๏ มาจะกล่าวบทไปถึงท้าวอะรุมเรืองศรี
ครองไอศุริยาธานีกับมเหสีโสภา
ทรงนามมะยุมาโฉมเฉลาเยาวรูปเลิศลักษณ์ดั่งเลขา
ประกอบด้วยนักสนมดังดาราครองขัณฑเสมามาช้านาน
อันเสนาประชาราษฎรไม่มีความทุกข์ร้อนกระเษมสานต์
เสวยรมย์ชมแสนศฤงคารประมาณได้หลายปีมา
จนทรงพระชราทั้งสององค์ไม่มีใครที่จะสืบพระวงศา
พระไร้โอรสธิดาประยูรวงศาก็ไม่มี
พระเร่าร้อนอาดูรพูนโศกแสนวิโยคเศร้าสร้อยหมองศรี
ทรงพระชราลงทุกปีพระภูมีสวรรคาลัย
มเหสีแสนสาวพระกำนัลก็ชวนกันโศกศัลย์ละห้อยไห้
จึ่งถวายพระเพลิงท้าวไท้เสร็จแล้วได้เจ็ดราตรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางมะยุมามารศรี
แต่แสนโศกศัลย์พันทวีถึงพระสามีที่บรรลัย
เมื่อวันจะมีเหตุเภทพาลให้เร่าร้อนรำคาญดั่งเพลิงไหม้
จึ่งเยี่ยมบานพระแกลแลไปหวังจะให้สบายในวิญญาณ์ ฯ

ฯ ร่าย ๔ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงอสูรมัตตะริมยักษา
สถิตยังปรางค์ทิพรจนาผาสุกอยู่ทุกทิวาวัน
เรืองฤทธีศักดาอานุภาพอาจจะปราบเมืองแมนแดนสวรรค์
ด้วยเดชกระบองแก้วแพรวพรรณจะนึกอันใดได้สารพัดมี
จะปรารถนาไพร่พลหญิงชายก็แกว่งกระบองชัยศรี
อีกทั้งโภชนาสาลีมีในกระบองสุริย์กานต์
อันว่าปราสาททองของกุมภัณฑ์สนุกดั่งเมืองสวรรค์วิมานสถาน
มีทหารขององค์ขุนมารสามตนเชี่ยวชาญฤทธี
ตนหนึ่งชื่ออสูรปานันตนหนึ่งชื่อยุกันยักษี
ตนหนึ่งนันทสูรอสุรีให้รักษาทางที่พนาวัน
เป็นด่านสามชั้นมั่นคงตระเวนในแดนดงไพรสัณฑ์
นักสิทธิ์วิทยาคนธรรพ์หลงเข้ามามันจับกิน
อันองค์ขุนมารยักษาครั้นเช้าเข้าป่าพนาสิณฑ์
เที่ยวจับโคถึกมฤคินทร์กินเล่นสำราญบานใจ
อสุรีตริตรึกไปมาจะใคร่หาคู่ชิดพิสมัย
แต่กูเที่ยวไปในพงไพรก็มิได้พานพบกระษัตรี
อย่าเลยจะเข้าไปในกรุงก็จะสมมาดมุ่งของยักษี
นางมนุษย์โสภามากมีคิดแล้วอสุรีก็เหาะไป
ถึงแดนอะรุมนคราก็เที่ยวหาตามชอบอัชฌาศัย
อสุรีแลเล็งเพ่งไปเห็นโฉมทรามวัยนั่งอยู่บัญชร
ผลกรรมของนางจะพรากพรัดจากสมบัติภิญโญสโมสร
จะได้ทุกข์โศกาอาวรณ์จำจรไปจากนครา
เผอิญให้อสุรีลานจิตเพ่งพิศดั่งเทพเลขา
ก็เหาะตรงเข้าไปด้วยฤทธาอุ้มองค์กัลยาทันที ฯ

