สมุดไทยเล่มที่ ๓

ร่าย

๏ [1]เมื่อนั้น พระอิศวรบรมนาถา
ได้ฟังฝูงเทพเทวา ผ่านฟ้ากริ้วโกรธดั่งเพลิงกาฬ
เหม่เหม่ไอ้ตรีบูรัม มาทำองอาจอวดหาญ
มันนี้เสียสัตย์ปัฏิญาณ กูจะผลาญให้ม้วยชีวี
ตรัสแล้วจึ่งมีบัญชา ดูราองค์ท้าวโกสีย์
ซึ่งจะดับเข็ญในครั้งนี้ เห็นว่าไม่มีผู้ใด
ถึงองค์บรมพรหเมศ พระนารายณ์เรืองเดชไม่ปราบได้
จิตุบทจิตุบาทจงเร่งไป เชิญไทพรหเมศนารายณ์มา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จิตุบทจิตุบาทแกล้วกล้า
ก้มเกล้ารับเทวบัญชา ถวายบังคมลาแล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพระเป็นเจ้าสององค์ นั่งลงยอกรบังคมไหว้
ทูลว่าพระจอมภพไตร ให้ข้ามาแจ้งเหตุการณ์
ด้วยตรีบูรัมอสุรา ย่ำยีเทวาทุกสถาน
ได้ความเดือดร้อนรำคาญ ขอเชิญบทมาลย์ไปบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักราธาดาเรืองศรี
ได้ฟังรับสั่งพระศุลี ต่างสำแดงฤทธีแล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ถึงไศลไกรลาศบรรพต ยอกรประณตประนมไหว้
คอยฟังบัญชาเจ้าภพไตร ที่ในท่ามกลางเทวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสยมภูวนาถนาถา
เห็นองค์บรมพรหมา กับพระจักราเรืองฤทธิ์
จึ่งตรัสว่าบัดนี้ตรีบูรัม มันทำสาธารณ์ทุจริต
เราจะสังหารผลาญชีวิต ให้สิ้นพิษสิ้นเสี้ยนธาตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์พรหเมศเรืองศรี
รับเทวบัญชาพระศุลี นบนิ้วดุษฎีแล้วทูลไป
ซึ่งจะดับเข็ญให้เย็นเกศ ทั่วฝูงเทเวศร์น้อยใหญ่
พระคุณลํ้าลบภพไตร ดั่งฉัตรชัยบังแสงทินกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎไกรลาสสิงขร
จึงมีบัญชาอันสุนทร ซึ่งจะไปราญรอนขุนมาร
ครั้งนี้เป็นศึกดึกดำบรรพ์ จะอยู่ชั่วกัปกัลป์อวสาน
กราบเท่านารายณ์อวตาร ลงไปสังหารอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ยานี

๏ ตรัสแล้วเอากำลังพรหเมศ ประสมเดชพระองค์อันแกล้วกล้า
เป็นเกราะเพชรอลงกตรจนา ศักดาเลิศลํ้าธาตรี
จึงเอากำลังพระเมรุนั้น เป็นคันธนูชัยศรี
ชื่อมหาโลหะโมลี มีอานุภาพเพริศพราย
เอากำลังอนันตนาคา ซึ่งมีพิษมาเป็นสาย
อันกำลังองค์พระนารายณ์ เป็นลูกศรผลาญกายอสุรี
แต่บรรดาศัสตราอาวุธ ล้วนกำลังเทพบุตรทุกราศี
เสร็จแล้วองค์พระศุลี ให้จัดโยธีชาญฉกรรจ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จิตุบทฤทธิแรงแข็งขัน
รับสั่งพระองค์ทรงธรรม์ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ จัดเอาพระขันทกุมาร อันเรืองเดชชัยชาญเป็นทัพหน้า
คุมอสุรโขมดมารยา พระราหูถือเทพธงชัย
องค์พระพิเนตรเป็นปีกซ้าย คุมห่าโหงพรายน้อยใหญ่
พระพินายผู้ปรีชาไว เป็นปีกขวาให้คุมคนธรรพ์
เกียกกายพระกาลชาญฤทธิ์ คุมวิทยาธรแข็งขัน
ยกกระบัตรนั้นท้าวเวสสุวัณ คุมหมู่กุมภัณฑ์เข้าราวี
พระเพลิงกองหลังรั้งท้าย คุมอสุรกายภูตผี
กวัดแกว่งอาวุธเป็นโกลี คอยเสด็จเจ้าตรีโลกา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมนาถา
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงสุริยา เสด็จมาโสรจสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงสุคนธาทิพย์หอมหวาน
สนับเพลาเชิงงอนอลงการ ภูษิตทองผสานดวงลอย
ชายแครงชายไหวไหวระยับ พลอยประดับจับแสงดั่งหิ่งห้อย
ฉลององค์เกราะแก้วอย่างน้อย สอดสร้อยทับทรวงสังวาลวัลย์
ตาบทิศทองกรมังกรพด พาหุรัดมรกตทับทิมคั่น
ธำมรงค์เพชรเหลืองเรือนสุบรรณ มงกุฎแก้วกุดั่นกรรเจียกจร
ห้อยพวงมาลัยดอกไม้ทัด ดอกไม้ทิพย์จำรัสประภัสสร
จับมหาโมลีฤทธิรอน ฝูงเทพนิกรก็ตามมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

