เล่ม ๒

ช้า

๑๔๗๑ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
สถิตย์แท่นไสยาในราตรี อสุรีรันทดสลดใจ
นิ่งนอนกรก่ายพระวิลาศ ไสยาศน์ไม่ระงับหลับใหล
ลำฦกถึงพงษ์พันธุ์ที่บรรไลย สท้อนถอนฤไทยไปมา
แสนเสียดายอินทรชิตสิทธิศักดิ กุมภกรรฐ์น้องรักยักษา
ทั้งอาไลยไวยราพนัดดา คิดสงสารลูกยาทั้งสิบรถ
แต่ล้วนเรืองฤทธากล้าหาญ ก็วายปราณย่อยยับอัปรยศ
ยิ่งสุดแสนโศกศัลย์รันทด กำสรดสร้อยเศร้าเปล่าอุรา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๔๗๒ พลางลำฦกนึกได้ถึงสหาย เพื่อนตายร่วมรักกันหนักหนา
ชื่อท้าวมูลพลำอันศักดา เปนฝ่ายน่านครปางตาล
จำจะให้ไปเชิญมาช่วยคิด ล้างชีวิตรข้าศึกที่ฮึกหาญ
คนึงนึกตรึกไตรเห็นได้การ พระยามารไม่สนิทนิทรา
ครั้นรุ่งรางส่างแสงสุริยง จึ่งชำระสระสรงทรงภูษา
ประดับเครื่องเรืององค์อลงการ์ เสด็จมาพระโรงรัตน์ชัชวาลย์

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๑๔๗๓ ลดองค์ลงนั่งเหนืออาศน์ พร้อมอำมาตย์มาตยาปรีชาหาญ
จึ่งสั่งเปาวนาสูรขุนมาร จงรีบไปปางตาลนัครา
บอกมูลพลำสหายรัก ว่าข้าศึกฮึกฮักหนักหนา
เราจงใจให้เชิญเสด็จมา ช่วยเข่นฆ่าพี่น้องสองมนุษย์

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๔๗๔ บัดนั้น เสนายักษ์รับสั่งไม่ยั้งหยุด
มาขึ้นควบพาชีตีรุด ออกประตูช่องกุดเผ่นไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๔๗๕ ครั้นถึงปางตาลนัคเรศ ลงจากม้าน่านิเวศน์วังใหญ่
พอได้เวลาก็คลาไคล เข้าไปประนตบทมาลย์

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๑๔๗๖ เมื่อนั้น ท้าวมูลพลำกำแหงหาญ
สถิตย์ที่แท่นรัตน์ชัชวาลย์ อำมาตย์มารหมอบกลาดดาษดา
ตรัสประภาศราชการบ้านเมือง มิให้เคืองบทเรศพระเชษฐา
พอแลเห็นข้าเฝ้าเจ้าลงกา อสุรายิ้มพรายภิปรายทัก
นี่เสนามาไยถึงเมืองเรา จงเล่าแถลงแจ้งประจักษ์
อันพระองค์ทรงยศทศภักตร์ พระยายักษ์อยู่ดีฤๅมีไภย

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๔๗๗ บัดนั้น เปาวนาสูรก้มบังคมไหว้
ทูลว่าพระองค์ทรงภพไตร ใช้ให้มาประนตบทมาลย์
ด้วยบัดนี้มีมนุษย์กับวานร มาราญรอนรุกราษฎ์อาจหาญ
พวกข้าเฝ้าเผ่าพงษ์วงษ์วาน ออกต้านทานเสียทัพอัปรา
อินทรชิตกุมภกรรฐ์ก็บรรไลย ทั้งเสียไพร่พลยักษ์เปนหนักหนา
จึ่งให้เชิญพระองค์ทรงศักดา ขึ้นไปช่วยเข่นฆ่าราวี

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๔๗๘ เมื่อนั้น ท้าวมูลพลำยักษี
โกรธาตาแดงดังอัคคี กระทืบที่แท่นรัตน์แล้วตรัสไป
ดูดู๋พระสหายทำขายหน้า เมื่อแรกหาบอกเล่ากับเราไม่
แต่มนุษย์กับลิงมาชิงไชย ยังควรให้เสียวงษ์พงษ์พันธุ์
กูจะยกจัตุรงค์ไปยงยุทธ ผลาญมนุษย์ลิงป่าให้อาสัญ
แล้วลุกจากแท่นแก้วแพรวพรรณ จรจรัลขึ้นเฝ้าเจ้าภารา

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๑๔๗๙ ครั้นถึงจึ่งประนตบทมาลย์ พระผู้ผ่านนัคเรศเชษฐา
กราบทูลแถลงแจ้งกิจจา โดยดังเสนามาบอกความ

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๔๘๐ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะชาญสนาม
ได้ฟังน้องตรองตรึกการสงคราม อันลักษณ์รามเห็นจะดีมีศักดา
ทศเศียรสุดรู้สู้ไม่ได้ จึ่งใช้เสนาในให้มาหา
จำจะไปด้วยช่วยอนุชา พระตรึกตราแล้วดำรัสตรัสไป
ทศกรรฐ์นั้นเปนสหายเจ้า ก็เหมือนน้องของเรารักใคร่
พี่จะไปด้วยช่วยชิงไชย สังหารให้ไพรินสิ้นชีวา
ตรัสพลางทางสั่งอำมาตย์มาร จัดทหารให้พระน้องเปนกองน่า
ทั้งทัพหลวงเราจะยกยาตรา ไปช่วยเจ้าลงการาวี

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๔๘๑ บัดนั้น กาลสูรรับสั่งไล่เกษี
ถวายบังคมคัลอัญชลี อสุรีรีบออกไปกะเกณฑ์

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๑๔๘๒ จัดทหารกองน่าห้าสมุท ถืออาวุธหอกดาบดั้งเขน
กองหลวงล้วนสันทัดจัดเจน บาญชีเกณฑ์เก้าสมุทอาวุธครบ
ให้ขุนช้างผูกช้างรวางต้น เคยออกศึกฝึกฝนเจนจบ
ทหารม้าชำนาญในการรบ ขี่สินธพถือล้วนทวนแทง
ขุนรถเทียมรถด้วยราชสีห์ เสือหมีมหิงษากล้าแขง
พลเท้าถือแต่พื้นปืนแดง เหี้ยมกำแหงห้าวหาญการณรงค์
แล้วเทียมสองรถมณีที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ลอยรหง
มาเทียบกับเกยสุวรรณบรรจง คอยองค์อสุรีจะลีลา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๔๘๓ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะเชษฐา
จึ่งดำรัสตรัสชวนอนุชา เสด็จมาสรงชลฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๔๘๔ ลูบไล้สุคนธ์ปนปรุง เฟื่องฟุ้งประทิ่นกลิ่นกลั่น
สนับเพลาพลอยรายพรายพรรณ นุ่งยกแย่งสุวรรณกระสันทรง
ห้อยน่าผ้าทิพย์ทองแล่ง ชายแครงเครือกระหนกวิหคหงษ์
โหมดเทศตาดทองฉลององค์ สวมทรงเกราะกระสันกันอาวุธ
คาดปั้นเหน่งเนาวรัตน์ตรัจเตร็จ สังวาลเพ็ชรบานพับประดับบุษย์
ทองกรเก้าคู่ชมพูนุท ทรงมงกุฎกรรเจียกจรจินดา
สอดใส่ธำมรงค์ประจงจัด เพ็ชรรัตน์พร่างพรายทั้งซ้ายขวา
ท้าวสหัสเดชะทรงคทา อนุชาจับหอกฤทธิรอน

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๔๘๕ ครั้นเสร็จเสด็จมาน่าพระลาน พร้อมพหลพลมารชาญสมร
พอฤกษ์ดีกรีธาพลากร เข้าดงดอนเดินหลามไปตามทาง

ฯ ๒ คำ ฯ กราวใน

โทน

๑๔๘๖ รถเอยรถทรง ฝากระจกบรรจงกว้างขวาง
บุษบกบัลลังก์ตั้งกลาง มีห้องหับสำหรับนางบำเรอเรียง
กิเลนลากข้างละหมื่นครื้นครึก ก้องกึกกงลั่นสนั่นเสียง
มิ่งไม้ที่ริมทางข้างเคียง อ่อนเอียงเอนทาบลงราบดิน
คชสารสีหราชผาดผก ตื่นตกใจวิ่งทิ้งถิ่น
พระยาครุธยุดเหยียบนาคินทร์ ก็วางนาคบากบินไปสิมพลี
อันองค์ท้าวเจ้ากรุงปางตาล แสนสำราญพระไทยในวิถี
สาวสุรางค์นางบำเรอดนตรี ขับร้องมโหรีเรื่อยมา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๑๔๘๗ เมื่อนั้น พระยามูลพลำยักษา
ครั้นมาถึงพิไชยลงกา ให้โบกธงสัญญาหยุดยั้ง
แล้วสั่งเปาวนาสูรเสนี อันโยธีสองทัพคับคั่ง
แม้นเข้าในนัคเรศนิเวศน์วัง จะอึงอึกกระทึกทั้งธานี
ท่านรีบไปทูลองค์เจ้าลงกา ว่าเรากับเชษฐามาถึงนี่
ให้พระสหายร่วมชีวี ออกมาเชิญภูมีเข้าภารา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๔๘๘ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษา
คำนับรับสั่งบังคมลา เข้าในทวาราธานี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๔๘๙ ครั้นถึงพระโรงรัตน์ชัชวาลย์ จึ่งก้มกรานกราบประนตบทศรี
ทูลท้าวทศกรรฐ์ทันที บัดนี้พระสหายเสด็จมา
ยับยั้งอยู่นอกนัคเรศ กับพระองค์ทรงเดชเชษฐา
ให้ข้ามาทูลแถลงแจ้งกิจจา จงทราบบาทาฝ่าธุลี

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๔๙๐ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
ทรงสำรวลเริงร่าพาที ครั้งนี้รอดตัวไม่กลัวใคร
พระเชษฐามาด้วยช่วยสงคราม ลักษณ์รามปรปักษ์จะตักไษย
ตรัสพลางทางสั่งเสนาใน กูจะไปรับสองกระษัตรา
จงเทียมราชรถแก้วแพรวพรัน เกณฑ์กุมภัณฑ์แห่แหนให้แน่นหนา
สั่งพลางทางเสด็จมาเกยลา คอยท่าพหลพลไกร
ครั้นโยธาน่าหลังพรั่งพร้อมหมด ขึ้นทรงรถมณีศรีใส
ทหารหอกแห่น่าคลาไคล ตรงไปทวาราธานี

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๑๔๙๑ ถึงกองทัพยับยั้งพลนิกาย พอเห็นพระสหายเรืองศรี
ทั้งทรงเดชเชษฐาธิบดี สถิตย์ที่รถเรียงเคียงกันมา
จึ่งให้เคลื่อนเลื่อนรถเข้าไปใกล้ ถวายบังคมไหว้พระเชษฐา
แล้วปราไสไต่ถามถึงภารา ไพร่ฟ้าผาศุกฤๅทุกข์ไภย

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๔๙๒ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะเปนใหญ่
มูลพลำมารชาญไชย จึ่งว่าไม่ขัดเคืองที่เมืองเรา
อุดมทั้งเข้าปลากระยาหาร ไม่มีการวิโยคโศกเศร้า
ไพร่ฟ้าผาศุกทุกค่ำเช้า สุริวงษ์พงษ์เผ่าก็พร้อมพรัก
บัดนี้แจ้งว่าปัจจามิตร มาประชิดลงกาอาณาจักร
จึ่งรีบยกพหลพลยักษ์ มาช่วยการหาญหักไพรี

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๔๙๓ เมื่อนั้น ทศเศียรตอบสนองสองยักษี
เสด็จยกโยธามาครั้งนี้ พระคุณล้นพ้นที่จะเปรียบปาน
ขอเชิญสองพระองค์ทรงเดช เข้าในนัคเรศราชฐาน
จะได้พักพหลพลมาร ให้สำราญรื่นเริงบรรเทิงใจ
ว่าพลางทางสั่งสารถี ให้กลับรถมณีศรีใส
นำทัพขับพหลสกลไกร เข้าในประตูพระบูรี

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๔๙๔ ครั้นถึงวังยั้งหยุดโยธา จึ่งเชิญสองอสุราเรืองศรี
ต่างองค์ลงจากรถมณี เข้าสู่ที่ท้องพระโรงรจนา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ เจรจา

๑๔๙๕ สามกระษัตริย์ทรงนั่งบัลลังก์อาศน์ พร้อมอำมาตย์เฝ้าฝ่ายซ้ายขวา
พนักงานเชิญเครื่องเนื่องมา ตั้งถวายพระยาอสุรี

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๔๙๖ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษี
จึ่งตรัสถามทศกรรฐ์ทันที พี่นี้นึกแหนงแคลงใจ
อันมนุษย์สองรากับวานร ความคิดฤทธิรอนเปนไฉน
ซึ่งพวกเราเฝ้าอัปราไชย ขัดขวางอย่างไรอนุชา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๔๙๗ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรทูลแก้หน้า
อันมนุษย์พี่น้องสองรา ดูปัญญาความคิดติดยังเยาว์
แต่พวกยักษ์ฆ่าตายลงหลายครั้ง ครั้นลับหลังแล้วฟื้นขึ้นมาเล่า
เหตุทั้งนี้พิเภกพวกเรา มันไปเข้าเปนใจด้วยไพริน
ถึงจะคิดกลศึกฦกลับ มันบอกกับมนุษย์เสียสุดสิ้น
จึ่งเสียวงษาข้าแผ่นดิน ก็เพราะไอ้ใจทมิฬมันคิดคด
สองกระษัตริย์เสด็จมาครานี้ เห็นไพรีจะมอดม้วยหมด
ข้าจะได้แก้แค้นแทนทด ให้ปรากฎเกียรดิไว้ในโลกา

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๔๙๘ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะเชษฐา
โกรธเกรี้ยวเคี้ยวฟันสนั่นฟ้า แล้วตรัสว่าดูดู๋เปนถึงเช่นนี้
ชิชะช่างกระไรไอ้พิเภก โหยกเหยกหยาบช้าจะฆ่าพี่
ทั้งมนุษย์ลิงไพรไพรี วันนี้เล่นกันไม่พรั่นพรึง
จะเสี่ยงสับสูบเลือดเชือดเนื้อ แต่กระบี่มิให้เหลือสักตัวหนึ่ง
ลุกขึ้นกระทืบเตียงเสียงอึง มันอยู่ถึงไหนไปจะไคลคลา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๔๙๙ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษา
จึ่งทูลว่าพระองค์ทรงศักดา เสด็จมาป่ากว้างทางไกล
เห็นพวกพลนิกรอ่อนกำลัง จงยับยั้งหยุดอยู่สักครู่ใหญ่
ว่าพลางทางสั่งเสนาใน จะเล่นให้เปนศุขสนุกสบาย
จงจัดเครื่องหวานคาวเหล้ายา ถวายพระเชษฐากับสหาย
เลี้ยงทั้งพวกพหลพลนิกาย ให้ไพร่นายอิ่มหนำสำราญ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๑๕๐๐ บัดนั้น มโหทรคำนับรับบรรหาร
ออกมาทิมกรมวังสั่งการ พนักงานของใครให้จัดแจง

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๕๐๑ บัดนั้น นางวิเสศเครื่องใหญ่ครั้นได้แจ้ง
ช่วยกันระดมต้มแกง ไก่พแนงเนื้อพล่าปลาทอดมัน
ทั้งห่อหมกหมูแนมแกล้มเหล้า ยำเต่าเป็ดผัดมัดสมั่น
แล้วเทียบทานหวานคาวครบครัน เอาเหล้ากลั่นใส่ขวดตรวจตรา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๕๐๒ บัดนั้น สาวสรรค์พนักงานซ้ายขวา
ต่างคนจัดแจงแต่งกายา ผัดหน้าเปนนวลยวนใจ
นุ่งยกอย่างดีสีม่วงตอง ห่มสไบกรองทองผ่องใส
ครั้นเสร็จก็พากันคลาไคล เชิญเครื่องเนื่องไปแต่ในวัง

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๑๕๐๓ ครั้นถึงพระโรงรัตน์ชัชวาลย์ ค่อยแหวกม่านคลานมาน่าที่นั่ง
ตั้งเครื่องสุวรรณบนบัลลังก์ แล้วกราบบังคมคัลอัญชลี
ลางนางบ้างเข้ารินสุรา ถวายสามพระยายักษี
บ้างอยู่งานโบกปัดพัดวี ทำท่วงทีชม้ายชายตา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๐๔ เมื่อนั้น สามพระองค์ทรงศักดิยักษา
เสวยเหล้ากลั่นเข้มเต็มประดา จนลืมตาไม่ขึ้นมึนเมา
ต่างองค์ทรงถือตะเกียบจ้อง คีบของกินแกล้มแกมกับเหล้า
แล้วพูดถึงการรบตบพระเพลา กำลังเมาสรวลสันต์สนั่นดัง

ฯ ๔ คำ ฯ เส้นเหล้า เจรจา

๑๕๐๕ บัดนั้น สาวสุรางค์นางบำเรอพร้อมพรั่ง
คลานมาน่าสุวรรณบัลลังก์ ถวายบังคมคัลวันทา

ฯ ๒ คำ ฯ

เบ้าหลุด

๑๕๐๖ จึ่งจับระบำรำฟ้อน ทอดกรกรีดกรายซ้ายขวา
ตีวงเวียนไขว่กันไปมา ทำท่วงทีกิริยาแยบคาย
แล้วทวนทบตระหลบหลีกเลี่ยง เคล้าคลอรอเรียงเมียงม่าย
หันเหียนเปลี่ยนแทรกมาข้างซ้าย แล้วย้ายมาขวาทำท่าทาง
ซ้อนจังหวะประเท้าเคล่าคล่อง เปนทำนองมยุเรศฟ้อนหาง
เวียนรวันหันวงอยู่ตรงกลาง กำนัลนางนารีปรีดา

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

ร่าย

๑๕๐๗ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะเชษฐา
กับทั้งมูลพลำอนุชา ทัศนานางรำรบำบรรพ์
ให้เพลิดเพลินพระไทยใหลหลง ด้วยรูปทรงสำอางดังนางสวรรค์
ดูพลางทางประภาศพูดจากัน เกษมสันต์สรวลเสเฮฮา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๕๐๘ บัดนั้น วิเสศนอกบอกกันมาพร้อมหน้า
จัดแจงแต่งสำรับกับเข้าปลา แล้วยกมาตั้งเรียงเลี้ยงไพร่พล
พวกเจ๊กเจ้ากระทรวงตวงเหล้าเข้ม ใส่เต็มตุ่มหามตามถนน
เที่ยวแจกจ่ายรายตั้งทั้งคนน เลี้ยงพวกพหลพลโยธา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๕๐๙ บัดนั้น พลนิกายนายไพร่พร้อมหน้า
ล้อมสำรับกับเข้ากินเหล้ายา เต็มประตาดุดันเอากันเอง
บ้างอวดกล้าว่ากูความรู้มาก ตีฝีปากโป้งโหยงโฉงเฉง
บ้างนั่งล้อมพร้อมพรักล้วนนักเลง ร้องเพลงไก่ป่าฮาเฮ
ที่เมามายมุทลุงุงะ ทำเอะอะอึกกระทึกฮึกขี้เหร่
เที่ยวพาลด่าพาโลโสเก เดินสดุดทรุดเซเก้กัง
บ้างลุกขึ้นยืนหยัดซัดชาตรี เพื่อนตีกรับพร้อมล้อมน่าหลัง
บ้างวิวาททุ่งเถียงเสียงดัง อึงอึกกระทึกทั้งเมืองลงกา

ฯ ๘ คำ ฯ เส้นเหล้า

๑๕๑๐ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษา
เสร็จเสวยเอมโอชโภชนา พอเพลาสายแสงอโนไทย
จึ่งว่ากับทศภักตร์ยักษี จะนิ่งอยู่อย่างนี้ก็มิได้
พี่กับอนุชาจะลาไป ลุยไล่สังหารผลาญไพรี

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๑๑ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษี
ชื่นชมสมถวิลยินดี อัญชลีแล้วช่วยอวยพร

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๕๑๒ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะชาญสมร
ทั้งมูลพลำฤทธิรอน รับพรเจ้าลงกาธานี
แล้วจัดแจงแต่งองค์ทรงเครื่อง รุ่งเรืองจำรัสรัศมี
จับพระแสงสาตราเคยราวี ออกมาที่พักพหลพลมาร

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๑๕๑๓ ให้นายหมวดตรวจตราโยธาทัพ พร้อมสรรพม้ารถคชสาร
พอได้ฤกษ์เบิกทางโขลนทวาร โห่ร้องก้องสท้านออกจากวัง

ฯ ๒ คำ ฯ กราว เชิด

๑๕๑๔ ครั้นถึงที่รณรงค์ยงยุทธ จึ่งยั้งหยุดโยธาน่าหลัง
ให้โห่สามลาลั่นสนั่นดัง พร้อมพรั่งตั้งรายริมชายไพร

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๑๕๑๕ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
เสด็จออกนั่งน่าพลับพลาไชย สำราญราชหฤไทยทรงธรรม์
พรั่งพร้อมเสนาวานร หมู่กระบี่นิกรล้วนแขงขัน
พระทรงคิดกิจการผลาญกุมภัณฑ์ ยังมิทันว่าขานประการใด
ได้ยินเสียงโห่สนั่นลั่นเลื่อน พสุธาสเทื้อนสท้านไหว
ผงคลีกลุ้มคลุ้มกลบตระหลบไป ต่อจะเปนทัพใหญ่ในลงกา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๑๕๑๖ ตริพลางทางมีบรรหาร ถามโหราจารย์ยักษา
วันนี้ทัพใหญ่ใครยกมา เสียงคึกคักหนักหนากว่าทุกที

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๕๑๗ บัดนั้น พิเภกประนตบทศรี
พิเคราะห์ดูรู้ความตามคัมภีร์ อัญชลีทูลแถลงแจ้งกิจจา
อันนายทัพครั้งนี้มีตระบะ ชื่อสหัสเดชะเชษฐา
กับมูลพลำอนุชา สหายเจ้าลงกาพระยามาร
พี่ชายพันภักตร์สองพันกร ฤทธิรอนร้ายกาจอาจหาญ
ทั้งสองครองกรุงปางตาล มาช่วยการรณรงค์สงคราม

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๕๑๘ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทั้งสาม
ฟังพิเภกทูลแถลงแจ้งความ เห็นสงครามหนักหนากว่าทุกที
จึ่งดำรัสตรัสสั่งสุครีพ จงเร่งรีบจัดพลกระบี่ศรี
เราจะยกยาตราเวลานี้ ไปต่อตีขุนมารชาญไชย

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๑๙ บัดนั้น สุครีพเสนาอัชฌาไศรย
รับสั่งบังคมพระภูวไนย ออกไปที่กว้างข้างพลับพลา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๑๕๒๐ เกณฑ์กระบวนโยธาน่าหลัง อิกทั้งเกียกกายซ้ายขวา
สารวัดนายหมวดตรวจตรา โยธาพร้อมเพรียงเสียงครื้นเครง
บ้างแบกปืนนกสับขับขี่เสือ ใส่เสื้อสักลาดคาดเขนง
เหล่าพวกลิงถุงนุ่งกางเกง ขี่อีเก้งถือพร้าร่าเริง
บ้างได้ผ้าลงยันต์พันโพกหัว แต่งตัวเหน็บกระบี่ขี่วัวเถลิง
บ้างแกว่งขวานขึ้นนั่งหลังแรดเพลิง โลดลำพองลองเชิงออกนำทาง
บ้างขึ้นขี่ช้างพังนั่งต่อต่อ ตั้งแต่ฅอหลามล้นไปจนหาง
แล้วเลื่อนราชรัถาเข้ามาพลาง ประทับเกยแก้วข้างทวารา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๕๒๑ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
ชวนพระลักษณ์ลีลาศยาตรา มาสรงชลบนศิลาบัลลังก์รัตน์

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๕๒๒ ทรงสุคนธ์ปนปรุงจรุงใจ ลูบไล้กรีดกรายปลายพระหัดถ์
เหล่าลิงหมอบกรานอยู่งานพัด สองกระษัตริย์สอดซับสนับเพลา
นุ่งยกแย่งอย่างต่างกัน กรวยเชิงสามชั้นฉลุเฉลา
ฉลององค์เลื่อมลายพรายเพรา ปั้นเหน่งเนาวรัตน์จำรัสเรือง
กรองสอสังเวียนวิเชียรช่วง ทับทรวงสายสร้อยห้อยเฟื่อง
พาหุรัดรจนาค่าเมือง ทองกรประดับเนื่องเรืองรยับ
ธำมรงค์ลงยาราชาวดี มงกุฎแก้วมณีสีสลับ
ห้อยอุบะเพ็ชรแพรวแวววับ ต่างจับศรสิทธิ์ฤทธิไกร

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๕๒๓ ครั้นเสร็จลีลาศยาตรา ลงจากพลับพลาที่อาไศรย
พอฤกษ์ดีตีฆ้องเอาไชย สั่งให้เคลื่อนพหลพลนิกาย

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๑๕๒๔ รถเอยราชรถทรง ขององค์อินทรามาถวาย
แอกอ่อนงอนรหงธงปลาย แท่นท้ายที่นั่งบัลลังก์รัตน์
เทียมเทพพาชีมีกำลัง พระลักษณ์นั่งน่ารถประนตหัดถ์
เครื่องสูงสองแถวแนวพนัศ กรรชิงฉัตรชุมสายพรายโพยม
เสียงฆ้องกลองตีมี่ก้อง แซ่ซ้องสังข์แตรแห่โหม
เหล่าทหารโห่ฮึกครึกโครม พิภพเพียงจะโทรมทรุดลง
พวกพลแออัดยัดเยียด เหยียบไม้ไล่เลอียดเปนผุยผง
พระเร่งทัพขับราชรถทรง หมายตรงมาสมรภูมิไชย

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๑๕๒๕ บัดนั้น โยธาวานรน้อยใหญ่
ครั้นถึงทิวไม้รายริมชายไพร ทัพไชยประทะปะกัน
เห็นจอมพลบนราชรัถา กายากำยำล่ำสัน
พันเศียรซับซ้อนกรสองพัน เนตรนั้นโชติช่วงดังดวงดาว
ต่างตกใจวิ่งทิ้งอาวุธ อุตลุตแล่นหนีมี่ฉาว
บ้างบุกเข้ารกเรี้ยวเกรียวกราว นายบ่าวแตกกระจัดพลัดแพลง
ลางลิงล้มลุกจุกเจ็บป่วย เห็นเหวห้วยหินหุบเข้าฟุบแฝง
บ้างมุดเข้าใต้ขอนนอนตะแคง ที่มีแรงก็ยิ่งวิ่งวุ่นไป

ฯ ๘ คำ ฯ รัว

๑๕๒๖ เมื่อนั้น พระหริวงษ์หวาดจิตรคิดสงไสย
เห็นโยธีหนียักษ์เข้าพงไพร จะห้ามไว้ไม่หยุดสุดปัญญา
ยังยืนสู้อยู่แต่ทหารเอก กับพระยาพิเภกยักษา
จึ่งไต่ถามตามจิตรคิดสงกา เหตุไฉนไยมาเปนดังนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๒๗ บัดนั้น พิเภกพิดทูลถ้วนถี่
อันสหัสเดชะอสุรี มันใหญ่หลวงพ่วงพีพ้นนัก
ทั้งได้พรหรหมมานหาญฮึก ให้ข้าศึกเกรงฤทธิ์สิทธิศักดิ
เหล่ากระบี่มิอาจอยู่รอภักตร์ จึ่งหนียักษ์แยกย้ายกระจายไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๒๘ เมื่อนั้น พระราเมศรัศมีศรีใส
ฟังทูลแถลงแจ้งพระไทย จึ่งดำรัสตรัสใช้อนุชา
กับสุครีพนิลนนท์หณุมาน องคตชมภูพาลหาญกล้า
จงรีบไปไล่ต้อนโยธา ให้กลับคืนเข้ามาอย่าช้าที

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๒๙ เมื่อนั้น พระลักษณ์รับสั่งใส่เกษี
ชวนบรรดาวานรเสนี เที่ยวกู่เรียกโยธีมี่อึงมา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๕๓๐ เมื่อนั้น องค์ท้าวพันภักตร์ยักษา
เห็นมนุษย์ยืนรถรัตนา กับกระบี่สี่ห้าหกเจ็ดตัว
ชี้พระหัดถ์ตรัสบอกแก่อำมาตย์ ทศเศียรแสนขี้ขลาดชาติชั่ว
สงครามเท่านี้เองยังเกรงกลัว มันน่าหัวร่อเล่นพึ่งเห็นใจ
เราจะฆ่าวานรกับมนุษย์ เสียสง่าอาวุธหาควรไม่
บ่นพลางทางคิดเคืองพระไทย สั่งให้เลิกทัพกลับมา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๕๓๑ เมื่อนั้น พระยามูลพลำยักษา
เห็นองค์อสุรีพี่ยา เลิกล่ากองทัพกลับไป
มิได้รู้เหตุผลต้นปลาย กลัวพระสหายจะติได้
จึ่งให้กลับรถแก้วแววไว ขับพลสกลไกรตามมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๕๓๒ ครั้นถึงจึ่งเข้าเคียงรถ น้อมประนตบทเรศพระเชษฐา
แล้วทูลว่าพระองค์ทรงศักดา เสด็จมาช่วยการผลาญไพรี
จนทัพไชยได้ประทะถึงกัน ยังมิทันรบลิงก็วิ่งหนี
เห็นไฉนให้กลับโยธี ภูมีจะไปหนตำบลใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๓๓ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะแถลงไข
เดิมสหายของเจ้าเล่าความไว้ ว่าศึกใหญ่แกล้วกล้าเปนน่ากลัว
เมื่อตะกี้พี่เห็นพวกไพริน จะจับปันกันกินก็ไม่ทั่ว
มนุษย์กับลิงป่าห้าหกตัว ทศกรรฐ์แค่นกลัวชั่วเหลือใจ
จะให้เราเผ่าพงษ์กระษัตรา มาเข่นฆ่าลิงค่างเหมือนอย่างไพร่
พี่อับอายเทวาสุราไลย จะเลิกทัพกลับไปยังภารา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๕๓๔ เมื่อนั้น พระยามูลพลำจึ่งซ้ำว่า
อันถ้อยคำขององค์เจ้าลงกา เห็นน่าจะจริงทุกสิ่งไป
แรกมนุษย์ยกมาดูหนาแน่น โยธาทัพนับแสนอสงไขย
หากพระองค์ทรงเดชเดโชไชย ด้วยได้พรบรมพรหมมาน
ปัจจามิตรคิดขยาดย่อท้อ ไม่อาจรอเข้ามาตรงน่าฉาน
ขอพระองค์จงได้โปรดปราน กลับไปผลาญชีวาปัจจามิตร

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๕๓๕ เมื่อนั้น องค์ท้าวพันภักตร์ประจักษ์จิตร
จึ่งตรัสตอบชอบแล้วพี่ลืมคิด ปัจจามิตรเกรงเราเพราะเท่านี้
กระนั้นเจ้าจงไปไล่ต้อน โยธาวานรที่หลบหนี
ให้มันออกนอกป่ามาทางนี้ จะให้หมู่อสุรีรุมจับไว้

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๓๖ เมื่อนั้น พระยามูลพลำบังคมไหว้
จึ่งพาพวกพหลพลไกร ลดเลี้ยวเที่ยวไปทุกตำบล
ปะเหล่าลิงค่างกลางป่า โยธาไล่จับสับสน
เห็นเซิงซุ้มพุ่มไม้เข้าไปค้น พบพลกระบี่ตีต้อนไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๕๓๗ บัดนั้น เหล่าลิงวิ่งหอบเหื่อไหล
ต่างมาร่วมทางกลางไพร แลไปเห็นพระอนุชา
ทั้งสุครีพนิลนนท์หณุมาน เหล่าทหารดีใจเข้าไปหา
พอเห็นพวกกุมภัณฑ์กระชั้นมา ก็กลับหน้าคอยสู้อสุรี

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๓๘ เมื่อนั้น พระยามูลพลำยักษี
เห็นมนุษย์น้อยหนุ่มคุมกระบี่ ทำท่วงทีตั้งทัพจะรับรบ
จึ่งร้อยเย้ยเหวยมนุษย์นามใด เที่ยวพาไพร่พลลิงวิ่งหลีกหลบ
เราเที่ยวหาช้านานพึ่งพานพบ จงเร่งมาน้อมนบอภิวันท์

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๓๙ เมื่อนั้น พระลักษณ์ฤทธิแรงแขงขัน
จึ่งว่าเหวยอสุราอาธรรม์ อย่าดุดันหยาบช้าพาที
นามกรเราฤๅชื่อพระลักษณ์ เปนน้องพระหริรักษ์เรืองศรี
มาสกัดตัดเศียรอสุรี ไม่หลบลี้หนีเร้นอย่าเจรจา
ท่านนี้มีนามกรใด บังอาจใจฮึกฮักหนักหนา
ช่างอวดว่าตัวดีมีศักดา ครั้งนี้ชีวาจะม้วยมิด

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๕๔๐ เมื่อนั้น พระยามูลพลำซ้ำเคืองจิตร
จึ่งว่าเหวยพระลักษณ์อย่าพักคิด กระจิริดเท่านั้นไม่คัณนา
เราฤๅชื่อมูลพลำ เลิศล้ำฦๅฤทธิ์ทุกทิศา
เปนสหายกับองค์เจ้าลงกา อุปราชฝ่ายน่าปางตาล
จะมาจับคนร้ายนายลิง ที่เที่ยวชิงสมบัติพัศถาน
ว่าพลางทางขับพลมาร ให้หักหาญเข่นฆ่าราวี

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๕๔๑ บัดนั้น พวกอสุรศักดิยักษี
ต่างคนสำแดงแผลงฤทธี เข้าโจมตีทัพน่าวานร
พุ่งซัดสาตราอาวุธ อุตลุดไล่ลิงยิงด้วยศร
บ้างแกว่งง้าวหลาวโล่ห์โตมร ไล่ต้อนตีทัพจับกุม

