ตอนที่ ๔๑ ล้อมช้าง

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์นาถา
ฟังสี่พี่เลี้ยงผู้ปรีชาผ่านฟ้าสอดคล้องต้องใจ
จึ่งเข้าที่สระสรงทรงเครื่องอร่ามเรืองดั่งดวงแขไข
จับพระขรรค์แก้วแววไวเสด็จไปขึ้นราชรถทรง

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ รถเอยรถประพาสลอยผาดเลื่อมพื้นไพรระหง
แอกงอนอ่อนงามอร่ามธงดุมกงดวงแก้วแพร้วพราย
เทียมสินธพสี่ศรีเศวตเรืองเดชร่ายเดินเฉิดฉาย
ขุนรถขับรีบเยื้องกรายเร็วเพียงพระพายพัดพาน
เครื่องสูงครบสิ่งกรรชิงแซงชุมสายฉายแสงสุริย์ฉาน
เสียงกลองซ้องกลบเป็นกังวานปี่ฆ้องเป่าขานประสานกัน
กองโห่เกณฑ์แห่แออัดพวกขนดพลขนัดหลายหลั่น
ผงคลีพัดคลุ้มชอุ่มควันรีบกองเร่งกันดำเนินคลา

ฯ ๘ คำ ฯ โทน

๏ เดินทางมาหว่างหิมเวศพระทรงเดชพิศพรรณพฤกษา
เพล็ดดอกออกผลปนผกาถวิลถึงกินราทั้งห้าองค์
เห็นลูกจันทน์อันเหลืองอรชรเหมือนสีเนื้อกินนรนวลหง
เห็นดอกนมสวรรค์บรรจงเหมือนเต้าบุษบงกินรี
เห็นช้อยนางรำรายเรียงเหมือนเจ้ารำม่ายเมียงที่สระศรี
เห็นเล็บนางอย่างเล็บเทวีเมื่อหยิกข่วนพี่ภิรมย์กัน
เห็นดอกสร้อยฟ้าระย้าย้อยเหมือนสร้อยมาลัยน้องประดับถัน
เห็นต้นกรนารายณ์เรียงรันเหมือนกรพี่กอดขวัญประคองนวล
เห็นดอกนางแย้มแสล้มบานเหมือนนงคราญยั่วแย้มเสสรวล
สาวหยุดเหมือนหยุดสั่งแล้วเชิญชวนคะนึงนางพลางครวญมาในไพร

ฯ ๑๐ คำ ฯ มอญร้องไห้ เชิด

๏ ครั้นถึงกำจายคีรีจึ่งให้หยุดโยธีน้อยใหญ่
ลงจากรถแก้วแววไวภูวไนยเสด็จขึ้นพลับพลา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้นฝ่ายหมอคชสารกับพรานป่า
ซึ่งไปด้อมดูคชายังมหาพนมมาศคีรี
แลเห็นรอยฝูงกุญชรสัญจรตามแนวพนาศรี
ไม้ไล่แหลกล้มไม่สมประดีเป็นที่อาศัยสำราญ
พรานไพรชี้บอกแก่หมอเฒ่าให้ดูรอยเท้าคชสาร
แล้วนำลัดพงดงดานข้ามธารผ่านเนินบัพพตา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ มาใกล้ชวนหมอชำนาญกลปีนป่ายขึ้นบนพฤกษา
แลไปเห็นฝูงคชาบ้างกินหญ้าเย่อไม้อยู่ชายไพร
มีพญาคชลักษณ์เผือกผู้ปนอยู่ในกลางฝูงใหญ่
พร้อมสรรพ์สรรพางค์อำไพหมายหลักแหล่งได้ก็ยินดี
แล้วลงจากต้นพฤกษาสังเกตมรคาพนาศรี
พากันรีบเร่งจรลีมาที่ประทับพลับพลาชัย

