สมุดไทยเล่มที่ ๖๓

๏ เมื่อนั้น พระอวตารผู้ชาญชัยศรี
รับเอาแว่นแก้วมณี มีความยินดีเป็นพ้นนัก
ยอกรลูบหลังแล้วบรรหาร ท่านผู้มีปรีชาญแหลมหลัก
ควรเป็นวงศาสุรารักษ์ สมยศสมศักดิ์พานร
ตรัสแล้วจึ่งมีบัญชา สั่งพญาสุครีพชาญสมร
เร่งจัดโยธาพลากร จะไปราญรอนไพรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระสุริยาเรืองศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่โยธาวานรินทร์ ตั้งให้หลานอินทร์เป็นทัพหน้า
คุมพลห้าสมุทรคณนา ศักดาเดินได้ในอัมพร
เกียกกายคำแหงหนุมาน สิบสมุทรทวยหาญชาญสมร
เลือกล้วนกระบี่ฤทธิรอน เดินหลังสาครได้ดั่งดิน
ทัพหลวงโยธาสิบห้าสมุทร ล้วนมีฤทธิรุทรด้วยกันสิ้น
อาจช้อนพสุธาศิขริน ปล้นเอาเมืองอินทร์ได้ดั่งใจ
ยกกระบัตรสิบสมุทรโยธี ศรีชมพูพานเป็นนายใหญ่
พลลิงล้วนมีฤทธิไกร ดำดินไปได้ถึงบาดาล
กองหลังตั้งให้นิลนนท์ คุมพลห้าสมุทรทวยหาญ
ล้วนมีกำลังชัยชาญ เดินรอบจักรวาลไม่พริบตา
กรกุมสาตราอาวุธ ฤทธิรุทรเรี่ยวแรงแข็งกล้า
พร้อมพรั่งคั่งคึกเป็นโกลา คอยท่าเสด็จพระสี่กร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์ทรงศร
จึ่งชวนพระลักษมณ์ฤทธิรอน บทจรมาสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สองกษัตริย์สนานกายา สุคนธาหอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลารายพลอยโกมิน เชิงงอนเครือกินรีรำ
พระเชษฐาทรงผ้าโกสิต พื้นตองชวลิตเขียวขำ
พระอนุชาผ้าทิพย์พื้นดำ เชิงยกลายซ้ำเครือวัลย์
ต่างทรงชายไหวไหวระยับ ชายแครงแก้วประดับดวงกุดั่น
ฉลององค์ทรงประพาสต่างกัน ทับทรวงพื้นพรรณเพชรพราย
ตาบทิศสร้อยสนสังวาลแก้ว เฟื่องห้อยพลอยแววจำรัสฉาย
ทองกรรูปวาสุกรีกราย พาหุรัดจำหลักลายอลงการ
ทรงมหาธำมรงค์มงกุฎเก็จ กุณฑลเพชรจอนแก้วมุกดาหาร
ทรงศรฤทธิไกรชัยชาญ มาขึ้นรถสุรกานต์พรรณราย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

๏ รถเอยรถทรง เทเวศจำนงนำถวาย
ดุมวงล้วนแล้วด้วยแก้วลาย บัลลังก์เก็จเพชรพรายสลับพลอย
ประดับรูปเทวัญชั้นครุฑ กรยุดนาคหยัดสะบัดห้อย
งามระหงทรงลํ้าวิมานลอย กระหนกช้อยช่อตั้งอลังการ
เทียมด้วยเทพพาชีเผ่นผยอง ถวายชัยเริงร้องลำพองหาญ
มาตุลีขี่ขับดั่งลมพาน ธงฉานธงชัยนำพล
ประดับเครื่องอภิรุมชุมสาย พรายพรายพยับโพยมหน
ปี่กลองฆ้องขานอึงอล ดนตรีแตรสังข์ประสานกัน
โยธาวานรโห่ร้อง กึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มควัน ขับพวกพลขันธ์รีบไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ รุกร้น

๏ ครั้นถึงจึ่งแลเห็นทัพ ตั้งรับอยู่เชิงเขาใหญ่
ตรัสสั่งหลานท้าวหัสนัยน์ ให้เข้าหักโหมโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพญาพาลีเรืองศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ขับพลกระบี่เข้ารอนราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เหล่าลิงวิ่งเข้าโรมรุก ไล่บุกเอาด้วยกำลังหาญ
ถีบตบขบกัดหมู่มาร โห่สะท้านสะเทือนเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลอสุรยักษา
รบชิดไม่คิดชีวา เข้าไล่เข่นฆ่ากระบี่ไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างยิงบ้างแทงแย้งยุทธ์ พุ่งซัดอาวุธน้อยใหญ่
วิ่งหมุนหนุนแน่นกันเข้าไป ลุยไล่พิฆาตฟาดตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น พวกพลโยธากระบี่ศรี
