สมุดไทยเล่มที่ ๘

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวทศพักตร์ยักษี
แจ้งว่าพญาพาลี พรุ่งนี้จะลงสรงองคต
ไอ้นี่มันลูกศัตรู เกิดมาให้กูอัปยศ
นานไปจะได้แต่ทรยศ ทศทิศจะรับอัประมาณ
ว่าลูกมณโฑนุชนาฏ เกิดด้วยไอ้ชาติเดียรฉาน
จะฆ่ามันเสียให้วายปราณ จึ่งจะสิ้นรำคาญสบายใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ คิดแล้วเสด็จโดยบัญชร สำแดงฤทธิรอนแผ่นดินไหว
เหาะระเห็จเตร็ดฟ้าว่องไว ตรงไปยมนานที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ มาถึงซึ่งที่ท่าสรง ก็ลงยังฝั่งวารีศรี
ยอกรเหนือเกล้าเมาลี อสุรีก็ร่ายพระเวทไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนคำรบเจ็ดท่า กายาก็กลับเป็นปูใหญ่
เสร็จแล้วคลานลงชลาลัย จมอยู่ในท้องวารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

ยานี

๏ เมื่อนั้น พญาพานรินทร์เรืองศรี
ครั้นแสงทองส่องฟ้าธาตรี ก็เสด็จจากที่ไสยา
จึ่งให้แต่งองค์พระโอรส อลงกตด้วยทิพย์ภูษา
ทองกรสวมกรเป็นนาคา พาหุรัดธํามรงค์สังวาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เสร็จแล้วให้ทรงยานุมาศ แห่โดยพยุหบาตรสรงสนาน
ฆ้องกลองเครื่องสูงโอฬาร พฤฒาจารย์ก็นำเสด็จไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลองโยน

๏ บัดนั้น ฝ่ายทหารวานรน้อยใหญ่
ก็ลงเที่ยวค้นชลาลัย ไล่สัตว์ที่มีเขี้ยวงา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ พากันค้นไปเป็นหมู่หมู่ ก็พบปูตัวใหญ่ใจกล้า
แอบกับคันฉัตรรัตนา วานรไล่จับวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศกัณฐ์ซึ่งเป็นปูใหญ่
ง่าก้ามคำรามเสียงเกรียงไกร ทะยานไล่วานรเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น โยธาทหารกระบี่ศรี
ไม่รู้ที่จะต่อฤทธี ต่างคนต่างหนีขึ้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ก้มเกล้าประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พาลีแกล้วกล้า
ว่าพบปูใหญ่อหังการ์ ข้าเข้าเข่นฆ่ามันต่อกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวมัฆวานชาญสมร
ได้ฟังชักตรีฤทธิรอน โถมลงสาครด้วยโกรธา
แหวกน้ำดำด้นค้นจบ พานพบปูใหญ่ใจกล้า
โลดโผนโจนจับด้วยศักดา ยมนาเป็นระลอกกระฉอกไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศพักตร์ซึ่งเป็นปูใหญ่
ครั้นพญาพาลีเข้าชิงชัย ตกใจก็กลายเป็นกุมภัณฑ์
แหวกน้ำทําฤทธิ์เข้าต่อยุทธ์ ด้วยกำลังวัยวุฒิแข็งขัน
สองหาญต่อกล้าโรมรัน เสียงสนั่นทั้งท้องวารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวมัฆวานเรืองศรี
กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี ขุนกระบี่จึ่งร้องประกาศไป
เหม่เหม่ดูดู๋ไอ้ทศพักตร์ อิจฉาทรลักษณ์หยาบใหญ่
กูจะฆ่าให้ม้วยบรรลัย ว่าแล้วเข้าไล่บุกบัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต่างฟันต่างแทงต่างรับ กลอกกลับรวดเร็วดั่งจักรผัน
ถ้อยทีถ้อยตีถ้อยประจัญ หนีไล่พัลวันในวารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
แต่ปะทะระกรพาลี อสุรีก็ถอยกำลังฤทธิ์
ทั้งยี่สิบกรฟอนฟาด ไม่อาจต้านต่อรอติด
แต่รับรองป้องกันมิให้ชิด สุดคิดจําเข้าต่อกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพาลีชาญสมร
ไล่รุกบุกบั่นฟันฟอน วานรถีบต้องอสุรี
จมน้ำดำผุดไม่หยุดรับ ก็ถาโถมโจมจับยักษี
รวบรัดตัวได้ในนที ขุนกระบี่ก็พาขึ้นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลวานรแกล้วกล้า
เห็นพระองค์ผู้ทรงนครา จับได้ยักษาก็ดีใจ
จึ่งเข้าผูกมัดรัดรึง ตรึงไว้ด้วยพวนเหล็กใหญ่
บ้างเข้าเยาะเย้ยไยไพ ตระเวนไว้ที่ริมคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา เดี่ยว

๏ บัดนั้น โหราพฤฒาจารย์พร้อมหน้า
ครั้นถึงศุภฤกษ์เวลา พอจับอสุราได้พร้อมกัน
ให้ลั่นฆ้องประโคมแตรสังข์ เภรีมี่ดังครื้นครั่น
สุครีพอุ้มนัดดาวิลาวัณย์ จรจรัลลงสรงนที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ลงสรง

๏ เสร็จซึ่งมงคลสรงสนาน ก็เชิญพระกุมารเรืองศรี
ขึ้นจากท้องท่าวารี กระบี่แห่แหนแน่นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลองโยน

๏ ครั้นถึงพระมหาปราสาท อันโอภาสจำรัสพระเวหา
โยคีชีพราหมณ์พฤฒา ราชครูโหราทั้งนั้น
เข้ามาถวายอาเศียรพาท โดยศาสตร์พระอิศวรรังสรรค์
โอมอ่านพระเวทขึ้นพร้อมกัน เฉลิมขวัญองค์พระกุมารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ สาธุการ

โทน

๏ บัดนั้น ราชครูผู้ใหญ่ซ้ายขวา
ก็จุดเทียนเวียนแว่นรัตนา ให้ประโคมกาหลดนตรี
ฆ้องกลองพิณสังข์กังสดาล ประสานเสียงดุริยางค์อึงมี่
เจ็ดรอบชอบโดยประเวณี ดับอัคคีโบกควันไปทันใด
แล้วเอาจุณเจิมเฉลิมพักตร์ ตามลักขณาตำราไสย
บรรดาเสนาวานรใน ก็อวยชัยให้พรสวัสดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายคณะพระมหาฤาษี
ครั้นเสร็จการราชพิธี ก็ลาไปที่อยู่พระอาจารย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพาลีใจหาญ
จึงสั่งเสนายามพะวาน ให้เอาทศกัณฐ์มารขึ้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยามพะวานวานรใจกล้า
รับสั่งพระองค์ทรงนครา ชุลีลาแล้วรีบระเห็จไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงที่มัดอสุรี ขุนกระบี่ฉุดพวนเหล็กใหญ่
บรรดาโยธีกระบี่ไพร เขาลากไล่ตีต้อนกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ ครั้นถึงจึ่งเอาต้นแหล่ง ผูกแย่งขึงไว้ให้มั่น
ทารกรรมตรำตรากทศกัณฐ์ ที่หน้าพระโรงคัลรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพานรินทร์เรืองศรี
ครั้นเห็นทศเศียรอสุรี ขุนกระบี่ยิ้มพรายสบายใจ
จึ่งมีพระราชบัญชา สั่งหมู่โยธาน้อยใหญ่
จงไปเยาะเย้ยไยไพ ให้สมแก่ใจไอ้สาธารณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่โยธีทวยหาญ
รับสั่งลูกท้าวมัฆวาน ต่างวิ่งลนลานออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งเข้าแย่งยุด กระชากฉุดพวนใหญ่ลากคร่า
ลางลิงยักคิ้วหลิ่วตา ชี้หน้าเยาะเย้ยกุมภัณฑ์
เหวยเหวยดูก่อนขุนยักษ์ ก้มพักตร์อยู่ไยไอ้โมหันธ์
นี่ฤๅชื่อว่าทศกัณฐ์ เป็นเจ้ากุมภัณฑ์ในลงกา
อาจองว่าวงศ์จัตุรพักตร์ อวดฤทธิ์สิทธิศักดิ์แกล้วกล้า
ไม่อดสูลอบแปลงเป็นปูมา เขาจับได้ที่ท่าชลาลัย
เสียแรงสิบพักตร์ยี่สิบกร มานั่งทอดถอนใจใหญ่
เหวยเจ้าลงกากรุงไกร เป็นไรจึ่งไม่แผลงฤทธิ์
ดีแต่จะลอบทําร้าย ไม่มีชาติอายแต่สักหนิด
กูเห็นเป็นสิ้นความคิด ที่จะแก้ชีวิตไปลงกา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพาลีใจกล้า
สำรวลสรวลสันต์แล้วบัญชา ให้โยธาผูกทศกัณฐ์ไว้
สำหรับองคตลูกกู ลากเล่นต่างปูตัวใหญ่
สั่งเสร็จเสด็จเข้าไป ยังไพชยนต์รัตน์รูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตกุมารเรืองศรี
ครั้นรุ่งสางสว่างราตรี ลงมาที่ท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งจูงทศกัณฐ์ลากเล่น เช้าเย็นเป็นสุขเกษมสันต์
แล้วเอาข้าวเดนนางกำนัล ให้กินวันละปั้นทุกเวลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาพาลีใจกล้า
แต่จับทศกัณฐ์พันธนา ให้ลูกยาลากเล่นเป็นช้านาน
จนกายซูบผอมอดอยาก ลําบากปิ้มสิ้นสังขาร
แกล้งทารกรรมทำประจาน ขุนมารมาได้ถึงเจ็ดวัน
คิดว่าครั้งนี้จะไว้ยศ ให้ปรากฏฟากฟ้าสรวงสวรรค์
กว่าจะสิ้นกำหนดกัปกัลป์ จึงให้แก้กุมภัณฑ์ปล่อยไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วานรราชมัลผู้ใหญ่
รับสั่งลูกท้าวหัสนัยน์ ก็แก้ปล่อยไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ความอัปยศพันทวี อสุรีไม่เงยพักตรา
สุดเจ็บสุดอายสุดฤทธิ์ สุดคิดมิใคร่ให้เห็นหน้า
จำเป็นจำดำรงกายา เหาะไปลงกาธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงนิเวศน์ราชฐาน ขึ้นแท่นสุรกานต์จำรัสศรี
ทอดองค์ลงทรงโศกี อสุรีสะท้อนถอนใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

