ตอนที่ ๑๗ พระอุณรุทคลั่งไคล้ถึงนางอุษา

ลมพัดชายเขา

๏ เมื่อนั้น[๑]ฝ่ายพระไทรเทเวศเรืองศรี
เห็นล่วงปัจจุสมัยราตรีรวีวรจวนแจ้งรุโณไทย
ดาวเดือนเคลื่อนฟ้าดาดาษเลี้ยวลับเมรุมาศเหลี่ยมไศล
สะดุ้งจิตคิดเกรงจะมีภัยก็ออกจากพระไทรเหาะมา

ฯ ๔ คำ ฯ โคมเวียน

ร่าย

๏ ครั้นถึงรัตนานคเรศลงยังนิเวศนางอุษา
แล้วร่ายพระมนต์อันศักดาสะกดสองกษัตราด้วยฤทธี

ฯ ๒ คำ ฯ ชำนัน

ร่าย

๏ เมื่อนั้นสองราชสุริยวงศ์เรืองศรี
สู่สมชมรสฤๅดีในที่แท่นทิพอลงกรณ์
ครั้นต้องพระเวทวิทยาแห่งสุรารักษ์ฤทธิ์อดิศร
ก็คล้ายเคลิ้มนิ่งนิทร์สนิทนอนเหนือแท่นบรรจถรณ์อันโอฬาร

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้นเทวัญผู้ปรีชาหาญ
เห็นสองกษัตรายุพาพาลบันดาลหลับสนิทนิทรา
จึ่งลอดองค์ลงโดยพรหมพักตร์ด้วยฤทธิ์สิทธิศักดิ์แกล้วกล้า
ประเวศห้องทองทิพไสยาแห่งองค์วนิดาวิลาวัณย์

ฯ ๔ คำ ฯ รัว

เก็บหัวแหวน

๏ ยืนอยู่ดูสองสุริย์วงศ์เห็นแอบองค์เกลียวกรองประคองขวัญ
สองกายสองกรตระกองกันดังเครือวัลย์ทองทิพอรชร
เกี่ยวกระหวัดรัดรอบพฤกษาศรีอันทรงสร้อยมาลีเกสร
งามสมงามสองสถาวรงามนอนแนบสนิทชิดเชย
พิศพิศพลางสะท้อนถอนใจจะปลิดไปฉันใดนะอกเอ๋ย
เมื่อสองราชพึ่งร่วมภิรมย์เสบยไม่ควรเลยจะพรากไปจากกัน
เป็นน่าสงสารสองกษัตริย์จะวิบัติพลัดสุขเกษมสันต์
ละไว้ก็จะเกิดไภยันเหมือนกันกับกูไม่ปรานี
คิดแล้วเปลื้องกรพระสุริย์วงศ์จากองค์อุษามารศรี
โอบอุ้มเหาะมาด้วยฤทธียังที่สำนักนิโครธา

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งวางพระหน่อนาถบนบัลลังก์ราชรถา
แล้วคืนขึ้นวิมานอันโอฬาร์ยังพฤกษาพระไทรพรายพรรณ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้าปี่

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์รังสรรค์
ครั้นดาวเดือนเลื่อนลับสัตภัณฑ์แสงสุวรรณไขศรีพระสุริยง
ฝูงสกุณโกญจาโมราร้องเสนาะก้องเพรียกในไพรระหง
อรุณรุ่งเรื่อรางสว่างดงพระฟื้นองค์พลางพลิกพระกายมา
สำคัญว่ายังแนบอนงค์นอนพระกรกระหวัดคว้าหา
ปะเขนยข้างที่ไสยาผ่านฟ้าลืมเนตรขึ้นแลดู
ไม่เห็นยุพเรศโฉมยงครวญคิดพิศวงอยู่เป็นครู่
เอะไฉนฉะนี้นะอกกูนวลนางไปอยู่แห่งใด

