ตอนที่ ๓๓ พระอุณรุทเสด็จเข้ากรุงณรงกา

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทภุชพงศ์นาถา
จึ่งชวนโฉมอัคเรศวนิดาลงจากรถารูจี
พร้อมพระพี่เลี้ยงทั้งห้านางแสนสุรางค์นิกรสาวศรี
โดยเสด็จดำเนินพระภูมีจรลีไปขึ้นพลับพลาชัย

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ร้องสามไม้

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์พร้อมเสนามาตย์น้อยใหญ่
จึ่งสั่งอสูรสองผู้ว่องไวจงรีบไปหาตัวนายด่านมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งสองอสูรยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชาก็พาพลรีบไปทันที

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงมรคาพนาวันปรึกษากันทั้งสองยักษี
แม้นเราจะเข้าไปบัดนี้ด้วยเพศอสุรีเกรียงไกร
น่าที่มนุษย์ชาวด่านจะแตกพ่านหารอเราไม่
ก็จะเสียซึ่งราชการไปที่ไหนจะได้ตัวมา
จำจะจำแลงแปลงเพศไปแจ้งเหตุอย่าให้กังขา
คิดแล้วทั้งสองอสุราก็นิมิตกายาพร้อมกัน

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวกลับเพศเป็นมนุษย์ถือสาตราวุธขึงขัน
สิ้นทั้งพวกพลทั้งนั้นก็พากันดำเนินไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาถึงที่ประตูด่านชั้นทวารนอกแนวภูเขาใหญ่
เห็นประตูปิดขึงตรึงไว้ก็ร้องเรียกเข้าไปทันที

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นนายด่านชาวป่าพนาศรี
ชวนกันกินเหล้าทำทีเมามายอึงมี่เป็นโกลา
บ้างเล่นเต้นรำทำเพลงพูดจาโฉงเฉงหัวเราะร่า
ที่กินมากรากท้นออกมาบ้างนั่งหลับตาซมซาน

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ได้ยินเสียงเพรียกเรียกกู่อึงอยู่ที่ริมประตูด่าน
สงสัยไม่แจ้งเหตุการณ์ก็พากันลนลานออกไป
ครั้นถึงซึ่งที่ทวาราจึ่งถามว่าท่านมาแต่ไหน
จะไปแห่งหนตำบลใดจึ่งเข้ามาในด่านนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝ่ายสองเสนายักษี
ได้ฟังจึ่งตอบวาทีแจ้งเหตุถ้วนถี่แต่ต้นมา
บัดนี้เสด็จตั้งอยู่ปลายด่านพระโองการใช้เราให้มาหา
ตัวท่านไปเฝ้าพระบาทายังที่พลับพลาพนาลัย

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นขุนด่านผู้เป็นนายใหญ่
แจ้งข่าวภูมีก็ดีใจเรียกหาบ่าวไพร่เป็นโกลี
ให้เปิดใบบานทวาเรศออกจากเขื่อนเขตคีรีศรี
ต่างตนชื่นชมยินดีไปด้วยอสุรีเสนา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาใกล้ถึงพลับพลาชัยแลไปเห็นพลยักษา
ตั้งกองรายรอบอรัญวาบ้างเดินไปมาวุ่นวาย
แต่พื้นโตดำล่ำสันตกใจตัวสั่นขวัญหาย
กับผู้ที่ไปทั้งไพร่นายก็กลับกลายเป็นเพศอสุรี
เขี้ยวขาวยาวงอกพ้นปากพูดจาสำรากอึงมี่
ความกลัวร้องอึงขึ้นทันทีครั้งนี้ไม่รอดชีวิต
ต่างวิ่งกระจัดพลัดพรายไพร่นายไม่ตามกันติด
ล้มลุกบุกหนามมิได้คิดดังจะสิ้นชีวิตจิตใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพวกพลอสุราน้อยใหญ่
เห็นชาวด่านวิ่งหนีไปก็พากันควบไล่พัลวัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ตามพลางเรียกพลางก็ไม่หยุดพลมารอุตลุดสกัดกั้น
เลี้ยวลัดสกัดจนทันครั้นจับตัวได้ก็พามา
ล้มหน้าล้มหลังวายวุ่นบ้างผลักบ้างรุนให้เดินหน้า
เสือกไสเท่าไรไม่ไคลคลาอสุรีฉุดคร่าพาไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงที่เฝ้าพระทรงธรรม์กุมภัณฑ์บังคมประนมไหว้
ทูลว่าชาวด่านพนาลัยมาเฝ้าใต้เบื้องบทมาลย์

