๏ มาจะกล่าวบทไปถึงอสุรปานันยักษา
เป็นทหารของท้าวอสุรามัตตะริมมะยุมาเป็นเจ้านาย
ใจบาปหยาบช้าห้าวหาญรี้พลบริวารมากหลาย
พระยายักษ์ตั้งไว้ให้เป็นนายมีค่ายคูป้อมล้อมวง
แม้นใครเข้ามาในเขตขัณฑ์ชีวันมิได้หลอหลง
เคยไปเที่ยวไพรในดงพร้อมด้วยจัตุรงค์โยธา
ครั้นเพลาบ่ายชายแสงจัดแจงพร้อมพลถ้วนหน้า
ล้วนถืออาวุธสาตราเที่ยวล่าตระเวนด่านดง ฯ

ฯ กราว ๘ คำ ฯ

๏ เที่ยวเอยเที่ยวไปในไพรพฤกษาระหง
แลเห็นมนุษย์สององค์เดินตรงเข้ามาที่ในแดน
น้อยน้อยโฉมเฉิดเพริศเพราจะเป็นเหยื่อของเรามั่นแม่น
มาทำจู่ลู่ดูแคลนขัดแค้นแน่นใจอสุรี
ร้องบอกไพร่พลบริวารจงล้อมกุมารทั้งสองศรี
ต่างคนสำแดงฤทธียักษีเข้าล้อมรอบไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันรัศมีศรีใส
ครั้นเห็นหมู่ชาญชัยล้อมไว้ทำอิทธิฤทธี
จึ่งถอดธำมรงค์ที่ทรงมาขององค์พระมารดาโฉมศรี
ชูขึ้นให้ดูทันทีแล้วมีพจนารถว่าไป
เราเป็นพระราชบุตราองค์มะยุมาศรีใส
ชนนีพระยามารชาญชัยให้ธำมรงค์มาเป็นสำคัญ
สั่งมาแม้นว่าพบพานจงส่งข้าให้พ้นด่านไพรสัณฑ์
ไม่เชื่อก็ไปด้วยกันบังคมคัลสมเด็จพระชนนี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นอสุรปานันยักษี
ครั้นเห็นธำมรงค์รูจีจึ่งห้ามพวกรี้พลบรรดามา
พร้อมกันยอกรกราบไหว้เห็นแท้แน่ใจเป็นหนักหนา
ด้วยโฉมยงองค์นางมะยุมาเป็นพระมารดาของกุมภัณฑ์
จึ่งทูลทั้งสองกุมารที่จะไปในด่านพนาสัณฑ์
จนสิ้นมรคาพนาวันข้าจะนำทรงธรรม์ลีลา
ขอเชิญหยุดพักก่อนพอคลายร้อนในด่านนครยักษา
ให้สบายพระทัยจึ่งไคลคลาตัวข้าจะส่งพระองค์ไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันรัศมีศรีใส
ได้ฟังขุนมารชาญชัยมีใจชื่นชมภิรมย์นัก
จึ่งมีสุนทรวาจาซึ่งท่านเมตตาก็ประจักษ์
มรคาจะไปยังไกลนักหยุดพักจะช้าท่วงที
ตัวข้าจะลาท่านไปจงส่งให้พ้นแดนยักษี
แม้นข้ากลับมาทางนี้จึ่งจะเข้าบูรีขุนมาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นอสุรปานันห้าวหาญ
ได้ฟังทั้งสองพระกุมารจึ่งขับทหารเข้าไป
แต่ตัวปานันอสุรีนำสองภูมีเข้าป่าใหญ่
ด้วยเจนมรคาพนาลัยมิได้ลำบากอินทรีย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นทั้งสองพระกุมารโฉมศรี
ไปด้วยปานันอสุรีสุขกระเษมเปรมปรีดิ์ทั้งสองรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เดินในหิมวาป่าใหญ่ชี้ชมมิ่งไม้หรรษา
รื่นรวยด้วยกลิ่นมาลาห้อยย้อยระย้าดอกดวง
ลมพาพานพัดระบัดใบดอกไม้หอมโหยโรยร่วง
แคฝอยห้อยย้อยเป็นพุ่มพวงกิ่งค้อมน้อมหน่วงเหนี่ยวโน้ม
พฤกษาดั่งว่าระรวมรักใบสะเทือนเหมือนว่าทักเชยโฉม
ไม้พะยอมเหมือนจะเย้าเล้าโลมชมพลางทางโสมนัสนัยน์
ลิขิตขนิษฐาทูลถามดอกอะไรนั้นงามสุกใส
นั่นแก้วเกดไม้เทศเทียนไทยนี่นมสวรรค์นั่นไม้โมกมัน
ดอกอะไรนั่นน้องแคลงไม่แจ้งจิตยิ่งพิศก็ยิ่งงามเฉิดฉัน
นั่นสร้อยฟ้ามหาหงส์เรียงรันสกุณาจับขันคู่เคียง
นั่นนกอะไรคลอเคล้ากระเหว่าฤๅกระวานประสานเสียง
นั่นโกญจาวายุภักษ์ม่ายเมียงโพระดกหลีกเลี่ยงเร่ร้อง
นกอะไรเคียงคู่บนภูผาเสียงสนั่นลั่นมากึกก้อง
นั่นมยุรารํ่าร้องบอกน้องแล้วรีบไคลคลา ฯ

