สมุดไทยเล่มที่ ๑๑๒

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวกุเวรยักษา
เรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์มหิมา ผ่านกรุงกาลวุธธานี
อันสุบรรณนาคาวิชาธร หมู่นิกรเทวาทุกราศี
เกรงศักดาเดชอสุรี ไม่มีใครต้านทานทัน
ท้าวมีมเหสีร่วมรัก ทรงลักษณ์พิมพ์เพียงอัปสรสวรรค์
ชื่อเกศินีวิลาวัณย์ เป็นปิ่นกำนัลกัลยา
อันองค์โอรสร่วมชีวี ชื่อตรีปักกันยักษา
หยาบคายร้ายกาจอหังการ์ รุกรานเทวาสุราฤทธิ์
อันช้างม้าโยธีรี้พล เกลื่อนกล่นแน่นนันต์อกนิษฐ์
เหาะเหินเดินฟ้าได้ดั่งคิด อิศรไปทั้งธานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีปักกันสิทธิศักดิ์ยักษี
ไสยาสน์ในราษราตรี อสุรีเร่าร้อนรนใจ
คิดจะใคร่ไปเที่ยวประพาส ล่าไล่จตุบาทในป่าใหญ่
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงอโณทัย ก็ขึ้นไปเฝ้าองค์พระบิดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรกราบลง แทบบาทบงสุ์ท้าวยักษา
ทูลว่าลูกนี้จะขอลา ไปเที่ยวเล่นป่าพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกุเวรนุราชยักษี
ได้ฟังโอรสร่วมชีวี มีความเสน่หาอาลัย
สวมกอดไว้แล้วจูบเกศ ดวงเนตรพ่อยอดพิสมัย
ซึ่งเจ้าจะไปเล่นไพร ก็ตามแต่ใจของลูกยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีปักกันสิทธิศักดิ์ยักษา
ได้ฟังยินดีปรีดา พักตราผ่องแผ้วดั่งดวงจันทร์
จึ่งกราบประณตบทบงสุ์ ลาองค์บิตุเรศรังสรรค์
เสด็จออกจากท้องพระโรงคัล ไปปราสาทสุวรรณรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีบรรหาร สั่งกาลวุธยักษี
จงเตรียมจตุรงค์โยธี เรานี้จะไปเล่นไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กาลวุธผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระโอรสยศไกร บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จัดเป็นพยุหบาตรโดยกระบวน เลือกล้วนเหล่ากากภาษา
หมู่หนึ่งหน้าแสยะเหลือกตา ถือคาบศีลาลำพัน
หมู่หนึ่งหน้าเสือตัวลาย ถือปืนทองปรายขึงขัน
หมู่หนึ่งหน้ากากขบฟัน มือถือเกาทัณฑ์ลูกพิษ
หมู่หนึ่งหน้าไพร่ใจดำ มือถือหอกครํ่าเหน็บกริช
ต่างตนประกวดอวดฤทธิ์ อกนิษฐ์เยียดยัดกันมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีปักกันสิทธิศักดิ์ยักษา
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ให้ไขท่อแก้วปทุมทอง วารีเป็นละอองฝอยฝน
ทรงสุคนธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนนพมาศสุมาลี
สนับเพลาเชิงกรองช่องกระจก ภูษายกแย่งรูปราชสีห์
ชายไหวชายแครงเครือมณี ฉลององค์กำมะหยี่ดวงลอย
ตาบทิศทับทรวงดวงประพาฬ สังวาลมรกตเฟื่องห้อย
ทองกรพาหุรัดจำรัสพลอย ธำมรงค์เพชรพร้อยเรือนสุวรรณ
มงกุฎกุณฑลดอกไม้ทัด กรรเจียกเนาวรัตน์ฉายฉัน
ขัดคทาจับศรจรจรัล กุมภัณฑ์มาขึ้นอาชาชาญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ม้าเอยม้าทรง สูงระหงงามสง่ากล้าหาญ
ผูกเครื่องเนาวรัตน์ชัชวาล เบาะอานผ่านหน้าบังเหียนทอง
สองหูห้อยพู่จามรี ควบขี่ใหญ่น้อยเคล่าคล่อง
มุ่นหกผกร่านร่ายร้อง ลำพองรวดเร็วดั่งลมพัด
เสียงพลโห่ฮึกสะอึกโผน โลดโจนดั่งจะเข้าขบกัด
ประดับด้วยชุมสายรายรัตน์ ฆ้องกลองเป็นขนัดอึงอล
แตรงอนแตรฝรั่งประดังเสียง สำเนียงกึกก้องกุลาหล
ผงคลีมืดคลุ้มโพยมบน รีบม้าเร่งพลดำเนินไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ล่วงด่านผ่านแดนนคเรศ เข้าเขตหิมวาป่าใหญ่
จึ่งให้แยกพหลพลไกร ล่าไล่ล้อมจับมฤคี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่ทหารยักษี
รับสั่งแล้วไล่ด้วยยินดี โห่ร้องอึงมี่เป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีปักกันฤทธิแรงแข็งกล้า
แกว่งหอกควบขับอาชา เข้าแทงมฤคาวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โคกระทิงแรดช้างกวางทราย ล้มตายเกลื่อนกลาดไม่นับได้
อันหมู่พหลพลไกร ไล่จับกินเล่นสำราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เสร็จแล้วให้ยกโยธี แสนสุรเสนีทวยหาญ
ข้ามไศลไพรระหงดงกันดาร ขุนมารรื่นเริงวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดเลี้ยวเที่ยวชมหิมเวศ ทอดพระเนตรเหลือบแลซ้ายขวา
เห็นสองมนุษยโสภา กับวานรหนึ่งที่ร่มไทร
