ตอนที่ ๑๒ ท้าวกรุงพาณกับนางไวยกาขอนางอุษามาเลี้ยงเป็นธิดา

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงหมู่อสูรใจหาญ
บรรดาซึ่งเป็นพวกพรานในสถานบุรีรัตนา
เคยไปล่าไล่มฤคียังอรัญที่ราวป่า
ถึงกำหนดวันซึ่งสัญญาชักชวนกันมาวุ่นไป
บ้างถือแหลนหลาวธนูศรหน้าไม้โตมรหอกใหญ่
บ่วงบาศข่ายครืนปืนไฟแล้วออกไปจากราชธานี

ฯ ๖ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงหิมวาพนาวาสถิ่นที่มิคชาติเสือสีห์
บ้างขึงข่ายรายบ่วงเป็นโกลีแล้วแยกไปในที่ดงดอน
ด้อมดูหมู่เนื้อในพงพุ่มทุกสุมทุมท่าธารสิงขร
ครั้นเห็นโห่กระทบแล้วตบกรตามต้อนไล่ลัดสกัดมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ จับได้หมู่เนื้อเสือสิงห์โคกระทิงแรดควายกระต่ายป่า
กวางทรายสุกรกิเลนลาฉวยคว้าฟาดลงกับดินดาน
ที่ติดบ่วงกลิ้งเกลือกเสือกดิ้นจับฟัดกัดกินเป็นอาหาร
เฮฮาร่าเริงสำราญทุกหมู่พวกพรานชาญฉกรรจ์

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จซึ่งกินมังสาก็ปรีดาผาสุกเกษมสันต์
แล้วตัดทิ้งเชือกเขาเถาวัลย์มามัดผูกพันมฤคี
กวางทรายหมีหมูสุกรจับใส่หาบคอนอึงมี่
ได้น้อยไม่เต็มท่วงทีอสุรีก็พากันล่าไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ มาใกล้บริเวณวนาศรมพระบรมสุธาอาจารย์ใหญ่
เห็นร่มรังบังแสงอโณทัยก็เข้าหยุดอาศัยพร้อมกัน

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้นฝ่ายนางอุษาสาวสวรรค์
แต่กำเนิดเกิดในบุษบันพระนักธรรม์เอามาเลี้ยงไว้
จำเริญรุ่นชันษาได้เจ็ดปีสูงศรีผ่องเพียงแขไข
กล้องแกล้งแน่งน้อยอำไพวิลาสเลิศวิไลลักขณา
เทริดทรงองค์อิ่มพริ้มเพราดั่งทองทิพหล่อเหลาเลขา
งามละม่อมพร้อมจริตกิริยาศรีสวัสดิ์วัฒนาปรีชาชาญ
พจนารถแสนฉลาดเฉลียวล้ำถ้อยคำสุนทรอ่อนหวาน
ไม่มีโรคภัยแผ้วพานแสนสุขสำราญทุกคืนวัน

ฯ ๘ คำ ฯ

พระทอง

๏ เช้าเย็นเที่ยวเล่นริมอาวาสชมช่อบุปผชาติเกษมสันต์
เลือกเด็ดดอกดวงพวงพรรณซึ่งรายรอบอรัญกุฎีดง
ลำดวนสารภีมะลิลาแก้วกุหลาบจำปามหาหงส์
เบญจมาศชาตบุษย์ประยงค์กาหลงยี่สุ่นพิกุลกาญจน์
สาวหยุดพุทธชาดนางแย้มสุกรมแกมพะยอมหอมหวาน
การะเกดกรรณิการ์ชบาบานพุดตานชงโคโยทะกา
เก็บพลางพลางชมคณานกหกโหนโจนจับพฤกษา
วายุภักษ์จักโกระวาลากะหรอดแก้วสาลิกาโนรี
ภิรมย์รังอาศัยรายรอบเขตขอบอาศรมฤๅษี
แล้วลำดับบุปผามาลีถวายพระมุนีบูชาไฟ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นหมู่มารพรานป่าน้อยใหญ่
แอบนั่งเรียงรายที่ชายไพรตั้งใจคอยหมู่มฤคา
แลไปเห็นนางอนงค์น้อยแช่มช้อยเที่ยวเก็บบุปผา
งามทรงวงพักตร์ลักขณาทั่วทั้งกายาไม่ราคิน
ผิวเนื้อเรื่อเรืองเหลืองอร่ามยิ่งดูยิ่งงามพร้อมสิ้น
เพียงเทพธิดาในเมืองอินทร์อสุรินทร์ฉงนสนเท่ห์ใจ
จะว่าเป็นเชื้อวงศ์พระมุนีหรือนางนี้เธอได้มาแต่ไหน
จึ่งอยู่ยังที่กุฎีไพรเราไม่ได้เห็นแต่ก่อนมา
ต่างคนต่างคิดสะกิดกันนางนี้อัศจรรย์หนักหนา
ครั้นเราจะลักไปพาราถวายองค์พญาอสุรี
เป็นความชอบไว้ไนเบื้องบาทก็เกรงกลัวอำนาจพระฤๅษี
ทรงวาจาสิทธิ์ฤทธีมีตบะกิจเชี่ยวชาญ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๏ จะทำฉะนี้ก็มิได้เราจะกลับคืนไปราชฐาน
กราบทูลให้ทราบบทมาลย์พระผู้ผ่านบุรีรัตนา
ครั้นคิดเห็นพร้อมยอมกันจึ่งพวกกุมภัณฑ์พรานป่า
บ้างหอบคอนโคถึกมฤคารีบเร่งกลับมายังธานี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ช้า

