๑๐

๏ มาถึงอาศรมฤๅษีที่ในป่า
เข้าไปอภิวาทวันทาพระดาหลีผู้มีฤทธิไกร ฯ

ฯ ร่าย ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นองค์พระอาจารย์เป็นใหญ่
ครั้นเห็นพระกุมารชาญชัยเข้ามากราบไหว้ก็อัศจรรย์
รูปร่างละไมวิไลเลิศทรงเครื่องเพราเพริศเฉิดฉัน
กุมารนี้ลักษณ์วิลาวัณย์หน่อเนื้อเขตขัณฑ์แดนใด
พระฤๅษีจึ่งมีบัญชาถามเจ้าเป็นหน่อนามบูรีไหน
ขัดสนกังวลสิ่งไรจะไปไหนจึ่งมาถึงศาลา ฯ

ฯ ฝรั่ง ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเฉิดโฉมเสนหา
จึ่งบังคมคัลวันทาองค์พระอาจารย์แล้วจึ่งทูลไป
ข้าชื่อยุขันเรืองฤทธิ์อยู่ยังอุรังยิดกรุงใหญ่
พระบิดาจะให้เรียนศิลป์ไชยพร้อมทั้งไตรเพทให้ครบครัน
จึ่งอตส่าห์บุกป่าฝ่าดงตรงเข้ามาหาถึงเขตขัณฑ์
จึ่งได้พบองค์พระทรงธรรม์หลานขวัญขอรองบาทา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพระอาจารย์ยินดีเป็นหนักหนา
ที่จะอยู่ด้วยปู่ในศาลารํ่าเรียนวิชาเป็นไรมี
ว่าแล้วพระบรมสมมิตบวชให้เป็นศิษย์พระฤๅษี
แล้วให้นุ่งหนังพยัคฆีพระภูมีสั่งสอนให้แจ้งใจ
หมวดมุ่นชฎาห่อเกศบริกรรมตามเพทวิสัย
แล้วพระดาบสยศไกรบอกให้รํ่าเรียนวิชา
ทั้งสะกดบังกายล่องหนผ้าพยนต์ผูกแก้ด้วยคาถา
ทั้งจังงังบังเหลื่อมกายาสารพัดวิชาก็รู้ครบ
มีตบะเดชาสิงหนาทเข้าไหนก็ขยาดกลัวจบ
กระษัตริย์ใดไม่ประเสริฐเลิศลบจบศิลปศาสตร์สาตรา
วันหนึ่งจึ่งมีบัญชาการเรียกองค์พระกุมารเสนหา
ปู่จะเข้าไปในพาราเยี่ยมสีกาประวะลิ่มหลานรัก ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ว่าแล้วพระมหาดาหลีอันมีศักดิ์
นุ่งผ้าคากรองหนังพยัคฆ์ทรงสะพักชักลูกประคำไป
แล้วเสร็จออกจากอาศรมพลันส่งย่ามให้ยุขันบวชใหม่
พระดาบสสองราก็คลาไคลเข้าในนิเวศฉับพลัน ฯ

ฯ ฝรั่งถอน ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงทวารวังในจึ่งว่าไปกับองค์ยุขัน
ตัวเจ้าอย่าเพ่อจรจรัลหยุดอยู่นั้นนะหลานรัก
ตาจะเข้าไปก่อนอย่าร้อนใจแล้วจะให้มารับทรงศักดิ์
จะไปบอกแก่องค์นงลักษณ์สั่งแล้วนักสิทธิ์ก็ไคลคลา ฯ

ฯ เสมอ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งพระพี่เลี้ยงสันหยา
เห็นพระอาจารย์เข้ามากัลยาชื่นชมยินดี
จึ่งไปทูลองค์พระธิดาว่าองค์พระมหาฤๅษี
เข้ามาถึงปราสาทรูจีเชิญเสด็จเทวีไปวันทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมประวะลิ่มก็หรรษา
จึ่งจัดเครื่องสักการะบูชาเสร็จแล้วกัลยาก็ออกไป
นิมนต์ให้นั่งเหนืออาสน์แล้วนางอภิวาทกราบไหว้
ถวายเครื่องบูชามาลัยทรงพัชนีไกวโบกลม ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพระอาจารย์เชี่ยวชาญสร้างสม
พิศพักตร์หลานรักทรามชมเห็นกุมารขำคมก็พิศดู
ถามว่าลูกหลานของใครนวลละอองผ่องใสไม่มีคู่
นามกรชื่อไรน่าเอ็นดูถิ่นฐานนั้นอยู่แห่งใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระบุตรีบอกแจ้งแถลงไข
ชื่อเจ้าลิขิตชาญชัยเขาให้เมื่อไปอุทยาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ฟังวาทีพระมุนีปรีดิ์เปรมกระเษมสานต์
ศิษย์ปู่คนหนึ่งก็สะคราญมาด้วยอยู่ทวารชั้นใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มยินดีจะมีไหน
จึ่งสั่งสันหยาให้คลาไคลเร่งไปนิมนต์เข้ามาพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสันหยารับสั่งขมีขมัน
จึ่งออกไปยังทวารพลันบังคมคัลแล้วก็ทูลไปทันที
พระบุตรีให้นิมนต์เข้าไปจะถวายดอกไม้พระฤๅษี
มิได้สำคัญว่าพันปีนารีแปลกองค์พระทรงฤทธิ์ ฯ