ฯ เชิด ๑๔ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงวายุกันยักษา
เป็นทหารของท้าวอสุรามีอิทธิฤทธาเกรียงไกร
ตั้งไว้อยู่รักษาด่านขุนทหารตระเวนป่าใหญ่
ครั้นเช้าชวนบ่าวทันใดเที่ยวไปที่ในพนาวา ฯ

ฯ เชิด ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นอสุราปานันยักษา
แลเห็นวายุกันอสุรายักษาร้องเรียกไปแต่ไกล
ฝ่ายยักษาวายุกันก็เข้ามายอกรวันทาประณมไหว้
เห็นสองกุมารก็ดีใจคิดว่าจับได้พาตัวมา
ถามว่าท่านได้มาแต่ไหนเป็นมนุษย์ฤๅไรยักษา
รูปโฉมประโลมโลกาขอให้ข้าคนหนึ่งเป็นไร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นอสุรปานันทหารใหญ่
จึ่งบอกวายุกันทันใดเจ้านายเราไซร้ท่านใช้มา
ลูกนางมะยุมาโฉมศรีซึ่งเป็นชนนีท้าวยักษา
นางให้เจ้าไปพาราให้ธำมรงค์มาเป็นสำคัญ
ตัวท่านจงส่งต่อไปให้สิ้นแดนไพรพนาสัณฑ์
จนถึงนันทสูรกุมภัณฑ์บอกกันให้ส่งต่อไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นวายุกันประจักษ์ไม่สงสัย
บังคมกุมารชาญชัยกราบไหว้ธำมรงค์ที่ทรงมา
แล้วทูลทั้งสองโฉมยงขอพระองค์จงโปรดเกศา
ไม่รู้ว่าเป็นพระลูกยาองค์นางมะยุมาทรามวัย
อันเป็นสมเด็จพระมารดาเจ้านายของข้าไม่สงสัย
ขอเชิญทั้งสองภูวไนยหยุดพักพอให้สำราญก่อน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันชาญณรงค์ทรงศร
ได้ฟังปรีดาถาวรจึ่งมีสุนทรตอบไป
ซึ่งท่านจะให้หยุดพักเห็นจะช้านักไม่อยู่ได้
ตัวข้าจะลาคลาไคลรีบไปให้เปลืองมรคา
จึ่งสั่งปานันทันใดจงกลับคืนไปยังเคหา
วายุกันก็นำมรคาปานันอสุราก็กลับไป
ล่วงเข้าด่านแดนนันทสูรวายุกันจึ่งทูลแถลงไข
ด่านนี้ตั้งนันทสูรไว้ถึงแล้วจะได้พบกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงนันทสูรแข็งขัน
เป็นทหารของท้าวกุมภัณฑ์ตั้งค่ายคูมั่นอยู่ด่านไพร
กุมภัณฑ์รักษาปลายแดนสามแสนตระเวนป่าใหญ่
โห่ร้องกึกก้องสนั่นไปเที่ยวตระเวนในไพรพนาวา ฯ