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไปเฝ้าน้อมเกล้าบังคมประนมไหว้
หมอเฒ่ากราบทูลภูวไนยว่าไปพบช้างสำคัญ
เผือกผู้หูหางพร้อมสรรพประดับด้วยคชลักษณ์รังสรรค์
เหมือนหนึ่งพรานป่าพนาวันทูลพระองค์ทรงธรรม์แต่เดิมมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์นาถา
ฟังหมอทูลแจ้งกิจจาผ่านฟ้าชื่นชมภิรมย์ใจ
จึ่งมีมธุรสพจนารถสั่งมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่
เราจะยกพหลพลไกรไปล้อมคชาในวันนี้
เร่งรัดจัดหมู่แสนสารทั้งเชือกบาศหมอควาญประจำขี่
ให้พร้อมเหล่าสุรเสนีโยธีพยูห์บาตรบทจร

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเสนาธิบดีชาญสมร
ก้มเกล้ารับสั่งพระภูธรชุลีกรแล้วรีบออกไป

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จัดพลตราตรวจทุกหมวดหมู่เป็นคชพยู่ห์กระบวนใหญ่
เลือกสรรกุญชรนอกในโดดไล่ค่ายค้ำพังคา
ระวางใหญ่ระวางเพรียวระวางกลางช้างดั้งกันแซงซ้ายขวา
องครักษ์จักรนารายณ์ชนะงากองหลังกองหน้าเรียงรัน
ช้างพระองค์ผู้ทรงฤทธิไกรผูกสอดแล้วไปด้วยเครื่องมั่น
อันช้างพี่เลี้ยงทั้งสี่นั้นพื้นใจฉกรรจ์ร้ายราญ
บรรดาช้างกองช้างเชือกเลือกล้วนไวงากล้าหาญ
ตั้งระเบียบเทียบพื้นดงดานพร้อมดั่งโองการพระยอดฟ้า

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์นาถา
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธาเสด็จมาโสรจสรงวาริน

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ เข้าที่ชำระสระสนานสุคนธ์ธารเกสรขจรกลิ่น
สนับเพลาเชิงรูปนาคินภูษาพื้นนิลใยยอง
ชายแครงชายไหวเนาวรัตน์คู่ทรงจักรพรรดิไม่มีสอง
ฉลององค์ทรงประพาสเครือกรองทับทรวงทรงรองสังวาลวรรณ
ตาบทิศรัดองค์เครือขดประดับด้วยมรกตแก้วกุดั่น
พาหุรัดทองกรมังกรพันธำมรงค์เรือนสุบรรณทับทิมพราย[๑]
ทรงมหามงกุฎกรรเจียกจอนดอกไม้ทัดอรชรวิเชียรฉาย
จับพระแสงขอแก้วแพร้วพรายกรายกรมาขึ้นคเชนทรา

ฯ ๘ คำ ฯ

โทน

๏ ช้างเอยช้างต้นฤทธิรณร้ายแรงแข็งกล้า
ได้เชลยเคยชนชนะงาเท้าจ้วงงวงคว้าว่องไว
เลี้ยวลอดสอดบาทอาจหาญชำนาญรู้ทีหนีไล่
เรียกมันครั่นครึกพฤกษ์ไพรโกญจนาทหวาดไหวอึงอล
ประดับด้วยเครื่องมั่นพรรณรายข่ายแก้วปกตระพองกรองสน
ห้อยพู่ผูกกระหวัดรัตคนชนักต้นทองถักกระวินวาม
เครื่องสูงชุมสายรายริ้วแถวธงเป็นทิวปลิวอร่าม
กลองประโคมเคียงคู่ดูงามพลแห่แห่ตามกระบวนมา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงท้ายเขาพนมมาศองค์พระภูวนาถนาถา
ให้หยุดพหลโยธาแล้วลีลาลงจากคชไกร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เสด็จยังร่มไม้ใบบังจึ่งสั่งหมอเฒ่าผู้ใหญ่
ท่านจงพากันรีบไปทำการเบิกไพรพระคชกรรม์
ให้ตั้งโรงราชพิธีทั้งที่โขลนทวารเสกสรร
โดยคัมภีร์ไสยเขาไว้นั้นจะได้กันจังไรภัยพาล
อันหมู่อำมาตย์เสนาให้เกณฑ์โยธาทวยหาญ
เสร็จเบิกไพรแล้วจงจับการปันด้านกันล้อมคชไกร
แม้นว่าสารเศวตหัตถีออกโดยหน้าที่ใครได้
จะลงโทษแก่ผู้ประมาทใจให้ถึงบรรลัยชีวา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพระหมอเฒ่าผู้มียศถา
ก้มเกล้ารับราชบัญชาก็พากันรีบไปกับเสนี