ฯ นกเอี้ยง ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นฤๅษียุขันกระสันจิต
เห็นนางนางมิได้เพ่งพิศพระทรงฤทธิ์จึ่งมีวาที
ควรฤๅมาแปลกดั่งเปลี่ยนกายโฉมฉายพิศดูให้ถ้วนถี่
รู้จักกันที่สวนมาลีมารศรีลืมพี่ฤๅทรามวัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสันหยานารีศรีใส
ได้ฟังพระสุรเสียงพระภูวไนยจำได้สำคัญมั่นคง
นางเร่งขวยเขินสะเทิ้นจิตด้วยไม่ทันพินิจพิศวง
จึ่งกราบลงยังแทบบาทบงสุ์เชิญพระโฉมยงไคลคลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นฤๅษียุขันก็หรรษา
จึ่งเสด็จย่างเยื้องลีลามากับสันหยาผู้ร่วมใจ
พระสถิตเหนืออาสน์อันบรรจงกับองค์พระอาจารย์เป็นใหญ่
พระเร่งกระสันรัญจวนใจนัยน์เนตรไม่วางนวลน้อง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มโฉมศรีไม่มีสอง
เห็นพระเสด็จขึ้นบนแท่นทองสถิตที่เป็นสองกับอาจารย์
นางเร่งพินิจพิศวงทรงโฉมประโลมสงสาร
ชายเนตรสบเนตรพระภูบาลนงคราญเมียงม่ายอายพักตรา
ยอกรบังคมพระทรงศักดิ์ทั้งอายทั้งรักเป็นหนักหนา
แล้วชม้ายชายเนตรชำเลืองมาดูพระยอดฟ้ายาใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นลิขิตเฉิดโฉมพิสมัย
บังคมพระเชษฐาชาญชัยแล้วเมินพักตร์ไปไม่ทักทาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันผู้เฉิดโฉมฉาย
พิสมัยเอิบอาบซาบกายเคลิ้มคล้ายขับอ้างนางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เจ้าดวงยิหวายาใจเป็นไฉนไม่แลดูพี่
เบือนพักตร์เสียไยไม่พาทีมารศรีชายเนตรมาบ้างรา ฯ

ฯ ร่าย ๒ คำ ฯ

๏ ลิขิตว่าให้อะไรนี้เซ้าซี้ไปเจียวเขาจะว่า
โอ้ลืมไปเสียแล้วนะแก้วตาขอสมาเสียเถิดเจ้าดวงใจ
ตะลึงไปดูนางไม่วางเนตรพระทรงเดชรัญจวนครวญใคร่
ลืมกลัวพระอาจารย์ชาญชัยเคลิ้มจิตพิสมัยนางเทวี ฯ

ฯ ร่าย ๔ คำ ฯ

๏ ส่วนพระนักสิทธิ์ผู้กิจกล้าหลับตาสาธยายอยู่อึงมี่
ไม่แจ้งแห่งกลคดีฤๅษีจึ่งถามพระธิดา
สวดมนต์กำหนดนั้นทดถอยหรือค่อยจำเริญวัตถา
ลืมหลงตรงไหนให้ว่ามาจวนแล้วเพลาจะคลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มก้มเกล้าเฉลยไข
หลานน้อยค่อยเรียนเพียรไปมิได้เว้นวางสักราตรี
สาธะยายเวทมนตร์ปรนนิบัติพลางสอนเจ้าหัสรังสี
จะฟั่นเฟือนเคลื่อนไปก็ไม่มีพระมุนีจงทราบพระบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพระอาจารย์ชาญชิดกิจกล้า
ได้ฟังหลานน้อยเจรจาพระดาบสอำนวยอวยชัย
จึ่งว่านัดดาอยู่จงดีตานี้จะลาไปป่าใหญ่
สั่งเสร็จชวนศิษย์คลาไคลลงไปจากปรางค์นางเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจึ่งองค์ยุขันฤๅษี
ตามพระอาจารย์จรลีภูมีหยุดยั้งเหลียวหลังมา
ตะลึงจิตมิใคร่คลาไคลแต่กลัวภัยพระบรมนาถา
แล้วเกรงพระนักสิทธิ์ฤทธาจำเป็นจำลีลาไป ฯ