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระสุริย์วงศ์จักรามหาศาล
เห็นสองเสนีปรีชาชาญพาตัวนายด่านเข้ามา
จึ่งมีสิงหนาทอันสุนทรดูก่อนนายด่านใจกล้า
ท่านจงนำราชกิจจากับศุภสาราของเรานี้
เข้าไปยังมหานิเวศน์ทูลพระบิตุเรศเรืองศรี
ผู้ปิ่นณรงกาธานีให้ทราบธุลีบทมาลย์

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นขุนพลผู้เป็นนายด่าน
แต่ตกประหม่าอยู่ช้านานพลุ่งพล่านละล้าละลังไป
ฟังสารสิงหนาทวาทีเหลือบเห็นภูมีก็จำได้
ความกลัวค่อยคลายหายไปบังคมไหว้รับราชบัญชา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทภุชพงศ์นาถา
ทรงศุภอักษรสาราพรรณนาแจ้งเหตุทุกประการ
ใส่กล่องสุวรรณอำไพแล้วทรงยื่นให้แก่นายด่าน
จงรีบไปเฝ้าบทมาลย์แล้วประทานเสื้อผ้าแพรพรรณ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนายด่านขุนพลคนขยัน
ต่างคำนับรับของรางวัลด้วยใจหรรษาสถาวร
ต่างคนยอกรขึ้นเหนือเกศชุลีลาบทเรศธิเบศร
ออกจากพลับพลาพนาดร[๑]พากันบทจรเข้ากรุงไกร

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งตรงไปศาลาเข้าหาเสนาผู้ใหญ่
แจ้งความแต่ต้นจนปลายไปแล้วยื่นสารให้ทันที

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งมหาเสนาทั้งสี่
แจ้งว่าพระมิ่งโมลีภูมีเสด็จกลับมา
ก็รับเอาอักษรศรีสวัสดิ์โดยใจโสมนัสหรรษา
แล้วพานายด่านอรัญวาไปพระโรงรัตนาอำไพ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงคลานเข้าไปเฝ้าน้อมเกล้าประนมบังคมไหว้
ทูลว่าพระโอรสยศไกรมีชัยกรุงพาณอสุรี
บัดนี้ยกพวกจัตุรงค์พาองค์พระธิดายักษี
มาประทับอยู่ยังพนาลีปลายแดนบูรีณรงกา
บัญชาตรัสใช้นายด่านผู้รักษาด้านประตูป่า
ให้ถือศุภลักษณ์อักษรมาถวายเบื้องบาทาพระทรงธรรม์

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวไกรสุทสุริย์วงศ์รังสรรค์
ฟังเสนาทูลรำพันบรรยายออกนามพระโอรส
อันความวิโยคโศกเศร้าก็บรรเทาเคลื่อนคลายหายหมด
ดั่งได้สวรรค์ชั้นโสฬสจึงมีพจนารถถามไป
ดูก่อนนายด่านผู้ใจภักดิ์เอ็งเห็นประจักษ์หรือไฉน
ลูกกูมาอยู่ตำบลใดเหตุไรไม่เข้าธานี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนายด่านชำนาญพนาศรี
ได้ฟังสิงหนาทวาทีอัญชุลีสนองพระโองการ
ซึ่งพระโอรสยศยงมาตั้งจัตุรงค์อยู่ปลายด่าน
ข้าไปเฝ้าเบื้องบทมาลย์ได้ประทานเสื้อผ้าทุกตนมา
อันพระราชดำริตรินั้นจะใช้นายพลขันธ์ยักษา
เกรงหมู่หญิงชายชาวพาราจะตกใจวุ่นว้าทั้งธานี
จึ่งมีบัญชาให้หาข้าบาทไปมอบซึ่งราชอักษรศรี
ให้ถือมาโดยสวัสดีถวายใต้ธุลีบทมาลย์

