สมุดไทยเล่มที่ ๑๒

ช้า

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถเรืองศรี
ไสยาสน์ในราษราตรี ครั้นแสงรวีเรืองรอง
โกกิลาไก่แก้วส่งเสียง สำเนียงประโคมยามกึกก้อง
ภุมรินบินว่อนร่อนร้อง อาบละอองเกสรเสาวคนธ์
เสียงทั้งม้ารถคชสาร โยธาทวยหาญโกลาหล
ครื้นครั่นสนั่นสุธาดล อลวนพร้อมเพรียกเรียกกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ฟื้นองค์จากที่ไสยาสน์ สำราญราชฤทัยเกษมสันต์
เสด็จจากห้องแก้วแกมสุวรรณ จรจรัลไปสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงสุคนธ์เกสรขจรกลิ่น
สนับเพลาเชิงรูปนาคินทร์ ภูษาทรงข้าวบิณฑ์พื้นแดง
ชายไหวชายแครงเครือมาศ ทรงฉลององค์ตาดเครือแย่ง
ตาบทิศทับทรวงลายแทง สังวาลเพชรลูกแตงชวลิต
ทองกรพาหุรัดรูปภุชงค์ ธำมรงค์มณีโลหิต
มงกุฎแก้วสุรกานต์ดอกไม้ทิศ กุณฑลวิจิตรกรรเจียกจร
ห้อยพวงมาลัยเนาวรัตน์ พระหัตถ์นั้นจับธนูศร
งามทรงงามองค์งามอาภรณ์ บทจรมายังพระมุนี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรมัสการ เชิญพระอาจารย์ทั้งสี่
ลงจากปราสาทรูจี จรลีมาขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถทรง ดุมวงประดับมรกต
สามงอนอ่อนสลวยชวยชด ชั้นลดช่อตั้งกระจังราย
เรียงรูปสิงห์อัดหยัดยัน สุบรรณจับนาคแหงนหงาย
บุษบกห้ายอดสุพรรณพราย งามคล้ายวิมานทินกร
เทียมสินธพเชื้ออาชาชาติ สี่คู่องอาจดั่งไกรสร
สารถีมือถือโตมร ขับจรรวดเร่งดั่งลมพัด
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงริ้วทิวรายปลายสะบัด
พลทหารเกณฑ์แห่เยียดยัด ขนัดฆ้องกลองขานประสานรับ
อันรถพระมหาสิทธา ขับตามกันมาเป็นอันดับ
ผงคลีมืดคลุ้มกลุ้มพยับ คับคั่งมาโดยพนาดร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

ชมดง

๏ เดินทางหว่างทุ่งวุ้งเขา ข้ามลำเนาห้วยธารสิงขร
ชมฝูงปักษาทิชากร ร่อนร้องจับไม้หลายพรรณ
แซงแชวจับต้นคันทรง ฝูงหงส์จับกิ่งกะทั่งหัน
สาลิกาจับแก้วพลอดกัน เบญจวรรณจับหวายร่ายเรียง
นกเขาจับข่อยขันขาน กระเหว่าจับกระวานส่งเสียง
เค้าโมงจับโมกมองเมียง ประหิตจับเหียงเคียงนาง
นกแก้วจับเกดเป็นหมู่ กระลุมพูจับไผ่ไซ้หาง
คณายูงพาฝูงมาจับยาง นกลางจับเลียบชมกัน
โนรีจับรักไซ้ขน กะทาจับต้นกระถินขัน
บ้าระบุ่นจับไม้สัตบรรณ กระเวนจับวัลย์ไต่มา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ ชมพลางพระทางเสด็จจร แรมรอนมาในกลางป่า
รีบรถรีบพลโยธา ไปโดยมรคาพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงแม่นํ้าสรงกษัตริย์ ปลายด่านโรมพัตกรุงศรี
ให้หยุดพหลมนตรี อยู่ที่ชายป่าพนาลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ แล้วมีบรรหารสีหนาท สั่งมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่
จงเข้าไปยังเวียงชัย บอกให้แจ้งเหตุว่าเรามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้มียศถา
รับสั่งแล้วบังคมลา เผ่นขึ้นอาชารีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงลงจากพาชี เข้าหาเสนีผู้ใหญ่
ยังที่ศาลาลูกขุนใน แจ้งไปโดยราชโองการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น เสนาผู้ปรีชาหาญ
รู้ว่าหน่อท้าวอัชบาล ผ่านฟ้ายกจตุรงค์มา
ตั้งอยู่ปลายด่านนคเรศ ให้เกรงเดชพระบรมนาถา
ก็พาเสนีอยุธยา เข้าพระโรงรัตนารูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์ท้าวโรมพัตเรืองศรี