ฯ แขก ๔ คำ ฯ

๏ เดินพลางคำนึงถึงเทวีมิใคร่จรลีไปได้
พระแข็งขืนอารมณ์ข่มใจจนไปใกล้อรัญกุฎี

ฯ เสมอ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจึ่งโฉมประวะลิ่มมารศรี
ครั้นเห็นพระมหามุนีกับฤๅษียุขันคลาไคล
แลตามจนสุดสายตากัลยาทอดถอนฤทัยใหญ่
นางคิดจะใคร่ตามไปอดสูกำนัลในนารี
แล้วเสด็จเข้าที่ไสยาพักตราสร้อยเศร้าหมองศรี
นางแสนโศกศัลย์พันทวีอยู่ในที่ศรีไสยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นองค์พระอาจารย์ฌานกล้า
ครั้นถึงอาศรมศาลาชำระกายาอินทรีย์
แล้วเข้าที่สังวัธยายเวทบริกรรมตามเพทฤๅษี
เป็นสุขทุกทิวาราตรีพระมุนีเอนกายสบายใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันรัศมีศรีใส
ปรนนิบัติอาจารย์ชาญชัยมิได้คลาดคลาสักราตรี
พระเสด็จเข้าไปในศาลานวดฟั้นบาทาพระฤๅษี
จึ่งทูลว่าข้าอยู่ในบูรีพบสตรีหนึ่งพึงใจ
เขาแกล้งทำเป็นปริศนาแป้งขาวทามาข้าสงสัย
อยู่มาทาดำมอมไปโปรดให้รู้กลกระษัตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพระอาจารย์จึ่งแจ้งถ้วนถี่
อันแป้งขาวล้วนนวลดีเปรียบสีบุหลันเรืองไร
อันทาดำนั้นว่าเดือนดับแล้วหลานแก้วเร่งไปให้จงได้
เท่านี้ซิว่าไม่เข้าใจตาเห็นว่องไวในปัญญา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเฉิดโฉมเสนหา
ได้ฟังยินดีปรีดาก้มเกล้าวันทาพระมุนี
ทูลว่าหลานน้อยจะขอลาไปแก้ปัญหานางโฉมศรี
พระองค์ค่อยอยู่จงดีข้านี้จะกลับไปพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นองค์พระดาบสพรตกล้า
ได้ฟังพระกุมารทูลลาพระสิทธาอำนวยอวยชัย
จงไปเป็นมิ่งมงกุฎสิงคารในสถานอุรังยิดกรุงใหญ่
ปราศจากทุกข์โศกโรคภัยเจ้าเร่งไปเถิดอย่าอยู่ช้า ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันฤทธิรงค์วงศา
รับพรกรกราบกับบาทาลาเพศออกจากพระมุนี
พระรับอำนวยอวยพรพระภูธรเปลื้องเครื่องฤๅษี
แล้วเสด็จลงสรงวารีสระศรีสุขุมมุจลินท์
น้ำพุพุ่งจากบรรพตเป็นฟองฝอยย้อยหยดไม่รู้สิ้น
ฉ่าฉานช่วงพรายสายวารินมัจฉาโลดโดดดิ้นไคลคลา
ลางหมู่ผุดฟู่พ่นน้ำบ้างโบกหางดำประจำท่า
บ้างลอยล่องเล่นฟองชลธาแฝงไม้บุษบาบัวบัง ฯ
๏ บัวขาวขาวล้วนแลสลอนฝักอ่อนซ้อนซับสลับฝั่ง
ภุมรินบินเกลื่อนเป็นเรือนรังเสียงปีกบินดั่งดุจดนตรี
ฝูงหงส์ลงลอยตามชลาปักษาแซ่ซ้องในสระศรี
ฟังเพราะเสนาะเสียงสกุณีภูมีสุขกระเษมเปรมใจ ฯ