ฯ พิลาป ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นวายุกันออกยืนขวางหน้า
กวักเรียกนันทสูรอสุราซึ่งมาหน้าพลสกลไกร
ฝ่ายนันทสูรวันชุลีเห็นกุมารสองศรีก็สงสัย
ครั้นจะไถ่ถามก็ขามใจพิศดูมิได้วางตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันชูนิ้วพระหัตถา
จะดูฤทธิ์ธำมรงค์ที่ทรงมายักษาจะว่าประการใด
ฝ่ายนันทสูรเห็นธำมรงค์เรียกพวกจัตุรงค์ให้กราบไหว้
เกรงกลัวคร้ามครั่นพรั่นใจนิ่งอยู่มิได้จำนรรจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นวายุกันชัยชาญหาญกล้า
จึ่งบอกว่าสองกุมาราเป็นโอรสาของทรามวัย
องค์นางมะยุมาโฉมศรีชนนีกุมภัณฑ์เป็นใหญ่
นางใช้ให้ไปกรุงไกรจงส่งให้พ้นแดนอรัญวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนันทสูรได้ฟังยักษา
จึ่งว่าทั้งสองกุมาราจะพาไปให้พ้นแดนดง
ตัวท่านจงกลับคืนไปไว้ธุระข้าไซร้จะไปส่ง
จึ่งชวนกุมารโฉมยงวายุกันลาองค์พระภูวไนย
ต่างองค์ต่างออกจากกันดัดดั้นเข้าในป่าใหญ่
ทั้งสองกุมารชาญชัยไปตามนันทสูรอสุรา
ไปได้สามคืนสามวันสิ้นแดนเขตขัณฑ์ยักษา
เกือบใกล้ฝั่งนํ้าคงคาสุดสิ้นแดนป่าพนาวัน
จึ่งทูลถามกุมารสองราตัวข้าจะลาผายผัน
ขอเชิญเสด็จจรจรัลด้นดั้นเข้าไพรแต่ลำพัง[๑]
อันซึ่งแม่นํ้าพระคงคาแลสุดสายตาไม่เห็นฝั่ง
กว้างขวางลึกล้นพ้นกำลังริมชลมีรังนกอินทรี
โตใหญ่อยู่ปลายพฤกษาจงระวังกายาทั้งสองศรี
สั่งแล้วนันทสูรอสุรีลาพระภูมีกลับไป ฯ

ฯ เชิด ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันรัศมีศรีใส
ครั้นนันทสูรคลาไคลพอพระสุริย์ใสนั้นเย็นรอน
สกุณาเข้าหารวงรังเงียบทั้งพนัสสิงขร
ลำบากยากที่จะบทจรภูธรจึ่งชวนอนุชา
เข้านั่งยังร่มพระไทรทองทั้งสองภิรมย์หรรษา
พระพายพัดกลิ่นมาลาหอมฟุ้งนาสาชื่นใจ
ลิขิตหักกิ่งพฤกษาเอามาปูลาดเป็นอาสน์ให้
แล้วปรนนิบัตินวดฟั้นภูวไนยบรรทมหลับไปทั้งสองรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงนกอินทรีปักษา
โตใหญ่ไพบูลย์มหึมาศักดาอานุภาพเกรียงไกร
อินทรีมีบุตรสุดที่รักปีกยังอ่อนนักไม่บินได้
ครั้นพวยพุ่งรุ่งแสงอโณทัยเพลาจะไปหิมพานต์
จึ่งสั่งลูกรักดวงใจว่าแม่จะไปไพรสาณฑ์
อยู่รังนั่งนอนให้สำราญได้อาหารแล้วจะกลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งลูกอินทรีปักษา
ได้ฟังแล้วสั่งมารดาแม่ไปอย่ามาให้เย็นนัก
ลูกรักจะอยากน้ำท่าใครเลยจะมาช่วยตัก
ด้วยแสงทินกรร้อนนักอดน้ำลูกรักจะวายปราณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เจ้าเอยเจ้าแม่สุดแต่ไปหาได้อาหาร
แมไปไม่อยู่ให้นานรักเจ้าเปรียบปานดั่งดวงใจ
ครั้นว่าไม่ไปก็จะอดสุดที่แม่จะงดได้
จำเป็นจำจากเจ้าไปแม่ไม่ทิ้งเจ้านะลูกน้อย
ว่าพลางทางปลอบลูกรักแม่ไปไม่ช้านักอย่าเศร้าสร้อย
สั่งแล้วโผผินบินลอยลมพลอยพัดส่งไปหิมพานต์ ฯ