ต่างโผนโจนจับอสุรี ด้วยกำลังฤทธีมหิมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พลยักษ์ล้มตายลงกับกร วานรเขม้นเข่นฆ่า
หัวขาดตัวขาดดาษดา อสุราแตกยับทับกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น แสงอาทิตย์ฤทธิแรงแข็งขัน
เห็นวานรหักโหมโรมรัน กุมภัณฑ์แตกตายไม่สมประดี
พิโรธโกรธกริ้วร้องตวาด ฉวยชักศรสาตร์ยักษี
พาดสายน้าวหน่วงด้วยฤทธี อสุรีก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงเลื่อนลั่นครรชิต เป็นศรอกนิษฐ์ไม่นับได้
ต้องพลโยธีกระบี่ไพร บรรลัยด้วยฤทธิ์กุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์รังสรรค์
เห็นยักษีแผลงศรมาโรมรัน ต้องพวกพลขันธ์วานร
จึ่งชักอัคนิวาตฤทธิรงค์ พาดลงกับคันธนูศร
พระเนตรมุ่งหมายจะราญรอน ภูธรแผลงไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ศรชัยไปต้องรถทรง องค์แสงอาทิตย์ยักษี
หักยับเป็นภัสม์ธุลี ไกรสรสารถีก็วายปราณ
บรรดาวานรซึ่งม้วยมิด ก็กลับรอดชีวิตสังขาร
โห่สะเทือนเลื่อนลั่นสุธาธาร เยาะเย้ยขุนมารเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น แสงอาทิตย์สิทธิศักดิ์ยักษา
รถหักตกพื้นพสุธา อสุรากริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท ทำอำนาจผาดเสียงดั่งฟ้าลั่น
แกว่งตรีเงื้อง่ายืนยัน กุมภัณฑ์ก็ขว้างไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ โชติช่วงดั่งดวงอโณทัย ลอยไปตรงพักตร์พระจักรกฤษณ์
เวียนรอบรถแก้วชวลิต เสียงสนั่นครรชิตเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์นาถา
แลเห็นขุนยักษ์ขว้างจักรมา ผ่านฟ้าจับศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ พลายวาตไปต้องจักรมาร แหลกลาญไม่ทนกำลังได้
ถูกแสงอาทิตย์ฤทธิไกร เต็มไปทั่วทั้งอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งลูกพญาขรยักษี
ต้องศรเร่าร้อนดั่งอัคคี อสุรีเพียงสิ้นชีวัน
อุตส่าห์ขืนใจดำรงจิต คิดคุณพรหเมศรังสรรค์
ยอกรเหนือเกศบังคมคัล กุมภัณฑ์ร่ายเวทลูบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ศรนั้นก็หลุดออกทันที จะเจ็บช้ำอินทรีย์ก็หาไม่
อสุรีนิ่งนึกตรึกไตร มนุษย์นี้ฤทธิไกรยิ่งนัก
พร้อมทั้งวานรทหาร ว่องไวชำนาญในการหัก
แต่บรรดาอาวุธในเมืองยักษ์ เห็นจักไม่ผลาญชีวิตมัน
เว้นแต่แว่นแก้วอันวิเศษ ของบรมพรหเมศรังสรรค์
เรืองฤทธิไกรดั่งไฟกัลป์ เห็นจะล้างชีวันมันบรรลัย
คิดแล้วสั่งจิตรไพรี พี่เลี้ยงผู้มีอัชฌาสัย
ตัวท่านจงรีบขึ้นไป เฝ้าไทบรมธาดา
ขอเอาแว่นวชิราวุธ อันเรืองฤทธิรุทรแกล้วกล้า
ลงมาให้น้องอย่าช้า จะได้เข่นฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงร่วมใจยักษี
รับสั่งถวายอัญชุลี สำแดงฤทธีเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงบรมพรหเมศ น้อมเกศบังคมประนมไหว้
ทูลว่าแสงอาทิตย์ฤทธิไกร ให้ข้ามาเฝ้าบทมาลย์
ด้วยกรุงลงกาอาณาจักร มีหมู่ปรปักษ์มาหักหาญ
เคี่ยวเข็ญเข่นฆ่ากันช้านาน เดือดร้อนรำคาญทั้งบุรี
ทศกัณฐ์ให้ออกต่อยุทธ์ กับสองมนุษย์กระบี่ศรี
จะขอเอาแว่นแก้วมณี ไปล้างชีวีพวกมัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวธาดารังสรรค์
ฟังจิตรไพรีกุมภัณฑ์ ทรงธรรม์ฉงนสนเท่ห์ใจ
นิ่งอยู่เป็นครู่แล้วบรรหาร ไยจึ่งว่าขานฉะนี้ได้
เมื่อกี้เอ็งมาเอาไป ตัวกูส่งให้อสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งจิตรไพรียักษา
