๏ มาจะกล่าวบทไปถึงสองเฒ่าเฝ้าสวนบุหงา
ขององค์พระราชธิดาเคหาอยู่ในสวนมาลี
ได้ยินเสียงสั่นต้นไม้ยายร้องออกไปอึงมี่
ใครเหวยมาเก็บมาลีเรียกตามานี่จงฉับไว
มันสอยเสียดิบดิบสุกสุกช่วยกันจับใส่คุกให้จงได้
ว่าพลางทางบ่นบ้าไปเข้าในเรือนคิดปลายเบี้ยกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นทั้งสองพระกุมารเฉิดฉัน
ได้ยินยายว่าไปฉับพลันชวนกันแอบดูยายตา
เห็นผัวเมียนั่งคิดปลายเบี้ยกันยุขันจึ่งเดินเข้าไปหา
พาทีธิบายแก่ยายตาอยู่รักษาสวนนี้ฤๅท่านยาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นยายตาสองคนฉงนฉงาย
ดูพลางทางหมอบยอบกายก้มเกล้ากราบถวายบังคมคัล
คิดว่าหน่อท้าวอุเรเซนเสด็จออกมาเล่นสวนขวัญ
มิอาจทูลได้ให้งกงันปากสั่นคอสั่นงุบงิบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันยิ้มแย้มแจ่มใส
จึ่งว่ายายตาอย่าขามใจตัวข้ามิได้อยู่เมืองนี้
พี่น้องสัญจรมาแต่ไกลบอกเล่าเหตุให้ถ้วนถี่
ขออยู่อาศัยสักราตรีมีคุณข้านี้อย่าตัดใจ
จะขอถามท่านตายายด้วยสวนนี้ของเจ้าบูรีฤๅไฉน
จริงหรือเขาเล่าลือไปว่ามีมโหรสพในธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสองเฒ่าได้ฟังพระโฉมศรี
จึ่งบอกไปพลันทันทีสวนนี้ขององค์พระธิดา
บุตรีท่านท้าวอุเรเซนเคยเสด็จมาเล่นชมบุหงา
ชื่อองค์ประวะลิ่มโสภาลือชาปรากฏทุกบูรี
บัดนี้พระบิดาให้นกนางขนนั้นพันอย่างต่างสี
สั่งให้สมโภชเจ็ดราตรีกำหนดวันนี้จะเสร็จการ
จะดูเล่นฤๅตาจะพาไปยังในนิเวศราชฐาน
เที่ยวดูเล่นให้จบโรงงานซึ่งการมโหรสพในพารา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเฉิดโฉมเสนหา
ได้ฟังสองเฒ่ากล่าวมาคิดถวิลจินดาในพระทัย
จำกูจะไปกับตาจึ่งจะเห็นปักษาในกรงใหญ่
ทั้งองค์พระธิดายาใจเขาลือข่าวไปทุกพารา
ว่าทรงโฉมประโลมลานสวาดิเป็นเจ้าของราชปักษา
คิดแล้วจึ่งมีวาจาว่าไปกับตาทันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ตาเจ้าหลานจะไปกระนี้เล่าก็มิได้
จำจะแปลงเป็นชาวเวียงไชยบัดใจชวนน้องให้แต่งองค์
เปลื้องเครื่องประดับสำหรับมาแล่งธนูภูษาอันสูงส่ง
มอบยายรักษาให้มั่นคงสององค์แปลงเป็นกระฎุมพี ฯ

