ตอนที่ ๓๐ ถวายเพลิงพระศพท้าวกรุงพาณ

๏ เมื่อนั้นฝ่ายนางศุภลักษณ์โฉมศรี
หนีไปซุ่มซ่อนอินทรีย์อยู่คีรีจักรวาลบรรพต
ได้ยินฝูงเทพเทวัญบอกกันเอิกเกริกทั่วหมด
ว่ากรุงพาณผู้ใจทรยศบัดนี้ยกทศโยธา
มาณรงค์ด้วยองค์พระอุณรุทแพ้ฤทธิ์สิ้นสุดสังขาร์
มีความยินดีปรีดาก็ขึ้นมาเยี่ยมยอดจักรวาล

ฯ ๖ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ ชะเง้อเล็งเพ่งดูเพียงเนตรคิดแคลงเทเวศซึ่งว่าขาน
หลบลงนิ่งคิดอยู่ช้านานแล้วรื้อกลับทะยานขึ้นไป

ฯ ๒ คำ ฯ พิราบร้อน

๏ ต่อเห็นเทวาสำรวลกันก็สำคัญมั่นคงไม่สงสัย
จึ่งเหาะขึ้นยังพื้นนภาลัยตรงไปอังชันคีรี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งเห็นพระสุริย์วงศ์กับองค์อัคเรศโฉมศรี
สำราญรมย์ชมทิพมาลีอยู่เหนือแท่นที่ศีลา
งามทรงดั่งองค์พระหริรักษ์กับพระลักษมีเสน่หา
ทั้งเห็นกรุงพาณอสุราสุดสิ้นชีวาวายปราณ
กลิ้งอยู่เหนือพื้นปฐพีกลางศุภโยธีทวยหาญ
ความแสนโสมนัสในวิญญาณปานดั่งได้อำมฤตรส
จึ่งเข้าไปถวายอภิวาทกราบลงแทบบาทบงกช
สองกษัตริย์สุริย์วงศ์ทรงยศซบพักตร์กำสรดโศกา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ โอ้ว่าพระหน่อสุริย์วงศ์ผู้พงศ์จักรพรรดินาถา
ข้าบาทสำคัญสัญญาว่าผ่านฟ้าสุดสิ้นชีวาลัย
จวนตัวกลัวเดชอสุรินทร์ดั่งจะลอดแผ่นดินไปได้
ไม่ทันทูลลาภูวไนยหนีไปแต่ราษราตรี
หวังพอให้พ้นชีวาตม์พ้นภัยพาณราชยักษี
ดั่งไม่จงรักภักดีโทษนี้ใหญ่หลวงมหิมา
แสนทุกข์สุดทุกข์ถึงพระองค์กับโฉมยงนงลักษณ์นี้หนักหนา
ต่อเทเวศบอกกันเป็นโกลาว่าผ่านฟ้ามีชัยแก่ภัยพาล
ดีใจจึ่งได้มากราบบาทพระเยาวราชผู้ปรีชาหาญ
โทษข้าถึงสิ้นชนมานขอประทานจงโปรดปรานี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุททรงสวัสดิ์รัศมี
กับโฉมยงองค์อัครเทวีฟังศรีศุภลักษณ์ผู้ร่วมใจ
เห็นประจักษ์แจ้งความตามจริงจะมีสิ่งแสร้งว่านั้นหาไม่
จึ่งกล่าวมธุรสตอบไปพี่นางอย่าได้อาวรณ์
อันธรรมดาเกิดมาเป็นรูปกายกลัวตายจำแก้ตัวก่อน
เราไม่ถือโกรธโรธกรณ์สิ้นทุกข์สิ้นร้อนในวันนี้
อันตัวของข้าทั้งสองก็จะทดแทนสนองคุณพี่
ซึ่งการุณจงรักภักดีให้มีความสุขสำราญ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝ่ายหมู่โยธาทวยหาญ
ที่เหลือตายแอบชายดงดานเห็นท้าวกรุงพาณมรณา
ตกใจหน้าซีดตัวสั่นพากันวิ่งซ่อนเข้าป่า
ดั้นไพรไม่เข้ามรคาลัดมายังราชธานี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงนิเวศน์วังสถานพอองค์เยาวมาลย์มเหสี
เสด็จหน้าบัญชรรูจีอสุรีก็คลานเข้าไป
หมอบลงตรงพักตร์อัคเรศยอกรเหนือเกศบังคมไหว้
ทูลว่าพระผู้ทรงฤทธิไกรยกไปตามองค์พระอุณรุท
ทันเข้าที่เขาอังชันได้โรมรันเคี่ยวขับสัประยุทธ์
บัดนี้พ่ายแพ้ฤทธิ์มนุษย์สิ้นสุดชีวันบรรลัยลาญ
ทั้งพญามหาเมฆกุญชรพลากรโยธาทวยหาญ
ตายกลาดดาษพื้นสุธาธารไพรีเชี่ยวชาญฤทธิ์นัก
เมื่อพระองค์จะปลงชีวาตม์มนุษย์ในประหลาดเห็นประจักษ์
เพศกลายคล้ายองค์พระหริรักษ์พญายักษ์น้อมเกล้าประนมกร
ทั้งเทเวศก็มาพร้อมกันยังยอดอังชันสิงขร
เอิกเกริกแซ่ซ้องถวายพรโปรยบุษบากรเกลื่อนฟ้า
พระองค์ทรงอานุภาพนักถึงจะปราบไตรจักรก็ปราบได้
ขอเชิญเสด็จอรไทออกไปบังคมพระภูมี

