๑๔

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงยุขันเฉิดโฉมเสนหา
ครั้นกะปิหลันเสนาทุ่มทิ้งลงมหานที
เลื่อนลอยอยู่ในคงคารู้สึกกายาพระโฉมศรี
พระองค์ทรงโศกโศกีดั่งชีวีจะม้วยในคงคา ฯ

ฯ ลีลากระทุ่ม ๔ คำ ฯ

๏ โอ้พระชนกชนนีที่ไหนจะได้เห็นหน้า
ลูกจะม้วยมุดสุดชีวาในกลางมหาวารี
อนิจจาพระพี่ยุดาหวันจะโศกศัลย์ถึงน้องหมองศรี
ทำไฉนจะแจ้งแห่งคดีว่าน้องนี้สูญสิ้นชนมา
ใครเลยจะนำข่าวสารไปแจ้งยอดเยาวมาลย์เสนหา
ว่าพี่ทนทุกขเวทนาเจ้าจะตั้งหน้าคอยไม่ขาดวัน
คลื่นโยนโจนซ้ำกระหน่ำมาพระราชาพ้นที่จะอดกลั้น
ดั่งหนึ่งจะสิ้นชีวันทรงธรรม์ยอกรขึ้นอัญชุลี
เดชะข้าตั้งอธิษฐานคุณพระอาจารย์ฤๅษี
ทั้งคุณบิตุเรศชนนีอย่าให้ลูกนี้มีภัย
ขอจงพระตาระกาหลาอันสถิตชั้นฟ้าเป็นใหญ่
ช่วยกำจัดสัตว์ร้ายเสียให้ไกลอย่าให้วอดวายในคงคา ฯ

ฯ ยานี ๑๒ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงองค์ปะตาระกาหลา
สถิตในกระยาหงันชั้นฟ้าให้เร่าร้อนกายาเป็นพ้นไป
จึ่งส่องทิพเนตรลงมาพลันเห็นองค์ยุขันศรีใส
ลอยล่องอยู่ในสมุทรไทยมีใจเมตตาปรานี
จำกูจะไปช่วยโฉมฉายอย่าให้วอดวายเป็นผี
คิดแล้วก็เสด็จจรลีลงมายังที่คงคาลัย ฯ

ฯ ตระ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งบันดาลให้สงบคลื่นราบรื่นอย่างหน้าเภรีใหญ่
แล้วกำจัดมัจฉาเสียให้ไกลมิให้พ่องพานกายา ฯ

ฯ ร่าย ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระโฉมยงทรงโทรมนัสา
แต่ล่องลอยอยู่ในคงคาได้สามทิวาราตรี
เมื่อจะสิ้นกรรมที่ทำไว้เทพไท้มาโปรดเกศี
ลมคลื่นรื่นราบลงทันทีภูมีลอยเลื่อนเคลื่อนมา
ให้คิดขัดแค้นแน่นใจมุ่งหมายพระทัยว่าพรานป่า
มาตรแม้นมิม้วยมรณาไม่ช้าก็จะได้เห็นกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไปถึงนายประมงคนขยัน
อยู่ในแว่นแคว้นเขตขัณฑ์ชวนกันทอดแหแปรอวน
ครั้นเช้าสั่งบ่าวให้แต่งใบเรือแพเตรียมไว้ไห้ถี่ถ้วน
จะแล่นไปลมใหญ่จะแปรปรวนหักหวนให้ได้ดั่งใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นข้าคนต้นเรือนผู้ใหญ่
เร่งรัดจัดหาฉับไวได้แล้วก็ลงเรือพลัน
เสาใบพายถ่อพร้อมมือขนรี่ลงมาขมีขมัน
ต่างจับจังกูดกระเชียงพลันพร้อมกันแล้วออกเรือไป
ลมนักชักใบขึ้นกบรอกคลื่นระลอกพัดส่งตะโพงใหญ่
ถึงท้องทะเลทันใดทิ้งอวนล้อมไว้มิได้ช้า
จึ่งแลไปเห็นพระโฉมยงนายประมงตกใจเป็นหนักหนา
ร้องถามบ่าวว่าอะไรในคงคามิใช่มัจฉานะชาวเรา
หรือจะเป็นผีภูตพรายน้ำแกล้งทำหลอกหลอนกันเล่นเล่า
ทอดสมอเรือเถิดนะชาวเราเลื่อนเข้าไปดูอีกสักหน่อย
ลางคนคิดพรั่นเป็นนักหนาค้ำเรือเข้ามาแล้วราถอย
แลเห็นเลื่อมเลื่อมกระเพื่อมลอยเสือกเข้าไปหน่อยก็เห็นคน
โฉมเฉิดเลิศลบในชมพูเป็นไฉนมาลอยอยู่กลางหน
นายประมงเข้าอุ้มพระจุมพลขึ้นจากสายชลฉับพลัน
เห็นโฉมประเสริฐเลิศมนุษย์ดั่งเทพบุตรในเมืองสวรรค์
ดีร้ายพระองค์ทรงธรรม์พงศ์พันธุ์กระษัตริย์เลิศไกร
คิดแล้วก้มเกล้ากราบลงนายประมงจึ่งทูลแถลงไข
พระสถิตนคเรศประเทศใดเป็นไฉนมาลอยในนที
หรือเสียเภตรานาวาล่มต้องลมจึ่งลอยมาถึงนี่
ประมาณได้สักกี่ราตรีข้านี้ปรานีเป็นพ้นนัก ฯ

