ตอนที่ ๑ ท้าวกรุงพาณไปเล่นสระอโนดาต

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงท้าวกรุงพาณยักษา[๑]
เป็นหน่อสุริย์วงศ์พรหมาสิบเศียรสิบหน้ายี่สิบกร
รู้ศิลป์ศาสตรามหาเวททรงเดชท้าวหาญชาญสมร
เป็นจอมจรรโลงสถาวรในนครรัตนากรุงไกร
ประกอบด้วยไอศูรย์สมบัติแก้วเก้าเนาวรัตน์ไม่นับได้
ทวยหาญล้วนหาญชาญชัยหัยรถคชาอเนกนันต์
อสุราไพร่ฟ้าประชากรคับคั่งพระนครเขตขัณฑ์
แสนสนุกดั่งเมืองเวสสุวัณอันชื่ออากลกมนทา[๒]

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ อันปราการประกอบรอบเรืองบริมณฑลเมืองยักษา
กว้างยาวร้อยโยชน์คณนาดั่งภูผาสัตภัณฑ์บรรพต
สูงสมงามทรงทั้งสามชั้นประกอบกั้นล้วนแก้วประดับหมด
เชิงเทินไพรทีพีลดอลงกตด้วยเงินเงางาม
ป้อมต้ายรายดวงมุกดาดาษ[๓]เสมาหุ้มมาศเรืองอร่าม
ซุ้มทวารบานแววแก้ววามธงทองปักตามนางเรียงราย
มีคูเขื่อนคั่นเป็นคันขอบสามรอบลึกสุดกระแสสาย
ท้องสนามปราบโปรยโรยทรายสำหรับพลนิกายประลองยุทธ์
ลองช้างม้ามิ่งมโนมัยลองเวทวุฒิไกรอึงอุตม์
ลองศิลป์ลองสาตราวุธชำนาญการยุทธ์ทุกโยธา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ยานี

๏ อันมหาปราสาททั้งสามทองแววแก้ววามเวหา
พันยอดสูงเยี่ยมเมฆาพักตราพรหมพริ้มยิ้มพราย
ช่อฟ้าใบระกาแก้วช่วงมุขเด็จรายดวงวิเชียรฉาย
บันกระหนกเครือกินนรกรายจัตุรมุขสุกพรายทั้งสี่ทิศ
ลับแลแกลมาศทวารารจนาด้วยมณีโรหิต
ห้องสนมกรมกำนัลเป็นชั้นชิดแท่นทองที่สถิตสถาวร
โรงแสงโรงเครื่องสำหรับยุทธ์โรงอัษฎาวุธธนูศร
โรงรถโรงราชกุญชรทั้งโรงอัสดรอันดับมา
ท้าวทรงศักดาอานุภาพปราบได้ทั่วทศทิศา
เทเวศนักสิทธ์วิทยากลัวเกรงฤทธากุมภัณฑ์

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ มีพระมเหสีนงลักษณ์ผ่องพักตร์เพียงอัปสรสวรรค์
อรชรอ้อนแอ้นวิไลวรรณนามนั้นไวยกาเทวี
ประดับด้วยแสนสาวสุรางค์หมื่นหกพันนางเฉลิมศรี
บำเรอขับกล่อมทุกนาทีอสุรีเป็นสุขสำราญ
ไม่อยู่ในธรรมทศมิตรกำเริบฤทธิ์อาจองทะนงหาญ
ทำตามโอหังลำพังพาลประพฤติการหยาบช้าอาธรรม์
ถึงปีเคยไปเที่ยวประพาสอโนดาตสระใหญ่ไพรสัณฑ์
ชมกินนรนางเทพเทวัญอันมาโสรจสรงสาคร
จับทั้งโคกระทิงมหิงสากิเลนลามฤคราชไกรสร
กินเล่นเป็นสุขสถาวรกับหมู่นิกรโยธี
จึ่งเสด็จย่างเยื้องยุรยาตรจากห้องปราสาทมณีศรี
ออกหมู่พหลมนตรียังที่ท้องพระโรงอำไพ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เสด็จเหนือบัลลังก์อลังการพร้อมเสนามารน้อยใหญ่
ดั่งท้าวไพจิตรฤทธิไกรอยู่ในท่ามกลางอสุรา
จึ่งมีบรรหารสีหนาทสั่งมหาอำมาตย์ยักษา
จงเตรียมพหลโยธากูจะไปเที่ยวป่าหิมพานต์