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๔๒ บัดนั้น พวกวานรหนุนเพื่อนเข้าเกลื่อนกลุ้ม
ได้ทีตีกระทบรบรุม เปนกลุ่มกลุ่มกลอกกลับจับประจัญ
พวกลิงชิงอาวุธฉุดชัก สังหารยักษ์โยธาอาสัญ
ว่องไวไล่พิฆาฏฟาดฟัน กุมภัณฑ์แพ้พ่ายวายปราณ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๕๔๓ เมื่อนั้น พระยามูลพลำกำแหงหาญ
เห็นเหล่าลิงไล่บุกรุกราญ พลมารแตกตายกระจายไป
จึ่งโจนจากรถทรงองอาจ กระทืบทำสิงหนาทหวาดไหว
ขยับหอกกลอกแกว่งดังแสงไฟ โลดไล่แทงลิงกลิ้งเกลื่อนมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๕๔๔ เมื่อนั้น น้องพระอวตารหาญกล้า
เห็นมูลพลำทำศักดา พระกริ้วโกรธโกรธาเข้าราวี
ขึ้นเหยียบเข่าขุนมารทยานยุด กลอกกลับสัปรยุทธยักษี
รับรองป้องกันประจันตี ถ้อยทีหนีไล่พัลวัน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๕๔๕ เมื่อนั้น พระยามูลพลำแขงขัน
ไม่ย่อท้อต่อแย้งแทงฟัน เข้าประจัญโจมจับกับพระลักษณ์
ครั้นเห็นว่าไพรีมีกำลัง ทำถอยหลังฬ่อลวงหน่วงหนัก
กลับกลอกหอกแก้วของขุนยักษ์ หมายมุ่งพุ่งพระลักษณ์ปักอุรา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง โอด

๑๕๔๖ บัดนั้น สุครีพตระหนกตกประหม่า
เข้าประคองน้องนารายน์ฟายน้ำตา ให้โยธาทั้งนั้นออกกันไว้

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๕๔๗ บัดนั้น วายุบุตรฉุดหอกออกเสียได้
แล้วอ่านอาคมขลังตั้งใจ เป่าให้แผลติดสนิทดี

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๑๕๔๘ เมื่อนั้น พระลักษณ์ฟื้นยืนเขม้นเห็นยักษี
กริ้วโกรธโกรธาพาที ครั้งนี้ตัวมึงจะถึงตาย
ว่าพลางทางขยับจับศร ทอดกรเอี้ยวองค์ก่งสาย
เหนี่ยวน้าวก้าวชำเลืองเยื้องกราย มุ่งหมายกุมภัณฑ์แล้วลั่นไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๕๔๙ ลูกศรลอยเลื่อนเกลื่อนกล่น ไปถูกพลพวกยักษ์ตักไษย
แล้วต้ององค์พระยามารชาญไชย ล้มดิ้นสิ้นใจมรณา

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๑๕๕๐ ครั้นเสร็จสังหารผลาญยักษ์ พระลักษณ์เกษมสันต์หรรษา
จึ่งพาพวกพลไกรไคลคลา กลับมาเฝ้าพระอวตาร

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๕๕๑ ครั้นถึงจึ่งนั่งน้อมประนต พร้อมหมดมาตยาโยธาหาญ
พระลักษณ์ทูลแถลงแจ้งการ เหมือนรอนราญอสุรีมีไชย

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๕๕๒ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
ชื่นชมโสมนัศตรัสไป ขอบใจคำแหงหณุมาน
ความชอบหนักหนาครานี้ ผู้ใดไม่มีเสมอสมาน
พลางปฤกษาว่าเรื่องราชการ อันขุนมารพี่น้องสองรา
บัดนี้น้องชายวายชนม์ แต่ไพร่พลหนีไปได้หนักหนา
เห็นท่วงทีพี่ชายจะกลับมา เราคอยท่าห้ำหั่นให้บรรไลย

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๕๕๓ บัดนั้น พิเภกโหราอัชฌาไศรย
จึ่งทูลพระอวตารชาญไชย ขอพระองค์จงได้ตรึกตรา
อันสหัสเดชะอสุรี ฤทธีเชี่ยวชาญหาญกล้า
ได้พรบรมพรหมา ทั้งคทาธรเพ็ชรวิเศษนัก
ถ้าแม้นชี้ข้างต้นคนก็ตาย ชี้ข้างปลายกลับเปนเห็นประจักษ์
จงดำริห์ตริการผลาญยักษ์ หาญหักอย่าให้ใกล้เข้ามา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๕๕๔ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ฟังทูลแถลงแจ้งกิจจา พระตรึกตราแล้วดำรัสตรัสไป
ดูก่อนหณุมานชาญชิต ท่านเรืองฤทธิ์แกล้วกล้าอัชฌาไศรย
จงไปอยู่ต้นทางกลางไพร คิดอ่านผลาญไอ้อสุรา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๕๕ บัดนั้น วายุบุตรคำนับรับอาสา
ก้มกรานคลานคล้อยถอยออกมา แผลงศักดาเหาะลิ่วปลิวไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๕๕๖ ครั้นถึงหว่างเวิ้งเชิงคิรี จำเภาะมีทางเดินเนินไศล
จึ่งเหาะตรงลงยืนยังร่มไม้ ตรึกไตรตรองการจะราญรอน
พิเภกว่าอาวุธมันมีฤทธิ์ จำจะคิดปลิ้นปลอกหลอกหลอน
ลวงเอาสาตราคทาธร ให้ได้ไว้ก่อนจึ่งชิงไชย
ตริแล้วหณุมานชาญชิต สำรวมจิตรนบนิ้วประนมไหว้
โอมอ่านพระเวทเกรียงไกร ตั้งใจจำแลงแปลงกายา

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๑๕๕๗ กลายเปนกระบี่กะจิริด ยืนบิดขี้เกียจเหยียดแขนขา
แล้วขึ้นบนต้นกร่างข้างมรรคา คอยท่าพระยามารชาญไชย

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๕๕๘ บัดนั้น พวกยักษ์เหลือตายทั้งนายไพร่
หนีลิงวิ่งลนด้นดั้นไพร เข้าในรกเรี้ยวเกรียวมา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๕๕๙ ถึงทัพท้าวสหัสเดชะ พบปะเพื่อนกันสั่นเกษา
จึ่งเข้าไปทูลแถลงแจ้งกิจจา เหนื่อยมาหอบฮักกระอักกระไอ
แล้วว่าพระอนุชาพาพวกพล ไปเที่ยวค้นคว้าหาในป่าใหญ่
พบพระลักษณ์นายลิงเข้าชิงไชย ภูวไนยปลดปลงในสงคราม

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๕๖๐ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะชาญสนาม
ได้ฟังพวกอสูรทูลความ เข่นเขี้ยวเคี้ยวกรามโกรธา
เหม่เหม่มนุษย์ทุจริต ทนงจิตรฮึกฮักหนักหนา
ผลาญน้องกูตายวายชีวา กูจะฆ่าให้ม้วยไปด้วยกัน
ว่าพลางทางกระทืบรถทรง กำกงก้องสเทือนเลื่อนลั่น
ให้ยกทัพขับพวกพลกุมภัณฑ์ ยัดเยียดเบียดกันไปกลางทาง

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๕๖๑ เมื่อนั้น วายุบุตรอยู่บนต้นกร่าง
เห็นกองทัพธงทิวปลิวคว้าง มาตามหว่างคิรีก็ปรีดา
มองเขม้นเห็นใกล้ดังใจจง กระโดดลงกลางทางหว่างรัถา
ทำวิ่งวนลนลานด้วยมารยา เหลียวน่าเหลียวหลังรวังรไว

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๖๒ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะคิดสงไสย
จึ่งรอรถที่นั่งสั่งพลไกร จงจับไอ้ลิงป่ามาให้กู

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๕๖๓ บัดนั้น พวกพลอลหม่านทุกหมวดหมู่
เข้าล้อมน่าล้อมหลังพรั่งพรู จับได้ลิงเผือกผู้พามา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๕๖๔ เมื่อนั้น องค์ท้าวพันภักตร์ยักษา
มิได้แจ้งแห่งกลมารยา สำคัญว่าลิงค่างกลางดงดาน
จึ่งแกล้งทำคึกคักซักไซ้ มึงชื่อเรียงเสียงไรไอ้เดียรฉาน
ทำไมจึ่งเผ่นโผนโจนทยาน มาวิ่งผ่านหน้ากูดูเบา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๖๕ เมื่อนั้น ลิงจำแลงแกล้งทำเปนหงอยเหงา
จึ่งลวงหลอกบอกความตามลำเนา ข้าพเจ้าชื่อสังขวานร
เปนลูกหมู่อยู่ด้วยองค์พระราม ทำสงครามมิใคร่ได้หยุดหย่อน
กลางวันนั้นใช้ให้หาบคอน กลางคืนนอนจุกช่องที่กองทัพ
จึ่งหลบลี้หนีมาในป่ากว้าง ขึ้นอยู่บนต้นกร่างจนม่อยหลับ
เสียงโยธามาใกล้ตกใจวับ คิดว่าเขาตามจับก็โจนมา
ซึ่งจาบจ้วงล่วงลัดตัดน่าฉาน จงประทานยกโทษโปรดเกษา
ข้าขอถามพระองค์ทรงศักดา เสด็จมาแต่ตำบลหนใด

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๕๖๖ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะเปนใหญ่
สำคัญคิดว่าจริงทุกสิ่งไป หลงใหลเล่ห์กลหณุมาน
จึ่งว่าเหวยไอ้สังขวานร มึงทุกข์ร้อนร่ำว่าน่าสงสาร
อันตัวกูผู้บำรุงกรุงปางตาล จะยกมาสังหารผลาญลักษณ์ราม
แม้นมึงยังคั่งแค้นมนุษย์อยู่ ไปกับกูเถิดเองอย่าเกรงขาม
จะได้ดูรณรงค์สงคราม กูจะฆ่าลักษณ์รามให้บรรไลย

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๕๖๗ เมื่อนั้น ลิงเล็กลูกพระพายหมายได้
แกล้งทำทีดีเนื้อดีใจ ข้าขอไปด้วยองค์พระทรงธรรม์
แม้นชนะพระรามเหมือนอย่างว่า จะเริงร่าหัวเราะเยาะหยัน
ผู้ใดที่ตีด่าข้านั้น จะสับฟันแก้แค้นแทนทด

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๕๖๘ เมื่อนั้น พระยามารฟังลิงเห็นจริงหมด
จึ่งให้ขึ้นนั่งสบายบนท้ายรถ แล้วขับทศโยธาคลาไคล

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๕๖๙ เมื่อนั้น หณุมานหมายชนะกะได้
แกล้งตบมือหัวเราะเยาะไยไพ หลอกให้แล้วทำรำฟ้อน

ฯ ๒ คำ ฯ กราวรำ

๑๕๗๐ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะชาญสมร
เห็นท่วงทีกิริยาวานร หลอกหลอนโลดเต้นเล่นตัว
ให้กริ้วโกรธโกรธาด่าประจาน ไอ้โว้เว้เดรฉานชาติชั่ว
ไม่มีความยำเยงเกรงกลัว มึงมาหัวเราะร่ำทำอะไร

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๗๑ เมื่อนั้น วายุบุตรกล่าวแกล้งแถลงไข
ข้าได้พึ่งพระองค์ผู้ทรงไชย ความดีใจสุดที่จะชี้แจง
ถึงพระรามเห็นข้าจะด่าทอ ไม่ย่อท้อคงเถียงจนเสียงแห้ง
ไอ้เจ้าขุนมุลนายที่ร้ายแรง ข้าจะแกล้งหลอนหลอกกลอกหน้าตา
จึ่งตบมือหัวเราะเพราะเท่านี้ ไม่ลบหลู่ภูมีเหมือนอย่างว่า
ขอพระองค์จงได้เมตตา อดโทษโปรดข้าปัญญาเยาว์

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๕๗๒ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะโฉดเฉา
สำรวลร่าว่ากูไม่รู้เค้า เองหัวเราะเยาะเขาก็แล้วไป
ว่าพลางทางเคลื่อนโยธา แสนสุรเสนาน้อยใหญ่
โห่ร้องก้องป่าพนาไลย เร่งให้ขับรถบทจร

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๕๗๓ เมื่อนั้น ลูกพระพายหลายเล่ห์หลอกหลอน
จะลวงเอาสาตราคทาธร ราญรอนกุมภัณฑ์ให้บรรไลย
จึ่งแกล้งทำกอดเข่าเจ่าจุก เปนทุกข์เปนร้อนถอนใจใหญ่
สอึกสอื้นอู้อี้พิรี้พิไร ร้องไห้ร้องห่มไม่ประสมดี

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๑๕๗๔ เมื่อนั้น ห้าวสหัสเดชะยักษี
จึ่งว่าน่าแค้นจริงลิงตัวนี้ มันจู้จี้กวนใจกระไรเลย
เมื่อตะกี้หัวร่อครั้นต่อว่า เดี๋ยวนี้มาร้องไห้ได้เฉยเฉย
ฤๅคิดถึงนายมุลที่ค้นเคย อย่ากลัวเลยเล่าความตามจริงไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๗๕ เมื่อนั้น ลิงจำแลงแต่งกลแก้ไข
ข้าคิดขัดสนจนใจ จึ่งร้องไห้รักตัวกลัวตาย
ด้วยพระรามพระลักษณ์ศักดา ชังข้าพยาบาทมาดหมาย
ถ้าชิงไชยชุลมุลวุ่นวาย อยู่ที่ท้ายรถไชยเห็นไม่พ้น
ครั้นจะคิดรบรับสัปรยุทธ เครื่องสาตราอาวุธก็ขัดสน
ครั้งนี้เห็นว่าเข้าตาจน จึ่งกระวนกระวายฟายน้ำตา
ยังเห็นแต่พระองค์ทรงธรรม์ ถือพระแสงสองพันหัดถา
อาวุธสิ่งใดดีมีศักดา ประทานข้าสักอันพอกันตัว

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๑๕๗๖ เมื่อนั้น ห้าวสหัสเดชะยิ้มหัว
จึ่งว่าไอ้ลิงป่ามึงอย่ากลัว กูจะให้กันตัวเต็มดี
อันเทพสาตราคทาธร ฤทธิรอนล้ำฟ้าราษี
ถ้าแม้นชี้ต้นตายวายชีวี เอาปลายชี้เปนได้ดังใจนึก
ว่าพลางยื่นคทาให้วานร เองถือไว้ราญรอนรบศึก
แล้วเร่งพวกพลมารหาญฮึก โห่ร้องก้องกึกไปกลางไพร

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๕๗๗ บัดนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
เห็นยักษีเสียเชิงละเลิงใจ หมายได้สมถวิลยินดี
จะรบรับจับเปนไปถวาย องค์พระนารายน์เรืองศรี
คิดพลางทางสำรวมอินทรีย์ ขุนกระบี่ร่ายเวทวิทยา

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๑๕๗๘ กลับกลายกายเปนหณุมาน ยืนทยานเหยียบท้ายรัถา
ถีบสหัสเดชะอสุรา ตกรถรัตนาถลาไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๕๗๙ แล้วตบมือหัวเราะเยาะเย้ย ว่าเหวยไอ้ยักษ์จะตักไษย
กูคือหณุมานชาญไชย ทหารใหญ่ของพระนารายน์
บัดนี้ตรัสใช้ให้เรามา ตัดศีศะอสุราไปถวาย
แม้นขุนยักษ์รักตัวกลัวตาย อย่าอับอายอ่อนง้อขอชีวิตร

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๕๘๐ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะสลดจิตร
ให้ร้อนอกหมกไหม้ดังไฟพิศม์ แล้วกลับคิดมานะไม่ละลด
จึ่งชี้หน้าว่าเหวยไอ้ชาติลิง เย่อหยิ่งโยโสโป้ปด
ให้อาไศรยได้สบายบนท้ายรถ ยังกลับคดคิดอักตัญญู
มาทแม้นว่ามึงมาซึ่งน่า จะจับผ่าอกทิ้งให้กลิ้งอยู่
นี่หมายใจได้ตะบองของกู มาขันสู้ศักดาหน้าไม่อาย

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๕๘๑ เมื่อนั้น หณุมานตอบไปดังใจหมาย
อันความคิดแยบยนต์กลอุบาย สำหรับชายชำนาญการณรงค์
เหมือนเช่นเองไอ้โง่โตเสียเปล่า ไม่รู้เท่าชั้นเชิงละเลิงหลง
กลับติฉินนินทาว่าไม่ตรง หมายทนงนึกหยิ่งจะชิงไชย
อันตะบองของเองอวดศักดา ไม่มุ่งมาดปราถนาอย่าสงไสย
ว่าแล้วหักกลางขว้างไป มืงเก็บไว้เถิดวะอสุรา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๕๘๒ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษา
เข่นเขี้ยวเกรี้ยวโกรธโกรธา น้อยฤๅหยาบช้าไอ้วานร
มึงหมายสู้กูแต่ลำพังตัว จะตัดหัวให้เด็ดสักเจ็ดท่อน
ว่าพลางทางสั่งพลนิกร เร่งรุมฆ่าวานรให้ม้วยมุด

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๘๓ บัดนั้น โยธาทัพรับสั่งไม่ยั้งหยุด
ต่างแกว่งสาตราอาวุธ อุตลุดล้อมลิงชิงไชย

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๕๘๔ บัดนั้น หณุมานไม่พรั่นหวั่นไหว
ชักตรีเพ็ชรแกว่งดังแสงไฟ โลดไล่อสูรหมู่มาร
ตีนเหยียบมือยุดอาวุธยักษ์ จับหักฅอฟัดประหัดประหาร
ต่อแย้งแทงฟันประจัญบาน พลมารตายล้มไม่สมประดี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๕๘๕ เมื่อนั้น องค์ท้าวพันภักตร์ยักษี
เห็นพวกพลไพร่นายวายชีวี อสุรีแขงข้อเข้าต่อยุทธ
กุมพระแสงสองพันฟันฟอน วานรรบรับสัปรยุทธ
เคล่าคล่องป้องปัดสาตราวุธ อุตลุดหนีไล่กันไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๕๘๖ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานหาญกล้า
ต่อตีมีกำลังวังชา เปลี่ยนท่าจับกุมตลุมบอน
ขึ้นเหยียบยักษ์หักหอกดาบสบั่น แขงขันขู่ตะคอกหลอกหลอน
ไล่กระชิดติดพันฟันฟอน ราญรอนรับรองว่องไว

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๕๘๗ วายุบุตรยุดไว้ได้ที เหยียบขยี้อสุรินทร์ดิ้นไม่ไหว
มือหนึ่งทึ้งเถาวัลย์ทันใด มัดไพล่หลังลากกระชากมา

ฯ ๒ คำ ฯ เตียว

๑๕๘๘ ถึงชายไพรใกล้กับทัพพระราม จึ่งผูกล่ามเชือกไว้ใต้พฤกษา
เศกให้ติดตึงตรึงตรา แล้วเข้ามาเฝ้าพระหริรักษ์

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๑๕๘๙ ประนตนั่งบังคมก้มเกล้า ทูลเล่าแถลงแจ้งประจักษ์
ข้าอุบายหลายเล่ห์ลวงยักษ์ แล้วหาญหักมัดมาไม่ฆ่าฟัน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๕๙๐ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิรงค์รังสรรค์
ชมคำแหงหณุมานชาญฉกรรจ์ เชิงชั้นชำนาญการชิงไชย
ตรัสพลางทางดูอสุรี เห็นท่วงทีถือตัวหากลัวไม่
จึ่งสั่งลิงเหล่าพหลพลไกร ให้เยาะเย้ยไยไพพระยามาร

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๙๑ บัดนั้น เหล่าลิงคำนับรับบรรหาร
วิ่งเสลือกสลนลนลาน อลหม่านมาพร้อมล้อมกุมภัณฑ์

ฯ ๒ คำ ฯ

เย้ย

๑๕๙๒ ต่างตนขู่ตะคอกหลอกล้อ กลอกฅอหัวเราะเยาะหยัน
นี่ฤๅเจ้าปางตาลชาญฉกรรจ์ ดูมั่นตั้นเติบโตแต่โง่งุน
บ้างว่าจมูกปากมากกว่าเพื่อน หัวหูดูเหมือนลูกขนุน
มึงยืนนิ่งอยู่ไยไม่ไหว้บุญ จะถูกเท้าเจ้าประคุณคมำไป
บ้างว่าเองไอ้โง่โตสนัด ให้เขามัดอกแอ่นแค้นฤๅไม่
บ้างทำท่าทีตำรวจหวดด้วยไม้ ยักษ์ไล่ถีบลิงวิ่งกระจุย
แล้วกลับเข้าพรั่งพร้อมล้อมรอบ ทำหลบลอบแลมองร้องกุ๋ยกุ๋ย
ลางตัวเตี้ยต่ำทำปุกปุย รำซุยเยาะยักษ์พรักพร้อมกัน

ฯ ๘ คำ ฯ กราวรำ

ร่าย

๑๕๙๓ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะให้หุนหัน
กริ้วโกรธโลดทลึ่งดึงดัน เถาวัลไม่หลุดสุดปัญญา
คอยเขม้นเห็นลิงเข้ามาชิด ปะเตะหวิดเหวี่ยงซ้ายป่ายขวา
เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันสนั่นฟ้า อสุราดิ้นรนกระวนกระวาย

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๕๙๔ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทั้งหลาย
จึ่งดำรัสตรัสสั่งลูกพระพาย จงสังหารยักษ์ร้ายให้วายปราณ

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๕๙๕ บัดนั้น วายุบุตรคำนับรับบรรหาร
แกว่งตรีเพ็ชรโผนโจนทยาน จับขุนมารตัดฅอมรณา

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๑๕๙๖ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
เสร็จสังหารมารร้ายวายชีวา ก็เลิกทัพกลับมาพลับพลาพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๕๙๗ บัดนั้น อสูรกองคอยเหตุแขงขัน
เห็นสหัสเดชะสิ้นชีวัน ก็ดัดดั้นดงมายังธานี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๕๙๘ ครั้นถึงเข้าเฝ้าเจ้าลงกา จึ่งกราบทูลพระยายักษี
ท้าวมูลพลำนำโยธี ไปต่อตีต้องศิลป์สิ้นชีวา
ท้าวสหัสเดชะไชยชาญ ก็เสียกลหณุมานม้วยสังขาร์
สิ้นทั้งม้ารถคชา จงทราบเบื้องบาทาฝ่าธุลี

ฯ ๔ คำ ฯ

ช้า

๑๕๙๙ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
ได้ฟังสองอสูรทูลคดี อสุรีรันทดสลดใจ
สงสารพระสหายกับเชษฐา ภักตราเศร้าสร้อยลห้อยไห้
พระเนตรคลอชลนาอาไลย ทุกข์ร้อนถอนฤไทยไปมา
จะได้ใครดีหนอออกต่อยุทธ เมื่อสิ้นสุดสุริวงษ์พงษา
แล้วแลดูข้าเฝ้าเหล่าเสนา ไม่เห็นหน้าผู้ใดจะใช้การ
มิออกรบราวีบัดนี้เล่า จะว่าเราย่อท้อไม่ต่อต้าน
จำจะยกพหลพลมาร ไปรอนราญรามลักษณ์ดูสักที

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๖๐๐ คิดพลางทางมีพระบัญชา ตรัสสั่งเสนายักษี
วันนี้จวนเวลาจะราตรี พรุ่งนี้กูจะออกไปชิงไชย
จงตระเตรียมโยธาน่าหลัง แต่งตั้งตามตำหรับทัพใหญ่
สั่งแล้วลีลาคลาไคล เข้าในแท่นที่ศรีไสยา

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๑๖๐๑ บัดนั้น มโหทรสิทธิศักดิยักษา
เสด็จขึ้นข้างในแล้วไคลคลา มาตรวจเตรียมโยธาในราตรี

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๑๖๐๒ ให้หมื่นขุนมุลนายน้อยใหญ่ คุมไพร่เข้ากระบวนถ้วนถี่
ทั้งซ้ายขวาน่าหลังตั้งบาญชี สัสดีสารวัดจัดแจง
ขุนช้างต่างผูกช้างน้ำมัน ล้วนหนีได้ไล่ทันขันแขง
ทหารม้าถือทวนล้วนภู่แดง สพายแล่งกระบี่ขี่อัศดร
ขุนรถรีบจัดรัถา เทียมโตโคลากาษร
พลเท้าถือโล่ห์โตมร เคยราญรอนรอดตายมาหลายครั้ง
ฝ่ายโลทันสรรเลือกราชสีห์ มาเทียมรถมณีที่นั่ง
เข้าเทียบกับเกยไชยในวัง พอรฆังตีสิบเอ็ดเสร็จการ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๖๐๓ เมื่อนั้น องค์ท้าวเจ้าลงกาศักดาหาญ
ครั้นอุไทยไตรตรัจชัชวาลย์ พระยามารมาสรงคงคา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๖๐๔ ชำระสระสนานนที ยี่สิบหัดถ์ขัดสีมังษา
ทรงสุคนธ์ปนทองละลายทา พนักงานพานผ้าเคียงประคอง
สวมสอดสนับเพลาเพรากระหนก ภูษายกแย่งครุธผุดผ่อง
ห้อยน่าผ้าทิพย์ขลิบทอง ใส่ฉลองพระองค์ทรงเกราะทับ
ปั้นเหน่งเพ็ชรพรรณรายสายกระสัน สังวาลวรรณเฟื่องห้อยพลอยประดับ
พาหุรัดทองกรซ้อนซับ ธำมรงค์เรืองรยับจับตา
สิบเศียรสวมทรงมงกุฎ ประดับบุษย์น้ำขาววาวเวหา
หอยอุบะเพ็ชรพวงดวงจินดา จับสาตราศรสิทธิ์ฤทธิไกร

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๖๐๕ ครั้นเสร็จเสด็จมาน่าพระลาน ทวยหาญกราบก้มบังคมไหว้
ขยายยกโยธาคลาไคล พลไกรน่าหลังคั่งคับ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวใน

โทน

๑๖๐๖ รถเอยรถที่นั่ง บัลลังก์ตั้งลอยพลอยประดับ
ดุมวงกงแก้วแวววับ สารถีขี่ขับขยับยืน
เทียมไกรสีหราชผาดแผดร้อง ม้าช้างลางกองก็เต้นตื่น
เสียงทหารโห่สนั่นครั่นครื้น พ่างพื้นพิภพเพียงจะเอียงทรุด
ทั่วท้องสมุทไทยไหวหวาด เหรามัจฉาชาติไม่อาจผุด
สเทือนถึงเมืองแมนแดนมนุษย์ นาคครุธครั่นคร้ามขามเข็ดฤทธิ์
เทวาในสวรรค์ชั้นช่อง หับบานวิมานทองป้องปิด
เมฆหมอกมืดมัวไปทั่วทิศ สำแดงฤทธิ์เร่งรถปรดปรึงมา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๑๖๐๗ ครั้นถึงจึ่งหยุดรถทรง จัตุรงค์ปีกซ้ายฝ่ายขวา
ตั้งที่สีหนามตามตำรา อยู่ริมชายป่าพนาดร

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๑๖๐๘ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิรงค์ทรงศร
เสด็จเหนือแท่นสุวรรณอันบวร พวกพานรนอบน้อมอยู่พร้อมเพรียง
พระคิดอ่านการศึกปฤกษา จนเวลาสุริยันตวันเที่ยง
พอได้ยินโห่ร้องก้องสำเนียง พิภพเพียงพลิกคว่ำทำลาย
จึ่งตรัสถามโหราว่าวันนี้ ฟังเสียงโยธีเห็นเหลือหลาย
อสูรทรงนามใดได้เปนนาย มิตรสหายฤๅองค์เจ้าลงกา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๑๖๐๙ บัดนั้น พิเภกบังคมก้มเกษา
นิ่งนับจับยามสามตา ทั้งสูรย์จันทกาลาลมปราณ
จึ่งทูลว่าข้าศึกมาวันนี้ มิใช่ต่างบุรีราชฐาน
คือเจ้ากรุงลงกาพระยามาร ยกทหารออกมาจะราวี

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๑๐ เมื่อนั้น พระหริวงษ์ทรงสวัสดิรัศมี
ได้ฟังทูลแถลงแจ้งคดี จึ่งสั่งศรีสุครีพเสนาใน
จงเร่งรัดจัดพวกพลนิกร สองนครเข้าสลับเปนทัพใหญ่
เราจะยกโยธาคลาไคล ไปชิงไชยกับองค์เจ้าลงกา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๑๑ บัดนั้น สุครีพรับสั่งใส่เกษา
ก้มเกล้ากราบงามสามลา ออกไปจัดโยธาน่าพระลาน

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๑๖๑๒ ตั้งให้ขุนกระบินทร์นิลนนท์ คุมพลกองน่ากล้าหาญ
ปีกซ้ายฝ่ายศรีชมภูพาล ปีกขวาสุรการชำนาญยุทธ
กองหลังตั้งนิลปาสัน กองหลวงนั้นล้วนกระบี่มีมงกุฎ
ต่างถือเครื่องสาตราอาวุธ คาดตะกรุดลงยันต์พันพัว
เหล่าพวกลิงถุงนุ่งตาโถง ขี่เสือโคร่งถือพร้าผ้าโพกหัว
บ้างสอดใส่เสื้อแดงแต่งตัว ขึ้นขี่วัวเงื้อกระตักหยักรั้ง
บ้างใส่หมวกตุ้มปี่ขี่หมู ขวานปูลูเล่มสนัดขัดหลัง
แล้วเทียมเวไชยันต์บัลลังก์ มาเตรียมทั้งรถพระอนุชา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๖๑๓ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
ชวนพระลักษณ์ลีลาศยาตรา ไปโสรจสรงคงคาวาริน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๖๑๔ ขัดสีฉวีวรรณผันขนอง อาบลอองสุหร่ายสายสินธุ์
ทรงสุคนธ์ปนทองของพระอินทร์ หอมกลิ่นตระหลบอบองค์
สอดใส่สนับเพลาเพรากระหนก ภูษายกไว้วางหางหงษ์
ผ้าทิพย์ขลิบสุวรรณบรรจง ฉลององค์อินท์ธนูกระหนกงอน
ปั้นเหน่งเพ็ชรพรรณรายสายกระสัน สังวาลวรรณเฟื่องห้อยสร้อยอ่อน
ทับทรวงพลอยประดับซับซ้อน ทองกรกุดั่นกัลเม็ด
ธำมรงค์ลงยาค่าเมือง อร่ามเรืองนิ้วพระหัดถ์ตรัจเตร็จ
ต่างทรงมงกุฎกรรเจียกเพ็ชร แล้วจับศรเสด็จลีลามา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๖๑๕ พรั่งพร้อมพหลพลนิกร วานรประนตน้อมพร้อมหน้า
ฝรั่งลิงยิงปืนยักตรา กองน่าดำเนินเดินธง

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๑๖๑๖ รถเอยรถที่นั่ง เวไชยันต์บัลลังก์ลอยรหง
งอนงามสามเศียรภุชงค์ ผ้าทิพย์ผูกธงลงเลขยันต์
เทียมเทพสินธพจบทวีป กระทืบถีบธรณินทร์แผ่นดินลั่น
มาตุลีขี่ขับสำหรับกัน เคยบุกบันประจัญบานราญรบ
เสียงทหารโห่ร้องก้องกึก ข้าศึกเศียรพองสยองสยบ
สท้านสเทือนเลื่อนลั่นอรรณพ เพียงพิภพจะพลิกคว่ำทำลาย
เขาพระเมรุเนมินธร์อิสินธร ก็เอนอ่อนทบทอดดังยอดหวาย
ไม้ไล่ล้มหักระจักกระจาย พลนิกายกองทัพเหยียบยับมา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๑๖๑๗ ครั้นถึงจึ่งเห็นทัพยักษ์ ธงปักเรียงรายริมชายป่า
จึ่งหยุดยั้งตั้งมั่นโยธา คอยฟังยักษ์จะว่าประการใด

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๑๘ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรเปนใหญ่
เห็นลักษณ์รามความแค้นแน่นฤไทย มิทันได้พูดจาพาที
กระทืบรถที่นั่งดังสท้าน สั่งเสนามารยักษี
จงเร่งขับทัพน่าเข้าโจมตี อย่าให้ไพรีหยุดยั้ง

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๑๙ บัดนั้น พวกเสนานายทัพรับสั่ง
ต่างกวัดแกว่งกระบองลองกำลัง ไล่หลังพลมารเข้าราญรอน

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๒๐ บัดนั้น โยธาทวยหาญชาญสมร
หมายเขม้นเข่นฆ่าวานร ตลุมบอนรบรุกบุกบัน
ที่แกล้วกล้าถาโถมเข้าโจมจับ กลอกกลับป้องปัดผัดผัน
แขงข้อต่อแย้งแทงฟัน พัลวันหนีไล่กันไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๖๒๑ บัดนั้น พวกวานรหลอนหลอกกลอกหน้า
รบรับจับยักษ์ด้วยศักดา ชิงสาตราตีต้อนรอนราญ
ฉุดแขนขาลากกระชากฉีก ที่หลบหลีกไล่ทันฟันด้วยขวาน
กระชั้นชิดติดพันประจัญบาน พลมารแตกยับทั้งทัพไชย

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๖๒๒ บัดนั้น สี่เสนามารทหารใหญ่
เห็นพวกพลแพ้พ่ายกระจายไป เข้าโลดไล่ตีลิงเปนสิงคลี

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๒๓ บัดนั้น สุรเสนสุรการชาญไชยศรี
นิลราชนิลนนท์มนตรี เข้ารุมรับกับสี่เสนา
ถ้อยทีแทงฟันประจัญจับ กลอกกลับเปลี่ยนซ้ายย้ายขวา
สี่กระบี่ฟันสี่อสุรา ล้มดิ้นสิ้นชีวาวายปราณ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๑๖๒๔ เมื่อนั้น ทศเศียรศักดากล้าหาญ
เห็นเสนีนายไพร่บรรไลยลาญ ยิ่งเดือดดาลดังไฟไหม้ฟ้า
โจนจากรถไชยไล่วานร แกว่งศรหวดซ้ายป่ายขวา
ลิงหลีกหลบพัลวันมา จนถึงน่ารถพระหริรักษ์

