ตอนที่ ๒๕ นางอุษาทูลท้าวกรุงพาณให้ยกโทษให้พระอุณรุท

โอ้ช้า

๏ เมื่อนั้นฝ่ายโฉมนวลนางอุษา
ตื่นขึ้นไม่เห็นพระภัสดาในแท่นไสยาอลงกรณ์
ความตระหนกตกใจเป็นสุดคิดร้อนจิตดั่งต้องแสงศร
แสนทุกข์แสนเทวษอาวรณ์ข้อนทรวงเข้าโศกาลัย
นิจจาเอ๋ยพระทูลกระหม่อมแก้วทิ้งเมียเสียแล้วหรือไฉน
ให้น้องทนทุกข์ลำบากใจร่ำพลางสะอื้นไห้ไปมา

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ ครั้นค่อยเคลื่อนคลายวายเทวษเยาวเรศเหลือบแลซ้ายขวา
เห็นพระแสงขรรค์อันศักดาบนแท่นไสยารูจี
นั่งนิ่งตะลึงรำพึงคิดอัศจรรย์ในจิตโฉมศรี
แม้นพระหนีไปยังธานีภูมีจะทิ้งพระแสงไย
หรือองค์สมเด็จพระบิดาให้ลอบมาจับเอาไปได้
นางคิดฉงนสนเท่ห์ใจทรามวัยย่างเยื้องบทจร

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงบ้าบ่น

ร่าย

๏ ชักม่านสองไขให้สว่างเรียกนางพี่เลี้ยงสายสมร
เห็นแต่สี่นางบังอรจึ่งมีสุนทรวาจา
หลากใจด้วยพี่ศุภลักษณ์ไปไหนน้องรักไม่เห็นหน้า
ทิ้งพระโฉมเฉิดเลิศฟ้าก็หายไปในราตรีกาล

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสี่นางเยาวยอดสงสาร
ได้ฟังเสาวนีย์นงคราญว่าพระผ่านฟ้าหายไป
ต่างตนตระหนกอกสั่นพร้อมกันขุกคิดขึ้นได้
เออนางศุภลักษณ์ทรามวัยไม่เห็นแต่ในราตรี
หรือจวนตัวกลัวภัยพญายักษ์ชวนพระทรงลักษณ์ลอบหนี
ต่างคนกราบทูลเทวีดีร้ายศุภลักษณ์กัลยา
กลัวตายเสียดายชีวิตเชิญพระทรงฤทธิ์นาถา
หนีไปโดยทางเมฆามั่นคงดั่งข้าสำคัญ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นนวลนางอุษาสาวสวรรค์
ฟังพี่เลี้ยงร่วมชีวันกัลยานิ่งนึกตรึกไป
แล้วมีสุนทรวาทีว่านี้ก็เห็นหาผิดไม่
แต่น้องฉงนสนเท่ห์ใจด้วยพระขรรค์ชัยอันศักดา
เป็นอาวุธสำหรับกับกรจะนั่งนอนไม่ไกลหัตถา
บัดนี้ทิ้งไว้ไม่นำพาผ่านฟ้าจะไปก็ใช่ที
พี่เจ้าจงกรุณาน้องไปเที่ยวทุกห้องสาวศรี
หาดูพระดวงชีวีให้สิ้นที่กินแหนงแคลงใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสี่นางพี่เลี้ยงผู้ใหญ่
ได้ฟังเสาวนีย์อรไทต่างตนสงสัยในวิญญาณ์
ก็นบนิ้วดุษฎีชุลีบาทวรนาฏผู้ยอดเสน่หา
พากันเยื้องย่างยาตราไปตามวาจาพระเทวี

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

ร่าย

๏ แยกย่ายรายกันค้นจบไม่พบพระโฉมเฉลิมศรี
ได้ยินเสียงพลโยธีอึงมี่เลิกทัพกลับไป
กับเสียงพระมิ่งเมืองมารกึกก้องสะท้านหวั่นไหว
ยิ่งคิดฉงนสนเท่ห์ใจค่อยลอบออกไปถึงชาลา
เหลือบแลขึ้นดูบนอากาศเห็นพญานาคราชตัวกล้า
กระหวัดรัดองค์พระผ่านฟ้าเข้าไว้กับหน้าพรหมพักตร์
สี่นางตระหนกตกใจค่อนทรวงร่ำไห้เพียงอกหัก
โอ้พระสุริย์วงศ์ทรงลักษณ์จักมาสิ้นชีพเสียบัดนี้

