๒๘

๏ โยธาคั่งคับนับแสนหยุดอยู่ปลายแดนกรุงใหญ่
ยังไม่วู่วามเข้าไปสั่งให้ปลูกสุวรรณพลับพลา
เสด็จอยู่พลับพลาอันเดียวกันกับองค์ยุดาหวันกัญจะหนา
ยุขันจึ่งมีวาจาว่าพระพี่ยาไปทันใด
จำเราจะเข้าไปก่อนเฝ้าพระบิดรในกรุงใหญ่
ถวายดวงแก้วแววไวอย่าให้ท้าวไทโกรธา
พระพี่กัญจะหนาบุษหรีสาวศรีกำนัลซ้ายขวา
อยู่แต่สุวรรณพลับพลาแล้วจึ่งจะมารับไป
จึ่งสั่งตำมะหงงตะหลาหรันท่านทั้งสองนั้นเป็นผู้ใหญ่
อย่าให้มีเหตุเภทภัยจงระวังระไวตรวจตรา
ครั้นจะเข้าไปพร้อมกันพลขันธ์มากมายนักหนา
จะตระหนกตกใจในพาราแต่ข้าจะเข้าไปแจ้งการ
ถวายแก้วแล้วจะกลับมาจึ่งจะยกโยธาทวยหาญ
ครั้นสั่งสำเร็จเสร็จการทั้งสองภูบาลก็แต่งองค์ ฯ

ฯ ยานี ๑๔ คำ ฯ

๏ ทรงเครื่องอย่างกระษัตริย์รูจีแสงสีเรืองรองก่องกง
ทรงแก้วแล้วสั่งโฉมยงทั้งอนงค์สาวสรรกัลยา
หัสรังอยู่ด้วยบุษหรีฝากทั้งพี่กัญจะหนา
แล้วเสด็จออกหน้าพลับพลาจินดาใส่โอษฐ์แล้วเหาะไป ฯ

ฯ โทน ๔ คำ ฯ

๏ ลอยลิ่วปลิวไปในอัมพรดั่งดวงทินกรแสงใส
สององค์ทรงเครื่องเรืองไชยจับไปกับแสงพระสุริยา
เพียงองค์อสัญเทเวศร์อาเพศมาเฉลิมเวหา
หมายมุ่งกรุงไกรนคราเหาะตรงลงหน้าพระลานไชย ฯ

ฯ เชิด ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเสนาข้าเฝ้าน้อยใหญ่
คับคั่งยังหน้าพระลานไชยเห็นสองภูวไนยเสด็จมา
ถ้วนหน้าเข้ากราบบังคมไหว้กลัวเกรงฤทธิไกรนักหนา
หมอบเฝ้าอภิวาทดาษดาต่างชมบุญญาพระบารมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นสองพระองค์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ปราศรัยไถ่ถามเสนีได้แจ้งคดีทุกสิ่งอัน
ว่าพระบิตุรงค์ทรงพระโกรธคาดโทษทั้งพี่ยุดาหวัน
พี่น้องเหลียวหน้าปรึกษากันจะฆ่าฟันก็ตามแต่เวรา
ปรึกษากันแล้วก็คลาไคลเสนาตามไปนักหนา
พอองค์สมเด็จพระบิดาเสด็จออกอยู่หน้าพระโรงไชย
ก้มคลานเข้ามาด้วยความกลัวองค์สั่นระรัวหวั่นไหว
กราบลงตรงพักตร์ท้าวไทหมอบนิ่งอยู่ไม่จำนรรจา ฯ