ฯ ๒ คำ ฯ เบิกไพร

ชมตลาด

๏ มาพบซึ่งต้นมะตูมใหญ่เนินไศลพนมมาศคีรีศรี
ให้ปลูกศาลโขลนทวารลงทันทีในที่แทบใกล้ไม้นั้น
อันต้นพฤกษาให้บรรจงราชวัติฉัตรธงก็วงกั้น
บูชาธูปเทียนบุษบันกระแจะจันทน์มังสาสุราบาน
แล้วเอาภูษาสุพรรณพรายนุ่งไม้พรรณรายฉายฉาน
เข้ากอดลำต้นทุมามาลย์ประกอบการแล้วกล่าววาจา
ไม้นี้คือองค์พระอุมาเราดั่งพระอิศราเรืองศรี
บัดนี้นัดดาพระจักรีมีนามอุณรุทฤทธิไกร
กรีพลมาโพนพนาเวศจะประสงค์สารเศวตตระกูลใหญ่
ให้สำเร็จจำนงดั่งพระทัยประนมไหว้แล้วอ่านมนตรา

ฯ ๑๐ คำ ๆ ตระ

๏ บัดนั้นเสนีผู้มียศถา
ครั้นเสร็จซึ่งการบูชาก็ออกมาเกณฑ์หมู่โยธี
เร่งรัดจัดกันอลหม่านกะด้านแบ่งปันหน้าที่
บ้างตัดไม้ขนไม้เป็นโกลีสารวัดตรวจตีกันวุ่นไป
บ้างขุดคูปักค่ายรายรอบเป็นคันขอบเขื่อนขัณฑ์กว้างใหญ่
วังวงคชสารเข้าไว้เส้นหนึ่งกองไฟประจบกัน
บ้างเร้าเกราะเคาะตะขาบตวาดร้องตีกลองม้าล่อบันลือลั่น
รายรอบรักษาสามชั้นมั่นแล้วก็รีบกลับมา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบาททูลองค์ภูวนาถนาถา
บัดนี้การล้อมคเชนทราเสร็จโดยบัญชาภูวไนย
ขอเชิญพระองค์ทรงเดชจอมเกศปิ่นภพจบสมัย
ยกพวกพหลพลไกรเสด็จไปทอดทัศนาการ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระทรงโฉมประโลมสงสาร
ได้ฟังเสนาปรีชาชาญผ่านฟ้าชื่นชมภิรมยา
จึ่งเสด็จขึ้นยังคเชนทร์ทรงไอยราพตพงศ์ตัวกล้า
แสนสารแวดวงดาษดาดั้งแซงซ้ายขวาแน่นนันต์
ทวยหาญแห่หน้าเกลื่อนกลาดเบื้องหลังโดยขนาดหลายหลั่น
คลี่เคลื่อนกระบวนคชกรรม์จรจรัลไปยังโขลนทวาร

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งต้นมะตูมใหญ่เสด็จจากคชไกรตัวหาญ
พร้อมหมู่เสนาบริวารเข้าสถานโรงราชพิธี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นชีพ่อพฤฒาทั้งสี่
ต่างถือกลศสังข์อันรูจีเข้าไปอัญชุลีบังคมคัล
ถวายอาเศียรพาทสถาผลด้วยน้ำทิพย์มนต์ประสิทธิ์สรรพ์
อ่านเวทโดยศาสตร์พิธีกรรม์อันมีมหันตเดชา

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์นาถา
โสรจสรงน้ำทิพมนตราแล้วทรงภูษาพรรณราย
ตาบทิศทับทรวงอลงการสอดมหาสังวาลสามสาย
ทองกรพาหุรัดจำหลักลายมงกุฎแก้วแพร้วพรายกรรเจียกจอน
จุณเจิมพระวิลาสวิไลลักษณ์ผ่องพักตร์จำรัสประภัสสร
ดั่งบรมพรหมเมศฤทธิรอนอันเขจรมาจากชั้นฟ้า