๏ ครั้นถึงจึ่งทรงอุศุภราช ฤทธิรงค์องอาจแกล้วกล้า
ให้เคลื่อนทัพเทพยาตรา พระราหูโบกธงนำไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

โทน

๏ โคอุศุภราช ร้ายกาจรณรงค์สูงใหญ่
สี่เท้าด่างผ่องยองใย หางขาวอำไพโสภา
หน้าแด่นดั่งใบโพธิ์ทอง ขับคล่องว่องไวใจกล้า
ผูกเครื่องอร่ามทั้งกายา แต่ล้วนมหาเนาวรัตน์
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงทิวริ้วรายกรรชิงฉัตร
พัดโบกโบกบนดั่งลมพัด ปี่กลองเป็นขนัดประโคมครึก
เสียงโห่พ่างเพียงจะล่มภพ พลหาญร่านรบคะนองศึก
แกว่งอาวุธวามคำรามฮึก คึกคึกเร่งรีบเหาะไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงโสฬสนคร จึ่งหยุดนิกรทัพใหญ่
สั่งพระโอรศยศไกร ให้เข้าล้อมราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระขันทกุมารเรืองศรี
รับสั่งแล้วขับโยธี เข้าไปโดยมีพระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่ปิศาจแกล้วกล้า
โห่ร้องอื้ออึงคะนึงมา ดากันเข้าล้อมเมืองมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายตรีบูรัมใจหาญ
สถิตบัญชรแก้วอลงการ ขุนมารทอดทัศนาไป
เห็นหมู่อริราชไพรี ยกพลโยธีทัพใหญ่
ล่วงมาถึงราชเวียงชัย ก็กริ้วโกรธดั่งไฟประลัยกัลป์
เหม่เหม่ใครหนอทะนงฤทธิ์ ไม่กลัวชีวิตจะอาสัญ
พลน้อยนิดหนึ่งเท่านั้น หรือจะครั้นฝีมืออสุรา
ตรัสแล้วมีราชโองการ สั่งเสนามารหาญกล้า
จงเกณฑ์พหลโยธา กูจะไปเข่นฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จี่งมหาเสนายักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชลีแล้วกลับไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เลือกสรรจัดกันเป็นหมู่หมวด เตรียมตรวจตามกระบวนพยุหใหญ่
ล้วนถืออาวุธเกรียงไกร พร้อมไว้ในหน้าพระลาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีบูรัมฤทธิไกรใจหาญ
แต่งองค์ทรงเครื่องอลงการ จับตระบองทะยานมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ให้เคลื่อนพิชัยรัถา ผงคลีมืดฟ้าบังบด
โห่สนั่นครั่นครื้นถึงโสฬส ขับทศโยธารีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นออกมานอกพระทวาร จึ่งให้หยุดพลทหารน้อยใหญ่
ตั้งเป็นทัพขันมั่นไว้ แลไปเห็นองค์เจ้าโลกา
หน้าซีดผาดเผือดตะลึงคิด น้อยจิตเศร้าโทมนัสสา
ทั้งกลัวทั้งแค้นแน่นอุรา พญามารมิได้อัญชุลี
แล้วร้องไปด้วยอหังการ ไฉนพระทรงญาณเรืองศรี
จึ่งยกโยธามาราวี เรานี้มีผิดสิ่งใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นไกรลาสเขาใหญ่
ได้ฟังก็ร้องตอบไป เหวยอ้ายจังไรใจฉกรรจ์
ตัวเองเป็นพาลทุจริต ถือผิดมืดมัวโมหันธ์
เดิมเมื่อขอพรกูวันนั้น ว่าจะรักษาธรรม์ประเวณี
เหตุใดจึ่งเบียนโลกา เทวามนุษย์แลฤๅษี
ให้ได้ความเดือดร้อนทั้งธาตรี กูไม่ไว้ชีวีขุนมาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อสุรีตรีบูรัมใจหาญ
ได้ฟังเทวราชโองการ ให้คิดเดือดดาลอหังการ์
แม้นมาตรถึงพรหมลิขิต สู้เสียชีวิตประเสริฐกว่า
กูไม่ง้องอนพระอิศรา ให้ปรากฏไว้ในธาตรี
คิดแล้วสั่งหมู่กุมภัณฑ์ จงแยกกันออกตีภูตผี
ฆ่าเสียให้สิ้นชีวี ด้วยกำลังฤทธีชัยชาญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งหมู่อสุราทวยหาญ
ก้มเกล้ารับสั่งพญามาร ก็ขับกันทะยานออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างไล่โรมรันฟันฟาด จะเกรงปีศาจก็หาไม่
รุกราญหาญหักชิงชัย โห่สนั่นหวั่นไหวเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระขันทกุมารแกล้วกล้า
ครั้นเห็นอสุรโยธา ดากันเข้าตีผีไพร
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงกาฬ กระทืบบาทสะท้านสะเทือนไหว
ขับพลโหงห่าเข้าชิงชัย ลุยไล่ล้างพวกกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ หัวขาดตัวขาดดาษดา ด้วยกำลังฤทธาแข็งขัน
ตายแตกแยกยับทับกัน ไล่ฟันหักโหมโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น จึ่งตรีบูรัมยักษี
เห็นพลแตกตายไม่สมประตี อสุรีกวัดแกว่งคทาวุธ
โลดโผนโจนจากรถชัย ไล่พลผีไพรอุตลุด
เสียงสนั่นถึงชั้นคนิรุทร ดั่งแผ่นดินจะทรุดด้วยศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมนาถา
เห็นตรีบูรัมอสุรา เข้ามาต่อตีด้วยผีไพร
โกรธาแผดเสียงสีหนาท ขับโคศุภราชรุกไล่
จับนารายณ์ซึ่งเป็นศรชัย ก็ผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ ลั่นถึงสามหนไม่พ้นสาย เพราะองค์นารายณ์หลับสนิท
พระศุลีกริ้วโกรธดั่งเพลิงพิษ ก็ทิ้งศรสิทธิ์เสียจากกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระนารายณ์ซึ่งเป็นศร
ตกใจฟื้นกายขึ้นจากนอน ภูธรกราบบาทพระศุลี
ทูลว่าซึ่งข้าไม่ลังหาร ผลาญตรีบูรัมยักษี
ด้วยพระองค์มงกุฎธาตรี มิให้ข้าล้างอสุรา
จึ่งเผอิญให้เคลิ้มหลับไป ด้วยประสาทพรไว้แก่ยักษา
ซึ่งเคืองใต้เบื้องบาทา ขอเจ้าโลกาจงปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมเรืองศรี
ได้ฟังทูลตอบเห็นชอบที จึงมีพจนารถตรัสไป
อันตรีบูรัมขุนมาร สังหารด้วยศรแล้วไม่ได้
จำจะฆ่าเสียด้วยตาไฟ ให้ม้วยไหม้เป็นภัสม์ธุลีกัลป์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ตรัสแล้วจับกล้องมณี กวัดแกว่งรัศมีฉายฉัน
ส่องเนตรจำเพาะกุมภัณฑ์ ด้วยฤทธีอันชัยชาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดเดี๋ยวก็เป็นเพลิงกรด ไหม้หมดรี้พลทวยหาญ
ทั้งตรีบูรัมขุนมาร ก็วายปราณด้วยเดชพระศุลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นเสร็จซึ่งปราบอสุรยักษ์ พระผู้หลักโลกเฉลิมศรี
ให้เอาธนูโมลี ไปไว้ธานีมิถินลา
เกราะแก้วนั้นมอบแก่ดาบส พระอัคตะทรงพรตฌานกล้า
คอยพระหริรักษ์จักรา จะอวตารลงมาปราบยักษ์
ให้ถวายพระองค์ทรงครุฑ สำหรับกันอาวุธปรปักษ์
แล้วเลิกโยธาสุรารักษ์ ไปอัครสถานวิมานฟ้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระมเหสีทั้งห้า
องค์ท้าวลัสเตียนอสุรา แต่สี่กัลยานั้นมีครรภ์
ประสูติเป็นราชกุมาร รูปทรงสะคราญแข็งขัน
อันบุตรสุนนทานั้น ชื่อกุเปรันอสุรี
ฝ่ายเทพนาสูรเรืองฤทธิ์ ลูกจิตรมาลาโฉมศรี
บุตรสุวรรณมาลัยเทวี มีนามชื่ออัครธาดา
อันโอรสนางวรประไพ ให้ชื่อมารันยักษา
ทั้งสี่ยุพเรศกัลยา เสน่หาดั่งดวงชีวัน
เช้าคํ่าผดุงบำรุงรัก เชยพักตร์ขับกล่อมถนอมขวัญ
พี่เลี้ยงนางนมทั้งนั้น จัดสรรเลือกให้ที่สะคราญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงนนทกน้ำใจกล้าหาญ
ตั้งแต่พระสยมภูวญาณ ประทานให้ล้างเท้าเทวา
อยู่บันไดไกรลาสเป็นนิจ สุราฤทธิ์ตบหัวแล้วลูบหน้า
บ้างให้ตักนํ้าล้างบาทา บ้างถอนเส้นเกศาวุ่นไป
จนผมโกร๋นโล้นเกลี้ยงถึงเพียงหู ดูเงาในนํ้าแล้วร้องไห้
ฮึดฮัดขัดแค้นแน่นใจ ตาแดงดั่งแสงไฟฟ้า
เป็นชายดูดู๋มาหมิ่นชาย มิตายจะได้มาเห็นหน้า
คิดแล้วก็รีบเดินมา เฝ้าพระอิศราธิบดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระอิศวรเรืองศรี
ว่าพระองค์เป็นหลักธาตรี ย่อมเมตตาปรานีทั่วพักตร์
ผู้ใดทำชอบต่อเบื้องบาท ก็ประสาททั้งพรแลยศศักดิ์
ตัวข้าก็มีชอบนัก ล้างเท้าสุรารักษ์ถึงโกฏิปี
กรรมเวรสิ่งใดดั่งนี้ ทูลพลางโศกีรำพัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมรังสรรค์
เห็นนนทกโศกาจาบัลย์ พระทรงธรรม์ให้คิดเมตตา
จึ่งมีเทวราชบรรหาร เอ็งต้องการสิ่งไรจงเร่งว่า
ตัวกูจะให้ดั่งจินดา อย่าแสนโศกาอาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทกผู้มีอัชฌาสัย
น้อมเศียรบังคมแล้วทูลไป จะขอพรเจ้าไตรโลกา
ให้นิ้วข้าเป็นเพชรฤทธี จะชี้ใครจงม้วยสังขาร์
จะได้รองเบื้องบาทา ไปกว่าจะสิ้นชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสยมภูวญาณเรืองศรี
ได้ฟังนนทกพาที ภูมีนิ่งนึกตรึกไป
ไอ้นี่มีชอบมาช้านาน จำจะประทานพรให้
คิดแล้วก็ประสิทธิ์พรชัย จงได้สำเร็จมโนรถ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทกผู้ใจสาหส
รับพรพระศุลีมียศ บังคมลาแล้วบทจรไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงบันไดไกรลาส ขัดสมาธินั่งยิ้มริมอ่างใหญ่
คอยหมู่เทวาสุราลัย ด้วยใจกำเริบอหังการ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทวาสุราฤทธิ์ทุกทิศา
สุบรรณคนธรรพ์วิทยา ต่างมาเฝ้าองค์พระศุลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เหาะ