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรยักษี
ครั้นค่ำยํ่าราษราตรีเสด็จเข้าที่แท่นอลงกรณ์
เอนองค์ลงเหนือทิพอาสน์สำราญราชฤทัยในบรรจถรณ์
หอมกลิ่นมาลัยขจายจรเกสรโกสุมปทุมมาลย์
ฟังเสียงสำเนียงนางขับร้องรับรี่เรื่อยเฉื่อยฉาน
โอดพันพิณเพลงบรรเลงลานประสานศัพท์ดนตรีนี่นัน
พร้อมเพราะเสนาะสำเนียงดั่งหนึ่งนางจำเรียงเพลงสวรรค์
จับใจเพลิดเพลินจำเริญกรรณกุมภัณฑ์ก็เคลิ้มหลับไป
แต่มัชฌิมยามย่ำมาจนเวลาล่วงปัจจุสมัย
นิมิตฝันเป็นอัศจรรย์ใจภูวไนยผวาตื่นขึ้นทันที

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ โสรจสรงทรงเครื่องอาภรณ์จับคทาธรแก้วมณีศรี
บทจรจากห้องรูจีเสด็จออกยังที่พระโรงคัล

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์พร้อมราชสุริย์วงศ์รังสรรค์
ประโรหิตเสนาแน่นนันต์บังคมคัลเกลื่อนกลาดดาษดา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งมีสีหนาทวาทีแก่โหราธิบดีซ้ายขวา
คืนนี้เราเข้าที่ไสยาฝันว่าได้ดวงปทุมมาลย์
กระพุ่มพูเชิดชูไว้กับหัตถ์ระบัดแบ่งเกสรหอมหวาน
ประทับองค์ชมบุษบงบานโกเมศบันดาลเป็นเพลิงพราย
ติดขึ้นแต่ผกาเกสรเร่าร้อนเปลวแรงแสงฉาย
ลามไหม้ทั่วตนสกนธ์กายฝันนี้ดีร้ายประการใด

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนี้ประโรหิตโหราผู้ใหญ่
ได้ฟังบรรหารภูวไนยพิเคราะห์ไปโดยข้อพระสุบิน
ลอบใส่ในตำรับไสยเวทก็เห็นเหตุร้ายร้อนทุกสิ่งสิ้น
แต่ท้าวหัสเนตรธิบดินทร์ดลใจอสุรินทร์โหรา
สิ่งซึ่งไภยันอันตรายให้กลับกลายว่าดีพร้อมหน้า
จึ่งก้มเกล้ากราบลงกับบาทาทูลองค์พญากุมภัณฑ์
อันลักษณะพระสุบินนิมิตนี้จะได้แก่ภูมีแม่นมั่น
ด้วยเป็นสังหรณ์เทวัญผลนั้นมิใช่พยากรณ์
ซึ่งว่าฝันได้สุบงกชอันรื่นรสเสาวคนธ์เกสร
จะได้นางกุมารีอรชรมาเฉลิมพระนครรัตนา
ซึ่งเป็นไฟไหม้ลามทั้งองค์จะยิ่งทรงอานุภาพแกล้วกล้า
ปรากฏยศเกียรติเดชาแผ่ทั่วฟากฟ้าสุธาธาร
ไม่มีผู้ใดจะต่อฤทธิ์ดั่งเพลิงพิษรุ่งแรงแสงฉาน
เป็นเอกองค์เดียวในจักรวาลจะแจ้งเหตุการณ์ในวันนี้