ทูลว่าพระจอมโมลี ทวารวดีเวียงชัย
บัดนี้ยกหมู่พยุหบาตร แสนเสนามาตย์ทัพใหญ่
มาอยู่ปลายด่านชั้นใน ให้ขุนพลมาเฝ้าบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวโรมพัตนาถา
แจ้งว่าพระพงศ์เทวา เสด็จมาด้วยยศบริวาร
ตกใจนิ่งขึงตะลึงคิด ร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงผลาญ
ไฉนหนอหน่อท้าวอัชบาล ต้องการสิ่งไรจึ่งยกมา
เอะแล้วจะมีที่ประสงค์ องค์บุตรีเรากระมังหนา
ตริแล้วจึงถามเสนา เสด็จมาด้วยกิจสิ่งใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบัญชาภูวไนย บังคมไหว้สนองพจมาน
อันพระองค์ผู้วงศ์เทเวศร์ ทรงเดชยกพวกพลหาญ
มาหวังนิมนต์พระอาจารย์ กไลโกฏทรงญาณไปช่วยคิด
กับด้วยคณะพระสิทธา ตั้งการบูชากระลากิจ
ให้เกิดโอรสที่มีฤทธิ์ มาโดยสุจริตสวัสดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวโรมพัตเรืองศรี
ได้ฟังมหาเสนี ยินดีสิ้นแหนงแคลงใจ
จึ่งมีพระราชบัญชา ตรัสสั่งเสนาผู้ใหญ่
เร่งเตรียมพหลสกลไกร กูจะไปรับเสด็จพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาโรมพัตคนขยัน
รับสั่งถวายบังคมคัล พากันเร่งรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดหมู่โยธาที่สามารถ เลือกล้วนองอาจแกล้วกล้า
หมู่หนึ่งห่มเสื้อสีฟ้า ให้เดินนำหน้าโยธี
หมู่หนึ่งใส่เสื้ออินทรธนู โพกผ้าชมพูสลับสี
หมู่หนึ่งนุ่งผ้าตานี เสื้อแดงกำมะหยี่กรีดกราย
หมู่หนึ่งใส่เสื้อเสนากุฎ เกี้ยวลายเครือครุฑเฉิดฉาย
หมู่หนึ่งเสื้อโหมดทองพราย นุ่งดาวกระจายพื้นแดง
หมู่หนึ่งใส่เสื้อเข้มขาบ ขัดดาบถือหอกกวัดแกว่ง
เตรียมทั้งช้างต้นช้างแซง โดยตำแหน่งพยุหบาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวโรมพัตนาถา
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธา เสด็จมาสระสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงสุคนธารสหอมหวาน
สนับเพลาเชิงงอนอลงการ ภูษาทองผลานท้องพัน
ชายแครงฉลุเป็นเครือขด ชายไหวมรกตทับทิมคั่น
ฉลององค์ลายแย่งพื้นสุวรรณ สะอิ้งแก้วกุดั่นประดับพลอย
ตาบทิศทับทรวงลายแทง สังวาลแก้วแดงเฟื่องห้อย
พาหุรัดทองกรจำหลักลอย ธำมรงค์เพชรพร้อยชัชวาล
ทรงมหามงกุฎเนาวรัตน์ ดอกไม้ทัดกรรเจียกมุกดาหาร
จับพระขรรค์แก้วสุรกานต์ มาขึ้นคชาธารเลิศไกร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ช้างเอยช้างต้น สกลจักรอัครคเชนทร์สูงใหญ่
งางอนขึ้นขาวอำไพ เกิดในเชื้อชาติอำนวยพงศ์
หางหูดูพร้อมเพราสรรพ เครื่องประดับอร่ามงามระหง
ที่นั่งรองเดินท้ายที่นั่งทรง เครื่องสูงทิวธงอลงการ์
ปี่กลองฆ้องขานประสานเสียง สำเนียงครื้นครั่นสนั่นป่า
รีบเร่งพหลโยธา ไปโดยมรคาพนาลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ล่วงทางมาห้าโยชน์กึ่ง ก็ถึงปลายด่านบุรีศรี
ให้หยุดพหลโยธี อยู่ที่ชายป่าพนาวัน
เสด็จลงจากคอคชาธาร งามดั่งมัฆวานรังสรรค์
กรายกรย่างเยื้องจรจรัล เสนาทั้งนั้นก็ตามมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงประณตบทบงสุ์ องค์ท้าวทศรถนาถา
ด้วยความยินดีปรีดา โดยทางมหาพันธุมิตร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพงศ์หริรักษ์จักรกฤษณ์
ชื่นชมด้วยสมความคิด ทรงฤทธิ์มีราชบัญชา
เราได้ยินข่าวว่าฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพงหนักหนา
ท่านประมาทในทศธรรมา ฤๅว่าเหตุอื่นบังเกิดมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ท้าวโรมพัตเรืองศรี