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางไวยกามเหสี
ได้แจ้งแห่งคำอสุรีว่าพระสามีบรรลัยลาญ
ตกใจดั่งใครมาฟันฟาดให้เศียรขาดสิ้นชีพสังขาร
อุราเร่าร้อนดั่งเพลิงกาฬเยาวมาลย์ข้อนทรวงเข้าโศกา

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ โอ้ว่าพระมิ่งมงกุฎภพทรงเดชเสิศลบทุกทิศา
ทั้งหกห้องสวรรค์ชั้นฟ้าก็กลัวเกรงศักดาพระองค์นัก
แต่เพียงพระทิ้งธรรมทศมิตรประพฤติพาลทุจริตอัปลักษณ์
เที่ยวสมปลอมชมรสรักให้ร้อนนักทุกเทพอมรินทร์
เมียห้ามเท่าไรก็ไม่ฟังตั้งแต่ถือผิดไปสิ้น
เทพบุตรครุฑานาคินจึ่งดูหมิ่นได้แต่นั้นมา
พระเกียรติขจรก็หย่อนยศเสื่อมหมดทั้งเวทคาถา
เสียฤทธิ์พิธีศักดาผ่านฟ้าจึ่งแพ้แก่ไพรี
โอ้ว่าครั้งนี้แลเมืองมารจะสาธารณ์เสื่อมสุขเกษมศรี
ทั้งวงศาเสนาประชาชีจะมีแต่โศกาอาลัย
สงสารทศมุขลูกรักเจ้าหาญหักหาเกรงพระเดชไม่
จะผินพักตร์ไปพึ่งผู้ใดจึ่งจะได้รอดชีพชนมา
น่าที่ชีวีจะวายวางจะเห็นแต่พี่นางอุษา
เกลือกจะเสื่อมอาลัยไม่เมตตากัลยาร่ำพลางทางโศกี

ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นคลายโศกาจาบัลย์จึ่งสั่งกำนัลสาวศรี
จงไปหาโอรสร่วมชีวีเข้ามายังที่ข้างใน

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนางกำนัลผู้มีอัชฌาสัย
รับพระเสาวนีย์อรไทบังคมไหว้แล้วพากันรีบมา

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ นั่งลงนบนิ้วอภิวาทเบื้องบาทพระโอรสา
ทูลว่าพระราชมารดาให้มาเชิญเสด็จไปบัดนี้

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นทศมุขสุริย์วงศ์ยักษี
ฟังนางกำนัลพาทีอสุรีก็รีบจรจรัล

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ มาถึงจึ่งเห็นพระมารดรทุกข์ร้อนทรงโศกกันแสงศัลย์
ตกใจดั่งใครมาฟาดฟันกุมภัณฑ์กราบลงกับบาทา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระชนนีนาฏเสน่หา
สวมสอดกอดองค์พระลูกยาโศกาตรัสเล่าความไป
เจ้าดวงนัยน์เนตรของแม่แต่นี้เราหามีที่พึ่งไม่
พระบิดาเจ้ายกพลไกรไปชิงชัยด้วยองค์พระอุณรุท
กลับแพ้ไพรินสิ้นชีวาตม์ทั้งพวกพลพินาศนับสมุทร
ทีนี้จะเป็นข้ามนุษย์เล่าพลางโศกสุดโศกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นทศมุขกุมารยักษา
ฟังชนนีแจ้งกิจจาว่าพระบิดาบรรลัยลาญ
พิษโศกซ่านซาบวาบกายดั่งฟ้าฟาดสายสังหาร
เร่าร้อนไปสิ้นจนวิญญาณพระกุมารก็ร่ำโศกี