ฯ ร่าย ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท่านท้าวอุรังยิดรุ่งฟ้า
ครั้นเห็นทั้งสองพระลูกยาผ่านฟ้าเคืองขัดในพระทัย
มาเฝ้าเปล่าเปล่าทั้งสองราจะเห็นได้นกมาก็หาไม่
สมคำประวะลิ่มทูลไว้พระทัยคิดจะเอาโทษทัณฑ์
จึ่งมีพจนารถตรัสไปมาแล้วหรือไรยุดาหวัน
ยุขันคนรวยมาด้วยกันนั่นหรือหัสรังที่ได้มา
ส่งมาให้พ่อจะขอชมอาสาไปสมปรารถนา
ก้มหน้าอยู่ไยไม่เจรจามิเสียแรงอาสาบิดาไป ฯ
๏ เมื่อนั้นยุขันคร้ามครั่นหวั่นไหว
บังคมแล้วทูลทันใดชีวิตอยู่ใต้พระบาทา
ลูกไปถึงเมืองอุเรเซนแสนลำบากยากเย็นเป็นนักหนา
ได้รังสีแล้วกลับมาถึงป่าแดนเมืองท้าวปะรัง
ลูกหลับมันจับโบยตีปะรังศรีเฉโกโอหัง
ให้เสนามัดผูกลูกรึงรังไปทุ่มทิ้งลงในฝั่งนที
เดชะพระเดชสองกระษัตริย์เป็นสวัสดิ์ปกเกล้าเกศี
กำจัดภัยอันตรายในวารีจึ่งมิได้สุดสิ้นชีวาลัย
สกุณานั้นฆ่าม้วยมิดเศียรมีคชสิทธิ์เหาะได้
ปะรังศรีโฉดใส่โอษฐ์อมไว้ลูกล้วงลักได้ดั่งใจคิด
จึ่งฆ่าปะรังศรีวายชนม์แล้วไปนิมนต์พระนักสิทธิ์
ผ่าแก้วดวงดีมีฤทธิ์ช่วยรอดชีวิตสกุณา
ได้แก้วมณีสองดวงโชติช่วงสว่างเวหา
เหาะเหินเดินได้ฟากฟ้าศักดิ์สิทธิ์ฤทธาแสนทวี
ทูลแล้วเอาดวงมณีรัตน์ทั้งสองแจ่มจัดเรืองศรี
ถวายพระองค์ทรงธรณีรัศมีสว่างทั้งโรงธาร ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเสนาพฤฒามหาศาล
เห็นดวงแก้วรัตน์ชัชวาลแสงฉานรุ่งเรืองรจนา
แวววาวดั่งดาวในอัมพรพร้อมกันยอกรเหนือเกศา
สรรเสริญพระเดชเดชาซ้องสาธุการอวยชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท่านท้าวอุรังยิดพิสมัย
แสนสวาดิดวงแก้วแววไวภูวไนยหายโกรธโกรธา
รับเอาวิเชียรอำไพวางไว้เหนือหัตถ์เบื้องขวา
พระวินิจพิศเพ่งไปมาดั่งว่าดวงแก้วจักรพรรดิ
รัศมีสีสันพรรณรายพรอยพรายร่วงรุ้งแจ่มจำรัส
ใต้ฟ้าจะหาไหนเทียมทัดพระแสนโสมนัสเปรมปรีดิ์
เสด็จจากอาสน์บวรจูงกรลูกรักทั้งสองศรี
มานั่งยังแท่นทิพรูจีภูมีรับขวัญทั้งสององค์
พ่อหวังตั้งใจคอยท่าคิดว่าไม่พบสบประสงค์
เจ้าอตส่าห์บุกป่าฝ่าดงได้ดั่งจำนงเจตนา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นทั้งสองโอรสา
ก้มเกล้าถวายวันทาแล้วทูลกิจจาทั้งปวงไป