ฯ ๒๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางมะยุมามารศรี
ครั้นเหลือบแลเห็นอสุรีเทวีตระหนกตกใจ
หน้าซีดผาดเผือดพักตราจะแลดูยักษาก็หาไม่
ดั่งหนึ่งจะสิ้นชีวาลัยอรไทก็ทรงโศกี ฯ

ฯ โอด ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นอสุรามัตตะริมยักษี
ตรงเข้าอุ้มองค์นางเทวีอสุรีก็เหาะระเห็จมา
ครั้นถึงปรางค์รัตน์ชัชวาลจึ่งเปิดทิพพิมานเลขา
วางองค์เหนืออาสน์รจนาอสุราเพ่งพิศพินิจไป
งามสิ้นทั่วสารพางค์พักตร์จำเริญรักเป็นที่พิสมัย
เสียดายองค์แต่ทรงชราไปคิดไฉนเป็นเช่นนี้นะอกอา
กูจะร่วมภิรมย์สมสวาดิก็จะอายเทวราชทุกทิศา
สมควรที่จะเป็นพระมารดาคิดแล้วพระยาอสุรี
จึ่งยอกรถวายอภิวาทแทบบาทมะยุมาโฉมศรี
จึ่งทูลไปด้วยใจภักดีพระชนนีอย่าทรงโศกาลัย
เดิมลูกตั้งจิตแสวงหาเอกอัครไฉยาศรีใส
เห็นนั่งอยู่ริมบัญชรไชยต้องใจมิได้พิจารณา
ทั้งนี้เพราะเวรมาแต่หลังจึ่งกำบังนัยน์เนตรทั้งซ้ายขวา
ลูกขอเป็นบุตรในอุราพระมารดาอย่าร้อนอาวรณ์ใจ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางมะยุมาศรีใส
ได้ฟังพระยามารชาญชัยค่อยคลายสบายใจที่รุมร้อน
แล้วมีสุนทรวาจาตามแต่จะเมตตาผันผ่อน
จะรักดั่งบุตรในอุทรแม่จะคลายเดือดร้อนในวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระยามารมีจิตหรรษา
อยู่ด้วยสมเด็จพระมารดาช้านานมาได้หลายปี
อตส่าห์ปรนนิบัติรักษามิให้กัลยาหมองศรี
ไม่มีอันตรายราคีสุขกระเษมเปรมปรีดิ์ทุกเวลา
เสวยทิพโภชนาอาหารสิ่งของตระการเป็นหนักหนา
วันหนึ่งพระยาอสุราจะไปประพาสป่าพนาลี
จึ่งทูลสมเด็จพระมารดาลูกจะไปเที่ยวป่าพนาศรี
ล่าไล่โคถึกมฤคีบ่ายแสงสุริย์ศรีจะกลับมา
ทูลแล้วถวายอภิวาทลงจากปราสาทอันเลขา
ตรงไปในอรัญวาจับคชาโคถึกมฤคี
ทั้งหมู่มหิงส์กระทิงไพรได้แล้วพระยายักษี
แสนสนุกสุขกระเษมเปรมปรีดิ์อสุรีกินเล่นสำราญใจ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันรัศมีศรีใส
กับเจ้าลิขิตฤทธิไกรแรมนอนมาได้หลายราตรี
แลไปเห็นยอดปราสาทอันโอภาสจำรัสรัศมี
ผู้คนไปมาก็ไม่มีสองศรีคิดอัศจรรย์ใจ
ทำไฉนจะได้แจ้งประจักษ์ว่ายักษ์ฤๅมนุษย์อาศัย
คิดพลางย่างเยื้องคลาไคลเสด็จเข้ายังในพระทวาร ฯ