ให้คิดสงสัยพันทวี ไอ้นี่นี้มาแต่ไหน
ไม่รู้ว่าจะม้วยบรรลัย ด้วยฤทธิไกรกุมภัณฑ์
คิดพลางชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลสันต์
เหวยเหวยโยธาทั้งนั้น เร่งพากันไปจับมนุษย์มา
ผู้ใดใครอย่าสังหาร ให้วายปราณสุดสิ้นสังขาร์
จะเอาไปถวายพระบิดา ไอ้ลิงป่ากูไม่ไยดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
รับสั่งพญาอสุรี สำแดงฤทธีเกรียงไกร
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันครั่นครื้น กระทืบบาทเพียงพื้นแผ่นดินไหว
กวัดแกว่งอาวุธดั่งเปลวไฟ วิ่งหมุนเข้าไปพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์รังสรรค์
เห็นหมู่อสุรกุมภัณฑ์ โรมรุกบุกบันเข้ามา
จึ่งมีพระราชโองการ สั่งศรีหนุมานทหารกล้า
ตัวท่านผู้มีศักดา จงเข่นฆ่าพวกพลอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระพายผู้ชาญชัยศรี
รับสั่งถวายอัญชุลี ชักตรีเผ่นโผนเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เท้าถีบมือตบฟัดฟาด ฉะฟันตายกลาดไม่นับได้
พลมารแตกพ่ายกระจายไป ด้วยฤทธิไกรชัยชาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กาลรุธผู้เป็นนายทหาร
เห็นกระบี่ไล่ล้างพลมาร โกรธเพียงไฟกาลไหม้ฟ้า
ตาแดงสั่งแสงพระสุริยัน ขบฟันแกว่งกระบองเงื้อง่า
กระทืบบาทผาดโผนโจนมา เข้าต่อฤทธาด้วยวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
กลับกลอกป้องกันฟันฟอน เข้าไล่ราญรอนวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ มือซ้ายฉวยชิงกระบองมาร เผ่นทะยานขึ้นเหยียบบ่าได้
แทงด้วยตรีเพชรบรรลัย ตัดเศียรโยนไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายตรีปักกันยักษี
เห็นพลตายยับไม่สมประดี กาลวุธอสุรีก็มรณา
กริ้วโกรธพิโรธตัวสั่น แผดเสียงสนั่นดั่งฟ้าผ่า
เหม่ไอ้วานรอหังการ์ กูจะฆ่าให้ม้วยบรรลัย
ว่าพลางกวัดแกว่งพระแสงศร สำแดงฤทธิรอนแผ่นดินไหว
กระทืบเท้าเร่งม้าอาชาไนย เข้าไล่หักโหมโจมตี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาอนุชิตกระบี่ศรี
รับรองป้องปัดราวี ได้ทีเผ่นโผนโจนมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ มือหนึ่งฉวยจับบังเหียน หันเวียนหลบหลีกเงื้อง่า
ทะยานขึ้นหักคออาชา มรณาด้วยฤทธิ์วานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีปักกันขุนมารชาญสมร
ตกลงยังพื้นดินดอน แกว่งศรเข้าไล่โจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เท้าซ้ายนั้นเหยียบเข่าขวา มือคว้าน้าวคอกระบี่ศรี
ต่างแกล้วต่อกล้าราวี ถ้อยทีเหวี่ยงผันกันไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
พลิกแพลงเคล่าคล่องว่องไว ถาโถมโจมไล่ไปมา
ตีนถีบถูกอกขุนมาร ทะยานจับรวบเท้าซ้ายขวา
ฟาดลงกับพื้นพระสุธา อสุราไม่ม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นแล้วก็ตบมือเย้ย เหวยอ้ายพาลาโมหันธ์
มึงดั่งลูกไก่ก็เหมือนกัน มาต่อฤทธิ์สุบรรณชัยชาญ
อันหมู่อสูรยักษา ในลงกามลิวันราชฐาน
ล้วนเหล่าสุริย์วงศ์พรหมาน บรรลัยลาญด้วยกูผู้ฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีปักกันสิทธิศักดิ์ยักษี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี อสุรีจึ่งร้องตอบไป
เหม่เหม่ดูดู๋อ้ายเดียรัจฉาน อหังการเจรจาหยาบใหญ่
อ้างอวดว่ามีฤทธิไกร คือใครจะกลัวศักดา
กูชื่อตรีปักกันขุนยักษ์ ทั่วทั้งไตรจักรไม่รอหน้า
หน่อท้าวกุเวรอสุรา ผ่านมหาธานีกาลวุธ
ประกอบด้วยสมบัติพัสถาน จตุรงค์ทวยหาญนับสมุทร
สาอะไรตัวมึงกับมนุษย์ จะม้วยมุดด้วยกันบัดเดี๋ยวนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังวาจาอสุรี ตบมือชี้หน้าแล้วตอบไป
อันซึ่งตัวกูผู้ทรงฤทธิ์ ชื่อพญาอนุชิตทหารใหญ่
ขององค์นารายณ์เรืองชัย ไวกูณฐ์จากเกษียรวาริน
เกิดในสุริย์วงศ์จักรพรรดิ เลิศลํ้ากษัตริย์ทั้งปวงสิ้น
ดั่งฉัตรแก้วกั้นพื้นแผ่นดิน เป็นปิ่นมงกุฎอยุธยา
ทรงนามสมเด็จพระราเมศ เรืองเดชทั่วทศทิศา
ทรงศรสามเล่มมหิมา ศักดาประเสริฐเลิศไกร
อันหมู่อาธรรม์อันธพาล บรรลัยลาญด้วยหัตถ์ไม่นับได้
บัดนี้พระสละเวียงชัย ออกมาเดินไพรพนาลี
ทั้งองค์พระลักษมณ์นุชนาถ กับกูผู้รองบาทบทศรี
หวังจักบำรุงธาตรี ให้มีผาสุกภิรมยา
เร่งไปถวายบังคมคัล จึ่งจะรอดชีวันยักษา