๏ ครั้นถึงซึ่งเชิงไกรลาส คนธรรพ์เทวราชฤๅษี
ก็ชวนกันย่างเยื้องจรลี เข้าไปยังที่อัฒจันทร์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ นนทกก็ล้างเท้าให้ เมื่อจะไปก็จับหัวสั่น
สัพยอกหยอกเล่นเหมือนทุกวัน สรวลสันต์เยาะเย้ยเฮฮา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น นนทกน้ำใจแกล้วกล้า
กริ้วโกรธร้องประกาศตวาดมา อนิจจาข่มเหงเล่นทุกวัน
จนหัวไม่มีผมติด สุดคิดที่เราจะอดกลั้น
วันนี้จะได้เห็นกัน ขบฟันแล้วชี้นิ้วไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต้องสุบรรณเทวานาคี ดั่งพิษอสุนีไม่ทนได้
ล้มฟาดกลาดเกลื่อนลงทันใด บรรลัยไม่ทันพริบตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น หัสนัยน์เจ้าตรัยตรึงศา
เห็นนนทกนั้นทำฤทธา ชี้หมู่เทวาวายปราณ
ตกใจตะลึงรำพึงคิด ใครประสิทธิ์ให้มันมาสังหาร
คิดแล้วขึ้นเฝ้าพระทรงญาณ ยังพิมานทิพรัตน์รูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระอิศวรเรืองศรี
ว่านนทกมันทำฤทธี ชี้หมู่เทวานั้นบรรลัย
อันซึ่งนิ้วเพชรของมัน พระทรงธรรม์ประสิทธิ์หรือไฉน
จึ่งทำอาจองทะนงใจ ไม่เกรงใต้เบื้องบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมนาถา
ได้ฟังองค์อมรินทรา จึ่งมีบัญชาตอบไป
ไอ้นี่ทำชอบมาช้านาน เราจึ่งประทานพรให้
มันกลับทรยศกบฏใจ ทำการหยาบใหญ่ถึงเพียงนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ตรัสแล้วจึ่งมีบัญชา ดูราพระนารายณ์เรืองศรี
ตัวเจ้าผู้มีฤทธี เป็นที่พึ่งแก่หมู่เทวัญ
จงช่วยระงับดับเข็ญ ให้เย็นทั่วพิภพสรวงสวรรค์
เชิญไปสังหารไอ้อาธรรม์ ให้มันสิ้นชีพชีวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น องค์พระนารายณ์นาถา
รับสั่งถวายบังคมลา ออกมาแปลงกายด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เป็นโฉมนางเทพอัปสร อ้อนแอ้นอรชรเฉลิมศรี
กรายกรย่างเยื้องจรลี ไปสู่ที่นนทกจะเดินมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด เพลง

๏ บัดนั้น นนทกผู้ใจแกล้วกล้า
สิ้นเวลาเฝ้าเจ้าโลกา สำราญกายาแล้วเที่ยวไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

ชมโฉม

๏ เหลือบเห็นสตรีวิไลลักษณ์ พิศพักตร์ผ่องเพียงแขไข
งามโอษฐ์งามแก้มงามจุไร งามนัยน์เนตรงามกร
งามถันงามกรรณงามขนง งามองค์ยิ่งเทพอัปสร
งามจริตกิริยางามงอน งามเอวงามอ่อนทั้งกายา
ถึงโฉมองค์อัครลักษมี พระสุรัสวดีเสน่หา
สิ้นทั้งไตรภพจบโลกา จะเอามาเปรียบไม่เทียบทัน
ดูไหนก็เพลินจำเริญรัก ในองค์เยาวลักษณ์สาวสวรรค์
ยิ่งพิศยิ่งคิดผูกพัน ก็เดินกระชั้นเข้าไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เข้าม่าน