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๒๕ เมื่อนั้น พระรามสุริวงษ์ทรงศักดิ
ลงจากรถที่นั่งทั้งพระลักษณ์ เข้ารุกรบทศภักตร์ด้วยศักดา
รับรองป้องปัดผลัดเปลี่ยน ขึ้นเหยียบเข่าน้าวเศียรยักษา
ประจัญจับสัปรยุทธยุทธนา หมายเขม้นเข่นฆ่าราวี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๖๒๖ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
แขงข้อขบฟันประจันตี ถ้อยทีหนีไล่กันไปมา
แล้วหยุดยืนขึ้นศรศักดาเดช หลิ่วพระเนตรเหนี่ยวกระทั่งอังษา
หมายตรงองค์พระรามฤทธา อสุราก็ลั่นไปทันที

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๖๒๗ ศรเปนนาคบาศอาจหาญ เที่ยวเลื้อยพ่านพวกลิงก็วิ่งหนี
เข้าล้อมองค์พระลักษณ์จักรี นาคีพ่นพิศม์ทำฤทธา

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๒๘ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิไกรใจกล้า
เห็นนาคเลื่อยไล่ทหารผ่านมา จึ่งแผลงศรศักดาไปราวี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๖๒๙ เปนครุธบินลอยเลื่อนเกลื่อนกลาด เข้าไล่ล้างนาคบาศของยักษี
ตีนเหยียบมือหยิกจิกตี จนนาคีหนีสิ้นแล้วบินไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๓๐ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์กริ้วโกรธดังเพลิงไหม้
จึ่งจับจักรศักดิสิทธิ์ฤทธิไกร ขว้างไปด้วยกำลังวังชา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๖๓๑ จักรไล่สังหารราญรอน วานรไพร่นายตายหนักหนา
แล้วซ้ำเปนประกายกระจายมา เวียนรอบกายาพระนารายน์

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๓๒ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทั้งหลาย
เห็นพวกพลม้วยมอดวอดวาย ขึ้นพรหมมาศพาดสายแล้วแผลงไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๖๓๓ เปนพระพายชายพัดมาอ่อนอ่อน วานรกลับคืนฟื้นขึ้นได้
แล้วไปต้องทศกรรฐ์ทันใด ศิลป์ไชยปักอกหกล้มลง

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๑๖๓๔ เมื่อนั้น ทศเศียรเจียนจะม้วยเปนผุยผง
อุส่าห์แขงขืนฝืนองค์ ยืนดำรงร่ายคาถาอาคม

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๑๖๓๕ ศรเขยื้อนเคลื่อนหลุดออกจากกาย แผลหายเปนปลิดสนิทสนม
แล้วนิ่งนึกตรึกไตรในอารมณ์ อันศรพรหมมาศมนุษย์สุดศักดา
แม้นจะอยู่สู้รบจนพลบค่ำ เห็นจะซ้ำเจ็บอายขายหน้า
ดำริห์พลางทางร้องประกาศมา ดูราพระรามฤทธิไกร
อันสองเราประจญรณรงค์ ตามวงษ์กระษัตริย์อัชฌาไศรย
วันนี้จวนค่ำย่ำฆ้องไชย ทั้งสองข้างต่างไม่ชนะกัน
เราจะเลิกจัตุรงค์เข้าลงกา ท่านจงกลับพลับพลาพนาสัณฑ์
ต่อรุ่งรางส่างแสงสุริยัน จึ่งค่อยมารบกันดังสัญญา
ว่าพลางทางสั่งเสนาใน ให้ตรวจไพร่เหลือตายซ้ายขวา
เสด็จขึ้นรถแก้วแววฟ้า กลับเข้าลงกากรุงไกร

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๑๖๓๖ เมื่อนั้น พระราเมศรัศมีศรีใส
จึ่งชวนองค์อนุชาเสนาใน เลิกไพร่พลกลับเข้าพลับพลา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๓๗ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษา
ครั้นมาถึงพิไชยลงกา ก็ลีลาเข้ายังวังใน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๑๖๓๘ นั่งเหนือแท่นสุวรรณบรรจง เอนองค์อิงหมอนถอนใจใหญ่
จนสิ้นแสงสุริโยอโนไทย มิได้จำนรรจาพาที

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๓๙ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมเหษี
ทั้งโฉมยงองค์นางอัคคี เห็นสามีทุกข์ร้อนถอนฤไทย
ทั้งสองนางต่างเข้าเคียงองค์ ค่อยประจงนวดฟั้นคั้นให้
เหล่าฝูงสนมกรมใน ก็เข้าไปโบกปัดพัดวี
ฝ่ายนางกำนัลพนักงาน ก็ประสานสังคีตดีดสี
ร้องรับขับไม้มโหรี อยู่ข้างที่แท่นแก้วแพรวพรัน

ฯ ๖ คำ ฯ มโหรี

ช้า

๑๖๔๐ เมื่อนั้น ทศเศียรแสนวิโยคโศกศัลย์
ให้ลืมเหล่าสาวสุรางค์นางกำนัล แต่ป่วนปั่นฤไทยไม่ไสยา
จนดาวเดือนเลื่อนลับโพยมหน สุริยนส่องสว่างเวหา
มิได้ออกอำมาตย์มาตยา ในอุราร้อนรุ่มดังสุมไฟ
บรรธมนิ่งอิงแอบแนบเขนย จะสรงเสวยโภชนาก็หาไม่
แต่คิดการศึกตรึกไตร จะเอาไชยมนุษย์เห็นสุดคิด
สุริวงษ์พงษาที่มาช่วย ก็ตายด้วยรามลักษณ์อักนิษฐ
จนตัวกูสู้รบก็แพ้ฤทธิ์ เปนสุดคิดขัดสนพ้นปัญญา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๖๔๑ พลางนึกได้ว่าองค์พระโคบุตร เปนที่สุดทรงญาณฌานกล้า
จำจะให้ไปนิมนต์เข้ามา ถามกิจวิทยาวิชาการ
ดำริห์แล้วสระสรงทรงเครื่อง รุ่งเรืองพรรณรายฉายฉาน
เสด็จจากปรางรัตน์ชัชวาลย์ พระยามารออกพระโรงรจนา

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๑๖๔๒ ลดองค์ลงนั่งเหนืออาศน์ พร้อมอำมาตย์เฝ้าฝ่ายซ้ายขวา
จึ่งดำรัสตรัสสั่งเสนา ไปนิมนต์พระสิทธามาบัดนี้

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๔๓ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกษี
บังคมลาพากันจรลี ออกประตูบูรีรีบไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๔๔ ถึงที่จงกรมแทบลมจับ หยุดประทับที่บ่อริมกอไผ่
บ้างกินหมากมวนบุหรี่ตีเหล็กไฟ นั่งให้หายเหนื่อยเลื่อยล้า

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๔๕ เมื่อนั้น พระโคบุตรดาบศพรตกล้า
นั่งอยู่น่าบรรณศาลา สอนหนังสือศิษย์หาให้เล่าเรียน
ลูกเล็กเล็กเหล่ากอข้อนโม ที่เติบโตหัดจานอ่านเขียน
พระฤๅษีตีต่อยคอยติเตียน สอนให้พากเพียรเรียนวิชา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๖๔๖ บัดนั้น เสนีหายเหนื่อยเมื่อยแข้งขา
จึ่งเขาไปในบรรณศาลา ก้มกราบพระมหามุนี
แล้วว่าเจ้าลงกาสากล ให้ข้ามานิมนต์พระฤๅษี
เข้าไปในวังวันนี้ เห็นทีการร้อนอย่านอนใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๔๗ เมื่อนั้น พระดาบศฟังแจ้งแถลงไข
จึ่งว่าดีแต่จะมาหาเข้าไป ส่วนของฉันมันไม่ใคร่เอามา
ว่าพลางทางเข้าในกุฎี พระมุนีห่มดองครองผ้า
ถือไม้ท้าวก้าวลงจากศาลา เดินโดยมรคาคลาไคล

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๖๔๘ ครั้นถึงนัคเรศนิเวศน์วัง เข้ายังพระโรงทองผ่องใส
ขึ้นนั่งเหนือแท่นสุวรรณทันใด เหนื่อยหอบหายใจไปมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๔๙ เมื่อนั้น ทศเศียรอภิวันท์หรรษา
พลางดำรัสตรัสเรียกเอาเครื่องชา มาถวายพระสิทธาอาจารย์

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๕๐ เมื่อนั้น พระฤๅษีปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
ฉันพลางพูดพล่ำสำราญ เรียกน้ำตาลเติมน้ำร่ำไป

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๕๑ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์กราบก้มบังคมไหว้
จึ่งบอกพระอาจารย์ชาญไชย โยมนี้ไม่มีชื่นทุกคืนวัน
ด้วยมนุษย์ลิงป่าปัจจามิตร มาตั้งติดนัคเรศเขตรขัณฑ์
ฆ่าญาติวงษ์ตายเสียหลายพัน อินทรชิตกุมภกรรฐ์ก็บรรไลย
แต่โยมยกพลมารไปราญรอน ก็ต้องศรเจียนจักตักไษย
เปนสุดคิดขัดสนจนใจ จึ่งให้ไปราธนามานคร
หวังจะถามอุปเทห์เล่ห์กล กับเวทมนต์มิให้ถูกลูกศร
แม้นได้สมปราถนาอาวรณ์ ออกราญรอนไพรีจะมีไชย

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๖๕๒ เมื่อนั้น พระฤๅษีฟังแจ้งแถลงไข
หัวร่อร่าว่าโยมอย่าตกใจ กลัวอะไรกับศรสองมนุษย์
รูปจะบอกความรู้อยู่คง ชื่ออุมงคพิธีดีที่สุด
อย่าเพ่อออกรณรงค์ยงยุทธ จงให้ขุดอุโมงค์ลงใต้ดิน
เอาศิลามาปิดปากถ้ำ ที่จะนั่งบริกรรมวงสายสิญจน์
แล้วอดโกรธอดนอนอดกิน กว่าจะสิ้นสำเร็จเจ็ดวัน
เนื้อหนังเหนียวกระด้างเหมือนอย่างเพ็ชร อย่าขามเข็ดใครฆ่าไม่อาสัญ
แล้วหยิบพระกระดานชนวนพลัน พระนักธรรม์เขียนคาถามหามนต์
แล้วยื่นให้กับองค์เจ้าลงกา เองอุส่าห์จำเอาเล่าบ่น
จึ่งทำตามอุปเทห์เล่ห์กล คงทนหนักหนาพระยามาร

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๖๕๓ เมื่อนั้น ทศเศียรปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
จึ่งเล่าเวทวิทยาของอาจารย์ ที่เขียนไว้ในกระดานได้ดังใจ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๖๕๔ เมื่อนั้น ดาบศยินดีจะมีไหน
อวยพรภิญโญเดโชไชย แล้วลาไปศาลาพนาลี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๕๕ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษี
จึ่งดำรัสตรัสสั่งเสนี จงไปที่เขานิลทกาลา
ขุดอุโมงค์ลงเบื้องบุรพทิศ หาหินปิดไปสักแผ่นให้แน่นหนา
ที่ข้างในใส่ประทีปบูชา ทั้งบุบผาสารพัดจงจัดไว้

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๕๖ บัดนั้น มโหทรเสนาอัชฌาไศรย
รับสั่งแล้วพากันคลาไคล ออกไปรีบรัดจัดการ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๖๕๗ เกณฑ์พวกพลขันธ์ได้พันห้า ถือจอบเสียมตระกร้าพร้าขวาน
นายไพร่พร้อมกันมิทันนาน อำมาตย์มารนำน่าคลาไคล

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๕๘ ครั้นถึงท่ามกลางลงกา เนินนินทกาลาเขาใหญ่
เห็นที่หนึ่งกว้างขวางหว่างต้นไม้ จึ่งสั่งไพร่ให้เร่งจัดการ

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๕๙ บัดนั้น พวกนายหมวดตรวจตราเปนน่าด้าน
แล้วเร่งพหลพลมาร ให้ขุดขนอลหม่านพ่านไป

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๖๖๐ ครั้นเสร็จก็ตั้งบัลลังก์รัตน์ เพดานขาวโขมพัตรผ่องใส
ทั้งเตียงตั้งพานเข้าตอกดอกไม้ จัดไว้ให้ต้องตามตำรา
จุดประทีปเทียนทองส่องสว่าง สองข้างผนังทั้งซ้ายขวา
แต่งสำเร็จเสร็จสรรพกลับออกมา หามศิลาสี่เหลี่ยมมาเตรียมไว้

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๖๑ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรเปนใหญ่
เสด็จจากแท่นแก้วแววไว ออกไปชำระสระสรงชล

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๖๖๒ ไขสุหร่ายปรายโปรยโรยลออง ตกต้องพระกายดังสายฝน
สำอางองค์ทรงเครื่องพระสุคนธ์ ซาบสกนธ์กลิ่นฟุ้งจรุงใจ
ภูษาพื้นขาวทรงประจงจัด บงเฉียงโขมพัตรผ่องใส
สอดสายธุรำอำไพ ให้ต้องในตำราสารพัน
เจิมจุณมุ่นชฎาห่อเกษ ถือเพศตามพรหมรังสรรค์
ทรงประคำสำหรับพิธีกรรม์ แล้วลงจากอัฒจันท์ทันใด

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๑๖๖๓ ออกประตูหูช้างข้างน่า พรั่งพร้อมเสนาน้อยใหญ่
เสด็จโดยมรคาคลาไคล ตรงไปเขานิลทกาลา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๖๔ ครั้นถึงจึ่งมีบัญชาการ สั่งเสนามารยักษา
เราจะเข้าตั้งกิจวิทยา อยู่ในมหาอุโมงค์นี้
ท่านเร่งยกแผ่นผานั้นมาปิด จงมิดชิดอย่าให้ใครเห็นที่
เอาดินรายทรายเกลี่ยเสียให้ดี แล้วพาหมู่อสุรีทั้งปวงไป
ถ้วนสำเร็จเจ็ดวันดังสัญญา จงกลับมาเปิดปากอุโมงค์ให้
สั่งแล้วลีลาคลาไคล ลงยืนหยุดอยู่ในทวารา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๖๖๕ บัดนั้น มโหทรสิทธิศักดิยักษา
จึ่งเร่งไพร่ให้หามแผ่นศิลา ปิดมหาอุโมงค์ลงไว้
เอาดินทรายสมทบกลบซ้ำ เกลี่ยทำมิให้ใครสงไสย
แล้วพาพวกพลสกลไกร กลับไปที่อยู่อสุรา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๖๖ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษา
จึ่งโอมอ่านพระเวทวิทยา ตรึงศิลาทั้งแผ่นให้แน่นไว้

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๖๗ แล้วเสด็จมานั่งบัลลังก์อาศน์ ขัดสมาธิ์นบนิ้วประนมไหว้
รฦกคุณพระอาจารย์ชาญไชย สำรวมใจร่ายเวทวิทยา

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

ช้า

๑๖๖๘ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
เสด็จออกน่าสุวรรณพลับพลา ทั้งองค์พระอนุชายาใจ
เสนาวานรเฝ้าแหน คั่งคับนับแสนอสงไขย
พระทรงคิดการศึกตรึกไตร จะชิงไชยให้ชนะอสุรา
จนจวนสุริย์ฉายบ่ายคล้อย พระนั่งคอยข่าวทัพยักษา
มิได้ยินเสียงโห่โยธา จึ่งบัญชาถามพิเภกผู้ใจภักดิ์
ไฉนเจ้าลงกาพระยามาร ไม่ออกมารอนราญหาญหัก
จะคิดกลอุบายย้ายยัก ฤๅหยุดพักพหลพลไกร

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๖๖๙ บัดนั้น พิเภกโหราอัชฌาไศรย
พิเคราะห์ดูรู้แจ้งไม่แคลงใจ จึ่งกราบทูลภูวไนยไปพลัน
ทศกรรฐ์วันวานออกราญรอน ก็ต้องศรปิ้มชีวาจะอาสัญ
ไม่อาจออกหักโหมโรมรัน บัดนี้มันหยุดยั้งตั้งพิธี
ขุดอุโมงค์ลงกลางกรุงลงกา เนินนินทกาลาคิรีศรี
แม้นครบเจ็ดทิวาราตรี อินทรีย์เปนเพ็ชรสำเร็จการ
ถึงต้องเทพสาตราอาวุธ ไม่สิ้นสุดชีวังสังขาร
จึ่งจะยกพลนิกรมารอนราญ จงทราบบทมาลย์พระผ่านฟ้า

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๖๗๐ เมื่อนั้น พระหริวงษ์ทรงฟังไม่กังขา
จึ่งสั่งน้องพาลีมีศักดา กับเสนานิลนนท์หณุมาน
จงรีบไปลงกาธานี ล้างพิธีทศภักตร์หักหาญ
อย่าให้ทำสำเร็จเสร็จการ จัณฑาลให้ยับแล้วกลับมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๗๑ บัดนั้น สามนายรับสั่งใส่เกษา
ตามกันออกไปลับพลับพลา เหาะทยานผ่านฟ้ามาไรไร

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๗๒ ถึงท่ามกลางลงกาธานี จึ่งลอบลงตรงที่เชิงไศล
ลดเลี้ยวเที่ยวสังเกตดูไป เห็นแผ่นศิลาใหญ่มิได้ช้า
ดูที่ทางเหมือนหนึ่งจะพึ่งทำ สมคำพิเภกยักษา
ต่างว่าเห็นท้าวเจ้าลงกา ขุดสุธาทำอุโมงค์ตรงนี้
ว่าพลางทางช่วยกันยกหิน พร้อมสิ้นทั้งสามกระบี่ศรี
เดชะพระเวทอสุรี ไม่เขยื้อนเคลื่อนที่เท่าโลมา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๖๗๓ ทั้งสามนายล้าเลื่อยเหนื่อยจิตร สุครีพคิดตรองตรึกปฤกษา
เห็นทีทศภักตร์ศักดา มันเศกด้วยมนตราตรึงไว้
หณุมานรีบไปไต่ถาม ให้พิเภกบอกความตามสงไสย
ทศกรรฐ์มันทำทั้งนี้ไซ้ จะผันแปรแก้ไขอย่างไรดี

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๖๗๔ บัดนั้น คำแหงหณุมานชาญไชยศรี
ฟังน้าว่าชอบท่วงที ขุนกระบี่เหาะกลับมาฉับไว

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๗๕ ครั้นถึงจึ่งลงริมพลับพลา เข้าหาพิเภกผู้ใหญ่
บอกความตามจริงทุกสิ่งไป ข้ายกศิลาใหญ่ไม่เคลื่อนคลา

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๗๖ เมื่อนั้น พิเภกได้ฟังไม่กังขา
จึ่งว่าเขาเศกหินศิลา ปิดปากมหาอุโมงค์ไว้
แม้นได้น้ำชำระเท้าสัตรี มารดที่แผ่นผาศิลาใหญ่
พระเวทนั้นเสื่อมคลายหายไป ก็จะยกขึ้นได้ดังจินดา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๖๗๗ บัดนั้น ขุนกระบินทร์ยินดีเปนหนักหนา
อัญชลีพิเภกแล้วเดินมา พลางตรึกตราตรองความตามจำนง
จะไปหาเบญกายสายใจ จึ่งจะได้ดังจิตรคิดประสงค์
นึกพลางทางแผลงฤทธิรงค์ หมายตรงกรุงมารทยานมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๖๗๘ ครั้นถึงนัคเรศนิเวศน์วัง จึ่งหยุดยั้งอยู่บนเวหา
อ่านอาคมขลังกำบังตา มิให้เห็นกายาทั้งธานี

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๑๖๗๙ แล้วเหาะลดเลี้ยวเที่ยวค้น ทุกไพชนต์ปรางมาศปราสาทศรี
พอแลเห็นเบญจกายอสุรี อยู่ที่แท่นสุวรรณพรรณราย
ไม่มีเหล่าสาวสรรค์กัลยา ด้วยบิดาต้องริบฉิบหาย
ดูพลางทางอ่านอาคมคลาย ให้เห็นกายกายาวานร

ฯ ๔ คำ ฯ รัว

๑๖๘๐ แล้วขึ้นนั่งบนเตียงเคียงนาง ประโลมลูบปฤษฎางค์ดวงสมร
ทำปราไสไต่ถามถึงทุกข์ร้อน ฤๅบังอรผาศุกทุกเวลา

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๘๑ เมื่อนั้น นวลนางเบญกายเสนหา
ทั้งรักทั้งแค้นแน่นอุรา ค้อนพลางทางว่ากับสามี
ไฉนเจ้าเข้ามาในนิเวศน์ ไม่เกรงเดชทศภักตร์ยักษี
แม้นทราบว่าข้าคบขุนกระบี่ น่าที่จะพากันบรรไลย

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๘๒ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
เชยปรางพลางประโลมลูบไล้ จะกลัวเกรงมันไยกับไพรี
ถ้าแม้นพี่มิติดราชการ ไม่จากเจ้าเยาวมาลย์ให้หมองศรี
นี่รับสั่งใช้มาเวลานี้ ให้ล้างกิจพิธีทศกรรฐ์
แต่จนใจด้วยหินศิลา ปิดปากมหาอุโมงค์มั่น
จะขอน้ำล้างเท้าของเจ้านั้น ไปแก้เวทมนต์มันให้เสื่อมคลาย

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๑๖๘๓ เมื่อนั้น นวลนางเบญกายโฉมฉาย
ฟังคำผัวขวัญบรรยาย บอกอุบายไว้เนื้อเชื่อใจ
จึ่งลีลามาหยิบเอาขันทอง ล้างเท้าแล้วรองส่งให้
พิศภักตร์ภัศดาก็อาไลย แต่จนใจจำช่วยอวยพร

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๘๔ เมื่อนั้น วายุบุตรสุดเสียดายสายสมร
อิงแอบแนบนางพลางสุนทร ค่อยอยู่ก่อนเถิดพี่จะลาไป
แล้วหยิบขันผันผายมาจากนาง ออกทางพระแกลทองผ่องใส
พอพลบค่ำย่ำรฆังที่วังใน แผลงอิทธิ์ฤทธิไกรตรงมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๖๘๕ ครั้นถึงสุครีพนิลนนท์ แจ้งยุบลที่สมปราถนา
บอกพลางทางถือขันคงคา มารดแผ่นศิลาลงทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๑๖๘๖ แล้วเข้าคนละข้างง้างหิน สามกระบินทร์เปิดปากอุโมงค์ได้
เห็นปล่องห้องกว้างสว่างไฟ จึ่งพากันเข้าไปมิได้ช้า
เห็นเจ้าลงกาสมาธิ ตั้งสติหลับเนตรทั้งซ้ายขวา
ต่างตวาดผาดแผลงฤทธา ปะเตะต่อยเครื่องบูชาแตกรยำ
แล้วเข้ากลุ้มรุมรันทศภักตร์ กระชากชักล้มลุกปลุกปล้ำ
วายุบุตรฉุดชฎาหน้าคมำ สุครีพซ้ำถีบถองลงสองตึง

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๖๘๗ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ไม่พิโรธโกรธขึ้ง
นิ่งนั่งประนมมือดื้อดึง จิตรรำพึงนึกภาวนาไป
เดชะพระเวทวิทยา จะเจ็บองค์อสุราก็หาไม่
อุส่าห์สู้สกดอดใจ หวังจะให้สำเร็จเสร็จการ

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๘๘ เมื่อนั้น สามกระบี่มีศักดากล้าหาญ
รุมกันฟันแทงแกล้งจัณฑาล พระยามารมิได้ไหวติง
หณุมานจึ่งว่าหลากนัก ทศภักตร์มันช่างนั่งนิ่ง
ถือมั่นขันตีดีจริง จะทำสิ่งใดได้ให้โกรธา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๖๘๙ เมื่อนั้น สุครีพคิดรำพึงแล้วจึ่งว่า
ทศกรรฐ์มันทำสงครามมา เพราะเปนบ้ากำหนัดในสัตรี
เจ้าแก้ไขไปสกดนางกำนัล พามณโฑเมียมันมาที่นี่
เราช่วยกันหยอกเย้าเซ้าซี้ ให้สามีโมโหโกรธา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๙๐ บัดนั้น หณุมานสรวลสันต์หรรษา
ชมน้าว่าดีมีปัญญา แล้วอำลาเหาะลิ่วปลิวไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๙๑ ข้ามป้อมปราการทวารวัง ลงยังปราสาททองผ่องใส
จึ่งอ่านอาคมขลังตั้งใจ สกดให้นิทราทั้งธานี

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๑๖๙๒ เมื่อนั้น นางมณโฑโสภามารศรี
สถิตย์แท่นไสยาในราตรี ฝูงนารีเฝ้าแหนแน่นนัน
ครั้นต้องเวทมนต์หณุมาน ก็บันดาลฤไทยไหวหวั่น
ทั้งแก่สาวชาววังทั้งนั้น พากันหลับสนิทนิทรา

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๑๖๙๓ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานหาญกล้า
เห็นเงียบเสียงสาวสรรค์กัลยา จึ่งเข้าไปในมหาปราสาทไชย

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๙๔ เห็นมณโฑบนสุวรรณบรรจฐรณ์ นิ่งนอนรงับหลับใหล
จึ่งสอดกรช้อนอุ้มอรไทย เหาะไปที่อุโมงค์เจ้าลงกา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๙๕ ครั้นถึงจึ่งวางนางลง เคียงองค์ทศภักตร์ยักษา
แก้มนต์ให้ตื่นฟื้นกายา แล้วร้องว่าเหวยท้าวทศภักตร์
นี่เมียของใครเราได้มา จงลืมตาขึ้นดูให้รู้จัก
พลางยุดฉุดองค์นางนงลักษณ์ ชิงชักชายสไบไขว่คว้า

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๖๙๖ เมื่อนั้น นางมณโฑร้องกรีดหวีดผวา
เข้าสร้วมสอดกอดรัดภัศดา ผ่านฟ้าโปรดช่วยน้องด้วยที

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๖๙๗ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์แว่วเสียงมเหษี
ลืมเนตรเห็นเมียเสียขันตี ผุดลุกจากที่ตลีตลาน
ฉวยได้คันฉัตรกวัดแกว่ง ต่อแย้งป้องปัดประหัดประหาร
มุทลุดุเดือดโดดทยาน เข้ารอนราญรบลิงเปนสิงคลี

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๖๙๘ เมื่อนั้น สามทหารต้านต่อฬ่อยักษี
ทำเกะกะจะชิงนางเทวี ถอยทีหนีไล่กันไปมา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๖๙๙ ครั้นเห็นทศกรรฐ์ขยั้นหยุด วายุบุตรหลอนหลอกกลอกหน้า
ต่างหัวเราะเยาะเย้าเจ้าลงกา เห็นเมียมาผุดลุกขึ้นคลุกคลี
เปนไรไม่อ่านอาคม เสียแรงเกล้าเผ้าผมเหมือนฤๅษี
ทำนิ่งนั่งตั้งมั่นถือขันตี ทีนี้ขันแตกแหลกลาญ
เมียตนสิรักลักเมียเขา โฉดเฉาชั่วช้าหน้าด้าน
นี่หากว่าองค์พระอวตาร ไม่สั่งให้ประหารผลาญชีวา
ให้ล้างแต่การกิจพิธี จึ่งจำไว้ชีวียักษา
ว่าพลางทางแผลงฤทธา จากอุโมงค์ตรงมาพนาไลย

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๑๗๐๐ เมื่อนั้น ทศเศียรเจียนเลือดตาไหล
ทั้งเสียมนต์เสียเมียเสียน้ำใจ ให้ร้อนอกหมกไหม้ดังไฟกาล
คิดคเนเวลาก็จวนรุ่ง กลัวชาวกรุงเห็นหน้าจะว่าขาน
แขงพระไทยอุ้มองค์นงคราญ เหาะทยานเข้ายังวังใน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๗๐๑ เมื่อนั้น สามทหารพระนารายน์นายใหญ่
มาถึงกองทัพพลับพลาไชย พออุไทยไขแสงสว่างฟ้า
จึ่งเข้าไปอภิวาทบาทมูล กราบทูลพระนารายน์นาถา
ข้าไปถึงอุโมงค์เจ้าลงกา ล้างกิจวิทยาสำเร็จการ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๗๐๒ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิล้ำสุริย์ฉาน
ชมสุครีพนิลนนท์หณุมาน ใช้ไหนได้การมาทุกที
ประกอบทั้งความคิดฤทธิรณ แต่ละตนองอาจดังราชสีห์
ตรัสพลางย่างเยื้องจรลี เข้าสู่ที่แท่นแก้วสุรการ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๑๗๐๓ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรศักดาหาญ
สถิตย์ที่แท่นรัตน์ชัชวาลย์ อำมาตย์มารเฝ้าแหนแน่นนัน
คนึงในสงครามกับรามลักษณ์ พระยายักษ์ร้อนฤไทยไหวหวั่น
มิตรสหายสุริวงษ์พงษ์พันธุ์ ก็สุดสิ้นชีวันบรรไลย
จะแต่งทัพข้าเฝ้าเหล่านี้ ออกต่อตีเห็นไม่ต้านทานได้
แต่นิ่งคิดขัดสนจนใจ กอดกรถอนฤไทยไปมา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๑๗๐๔ เฉลียวคิดขึ้นได้ดังใจหวัง ถึงวิรุณจำบังยักษา
ทั้งท้าวสัทธาสูรศักดา จะให้เชิญมาช่วยราวี
ตริแล้วดำรัสตรัสประภาศ สั่งสองอำมาตย์ยักษี
นนทจิตรจงรีบจรลี ไปธานีหัษฎงแดนไตร
ทูลท้าวสัทธาสูรยักษา ว่าลงกาเกิดการศึกใหญ่
เชิญสหายมาช่วยชิงไชย ผลาญมนุษย์ลิงไพรใจพาล
อันนนทไพรีปรีชา ไปภาราจาฤกราชฐาน
บอกวิรุณจำบังขุนมาร ให้หลานรักมาช่วยราวี

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๗๐๕ บัดนั้น สองอสูรรับสั่งใส่เกษี
ต่างตนออกมาขึ้นพาชี ออกประตูบูรีรีบไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๗๐๖ นนทจิตรดั้นดัดตัดทางตรง ก็มาถึงหัษฎงกรุงใหญ่
ลงจากอาชาคลาไคล ตรงไปที่เฝ้าเจ้าธานี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๑๗๐๗ จึ่งค่อยก้มกรานคลานเข้ามา อยู่ข้างหลังเสนาบดีศรี
ถวายบังคมคัลอัญชลี หมอบชม้อยคอยทีจะพิดทูล

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๑๗๐๘ เมื่อนั้น องค์เจ้านัคราสัทธาสูร
สถิตย์เหนือแท่นรัตน์เรืองจำรูญ พร้อมมูลอำมาตย์มาตยา
ตรัสประภาศราชกิจเกี่ยวข้อง ใครฟ้องร้องกันไว้ให้ปฤกษา
พอแลเห็นข้าเฝ้าเจ้าลงกา รู้จักหน้าถนัดตรัสถามไป

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๑๗๐๙ ดูก่อนเสนีมีศักดิ์ มาแต่ท้าวทศภักตร์ฤๅไฉน
สารทุกข์ทังวลกลใด จงว่าไปให้รู้เหตุการณ์

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๗๑๐ บัดนั้น นนทจิตรรับราชบรรหาร
จึ่งทูลว่าพระองค์พงษ์พรหมมาน ร้อนรำคาญเคืองในพระไทยนัก
ด้วยลักษณ์รามพี่น้องสองมนุษย์ อยู่อยุทธยาอาณาจักร
คบเหล่าลิงป่ามาฆ่ายักษ์ หาญหักตั้งประชิดติดเวียงไชย
บัดนี้พระยามารผ่านภพ ต้องแต่งทัพรับรบหาเว้นไม่
จึ่งใช้ข้ามาทูลท้าวไท เชิญเสด็จภูวไนยไปลงกา
ช่วยคิดอ่านการณรงค์สงคราม สังหารลักษณ์รามกับลิงป่า
โดยราชไมตรีซึ่งมีมา จงทราบบาทาฝ่าธุลี

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๗๑๑ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี จึ่งมีสีหนาทบัญชา
อันมนุษย์วานรสัญจรไพร มันจะเปนกระไรมาหนักหนา
กูจะไปไล่สพัดมัดมา สังหารชีวาให้ม้วยมรณ์
ตรัสพลางทางสั่งอำมาตย์มาร เร่งเกณฑ์ทัพทวยหาญชาญสมร
ให้พร้อมพรั่งรถรัดอัศดร เราจะรีบไปนครลงกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๗๑๒ บัดนั้น เสนีรับสั่งใส่เกษา
ก้มเกล้ากราบงามสามลา ออกมาจัดทัพสำหรับรบ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๑๗๑๓ เตรียมกระบวนโยธีมีกำลัง ซ้ายขวาน่าหลังตามขนบ
ทั้งเกียกกายเกณฑ์ระดมสมทบ ถือครบเครื่องสาตราสารพัด
ขุนช้างผูกช้างรวางใหญ่ เคยลวงไล่ฬ่อแพนพานผัด
ขุนม้าชาญฉกรรจ์สันทัด กุมหอกซัดใส่เสื้อสีชมภู
ขุนรถรีบจัดรัถา เทียมโตโคลาหลายคู่
พลเท้าถือเกาทัณฑ์ธนู มาเตรียมอยู่นับโกฏิโจษจรร
ชาวคลังนั่งจ่ายเสื้อหมวก ให้พวกพหลพลขันธ์
แล้วเทียมราชรถแก้วแพรวพรรณ มาเทียบกับเกยสุวรรณทันใด

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๗๑๔ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัทธาสูรเปนใหญ่
ลงจากแท่นแก้วแววไว เสด็จไปโสรจสรงคงคา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๗๑๕ น้ำอบสำอางอาบสกนธ์ ลูบไล้สุคนธ์ปนกฤษณา
สอดสนับเพลาทรงอลงการ์ ภูษายกทองท้องพัน
ฉลององค์ตาดแล่งแย่งกระหนก เกราะกระหวัดรัดอกโอบกระสัน
ห้อยน่าผ้าทิพย์ขลิบสุวรรณ คาดปั้นเหน่งกุดั่นประดับพลอย
ทับทรวงแสงจำรัสตรัสเตร็จ สังวาลเพ็ชรพรรณรายสายสร้อย
ทองกรแกมแก้วแพรวพร้อย ธำมรงค์ล้วนพลอยค่าควรเมือง
ทรงมงกุฎจีบจรกรรเจียกเพ็ชร แก้วเพทายรายเม็ดประดับเนื่อง
จับพระแสงศรสิทธิ์ฤทธิเรือง แล้วย่างเยื้องไปยังเกยสุวรรณ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๑๗๑๖ ขึ้นทรงรถมณีที่นั่ง พร้อมพรั่งพหลพลขันธ์
ออกจากภาราเข้าอารัญ เดินทัพขับกันไปคึกคึก