ฯ เพลง ๖ คำ ฯ

๏ ชมปรางค์มณีแก้วแพรวพรรณงามดั่งเมืองสวรรค์วิมานสถาน
เนาวรัตน์จำรัสชัชวาลกำแพงแก้วแถวชานชาลา
มีสระสี่มุมปราสาทพื้นดาดด้วยทองมีค่า
ชมพลางทางเสด็จไคลคลามายังทวาราทันใด
จะเผยพระทวารบัญชรสองกรจะผลักก็ไม่ไหว
พระเร่งคิดอัศจรรย์ใจจึ่งตรัสไปแก่พระอนุชา
เราจะดูให้รู้ประจักษ์น้องรักผู้ยอดเสนหา
จะเข้าไปก็ไม่ได้ดั่งจินดาทวาราปิดมั่นลั่นกลอนไว้
จำเราจะเอาพระขรรค์ฟาดฟันเข้าไปให้จงได้
ว่าแล้วทรงพระขรรค์ทันใดฟันพระทวารไชยมิช้า ฯ

ฯ เชิด ๑๐ คำ ฯ

๏ ใบดาลมิอาจจะทานทนด้วยพระขรรค์ฤทธิรณคมกล้า
สององค์เสด็จไคลคลาเข้าในทวาราทันใด ฯ

ฯ โทน ๒ คำ ฯ

๏ พระเที่ยวชมปรางค์มณีรัตน์แสงจำรัสแอร่มแจ่มใส
อัจกลับพู่พรายกระจายไปล้วนสุวรรณอำไพจินดาดี
เพดานม่านกั้นฉากพับงามสลับดั่งวิมานโกสีย์
มีแท่นทิพอาสน์รูจีเห็นนารีบรรทมไสยา
รูปทรงส่งสัณฐานบริสุทธิ์จะเป็นมนุษย์ฤๅยักษา
สององค์เข้าใกล้กัลยาเพ่งพิจารณาดูแยบคาย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางมะยุมาโฉมฉาย
ครั้นนางนั้นฟื้นตื่นกายชายเนตรเห็นสองกุมารา
กล้องแกล้งแน่งน้อยทั้งสององค์รูปทรงดั่งเทพเลขา
จึ่งมีสุนทรวาจาถามว่าเจ้ามาแต่แห่งใด
อันในปรางค์รัตน์มณีจะมีใครไปมาก็หาไม่
อันนามกรทั้งสองไทชื่อไรจงแจ้งกิจจา
อาจองทะนงใจสามารถไม่รู้ฤๅว่าปราสาทยักษา
ไม่เกรงเราผู้เป็นเจ้าปรางค์ปรามีธุระกิจจาประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเฉิดโฉมพิสมัย
ได้ฟังยุบลทรามวัยภูวไนยจึ่งตอบวาจา
ข้าชื่อยุขันเรืองฤทธิ์น้องชื่อลิขิตขนิษฐา
มาแต่อุรังยิดนคราข้าจะไปอุเรเซนพระบูรี
พระบิตุรงค์ทรงฤทธิ์ประสิทธิ์ใช้ให้ไปเอานกหัสรังสี
แลเห็นปรางค์รัตน์มณีมิได้แจ้งกิจจาว่าของใคร
ขึ้นมาหมายว่าจะหยุดพักจะขออยู่สำนักอาศัย
แล้วจะลาสัญจรนอนไพรไม่ช้าแต่สักราตรี
ซึ่งข้าได้ผิดเบาความวู่วามมาในปราสาทศรี