ได้ฟังองค์ท้าวธาดา ตกใจดั่งว่าจะม้วยมิด
หน้าซีดผาดเผือดลงทันที อสุรีจึ่งตอบประกาศิต
เป็นไฉนฉะนี้พระทรงฤทธิ์ จึ่งไม่พินิจให้แจ้งใจ
ไพรีมันปลอมขึ้นมา ควรหรือผ่านฟ้าจึ่งส่งให้
เมื่อฉะนี้จะคิดประการใด น้อยใจเป็นพ้นพันทวี
แต่องค์พระพรหมเป็นเจ้า ยังไม่รู้เท่ากระบี่ศรี
ว่าแล้วมิได้อัญชุลี อสุรีก็เหาะกลับมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ องค์แสงอาทิตย์ยักษา
ทูลว่าอันแว่นรัตนา ที่ท้าวธาดาธิบดี
ข้าศึกมันแปลงขึ้นไปก่อน ลวงท้าวแปดกรเรืองศรี
พระองค์ไม่สงสัยไพรี ส่งแว่นมณีให้มัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น แสงอาทิตย์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังพี่เลี้ยงร่วมชีวัน กุมภัณฑ์ตระหนกตกใจ
หน้าซีดผาดเผือดสลดลง จะดำรงอินทรีย์มิใคร่ได้
ดั่งพระกาลมาผลาญชีวิตไป ไม่เป็นอารมณ์สมประดี
เอะไฉนฉะนี้นะพี่เอ๋ย กระไรเลยไอ้พวกกระบี่ศรี
มันจึ่งล่วงรู้ถึงเพียงนี้ ไปเอาแว่นมณีถึงโสฬส
เหตุด้วยพิเภกลุงเรา บอกเล่าศัตรูให้รู้หมด
เพราะว่านํ้าจิตนั้นคิดคด ทรยศจะล้างพงศ์พันธุ์
อนิจจาตัวกูผู้ทรงฤทธิ์ ชีวิตไม่ควรจะอาสัญ
เสียแรงเป็นชายชาญฉกรรจ์ ไม่รู้เท่าทันไพรี
ได้ความอัปยศอดสู แก่หมู่เทวาทุกราศี
สู้ตายไม่เสียดายชีวี จะต่อตีไปกว่าจะบรรลัย
ว่าแล้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กระทืบบาทสนั่นหวั่นไหว
ชวนพระพี่เลี้ยงผู้ร่วมใจ เข้าไล่ตีโยธาวานร ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
เห็นสองอสุรามาราญรอน ไล่พวกนิกรโยธี
จึ่งเสด็จจากราชรัถา กับพระอนุชาเรืองศรี
สององค์ทรงฤทธิ์ราวี เข้าต่อตีด้วยสองกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ พระเชษฐาโจมจับแสงอาทิตย์ ด้วยกำลังฤทธิ์แข็งขัน
องค์พระอนุชาวิลาวัณย์ จับกันกับจิตรไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองอสุรยักษี
รับรองป้องกันประจัญตี อสุรีจับสองกษัตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แสงอาทิตย์จับองค์พระจักรภุช ทะยานยุทธ์เขม้นเข่นฆ่า
ฝ่ายจิตรไพรีอสุรา กับพระอนุชาเข้าจับกัน
ต่างตีต่างรับสับสน ต่างตนเรี่ยวแรงแข็งขัน
ต่างถอยต่างไล่พัลวัน ติดพันหลบหลีกไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์นาถา
โลดโผนโจนไปด้วยฤทธา เหยียบบ่าทั้งสองอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ งามดั่งพระกาลชาญฤทธิ์ จะมาเอาชีวิตยักษี
เคล่าคล่องว่องไวไปในที ตีต้องอสุรีทั้งสองตน
ซวนไปด้วยกำลังฤทธิรงค์ สองพระองค์หวดซํ้าหลายหน
อันหมู่กระบี่รี้พล โห่ร้นเยาะเย้ยอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น แสงอาทิตย์สิทธิศักดิ์ยักษา
เจ็บช้ำระยำทั้งกายา โกรธาจับศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ อันเขาอิสินธรยุคุนธร ก็เอนอ่อนกัมปนาทหวาดไหว
ต้องหมู่โยธีกระบี่ไพร บรรลัยเกลื่อนกลาดดาษดิน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์ทรงศิลป์
เห็นศรแสงอาทิตย์อสุรินทร์ มาต้องหมู่กระบินทร์โยธี
พระนารายณ์ทรงจับพรหมาสตร์ พระลักษมณ์ชักพลายวาตศรศรี
พาดสายหมายสองอสุรี ภูมีผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ วานรกลับเป็นขึ้นมา อสุราล้มตายอกนิษฐ์