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ ร่ำพลางนางวิ่งกลับมาทูลพระธิดามารศรี
บัดนี้พญานาคีมัดพระภูมีเข้าไว้
บนยอดปราสาทพระบิตุรงค์ข้าดูพระองค์มิใคร่ได้
แม่จะคิดอ่านประการใดทูลพลางร่ำไรโศกา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมยงองค์นางอุษา
ได้ฟังดั่งจะสิ้นชีวากัลยารำพันโศกี

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้พระยอดฟ้ายาจิตดวงชีวิตข้าบาทบทศรี
ไฉนมาแพ้ฤทธิ์อสุรีให้นาคีมัดไปประจานไว้
ดั่งว่าไม่มีศักดาเดชอายฝูงเทเวศน้อยใหญ่
อกเอ๋ยจะทำประการใดใครจะช่วยได้ให้คืนมา
ทั้งนี้ก็เพราะรักน้องจึ่งต้องโพยภัยยักษา
จนจักสูญสิ้นชีวาเป็นน่าสงสารพระองค์นัก
อย่าเลยจะเสี่ยงพระขรรค์ชัยให้รู้แจ้งใจจงตระหนัก
แม้นพระสุริย์วงศ์ทรงลักษณ์จักไม่ถึงสิ้นชีวัน
จะเป็นแต่ลำบากยากเย็นอย่าให้ใครเห็นพระขรรค์
แม้นจะม้วยด้วยภัยกุมภัณฑ์จงเห็นทั่วกันประจักษ์ตา
เสี่ยงพลางนางยกพระขรรค์แก้วอันเพริศแพร้วขึ้นทูนเหนือเกศา
วางไว้ข้างที่ไสยาแล้วโศกาสลบนิ่งไป

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้นสี่นางผู้มีอัชฌาสัย
เห็นองค์สายสมรอรไทมิได้ไหวติงอินทรีย์
ต่างตนตกใจใจหายคิดว่าโฉมฉายเฉลิมศรี
ดับสูญสิ้นชีพชีวีก็โศกีร่ำรักกัลยา
โอ้ว่าสายสวาทของพี่เอ๋ยทรามเชยผู้ยอดเสน่หา
ไฉนแม่มาปลงชนมาหนีไปฟากฟ้าไม่อาลัย
เสียแรงพี่อุตส่าห์รักษาเจ้าประโลมเลี้ยงแต่เยาว์มาจนใหญ่
ถนอมดั่งดวงตาดวงใจสิ่งใดมิให้เคืองวิญญาณ
คิดว่าเจ้าเกิดในโกเมศประหลาดล้ำนาเรศยอดสงสาร
หอมกลิ่นเกสรปทุมมาลย์ติดองค์นงคราญไม่รู้วาย
เห็นว่าจะประเสริฐเลิศนักเป็นปิ่นปักอนงค์ทั้งหลาย
พี่ถนอมกล่อมเลี้ยงไม่ระคายหมายใจจะพึ่งบาทา
อุ้มชูดูเจ้าทุกเช้าค่ำจะลำบากยากใจก็ไม่ว่า
จนจำเริญวัยวัฒนางามจริตกิริยาพาที
งามนั่งงามนอนอ่อนองค์งามทรงยกย่างบทศรี
ตัวพี่ทั้งห้านี้ยินดีเชยชมเทวีไม่เว้นวัน
พอเทวาพาองค์พระทรงโฉมมาประโลมแนบน้องภิรมย์ขวัญ
สมศักดิ์สมวงศ์พงศ์พันธุ์สมสรรรูปทรงอลงการ์
ควรฤๅมาสิ้นชีวาตม์ตัดขาดห่วงห้องเสน่หา
ละพี่ไว้ให้เวทนาทรมาทุกข์แทบถึงชีวี
ตัวพี่ทั้งสี่ไม่อยู่แล้วจะตายตามน้องแก้วโฉมศรี
ร่ำพลางข้อนทรวงเข้าโศกีสี่นางสลบลงพร้อมกัน