ชาตรี

๏ โฉมเอยโฉมเฉลา เสาวภาคย์แน่งน้อยพิสมัย
เจ้ามาแต่สวรรค์ชั้นใด นามกรชื่อไรนะเทวี
ประสงค์สิ่งอันใดจะใคร่รู้ ทำไมมาอยู่ที่นี่
ข้าเห็นเป็นน่าปรานี มารศรีจงแจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางนารายณ์เยาวลักษณ์เสน่หา
ได้ฟังยิ่งทำมารยา ชำเลืองนัยนาแล้วตอบไป
ทำไมมาล่วงไถ่ถาม ลวนลามบุกรุกเข้ามาใกล้
ท่านนี้ไม่มีความเกรงใจ เราเป็นข้าใช้เจ้าโลกา
พนักงานฟ้อนรำระบำบัน ชื่อสุวรรณอัปสรเสน่หา
มีทุกข์จึ่งเที่ยวลงมา หวังว่าจะให้คลายร้อน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ สุดเอยสุดสวาท โฉมประหลาดล้ำเทพอัปสร
ทั้งวาจาจริตก็งามงอน ควรเป็นนางฟ้อนวิไลลักษณ์
อันซึ่งธุระของเจ้า หนักเบาจงแจ้งให้ประจักษ์
ถ้าวาสนาเราเคยบำรุงรัก ก็จะเป็นภักดิ์ผลสืบไป
ตัวพี่มิได้ลวนลาม จะถือความสิ่งนี้นี่ไม่ได้
สาวสวรรค์ขวัญฟ้ายาใจ พี่ไร้คู่จะพึ่งแต่ไมตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางเทพนิมิตโฉมศรี
ค้อนแล้วจึ่งตอบวาที ว่านี้ไพเราะเป็นพ้นไป
อันซึ่งจะฝากไมตรีข้า ข้อนั้นอย่าว่าหารู้ไม่
เราเป็นนางรำระบำใน จะมีมิตรที่ใจผูกพัน
ในการนักเลงเพลงฟ้อน จึ่งจะผ่อนด้วยความเกษมสันต์
รำได้ก็มารำตามกัน นั่นแหละจะสมดั่งจินดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทกผู้ใจแกล้วกล้า
ไม่รู้ว่านารายณ์แปลงมา ก็โสมนัสสาพันทวี
ยิ้มแล้วจึ่งกล่าวสุนทร ดูก่อนนางฟ้าเฉลิมศรี
เจ้าจักปรารมภ์ไปไยมี พี่เป็นคนเก่าพอเข้าใจ
เชิญเจ้ารำเถิดนะนางฟ้า ให้สิ้นท่าที่นางจำได้
ตัวพี่จะรำตามไป มิให้ผิดเพลงนางเทวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นนนทกหลงกลก็ยินดี ทำทีเยื้องกรายให้ยวนยิน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

พระทอง

๏ เทพนมปฐมพรหมสี่หน้า สอดสร้อยมาลาเฉิดฉิน
ทั้งกวางเดินดงหงส์บิน กินรินเลียบถํ้าอำไพ
อีกช้านางนอนภมรเคล้า ทั้งแขกเต้าผาลาเพียงไหล่
เมขลาโยนแก้วแววไว มยุเรศฟ้อนในอัมพร
ลมพัดยอดตองพรหมนิมิต ทั้งพิสมัยเรียงหมอน
ย้ายท่ามัจฉาชมสาคร พระสี่กรขว้างจักรฤทธิรงค์
ฝ่ายว่านนทกก็รำตาม ด้วยความพิสมัยใหลหลง
ถึงท่านาคาม้วนหางวง ชี้ตรงถูกเพลาทันใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