หาไม่จะม้วยมรณา ด้วยศักดาเดชพระอวตาร ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีปักกันฤทธิไกรใจหาญ
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล ตบหัตถ์ฉัดฉานแล้วตอบไป
เหวยเหวยไอ้ลิงโกหก มายกยอกันก็เป็นได้
นารายณ์อวตารครั้งใด แอบอ้างใส่ไคล้เจรจา
เป็นมนุษย์ถือแต่ศรสิทธิ์ จะมีฤทธิ์กระไรมาหนักหนา
ไหนจะครั่นกรอสุรา ไม่ช้าจะสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์พระลักษมณ์รังสรรค์
ได้ฟังวาจากุมภัณฑ์ ดึงดันหยาบช้าพาที
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟฟ้า บังคมพระเชษฐาเรืองศรี
พระกรแกว่งศรโมลี เข้าไล่โจมตีขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีปักกันฤทธิไกรใจหาญ
รับรองป้องกันประจัญบาน รอนราญหนีไล่ไปมา
ต่างมาดต่างหมายเอาชัย ว่องไวกลับกลอกซ้ายขวา
ถ้อยทีถ้อยมีศักดา สัประยุทธ์เข่นฆ่าไม่ลดกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น น้องพระอวตารชาญสมร
หวดด้วยคันศิลป์ฤทธิรอน ภูธรโจมจับกุมกัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เท้าซ้ายนั้นเหยียบเข่าขวา หันเวียนไปมาดั่งจักรผัน
ตีต้องอสุรีตรีปักกัน หันเหเซไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวกุเวรยักษี
เจ็บปวดชอกชํ้าทั้งอินทรีย์ โกรธดั่งอัคคีไหม้ฟ้า
จึ่งชักศรสิทธิ์ออกพาดสาย มุ่งหมายเขม้นเข่นฆ่า
น้าวหน่วงด้วยกำลังศักดา อสุราก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงลมกาล สุธาธารกัมปนาทหวาดไหว
เป็นอาวุธเกลื่อนกลาดนภาลัย ด้วยฤทธิไกรอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์เรืองศรี
เห็นอาวุธจะเข้ามาราวี ภูมีก็ชักศรทรง
พาดสายน้าวหน่วงเงื้อง่า งามสง่าดั่งท้าวครรไลหงส์
หมายชีวิตยักษ์ให้ปลดปลง น้องพระภุชพงศ์ก็แผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ไล่ล้างอาวุธขุนมาร แหลกลาญไม่ทนกำลังได้
ต้องตรีปักกันบรรลัย ล้มลงในพื้นปถพี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นเสร็จซึ่งล้างขุนยักษ์ น้องพระหริรักษ์เรืองศรี
กับพญาอนุชิตผู้ฤทธี ไปเฝ้าพระจักรีด้วยปรีดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์นาถา
ครั้นเห็นพระศรีอนุชา กับพญาอนุชิตฤทธิรอน
รณรงค์มีชัยแก่พวกพาล แสนสำราญชื่นชมสโมสร
จึ่งตรัสอำนวยอวยพร ด้วยสุนทรมธุรสวาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสูรยักษี
ซึ่งเหลือตายแอบชายพนาลี เห็นตรีปักกันบรรลัย
หน้าซีดผาดเผือดตัวสั่น ยิงฟันหัวพองไม่อยู่ได้
ต่างคนด้นดัดลัดไพร รีบไปกาลวุธพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พญายักษา
ว่าพระโอรสร่วมชีวา ไปประพาสป่าพนาวัน
พบสองมนุษย์ฤทธิรอน กับวานรหนึ่งตัวขยัน
รณรงค์สังหารพระลูกนั้น ตายสิ้นด้วยกันทั้งโยธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกุเวรนุราชยักษี
ฟังข่าวเร่าร้อนดั่งอัคคี อสุรีกริ้วโกรธโกรธา
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท ผาดแผดสีหนาทดั่งฟ้าผ่า
ใครหนอองอาจอหังการ์ มาทำดูหมิ่นไม่เกรงกัน
กูก็ทรงศักดาอานุภาพ ปราบได้ทั่วทั้งสรวงสวรรค์
อันมนุษย์กับไอ้ลิงนั้น จะหํ้าหั่นให้เป็นภัสม์ธุลี
ว่าแล้วมีราชบรรหาร เหวยเสนามารยักษี
เร่งเตรียมพหลโยธี กูจะไปต่อตีด้วยพวกภัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเสนามารผู้ใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกร บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์หมู่โยธาพลากร เลือกล้วนฤทธิรอนแกล้วกล้า
เหล่าหนึ่งล้วนขี่คชา ถือของ้าวง่าหยัดยัน
เหล่าหนึ่งพื้นขี่สินธพ ถือทวนแล่นตลบเหียนหัน
ลางเหล่าขี่แรดตัวฉกรรจ์ ถือปืนขบฟันกระหยับยิง
บ้างขี่ราชสีห์อูฐลา แพะแกะชุมพาเสือสิงห์
ขี่หมูขี่โตโคกระทิง บ้างขี่มหิงส์กวางทราย
ล้วนถืออาวุธกวัดแกว่ง พรายแสงดั่งฟ้าฟาดสาย
ตั้งกระบวนระเบียบเรียบราย ไพร่นายคอยเสด็จอสุรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกุเวรนุราชยักษา
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธา เข้ามาที่สรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ วารินกลิ่นส่งหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุมามาลย์ พนักงานรำเพยพัชนี