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งจุดธูปเทียนทองบวงสรวงถวายพรรณพู่พวงบุปผา
แก่พระเทวกรรมอันศักดาทั้งครูคชาเลิศไกร
อีกพระไพรเจ้าป่าพนาเวศในขอบเขตตรอกเตรินเนินไศล
ทุกแห่งห้องเหวผาชลาลัยอันเรืองฤทธิไกรเชี่ยวชาญ
เชิญช่วยป้องกันอันตรายภูตพรายปีศาจซึ่งอาจหาญ
ทั้งหมู่สัตว์ร้ายอันสาธารณ์ขออย่าแผ้วพานมาราวี
จงรับเครื่องสังเวยอันเอมโอชสุธาโภชน์เสาวรสเฉลิมศรี
ทั้งพิณพาทย์ดุริยางค์ดนตรีดุษฎีเจ้าไพรผู้ศักดา
ขอให้บาศทองต้องคชลักษณ์ตระกูลศักดิ์สารเศวตตัวกล้า
ศรีเมืองเรืองเกียรติมหิมาเป็นสง่าปราบราชไพรินทร์
อันช้างโทษแปดสิบจำพวกนั้นเทวัญขับไล่เสียให้สิ้น
อย่าให้แปลกปนมาเป็นราคินพระผู้ปิ่นหิมวาจงปรานี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จก็เสด็จขึ้นช้างทรงสง่างามดั่งองค์โกสีย์
ช้างพระพี่เลี้ยงร่วมชีวีทั้งสี่เคียงข้างไม่ห่างไกล
บรรดาช้างเชือกทั้งนั้นดั้งกันค่ายค้ำน้อยใหญ่
ขับตามกันเป็นกระบวนไปเข้าในตำบลโขลนทวาร

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ทอดพระเนตรเห็นช้างเผือกผู้ยืนอยู่กลางฝูงคชสาร
สมบูรณ์เลิศลักษณ์โอฬารผ่านฟ้าชื่นชมยินดี
จึ่งขับพระที่นั่งคชเรศโจนไล่สารเศวตหัตถี
อันช้างเชือกช้างกองโยธีก็ขับขี่ตามกันเข้าไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝูงช้างพังพลายน้อยใหญ่
ต่างตัวตระหนกตกใจก็แตกตื่นวุ่นไปอลวน
ที่ลูกน้อยก็ร้องแหวแหวเลี้ยวแล่นตามแม่สับสน
ที่พังกล้าเพรียวหาญชาญชนก็เข้ารบประจญประจัญงา
ฝ่ายพญาสารเศวตศรีสวัสดิ์มงคลคชรัตน์ตัวกล้า
แล่นไปแล้วเหลียวหลังมาเห็นคชาทรงพระภูมี
ก็บังหูชูหางกระหึมมันโกญจนาทสนั่นอึงมี่
กำลังสารหาญหวงกิริณีเข้าราวีช้างทรงพระภูธร

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้นหลานพระอวตารชาญสมร
จึ่งขับพระที่นั่งกุญชรเข้าราญรอนด้วยเศวตคเชนทรา
เสียงงาประหารกันฉานฉาดกัมปนาทครื้นครั่นสนั่นป่า
เสยส่ายคัดค้อนเป็นโกลา[๒]ต่างกล้าต่อหาญประจัญกัน
คชาทรงองอาจคงราชสีห์ชาญชนท่วงทีคือจักรผัน
สอดงาลงล่างแบกดันบุกบันช้างป่าด้วยกำลัง
จนเท้าขวิดไม่ติดธรณีเถื่อนหนีร้องแล่นตระหลบหลัง
วิ่งแซงแข่งหน้าคณาพังดั่งป่าจะถล่มทำลายไป

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ พระองค์ผู้วงศ์หริรักษ์รีบขับคชลักษณ์โจมไล่
ทรงบาศมาดหมายเถื่อนไพรภูวไนยได้ทีก็ซัดลง
ถูกเท้าเศวตกุญชรสีสังข์บวรสูงส่ง
ควาญท้ายก็เบาะบาศทรงคเชนทร์พงศ์แล่นร้องเป็นโกลา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้นพระพี่เลี้ยงสุริย์วงศ์นาถา
ทั้งขุนช้างหมอเลือกนานาเห็นพระยอดฟ้านรากร
ทรงบาศต้องสารเศวตอันมีเดชดั่งพญาไกรสร
เผือกผู้สีสังข์บวรงางอนดั่งงอนรถทรง
ยินดีต่างขับคชกรรม์เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไพรระหง
บ้างแซงแข่งกันสนั่นดงทิ้งบาศตรวจลงทันใด