พรหมาสตร์ต้องอกแสงอาทิตย์ พลายวาตต้องจิตรไพรี
ก็ล้มลงกับพื้นพระสุธา ด้วยกำลังศักดาศรศรี
พิษกลุ้มรุ่มร้อนดั่งอัคคี ก็สุดสิ้นชีวีด้วยกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

ยานี

๏ เมื่อนั้น เทวานางฟ้าในสวรรค์
เห็นแสงอาทิตย์กุมภัณฑ์ สุดสิ้นชีวันวายปราณ
ต่างองค์ชื่นชมโสมนัส แซ่ซ้องตบหัตถ์ฉัดฉาน
บ้างเผยแกลทิพย์วิมาน โปรยบุษบาบานลงมา
กลิ่นสุคนธ์หอมหวนอวลอบ ตลบซาบซ่านนาสา
บ้างดีดสีตีเป่าเป็นโกลา เทวาอวยชัยถวายพร
พระองค์จงทรงศักดายศ ปรากฏพระเกียรติด้วยแสงศร
ศัตรูอย่ารอต่อกร ให้ถาวรจำเริญสวัสดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ สาธุการ

๏ เมื่อนั้น พระสฤษฎิ์รักษ์เรืองศรี
ครั้นเสร็จสังหารอสุรี สิ้นทั้งโยธีกุมภัณฑ์
เทวาโปรยทิพย์มาลาช เกลื่อนกลาดลงมาแต่สวรรค์
หอมตลบอบกลิ่นสุคันธ์ ทรงธรรม์ยินดีปรีดา
พระเก็บชมดมดวงผกาแก้ว แล้วยื่นให้องค์กนิษฐา
บรรดาวานรโยธา ทัดดมบุปผาสำราญใจ
จึ่งเสด็จขึ้นยังเวไชยันต์ ให้เลิกพลขันธ์น้อยใหญ่
วานรโห่เร้าเอาชัย กลับไปพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายสารัณฑูตยักษี
เห็นแสงอาทิตย์สิ้นชีวี ทั้งหมู่โยธีกุมภัณฑ์
ความกลัวเพียงจะแทรกสุธาธาร สองมารตกใจตัวสั่น
บุกชัฏลัดป่าพนาวัน ก็พากันรีบเข้ายังลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงก้มเกล้าบังคมทูล ท้าวราพณาสูรยักษา
ว่าองค์สมเด็จพระนัดดา ไปต่อฤทธาด้วยไพรี
บัดนี้สิ้นชีพบรรลัยลาญ ทั้งพวกทวยหาญยักษี
ข้าศึกนั้นเลิกโยธี คืนไปยังที่ทัพมัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ฟังข่าวเร่าร้อนดั่งเพลิงกัลป์ กุมภัณฑ์นิ่งขึงตะลึงไป
ความอาลัยเสียดายหลานรัก พญายักษ์ทอดถอนใจใหญ่
ฉิฉะมนุษย์กับลิงไพร มาดูหมิ่นได้ไม่เกรงกัน
ตัวกูก็ทรงอานุภาพ ปราบได้ทั่วทั้งสรวงสวรรค์
จะออกไปแก้แค้นแทนมัน หั่นเสียมิให้ครือคอกา
ว่าแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งมโหทรมารยักษา
เร่งจัดจตุรงค์โยธา กูจะไปเข่นฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมโหทรมารยักษี
รับสั่งถวายอัญชุลี ออกมาจากที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่จตุรงค์องอาจ เลือกล้วนสามารถแข็งขัน
หมู่หนึ่งหน้าไพร่ใจฉกรรจ์ ใส่เสื้อสีจันทน์ถือทวนแทง
หมู่หนึ่งหน้ากากเสื้อดำ ถือหอกกรายรำกวัดแกว่ง
หมู่หนึ่งหน้าแสยะเสื้อแดง ถือธนูคอนแล่งลูกยา
หมู่หนึ่งหน้าขบเสื้อขาว โพกหัวถือง้าวเงื้อง่า
ขุนช้างขี่ช้างชนะงา ขุนม้าขี่ม้าอัสดร
ขุนรถขึ้นขี่รถศึก ห้าวฮึกล้วนถือธนูศร
ต่างตนต่างอวดฤทธิรอน คอยเสด็จบทจรอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
ครั้นค่ำสนธยาราตรี ก็เข้าที่เหนือแท่นบรรทมใน
แต่ดำริตริตรองการณรงค์ จะหลับลงสักน้อยก็หาไม่
ให้ผุดลุกผุดนั่งวุ่นไป ทั้งอาลัยถึงองค์พระนัดดา
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นจิต ดั่งปืนพิษปักทรวงยักษา
จนรุ่งสางสว่างเวลา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สนานกายนํ้าทิพย์อโนดาต ใสสะอาดโปรยปรายดั่งสายฝน
ทรงสุคนธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนเรณูสุมามาลย์
สนับเพลาเชิงงอนมังกรเกี้ยว ภูษาเขียวพื้นตองทองประสาน
ชายแครงเครือหงส์อลงการ ชายไหวลายก้านกระหนกพัน
ฉลององค์ทรงเกราะสำหรับศึก รัดอกแก้วผลึกทับทิมคั่น