ได้ฟังพระราชวาที นบนิ้วชุลีสนองไป
ตัวข้าก็อยู่ในทศพิธ จะผิดทางธรรมก็หาไม่
จะบัญชาว่าขานประการใด มิได้โมหันธ์ฉันทา
หากพระกไลโกฏอาจารย์ เธอสำเร็จฌานแก่กล้า
ฝนจึ่งไม่ตกลงมา ไพร่ฟ้าอดอยากถึงสามปี
ข้าจึ่งคิดกลอุบาย ให้ทำลายฌานพระฤๅษี
เชิญเข้ามาไว้ในบุรี ฝนจึ่งตกดีแต่นั้นมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถนาถา
ได้ฟังสุนทรวาจา ผ่านฟ้าจึ่งตรัสตอบไป
เป็นกรรมของสัตว์จึ่งวิปริต จะโทษพระนักสิทธ์ก็ไม่ได้
เธอก็มาดับเข็ญให้เย็นใจ รู้ไปทั่วทุกธานี
ตัวเราจึ่งยกรี้พล มาหวังนิมนต์พระฤๅษี
ไปตั้งกระลากิจพิธี ยังในบุรีอยุธยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวโรมพัตนาถา
ฟังรสพจนารถก็ปรีดา ดั่งได้ฟากฟ้าโสฬส
ยอกรคำรพอภิวาทน์ ขอเชิญเบื้องบาทบงกช
เคลื่อนหมู่โยธาม้ารถ บทจรเข้าราชธานี
ให้เป็นพระเกียรติแก่ข้าไว้ ทั้งจะได้พบองค์พระฤๅษี
โดยมหามงคลสวัสดี ภูมีทรงพระเมตตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์นารายณ์นาถา
ได้ฟังดั่งอมฤตฟ้า จึ่งสั่งเสนาสุมันตัน
จงเตรียมม้ารถคชสาร ทวยหาญสำหรับทัพขันธ์
ให้พร้อมในรุ่งสุริยัน จะพากันเข้าไปยังพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุมันตันผู้มียศถา
รับสั่งพระพงศ์เทวา ถวายบังคมลาแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้ผูกม้ารถคชสาร จัดหมู่ทวยหาญน้อยใหญ่
ตั้งตามริ้วนอกริ้วใน เตรียมไว้คอยเสด็จบทจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถชาญสมร
ครั้นรุ่งแสงสีรวีวร ภูธรแต่งองค์อลงการ์
พระกรนั้นจับพระแสงขรรค์ ดั่งเทวัญลอยเลื่อนเวหา
เสด็จจากสุวรรณพลับพลา กรายกรมาขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้เลิกพหลโยธี ผงคลีมืดคลุ้มบังบด
ท้าวโรมพัตเรืองยศ นำทศโยธาพาจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ข้ามธารผ่านทุ่งวุ้งไศล มาในแนวเนินสิงขร
รีบเร่งโยธาพลากร บทจรเข้าราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวโรมพัตเรืองศรี
นำเสด็จมาถึงพระบุรี ภูมีลงจากคชาธาร
ให้หยุดรถประทับกับเกยแก้ว อันเพริศแพร้วด้วยดวงมุกดาหาร
น้อมเศียรประณตบทมาลย์ ทูลพระผู้ผ่านอยุธยา
ขอเชิญพระองค์ทรงฤทธิ์ กับพระนักสิทธ์ขึ้นไปหา
พระกไลโกฏสิทธา ในปราสาทรัตนาอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพงศ์เทเวศร์ชาญสมร
ฟังท้าวโรมพัตฤทธิรอน กล่าวด้วยสุนทรมธุรส
จึ่งเชิญฤๅษีทั้งสี่องค์ ลงจากรถทรงอลงกต
สองกษัตริย์ก็ตามพระนักพรต บทจรขึ้นปราสาทมณี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงนบนิ้วประนมไหว้ พระกไลโกฏฤๅษี
ทั้งสี่พระมหามุนี คำรพกันตามที่อันดับมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกไลโกฏฌานกล้า
เห็นท้าวทศรถผู้ศักดา กับสี่พระมหานักธรรม์
จึ่งว่าดูกรพระทรงเดช มงกุฎเกศโลกานราสรรค์
เสด็จมาถึงโรมพัตตัน ด้วยเหตุผลนั้นประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์ทรงภพแผ่นดินไหว
จึ่งมีบัญชาสนองไป ข้าตั้งใจมาหาพระสิทธา
เหตุด้วยอสุรามันสาธารณ์ อหังการองอาจแกล้วกล้า
ยํ่ายีทั้งตรีโลกา ถึงสวรรค์ชั้นฟ้าโสฬศ
ข้าจะใคร่ได้บุตรที่มีฤทธิ์ จึ่งประชุมนักสิทธ์ทั้งปวงหมด
บอกว่าพระอาจารย์ชำนาญพรต วิทยาปรากฏเชี่ยวชาญ
พระองค์จงทรงพระเมตตา โลกาจะได้เกษมศานต์
