ตอนที่ ๒๑ ท้าวไกรสุทประหารพระเพียรพิชัย

๏ เมื่อนั้นฝ่ายนางสุดาโฉมสวรรค์
กับฝูงสาวสนมกำนัลโศกศัลย์เร่าร้อนอาวรณ์ใจ
ด้วยองค์สมเด็จพระลูกเจ้ามิให้เข้าไปรอพักตร์ได้
พระกรนั้นกุมพระขรรค์ชัยองค์เดียวอยู่ในที่ไสยา
ไม่สรงเสวยพระอาหารทรมานโศกโทมนัสสา
ผู้ใดใกล้ในเบื้องบาทาก็กริ้วโกรธไล่ฆ่าราตี
ครามรักความกลัวเป็นสุดคิดร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงจี้
ฝูงอนงค์องค์อัครเทวีมิรู้ที่จะทำประการใด

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ นั่งปรับทุกข์กันเป็นเหล่าเหล่าสร้อยเศร้าทุกข์ทนหม่นไหม้
แลลอดสอดดูอยู่แต่ไกลเห็นมืดไปทั้งที่ไสยา
ประทีปอัจกลับก็ดับสิ้นคิดถวิลพระทัยกังขา
จึ่งชวนนางกำนัลบริจาลีลาเข้าไปทันที

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ มิได้เห็นองค์พระเยาวราชในแท่นทิพมาศมณีศรี
ยิ่งพะวงสงสัยพันทวีก็แยกไปทั่วที่ตำหนักจันทน์

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ต่างคนต่างคว้าหาจบไม่พบพระยอดฟ้านราสรรค์
ต่างร่ำโศกาจาบัลย์พ่างเพียงชีวันจะมรณา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ อันองค์อัคเรศเทวีมเหสีผู้ยอดเสน่หา
ข้อนทรวงเข้าทรงโศกาพรรณนาครวญคร่ำร่ำไร

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้ว่าพระมิ่งมงกุฎเกศทรงเดชฟากฟ้าดินไหว
พระเสด็จหนีน้องไปแห่งใดอนาถใจเป็นพ้นพันทวี
ทำไฉนจะแจ้งกิจจาน้องได้ติดตามหาบทศรี
มาทิ้งข้าบาทไว้ไม่ปรานีให้โศกีทนทุกข์อยู่ทุกวัน
เป็นเหตุทั้งนี้ก็เพราะน้องเห็นกวางทองที่ในไพรสัณฑ์
รักใคร่ไหว้วอนพระทรงธรรม์ให้จับกวางสุวรรณอำไพ
พระองค์ก็ตรัสทัดทานจะฟังพระบรรหารก็หาไม่
รำพันกันแสงร่ำไรความอาลัยน้องพันทวี
เสด็จไปไล่ตามมฤคาบุกชัฏลัดป่าพนาศรี
พลัดพวกพหลโยธีภูมีได้ยากลำบากองค์
เพราะอาลัยนักรักเมียจึ่งเสียกายคลั่งไคล้ใหลหลง
วันพรากพระประยูรสุริย์วงศ์สงสารพระองค์เป็นพ้นนัก
รํ่าพลางสะท้อนถอนจิตดั่งศรพิษปักอกเพียงอกหัก
กลิ้งเกลือกเสือกลงด้วยความรักนงลักษณ์สลบนิ่งไป

ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้นนวลนางกำนัลน้อยใหญ่
ทั้งพระพี่เลี้ยงผู้ร่วมใจเห็นทรามวัยแน่นิ่งไม่ติงกาย
คิดว่าสุดสิ้นชีวันต่างตระหนกอกสั่นขวัญหาย
บ้างวิ่งเข้ามาวุ่นวายพยุงองค์โฉมฉายแล้วโศกา
โอ้อนิจจาพระแม่เจ้าพระคุณเคยปกเกล้าเกศา
จะมาดับสูญสิ้นชีวาทิ้งข้านี้ไว้ไม่ปรานี
จงผินพักตร์มาตรัสประภาษก่อนบังอรแม่ผู้เฉลิมศรี
ร่ำพลางข้อนทรวงเข้าโศกีเสียงมี่อื้ออึงคะนึงไป