ฯ เชิด ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันฤทธากล้าหาญ
กับเจ้าลิขิตชัยชาญครั้นแสงสุริย์ฉานส่องฟ้า
ตื่นจากบรรทมที่ร่มไทรภูวไนยชวนองค์ขนิษฐา
ออกจากพระไทรไคลคลามรคายากแค้นแสนกันดาร
ข้ามเถื่อนเนินเขาเข้าดงแล้วก็ลงโกรกกรอกซอกละหาน
ทินกรร้อนพ้นจะทนทานพระภูบาลถึงรังนกอินทรี
ครั้นเห็นร่มงิ้วก็หยุดพักไมรู้ว่าสำนักปักษี
ทำรังอยู่บนยอดฉิมพลีสองศรีอาศัยไม่สงกา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งนางลูกนกปักษา
ร้อนแรงด้วยแสงสุริยาคอยหามารดาเห็นช้าไป
ให้อยากชลธีเป็นสุดคิดปิ่มประหนึ่งชีวิตจะตักษัย
ร้อนรนสกนธ์กายภายในแลไปยังพื้นพสุธา
จึ่งเห็นมนุษย์สองศรีความอยากชลธีก็ร้องว่า
เอ็นดูช่วยตักชลธาให้ข้าสักหน่อยพระภูวไนย
แม่ข้าไปหิมพานต์ช้านานแล้วหามาไม่
ข้าอยากน้ำนักจักบรรลัยช่วยชีวิตข้าไว้เถิดราชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเฉิดโฉมเสนหา
ได้ฟังลูกนกร้องมามีความเมตตาเป็นพ้นใจ
อนิจจาปักษานี้อยากนํ้าจำเราจะคิดแก้ไข
มาตรแม้นไม่ช่วยจะบรรลัยเอ็นดูอย่าให้มรณา
พระพี่น้องจึ่งหาปล้องไม้ไปได้โดยดั่งปรารถนา
ลงไปยังฝั่งคงคาตักน้ำขึ้นมาทันที
แลเห็นเถาลัดาวัลย์เลี้ยวพันริมรังปักษี
จึ่งผูกกระบอกนั้นทันทีเรียกลูกสกุณีให้ชักไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นลูกนกยินดีจะมีไหน
เอาเท้าเกี่ยวปากเหนี่ยวขึ้นไปบัดใจถึงรังมิทันนาน
ดื่มกินจนสิ้นวารีมีความยินดีกระเษมสานต์
แล้วว่าแก่สองพระกุมารพระคุณปานบิตุเรศชนนี
ไม่มีแก้วแหวนเงินทองจะสนองพระคุณทั้งสองศรี
ช่วยไว้ให้รอดชีวีข้านี้จะขอถามภูวไนย
ซึ่งสองพระองค์จำนงมามีธุระกิจจาจะไปไหน
ไพรสาณฑ์กันดารเป็นพ้นไปมาไยให้ลำบากกายา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันได้ฟังปักษา
นกนี้รู้จักเจรจาจึ่งกล่าววาจาตอบไป
ตัวเราจะไปอุเรเซนยากเย็นเดินมาในป่าใหญ่
ไม่รู้ว่าจะอยู่ใกล้ไกลมรคาจะไปก็กันดาร
พระสุริย์ใสร้อนแสงก็หยุดพักหายเหนื่อยแล้วจักลาท่าน
เราจักใคร่ข้ามมหานทีธารเหตุการณ์เท่านี้จงแจ้งใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นลูกนกจึ่งแจ้งแถลงไข
ซึ่งว่าจะข้ามคงคาลัยยากนักที่จักไปพระภูมี
กว้างขวางลึกล้นพ้นประมาณจะมอดม้วยวายปราณทั้งสองศรี
ได้ทำคุณตัวข้าครานี้ภูมีอย่าร้อนอาวรณ์ใจ
แม่ข้ากลับมาแต่หิมพานต์จะอ้อนวอนว่าขานแถลงไข
จะให้ช่วยข้ามส่งภูวไนยพระไปซ่อนอยู่ให้ลับตา
แม้นได้ยินเสียงเรียกไปเชิญเสด็จคลาไคลออกมาหา
เวลาเย็นแล้วแม่จะมารักษาซ่อนกายให้จงดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันทรงสวัสดิ์รัศมี
ฟังลูกปักษินก็ยินดีจะได้ข้ามนทีดั่งจินดา
ชวนเจ้าลิขิตฤทธิรอนลานกไปซ่อนอยู่ในป่า
คอยฟังแยบคายสกุณาแฝงพุ่มพฤกษาพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งนางนกราชปักษี
เที่ยวหาอาหารในพงพีลืมคำบุตรีที่สั่งมา
ชมป่าหิมพานต์หลงไปสุริย์ใสเย็นลงนักหนา
รำลึกตรึกถึงลูกยาปักษาบินมาสู่รัง
ถึงต้นฉิมพลีที่ลูกอยู่วางวู่ลงจับดั่งใจหวัง
เห็นลูกโกรธล้นพ้นกำลังร้อยชั่งขัดใจว่าไปช้า
ปีกประคองป้องปลอบลูกแก้วโทษแม่ผิดแล้วเป็นนักหนา
สารพัดอาหารแม่ได้มาแก้วตากินเถิดอย่าน้อยใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ฟังเอยฟังแม่ว่าลูกทำโกรธาแถลงไข
วันนี้แม่ย่อมแจ้งอยู่แก่ใจสุริย์ใสร้อนยิ่งกว่าทุกวัน
ลูกนี้อยากน้ำเป็นสุดคิดแทบประหนึ่งชีวิตจะอาสัญ
แม้นลูกมิได้กินนํ้านั้นชีวันจะม้วยมรณา
แม่มาจะเห็นแต่ซากผีข้านี้น้อยใจเป็นนักหนา
แล้วกลับมาว่าลูกโกรธามารดาทิ้งเสียไม่อาลัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ฟังเอยฟังลูกว่าปักษาก็คิดสงสัย
จึ่งถามลูกน้อยกลอยใจเหตุไฉนจึ่งได้กินคงคา
คือใครจงรักมาตักให้แม่นี้สงสัยเป็นหนักหนา
เจ้าจงบอกเล่าแก่มารดามาแต่แห่งหนตำบลใด
แม้นใครมีคุณแก่ลูกยาถึงจะเอาดวงตาจะควักให้
ขอบคุณท่านนั้นเป็นพ้นไปดวงใจเจ้ารอดชีวา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ได้ฟังแม่ว่าสัจจังไม่กังขา
ลูกนกจึ่งมีวาจาบอกแก่มารดาแต่จริงไป
ยังมีพระกุมารพี่น้องทั้งสองเที่ยวมาในป่าใหญ่
จะไปอุเรเซนเวียงไชยแวะมาอาศัยอยู่ใต้รัง
อยากน้ำลูกร้องลงไปช่วยตักนํ้ามาให้ดั่งใจหวัง
พระคุณเป็นพ้นกำลังเธอยังซ่อนอยู่ทั้งสองรา
ว่าแล้วลูกนกอินทรีร้องเรียสองศรีเสนหา
เชิญเสด็จสององค์ไคลคลาเสด็จมานี่เถิดพระภูมี ฯ