จงได้เมตตาปรานีข้อนี้จงได้มีอภัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นมะยุมามีจิตพิสมัย
หน่อกระษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองไชยจะรักใคร่พันผูกเหมือนลูกยา
จึ่งมีมธุรสสุนทรดูก่อนทั้งสองเสนหา
เห็นเจ้าให้มีจิตคิดเมตตาสองราอย่าแหนงแคลงใจ
เราเป็นมนุษย์เหมือนกันจอมขวัญอย่าคิดสงสัย
จะรักเจ้าเป็นบุตรสุดสายใจอย่าไปเลยจงอยู่ด้วยชนนี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันทรงสวัสดิ์รัศมี
กับเจ้าลิขิตผู้ภักดีสองศรีคิดพร้อมพระทัยกัน
เห็นนางมะยุมาแสนสนิทมิจิตปรีดิ์เปรมกระเษมสันต์
จึ่งยอกรประณมบังคมคัลแล้วทูลไปพลันทันที
พระมารดาตรัสมาทั้งนี้ไซร้จะใส่ไว้เหนือเกล้าเกศี
ทรงพระเมตตาปรานีดั่งพระชนนีบังเกิดมา
แม้นอยู่ด้วยได้ไม่ไปจากเป็นกรรมวิบากลูกรักหนักหนา
มิได้สนองคุณพระมารดารับอาสามาก็จนใจ
สำเร็จเสร็จสรรพจะกลับมารองเบื้องบาทาให้จงได้
อันซึ่งมรคาจะคลาไคลยากเย็นเป็นไฉนพระชนนี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางมะยุมาโฉมศรี
ได้ฟังพระกุมารพาทีเทวีจึ่งตอบคำไป
อันมรคาลัยไพรวันแม่จะรู้สำคัญก็หาไม่
เหตุด้วยขุนมารชาญชัยนั้นไปพาแม่เหาะมา
เจ้าจะใคร่รู้หนทางจรมารดรจะถามยักษา
อสุรีกลับมาแต่หิมวาก็จะแจ้งกิจจาในราตรี
จะอยู่ที่นี่ก็มิได้แม่จะซ่อนเจ้าไว้ทั้งสองศรี
ในชานบุปผาสุมาลีอย่าให้อสุรีแจ้งใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระพี่น้องเปรมปรีดิ์จะมีไหน
ถวายบังคมคัลทันใดจึ่งทูลไปด้วยใจยินดี
ทั้งนี้สุดแต่พระแม่เจ้าโปรดเกล้าลูกน้อยทั้งสองศรี
จงถามพระยาอสุรีจะใคร่แจ้งคดีประจักษ์ใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางมะยุมาศรีใส
ได้ฟังสององค์ทรงไชยอรไทจึ่งมีวาจา
เวลาสายัณห์ลงไรไรยักษีจะคลาไคลมาแต่ป่า
มาไปกับแม่ทั้งสองราว่าแล้วพากันจรลี ฯ