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝ่ายมหาเสนาปรีชาหาญ
จึ่งคลี่แผ่นสุพรรณอลงการออกอ่านถวายโดยสารา

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้าสาร

๏ ข้าบาทผู้ราชโอรสขอประณตบทเรศซ้ายขวา
แห่งองค์สมเด็จพระบิดาอันมหาจรรโลงโมลี
ด้วยมิได้บังคมบรมนาถลาละอองเบื้องบาทบทศรี
หนีไปในเวลาราตรีล่วงเกินดั่งนี้มิควรการ
ให้พระองค์ทรงโศกถวิลถึงแสนคำนึงกำสรดสงสาร
โทษนั้นใหญ่ล้นพ้นประมาณขอประทานจงทรงพระเมตตา
บัดนี้ลูกไปได้พิฆาตท้าวพาณาราชยักษา
ผู้เป็นศึกเสี้ยนโลกาสุดสิ้นชีวาวอดวาย
ได้กรุงรัตนาธานีกับอุษามารศรีโฉมฉาย
ยกหมู่พหลพลนิกายมาถวายอภิวาทบังคมคัล
เป็นเกือกทองฉลองเฉลิมบาทพระบิตุรงค์ธิราชรังสรรค์
ไปกว่าจะสิ้นชีวันทรงธรรม์จงโปรดปรานี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวไกรสุทสุริย์วงศ์เรืองศรี
ฟังลักษณ์อักษรสวัสดีที่พระโอรสรำพันมา
อ่อนหวานซ่านซาบฤทัยภูวไนยแสนโสมนัสสา
ดั่งได้เห็นพักตร์พระลูกยาผ่านฟ้าจึ่งมีโองการ
สั่งพระพี่เลี้ยงทั้งสี่องค์ผู้ร่วมวงศ์ปรีชากล้าหาญ
จงเกณฑ์พลม้าคชาชาญออกไปปลายด่านธานี
รับราชโอรสของเรากับยุพเยาว์สุณิสาโฉมศรี
เข้ามานิเวศน์สวัสดีให้เสนีนายด่านนำไป

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพระพี่เลี้ยงผู้มีอัชฌาสัย
รับราชบรรหารภูวไนยบังคมไหว้แล้วพากันออกมา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เกณฑ์หมู่ทหารชาญณรงค์เลือกล้วนอาจองแกล้วกล้า
ห้าหมื่นพื้นยอดโยธานุ่งห่มโอ่อ่าต่างกัน
บ้างถือเสโลโตมรสาตราศรปืนไฟหลายหลั่น
หอกดาบทวนง้าวเกาทัณฑ์โดยกระบวนโพนอรัญกันดาร
พลช้างล้วนช้างชาญศึกซับมันห้าวฮึกกำแหงหาญ
พื้นผูกที่นั่งคชาธารหมอควาญกุมขอกรีดกราย
พวกม้าพื้นม้าสินธพแล่นตระหลบแลเลิศเฉิดฉาย
ผู้ขี่ถือทวนทองพรายไพร่นายพร้อมเสร็จในราตรี