ฯ ร่าย ๔ คำ ฯ

๏ สรงเสร็จเสด็จโดยถวิลขึ้นจากมุจลินท์สระใหญ่
ทรงเครื่องเรืองรัตน์อำไพเสกใส่วิทยาอาคม
ทรงภูษาพรรณรายลายเครือวัลย์กรรเจียกเฉิดฉันงามสม[๑]
ฉลององค์ทรงรัดเอวกลมเป็นสองริ้วปลิวลมระยับตา
ทรงผ้าโพกเวียนเศียรเกล้าริ้วขาววาวแววพระเวหา
ขลิบทองผ่องแผ้วพักตราเลื่อมพรายลายตาดูระยับ
สังวาลประพาฬรัดโอบองค์สะอิ้งทรงพลอยเพชรเสร็จสรรพ
ทองกรอร่ามงามระยับธำมรงค์สลับเพชรพราย
กรขวาคว้าจับธนูศรเหน็บกฤชฤทธิรอนเฉิดฉาย
ทักษิณดุษฎีอภิปรายถวายนมัสการจรลี
พอสิ้นแสงสีทินกรก็มาถึงนครกรุงศรี
จึ่งร่ายพระเวทฤทธีภูมีกำบังกายา
ผู้ใดมิได้เห็นองค์ตรงไปยังปราสาทเลขา
ขึ้นบนปรางค์รัตน์รจนาพระราชาเอากรเคาะบัญชรไชย
เรียกเจ้าลิขิตขนิษฐาพี่มาถึงแล้วไปอยู่ไหน
จงเผยบานพระแกลแก้วแววไวรับพี่เข้าไปด้วยน้องอา ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมเจ้าลิขิตขนิษฐา
ได้ยินเสียงสำเนียงพระพี่ยาจึ่งบอกกับสันหยาทันใด
ว่าพระเชษฐามาแล้วจงเผยแกลแก้วแสงใส
ออกรับพระองค์ทรงไชยภูวไนยอยู่นอกบัญชร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสันหยาพี่เลี้ยงสายสมร
นางจึ่งเร่งรีบบทจรเผยสิงหบัญชรมิได้ช้า
นั่งลงถวายอภิวาททูลพระภูวนาถด้วยหรรษา
เชิญเสด็จลีลาศยาตราเข้ามายังห้องบรรทมใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเฉิดโฉมพิสมัย
จึ่งเสด็จลีลาคลาไคลเข้าในบัญชรรัตนา
พระกุมกรสันหยาทรามวัยเจ้าจะด่วนไปไหนขนิษฐา
โฉมยงจงได้เมตตาจะทิ้งพี่ยาไม่ปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนวลนางสันหยามารศรี
สะเทิ้นเขินใจนางเทวีสะบัดกรภูมีเสียทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระเอยพระพันปีมาทำฉันนี้ก็เป็นได้
น้องเป็นแต่ข้าช่วงใช้ภูวไนยจงทรงพระเมตตา
มาถึงปรางค์รัตน์มณีที่ทางมิใช่กลางป่า
จะให้ข้าอยู่เพื่อนพระผ่านฟ้าข้ากลัวอาญานางเทวี
ขอเชิญเสด็จจรจรัลยังห้องสุวรรณนางโฉมศรี
แม้นรู้ว่าองค์พระภูมีเสด็จอยู่ที่นี่จะน้อยใจ ฯ

ฯ ชาตรี ๖ คำ ฯ

๏ โฉมเอยโฉมเฉลายุพเยาว์ช่างแปรแก้ไข
เจ้าเป็นต้นยลกลนัยจึ่งได้มาพบนางเทวี
แม้นพี่อยู่ในมไหศวรรย์จะจัดสรรเงินทองให้โฉมศรี
นี่สัญจรนอนดงพงพีไม่มีสิ่งใดสนองคุณนาง
แต่ตัวพี่จะแทนไมตรีน้องช่วยบำรุงประคองทั้งสองข้าง
ว่าพลางอิงแอบแนบนางเอวบางผลักมือพี่เสียไย
กรสอดเกี่ยวพัลวันกระเษมสันต์ด้วยความพิสมัย
เริงรื่นชื่นบานสำราญใจอยู่ในประถมราษราตรีฯ

ฯ ร่าย ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนวลนางสันหยามารศรี
ร่วมภิรมย์สมสู่ด้วยภูมีเทวีเบิกบานสำราญใจ
จึ่งกราบทูลองค์พระทรงฤทธิ์ให้สถิตห้องทองผ่องใส
แม้นช้านักพระน้องจะหมองใจเชิญเสด็จคลาไคลบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันเพราเพริศเฉิดโฉมศรี
บทจรกุมกรจรลีสันหยาชี้ห้องพระธิดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระเข้าในห้องแก้วแพรวพรายเฉิดฉายล้วนสุวรรณเลขา
ฉากปรุกุดั่นเป็นหลั่นมาถึงแท่นไสยาพรายพรรณ
สลับล้วนเนาวรัตน์เฉิดฉินเป็นรูปนาคินทร์แข็งขัน
สิงห์อัดยัดเหยียบยืนยันครุฑประจันยืนเหยียบนาคี
ล้วนฉลุปรุช่อต่อก้านรูปหงส์บินทะยานผ่านหนี
ม่านทองป้องปิดรูจีแสงศรีอัจกลับสว่างไฟ
โคมเวียนเทียนที่ประจำยามดั่งดวงเดือนอร่ามแจ่มใส
พระวิสูตรกางกั้นชั้นในพระเสด็จไปบนแท่นทอง
เห็นศรีเสาวภาคย์บรรทมในเลิศลักษณ์วิไลไม่มีสอง
ข้างที่ล้วนพวงมาลีกรองกลิ่นตรลบอบนองทั้งกายา
พระเขนยเคยหนุนเกศแก้ววาวแววจับพักตร์ขนิษฐา
ยี่ภู่ปูลาดรจนาพิศโฉมพระธิดาไปทั่วองค์ ฯ

ฯ ร่าย ๑๒ คำ ฯ

๏ ฝ่ายว่านกหัสรังสีเห็นพระภูมีพิศวง
ร้องกระแอมออกไปแต่ในกรงใครหนออาจองเข้ามาใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระได้ยินเสียงสำเนียงนกนิ่งตกตะลึงหลงใหล
ดูดูดวงจิตคิดว่าใครกระแอมเล่นก็ได้เป็นไรมี
พระหิ้วกรงหัสรังออกไปแขวนไว้เสียให้ลับกับที่
แล้วมาขึ้นแท่นนางเทวีพระภูมีพิศวงงงงวยใจ ฯ