ฯ ร่าย ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันฟังลูกปักษี
ชวนเจ้าลิขิตจรลีออกหาสกุณีทันใด ฯ

ฯ เสมอ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนางนกสกุณีก็ผ่องใส
เห็นโฉมเฉิดเลิศฟ้ายาใจจะรักใคร่พันผูกเป็นลูกยา
ปักษินโบยบินลงไปเข้าใกล้ด้วยใจหรรษา
ซึ่งจะไปอุเรเซนพารามารดาจะส่งอย่าร้อนใจ
มีคุณลูกข้าครานี้ชีวีไม่ม้วยตักษัย
แม่จะรักเป็นลูกดวงใจความสัตย์แม่จะให้ลูกยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันได้ฟังก็หรรษา
กับเจ้าลิขิตอนุชายอกรวันทาแม่อินทรี
มารดาว่ามาทั้งนี้ไซร้จะใส่ไว้เหนือเกล้าเกศี
ส่งให้ลูกพ้นชลธีพระคุณพ้นที่จะพรรณนา
ข้าจะเป็นลูกของแม่ไปกว่าจะม้วยบรรลัยสังขาร์
อย่าได้คลางแคลงวิญญาณ์สัจจาจะให้ชนนี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นอินทรีมีความกระเษมศรี
เชิญสองกระษัตริย์ธิบดีขึ้นหลังสกุณีฉับพลัน
ระวังพระองค์ให้จงดียึดขนปักษีไว้ให้มั่น
แล้วบินโบยขึ้นโดยเมฆันเสียงปีกสนั่นลั่นฟ้า
รวดเร็วประหนึ่งจักรพัดสองกระษัตริย์ทรงราชปักษา
บินข้ามสายชลพ้นมาด้วยฤทธิ์สกุณานกอินทรี ฯ