ฯ ชมตลาด ๔ คำ ฯ

๏ ทรงผ้าโพกเวียนเศียรเกล้าทัดอุบะเพริศเพราห่มผ้าสี
เช็ดหน้าติดขลิบดิบดีจับศรีผิวขำจำเริญตา
สองทรงภูษิตเพริศพรายเครือสุวรรณเลื่อมลายเลขา
รัดองค์บรรจงอลงการ์ภูษาทรงขลิบชื่นชม
ธำมรงค์ทรงเพชรอันมีค่าเพ่งพิศติดตางามสม
เหน็บกฤชฤทธิ์เรืองอาคมทรงกระบี่ฝักกลมน่าเอ็นดู
สององค์งามทรงงามศักดิ์ทั้งในไตรจักรไม่มีคู่
สตรีใดได้เห็นก็หยุดดูพิศทรงโฉมไม่วางตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ สององค์ทรงเครื่องเสร็จแล้วคลาดแคล้วลงจากเคหา
ตาพาเข้าไปในพาราชมฝูงแม่ค้าอยู่ก่ายกอง
ชาวเมืองแต่งเครื่องขายงานประกวดกันนั่งร้านเป็นแถวถ่อง
ลางนางบ้างใส่แหวนทองสาวสาวพักตร์ผ่องเพียงจันทร์
เรียงร้านสองแถวแนวสนามงามงามดั่งแกล้งเลือกสรร
บ้างแต่งตัวโอ้อวดประกวดกันแกล้งกลั่นห้อยบุหงาหน้าร้าน
บ้างขายเครื่องถมเครื่องทองเรืองรองรจนาทั้งหน้าบ้าน
บ้างแลเห็นองค์กุมารรูปทรงส่งสถานพึงใจ
บ้างถามว่าบ่าวน้อยทั้งสองเคหาบ้านช่องนั้นอยู่ไหน
บ้างวิ่งตามดูพระภูวไนยสาวแก่แม่ม่ายก็ตามมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้นตามะหะหรี่ดีใจได้หน้า
ใครเรียกไม่หยุดเจรจาทำแต่พยักหน้าแล้วเดินไป
เดินชายรายดูมโหรสพเที่ยวจบจนโขนโรงใหญ่
หุ่นลาวหุ่นมอญละครไทยแทงวิสัยไต่ลวดสูงลอย
ลอดบ่วงโผนเผ่นหกคะเมนเล่นตัวหัวห้อย
มวยปลํ้ารำตะบองมองคอยบ้างชกตีตบต่อยกันมี่ไป
ตาจึ่งว่าแก่สองกุมารจะดูงานนอกนี้หาดีไม่
ว่าแล้วชวนกันเข้าชั้นในพาสององค์ไปให้ใกล้ชิด
หวังจะดูเล่นกลคนขยันสารพันเล่นประจักษ์ศักดิ์สิทธิ์
บั่นเกล้าสาวไส้คนคิดหัวขาดกลับติดเข้าทันใด
เล่นกลกลเม็ดไม่เข็ดขามที่หน้าท้องสนามใหญ่
พระองค์ทรงประทับพลับพลาไชยขุนนางน้อยใหญ่พร้อมกัน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเพราเพริศเฉิดฉัน
ตาพามาหน้าพลับพลาพลันพระทรงธรรม์ชื่นชมยินดี
พระมิได้ดูการทั้งนั้นมุ่งมั่นจะใคร่เห็นนางโฉมศรี
พระเนตรส่ายสอดหานางเทวีกับหัสรังสีที่สำคัญ
เหลือบแลแปรพักตร์ขึ้นไปเห็นองค์ท้าวอุเรเซนรังสรรค์
บุญญาอานุภาพครามครันทรงธรรม์พิศดูไม่วางตา
คิดถึงพระชนกชนนีป่านนี้จะละห้อยคอยหา
อัสสุชลคลอครองนองนัยนาพระอตส่าห์ระงับดับใจ
แล้วแลไปเห็นกรงแก้วงานประเสริฐเพริศแพร้วจะมีไหน
ประดับด้วยฉัตรจรงค์ธงไชยวางไว้ตรงพักตร์เจ้าธานี
ตาเอ๋ยนั่นฤๅคือวิหคชื่อว่านกหัสรังสี
ในนั้นที่กันมู่ลี่ดีษัตรีอยู่ฤๅประการใดฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นตามะหะหรี่จึ่งตอบแถลงไข
นั่นแหละกรงแก้วอำไพใส่หัสรังสีสกุณา
หลานรักอย่าชี้ขึ้นไปกลัวภัยพระบรมนาถา
มู่ลี่กันนั้นอัครไฉยาที่ลายถัดมานั้นเจ้าเรา
คือองค์ประวะลิ่มโสภาทรงเบญจ์กัลยาโฉมเฉลา
นั่นองค์อนุชาเพริศเพรายังเยาว์เลิศลํ้าอำไพ ฯ