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นรุ่งสุริโยโอภาสพระพี่เลี้ยงเยาวราชทั้งสี่
ชำระองค์โสรจสรงวารีทรงเครื่องมณีอลงการ
ต่างองค์ย่างเยื้องบทจรมาทรงอัสดรตัวหาญ
ให้เคลื่อนพลออกนอกทวารนายด่านนำทางดำเนินไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ม้าเอยสี่ม้าทรงเท้ารัดรูประหงสูงใหญ่
ผ่านแดงขาวดำอำไพผูกเครื่องวิไลอลงการ์
สองหูห้อยพู่พรายแพร้วใบโพแก้วกุดั่นประดับหน้า
สายถือทองถักรจนาดวงดาวมุกดาทับทิมพราย
ฝีเท้าเร็วเรื่อยดังลมพานทำพยศเผ่นทะยานเฉิดฉาย
อกอัดสะบัดย่างกรีดกรายยกคอย่อท้ายรายเรียง
ประโคมแตรสังข์กลองฆ้องฆาตกัมปนาทเลื่อนลั่นสนั่นเสียง
สี่ม้าขับมาเป็นคู่เคียงม้าพลแห่เรียงเป็นหลั่นไป
ธงริ้วทิวรายโดยกระบวนโยธาถือทวนงามไสว
ครื้นครั่นสนั่นเกรียงไกรไปในพนมพนาลี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุททรงสวัสดิ์รัศมี
เสด็จหน้าพลับพลารูจีจนสิ้นแสงรวีทิวากร
ครั้นค่ำย่ำฆ้องประโคมคึกละเวงหวั่นไพรพฤกษ์สิงขร
ดาราเรืองฟ้าอัมพรจันทรส่องสว่างดงดาน
จึงชวนโฉมวรลักษณ์อัคเรศประเวศห้องสิริรโหฐาน
แล้วเบิกบานบัญชรอลงการชี้ชวนเยาวมาลย์ให้ชมจันทร์
แสงเดือนจรัสส่องต้องพักตร์พระนุชนาฏนงลักษณ์เฉลิมขวัญ
นวลละอองผ่องพริ้มพรายพรรณกว่านวลจันทร์อันแจ่มโพยมบน
พระพายพาเกสรขจรรื่นตระหลบพื้นพุ่มไม้ไพรสนฑ์
กลั้วกลิ่นยุพเรศนฤมลเสาวคนธ์อวลอาบซาบใจ
พระเชยรสโกสุมจุมพิตตระกองนาฏแนบสนิทพิสมัย
สำเริงรมย์สมสำราญฤๅทัยหลับไปในราษราตรี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ช้าปี่

๏ ดาวเดือนเลื่อนดับอากาศภาณุมาศเรื่อแรงแสงสี
เพรียกพร้องก้องเสียงสกุณีเสนาะนี่สนั่นดงดอน
พระตื่นจากแท่นที่อลงการปลอบปลุกเยาวมาลย์ดวงสมร
ชำระองค์เสร็จสรงสาครทรงเครื่องอาภรณ์อร่ามเรือง
งามดั่งโกสีย์สุจิตราโอฬาร์รัศมีฉวีเหลือง
จับพระขรรค์แก้วค่าเมืองย่างเยื้องออกหน้าพลับพลาชัย

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ พร้อมด้วยทศมุขอสุรีแสนสุรเสนีน้อยใหญ่
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไปภูวไนยทอดทัศนาการ
ดูโดยมรคาพนาเวศตั้งพระเนตรคอยท่านายด่าน
แล้วชี้ชมพฤกษาโอฬาฬารแทบสถานแนวเนินคีรี

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝ่ายพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
รีบพวกพหลโยธีมาโดยวิถีพนาดร
ล่วงทางทุเรศเขตแคว้นออกแดนอรัญสิงขร
ไต่ตามนายด่านนำจรแรมรอนแล้วลัดตัดมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ แลเห็นหลังคาพลับพลาชัยไรไรอยู่ในแนวป่า
จึ่งให้หยุดพหลโยธาแทบใกล้มรคาริมธาร
แล้วลงจากหลังอัศดรพาพวกนิกรทวยหาญ
พร้อมพรูหมู่ราชบริวารไปสถานพลับพลารูจี