๏ ด้วยเดชนิ้วเพชรสิทธิศักดิ์ ขาหักล้มลงไม่ทนได้
นางกลายเป็นองค์นารายณ์ไป เหยียบไว้จะสังหารราญรอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น นนทกแกล้วหาญชาญสมร
เห็นพระองค์ทรงสังข์คทาธร เป็นสี่กรก็รู้ประจักษ์ใจ
ว่าพระหริวงศ์ทรงฤทธิ์ ลวงล้างชีวิตก็เป็นได้
จึ่งมีวาจาถามไป โทษข้าเป็นไฉนให้ว่ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์บรมนาถา
ได้ฟังจึ่งมีบัญชา โทษามึงใหญ่หลวงนัก
ด้วยทำโอหังบังเหตุ ไม่เกรงเดชพระอิศวรทรงจักร
เอ็งฆ่าเทวาสุรารักษ์ โทษหนักถึงที่บรรลัย
ตัวกูก็คิดเมตตา แต่จะไว้ชีวามึงไม่ได้
ตร้สแล้วแกว่งตรีเกรียงไกร แสงกระจายพรายไปดั่งเพลิงกาฬ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทกผู้ใจแกล้วหาญ
ได้ฟังจึ่งตอบพจมาน ซึ่งพระองค์จะผลาญชีวี
เหตุใดมิทำซึ่งหน้า มารยาเป็นหญิงไม่บัดสี
หรือว่ากลัวนิ้วเพชรนี้ จะชี้พระองค์ให้บรรลัย
ตัวข้ามีมือแต่สองมือ หรือจะสู้ทั้งสี่กรได้
แม้นสี่มือเหมือนพระองค์ทรงชัย ที่ไหนจะทำได้ดั่งนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที กูนี้แปลงเป็นสตรีมา
เพราะมึงจะถึงแก่ความตาย ฉิบหายด้วยหลงเสน่หา
ใช่ว่าจะกลัวฤทธา ศักดานิ้วเพชรนั้นเมื่อไร
ชาตินี้มึงมีแต่สองหัตถ์ จงไปอุบัติเอาชาติใหม่
ให้สิบเศียรสิบพักตร์เกรียงไกร เหาะเหินเดินได้ในอัมพร
มีมือยี่สิบซ้ายขวา ถือคทาอาวุธธนูศร
กูจะเป็นมนุษย์แต่สองกร ตามไปราญรอนชีวี
ให้สิ้นวงศ์พงศ์มึงอันศักดา ประจักษ์แก่เทวาทุกราศี
ว่าแล้วกวัดแกว่งพระแสงตรี ภูมีตัดเศียรกระเด็นไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด โอด

๏ ครั้นล้างนนทกมรณา พระจักราผู้มีอัชฌาสัย
เหาะระเห็จเตร็จฟ้าด้วยว่องไว ไปยังเกษียรวารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนางรัชดามเหสี
องค์ท้าวลัสเตียนธิบดี เทวีมีราชบุตรา
คือว่านนทกมากำเนิด เกิดเป็นพระโอรสา
ชื่อทศกัณฐ์กุมารา สิบเศียรสิบหน้ายี่สิบกร
อันน้องซึ่งถัดมานั้น ชื่อกุมภกรรณชาญสมร
องค์พระบิตุเรศมารดร มิให้อนาทรสักนาที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศกัณฐ์กุมารยักษี
ครั้นจำเริญวัยสิบสี่ปี อสุรีถวิลจินดา
จะใคร่เรียนศิลปศาสตร์ ให้เรืองอำนาจแกล้วกล้า
ก็เสด็จยุรยาตรคลาดคลา มาเฝ้าพระชนกชนนี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมบาท พระบิตุราชมารดาทั้งสองศรี
ทูลว่าอันตัวของลูกนี้ ไม่มีวิชาสิ่งใด
จะขอลาไปอยู่พนาวัน กับพระนักธรรม์ผู้ใหญ่
ร่ำเรียนธนูศิลป์ชัย พระองค์จงได้เมตตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระชนกชนนีนาถา
ได้ฟังลูกรักทูลลา แสนโสมนัสสาพันทวี
สวมสอดกอดไว้แล้วรับขวัญ เจ้าดวงชีวันเฉลิมศรี
พ่อจะไปอยู่ด้วยมุนี ที่ในอรัญบรรพต
ฝึกสอนธนูศิลป์ชัย ร่ำเรียนสิ่งใดให้ได้หมด
จงสมปรารถนาพระโอรส ให้พระยศนั้นเลื่องลือขจร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศกัณฐ์กุมารชาญสมร
ประนมก้มเกล้ารับพร ของพระบิดรชนนี
ครั้นแล้วประณตบทบงสุ์ ลาองค์กษัตริย์ทั้งสองศรี
ออกจากลงกาบุรี ตรงไปยังที่อรัญวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นมาถึงอาศรมสถาน พระโคบุตรอาจารย์ฌานกล้า
เข้าไปยังบรรณศาลา มัสการพระมหานักพรต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์พระโคบุตรดาบส
เห็นลูกท้าวลัสเตียนทรงยศ จึ่งมีพจนารถถามไป
ดูก่อนทศกัณฐ์กุมารา เจ้ามาด้วยเหตุเป็นไฉน
จึ่งไม่มีโยธาข้าไท ตานี้สงสัยเป็นพ้นนัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ทรงจักร
ได้ฟังยอกรขึ้นเพียงพักตร์ จึงว่าหลานรักออกมา
จะเรียนศิลปศาสตร์พระอาจารย์ ให้ชํานาญชาญฤทธิ์แกล้วกล้า
ขอองค์สมเด็จพระอัยกา จงได้เมตตาปรานี ฯ

ฯ ๔ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรมหาฤๅษี
ได้ฟังชื่นชมยินดี ลูบหลังอสุรีแล้วตอบไป
ความรู้ของตานี้หนักหนา เจ้าจงอุตส่าห์จะบอกให้
ทั้งการธนูศิลป์ชัย ก็จะได้ดั่งใจทุกประการ ฯ