ฯ ชาตรี ๔ คำ ฯ

๏ พิศพักตร์งามพักตร์วิไลเลิศพิศเกศงามประเสริฐศรีใส
พิศขนงดั่งวงศรไชยปรางเปรียบนางในดุสิตา
พิศโอษฐ์ดั่งจะเอื้อนเยื้อนยิ้มจิ้มลิ้มพริ้มพรายดั่งเลขา
พระฉวีดั่งสีทองทาศอสมอังสาเรียบรัด
พิศถันดั่งดวงปทุมมาศนวลละอองผ่องผาดแจ่มจำรัส
พระกรอ่อนระทวยรวยรัดนิ้วหัตถ์ดั่งกลึงเกลาเหลาประจง
พระลูบโลมโฉมน้องประคองชื่นตื่นเถิดนิ่มเนื้อนวลหง
หลับสนิทนิทราไม่รู้องค์พี่มาหาโฉมยงถึงแท่นทอง
จงลุกขึ้นสนทนาพาทีมารศรีอย่าเคืองขุ่นหมอง
แต่ปลอบปลุกนิ่มเนื้อนวลละอองประคองกรกอดองค์กัลยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มเฉิดโฉมเสนหา
ฟื้นกายชายเนตรชำเลืองมาเห็นพระยอดฟ้ายาใจ
นางประหวั่นครั่นคร้ามขามจิตให้คิดพิศวงหลงใหล
นางสลัดปัดกรภูวไนยลดองค์ลงไปจากไสยา
แฝงม่านเหลือบเล็งเพ่งพิศประโลมจิตด้วยความเสนหา
ดั่งเทวัญในชั้นดุสิตากัลยารัญจวนป่วนใจ
พิศพักตร์งามพักตร์ผ่องไพบูลย์ดั่งแสงสูรย์ส่องตรัสจำรัสไข
พระวิลาสผาดผ่องอำไพเนตรนัยน์ดั่งนิลมณีแนม
พระขนงดั่งวงจันทร์คล้อยช้อยชายจำหลักหลักแหลม
พระโอษฐ์ดั่งสีทับทิมแกมพระนาสิกดูแฉล้มรจนา
พระกรดั่งงวงไอยเรศขององค์ตรีเนตรเจ้าตรึงษา
แต่ชม้ายชายดูพระผ่านฟ้ากัลยาพิศวาสจะขาดใจ ฯ

ฯ โอ้โลม ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระทรงโฉมประโลมพิสมัย
จึ่งมีพจนารถประภาษไปแก้วตายาใจจงปรานี
พี่บุกป่าฝ่าดงพงไพรหวังจะได้พบยอดสุดาพี่
ควรฤๅนิ่งได้ไม่ปรานีมารศรีขัดเคืองด้วยสิ่งใด
ว่าพลางพระเสด็จไคลคลาจากอาสน์รจนาศรีใส
นั่งแนบแอบองค์อรไทพระลูบไล้ไปทั่วกายา ฯ

ฯ ช้า ร่าย ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มนิ่มเนื้อเสนหา
ได้ฟังสุนทรวาจาดั่งอำมฤตฟ้ายาใจ
นางจึ่งเยื้อนตอบพจมานพระมาทำหักหาญแต่โดยได้
รุกรานเข้ามาถึงห้องในจะเกรงใจใครบ้างก็ไม่มี
แม้นทราบถึงองค์พระทรงฤทธิ์เห็นชีวิตจะม้วยเป็นผี
ตัวน้องนี้เป็นกระษัตรีมีแต่จะได้อัประมาณ ฯ

ฯ โอ้โลม ฯ

๏ โฉมเอยโฉมเฉลายุพเยาว์ยอดยงสงสาร
พี่แสนเสนหามาช้านานนงคราญจงได้เมตตา
สู้เอาชีวิตมาเปลี่ยนสวาดิให้นุชนาฏเห็นความเสนหา
พี่แสนลำบากเวทนาควรฤๅแก้วตามาตัดใจ
ถึงพระบิตุเรศชนนีจะผลาญพี่ให้ม้วยตักษัย
ก็ตามบุญกรรมได้ทำไว้พี่ไม่ไปจากแท่นไสยา
ว่าพลางตระโบมโลมเล้าน้องนวลละอองจงฟังพี่ว่า
พี่อาวรณ์ร้อนเร่าในอุรากัลยาไม่เล็งเห็นใจ ฯ

ฯ ช้า ร่าย ๘ คำ ฯ

๏ พระเอยพระผ่านฟ้ามาทำหยาบช้าแต่โดยได้
นางสลัดปัดกรภูวไนยค้อนควักผลักไสไม่ไยดี
พระเป็นกระษัตริย์เลิศปางฤๅจะไร้ร้างองค์มเหสี
แกล้งกล่าวพจนาวาทีน้องนี้ไม่ไว้วางใจ
จะมาร่วมภิรมย์สมสนิทชมชิดยียวนด่วนได้
แล้วจะปลดลดร้างห่างไกลภูวไนยจะกลับไปพารา
เชยชมพระสนมนารีเปรมปรีดิ์เป็นบรมสุขา
น้องนี้จะมีแต่เวทนาอับอายไพร่ฟ้าทั้งเวียงไชย ฯ