ฯ ร่าย ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันได้ฟังก็ผ่องใส
รู้แน่ตระหนักประจักษ์ใจดูนางมิได้วางตา
ให้ก่อเกิดฤดีมีกำหนัดประหวัดไปในความเสนหา
ให้ผูกจิตคิดเคลิ้มวิญญาณ์ว่าเป็นเพลงขับขึ้นไป ฯ

ฯ พัดชา ๔ คำ ฯ

๏ โอ้ดวงยิหวาน่ารักพี่ดูนางหาเห็นประจักษ์ไม่
แค้นด้วยมู่ลี่บังพี่ไว้ทำไฉนจะได้สมอารมณ์เอย ฯ

ฯ ร่าย ๒ คำ ฯ

๏ ตาจับกรสั่นเข้าทันทีร้องอะไรกระนี้นะหลานเอ๋ย
โอ้ลืมแล้วตาปากข้าเคยตาเอยร้องเล่นจะเป็นไร
แต่ปากพระหากเสสรวลเสนหารัญจวนครวญใคร่
พระหัตถ์ประสานบ่านุชาไว้พลาดพลัดตกไปไม่รู้ตัว
เห็นโฉมศรีเจ้าแหวกมู่ลี่มองเออกระนั้นบ้างน้องจะยังชั่ว
ไม่หักซี่มู่ลี่ให้ตรงตัวเจ้ากลัวพี่จะดูฤๅดวงใจ
เห็นแต่ดวงเนตรเจ้าดำขลับคือพลอยนิลระยับแสงใส
แวววับจับจิตอยู่ตรึงใจอาลัยไม่เป็นสมประดี
พิศดูขนงดั่งวงวาดพิศโอษฐ์ดั่งชาดเฉลิมศรี
สมบูรณ์พูนสวัสดิ์กระษัตรีชายเนตรมาข้างนี้ให้พี่เชย
แค้นด้วยเสียงคนอยู่อึงมี่กลบสุรเสียงพี่นะน้องเอ๋ย
ยังจะแว่วถึงแก้วนะทรามเชยทำไฉนดีเอยจะแลมา ฯ

ฯ ร่าย ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางประวะลิ่มเสนหา
อยู่ในสุวรรณพลับพลากับพี่เลี้ยงซ้ายขวาพระกำนัล
เจ้าค่อยแหวกซี่มู่ลี่ทองชายนัยนามองแปรผัน
พอสบเนตรต่อพระทรงธรรม์นางผันพักตร์เสียทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันยิ่งคิดพิสมัย
เห็นนางผินผันทันใดชะรอยเจ้าสงสัยเป็นมั่นคง
จำจะให้น้องแจ้งกิจจาว่าเราเป็นกษัตราสูงส่ง
จึ่งชักซ่าโบะขึ้นป้ององค์กรีดนิ้วธำมรงค์ตรัสไตร
แสงนั้นสอดส่องต้องเนตรอัคเรศไม่รอต่อได้
รุ่งปลาบวาบวับจับใจดั่งแสงสุริย์ใสต้องนัยนา ฯ

ฯ ร่าย ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มนิ่มนวลเสนหา
นางชายนัยน์เนตรชำเลืองมาต้องแสงพระมหาธำมรงค์
ยับยับมาจับนัยนากัลยาเร่งคิดพิศวง
น่าจะเป็นหน่อเนื้อเชื้อวงศ์เผ่าพงศ์กระษัตริย์ขัตติยา
หวังจะให้เราประจักษ์ศักดิ์จึ่งแกล้งชักซ่าโบะปิดอังสา
ให้เราเห็นธำมรงค์ที่ทรงมาเสนหารัญจวนป่วนใจ
เห็นทีจะมาอาศัยสวนตาชวนมาดูเล่นฤๅไฉน
เห็นตาคร่าเอามือไปพิศดูภูวไนยไม่วางตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเฉิดโฉมเสนหา
ครั้นเห็นนางทอดทัศนาพระราชากระสันรัญจวน
ว่าเป็นเพลงขับขึ้นทันใดภูวไนยละห้อยไห้หวน
โอ้นุชสุดสวาดินาฏนวลพระอาทิตย์ก็จวนอัสดง
ทำไฉนจะได้ชมสายสมรจะร้างจรแรมนุชสุดประสงค์
ถึงพี่จะวายชีพปลดปลงก็มิได้จากอนงค์ไปเอย
ลิขิตยืนชิดสะกิดพี่ยุขันได้สมประดีก็ทำเฉย
ผู้ใดมิได้สงสัยเลยทำเป็นปากเคยว่าไป ฯ