แต่ลูกออกจากพระบูรีไปถึงที่หลักศิลาใหญ่
ต้องแยกมรคาพนาลัยต่างคนต่างไปไม่พบกัน
แล้วเล่าแต่ต้นจนปลายบรรยายเนื้อความทุกสิ่งสรร
ต่างองค์ต่างทูลรำพันถึงยากแค้นแสนศัลย์ในพงพี
อันท้าวฉะนะตันนั้นไซร้ทำความชอบไว้ถ้วนถี่
อาสาไม่คิดชีวีจึ่งได้ปะรังศรีกรุงไกร
อันองค์ลิขิตฤทธิรอนเป็นเพื่อนสัญจรในป่าใหญ่
ร่วมสุขร่วมทุกข์กันสองไท้จนได้ปักษีเบญจพรรณ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระองค์ทรงภพไอศวรรย์
ฟังโอรสารำพันพระทรงธรรม์กระเษมเปรมปรา
บอกว่าประวะลิ่มมาอยู่นี่ลิขิตเรืองศรีทั้งสันหยา
มาแจ้งถึงพระลูกยาว่ารุ่งเรืองฤทธาพ่อดีใจ
แม้นแจ้งว่ามาถึงธานีจะชื่นชมยินดีผ่องใส
จะให้ไปหาทรามวัยให้ขึ้นมาพบพระลูกยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันชื่นชมหรรษา
ทูลว่าประวะลิ่มหนีมากัลยาเขียนลักษณ์อักษรไว้
ว่าจะมาเฝ้าเบื้องบทมาลย์แจ้งสารอยู่แล้วไม่สงสัย
ลูกไม่ขึ้งโกรธพิโรธใจจะได้พบองค์กัลยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท่านท้าวอุรังยิดนาถา
ได้ฟังโอรสจำนรรจาผ่านฟ้าชื่นชมเปรมปรีดิ์
แล้วพระบิตุรงค์ทรงศักดิ์ชวนสองลูกรักเรืองศรี
เสด็จย่างเยื้องจรลีเข้าปราสาทมณีทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ถึงประไหมสุหรีมีศักดิ์ทั้งสองลูกรักบังคมไหว้
องค์พระชนนีก็ดีใจทรามวัยสวมกอดพระโอรส
ดั่งได้เสวยสวรรค์ชั้นฟ้าพิภพดุสิตาทั้งปวงหมด
ไถ่ถามเนื้อความพระงามยศแจ้งหมดแต่ต้นจนปลายมา
พระชนนีกอดจูบลูบพักตร์สองพระลูกรักเสนหา
ชื่นชมภิรมย์ปรีดาแล้วทูลผ่านฟ้าไปทันที
ทีนี้จะวางวายคลายทุกข์จะมีแต่ความสุขกระเษมศรี
ด้วยพระลูกยามาธานีได้ทั้งปักษีเลิศไกร
อันฝูงพระสนมกำนัลก็ชวนกันปรีดาผ่องใส
ด้วยสองพระองค์ทรงไชยกลับมาอยู่ไอศูรย์สวรรยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระทรงเมืองเรืองฤทธิ์ทุกทิศา
มีพระทัยใสสุดปรีดาจึ่งบัญชาไปทันใด
สั่งนางกำนัลกัลยาไปหาประวะลิ่มศรีใส
ทั้งองค์ลิขิตเรืองไชยทั้งโอรสให้เอาขึ้นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนางกำนัลรับสั่งใส่เกศา
กราบกรานแล้วคลานออกมาลีลาไปยังนางทรามวัย ฯ