สอดสนับเพลากรองช่องกระจก ภูษายกลายรูปราชสีห์
ชายไหวชายแครงรูจี เกราะเกล็ดนาคีประดับพลอย
ตาบทิศทับทรวงสังวาลศึก รัดองค์แก้วผลึกเฟื่องห้อย
ทองกรพาหุรัดจำหลักพลอย ธำมรงค์เพชรพร้อยพรายตา
แล้วทรงมหามงกุฎแก้ว กรรเจียกจรวาวแววทั้งซ้ายขวา
พระหัตถ์จับศรขัดคทา ลีลาไปขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ รถเอยราชรถศึก กงกำแก้วผลึกอลงกต
แอกงอนอ่อนงามช้อยชด ชั้นลดภาพล้อมบัลลังก์ลอย
เรือนเก็จเสาแก้วแกมสุวรรณ หน้าบันชั้นเหมช่อห้อย
สี่มุขสุกวามอร่ามพลอย ห้ายอดแสงย้อยพรายตา
เทียมด้วยราชสีห์สี่พัน โลทันถือหอกเงื้อง่า
สำทับขับแล่นดั่งลมพา กงลั่นสนั่นฟ้าสุธาธาร
เครื่องสูงอภิรุมชุมสาย ธงชัยธงชายธงฉาน
ปี่กลองก้องดังเป็นกังวาน แตรฝรั่งเป่าประสานแตรงอน
ทวยหาญขานโห่ครั่นครื้น ดั่งเสียงคลื่นในสมุทรไม่หยุดหย่อน
ผงคลีมืดคลุ้มอัมพร เร่งพลนิกรยาตรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์นาถา
ได้ยินเสียงกึกก้องเป็นโกลา แลมาเห็นพลอสุรี
จึ่งตรัสแก่องค์พระวรนุช ทั้งวายุบุตรกระบี่ศรี
อันพวกพาลซึ่งม้วยชีวี บัดนี้ยกมาราญรอน
เราจักสังหารผลาญมัน ให้ตายตามกันด้วยแสงศร
ว่าแล้วชวนพระลักษมณ์บทจร ขุนราชพานรก็ตามมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารกล้า
มีความยินดีปรีดา ด้วยจะได้เข่นฆ่าอสุรี
จึ่งกราบประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายณ์เรืองศรี
ข้าขออาสาราวี ผลาญพลไพรีให้บรรลัย
ว่าแล้วชักตรีกวัดแกว่ง สำแดงศักดาแผ่นดินไหว
เผ่นโผนโจนทะยานว่องไว ออกไปยืนขวางมรคา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวกุเวรยักษา
รีบรถรีบทศโยธา ออกจากชายป่าพนาลี
เห็นวานรนั้นขวางทางอยู่ กับมนุษย์ถือธนูทั้งสองศรี
กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี จึ่งมีพจนารถประกาศไป
เหวยเหวยทหารฤทธิรุทร ฆ่ามนุษย์วานรเสียจงได้
เลือดติดเส้นหญ้าอย่าเหลือไว้ ให้สาใจที่มันอหังการ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กาลสูรนายทหารกองหน้า
รับสั่งแล้วขับโยธา ดาเข้าโรมรันวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างพุ่งสาตราอาวุธ จุดปืนหน้าไม้ธนูศร
บ้างแกว่งเสโลโตมร ราญรอนอุตลุดเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาอนุชิตกระบี่ศรี
ฉวยชิงอาวุธอสุรี ตีซ้ายป่ายขวาวุ่นไป
เท้าถีบมือจับฟัดฟาด หัวขาดตัวขาดไม่นับได้
พลมารแตกยับทั้งทัพชัย ขุนกระบี่โลดไล่รอนราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กาลสูรกองหน้านายทหาร
เห็นโยธาแตกพ่ายวายปราณ โกรธดั่งเพลิงกาลไหม้ฟ้า
กวัดแกว่งหอกใหญ่สำแดงฤทธิ์ เสียงสนั่นครรชิตทุกทิศา
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทะยานมา เข้าไล่เข่นฆ่าวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
รับรองป้องกันประจัญกร ราญรอนไม่ลดละกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โจนขึ้นเหยียบเข่าน้าวเศียร หันเวียนกลับกลอกดั่งจักรผัน
ต่างแทงต่างฉะต่างฟัน ยืนยันสัประยุทธ์ไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กาลสูรสิทธิศักดิ์ยักษา
บุกบันประจัญด้วยฤทธา แทงซ้ายป่ายขวาอลวน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สองหาญต่อหาญเข้าโจมจับ ต่างปัดต่างรับกันสับสน
ต่างเหี้ยมทรหดอดทน ต่างตนหลบหลีกไปในที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ฉวยชิงได้หอกอสุรี ขุนกระบี่แทงซํ้ากระหน่ำไป
ถูกกายกุมภัณฑ์เป็นหลายหน ล้มลงไม่ทนกำลังได้
ก็สุดสิ้นชีพชีวาลัย ด้วยฤทธิไกรมหิมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกุเวรนุราชยักษา
เห็นวานรสังหารโยธา กองหน้าตายยับทับกัน
กริ้วโกรธกระทืบบาทเร่งรถ ขับทศโยธาแข็งขัน
เข้าไล่โรมรุกบุกบัน เสียงสนั่นหวั่นไหวทั้งธาตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระองค์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นยักษาหนุนเนื่องมาราวี โยธีอเนกแน่นนันต์
ต่างขึ้นศรสิทธิ์ฤทธิรงค์ อาจองดั่งเทพรังสรรค์