ฯ ๒๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรรังสรรค์
ให้ขุ่นแค้นวิญญาณ์จาบัลย์กุมภัณฑ์ถวิลจินดา
อันองค์อุษาเยาวเรศสงวนดั่งดวงเนตรซ้ายขวา
ไว้ในห้องแก้วอลงการ์พี่เลี้ยงทั้งห้าไม่ห่างไกล
ถ้าแม้นไม่มีใครชักสื่อชายหรือจะอาจเข้ามาได้
ดีร้ายพี่เลี้ยงผู้ร่วมใจเป็นสายสนกลในรู้กัน
จะเอาอี่ห้าคนที่ต้นคิดมาประหารชีวิตให้อาสัญ
ตรัสสั่งให้เสนากุมภัณฑ์จงพากันไปจับพี่เลี้ยงมา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสี่เสนามารหาญกล้า
รับสั่งถวายบังคมลาก็รีบมาปราสาทพระบุตรี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงสั่งกำนัลในจงไปหาพี่เลี้ยงโฉมศรี
ออกมาทั้งห้านารีเรานี้จะแจ้งกิจการ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนางกำนัลเยาวยอดสงสาร
ได้ฟังจึ่งตอบพจมานอันพี่เลี้ยงนงคราญทั้งห้าคน
อยู่ในปราสาทพระธิดาตัวข้าไม่รู้เหตุผล
ได้ยินเสียงโศกาอึงอลแซ่ขึ้นทุกตนแล้วเงียบไป
พระบุตรีเข้าที่ไสยาสน์ใครหรือจะอาจเข้าไปได้
รับสั่งห้ามปรามเป็นพ้นใจข้ากลัวโพยภัยนะขุนมาร

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นทั้งสี่เสนาใจหาญ
จึ่งว่าแก่นางพนักงานพระผู้ผ่านกรุงไกรใช้มา
เป็นการเร็วร้อนรีบไปเหตุใดโต้ตอบอยู่หนักหนา
แม้นช้าไม่พ้นพระอาญาจงเร่งไปหามาบัดนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนวลนางกำนัลสาวศรี
ได้ฟังมหาเสนีเกรงภัยจะมีก็รีบไป

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ เห็นสงบสงัดเงียบอยู่หมู่นางก็คิดสงสัย
จึ่งแหวกม่านกั้นชั้นในเข้าไปเห็นองค์พระบุตรี
สลบอยู่บนแท่นที่ไสยาสน์พี่เลี้ยงกลิ้งกลาดกับข้างที่
สำคัญว่าสิ้นชีวีฝูงนางสาวศรีก็โศกา

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ ต่างคนวิโยคโศกศัลย์ทั่วทุกกำนัลซ้ายขวา
วุ่นวายวิ่งฟายนํ้าตามาบอกเสนาทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นสี่เสนามารผู้ใหญ่
ครั้นแจ้งว่าองค์อรไทกับพี่เลี้ยงร่วมใจทั้งนั้น
สลบซบสิ้นสมประดียักษีตกใจตัวสั่น
ก็กลับมาทั้งสี่กุมภัณฑ์ยังปราสาทสุวรรณพญามาร

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเกล้าบังคมทูลนเรนทร์สูรปิ่นภพมหาศาล
บัดนี้พระธิดายุพาพาลกับพี่เลี้ยงถึงกาลมรณา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรยักษา
ได้ฟังเสนีผู้ปรีชาผ่านฟ้าตระหนกตกใจ
ความโกรธความแค้นนั้นเสื่อมสูญพูนเทวษทุกข์ทนหม่นไหม้
ด้วยแสนเสน่หาอาลัยในองค์อรไทเป็นพ้นนัก
นิ่งขึงตะลึงลานจิตคะนึงคิดวิตกเพียงอกหัก
ชลนัยน์คลอคลองนองพักตร์พญายักษ์เร่าร้อนวิญญาณ์
โจนจากแท่นแก้วแพรวพรรณฝูงอนงค์กำนัลพร้อมหน้า
เร่งรีบลีลาศยาตราไปปราสาทรัตนาพระบุตรี