ฯ เสมอ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งกองบุปผาเอามาลาปกปิดทั้งสองศรี
ซ่อนเร้นมิให้เห็นทั้งอินทรีย์แล้วเทวีกลับยังห้องใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นอสุรีมัตตะริมเป็นใหญ่
ล่าไล่มฤคีที่ในไพรบ่ายแสงสุริย์ใสก็กลับมา
จึ่งเก็บบุปผาสุมาลีที่มีกลิ่นซาบนาสา
จะถวายสมเด็จพระมารดาได้แล้วอสุราก็คลาไคล ฯ

ฯ กราว ๔ คำ ฯ

๏ เลาะลัดตัดดงพงพีถึงปราสาทมณีศรีใส
จึ่งเปิดใบดาลทวารไชยเข้าไปด้วยใจภักดี
นอบน้อมคำรบอภิวาทแทบบาทมะยุมาโฉมศรี ฯ
จึ่งถวายบุปผามาลีองค์พระชนนีด้วยปรีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นองค์นางมะยุมาเสนหา
รับพฤกษชาติมาลามาจากลูกยาด้วยยินดี
จึ่งมีวาจาปราศรัยวันนี้เจ้าไปพนาศรี
จนใกล้สนธยาราตรีจึ่งกลับมาปรางค์มณีพรรณราย
คิดว่ามีเหตุเภทภัยใจแม่ประหวั่นขวัญหาย
ฤๅเจ้าเล่นสุขสนุกสบายสายใจลืมพระมารดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นขุนมารชาญฤทธิ์ทุกทิศา
จึ่งทูลสนองพระวาจาวันนี้ลูกยาสำราญใจ
ล่าไล่โคกระทิงมหิงสาเพลิดเพลินวิญญาณ์แจ่มใส
จนอัสดงลับเมรุไตรอันตรายมิได้บีฑา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางมะยุมาเสนหา
ได้ฟังลูกรักทูลมากัลยาชื่นชมภิรมย์ใจ
แต่เจรจาปราศรัยไปมามิให้ยักษาสงสัย
จนปฐมยามล่วงไปหวังจะให้สบายวิญญาณ์
แล้วกล่าวมธุรสวาทีชนนีให้คิดกังขา
แต่สถิตอยู่ในปรางค์ปราช้านานประมาณมาได้หลายปี
จะมีใครไปมาก็หาไม่เอกาอยู่ในปราสาทศรี
อันประยูรวงศาธิบดีของชนนีอยู่ในนคร
มิได้แจ้งเหตุเภทภัยว่ามาอยู่ไพรสิงขร
แม้นมารดาสิ้นชีพม้วยมรณ์ก่อนเจ้าจะได้เผาชนนี
แม้นเจ้าสวรรคาลัยใครจะพาแม่ไปยังกรุงศรี
จะตกอยู่ในปรางค์มณีเป็นเหยื่อเสือสีห์ที่ในไพร
มารดาเร่าร้อนอาวรณ์นักจะรู้จักมรคาก็หาไม่
สำหรับจะม้วยบรรลัยเจ้าจะคิดไฉนนะลูกรัก ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นมัดตะริมอสุรีมีศักดิ์
จึ่งกราบทูลไปด้วยใจภักดิ์แม้นว่าลูกรักม้วยมรณ์
พระองค์จะกลับไปนคราลูกจะบอกมรคาสิงขร
จงไปตรงทิศอุดรจรไปไม่ยากมรคา
ทหารคอยตระเวนพนาวันชื่อสุระปานันยักษา
ถัดนั้นวายุกันอสุรานันทะสูรยักษาอยู่ชั้นปลาย
กระทั่งถึงฝั่งพระสมุทรถึงแดนมนุษย์ทั้งหลาย
เมืองท้าวอุเรเซนเพริศพรายปลายแดนถึงเมืองพระชนนี
แม้นพระองค์จะไปนคเรศจงบอกเหตุแก่สามยักษี
เอาเส้นเกศาข้านี้ผูกเป็นมณีธำมรงค์
อสุราจะแจ้งประจักษ์ใจว่าลูกสั่งไว้ให้ไปส่ง
ไม่ยากลำบากในแดนดงพระองค์ก็จะถึงพารา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางมะยุมาเสนหา
ได้ฟังลูกรักทูลมากัลยาชื่นชมภิรมย์ใจ
แต่เจรจาปราศรัยกันไปมาจนล่วงเพลาประจุสมัย
อสุราก็ม่อยหลับไปอยู่ในแท่นทิพไสยา
นวลนางมะยุมาโฉมยงเห็นองค์พระยายักษา
หลับสนิทไม่ฟื้นกายาจึ่งตัดเกศาเส้นหนึ่งนั้น