โปรดเกล้าข้าเถิดพระทรงญาณ ขอประทานโอรสอันฤทธี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกไลโกฏฤๅษี
ฟังเจ้าอยุธยาธานี มีจิตถวิลจินดา
จะหาพระผู้ทรงอานุภาพ มาปราบพวกพาลยักษา
ให้ราบรื่นพื้นไตรโลกา เห็นว่าการนี้จะใหญ่นัก
คิดแล้วจึ่งถวายพระพร ดูกรพระองค์ทรงจักร
ซึ่งจะใคร่มีบุตรอันเลิศลักษณ์ เป็นที่พำนักแดนไตร
แม้นองค์นารายณ์อวตาร จึ่งจะล้างพวกพาลทั้งปวงได้
รูปนี้จะช่วยภูวไนย ให้สำเร็จใจจินดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถนาถา
ได้ฟังดั่งอมฤตฟ้า กราบกับบาทาแล้วตอบไป
ซึ่งพระองค์เมตตาการุญ พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
ทีนี้จะเย็นภพไตร ด้วยได้พึ่งบุญพระมุนี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระดาบสทั้งสี่
ต่างองค์โสมนัสยินดี ก็พัดวีปรนนิบัติพระอาจารย์
อันสองกษัตริย์ฤทธิรงค์ ต่างองค์เป็นสุขเกษมศานต์
เข้านวดฟั้นคั้นเบื้องบทมาลย์ พระผู้ทรงญาณสังวร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นแสงทองส่องภพโอภาส ภานุมาศเยี่ยมยอดสิงขร
ฝ่ายท้าวทศรถฤทธิรอน ชุลีกรแล้วกล่าววาจา
โยมขอนิมนต์พระองค์ อันทรงพรตญาณฌานกล้า
ไปยังกรุงศรีอยุธยา ด้วยกันกับข้าวันนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกไลโกฏฤๅษี
ได้ฟังพระราชวาที จึ่งมีวาจาอันสุนทร
ขอเชิญพระองค์ทรงศักดา ยกพวกโยธาไปก่อน
รูปจะตามเสด็จบทจร ให้ถึงพระนครพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถรังสรรค์
ได้ฟังพระมหานักธรรม์ อภิวันท์แล้วตอบสนองไป
พระองค์จะจรต่อภายหลัง ทั้งนี้ก็ตามอัชฌาสัย
อันสี่พระดาบสยศไกร จะให้อยู่ด้วยพระมุนี
ว่าพลางสั่งท้าวโรมพัต แล้วมัสการลาพระฤๅษี
เสด็จย่างเยื้องจรลี จากปราสาทมณีโอฬาร์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ถึงเกยจึ่งขึ้นรถทรง ให้เลิกจัตุรงค์ซ้ายขวา
ออกจากโรมพัตพารา ไปโดยมรคาพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระกไลโกฏฤๅษี
แต่ท้าวทศรถยกโยธี พระมุนีนับไว้ได้เจ็ดวัน
เห็นล่วงมรคาพนาดร เกือบใกล้นครเขตขัณฑ์
จำกูกับสี่พระนักธรรม์ จะพากันไปตามสัญญา
ตริแล้วจึ่งกล่าววาที สั่งอรุณวดีเสน่หา
ตัวเรามีกิจจะขอลา สีกาค่อยอยู่สำราญใจ
ถึงไปก็ไม่ช้านัก จะกลับมาเชยพักตร์พิสมัย
สั่งพลางก็ทางอาลัย จำใจจากห้องไสยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ เจรจา

๏ จึ่งชวนทั้งสี่พระอาจารย์ อันมีพรตญาณฌานกล้า
เหาะขึ้นพ่างพื้นเมฆา ด้วยกำลังฤทธาว่องไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงอยุธยาธานี พระวสิษฐ์ผู้มีอัชฌาสัย
ก็นำพระกไลโกฏเข้าไป ยังในพระโรงอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระพงศ์จักรพรรดิทรงศร
รีบพลรีบรถบทจร รอนแรมมาเจ็ดราตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งประทับกับเกยแก้ว แล้วลงจากรถมณีศรี
เสด็จย่างเยื้องจรลี ขึ้นที่พระโรงรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ แลเห็นทั้งห้าพระดาบส ทรงยศแสนโสมนัสสา
ยอหัตถ์มัสการบาทา แล้วมีบัญชาตรัสไป
โยมนี้มาก่อนเป็นหลายวัน จะทันพระอาจารย์ก็หาไม่
อันการพิธีกระลาไฟ จะทำฉันใดพระมุนี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระกไลโกฏฤๅษี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที ภูมีอย่าได้อาวรณ์
ตัวรูปทั้งห้าจะไปเฝ้า ทูลพระเป็นเจ้าให้แจ้งก่อน