ฯ ชุบ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงยอกรประณมบังคมแล้วทูลแถลงไข
พระบิดาให้เชิญเสด็จไปยังปรางค์ปราสาทไชยรจนา
กับพระโอรสยศยงทั้งองค์ลิขิตขนิษฐา
ขอเชิญเสด็จไปอย่าได้ช้าพระตรัสว่าให้เร่งคลาไคล ฯ

ฯ ร่าย ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางประวะลิ่มศรีใส
ได้ฟังตระหนกตกใจถามไถ่กำนัลที่ลงมา
พระบัญชาให้หาวันนี้เห็นผิดท่วงทีนักหนา
หาทั้งโอรสอนุชาพี่เห็นจะว่าประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนางกำนัลยิ้มแย้มแจ่มใส
ทูลว่ายุขันชาญชัยมาเฝ้าอยู่ในปราสาททอง
กับยุดาหวันเชษฐาเหาะลอยล่องฟ้ามาทั้งสอง
ถวายดวงแก้วขำลำยองสบต้องพระทัยพระบิดา
จึ่งให้มาหานางโฉมยงลิขิตกับองค์โอรสา
ได้ยินทรงธรรม์จำนรรจาว่าไม่ขึ้งโกรธนางทรามวัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มได้ฟังก็ผ่องใส
จะได้พบองค์พระทรงไชยชื่นชมพระทัยเป็นสุดคิด
นางจะขึ้นเฝ้าพระบิดากัลยาร้องเรียกเจ้าลิขิต
เชษฐามาแล้วพ่อร่วมคิดพระบิดาให้ลงมาหาไป
ยุขันจะว่าพากันหนีไว้นักงานพี่จะแก้ไข
พี่ไม่ประหวั่นพรั่นใจทรามวัยจึ่งเรียกพี่เลี้ยงมา
ตกแต่งลูกน้อยกลอยใจเกล้าไรผัดพักตร์โอ่อ่า
วันนี้จะได้พบพระบิดาสันหยาอุ้มพระกุมารไป
โฉมยงทรงสะพักสไบทองชวนน้องลิขิตพิสมัย
ลงจากปราสาทแก้วแววไวคลาไคลขึ้นเฝ้าพระบิดา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ มาเอยมาถึงปราสาทสุวรรณเลขา
บังคมปิ่นปักเจ้านคราก้มพักตร์วันทาพระสามี
นางไหว้ทั้งองค์ยุดาหวันสำคัญว่าเป็นพระเจ้าพี่
ครั้นจะเจรจาพาทีมารศรีขามเขินสะเทิ้นใจ
แล้วอุ้มโอรสมาใส่ตักจับกรลูกรักบังคมไหว้
องค์พระอัยกาเรืองไชยนิ่งอยู่มิได้จำนรรจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันโฉมเฉิดเลิศฟ้า
ว่าเจ้าลิขิตอนุชาอุ้มนัดดามาให้พี่ชาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นลิขิตรับสั่งพระฤๅสาย
ดูพี่ประวะลิ่มแล้วยิ้มพรายพระพี่นางละอายแล้วเมินพักตร์
จึ่งอุ้มสมเด็จพระนัดดาส่งให้พี่ยาเหนือตัก
ยุขันกอดจูบลูบพักตร์แสนสุดที่รักดั่งดวงตา
งามละม่อมพร้อมพริ้งจำเริญใจดั่งแขไขจำรัสเวหา
ชมพลางทางมีวาจาว่านางประวะลิ่มทรามวัย
ทำไมหุนหันชวนกันมาจะบอกเล่าพี่ยาก็หาไม่
พาลูกเต้าเดินดำเนินไพรหากไม่มีเหตุอันตราย
ใครจะได้ว่าไรก็ไม่มีทำไมจึ่งหนีมาง่ายง่าย
ทุกข์ถึงคำนึงไม่รู้วายโฉมฉายทำไยดั่งนี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางประวะลิ่มมารศรี
นบนอบทูลตอบพระภูมีซึ่งเมียลอบหนีพระทรงฤทธิ์
เหมือนหนึ่งจะเตือนพระผ่านฟ้าให้เสด็จกลับมาอุรังยิด
ครั้นจะทูลองค์พระทรงฤทธิ์คิดเกรงกลัวเคืองพระภูธร
ด้วยพึ่งครองปะรังศรีน้องจึ่งลอบหนีมาก่อน
มาทูลแจ้งกิจจาพระบิดรหรือไปนครบูรีใด
อักษรให้ไว้สุจริตจะพ้องผิดคิดเคืองก็หาไม่
มาด้วยเคราะห์ร้ายไม่สบายใจรักษาสัจไว้ไม่แชเชือน
ลิขิตมาด้วยช่วยป้องกันคนอื่นหมื่นพันก็ไม่เหมือน
กำเนิดเกิดมาป่าเป็นเรือนอนุชาเป็นเพื่อนจรลี
จากอุเรเซนแล้วมิหนำซํ้ามาจากกรุงปะรังศรี
ตั้งแต่เดินป่าทั้งตาปีชีวีปิ่มม้วยปลดปลง
หัสรังดั่งดวงเนตรเมียพามาฆ่าเสียให้ผุยผง
ว่าพลางชลนัยน์ไหลลงโฉมยงคิดถึงสกุณา ฯ

ฯ โอด ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเพราเพริศเลิศเลขา
เห็นนางทรงโศกโศกาจึ่งกล่าววาจาประโลมใจ
หัสรังซึ่งม้วยมรณาพระสิทธาช่วยชุบชีวิตให้
พูดจารู้ยิ่งนักไปบุษหรีเลี้ยงไว้ในไพรวัน
แล้วพี่จะไปรับมากัญจะหนาเมียพี่ยุดาหวัน
พี่จะว่าประวะลิ่มนวลจันทร์อันความสามัญฉันทา
พี่จะขอวรนาฏให้ขาดเด็ดให้สำเร็จดั่งใจปรารถนา
ขอฝากบุษหรีศรีโสภาที่จะมาสมัครรักร่วมใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางประวะลิ่มศรีใส
ได้ฟังบัญชาพระภูวไนยว่าได้นกหัสรังมา
นางเร่งชื่นชมภิรมย์นักความรักแสนสุดเสนหา
ดั่งปรรลัยแล้วเกิดมากัลยากราบลงด้วยดีใจ
แล้วนางจึ่งทูลพระทรงเดชเมียทุเรศทุกข์ทนหม่นไหม้
คิดถึงหัสรังจะคลั่งใจแม้นได้ลูกรักคืนมา
พระจะว่าขานประการใดจะรับใส่ไว้เหนือเกศา
บุษหรีน้องพี่จะเมตตาเสนหาเหมือนร่วมอุทรกัน
สิ่งไรมิได้ขึ้งเคียดมีใจรังเกียจเดียดฉันท์
เมียไม่ว่าอะไรกันข้อนั้นพระองค์อย่าสงกา
จะสมัครรักใคร่ให้เหมือนน้องมิให้ข้องเคืองบาทซ้ายขวา
แม้นพระองค์ไม่ทรงเมตตาจะก้มหน้าเลี้ยงแต่พระลูกรัก