ฯ ๒๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันสุริย์วงศ์ทรงศักดิ์
พระองค์ค่อยหายเหนื่อยพักจอมจักรจึ่งแจ้งแสดงการ
ข้าจะเล่าให้ฟังแต่หลังมาเราอยู่พาราราชฐาน
ยังเมืองอุรังยิดโอฬารทรงเดชาชาญเกียรติยศ
จัตุรงค์นิกรโยธีหัตถีอาชาปรากฏ
เรานี้คือราชโอรสทรงยศใช้ข้าพี่น้องมา
ให้ไปเอานกหัสรังสีตำราว่าดีเป็นหนักหนา
มาถึงกึ่งกลางมรคาพระเชษฐาต้องแยกกันไป
สัญจรนอนป่าพนาลีถึงบูรีอุเรเซนกรุงใหญ่
ได้นกหัสรังดั่งใจทั้งบุตรีท้าวไททรงธรรม์
ข้าหนีนางมาบัดนี้อินทรีพาข้ามสมุทรกั้น
ครั้นถึงอาศรมพระนักธรรม์ชุบมิ่งม้านั้นให้ทรงมา
หลงทางมากลางมรคาลัยหยุดใต้ร่มไทรสาขา
ยังมีพรานไพรพนาวาชื่อมหายุหงัดชาญชัย
พาข้าเข้าไปในอุทยานให้อยู่สำราญอาศัย
พอม่อยนิทราหลับไปไม่รู้ว่าเหตุภัยจะพึงมี
เจ้าเมืองปะรังศรีริษยาชิงเอาสกุณากับศรศรี
ตัวข้าทิ้งลงในวารีได้สามราตรีทิวา
จึ่งมาพบท่านเข้าวันนี้ชีวีไม่ม้วยสังขาร์
บุญคุณล้ำล้นคณนานานไปเมื่อหน้าจะทดแทน
ครั้งนี้มิม้วยบรรลัยความข้าเจ็บใจเหลือแสน
มะยุหงัดมันทำให้ได้แค้นมั่นแม่นจะได้เห็นซึ่งฤทธา ฯ

ฯ ๒๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนายประมงสงสารเป็นหนักหนา
จึ่งทูลสนองพระวาจาพระอย่าอาวรณ์ร้อนใจ
อันซึ่งเกิดเหตุเภทพาลเพราะเวรากาลจึ่งทำได้
ขอเชิญเสด็จภูวไนยเข้าไปบ้านข้าให้สำราญ
ว่าแล้วถอนสมอชักใบแล่นกลับคืนไปถิ่นฐาน
โห่ร้องกึกก้องในชลธารมินานก็ถึงเคหาพลัน ฯ