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งเห็นภูวนาถพระพี่เลี้ยงเยาวราชทั้งสี่
วิ่งเข้ากอดพระบาททันทีแล้วโศกีร่ำรักไปมา

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทภุชพงศ์นาถา
เห็นพระพี่เลี้ยงร่วมชีวาโศกาครวญคร่ำร่ำไร
พระแสนอาดูรพูนเทวษชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
ซบพักตร์ลงด้วยอาลัยภูวไนยโศกศัลย์พันทวี

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระเพียรพิชัยเรืองศรี
ครั้นคลายวายโศกโศกีอัญชุลีทูลความแต่ต้นมา
พระผู้ยอดมิ่งมงกุฎเกศดั่งดวงเนตรข้าบาททั้งซ้ายขวา
วันเมื่อพระนิราศแรมคลาจากมหานิเวศน์มงคล
ทั้งสี่นี้เพียงจะขาดใจร้องไห้เที่ยวหาทุกแห่งหน
ค้นทั้งนอกในไพชยนต์ตำบลใดไม่พบภูมี
ความทุกข์แสนทุกข์ระทมกายดังจะเชือดคอตายเสียทั้งสี่
จิตใจไม่เป็นสมประดีต่างคนโศกีร่ำไร
สุดคิดที่จะติดตามบาทไม่รู้ว่าภูวนาถไปหนไหน
พระบิตุรงค์ผู้ทรงฤทธิไกรกริ้วโกรธว่าไม่นำพา
ทรงขว้างด้วยพระธำมรงค์ถูกข้าปลดปลงสังขาร์
พอองค์สมเด็จพระอัยกาเสด็จมาจึ่งรอดชีวี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์เรืองศรี
ฟังพี่เลี้ยงร่ำว่าพาทีภูมีสงสารสังเวชนัก
ชลนัยน์คลอคลองนองเนตรแสนเทวษพ่างเพียงอกหัก
ซึ่งพี่ได้ทุกข์เพราะน้องรักต้องหนักในราชอาชญา
จนถึงสุดสิ้นชีวิตโทษน้องนี้ผิดหนักหนา
ด้วยนางศุภลักษณ์กัลยาลอบมาลักข้าในราตรี
คะนึงนางพ่างเพียงจะสิ้นชีพก็รีบไปไม่ทันจะบอกพี่
จึ่งได้เดือดร้อนทั้งนี้พระเชษฐาทั้งสี่อย่าถือใจ
ฝ่ายน้องซึ่งพลัดกำจัดจากก็ได้ยากปิ้มเลือดตาไหล
แทบจะสิ้นชีวิตชีวาลัยหากองค์ภูวไนยอัยกา
เมตตาเสด็จไปช่วยจึ่งไม่ม้วยชีวังสังขาร์
พ้นภัยอสูรราชพาณาได้กลับคืนมาเห็นหน้ากัน

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระพี่เลี้ยงสุริย์วงศ์รังสรรค์
ฟังหลานพระองค์ทรงสุบรรณรำพันทุกข์ยากลำบากกาย
ต่างองค์สลดรันทดจิตขุกคิดความหลังแล้วใจหาย
ชลนัยน์ไหลหลั่งพรั่งพรายสงสารหลานนารายณ์พันทวี
แล้วพินิจพิศโฉมพระอัคเรศประไพเพศเพียงโฉมพระลักษมี
งามละม่อมพร้อมสิ้นทั้งอินทรีย์นางในดุษฎีไม่เทียมทัน
สมศักดิ์สมวงศ์สมชาติสมสิริวิลาศทุกสิ่งสรรพ์
ดูไหนงามคล้ายละกลกันดั่งแก้วแกมสุวรรณอันโอฬาร
พิศสรรพสารพางค์แล้วสร่างโศกไตรโลกไม่มีงามสมาน
ต่างชมสองกษัตริย์แสนสำราญเกษมศานต์โสมนัสพันทวี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุททรงสวัสดิ์รัศมี
ครั้นสร่างโศกต่างเกษมเปรมปรีดิ์จึ่งมีสิงหนาทบัญชา
ตรัสสั่งทศมุขขุนมารเราจะยกทวยหาญซ้ายขวา
เข้าไปยังราชพาราเจ้าจงตรวจตราให้พร้อมไว้