ฯ ๒ คำ ฯ กราวใน

โทน

๑๗๑๗ รถเอยรถทรง สำหรับรณรงค์รบศึก
เสียงกงก้องสนั่นครั่นครึก ล้วนแล้วแก้วผลึกแกมโกเมน
เทียมพระยาราชสีห์สี่พัน โลทันสารถีถือเขน
กลิ้งกลดบดบังสุริเยนทร์ ทหารเกณฑ์แห่ล้วนทวนธงแดง
เสียงฆ้องกลองประโคมโครมครื้น เพียงพื้นไตรภพสยบแสยง
ทหารม้าเกราะทองกองแซง ขับแข่งเคียงทางมาข้างรถ
พฤกษาสูงยูงยางขวางน่า ช้างม้าเหยียบลู่แหลกหมด
เดินทางหว่างอรัญบรรพต เร่งทัพขับรถบทจร

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๑๗๑๘ บัดนั้น นนทไพรีมารชาญสมร
ถึงภาราจาฤกพระนคร ลงจากอัศดรเข้าวัง

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๑๗๑๙ ขึ้นท้องพระโรงรัตน์ชัชวาลย์ จึ่งคุกคลานเข้ามาน่าที่นั่ง
อัญชลีวิรุณจำบัง ทูลความตามรับสั่งทุกประการ
บัดนี้ลงกาอาณาจักร มีพวกปรปักษ์มาหักหาญ
พระโอรสนัดดาพระยามาร ออกต้านทานเสียทัพอัปรา
จึ่งให้ข้ามาเชิญลอองบาท ไปคิดราชการศึกปฤกษา
ช่วยระงับดับเข็ญเย็นประชา จงทราบเบื้องบาทาฝ่าธุลี

ฯ ๖ คำ ฯ

ช้า

๑๗๒๐ เมื่อนั้น วิรุณจำบังยักษี
กริ้วโกรธโกรธาพาที ชะไอ้ไพรีทนงนัก
ไม่ยำเยงเกรงฤทธิ์พระบิตุลา มาย่ำยีลงกาอาณาจักร
กูจะพาพวกพหลพลยักษ์ ไปจับหักฅอเคี้ยวเสียเดี๋ยวนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๑๗๒๑ ว่าพลางทางมีพระบัญชา ตรัสสั่งเสนายักษี
เราจะไปลงกาธานี จงเตรียมพลพาชีให้พร้อมไว้

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๗๒๒ บัดนั้น นนทสูรเสนาอัชฌาไศรย
ถวายบังคมลาคลาไคล ออกไปรีบรัดจัดแจง

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๑๗๒๓ เกณฑ์พลพาชีชาญสมร ล้วนฝึกสอนเพลงสาตรากล้าแขง
กองน่าสำคัญธงแดง ถือกำซาบศรแผลงผลาญศัตรู
ทั้งซ้ายขวามาถ้วนกระบวนเกณฑ์ ถือโล่ห์เขนเขียนน่าราหู
พวกไพร่ใส่เสื้อปัศตู ถือทวนล้วนภู่จามรี
กองหลวงพลม้าทั้งห้าหมื่น ถือแต่พื้นหอกซัดขัดกระบี่
แล้วผูกนิลพาหุพาชี มาเตรียมที่พระลานชานชลา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๗๒๔ เมื่อนั้น วิรุณจำบังยักษา
ครั้นพร้อมพหลพลโยธา เสด็จมาสรงสหัสนัที

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๗๒๕ พนักงานไขสุหร่ายดังสายฝน ลอองอาบซาบสกนธ์ยักษี
ลูบไล้สุคนธาวารี กลิ่นบุบผามาลีรวยรศ
สอดใส่สนับเพลาเพราผจง ภูษาทรงพื้นแดงแย่งขด
ฉลององค์อินท์ธนูดูช้อยชด เกราะแก้วมรกฏรจนา
คาดปั้นเหน่งเนาวรัตน์ตรัจเตร็จ สังวาลเพ็ชรพลอยมณีมีค่า
ตาบทิศทับทรวงดวงจินดา พาหาพาหุรัดกระหวัดวง
สอดใส่ธำมรงค์เรือนครุธ ทรงมงกุฎกระหนกอย่างหางหงษ์
ครั้นเสร็จสรรพจับหอกฤทธิรงค์ ลีลาศตรงมาชลาน่าพระลาน

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๑๗๒๖ ขึ้นทรงม้านิลพาหุ อันร้ายดุศักดากล้าหาญ
ได้ฤกษ์เลิกพหลพลมาร โห่ร้องก้องสท้านไปตามทาง

ฯ ๒ คำ ฯ กราวใน

โทน

๑๗๒๗ ม้าเอยม้าที่นั่ง มีกำลังเร็วรัดสบัดย่าง
ผูกสายง่องง้ำประจำคาง เบาะหมอนหักทองขวางแขวนโกลน
ขี่ขับขยับแส้ให้แลเห็น ย่ำน้อยซอยเต้นเผ่นโผน
ลองเชิงเริงร้องคนองโจน ใครขวางกีดดีดโดนโดยกำลัง
ม้าทหารเกณฑ์แห่แออัด เยียดยัดมรคาน่าหลัง
บ้างชักน้อยปล่อยห้อไม่รอรั้ง กระทืบแผงพะนังดังสเทือน
เสียงสังข์เสียงแตรแซ่ซ้อง ฆ้องกลองก้องสนั่นลั่นเลื่อน
เร่งพลพาชีตีเตือน คลายเคลื่อนโยธาคลาไคล

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๑๗๒๘ ครั้นถึงที่ทุ่งกรุงลงกา มรคามาร่วมที่ทางใหญ่
พบทัพหัษฎงก็ดีใจ ตามกันเข้าไปในภารา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๗๒๙ ถึงท้ายวังยั้งหยุดจัตุรงค์ ต่างองค์ลงกัณฐัศว์รัถา
องค์วิรุณจำบังนัดดา ก็เข้ามาประนตบทมาลย์

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๗๓๐ เมื่อนั้น สัทธาสูรปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
จึ่งปราไสไต่ถามถึงเหตุการณ์ แล้วชวนหลานไปพระโรงรจนา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๑๗๓๑ เมื่อนั้น ท้าวทศภักตร์ยักษา
เห็นพระสหายกับนัดดา จึ่งลุกมาต้อนรับจับกร
ขึ้นนั่งเหนือแท่นแก้วแพรวพรรณ ต่างคำนับรับกันเหมือนฉันก่อน
แล้วปราไสไต่ถามถึงนคร ทุกข์ร้อนสิ่งใดฤๅไพบูลย์

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๗๓๒ เมื่อนั้น องค์พระยายักษาสัทธาสูร
จึ่งแจ้งว่าภาราไม่อาดูร พร้อมประยูรญาติวงษ์พงษ์ยักษ์
เออไฉนลงกาธานี จึ่งละให้ไพรีมาหาญหัก
อันมนุษย์ทรงนามรามลักษณ์ จะเรืองฤทธิ์สิทธิศักดิเปนอย่างไร

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๓๓ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ตรัสแจ้งแถลงไข
อันพี่น้องสองมนุษย์นั้นไซ้ ฤทธิไกรเปนประมาณปานกลาง
โดยจะทำกลศึกฦกซึ้ง ก็ไม่ถึงพวกยักษ์แต่สักอย่าง
ทั้งไม่รู้เหาะเหินเดินตามทาง ได้แต่ลิงค่างเปนไพร่พล
เมื่อพวกเราเข้าณรงค์สงคราม ลักษณ์รามก็ตายลงหลายหน
เหตุทั้งนี้พิเภกทรชน มันบอกกลแก้ไขให้ไพริน
จึ่งมีแต่แพ้พวกปัจจามิตร กุมภกรรฐ์อินทรชิตก็ตายสิ้น
เสียทั้งไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ไม่รู้ที่จะผินไปพึ่งใคร
จึ่งต้องให้ไปเชิญสหายมา หวังว่าจะสู้ศัตรูได้
ช่วยคิดอ่านการศึกตรึกไตร ที่จะไปรณรงค์สงคราม

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๗๓๔ เมื่อนั้น สัทธาสูรขุนมารชาญสนาม
ฟังสหายแถลงแจ้งความ ยิ่งฮึดฮัดกัดกรามโกรธา
ชะกะไรไอ้พิเภกทรลักษณ์ ไม่รู้จักสุริวงษ์พงษา
แต่พี่น้องร่วมครรภ์กันมา ยังคิดร้ายหมายฆ่าให้บรรไลย
เช่นนี้จับตัวมาแล้วผ่าอก อย่าให้เลือดมันตกติดดินได้
จึ่งจะสมน้ำหน้าสาแก่ใจ ที่มันไปเปนข้าปัจจามิตร
แล้วว่าแก่ทศภักตร์ยักษี ครั้งนี้อย่าประหวั่นพรั่นจิตร
ถึงแม้พวกไพรีจะมีฤทธิ์ แต่ขอให้ได้ประชิดทัพกัน
จะเรียกฝูงเทวาทิ้งอาวุธ ผลาญมนุษย์ลิงป่าให้อาสัญ
ไอ้พิเภกชั่วช้าอาธรรม์ จะให้พลกุมภัณฑ์มันมัดมา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๗๓๕ เมื่อนั้น ทศเศียรสรวลสันต์หรรษา
จึ่งผินภักตร์มาตรัสกับนัดดา ซึ่งพระสหายว่าเห็นได้การ
เจ้าก็เรืองฤทธิรงค์ทรงกำลัง จะทำอย่างไรได้มั่งเล่าหลาน
เสียแรงร่วมสุริวงษ์พรหมมาน จงช่วยกันคิดอ่านผลาญไพรี

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๓๖ เมื่อนั้น วิรุณจำบังยักษี
บังคมทูลบิตุลาว่าข้านี้ แค้นมนุษย์สุดที่พรรณา
จึ่งรีบรัดมาสนองลอองบาท หมายมาดว่าจะรับอาสา
กำบังกายหายตนด้วยมนตรา ไปเข่นฆ่ามนุษย์กับวานร
บัดนี้พระเจ้าลุงกรุงหัษฎง พระองค์ได้ว่าอาสาก่อน
จงให้ยกโยธาพลากร ไปราญรอนรบรับกับมนุษย์
หลานจะยกพลนิกายต่อภายหลัง ไปรอรั้งรบรับสัปรยุทธ
แม้นได้เข้ารณรงค์ยงยุทธ จะสังหารผลาญมนุษย์ให้บรรไลย

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๑๗๓๗ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ยินดีจะมีไหน
จึ่งว่าคราวนี้เห็นไม่เปนไร หมายชนะกะได้ดังจินดา
แต่พระสหายกับหลานรัก ยังล้าเลื่อยเหนื่อยพักหนักหนา
จงหยุดพวกพหลพลโยธา ต่อเวลาสายหน่อยจึ่งค่อยไป
ว่าพลางทางมีบรรหาร สั่งมโหทรมารอำมาตย์ใหญ่
จงบอกกล่าวเหล่าวิเสศนอกใน ให้แต่งเครื่องเมไรยไชยบาน
จะกินเล่นให้เปนศุขสนุกสบาย ด้วยองค์พระสหายกับหลาน
แล้วเลี้ยงพวกพหลพลมาร ทั้งเหล้าเข้าคาวหวานบัดนี้ไซ้

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๗๓๘ บัดนั้น มโหทรรับสั่งบังคมไหว้
ออกจากพระโรงคัลทันใด ตรงไปศาลาลูกขุนพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๑๗๓๙ บังคับให้เสมียนเขียนหมาย บอกรายราชการทุกสิ่งสรรพ์
อากรเหล้าเหล่าวิเสศทั้งนั้น ให้มาเลี้ยงพลขันธ์ดังบัญชา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๗๔๐ บัดนั้น วิเสศในใหญ่น้อยถ้วนหน้า
แต่งเครื่องเอมโอชโภชนา เนื้อพล่าปลาไหลไก่พแนง
เป็ดผัดกับหมูหูฉลาม ใส่ชามตั้งโต๊ะตกแต่ง
เอาเหล้าวิลันดาราคาแพง จัดแจงใส่ขวดแล้วตรวจตรา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๔๑ บัดนั้น เหล่าสุรางค์นางกำนัลซ้ายขวา
ต่างอาบน้ำทาแป้งแต่งกายา ผัดหน้ากรีดไรใส่น้ำมัน
นุ่งยกอย่างดีสีม่วงตอง สไบกรองทองห่มคมสัน
แล้วยกเครื่องเยื้องย่างจรจรัล ไปพระโรงสุวรรณทันที

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๑๗๔๒ ต่างค่อยคลานหมอบยอบกาย มาตั้งเครื่องถวายท้าวยักษี
ลางนางบ้างเชิญพัชนี พัดวีพระยามารชาญไชย
ลางนางบ้างเข้ารินสุรา ถวายเจ้าลงกาเปนใหญ่
ทั้งนัดดาพระสหายรายไป หมอบชม้อยคอยใช้อยู่พร้อมกัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๔๓ เมื่อนั้น ทศเศียรปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ชวนสหายนัดดาลาวรรณ ล้อมเสวยน้ำจัณฑ์สำราญใจ
ทรงตะเกียบหยิบแกล้มแกมกับเหล้า มัวเมามึนองค์หลงใหล
เสียงเอะอะอวดอิทธิ์ฤทธิไกร ชอบพระไทยสรวลเสเฮฮา

ฯ ๔ คำ ฯ เส้นเหล้า

๑๗๔๔ บัดนั้น วิเสศนอกนั่งทำยำพล่า
ทั้งของกินแกล้มเหล้าเข้าปลา ครั้นเสร็จแล้วยกมาน่าพระลาน
พวกจีนเหล่าเตาสุราโรงใหญ่ ก็หามไหเหล้ามาอลหม่าน
ส่งให้พวกยักษ์พนักงาน เลี้ยงดูหมู่ทหารโยธา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๔๕ บัดนั้น พลนิกายนายไพร่พร้อมหน้า
คับคั่งทั้งสองนัครา เข้ามากินเลี้ยงเสียงอึกกระทึก
ตั้งกะพอกจอกสุรารินส่ง ต่างก่งฅอดื่มดังอึกอึก
จนลืมตัวมัวเมาพูดฮึก ทั้งโยธาจาฤกหัษฎง
บ้างชวนกันพันผูกเปนลูกเกลอ อึงอื้ออือเออจนเสียงหลง
บ้างอวดกล้าว่ากูอยู่คง จะนั่งลงให้เองเอาปืนยิง
บ้างกินเป็ดไก่กุ้งมุ่งแกล้ม ทั้งห่อหมกหมูแนมหมดทุกสิ่ง
บ้างว่ากูไปทัพจะจับลิง เอามาปิ้งปนแกล้มแกมสุรา
บ้างคว้าไขว่ไล่นางวิเสศนอก เย้าหยอกยุดผ้าห่มล้มถลา
บ้างชกตีวิวาทวาทา เฮฮาโห่ร้องก้องไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๑๗๔๖ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัทธาสูรเปนใหญ่
เสร็จเสวยไชยบานสำราญใจ อยากจะใคร่รณรงค์ยงยุทธ
จึ่งว่ากับทศภักตร์ยักษา เราจะลายกทัพไปสัปรยุทธ
สังหารเหล่าลิงป่ากับมนุษย์ ให้สิ้นสุดศัตรูที่ดูเบา
แล้วผินหน้ามาตรัสกับหลานชาย ลุงจะยกพลนิกายไปก่อนเจ้า
หลานจงอยู่ให้สบายหายเมา จึ่งค่อยยกตามเราออกไป
ว่าพลางต่างองค์อำลา เจ้าลงกาก็อวยพรให้
เสด็จจากแท่นแก้วแววไว ตรงไปที่ประทับโยธา

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๑๗๔๗ ให้ตรวจหมู่ม้ารถคชสาร ทั้งทวยหาญตามกระบวนถ้วนหน้า
เสด็จขึ้นรถแก้วแววฟ้า เคลื่อนคลาพลขันธ์ทันที

ฯ ๒ คำ ฯ กราวใน

๑๗๔๘ เมื่อนั้น วิรุณจำบังยักษี
ครั้นทัพน่ายกไปไกลบุรี จึ่งตรัสสั่งมนตรีให้ตรวจพล
พรั่งพร้อมไพร่นายซ้ายขวา เสด็จขึ้นทรงพระยาม้าต้น
ทวยหาญขานโห่อึงอล เดินพลออกจากลงกา

ฯ ๔ คำ ฯ กราวใน เชิด

๑๗๔๙ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัทธาสูรยักษา
เร่งทัพขับพลมารมา ถึงชายป่าสมรภูมิ์ไชย
จึ่งให้หยุดรถรัดจัตุรงค์ ปักธงเปนทิวปลิวไสว
สั่งพวกพหลพลไกร ทั้งนายไพร่ให้โห่ขึ้นสามลา

ฯ ๔ คำ ฯ รัว

ช้า

๑๗๕๐ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
เนาในสุวรรณพลับพลา พรั่งพร้อมท้าวพระยาวานร
สุครีพนิลนนท์หณุมาน องคตชมภูพาลชาญสมร
พระทรงคิดกิจการราญรอน จะฝึกสอนให้ทหารชำนาญรบ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๑๗๕๑ มิทันได้ดำรัสตรัสประภาศ เห็นอากาศมืดกลุ้มคลุ้มตระหลบ
ทั้งเสียงโห่เครงครื้นพื้นพิภพ ก็ปรารภจะใคร่รู้ว่าผู้ใด

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๗๕๒ จึ่งตรัสถามพิเภกโหรา วันนี้เสียงโยธาทัพใหญ่
จะเปนเจ้าเมืองมารชาญไชย ฤๅว่าใครมาณรงค์สงคราม

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๗๕๓ บัดนั้น พิเภกกราบครบคำรบสาม
ลงเลขใส่ขับแล้วจับยาม ก็รู้ตามเคยสังเกตเหตุการณ์
จึ่งทูลว่าพระสหายเจ้าลงกา ชื่อสัทธาสูรทรงกำลังหาญ
เปนทัพน่ามาหมายจะรอนราญ อันขุนมารมีอิทธิ์ฤทธิรณ
ร้องเรียกให้เทวัญในชั้นฟ้า ทิ้งอาวุธลงมาดังห่าฝน
กับวิรุณจำบังขลังพระมนต์ รู้หายตนเข้าประหารผลาญไพรี
เปนนายทัพขับพลมาภายหลัง ยังหยุดยั้งอยู่ในไพรศรี
จะต้องหักหนักกำลังครั้งนี้ พระจักรีจงดำริห์ตริไตร
แต่งทหารชาญฉลาดล้ำฦก ไปตัดศึกสัทธาสูรให้ได้
แล้วจึ่งยกทัพหลวงล่วงไป ชิงไชยกับวิรุณจำบัง

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๗๕๔ เมื่อนั้น พระนารายน์สุริวงษ์ทรงสังข์
แจ้งว่าไพรีมีกำลัง จึ่งดำรัสตรัสสั่งหณุมาน
จงไปรับทัพสัทธาสูรไว้ สังหารให้สิ้นชีวังสังขาร
เอาองคตไปด้วยช่วยคิดการ กับทหารตัวดีมีศักดา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๕๕ บัดนั้น วายุบุตรคำนับรับบรรหาร
ชวนองคตยศไกรไคลคลา ออกมาจัดกระบี่รี้พล

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๑๗๕๖ เลือกล้วนสามารถอาจอง เคยณรงค์เหาะเหินเดินเวหน
ต่างผาดแผลงสำแดงฤทธิรณ ทั้งสองนายนำพลรีบมา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๗๕๗ ครั้นถึงชายป่าพนาวัน เห็นกุมภัณฑ์นับแสนแน่นหนา
ลูกพระพายผู้มีปรีชา จึ่งสั่งว่าองคตยศไกร
จงเหาะลอยคอยอยู่บนอัมพร กับโยธาวานรน้อยใหญ่
ถ้าเทเวศร์ทิ้งสาตรามาเมื่อไร เร่งรับไว้ให้สิ้นดังจินดา
ต่อเมื่อไรได้ยินเสียงเรา ร้องเรียกเอาอาวุธในเวหา
จึ่งให้ลิงทิ้งเทพสาตรา สังหารหมู่อสุราให้ม้วยมรณ์

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๗๕๘ บัดนั้น องคตคำนับรับคำสอน
จึ่งชวนเหล่าโยธาวานร เหาะขึ้นอัมพรพ่านไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๗๕๙ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
จะลวงล้างกุมภัณฑ์ให้บรรไลย สำรวมใจจำแลงกายร่ายมนต์

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๑๗๖๐ กลับเปนวานรสัญจรป่า ขึ้นบนค่าคบไม้ไพรสณฑ์
ค่อยแฝงกายต่ายกิ่งกำบังตน เขาไปจนรัถาพระยามาร
แล้วทำถามตามประสาวานร ดูก่อนยักษ์ใหญ่ใจหาญ
จะไปไหนนับแสนแน่นดงดาน ขุนมารจงเล่าให้เข้าใจ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๗๖๑ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัทธาสูรเป็นใหญ่
สำคัญว่าลิงป่าพนาไลย มิได้นึกแหนงแคลงความ
จึ่งว่าไอ้โว้เว้เดรฉาน กลการอะไรจึ่งไต่ถาม
กูจะมารณรงค์สงคราม กับลักษณ์รามพี่น้องสองรา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๖๒ เมื่อนั้น ลิงจำแลงแกล้งถามยักษา
เราจะช่วยบอกความตามเมตตา ท่านอย่าโกรธขึ้งดึงดัน
อันพระพี่น้องสององค์ ฤทธิรงค์ดังนารายน์รังสรรค์
แต่พวกพ้องของท้าวทศกรรฐ์ มาโรมรันราวีมีแต่ตาย
ท่านรุ่งเรืองฤทธิไกรอย่างไรบ้าง จึ่งอวดอ้างองอาจมาดหมาย
ไม่พอที่ชีวีจะวอดวาย จงพากันผันผายไปภารา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๗๖๓ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัทธาสูรยักษา
เข่นเขี้ยวเกรี้ยวกราดตวาดมา เหวยไอ้ลิงป่าสาธารณ์
อันกูเรืองฤทธิรงค์ทรงพระเวท ถ้าแม้นว่าราเมศมาต่อต้าน
จะเรียกให้เทวัญชั้นวิมาน ทิ้งอาวุธสังหารให้มรณา
อันลักษณ์รามความรู้เหมือนกูฤๅ เองจึ่งชมฝีมือมันหนักหนา
กูไม่เหมือนยักษีที่ลงกา มึงอย่าหมิ่นประมาทอาจอง

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๗๖๔ เมื่อนั้น หณุมานชื่นชมสมประสงค์
จึ่งเสแสร้งซักไซ้ดังใจจง จะมั่นคงกระนั้นฤๅฉันใด
กลัวแต่จะพูดนอกหลอกลิง ครั้นจะเอาเข้าจริงจะไม่ได้
แม้นท่านเรืองฤทธาเหมือนว่าไว้ จงเรียกให้อาวุธตกลงมา
จึ่งจะเห็นสมคำของขุนมาร ที่ว่าขานคึกคักหนักหนา
ถ้าแม้นไม่ได้ดูกับในตา ก็ไม่เชื่อวาจาพระยามาร

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๗๖๕ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรศักดาหาญ
จึ่งว่าเหวยลิงไพรใจพาล ว่าขานประมาทกูผู้เกรียงไกร
แม้นมิทำให้เห็นเหมือนเช่นว่า ไอ้ลิงป่าจะติฉินหมิ่นได้
มึงจงคอยรับรองให้ว่องไว กูจะให้อาวุธตกลงมา
ว่าพลางทางสำรวมอารมณ์ นบนิ้วประนมเหนือเกษา
ไหว้ท้าวจัตุรภักตร์ศักดา โอมอ่านคาถาทันใด

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๑๗๖๖ ครั้นจบครบสามตามสำเหนียก จึ่งร้องเรียกเสียงสนั่นหวั่นไหว
เหวยเหวยเทวาสุราไลย โยนสาตรามาให้เราบัดนี้

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๗๖๗ เมื่อนั้น ฝูงเทพเทวาทุกราศี
สถิตย์สถานวิมานรัตน์รูจี ได้ยินเสียงอสุรีร้องเรียกมา
ก็แจ้งว่าจะเอาอาวุธ เทพบุตรกลัวยักษ์หนักหนา
ฉวยดาบหอกออกจากวิมานฟ้า โยนลงมากลาดเกลื่อนกลางอัมพร

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๖๘ เมื่อนั้น องคตห้าวหาญชาญสมร
กับพวกโยธาวานร เห็นอาวุธปลิวว่อนรวังตน
ต่างกระโดดโลดลอยคอยขยับ ปากคาบมือรับสับสน
เท้าคีบหนีบนักแร้อลวน ไม่ตกหล่นลงมาสุธาธาร

ฯ ๔ คำ ฯ รัว ๓ ลา

๑๗๖๙ เมื่อนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
แสร้งหัวเราะเยาะเย้ยพระยามาร จงผินมาว่าขานกันข้างนี้
อาวุธที่ไหนไม่เห็นเล่า มิสับปลับกับเราฤๅยักษี
ช่างอวดกล้าว่าเวทมนต์มี ครั้นถึงทีจะเอาก็เปล่าไป
เราเปนวานรสัญจรป่า จะต้องการสาตรามั่งก็ได้
ร้องเรียกฝูงเทวาสุราไลย ก็จะโยนมาให้ดังจินดา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๑๗๗๐ เมื่อนั้น สัทธาสูรเสียใจเปนหนักหนา
ให้นึกแหนงแคลงเวทวิทยา ทั้งโกรธาลิงไพรดังไฟกาล
จึ่งชี้หน้าว่าเหวยไอ้วานร หลอกหลอนหลายเล่ห์เดรฉาน
ถึงกูเรียกมิได้ก็ใช่การ ที่จะมาว่าขานให้ขัดใจ
อันข้อซึ่งมึงอ้างอวดศักดา จงเร่งเรียกสาตรามาให้ได้
แม้นมิเหมือนวาจาว่าไว้ กูจะให้พวกยักษ์หักฅอกิน

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๗๗๑ เมื่อนั้น ลูกลมสมจิตรคิดถวิล
หัวร่อร่าว่าเหวยอสุรินทร์ อย่าดูหมิ่นลิงเล็กเหมือนเหล็กเพ็ชร
จะเรียกให้สาตราดังห่าฝน มาถูกพลพวกตัวหัวขาดเด็ด
เราไม่เหมือนอสุราเจรจาเท็จ กลัวจะเข็ดความคิดฤทธา
ว่าแล้วหณุมานชาญณรงค์ ห้อยโหนโจนลงจากพฤกษา
ยืนยังพ่างพื้นพสุธา ทำมารยาแยบคายร่ายมนต์

ฯ ๖ คำ ฯ รัว

๑๗๗๒ แล้วแผดเสียงสิงหนาทประกาศก้อง ตะโกนร้องขึ้นไปในเวหน
เหวยเหวยเทวัญชั้นบน ทิ้งอาวุธให้กล่นเกลื่อนมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๗๗๓ บัดนั้น องคตยศไกรใจกล้า
ได้ยินเสียงกระบี่พี่ยา ร้องเรียกขึ้นมาเหมือนว่าไว้
จึ่งให้ลิงทิ้งสาตราดาดาษ หมายพิฆาฏฆ่ายักษ์ให้ตักไษย
พุ่งสาตราขว้างซ้ำร่ำลงไป พลกุมภัณฑ์บรรไลยลงมากมาย

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๗๗๔ เมื่อนั้น หณุมานชื่นชมสมหมาย
แสร้งหัวเราะเยาะเย้ยยักษ์ร้าย จ้วงจาบหยาบคายพูดจา

ฯ ๒ คำ ฯ

เย้ย

๑๗๗๕ เหวยไอ้อสุรีดีแต่ปาก พูดมากฮึกฮักหนักหนา
ช่างโง่เง่าเฉาโฉดชั่วช้า ยิ่งกว่าชาวลงกาธานี
กูคือหณุมานชาญณรงค์ ทหารองค์พระนารายน์เรืองศรี
รับสั่งใช้ให้มาราวี ผลาญหมู่อสุรีให้ม้วยมิด
แม้นรักตัวกลัวตายวายปราณ จงกราบกรานรับสารภาพผิด
อย่ามาทนงว่าทรงฤทธิ์ จึ่งจะรอดชีวิตรไปเวียงไชย
ว่าพลางทางกลับรูปจำแลง เปนคำแหงหณุมานทหารใหญ่
กระทืบเท้าทำอิทธิ์ฤทธิไกร เยาะเย้ยไยไพพระยามาร

ฯ ๘ คำ ฯ กราวรำ

ร่าย

๑๗๗๖ เมื่อนั้น สัทธาสูรศักดากล้าหาญ
ฟังคำแค้นใจดังไฟกาล จึ่งว่าเหม่เดรฉานใจฉกรรจ์
มึงเปนพวกไพรียิ่งดีหนัก จะให้ยักษ์เข่นฆ่าให้อาสัญ
ว่าพลางทางสั่งพลกุมภัณฑ์ จงช่วยกันสังหาญผลาญลิงไพร

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๗๗ บัดนั้น เหล่าพวกพลนิกายนายไพร่
ต่างตนสำแดงแผลงฤทธิไกร เข้าล้อมไล่วานรรอนราญ

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๗๗๘ เมื่อนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ต่อสู้ผู้เดียวโดดทยาน ประจัญบานบุกรุกคลุกคลี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๗๗๙ บัดนั้น องคตยศไกรไชยศรี
คอยเขม้นเห็นหมู่อสุรี เข้าต่อตีหณุมานชาญไชย
จึ่งขับพลลงมาทั้งห้าพัน โห่ร้องก้องสนั่นหวั่นไหว
เข้ารบยักษ์หักหาญต้านไว้ ถ้อยทีหนีไล่เล้าลุม
ต่างต่างต่อแย้งแทงฟัน กลอกกลับรับกันเปนกลุ่มกลุ่ม
อสุรีตีกระทบรบรุม จับกุมพัลวันกันไป

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๗๘๐ พวกกระบี่มีศักดาฆ่ายักษ์ แขนขาดฅอหักตักไษย
ตัดศีศะอสุรพลไกร ขว้างไปน่ารถอสุรี

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๗๘๑ เมื่อนั้น สัทธาสูรสิทธิศักดิยักษี
กริ้วโกรธโดดจากรถมณี เข้าไล่ตีวานรสท้อนมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๗๘๒ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานหาญกล้า
เงื้อตรีเพ็ชรแกว่งแผลงฤทธา เข้าโจมจับกับพระยาอสุรี
เคล่าคล่องป้องปัดผลัดเปลี่ยน ขึ้นเหยียบเข่าน้าวเศียรยักษี
องคตเข้าช่วยราวี ต่อตีติดพันประจัญบาน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๗๘๓ เมื่อนั้น สัทธาสูรศักดากล้าหาญ
กวัดแกว่งแสงศรรอนราญ เผ่นทยานเหยียบบ่าวานร
หันเหียนเปลี่ยนผลัดผัดผัน ได้ทีตีรันด้วยคันศร
กลอกกลับจับกุมตลุมบอน หักหาญราญรอนราวี

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๘๔ เมื่อนั้น วายุบุตรวุฒิไกรไชยศรี
ไม่หลีกหลบรบรุกคลุกคลี ถ้อยทีไวว่องป้องกัน
โลดโผนโจนจับสัปรยุทธ ชิงฉุดศรยักษ์หักสบั้น
เงื้อตีเพ็ชรแกว่งแทงกุมภัณฑ์ สิ้นชีพชีวันบรรไลย

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๑๗๘๕ แล้วตัดศีศะอสุรินทร์ ขุนกระบินทร์ยินดีจะมีไหน
จึ่งชวนองคตยศไกร กับวานรน้อยใหญ่ไปพลับพลา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๗๘๖ ครั้นถึงจึ่งเคารพอภิวาท พระนารายน์ธิราชนาถา
พลางถวายศีศะอสุรา แล้วทูลแจ้งกิจจาสารพัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๗๘๗ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์รังสรรค์
เห็นเศียรขุนมารชาญฉกรรจ์ ทรงธรรม์โสมนัศแล้วตรัสไป
อันยักษีวิรุณจำบัง เปนทัพหลังยังไม่ม้วยตักไษย
สุครีพรีบรัดจัดพลไกร เราจะไปประหารผลาญไพรี

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๗๘๘ บัดนั้น สุครีพรับสั่งใส่เกษี
ถวายบังคมคัลอัญชลี ขุนกระบี่รีบรัดมาจัดแจง

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๑๗๘๙ เกณฑ์พลเกียกกายซ้ายขวา ทัพหนุนทัพน่ากล้าแขง
เสือป่าปีกป้องกองแซง ล้วนเรี่ยวแรงทรหดอดทน
เหล่าพวกลิงถุงนุ่งกางเกง คาดเขนงแบกปืนหลังถนน
บ้างถือดาบคมแกว่งแต่งตน สวมมงคลขี่เสือใส่เสื้อกั๊ก
บ้างคาดราตคดขัดกระบี่ ขึ้นขี่วัวป่าง่ากะตัก
เหล่าลิงล้อมวงองครักษ์ ทำคึกคักขี่กระบือถือตะพด
วานรนายหมวดตรวจทัพ คั่งคับเข้ากระบวนถ้วนหมด
เทวราชมาตุลีก็เลื่อนรถ มาเตรียมคอยทรงยศยาตรา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๗๙๐ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
จึ่งดำรัสตรัสชวนอนุชา เสด็จมาสรงวารินกลิ่นฟุ้ง