พาดสายน้าวหน่วงยืนยัน แผลงไปพร้อมกันด้วยศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เปรี้ยงเปรี้ยงดั่งเสียงฟ้าฟาด โลกธาตุสะเทือนทุกทิศา
ต้องหมู่พหลโยธา อสุราตายยับทั้งทัพชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาอนุชิตทหารใหญ่
ถีบทะยานผ่านโผนโจนไป ลุยไล่บนรถอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ราชสีห์สารถีก็ตายหมด แล้วหักรถพญายักษี
ระยำยับไม่เป็นสมประดี ขุนกระบี่เยาะเย้ยไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกุเวรนุราชยักษา
เสียรถสิ้นทศโยธา อสุรากริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล
จึ่งชักศรสิทธิ์ออกพาดสาย มาดหมายเขม่นจะสังหาร
น้าวหน่วงด้วยกำลังชัยชาญ ขุนมารก็แผลงไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต้องหมู่พฤกษาในอารญ หักค่นเกลื่อนกลาดลงกับที่
เป็นเปลวเพลิงเริงโรจน์รูจี ร้อนดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
เห็นศรยักษ์เป็นเพลิงพรายพรรณ ทรงธรรม์ชักศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกิดเป็นเมฆกลุ้มอากาศ เสียงฟ้ากัมปนาทหวาดไหว
ฝนนั้นก็ตกลงทันใด ดับไฟสูญหายด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกุเวรนุราชยักษี
กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี อสุรีแกว่งศิลป์เข้าโรมรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายย้ายเยื้องหวดขวา ด้วยกำลังโกรธาหุนหัน
โจนจับสับสนพัลวัน บุกบันไม่ลดงดกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญสมร
รับรองป้องปัดราญรอน ภูธรเงื้อคันธนูตี
พระลักษมณ์ถาโถมโจมจ้วง ทะลวงหวดถูกกายยักษี
หนุมานก็วิ่งเข้าราวี ถ้อยทีถ้อยจับพัลวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกุเวรฤทธิแรงแข็งขัน
ผู้เดียวรับรองป้องกัน ยืนยันต่อกรรอนราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หนีไล่วนเวียนกลับกลอก ต่างเข้าต่างออกสำแดงหาญ
ต่างถอยต่างรับประจัญบาน ขุนมารไม่คิดชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริรักษ์จักรแก้วเรืองศรี
ทั้งพระลักษมณ์หนุมานผู้ฤทธี เข้ากลุ้มรุมตีอสุรา
สองพระองค์หวดด้วยคันศิลป์ ขุนกระบินทร์โถมถีบยักษา
แทงด้วยตรีเพชรศักดา อสุราล้มลุกคลุกคลาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกุเวรนุราชใจหาญ
ความเจ็บเพียงชีพบรรลัยลาญ ขุนมารไม่คิดชีวี
ขบฟันชักศรพาดสาย หมายล้างมนุษย์กระบี่ศรี
น้าวหน่วงด้วยกำลังอินทรีย์ อสุรีก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ศรเป็นนาคาอกนิษฐ์ อ้าปากพ่นพิษเลื้อยไล่
มืดมิดปิดดวงอโณทัย ด้วยฤทธิไกรอสุรินทร์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศิลป์
เห็นศรอสุราเป็นนาคินทร์ แลบลิ้นพ่นพิษดั่งอัคคี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งชักพรหมาสตร์ขึ้นพาดสาย งามคล้ายพระอิศวรเรืองศรี
หมายล้างอาวุธอสุรี ภูมีแผลงไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ศรนั้นกลับเป็นพญาครุฑ สำแดงฤทธิรุทรแกล้วกล้า
บินสนั่นครั่นครื้นโลกา คาบคั้นนาคาสูญไป
แล้วต้องกุเวรขุนมาร ตลอดอกไม่ทานกำลังได้
ล้มลงสุดสิ้นชีวาลัย ด้วยฤทธิไกรพระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทวานางฟ้าทุกราศี
เห็นพระจักราธิบดี สังหารอสุรีบรรลัยลาญ
มีความชื่นชมโสมนัส แซ่ซ้องตบหัตถ์ฉัดฉาน
เผยแกลเยี่ยมพักตร์ทุกวิมาน แสนสำราญสำรวลมี่ไป
บ้างโปรยบุปผามาลาช ดอกไม้มาศมณฑาลงมาให้
กลิ่นทิพย์ตลบอบเอาใจ ถวายชัยให้พรทั้งเมืองฟ้า
พระองค์จงทรงอานุภาพ ปราบไปทั่วทศทิศา
อันศัตรูหมู่พวกพาลา จงอยู่ในหัตถาพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิรงค์รังสรรค์
ครั้นเสร็จซึ่งล้างกุมภัณฑ์ เทวัญโปรยทิพย์สุมามาลย์
พระหยิบชมดมดวงเกสร ขจายจรเสาวรสหอมหวาน
ทั้งพระพายชายพัดรำเพยพาน แสนสำราญฤทัยพันทวี
จึ่งมีพระราชบัญชา แก่พระลักษมณ์วายุบุตรกระบี่ศรี
ที่นี้ไม่เป็นสวัสดี ซากศพอสุรีอาเกียรณ์ไป
จำจะเที่ยวดั้นดัดลัดป่า หาที่สำนักอาศัย
ให้ผาสุกสะอ้านสะอาดใจ ด้วยนํ้าท่าผลไม้อันตระการ
ตรัสแล้วเสด็จยุรยาตร ดั่งพญาสีหราชตัวหาญ