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นทศมุขผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกรกลับไปที่อยู่ทันที

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีพจนารถตรัสสั่งอำมาตย์ทั้งสี่
พรุ่งนี้จะเสด็จเข้าธานีจงเตรียมโยธีให้พร้อมกัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสี่เสนามารชาญขยัน
รับสั่งพญากุมภัณฑ์ถวายบังคมคัลแล้วออกไป

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ จัดหมู่อสุรโยธีตามที่หมวดกองน้อยใหญ่
แต่งตัวทุกหมู่พลไกรตามเพศวิสัยอสุรา
ต้นเชือกใส่เสื้อโหมดกรองเหน็บกระบี่บั้งทองงามสง่า
กองถัดขัดดาบทุกโยธาใส่เสื้อสีฟ้าดวงสุวรรณ
ถัดไปเสื้อกำมะหยี่แดงทองพรายลายแย่งเหน็บกั้นหยั่น
ถัดมาใส่เสื้อสีจันทน์เหน็บสอดกริชสั้นฝักทอง
ล้วนถือธงสล้างต่างสีตั้งกระบวนตามที่เป็นแถวถ่อง
เตรียมทั้งรถทรงรถรองทุกกองคอยเสด็จยาตรา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระสุริย์ววงศ์จักรพรรดินาถา
กับองค์อัคเรศวนิดาเสด็จมาเข้าที่สรงชล

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สองกษัตริย์ขัดสีธุลีกายปทุมทองโปรยปรายดั่งสายฝน
ลูบไล้เครื่องทิพเสาวคนธ์ปรุงปนนพมาศสุมามาลย์
พระสอดใส่สนับเพลาภูษาทรงเครือหงส์พื้นตองทองประสาน
ชายไหวชายแคลงอลงการสังวาลตาบทิศทับทรวง
นางทรงภูษิตลอยลายรูปกินรากรายพื้นม่วง
ทรงสะพักกรองเครือลดาดวงประดับถันเพชรพวงสังวาลวาม
ต่างทรงทองกรพาหุรัดธำมรงค์เพชรจำรัสเรืองอร่าม
มงกุฎแก้วแววรุ้งพุ่งพลามกรรเจียกจอนงอนงามพรายตา
เสร็จแล้วตามกันยุรยาตรพร้อมอนงค์สนมนาฏซ้ายขวา
ลงจากสุวรรณพลับพลาเสด็จมายังเกยรูจี

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลง[๒]

๏ ขึ้นทรงบัลลังก์รถแก้วแล้วสั่งทศมุขยักษี
ให้เลิกพหลโยธีขับรถมณีรีบจร

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถเพชรเรือนเก็จเสากาบพรหมสร
ห้ายอดสอดแก้วอลงกรณ์เหมือนจะร่อนไปในเมฆา
เทียมสินธพสิบพลาหกเผ่นโจนโผนผกเริงร่า
เร็วเพียงพระพายพัดพาแสงจับพฤกษาพนาลัย
ประดับด้วยเครื่องสูงชุมสายกลดกลิ้งพริ้งพรายงามไสว
เสียงประโคมโครมครั่นสนั่นไพรพลไกรโห่แห่แจจัน
ทั้งมนุษย์อสุราดาดาษช้างม้ารถราชหลายหลั่น
สี่พระพี่เลี้ยงร่วมชีวันนำหน้าพลขันธ์ดำเนินจร

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ล่วงทางทุเรศเขตสถานข้ามธารผ่านเนินสิงขร
ไปจนสิ้นสีรวีวรไม่พักพลนิกรโยธา
ล่วงเข้าเวลาราตรีรัศมีจันทร์แจ่มเวหา
ให่รีบเร่งพลไกรไคลคลาไปโดยมรคาด้วยแสงจันทร์