เชิญองค์นารายณ์ฤทธิรอน ให้ภูธรเสด็จอวตาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจอมอยุธยาราชฐาน
ได้ฟังกไลโกฏอาจารย์ จึ่งบรรหารตอบถ้อยวาที
พระองค์จะขึ้นไปเฝ้า พระเป็นเจ้าไกรลาสคีรีศรี
โยมนี้มีความยินดี เชิญพระมุนีรีบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกไลโกฏอาจารย์ใหญ่
กับสี่พระสิทธาปรีชาไว ก็พากันเหาะไปด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เลื่อนลอยมาในอากาศ ถึงไศลไกรลาสภูผา
ห้าพระมุนีผู้ปรีชา ก็พากันขึ้นเฝ้าพระศุลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระสยมภูวนาถเรืองศรี
ครั้นเห็นทั้งห้าพระมุนี จึ่งมีเทวราชโองการ
ดูกรพระกไลโกฏ อันมีโพธิปรีชากล้าหาญ
พากันมาไยพระอาจารย์ ยังสถานไกรลาสบรรพต ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกไลโกฏดาบส
ฟังเทวบรรหารมธุรส จึ่งตอบพจนารถวาที
บัดนี้โลกาเกิดยุค ทนทุกข์เร่าร้อนดั่งเพลิงจี่
บรรดาคณะโยคี ขาดที่จำเริญภาวนา
ด้วยสามพระเป็นเจ้าประสาทพร ทั้งอาวุธศิลป์ศรแก่ยักษา
มันจึ่งเที่ยวทำอหังการ์ องอาจหยาบช้ากำเริบฤทธิ์
เห็นแต่ทศรถสุริย์วงศ์ เป็นพงศ์บรมจักรกฤษณ์
เหมือนฉัตรแก้วกั้นโมลิศ ทุกทิศได้พึ่งบทมาลย์
เธอก็ไร้โอรสยศยง จะสืบวงศ์กษัตริย์มหาศาล
ขอเชิญนารายณ์อวตาร ไปปราบพวกพาลอสุรี
จะได้เย็นใจทั้งไตรจักร เป็นปิ่นปักเศียรเกล้าเกศี
จะปรากฏพระยศทั่วธาตรี พระโมลีโลกจงเมตตา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมนาถา
ได้ฟังมีเทวบัญชา ไม่แจ้งกิจจาฤๅฉันใด
ปางนี้ก็เป็นไตรดายุค จึ่งเกิดทุกข์โดยโลกวิสัย
ซึ่งจะให้นารายณ์ลงไป ก็ต้องในไวกูณฐ์อวตาร
ว่าแล้วจึ่งองค์พระศุลี มีเทวราชบรรหาร
ตรัสสั่งแก่ท้าวมัฆวาน ท่านจงไปเชิญนารายณ์มา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หัสนัยน์เจ้าตรัยตรึงศา
ทั้งฝูงเทวัญอันศักดา ถวายบังคมลาแล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเกษียรชลธาร เชิงเขาจักรวาลสูงใหญ่
เห็นองค์พระนารายณ์ฤทธิไกร ไสยาสน์เหนือหลังนาคา
องค์นางพระศรีอยู่เบื้องซ้าย พระลักษมีโฉมฉายอยู่เบื้องขวา
โกสีย์กับฝูงเทวา จึ่งถวายวันทาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมพระลักษมีสาวสวรรค์
เห็นองค์มัฆวานกับเทวัญ มาบังคมคัลพระจักรา
พระมารดาโลกทั้งสาม จึ่งถามเจ้าตรัยตรึงศา
ดูกรองค์อมรินทรา พาเทวัญมาด้วยอันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โกสีย์ผู้มีอัชฌาสัย
จึ่งทูลเหตุผลแต่ต้นไป ว่าไตรโลกได้ความเดือดร้อน
บัดนี้พระสยมภูวนาถ มงกุฎไกรลาสสิงขร
ให้มาเชิญองค์พระสี่กร บทจรไปในเพลานี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์สมเด็จพระลักษมี
มีเทวราชเสาวนีย์ ว่านี้ก็แจ้งกิจจา
แต่พระองค์พึ่งทรงไสยาสน์ จะปลุกเกรงราชโทษา
แม้นเป็นการเร็วเจ้าโลกา จงปลุกนิทราพระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
ฟังเทวราชเสาวนีย์ อัญชุลีเป่าสังข์ขึ้นทันใด
อันฝูงเทวาก็บรรเลง พิณเพลงจำเรียงเสียงใส
กาหลกึกก้องกลองชัย ประโคมมี่ไปเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ มโหรี

๏ เมื่อนั้น องค์พระนารายณ์นาถา
ไสยาสน์สนิทนิทรา เหนือหลังพญาภุชงค์
ได้ยินเสียงประโคมโครมครัน สะดุ้งตื่นหลากจิตพิศวง
ลุกจากแท่นที่บรรทมทรง เห็นองค์หัสนัยน์ธิบดี
กับฝูงทวยเทพเทวัญ ลงมาพร้อมกันทุกราศี