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้ว่าสมเด็จพระบิตุเรศเรืองเดชเฟื่องฟ้าราศี
ควรฤๅมาแพ้แก่ไพรีจนถึงที่สวรรคาลัย
ตัวลูกยังเด็กเล็กนักจะผินพักตร์ไปพึ่งใครได้
ไม่มีที่เห็นผู้ใดจะตามใจเหมือนองค์พระบิดร
สารพัดจะให้เล่นทุกสิ่งม้ามิ่งโคลากาสร
แพะแกะตรุณกุญชรหงส์ห่านมังกรมฤคิน
ครั้นลูกจำเริญวัยมาให้เรียนรู้วิชาศรศิลป์
คลีม้ารถรัตน์หัสดินเจนจบครบสิ้นทุกประการ
บอกกลรณรงค์ยงยุทธ์สำหรับราชบุตรมหาศาล
จะให้สืบสุริย์วงศ์พรหมานเป็นประธานโลกาธาตรี
เมื่อพระมาหนีลูกไปแล้วใครจะเป็นฉัตรแก้วเฉลิมศรี
กั้นเกศร่มเกล้าเมาลีรํ่าพลางอสุรีก็โศกา

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้นองค์พระชนนีเสน่หา
รับขวัญแล้วปลอบพระลูกยาแก้วตาจงระงับดับใจ
เจ้าแม่เอ๋ยอันเราทั้งสองศรีจะนิ่งอยู่ฉะนี้ก็มิได้
จำจะพากันรีบออกไปเฝ้าภูวไนยนรินทร
ทั้งจะพบโฉมยงองค์อุษาดูทีกิริยาสายสมร
จะได้ไหว้ศพพระบิดรบูชาลาธิกรณ์ทรงธรรม์
แล้วจะเชิญเสด็จภูวเรศให้ประเวศเวียงชัยไอศวรรย์
ถวายแสนศฤงคารกำนัลฝากชีวันไว้ในบาทา
ตรัสแล้วมีราชเสาวนีย์ตรัสสั่งมนตรียักษา
จงเตรียมพหลโยธาจะไปเฝ้านัดดาพระสี่กร

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งเสนามารชาญสมร
รับพระเสาวนีย์บังอรชุลีลาบทจรออกไป

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ จัดเป็นพยุหบาตรกระบวนแห่อัดแอตั้งตามถนนใหญ่
กองหน้านั้นถือธงชัยสอดใส่เสื้อครุยขาวกรอง
เหล่าเสื้อชมพูเป็นคู่เคียงเดินเรียงเรียบคั่นไว้ชั้นสอง
ถัดมาเสื้อม่วงขลิบทองเสื้อตองเครือสุวรรณพรรณราย
ล้วนถือจามรมยุรฉัตรกรรชิงรัตน์อภิรุมชุมสาย
เทียมทั้งรถแก้วแพร้วพรายรถประเทียบเรียบท้ายเป็นหลั่นมา
ขอเฝ้านั้นไว้กระบวนหลังคับคั่งโดยซ้ายฝ่ายขวา
ทุกหมวดตรวจกันเป็นโกลาคอยท่าเสด็จจรลี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนางไวยกามารศรี
กับโอรสร่วมชีวีมีแต่โศกาจาบัลย์
แข็งขืนพระทัยระงับดับความวิโยคโศกศัลย์
พร้อมฝูงอนงค์กำนัลเสด็จมาเกยสุวรรณโอฬาร

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ขึ้นนั่งยังอาสน์รถทองถัดรองรถแก้วฉายฉาน
ประดับด้วยรถสนมนงคราญพระกุมารนั้นทรงพาชี
ให้เคลื่อนพหลโยธาออกจากทวาราบุรีศรี
รีบเร่งแสนสุรเสนีไปโดยวิถีพนาดร