ออกจากถํ้าแก้วโอฬาร พระลักษมณ์หนุมานก็ตามมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เลี้ยวลัดดัดดั้นอรัญเวศ ทอดพระเนตรเหลือบแลซ้ายขวา
คิดถึงองค์อัครกัลยา มาโดยมรคาพนาดร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระชมภูผาศีลาลาด งามประหลาดหลากกว่าทุกสิงขร
สูงเยี่ยมเทียมเมฆในอัมพร ชะโงกง่อนงํ้าเงื้อมเลื่อมพราย
บ้างเป็นวุ้งเวิ้งเพิงผนัง มีบัลลังก์ลดหลั่นเป็นชั้นฉาย
พู่ห้อยย้อยระย้าศีลาลาย งามคล้ายพวงแก้วจงกลกาญจน์
บ้างเป็นทรงกุฎีที่นั่งเย็น ลอยอยู่ดูเห็นรโหฐาน
เป็นแสงสายลายสีชัชวาล โอฬารแลเลื่อมรูจี
ที่ขาวนั้นขาวเหมือนสีสังข์ เขียวดั่งมยุรกัณฐี
ที่แดงเพียงโลหิตมณี หมอกเหมือนสีเมฆเมื่อสายัณห์
ที่เหลืองเรืองผ่องดั่งทองทาบ ม่วงขาบนิลแนมแกมคั่น
มีท่อนํ้าพุดุดัน ทะลุลั่นไหลโลดโดดมา
ซ่านเซ็นกระเด็นดั่งฝอยฝน ล้นลงท่อธารฉานฉ่า
ยิ่งพิศยิงเพลินจำเริญตา มาในพนมพนาลัย ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ล่วงทางสิบห้าโยชน์กึ่ง ก็ถึงซึ่งต้นโศกใหญ่
ถิ่นฐานสะอ้านสะอาดใจ มิ่งไม้ร่มรื่นเรียงรัน
เพล็ดดอกออกผลดกดาษ เกลื่อนกลาดทุกต้นดั่งแกล้งสรร
ประกอบทั้งนํ้าท่าครบครัน ก็ชวนกันหยุดพักภิรมยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงกุมภัณฑ์นุราชยักษา
ต้องสาปพระอิศวรเจ้าโลกา มาอยู่ยังคูหาสุรกานต์
อันเขตแคว้นแดนดงป่านั้น พันโยชน์มณฑลไพศาล
องค์พระอิศวรผู้ทรงญาณ ประทานให้เลี้ยงชีวี
แม้นสิงห์สัตว์หลงลัดเข้ามา ได้เป็นภักษายักษี
ครั้นรุ่งสางสว่างราตรี ก็แต่งอินทรีย์กุมภัณฑ์
จึ่งเอานาคาเป็นสังวาล โพกเศียรเลิกพังพานผกผัน
กวัดแกว่งคทาดั่งเพลิงกัลป์ จรจรัลจากถํ้ารจนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เที่ยวระเห็จเตร็ดเตร่ตระเวนไป ตามในพนมแนวป่า
ไล่จับโคถึกมฤคา กินเป็นภักษาสำราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสร็จแล้วลดเลี้ยวเที่ยวเล่น ที่ในดงเย็นรโหฐาน
ตามแถวแนวนํ้าลำธาร ข้ามละหานผ่านเนินคีรีไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โดยทางประมาณโยชน์กึ่ง ถึงซึ่งที่ต้นโศกใหญ่
เห็นสองมนุษย์อำไพ ทรงลักษณ์วิไลดั่งเทวา
กับวานรหนึ่งขาวสะอาด ดูประหลาดหลากใจเป็นหนักหนา
จะเป็นสุริย์วงศ์กษัตรา เหตุใดโยธาจึ่งไม่มี
หรือจะเป็นชีป่าพนาดร สัญจรมากับกระบี่ศรี
เป็นบุญปากกูในวันนี้ จะได้กินของดีชอบใจ
คิดแล้วผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
กวัดแกว่งตระบองดั่งแสงไฟ โลดโผนโจนไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
เห็นยักษีองอาจอหังการ์ โกรธาดั่งเพลิงบรรลัยกาล
เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท ทำอำนาจผาดแผลงสำแดงหาญ
ชักตรีเผ่นโผนโจนทะยาน เข้าต่อกรรอนราญอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุมภัณฑ์นุราชยักษี
รับรองป้องกันประจัญตี โจนจับกระบี่ด้วยว่องไว
หวดซ้ายป่ายขวากุลาหล ต่างตนต่างหนีต่างไล่
ต่างตีต่างแทงวุ่นไป มิได้ละลดงดกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
รบชิดติดพันประจัญกร วานรโจนจับอสุรี
เท้าซ้ายนั้นเหยียบเข่าขวา มือคว้าจิกเศียรยักษี
หันเวียนเปลี่ยนท่าราวี แกว่งตรีพิฆาตฟาดฟัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุมภัณฑ์ฤทธิแรงแข็งขัน
สัประยทธ์ไม่คิดชีวัน ขบฟันเข้าจับด้วยศักดา
โจนขึ้นเหยียบบ่าวานร กรแกว่งตระบองเงื้อง่า
กลอกกลับจับกันเป็นโกลา ต่างเขม้นเข่นฆ่าจะเอาชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาอนุชิตทหารใหญ่
หลบหลีกเคล่าคล่องว่องไว ทำเป็นหนีไล่ให้ที
มาดหมายเขม้นเผ่นโผน โจนจับได้ตัวยักษี
ขว้างไปด้วยกำลังอินทรีย์ ถูกเนินคีรีหิมพานต์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุมภัณฑ์นุราชใจหาญ
ต้องเขาตกพื้นสุธาธาร ขุนมารไม่ระคายกายา
ผุดลุกขึ้นยืนหยัดยัน ขบฟันแกว่งตระบองเงื้อง่า
วิ่งโลดโดดโผนเข้ามา ด้วยกำลังโกรธาอสุรี
ร้องว่าเหวยเหวยไอ้เดียรัจฉาน ไม่รู้จักพระกาลเรืองศรี
ตัวมึงกับมนุษย์ทั้งสองนี้ มีนามกรชื่อใด
ชาติเชื้อเหล่าพงศ์วงศ์วาน ถิ่นฐานบ้านเมืองนั้นอยู่ไหน
อหังการ์อาจองทะนงใจ ล่วงเข้ามาในหิมวันต์
อันป่าแว่นแคว้นแดนนี้ องค์พระศุลีรังสรรค์
ประสาทให้แก่กูเป็นขอบคัน กำหนดพันโยชน์คณนา