ฯ ๘ คำ ฯ แมลงภู่ทอง

ร่าย

๏ พระผุดลุกแลหาปราสาทฝูงกำนัลนาฏน้อยใหญ่[๒]
ทั้งแท่นทิพมาศก็หายไปเห็นแต่พิชัยราชรถ
กับหมู่แสนยาพลากรยังนอนเดียรดาษหลับหมด
ก็แจ้งว่าเทวาวรายศพาไปสมรสฤๅดี
อนิจจามาปลิดให้แรมรักเหมือนผินพักตร์หักหายหน่ายหนี
พระวิโยคโศกศัลย์พันทวีถึงโฉมศรีวนิดายาใจ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งตรัสเรียกสี่พระพี่เลี้ยงอันร่วมเรียงสุริย์วงศ์ผู้ใหญ่
มาแจ้งเหตุผลแต่ต้นไปโดยได้สู่สมภิรมยา
พี่จงกรุณาน้องด้วยไปช่วยขวายขวนค้นหา
ให้พบดวงแก้วแววตาของข้าในเวลาวันนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นฝ่ายพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
ได้ฟังรสพจนารถวาทีต่างชุลีประนมบังคมคัล
ให้ฉงนสนเท่ห์ในวิญญาณ์ไฉนพระยอดฟ้านราสรรค์
จึ่งมาตรัสร่ำรำพันประหลาดใจอัศจรรย์เป็นสุดคิด
ต่างคนพิศดูภูวเรศพระอาการพักตร์เพศก็เห็นผิด
ชะรอยพระสุริย์วงศ์ทรงฤทธิ์ประหวัดจิตในรสกรีฑา
ด้วยกำดัดสุขเสวยสวาทนิราราศแรมสมรมานอนป่า
จึ่งฝันใฝ่ใหลหลงภิรมยาแล้วบัญชาวิปริตผิดไป
ต่างประมาณการเหมือนกันทั้งสี่จึ่งยอกรชุลีบังคมไหว้
ทูลว่าพระองค์ทรงฤทธิไกรอย่าเร่าร้อนฤๅทัยจาบัลย์
เป็นด้วยของเคยที่เชยชิดจึ่งบันดาลดลจิตนิมิตฝัน
ซึ่งเชยชมสมสมรเหมือนดั่งนั้นจะสำคัญว่าจริงก็ผิดที

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์เรืองศรี
ได้ฟังพี่เลี้ยงร่วมชีวีจึ่งมีพจนารถตอบไป
อันตัวน้องนี้มิใช่เด็กเล็กอยู่หารู้อะไรไม่
เมื่อว่ารสรักประจักษ์ใจจำได้จริงจริงทุกสิ่งอัน
กรน้องต้องเล็บยังเจ็บอยู่พี่พิศดูนี้ฤๅว่าความฝัน
ทั้งกลิ่นแก้วกัลยาวิลาวัณย์เพียงสุคนธาทิพอันโอฬาร
ซึ่งกลั้วเกลาเคล้าชิดสนิทนวลชื่นซาบอาบหวนหอมหวาน
ติดมาปรากฏทุกประการวานพี่อย่าเแหนงแคลงใจ
น้องได้ร่วมรสสังวาสด้วยนุชนาฏจนจวนปัจจุสมัย
ครั้นจะถามนามวงศ์อรไทพูดออกมิได้ดั่งจินดา
กระนี้ฤๅพี่ว่านิมิตน้อยจิตเจ็บอกนี่หนักหนา
ตรัสพลางทอดถอนวิญญาณ์ครวญคร่ำโศการะลุงลาน