ตาบทิศทับทรวงสังวาลวัลย์ ทองกรกุดั่นพาหุรัด
ธำมรงค์เรือนเก็จทับทิมทิพย์ ทรงถ้วนทั้งสิบนิ้วพระหัตถ์
มงกุฎแก้วกุณฑลดอกไม้ทัด กรรเจียกเพชรจำรัสอลงกรณ์
ยี่สิบหัตถ์จับเทพสาตรา จักรแก้วคทาธนูศร
ดั่งองค์เวสสุวัณฤทธิรอน บทจรมาขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถศึก กำกงแก้วผลึกอลงกต
แปรกแอกงอนอ่อนชด ชั้นลดบัลลังก์กระจังรัตน์
ประดับเทพนมประนมนิ้ว สุบรรณจับนาคหิ้วยืนหยัด
ดั่งรถทรงขององค์จักรพรรดิ จตุรมุขงามทัดพิมานอินทร์
เทียมด้วยราชสีห์สี่พัน โลทันมือถือธนูศิลป์
ขับแข่งเร็วรุดดั่งครุฑบิน เครื่องสูงครบสิ้นสำหรับรถ
ธงชายปลายโบกสะบัดใบ ธงชัยนำพลเป็นกำหนด
ปี่ฆ้องกลองสนั่นบรรพต ผงคลีบังบดพระสุริยน
หมู่มารโห่เร้าเอาฤกษ์ เอิกเกริกกึกก้องโกลาหล
รีบพวกโยธีรี้พล ขับร้นเร่งราชรถไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงให้หยุดจตุรงค์ ตั้งลงโดยกระบวนพยุห์ใหญ่
ตามครุฑนามเกรียงไกร มั่นไว้คอยทัพวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์ทรงศร
ครั้นสิ้นแสงสีรวีวร ศศิธรเยี่ยมยอดสัตภัณฑ์
ดาราดาดาษกลาดเกลื่อน ลอยเลื่อนพรรณรายฉายฉัน
ไสยาสน์เหนืออาสน์สุวรรณ ทรงธรรม์รำพึงคะนึงคิด
ที่จะล้างอสุรหมู่มาร อันหยาบช้าสาธารณ์ทุจริต
ให้สิ้นพวกพาลาปัจจามิตร พระทรงฤทธิ์ไม่เป็นจะนิทรา
จนปักษินบินว่อนร่อนร้อง แสงทองจำรัสพระเวหา
จึ่งสระสรงทรงเครื่องอลงการ์ เสด็จออกยังหน้าพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมหมู่เสนาพานรินทร์ สิ้นทั้งทหารน้อยใหญ่
พอได้ยินสำเนียงเกรียงไกร ภูวไนยมีราชโองการ
ดูก่อนพิเภกยักษี วันนี้ใครยกทวยหาญ
จะเป็นทศกัณฐ์ขุนมาร หรือวงศ์วารพันธุมิตรอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ก็จับยามสามตาพิเคราะห์ไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ นับแต่อาทิตย์มาหาจันทร์ แบ่งปันมิให้คลาดเคลื่อนได้
ก็รู้แจ้งไม่คลางแคลงใจ บังคมไหว้สนองพระวาที
ในยามว่าใช่สุริย์วงศ์ พงศ์พันธุ์มิตรสหายยักษี
คือองค์เจ้าลงกาอสุรี เป็นจอมโยธีออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ได้ฟังพิเภกโหรา ผ่านฟ้าสั่งลูกพระสุริยัน
จงจัดโยธาพลากร วานรฤทธิแรงแข็งขัน
จะยกออกไปโรมรัน ด้วยทศกัณฐ์อสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ จัดเอากระบินทร์นิลนนท์ คุมพลเจ็ดสมุทรเป็นทัพหน้า
เกียกกายลูกพระพายเทวา โยธาสิบสมุทรวานร
ทัพหลวงนั้นยี่สิบสมุทร ชำนาญยุทธ์ห้าวหาญชาญสมร
ยกกระบัตรองคตฤทธิรอน คุมนิกรนับสิบสมุทรไท
กองหลังเจ็ดสมุทรทวยหาญ ศรีชมพูพานเป็นนายใหญ่
ปีกป้องกองขันกองชัย จัดไว้ครบถ้วนกระบวนยุทธ์
ล้วนถือซึ่งเทพสาตรา กวัดแกว่งไปมาอุตลุด
ต่างแผลงสำแดงฤทธิรุทร คอยพระจักรภุชจรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ชวนพระอนุชาร่วมชีวี เสด็จมาที่สรงชลธาร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ วารีโปรยปรายดั่งสายฝน จากดวงโกมลหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุมามาลย์ สนับเพลาเครือก้านกระหนกงอน
พระเชษฐาผ้าทิพย์พื้นม่วง ลอยดวงเป็นรูปไกรสร
พระอนุชาภูษาเชิงมังกร ลายรูปกินนรฟ้อนกราย
ชายแครงชายไหวฉลององค์ ต่างทรงสังวาลสามสาย
ตาบทิศทับทรวงจำหลักลาย พาหุรัดเพชรพรายทองกร
ธำมรงค์ค่าเมืองเรือนครุฑ มงกุฎเนาวรัตน์ประภัสสร