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องทั้งเท้าซ้ายเท้าขวาเย่อแย่งไปมาไม่ไหวได้
ควาญเอาต้นบาศกระหวัดไม้พลไกรเข้าช่วยกันทันที
หมอช้างขับช้างกระหนาบชิดติดทามพันเชือกอยู่อึงมี่
มั่นแล้วก็พากันจรลีผูกที่ต้นไม้มหึมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพระพี่เลี้ยงสุริย์วงศ์พงศา
ทั้งขุนช้างผู้มีปรีชาบังคมพระยอดฟ้าด้วยใจภักดิ์
แล้วขับคชสารแล่นไล่โจมฝูงช้างไพรตระกูลศักดิ์
บ้างชิงคลองเลือกคล้องคชลักษณ์ต่างทิ้งต่างชักอยู่นี่นัน
แม่แปรกแถกถาเข้าต่อสู้วางวู่รวดเร็วดั่งจักรผัน
โคตใหญ่พลายเพรียวก็บุกบันชนประจัญช้างต่อไม่ท้องา
ลูกน้อยวิ่งวุ่นเข้าพัลวันช้างต่อตีรันไม่รอหน้า
ร้องแปร๋นแล่นอึงเป็นโกลาช้างป่าจะหักด้านไป

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝ่ายพวกประจำด้านน้อยใหญ่
ครั้นเห็นฝูงคชสารไพรจะออกไปโดยด้านหน้าที่ตน
พลส้าวหลาวแหลนก็คอยแทงกระสุนยิงแย้งสับสน
จุดประทัดซัดไปอึงอลโห่ร้องเร้าร้นเป็นโกลา
บ้างคบมือตีเกราะเคาะกลองเสียงฆ้องครื้นครั่นสนั่นป่า
ตวาดตะเพิดพ้องคชารอบทุกหน้าด้านพลไกร

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้นทั้งสี่พระพี่เลี้ยงผู้ใหญ่
อีกชาวคชสารชำนาญไพรล้วนหมายใจเขม้นคอยที
หมอควาญขวักไขว่ไล่สะพัดกุมบาศซัดคชสารศรี
บ้างสกัดลัดคล้องเป็นโกลีเสียงมี่ทั้งป่าพนาวัน

ฯ ๔ คำ ฯ

พิราบร้อน

๏ สี่พระพี่เลี้ยงผู้ใหญ่คล้องได้คชสารรังสรรค์
ล้วนสมบูรณ์มีตระกูลต่างกันพร้อมสรรพ์ผิวพรรณเพริศพราย
บรรดากรมช้างทุกกองต่างคล้องได้ดั่งใจหมาย
ล้วนช้างศุภลักษณ์พรรณรายก็แยกย้ายเข้าไม้เป็นโกลา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์นาถา
เห็นพี่เลี้ยงร่วมชีวากับชาวคชาทั้งนั้น
คล้องได้ช้างชาติตระกูลพงศ์พระองค์ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
จึ่งเสด็จลงจากคชกรรม์จรจรัลไปชมกุญชร

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ แต่ละตัวพื้นชาติช้างตระกูลสมบูรณ์อาการชาญสมร
เลิศลักษณ์ล้วนอัครเชนทรสถาวรพร้อมสรรพกายา
ควรเป็นศรีเมืองเรืองสวัสดิ์คู่องค์จักรพรรดินาถา
จะปรากฏยศเกียรติเดชาเป็นมหามงคลเลิศไกร

ฯ ๔ คำ ฯ


[๑] แก้ตามต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๓๗ และ ๕๔๘ ซึ่งตรงกันทั้งสองฉบับ ฉบับพิมพ์ก่อนนี้เป็น “ธำมรงค์เรือนสุบรรณทับทิมพราย”

[๒] ต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๓๗ เป็น “เสยส่ายคัดคอนเป็นโกลา”

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