ฯ กราว ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงฟากฝั่งมหรรณพบินตรลบลงหยุดยังไทรศรี
ใกล้กรุงอุเรเซนบูรีสกุณีจึ่งมีวาจา
มารดาระลาคลาไคลเมื่อไรจะให้กลับมาหา
ลูกรักจงให้สัญญาแม่จะได้มารับภูวไนย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันรัศมีศรีใส
จึ่งตอบปักษาทันใดลูกไปไม่อยู่ช้านัก
ประมาณสักสามเดือนตรากว่าจะได้ปักษาอันมีศักดิ์
แม่จึ่งกลับมารับลูกรักจักได้ข้ามมหาวารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นอินทรีมีศักดิ์ปักษี
รับรสพจนาวาทีแล้วลาภูมีกลับมา ฯ

ฯ กลม ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันลิขิตขนิษฐา
คลาไคลไปตามมรคาพบคนเดินมาเดินไป
พูดจาปราศรัยกันต่างต่างบ้างว่าจะเข้าไปกรุงใหญ่
ดูการสมโภชในเวียงไชยมีงานมาได้หกวัน
พรุ่งนี้จะดูให้หนักหนาบ้างพาลูกเมียผายผัน
ชวนกันรีบรัดจรจรัลเข้าในเขตขัณฑ์พารา
โฉมองค์ยุขันกับลิขิตได้แจ้งจิตใสโสมนัสา
จรดลตามคนทั้งปวงมาถึงในนคราทันใด
จึ่งแลเห็นสวนอุทยานผลไม้ตระการอยู่ไสว
ทุกสิ่งสารพันดั่งสรรไว้จึ่งเสด็จเข้าไปมิได้ช้า ฯ

ฯ ชมไพร ๑๐ คำ ฯ

๏ พระชมรุกขชาติหอมหวลชี้ชวนองค์พระขนิษฐา
พลางเด็ดพุ่มพวงดวงผกายื่นให้อนุชาผู้ร่วมใจ
ทั้งดอกสร้อยฟ้าจำปาสวรรค์ลำดวนมะลิวัลย์มาทัดให้
กลิ่นตรลบอบอวลยวนใจดั่งดอกไม้ทิพอันโอฬาร
พิกุลเกดแก้วกาหลงประยงค์ส่งกลิ่นหอมหวาน
สายหยุดพุทธชาดตระการบานฟุ้งซ่านเสาวคนธ์ขจรมา
ซ่อนกลิ่นกุหลาบนางแย้มรสแกมซับซาบนาสา
เรียบเรียงเคียงกันเป็นหลั่นมาล้วนพรรณบุปผามาลัย
มีตำหนักน้อยในอุทยานรโหฐานเป็นที่อาศัย
สองพระองค์ชื่นบานสำราญใจเก็บพรรณมิ่งไม้นานา
โน้มหน่วงช่วงชักหักกิ่งต่างช่วงชิงกันด้วยหรรษา
แม้นเจ้าของมาเราสองราจะว่ายังไรดีนะน้องรัก
ลิขิตจึ่งทูลพระเชษฐาแม้นเจ้าของบุหงาแจ้งประจักษ์
น้องเห็นจะไม่เป็นไรนักแต่จักต้องเฝ้าสวนมาลี
ยุขันแย้มยิ้มกระหยิ่มใจไม่รู้ว่าของใครนะเจ้าพี่
เราจะอยู่อาศัยในที่นี้ให้เปรมปรีดิ์เป็นสุขทั้งสองรา ฯ

ฯ ร่าย ๑๖ คำ ฯ


[๑] ต้นฉบับว่า “ด้นดั้นเข้าไปในไพรวัน” แต่สัมผัสไม่ส่งตามบังคับ ในการตรวจชำระครั้งนี้จึงปรับแก้เป็น “ด้นดั้นเข้าไพรแต่ลำพัง”

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