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการคลานออกมาจากพระโรงคัล

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดเป็นจัตุรงค์พยุหบาตรโดยกระบวนประพาสพนาสัณฑ์
พลช้างล้วนช้างซับมันดั้งกันค่ายค้ำพังคา
ควาญหมอกุมขอกวัดแกว่งเสื้อแดงหมวกแดงงามสง่า
หมู่ม้าล้วนชาติอาชาเริงร่าเร็วเพียงลมพัด
มารขี่เสื้อหมวกโหมดทองถือทวนลำพองเผ่นผัด
หมู่รถล้วนกงเหล็กรัดธงชัยปลายสะบัดเฉลิมงอน
สารถีขี่ขับพาชีชาติเผ่นโผนโจนผาดเพียงไกรสร
กรกุมแส้มาศโตมรเสื้อหมวกม่วงอ่อนลายสุวรรณ
พลเท้าห้าวฮึกศึกแสยงแต่ละตนเรี่ยวแรงแข็งขัน
สอดใส่เสื้อหมวกสีจันทน์ถือเสน่าเกาทัณฑ์คทาวุธ
ตั้งกองตามท้องสนามชัยเต็มติดกันไปไม่สิ้นสุด
เอิกเกริกเริงร่านในการยุทธ์อุตลุดเพียบพื้นปถพี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธีเสด็จไปเข้าที่สนานองค์

ฯ ๒ คำ ฯ โทน

๏ ปทุมแก้วโปรยปรายสายสินธุ์ชำระกายมลทินธุลีผง
ลูบไล้เครื่องต้นสุคนธ์ทรงสนับเพลาเครือหงส์อลงกรณ์
ภูษาพื้นตองทองพรายฉลุลายรูปราชไกรสร
ชายแครงชายไหวกระหนกงอนฉลององค์เครือซ้อนพื้นสุวรรณ
ตาบทิศทับทรวงดวงประพาฬสังวาลมรกตทับทิมคั่น
รัดอกแก้วกาญจน์ประกอบกันทองกรกุดั่นพาหุรัด
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรเหลืองอร่ามเรืองทั้งสิบนิ้วพระหัตถ์
ทรงมงกุฎแก้วดอกไม้ทัดกรรเจียกจอนเนาวรัตน์กุณฑลธาร
ยี่สิบกรกุมสรรพอาวุธสำแดงฤทธิรุทรกำลังหาญ
เสด็จจากแท่นแก้วอลงการพญามารไปขึ้นพิชัยรถ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราวนอก เชิด

๏ รถเอยราชรถแก้วดุมกงล้วนแล้วด้วยมรกต
เรือนแปรกแอกงอนอ่อนชดชั้นลดช่องตั้งบัลลังก์ทอง
ชั้นหนึ่งครุฑจับนาคหิ้วเทพนมประนมนิ้วอยู่ชั้นสอง
ชั้นสามหงส์คาบพู่แก้วกรองหว่างช่องกระจกกระหนกกลาย
บุษบกเรือนเก็จเพชรประดับเสากาบประกับมณีฉาย
ห้ายอดสุกย้อยพลอยพรายสี่มุขงามคล้ายพิมานฟ้า
เทียมด้วยราชสีห์สี่พันโลทันกุมหอกเงื้อง่า
เครื่องสูงบังแสงพระสุริยาปี่ชวาฆ้องกลองประโคมครึก
อุษาโยคให้โบกธงชัยพลไกรโห่ร้องก้องกึก
เสียงกงรถลั่นพันลึกคึกคึกตามทางพนาดร

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ชมดง

๏ เดินทางหว่างเขาลำเนาธารล่วงเข้าหิมพานต์สิงขร
ใกล้อโนดาตสระชโลทรรโหฐานร่มร้อนอโณทัย
พฤกษาขึ้นเคียงเรียงเรียบเป็นระเบียบริมรอบสระใหญ่
ต้นหว้าผลหวานตระการใจประยงค์ลำไยระย้ายาน
การเวกบินว่อนมากินหว้าหรรษาร้องเสียงสำเนียงหวาน
ชาตบุษย์แย้มบุษป์เบิกบานพิกุลกาญจน์ดวงแก้วผกากรอง
สาลิกาพากันมาจับแก้วเสียงแจ้วร่ายโจนโผนผยอง
น้อยหน่าอินทนิลกระถินทองพลับพลองหมู่พลองตะขบเคียง
นกกระทาบินถาจับกระถินไซ้เกสรกินแล้วส่งเสียง
สาวหยุดนางแย้มรังเรียงหันเหียงหาดแหนแน่นนันต์
ชมพลางเพลิดเพลินจำเริญเนตรดั่งสวนเทเวศในสวรรค์
ให้หยุดรถแก้วแพรวพรรณแทบเชิงหิมวันตคีรี