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมดง

๏ เดินทางหว่างเขาลำเนาไพรแซ่เสียงเรไรจักจั่น
เพียงบรรเลงเพลงทิพเทวัญเสนาะสนั่นวิเวกวังเวงดง
น้ำค้างตกต้องภูมิพื้นเย็นชื่นช่อไม้ไพรระหง
สุมาลีคลี่สร้อยบุษบงพระพายส่งเสาวรสรวยริน
หมู่แมลงผึ้งภู่วู่ว่อนเชยซาบเกสรขจรกลิ่น
คณานกตกใจโบยบินโกกิลไก่แก้วประจำยาม
พฤกษาลางกิ่งมีหิ่งห้อยดั่งแสงพลอยเพชรเหลืองเรืองอร่าม
พื้นป่าหญ้าเขียวระบัดงามกระต่ายเล่นเต้นตามมรคา
ฝ่ายนางพี่เลี้ยงกำนัลชี้ชมเกษมสันต์หรรษา
เห็นมิ่งไม้เพล็ดผลปนผกาดกย้อยห้อยระย้าอยู่ริมทาง
จึ่งเอื้อมหัตถ์เด็ดดมภิรมย์รื่นต่างชิงต่างยื่นให้กันบ้าง
สรวลระริกซิกแซ่ทุกนางประพาสพลางรีบมาในราตรี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ตกทุ่งพอรุ่งทินกรจันทรลับเหลี่ยมคีรีศรี
แสงทองส่องพื้นปัฐพีก็ลุถึงบุรีณรงกา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นหญิงชายชาวเมืองถ้วนหน้า
ครั้นได้ฟังแจ้งแห่งกิจจาว่าพระยอดฟ้ายาใจ
ยกพวกจัตุรงค์ทวยหาญยักษมารแน่นนันต์ไม่นับได้
ลือเลื่องเอิกเกริกทั้งกรุงไกรต่างตนมีใจยินดี
บ้างละการงานบ้านเรือนเรียกบ่าวเรียกเพื่อนอึงมี่
อุ้มลูกจูงหลานเป็นโกลีมาดูยังที่รัถยา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ แลไปเห็นสี่พระพี่เลี้ยงทรงม้าเดินเคียงนำหน้า
แล้วรถทศมุขอสุรารูปทรงสง่าน่าตกใจ
ถัดมาพื้นพวกพลมารทวยหาญเกณฑ์แห่แลไสว
หญิงชายเอิกเกริกมี่ไปกลัวภัยอสุรกุมภัณฑ์
ที่ลูกเด็กเล็กใหญ่ใจขลาดก็ร้องกรีดหวีดหวาดตัวสั่น
ที่ไม่กลัวก็หัวร่อกันเฮฮาสนั่นเป็นโกลี
ถัดนั้นรถแก้วพระสุริย์วงศ์กับองค์อุษามารศรี
เหล่าพวกอสุรโยธีชะลอปราสาทมณีตามมา
เห็นเป็นมหัศอัศจรรย์ชวนกันแสนโสมนัสสา
แล้วพินิจพิศโฉมกัลยานั่งมากับองค์พระทรงฤทธิ์
กล้องแกล้งแน่งน้อยอรชรเพียงนางอัปสรในดุสิต
ดั่งรูปทองหล่อเหลาเชาวลิตพิศพิศแล้วเพลินจำเริญใจ
งามโฉมนางศรีสุดาก็เห็นว่าใต้ฟ้าไม่หาได้
อันโฉมยงองค์นี้ยิ่งอำไพเลิศลักษณ์วิไลลาวัณย์
ต่างคนต่างดูสองกษัตริย์แล้วแสนโสมนัสเกษมสันต์
ก็อวยชัยให้พรขึ้นพร้อมกันเซ็งแซ่สนั่นเป็นโกลา