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ บ้างเอาเครื่องต้นสุคนธ์ธารอันมีกลิ่นหอมหวานเย็นใส
โสรจสรงองค์อรไทก็ได้สมประดีคืนมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งปลอบด้วยคำอันสุนทรดวงสมรเยาวยอดเสน่หา
แม่อย่ากันแสงโศกาฟังคำพี่ว่านะนงลักษณ์
อันจะนิ่งโศกศัลย์อยู่ฉันนี้ใช่ที่จะพบพระทรงจักร
จำจะทูลพระพงศ์หริรักษ์ให้แจ้งตระหนักเหตุการณ์

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนางสุดาเยาวยอดสงสาร
ฟังพี่เลี้ยงกล่าวพจมานนงคราญสอดคล้องต้องใจ
จึ่งระงับดับความโศกศัลย์พาฝูงกำนัลน้อยใหญ่
เสด็จลีลาคลาไคลไปเฝ้าพระชนกชนนี

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งกอดเบื้องบาทสองกษัตริย์ธิราชเรืองศรี
สะอื้นพลางพลางทูลทันทีโดยมีเหตุผลแต่ต้นมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนี้สมเด็จพระลูกเจ้าผู้เป็นปิ่นเกล้าเกศา
เสด็จอยู่ยังที่ไสยาเมื่อเวลาประถมราตรี
ข้าบาทเห็นเงียบสงัดอยู่พากันกับหมู่สาวศรี
เข้าไปไม่เห็นภูมีก็เที่ยวค้นทั่วที่ตำหนักจันทน์
มิได้พบพานบาทบงสุ์องค์พระยอดฟ้านราสรรค์
เห็นแต่ใบบานบัญชรนั้นเปิดอยู่เป็นอัศจรรย์ใจ
สุดคิดที่จะติดตามหาสุดปัญญาไม่รู้ว่าไปไหน
ทูลพลางนางโศกาลัยอรไทเพียงสิ้นสมประดี

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้นสองกษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ฟังพระสุณิสาพาทีดั่งสุนีบาตมาฟาดกาย
ซ่านซาบอาบไปด้วยพิษร้อนอาวรณ์หวาดใจใจหาย
ไม่อาจจำถ้อยคำบรรยายซึ่งโฉมฉายทูลแจ้งกิจจา
ศรโศกเสียบทรวงดวงจิตเพียงสิ้นชีวิตสังขาร์
ลืมเนตรขึ้นถามกัลยาเมื่อกี้เจ้าว่าประการใด

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนางสุดาเยาวยอดพิสมัย
กันแสงพลางทูลสนองไปโดยในเหตุผลทุกประการ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้ร่าย

๏ เมื่อนั้นสองกษัตริย์สุริย์วงศ์มหาศาล
ได้ฟังยิ่งแสนอาลัยลานปิ้มปานจะเสียสมประดี
ให้อัดอั้นตันทรวงแสนโศกด้วยวิโยคพระยอดเฉลิมศรี
ชลนัยน์ไหลหลั่งลงทันทีทวีทุกข์สุดทุกข์ระทมใจ
ผุดลุกจากแท่นทั้งสององค์ปิ้มจะทรงพระกายมิใคร่ได้
ขืนจิตดำรงหฤทัยรีบไปปราสาทพระลูกยา

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

เพลงเร็ว

๏ ครั้นถึงห้องแก้วอลงกตพระทรงยศผันแปรแลหา
เห็นแท่นเปล่าเปล่าจิตอาทวาไม่เห็นโอรสาวิลาวัณย์
สองพระองค์ทรงโศกแสนเทวษชลเนตรนองเนตรกันแสงศัลย์
เร่าร้อนอุราจาบัลย์รำพันร่ำรักพระลูกชาย