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งเขตหิมวันต์ใกล้เชิงอังชันสิงขร
ให้ขับรถรีบบทจรบังอรทอดทัศนาไป
เห็นศพอสุรีล้มตายเกลื่อนกลาดกองก่ายไม่นับได้
ยิ่งสังเวชสลดรันทดใจชลนัยน์นองเนตรเทวี
ให้ประทับแทบเชิงบรรพตเสด็จลงจากรถมณีศรี
กับโอรสฝูงสนมนารีจรลีขึ้นยังบรรพตา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เดินพลางทางทอดพระเนตรไปเห็นศพภูวไนยนาถา
กรขาดกลิ้งกลางพสุธายังยอดภูผาอังชัน
ให้หวาดหวั่นฤทัยใจหายดั่งหนึ่งจะวายชีวาสัญ
สองกษัตริย์วิ่งเข้าไปพร้อมกันกอดบาทรำพันโศกี

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ พระชนนีว่าโอ้ทูลกระหม่อมจอมเกศข้าบาทบทศรี
พระเกียรติเฟื่องฟ้าธาตรีฤๅมาม้วยชีวีอยู่กลางดิน
โอรสว่าพระบิตุรงค์พระองค์เสื่อมเดชครั้งนี้สิ้น
ดั่งใช่สุริย์วงศ์พรหมินเป็นที่ดูหมิ่นทั้งโลกา
นางว่าเพราะพระกำเริบฤทธิ์ถือผิดพงศ์พรหมนาถา
ทั้งอวดหาญต่อหลานพระจักราผ่านฟ้าจึ่งสวรรคาลัย
ทศมุขว่าโอ้นิจจาเอ๋ยไม่ควรเลยจะถึงเพียงนี้ได้
เสียแรงเรืองเดชลบภพไตรมาบรรลัยอนาถดั่งสาธารณ์
ชนนีว่าทีนี้จะลับแล้วประทีปแก้วอันส่องแสงฉาน
จะมืดมนทนทุกข์ทั้งเมืองมารอาลัยลานวิโยคโศกี
โอรสว่าโอ้ทีนี้เราจะแสนเศร้าวายสุขเกษมศรี
จะอยู่ไปไยเล่าพระชนนีมาม้วยชีวีเสียด้วยกัน
มารดาว่าโอ้พระลูกแก้วพ่อว่าชอบแล้วนะจอมขวัญ
เราจะตายตามองค์พระทรงธรรม์สองกษัตริย์อัดอั้นสลบไป

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝูงนางกำนัลน้อยใหญ่
ทั้งเสนีรี้พลสกลไกรบรรดาไปตามเสด็จพระเทวี
เห็นสองกษัตริย์กันแสงโศกด้วยวิโยคพญายักษี
พิไรร่ำจนสิ้นสมประดีสลบลงกับที่สุธาธาร
ต่างตนสลดระทดใจก็โหยไห้กำสรดด้วยสงสาร
คร่ำครวญหวนหาพญามารบ้างรํ่ารักลูกหลานแลบิดา
บ้างพี่รักน้องน้องรักพี่เสียงมี่แซ่เขาลำเนาป่า
นางในข้อนทรวงเข้าโศกาอสุรากลิ้งเกลือกเสือกไป
อุปมาดั่งป่าไม้รังวินาศด้วยกำลังพยุใหญ่
เพียงสิ้นชีวิตชีวาลัยไม่เป็นอารมณ์สมประดี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางอุษามารศรี
เห็นองค์สมเด็จพระชนนีกับทศมุขอสุรีออกมา
กอดศพร่ำรักพระบิตุเรศพูนเทวษเศร้าโทมนัสสา
สลบไปทั้งสองกษัตรากัลยาสำคัญว่าบรรลัย
ให้หวาดวาบซาบไปด้วยโศกศัลย์ดั่งใครบั่นเศียรเกล้าไปได้
กับนางศุภลักษณ์ผู้ร่วมใจพากันรีบไปด้วยอาวรณ์