ฯ ๑๒ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้ว่าเจ้าดวงนัยน์เนตรยุพเรศผู้ยอดสงสาร
คืนนี้พี่แนบนงคราญชวนสมานร่วมรสฤๅดี
ภิรมย์เรียงเคียงเขนยเชยชิดกลิ่นแก้วยังติดทรวงพี่
ควรหรือสร้อยฟ้าสุมาลีหน่ายหนีแรมร้างห่างไป
เจ้าเป็นธิดาดวงสวาทกษัตราธิราชบุรีไหน
จะติดตามสายสมรอรไทไปให้พบแก้วกัลยา
ร่ำพลางพลางแว่วสำเนียงนกวิหคโหยโดยเพศภาษา
สำคัญคิดว่าเสียงวนิดาพระหวาดหลงเหลียวหายุพาพาล
เจ้ามาหรือมิ่งวิมลสมรอย่าซ่อนองค์เลยยอดสงสาร
ฟังไปใช่เสียงเยาวมาลย์อุราร้อนปิ้มปานเพลิงกัลป์
นิ่งขึงตะลึงลานเทวษพระพักตร์เพศคล้ำเศร้าโศกศัลย์
แสนทุกข์ทุกข์แทบถึงชีวันกันแสงเพียงสิ้นสมประดี

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้นฝ่ายพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
เห็นพระองค์ทรงโศกโศกีแสนทวีเทวษหนักไป
ต่างตนสงสารเป็นสุดคิดสะท้อนจิตโศกาน้ำตาไหล
อกเอ๋ยจะทำประการใดพระก่นกันแสงไห้อาลัยลาญ
ตรัสรํ่ารำพันไปทุกสิ่งจะว่าจริงโดยดังบรรหาร
ก็มิเคยพบเห็นแต่ก่อนกาลดูดาลวิปริตผิดที
แม้นพระใฝ่ฝันด้วยรัญจวนจะเป็นริ้วรอยข่วนก็ใช่ที่
จะค้นคว้าหาไปแห่งใดดีจึ่งจะพบโฉมศรีสุดาจันทร์
ฤๅจะว่านางเทพธิดาพาไปเชยชมภิรมย์ขวัญ
ไฉนเป็นแผลข่วนสำคัญสารพันน่าฉงนจนใจ
ต่างคนนิ่งขึงตะลึงพิศใคร่คิดทอดถอนใจใหญ่
แสนทุกข์แสนเทวษอาลัยโหยไห้รักหลานพระจักรี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นค่อยคลายโศกาลงพระพี่เลี้ยงสุริย์วงศ์ทั้งสี่
กับหมู่มหาเสนีบรรดาที่เป็นผู้ใหญ่มา
ต่างตนรำพึงคำนึงนึกแล้วปรึกษากันพร้อมหน้า
ดีร้ายสุวรรณมฤคาแกล้งล่อลวงมาถึงร่มไทร
จึ่งเป็นวิปริตไปทั้งนี้น่าที่จะเกิดเหตุใหญ่
แม้นอุบัติวิบัติประการใดจะมีภัยแก่เราถึงวายปราณ
จำจะเชิญเสด็จพระหน่อนาถคืนเข้านิวาสราชฐาน
ว่าแล้วประณตบทมาลย์ทูลพระผู้ผ่านโมลี
พระองค์ผู้ทรงศักดาเดชจงโปรดเกศเกล้าเกศี
ซึ่งจะมาโศกศัลย์อยู่ฉันนี้ใช่ที่จะพบพนิดา
อนึ่งพระชนนีบิตุราชมเหสีสายสวาทจะคอยหา
จะแสนทุกข์ทุกข์ถึงเวลาโศกาซูบตรอมผอมกาย
เชิญเสด็จคืนเข้าบุรีก่อนดับร้อนสามกษัตริย์ให้เหือดหาย
แล้วจึ่งค่อยคิดค่อยอุบายเสาะหาโฉมฉายให้พบพาน

ฯ ๑๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังมธุรสพจมานผ่านฟ้าค่อยสร่างสว่างใจ
จึ่งให้เลิกพหลพลโยธีแสนสุรเสนีน้อยใหญ่
ออกจากร่มรุกข์พระไทรไปโดยมรคาอารัญ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้ครวญ