ฯ ๔ คํา ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ทศกัณฐ์สุริย์วงศ์ใจหาญ
ตั้งจิตปรนนิบัติพระอาจารย์ เรียนวิชาการเป็นนิจไป
ว่องไวในที่ธนูศร ชํานาญกรยิงแม่นหาผิดไม่
ทั้งไตรเพทเวทมนต์สิ่งใด ก็จําได้ด้วยไวปัญญา
ครั้นรุ่งก็กราบมัสการ ลาพระอาจารย์ฌานกล้า
ออกจากอาศรมศาลา เที่ยวไปในป่าพนาดร ฯ

ฯ ๖ คํา ฯ

๏ เดินทางหว่างเขาลำเนาทุ่ง เวิ้งวุ้งห้วยธารสิงขร
พบสวนอรชุนฤทธิรอน ขุนยักษ์บทจรเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คํา ฯ ชมไพร

๏ ลดเลี้ยวเที่ยวชมสุมามาลย์ แบ่งบานช่อช้อยอยู่ไสว
สาวหยุดนางแย้มแกมใบ มะลิซ้อนหงอนไก่ประยงค์
กรขวาคว้าหักกิ่งแก้ว ซ้ายเด็ดนมแมวมหาหงส์
พิกุลกุหลาบคันทรง กาหลงสารภีจําปา
ร้อยลิ้นอินจันตูมตาด ปริงปรางลางสาดพลวงหว้า
ทุเรียนมังคุดละมุดสีดา ลําไยพะวาน่าชม
ไม้ม่วงพวงผลสุกห่าม ใบงามชิดชื่นรื่นร่ม
กรรณิการ์การะเกดสุกรม เที่ยวชมทั้งสระปทุมมาลย์
ลินจงจงกลนีแย้ม อุบลแนมแกมฝักชูก้าน
ประพาสเล่นเป็นสุขสำราญ ที่ในอุทยานพนาลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลง

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงพระอรชุนเรืองศรี
อยู่ในวิมานรัตนมณี ยังยอดคีรีจักรวาล
เรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์ด้วยศิลป์ศร ขจรเดชดั่งองค์สุริยฉาน
ทั้งหกชั้นฟ้าบาดาล ผู้ใดไม่ทานฤทธี
เจ็ดวันกำหนดเคยประพาส ชมพรรณรุกขชาติในสวนศรี
อ่าองค์ทรงเครื่องอันรูจี สะพักศรเหน็บตรีแล้วเหาะไป

ฯ ๖ คํา ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งสวนมาลา เห็นพรรณพฤกษาน้อยใหญ่
กิ่งหักเดียรดาษประหลาดใจ ใครทำดังนี้ไม่เกรงกัน
เหลือบไปก็เห็นขุนยักษ์ สิบเศียรสิบพักตร์ขบขัน
โกรธาว่าเหวยกุมภัณฑ์ นามกรมึงนั้นชื่อไร
อันซึ่งสุริย์วงศ์พงศา อยู่พาราตำบลหนไหน
เอ็งจึ่งอาจองทะนงใจ มาหักมิ่งไม้ในอุทยาน
ไม่เกรงกูผู้ทรงศรสิทธิ์ ทศทิศเลื่องชื่อลือหาญ
มึงมาถึงมือพระกาล ตัวกูจะผลาญเสียบัดนี้ ฯ

ฯ ๘ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศพักตร์กุมารยักษี
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งอัคคี อสุรีร้องตอบวาจา
เอ็งนี้มีนามชื่อไร เจรจาหยาบใหญ่เกินหน้า
ตัวกูผู้ทรงศักดา ชื่อว่าทศกัณฐ์ขุนมาร
หน่อท้าวลัสเตียนสุริย์วงศ์ ซึ่งดำรงลงการาชฐาน
องค์พระโคบุตรผู้มีฌาน เป็นอาจารย์บอกศรศิลป์ชัย
กูมาเที่ยวเก็บพฤกษา หารู้ว่าสวนของใครไม่
เห็นดอกไม้บานตระการใจ คิดว่าเป็นไพรพนาลี
เอ็งอย่าอ้างอวดศักดา จะสู้กูพญาราชสีห์
ตัวมึงดั่งหนึ่งมฤคี น่าที่จะม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๑๐ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระอรชุนรังสรรค์
ได้ฟังกริ้วโกรธคือไฟกัลป์ ตัวสั่นร้องตวาดประกาศไป
กูชื่ออรชุนเทเวศร์ เรืองเดชฟากฟ้าดินไหว
ว่าแล้วกวัดแกว่งศรชัย เข้าไล่ราญรอนอสุรา ฯ

ฯ ๔ คํา ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศกัณฐ์กุมารใจกล้า
หลบหลีกรับรองเป็นโกลา แกว่งศรเงื้อง่าเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๒ คํา ฯ

๏ ต่างหาญต่างกล้าองอาจ ต่างฟาดต่างรับไม่ถอยหนี
ต่างหมายเข่นฆ่าราวี ต่างน้าวศรศรียิงกัน ฯ

ฯ ๒ คํา ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์พระอรชุนรังสรรค์
ชักศรพาดสายยืนยัน แผลงสนั่นหวั่นไหวโกลา ฯ