ทรงมหากุณฑลกรรเจียกจร ดอกไม้ทัดอรชรรูจี
พระเชษฐานั้นทรงพรหมาสตร์ พระลักษมณ์จับพลายวาตศรศรี
สององค์งามยิ่งในธาตรี จรลีตามกันมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถอินทร์ กงแก้วโกมินอลงกต
สามงอนอ่อนสลวยชวยชด เครือขดช่อตั้งกระจังราย
ชั้นหนึ่งครุฑจับภุชงค์ผยอง ชั้นสองเทพนมเฉิดฉาย
ชั้นสามกินรีรำกราย บุษบกแก้วลายอรชร
เทียมด้วยสินธพเทพบุตร ฤทธิรุทยิ่งพญาไกรสร
พระลักษมณ์นั่งหน้าประนมกร มาตุลีขับจรดั่งลมพัด
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงริ้วทิวรายปลายสะบัด
หมู่พหลพลแห่เยียดยัด ขนัดกลองฆ้องขานอึงอล
เสียงสินธพร้องก้องกึก โห่ฮึกประสานกาหล
ผงคลีบดบังพระสุริยน เร่งพลรีบเวไชยันต์ไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ รุกร้น

๏ ครั้นถึงเห็นทัพทศกัณฐ์ ตั้งมั่นอยู่เชิงเขาใหญ่
จึ่งให้หยุดพหลพลไกร ไว้ดูกำลังอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
ยืนรถอยู่กลางโยธี เห็นทัพกระบี่ยกมา
สิบปากขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์ผาดแผลงสำแดงกล้า
กระทืบบาทมีราชบัญชา เร่งพลโยธาเข้ารอนราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรทวยหาญ
กวัดแกว่งอาวุธดั่งเพลิงกาล โถมทะยานเข้าตีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ปีกซ้ายปีกขวากระหนาบกัน บุกบันอุตลุดไม่หยุดหย่อน
ยิงแย้งแทงฟันประจัญกร ยิ่งตายยิ่งต้อนเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่โยธีกระบี่ป่า
แยกทัพออกรับเป็นปีกกา แล้วตีประดาเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พลลิงพลยักษ์เข้าหักกัน พัลวันต่างหนีต่างไล่
เป็นหมู่หมู่เหล่าเหล่าเข้าชิงชัย ไพร่นายตายกลาดปถพี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกพลมารยักษี
รบชิดไม่คิดชีวี เข้าไล่ต่อตีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โรมรันฟันแทงสับสน ลางตนก็ยิงธนูศร
ต่างกล้าต่างหาญเข้าราญรอน ตะลุมบอนไม่ละลดกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น โยธาวานรแข็งขัน
รบชิดไม่คิดชีวัน ขบฟันเข้าไล่อสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พลยักษ์หัวขาดตัวขาด แตกตายเกลื่อนกลาดไปทั้งป่า
วานรไล่บุกรุกมา จนถึงหน้ารถอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
เห็นพลตายยับไม่สมประดี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
กระทืบบาทผาดแผดสุรเสียง สำเนียงก้องป่าดังฟ้าลั่น
กวัดแกว่งอาวุธเป็นเปลวควัน ให้โลทันขับรถเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวาอุตลุด พุ่งซัดอาวุธน้อยใหญ่
วานรแตกพ่ายกระจายไป ด้วยฤทธิไกรอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ครั้นเห็นทศกัณฐ์เจ้าลงกา ขับรถเข้ามาโจมตี
วานรแตกตายพ่ายพัง ด้วยกำลังศักดายักษี
จึ่งจับศรสิทธิ์ฤทธี ภูมีก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงดั่งเสียงลมกรด บรรพตจักรวาลสะท้านไหว
ราชสีห์สารถีก็บรรลัย รถชัยหักยับแหลกลาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรใจหาญ
รถหักตกลงกับดินดาน ขุนมารกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์
ยี่สิบหัตถ์กวัดแกว่งสาตรา ยี่สิบตาดั่งดวงพระสุริย์ฉัน
กระทืบบาทขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์ถาโถมเข้าโจมยุทธ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ฉวยงอนรถทรงด้วยองอาจ กวัดแกว่งศรสาตร์อุตลุด
งามดั่งราหูฤทธิรุทร เข้ายุดรถจันทราในราตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
กับพระอนุชาร่วมชีวี เข้าไล่โจมตีกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระรามเหยียบเข่าขวาขุนยักษ์ ฝ่ายองค์พระลักษมณ์รังสรรค์
โจนเหยียบเข่าซ้ายยืนยัน กลอกกลับจับกันไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษา
ผู้เดียวรับจับสองกษัตรา อสุราป้องกันประจัญตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวาอุตลุด ด้วยสาตราวุธไม่ถอยหนี
เคล่าคล่องว่องไวในที อสุรีไม่ละลดกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองสุริย์วงศ์ทรงศร
รบหนักหักหาญราญรอน ตะลุมบอนไล่ตีอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระนารายณ์หวดด้วยศรทรง ต้ององค์ทศพักตร์ยักษา
กระเด็นไปยังเชิงบัพพตา ด้วยกำลังฤทธาพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี อสุรีจับศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เกิดเป็นอาวุธเก้าประการ ตกเต็มดินดานไม่นับได้
ต้องหมู่โยธีกระบี่ไพร บรรลัยเกลื่อนกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์นาถา
เห็นศรทศกัณฐ์แผลงมา เป็นอาวุธสังหารวานร
ตายกลาดดาษพื้นสุธาธาร พระอวตารก็ชักพระแสงศร
พาดสายหมายเขม้นจะราญรอน ภูธรผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องหมู่พหลพลมาร วายปราณเกลื่อนกลาดอกนิษฐ์
บรรดาวานรซึ่งม้วยมิด กลับได้ชีวิตคืนมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสิบพักตร์ยักษา
เห็นศรมนุษย์มีศักดา ไล่ล้างโยธาแหลกลาญ
จึ่งจับจักรแก้วโมลี อันมีเดชดั่งพระสุริย์ฉาน
หมายล้างสองกษัตริย์ให้วายปราณ ขุนมารขว้างไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงก้องสนั่นทั้งอากาศ โอภาสจำรัสรัศมี
โชติช่วงดั่งดวงอัคคี ลอยอยู่ที่พักตร์พระสี่กร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญสมร
เห็นขุนยักษ์ขว้างจักรมาราญรอน จับศรพรหมาสตร์แผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ไล่ล้างจักรกรดฤทธิรงค์ แหลกลงไม่ทานกำลังได้
พลมารตายยับทั้งทัพชัย แล้วไปต้ององค์ทศกัณฐ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ต้องศรเพียงสิ้นชีวัน กุมภัณฑ์ร่ายเวทอันศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนเจ็ดคาบก็ลูบลง ทั่วสารพางค์องค์ยักษา
ศรนั้นหลุดจากกายา อสุราหวาดหวั่นพรั่นใจ
พอพระทินกรอัสดง เลี้ยวลงลับเหลี่ยมเขาใหญ่
ให้เลิกพหลพลไกร คืนไปลงกาธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ครั้นทศเศียรอสุรี เลิกโยธีกลับไปลงกา
จึ่งเสด็จขึ้นยังรถทรง กับองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
ให้เคลื่อนพหลโยธา คืนเข้าพลับพลาอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศเศียรชาญสมร
ครั้นถึงลงกาพระนคร บทจรขึ้นยังปราสาทชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ พร้อมฝูงอนงค์นาฏน้อยใหญ่
เฟี้ยมเฝ้าเดียรดาษกลาดไป ดั่งดาวล้อมแขไขในเมฆา
จึ่งมีมธุรสบรรหาร แก่มณโฑเยาวมาลย์เสน่หา
เจ้าผู้ดวงใจนัยนา ร่วมทุกข์ร้อนมาด้วยกัน