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ จึ่งเสด็จย่างเยื้องยุรยาตรลงจากรถมาศมณีศรี
พร้อมหมู่ทหารโยธีอสุรีลีลาศประพาสไป

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ ชมอโนดาตสระไพศาลชลธารลึกซึ้งเย็นใส
ดั่งสีแก้วผลึกอำไพกวัางใหญ่ห้าสิบโยชนา
น้ำเปี่ยมเหลี่ยมขอบสระศรีมีท่าทั้งสี่ทิศา
บันไดแก้วดาดสะอาดตาโอฬาร์ละอย่างต่างกัน
ท่าหนึ่งเป็นที่สระสรงนางเทพอนงค์สาวสวรรค์
ท่าหนึ่งสำหรับเทวัญท่าหนึ่งคนธรรพ์วิชาธร
ท่าหนึ่งสำหรับอสุรยักษ์มเหสักข์ลงสรงสโมสร
เป็นนิจทุกวันนิรันดรแสนสถาวรในวารี
มีช่องคลองชลสี่ด้านหนึ่งสัณฐานปากราชสีห์
หนึ่งนั้นเป็นปากกิริณีหนึ่งมีเป็นปากอาชา
แห่งหนึ่งเป็นปากอุสุภราชน้ำผาดไหลพ่านฉานฉ่า
แยกไปเป็นสี่คงคาในป่าหิมวันต์บรรพต
อันเขาทั้งห้าซึ่งล้อมนั้นล้วนสุวรรณเงินงามอลงกต
เชิงชิดติดพันเป็นหลั่นลดดั่งปากกาค้อมคดภายใน
แม้นพระสุริยาเดินตรงไม่ส่องแสงลงในสระได้
ต่อเดินโดยอุดรทักษิณไปจึ่งส่องต้องในสระนั้น
ถึงมาตรลมใหญ่จะชายพัดไม่กำจัดน้ำให้ไหวหวั่น
ด้วยเขาล้อมรอบเป็นขอบคันเนื่องกันจนยอดคีรี
อันจอกแหนเต่าปลามัจฉาชาติไม่มีในอโนดาตสระศรี
น้ำนั้นจึงใสสะอาดดีดั่งวารีในสีทันดร
ขุนมารลดเลี้ยวเที่ยวชมสำราญภิรมย์สโมสร
กับหมู่โยธาพลากรบทจรตามเชิงคีรีไป

ฯ ๒๒ คำ ฯ

สระบุหร่ง

๏ พิศเขารายขอบรอบนั้นล้วนมหันต์บรรพตสูงใหญ่
เนินสะอ้านสะอาดอำไพเป็นที่จำเริญใจนัยนา
เที่ยวชายร่ายชมคันธมาทน์ดูประหลาดงามลํ้าภูผา
พื้นไม้หอมอบตระหลบมาดั่งคนธาทิพรสขจายจร
เวียนไปไกรลาสขุนไศลล้วนเงินงามประไพประภัสสร
เป็นวุ้งเวิ้งเพิงผาสถาวรยอดชะง่อนเงื้อมตระหง่านประสานกัน
เพ่งพิศจิตรกูฏบรรพตอลงกตแก้วพรายฉายฉัน
มีเพดานรายดวงดาวสุวรรณข้างบนเป็นมุขบันระบายลาย
แลดูกาลกูฏศีขรินทร์ดำขลับสีนิลมณีฉาย
ชะโงกเงื้อมเลื่อมแพรวแก้วพรายแลโปร่งจนปลายเป็นปล่องงาม
พิศเพ่งเล็งชมเขาสุทัศน์แล้วด้วยเนาวรัตน์เรืองอร่าม
เป็นรุ้งร่วงพวงแก้วแวววามระย้าย้อยห้อยงามจำเริญตา
พิศพลางทางเที่ยวเลี้ยวลดตามเชิงบรรพตทั้งห้า
แสนสนุกเพลิดเพลินวิญญาณ์จนเวลาบ่ายแสงอโณทัย

ฯ ๑๔ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

ร่าย

๏ แล้วรื้อรำพึงคำนึงคิดด้วยจิตกำเริบหยาบใหญ่
จะใคร่ชมชั้นฟ้าสุราลัยพิภพหัสนัยน์ธิบดี
ตริแล้วขึ้นยังบัลลังก์รถให้เลิกทศโยธายักษี
เหาะทะยานผ่านขึ้นด้วยฤทธีไปที่เมรุมาศคีรินธร