๏ เดินทางมาหว่างพนาเวศภูวเรศวิโยคโศกศัลย์
พิศหมู่สกุณาอเนกนันต์ให้หวาดหวั่นคำนึงถึงเทวี
เบญจวรรณไต่วัลย์ลดาทองเหมือนวันเราร่วมห้องกันสองศรี
นางนวลเคล้านางสกุณีเหมือนเจ้าเคล้าพี่ที่ไสยา
ดอกบัวเหมือนบัวทิพมาศนุชนาฏพี่แนบนาสา
วายุภักษ์เหมือนพักตร์พนิดาแนบพักตร์พี่ยาสนิทนอน
นกแก้วเคียงนางนกพลอดเหมือนพี่เคียงแก้วกอดบนบรรจถรณ์
นกหว้าเหมือนคิดจะว่าวอนดวงสมรมาด้วยก็ยากใจ
กระเวนเหมือนเวรเราหนหลังมากำบังมิให้เจรจาได้
จากพรากเหมือนจากเจ้ามาไกลโหยไห้ไม่วายเวลา
คับแคเหมือนคับแค้นอกโอ้นกยังรู้ร่วมเสน่หา
แต่พี่เที่ยวเปลี่ยวเอ้อาทวาพระโศกามาโดยพนาลี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

บ้าบ่น

๏ เมื่อนั้นฝ่ายพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
กับหมู่อำมาตย์เสนีโยธีรี้พลทั้งนั้น
เห็นองค์สมเด็จพระลูกเจ้าแสนวิโยคโศกเศร้ากันแสงศัลย์
โหยหวนครวญคร่ำรำพันจาบัลย์วิปริตผิดไป
ให้คิดสงสารเป็นพ้นนักด้วยความรักไม่กลั้นน้ำตาได้
ต่างตนสลดระทดใจเงียบเหงาเศร้าไปไม่สมประดี
รีบเร่งโยธาพลากรอัสดรรถรัตน์หัตถี
ล่วงด่านผ่านพนมพนาลีไปยังบุรีณรงกา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทสุริย์วงศ์นาถา
ครั้นถึงนคเรศอันโอฬาร์ประทับเกยรัตนาอำไพ
จึ่งเสด็จย่างเยื้องยูรยาตรจากพิชัยรถราชยานใหญ่
ขึ้นยังปราสาทแก้วแววไวไปเฝ้าพระชนกชนนี

ฯ ๔ คำ ฯ

การเวก

๏ น้อมเศียรประณตบทเรศพระมิ่งมงกุฎเกศทั้งสองศรี
ท่ามกลางพระสนมนารีในปราสาทมณีพรายพรรณ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้นสองกษัตริย์สุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นพระโอรสร่วมชีวันรับขวัญแล้วมีบัญชา
พ่อไปประพาสพนาลีครั้งนี้อยู่ช้าหนักหนา
ไหนว่าเจ้าไล่มฤคาได้มาหรือไม่ประการใด
เห็นฉวีสีพักตร์สร้อยเศร้าอาวรณ์ร้อนเร่าเป็นไฉน
ทั้งจริตก็ผิดประหลาดไปฤๅโรคาสิ่งใดบังเกิดมี

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุททรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังพระชนกชนนีชุลีกรสนองพระบัญชา
ลูกไปถึงในแดนดงหยุดพวกพลลงกลางป่า
มีกวางสุวรรณรจนาผ่านมายังหน้าพลับพลาชัย
นางศรีสุดายุพาพักตร์เห็นงามความรักจะใคร่ได้
โศการ่ำว่าวอนไปจึ่งให้ล้อมจับมฤคี
กวางนั้นหนีได้ด้วยสามารถโดยด้านข้าบาทบทศรี
ให้โทมนัสขัดแค้นแสนทวีวางพาชีตามมฤคา
ไปในอรัญกันดารข้ามห้วยละหานเหวผา
ไม่ทันต้องแรมโยธาแล้วกลับคืนมายังกรุงไกร
ลูกต้องแดดลมระบมทนจะวิกลโรคานั้นหาไม่
ทูลแล้วลาองค์ภูวไนยเสด็จไปปราสาทอลงกรณ์