จึ่งปราศรัยไถ่ถามทันที มาหาเรานี้ด้วยอันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวโกสีย์ผู้มีอัชฌาสัย
จึ่งสนองพระบัญชาไป บัดนี้ท่านไทนักพรต
ทั้งห้ามาทูลพระเป็นเจ้า ว่าไตรโลกร้อนเร่าดั่งเพลิงกรด
จึ่งจอมไกรลาสบรรพต จึ่งมีมธุรสวาที
ให้ข้ามาเชิญเบื้องบาท พระทรงครุฑราชปักษี
เสด็จจากเกษียรวารี ไปเฝ้ายังที่ประชุมกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระนารายณ์รังสรรค์
ทั้งท้าวมัฆวานเทวัญ ทรงธรรม์ถวิลจินดา
ตัวกูจะต้องอวตาร ไปปราบหมู่มารยักษา
พวกมันล้วนมีฤทธา ศิลปศรศาสตราก็เพริศพราย
ผู้เดียวจะเคี่ยวฆ่าเข็ญ เห็นจะไม่สำเร็จโดยง่าย
จะแสนลำบากยากกาย คิดแล้วบ่ายพักตร์มาบัญชา
ดูกรนงลักษณ์ลักษมี ชนนีโลกยอดเสน่หา
พี่อวตารไปผลาญอสุรา แสนเวทนาถึงเก้าครั้ง
บัดนี้อสุรีมันมีฤทธิ์ พี่คิดเห็นยากกว่าปางหลัง
ขอเชิญเจ้าผู้ร่วมชีวัง ทั้งพญาบัลลังก์นาคี
ลงไปช่วยกันปราบยุค ให้โลกเป็นสุขเกษมศรี
ว่าแล้วจับสังข์โมลี จักรแก้วมณีคทาวุธ
พาพระลักษมีลีลาศ จากอาสน์วารีกระษีร์สมุทร
สององค์ขึ้นทรงพญาครุฑ ภุชงค์เทวัญก็ตามมา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ แผละ

๏ ครั้นถึงไกรลาสสิงขร ชวนองค์บังอรเสน่หา
ทั้งพญาอนันตนาคา เข้าไปวันทาพระศุลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น องค์พระอิศวรเรืองศรี
ครั้นเห็นพระนารายณ์ฤทธี ทั้งพระลักษมีบังอร
กับพญาภุชงค์บัลลังก์อาสน์ ภูวนาถชื่นชมสโมสร
แจ้งเหตุแก่องค์พระสี่กร ว่าโลกเดือดร้อนดั่งอัคคี
ปางนี้เจ้าจงอวตาร ไปปราบพวกพาลยักษี
เป็นหน่อทศรถธิบดี ในราชธานีอยุธยา
จะได้พำนักแก่ไตรโลก ดับโศกให้เย็นทุกทิศา
พระยศจะปรากฏทั้งโลกา ไปกว่าจะสิ้นกัปกัลป์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระนารายณ์รังสรรค์
ได้ฟังบรรหารพระทรงธรรม์ อภิวันท์สนองพระวาที
ซึ่งพระองค์จะให้อวตาร ไปปราบพวกพาลยักษี
ให้ราบรื่นพ่างพื้นธาตรี ครั้งนี้เห็นมีกำลังนัก
แต่ข้าปราบมาก็หลายยุค เป็นสุขทั่วไปทั้งไตรจักร
ปางนี้อสูรหมู่ยักษ์ เรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์มหิมา
แต่ผู้เดียวจะล้างอาธรรม์ จะไม่สิ้นพงศ์พันธุ์ยักษา
จะขอคทาเพชรจักรา ทั้งมหาสังข์ทักขิณาวัฏ
กับนาคอันเป็นบัลลังก์ทรง ไปเกิดร่วมวงศ์พงศ์กษัตริย์
ในมหานครจักรพรรดิ กำจัดอาธรรม์อันธพาล
ขอทั้งองค์พระลักษมี ชนนีโลกยอดสงสาร
กับเทวาไปเป็นบริวาร จะได้ช่วยสังหารกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมรังสรรค์
ฟังพระภุชพงศ์ทรงสุบรรณ ทรงธรรม์จึ่งกล่าววาจา
ยุคนี้ก็แจ้งมาแต่ก่อน ว่าโลกจะเดือดร้อนไปภายหน้า
จึ่งจัดฝูงเทพโยธา ไปคอยช่วยเข่นฆ่าราวี
ล้วนกำเนิดเกิดในประยูรวงศ์ พงศ์พญาพานรเรืองศรี
ทั้งชมพูขีดขินธานี แต่ละคนย่อมปรีชาชาญ
เจ้าไปเกิดเถิดเป็นกษัตริย์ สุริย์วงศ์จักรพรรดิมหาศาล
ทรงนามพระรามอวตาร ในสถานกรุงศรีอยุธยา
จักรเป็นพระพรตยศยง ถัดองค์พระนารายณ์เชษฐา
ฝ่ายสังข์บัลลังก์นาคา เป็นพระลักษมณ์อนุชาฤทธิรอน
อันซึ่งคทาวราวุธ เป็นพระสัตรุดชาญสมร
องค์พระลักษมีบังอร ไปเกิดในนครลงกา
ชื่อว่าสีดานงลักษณ์ เป็นบุตรทศพักตร์ยักษา
จงไปศรีสวัสดิ์วัฒนา อย่ามีโรคาเภทภัย ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๏ เมื่อนั้น ฝูงเทพเทวาน้อยใหญ่
ต่างทูลอาสาพระภูวไนย จะขอไปเป็นพลพระอวตาร
มาล้างเหล่าอสุรพาลา ที่หยาบช้าเบียนโลกทุกสถาน