ฯ จำปาทองเทศ ฯ

๏ บัดนั้นตามะหะหรี่มาลัยไม่อยู่ได้
พระอาทิตย์อัสดงลงไรไรเตือนพระภูวไนยให้ไคลคลา
มาไปเถิดนะหลานน้อยยายเฒ่าจะคอยบ่นหา
เกลือกจะมีคนรู้มันจู่มาเก็บเอาผ้าผ่อนไปพ้นทุกข์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ตาเอ๋ยตาเจ้าหลานยังจะดูเขาคราวสนุก
ยังวันอยู่หนาตาอย่าเป็นทุกข์ดูให้เป็นสุขจึ่งไคลคลา
นัยน์เนตรไม่วางนางโฉมยงสไบเลื่อนตกลงจากอังสา
พระมิได้รู้สึกกายาตาเรียกจะพาไปอุทยาน
พระพี่น้องบิดพลิ้วมิใคร่มาตาโกรธโกรธางุ่นง่าน
จับเอาข้อมือสองกุมารตาเฒ่ารุกรานแล้วพามา
ครั้นออกมาพ้นโรงงานตาแลดูหลานผู้เชษฐา
ไม่เห็นสไบให้สงกาหยุดอยู่แล้วมีวาจาไป
เป็นไฉนฉะนี้นะหลานขวัญซ่าโบะเจ้านั้นไปไหน
โฉมยงองค์ยุขันจึ่งว่าไปตกเสียเมื่อไรข้าไม่รู้
ข้าจะกลับไปหาผ้าสไบตาอย่าเพ่อไปจงคอยอยู่
ว่าแล้วจึ่งพระโฉมตรูเสด็จยุรยาตรคลาไคล
ครั้นเข้าไปถึงหน้าพลับพลาจะสืบสาวหาผ้าก็หาไม่
พระเนตรแลเล็งเพ่งไปภูวไนยขับอ้างนางเทวี ฯ

ฯ สมิงทองมอญ ๑๔ คำ ฯ

๏ โอ้เจ้าพุ่มพวงดวงยิหวาพี่ยาจะจากมารศรี
นิ่มน้อยเจ้าค่อยอยู่จงดีพี่จะลายายีแล้วดวงใจ
ถึงตัวพี่ไปใจชมน้องนวลละอองอย่าเศร้าสร้อยละห้อยไห้
พี่รักนางพ่างเพียงจะขาดใจจะจากไปฉันใดนะแก้วตา ฯ

ฯ ร่าย ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจึ่งเจ้าลิขิตขนิษฐา
ตามเข้าไปพบพระพี่ยากอดเสาว่าเพลงขับไป
จึ่งจับเอากรพระเชษฐาตาคอยหนักหนาช่างนิ่งได้
กุมกรพี่ยาคว้าไปตาพาคลาไคลไปตามทาง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันโศกเศร้าไม่เสื่อมสร่าง
เดินไปใจคิดไม่วายวางพระเนตรดูนางติดตามา
โอ้ยอดดวงใจมาไกลพี่เรียมเหลียวพ้นที่จะแลหา
ยิ่งแลยิ่งลับนัยนาคิดมาก็น่าสงสารใจ
แค้นเจ้าลิขิตน้องรักจะรีบด่วนชวนชักไปข้างไหน
เจ็บใจด้วยตามาลัยทั้งสองนี้ไซร้เป็นเจ้ากรรม
ความแค้นทั้งนี้ก็ยกไว้แค้นด้วยสุริย์ใสมาตกต่ำ
อัสดงลงไปให้ใกล้ค่ำเป็นกรรมพี่แล้วนะทรามวัย
อันพี่นี้พิศวาสนางจะเห็นอกพี่บ้างฤๅหาไม่
ความรักประจักษ์อยู่ในใจพระไปจนถึงอุทยาน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้นยายมาลาโกรธาอยู่งุ่นง่าน
เออกระนี้มิเสียทีไปดูงานทำไมซมซานมาปานนี้
อยู่จนเที่ยงคืนก็เป็นไรข้าไทไม่ตรึกที่สวนศรี
หัวหงอกเสียเปล่าเฒ่าอัปรีย์ข้าวปลาตามทีจะหุงกิน
ไม่ทำไม่หาไว้ท่าใครทำไว้แต่พอโฉมฉิน
ไอ้เฒ่ากินเหล้ามารวยรินยังหอมกลิ่นนั้นติดตัวมา
ดูดูอีเฒ่าใส่ความกูข้าอยู่ด้วยหลานนั้นไม่ว่า
จะเตือนเท่าไรไม่ไคลคลาปากกล้าว่าเปล่าเปล่าเฒ่าจังไร ฯ