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุดาหวันสุริย์วงศ์ทรงศักดิ์
พิศดูประวะลิ่มนิ่มนวลพักตร์นงลักษณ์ทรงเบญจกัลยา
งามฉะอ้อนอ่อนระทวยรวยรับงามสรรพ์ดั่งเทพเลขา
งามศรีสุนทรวาจาลักขณาเลิศล้ำกระษัตรี
อันนางบุษหรีทรงสวัสดิ์ไม่งามทัดเทียมทรงนางโฉมศรี
ดั่งจันทรจรแจ่มในราตรีทรงศรีเสาวภาคย์จำเริญใจ
ควรเป็นเอกอัครอนงค์นาฏพระอนุชาธิราชศรีใส
สมศักดิ์สุริย์วงศ์ทรงไชยใต้ฟ้าหาไหนจะเทียมทัน
แล้วอุ้มเอาองค์พระนัดดาจูบพิศพักตราแล้วรับขวัญ
ลักขณาราศีรวิวรรณคล้ายกันกับองค์พระธิดา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นสองพระองค์ทรงภพนาถา
จึ่งมีพระราชบัญชาว่าสองโอรสธิบดี
เจ้าหายเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วคลาไคลรีบไปรับน้องทั้งสองศรี
กับทั้งพวกพลมนตรีจะได้ชมปักษีให้อิ่มใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันบังคมประณมไหว้
ชวนโฉมประวะลิ่มทรามวัยลาไปปราสาทรจนา
ยุดาหวันก็ไปที่อยู่พร้อมหมู่กำนัลซ้ายขวา
ลงจากปราสาทยาตราลิขิตสันหยาก็ตามไป ฯ

ฯ เสมอ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงพอค่ำย่ำฆ้องชวนน้องเข้าห้องพิสมัย
เชยชมภิรมย์ฤทัยประจงใจเจือใจวนิดา
ชมปรางเปรมปรางกระสันสมชมรสซับซาบนาสา
แสนสนิทพิศวาสไม่คลาดคลาจนสุริยาจำรัสตรัสไตร
จึ่งมีมธุรสวาจาพี่จะลาเจ้าไปป่าใหญ่
รับพวกพหลพลไกรจะกลับมาเวียงไชยไม่อยู่ช้า
ว่าพลางเสด็จผายผันพอพบยุดาหวันเชษฐา
ทั้งสองจรจรัลชวนกันมาเฝ้าพระบิดาทันใด
ครั้นถึงจึ่งก้มกราบบาทสองปิ่นภูวนาถเป็นใหญ่
แล้วจึ่งทูลองค์พระทรงไชยลูกทั้งสองไซร้จะกราบลา
ไปรับพหลพลนิกรกับสองบังอรที่อยู่ป่า
มาในนิเวศนคราขอทราบบาทาพระภูมี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นสององค์ทรงฟังกระเษมศรี
จึ่งตอบโอรสทันทีดีแล้วจงไปรับมา ฯ

ฯ ร่าย ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุดาหวันยุขันก้มเกศา
ยอกรกราบบาททั้งสองราลีลาลงจากปราสาทไชย
ทรงแก้วรังสีพระบิดาทั้งไตรโลกโลกาก็เปรียบได้
เหาะระเห็จเก็จฟ้าสุราลัยเวียนไหวไปรอบบูรีรินทร์ ฯ