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงชั้นดาวดึงสาเห็นฝูงกัลยาอัปสร
แต่ละองค์ทรงโฉมอรชรกับเทพนิกรเทวัญ
ลงเล่นเป็นสุขในสนามอสุรีมีความเกษมสันต์
เข้าไล่โรมรุกบุกบันกลางฝูงนางสวรรค์วุ่นไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นฝูงเทพเทวาน้อยใหญ่
กับหมู่นางฟ้าสุราลัยแลไปเห็นท้าวกรุงพาณ
ตระหนกตกใจไหวหวาดเคยกลัวอำนาจกำลังหาญ
มิได้รอพักตร์ขุนมารวิ่งหนีอลหม่านเป็นโกลา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรยักษา
ไล่กระชิดติดพันกระชั้นมาฉวยสไบไขว่คว้าพัลวัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นเทเวศกับหมู่สาวสวรรค์
ความกลัวอสุรกุมภัณฑ์ตัวสั่นเพียงสิ้นชีวี
นางสวรรค์นั้นร้องหวีดหวีดตรีดตรีดอื้ออึงคะนึงมี่
ล้มลุกคลุกคลานไม่สมประดีอุ้มจูงกันหนีอสุรา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรยักษา
ครั้นเห็นฝูงเทพเทวากลัวศักดาเดชหนีไป
ไล่สกัดฉวัดเฉวียนเวียนวงจะทันเทพอนงค์ก็หาไม่
บ้างเข้าวิมานอำไพบ้างไปขอบเขาจักรวาล
อสุรีมีความโสมนัสสำรวลตบหัตถ์ฉัดฉาน
ก็พาพวกพหลพลมารกลับมาราชฐานกุมภัณฑ์

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้นฝ่ายฝูงเทเวศนางสวรรค์
ครั้นเห็นอสุราอาธรรม์เลิกพวกพลขันธ์กลับไป
ความแค้นแสนสาหัสนักด้วยขุนยักษ์ทำการหยาบใหญ่
ก็ออกจากวิมานอำไพไปเฝ้าหัสนัยน์ธิบดี

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงประณตบทบาทองค์ท้าวเทวราชโกสีย์
ทูลว่าพาณาอสุรีบัดนี้องอาจอหังการ์
ยกพวกพหลพลมารมารุกรานถึงดาวดึงสา
ไล่หมู่ฝูงเทพเทวาฉวยฉุดนางฟ้าไม่เกรงใคร

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระจอมเมรุมาศเขาใหญ่
ได้ฟังเทวาสุราลัยเร่าร้อนฤทัยดั่งไฟกาล
นั่งนิ่งตะลึงรำพึงคิดแล้วประกาศิตบรรหาร
จำจะไปทูลองค์พระทรงญาณยังสถานไกรลาสคีรี
ตรัสพลางย่างเยื้องจรจรัลพาฝูงเทวัญอัปสรศรี
ออกจากวิมานรูจีไปยังที่เฝ้าเจ้าโลกา

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมพระอิศวรบรมนาถา
ทูลว่ากรุงพาณอสุรามันทำหยาบช้าเป็นพ้นนัก
ย่ำยีฝูงเทพเทวัญทั่วสวรรค์ชั้นฟ้าอาณาจักร
มักใหญ่ใฝ่สูงให้เกินพักตร์ฮึกฮักทำตามอำเภอใจ
บัดนี้ฝูงเทพนิกรเดือดร้อนหามีที่พึ่งไม่
ขอพระองค์ผู้ทรงภพไตรจงดับภัยโปรดเกล้าเมาลี

ฯ ๖ คำ ฯ



[๑] ตรวจสอบชำระกับต้นฉบับหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๕๔๘ และเลขที่ ๕๖๗

[๒] อากลกมนทา หมายถึง อาลกมนทาซึ่งเป็นเมืองหลวงของอุตตรกุรุทวีป อยู่ทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ มีท้าวกุเวรเป็นผู้ครอบครอง

[๓] ป้อมต้าย แก้ตามต้นฉบับหนังสือสมุดไทยซึ่งใช้ตรงกันทั้ง ๒ ฉบับ ต้าย หมายถึง เสาเขื่อน ฉบับพิมพ์ก่อนนี้ใช้ป้อมค่าย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