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ หัตถ์ซ้ายประคองอนุชากรขวาเยาวเรศสายสมร
กอดบาทสมเด็จพระมารดรบังอรครวญคร่ำรำพัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โอ้พระชนนีของลูกเอ๋ยไฉนเลยมาม้วยอาสัญ
ทั้งน้องรักผู้ร่วมชีวันก็พากันหนีไปยังเมืองฟ้า
นิจจาเอ๋ยบิดาดับสูญยังไม่วายอาดูรโหยหา
หรือมาซํ้าจำจากพระมารดาทั้งน้องยาผู้ยอดชีวาลัย
แต่ทุกข์เดียวเพียงนี้แล้วมิหนำยังซ้ำทับอกอีกก็เป็นได้
ทีนี้ลูกจะเห็นหน้าใครสว่างใจเหมือนกับมารดร
โอ้แม่ทูนเกล้าเยาวลักษณ์จงผินพักตร์มาดูลูกก่อน
เจ้าพี่เอ๋ยไฉนไม่อาวรณ์เจ้าตัดรอนพี่แล้วฤๅแก้วตา
ถึงแม้นมาตรจะม้วยชีวังแต่จะสั่งสักคำก็ไม่ว่า
อยู่หลังก็จะตั้งแต่โศกาพร่ำกินน้ำตาไม่วายวัน
เมื่อดับสูญเสียสิ้นทั้งสามองค์ใครจะสืบสุริย์วงศ์รังสรรค์
ร่ำพลางข้อนทรวงเข้าจาบัลย์กัลยาสลบไม่สมประดี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์เรืองศรี
เห็นสามกษัตริย์โศกีสิ้นสมประดีสลบไป
ทั้งสนมเสนีรี้พลจะเหลือแต่สักคนก็หาไม่
แจ้งด้วยปรีชาปัญญาไวว่ามิได้สิ้นชีพชีวา
จึ่งชักพระขรรค์โมลิศขึ้นอุทิศจบเหนือเกศา
เสด็จยืนเหนือพื้นศิลาผ่านฟ้ากวัดแกว่งด้วยฤทธี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดเดี๋ยวบันดาลเป็นฝอยฝนปานทิพสุคนธ์วารีศรี
ตกต้องสามกษัตริย์กับเสนีก็ได้สมประดีขึ้นพร้อมกัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางไวยกาสาวสวรรค์[๑]
ครั้นฟื้นคืนได้ชีวันเห็นจอมขวัญอุษายุพาพาล
กับพี่เลี้ยงผู้ชื่อศุภลักษณ์ร่ำรักด้วยความสงสาร
ทั้งนัดดาสมเด็จพระอวตารมาโปรดปรานช่วยชีพชีวา
นางแสนโสมนัสชื่นชมนบนิ้วประนมเหนือเกศา
ทูลว่าซึ่งทรงพระเมตตาพระคุณล้ำฟ้าธาตรี
อันแสนสมบัติพัสถานในเมืองมารรัตนาบุรีศรี
โอฬารปานชั้นดุษฎีเป็นที่สถิตสถาวร
ถวายไว้ใต้เบื้องบทรัชพระจอมจักรพรรดิชาญสมร
ขอเอาพระเดชภูธรปกเกล้าร่มร้อนสืบไป[๒]
อันทศมุขลูกรักเยาว์นักผิดชอบหารู้ไม่
ฮึกหาญสัประยุทธ์ชิงชัยให้เคืองใต้เบื้องบทมาลย์
ซึ่งหยาบช้าสาหัสนั้นโทษผิดถึงสิ้นชีวิตสังขาร
จงเคลื่อนคลายวายเวรในสันดานขอประทานได้โปรดปรานี

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทผู้รุ่งรัศมี
ฟังนางไวยกาพาทีจึ่งมีพจนารถตอบไป
ซึ่งลูกท่านผิดพลั้งแต่หลังมาเราหาถือโกรธเอาโทษไม่
ถึงท้าวกรุงพาณที่บรรลัยก็ได้ว่ากล่าวแต่โดยธรรม์
ไม่เชื่อมธุรสพจมานกริ้วโกรธฮึกหาญด้วยโมหัน
ก็จำเป็นสัประยุทธ์โรมรันจนถึงชีวันมรณา
ทั้งนี้เพราะกรรมได้ทำไว้จึ่งดลให้สิ้นชีพสังขาร์
อันศพพญาอสุราตามแต่ปัญญาของเทวี
ท่านกับโอรสทศมุขจะเลี้ยงให้เป็นสุขเกษมศรี
คงยศปรากฏในธาตรียังที่รัตนาเมืองมาร