วันนี้พี่ยกโยธี แสนสุรเสนีทัพขันธ์
ออกไปหักโหมโรมรัน ประจัญด้วยหมู่ปัจจามิตร
ต้องศรเจ็บช้ำทั้งกาย พลเราล้มตายอกนิษฐ์
ฝ่ายข้างไพรีมีฤทธิ์ จะคิดฆ่ามันนั้นยากนัก
แต่งให้สุริย์วงศ์องค์ใด ออกไปชิงชัยหาญหัก
มีแต่แพ้พวกทรลักษณ์ หนักใจเป็นพ้นพันทวี
ตัวเจ้าผู้มีปรีชา จงดำริตริตราช่วยพี่
ยังเห็นผู้ใดที่ไหนมี จึ่งจะล้างไพรีให้แหลกลาญ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑผู้ยอดสงสาร
ฟังพระภัสดาบัญชาการ เยาวมาลย์นบนิ้วดุษฎี
กราบลงแทบเบื้องบาทบงสุ์ ทูลองค์พญายักษี
พระสหายรักร่วมชีวี มีอานุภาพมหิมา
ผ่านกรุงจักรวาลพระนคร นามกรสัตลุงยักษา
กับองค์ตรีเมฆนัดดา บุตรพญาตรีเศียรขุนมาร
แต่ละองค์ล้วนทรงกำลังฤทธิ์ ทศทิศเลื่องชื่อลือหาญ
จงให้ไปหามาคิดการ ช่วยกันรอนราญไพรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ฟังองค์อัครราชเทวี ยินดีดั่งได้วิมานฟ้า
ลูบหลังแล้วมีประกาศิต ดวงชีวิตพี่ยอดเสน่หา
จริงแล้วพระสหายกับนัดดา อนิจจาควรหรือลืมไป
ต่อเจ้ามาว่าบัดเดี๋ยวนี้ ตัวพี่จึ่งคิดขึ้นได้
อันสงครามมนุษย์กับลิงไพร ที่อาจใจจะได้เห็นกัน
ตรัสพลางชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลสันต์
เชยชมวนิดาวิลาวัณย์ กุมภัณฑ์เข้าที่นิทรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กล่อม

๏ ครั้นพระสุริยาเรืองรอง แสงทองจำรัสพระเวหา
สระสรงทรงเครื่องอลงการ์ เสด็จมาออกท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมหมู่เสนาพฤฒามาตย์ กระวีราชสุริย์วงศ์น้อยใหญ่
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป ภูวไนยจึ่งมีโองการ
สั่งเปาวนาสูรขุนยักษ์ ให้แต่งลักษณ์อักษรราชสาร
ไปถึงพระสหายชัยชาญ ยังกรุงจักรวาลพารา
ว่าลงกานี้เกิดยุทธ สัประยุทธ์เคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า
เชิญพระสหายร่วมชีวา มาช่วยคิดล้างไพรี
แล้วไปหาตรีเมฆฤทธิรงค์ บุตรองค์ตรีเศียรยักษี
อันเป็นหลานรักของกูนี้ ให้ยกโยธีมาช่วยกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรคนขยัน
รับสั่งถวายบังคมคัล กุมภัณฑ์ก็แต่งสารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ จารึกลงแผ่นสุพรรณบัฏ โดยโองการตรัสยักษา
ใส่ในกล่องแก้วแววฟ้า ส่งให้กาลสูรขุนมาร
แล้วสั่งนนทสูรกุมภัณฑ์ อันมีปรีชากล้าหาญ
ให้ไปหาตรีเมฆชัยชาญ โดยราชโองการอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กาลสูรนนทสูรยักษี
รับสารรับสั่งเสนี ยอกรชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ สองนายขึ้นสองอัสดร อันมีฤทธิรอนแกล้วกล้า
ออกจากนครลงกา ก็แยกมรคากันไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ ฝ่ายกาลสูรขุนมาร ก็ถึงจักรวาลกรุงใหญ่
เข้ายังศาลาลูกขุนใน นั่งไหว้มหาเสนี
แจ้งว่าพระผู้พงศ์พรหเมศ มงกุฎเกศลงกาบุรีศรี
ใช้ข้าถือสารสวัสดี มาเฝ้าธุลีบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น เสนีผู้มียศถา
รับเอาพระราชสารา แล้วพากันเข้ายังพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไปเฝ้า น้อมเกล้าประนมบังคมไหว้
ทูลว่าพระองค์ทรงภพไตร ในกรุงลงกาธานี
บัญชาใช้ให้กาลสูร มาจำทูลพระราชสารศรี
ยังพระองค์ผู้ทรงฤทธี โดยทางไมตรีแต่ก่อนมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