ฯ ร่าย ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเฉิดโฉมพิสมัย
จึ่งว่าแก่ยายไปทันใดตานั้นมิได้เมามาย
ช้าอยู่ด้วยหลานดอกยายเอ๋ยไม่เคยเห็นเขาเล่นกลถวาย
แล้วชักชวนพาทีธิบายปลอบยายให้ดีด้วยกันไป
ยายแต่งโภชนาอาหารสิ่งของตระการออกมาให้
ปรนนิบัติประกอบให้ชอบใจผลหมากรากไม้นานา
ครั้นสององค์เสวยแล้วพลันยายตาชวนกันปรึกษา
ครั้นเราจะให้เจ้าไสยาที่กระท่อมเคหาไม่สมควร
เธอเป็นกระษัตริย์สุริย์วงศ์สถิตแท่นทองทรงกระเษมสรวล
ให้ประทมตำหนักจึ่งจักควรว่าแล้วเชิญชวนพระองค์ไป
ครั้นถึงตำหนักชัชวาลให้สองพระกุมารอยู่อาศัย
ขอเชิญบรรทมภิรมย์ในให้สำราญพระทัยทั้งสองรา
แล้วลาพระกุมารชาญชัยตายายกลับไปยังเคหา
เก็บเฝ้าเครื่องทรงอลงการ์ยายตาไม่เป็นอันหลับนอน ฯ

ฯ ช้า ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันชาญณรงค์ทรงศร
กับเจ้าลิขิตฤทธิรอนบรรทมปัจถรณ์ตำหนักจันทร์
แต่ปฐมยามหนึ่งถึงยามสองพระคะนึงถึงน้องใฝ่ฝัน
กรก่ายพักตราจาบัลย์ฤทัยไหวหวั่นถึงเทวี
โอ้ประวะลิ่มรักของเรียมเอ๋ยไม่เห็นอกเรียมเลยนางโฉมศรี
เจ้าดวงยิหวาไม่ปรานีให้พี่มานอนเดียวเปลี่ยวใจ
เขาหลวงทับทรวงไม่หนักนักเห็นพอจะพลิกผลักได้
นี่หนักอกยิ่งกว่ายกเมรุไตรด้วยทรามวัยไม่เห็นในอุรา
เมื่อไรพี่จะได้แนบชิดเชยชมสมสนิทเสนหา
ให้อักอ่วนครวญใคร่ไปมาพระมิได้นิทราในราตรี ฯ

ฯ ร่าย ๑๐ คำ ฯ

๏ แต่พลิกกลับสับสนทุรนร้อนอาวรณ์ถึงองค์มารศรี
พระสะท้อนถอนใจไม่สมประดีอยู่ในแท่นที่ศรีไสยา
แล้วพระแลลับคลับคล้ายเจ้ามาตามพี่ชายกระมังหนา
พระค่อยเคลื่อนองค์ลงมาเห็นพฤกษาสำคัญว่าเทวี
มาแล้วแก้วตาอย่าอายจิตเชิญไปนิทราบนแท่นที่
พระยื่นหัตถ์รับขวัญทันทีสมประดีสำคัญว่ามั่นคง
ด้วยความเสนหาตรึงใจพระมิได้พินิจพิศวง
มานี่เถิดพี่จะอุ้มองค์พระหลงคว้ากิ่งแก้วว่ากรนาง
ต่อฉวยได้แล้วพระจึ่งรู้เอะผิดแล้วกูฤๅผีสาง
พระวางกรอ่อนช้าสารพางค์พ่างเพียงสิ้นสมปฤๅดี
ให้ละล่ำละลักชักกฤชเพชรฉะกิ่งแก้วเด็ดลงกับที่
จึ่งรู้ว่ามิใช่นางเทวีพระกลับมาเข้าที่แล้วรัญจวน
ให้เร่าร้อนเหมือนนอนในกองไฟเคืองขุ่นไม่วายกระหายหวน
คิดถึงประวะลิ่มนิ่มนวลครวญพลางทางม่อยหลับไป ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท่านท้าวอุเรเซนเป็นใหญ่
พระแสนเบิกบานสำราญใจด้วยได้นักเลงกลดนตรี
เล่นจนสุริย์ศรีลีลาศลับเหลี่ยมเมรุมาศคีรีศรี
พระองค์ผู้ทรงธรณีเสด็จยังปรางค์ศรีพิมานจันทร์
พร้อมด้วยองค์อัครมเหสีทั้งราชบุตรีแลสาวสรร
เป็นบรมผาสุกทุกนิรันดร์ดั่งเสวยสวรรค์ในชั้นอินทร์ ฯ