ช้า

๏ โอ้ว่าเสียแรงกูเรืองฤทธิ์ ทศทิศไม่รอต่อได้
ออกนามขามเดชทั่วไป ทั้งในไตรภพธาตรี
ครั้งหนึ่งไปต่อฤทธิรงค์ ก็แพ้องค์อรชุนเรืองศรี
อายอสุรเทวานาคี แล้วมาแพ้พาลีถึงสองครา
อันพระเวทพระมนต์ศรสิทธิ์ ก็ชํานาญฤทธิ์แกล้วกล้า
ทั้งเทพอาวุธล้วนศักดา ควรฤๅมาแพ้ภัยพาล
ซึ่งจะทำสงครามต่อไป เสียชัยก็จะเสียสังขาร
จําจะคิดกับองค์พระอาจารย์ ทําการถอดจิตออกจากกาย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ พญามารนิ่งนึกตรึกไป จนอุทัยเรืองแรงแสงฉาย
เสด็จจากแท่นแก้วแพร้วพราย กรายกรออกพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งเสนามารยักษี
จงรีบออกไปยังกุฎี เชิญพระมุนีเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเสนามารยักษา
รับสั่งแล้วถวายบังคมลา อสุราก็รีบระเห็จไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงอาศรมพระดาบส ยอกรประณตประนมไหว้
แจ้งความตามข้อรับสั่งใช้ โดยในพระราชโองการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรปรีชากล้าหาญ
รู้ว่าทศเศียรพญามาร นิมนต์ไปราชฐานธานี
ก็นุ่งคากรองเปลือกไม้ สำหรับวิสัยพระฤๅษี
ฉวยได้ไม้เท้าพัชนี ออกจากกุฎีแล้วรีบมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพระนิเวศน์วังสถาน องค์พระอาจารย์ฌานกล้า
ขึ้นยังปราสาทแก้วแววฟ้า นั่งแท่นรัตนาพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
น้อมเศียรนมัสการพระนักธรรม์ วันนี้โยมให้นิมนต์มา
ด้วยพระองค์สิเป็นอาจารย์ บอกการศิลป์ศรให้ข้า
ทั้งพระเวทพระมนต์วิทยา ล้วนมีศักดาเกรียงไกร
ข้าไปสงครามด้วยพาลี สองทีไม่สู้เขาได้
ครั้งพระอรชุนมัดไป ก็แจ้งในใต้เบื้องบทมาลย์
ภายหน้าแม้นมีปัจจามิตร ชีวิตก็จะสิ้นสังขาร
ขอพระองค์ผู้ทรงตบะญาณ ช่วยคิดการอย่าให้ม้วยชีวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระโคบุตรฤๅษี
ยิ้มแล้วจึ่งตอบวาที อสุรีอย่าปรารมภ์ใจ
กูจะตั้งพิธีตบะกิจ ถอดจิตของเอ็งออกให้
ถึงใครจะฆ่าไม่บรรลัย ด้วยดวงใจอยู่นอกกายา
เราจะขึ้นไปทำพิธี ยอดนิลคีรีภูผา
อย่าให้ใครแจ้งกิจจา ว่าแล้วก็พากันไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งองค์พระมุนี นิมิตโรงพิธีสูงใหญ่
พร้อมด้วยฉัตรเบญจรงค์ธงชัย ธูปเทียนดอกไม้ครบครัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

ยานี

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
สระสรงทรงเครื่องวิไลวรรณ จุณจันทน์เจิมพักตร์ดั่งโยคี
ทรงภูษาขาวโขมพัสตร์ พระหัตถ์ถือประคำมณีศรี
สอดสายธุหร่ำรูจี เข้าโรงพิธีอำไพ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ชมตลาด