ฯ ยวนแจว ๖ คำ ฯ

๏ นายประมงไปเรียกเมียขวัญจัดแจงเหย้าเรือนที่หอนั้น
วันนี้ไปได้ของสำคัญมาลาภใหญ่แม่นมั่นมาถึงเรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นภรรยาได้ฟังผัวเล่า
จึ่งกระซิบถามมาแต่เบาเบาจริงฤๅเจ้าได้ของสิ่งไรมา
นายประมงตอบไปอะไรมีอย่าเซ้าซี้เร่งจัดเคหา
สั่งเมียแล้วรีบกลับลงมาทูลพระผ่านฟ้าทันใด
ขอเชิญเสด็จขึ้นเคหาให้สำราญกายาผ่องใส
ภรรยาข้าจัดแจงไว้เชิญพระภูวไนยไคลคลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันสุริย์วงศ์พงศา
จึ่งเสด็จยุรยาตรคลาดคลาขึ้นยังเคหาทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ นายประมงยินดีปรีดานางผู้ภรรยาก็แจ่มใส
จึ่งตกแต่งอาหารตระการใจออกไปถวายพระทรงฤทธิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเฉิดโฉมประโลมจิต
พระทรงตรองตริดำริคิดเจ็บจิตเป็นพ้นคณนา
จึ่งมีบัญชาไปทันใดเหมือนหนึ่งพี่ได้เอ็นดูข้า
จงลอบเข้าไปในพาราฟังกิจจาดูให้แจ้งใจ
ว่านายมะยุหงัดพรานป่าลักเอาปักษาไปฤๅไฉน
ข้านี้จะใคร่ประจักษ์ใจฤๅจะยังอยู่ในอุทยาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนายประมงก้มเกล้าทูลสาร
ข้าจะขออาสาพระภูบาลเข้าไปราชฐานเวียงไชย
ฟังกิตติศัพท์ที่ร้ายดีเอาข่าวปักษีมาให้ได้
ว่าแล้วลาองค์พระทรงไชยคลาไคลเข้าในพระบูรี
จึ่งเที่ยวตรับฟังเหตุการณ์ที่ในอุทยานสวนศรี
ชาวรักษาสวนมาลีจะพูดจาพาทีประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นตาเฒ่าเฝ้าสวนเป็นใหญ่
จึ่งว่าแก่ภรรยาไปเมื่อวันภูวไนยเสด็จมา
อยู่จนรุ่งราษราตรีได้ปักษีตัวหนึ่งงามหนักหนา
บัดนี้เอาไปในพาราให้พระธิดายาใจ
เจ้าของนั้นทิ้งลงในนทีป่านนี้เห็นจะม้วยตักษัย
ยายเอ๋ยฟังสารเป็นพ้นไปมิได้รู้สึกสมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนายประมงได้ฟังถ้วนถี่
จึ่งกลับออกมาทันทีเร่งรีบจรลีฉับพลัน ฯ

ฯ เชิด ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งขึ้นบนเคหาวันทาแล้วทูลขมีขมัน
อันนกหัสรังสีนั้นพระผู้ผ่านไอศวรรย์นั้นลักไป
บัดนี้ประทานพระบุตรีเทวีฟูมฟักรักใคร่
แล้วให้เอาองค์พระทรงไชยทิ้งเสียที่ในนที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันผู้เฉิดโฉมศรี
ได้ยินนายประมงพาทีภูมีกริ้วโกรธพิโรธใจ
ดูดูเจ้ากรุงปะรังศรีควรหรือมาทำเช่นนี้ได้
เป็นกระษัตริย์เลิศลบภพไตรมิได้มีความสัจจา
กับพระบิตุรงค์ทรงไชยก็รักใคร่ผูกพันกันหนักหนา
ไม่คิดเกรงกรรมเวราหลงโลภเจตนาเป็นพ้นไป
ดีแล้วจะเป็นไรมีจะต่อตีจนถึงกรุงใหญ่
ห้ำหั่นให้ม้วยบรรลัยจึ่งจะสาสมใจที่ฉันทา
จำจะกลับคืนไปกรุงไกรจึ่งจะได้พวกพลอาสา
ท่านจงช่วยนำมรคาพาราอุรังยิดอยู่ทิศใด ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนายประมงทูลแจ้งแถลงไข
ซึ่งพระองค์จะเสด็จไปเวียงไชยทางไกลกว่าไกลกันดารนัก
อันเมืองฉะนะตันกรุงไกรก็ไปขึ้นแก่องค์พระทรงศักดิ์
จงเสด็จคลาไคลไปสำนักก็จักได้พหลโยธา
ตัวข้าจะนำมรคาไปให้สำเร็จพระทัยปรารถนา
พระองค์จงเร่งตรึกตราแม้นการเนิ่นช้าจะเสียที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันทรงสวัสดิ์รัศมี
ชื่นชมโสมนัสยินดีพระภูมีจึ่งตอบไปทันใด
เราขอบใจท่านเป็นหนักหนาเมตตาช่วยแจ้งเหตุให้
ตัวข้าจะขอลาไปยังกรุงไกรฉะนะตันบูรี
จัดกรีพหลพลหาญมาผลาญเสียให้ม้วยเป็นผี
ที่มันอาจองทะนงดีสักสิบห้าราตรีได้เห็นกัน
ตัวท่านจะอยู่ภายหลังจงระวังบอกเหตุในเขตขัณฑ์
ซับซาบฟังข่าวจงทุกวันกว่าจะยกพลขันธ์เข้ามา
ว่าแล้วเสด็จคลาไคลภูวไนยลงจากเคหา
นายประมงก็นำมรคาลีลาเข้าในไพรพนม ฯ