ฯ ช้า ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมประวะลิ่มเลิศเฉิดฉิน
เสด็จยังมณเฑียรเทพินทร์ให้อาวรณ์ถวิลจินดา
แสนคะนึงถึงองค์พระทรงโฉมมาประโลมในความเสนหา
ทอดองค์ลงกับที่ไสยาตรึกตราสะท้อนถอนใจ
ในจิตนั้นคิดเพิ่มพูนตั้งเป็นเค้ามูลพิสมัย
ดั่งจะแว่วเห็นองค์ทรงไชยมาในแท่นที่พระบรรทม
ใจนางกระสันมั่นหมายหลงอายคว้าหยิบภูษาห่ม
ไม่เห็นแนบชิดจิตเตรียมตรมอารมณ์เศร้าสร้อยละห้อยใจ ฯ

ฯ โอ้ ๘ คำ ฯ

๏ โอ้พระโฉมยงทรงสวัสดิ์เลิศล้ำกระษัตริย์ในตํ่าใต้
น้องรักอยากใคร่ประจักษ์ใจพระอยู่ด้าวแดนใดมาดูงาน
ฤๅเป็นเจ้าบุรินทร์ปิ่นสุธาเสียซึ่งพาราราชฐาน
แม้นมิเกรงบิตุเรศชนมานจะไปฟังเหตุการณ์พระโฉมตรู
ไม่รู้ว่าพระองค์มาอาศัยใกล้ไกลถึงไหนที่ไปอยู่
แม้นว่าผู้ใดมาล่วงรู้ให้คิดอดสูเป็นพ้นไป
อนิจจาอกเอ๋ยเป็นวิบากสุดจะออกปากได้
ความรักมาสกัดดวงใจแต่อักอ่วนครวญใคร่ในไสยา ฯ

ฯ ร่าย ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งพระพี่เลี้ยงสันหยา
อยู่งานพัดองค์พระธิดาเห็นกัลยาไม่สบายฤทัย
ไม่สรงไม่เล่นด้วยสาวศรีตรงมาเข้าที่ทอดใจใหญ่
นางรู้แยบคายภายในจึ่งไปด้วยใจภักดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ แม่เอยแม่เจ้าเป็นไรจึ่งเศร้าหมองศรี
จะประสงค์สิ่งใดนางเทวีมารศรีจงเล่าให้พี่ฟัง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พี่เอยพี่เจ้าให้ร้อนเร่าใจน้องจะคลุ้มคลั่ง
สุดที่น้องจะเล่าให้พี่ฟังดั่งน้องมิใช่สตรีเลย
ถึงมิเล่าน้องเห็นจะเข้าใจอย่าไถลเอาทีนะพี่เอ๋ย
ใครจะช่วยน้องได้ไม่มีเลยแล้วเถิดพี่เอยเซ้าซี้ไย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เจ้าเอยเจ้าพี่ยังนี้ฤๅจะไว้ใจได้
มิพอใจให้รู้ก็แล้วไปจะนับอะไรกับข้านี้
ถ้าแม่จะเล่าเนื้อความกับพี่เลี้ยงทั้งสามก็ควรที่
ข้าคนเขลาจะเล่าก็เสียทีด้วยเทวีไม่ไว้วางใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มจึ่งตอบเฉลยไข
พี่พูดซิว่าไม่เข้าใจกระนั้นไซร้แล้วน้องไม่เจรจา
ถ้าพี่รู้จริงจึ่งจะวิงวอนนี่ค่อนเสกสรรรำพันว่า
กระนี้ฤๅพี่ว่าเมตตาอย่าว่าไปเลยไม่ฟังแล้ว ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ น่าเอยน่าสรวลด้วยโฉมนิ่มนวลน้องแก้ว
พี่เห็นรางรางแววแววครั้นจะประสมแล้วกลัวผิดไป
ฝ่ายน้องซิว่าไม่เจรจาเชิญไสยาเถิดจะกล่อมให้
บรรทมง่ายง่ายสบายใจพี่จะได้นอนบ้างให้สำราญ
โอ้เจ้าพี่เอ๋ยบรรทมไปพี่จะขับกล่อมให้กระเษมสานต์
............................................................[๑]