ฯ ๑๒ คำ ฯ เพลง

ช้าโอ้

๏ ครั้นถึงเอนองค์ลงไสยาสน์เหนือแท่นนพมาศบรรจถรณ์
แสนโศกโศกาอาวรณ์ถึงองค์บังอรไม่วางวาย
ให้คลั่งคลุ้มกลุ้มไปในวิญญาณ์เร่าร้อนอุราไม่เหือดหาย
ดั่งปืนพิษปักตลอดกายเพียงทำลายลาญชีพชีวาลัย
แต่พลิกกลับสับสนทุรนองค์จะบรรทมหลับลงก็หาไม่
คล้ายเห็นเป็นโฉมอรไทแววไวข้างที่ไสยา
พระร้องทักกวักเรียกด้วยยินดีมาเถิดโฉมศรีพี่คอยหา
หยุดยั้งอยู่ไยวนิดาแก้วตาของพี่อย่าอายองค์
แต่ตั้งครวญคร่ำกำสรดถึงแสนคำนึงแน่งน้อยนวลหง
ดูไปไม่เห็นโฉมยงตะลึงหลงทอดถอนฤทัย

ฯ ๑๐ คำ ฯ ช้า

ร่าย

๏ นอนนิ่งอยู่ในที่ไสยาจะสรงเสวยโภชนาก็หาไม่
มิได้พจมานประการใดด้วยฝูงกำนัลในนารี

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้นนวลนางสุดามเหสี
ตั้งแต่คอยหาพระสามีเทวีทนทุกข์ทุกเวลา
ครั้นพระกลับมายังนิเวศน์เยาวเรศแสนโสมนัสสา
คอยรับเสด็จพระภัสดาเห็นตรงมาเข้าที่บรรทมใน
ก็คิดเกรงเบื้องบงกชบาทมิอาจจะเข้าไปเฝ้าได้
นึกว่าเหนื่อยมาแต่โพนไพรหวังจะให้บรรทมสำราญ
แต่คอยคอยก็จนเวลาค่ำยามย่ำสิ้นแสงสุริย์ฉาน
วิปริตผิดกว่าแต่ก่อนกาลเยาวมาลย์ก็เสด็จเข้าไป

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เห็นองค์สมเด็จพระภัสดานิทราจะหลับก็หาไม่
จึ่งนบนิ้วกราบทูลทันใดซึ่งพระองค์ล่าไล่มฤคี
ผู้เดียวไปในพนาเวศแสนทุเรศลำบากบทศรี
ได้มาหรือไม่พระภูมีน้องนี้ทุกข์ถึงเป็นพ้นนัก
หนึ่งเสด็จกลับมาราชฐานพระอาการดั่งประชวรหนัก
วิปริตผิดศรีสิริลักษณ์ทั้งผิวพรรณพระพักตร์ก็เศร้าไป
ไม่เสด็จสรงเสวยโภชนาจะตรัสจำนรรจาก็หาไม่
โรคายายีประการใดเหตุไรมาเป็นดั่งนี้

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุทผู้รุ่งรัศมี
ฟังพระชายาพาทีดั่งตรีเพชรแทงกรรณแทงกาย
ด้วยคลั่งคลุ้มรุ่มร้อนเกรียมกรมพระอารมณ์สมประดีนั้นเสื่อมหาย
ไม่รู้สึกชอบผิดคิดละอายพิโรธร้ายตวาดประกาศไป
เหม่เหม่นางศรีสุดาเจ้าเย้ยเยาะข้าฤๅไฉน
ว่าพลางฉวยชักพระขรรค์ชัยลุกไล่จะฆ่าเยาวมาลย์