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๏ พระบิดาว่าโอ้เจ้าดวงจิต[๑]ยิ่งยอดชีวิตสืบสาย
ไฉนมานิราศคลาดคลายสูญหายจากพ่อไปทั้งเป็น
พระชนนีว่าเพียงเจ้าเกิดมาไพร่ฟ้าธานีไม่มีเข็ญ
เจ้าดวงเนตรบิตุเรศได้อยู่เย็นเห็นไข้พ่อไข้ใจตาม
เจ้าดวงหฤทัยของมารดาจะปรารถนาสิ่งใดแม่ไม่ห้าม
พ่อร่วมจิตบิดาพยายามตามใจไม่ระคายเท่าใยยอง
แม่เห็นถูกแดดก็กลัวช้ำพานลมต้องน้ำก็กลัวหมอง
พ่อเลี้ยงไว้หวังได้ครอบครองปกป้องโลกาธาตรี
เจ้าแม่เอ๋ยเจ้าดวงประทีปแก้วมาสูญแล้วล่วงลับอับศรี
เจ้าพ่อเอ๋ยจะมัวทั่วบุรีจะมีแต่ร่ำไรด้วยความรัก
โอ้เจ้ามาจากแม่จริงจริงพ่อยอดมิ่งมงกุฎอาณาจักร
รํ่าพลางข้อนทรวงเขาฮักฮักซบพักตร์เกลือกกลิ้งไม่สมประดี

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้นนวลนางกำนัลสาวศรี
เห็นสองพระองค์ทรงธรณีแสนโศกโศกีสลบไป
ต่างคนอาดูรพูนเทวษชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
ทอดองค์กลิ้งเกลือกเสือกไปโหยไห้อื้ออึงขึ้นพร้อมกัน
แซ่เสียงโศกาพิศวาสนิฤๅนาทด้วยกันแสงศัลย์
อุปมาดั่งป่าสาลวันต้องยุคันธวาตพัดพาน
ต่างสลบล้มพาดดาษดาทั้งมหานิวาสราชฐาน
ผู้ใดไม่อาจทนทานเพียงทำลายลาญชีวาลัย
สงัดเงียบเซียบเสียงโศกีไม่มีใครที่จะแก้ไข
เป็นมหาวินาศอนาถใจสิ้นสมประดีไปทั้งนั้น

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้นขันทีจ่าโขลนคนขยัน
นั่งอยู่ที่เชิงอัฒจันทร์ได้ยินกันแสงโศกา
ฟังดูรู้ว่าสองกษัตริย์โทมนัสร่ำรักโอรสา
บัดเดี๋ยวแซ่เสียงกัลยาโศกามี่อึงคะนึงไป
ครู่หนึ่งก็สงบสงัดเงียบเซียบเสียงสำเนียงโหยไห้
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจเป็นไฉนฉะนี้ประหลาดนัก
ครั้นจะเข้าไปดูให้รู้เหตุก็เกรงเดชพระองค์ทรงจักร
อกสั่นหวั่นไหวอยู่ทึกทักวิ่งละล้าละลักวุ่นไป