๏ จึ่งเอาธูปเทียนมาลา บูชาโดยศาสตร์คัมภีร์ไสย
หลับเนตรอ่านเวทสำรวมใจ มิได้หวาดไหวไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรอาจารย์ฌานกล้า
นั่งสมาธิเหนืออาสน์ภาวนา วิญญาณ์ผูกจิตอสุรี
จึ่งเอาน้ำสังข์น้ำกลศ รดเหนือเศียรเกล้ายักษี
แล้วร่ายพระเวทอันฤทธี เป่าทั่วอินทรีย์กุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ สาธุการ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
หลับเนตรอ่านเวทตบะกรรม์ ก็ล่วงพิธีนั้นช้านาน
เก้าเดือนเก้าวันเก้านาที ให้อิ่มดีไม่อยากอาหาร
ด้วยเดชพระเวทตบะญาณ ปานดั่งกินทิพย์ทุกเวลา
เมื่อจิตจะออกจากตัว ให้มึนมัวนัยน์เนตรทั้งซ้ายขวา
เศียรพองสยองโลมา ดั่งว่าจะสิ้นสมประดี
แรงน้อยผ็อยไปไม่นั่งตรง ซบลงหมอบอยู่กับที่
ดวงจิตก็ออกจากอินทรีย์ อสุรีสลบนิ่งไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น องคพระโคบุตรอาจารย์ใหญ่
ยินดีก็หยิบเอาดวงใจ ใส่ในกล่องแก้วแววฟ้า
ชั้นนอกนั้นศีลาประดับ ปรับชิดยิ่งเส้นเลขา
ครั้นแล้วจึ่งองค์พระสิทธา เอาน้ำประกายาอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ก็ฟื้นคืนได้สมประดี ปรีดาด้วยจิตออกจากกาย
จึ่งตรัสแก่องค์พระนักสิทธ์ พิธีนี้ทำมิได้ง่าย
ถึงมาตรใครฆ่าก็ไม่ตาย ศัตรูหมู่ร้ายไม่เกรงกัน
อันคุณพระองค์ทรงเดช เสมอด้วยบิตุเรศรังสรรค์
จิตนี้เป็นที่สำคัญ พระนักธรรม์จะเอาไว้แห่งใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระโคบุตรอาจารย์ใหญ่
ได้ฟังบัญชาก็ตอบไป อันดวงใจซึ่งออกจากกายา
เปรียบดั่งลูกโคที่พลัดแม่ อยากนมชะแง้แลหา
ถ้าเหลือบไปเห็นมารดา ก็จะวิ่งเข้ามาด้วยยินดี
ดวงจิตจะไว้ใกล้กาย ดีร้ายจะคืนเข้าสู่ที่
ถึงมาตรจะซ้ำทำพิธี ชีวีไม่คืนออกมา
กูจะช่วยรักษาไว้ ที่ในกุฎีกลางป่า
ให้ไกลองค์พญาอสุรา เห็นว่าจะไม่มีเหตุการณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพระมหาอาจารย์ ปานได้ช่อชั้นดุษฎี
จึ่งว่าสุดแต่พระคุณ จะการุญโปรดเกล้าเกศี
โยมจะพึ่งบาทพระมุนี ไปกว่าชีวีจะมรณา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาดาบสพรตกล้า
เสร็จแล้วถวายพระพรลา พาดวงใจเหาะไปกุฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
เสร็จส่งพระมหามุนี อสุรีแสนโสมนัสนัก
ดั่งได้สมบัติพัสถาน อันโอฬารเลิศในไตรจักร
สํารวลสรวลยิ้มพริ้มพักตร์ ขุนยักษ์เสด็จกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายกุเปรันยักษา
แต่มาอยู่กาลจักรพารา เฝ้าเจ้าโลกาเป็นนิจไป
จะได้ขี่ม้ารถคชสาร ยวดยานสิ่งอื่นนั้นหาไม่
ทรงแต่บุษบกอำไพ เป็นที่ชอบใจอสุรี
เวลาอุทัยก็ทรงเครื่อง อร่ามเรืองจํารัสรัศมี
ขึ้นบุษบกแก้วมณี ไปสู่ที่เฝ้าเจ้าโลกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ พญาเดิน

๏ ครั้นถึงซึ่งเนินไกรลาส ก็ลงจากอากาศเวหา
พอองค์สมเด็จพระอิศรา สำรวมวิญญาณ์จำเริญฌาน
อยู่ในวิมานแก้วอลงกรณ์ เหนือคอกุญชรตัวหาญ
ยักษีหยุดอยู่สำราญ เชิงสถานไกรลาสบรรพต ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โทน