ฯ ลมพัดชายเขา ๑๐ คำ ฯ

๏ เข้าในไพรรังวังเวกพฤกษาอเนกรื่นร่ม
เดินพลางทางเหลียวแลชมกลิ่นหอมกล่อมกลมเย็นสบาย
รุกขากิ่งค้อมประกันอินจันพะวาหว้าหวาย
หมีหมูสกุณามากมายจับจิกผลกระจายร่วงพรู
ปักษีส่งเสียงซอแซเข้าเคล้าคลอแคลเคียงคู่
ลางต้นทรงผลช่อชูแมลงผึ้งแมลงภู่หึ่งไป
บ้างโรยบ้างร่วงลงริมทางเดินพลางหอมหวนครวญใคร่
ลมพัดละอองมาลัยปักษีแซ่ไปอึงคะนึง
ยิ่งเห็นสกุณีมิ่งไม้พระทัยรัญจวนครวญถึง
เดินพลางพระทรงคะนึงจนถึงปากเหวตามทางไป
มีเขาสองมรคากระหนาบหลังหน้าศิลาใหญ่
มีทางจำเพาะเดินไปตามในเนินผาศิลาลง
ครั้นถึงสระศรีอันมีบัวเต็มทั่วทั้งท้องสระสรง
ทางนี้แล้วหนอนายประมงสำคัญมั่นคงปลงใจ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ พระจึ่งลงสรงชำระกายให้คลายที่ร้อนหม่นไหม้
สรงเสร็จพระเสด็จคลาไคลวังเวงวิเวกในพนาลี
พระองค์ลัดเนินเดินไปเศร้าสร้อยพระทัยหมองศรี
จะใกล้ถึงเขตพระบูรีฉะนะตันกรุงศรีเวียงไชย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ พอสุริยาสายัณห์เวลามาถึงปลายแดนกรุงใหญ่
นายประมงจึงทูลภูวไนยข้าจะกลับคืนไปบูรี
พระองค์จงไปอยู่สำราญเร่งคิดกิจการในกรุงศรี
ทูลแล้วอำลาพระภูมีรีบเร่งจรลีกลับมา ฯ