ฯ ปะวะหลิ่ม ๔ คำ ฯ

๏ เลื่อนลอยอยู่ในเวหาให้ประจักษ์ไพร่ฟ้าประชาสิ้น
งามดั่งบรมพรหมินทร์ทักษิณพระนครแล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงลงจากเวหาเข้าในพลับพลาที่อาศัย
กัญจะหนาบุษหรีก็ดีใจทรามวัยบังคมพระสามี
สองพระองค์เชยชมภิรมย์รื่นชวนชื่นปรีดิ์เปรมกระเษมศรี
พร้อมแสนสนมนารีแล้วแจ้งคดีกัลยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งหัสรังราชปักษา
อยู่ในกรงแลเห็นพระบิดาบินออกไปหาทันใด
ประณมปีกทูลความทันทีพระองค์พบชนนีหรือไม่
อยู่ดีหรือมีโรคภัยเป็นไฉนเล่าไปให้ลูกฟัง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันจับจูบลูบหลัง
แกล้งลวงจะดูหัสรังพ่อยังไม่พบกับมารดา
ชะรอยเดินดงหลงไพรสาบสูญหายไปกระมังหนา
พ่อหยอกเล่นดอกอย่าโศกาบิดาไปพบชนนี
รู้ความว่าเจ้ากลับเป็นมามารดาชื่นชมกระเษมศรี
ให้มารับเจ้าเข้าบูรีหัสรังสีน้อยอย่าอาวรณ์
แล้วเสด็จออกหน้าพลับพลาไชยเสนาน้อยใหญ่เฝ้าสลอน
จึ่งมีมธุรสสุนทรให้เตรียมนิกรพลไกร
จะยกเข้าไปในพาราตรวจตราอย่าให้หลงเหลือได้
ตำมะหงงจงเร่งสั่งไปให้พร้อมแต่ในบัดนี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้นตำมะหงงรับสั่งใส่เกศี
บังคมแล้วไปทันทีเสียงมี่เรียกบ่าวฉาวมา
ฝ่ายข้างเสนายุดาหวันก็สั่งกันพร้อมถ้วนหน้า
ตำมะหงงสั่งสรรพประดับประดาสองฝ่ายโยธาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นเอยครั้นเสร็จระเห็จเข้าไปดั่งกังหัน
กราบทูลพระองค์ทรงธรรม์เกณฑ์กันพร้อมแล้วพระภูมี ฯ

ฯ ร่าย ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเรืองสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังตำมะหงงเสนีภูมีเข้าในพลับพลาไชย
ฝ่ายยุดาหวันกัญจะหนาตบแต่งกายาผ่องใส
ทั้งสี่กระษัตริย์คลาไคลนกหัสรังไปกับบิดา ฯ

ฯ เสมอ ๔ คำ ฯ

๏ สององค์ทรงรถกุก่องรถประเทียบเรียบรองทั้งซ้ายขวา
รถสนมสาวสรรกัลยาเกลื่อนกลาดดาษดาพงไพร
หมู่ทหารโยธาหน้าหลังโล่ดั้งธงทิวปลิวไสว
จึ่งให้พหลสกลไกรหวั่นไหวทั่วพื้นสุธาธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เสด็จออกจากพงดงแดนเข้าในแว่นแคว้นถิ่นฐาน
พลางเชยชมพงดงดานไพรสาณฑ์ร่มรื่นชื่นชิด
บังแสงอโณทัยไตรตรัสสี่กระษัตริย์ชื่นแช่มแจ่มจิต
ชี้ชวนนางเพ่งพิศสนสักอกนิษฐ์เรียบเรียง
แคฝอยเป็นรอยช้างชักมะกอกมะกักม่วงมันหันเหียง
เกดกุมกระทุ่มคางเคียงสกุณาส่งเสียงแซ่ซ้อง
สาลิกาจับต้นเพกากรองกระทาจับคาเถาขันก้อง
เขาจับเขาคูคู่คะนองสร้อยทองจับทองชำเลืองแล
นกยูงจับยางระคางคนตื่นพลกู่ตะเบ็งเซ็งแซ่
นกเอี้ยงจับเอียงอยู่อัดแอคับแคจับแคสำนักนอน ฯ

ฯ ร่าย ๑๐ คำ ฯ

๏ ชมพลางทางเร่งสกลไกรพ้นไพรพนัสสิงขร
ล่วงด่านเข้าชานพระนครบทจรเข้าในทวารา ฯ

ฯ เชิด ๒ คำ ฯ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