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรยักษี
ฟังโหรทำนายทายว่าดีอสุรีชื่นชอบหฤทัย
ผลที่จะมาถึงซึ่งชีวิตให้มืดมิดหารู้ตัวไม่
ตรัสประภาษราชกิจทั้งปวงไปอยู่ในท่ามกลางเสนา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นฝ่ายพวกหมู่มารพรานป่า
ครั้นเช้าก็ชวนกันมาเฝ้าองค์พญาอสุรี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ต่างตนน้อมเกล้าบังคมบาทกรุงพาณาราชยักษี
ทูลว่าตัวข้าทั้งปวงนี้ออกไปเที่ยวที่หิมพานต์
ล่าไล่ฝูงเนื้อเสือสัตว์ในจังหวัดใกล้อาศรมสถาน
พบทาริกายุพาพาลโฉมปานนางฟ้าสุราลัย
อรชรอ้อนแอ้นทั้งอินทรีย์แต่เห็นมาไม่มีใครเปรียบได้
เล่นอยู่ยังที่กุฎีไพรแห่งองค์ท่านไทนักธรรม์
ถ้าได้มาไว้ในเมืองจะระบือลือเลื่องทุกเขตขัณฑ์
ควรที่พระธิดาวิลาวัณย์เฉลิมศรีไอศวรรย์อสุรา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นองค์ท้าวกรุงพาณยักษา
ฟังพรานทูลแจ้งกิจจาดั่งได้ฟากฟ้าดุษฎี
ยี่สิบหัตถ์ตบหัตถ์ครื้นครั่นสิบปากสรวลสนั่นอึงมี่
แล้วประทานรางวัลให้ทันทีแก่หมู่อสุรีพรานไพร
แก้วแหวนเงินทองเสื้อผ้าโหรหลังโหรหน้าก็แจกให้
แล้วสั่งเสนาผู้ร่วมใจให้เตรียมพลไกรกุมภัณฑ์
จะออกไปมัสการพระดาบสอันทรงพรตยอดญาณฌานขยัน
ยังที่ศาลอารัญให้ทันในรุ่งราตรี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ สั่งเสร็จเสด็จยุรยาตรจากอาสน์พระที่นั่งมณีศรี
ย่างเยื้องกรายกรจรลีเข้าที่ปราสาทรัตนา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ตรัสแก่อัคเรศเสน่หา
เล่าความแต่ต้นจนปลายมาตามพรานป่าแจ้งทุกประการ
เราก็ไร้โอรสบุตรีจะสืบศรีวงศามหาศาล
ตัวพี่กับเจ้าเยาวมาลย์จะออกไปมัสการพระนักธรรม์
ขอนางทาริกามาเลี้ยงไว้ที่ในนิเวศน์เขตขัณฑ์
ต่างบุตรอันเกิดในครรภ์ของขวัญเมืองมิ่งวนิดา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางไวยกาเสน่หา
ได้ฟังพระราชบัญชาแสนโสมนัสสาพันทวี
จึ่งนบนิ้วเหนือเกศบังคมทูลนเรนทร์สูรปิ่นภพเรืองศรี
ซึ่งจะไปขอนางกุมารีข้าบาทยินดีเป็นสุดคิด
สองกษัตริย์ตรัสสนทนากันเกษมสันต์ชื่นชมภิรมย์จิต
จนค่ำสิ้นแสงพระอาทิตย์จันทร์แจ่มชวลิตในเมฆา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเสนีผู้มียศถา
รับสั่งพระองค์ทรงนคราก็ออกจากท้องพระโรงชัย

ฯ ๒ คำ ฯ ปราม

ยานี

๏ จัดหมู่โยธาอันสามารถเป็นกองพยุหบาตรกระบวนใหญ่
ต้นเชือกแต่พื้นถือปืนไฟใส่เสื้อชมพูเป็นคู่กัน
ถัดมากุมหอกกลอกแกว่งเสื้อแดงดวงลายฉายฉัน
ถัดมาขัดดาบยืนยันใส่เสื้อสีจันทน์สุพรรณราย
ถัดไปเสื้อโหมดม่วงอ่อนกรกุมธนูศรประลองสาย
ถัดไปถือทวนกริชกรายสอดใส่เสื้อลายเขียวทอง
เทียบทั้งรถทรงอลงการทวยหาญเรียบริ้วเป็นทิวท่อง
ล้วนเหี้ยมฮึกพันลึกลำพองทุกกองคอยเสด็จยาตรา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวกรุงพาณราชยักษา
ครั้นรุ่งสางสว่างเวลาเสด็จเข้ามาที่สนานกาย