๏ เที่ยวชมพฤกษาทิชาชาติ ล้วนงามสะอาดประหลาดหมด
โนรีจับไม้คันธรส นกกดจับเกดเคียงกัน
กาลิงจับกิ่งกาหลง ฝูงหงส์จับไม้กะทั่งหัน
กระลุมพูจู่จับแสลงพัน เบญจวรรณจับต้นพะวา
นกสักร่อนจับกิ่งสน อัญชันจับต้นฉำฉา
นกแก้วจับต้นกรรณิการ์ ไก่ฟ้าจับต้นมะไฟ
มีทั้งห้วยเหวเปลวปล่อง ชั้นช่องโตรกเตริ่นเนินไศล
อสุราชื่นเริงบันเทิงใจ ในเชิงไกรลาสคีรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
แต่ถอดดวงจิตจากอินทรีย์ มีใจองอาจอหังการ์
ให้คิดอิจฉาอาธรรม์ แก่กุเปรันเชษฐา
ว่าองค์สมเด็จพระบิดา ยกมหาบุษบกให้ไป
ตัวกูก็ทรงสิทธิศักดิ์ จะโหมหักชิงคืนมาให้ได้
คิดแล้วลงสรงคงคาลัย ทรงเครื่องพิชัยสงครามยุทธ์
ยี่สิบหัตถ์นั้นจับพระแสง เงื้อง่ากวัดแกว่งอุตลุด
ผลาดแผลงสำแดงฤทธิรุทร เหาะทะยานผ่านสมุทรขึ้นเมฆา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเนินไศลไกรลาส แลผาดไปเห็นพระเชษฐา
มีความยินดีปรีดา จึ่งกล่าววาจาประกาศไป
ดูกรกุเปรันยักษ์ ผู้ผ่านกาลจักรกรุงใหญ่
อันบุษบกแก้วแววไว สำหรับพิชัยลงกา
พระบิตุรงค์ทรงมอบราชฐาน ให้เราผ่านพิภพยักษา
ท่านจงส่งบุษบกมา ไม่ให้จะฆ่าเสียบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กุเปรันสิทธิศักดิ์ยักษี
ได้ฟังทศพักตร์พาที อสุรีกริ้วโกรธขบฟัน
จึ่งว่าสมเด็จพระบิตุเรศ ให้ตัวผ่านนิเวศน์เขตขัณฑ์
บรรดาพี่น้องทั้งนั้น ก็แบ่งปันให้ตามลำดับมา
แต่บุษบกแก้วทิพยมาศ ท้าวประสาทให้กูผู้เชษฐา
ตัวเอ็งก็เป็นอนุชา ได้สมบัติบิดาไม่หนําใจ
ยังมาอ้างอวดอหังการ ฮึกหาญดูหมิ่นผู้ใหญ่
ตัวกูก็มีฤทธิไกร จะกลัวมึงไยไอ้อัปรีย์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังเชษฐาพาที อสุรีกริ้วโกรธดั่งไฟกาฬ
จึ่งร้องว่าเหวยกุเปรัน วันนี้มึงจะม้วยสังขาร
ว่าแล้วเผ่นโผนโจนทะยาน เข้าไล่รอนราญพี่ยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น กุเปรันฤทธิไกรใจกล้า
รับรองป้องปัดเป็นโกลา ตีซ้ายป่ายขวาอลวน
ต่อต้านสัประยุทธ์โหมหัก ตีต้องทศพักตร์หลายหน
สองกล้าสองหาญทานทน ต่างตนไม่เงือดงดกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรฤทธิแรงแข็งขัน
ต้องศาสตราวุธกุเปรัน กุมภัณฑ์เดือดดาลทะยานใจ
เผ่นโผนโจนจับรับรอง ชิงเอาตะบองเพชรได้
ตีต้องกุเปรันหันไป เลือดไหลลงโซมกายา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น กุเปรันสิทธิศักดิ์ยักษา
ความเจ็บปิ้มม้วยมรณา อสุรารั้งรอท้อใจ
สิ้นแรงหิวหอบบอบนัก จะต่อฤทธิ์ทศพักตร์ก็มิได้
ความกลัวทิ้งบุษบกไว้ หนีไปพึ่งองค์พระศุลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ไล่ชิดติดพันตามตี ไปจนถึงที่เจ้าโลกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น กุเปรันสิทธิศักดิ์ยักษา
วิ่งหนีดั่งจะม้วยชีวา เวียนรอบคชาพระทรงญาณ
จึ่งร้องทูลองค์พระเป็นเจ้า จงโปรดเกล้าช่วยชีพสังขาร
ทศกัณฐ์หยาบช้าสาธารณ์ มันไล่รอนราญราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสยมภูวนาถเรืองศรี
ได้ยินสำเนียงอสุรี ภูมีเหลือบเนตรแลไป
เห็นทศเศียรขุนยักษ์ อาจองทะนงศักดิ์หยาบใหญ่
โกรธาถอดงาคชไกร ขว้างไปปักอกอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ แล้วสาปซ้ำด้วยวาจาสิทธิ์ ให้ติดอยู่กับทรวงยักษา
ต่อวันสิ้นชีพชีวา งานั้นจึ่งหลุดจากอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศกัณฐ์สิทธิศักดิ์ยักษี
เจ็บปวดปิ้มสิ้นชีวี อสุรีคอยดำรงทรงกาย
ยี่สิบกรถอนงากระชากฉุด ไม่หลุดจากอกก็ใจหาย
มิได้ตามตีพี่ชาย กลัวตายก็วิ่งหนีไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เจ็บปวดรวดเร้าเป็นกำลัง จะเหลียวหลังมาก็หาไม่
ขึ้นบุษบกแก้วแววไว ลอยลิ่วไปในเมฆา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงนิเวศน์วังสถาน สั่งเสนามารยักษา
ไปหาวิษณุกรรม์เทวา ว่ากูให้มาบัดเดี๋ยวนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเสนามารยักษี
รับสั่งแล้วแผลงฤทธี อสุรีเหาะขึ้นอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งแจ้งแก่เทวัญ ว่าท้าวทศกัณฐ์ชาญสมร
ให้มาเชิญท่านผู้ฤทธิรอน ไปยังนครลงกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระวิษณุกรรมแกล้วกล้า
ได้แจ้งแห่งคำอสุรา ก็สำแดงฤทธาเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โคมเวียน

๏ ครั้นถึงลงจากอากาศ เทวราชผู้มีอัชฌาสัย
ก็เข้าไปยังท้องพระโรงชัย นั่งใกล้พญาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
เห็นพระวิษณุกรรม์ก็ยินดี จึ่งมีสุนทรวาจา
ดูกรท่านผู้จำเริญสุข เราทนทุกข์ปิ้มสิ้นสังขาร์
ด้วยพระอิศโรโกรธา ขว้างงามาปักอุระไว้
แล้วทั้งสาปซ้ำมิให้หลุด ชักฉุดเท่าไรก็ไม่ไหว
จะให้ท่านรจนามัย แก้ไขเลื่อยงาคเชนทร
แล้วทำเครื่องประดับปิด ให้วิจิตรแลเลื่อมประภัสสร
อย่าให้เห็นงากุญชร อลงกรณ์ให้สนิทงามดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น พระวิษณุกรรม์เรืองศรี
ก็เลื่อยงาที่อกอสุรี มิให้ราคีกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ไม่ทันพริบตางาก็ขาด ด้วยฤทธิ์เทวราชแกล้วกล้า
แล้วนิมิตอาภรณ์รจนา ปิดซึ่งอุราพญามาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นเสร็จก็ลาทศกัณฐ์ เทวัญออกจากราชฐาน
เหาะขึ้นยังพื้นคัคนานต์ ตรงไปวิมานอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงหนุมานชาญสมร
อยู่ในขีดขินพระนคร ด้วยพญาวานรพาลี
ต่างตาต่างใจไม่เกียจคร้าน ราชกิจการงานถ้วนถี่
แสนสนุกทุกทิวาราตรี กระบี่คิดถวิลจินดา
ใคร่รักษาศีลสํารวมจิต ให้จําเริญฤทธิ์แกล้วกล้า
คิดแล้วลูกพระพายเทวา ก็เข้ามายังท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องคพญาพาลีรังสรรค์
ทูลว่าขอลาพระทรงธรรม์ ไปสร้างพรหมจรรย์พิธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพานรินทร์เรืองศรี
ได้ฟังนัดดาร่วมชีวี ขุนกระบี่อัดอั้นฤทัย
จึ่งสวมสอดกอดองค์หลานรัก พิศพักตร์ทอดถอนใจใหญ่
แล้วว่าตัวเจ้าจะออกไป จำศีลอยู่ในอรัญวา
พ่อจงสำเร็จความคิด ให้เลื่องชื่อลือฤทธิ์ทุกทิศา
เสร็จแล้วเร่งกลับคืนมา จะได้ต่างตาต่างกร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กำแหงหนุมานชาญสมร
ก้มเกล้าคำนับรับพร ด้วยใจสุนทรสวัสดี
แล้วจึ่งประณตบทบงสุ์ ลาองค์สุครีพกระบี่ศรี
สั่งทั้งองคตร่วมชีวี ขุนกระบี่ก็เหาะระเห็จไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงป่ากัทลีวัน สำคัญไม้หว้าต้นใหญ่
ร่มชิดมิดแสงอโณทัย เข้าอาศัยภาวนาน่าสำราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ใจหาญ
เสวยสุขสวรรยาโอฬาร ด้วยฝูงบริวารนารี
มิได้อิ่มใจในรสรัก พญายักษ์จะใคร่เกษมศรี
ด้วยเทพธิดากัลยาณี อสุรีเหาะไปเมืองฟ้า ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงพิภพมัฆวาน ในสถานแดนดาวดึงสา
จึ่งอ่านพระเวทอันศักดา แปลงเพศกายากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ อ่าองค์ทรงโฉมประโลมใจ ดั่งองค์หัสนัยน์รังสรรค์
ยุรยาตรนาดกรจรจรัล เข้าวิมานสุวรรณรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ฉุยฉาย