ฯ เชิด ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันลือฤทธิ์ทุกทิศา
ครั้นนายประมงลีลาพระราชาเสด็จคลาไคล
เดินตรงเข้าไปที่ในด่านแล้วมีโองการปราศรัย
ถามว่าพารานี้ชื่อไรบอกให้แจ้งใจบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนายด่านครั้นเห็นพระโฉมศรี
จึ่งตอบไปพลันทันทีท่านนี้มาแต่บูรีใด
ตัวเราผู้อยู่รักษาด่านองค์ท้าวผู้ผ่านกรุงไกร
ชื่อเมืองฉะนะตันเวียงไชยเหตุไฉนมาถามกิจจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเฉิดโฉมเสนหา
ได้ฟังนายด่านถามมาจึ่งมีวาจาไปทันที
ตัวเรามาแต่อุรังยิดมีกิจจะเข้าไปกรุงศรี
เอ็งจงไปแจ้งซึ่งคดีให้ภูมีมารับจงฉับไว ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นชาวด่านตกใจจะมีไหน
จึ่งกราบบังคมคัลทันใดขึ้นอาชาไนยไคลคลา
ตีม้าควบขับหนักไปบัดใจก็ถึงเคหา
บ้านท่านมหาเสนาจึ่งแจ้งกิจจาทั้งปวงไป
บัดนี้ยังมีพระกุมารมาถึงปลายด่านกรุงใหญ่
ว่าจะเข้ามาในเวียงไชยให้ออกไปรับพระภูมี
รูปโฉมโสภาปรากฏเห็นจะเป็นโอรสเจ้ากรุงศรี
มาแต่อุรังยิดบูรีขอมหาเสนีจงแจ้งใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งอัครมหาเสนาผู้ใหญ่
ได้ฟังจะแจ้งไม่แคลงใจว่าหน่อไทอุรังยิดเสด็จมา
จึ่งรีบลีลาเข้าไปยังท้องพระโรงไชยฝ่ายหน้า
ครั้นถึงจึ่งทูลกิจจาให้ทราบบาทาทุกประการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท่านท้าวตะรังอูได้ฟังสาร
ให้หวาดหวั่นพระทัยภูบาลน่าจะมีเหตุการณ์สิ่งใด
จึ่งใช้ให้องค์โอรสามาแจ้งกิจจาฤๅไฉน
จำกูจะรีบออกไปรับเสด็จภูวไนยเข้ามา
คิดแล้วจึ่งสั่งเสนีให้จัดแจงรี้พลอาสา
อีกทั้งม้ารถคชาให้ทันแต่ในเพลานี้
กูจะออกไปรับพระทรงธรรม์ยังด่านเขตขัณฑ์บูรีศรี
จึ่งจะแจ้งกิจจาว่าร้ายดีเร่งรัดบัดนี้อย่าช้า ฯ

ฯ เจรจา ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเสนารับสั่งบังคมไหว้
ออกไปสั่งพลันทันใดตามในบัญชาพระภูมี
จัดแล้วมหาเสนารีบกลับมาทูลเหนือเกศี
รับสั่งให้ผูกพาชีบัดนี้พร้อมแล้วพระราชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นท่านท้าวตะรังอูก็หรรษา
แต่งองค์ทรงเครื่องอลังการ์ขึ้นทรงอาชาจรลี
เสนาแห่ห้อมล้อมไปบัดใจก็ถึงพระโฉมศรี
แลเห็นพระองค์ก็ยินดีชักพาชีหยุดยืนไว้
ยอบองค์อยู่บนหลังอาชาจะวันทาก็หาบังควรไม่
ท้าวตะรังจึ่งสั่งเสนาไปให้เอาม้าพระที่นั่งถวายพลัน
เสนาจับจูงพาชีมิ่งม้ามณีแข็งขัน
เคียงเข้าถวายองค์ทรงธรรม์อภิวันท์เชิญทรงอัสดร
สองเสด็จขึ้นทรงพาชีถ้อยทีถ้อยมีสโมสร
สนทนาแล้วพากันบทจรเข้าในพระนครก็ดีใจ
พระองค์ทรงมิ่งม้าเสมอกันพลขันธ์พรักพร้อมอยู่ไสว
ครั้นถึงจึ่งเชิญพระภูวไนยขึ้นแท่นอำไพชัชวาล
ปราศรัยไถ่ถามตามกิจถึงพระองค์ทรงฤทธิ์ในราชฐาน
อยู่เย็นเป็นสุขสำราญจำเริญราชฐานบรรเทาทุกข์
พระญาติพระองค์ในแว่นแคว้นราษฎรได้แค้นค่อยมีสุข
หรืออรินทร์ภัยพาลรานรุกบุกบั่นไม่เกรงพระเดชไท
พระจึ่งนิราศนคเรศด้วยเหตุร้ายดีเป็นไฉน
พระองค์ประสงค์สิ่งไรจึ่งจรถึงในฉะนะตัน ฯ

