขียนลายเถาอุทุมพร

[๒] จบต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๖๘ เริ่มต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๖๙ สอบเทียบกับต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๓๑

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