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้นพระชายาผู้ยอดสงสาร
ทั้งฝูงกำนัลนงคราญเห็นผ่านฟ้าไล่มาจะฆ่าตี
ตกใจตัวสั่นขวัญหายวิ่งร้องวุ่นวายอึงมี่
บ้างล้มลุกคลุกคลานไม่สมประดีอุตลุดทั้งที่ข้างใน

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จึ่งพระชายาวิลาวัณย์ก็ปรึกษานางกำนัลน้อยใหญ่
ซึ่งพระองค์วิปริตผิดไปประหลาดใจเป็นพ้นคณนา
จำจะทูลให้ทราบบาทบงสุ์พระชนนีบิตุรงค์นาถา
ว่าแล้วก็พากันลีลามายังที่เฝ้าทันที

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งกราบบังคมทูลนเรนทร์สูรธิราชทั้งสองศรี
บัดนี้พระโอรสร่วมชีวีเสด็จมาเข้าที่บรรทมใน
มิได้ออกโสรจสรงเสวยจะเริงรื่นชื่นเชยก็หาไม่
ข้าบาทพากันเข้าไปเฝ้าในแท่นที่ไสยา
ไม่ตรัสปราศรัยสิ่งใดด้วยฉวยชักพระขรรค์คมกล้า
ลุกไล่อุตลุดโกลาจะฆ่าให้ม้วยชีวัน
เห็นพระจริตผิดประหลาดร้ายกาจคลั่งคลุ้มหุนหัน
อย่างนี้ไม่มีแต่ปางบรรพ์กัลยาทูลพลางทางโศกี

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้นพระทรงภพลบโลกทั้งสองศรี
ฟังพระสุณิสาพาทีดั่งอัคคีเผาอกตกใจ
นิ่งขึงตะลึงไปทั้งองค์ปิ้มจะทรงสมประดีไว้มิได้
เออเห็นผิวพักตร์เศร้าไปก็หลากใจอยู่แล้วแต่แรกมา
เหตุไฉนเป็นได้ถึงเพียงนี้ผิดทีอัศจรรย์นี่หนักหนา
ตรัสพลางรับเสด็จลีลาไปปราสาทลูกยาวิลาวัณย์

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งสองพระทรงยศกอดองค์โอรสแล้วรับขวัญ
แสนโศกโศกาจาบัลย์กันแสงเพียงสิ้นสมประดี
ลูบหลังปลอบถามด้วยวาจาแก้วตาพ่อผู้เฉลิมศรี
ไฉนมาโศกศัลย์เแสนทวีเป็นถึงเพียงนี้นะลูกรัก
จงบอกพ่อเถิดทูนเกล้าเล่าให้แม่ฟังจงตระหนัก
เหตุผลกลใดหลากนักจึ่งละล่ำละลักผิดไป
พ่อเป็นหน่อนาถสุริย์วงศ์ทรงเดชปัญญาอัชฌาสัย
จงอุตส่าห์ระงับดับใจจะได้เป็นที่พึ่งแก่ธาตรี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระอุณรุททรงสวัสดิ์รัศมี
เหลือบดูพระชนกชนนีสมประดีเสื่อมสิ้นในวิญญาณ์
มิได้ถวายอภิวาทสองกษัตริย์ธิราชนาถา
ผินผันพักตร์เสียไม่เจรจากันแสงโศกาหนักไป

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้นสองพระองค์ผู้ทรงอัชฌาสัย
เห็นพระโอรสยศไกรมิได้เจรจาพาที
จะปลอบถามเท่าไรไม่ออกปากแต่เบือนบากผินผันพักตร์หนี
ครวญคร่ำกำสรดแสนทวีพระโมลีโลกยิ่งอัศจรรย์
ความทุกข์แสนทุกข์ทับจิตพ่างเพียงชีวิตจะอาสัญ
แสนโศกโศกาจาบัลย์ทรงธรรม์รํ่ารักพระลูกยา