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงพระทวารชั้นในได้ยินโศกาลัยอึงมี่
จึ่งเสด็จเข้าไปทันทีเห็นองค์เทวีไม่ติงกาย
กับสี่พี่เลี้ยงกลิ้งกลาดสุดแสนอนาถใจหาย
เสด็จขึ้นแท่นแก้วแพร้วพรายกอดสายสวาทเข้าแล้วถอนใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้ช้า

๏ ยี่สิบเนตรน้ำเนตรไหลพรากสิบปากครวญคร่ำร่ำไห้
โอ้ว่าแม่ดวงชีวาลัยมาหนีไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้า
พ่อไร้บุตรีโอรสรักจะสืบศักดิ์สุริย์วงศ์ยักษา
ฝันว่าได้ดวงปทุมาพรานป่าแจ้งเหตุพ่อยินดี
จึ่งพากันออกไปแดนดงวอนขอต่อองค์พระฤๅษี
ได้แม่มาเลี้ยงเป็นบุตรีมีทศมุขมาเจ้ารักน้อง
จำเริญจิตบิดาทุกค่ำเช้าพ่อสงวนนวลเจ้ามิให้หมอง
สายสมรวอนชมหงส์ทองพ่อไปคล้องเอามาให้ตามใจ
จะฟังเสียงปักษาการเวกพ่อดั้นเมฆค้นหามาให้
ยามร้อนวอนเล่นชลาลัยพ่อพาไปอโนดาตนที
จะชมชั้นวิมานเทวาพ่อพาไปฟากฟ้าราศี
ความรักแม่สุดแสนทวีกระนี้หรือยังทำให้ได้อาย
มาตรแมนกริ้วโกรธทำโทษผัวตัวเจ้าพ่อรักไม่รู้หาย
ควรหรือมากลั้นชีวาวายสายสวาทไม่คิดถึงบิดา
มิผินพักตร์มาสั่งบ้างเลยทรามเชยแสนสุดเสน่หา
ร่ำพลางฟูมฟายชลนาพญามารเพียงสิ้นสมประดี

ฯ ๑๖ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นค่อยสว่างสร่างเทวษทรงเดชลูบกายมารศรี
ยังละมุนอุ่นอยู่ทั้งอินทรีย์อสุรีก็แจงประจักษ์ใจ
ว่าสลบซบไปด้วยโศกาจะสูญสิ้นชีวานั้นหาไม่
จึ่งมีบรรหารทันใดอีศุภลักษณ์ไปไหนไม่เห็นมัน
ชะรอยเป็นต้นคนสื่อชักกลัวนักจึ่งหนีไปแม่นมั่น
ดีแล้วจะได้เห็นกันกูจะผลาญชีวันให้มรณา
อันสี่พี่เลี้ยงนารีเห็นทีไม่ม้วยสังขาร์
สลบไปด้วยรักพระธิดาจงต้องกายาดูบัดนี้

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นหมู่นางกำนัลสาวศรี
จึ่งกราบทูลสนองไปทันทีโปรดมาทั้งนี้ควรนัก
อันนางศุภลักษณ์กรรฐาฤทธิ์เดชปรีชาแหลมหลัก
พระบุตรีก็มีใจรักเห็นจักเป็นต้นเหตุการณ์
เพราะตัวผิดคิดกลัวตายเบี่ยงบ่ายหลบหนีจากสถาน
ถึงจะไปอยู่นอกจักรวาลจะพ้นเบื้องบทมาลย์เมื่อไรมี
ทูลพลางยกมือลูบลงที่ตัวนางอนงค์ทั้งสี่
เห็นเย็นไปทั่วทั้งอินทรีย์ตกใจพ้นที่จะคณนา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรยักษา
แสนเทวษแสนโศกโศกาเร่าร้อนวิญญาณดั่งเพลิงกัลป์
จึ่งตรัสสั่งนักเทศขันทีให้อุ้มนางทั้งสี่สาวสรรค์
พระองค์อุ้มพระธิดาลาวัณย์จรจรัลไปปราสาทอลงการ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งวางพระบุตรีศรีสวาทเหนือแท่นทิพมาศมุกดาหาร
ขันทีวางสี่นงคราญไว้ใกล้สถานพระธิดา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พญามารจึ่งตรัสสั่งไปแก่อนงค์นางในซ้ายขวา
จงเอาเครื่องต้นสุคนธามาชโลมกายาลงบัดนี้