สีแดงดั่งแสงปัทมราชประหลาดกว่ายักษาทุกเขตขัณฑ์
เอาซ่อนใส่ไว้ในสไบพลันแล้วบรรทมสนิทนิทรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นมัตตะริมอสุรยักษา
ครั้นรุ่งรางสว่างสุริยาตื่นจากนิทราทันใด
จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่องรุ่งเรืองแอร่มแจ่มใส
ลาองค์ชนนีทรามวัยลงจากปราสาทไชยฉับพลัน
ล่าไล่โคกระทิงมหิงสาทั้งคชามฤคีที่ไพรสัณฑ์
จับได้ประหารชีวันกุมภัณฑ์กินเล่นสำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางมะยุมากระเษมสานต์
จึ่งมายังองค์พระกุมารเลิกชานมาลาออกมาฉับไว
นางโอบอุ้มทั้งสองพระลูกรักให้นั่งเหนือตักแล้วปราศรัย
บอกว่าแม่ถามความในยักษาแจ้งให้สิ้นทั้งนั้น
อันซึ่งมรคาพนาลัยที่จะไปยากแค้นแสนศัลย์
ล้วนหมู่อสุราอาธรรม์ทหารของกุมภัณฑ์พระลูกยา
พระพี่น้องสองราจะคลาไคลแม่จะให้เส้นเกศของยักษา
ผูกเป็นธำมรงค์รจนาสอดนิ้วหัตถาของเจ้าไป
แม้นอสูรหยาบช้าสามานย์จะเข้ามาหักหาญรุกไล่
จึ่งถอดธำมรงค์ที่ทรงไปออกให้มารเห็นสำคัญ
มารนั้นจะส่งต่อไปจะได้ถึงฝั่งสมุทรขัณฑ์
ฟากหนึ่งแดนมารชาญจกรรจ์ฟากหนึ่งนั้นแดนอุเรเซน
สงสารลูกน้อยเจ้าแม่อาจะลำบากกายาแสนเข็ญ
กรำฝนทนแดดทุกเช้าเย็นกว่าจะถึงอุเรเซนพระบูรี
ว่าแล้วจึ่งเอาเส้นเกศาผูกเรือนรจนามณีศรี
ให้แก่ยุขันฤทธีธำมรงค์วงนี้เป็นสำคัญ ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเพราเพริศเฉิดฉัน
ก้มเกล้าถวายอภิวันท์รับธำมรงค์นั้นมาทรงไว้
แล้วทูลสนองพระวาจาพระคุณนั้นหาที่สุดไม่
จำเป็นลูกจำจะลาไปให้ได้หัสรังดั่งจินดา
พระแม่เจ้าอยู่เสวยสุขอย่ามีทุกข์โทรมนัสา
ไปแล้วลูกแก้วจะกลับมาสนองคุณมารดาสืบไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางมะยุมาศรีใส
ได้ฟังลูกยาให้อาลัยนางจึ่งอวยไชยสวัสดี
ทั้งสององค์จงไปจำเริญสุขอย่าอาดูรพูนทุกข์หมองศรี
อันตรายสิ่งใดอย่ายายีให้ได้สกุณีดั่งใจปอง
จงไปถึงเมืองอุเรเซนความเข็ญอย่าเคืองขุ่นหมอง
ชนนีกอดพี่ประคองน้องน้ำเนตรคลอครองนัยนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันลิขิตขนิษฐา
อาลัยมิใคร่จะไคลคลายอกรวันทาพระมารดร
ลงจากปรางค์รัตน์ชัชวาลข้ามด่านผ่านเนินสิงขร
เข้าในพนมพนาดรพฤกษาอรชรมากมี
ราบในพื้นพันธุ์ร่มรังช่อสลับใบบังแสงสี
ชมเพลินเดินพลางในพงพีปักษีร่ำร้องเรียกรัง
จับนอนเสียงพลอดฉะฉอดเฉื่อยเสียงเจื้อยจับใจพระทัยหวัง
สององค์หยุดยืนอยู่ฟังเซ็งแซ่เสียงสั่งภาษากัน
ไก่ฟ้าพญาลอคลอคู่คลอเคียงเคล้าคูขานขัน
เคียงคู่จับอยู่ยอดจันยอดหว้าหวายพันห้อยย้อย
ห้อยระย้าสาขาทุกกิ่งก้านกิ่งเกี่ยวเลี้ยวประสานเป็นสนสร้อย
สนสักปักษาจับสูงลอยสูงลิ่วลมพลอยพัดผ่าน
พัดพาวายุภักษ์กวัดร้อนกวักร้องเรียกสมรเสียงประสาน
ชมเพลินเดินเข้าในด่านมารช้านานได้หลายทิวา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