ฯ ๒ คํา ฯ เชิด

๏ ศรนั้นกลับกลายเป็นภุชงค์ ไล่กระหวัดรัดองค์ยักษา
ผูกมัดรัดทั่วกายา พาขึ้นเวหาตระเวนไป ฯ

ฯ ๒ คํา ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระมหาโคบุตรอาจารย์ใหญ่
สมาธิเข้าฌานสำรวมใจ อยู่ในอรัญกุฎี
ได้ยินสำเนียงกัมปนาท ดังฟ้าฟาดตกต้องคีรีศรี
เอะแล้วทศกัณฐ์อสุรี ไปป่ามีเหตุประการใด
ตัวกูจำจะไปตาม ให้รู้เนื้อความจงได้
ตริแล้วออกจากศาลาลัย เหาะไปด้วยฤทธิ์พระนักธรรม์ ฯ

ฯ ๖ คํา ฯ เชิด

๏ มาพบพระอรชุนเทเวศร์ ให้ภุชงค์ทรงเดชตัวขยัน
ผูกมัดรัดกายทศกัณฐ์ ตระเวนไปในชั้นเมฆา
ตกใจกลัวว่าทศกัณฐ์ จะม้วยชีวันสังขาร์
จึ่งว่าดูกรเทวา เหตุใดมาทำดังนี้ ฯ

ฯ ๔ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอรชุนผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังพระมหามุนี จึงว่าอสุรีมันสาธารณ์
มาหักมิ่งไม้ในสวนข้า แล้วอวดฤทธากล้าหาญ
กลับกล่าวถ้อยคำอหังการ จึ่งทำประจานให้สาใจ ฯ

ฯ ๔ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังก็ปลอบตอบไป พระองค์จงได้เมตตา
อันทศพักตร์นี้ทำผิด ชีวิตถึงสิ้นสังขาร์
มันเป็นศิษย์รูปแต่เยาว์มา ขอประทานชีวาอสุรี ฯ

ฯ ๔ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระอรชุนเรืองศรี
ฟังพระโคบุตรมุนี พาทีอ้อนวอนก็อ่อนใจ
จึ่งว่าพระองค์ได้ขอโทษ ถึงโกรธก็จำจะยกให้
ว่าแล้วแก้มัดเสียทันใด ก็เหาะไปวิมานรัตนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรอาจารย์ฌานกล้า
ก็พาทศกัณฐ์อสุรา เหาะมาอรัญกุฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงพระมเหศวรเรืองศรี
ส่องเนตรลงไปในปัถพี ภูมีก็แจ้งในวิญญาณ์
ว่านนทกนั้นไปกำเนิด เกิดเป็นทศพักตร์ยักษา
โอรสลัสเตียนในลงกา สิบเศียรสิบหน้ายี่สิบกร
หยาบคายร้ายกาจเป็นพ้นนัก ไตรจักรร้อนใจไหวกระฉ่อน
ไม่มีผู้ใดจะราญรอน พระนารายณ์ทรงศรจะอวตาร
ลงไปรณรงค์กับกุมภัณฑ์ มันล้วนศักดากล้าหาญ
จํากูจะให้เวสสุญาณ ไปเกิดร่วมวงศ์วานทศพักตร์
เมื่อพระสี่กรจะลงไป จะได้ถามเหตุเบาหนัก
เป็นไส้ศึกอยู่ในเมืองยักษ์ จึ่งจักสิ้นวงศ์สาธารณ์ ฯ

ฯ ๑๐ คํา ฯ

๏ ตริแล้วพระสยมภูวนาถ จึ่งมีเทวราชบรรหาร
แก่เทพบุตรเวสสุญาณ ท่านจงจุติลงไป
เกิดร่วมอุทรทศเศียร เรียนรู้โหราวิชาไสย
คอยท่านารายณ์ฤทธิไกร บอกกลให้ล้างอสุรา
แล้วประทานแว่นแก้วอันวิเศษ ไปเป็นนัยน์เนตรซ้ายขวา
จะได้ดูทั้งไตรโลกา ให้เหมือนตาทิพย์เทวัญ ฯ

ฯ ๖ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น เทพบุตรเวสสุญาณรังสรรค์
รับพรพระอิศวรทรงธรรม์ กับแว่นแก้วอันศักดา
ชื่นชมก้มเกล้าอภิวาทน์ ลาบาทพระบรมนาถา
ก็จุติจากสวรรค์ลงมา ยังครรภ์รัชดาเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น โฉมนางรัชดามเหสี
อยู่ด้วยลัสเตียนอสุรี มีครรภ์ประสูติพระลูกรัก
ให้ชื่อพิเภกกุมารา มีสติปัญญาแหลมหลัก
แต่ฤทธิ์นั้นหย่อนอ่อนนัก ไม่เหมือนทศพักตร์กุมภกรรณ
ทูตขรตรีเศียรวรนุช ล้วนมีฤทธิ์รุทรแข็งขัน
อันนางสำมนักขานั้น เป็นน้องสุดครรภ์ลงมา
องค์พระมารดรบิตุเรศ รักยิ่งดวงเนตรซ้ายขวา
ในโอรสราชธิดา เป็นมหาพิศวาสพันทวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