โอ้โลม

๏ ครั้นถึงนั่งแท่นนางฟ้า ไขว่คว้าด้วยใจเกษมศรี
สัพยอกหยอกเย้าไปในที ร่วมรสฤดีภิรมย์ใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กล่อม

๏ แล้วเที่ยวไปชมสมพาส ทุกวิมานมาศน้อยใหญ่
เชยแก้มแนมเนื้ออรไท ลูบไล้ชมทิพย์สุมามาลย์
เที่ยวไปทั้งหกชั้นฟ้า อสุราเป็นสุขเกษมศานต์
เพลินใจในรสฤดีดาล ช้านานถึงเจ็ดราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กล่อม

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนางมณโฑมเหสี
ไม่แจ้งว่าองค์พระสามี มีที่เสด็จไปแห่งใด
เจ็ดวันแต่ตั้งใจคอย รำพันเศร้าสร้อยละห้อยไห้
สิ้นทั้งสนมกรมใน อาลัยร่ำรักกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ชิวหาฤทธิแรงแข็งขัน
แจ้งว่าองค์ท้าวทศกัณฐ์ หายไปหลายวันไม่กลับมา
โฉมนางมณโฑกับสาวสนม โศกาปรารมภ์ละห้อยหา
ขุนยักษ์ใคร่แจ้งกิจจา ก็รีบมาเฝ้านางเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งน้อมศิโรเพฐน์ ยอกรเหนือเกศเกศี
ทูลว่าพระองค์ทรงธรณี ร้ายดีไม่แจ้งประจักษ์ใจ
พระแม่จะมาโศกา ใช่จะทราบกิจจาก็หาไม่
อันบุษบกแก้วแววไว ของท่านไทสหมลิวัน
ให้ไว้แก่ท้าวจัตุรพักตร์ องค์อัครอัยการังสรรค์
เป็นที่เสี่ยงทายสำคัญ ถ้าหญิงอันผัวมรณา
ขึ้นขี่บุษบกไม่คลาดเคลื่อน ลอยเลื่อนไปโดยพระเวหา
แม้นดียังมีชีวา บุษบกก็พาลอยไป
แม่อย่าโศกาอาวรณ์ เร่าร้อนฤทัยหม่นไหม้
จงเสี่ยงบุษบกแก้วแววไว จะได้ประจักษ์ว่าร้ายดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางมณโฑมเหสี
ได้ฟังชิวหาพาที ก็เสด็จมาที่หน้าพระลาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงขึ้นบุษบกรัตน์ ยอกรตั้งสัตย์อธิษฐาน
ก็ลอยลิ่วปลิวไปในคัคนานต์ งามปานมหาเวไชยันต์
แสงแก้วจำรัสประภัสสร เพียงแสงทินกรฉายฉัน
ทักษิณรอบเมืองกุมภัณฑ์ เวียนวันร่อนกลับลงมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ พญาเดิน