ฯ โลม ๘ คำ ฯ

๏ แสนเอยแสนเฉลียวเลี่ยงเลี้ยวผันแปรแก้ไข
แม้นพี่มีอัครวิไลจะมาไยให้ยากลำบากกาย
พยายามข้ามพระมหาสมุทรเพราะแสนสุดสวาดิโฉมฉาย
เจ้าไม่เล็งเห็นจิตพี่ชายสายสวาดิจึ่งตัดไมตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ว่าเอยว่าพลางอิงแอบแนบนางโฉมศรี
ผลักพี่เสียไยไม่ไยดีมารศรีจงได้เมตตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระเอยพระเจ้าพระจงโปรดเกล้าเกศา
ซึ่งพระองค์ว่าทรงพระเมตตาตัวข้ายังแหนงแคลงใจ
แม้นพระเสนหาดั่งว่านั้นทรงธรรม์จงค่อยอัชฌาศัย
น้องประหวั่นพรั่นจิตเป็นพ้นไปภูวไนยจงได้ปรานี ฯ

ฯ โอ้โลม ๔ คำ ฯ

๏ สุดเอยสุดสวาดินุชนาฏจงได้เอ็นดูพี่
อันความเสนหานารีดั่งดวงชีวีของพี่ยา
แต่วันได้เห็นโฉมน้องในพลับพลาทองอันเลขา
รสรักอักอ่วนในอุราประหนึ่งว่าจะสิ้นสมประดี
ให้อาวรณ์รักสลักจิตดั่งชีวิตจะม้วยลงกับที่
ควรฤๅแก้วตาไม่ปรานีให้พี่ได้ความทรมาน
ว่าพลางตระโบมโลมเล้าโฉมเฉลาเยาวยอดสงสาร
ประคองกรอุ้มองค์เยาวมาลย์สู่สถานบนแท่นที่ไสยา
ชมพลางแนบปรางเยาวลักษณ์จุมพิตพักตร์นางพลางหรรษา
กรกอดเกี่ยวกระหวัดตรึงตราดั่งหนึ่งลัดามาลีกรอง
ภุมรินบินลงประจงบัวเกลือกกลั้วเสาวคนธ์กระเษมสอง
เชยต้องโกสุมปทุมทองนวลละอองต้องแสงอโณทัย
กลีบกลัดระบัดเบิกบานรับแสงสุริย์ฉานแจ่มใส
สองพระองค์ชื่นบานสำราญใจอยู่ในแท่นที่ศรีไสยาฯ

ฯ กล่อม ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางประวะลิ่มเสนหา
ได้ภิรมย์ชมรสกรีฑาด้วยพระยอดฟ้ายาใจ
มีความยินดีเป็นที่สุดวรนุชแสนสนิทพิสมัย
อิงแอบแนบองค์พระทรงไชยดั่งได้อำมฤตมาโรยริน
เอิบอาบซาบสิ้นพระวรกายเทวีคลี่คลายหายถวิล
รื่นเริงบันเทิงด้วยภูมินทร์เทพินทร์ไม่นิราศคลาดคลา
ไพบูลย์พูนสวัสดิ์มนัสในเพลิดเพลินจำเริญใจเป็นหนักหนา
งวยงงในองค์พระผ่านฟ้ากัลยาชื่นบานสำราญใจ ฯ

ฯ ช้า ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระทรงโฉมประโลมพิสมัย
ได้ร่วมรักองค์อัครวิไลดั่งได้สมบัติในเมืองฟ้า
แสนสนิทพิศวาสนาฏน้องโลมลูบประคองหรรษา
แรกเริ่มรสรักกรีฑาเสนหาเพลิดเพลินเจริญใจ
กรกุมกอดเกี่ยวพัลวันแนบกันเชยชิดพิสมัย
เฟื่องฟุ้งจรุงละลานใจสองกระษัตริย์มิได้นิทรา ฯ

ฯ พระทอง ๖ คำ ฯ

๏ เชยนางพลางชมห้องแก้ววาวแวววิจิตรเลขา
สัพยอกหยอกเย้ากันไปมาเจ้าบอกพี่ตรงหน้าเพดานบน
สุกดวงช่วงอยู่ไม่รู้ดับวับวับดั่งจะย้อยเป็นฝอยฝน
ดั่งปราสาทนิรมิตประดิษฐ์ยนต์คนทำฤๅเทพรจนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มนิ่มน้อยเสนหา
ยอกรกราบทูลพระภัสดาสร้างมาแต่ปางบุราณกาล
ล้วนแล้วด้วยแก้วเนาวรัตน์รุ่งเรืองจำรัสแสงฉาน
ประกอบด้วยเพชรชัชวาลดาษดาเพดานเป็นดาวราย
ทำเป็นพระจันทร์พระอาทิตย์แต้มติดกลีบเมฆไม่รู้หาย
ตรงมือน้องชี้ที่พรายพรายแก้วลายวิจิตรบรรจง ฯ