ฯ กล่อม พัดชา ๖ คำ ฯ

............................................................[๒]
แต่ปางก่อนยังมีนิทานพระกุมารองค์หนึ่งสัญจรมา
ทรงโฉมประโลมวิไลโลกย์ใครเห็นก็โศกเศร้าหา
มายืนแลลอดสอดตาดวงพักตร์ลักขณาน่าพึงใจ
หนุ่มน้อยแช่มช้อยโสภาชายทั้งโลกาไม่เปรียบได้
ทรามสงวนไม่ควรสตรีใดร่วมพิสมัยกับน้องยา
สมศรีสมศักดิ์สมทรงกับองค์เยาวยอดเสนหา
ทรงโฉมประโลมวิญญาณ์ได้มาแนบขนิษฐาพี่ดีใจ
จะร่วมรู้ชูช่วยให้สมคิดจะป้องปิดมิให้มีใครสงสัย
จะชมโฉมสองงามทรามวัยให้อิ่มตาอิ่มใจทุกเพลา
เป็นพยาธิฤๅจะมาพลางหมอข้าน่าหัวร่อให้นักหนา
สำเภาแต่งไว้จะไปค้าไม่ชักใบไหนจะมาเปลืองทาง
แต่จอดทอดประทับอยู่กับฝั่งจะผุพังเสียเปล่าป่วยการสร้าง
เมื่อจะแล่นไปใบไม่กางเห็นจะค้างเสียเปล่าสำเภา ฯ

ฯ ร่าย ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มผู้เฉิดโฉมเฉลา
ได้ฟังพี่เลี้ยงนงเยาว์ค่อยบรรเทาเร่าร้อนในวิญญาณ์
พี่เจ้าของน้องผู้ร่วมใจปิ่มจะนับดาวได้ในเวหา
มิเคยเลยพี่เอ๋ยจะเจรจาจะว่าก็คิดอดสูใจ
ไหนเล่าพี่เจ้าว่าไม่รู้เอ็นดูน้องด้วยช่วยแก้ไข
จะให้น้องรักนี้ชักใบน้องกลัวลมใหญ่จะพัดพา
จะอับปางเสียที่กลางทะเลหลวงจะไม่ล่วงถึงฝั่งกระมังหนา
ทั้งนี้สุดแต่พี่จะเมตตาน้องจะพึ่งปัญญาพี่สืบไป
พี่เป็นต้นหนคนท้ายจะชักลายลดเลี้ยวแล่นได้
น้องจะเป็นแต่ลำสำเภาไชยการไว้ธุระพี่ทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้งเอยครั้งนี้พี่จะรับอาสาแม่สาวสวรรค์
ถ้าบุญก็จะไม่แคล้วกันสำคัญจะได้เพราะยายตา
เพลาบ่ายเห็นยายจะมาเฝ้าเราจะได้แจ้งใจไม่กังขา
เชิญบรรทมให้สำราญวิญญาณ์พักตราจะหมองละอองนวล
ปรึกษากันพลางทางสัพยอกยิ้มหยอกปรีดิ์เปรมกระเษมสรวล
เวียนลุกเวียนนั่งตั้งใจครวญปั่นป่วนถึงองค์พระภูวไนย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ


[๑] ต้นฉบับหายไป ๑ คำกลอน

[๒] ต้นฉบับหายไป ๑ คำกลอน และสัมผัสท้ายวรรคน่าจะผิด

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