สองมนุษย์กับมึงไอ้ทรลักษณ์ กูจักเคี้ยวกินเป็นภักษา
เลือดเนื้อมิให้เหลือแก่แร้งกา ไม่ช้าแต่ในบัดเดี๋ยวนี้ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังจึ่งตอบไปทันที เหวยเหวยอสุรีสาธารณ์
อันตัวมึงนี้เป็นไฉน นามกรชื่อไรจึ่งอวดหาญ
ดั่งแมงเม่าบินเข้าเพลิงกาล จะวายปราณไม่ทันพริบตา
แสนมหาแต่ท้าวทศพักตร์ ขุนยักษ์ยี่สิบกรสิบหน้า
ฮึกฮักองอาจอหังการ์ ยังพาโคตรสุดสิ้นชีวี
มึงไม่รู้หรือว่าพระองค์ ผู้ทรงครุฑราชปักษี
อวตารมาผลาญอสุรี ที่มันริษยาอาธรรม์
ทรงนามสมเด็จพระรามา ผ่านกรุงอยุธยาเขตขัณฑ์
กับพระลักษมณ์อนุชาวิลาวัณย์ พากันเสด็จมาเดินไพร
ตัวกูคือลูกพระพาย พระนารายณ์เลี้ยงเป็นทหารใหญ่
ชื่อพญาอนุชิตฤทธิไกร จะผลาญมึงให้ม้วยชีวี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุมภัณฑ์นุราชยักษี
แจ้งว่าเป็นองค์พระจักรี ตกใจพ้นที่จะคณนา
ให้บันดาลขนพองสยองเกล้า ร้อนเร่าทั่วผิวมังสา
ประนมกรตัวสั่นอยู่ไปมา อสุราร้องขออภัย
ไม่รู้เลยว่าองค์พระอวตาร จึ่งทำการโอหังหยาบใหญ่
โทษนี้ถึงสิ้นชีวาลัย ขอท่านจงได้ปรานี
ข้าชื่อสุนนท์เทเวศ รองบาทพระอิศเรศเรืองศรี
ผิดด้วยหยอกนางรัชนี จึ่งเคืองธุลีพระบาทา
สาปมาอยู่ถํ้านพมาศ ชื่อกุมภัณฑ์นุราชยักษา
เมื่อใดสมเด็จพระจักรา อวตารมาล้างอาธรรม์
ข้าได้ประณตบทบงสุ์ รับพรพระหริวงศ์รังสรรค์
จึ่งพ้นสาปกลับเป็นเทวัญ ไปหิรัญไกรลาสคีรี
เป็นบุญจึ่งได้มาพบบาท พระนารายณ์ธิราชเรืองศรี
ท่านจงเมตตาข้านี้ ไปเฝ้าธุลีพระจักรา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
แจ้งว่าเป็นเทพเทวา ต้องสาปพระอิศราเรืองชัย
ความพิโรธโกรธกริ้วนั้นสูญหาย จะอาฆาตมาดหมายก็หาไม่
ให้คิดเมตตาอาลัย ก็พาไปเฝ้าองค์พระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งขุนพานร ยอกรกราบเบื้องบทศรี
ทูลตามถ้อยคำอสุรี ถ้วนถี่เสร็จสิ้นทุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกสถาน
ได้ฟังคำแหงหนุมาน จึ่งมีบรรหารตรัสไป
ดูก่อนกุมภัณฑ์นุราช ซึ่งประมาทเพราะหารู้จักไม่
โทษนี้เราให้อภัย จงพ้นสาปเจ้าไตรโลกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุมภัณฑ์นุราชยักษา
ก้มเกล้ารับพรด้วยปรีดา กายาก็กลายเป็นเทวัญ
จึ่งยอกรถวายอภิวาทน์ ลาบาทพระนารายณ์รังสรรค์
อวยชัยให้พรพระทรงธรรม์ แล้วเหาะไปหิรัญคีรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาไวยวงศาเรืองศรี
ทั้งสิบแปดมงกุฎฤทธี ซึ่งไปผ่านบุรีอสุรา
แจ้งว่าสมเด็จพระหริวงศ์ ให้ล้างองค์อัคเรศเสน่หา
เดชะความสัตย์ของกัลยา ชีวาไม่ม้วยบรรลัย
สัญจรไปพึ่งพระนักพรต ในอาศรมบทป่าใหญ่
จนคลอดพระโอรสยศไกร ชันษานั้นได้สิบสี่ปี
เชี่ยวชาญในการธนูศร ฤทธิรอนเลิศฟ้าราศี
รับเข้ามาไว้ในธานี พระจักรีไม่สบายวิญญาณ์
ท้าวทศคิริวงศ์ทำนาย ว่าพระเคราะห์นั้นร้ายหนักหนา
จึ่งพาพระลักษมณ์อนุชา กับพญาอนุชิตไปเดินไพร
ต่างถวิลจินดาอาวรณ์ จะอยู่ในพระนครหาควรไม่
จำจะไปตามเสด็จภูวไนย จะได้รองใต้บทมาลย์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ คิดแล้วอ่าองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองพรรณรายฉายฉาน
ต่างคนเหาะระเห็จเตร็ดทะยาน ไปสถานอยุธยาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงลงจากอากาศ หน้าราชนิเวศน์เขตขัณฑ์
เข้าหาเสนาสุมันตัน พากันขึ้นเฝ้าภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างตนกราบบาทบงกช พระพรตพระสัตรุดเรืองศรี
กับสองโอรสพระจักรี ขุนกระบี่จึ่งทูลด้วยสุนทร
ข้าบาททั้งนี้แจ้งการ ว่าพระอวตารทรงศร
กับองค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน ภูธรไปเดินพนาวัน
ข้าจึ่งมาเฝ้าเบื้องบาท พระอนุชาธิราชรังสรรค์
หวังทราบต้นทางเป็นสำคัญ จะพากันโดยเสด็จพระจักรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองน้องนารายณ์นาถา
ได้ฟังยินดีปรีดา ดั่งได้ผ่านเมืองฟ้าสุราลัย
จึ่งมีบัญชาอันสุนทร ดูก่อนท้าวพญาน้อยใหญ่
เรานี้ก็จำนงจงใจ ว่าจะไปตามเสด็จแต่เดิมที
พระองค์ให้รักษาพระนิเวศน์ ขอบเขตแว่นแคว้นบุรีศรี
กับสองนัดดาร่วมชีวี ปีหนึ่งจึ่งจะเสด็จมา
ซึ่งท่านมีใจจงรัก ภักดีต่อองค์พระเชษฐา