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เรียกหาเจ้าจอมเถ้าแก่จะพบแต่สักคนก็หาไม่
กลับมาอัฒจันทร์ทันใดเรียกซ้ำเข้าไปหลายครา
ไม่มีผู้ใดใครขานยิ่งรังเกียจการกังขาร์
แข็งใจพากันไคลคลาเข้าในทวาราอันเพริศพราย
เห็นฝูงนางล้มกลาดดาษอยู่พินิจพิศดูก็ใจหาย
ลูบลงที่ตัวเจ้าขรัวนายกายนั้นยังอุ่นไม่วายปราณ
จึ่งเอาวารีมาประพรมยานัตถุ์ยาดมอลหม่าน
แก้ไขไปทุกนงคราญก็บันดาลได้สมประดีมา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นท้าวนางผู้มียศถา
กับฝูงกำนัลกัลยาค่อยสร่างโศกาทุกนารี
แต่สองกษัตริย์สุริย์วงศ์กับองค์สุณิสาโฉมศรี
ยังแน่นิ่งไม่ติงอินทรีย์ฝูงอนงค์นารีก็ตกใจ
จึ่งเอาพระสุคันธ์อันรื่นรสประสมกับโอสถเย็นใส
ชโลมสามกษัตริย์ลงทันใดก็ได้สมประดีคืนมา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นพระพี่เลี้ยงทั้งสี่ข้างหน้า
พร้อมกันอยู่นอกชาลาได้ยินเสียงโศกาวุ่นวาย
แจ้งว่าสมเด็จพระลูกเจ้าผู้เป็นปิ่นเกล้าสูญหาย
ตกใจตะลึงไปทั้งกายพ่างเพียงจะวายชีวาลัย
สิ้นทั้งมหาดเล็กเด็กชาเสนาบดีน้อยใหญ่
ชาววังชาวที่ตำรวจในก็ร้องไห้เที่ยวหาเป็นโกลี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นองค์ท้าวไกรสุทเรืองศรี
แสนวิโยคโศกศัลย์โศกีทวีทุกข์ทุกข์ถึงพระลูกยา
ให้ร้อนรุ่มสุมทรวงดวงจิตเพียงสิ้นชีวิตสังขาร์
จึ่งเสด็จลีลาศยาตราออกมายังท้องพระโรงคัล

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เห็นเสนานั่งเป็นเหล่าเหล่ากับพี่เลี้ยงโศกเศร้ากันแสงศัลย์
พระพิโรธโกรธกริ้วดั่งเพลิงกัลป์จึ่งมีบรรหารไปทันใด
ดูก่อนพี่เลี้ยงทั้งสี่ตัวท่านผู้มีอัชฌาสัย
กูสิไว้เนื้อเชื่อใจดังดวงฤทัยนัยนา
ลูกเราไปประพาสพนาสันฑ์พบกวางสุวรรณที่กลางป่า
ก็รู้ว่าเป็นกลมารยาไม่ห้ามอนุชาของตน
ให้ติดตามข้ามดงพงชัฏจนวิบัติอาเพศเหตุผล
ครั้นกลับเข้ามาแต่อารญก็พิกลโศกาจาบัลย์
ตัวท่านทั้งสี่ก็แจ้งอยู่กูได้กำชับกวดขัน
ให้พิทักษ์รักษาระวังกันอย่าให้อันตรายสิ่งไร
ทั้งสี่ละเมิดไม่นำพาจนลูกยาเราหายไปได้
ตัวจะคิดอ่านประการใดจงเร่งว่าไปบัดนี้

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝ่ายพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
ได้ฟังสิงหนาทวาทีเพียงสิ้นสมประดีลงพร้อมกัน
ดำรงจิตกราบก้มบังคมทูลนเรนทร์สูรธิราชรังสรรค์
ซึ่งลูกเจ้าไปเล่นอารัญพานพบสุวรรณมฤคา
เห็นประหลาดไม่ห้ามนั้นโทษผิดพระทรงฤทธิ์จงโปรดเกศา
พอเสด็จมาถึงพาราโศกาคลั่งคลุ้มสติไป
ได้ตรวจตรากำชับกวดขันผู้คนทั้งนั้นไม่หลับใหล
ล้อมวังนั่งยามตามไฟใครจะเข้ามาได้ก็ไม่มี
ซึ่งพระองค์หายไปนี้ประหลาดเห็นไม่เดินโดยราชวิถี
ดีร้ายเหาะไปด้วยฤทธีภูมีจงทรงพระเมตตา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นองค์ท้าวไกรสุทนาถา
ได้ฟังพี่เลี้ยงทูลมายิ่งโกรธาเสียวซ่านสารพางค์
ดังพญานาคราชชาติพาลมีผู้ประหารขนดหาง
ให้มืดมิดดั่งชีวิตจะวายวางยิ่งพิโรธพ่างเพียงอัคคี
จึ่งมีสิงหนาทผาดเสียงเหม่อ้ายพี่เลี้ยงทั้งสี่
ยักย้ายถ่ายว่าเอาแต่ดีกูจะผลาญชีวีให้บรรลัย