ฯ ร่าย ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันรับขวัญนวลหง
ค่อยถนอมกล่อมเกลี้ยงแก้วอนงค์แนบกับทรวงทรงแล้วตรัสไป
มิเสียทีที่เกิดในสมบัติไพบูลย์พูนสวัสดิ์จะหาไหน
ทั้งทรงโฉมประโลมละลานใจนางในใต้ฟ้าไม่เทียมทัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมนางประวะลิ่มสาวสวรรค์
ครั้นรุ่งแจ้งแสงพระสุริยันอภิวันท์ทูลองค์พระภูมี
น้องรักจะขอบังคมลาไปแจ้งแก่สันหยาสาวศรี
ทูลแล้วเสด็จจรลีเทวีออกจากห้องทอง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งเรียกพี่เลี้ยงใหญ่ร่วมรู้ดูใจกันแค่สอง
จึ่งมีวาจาปรองดองพี่เอ๋ยช่วยน้องป้องกัน
ห้ามเสียอย่าให้ใครเข้าเฝ้าสิ้นทั้งแก่เฒ่าสาวสรร
ว่าน้องประชวรโรคันพร้อมกันปากเสียงอย่าอึงไป
พนักงานเครื่องสุคนธาสั่งอย่าให้ใครเข้ามาใกล้
เครื่องสรงเครื่องเสวยที่เคยใช้ไว้นักงานพี่ทุกประการ
อย่าให้ใครแจ้งอนุสนธิ์พี่ช่วยผ่อนปรนแถลงสาร
ทั้งนางสาวสรรพนักงานอย่าให้ใครผ่านเข้ามา
พี่ไปกราบทูลพระพันปีทั้งพระชนนีนาถา
ว่าน้องประชวรโรคามิได้มาเฝ้าพระภูวไนย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพี่เลี้ยงจึ่งทูลเฉลยไข
แม่อย่าประหวั่นพรั่นใจพี่มิให้ระคายราคี
เชิญเสด็จเข้าไปในแท่นทองอย่ามาใกล้ห้องจะหมองศรี
อันราชกิจทั้งนี้ไว้นักงานพี่อย่าร้อนใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มยิ้มแย้มแจ่มใส
แล้วเสด็จลีลาคลาไคลคืนเข้าห้องในไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจึ่งพระพี่เลี้ยงสันหยา
เร่งรีบยุรยาตรคลาดคลาออกมาจากห้องมณี
จึ่งจัดแจงแต่งที่ฉับพลันกั้นม่านสุวรรณอันเรืองศรี
ทำด้วยจงรักภักดีแล้วไปสั่งนารีสิ้นทั้งนั้น
ทั่วทุกพนักงานสาวศรีเทวาว่าฉะนี้อย่าหุนหัน
อย่าเฝ้าแหนเลยเหมือนเคยนั้นแม่จอมขวัญประชวรจะกวนใจ
แต่งพระสุวรรณภาชน์เป็นสองที่เราพี่เลี้ยงจะผ่อนให้
สั่งสิ้นนางลีลาไปเฝ้าไทสองกระษัตริย์ฉับพลัน ฯ

ฯ เพลง ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงกราบบาทบงสุ์พระองค์ทรงภพรังสรรค์
ทั้งประไหมสุหรีวิไลวรรณแล้วทูลกิจให้แจ้งการ
อันโฉมพระราชบุตรีไม่มีความสุขกระเษมสานต์
เศร้าซูบอินทรีย์เยาวมาลย์พระอาหารนั้นน้อยถอยไป
จึ่งมิได้มาเฝ้าพระทรงศักดิ์ที่จะเป็นไรหนักหามิได้
แม้นค่อยสบายพระทัยจึ่งจะได้มากราบบังคมคัล ฯ