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์นาถา
รีบรถรีบทศโยธาถึงหน้าพาราปราการ
จึ่งตรัสแก่พี่เลี้ยงทั้งสี่องค์ผู้ทรงปรีชากล้าหาญ
ซึ่งจะยกพหลพลมารเข้าไปในสถานธานี
เห็นจะว้าวุ่นอุตลุดด้วยมนุษย์จะปนยักษี
จงหยุดอสุรโยธีไว้ที่ภายนอกเวียงชัย

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระพี่เลี้ยงผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกรแล้วให้หยุดพลโยธา
อันพวกอสุราทั้งหลายตั้งอยู่โดยซ้ายฝ่ายขวา
ยังแนวฟากฝั่งคงคาข้างใต้มหาธานี

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นฝ่ายนางสุดามารศรี
แจ้งว่าสมเด็จพระสามีกลับมาบุรีสถาวร
ยินดีที่พระองค์ได้คืนเมืองแต่แค้นเคืองด้วยอุษาสายสมร
เสื่อมสุขทุกเพลานั่งนอนให้เร่าร้อนด่าวดิ้นในวิญญาณ์
จึ่งเรียกพี่เลี้ยงผู้ร่วมใจเข้ามานั่งใกล้แล้วปรึกษา
บัดนี้สมเด็จพระยอดฟ้าเสด็จกลับคืนมายังธานี
พานางอุษายอดรักมาพักอยู่นอกบุรีศรี
น้องนี้จะทำไฉนดีพี่เจ้าจงว่าให้แจ้งใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนางพี่เลี้ยงผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังเสาวนีอรไทบังคมไหว้สนองพระวาจา
แม่อย่าทุกข์โทมนัสก่อนดวงสมรพี่ยอดเสน่หา
วันนี้แลองค์พระภัสดาจะพานางอุษาวิลาวัณย์
เข้ามาประณตบทบาทสองกษัตริย์ธิราชรังสรรค์
จะไปดูกิริยาพระองค์นั้นทรงธรรม์จะเป็นประการใด
จะเมตตาหรือว่าจะสิ้นรักก็จะแจ้งประจักษ์ไม่สงสัย
แม่จะด่วนเดือดร้อนอาวรณ์ไยดวงใจจงฟังพี่พาที

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางสุดามารศรี
ได้ฟังพี่เลี้ยงผู้ภักดีเทวีเห็นชอบทุกประการ
มิได้โสรจสรงทรงเครื่องด้วยขัดเคืองเร่าร้อนดั่งเพลิงผลาญ
ก็พาสี่พี่เลี้ยงเยาวมาลย์ไปสถานนิเวศน์พระบิดา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งแฝงม่านอยู่คอยดูโฉมนางอุษา
ด้วยใจโมหันฉันทาอันรุมรึงอุราของเทวี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุททรงสวัสดิ์รัศมี
ครั้นเสร็จพักพลอสุรียังที่ฟากฝั่งชลธาร
จึ่งสั่งทศมุขอนุชาให้เร่งหมู่อสุราทวยหาญ
ชะลอปราสาทแก้วสุรกานต์ตามไปราชฐานวังใน
สั่งแล้วให้เลื่อนรถทรงขับตรงเข้าโดยทวารใหญ่
แห่แหนแน่นขนัดพลไกรไปตามวิถีอันโอฬาร์

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงนิเวศน์วังสถานจึ่งสั่งทหารยักษา
ให้ตั้งปราสาทแก้วอลงการ์ไว้หน้าพระลานรูจี
เสด็จจากพิชัยราชรถทรงพาองค์วนิดามารศรี
พร้อมพี่เลี้ยงกำนัลนารีไปเฝ้าพระชนนีบิดร

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง


[๑] ใช้ตามต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๓๔ แต่ต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๔๔ เป็น “ออกจากพลับพลาอลงกรณ์”

[๒] จบต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๓๔ ตรวจชำระต่อจากต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๔๔

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