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ปทุมทองโปรยละอองดั่งฝอยฝนสำราญรื่นชื่นชลกระแสสาย
ทรงสุคนธ์ปนทิพสุพรรณพรายสนับเพลาพลอยรายเชิงงอนงาม
ภูษาทองประสานก้านกระหนกแย่งยกลายร่วงดวงอร่าม
ชายแครงชายไหวสุวรรณวามฉลององค์ทรงงามสังเวียนวรรณ
ตาบทิศทับทรวงมุกดาหารสะอิ้งแก้วสังวาลดวงกุดั่น
ทองกรมังกรเกี้ยวกันพาหุรัดนาคพันชิงดวง
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรพลามมงกุฎแก้วแวววามรุ้งร่วง
ห้อยกุณฑลทัดดอกไม้พวงกรรเจียกจอนซ้อนดวงทับทิมพราย
จับพระขรรค์แก้วแววฟ้าชวนนางไวยกาโฉมฉาย
เสด็จจากห้องสุวรรณพรรณรายกรายกรไปขึ้นพิชัยรถ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอ๋ยรถประพาสงามวิลาสกำกงอลงกต
งามแปรกแอกงอนอ่อนชดงามชั้นหลั่นลดบัลลังก์ลอย
งามเสากาบเก็จเพชรคั่นงามกระหนกเครือวัลย์ช่อห้อย
งามมุกสุกพลามอร่ามพลอยงามยอดแสงย้อยด้วยโกเมน
งามเทียมสิงหราชผาดผายงามสารถีกรายกลอกเขน
งามเครื่องสูงบังสุริเยนทร์งามเกณฑ์แห่เรียบระเบียบจร
งามเสียงแตรสังข์ประโคมครื้นงามพื้นเรี่ยรายด้วยทรายอ่อน
งามฤดูบุปผชาติอรชรพเนจรนำหน้าพาไป

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เดินโดยมรคาพนาเวศเข้าเขตหิมวาป่าใหญ่
รีบรถรีบพลสกลไกรมาใกล้บริเวณกุฎี
แลเห็นหลังคาอาศรมแห่งองค์บรมฤๅษี
ให้หยุดพหลโยธีประทับที่ริมธารชายดง
ลงจากรถรัตโนภาสกับโฉมอัครราชนวลหง
ประดับด้วยฝูงนางอนงค์เสด็จตรงไปบรรณศาลา

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งสองกษัตริย์ประนมหัตถ์เหนือเกล้าเกศา
ถวายมัสการพระสิทธาแล้วกล่าววาจาอันสุนทร
ข้าแต่พระผู้นิรทุกข์พระองค์ค่อยสุขสโมสร
ซึ่งผนวชนานในพนาดรโรคร้อนสิ่งใดไม่แผ้วพาน
อันเผือกมันพฤกษาผลาผลไม่ขัดสนพอหาเป็นอาหาร
งูร้ายมิได้กรายให้รำคาญเหลือบยุงริ้นร่านไม่ราวี
เสือสัตว์จัตุบาททั้งหลายแรดร้ายกาสรราชสีห์
อันแรงฤทธิ์หยาบใหญ่เหล่านี้ยังย่ำยีบ้างหรือพระสิทธา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นพระดาบสผู้ทรงสิกขา
ฟังท้าวกรุงพาณพจนาจึงกล่าววาจาตอบไป
ดูก่อนพระองค์ผู้ทรงยศแต่รูปสร้างพรตอยู่ป่าใหญ่
ไม่มีทุกข์โศกโรคภัยสัตว์ร้ายมิได้ราวี
ผลไม้เปรี้ยวหวานเผือกมันคัดฉันโดยเพศฤๅษี
ไม่ยากกายหาง่ายสะดวกดีพอเป็นที่ตั้งเมตตาฌาน
ซึ่งเสด็จออกมาทั้งสององค์พร้อมพวกจตุรงค์ทวยหาญ
ที่ในอรัญกันดารผ่านฟ้าจะไปแห่งใด