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนางไวยกาผู้ยอดสงสาร
ได้ฟังมธุรสพจมานเย็นซ่านซาบสิ้นในวิญญาณ์
จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมบาทกราบทูลภูวนาถนาถา
ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาพระคุณล้นฟ้าแดนไตร
อันตัวของข้าเป็นสตรีหามีที่พึ่งพาไม่
พระองค์ผู้ทรงฤทธิไกรจงได้โปรดเกล้ากุมภัณฑ์
ขอเอาพระเดชปกเกศด้วยช่วยส่งให้สู่สรวงสวรรค์
จะได้ปรากฏเกียรติทรงธรรม์ไปทั่วเขตขัณฑ์จักรวาล

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทผู้ปรีชาหาญ
ฟังรสพจนานงคราญผ่านฟ้าจึ่งตรัสตอบไป
ท่านอย่าอาวรณ์ร้อนเร่าไว้ธุระเราจะทำให้
ตรัสพลางฉวยชักพระขรรค์ชัยภูวไนยเสด็จขึ้นยืนยัน
ประนมหัตถ์สัตย์อธิษฐานขอเดชพระอวตารรังสรรค์
ให้ปรากฏมหัศจรรย์แก่หมู่กุมภัณฑ์ในครั้งนี้
จงบังเกิดเป็นเมรุมาศโอภาสด้วยดวงมณีศรี
แล้วหลานสมเด็จพระจักรีภูมีกวัดแกว่งไปมา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดเดี๋ยวเกิดเป็นพระเมรุแก้วอลงกตพรายแพรวเวหา
สวมศพพญาอสุรารจนาลวดลายหลายพรรณ
มีทั้งเมรุแทรกเมรุทิศชวลิตพรรณรายฉายฉัน
เสาสาบกาบบังกระจังบันชั้นเหมช่อฟ้าบราลี
สี่มุขยอดเยี่ยมโพยมมาศดั่งวิมานเทวราชในราศี
มีรูปครุฑาวาสุกรีฉัตรธงมณีเรียงราย
ภายในนั้นมีเมรุทองเรืองรองเนาวรัตน์จำรัสฉาย
ด้วยเดชะบุญญาอันเพริศพรายหลานพระนารายณ์สี่กร[๓]

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางไวยกาดวงสมร
ทั้งราชโอรสฤทธิรอนฝูงสนมนิกรเสนี
เห็นพระเดชาอานุภาพให้หวั่นวาบสยองพองเกศี
ประนมกรเหนือเกล้าเมาลีชมบุญบารมีเป็นโกลา
ต่างคนต่างอำนวยอวยพรจงถาวรจำเริญชันษา
เป็นฉัตรแก้วกั้นโลกาจะได้พึ่งบาทาพระทรงธรรม์
ครั้นแล้วอัครราชเทวีกับโฉมศรีอุษาสาวสวรรค์
ทศมุขหมู่สนมกำนัลสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์เสนามาร
บ้างถือธูปเทียนบุปผาจุณจันทน์สุคันธาหอมหวาน
พร้อมพรูหมู่ราชบริวารไปสถานพระเมรุรูจี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ต่างจุดธูปเทียนเคารพษมาศพพญายักษี
ทักษิณพลางแสนโศกีเสียงมี่วังเวงวิญญาณ์
แล้วให้เอาจุณจันทน์สุคันธ์ธารเทียนทองกุสุมาลย์กฤษณา
ใส่เข้าในศพอสุราจุดเพลิงบูชาพร้อมกัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์รังสรรค์
สถิตเหนืออาสน์แก้วแพรวพรรณกวัดแกว่งพระขรรค์ฤทธิรอน
แสงวาบปลาบเปล่งเปลวพรายฉานฉายจำรัสประภัสสร
เป็นเพลิงเริงรุ่งอัมพรติดเชิงตะกอนเข้าทันที
เรืองโรจน์โชติไปดั่งไฟกาฬสังหารผลาญศพยักษี
สูญสิ้นเป็นภัสม์ธุลีด้วยอำนาจฤทธีมหิมา

ฯ ๖ คำ ฯ



[๑] ต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๕๓ เป็น “นวลนางไวยกาโฉมสวรรค์”

[๒] ต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๕๓ เป็น “ปกเกษร่มร้อนสืบไป”

[๓] จบความจากต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เลขที่ ๕๖๖

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