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนวลนางกำนัลสาวศรี
รับสั่งแล้วถวายอัญชุลีก็รีบไปตามมีพระโองการ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ปรุงปนสุคนธวารีอันมีรสกลิ่นหอมหวาน
เสร็จแล้วหมู่นางพนักงานก็กลับมายังสถานทันที

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ชโลมลงทั่วองค์วรนาฏกับพี่เลี้ยงเยาวราชทั้งสี่
บ้างนวดฟั้นโบกปัดพัดวีก็ได้สมประดีคืนมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมยงองค์นางอุษา
ครั้นฟื้นลืมเนตรเห็นบิดากัลยาตระหนกตกใจ
กราบลงกับเบื้องบทเรศชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
สะอื้นโศกาอาลัยอรไทวอนว่าพาที

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๏ พระผู้ทรงฤทธิอำนาจจงโปรดเกล้าข้าบาทบทศรี
ซึ่งลูกผิดพลั้งในครั้งนี้ให้ขายธุลีพระบาทา
เป็นความชั่วช้าสาหสฟุ้งไปทั่วทศทิศา
โทษนั้นใหญ่หลวงมหิมาถึงที่ชีวาวายปราณ
แต่ลูกมิได้คำนึงนึกตรึกด้วยอำนาจอาจหาญ
ทำโดยกำลังลำพังพาลล่วงเกินบทมาลย์ให้เคืองกาย
ทั้งนี้เป็นต้นเพราะเทเวศพาองค์ภูวเรศโฉมฉาย
มาสถิตยังแท่นสุพรรณพรายให้ภิรมย์สมสายสวาทกัน
ลูกเห็นสมศรีสมชาติสมราชโภไคยไอศวรรย์
จึงได้ประดิพัทธ์ผูกพันด้วยใจโมหันพาลา
ซึ่งทำทุจริตให้ผิดเพศทรงเดชจงโปรดเกศา
ลูกรักขอประทานชีวาพระอุณรุทยอดฟ้ายาใจ
พระก็เป็นสุริย์วงศ์จักรกฤษณ์เรืองฤทธิ์เลิศลบสบสมัย
ผ่านกรุงณรงการาชัยเลี้ยงไว้จะไม่ขายบทมาลย์

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรใจหาญ
ฟังพระธิดายุพาพาลขุนมารยิ่งกริ้วโกรธา
กระทืบบาทตวาดสุรเสียงสำเนียงกึกก้องดังฟ้าผ่า
เหวยเหวยอีเจ้ามารยามึงช่างด้านว่าไม่อายใจ
กับพี่เลี้ยงร่วมจิตคิดกันลงเอาเทวัญก็เป็นได้
ใครจักเชื่อลิ้นอีจัญไรแต่จะว่าสิ่งใดไม่สู้แค้น
ซึ่งยกข้อยอวงศ์จักรกฤษณ์คำนี้เจ็บจิตเหลือแสน
ถึงสวรรค์ชั้นฟ้าเมืองแมนจะดูแคลนกูได้ก็ไม่มี
ถ้าเป็นจักรพรรดิกษัตราก็จะมีทูตาถือสารศรี
มาว่าขานโดยการประเวณีเห็นดีก็จะหย่อนผ่อนตาม
นี่ทำข่มเหงไม่เกรงพักตร์ศักดาเป็นกระไรจึ่งหยาบหยาม
ตัวกูผู้เลื่องลือนามสามโลกย่อมเกรงเดชา
มึงอย่าพักขอกูไม่ให้จะผลาญชีวาลัยเสียดีกว่า
ตัวมึงหากคิดว่าเลี้ยงมาหาไม่จะฆ่าเสียด้วยกัน