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพญามารผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังก็ตรัสเล่าไปถวายองค์ท่านไท้พระสิทธา
เดิมข้าเข้าที่ไสยาสน์สำราญราชบรมสุขา
ฝันว่าได้ดวงปทุมาบานแบ่งผกาอรชร
เชยชื่นรื่นรสเรณูนวลหอมหวนเสาวคนธ์เกสร
ตื่นขึ้นรุ่งศรีรวีวรโหรทูลพยากรณ์ทำนาย
ว่าจะได้ทาริกาแน่งน้อยเสาวภาคย์แช่มช้อยโฉมฉาย
ความยินดีซาบสกนธ์กายพอนายพรานป่าพนาลี
เข้ามาแจ้งว่าไปล่าสัตว์ในจังหวัดหิมวาพนาศรี
พบองค์เยาวเรศกุมารีอยู่ที่พระบรรณศาลา
โหรทายพรานทูลเห็นสมจริงโยมยิ่งแสนโสมนัสสา
จึ่งพากันดั้นดงออกมามัสการบาทาพระอาจารย์

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระมุนีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังบัญชาพญามารก็ตริการรำพึงคะนึงไป
อันท้าวกรุงพาณเจรจาจะกล่าวแกล้งแต่งว่านั้นหาไม่
เธอรู้ตระหนักประจักษ์ใจกูจะอำพรางไว้ก็ใช่ที
คิดแล้วจึ่งเรียกหลานรักเจ้าผู้ทรงลักษณ์เฉลิมศรี
จงออกมานอกกุฎีอัญชุลีทั้งสองกษัตรา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจึ่งโฉมนวลนางอุษา
ได้ฟังองค์พระอัยกาก็คลานออกมาทันใด
กฤษฎาชุลีขึ้นเหนือเกศเยาวเรศบังคมประนมไหว้
ทั้งสองกษัตริย์เลิศไกรด้วยใจเคารพยินดี

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรยักษี
กับนางไวยกาเทวีพิศโฉมกุมารีกัลยา
วิไลลักษณ์แฉล้มแช่มช้อยแน่งน้อยน่ารักหนักหนา
ผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองทาทั้งจริตกิริยาจำเริญใจ
พิศพลางพลางแสนโสมนัสพูนเพิ่มประดิพัทธ์พิสมัย
จึ่งกล่าวสุนทรถามไปอันองค์อรไทน้อยนี้
สุริย์วงศ์บิตุรงค์มารดรถิ่นฐานนามกรโฉมศรี
อยู่ไหนชื่อไรพระมุนีนางนี้พระได้แห่งใดมา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระผู้ทรงญาณฌานกล้า
ฟังรสพจนารถอสุราจึ่งกล่าววาจาตอบไป
อันทาริกาน้อยนี้บิตุเรศชนนีหามีไม่
ใช่วงศ์พงศ์พันธุ์ผู้ใดเกิดในดอกดวงปทุมมาลย์
บริสุทธิ์ผุดพ้นวารินแย้มผกากลีบกลิ่นหอมหวาน
ในโบกขรณีนทีธารแทบสถานอาศรมศาลา
รูปเห็นจึ่งเอามาเลี้ยงไว้ให้นามชื่อนางอุษา
จนจำเริญวัยวัฒนาอายุกัลยาได้เจ็ดปี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท้าวพาณาสูรยักษี
กับองค์อัครราชเทวีได้ฟังวาทีพระนักพรต
พระปีติแผ่ผ่านซ่านซาบอิ่มอาบไปทั่วทั้งกายหมด
จึ่งกล่าวสุนทรมธุรสแก่พระดาบสเลิศไกร
อันตัวของโยมฟังสองนี้โอรสบุตรีหามีไม่
ซึ่งจะสืบสุริย์วงศ์ไปที่ในรัตนาเมืองมาร
จึ่งตั้งใจหวังมาทูลบาทพระมุนีนาถปรีชาหาญ
จะขอนางอุษายุพาพาลผู้ปานชีวิตพระสิทธา
ไปเลี้ยงเป็นราชบุตรีเฉลิมศรีนคเรศยักษา
ให้ปรากฏยศเลื่องลือชาเป็นมหามหัศอัศจรรย์
พระองค์จะพ้นปลิโพธ[1]ผู้เดียวสันโดษเกษมสันต์
โปรดข้าบาทเถิดพระนักธรรม์เหมือนให้วงศ์กุมภัณฑ์เป็นสุขไป


[๑] ปลิโพธ หมายถึง ความกังวล ความห่วงใย

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