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้ว่าพ่อผู้ดวงเนตรมารดรบิตุเรศซ้ายขวา
ทรงสิริฤทธิ์เดชศักดาปรีชาชาญเลิศประเสริฐนัก
แต่คลอดมาแม่มั่นสำคัญใจว่าได้ดวงแก้วพญาจักร
สมคิดบิดาผดุงรักจะให้เป็นปิ่นปักธาตรี
สารพันพร้อมสรรพดับโศกเฉลิมโลกรูปทรงส่งศรี
ไฉนพ่อผู้ดวงชีวีมาเป็นดั่งนี้ประหลาดใจ
แม้นเจ้าไม่หายคลายคลุ้มจะเรื้อรุมทุกข์ทนหม่นไหม้
เสียจริตผิดเพศกษัตริย์ไปมิได้สมประดีคืนมา
บิตุเรศมารดาทั้งสองนี้น่าที่จะดับสังขาร์
ร่ำพลางกันแสงโศกาดั่งว่าจะสิ้นชีวัน

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ ครั้นคลายอาดูรพูนเทวษองค์พระบิตุเรศรังสรรค์
ก็เสด็จย่างเยื้องจรจรัลออกพระโรงสุวรรณรูจี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งมีบรรหารสิงหนาทถามพี่เลี้ยงราชทั้งสี่
ลูกเราไปประพาสพนาลีมีเหตุเภทพาลประการใด
กลับมานิเวศน์แสนสวัสดิ์จึ่งวิบัติเป็นถึงเพียงนี้ได้
คลุ้มคลั่งวิปริตผิดไปความจริงอย่างไรจงบอกมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระพี่เลี้ยงผู้มียศถา
นบนิ้วสนองพระบัญชาเดิมพระยอดฟ้าสุริย์วงศ์
องค์เดียวขึ้นทรงมโนมัยตามกวางไปในไพรระหง
จนชายบ่ายแสงสุริยงรี้พลจัตุรงค์จึ่งไปทัน
เข้าอาศัยนิโครธฉายาจนเวลาสิ้นแสงสุริย์ฉัน
ให้ปลูกศาลแต่งการพลีกรรมอภิวันท์สังเวยดุษฎี
แก่พระไทรไพรพฤกษ์เทเวศให้คุ้มเภทภัยในพนาศรี
แล้วบรรทมแท่นรถรูจีจนรวีไขแสงรุโณทัย
ตื่นขึ้นตรัสเล่าแก่ข้าบาทว่าได้ไปสมพาสพิสมัย
ด้วยอนงค์วนิดายาใจทรงโฉมวิไลลาวัณย์
ในปราสาทแก้วแววฟ้าเพียงมหาวิมานดุสิตสวรรค์
ประดับด้วยสาวสนมอเนกนันต์พรายพรรณยศยิ่งล้วนศฤงคาร
ข้าทูลว่าเห็นจะเป็นจิตเคยสนิทในรสสงสาร
ให้เคลิ้มไคล้ใฝ่ฝันบันดาลในการยินดีกรีฑา
พระองค์กริ้วโกรธพิโรธร่ำครวญคร่ำคลั่งไปแต่ในป่า
เหตุนี้อุบัติเป็นสัจจาผ่านฟ้าจงโปรดปรานี

ฯ ๑๖ คำ ฯ


[๑] ข้อความนี้ ถึง “สะกดสองกษัตราด้วยฤทธี” ฉบับพิมพ์ก่อนหน้านี้คัดลอกตกไป จึงคัดลอก จัดพิมพ์เพิ่มเติม จากต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เลขที่ ๖๓๑ ตู้ ๑๔๑๕ มัดที่ ๒๑๖/๑

[๒] ทำนองเพลงของบทนี้ มีการแก้ไขเพิ่มเติมด้วยดินสอขาวว่าให้ใช้เพลง “กระต่ายชมเดือน” ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ไขเพื่อการแสดง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