๏ บัดนั้น ฝูงนางกํานัลซ้ายขวา
เสนีชีพราหมณ์พฤฒา พร้อมหน้าก็เห็นประจักษ์ใจ
รู้ว่าพระองค์ทรงธรณี ไปดีหามีเหตุไม่
สิ้นความโศกาอาลัย ไพบูลย์พูนสุขสำราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรใจหาญ
เสร็จปลอมนางฟ้ายุพาพาล ขุนมารเหาะกลับมาธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น นางเทพธิดาทุกราศี
แจ้งว่าทศกัณฐ์อสุรี มาปลอมร่วมฤดีภิรมยา
น้อยจิตคิดแค้นกันแสงศัลย์ ดั่งจะม้วยชีวันสังขาร์
บอกแก่ฝูงเทพเทวา ทั่วทุกชั้นฟ้าสุราลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายเทพบุตรน้อยใหญ่
ได้ฟังคั่งแค้นแน่นใจ ดั่งใครมาเด็ดเอาชีวี
ครั้นจะหักโหมโรมรัน กลัวฤทธิ์ทศกัณฐ์ยักษี
หน้าตาไม่เป็นสมประดี มีแต่ปรับทุกข์กันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศเศียรยักษา
แปลงกายเที่ยวปลอมนางฟ้า มิได้คิดแก่หน้าสุราลัย
ประพฤติชั่วมัวเมากามคุณ โมหาทารุณหยาบใหญ่
แล้วแปลงเป็นมัจฉาไป ร่วมพิสมัยกับนางปลา
จนเกิดบุตรีวิลาวัณย์ ชื่อนางสุพรรณมัจฉา
แล้วแปลงเป็นพญาคชา เที่ยวไปในป่าหิมพานต์
เข้าร่วมภิรมย์สมพาส สังวาสด้วยนางคชสาร
เป็นสุขสนุกสําราญ เกิดสองกุมารฤทธี
ชื่อว่ากิริธรกิริวัน กายนั้นเป็นเพศยักษี
ดวงพักตร์นั้นเหมือนชนนี อัศกรรณอสุรีไปเลี้ยงไว้
ฝ่ายนางมณโฑนงลักษณ์ มีโอรสรักพิสมัย
ยิ่งกว่าสุริย์วงศ์ในเวียงชัย ให้ชื่อรณพักตร์กุมารา
อันนางพระสนมพันอนงค์ ก็ทรงครรภ์คลอดโอรสา
ชื่อสหัสกุมารอสุรา พญายักษ์รักตามอันดับกัน
แล้วประทานนางนมพี่เลี้ยง ประคองเคียงขับกล่อมถนอมขวัญ
ขึ้นเฝ้าเช้าเย็นเป็นนิรันดร์ ดั่งดาวล้อมจันทร์ในราตรี ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายรณพักตร์ยักษี
ครั้นชันษาได้สิบห้าปี มีแต่หยาบช้าสามานย์
คิดจักใคร่เรียนศรศาสตร์ ให้มีอำนาจกล้าหาญ
ในพระโคบุตรผู้ทรงญาณ อันเป็นอาจารย์ของบิดร
คิดแล้วอ่าองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองเนาวรัตน์ประภัสสร
ลงจากปราสาทอลงกรณ์ บทจรมาพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ กราบลงแทบเบื้องบทศรี
แล้วทูลพระชนกชนนี ลูกนี้จะขอบังคมลา
ไปเรียนไตรเพทเวทมนตร์ ให้เรืองฤทธิรณแกล้วกล้า
ในสํานักพระมหาสิทธา ผ่านฟ้าจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิตุเรศมารดาทั้งสองศรี
ฟังโอรสาพาที ยินดีด้วยสมอารมณ์คิด
ลูบหลังแล้วมีพจมาน พ่อจะไปเรียนการศรสิทธิ์
ก็ต้องตามสุริย์วงศ์ทรงฤทธิ์ ให้สมดั่งจิตลูกยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รณพักตร์สุริย์วงศ์ยักษา
รับพรบิตุเรศมารดา ถวายบังคมลาแล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวใน

๏ ครั้นถึงสำนักพระอาจารย์ เข้าไปมัสการบังคมไหว้
แจ้งว่าตัวข้านี้ตั้งใจ มาอยู่ใต้เบื้องบาทพระมุนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรมหาฤๅษี
ได้ฟังรณพักตร์ก็ยินดี จึ่งมีวาจาตอบไป
หลานรักจะเรียนวิชาการ กูผู้อาจารย์จะบอกให้
จงมีความเพียรมั่นไว้ ก็จะได้สมดั่งจินดา
ว่าแล้วจึ่งบอกเวทมนตร์ อุปเท่ห์เล่ห์กลคาถา
ตามในไตรเพทพรหมา พระสิทธาบอกให้ทุกประการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศเศียรใจหาญ
ปรนนิบัตินวดฟั้นอาจารย์ พากเพียรช้านานมากึ่งปี
ไตรเพทเวทมนตร์ก็จำได้ ขึ้นปากขึ้นใจถ้วนถี่
ไม่พลั้งพลาดคลาดคำพระมุนี ดั่งเหล็กเพชรจารที่ศีลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรอาจารย์ฌานกล้า
เห็นรณพักตร์ไวปัญญา เล่าเรียนวิชาได้ชํานาญ
จึ่งมีวาจาอันสุนทร ดูก่อนเจ้าผู้เป็นหลาน
พระเวทอันหนึ่งเชี่ยวชาญ ชื่อว่ามหากาลอัคคี
บูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม พยายามตามเวทพระฤๅษี
ถ้าครบกำหนดเจ็ดปี ก็จะเรืองฤทธีด้วยศิลป์ชัย
เจ้าจงไปนั่งบัลลังก์สมาธิ ในที่โพกาศเนินไศล
ทรมานอินทรีย์สำรวมใจ ก็จะได้สําเร็จดั่งจินดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รณพักตร์สุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังพระมหาสิทธา อสุรามีความยินดี
ยอกรประณตบทบงสุ์ องค์พระโคบุตรฤๅษี
ออกจากอรัญกุฎี จรลีตามทางพนาดร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่โพกาศ ศีลาลาดแทบเชิงสิงขร
มีสถานธารท่าชโลธร สาครไหลเชี่ยวเป็นเกลียวมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งลงชำระสระสนาน ให้สำราญกายยักษา
ทรงขาวโขมพัสตร์สะอาดตา สไบขาวเฉียงบ่าอสุรี
ผูกเกล้าชฎาห่อเกศ ถือเพศเป็นเพศฤๅษี
จุณเจิมเฉลิมพักตร์สามที ทรงประคำมณีอลงกรณ์
แล้วเกี่ยวรัดโกปินำ สอดสายธุหร่ำประภัสสร
สำรวมจิตอินทรีย์สังวร บทจรมาแท่นศิลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ เข้านั่งตั้งกายระงับจิต โดยพิธีทางอุเบกขา
บริกรรมพระเวทพรหมา หว่างกระลากองกูณฑ์อัคคี
อดทั้งน้ำท่าอาหาร ทรมานไม่ออกจากที่
จนถ้วนกำหนดเจ็ดปี ก็สำเร็จดั่งมีพยายาม ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตะบองกัน

ยานี

๏ เมื่อนั้น องค์พระเป็นเจ้าทั้งสาม
ให้เร่าร้อนฤทัยดั่งไฟลาม มีความสงสัยในวิญญาณ์
ต่างองค์ต่างเล็งทิพเนตร ก็แจ้งเหตุรณพักตร์ยักษา
มาตั้งพิธีกระลา บูชาพระเวทอยู่ช้านาน
หวังว่าจะขอศรสิทธิ์ อันเรืองฤทธิ์อำนาจอาจหาญ
ก็เสด็จจากทิพวิมาน เหาะทะยานมายังอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โคมเวียน

๏ ครั้นถึงจึงยืนทั้งสามองค์ ตรงหน้ารณพักตร์ยักษี
ปรากฏพระกายอินทรีย์ มีเทวบัญชาถามไป
ว่าเหวยดูกรขุนมาร เอ็งมาทําการพิธีใหญ่
มีความปรารถนาสิ่งใด บอกกูให้แจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายรณพักตร์ยักษา
ได้ฟังเทวราชบัญชา อสุราลืมเนตรแลไป
เห็นพระเป็นเจ้าทั้งสาม สง่างามไม่มีที่เปรียบได้
ก็ออกจากพิธีกระลาไฟ เข้าไปน้อมเศียรบังคมคัล
ทูลว่าตัวข้าผู้รองบาท สามพระภูวนาถรังสรรค์
อุตส่าห์มาตั้งพิธีกรรม์ จะขอศรอันฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สามพระองค์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังอสุราพาที ขอศรอันมีศักดา
จึ่งพระสยมภูวนาถ ประสาทศรพรหมาสตร์แก่ยักษา
ทั้งพระเวทแปลงเพศกายา เป็นองค์อินทราสำหรับไป
ฝ่ายท้าวมหาพรหมาน จึ่งประทานศรนาคบาศให้
แล้วตรัสอำนวยอวยชัย ให้เรืองฤทธิไกรดั่งไฟพราย
ถึงจะตายจงตายบนอากาศ ให้ประหลาดฝูงโลกทั้งหลาย
แม้นเศียรนั้นขาดจากกาย ตกดินจงกลายเป็นไฟกัลป์
ต่อได้พานแก้วทิพมาศ ของพรหมาธิราชรังสรรค์
มารองรับเศียรกุมภัณฑ์ ไฟนั้นจึ่งไม่ไหม้โลกา
พระนารายณ์ประทานศรสิทธิ์ วิษณุปาณัมแก่ยักษา
เสร็จแล้วสามองค์ก็กลับมา ยังวิมานรัตนารูจี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศเศียรยักษี
ได้ศรสามเล่มก็ยินดี อสุรีมาลาพระอาจารย์
เสร็จแล้วถวายอภิวาทน์ สำแดงอำนาจกำลังหาญ
เหาะขึ้นยังพื้นคัคนานต์ คืนเข้าราชฐานลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ พระบิตุรงค์ธิราชนาถา
ทั้งองค์สมเด็จพระมารดา ในมหาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิตุเรศมารดาทั้งสองศรี
สวมสอดกอดลูกด้วยยินดี แล้วมีวาทีถามไป
เจ้าไปเรียนศิลปศาสตร์ สำเร็จปรารถนาฤๅหาไม่
แต่วันพ่อจากเวียงชัย ก็ตั้งใจคอยเจ้าทุกเวลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รณพักตร์สุริย์วงศ์ยักษา
น้อมเศียรสนองพระวาจา ลูกจากบาทาไปหลายปี
อุตส่าห์พยายามด้วยความเพียร เรียนศิลปศาสตร์พระฤๅษี
รู้ครบจบไตรเวทวิธี แล้วอาหุดีกระลาไฟ
ได้ศรสามเล่มฤทธิรงค์ พระเป็นเจ้าสามองค์ประสาทให้
จึ่งกลับเข้ามาเวียงชัย ตั้งใจจะสนองพระบาทา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระชนนีบิตุเรศนาถา
ฟังโอรสแจ้งกิจจา แสนโสมนัสสาพ้นนัก
ตรัสว่าพ่อยอดสุริย์วงศ์ ควรที่ดำรงอาณาจักร
เป็นเจ้าแก่หมู่อสูรยักษ์ ปิ่นปักลงกาพระนคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รณพักตร์กุมารชาญสมร
น้อมเศียรถวายชุลีกร บทจรมาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