พระราหูฤทธิไกรชัยชาญ เป็นทหารชื่อนิลปานัน
พระพินายนั้นเป็นนิลเอก พระพิเนกนั้นเป็นนิลขัน
พระเกตุเป็นเสนีกุมิตัน พระอังคารเป็นวิสันตราวี
พระหิมพานต์จะเป็นโกมุท พระสมุทรนิลราชกระบี่ศรี
พระเพลิงเป็นนิลนนท์มนตรี พระเสารีเป็นนิลพานร
พระศุกร์เป็นนิลปาสัน พระหัสนั้นมาลุนทเกสร
พระพุธเป็นสุรเสนฤทธิรอน พระจันทรเป็นสัตพลี
วิรูฬหกวิรูปักษ์สองตระกูล เป็นเกยูรมายูรกระบี่ศรี
เทวัญวานรนอกนี้ บาญชีเจ็ดสิบเจ็ดสมุดตรา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมนาถา
ได้ฟังฝูงเทพเทวา ผ่านฟ้าแย้มยิ้มพริ้มพราย
จึ่งตรัสอำนวยอวยพร แก่เทพนิกรทั้งหลาย
ถึงมาตรยักษาจะฆ่าตาย พระพายพัดจงคืนชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝูงเทพเทวาในราศี
รับพรสมเด็จพระศุลี ด้วยใจยินดีปรีดา
กราบลงแทบบาทพระเป็นเจ้า เอาพระเดชปกเกล้าเกศา
ต่างองค์ถวายบังคมลา แล้วจุติลงมาเป็นวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎไกรลาสสิงขร
ครั้นสิ้นหมู่เทพนิกร ภูธรชื่นชมยินดี
จึ่งประสาทพระมนตร์สญชีพให้ พระกไลโกฏฤๅษี
จงตั้งกาลากิจพิธี จะเกิดกองอัคคีขึ้นมา
แล้วจะมีรูปอสูร ทูนถาดข้าวทิพย์เหนือเกศา
ผุดขึ้นในกลางกาลา กากนาจะโฉบเอาข้าวไป
ฉวยได้แต่กึ่งครึ่งปั้น กานั้นจะบินไปทิศใต้
จะเกิดสีดาทรามวัย เป็นไส้เพลิงผลาญอสุรี
ยังข้าวสามปั้นกับกึ่ง จึ่งจะเกิดโอรสเรืองศรี
ในกลางอยุธยาธานี ทั้งสี่เชี่ยวชาญชำนาญฤทธิ์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกไลโกฏนักสิทธ์
ครั้นพระอิศโรโมลิศ บอกวิทยามนตร์พิธี
ก็จำได้สิ้นทุกสิ่งหมด ชวนมหาดาบสทั้งสี่
ลาพระเป็นเจ้าธาตรี เหาะมาบุรีอยุธยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงนิเวศน์วังสถาน องค์พระอาจารย์ฌานกล้า
พากันลีลาศยาตรา เข้ามายังท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถรังสรรค์
ครั้นเห็นทั้งห้าพระนักธรรม์ ก็ถวายอภิวันท์ด้วยยินดี
ถามว่าพระผู้เป็นเจ้า ไปเฝ้าพระอิศวรเรืองศรี
ทูลความตามคำของโยมนี้ ภูมีโปรดปรานประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกไลโกฏอาจารย์ใหญ่
จึ่งถวายพระพรภูวไนย รูปไปเฝ้าองค์เจ้าโลกา
ได้ทูลมูลเหตุถี่ถ้วน พระอิศวรใสโสมนัสสา
จึ่งให้เชิญองค์นารายณ์มา พระจักราก็รับอวตาร
แล้วเอาเนื้อความทั้งนั้น มารำพันแจ้งแถลงสาร
นัยจะสำเร็จทุกประการ ผ่านฟ้าอย่าร้อนฤทัย
จงตั้งโรงราชมณฑป ครบสิบเก้าห้องกว้างใหญ่
ลงที่ในหน้าพระลานชัย ให้ทันศุภฤกษ์พรุ่งนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระจอมจักรพรรดิเรืองศรี
ได้ฟังโสมนัสยินดี ถวายอัญชุลีพระอาจารย์
จึ่งมีมธุรสพจนารถ แก่อำมาตย์ผู้ปรีชาหาญ
ให้ปลูกโรงพิธีโอฬาร โดยกำหนดการพระสิทธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุมันตันผู้มียศถา
รับสั่งพระพงศ์เทวา ถวายบังคมลาแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้ตั้งโรงราชพิธี สิบเก้าห้องยาวรีสูงใหญ่
สี่เหลี่ยมจัตุรัสอำไพ แล้วไปด้วยเครื่องอลงการ
เพดานดัดอัจกลับพู่ห้อย ระย้าย้อยล้วนพวงมุกดาหาร
ราชวัติฉัตรธงโอฬาร งามดั่งวิมานเทวัญ
ท่ามกลางมีแท่นนพรัตน์ ปักเศวตฉัตรฉายฉัน
ตั้งเครื่องบูชาเรียงรัน ครบครันตามราชวาที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายคณะพระมหาฤๅษี
รู้ว่าห้าองค์พระมุนี ไปเฝ้าพระศุลีเรืองชัย