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางอุษาสาวสวรรค์
ได้ฟังบิตุเรศรำพันกัลยาทูลวอนไปทันที
ลูกรักขอโทษพระเยาวราชไม่โปรดข้าบาทบทศรี
แม้นว่าพระม้วยชีวีอันตัวลูกนี้จะตายตาม
เป็นวิบากกรรมได้ทำชั่วก็รู้ทั่วหล้าโลกทั้งสาม
จะครองชีวิตไว้ก็ไม่งามจะมีแต่ความนินทา
ได้ถึงร่วมรมย์สนมสนิทพระทรงฤทธิ์จงโปรดเกศา
ฆ่าเสียก็ม้วยชีวาใช่ว่าจะพ้นราคี
อันหญิงเกิดมาเป็นม่ายอายมนุษย์เทวาในราศี
พระองค์ผู้ทรงธรณีภูมีจงได้เมตตา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรยักษา
ได้ฟังพระราชธิดายิ่งกริ้วโกรธาตรัสไป
เหม่เหม่ดูดู๋อีทรลักษณ์ยังฝืนพักตร์อ้อนวอนฉะนี้ได้
ทำงามอยู่แล้วฤๅว่าไรให้กูได้อายแก่เทวัญ
ทั้งมนุษย์ครุฑาวิชาธรจะขจรทั่วภพจบสวรรค์
น่าที่จะประชุมชวนกันเย้ยหยันดูหมิ่นนินทา
มึงยังนับถือกันว่าดีอีลูกอัปรีย์ขายหน้า
เสียทีตั้งใจเลี้ยงมาหวังว่าจะให้งามในแดนไตร
มิรู้กลับเป็นทรยศสุดที่จะอดกลั้นได้
อี่ลูกทรลักษณ์จงเร่งไปช้าอยู่กูไม่ไว้ชีวัน
ว่าแล้วผุดลุกขึ้นจากอาสน์กระทืบบาทสะเทือนเลื่อนลั่น
พระบุตรีวอนว่ารำพันก็ผินผันพักตร์เสียไม่เจรจา[๑]

ฯ ๑๒ คำ ฯ

โอ้

๏ เมื่อนั้นพระยอดเยาวอนงค์เสน่หา
เห็นองค์สมเด็จพระบิดากริ้วโกรธานักดั่งอัคคี
กอดบาทเข้าร่ำพิไรวอนภูธรจงโปรดเกศี
ถึงชั่วช้าก็ได้เป็นสามีลูกขอชีวีพระองค์ไว้
พอเป็นเกือกทองทิพมาศรองบาทบิตุรงค์เห็นคงได้
แม้นไม่เมตตาอาลัยที่ไหนลูกจะมีชีวา
แต่เฝ้าอ้อนวอนเป็นหลายครั้งพระผินหลังไม่แลดูหน้า
จนใจแล้วถวายบังคมลากลับมากับสี่นงคราญ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงห้องแก้วอลงกตนางแสนกำสรดสงสาร
โหยหวนครวญไห้อาลัยลานเยาวมาลย์ร่ำรักพระภูมี
โอ้พระทูลกระหม่อมของน้องเอ๋ยใครเลยจะช่วยพระโฉมศรี
น่าที่จะม้วยชีวีด้วยฤทธิ์นาคีเกรียงไกร
น้องรักร่ำวอนขอโทษพระบิตุเรศจะโปรดก็หาไม่
แม้นมาตรพระม้วยชีวาลัยเมียจะตายตามไปยังเมืองฟ้า
มิขออยู่เป็นคนให้ทนโศกด้วยวิโยคพระยอดเสน่หา
ร่ำพลางนางทรงโศกาดั่งว่าจะสิ้นชนมาน

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เหลือบเห็นพระขรรค์อันเรืองฤทธิ์ก็นึกได้ซึ่งจิตอธิษฐาน
ดีร้ายพระองค์ไม่วายปราณบุญจึ่งบันดาลกำบังไว้
เมื่อบิตุเรศเสด็จมานี้พร้อมหมู่เสนีน้อยใหญ่
ผู้ใดไม่เห็นพระขรรค์ชัยก็ประจักษ์แก่ใจในสัจจา
นางยกพระแสงขึ้นทูนเกศเยาวเรศซํ้าเสี่ยงวาสนา
เดชะกุศลเราสองราแม้นว่าคู่ควรครองกัน
ขอจงให้มีผู้ช่วยอย่าม้วยชีวาอาสัญ
ปลดปลอดรอดราชไภยันต์นางร่ำรำพันแล้วโศกี

ฯ ๘ คำ ฯ โอด


[๑] จบต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เลขที่ ๕๖๑ และ ๕๖๓ เริ่มต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เลขที่ ๕๖๔, ๕๖๕

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