ฯ ๖ คำ ฯ

ศัพท์ไท

๏ ว่าเอยว่าแล้วชักพระขรรค์แก้วลุกไล่
กริ้วโกรธคือไฟบรรลัยกัปกัลป์

ฯ ๒ คำ ฯ

รื้อ

๏ ทั้งเอยทั้งสี่ครั้งนี้มึงจะม้วยอาสัญ
จักได้เห็นกันแต่ในวันนี้
พวกอ้ายอาสัตย์กูจะตัดเกศี
สำนวนมึงดีวิ่งหนีไปไย

ฯ ๔ คำ ฯ

รื้อ

๏ ทรงเอยทรงฤทธิ์โทษข้านี้ผิดเป็นข้อใหญ่
ขอชีวิตไว้อย่าให้จำตาย
พี่เลี้ยงทั้งสี่เสนีใจหาย
วิ่งล้มวุ่นวายมือฟายน้ำตา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

รื้อ

๏ ได้เอยได้ฟังคลุ้มคลั่งพระทัยหนักหนา
ไม่ให้ชีวามึงอย่าวิ่งไป
เงื้อพระธำมรงค์ทรงขว้างทันใด
ถูกเพียรพิชัยขาดใจมรณา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด โอด

ร่าย

๏ แล้วจึ่งหยิบพระธำมรงค์ทรงนิ้วพระหัตถ์เบื้องขวา
ก็เสด็จลีลาศยาตราเข้ามหาปราสาทรูจี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้นพระไตรดาวงศ์เรืองศรี
พระบรมธรรม์ผู้ภักดีพระพิจิตรผู้ปรีชาชาญ
ครั้นเห็นพระเพียรพิชัยบรรลัยสุดสิ้นสังขาร
เข้ากอดศพโหยไห้อาลัยลานประหารอกโศการักกัน

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้พระพิชัยของน้องเอ๋ยไม่ควรเลยจะม้วยอาสัญ
เจ้าหายยังไม่วายจาบัลย์ฤๅมาสิ้นชีวันเวทนา
เสียแรงเราภักดีถึงชีวาตม์ต่อเบื้องบาทบรมนาถา
ถนอมเลี้ยงลูกเจ้าแต่เยาว์มาลำบากกายวิญญาณ์ก็ไม่คิด
หวังเป็นความชอบประกอบยศฤๅมาแสนสาหสได้ความผิด
จนถึงสูญสิ้นชีวิตคิดคิดแล้วสุดสังเวชใจ
นิจจาเอ๋ยเราเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมสนิทพิสมัย
เคยมีที่ประพาสแห่งใดก็ติดตามกันไปไม่คลาดคลา
ปางเสด็จโพนไพรพฤกษาสาณฑ์เคยสำราญแรมร้อนนอนป่า
เป็นเพื่อนยากเพื่อนไร้แต่ไรมาเช้าเย็นเห็นหน้ากันทุกวัน
ตั้งแต่นี้ไปจะหายพักตร์ร้างรักเสื่อมสุขเกษมสันต์[๒]
จะแสนทุกข์แสนคะนึงถึงกันโศกาจาบัลย์ไม่เว้นวาย
โอ้กรรมเอ๋ยกรรมมานำพรากให้ตายจากกันได้น่าใจหาย
ร่ำพลางกลิ้งเกลือกเสือกกายสามองค์เพียงวายชีวี

ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด



[๑] ต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เลขที่ ๕๖๐ ใช้เพลงโอ้ปี่

[๒] บทนี้ในต้นฉบับหนังสือสมุดไทยมีการปรับสำนวนด้วยดินสอขาวให้ลีลากลอนกระชับขึ้น เข้าใจว่าเพื่อใช้ในการแสดง เป็น

“ตั้งแต่นี้ไปจะหายพักตร์รังรักเสื่อมสุขเกษมสันต์
ร่ำพลางโศกาจาบัลย์สามองค์เพียงวายชีวี”

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