ได้มนตร์สญชีพอันมีฤทธิ์ กลับมาตั้งกิจพิธีใหญ่
ต่างนุ่งคากรองครองสไบ ก็รีบเข้าไปยังพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ห้าพระอาจารย์ฌานกล้า
ครั้นพร้อมคณะพระสิทธา ก็พากันเข้าโรงพิธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งให้ดาบสทั้งหลาย นั่งรายรอบนอกตามที่
ชั้นในนั้นสี่พระมุนี สำรวมอินทรีย์ประจำทิศ
พระกไลโกฏผู้เป็นครู เข้าสู่พิธีกาลากิจ
ถวายเครื่องบูชาวรามิศ สำรวมจิตอ่านเวทพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถ้วนสามราตรีกาล บันดาลธรณีเลื่อนลั่น
บังเกิดเพลิงพลุ่งเป็นเปลวควัน แสงนั้นรุ่งโรจน์เรืองไป
บัดเดี๋ยวอสูรทูนถาดทอง ผุดขึ้นในกองเพลิงใหญ่
มีก้อนข้าวทิพย์อันพึงใจ สี่ปั้นในถาดโอชา
กลิ่นนั้นหอมฟุ้งตลบ อบไปทั่วทศทิศา
ปรากฏถึงเกาะลงกา ด้วยอานุภาพฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนางมณโฑมารศรี
อยู่ในปราสาทรูจี เทวีหอมกลิ่นจับใจ
ให้เกิดเดือดร้อนรำคาญ จะทนทานความอยากก็ไม่ได้
ประนมกรทูลวอนผัวไป ภูวไนยจงทรงพระเมตตา
หอมสิ่งอันใดโอชารส ปรากฏซับซาบนาสา
เมียอยากสุดทนพ้นปัญญา ดั่งว่าจะสิ้นชีวัน
แม้นมาตรมิได้ดั่งใจคิด ชีวิตจะม้วยอาสัญ
ทูลพลางโศกาจาบัลย์ กัลยาไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
เห็นนางว่าวอนแล้วโศกี อสุรีสวมสอดแล้วกอดไว้
จึ่งมีสุนทรวาจา แก้วตาพี่ยอดพิสมัย
จะแสนโศกาไปว่าไร พี่จะหามาให้เยาวมาลย์
ว่าแล้วสั่งกากนาสูร ผู้ประยูรญาติอาจหาญ
ท่านจงบินขึ้นคัคนานต์ ตามกลิ่นหอมหวานนี้ไป
หาให้ทั่วทศทิศา เอารสทิพย์มาให้จงได้
จะปูนบำเหน็จให้ถึงใจ โดยในความชอบครั้งนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางกากนาสูรยักษี
รับสั่งแล้วถวายอัญชุลี อสุรีก็แปลงกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวเพศยักษ์ก็กลับกลาย เป็นกายกากนายักษา
ใหญ่หลวงกำลังมหิมา บินขึ้นเมฆาด้วยว่องไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ แผละ

๏ ร่อนแลดูไปในเวหน จบสกลทวีปน้อยใหญ่
เห็นโรงมณฑปอำไพ ที่ในกรุงศรีอยุธยา
กลิ่นทิพย์โอชากระยารส ปรากฏฟุ้งขึ้นบนเวหา
ดีใจบินตรงลงมา โฉบโรงกาลาพิธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายคณะพระมหาฤๅษี
บริกรรมสำรวมอินทรีย์ ได้ยินเสียงมี่ก็ตกใจ
ลืมเนตรขึ้นจากภาวนา แลไปเห็นกาตัวใหญ่
สองตานั้นแดงดั่งแสงไฟ บินวู่มาในคัคนานต์
โฉบตรงลงด้วยกำลัง โรงพิธีพังไปทั้งด้าน
ดาบสลุกขึ้นลนลาน วิ่งพล่านไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น นางกากนาสูรยักษี
ทำลายโรงย่อยยับด้วยฤทธี สกุณีแลเห็นกุมภัณฑ์
ชูถาดทองไว้เหนือเกล้า มีข้าวทิพย์อยู่สี่ปั้น
โผลงด้วยใจชาญฉกรรจ์ คาบได้กึ่งปันก็บินมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงกาพระนิเวศน์ ก็กลายเพศจากกากปักษา
ถือก้อนข้าวทิพย์อันโอชา เข้ามาถวายอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
รับเอาก้อนข้าวด้วยยินดี ดั่งได้มณีจินดา
หอมประทิ่นกลิ่นรสอาบอบ ฟุ้งตลบซาบซ่านนาสา
ส่งให้องค์อัครชายา แก้วตาจงเสวยให้สำราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดสงสาร
รับเอาข้าวทิพย์อันโอฬาร เยาวมาลย์ก็เสวยทันใด
รสซาบทุกเส้นโลมา สุธาโภชน์ฟากฟ้าไม่เปรียบได้
ผิวพรรณผุดผ่องอำไพ พักตร์ดั่งแขไขไม่ราคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