จงไปตามทิศบูรพา จะพบพระจักราเรืองชัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวพญาวานรน้อยใหญ่
ได้แจ้งแห่งคำภูวไนย ต่างตนมีใจยินดี
จึ่งกราบประณตบทบงสุ์ ลาองค์กษัตริย์ทั้งสี่
ออกจากอยุธยาธานี จรลีเข้าในพนาดร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ผ่านทุ่งมุ่งไม้ไพรชัฏ เลี้ยวลัดตามเชิงสิงขร
เหาะข้ามมหาสาคร บทจรโดยทางอรัญวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ร้อนแรมมาหลายราตรี ถึงที่โศกใหญ่ใบหนา
แลไปเห็นองค์พระจักรา กับพระอนุชาชัยชาญ
ทั้งวายุบุตรวุฒิไกร ต่างตนมีใจเกษมศานต์
ก็เข้าไปประณตบทมาลย์ สองกษัตริย์ผู้ชาญฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรแก้วสุริย์วงศ์เรืองศรี
เห็นเจ้าขีดขินพระบุรี กับเสนีท้าวพญาวานร
พากันมาตามเบื้องบาท ภูวนาถชื่นชมสโมสร
จึ่งตรัสปราศรัยด้วยสุนทร ดูก่อนท่านผู้ฤทธิไกร
อันถิ่นฐานบ้านเมืองแลโยธี อยู่ดีเป็นสุขหรือไฉน
อุตส่าห์บุกป่าพนาลัย ตามเรามาไยในกันดาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น น้องพญาพาลีใจหาญ
กับท้าวพญาวานรชัยชาญ ต่างสนองโองการพระจักรา
บรรดากรุงไกรไม่มีทุกข์ แสนสุขภิรมย์ถ้วนหน้า
ด้วยพระเดชในละอองบาทา แผ่ปกเกศาทั่วไป
แจ้งว่าสมเด็จพระปิ่นเกล้า ร้อนเร่าฤทัยหม่นไหม้
ละไอศวรรยาราชัย ออกมาเดินไพรพนาลี
กับองค์พระลักษมณ์นุชนาถ วายุบุตรรองบาทบทศรี
บรรดาตัวข้าทั้งนี้ ไม่ควรที่จะอยู่ในพารา
จึ่งพากันมาตามเสด็จ พระจักรเพชรปิ่นภพนาถา
หวังสนองพระคุณซึ่งมีมา กว่าจักสิ้นชีพชีวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถรังสรรค์
ได้ฟังทหารชาญฉกรรจ์ ทรงธรรม์มีราชวาที
ครั้งนี้เราออกมาเดินป่า ด้วยพญาพิเภกยักษี
ทายว่าเคราะห์ร้ายกำหนดปี จึ่งจะพ้นราคีที่ฆาฏไว้
บัดนี้ได้ห้าเดือนกับเจ็ดวัน จะพากันเที่ยวไปในป่าใหญ่
ปราบหมู่อาธรรม์พวกภัย ให้ไตรโลกเป็นสุขสถาวร
ตรัสแล้วก็พาพระนุชนาถ ลีลาศอาจองดั่งไกรสร
บรรดาท้าวพญาวานร บทจรตามเสด็จเข้าดงดาน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ พระชมหมู่ปักษาทิชากร บ้างบินว่อนร่อนร้องสำเนียงหวาน
นางนวลเหมือนนวลยุพาพาล สมานรักพี่แนบถนอมนวล
นกแก้วจับเคียงคู่พลอด เหมือนยอดมิ่งเคยเคียงพี่แย้มสรวล
จากพรากจับร้องครํ่าครวญ เหมือนพี่พรากจากนวลวนิดา
เขาไฟเหมือนไฟสุมอก เพราะวิตกถึงยอดเสน่หา
สาลิกาเหมือนพี่โศกา แสนทุกข์ทรมาจาบัลย์
รังนานเหมือนนานนิราศห้อง จากน้องมาแรมในไพรสัณฑ์
ระวังไพรเหมือนเราเดินในไพรวัน ได้ยากด้วยกันแสนทวี
นกหว้าพาฝูงบินว่อน เหมือนพี่ว่าวอนมารศรี
เบญจวรรณไต่วัลย์มาลี เหมือนวันเจ้าหนีพี่ไปบาดาล
กินลมเหมือนพี่กินชลเนตร แสนเทวษถึงยอดสงสาร
ความทุกข์ครั้งนี้พ้นประมาณ ผ่านฟ้าครวญพลางทางไคลคลา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เลี้ยวลัดดัดป่ามาถึง เขาหนึ่งสูงเงื้อมเวหา
ประกอบด้วยรุกขชาติดาษดา ดอกผลระย้าแกว่งไกว
เป็นที่ผาสุกรโหฐาน ทั้งเนินผาท่าธารน้ำไหล
จึ่งเสด็จยุรยาตรเข้าไป อาศัยอยู่ในเงื้อมคีรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาไวยวงศากระบี่ศรี
ทั้งกระบินทร์วานรินทร์ราชเสนี มีใจยินดีปรีดา
บำเรอบำรุงสองกษัตริย์ ช่วยกันปรนนิบัติรักษา
ช่วยเก็บผลไม้โอชา น้ำท่าสรงเสวยเป็นนิรันดร์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์รังสรรค์
ครั้นสิ้นแสงสีรวีวรรณ แสงจันทร์จำรัสอัมพร
จึ่งเอนพระองค์ลงไสยาสน์ เหนือศีลาลาดสิงขร
ทรงทอดทัศนาดารากร ประภัสสรผ่องพื้นโพยมพราย
เรไรจักจั่นสนั่นเสียง ดั่งจำเรียงสังคีตประโคมถวาย
นํ้าค้างพรอยพรมละอองอาย พระพายพัดพากลิ่นสุมามาลย์
เฟื่องฟุ้งอวลอบตลบดง ทรงรสเสาวคนธ์หอมหวาน
ให้คะนึงถึงองค์นงคราญ ปานนี้จะเป็นประการใด
จะคุมแค้นพี่อยู่เป็นนิจ หรือจะคิดถึงบ้างเป็นไฉน
ใครเลยจะนำข่าวไป ถึงในพิภพนาคา
ว่าพี่นี้จากนคเรศ แสนเทวษทรมานมาเดินป่า
แต่รัญจวนครวญถึงกัลยา มิได้นิทราในราตรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ครั้นพระสุริยาเรื่อรอง แสงทองจำรัสรัศมี
เสนาะเสียงไก่แก้วสกุณี ร้องมี่ขานขันสนั่นดง
จึ่งชวนพระลักษมณ์ฤทธิรอน กรายกรย่างเยื้องดำเนินหงส์
พร้อมด้วยทหารชาญณรงค์ ลงไปยังเชิงบรรพตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