ฯ เจรจา ๑๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระสุริย์วงศ์เพราเพริศเฉิดฉัน
เสด็จนั่งเหนือแท่นเทียมกันสนองอันคดีโดยนัย
อันองค์พระราชบิตุรงค์มิ่งมงกุฎแก้วกรุงใหญ่
ครองครองจัตุรงค์เปรมใจเหตุภัยมิได้มาราวี
ด้วยทรงพระเดชปกเกศไปทั่วในแผ่นภพกรุงศรี
บห่อนราษฎรจะราคีพระทรงสวัสดีพร้อมมูล
ยังมีเรื่องราวพระตำราคู่เมืองมีมาไม่เสื่อมสูญ
จารึกแนะไว้เป็นเค้ามูลกับแผ่นแก้วจำรูญรูจี
สกุณีมีขนเบญจพรรณนกนั้นชื่อหัสรังสี
ศีรษะเป็นช่วงดวงมณีทรงศักดาดีเป็นสีนิล
ทั้งเดินน้ำได้ในเวหนจะดำดินบินบนก็ได้สิ้น
ตบะศีลประเสริฐในธรณินไพรินไม่กระทำกล้ำกราย
สามโลกบปานปิ่นกระษัตริย์เป็นจอมจักรพรรดิโดยหมาย
จึ่งพระบิตุรงค์ฤๅสายบรรยายแก่หมู่โยธา
เสนีในกรุงบูรีรัตน์ทหารหัดบอาจจะอาสา
จึ่งตัวข้าพี่น้องทั้งสองราเข้ามากราบถวายบังคมทูล
จึ่งรับอาสาบิดาไปนิ่งไว้ก็กลัวจะเคืองขุ่น
ครั้นพระสุริยามาจำรูญขอคุณปกเกศแล้วลาไป
ถึงหลักชื่อเหลี่ยมศิลาลึกจารึกอักษรให้อ่านได้
มิให้ร่วมทางคลาไคลแม้นไปจะเกิดจลาจล
โศกศัลย์จนสลบอยู่กับที่สองเสื่อมโศกียิ่งโหยหน
พี่กอดศอสั่งกิจกลต่างคนต่างแยกกันยาตรา
พลยักษ์ข้ามสมุทรถึงเรเซนเคี่ยวเข็ญได้สกุณปักษา
ถึงเมืองปะรังศรีเจ้ามารยาชุมโยธาชิงเอานกไป
มันทิ้งข้าลงในคงคาลอยมานายประมงเข้าเลี้ยงไว้
ความแค้นแสนสุดกำลังไปจะสงครามให้ได้ดั่งใจคิด
ข้าจึ่งมาถึงฉะนะตันหวังจะช่วยกันสำเร็จกิจ
เอ็นดูข้าด้วยจงช่วยคิดเจ็บจิตปิ้มม้วยชีวี
ยุดาหวันพี่ร่วมอุทรบทจรไปกระไรไม่รู้ที่
เล่าพลางพระทางทรงโศกีแล้วพระภูมีดับโศกไว้ ฯ

ฯ โอด เจรจา ๓๐ คำ ฯ

๏ ได้เอยได้ฟังท้าวตะรังคั่งแค้นดั่งเพลิงไหม้
ดูดูท้าวปะรังช่างกระไรเหตุว่าภูวไนยองค์เดียวมา
ยํ่ายีหยาบช้าน้อยไปหรือแม่นมั่นจะครั่นมือนั้นอย่าว่า
กระษัตริย์ใดใครจะยิ่งกว่าราชาไม่เกรงอาญาพระจักรี
หักโหมข่มเหงดีแล้วอย่ารำพึงที่จะแคล้วเป็นผี
เหตุนี้แม้นรู้ถึงภูมีปะรังศรีอย่าเพ่อทะนงใจ
เสียแรงเป็นมิตรกันมาไม่คิดกันแล้วจึ่งทำได้
พระองค์เดือดดาลทะยานใจฟาดเปรี้ยงเสียงใสเป็นโกลา
ตรัสสั่งมหาเสนาในหมอบเฝ้าไสวอยู่พร้อมหน้า
ให้เตรียมพหลโยธาพร้อมเครื่องสาตราอาวุธ
จะยกไปล้อมเมืองปะรังศรีเลือกล้วนตัวดีให้สิ้นสุด
แม้นใครย่อท้อต่อยุทธ์จะฆ่าให้ม้วยมุดชีวาลัย
กฎหมายบอกกันตามสั่งทั่วทั้งกระบวนทัพใหญ่
คชากรอัสดรอย่านอนใจเตรียมให้พร้อมเสร็จในเจ็ดวัน ฯ

ฯ เจรจา ร่าย ๑๔ คำ ฯ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