ฯ ร่าย ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นสองกระษัตริย์ผู้ผ่านไอศวรรย์
ได้ฟังพี่เลี้ยงมารำพันหวาดหวั่นพระทัยถึงลูกยา
จึ่งตรัสสั่งสันหยาทันใดให้ไปเรียกแพทย์มารักษา
อย่าเพ่อให้ลูกรักขึ้นมาเกลือกว่าโรคาจะกลับกลาย
เอ็งเร่งลงไปอย่าอยู่ช้าบำรุงรักษาโฉมฉาย
ห้ามอย่าให้ต้องแดดนายหายแล้วจงให้ขึ้นมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสันหยารับฟังใส่เกศา
ก้มเกล้าถวายบังคมลารีบกลับลงมาทันใด
ครั้นมาถึงห้องไสยาสน์พี่เลี้ยงมิอาจเข้าไปได้
ยืนแฝงทวารอยู่แต่ไกลส่งสุรเสียงให้แจ้งการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นโฉมประวะลิ่มยอดสงสาร
ได้ยินเสียงพี่เลี้ยงเยาวมาลย์นงคราญจึ่งเสด็จออกมา
ครั้นถึงจึ่งถามทันใดไปเฝ้าพระบรมนาถา
เพ็ดทูลเป็นไฉนนะพี่ยาพระราชาคอยฟังอยู่ห้องใน
มาเข้าไปเฝ้าพระพันปีในที่ไสยาพิสมัย
สันหยามิใคร่จะเข้าไปอรไทจูงกรลีลา
ครั้นถึงซึ่งแท่นทิพอาสน์บังคมบาทพระยอดเสนหา
พี่เลี้ยงเมียงมองพักตรากัลยาขวยเขินสะเทิ้นใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นพระทรงโฉมประโลมพิสมัย
แลเห็นสันหยาผู้ร่วมใจก็แจ้งในกิริยาอาการ
พระทำเฉยแล้วเปรยพจนารถตรัสประภาษพี่เลี้ยงด้วยคำหวาน
ให้โฉมประวะลิ่มเยาวมาลย์ยกพานสลามาให้กิน
พี่ขอบใจสายสมรเยาวลักษณ์ภักดีต่อองค์โฉมฉิน
ไปเฝ้าพระองค์ทรงธรณินทร์ปิ่นเกล้าท้าวตรัสประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสันหยานารีศรีใส
นางยิ่งขวยเขินสะเทิ้นใจอรไทผินพักตร์บังคมคัล
ทูลว่าตัวข้าขึ้นไปเฝ้าพระปิ่นเกล้าบรมรังสรรค์
ทูลว่าประชวรโรคันพระทรงธรรม์กำชับมากมาย
ให้เสวยอาหารจงพลันแม้นว่าโรคันยังไม่หาย
ให้อยู่รักษากว่าจะคลายแดดนายอย่าให้ต้องกายา
จะมิขึ้นไปเฝ้าก็แล้วไปเห็นสมพระทัยปรารถนา
แม้นมีเหตุเภทภัยสิ่งใดมาสันหยาจะเป็นหนังหน้าไฟ
ทูลแล้วถวายบังคมลาออกมาจากห้องพิสมัย
แลชม้ายชายดูพระภูวไนยอรไทเร่งรีบดำเนินมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นประวะลิ่มนิ่มนวลเสนหา
แสนสนิทพิศวาสพระราชากัลยาเพลิดเพลินจำเริญใจ
จนนางโฉมยงทรงครรภ์ผ่องแผ้วผิวพรรณแจ่มใส
มิได้ขึ้นเฝ้าพระภูวไนยกลัวจะแจ้งพระทัยพระบิดา
แต่คลึงเคล้าเฝ้าแอบแนบชิดด้วยความแสนสนิทเสนหา
หยอกหยิกซิกซี้กันไปมาไม่คลาดคลาจากแท่นไพชยนต์[๒]

ฯ กล่อม ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นยุขันยอดฟ้าเวหาหน
ภิรมย์สมสู่ด้วยนิรมลผาสุกเป็นพ้นคณนา
ละโบมชมโฉมน้องรักไล้ลูบจูบพักตร์หรรษา
เป็นบรมสุโขโอฬาร์ได้สามเดือนตราไม่แพร่งพราย
ครั้นโฉมประวะลิ่มทรงครรภ์คิดพรั่นกลัวภัยฤทัยหาย
จะอยู่ไปบัดนี้หน้าที่ตายวุ่นวายจะไม่ได้คืนวัง
พระบิตุเรศชนนีจะคอยหาเห็นผิดสัญญาจะคลุ้มคลั่ง
จะมิไปก็ให้พะว้าพะวังรักสุดกำลังที่จะไป
ครั้นจะไปข้างหน้าข้างหลังหายดั่งจะตีตัวตายเสียก่อนไข้
ครั้นว่าจะพานางไปเห็นทรามวัยจะไม่ปรานี
อยู่ไปเห็นไม่เป็นตัวเลยอกเอยมิหนีก็จำหนี
จะให้ลิขิตอยู่ด้วยเทวีแต่ตัวของพี่จะลาไป
แล้วจึงจะกลับมารับน้องไปครองนิเวศกรุงใหญ่
บัดนี้ถึงที่กำหนดไว้แม่อินทรีใหญ่จะพาจร
แม้นแม่ปักษามาถึงผัวจึ่งจะจากดวงสมร
คิดพลางทางแนบนอนกรกอดประวะลิ่มนิ่มนวลจันทร์ ฯ

ฯ กล่อม ๑๖ คำ ฯ



[๑] ต้นฉบับว่า “กรรเจียกเฉิดฉันสร้อยสน” แต่สัมผัสไม่รับกับคำกลอนบทก่อน ในการตรวจชำระครั้งนี้จึงปรับแก้เป็น “กรรเจียกเฉิดฉันงามสม”

[๒] ต้นฉบับว่า “ไม่คลาดคลาจากแท่นทองทรง” แต่สัมผัสไม่ส่งตามบังคับ ในการตรวจชำระครั้งนี้จึงปรับแก้เป็น “ไม่คลาดคลาจากแท่นไพชยนต์”

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