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๗๙๑ ไขประทุมธารากระยาสนาน นทีธารดั้นดุพุพุ่ง
ทรงสุคนธ์ปนทองอุไรปรุง จันทน์จรุงหอมตระหลบอบองค์
สนับเพลาเชิงงอนอ่อนลไม ทรงภูษาโกไสยไว้หางหงษ์
เจียรบาดตาดสุวรรณกระสันทรง สอดใส่ฉลององค์อินท์ธนู
ปั้นเหน่งเพ็ชรแพรวพรันกุดั่นดวง ทับทรวงสายสร้อยห้อยห่วงหู
สังวาลวรรณสุวรรณกำภู ทองกรเก้าคู่รูจี
ธำมรงค์เครื่องต้นมงคลเพ็ชร มงกุฎเก็จแก้วประดับสลับสี
ทรงพระแสงศรสิทธิ์ฤทธี กรายกรจรลีมาเกยลา

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๑๗๙๒ ขึ้นทรงเวไชยันต์บัลลังก์ พร้อมพรั่งพลนิกายซ้ายขวา
ให้เคลื่อนพยุหบาตรยาตรา โยธาเบียดเสียดเยียดยัด

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๑๗๙๓ รถเอยรถทรง กำกงแกว่งหันผันผัด
บุษบกโตกตั้งบัลลังก์รัตน์ งอนรหงธงสบัดกวัดไกว
เทียมอัศวราชผาดผยอง เริงร้องก้องสนั่นหวั่นไหว
ทานตวันกรรชิงฉัตรไชย แห่แหนแน่นในพนาวัน
สังข์แตรกลองประโคมโครมครึก ก้องกึกโกลาสุธาลั่น
ผงคลีขึ้นคลุ้มชอุ่มควัน สุริยันเข้าเมฆมัวพยับ
เหล่าลิงโลดลำพองลองแรง กวัดแกว่งดาบหอกกลอกกลับ
เหยียบไม้ไล่ล้มแหลกยับ รีบขับกันอึงคนึงมา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๑๗๙๔ ครั้นถึงที่รณรงค์ยงยุทธ จึ่งยั้งหยุดพลนิกายซ้ายขวา
ตั้งที่สีหนามตามตำรา คอยท่ารบรับกับกุมภัณฑ์

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๑๗๙๕ บัดนั้น พลท้าวสัทธาสูรที่อาสัญ
ยังเหลือตายแตกไปในไพรวัน กลัวลิงวิ่งดั้นด้นมา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๗๙๖ บ้างพบเพื่อนเตือนกันว่าเร็วพ่อ ปล่อยห้อหกล้มลุกถลา
บ้างบุกเข้าในลแวกแฝกคา บ้างลัดไปในป่าพนาลี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๗๙๗ มาปะทะปะกับกองทัพหลัง เห็นวิรุณจำบังยักษี
จึ่งเข้าไปทูลแถลงแจ้งคดี ตามที่รบรับอัปรา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๗๙๘ เมื่อนั้น วิรุณจำบังยักษา
แจ้งว่าสัทธาสูรสิ้นชีวา อสุราโกรธเกรี้ยวเคี้ยวฟัน
เหม่เหม่มนุษย์กับลิงไพร กูจะไปเข่นฆ่าให้อาสัญ
แล้วเผ่นขึ้นอาชาชาญฉกรรจ์ ขับพหลพลขันธ์รีบมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๗๙๙ ครั้นถึงจึ่งเห็นทัพมนุษย์ คับคั่งยั้งหยุดอยู่ชายป่า
ยิ่งพิโรธโกรธใจดังไฟฟ้า จึ่งสั่งให้ทัพน่าเข้าโจมตี

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๘๐๐ บัดนั้น เหล่าพวกอสุรศักดิยักษี
ต่างตนสำแดงแผลงฤทธี เข้าโจมตีวานรรอนราญ
พลม้าขับม้าเข้าถาโถม หักโหมไม่ยั้งกำลังหาญ
เหล่าลิงย่อย่นไม่ทนทาน พลมารได้ทีตีรุด

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๘๐๑ บัดนั้น พวกพหลกระบี่มีมงกุฎ
ต่างแกว่งสาตราอาวุธ เข้ายงยุทธอสูรหมู่มาร
โลดไล่ตระหลบรบยักษ์ ชิงชักดาบหอกหวดประหาร
ต่อแย้งแทงฟันประจัญบาน พลมารแตกตายวายชีวัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๐๒ เมื่อนั้น วิรุณจำบังแขงขัน
เห็นลิงฆ่ายักษ์ยับลงนับพัน ยิ่งหุนหันฮึดฮัดขัดใจ
จึ่งนึกว่าไพรีมีศักดา จะรบสู้ซึ่งหน้านั้นไม่ได้
จำจะลอบล้างมันให้บรรไลย แล้วตั้งใจขุนมารอ่านมนต์

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๑๘๐๓ เดชะพระเวทวิเศษขลัง หายทั้งกายาม้าต้น
จึ่งขับพาชีโผนโจนประจญ เข้าแทงพลพวกลิงกลิ้งกลาดไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๘๐๔ บัดนั้น โยธาวานรน้อยใหญ่
สับสนอลหม่านทั้งทัพไชย แลไปไม่เห็นไพรี
ได้ยินเสียงเท้าม้าก็คว้าจับ ยักษ์แทงล้มพับอยู่กับที่
แต่หันหลังหันหน้าราวี พลกระบี่หลีกหลบกระทบกัน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๘๐๕ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิรงค์รังสรรค์
เห็นพวกลิงล้มตายวายชีวัน แตกกระชั้นเข้ามาน่ารถไชย
ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าม้า จะเห็นกายอสุราก็หาไม่
จึ่งถามพิเภกพลันทันใด เหตุไฉนจึ่งเปนเช่นนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๐๖ บัดนั้น พิเภกประนตบทศรี
จึ่งทูลพระหริรักษ์จักรี อสุรีร่ายเวทวิทยา
กำบังกายหายตัวทั้งม้าต้น เข้าแทงพลพานรินทร์สิ้นสังขาร์
ขอพระองค์จงแผลงศรศักดา พิฆาฏฆ่ากุมภัณฑ์ให้บรรไลย

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๐๗ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิล้ำสุริย์ใส
ฟังพิเภกทูลแถลงแจ้งใจ ภูวไนยแผลงศรไปรอนราญ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๘๐๘ ศรไชยไล่ล้างอสุรพล สิ้นชนม์ชีวังสังขาร
ต้องพระยาม้าทรงของขุนมาร เซซานเสือกดิ้นสิ้นชีวี

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๑๘๐๙ เมื่อนั้น วิรุณจำบังยักษี
เสียพลโยธาพาชี อสุรีผู้เดียวเปลี่ยวใจ
จึ่งนึกว่าถ้ากูอยู่ต่อฤทธิ์ น่าที่ชีวิตรจะตักไษย
จำจะหลีกหลบลี้หนีไป ผูกผ้าพยนต์ไว้แทนกายา
คิดพลางเปลื้องผ้าโพกเกษ รฦกคุณพรหเมศนาถา
ลงยันต์พันผูกตามตำรา แล้วร่ายเวทวิทยาเป่าไป

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๑๘๑๐ เปนยักษีขี่ม้ากล้าหาญ พระยามารยินดีจะมีไหน
จึ่งส่งหอกให้พลันทันใด ขับไล่เข่นฆ่าวานร
แล้วกุมภัณฑ์พรั่นจิตรคิดขยาด เกรงกลัวพรหมมาศพระแสงศร
แกว่งกวัดสาตราคทาธร แผลงอิทธิ์ฤทธิรอนเหาะไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด วรเชฐ (ลิงออก)

๑๘๑๑ ครั้นถึงอังกาศภูผา เห็นพฤกษายางยูงสูงไสว
ลิงป่าแบกขนผลไม้ เข้าไปในถ้ำแล้วออกมา
อสุรีตริตรึกนึกดู ต่อจะมีคนอยู่ในคูหา
ฤๅจะเปนนักสิทธิวิทยา เราจะไปพึ่งพาพอพ้นไภย
คิดแล้วเหาะลงในดงดอน บทจรเลียบเลี้ยวเหลี่ยมไศล
ตามรอยลิงป่าคลาไคล เข้าในถ้ำแก้วแพรวพรรณ

ฯ ๖ คำ ฯ พระยาเดิน

๑๘๑๒ แลเห็นอนงค์ทรงลักษณ์ ผิวภักตร์เพียงสุรางค์นางสวรรค์
งามลม่อมพร้อมพริ้งทุกสิ่งอัน กุมภัณฑ์นิ่งนึกตรึกตรา
อันหญิงอยู่คูหาไม่เคยเห็น ชรอยเปนนางไม้ไพรพฤกษา
ดูเขตรขอบชอบกลพ้นปัญญา พอจะอาไศรยสำนักนิ์สักราตรี
ดำริห์พลางทางเดินเข้าไปใกล้ แล้วปราไสสุดามารศรี
สาวสวรรค์กัลยาได้ปรานี เรานี้หนีศรพระรามา
เอนดูด้วยจงช่วยชีวิตรไว้ ขออาไศรยซ่อนอยู่ในคูหา
พอรุ่งรางส่างแสงสุริยา จึ่งจะลาดวงใจไปบุรี

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๘๑๓ เมื่อนั้น นวลนางวานรินทร์โฉมศรี
ได้ฟังคำอสุราพาที เทวีนิ่งนึกตรึกตรา
อันยักษีหนีศรพระจักรแก้ว จะพ้นทุกข์เราแล้วกระมังหนา
จำจะบอกทางให้ไคลคลา ไปยังฝั่งมหาสมุทไทย
ดำริห์พลางทางว่ากับขุนยักษ์ จะสำนักนิ์อยู่ที่นี่เห็นมิได้
กลัวศรพระจักรกฤษณ์ฤทธิไกร จะพาเราบรรไลยแหลกลาญ
ท่านจงไปเชิงเขายุคันธร ที่ฝั่งสีทันดรกระแสสาร
จึ่งซ่อนองค์อสุราพระยามาร อยู่ในฟองชลธารธารา
ถึงแม้นพวกพระรามจะตามไป ก็เห็นไม่ประสบพบยักษา
อันเราช่วยบอกความตามเมตตา อสุรารีบไปเสียให้พ้น

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๘๑๔ เมื่อนั้น วิรุณจำบังฟังเหตุผล
คิดเห็นถูกระบอบชอบกล พอจะพ้นไภยันต์อันตราย
จึ่งว่าเจ้าบอกนี้ดีนัก คุณของนงลักษณ์เหลือหลาย
ถ้าแม้นพี่นี้ตลอดรอดตาย ไม่ลืมคุณโฉมฉายสายสุดใจ
ว่าพลางทางลาจรลี ออกจากที่คูหาอาไศรย
สำแดงแผลงอิทธิ์ฤทธิไกร เหาะไปนทีสีทันดร

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๘๑๕ ครั้นถึงฝั่งมหาชลาฦก เสียงโครมครึกคลื่นละลอกกระฉอกฉ่อน
เห็นฟองเลื่อนลอยมาในสาคร พอจะเข้าซุ่มซ่อนกายา
จึ่งยกหัดถ์มัสการขึ้นเหนือเกษ รฦกคุณพรหเมศนาถา
สำรวมกายร่ายมนต์อสุรา เข้าในฟองคงคาวารี

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ โล้ รัว

๑๘๑๖ เมื่อนั้น ฝ่ายรูปผ้าพยนต์ยักษี
แกว่งหอกกลอกกลับขับพาชี เข้าทิ่มแทงพวกกระบี่รี้พล

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๘๑๗ บัดนั้น โยธาวานรสับสน
ไม่หลีกหลบรบรูปผ้าพยนต์ ต่างตนโลดไล่ไขว่คว้า
เหล่าพวกกระบี่มีมงกุฎ เข้าโจมจับสัปรยุทธยักษา
รุมกันฟันฟาดด้วยสาตรา อสุรารูปแปลงแทงล้มไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๘๑๘ เมื่อนั้น พระหริรักษ์จักรกฤษณ์คิดสงไสย
ถามพิเภกกุมภัณฑ์ทันใด เหตุไฉนขุนมารมันทานทน
ทหารเราเข้าจับก็กลับหลุด สาตราวุธต้องกายก็หลายหน
เหตุไฉนไม่ตายวายชนม์ ศักดาเดชเวทมนต์มันอย่างไร

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๑๙ บัดนั้น พิเภกทูลแจ้งแถลงไข
อันองค์อสุรีนั้นหนีไป ผูกผ้าพยนต์ไว้แทนกายา
อันรูปนี้ยืนยงคงอาวุธ ไม่รู้สุดสิ้นชีวังสังขาร์
ขอพระองค์ทรงแผลงศรศักดา เปนข่ายเพ็ชรล้อมผ้าพยนต์ไว้
แล้วให้กระบี่ที่มีฤทธิ์ ไปตามติดผลาญยักษ์ให้ตักไษย
รูปนี้จะกลับกลายหายไป ไม่พักให้เข่นฆ่าราวี

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๘๒๐ เมื่อนั้น พระราเมศทรงสวัสดิรัศมี
ฟังพิเภกทูลแถลงแจ้งคดี ภูมีแผลงศรไปรอนราญ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๘๒๑ เปนข่ายเพ็ชรเจ็ดชั้นกั้นไว้ มิให้รูปยักษ์ออกหักหาญ
แล้วผินผันภักตร์มาบัญชาการ สั่งคำแหงหณุมานมีศักดา
ท่านจงจำคำพิเภกบอกความ รีบไปตามอสุรศักดิยักษา
สังหารผลาญเสียให้มรณา ตัดศีศะอสุรามาบัดนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๒๒ บัดนั้น วายุบุตรรับสั่งใส่เกษี
ถวายบังคมคัลอัญชลี แผลงอิทธิฤทธีเหาะไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๘๒๓ ครั้นถึงเขาอังกาศศิงขร วานรลงเดินเนินไคล
พอเห็นเหล่าลิงป่าพนาไลย แบกขนผลไม้มากมาย
จึ่งออกยืนสกัดทางขวางหน้า แล้วถามว่าเหวยกระบินทร์สิ้นทั้งหลาย
ตัวมึงพวกนี้มีมุลนาย ฤๅเที่ยวเล่นตามสบายจงบอกมา
นี่ใครใช้ให้เก็บผลาผล จะหาบขนเอาไปไหนหนักหนา
กูนึกสงไสยในวิญญา เองบอกมาตามจริงทุกสิ่งไป

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๑๘๒๔ บัดนั้น พวกลิงเล็กเขม้นเห็นลิงใหญ่
ต่างตนตระหนกตกใจ ลงกราบไหว้แถลงแจ้งคดี
อันตัวข้าพานรทั้งสิ้น เปนข้านางวานรินทร์โฉมศรี
ต้องเก็บผลพฤกษาทั้งตาปี เอาไปส่งเทวีในถ้ำทอง

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๘๒๕ เมื่อนั้น หณุมานกระหยิ่มยิ้มย่อง
ตริตรึกนึกในใจปอง เห็นได้ช่องชอบกลพ้นปัญญา
จำจะเข้าไปดูให้รู้จัก เผื่อว่ายักษ์ซ่อนอยู่ในคูหา
แต่จะแสร้งแปลงรูปเหมือนเทวา ให้สาวสรรค์กัลยาปรานี
คิดพลางทางว่ากับลิงไพร จงพาเราเข้าไปถึงโฉมศรี
แต่พอได้สนทนาพาที ไต่ถามตามมีธุระมา
ว่าแล้วยกหัดถ์มัสการ พระสยมภูวญาณนาถา
บริกรรมสำรวมวิญญา อ่านมหามนต์จำแลงแปลงกาย

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

ชมตลาด

๑๘๒๖ รูปร่างอย่างไทเทวบุตร ใส่มงกุฎทรงเครื่องเรืองฉาย
ทอดกรยุรยาตรนาดกราย ผันผายเข้าในถ้ำอำไพ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

ชมโฉม

๑๘๒๗ เห็นอนงค์องค์หนึ่งสถิตย์นั่ง บนบัลลังก์ศิลาทองผ่องใส
ทรงโฉมประโลมละลานใจ จะพิศไหนงามนั่นเปนขวัญตา
ไว้เล็บแลชแล่มแช่มช้อย สาวน้อยน่ารักหนักหนา
ขนงเนตรเกษกรรณกัลยา เสมอลายเลขาที่เขียนไว้
โอษฐนางอย่างสีลิ้นจี่จิ้ม เหมือนจะยิ้มยั่วจิตรพิศมัย
ยิ่งพิศยิ่งเพลินจำเริญใจ เข้าใกล้สาวสวรรค์จำนรรจา

ฯ ๖ คำ ฯ

ชาตรี

๑๘๒๘ โฉมเอยโฉมเฉลา ไยเจ้าจึ่งมาอยู่ในคูหา
สันโดษเดียวเปลี่ยวองค์เอกา พี่นึกน่าสงสารสุดใจ
ฤๅบุตรีกระษัตริย์พลัดบ้านเมือง รำคาญเคืองขุกเข็ญเปนไฉน
ฤๅหนึ่งนางโฉมงามทรามไวย กำเนิดในโกสุมประทุมทอง
เปนบุญพี่พอจำเภาะเจาะจง มาพบองค์อรไทยถึงในห้อง
ขอเชิญทรามสงวนนวลลออง นุชน้องผินหน้ามาข้างนี้

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๑๘๒๙ เมื่อนั้น นวลนางวานรินทร์โฉมศรี
ได้ฟังวาจาพาที ถอยหนีแล้วเหลือบชำเลืองดู
เห็นชายหนึ่งหนุ่มน้อยมานั่งชิด รำคาญคิดอัปรยศอดสู
ปลาดหนอนี่ใครจะใคร่รู้ นางนิ่งนึกเปนครู่ให้คร้ามใจ
แม้นมิตอบวาจาพาที ก็จะเฝ้าเซ้าซี้ถามไถ่
ดำริห์พลางนางตอบแต่จริงไป น้องมิใช่เชื้อกระษัตริย์ขัติยา
เปนข้าพระเปนเจ้าเขาไกรลาศ แต่ล่วงราชกิจผิดหนักหนา
จึ่งเคืองขัดตรัสสาปให้ลงมา อยู่ในห้องคูหาช้านาน
อันตัวข้าเปนคนทนทุกข์ มิใช่ว่าผาศุกเกษมสานต์
เจ้ารู้แล้วอย่าอยู่ให้ช้าการ ขอเชิญท่านรีบกลับไปฉับไว

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้โลม

๑๘๓๐ สุดเอยสุดสวาดิ ช่างฉลาดเจรจาจะหาไหน
เจ้าอยู่ถึงเมืองฟ้าสุราไลย วิบากกรรมจำให้เปนโทษกร
ต้องจากทิพสถานพิมานเมศ มาอยู่เขตรเขาเขินเนินศิงขร
นิจาเอ๋ยเอกาอนาทร ไม่มีเพื่อนอัปศรสาวสุรางค์
พี่อยู่ด้วยจะได้เห็นกันเปนสอง ควรฤๅนิ่มน้องมาหมองหมาง
จะขอถามอิกสักคำอย่าอำพราง ซึ่งโทษนางทำผิดติดพัน
พระอิศวรสาปไว้อย่างไรเล่า นงเยาว์จึ่งจะได้ไปสวรรค์
จงแจ้งความตามจริงทุกสิ่งอัน จะได้ช่วยแก้กันให้พ้นไภย

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๘๓๑ เมื่อนั้น วานรินทร์นารีศรีใส
จึ่งแกล้งว่าน่าเบื่อเหลือใจ นี่อะไรมาเฝ้าเซ้าซี้
อันตัวข้าถ้าคำแหงหณุมาน เปนทหารพระนารายน์เรืองศรี
ติดตามยักษามาทางนี้ ข้าได้ชี้ทางให้ไคลคลา
จึ่งจะสิ้นทุกข์ทนพ้นสาปสัน ได้คืนไปเมืองสวรรค์หรรษา
อย่าเฝ้าซักนักเลยจงเมตตา ข้าพูดจาตามจริงทุกสิ่งไป
เจ้าจะมาแปดปนกับคนโทษ จะเอาผลประโยชน์ที่ตรงไหน
แม้นทราบถึงพระศุลีบัดนี้ไซ้ จะพากันบรรไลยแหลกลง

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๑๘๓๒ น้องเอยน้องแก้ว เจ้าจะสิ้นสาปแล้วนวลหง
เมื่อมิใคร่บอกความตามตรง ทำให้พี่นี้สงไสยใจ
อันพี่ฤๅคือคำแหงหณุมาน ทหารพระอวตารเปนใหญ่
บัดนี้มีรับสั่งตรัสใช้ ให้มาตัดเศียรไอ้อสุรา
ซึ่งทุกข์ของโฉมยงนงลักษณ์ ไว้นักงานพี่จะอาสา
แต่ไมตรีพี่จงจำนงมา แก้วตาอย่าสลัดตัดใจ
ว่าพลางทางกระถดเข้าให้ชิด จะอายเอียงเบี่ยงบิดไปข้างไหน
หยอกยุดฉุดฉวยชายสไบ ลูบต้องลองใจนางเทวี

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๘๓๓ เมื่อนั้น นางวานรินทร์ผินผันหันหนี
พลางตอบวาจาพาที อะไรนี่น่าชังทำจังฑาล
มาถามเขาเขาบอกออกให้แจ้ง ประจบประแจงเอากระนั้นขันจ้าน
น้องก็รู้อยู่ว่าหณุมาน รูปพรรณสัณฐานเปนวานร
มีกุณฑลขนเพ็ชรผิดเพื่อน หาวเปนเดือนดาวจำรัสประภัศร
ทหารพระจักรีสี่กร ฤทธิรอนเลิศลบภพไตร
อันรูปร่างอย่างนี้เปนมนุษย์ จะยงยุทธยักษีที่ไหนได้
ชะเจ้ายอดทหารชาญไชย ข้ากลัวฤทธิไกรอย่าเจรจา

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๘๓๔ แสนเอยแสนคม เจ้าคารมน่ารักหนักหนา
หากเห็นเปนรูปมนุษย์มา จึ่งแกล้งว่าโป้ปดประชดประชัน
อย่าเพ่อหัวเราะเยาะเย้ยก่อน กลัวแต่จะวอนไปสวรรค์
พี่จะหาวเปนดาวเดือนตวัน มีสำคัญขนเพ็ชรมาไลย
ถ้าแม้นรู้ประจักษ์ตระหนักแน่ จะบิดเบือนเชือนแชนั้นไม่ได้
ว่าพลางหณุมานชาญไชย สำรวมใจกลายกลับกายา

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๑๘๓๕ เปนกระบี่มีเขี้ยวแก้วกุณฑล สีขนขาวผ่องเพียงเลขา
ผาดแผลงสำแดงเดชา หาวเปนเดือนดารารูจี

ฯ ๒ คำ ฯ คุกภาษ

๑๘๓๖ เมื่อนั้น วานรินทร์อกสั่นขวัญหนี
รู้ว่าทหารพระจักรี สมคำพระศุลีเจ้าโลกา
ยิ่งระทวยขวยเขินเมินเมียง หลบเลี่ยงไม่แลดูหน้า
ผินหลังนั่งก้มภักตรา กัลยาครั่นคร้ามขามใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๓๗ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
เห็นนางขวยเขินสเทินใจ เข้าใกล้กัลยาแล้วพาที

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้โลม

๑๘๓๘ น้องเอยน้องรัก จงผินผันหันภักตร์มาดูพี่
หณุมานทหารพระจักรี รูปร่างอย่างนี้ณนงเยาว์
เมื่อกี้พี่หาวเปนดาวเดือน สมเหมือนว่าไว้ฤๅไม่เล่า
ว่าพลางแนบชิดสกิดสเกา อะไรเจ้าเฝ้าสบัดปัดมือ
ไหนไหนก็รู้อยู่ด้วยกัน จะไม่ไปสวรรค์แล้วฤๅ
จงผินผันภักตรามาหารือ ทำใจดื้อดูเอาเล่าเถิดซิ
เมื่อพี่เปนมนุษย์มาว่าวอน เจ้าคารมคมค้อนค่อนติ
เดี๋ยวนี้เห็นเปนลิงลงนิ่งมิ ช่างไม่ปริปากพูดกับพี่ยา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๘๓๙ เมื่อนั้น นวลนางวานรินทร์เสนหา
หลบเลี่ยงเอียงอายชายหางตา ทำอิดเอื้อนเยื้อนว่ากับวานร
รู้แล้วว่าเจ้าเปนทหาร องค์พระอวตารชาญสมร
น้องนี้คนโทษโรธกร ทุกข์ร้อนจะใคร่ได้พึ่งพา
แต่หากเห็นเปนราชการใหญ่ จงรีบไปสังหารผลาญยักษา
ต่อสำเร็จเสร็จสรรพกลับมา แม้นเมตตาก็จงช่วยส่งน้อง
จะขืนอยู่ลดเลี้ยวเกี้ยวพาน ไม่คิดถึงราชการเกี่ยวข้อง
ช่วยตักเตือนตื้นฦกจงตรึกตรอง มิใช่น้องจะสลัดตัดอาไลย

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๑๘๔๐ ทรามเอยทรามสงวน ถ้อยคำน้ำนวลจะหาไหน
ราชการก็ร้อนไม่นอนใจ จะรีบไปสังหารผลาญกุมภัณฑ์
แต่ความรักหนักหน่วงในดวงจิตร เปนสุดที่พี่จะคิดผ่อนผัน
เจ้ายิ่งทำเหินห่างไปอย่างนั้น เหมือนแกล้งกันจะให้ขาดราชการ
ว่าพลางทางประโลมลูบต้อง ค่อยประคองเคียงภักตร์สมัคสมาน
สนิทแนบแอบองค์นงคราญ กรประสานสอดคล้องทำนองใน
เกิดวิบัติอัศจรรย์ลั่นเลื่อน สท้านสเทื้อนเขาอังกาศหวาดไหว
พยุพยับอับแสงอโนไทย ชลาไลยคลื่นละลอกกระฉอกชล
ปลาวาฬว่ายสายสมุทผุดขึ้นล่อง พ่นฟองฟุ้งฟ้าดังห่าฝน
สองศุขเกษมสานต์บานกระมล อยู่บนที่แท่นแผ่นศิลา

ฯ ๑๐ คำ ฯ โลม

ช้า

๑๘๔๑ เมื่อนั้น วานรินทร์เยาวยอดเสนหา
ได้ร่วมรศขุนกระบี่ปรีดา กัลยาแย้มยิ้มพริ้มพราย
วายุบุตรยุดหยอกก็หยิกข่วน เย้ายวนยั่วอารมณ์สมหมาย
ทำกระชดกระช้อยชม้อยชม้าย เอียงอายเอนทับลงกับเพลา
ถ้อยทีปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ ถึงจะได้ไปสวรรค์ก็ไม่เท่า
เฉาะเลาะลิงอิงแอบแนบเคล้า ยั่วเย้าแย้มสรวลชวนชิด

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๑๘๔๒ เมื่อนั้น วายุบุตรสุดสวาดิเพียงขาดจิตร
ถนอมแนบแอบอุ้มจุมพิต แล้วขุกคิดกลัวจะขาดราชการ
จึ่งโลมลูบปฤษฏางค์พลางปราไส ถามไถ่ด้วยสุนทรอ่อนหวาน
อันวิรุณจำบังขุนมาร มันหนีพระอวตารไปแห่งใด
พี่จะตามรอนราญสังหารมัน ให้มอดม้วยชีวันตักไษย
อนึ่งนางโฉมงามทรามไวย จะได้ไปสวรรค์ชั้นฟ้า

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๘๔๓ เมื่อนั้น นวลนางวานรินทร์เสนหา
มิรู้ที่จะหน่วงหนักชักช้า กัลยานบนอบแล้วตอบไป
อันยักษีหนีศรมาเมื่อเช้า มันว่ากล่าวกับข้าขออาไศรย
น้องบอกกับขุนมารชาญไชย ให้รีบไปนทีสีทันดร
เข้าอยู่ในฟองน้ำท่ามกลางสมุท ตรงที่สุดเชิงพระเมรุศิงขร
จงตามไปยังมหาสาคร ที่ตีนเขายุคันธรทิศพยัพ
เห็นฟองใดใหญ่โตก็ฟองนั้น คือกุมภัณฑ์ซ่อนอยู่จงจู่จับ
แต่น้องนี้วาศนาอาภัพ ไม่มีศุขทุกข์ทับทั้งตาปี
ได้มีคู่ครู่หนึ่งก็พลัดพราก เวรวิบากสารพัดจะบัดสี
พลางซบลงตรงตักขุนกระบี่ เทวีโศกาอาไลย

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๑๘๔๔ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
เห็นนางครวญคร่ำร่ำไร จึ่งโลมเล้าเอาใจพูดจา

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้โลม

๑๘๔๕ สุดเอยสุดสวาดิ ใช่ว่าพี่จะขาดเสนหา
แม้นมิคิดราชการพระผ่านฟ้า ไม่นิราศคลาศคลาจากถ้ำทอง
จะรัดรึงคลึงเคล้าเฝ้าเชยชื่น ไม่ปราถนาหาอื่นให้เปนสอง
นี่จำจิตรจำใจจำไกลน้อง ด้วยจะต้องสงครามตามยักษ์มาร
จะช่วยส่งทรามไวยไปสวรรค์ ให้สิ้นคำสาปสันเกษมสานต์
แล้วตัวพี่จะได้ไปราชการ เยาวมาลย์อย่าลห้อยน้อยใจ
ว่าพลางอิงแอบแนบสนิท โอบอุ้มจุมพิตพิศมัย
แล้วกุมกรกัลยาคลาไคล ออกไปจากห้องทั้งสองรา

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๑๘๔๖ ครั้นถึงปากถ้ำแก้วแพร้วพราย แสนเสียดายนงลักษณ์หนักหนา
ดูทรวดทรงวงภักตร์ลักขณา ไม่น่าที่จะร้างห่างไกล
แต่รีรอท้อจิตรพิศดู เปนครู่แล้วสท้อนถอนใจใหญ่
จูงนางมานั่งยังร่มไม้ ลูบไล้ปฤษฎางค์พลางขอษมา
ซึ่งพี่ได้ต้องถือมือหนัก เชยภักตร์จุมพิตขนิษฐา
ให้นิ่มน้องข้องขัดอัธยา อย่าเปนเวราข้างน่าไป
ว่าพลางทางเด็ดได้ดอกแก้ว มาตั้งจิตรจบแล้วก็ยื่นให้
คล่าวคลอชลนาอาไลย กอดกรถอนฤไทยไปมา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

โอ้ปี่

๑๘๔๗ เมื่อนั้น วานรินทร์เยาวยอดเสนหา
ให้อาไลยในรศพจนา กราบกับบาทาแล้วว่าไป
ซึ่งน้องได้หยาบหยามลามลวน หยิกข่วนค้อนควักผลักไส
จะกำจัดพลัดพรากจากไกล ขออย่าให้น้องนี้มีเวรา
นิจาเอ๋ยสงสารด้วยท่านนัก จะต้องไปหาญหักยักษา
แม้นน้องตามไปได้จะไคลคลา เมืองสวรรค์ชั้นฟ้าไม่อาวรณ์
นี่สุดคิดอยู่แล้วจะแคล้วคลาศ ต้องกลับไปไกรลาศศิงขร
นางครวญคร่ำล่ำลาวานร สอื้นอ้อนโศกาอาไลย

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๑๘๔๘ เมื่อนั้น หณุมานยิ่งคิดพิศมัย
แล้วคิดถึงความหลังรับสั่งใช้ จะรีบไปสังหาญผลาญกุมภัณฑ์
เช็ดชลนานางพลางว่า แก้วตาอย่าวิโยคโศกศัลย์
กุศลเราร่วมสร้างไว้อย่างนั้น จึ่งจำพรากจากกันไปทั้งรัก
พี่จะส่งทรามไวยไปไกรลาศ เปนข้าบาทพระศุลีมีศักดิ
ว่าแล้วโลมลูบจูบภักตร์ พาองค์นงลักษณ์ลีลามา

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๑๘๔๙ ถึงชายเชิงคิรีที่แจ้ง สอนให้นางจัดแจงโจงภูษา
ประคองกรช้อนกายกัลยา ขึ้นบนหัดถาง่าไว้
เหลียวหน้ามาดูดวงสมร ให้มืออ่อนตีนอ่อนถอนใจใหญ่
แล้วคิดสละรักหักใจ อุ้มนางขว้างไปในเมฆา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๘๕๐ ครั้นเสร็จซึ่งส่งนงคราญ จะรีบไปราชการผลาญยักษา
จึ่งผาดแผลงสำแดงเดชา เหาะมายังฝั่งสมุทไทย

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๘๕๑ ครั้นถึงนทีสีทันดร หว่างเขายุคันธรข้างทิศใต้
ลดเลี้ยวเที่ยวแลดูไป เห็นฟองน้ำหนึ่งใหญ่มหิมา
ไม่เคลื่อนคล้อยลอยตามสายสมุท วายุบุตรเขม้นมองป้องหน้า
เห็นทีดีร้ายอสุรา จะซุ่มซ่อนกายาอยู่ในนี้
คิดพลางแผลงศักดาถาโถม โจนกระโจมจับฟองสองมือขยี้
เห็นยักษ์ลอดหลบไปในนที ขุนกระบี่โลดไล่ไขว่คว้า

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๘๕๒ เมื่อนั้น วิรุณจำบังยักษา
เห็นลิงเผือกพวกพระรามตามมา อสุราแขงข้อเข้าต่อยุทธ
เผ่นขึ้นเหยียบบ่าง่าตะบอง ตีต้องลูกลมจมสมุท
ไม่ระคายปลายขนทนอาวุธ โผนผุดขึ้นได้ไล่รอนราญ

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๕๓ เมื่อนั้น ลูกพระพายร้ายแรงคำแหงหาญ
เข้าหักโหมโรมรันประจัญบาน รอนราญรับรองว่องไว
ทยานยุดฉุดชิงคทาธร วานรตีรันกระชั้นไล่
เหยียบยักษ์ชักตรีเกรียงไกร แทงกุมภัณฑ์บรรไลยด้วยฤทธา

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๑๘๕๔ ครั้นเสร็จสังหารผลาญไพริน ขุนกระบินทร์ตัดเศียรยักษา
หิ้วเหาะรเห็จเตร็จฟ้า ตรงมากองทัพฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๘๕๕ ครั้นถึงจึ่งถวายอภิวาท พระนารายน์ธิราชรังสรรค์
ทูลแจ้งกิจจาสารพัน ที่รบรุกบุกบันอสุรี

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๘๕๖ เมื่อนั้น พระทรงสังข์ฟังทูลถ้วนถี่
ชื่นชมสมถวิลยินดี แล้วมีพระราชบัญชา
สรรเสริญหณุมานชาญไชย ใช้ไหนได้ดังปราถนา
ทั้งในกองทัพพลับพลา จะหาวานรเปรียบไม่เทียบทัน
แล้วสั่งเสนานายใหญ่ ให้เลิกพลไกรแขงขัน
พวกกระบินทร์โห่ร้องก้องอรัญ คืนเข้าสุวรรณพลับพลา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๘๕๗ บัดนั้น ฝ่ายอสุรคอยเหตุยักษา
เห็นทั้งสองกองทัพอัปรา พระนัดดาพระสหายวายปราณ
ตกใจตัวสั่นขวัญหนี หลบลี้เข้าในไพรสาณฑ์
ชวนกันลัดตัดพงดงดาน มายังราชฐานลงกา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๘๕๘ ครั้นมาถึงทิมริมประตู รู้ว่าเสด็จอยู่พระโรงน่า
สองนายก้มกรานคลานเข้ามา วันทาทูลแถลงแจ้งความ
บัดนี้ท้าวเจ้ากรุงหัษฎง กับองค์พระนัดดาชาญสนาม
ออกไปได้ณรงค์สงคราม กับกระบี่มีนามหณุมาน
ทั้งสององค์หลงสู้ไม่รู้พยด เดี๋ยวนี้ปลดชีวังสังขาร
รี้พลเหลือหลายวายปราณ ดูอาการข้าศึกฮึกเต็มที

ฯ ๖ คำ ฯ

ช้า

๑๘๕๙ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษี
ได้ฟังสองอสูรทูลคดี อสุรีนิ่งนึกตรึกตรา
แต่ให้ออกไปผจญรณรงค์ ก็สิ้นสุดสุริวงษ์พงษา
ยังคิดเห็นเปนที่พึ่งพา แต่ท้าวมาลีวราชเรืองฤทธิ์
แม้นเธอสาปสันใครไม่คลาศเคลื่อน ก็เปนเหมือนวาจาปกาศิต
แต่พระองค์ทรงธรรม์ทศพิธ จำจะคิดผ่อนผันด้วยปัญญา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๑๘๖๐ จึ่งตรัสเรียกสองกุมารหลานเอก นนยะวิกวายุเวกยักษา
เข้ามาข้างแท่นแก้วแววฟ้า สั่งกำชับกำชาพาที
ลุงจะใช้ไปเฝ้าพระเจ้าปู่ เสด็จอยู่ยอดฟ้าคิรีศรี
ทูลแถลงแจ้งเรื่องราวี ว่าไพรีมาประชิดติดภารา
แม้นพระองค์สงไสยไต่ถาม จงใส่ความรามลักษณ์ให้หนักหนา
แล้วว่าลุงบังคมไปใต้บาทา ขอเชิญมาช่วยกู้บูรี

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๘๖๑ บัดนั้น สองอสูรรับสั่งใส่เกษี
รีบออกนอกกำแพงแผลงฤทธี เหาะข้ามวารีเร็วมา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

ช้า

๑๘๖๒ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชนาถา
ตั้งแต่ละสมบัติขัติยา มาอยู่เขายอดฟ้าป่าหิมพานต์
อันเขตรขอบคิรีที่ทาง กว้างขวางใหญ่โตรโหฐาน
ราบรื่นพื้นศิลาน่าพระลาน มีวิมานเหมือนบรมพรหมา
วันนั้นนั่งเหนือบัลลังก์บนเหลี่ยมเขา ใต้ร่มรังบังเงาเงื้อมผา
สุรารักษ์นักสิทธิวิทยา มาพร้อมหน้านอบนบอภิวันท์
ตรัสประภาศพูดจากับดาบศ เอาเครื่องชาสุธารศรินให้ฉัน
แล้วซักไซ้ไต่ถามถึงทางธรรม์ ต่างสำรวลสรวลสันต์จำนรรจา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๘๖๓ บัดนั้น นนยะวิกวายุเวกยักษา
เหาะทยานผ่านเมฆเมฆา มาถึงเขายอดฟ้าสุราไลย
จึ่งเคลื่อนคล้อยลอยลงยังบรรพต เลี้ยวลดเลียบเดินเนินไศล
ถึงพระลานคลานตามกันเข้าไป กราบกรานท่านไทไอยกา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๖๔ เมื่อนั้น พระพงษ์พรหมบรมนาถา
เห็นยักษีพี่น้องทั้งสองรา จึ่งบัญชาทักถามเนื้อความไป
เหวยไอ้อสูรประยูรยักษ์ ยังเล็กนักเล็กหนามาแต่ไหน
มีธุระกังวลกลใด ฤๅใครใช้สอยมึงจึ่งมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๖๕ บัดนั้น สองอสูรบังคมก้มเกษา
ทูลว่าท้าวเจ้ากรุงลงกา ใช้ข้ามาประนตบทมาลย์
ด้วยบัดนี้มีสงครามรามลักษณ์ มารบพุ่งกรุงยักษ์หักหาญ
พวกพระวงษ์พงษาข้าราชการ ออกต้านทานเสียทัพอัปรา
กุมภกรรฐ์อินทรชิตมิตรสหาย ก็ม้วยมอดวอดวายเสียหนักหนา
เปนจนใจไม่มีที่พึ่งพา กรุงลงกาเกือบจะได้แก่ไพรี
จึ่งใช้ข้าพี่น้องสองอสูร มากราบทูลเบื้องบาทบทศรี
เชิญเสด็จพระองค์ทรงฤทธี ไปแก้กู้บูรีให้รอดไว้

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๘๖๖ เมื่อนั้น ท้าวมาลีหลากจิตรคิดสงไสย
จึ่งตรัสซักสองกุมภัณฑ์ทันใด เองว่าให้เห็นกระจ่างทางความ
อันองค์ทศเศียรอสุรินทร์ เมืองแมนแดนดินก็เกรงขาม
ใครหนอปลาดนักชื่อลักษณ์ราม บังอาจข้ามพลลิงมาชิงไชย
เปนโจรมีฝีมือฤๅกระษัตริย์ ผ่านสมบัติบุรีธานีไหน
สาเหตุเภทพาลประการใด เขาจึ่งได้มาประชิดติดลงกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๘๖๗ บัดนั้น สองอสูรบังคมก้มเกษา
อันลักษณ์รามพี่น้องสองรา อยู่ศรีอยุทธยาพระนคร
ได้ยินข่าวเล่าฦๅว่าเปนหลาน จอมกระษัตริย์อัชบาลชาญสมร
เขาขับหนีพี่น้องต้องซอกซอน อยู่ดงดอนแดนโคธาราวี
วันหนึ่งจึ่งองค์เจ้าลงกา ไปได้นางกลางป่ามากรุงศรี
พระรามรู้ฤษยาว่าสามี จะมาตีบ้านเมืองเพราะเรื่องนั้น
จึ่งไปฆ่าพาลีพี่สุครีพ สิ้นชีพชีวาอาสัญ
ได้ลิงค่างต่างทหารชาญฉกรรจ์ มาโรมรันรบพุ่งถึงกรุงไกร

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๑๘๖๘ เมื่อนั้น ท้าวมาลีลำฦกนึกขึ้นได้
จึ่งว่าเออไอยกาคิดว่าใคร มิรู้ในสุริวงษ์พงษ์นารายน์
อันลักษณ์รามนั้นกูกับปู่เขา แต่ก่อนเก่าชอบชิดเปนมิตรสหาย
ไม่พอที่จะมาฆ่ากันตาย แสนเสียดายพงษ์พันธุ์ที่บรรไลย
จำจะไปไกล่เกลี่ยเสียสักหน่อย ให้เรียบร้อยรู้จักรักใคร่
จึ่งตรัสสั่งคนธรรพฉับไว จงเตรียมพลไกรจะไคลคลา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๘๖๙ บัดนั้น คนธรรพรับสั่งใส่เกษา
ก้มเกล้ากราบงามสามลา ออกมาเกณฑ์กันทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๑๘๗๐ พร้อมพรั่งตั้งกระบวนแห่แหน มากมายหลายแสนอสงไขย
กองน่านักสิทธิฤทธิไกร ถือธงไชยแห่เสด็จเจ็ดพัน
พลนิกายซ้ายขวาวิชาธร ฤทธิรอนรู้เหาะเพราะพระขรรค์
โยธาน่าหลังทั้งนั้น คนธรรพ์คนธรรพกับสิทธา
พวกสำเร็จปรอทแร่แก่เถ้า มาพลอยเข้ากระบวนถ้วนหน้า
เครื่องสูงสุรารักษ์ศักดา กับเทวาหว่างพระเมรุวิเรนทร
พวกพระไพรปู่เจ้าเป่าแตรสังข์ พร้อมพรั่งคั่งคับสลับสลอน
แล้วเลื่อนราชรถทรงอลงกรณ์ มาเทียบไว้ใกล้ชง่อนเงื้อมคิรี

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๘๗๑ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชเรืองศรี
เสด็จจากแท่นสุวรรณทันที มาเข้าที่โสรจสรงคงคาไลย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๘๗๒ น้ำพุดุดั้นบนบรรพต ดังฝนฝอยย้อยหยดเย็นใส
ลอองอาบซาบซ่านสำราญใจ ลูบไล้สุคนธาอ่าองค์
โขมพัตรพื้นขาวยาวกว้าง ประจงจีบกลีบวางหางหงษ์
ชายแครงเครือสุวรรณบรรจง ฉลององค์โอภาษตาดเงินงาม
ปั้นเหน่งเพ็ชรไพโรจโชติช่วง ทับทรวงดวงมณีศรีสยาม
เฟื่องห้อยพลอยประดับวับวาม ทองกรแก้วภุกามงามเงา
ธำมรงค์ปทัมราชผาดผุด มงกุฎหนุนนวมสวมเศียรเกล้า
กรรเจียกจำหลักลายพรายเพรา หน่วงเนาสายพระกรรณกระสันทรง

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๘๗๓ จับพระขรรค์ไชยศรีลีลาศ ออกจากพิมานมาศดังราชหงษ์
แห่แหนแน่นนันกรรกง ให้โบกธงทำพิณพาทย์ยาตรา

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๑๘๗๔ รถเอยรถเพ็ชร เคยเสด็จเดินทางกลางเวหา
ที่นั่งทรงองค์ท้าวธาดา ลอยล่องท้องฟ้านภาไลย
เทียมหงษ์เหมราชชาติปักษิณ พอผยองเผยอบินแผ่นดินไหว
คนธรรพขับรถคลาไคล แห่แหนแน่นในโพยมมาล
ทานตวันกรรชิงกลิ้งกลด อยู่ริมรถที่นั่งบังสุริย์ฉาน
มยุรฉัตรพัดโบกโบตาล อยู่งานไปพลางกลางอัมพร
พลนิกายซ้ายขวาตาริ้ว ถือธงทิวปลิวรยับสลับสลอน
ลอยเลื่อนเคลื่อนคลาพลากร ไปนครลงกาธานี

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๑๘๗๕ ครั้นถึงจึ่งลงหยุดยั้ง อยู่ยังสมรภูมิไชยศรี
เห็นทรากศพอสุรินทร์สิ้นชีวี เหลือที่จะนับคณนา
น้อยฤๅทศกรรฐ์กับพระราม ทำสงครามฆ่าฟันกันหนักหนา
ช่างกะไรไม่แจ้งกิจจา ว่าลงกาเกิดเข็ญถึงเช่นนี้
นึกก็น่าสังเวชสมเพชนัก ทั้งเอนดูทศภักตร์ยักษี
ครั้นจะตรงเข้าไปในบุรี จะเปนที่กินแหนงแคลงใจ
จำจะหาทศกรรฐ์กับพระราม มาพิพากษาความถามไถ่
จึ่งตรัสสั่งสองกุมภัณฑ์ทันใด เองเร่งไปบอกองค์เจ้าลงกา

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๘๗๖ บัดนั้น นนยะวิกวายุเวกยักษา
ก้มเกล้าเคารพรับบัญชา พากันดั้นป่าไปธานี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๘๗๗ ครั้นถึงจึ่งเข้าไปกราบทูล ท้าวราพนาสูรยักษี
บัดนี้องค์ไอยกาธิบดี ภูมีไม่เข้ามาเมืองมาร
หยุดอยู่ที่ประจญรณรงค์ ให้เชิญองค์บิตุลาไปว่าขาน
จะถามหาสาเหตุเภทพาล ให้การกับพระรามเปนความกัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๗๘ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริวงษ์รังสรรค์
จึ่งตรัสกับข้าเฝ้าเหล่านั้น จะไต่ถามความกันไม่พรั่นใจ
ลักษณ์รามว่าดีมีฤทธิ์มาก การฝีปากไหนจะสู้กูได้
ถึงจะว่าพาเมียมาไว้ จะเอาใครรู้เห็นเปนพยาน
ดำริห์พลางทางสั่งมโหทร จงรีบร้อนเร่งรัดจัดทหาร
ทั้งธูปเทียนดอกไม้ใส่พาน จะได้มัสการพระไอยกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๘๗๙ บัดนั้น มโหทรรับสั่งใส่เกษา
มารีบรัดจัดพหลพลโยธา เสร็จตามบัญชาพระยามาร

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๘๘๐ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรศักดาหาญ
เสด็จจากแท่นรัตน์ชัชวาลย์ มาอ่าองค์สรงสนานนัที
ประดับเครื่องเรืองรัตน์ตรัจเตร็จ แล้วเสด็จจากปรางปราสาทศรี
ให้เคลื่อนคลายขยายยกโยธี ตรงไปที่สมรภูมิไชย

ฯ ๔ คำ ฯ กราว เชิด

๑๘๘๑ ครั้นถึงที่ประทับรัถา เบื้องซ้ายไอยกาอัชฌาไศรย
กราบถวายบังคมคัลทันใด จุดธูปเทียนดอกไม้บูชา
แล้วทูลว่าพระองค์ทรงยศ มาหยุดรถอยู่ไยที่ในป่า
เชิญเสด็จเข้าไปในภารา ให้ตรีโลกฦๅชาปรากฏไว้

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๘๒ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชเปนใหญ่
จึ่งตรัสตอบทศกรรฐ์ทันใด อันตัวปู่อยู่ในทศพิธ
ครั้นจะตามใจเจ้าเหมือนเบาความ ข้างพระรามจะรแวงแคลงจิตร
จะประชุมเทวาสุราฤทธิ์ ถ้วนหน้ามาสถิตย์ในที่นี้
จึ่งจะถามความเจ้าผู้เปนโจทย์ ซึ่งกล่าวโทษพระรามเรืองศรี
ให้ต้องอย่างทางธรรมประเพณี ตรัสพลางทางมีบัญชาไป
ดูก่อนเทวาสุรารักษ์ ซึ่งสำนักนิ์ธารท่าป่าใหญ่
จงเที่ยวป่าวเหล่าฝูงเทพไท ทั้งแดนไตรมานั่งเปนพยาน

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๘๘๓ เมื่อนั้น เทพเจ้าสิงไศลไพรสาณฑ์
ได้ฟังพจนาบัญชาการ ก็เหาะออกนอกวิมานทยานมา
เที่ยวประกาศกึกก้องร้องป่าว ตลอดจนแดนดาวดึงษา
ชวนกันผันผยองล่องลอยฟ้า ลงมายังสมรภูมิพลัน

ฯ ๔ คำ ฯ เหาะ

๑๘๘๔ ครั้นถึงเคารพอภิวาท ท้าวมาลีวราชรังสรรค์
นั่งอยู่อัดแอแจจัน คอยฟังฟ้องทศกรรฐ์เจ้าลงกา

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๘๘๕ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชนาถา
เห็นฝูงเทวัญในชั้นฟ้า มาพร้อมหน้านอบนบอภิวันท์
จึ่งตรัสถามทศเศียรสุริวงษ์ เจ้าจงให้การเถิดหลานขวัญ
ซึ่งพวกยักษ์ลักษณ์รามสงครามกัน เมื่อแรกเริ่มเดิมนั้นเปนอย่างไร

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๘๖ เมื่อนั้น ทศเศียรเศกแสร้งแถลงไข
เดิมหลานไปล้อมกวางกลางไพร พบนางหนึ่งในพนาวา
เปนสาวพรหมจารีไม่มีผัว เที่ยวอยู่แต่ตัวอนาถา
ข้านี้มีจิตรคิดเมตตา จึ่งพามาเลี้ยงไว้ในอุทยาน
ฝ่ายพระรามตั้งตัวเปนผัวนาง จึ่งคุมเหล่าลิงค่างมาหักหาญ
ฆ่าพระวงษ์พงษาวายปราณ ทำประมาทหมิ่นหลานเปนพ้นรู้
พระองค์เปนปู่ย่าตายาย ก็พลอยอายอัปรยศอดสู
จงตัดสินพิพากษาเปนตราชู ใครทำผิดคิดดูเถิดภูวไนย

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๘๘๗ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชเปนใหญ่
ได้ฟังนิ่งนึกตรึกไตร แล้วตรัสไปแก่องค์เจ้าลงกา
ซึ่งนัดดาว่ากล่าวในราวความ ข้างพระรามพระลักษณ์ผิดหนักหนา
แต่ปู่หารู้ไม่ด้วยไกลตา ครั้นว่าจะเชื่อฟังยังไม่ควร
จำจะให้ไปหาองค์พระราม มาสอบถามซักไซ้ไต่สวน
จึ่งจะตัดสินความตามสำนวน ให้ถูกถ้วนทางธรรม์ไม่ฉันทา
ตรัสพลางทางสั่งเวศุกรรม จงจำคำทศภักตร์ยักษา
ไปแถลงแจ้งความพระรามา แล้วว่าเราให้หามาบัดนี้
แม้นสององค์สงไสยไต่ถาม จงออกนามอัชบาลชาญไชยศรี
กับเราร่วมรักใคร่เปนไมตรี อย่าราคีคิดรแวงแคลงใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๘๘๘ เมื่อนั้น เวศุกรรมเทวาอัชฌาไศรย
รับสั่งบังคมคลาลาไคล เหาะไปกองทัพพลับพลา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๘๘๙ ครั้นถึงจึ่งค่อยคล้อยเคลื่อน ลอยเลื่อนลงเดินเนินผา
เข้าเฝ้าพระหริวงษ์ทรงศักดา ทูลแจ้งกิจจาสารพัน
สหายองค์ไอยกาฝ่าพระบาท ชื่อท้าวมาลีวราชรังสรรค์
อยู่สมรภูมิไชยไพรวัน เธอว่าไรเปนนั่นดังบัญชา
ทศเศียรทูลฟ้องสองพระองค์ จะให้ทรงแช่งชักให้หนักหนา
แต่ท้าวไทไม่เชื่ออสุรา จึ่งใช้ข้ามาเชิญเสด็จไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๘๙๐ เมื่อนั้น พระหริรักษ์จักรกฤษณ์คิดสงไสย
จึ่งตรัสถามท้าวพระยาเสนาใน บรรดาพวกผู้ใหญ่ทั้งไพร่นาย
ใครรู้มั่งฤๅไม่ว่าไอยกา กับท้าวมาลีวราชเปนสหาย
จงแจ้งเหตุเภทผลต้นปลาย บรรยายให้เราเข้าใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๙๑ บัดนั้น ฝ่ายชามภูวราชอำมาตย์ใหญ่
จึ่งทูลพระอวตารชาญไชย ข้าได้แจ้งจิตรในกิจจา
แต่ปางหลังครั้งคราวอสุรพรหม ขึ้นเฝ้าพระสยมนาถา
ทูลขอพรสำหรับกับคทา ให้ปราบสิ้นดินฟ้าธาตรี
องค์พระจอมไกรลาศประสาทให้ ตามใจจงรักของยักษี
วันนั้นท่านท้าวมาลี จึ่งกราบทูลเจ้าตรีโลกา
อันอสูรสัตบาปหยาบคาย เที่ยวทำร้ายไตรจักรหนักหนา
ท้าวอัชบาลผ่านศรีอยุทธยา ได้พึ่งพาผาศุกไปทุกทิศ
ซึ่งพระองค์อวยไชยให้กับยักษ์ เหมือนแกล้งฆ่าสุรารักษ์นักสิทธิ์
ถึงองค์ท้าวอัชบาลชาญชิต เข้าต่อฤทธิ์ราพร้ายจะวายปราณ
พระอิศวรหวนนึกลำฦกได้ จึ่งอวยไชยกับพระขรรค์แล้วบรรหาร
ให้ท้าวมาลีบรมพรหมมาน ไปประทานท่านไทไอยกา
สองพระองค์ทรงศักดิจึ่งรักใคร่ ปลงพระไทยทุ่มเทเสนหา
เปนสหายหมายมั่นแต่นั้นมา ไม่กังขาขึ้งเคียดรังเกียจกัน
อายุข้าถ้าจะนับได้กัปเศษ จึ่งแจ้งเหตุสุดสิ้นดินสวรรค์
เปนความขำล้ำฦกดึกดำบรรพ์ ทรงธรรม์จงทราบบทมาลย์

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๑๘๙๒ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิล้ำสุริย์ฉาน
ได้ฟังทูลแถลงแจ้งการ จึ่งบรรหารสั่งมหาเสนาใน
สุครีพรีบจัดพลากร สองนครเข้าสลับทัพใหญ่
เราจะยกโยธาคลาไคล ไปบังคมท่านไทไอยกา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๙๓ บัดนั้น สุครีพรับสั่งใส่เกษา
ก้มเกล้ากราบงามสามลา แล้วออกมาจัดทัพฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๑๘๙๔ เกณฑ์กระบี่สี่สิบสมุทถ้วน ที่ต้นเชือกเลือกล้วนล่ำสัน
ซ้ายขวาน่าหลังทั้งนั้น ลิงฉกรรจ์เกณฑ์หัดจัดแจง
ทหารเอกอาสาสิบห้าหมื่น แต่พื้นปืนทองปรายตะพายแล่ง
บ้างถือศรกำซาบดาบคมแวง ทั้งธงเทียวเขียวแดงดาษดา
พวกล้อมวงองครักษ์สมปักลาย อยู่ริมรถพระนารายน์ซ้ายขวา
ใส่เสื้อแสงแต่งประกวดกายา เหน็บสาตราตรีสั้นกัลเม็ด
บ้างถือง้าวหลาวแหลนโล่ห์เขน กะเกณฑ์กองทัพสรรพเสร็จ
จึ่งให้เคลื่อนเลื่อนราชรถเพ็ชร มาประทับรับเสด็จที่เกยลา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๘๙๕ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
ชวนพระลักษณ์ลีลาศยาตรา ไปโสรจสรงคงคาวารี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๘๙๖ ชำระสระสนานน้ำสุหร่าย กรีดกรายพระหัดถ์ขัดสี
ลูบไล้สุคนธามาลี ผัดภักตร์ผิวฉวีวาดคิ้ว
สอดใส่สนับเพลาเนากระหนก ภูษายกแย่งครุธยุดนาคหิ้ว
ห้อยน่าผ้าทิพย์ทองริ้ว ชายแครงแพลงพลิ้วพลอยรยับ
โหมดเทศตาดทองฉลององค์ ต่างทรงเกราะเก็จเพ็ชรประดับ
คาดปั้นเหน่งสายประสานบานพับ สังวาลแก้วแวววับทับทรวง
พาหุรัดทองกรซ้อนทรง ธำมรงค์เพ็ชรรัตน์รุ้งร่วง
มงกุฎแก้วแกมสุวรรณกุดั่นดวง ห้อยพวงบุบผามาลี

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๘๙๗ ครั้นเสร็จสรรพจับพระแสงศรทรง เสด็จลงจากพลับพลาหลังคาสี
เหล่าทหารกรานกราบลงสามที ให้คลายคลี่โยธาคลาไคล

ฯ ๒ คำ ฯ กราว เชิด

๑๘๙๘ ครั้นถึงที่รณรงค์ยงยุทธ จึ่งยั้งหยุดพลนิกายนายไพร่
ให้เลื่อนราชรถแก้วแววไว เข้าไปเบื้องขวาท้าวมาลี
สองกระษัตริย์เคารพอภิวาท พระไอยกาธิราชเรืองศรี
หมอบชม้อยคอยดูภูมี จะพาทีถามไถ่สิ่งไรมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๘๙๙ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชนาถา
เห็นพี่น้องสองกระษัตริย์นัดดา โสภาพริ้งพร้อมลม่อมลไม
ช่างเหมือนพระสหายอัชบาล ประกอบการกิริยาอัชฌาไศรย
พินิจพลางทางถามเนื้อความไป ไอยกานี้ให้สงไสยนัก
ทั้งสองเจ้าเผ่าพงษ์องค์อัชบาล ไยไม่ผ่านอยุทธยาอาณาจักร
ทศเศียรขุนมารกับหลานรัก ได้หาญหักรบกันด้วยอันใด

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๙๐๐ เมื่อนั้น พระราเมศทูลแจ้งแถลงไข
เดิมหลานจะพรากจากกรุงไกร เพราะแม่ไกยเกษีโสภา
ขอสัตย์บิตุรงค์ทรงยศ ให้พระพรตผ่านนครก่อนข้า
หลานจึ่งต้องครองศีลเปนสิทธา ออกอยู่ป่ากว่าจะครบสิบสี่ปี
นางสีดากับเจ้าลักษณ์รักใคร่ ร้องไห้ตามมาพนาศรี
อยู่อาไศรยในอรัญกุฎี ริมโคธาวารีราวไพร
แล้วทูลเล่าเรื่องความที่ตามกวาง ครั้นกลับมาหานางหาเห็นไม่
พบพระยาสดายุจึ่งแจ้งใจ ว่าทศภักตร์ลักไปไว้ลงกา
จึ่งยกพลตามข้ามสมุท มายั้งหยุดเหยียบนครของยักษา
ให้องคตเปนทูตไปพูดจา กับราชสาส์นหลานว่าแต่โดยดี
ทศเศียรไม่ส่งนงคราญ จึ่งเกิดการรบพุ่งถึงกรุงศรี
เปนความสัตย์ทุกสิ่งจริงดังนี้ ภูมีจงทราบบทมาลย์

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๑๙๐๑ เมื่อนั้น พระปิ่นเกษยอดฟ้ามหาสถาน
ฟังพระรามแก้ไขให้การ จึ่งบรรหารถามองค์เจ้าลงกา
เดิมเจ้าว่านารีไม่มีผัว เปนสาวแท้แต่ตัวอนาถา
พระรามว่าสามีนางสีดา มาอยู่ที่โคธาวารี
เจ้าใช้ม้ารีศแสร้งแปลงเปนกวาง แล้วลักนางมาไว้ในกรุงศรี
เขาก็ได้ให้มาว่าโดยดี จริงจังดังนี้ฤๅฉันใด

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๙๐๒ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์แก้ว่าหามิได้
ซึ่งม้ารีศเปนกวางไปอย่างไร ไม่แจ้งใจจริงจริงสิ่งนี้
เมื่อได้นางสีดามาเมือง ก็ฦๅเลื่องเฟื่องฟุ้งทั้งกรุงศรี
ใครจะมาว่ากะไรก็ไม่มี จนถึงปีหนึ่งแล้วพระไอยกา
ต่อพระรามข้ามสมุทมาเมืองมาร แกล้งคิดอ่านพาลผิดฤษยา
ให้องคตพังประตูจู่เข้ามา พิฆาฏฆ่าเสนีเสียสี่นาย
แล้วให้พาองค์นงเยาว์ ทูลเกล้าไปประนอมยอมถวาย
เห็นผิดทูตพูดจาหยาบคาย ข้าอับอายจึ่งไม่ส่งนงลักษณ์

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๙๐๓ เมื่อนั้น องค์ท้าวมาลีมีศักดิ
ได้ฟังคำขุนมารหลานรัก จึ่งผินภักตร์ไปถามพระรามา
ทศกรรฐ์ไม่รับกลับมีคำ ว่าเจ้าทำหาญหักหนักหนา
จริงจังดังนั้นฤๅนัดดา ฤๅจะว่าอย่างไรเร่งให้การ

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๐๔ เมื่อนั้น พระรามว่าข้ามิได้ให้หักหาญ
เมื่อองคตเข้าไปในเมืองมาร พวกยักษ์ปิดทวารวังไว้
ครั้นพูดจาว่ากล่าวโดยดี อสุรีไม่เปิดประตูให้
ข้างองคตไม่ฟังพังเข้าไป ถึงท้าวไทเจ้าลงกาธานี
ได้แจ้งความตามเรื่องราชสาส์น ให้ขุนมารส่งสีดามารศรี
ทศกรรฐ์โกรธาจะฆ่าตี ให้เสนีรบรับจับองคต
เห็นจวนตัวแล้วลิงจึ่งชิงไชย ยักษ์สู้ไม่ได้ก็ตายหมด
มาให้การแก้เกี้ยวเลี้ยวลด เปนคำคดไม่จริงสักสิ่งอัน

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๙๐๕ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชรังสรรค์
เห็นว่ากล่าวก้าวเฉียงเถียงกัน ทรงธรรม์จึ่งดำริห์ตริไตร
อันคำทศภักตร์กับพระราม ข้อความหาไกลกันไม่
แต่เท็จจริงจะอยู่ข้างผู้ใด จะว่าให้เปนกลางทางธรรม์
คิดพลางทางมีกระทู้ถาม ดูราพระรามรังสรรค์
นางสีดานี้ใครให้ปัน ได้แต่งงานการกันฤๅฉันใด
หนึ่งบิดรมารดาของนารี อยู่ธานีนัคเรศประเทศไหน
เมื่อแรกรับกัลยามาไว้ คือใครรู้เห็นเปนพยาน

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๙๐๖ เมื่อนั้น พระหริรักษ์จักราปรีชาหาญ
จึ่งว่านางสีดายุพาพาล เยาวมาลย์เกิดในประทุมา
พระชนกเลี้ยงไว้ในกุฎี เปนบุตรีแสนสุดเสนหา
แล้วลาพรตพรหมจรรย์แต่นั้นมา ไปอยู่เมืองมิถิลาช้านาน
จึ่งตั้งกิจพิธีให้ยกศิลป์ กระษัตรามาสิ้นทุกถิ่นฐาน
ทั้งเทวาสุรารักษ์มัฆวาน ก็ไปด้วยช่วยการสยุมพร
ท้าวชนกจักรวรรดิให้ผลัดกัน ทีละคนยกคันธนูศร
ข้ายกได้ดังจิตรพระบิดร จึ่งตั้งการสยุมพรพิธี
อภิเศกสีดากับข้าบาท เปนเอกองค์อรรคราชมเหษี
ถึงเทวามานั่งอยู่ทั้งนี้ เมื่อเดิมทีก็รู้อยู่ด้วยกัน

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๙๐๗ เมื่อนั้น พระพงษ์พรหมบรมรังสรรค์
ฟังพระรามเรียงคำรำพรรณ ทรงธรรม์เห็นจริงทุกสิ่งไป
ครั้นจะพิพากษาสองสถาน ให้ผเชิญพยานยังไม่ได้
ต้องไต่ถามตามบทจะงดไว้ จำจะให้หานางคนกลางมา
เอาถ้อยคำสอบใส่ให้กระจ่าง จึ่งสืบต่อข้ออ้างไปข้างน่า
ดำริห์พลางทางมีวาจา ดูราพระวิศณุกรรม์
จงคุมพวกพิทยาวิชาธร เปนการร้อนรีบด่วนไปสวนขวัญ
บอกสีดาว่าเราผู้ทรงธรรม์ ให้เชิญมาว่ากันอย่าฉันทา
พระรามกับทศภักตร์ยักษี ถ้อยทีจะรวังกังขา
ทั้งสองข้างต่างแต่งเสนา กำกับพวกเทวาพากันไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๙๐๘ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์กราบก้มบังคมไหว้
จึ่งตรัสสั่งหณุมานชาญไชย จงคุมไพร่ไปด้วยเทวัญ

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๙๐๙ เมื่อนั้น ทศเศียรเสียวใจไหวหวั่น
แม้นสีดามาถึงเถียงกัน จะรำพรรณกล่าวโทษโรธกร
มิให้ไปไอยกาจะว่าผิด เปนจนจิตรจำสู้ไปดูก่อน
จึ่งเหลียวหลังสั่งมารมโหทร จงคุมพลนิกรกำกับไป

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๙๑๐ บัดนั้น พระวิศณุกรรม์นายใหญ่
กับยักษาพานรินทร์ฤทธิไกร เหาะไปสวนขวัญทันที

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๙๑๑ ครั้นถึงจึ่งลงริมพลับพลา เข้าเฝ้านางสีดามารศรี
ทูลแถลงแจ้งความตามคดี บัดนี้ภูวไนยไอยกา
พระองค์ทรงนามมาลีวราช พงษ์พรหมบรมนารถนาถา
เธอว่าไรเปนนั่นดังบัญชา ถือศีลสัจจาสารพัน
ให้ประชุมเทวาจะว่าความ ทศเศียรกับพระรามรังสรรค์
สาเหตุเภทผลแต่ต้นนั้น ทศกรรฐ์กล่าวโทษพระรามา
ท้าวเธอให้ไปเชิญองค์พระราม มาไต่ถามสอบปากพิพากษา
ข้อความติดพันถึงกัลยา จึ่งใช้ข้ามาเชิญเสด็จไป

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๙๑๒ เมื่อนั้น องค์ภัควดีศรีใส
ประจักษ์แจ้งแห่งคำเทพไท ทรามไวยสมถวิลยินดี
จะใคร่ไปเคารพอภิวาท พระสามีธิราชเรืองศรี
ทั้งจะได้เห็นพระลักษณ์ผู้ภักดี แต่จากพี่ไปประมาณนานครัน
คิดพลางทางมีบัญชา ชวนเทวีตรีชดาสาวสรรค์
จะไปเฝ้าฟังถามเนื้อความกัน ทรงธรรม์จะว่าขานประการใด
ตรัสพลางย่างเยื้องจรลี ลงจากที่พลับพลาอาไศรย
นวลนางตรีชดายาใจ สาวสรรค์กำนัลในก็ตามมา

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

๑๙๑๓ ขึ้นทรงบุษบกแก้วแพรวพรรณ ฝูงกำนัลนั่งรายซ้ายขวา
เทวราชผาดแผลงฤทธา นำน่าเหาะกลับมาฉับไว

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๙๑๔ ครั้นถึงจึ่งค่อยคล้อยเคลื่อน ลอยเลื่อนลงทางหว่างไศล
ให้ยั้งหยุดบุษบกอยู่แต่ไกล จะคอยฟังท่านไทไอยกา

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๙๑๕ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชนาถา
เห็นบุษบกแก้วแววฟ้า จึ่งให้เลื่อนเข้ามาน่ารถทรง

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๙๑๖ เมื่อนั้น นางสีดาแน่งน้อยนวลหง
แหวกวิสูตรสุวรรณบรรจง ถวายบังคมองค์ไอยกา
เห็นรถทศเศียรอยู่เบื้องซ้าย รถพระนารายน์อยู่ฝ่ายขวา
นางกราบลงตรงภักตร์ภัศดา ฟูมฟายชลนาจาบัลย์

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๑๙๑๗ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชรังสรรค์
พิศโฉมสีดาลาวรรณ ดังดวงจันทร์แจ่มฟ้าไม่ราคี
คมขำสำอางเหมือนอย่างเขียน ไม่ผิดเพี้ยนพิมพ์ภักตร์พระลักษมี
กูเกิดมาอายุถึงเพียงนี้ ไม่เห็นนางใดดีเหมือนสีดา
กระนี้ฤๅทศภักตร์มิรักใคร่ จนพงษ์พันธุ์บรรไลยเสียหนักหนา
พระนิ่งนึกตรึกความแล้วถามมา ดูก่อนนางสีดานารี
บิตุราชมาตุรงค์ของนงลักษณ์ เปนปิ่นปักนัคเรศฤๅเศรษฐี
ผู้ใดเปนภัศดาสามี มาอยู่ที่สวนขวัญด้วยอันใด

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๙๑๘ เมื่อนั้น นางสีดากราบก้มบังคมไหว้
จึ่งทูลว่าข้าน้อยนี้ไซ้ กำเนิดในโกมุทบุษบัน
พระชนกนักสิทธิคิดเมตตา เลี้ยงเปนธิดาไม่เดียดฉัน
แล้วสึกหาลาพรตพรหมจรรย์ ทรงธรรม์กลับไปอยู่บูรี
ครั้นข้าค่อยเจริญไวยใหญ่กล้า พระบิดาจึ่งเสี่ยงศรศรี
ชุมนุมหน่อกระษัตราทุกธานี มายกศิลป์ไชยที่น่าพระลาน
ฝ่ายพระหริวงษ์ทรงฤทธิ์ ยกได้ดังจิตรพิศฐาน
จึ่งเศกข้ากับพระรามตามบุราณ สุรารักษ์มัฆวานอยู่พร้อมพรัก
แล้วองค์พระภัศดากับข้านี้ มาอยู่ศรีอยุทธยาอาณาจักร
เธอรับสัตย์พระบิดาสามิภักดิ์ หลานกับเจ้าลักษณ์ก็ตามมา
อยู่ที่กุฎีดงทรงพรต เปนดาบศบำเพ็ญเคร่งหนักหนา
วันหนึ่งเห็นกวางทองผ่องโสภา ข้าวอนว่าพระรามให้ตามไป
บัดเดี๋ยวได้ยินเสียงสำเนียงร้อง เรียกพระน้องว่าจักตักไษย
ข้าขับองค์อนุชาคลาไคล ตามไปในป่าพนาลี
สักครู่หนึ่งจึ่งท้าวเจ้าลงกา เข้าหาญหักลักข้าพาหนี
หลานได้บอกออกตัวว่าผัวมี อสุรีไม่ฟังว่าชั่งใคร
สดายุรู้จักกับพระราม ได้ห้ามปรามอิกครั้งหาฟังไม่
กลับสังหารนกนั้นบรรไลย จึ่งพาข้ามาไว้ในอุทยาน
แล้วรำพรรณพูดจาสารพัด ให้ความสัตย์วิงวอนอ่อนหวาน
ข้าคิดแค้นขึ้นมาด่าประจาน ยังก้มกรานกราบไหว้ให้ปรานี
จะถากถางอย่างไรก็ไม่โกรธ ไปคาดโทษแต่เหล่าสาวศรี
ไม่เคยพบเคยเห็นเช่นนี้ ทานทนพ้นที่จะอุประมา

ฯ ๒๒ คำ ฯ

๑๙๑๙ เมื่อนั้น ทศเศียรแสนอายขายหน้า
เข่นเขี้ยวขึ้นเสียงเถียงสีดา ช่างพูดจาเก้อเก้อเอออไร
เสียแรงรูปร่างงามหยามหยาบ ใครเกี้ยวพานกรานกราบเจ้าตรงไหน
เทวาข้าพเจ้าบอกกล่าวไว้ พาโลว่าข้าไหว้ใส่ถ้อยความ

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๒๐ เมื่อนั้น พระผู้พงษ์พรหมมานบรรหารห้าม
อย่าเทลาะเกาะแกะไม่แงะงาม แล้วตรัสถามมัฆวานชาญไชย
กับเทวามานั่งอยู่ทั้งนี้ เมื่อเดิมทีรู้เห็นเปนไฉน
อย่าเศกแสร้งสมอ้างข้างผู้ใด จงว่าไปตามจริงทุกสิ่งอัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๒๑ เมื่อนั้น องค์ท้าวเจ้าไตรตรึงษ์สวรรค์
เทพไทใหญ่น้อยสิ้นทั้งนั้น ก็ทูลขึ้นพร้อมกันทันใด
ซึ่งสีดาว่าสมคำพระราม จะเปนความมุสานั้นหาไม่
สารพัดสัตย์จริงทุกสิ่งไป ข้าก็ได้รู้เห็นเปนพยาน

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๒๒ เมื่อนั้น องค์พระไอยกาปรีชาหาญ
ได้ฟังสุรารักษ์มัฆวาน จึ่งโองการถามทศกรรฐ์พลัน
คำพระรามความสมกับข้ออ้าง ทั้งคนกลางรับจริงทุกสิ่งสรรพ์
เจ้าว่าได้นางสีดาในอารัญ มีสำคัญอ้างอิงสิ่งใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๒๓ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรทูลแก้ไข
เมื่อพบนางกลางป่าค่าไม้ จะอ้างอิงสิ่งใดนั้นไม่มี
แต่ข้าได้ไต่ถามถึงลูกผัว บอกว่าตัวเปนสาวชาวไพรศรี
ครั้นเห็นรูปร่างพระรามงามดี ประสมว่าสามีแต่เดิมมา
คำโบราณท่านเทียบอารมณ์หญิง เหมือนน้ำกลิ้งใบบัวชั่วหนักหนา
ขอพระองค์จงพินิจพิจารณา อย่าเชื่อคนแพศยาอาธรรม์
ถึงองค์อำรินทราสุรารักษ์ ก็ชังยักษ์ทั้งสิบหกห้องสวรรค์
พยาบาทอินทรชิตจึ่งคิดกัน หมายมั่นคุมแค้นจะแทนทด
แสร้งสมยอมพร้อมหน้าว่าขาน เปนพยานอาสาเข้ามาหมด
ไม่ทูลความตามตรงพระทรงยศ ล้วนคำคดข้าคิดติดใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๙๒๔ เมื่อนั้น องค์พระไอยกาอัชฌาไศรย
จึ่งว่าหลานค้านคิดให้ผิดไป มาติดใจคนกลางนางสีดา
อนึ่งเทพเทวัญจันทรี ไม่พาทีเหมือนมนุษย์มุสา
แม้แต่แรกเราถามพระรามา ก็ไม่รู้ถึงสีดานารี
แล้วก็ได้ให้กำกับไปรับนาง ทั้งสองข้างคู่ความตามที่
ฤๅผู้ใดใครบอกนางเทวี เจ้าจงชี้ตัวให้ไอยกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๙๒๕ เมื่อนั้น ทศเศียรแสนอายซังตายว่า
ใครจะล่วงรู้เล่ห์เทวดา อุประมาน้ำไหลใต้ทราย
แต่เห็นว่าชังยักษ์รักมนุษย์ ไม่สิ้นสุดพยาบาทมาดหมาย
เมื่อทำศึกสู้กันกุมภัณฑ์ตาย ก็โปรยปรายบุปผชาติดาษดา
แรกพระรามข้ามถนนชลธาร มัฆวานก็ได้ให้รัถา
มาตุลีนี้สำหรับขับรถมา ทุกเวลารณรงค์สงคราม
ล้วนพวกพ้องของมนุษย์สุดสิ้น ย่อมได้ยินภูวไนยไต่ถาม
จึ่งดลใจให้สีดาทูลความ สมอ้างข้างพระรามทุกประการ
ครั้นข้าทูลท้วงติงก็กริ่งโกรธ ไม่ทรงโปรดปฤกษาว่าขาน
ขืนเชื่อถือเทพไทใจพาล มิให้ค้านอย่างไรไอยกา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๙๒๖ เมื่อนั้น พระพงษ์พรหมบรมนาถา
จึ่งว่ากูผู้พิจารณา พิพากษาอาธรรม์ฤๅฉันใด
ไม่ควรค้านพาลพาโลโกสีย์ รถของเขามีเขาก็ให้
เมื่อสืบสวนสมอ้างทุกอย่างไป ยังแก้ไขคดเคี้ยวเกี่ยวพัน
เปนของเข้าเล่าเถิดว่าตกหล่น นี่เก็บคนได้ดูก็ขันขัน
เองพูดไม่มีจริงสักสิ่งอัน แม่นมั่นมึงลักเมียพระราม
จงควรคิดถอยหลังฟังกูว่า อย่าฉันทาทำบาปหยาบหยาม
เร่งคืนส่งองค์สีดาพงางาม ให้พระรามผัวเขาอย่าเอาไว้

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๙๒๗ เมื่อนั้น ทศเศียรเจียนเลือดตาไหล
ทูลเถียงเสียงแขงขึ้นทันใด อะไรไม่พินิจพิจารณา
เมื่อลูกเต้าเผ่าพงษ์พวกสหาย พระรามมาฆ่าตายเสียหนักหนา
แม้นหมู่มารม้วยมอดรอดขึ้นมา จึ่งจะส่งองค์สีดานารี
แม้นพวกยักษ์ญาติวงษ์ยังวอดวาย ก็สู้ตายไม่ส่งนางโฉมศรี
จะขอคิดเคี่ยวฆ่าราวี ใครจะดีกว่าใครจะได้ดู
อย่าว่าขานหาญหักมักง่าย กฎหมายเมืองนี้ก็มีอยู่
คิดว่าองค์ไอยกาเหมือนตราชู มิรู้ก็เปนไปเช่นนั้น

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๙๒๘ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชรังสรรค์
ได้ฟังคำแขงขึงดึงดัน จึ่งว่าเหวยทศกรรฐ์อันธพาล
จะช่วยว่าให้ดีก็มิเอา โฉดเฉาชั่วช้าหน้าด้าน
เสียศักดิสุริวงษ์พรหมมาน สาธารณ์ทรลักษณ์ไม่รักตัว
เจ็บอายกะไรก็ไม่มี ไหว้กราบกระษัตรีท่วมหัว
หลงรักเมียเขาเมามัว ที่ชั่วกลับเห็นว่าเปนดี
สั่งสอนเสียเปล่าไม่เอาคำ กูจะซ้ำแช่งชักยักษี
ขอให้ย่อยยับอัปรี อย่ามีสิ่งซึ่งสถาวร
ให้ถอยถดยศถาศักดาเดช เสื่อมพระเวทวิทยากว่าแต่ก่อน
ถ้าแม้นออกประจัญบานราญรอน ให้มอดม้วยด้วยศรพระรามา
ว่าพลางทางมีปกาสิต สั่งพระวิศณุกรรม์แกล้วกล้า
จงพาภัควดีสีดา ไปส่งสวนอสุราอย่าช้าที

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๑๙๒๙ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
จะกลับไปไกลองค์พระสามี ดังเทวีจะวินาศขาดใจ
อุส่าห์ฝืนอารมณ์บังคมลา องค์พระไอยกาอัชฌาไศรย
ก้มกราบพระจักรกฤษณ์ฤทธิไกร รับไหว้อนุชาแล้วจาบัลย์

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๑๙๓๐ บัดนั้น พระวิศณุกรรม์รังสรรค์
จึ่งนำบุษบกแก้วแพรวพรัน ผายผันไปยังอุทยาน

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๑๙๓๑ เมื่อนั้น ทศเศียรศักดากล้าหาญ
เจ็บใจไอยกาด่าประจาน อัประมาณเทวาสุราไลย
จึ่งดำรัสตรัสสั่งสารถี ให้กลับรถมณีศรีใส
ไม่ล่ำลาว่าขานประการใด คืนเข้าพิไชยลงกา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๙๓๒ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชนาถา
จึ่งอวยพรสองกระษัตริย์นัดดา ให้ฤทธาเทียมทัดอัชบาล
อันไอ้ทรยศทศกรรฐ์ ขอให้มันพ่ายแพ้แก่หลาน
อย่ารู้มีเภทไภยสิ่งใดพาน เปนประธานเทวาสุราไลย
ค่อยอยู่เถิดไอยกาจะลาเจ้า ไปยังเขายอดฟ้าที่อาไศรย
ว่าแล้วให้เคลื่อนเลื่อนรถไชย เทพไทแห่แหนแน่นมา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๙๓๓ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
จึ่งเลิกทัพกลับพลโยธา คืนไปพลับพลาพนาลี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๙๓๔ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
ครั้นมาถึงลงกาธานี จรลีเข้ายังวังใน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๑๙๓๕ นั่งเหนือแท่นสุวรรณบรรจง จะเปลี่ยนเปลื้องเครื่องทรงก็หาไม่
บอกยุบลมณโฑทันใด พี่แค้นใจไอยกาหนักหนานัก
เสียแรงให้ไปเชิญเสด็จมา หมายจะกู้ลงกาอาณาจักร
เธอกลับให้เปนความกับรามลักษณ์ ถามซักสอบจนถึงคนกลาง
ครั้นว่าพี่มีคำติงทุเลา ช่างกะไรไม่เอาแต่สักอย่าง
พิพากษาทุจริตผิดทาง จะให้ข้างเราส่งองค์สีดา
พี่ไม่ตามบังคับรับสั่ง เธอชิงชังแช่งชักหนักหนา
จึ่งเลิกทัพกลับคืนเข้าภารา มิอยากได้ไหว้ลาให้เสียมือ
จนชั้นปู่ยังเปนเช่นนี้ได้ เคราะห์ร้ายนี่กะไรเห็นแล้วฤๅ
ทีนี้สิ้นที่ปฤกษาหารือ พลางกอดมือทุกข์ร้อนถอนฤไทย

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๙๓๖ เมื่อนั้น นางมณโฑเทวีศรีใส
ฟังภัศดาเล่าเศร้าเสียใจ อรไทยมิรู้ที่จะคิด
ครั้นจะว่าให้ส่งองค์สีดา เหมือนคำไอยกาปกาสิต
เห็นทีพระองค์ทรงฤทธิ์ จะว่าคิดเกียจกันฉันทา
นึกพลางทางทูลสนองไป แม้นมิฟังคำไอยกาว่า
ก็ไม่เสร็จณรงค์ในลงกา ผ่านฟ้าตรึกไตรดูให้ดี

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๙๓๗ เมื่อนั้น ท้าวทศภักตร์ยักษี
ฟังอัครชายาพาที อสุรีเร่าร้อนอาวรณ์ใจ
นิ่งนึกคนึงถึงสงคราม จะหาญหักลักษณ์รามให้จงได้
อันกระบิลพัทหอกไชย บิตุราชประสาทไว้แต่ยังเยาว์
ทั้งพระเวทวิทยากระลากิจ จะปั้นรูปสุราฤทธิ์ใส่ไฟเผา
ดีพระไทยสรวลพลางทางตบเพลา พี่คิดได้แล้วเจ้าเยาวมาลย์
อันหอกกระบิลพัทของพี่ ฤทธิไกรไม่มีใครต่อต้าน
แต่มิได้บูชาเปนช้านาน จะต้องไปตั้งการพิธี
พวกพยานอาสาข้างมนุษย์ เทพบุตรเทวาทุกราษี
ปั้นแต่รูปสุมไฟในอัคคี ก็จะเปนภัศม์ธุลีทั้งโลกา
แล้วจะไปรบราญหาญหัก เข่นฆ่ารามลักษณ์กับลิงป่า
ตรัสบอกมเหษีแล้วลีลา ออกมาพระโรงคัลทันใด

ฯ ๑๒ คำ ฯ เสมอ

๑๙๓๘ นั่งเหนือแท่นสุวรรณบัลลังก์ ตรัสสั่งมโหทรผู้ใหญ่
จงพาพวกพลมารทหารใน ออกไปเชิงพระเมรุบรรพต
ปลูกโรงพิธีที่คำนับ เครื่องประดับล้วนแดงแสงสด
ทั้งบุบผาสารพันคันธรศ ตามกำหนดว่าไว้ในตำรา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๓๙ บัดนั้น มโหทรรับสั่งใส่เกษา
ก้มเกล้ากราบงามสามลา ออกมารีบรัดจัดกัน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๑๙๔๐ เบิกผ้าแดงเพดานม่านมุลี่ สำหรับแต่งโรงพิธีทุกสิ่งสรรพ์
กับพวกช่างทหารในได้สามพัน อสุราพากันรีบไป

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๙๔๑ ครั้นถึงเชิงพระเมรุบรรพต ที่ทรายกรดริมแนวน้ำไหล
จึ่งหยุดยั้งสั่งพวกพลไกร ให้เร่งรัดตัดไม้ในดงดอน

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๙๔๒ บัดนั้น อสุรพลอุตลุดไม่หยุดหย่อน
บ้างผ่าฟากถากเสาเกลากลอน รีบร้อนรุมกันให้ทันการ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๑๙๔๓ ปลูกโรงพิธีมีชั้นลด ที่กลางเนินทรายกรดรโหฐาน
ประดับด้วยราชวัตรชัชวาลย์ ผูกเพดานหลังคาล้วนผ้าแดง
แล้วตั้งที่แท่นรัตน์ปัทมราช บัลลังก์ลาดผ้าขาวราวพระแสง
ทั้งกองเพลิงเชิงตะกอนร้อนแรง ดอกไม้แดงสิบอย่างวางบูชา
แล้วจึ่งใช้ให้หมู่อสุรินทร์ แยกไปแกะดินมาเจ็ดท่า
จัดครบเครื่องสำหรับประดับประดา เตรียมกันคอยท่าพระยามาร

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๙๔๔ เมื่อนั้น ทศภักตร์ศักดากล้าหาญ
นั่งรฦกนึกเวทวิชาการ สังเกตจำชำนาญแน่ใจ
พอเพลาห้าโมงเก้าบาท ได้ฤกษ์ราชพิธีคัมภีร์ไสย
เสด็จจากแท่นแก้วแววไว คลาไคลไปสรงคงคา
แต่งองค์ทรงเครื่องเรืองจำรัส จับหอกกระบิลพัทพระหัดถ์ขวา
ให้ยกพวกพหลพลโยธา ออกจากลงกากรุงไกร

ฯ ๖ คำ ฯ กราว

๑๙๔๕ ครั้นถึงโรงพิธีที่หาดทราย จึ่งหยุดพวกพลนิกายนายไพร่
เสด็จจากรัถาคลาไคล มาทรงเครื่องอำไพพิธี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๑๙๔๖ จึ่งประจงทรงผ้าพื้นแดง อำมาตย์ช่วยจัดแจงให้ยักษี
อ่าองค์ทรงเพศเปนโยคี อสุรีบงเฉียงชมภูพราย
แล้วคลี่สีทับทิมริมขลิบ โพกสิบเศียรเกล้าเฉิดฉาย
ล้วนเครื่องแดงแต่งประดับสำหรับกาย สอดสายสังวาลประพาฬรัตน์
จุณเจิมเฉลิมภักตร์ผุดผาด สวมประคำปทัมราชเรืองจำรัส
ครั้นเสร็จสรรพจับหอกกระบิลพัท เข้าสู่ที่แท่นรัตน์โรงพิธี

ฯ ๖ คำ ฯ พราหมณ์เข้า

ร่าย

๑๙๔๗ จึ่งหยิบดินเจ็ดท่านั้นมาปั้น เปนรูปเทพเทวัญทุกราศี
อินทร์พรหมยมราชมาตุลี บรรดาที่ได้ไปเปนพยาน

ฯ ๒ คำ ฯ สาธุการ

๑๙๔๘ ครั้นสำเร็จเสร็จสรรพไม่นับได้ จึ่งใส่ในเพลิงแรงแสงฉาน
เอาธูปเทียนจุดจัดมัสการ แล้วโอมอ่านไสยเวทวิทยา

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

ยานี

๑๙๔๙ มาจะกล่าวบทไป ถึงตรีเนตรเจ้าไตรตรึงษา
กับฝูงเทพเทวัญชั้นฟ้า ต้องพระเวทอสุราให้ร้อนรน
จะนั่งอยู่กับที่ก็มิได้ ดังเปลวไฟติดรุมทุกขุมขน
เทวบุตรสุดที่จะทานทน เที่ยวสับสนถามไถ่กันไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๙๕๐ โกสีย์จึ่งเล็งทิพเนตร ก็แจ้งเหตุทศภักตร์ยักษา
จึ่งบอกแก่ฝูงเทพเทวา เจ้าลงกาตั้งกิจพิธี
มันจะเผาเราท่านทั้งหลาย ให้ม้วยมอดวอดวายทุกราษี
จำจะรีบไปเฝ้าพระศุลี จะได้ช่วยชีวีให้รอดไว้
ว่าแล้วโกสีย์ก็ลีลาศ กับฝูงเทวราชน้อยใหญ่
ออกจากดาวดึงษาสุราไลย เหาะไปไกรลาศคิรี

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๑๙๕๑ ครั้นถึงจึ่งเข้าไปกราบกราน พระสยมภูวญาณเรืองศรี
พลางทูลแถลงแจ้งคดี ตามที่เกิดเหตุเภทพาล
ทศกรรฐ์ปั้นรูปเทวา เข้าบูชาเพลิงแรงแสงฉาน
ครั้งนี้ชีวิตรจะวายปราณ พระสยมภูวญาณจงปรานี

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๕๒ เมื่อนั้น องค์พระอิศวรเรืองศรี
ได้ฟังอมรินทราพาที พระศุลีเล็งดูก็รู้ความ
จึ่งตรัสกับเทวาสุรารักษ์ ทศภักตร์ใจบาปหยาบหยาม
จะชุบหอกออกไปทำสงคราม แล้วลวนลามมาเผาเหล่าเทวา
เราจะให้ไปจัณฑาลหาญหัก ล้างพิธีทศภักตร์ยักษา
ว่าพลางทางมีพจนา ตรัสสั่งเทวาพาลี
จงจำแลงแปลงรูปเทวราช เปนพระยากากาศกระบี่ศรี
บรรดาฝูงเทวัญจันทรี แปลงเปนกระบี่มีศักดา
รีบไปล้างพิธีทศกรรฐ์ ช่วยชีวันเทเวศร์ทุกทิศา
เข้าชิงไชยให้ชนะอสุรา สาตราคลาศแคล้วอย่าแผ้วพาน

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๑๙๕๓ เมื่อนั้น ฝ่ายเทพเทวาศักดาหาญ
คำนับรับเทวโองการ ต่างอ่านมนต์นิมิตรด้วยฤทธิรอน
อันองค์พาลีเทวราช เปนพระยากากาศชาญสมร
บริวารเทวาเปนพานร แผลงอิทธิ์ฤทธิรอนรีบไป

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ กราวนอก

๑๙๕๔ ครั้นถึงเนินทรายชายหาด เห็นโรงราชพิธีกว้างใหญ่
จึ่งพาพหลพลไกร ลงไปพ่างพื้นพสุธา
เหล่าลิงโยธีบริวาร ฮึกหาญโห่ร้องก้องป่า
บ้างถอนต้นไม้ไง้ศิลา ทิ้งตรงลงหลังคาโรงพิธี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๙๕๕ เมื่อนั้น ทศภักตร์ผุดลุกขึ้นจากที่
เขม้นมองป้องหน้าเห็นพาลี กับกระบี่รี้พลคณนา
พระยามารนิ่งนึกตรึกตรองตริ ไอ้นี่สิวายปราณนานหนักหนา
ไฉนนั่นมันจึ่งกลับเปนมา อสุราเข็ดขยั้นพรั่นพระไทย
จึ่งมีสีหนาทประกาศสั่ง ทั่วทั้งพลนิกายนายไพร่
จงตรวจตราเตรียมกันมั่นไว้ ใครอย่าได้หลบลี้หนีกู

ฯ ๖ คำ ฯ

๑๙๕๖ บัดนั้น อสุรพลโยธีทั้งสี่หมู่
ต่างตระหนกตกใจไม่ทันรู้ บ้างยัดปืนยืนอยู่คอยยิง
บ้างถอดดาบจากฝักชักหอก สอึกออกเงื้อพุ่งยุ่งยิ่ง
ลางมารพานขี้ขลาดขยาดลิง วางวิ่งหนีหน้าเข้าป่าไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๕๗ บัดนั้น โยธาวานรน้อยใหญ่
ต่างสำแดงแผลงฤทธิเกรียงไกร เข้าไล่โจมจับกับกุมภัณฑ์
บ้างฉวยชิงอาวุธยุดแย่ง ทิ่มแทงยักษาอาสัญ
พวกกระบี่ตีโบยบุกบัน พวกกุมภัณฑ์แตกพ่ายกระจายไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๙๕๘ เมื่อนั้น ทศเศียรเห็นยักษ์ตักไษย
ยี่สิบกรกุมพระแสงแกว่งไกว เข้าไล่กระบี่รี้พล
เร็วรวดหวดซ้ายป่ายขวา โยธาถอยกลับสับสน
เหล่าลิงวิ่งพ่านไม่ทานทน มาจนใกล้พระยาพาลี

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๕๙ เมื่อนั้น องค์พระยากากาศกระบี่ศรี
สำแดงเดชเดชาเข้าราวี ต่อตีกับองค์เจ้าลงกา
เคล่าคล่องป้องปัดผลัดเปลี่ยน ขึ้นเหยียบเข่าน้าวเศียรยักษา
ได้ทีฟันฟาดด้วยสาตรา อสุราหันเหเซไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๙๖๐ เมื่อนั้น ทศเศียรเจียนจักตักไษย
ยี่สิบกรรอนรันกันไว้ แขงใจรบรับกับพาลี
เงื้อหอกกระบิลพัทกวัดแกว่ง ทิ่มแทงไม่ถูกกระบี่ศรี
แรงน้อยถอยกำลังลงทุกที สิ้นมานะผละหนีไปลงกา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๙๖๑ เมื่อนั้น พาลีมีไชยแก่ยักษา
จึ่งให้พวกพหลพลโยธา วิดวักตักคงคาดับไฟ
แล้วเขี่ยรูปสุรารักษ์มัฆวาน ทิ้งลงชลธารนทีใหญ่
บ้างรื้อโรงพิธีมี่ไป ไม้ไล่คาแฝกแหลกลาญ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๑๙๖๒ ครั้นแล้วองค์พระยาพาลี กับกระบี่รี้พลทวยหาญ
แผลงฤทธิ์เร่งรีบถีบทยาน ไปวิมานเมืองฟ้าสุราไลย

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๙๖๓ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริวงษ์เปนใหญ่
ครั้นถึงกรุงลงกาคลาไคล เข้าในปรางรัตน์รูจี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๑๙๖๔ นั่งเหนือแท่นสุวรรณบรรจฐรณ์ ให้เร่าร้อนฤไทยยักษี
พลางเล่าแถลงแจ้งคดี กับมณโฑเทวีทันใด
บัดนี้ผัวเก่าเจ้าที่ตาย กลับกลายคืนเปนขึ้นมาได้
พาพลพวกลงไปชิงไชย ทำให้เสียกิจวิทยา
ครั้งนี้พี่เองเปนจนจิตร เต็มทีที่จะคิดเข่นฆ่า
แต่สงครามรามลักษณ์หนักอุรา มิหนำซ้ำพระยาพาลี
กลับเป็นสองศึกกระหนาบคาบเกี่ยว เราสู้รบผู้เดียวนี่โฉมศรี
จะคิดอ่านแก้ไขอย่างไรดี อสุรีถอนฤไทยไปมา

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๙๖๕ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑเสนหา
ได้ฟังทรงธรรม์บัญชา กัลยาทูลสนองไปทันใด
อันพาลีที่จะเปนเห็นผิด ไม่ควรคิดพะวงสงไสย
ข้าศึกหากแสร้งแปลงไป มิใช่ใครคือศรีหณุมาน
ทั้งนี้พิเภกกุมภัณฑ์ บอกให้มันตามไปหักหาญ
หลายครั้งตั้งแต่จัณฑาล จนเสียการกองกิจพิธี
ขอพระองค์จงตัดไส้ศึก ตรองตรึกใคร่ครวญให้ถ้วนถี่
ครั้นจะทูลภูวไนยก็ใช่ที เปนที่ติฉินนินทา

ฯ ๘ คำ ฯ

๑๙๖๖ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษา
เห็นจริงนิ่งนึกตรึกตรา อสุราจึ่งดำรัสตรัสไป
ไอ้พิเภกชั่วช้าอาธรรม์ จะไว้ชีวิตรมันนั้นไม่ได้
พี่จะยกพหลพลไกร ออกไปห้ำหั่นเสียวันนี้
จึ่งจะมีไชยชนะลักษณ์ราม เสร็จสงครามรบพุ่งในกรุงศรี
ตรัสพลางทางเสด็จจรลี ออกมาที่พระโรงคัลทันใด

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๑๙๖๗ นั่งเหนือแท่นสุวรรณบัลลังก์ ตรัสสั่งเสนีน้อยใหญ่
จงกะเกณฑ์กองทัพฉับไว กูจะไปสังหารผลาญไพรี

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๙๖๘ บัดนั้น มโหทรเสนายักษี
ถวายบังคมคัลอัญชลี ออกมาจัดโยธีที่น่าวัง

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๑๙๖๙ เกณฑ์กระบวนทัพหลวงทัพน่า ซ้ายขวาปีกป้องกองหลัง
เลือกล้วนอสุรีมีกำลัง นายไพร่พร้อมพรั่งตั้งกอง
ขุนช้างต่างผูกช้างน้ำมัน เครื่องมั่นสายชนักถักลายสอง
ทหารม้าถือล้วนทวนทอง แผงพะนังบังซองหอกซัด
ขุนรถตระเตรียมเทียมรัถา งอนน่าธงไชยไหวสบัด
พลเท้าถือสาตราสารพัด นับแสนแน่นอัดปัถพี
บ้างสอดใส่เสื้อแสงตะแบงมาน แต่งตนอลหม่านอึงมี่
โลทันนั้นเทียมรถมณี เทียบประทับกับที่เกยลา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๙๗๐ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษา
ครั้นพร้อมพหลพลโยธา เสด็จมาสรงชลบนเตียงทอง

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๙๗๑ ชำระสระสนานนที กำนัลนางนารีสีขนอง
ทรงสุคนธาธารใส่พานรอง สนับเพลาปักกรองเปนช่องชั้น
ภูษายกแย่งครุธภุชงค์ ฉลององค์เกราะนวมสวมกระสัน
ชายแครงเครือวิหคกระหนกพัน ห่วงห้อยสร้อยสุวรรณกันถอบทับ
กรองสอสังเวียนวิเชียรช่วง ทับทรวงดวงมณีสีสลับ
สังวาลแววแก้วภุกามวามวับ เฟื่องห้อยพลอยประดับกุดั่นดุน
ปั้นเหน่งเพ็ชรพรรณรายสายสร้อยอ่อน ทองกรซ้อนสวมนวมหนุน
ธำมรงค์เพ็ชรมณฑปนพคุณ มงกุฎกุณฑลแก้วกรรเจียกจร

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๑๙๗๒ ครั้นเสร็จสรรพจับหอกกระบิลพัท ลงจากปราสาทรัตน์ประภัศร
ออกประตูหูช้างข้างอุดร ยกนิกรกองน่าคลาไคล

ฯ ๒ คำ ฯ กราวใน

โทน

๑๙๗๓ รถเอยราชรถทรง เสียงกงก้องสนั่นหวั่นไหว
โตกตั้งบัลลังก์แก้วแววไว งอนรหงธงไชยโบกบน
เทียมไกรสรราชผาดผยอง ดังจะล่องลอยฟ้าเวหาหน
เครื่องสูงบังแสงสุริยน เบื้องบนบดคลุ้มชอุ่มควัน
เสียงสังข์เสียงแตรแซ่ซ้อง ฆ้องกลองโครมครึกพิฦกลั่น
พวกพหลพลมารชาญฉกรรจ์ แห่แหนแน่นนันพนาไลย
ต่างสำแดงแผลงเดชเดชา สเทือนท้องหิมวาป่าใหญ่
สัตวสิงวิ่งหนีเข้าพงไพร เร่งร้นพลไกรเกรียวมา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๑๙๗๔ ครั้นถึงที่รณรงค์ยงยุทธ จึ่งยั้งหยุดพลนิกายซ้ายขวา
ตั้งที่สีหนามตามตำรา โยธาโห่ร้องก้องป่าไป

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๑๙๗๕ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
เสด็จออกนั่งน่าพลับพลาไชย เสนาในอภิวาทดาษดา
เบื้องซ้ายฝ่ายชมภูพานรินทร์ พวกนครขีดขินอยู่เบื้องขวา
พระทรงคิดการศึกตรึกตรา จะเข่นฆ่าทศกรรฐ์ให้บรรไลย
พอได้ยินสำเนียงเสียงโห่ร้อง กึกก้องกัมปนาทหวาดไหว
จึ่งตรัสถามพิเภกทันใด ทัพใครยกมาเพลานี้

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๑๙๗๖ บัดนั้น จึ่งพระยาพิเภกยักษี
คำนับรับสั่งพระจักรี พลางจับยามตามคัมภีร์โหรา
แล้วลงเลขไล่ดูรู้ประจักษ์ จึ่งทูลพระหริรักษ์นาถา
ทัพนี้คือองค์เจ้าลงกา จะยกมาหักหาญราญรอน

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๗๗ เมื่อนั้น พระนารายน์สุริวงษ์ทรงศร
ฟังคำโหราพยากรณ์ ภูธรสมถวิลยินดี
จึ่งดำรัสตรัสสั่งสุครีพ จงเร่งรีบเกณฑ์พลกระบี่ศรี
เราจะยกยาตราเพลานี้ ไปต่อตีกับองค์เจ้าลงกา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๗๘ บัดนั้น สุครีพรับสั่งใส่เกษา
ก้มเกล้ากราบงามสามลา ออกมาเร่งรัดจัดทัพ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๑๙๗๙ เกณฑ์นิกรกองน่ากล้าแขง ปีกป้องกองแซงเสร็จสรรพ
กองหลวงกองหลังคั่งคับ ตามตำหรับรณรงค์ยงยุทธ
ลางตนตัวดีขึ้นขี่เสือ ใส่เสื้อสักลาดผาดผุด
บ้างขี่กระบือถือปืนคาบชุด คาดตะกรุดลงยันต์กันตัว
ลางลิงถือตรีขี่เลียงผา ตะพายย่ามลว้าผ้าโพกหัว
บ้างใส่หมวกตุ้มปี่ขี่วัว แกว่งหอกปลอกตะกั่วกึงกัง
บ้างขี่ช้างแม่แปรกแบกปืน นั่งยืนยั้วเยี้ยอยู่บนหลัง
แล้วเทียมเวไชยันต์บัลลังก์ พร้อมพรั่งตั้งกระบวนทวนธง

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๑๙๘๐ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกสูงส่ง
จึ่งชวนพระอนุชาโฉมยง มาสระสรงวารินกลิ่นเกลา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๑๙๘๑ ขัดสีฉวีวรรณผุดผ่อง ทรงสุคนธ์ปนทองเนื้อเก้า
พระฉายตั้งคันฉ่องส่องเงา สอดใส่สนับเพลาเพราผจง
ภูษายกแย่งยุดครุธอัด โจงกระหวัดไว้วางหางหงษ์
โหมดเทศริ้วทองฉลององค์ กระสันทรงเจียรบาดคาดทับ
ตาบทิศทับทรวงดวงกุดั่น สังวาลวรรณเฟื่องห้อยพลอยประดับ
สวมใส่ทองกรซ้อนซับ ธำมรงค์เรืองระยับจับตา
ทรงมงกุฎแก้วแพรวพราย กรรเจียกจรจำหลักลายซ้ายขวา
จับพระแสงศรสิทธิ์ฤทธา เสด็จจากพลับพลาพนาวัน

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๑๙๘๒ ทหารลิงยิงปืนเอาฤกษ์ เอิกเกริกโห่ร้องก้องสนั่น
ให้ยกโยธาทัพฉับพลัน เดินทางหว่างอรัญบรรพต

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๑๙๘๓ รถเอยราชรถทรง ดุมวงกงแก้วมรกฎ
บุษบกน่าบันชั้นลด งอนรถปักธงลงยันต์
เทียมเทพอาชาพาชี สารถีขี่ขับแขงขัน
เครื่องสูงจามรทอนตระวัน ฉัตรชั้นชุมสายรายเรียง
สังข์แตรกลองประโคมโครมครึก ก้องกึกกังวานประสานเสียง
ทวยหาญโห่ร้องซ้องสำเนียง พ่างเพียงพระสุเมรุจะเอนลง
นกหกหงษ์ห่านทยานเหิน สัตวสิงวิ่งตระเพิ่นไพรรหง
เร่งรถรีบรัดจัตุรงค์ หมายตรงมาสมรภูมิ์ไชย

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๑๙๘๔ ครั้นถึงที่ประจญรณรงค์ แลเห็นธงทัพยักษ์ปักไสว
ให้หยุดยั้งตั้งมั่นลงไว้ คอยจะชิงไชยด้วยไพรี

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๙๘๕ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
เห็นพระรามยกมาจะราวี โยธีเกลื่อนกลาดดาษดา
โกรธกริ้วกระทืบบาทประกาศสั่ง เหวยนายทัพทั้งซ้ายขวา
เร่งขับพหลพลโยธา เข้าพิฆาฏเข่นฆ่าวานร

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๘๖ บัดนั้น เสนานายทหารชาญสมร
ต่างแกว่งสาตราคทาธร ไล่ต้อนโยธีเข้าตีทัพ

ฯ ๒ คำ ฯ

๑๙๘๗ บัดนั้น พลนิกายกองร้อยปล่อยปืนตับ
บ้างกวัดแกว่งหอกดาบวาบวับ เข้ารบรับกับกระบี่รี้พล

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๑๙๘๘ บัดนั้น โยธาวานรสับสน
หลอนหลอกกลอกกลับจับประจญ ต่างตนไล่ตระหลบรบยักษ์
บ้างง้างได้ก้อนหินศิลา ทิ้งถูกอสุราขาแขนหัก
บ้างฉวยชิงอาวุธฉุดชัก ประหารยักษ์แตกตายกระจายไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๙๘๙ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์กริ้วโกรธดังเพลิงไหม้
เห็นอสูรเสียทีกระบี่ไพร จึ่งโจนจากรถไชยเข้าช่วยพล
ยี่สิบกรกุมพระแสงแกว่งกวัด ไล่สกัดรบรับสับสน
ตีลิงวิ่งพ่านไม่ทานทน เข้าไปจนน่ารถพระรามา

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๙๐ เมื่อนั้น พระรามเรืองฤทธิ์ทุกทิศา
กับองค์พระลักษณ์อนุชา ลงจากรัถาทันที
ออกกั้นกางขวางหน้าทศกรรฐ์ แกว่งศรรอนรันยักษี
พระลักษณ์ช่วยเชษฐาราวี ถ้อยทีกลอกกลับจับประจัญ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๙๙๑ เมื่อนั้น ทศเศียรฤทธิแรงแขงขัน
พิโรธโกรธเกรี้ยวเคี้ยวฟัน ผินผันภักตร์เห็นอนุชา
จึ่งชี้หน้าว่าเหวยไอ้พิเภก เจ้าโหรเอกรู้หลักหนักหนา
ครั้งนี้ชีวิตรจะมรณา แล้วยักษาหมายมุ่งพุ่งหอกไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๙๙๒ เมื่อนั้น พระลักษณ์รัศมีศรีใส
ออกรับรองป้องกันพิเภกไว้ กระบิลพัทพลัดไปต้องพระชงฆ์
กระชากชักเท่าไรก็ไม่หลุด เซทรุดเสียวจิตรด้วยพิศม์สง
เหล่าลิงวิ่งเข้าประคององค์ พระสลบซบลงไม่สมประดี

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๑๙๙๓ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
เห็นหอกต้องน้องรักร่วมชีวี ภูมีตระหนกตกใจ
ยิ่งพิโรธโกรธกริ้วทศกรรฐ์ โน้มคันศรทรงก่งขึ้นได้
น้าวเหนี่ยวเรี่ยวแรงแผลงไป เสียงสนั่นหวั่นไหวในโลกา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๑๙๙๔ ศรฉวัดเฉวียนเวียนวง รอบองค์ทศภักตร์ยักษา
แล้วไปต้องม้ารถคชา ทั้งโยธาตายยับนับพัน

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๑๙๙๕ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรรังสรรค์
ครั้นจะเข้าหักโหมโรมรัน เห็นเวลาสายัณห์ลงไรไร
จึ่งสั่งให้นายหมวดตรวจตรา โยธาเหลือตายทั้งนายไพร่
เสด็จขึ้นรถแก้วแววไว กลับพลสกลไกรเข้าลงกา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๑๙๙๖ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
ครั้นทัพยักษ์ยกกลับไปลับตา จึ่งวิ่งมาประคองพระน้องรัก
เห็นแน่นิ่งระงับหลับเนตร ค่อยสอดกรช้อนเกษขึ้นวางตัก
ชลไนยไหลหลั่งลงโซมภักตร์ กอดพระลักษณ์ครวญคร่ำร่ำไร

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

โอ้

๑๙๙๗ โอ้พ่อเพื่อนชีวีของพี่เอ๋ย ไม่ควรเลยน้องรักมาตักไษย
ฤๅเคลิ้มองค์หลงเมินประมาทไป มิทันได้รับรองป้องกัน
เหมือนครั้งก่อนก็ต้องนาคบาศ ทั้งพรหมมาศโมกขศักดิ์จักอาสัญ
พิเภกหายาประกอบแก้ทัน จึ่งไม่ม้วยชีวันบรรไลย
อันครั้งนี้พี่ยาก็มาด้วย ควรฤๅไม่ช่วยพระน้องได้
เหมือนหนึ่งไม่มีฤทธิไกร จะอยู่ไยให้หนักธรณี
ว่าพลางทางทรงโศกา จนเพลาสิ้นแสงสุรศรี
ทั้งลิงเหล่าท้าวพระยาโยธี ก็โศกีรักพระอนุชา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๑๙๙๘ ครั้นค่อยเคลื่อนคลายวายเทวศ พระราเมศนึกพวังกังขา
จึ่งแขงขืนฝืนจิตรจำนรรจา ถามพระยาพิเภกไปทันใด
ซึ่งหอกต้องน้องรักเราครั้งนี้ ยังจะมีหยูกยารักษาได้
ฤๅมอดม้วยอาสัญบรรไลย จะแก้ไขไม่ฟื้นคืนชีวี

ฯ ๔ คำ ฯ

๑๙๙๙ บัดนั้น พิเภกประนตบทศรี
จึ่งทูลว่ายาแก้หอกนี้ พระศุลีสาปไว้ในโลกา
เปนโอสถสามอย่างกลางไพรสณฑ์ ชื่อว่าต้นตู่ตัวพฤกษา
กับทั้งสังกรณีตรีชวา ที่ภูผาสญชีพสัญญี
ตามตำหรับกับมูลโคดำ อยู่ในถ้ำอินทการคิรีศรี
แต่แม่หินจะบดโอสถนี้ ท้าวนาคีรักษาไว้บาดาล
ลูกหินบดทศกรรฐ์เก็บไว้ หนุนเศียรอยู่ในราชฐาน
ขอพระองค์ทรงดำริห์ตริการ ใช้ทหารหายามาให้ทัน
จะได้แก้องค์พระอนุชา ให้รอดชีพชนมาไม่อาสัญ
แม้นรุ่งรางส่างแสงสุริยัน น่าที่ชีวันจะบรรไลย

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๐๐๐ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
ฟังพิเภกพาทีดีพระไทย ภูวไนยจึ่งมีพระบัญชา
ดูก่อนคำแหงหณุมาน ตัวท่านจงรับอาสา
ไปเอาสังกรณีตรีชวา กับหินบดยามาบัดนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๐๑ บัดนั้น วายุบุตรรับสั่งใส่เกษี
ถวายบังคมคัลอัญชลี ขุนกระบี่ก้มกรานคลานออกมา
จึ่งอ้าโอษฐโชติช่วงเปนดวงเดือน สว่างเหมือนกลางวันก็หรรษา
กำหนดจำคำพิเภกโหรา แผลงอิทธิฤทธาเหาะไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๐๐๒ ถึงตำบลสญชีพคิรี จึ่งเหาะตรงลงที่เนินไศล
เห็นลัดาวานรที่พันไม้ ก็ขุกคิดขึ้นได้ด้วยปัญญา
ชรอยเถาหัวลิงสิ่งนี้ คือต้นตู่ตัวที่พิเภกว่า
แต่สังกรณีตรีชวา เปนพฤกษาสิ่งไรยังไม่รู้

ฯ ๔ คำ ฯ

ยานี

๒๐๐๓ เมื่อนั้น เทวาอารักษ์ซึ่งสิงสู่
ได้ยินเสียงกึกก้องก็มองดู แลเห็นลิงเผือกผู้ปลาดใจ
จึ่งร้องทักถามว่าวานร ถิ่นฐานนานดรท่านอยู่ไหน
มีธุระกังวลกลใด จะทำไมจึ่งมาในราตรี

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๒๐๐๔ บัดนั้น คำแหงหณุมานชาญไชยศรี
เห็นอารักษ์ทักถามก็ยินดี ขุนกระบี่แจ้งจริงทุกสิ่งไป

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๐๐๕ เมื่อนั้น เทวดาได้ยินสิ้นสงไสย
จึ่งตอบว่าวานรอย่าร้อนใจ เราจะให้ทุกสิ่งสรรพยา
แล้วบอกกับขุนกระบี่ชี้ให้ดู ต้นหัวลิงเลื้อยอยู่ริมภูผา
โน่นสังกรณีตรีชวา แล้วช่วยเก็บสรรพยากับวานร

ฯ ๔ คำ ฯ ใช้เรือ

๒๐๐๖ บัดนั้น คำแหงหณุมานชาญสมร
จึ่งมัดยาหาไม้ทำคานคอน แล้วถามถึงศิงขรอินทการ
ครั้นเทเวศร์บอกให้ได้สำคัญ ก็หมายมั่นไม่ผิดทิศอิสาณ
ออกจากเขาสญชีพถีบทยาน ไปคิรินอินทกาลด้วยฤทธา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๐๐๗ เหาะตรงลงชวากปากถ้ำ เห็นโคดำยืนอยู่ในคูหา
จึ่งเข้าไปแถลงแจ้งกิจจา ขอมูลพระยาคาวี

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๐๐๘ ครั้นได้ดังจิตรคิดหมาย ลูกพระพายลงจากคิรีศรี
แผลงฤทธิ์ชำแรกแทรกปัถพี ไปภาราวาสุกรีเกรียงไกร

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๐๐๙ ถึงพิภพภุชงค์ทำองอาจ ขึ้นปราสาทแก้วมณีศรีใส
เห็นพระยานาคีก็ดีใจ จึ่งบอกให้รู้แจ้งกิจจา
บัดนี้น้องพระหริรักษ์ ต้องหอกทศภักตร์ยักษา
จะขอยืมเอาหินศิลา ขึ้นไปบดยาในราตรี

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๐๑๐ เมื่อนั้น พระยากาลนาคเรืองศรี
ฟังคำคิดดูรู้คดี พระจักรีอวตารมาผลาญยักษ์
จึ่งส่งศิลาให้วานร กล่าวสุนทรแถลงแจ้งประจักษ์
อันลูกหินบดทศภักตร์ เอาไปรักษาไว้ในลงกา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๑๑ บัดนั้น คำแหงหณุมานหาญกล้า
ดีใจได้หินบดยา จึ่งอำลาลงจากปราสาทไชย
รีบออกนอกนิเวศน์วาสุกรี แทรกพื้นปัถพีขึ้นมาได้
สำแดงแผลงอิทธิ์ฤทธิไกร เหาะไปลงกาธานี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๐๑๒ ครั้นถึงนัคเรศเขตรสถาน เห็นหมู่มารรักษาทุกน่าที่
ข้างในวังนั่งยามตามอัคคี ขุนกระบี่จึ่งสกดนิทรา

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๒๐๑๓ เดชะพระเวทให้วิบัติ เปนลมพัดต้องพวกยักษา
เงียบรงับหลับสิ้นทั้งภารา จึ่งเหาะลงตรงมหาปราสาทไชย
แล้วอ่านเวทวิทยาของวานร เบิกบานบัญชรเข้าไปได้
แสงประทีปเทียนสว่างกระจ่างไป ก็เข้าในบรรจฐรณ์ทศกรรฐ์

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๐๑๔ เห็นองค์อสุรานิทราหลับ เคียงกับมณโฑสาวสวรรค์
ยิ่งอึดอัดขัดแค้นเคี้ยวฟัน จะใคร่ผลาญชีวันให้บรรไลย
แล้วอดจิตรคิดกลัวเกินรับสั่ง หยุดยั้งยืนเขม้นมันไส้
จำจะทำทรมานประจานไว้ ให้สมสาแก่ใจอสุรี
ว่าพลางทางผลักพลิกกลับ เอาผมผูกติดกับมเหษี
แล้วซ้ำเสี่ยงสัจจาวาที ข้าทำนี้จะให้มันได้อาย
อันอาวุธสาตราสารพัด จะเชือดตัดอย่าขาดเหมือนมาดหมาย
ถึงมีผู้รู้มนต์มากมาย จะแก้ไขอย่าได้คลายเคลื่อนคลา
แล้วเขียนลักษณ์อักษรเปนสำคัญ ที่หน้าผากทศกรรฐ์ยักษา
แม้นจะใคร่ได้พ้นทรมา จงทำตามตำราเราว่าไว้
ให้เมียชกหัวผัวสามที ผมนี้จึ่งจะหลุดออกได้
แล้วผลักเศียรสองกระษัตริย์พลัดไป ฉวยได้ลูกหินดังจินดา
ออกทางช่องสุวรรณบัญชร วานรเผ่นเหาะขึ้นเวหา
แบกหินบดกับสรรพยา รีบมายังสมรภูมิ์ไชย

ฯ ๑๔ คำ ฯ เชิด

๒๐๑๕ ครั้นถึงจึ่งลงปัถพี เข้าเฝ้าพระจักรีแล้วกราบไหว้
ถวายสรรพยานั้นทันใด แล้วทูลให้ทราบยุบลแต่ต้นมา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๐๑๖ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
เห็นโอสถสมถวิลจินดา จึ่งบัญชาชมคำแหงหณุมาน
หนทางไกลไปแทบทั่วทวีป ยังเร็วรีบกลับมาเหมือนว่าขาน
ได้ทั้งสิ่งของที่ต้องการ ซ้ำประจานอสุราให้สาใจ
เปนความชอบหลายครั้งทั้งคราวนี้ ผู้ใดไม่มีเปรียบได้
ว่าพลางสั่งพิเภกทันใด จงคิดการแก้ไขพระอนุชา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๐๑๗ บัดนั้น พิเภกรับสั่งใส่เกษา
ประสมโอสถวางกลางศิลา อ่านเวทวิทยาแล้วบทไป

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๒๐๑๘ ครั้นเสร็จหยิบยานั้นมาพอก พิศม์หอกสิ้นสุดหลุดออกได้
บริกรรมซ้ำเป่าลงทันใด บัดใจก็คืนฟื้นสมประดี

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๒๐๑๙ เมื่อนั้น พระลักษณ์ทรงสวัสดิรัศมี
จึ่งบังคมก้มกราบพระจักรี ทูลคดีที่ประจญรณรงค์
ทศกรรฐ์มันพุ่งหอกมา หมายจะฆ่าพิเภกให้ผุยผง
ข้ารับรองป้องปัดด้วยศรทรง จึ่งถูกชงฆ์ชีวันแทบบรรไลย
นี่หากพระเชษฐามาด้วย โปรดช่วยน้องรักไม่ตักไษย
พระคุณล้ำลบภพไตร จะได้สืบสนองรองบาทา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๐๒๐ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
จึ่งตรัสปลอบตอบคำอนุชา แก้วตาของพี่เพียงชีวัน
ถ้าแม้นเจ้าวายวางกลางสงคราม พี่จะตามน้องยาอาสัญ
ทุกข์ศุขสิ่งไรไม่ไกลกัน อย่าควรคิดประหวั่นพรั่นใจ
ว่าพลางทางสั่งให้กลับทัพ คั่งคับพลนิกายนายไพร่
จุดคบเพลิงสว่างกลางไพร โห่สนั่นหวั่นไหวไปพลับพลา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๐๒๑ บัดนั้น พวกพลอสุรศักดิยักษา
ได้ยินเสียงขานโห่เปนโกลา ต่างฟื้นตื่นตาตกใจ
ลุกขึ้นเก้กังกำลังดึก สำคัญว่าข้าศึกเข้าเมืองได้
พวกขึ้นป้อมล้อมวังเวียงไชย ฉวยชุดจุดปืนใหญ่ตึงตัง
หญิงชายชาวบ้านร้านช่อง บ้างขนของทลายฝาน่าถัง
ผ้าผ่อนพันพุงพะรุงพะรัง เอาเงินทองเที่ยวฝังแฝงไว้
เหล่าพวกแก่ชราตาบอด ไปไหนไม่รอดนั่งร้องไห้
ตะโกนเรียกกันอึงคนึงไป คิดว่าเกิดเพลิงไหม้เมืองมาร
บ้างก็แบกที่นอนหมอนฟูก เสียงเอะอะอุ้มลูกจูงหลาน
วิ่งหนีล้มลุกคุกคลาน สับสนอลหม่านทั้งภารา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ช้า

๒๐๒๒ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษา
บรรธมเหนือพระแท่นแว่นฟ้า กับมณโฑโสภาลาวรรณ
ค่อยส่างเวทวิทยาพานรินทร์ พอได้ยินเสียงสเทือนเลื่อนลั่น
สดุ้งตื่นฟื้นกายกุมภัณฑ์ ผิดประหลาดหวาดหวั่นวิญญา

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๒๐๒๓ จะลุกจากบรรธมผมผูกตึง ยิ่งดึงยิ่งแน่นแค้นหนักหนา
เข้าผลักนางมณโฑด้วยโกรธา นี่นอนทับผมข้าไว้ว่าไร

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๐๒๔ เมื่อนั้น นางมณโฑรู้สึกนึกสงไสย
เห็นพระภัศดาคร่าผมไป ตกใจนางลากกระชากมา
ฉุดชักขวักไขว่อยู่ในที่ ถ้อยทีชิงแก้เกษา
จะเย่อแย่งอย่างไรไม่เคลื่อนคลา ต่างว่านี่ทำประการใด

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๐๒๕ เมื่อนั้น ทศเศียรหลากจิตรคิดสงไสย
ดูเขนยเคยหนุนสูญหายไป บัญชรไชยเปิดอยู่ก็รู้ความ
ชรอยพวกรามาพานรินทร์ มาลักหินแล้วมิหนำซ้ำหยาบหยาม
ยิ่งเร่าร้อนฤไทยดังไฟลาม มีแต่ความน้อยหน้าประจามิตร
พลางเหลียวมาคว้าหยิบพระขรรค์คม เข้าเชือดผมไม่ขาดประหลาดจิตร
ดีร้ายไอ้ไพรีมันมีฤทธิ์ เศกไว้ให้ติดอยู่อย่างนี้
แม้นจะแก้แต่กระหัษฐเห็นขัดสน จำจะให้ไปนิมนต์พระฤๅษี
มาช่วยแก้เกษาในราตรี เห็นทีจะพ้นทรมาน
คิดพลางทางดำรัสตรัสสั่ง เถ้าแก่ใครนั่งอยู่นอกม่าน
ออกไปบอกเสนาอย่าช้าการ นิมนต์พระอาจารย์มาบัดนี้

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๐๒๖ บัดนั้น เถ้าแก่รับสั่งใส่เกษี
ตกใจไม่รู้ว่าร้ายดี ก็รีบไปยังที่ทวารา

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๒๐๒๗ ร้องเรียกออกไปแต่ในประตู ใครอยู่เวรบ้างที่ข้างน่า
รับสั่งให้ไปนิมนต์พระสิทธา เข้ามายังนิเวศน์วังใน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๐๒๘ บัดนั้น เสนีฟังว่าไม่ช้าได้
เรียกกันอุตลุดจุดคบไฟ รีบไปเขานินทกาลา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๐๒๙ ถึงกุฎีที่อยู่พระนักสิทธิ์ แลดูประตูปิดไว้แน่นหนา
จึ่งร้องเรียกเข้าไปมิได้ช้า พระสิทธาตื่นอยู่ฤๅอย่างไร

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๐๓๐ เมื่อนั้น พระมุนีนอนระงับหลับใหล
แว่วเสียงประสกตื่นตกใจ เอออะไรใครมาเรียกหากู
พอได้ยินเกาะเกาะเคาะฝา ฤๅจะเปนผ้าป่าปลาดอยู่
จึ่งแกล้งทำกระแอมไอให้รู้ เงี่ยหูตรับฟังอยู่ข้างใน

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๓๑ บัดนั้น เสนีที่เปนนายใหญ่
ได้ยินเสียงพระฤๅษีก็ดีใจ จึ่งร้องบอกเข้าไปมิได้ช้า
รับสั่งใช้ให้ข้ามานิมนต์ ด้วยมีกิจกังวลหนักหนา
จงเร่งรีบเข้าไปในภารา โปรดเถิดพระสิทธาอย่าช้าที

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๓๒ เมื่อนั้น พระโคบุตรมหาฤๅษี
จึ่งว่าถ้าแต่แรกรู้กระนี้ กูมิอยากขานขี้คร้านไป
ว่าพลางห่มดองครองผ้า เปิดฝาโถหยิบเอาเหล็กไหล
ออกจากศาลาคลาไคล เสนาในนำมาในราตรี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๐๓๓ ครั้นถึงวังยั้งหยุดอยู่ข้างน่า พอเถ้าแก่ออกมาเร่งฤๅษี
พระดาบศจดจ้องจรลี เข้าในที่ทศกรรฐ์ทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๐๓๔ เห็นองค์อสุรีกับสีกา นั่งแก้เกษาก็สงไสย
เขม้นมองร้องถามว่าเปนไร นั่นทำไมอย่างนั้นขันสิ้นที

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๐๓๕ เมื่อนั้น สองกระษัตริย์มัสการพระฤๅษี
จึ่งบอกแจ้งกิจจาว่าวันนี้ โยมกรีธาทัพไปรับรบ
เข้าประจันกันอยู่สักครู่พัก ข้าพุ่งหอกต้องพระลักษณ์ล้มสลบ
ต่อสิ้นแสงสุริยาเวลาพลบ จึ่งเลิกพวกพลรบมากรุงไกร
ข้านิทราข้าศึกลอบสกด มันลักลูกหินบดไปเสียได้
แล้วมิหนำซ้ำผูกผมไว้ เจ็บใจเปนพ้นพันทวี
จะฉุดชักเชือดตัดไม่ขาดเด็ด มันทำเคล็ดอย่างไรไม่รู้ที่
ต้องให้ไปนิมนต์พระมุนี มาช่วยแก้เกษีที่ผูกพัน

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๐๓๖ เมื่อนั้น พระโคบุตรแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
จึ่งบ่นว่าน่าสงสารทศกรรฐ์ สารพันจะรยำซ้ำร้าย
เมื่อหลับนอนไม่รวังมั่งเลย แต่เขนยหนุนไว้ยังให้หาย
มันผูกผมพลอยพาสีกาอาย ช่างทำขายหน้ากูครูบา
บ่นพลางทางว่ากับสององค์ ให้ก้มเกษาลงตรงหน้า
ถือประคำสำรวมวิญญา โอมอ่านคาถาทันใด

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๒๐๓๗ เศกเป่าเท่าไรก็ไม่หลุด ทั้งสองมือยื้อฉุดก็ไม่ไหว
ฉวยพระขรรค์เข้าเชือดด้วยเดือดใจ มิได้หลุดเลื่อนเคลื่อนคลา

ฯ ๒ คำ ฯ กระบองกัน

๒๐๓๘ พอเห็นรอยจาฤกเหมือนหมึกศัก ที่หน้าผากทศภักตร์ยักษา
อ่านดูรู้แจ้งกิจจา พระสิทธาลูบอกตกใจ
จึ่งบอกท้าวทศกรรฐ์ทันที เพราะเช่นนี้กูจึ่งแก้ไม่ไหว
มันหยามหยาบสาปสันประสกไว้ จะบอกเองเกรงใจพ้นปัญญา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๐๓๙ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ได้ฟังก็กังขา
จึ่งซักไซ้ไต่ถามพระสิทธา มันหยาบช้าว่าขานประการใด

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๐๔๐ เมื่อนั้น พระอาจารย์จึ่งแจงแถลงไข
มันเขียนเปนลายมือหนังสือไทย บอกไว้ให้ทำเหมือนตำรา
แม้นจะใคร่ให้ผมเลื่อนหลุด สิ้นสุดสาปสันที่มันว่า
จงให้นางมณโฑโสภา ชกศีศะอสุราลงสามที
วิบากกรรมทำกระไรได้เล่า ก้มหัวให้เขาเถิดยักษี
จะอับอายกันไปทำไมมี อันรูปนี้สิ้นมนต์จนใจ

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๐๔๑ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์รันทดถอนใจใหญ่
มิรู้ที่จะคิดอ่านประการใด ให้เร่าร้อนฤไทยดังไฟพิศม์
จึ่งเหลียวมาว่ากับมเหษี ครั้งนี้ขัดสนจนจิตร
ทั้งองค์พระโคบุตรก็สุดคิด ผมยังติดกันอยู่ดูเวทนา
มันสาปสันฉันใดในหนังสือ เจ้าทำเถิดพี่ไม่ถือโทษา
ว่าพลางทางก้มกายา อสุราขวยเขินเมินภักตร์

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๐๔๒ เมื่อนั้น นางมณโฑเทวีมีศักดิ
จะต้องต่อยเกษาพระยายักษ์ นงลักษณ์คิดขยั้นพรั่นใจ
ทั้งต่อหน้าดาบศอดสู เปนมิรู้ที่จะทำกระไรได้
ทางก้มภักตราโศกาไลย สอึกสอื้นไห้ไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๒๐๔๓ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษา
จึ่งว่ากับมณโฑด้วยโกรธา ยังจะมารอรั้งนั่งตะบอย
ดูเถิดเจ้าขาพระอาจารย์ เมื่อดีฉานยอมให้แล้วไม่ต่อย
มันน่าเดือดเลือดตาจะหยดย้อย ยังครวญคร่ำสำออยเอาอะไร
ประเดี๋ยวนี้ก็จะสว่าง น้อยฤๅช่างกิริยาอัชฌาไศรย
ฤๅเห็นมันเหมาะงามก็ตามใจ ทิ้งไว้ดูเล่นอยู่เช่นนี้

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๐๔๔ เมื่อนั้น พระอาจารย์จึ่งว่าอย่าจู้จี้
นี่แน่นางมณโฑเทวี ชกเสียสามทีรู้แล้วไป
ถึงมาทแม้นมันจะอัปมงคล จึ่งจะทำน้ำมนต์มารดให้
อยู่ด้วยกันเท่านี้ไม่มีใคร เขาถามไถ่ก็ไม่บอกดอกสีกา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๐๔๕ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑเสนหา
มิรู้ที่จะขืนขัดภัศดา พลางเช็ดชลนาแล้วพาที
น้องขอษมาลาโทษ พระองค์จงโปรดเกษี
แล้วค่อยค่อยต่อยศีศะสามี ผมคลี่คลายเคลื่อนเลื่อนหลุดไป

ฯ ๔ คำ ฯ รัว

๒๐๔๖ เมื่อนั้น พระดาบศอดยิ้มมิใคร่ได้
จึ่งว่ากับทศกรรฐ์ทันใด อย่าเสียใจย่อท้อต่อศัตรู
จงคิดอ่านการณรงค์สงคราม ให้แก้ความอัปรยศอดสู
แม้นขัดขวางอย่างไรไปหากู จะได้ร่ำเรียนรู้สำหรับตัว
นางมณโฑเทวีสีกา ไม่อุส่าห์ตักเตือนสติผัว
เพราะหลับนอนขี้เซาเมามัว มันผูกหัวไว้เล่นเช่นมะพร้าว
แต่นี้ไปเมื่อน่าอย่าประมาท จงฟังอาตมาว่ากล่าว
พูดพลางเผยแกลแลดูดาว เห็นฟ้าขาวจวนแจ้งแสงตวัน
จึ่งลาท้าวทศภักตร์ยักษี พระมุนีสำรวมกายผายผัน
ลงจากปราสาทแก้วแพรวพรัน ไปศาลาอารัญด้วยฤทธี

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

ช้า

๒๐๔๗ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษี
ให้กลุ้มกลัดขัดใจไพรี มาย่ำยีหยาบคายไม่วายคิด
แต่ผูกผมแล้วมิหนำซ้ำสาปไว้ จำเภาะให้เมียต่อยน่าน้อยจิตร
โอ้อกเอ๋ยอัปรยศทศทิศ ถอยทั้งกำลังฤทธิ์วิทยา
พลางนึกถึงสุริวงษ์พงษ์ประยูร ก็ดับสูญสิ้นชีวังสังขาร์
กอดกรถอนฤไทยไปมา อสุราทุกข์ทนเปนพ้นนัก

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๐๔๘ เมื่อนั้น นางมณโฑเทวีมีศักดิ
เห็นองค์ภัศดาพระยายักษ์ ผิวภักตร์หมองคล้ำไม่สำราญ
รำพึงคนึงนิ่งอิงเขนย ไม่สรงเสวยโภชนากระยาหาร
นางยิ่งเศร้าสร้อยพลอยรำคาญ ช่วยคิดการกลศึกตรึกตรา
ครั้นนางนึกพระมนต์สญชีพได้ อรไทยทูลพลันด้วยหรรษา
ข้าอยู่ในไกรลาศบรรพตา พระอุมารักใคร่ใช้ชิด
ประทานเวทประเสริฐเลิศล้น ชื่อพระมนต์สญชีพกระลากิจ
บังเกิดเปนน้ำสุรามฤตย์ ใครม้วยมิดชุบขึ้นให้คืนคง
อันหมู่อสูรกายทั้งหลายไซ้ จะรบพุ่งก็ได้ดังประสงค์
ครั้งนี้น้องจะสนองบาทบงสุ์ ขอพระองค์จงสั่งให้เตรียมการ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๐๔๙ เมื่อนั้น ทศเศียรปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
ประโลมนางทางมีพจมาน เจ้ารู้การพระเวทวิเศษดี
มิเสียแรงโฉมตรูอยู่ไกรลาศ เปนข้าบาทพระอุมามเหษี
ซึ่งจะช่วยตั้งกิจพิธี พี่ยินดีดังได้ผ่านพิมานแมน
อันโยธาทั้งหลายที่ตายไป จะเปนขึ้นชิงไชยนับแสน
ครั้งนี้พี่จะได้แก้แค้น ทดแทนศึกเสี้ยนปัจจามิตร
มนุษย์กับวานรเดียรฉาน จะยกไปสังหารให้ดับจิตร
เจ้าจงส่งน้ำสุรามฤตย์ ให้ทันชุบชีวิตรพลากร
อันการกิจพิธีของนงคราญ จะคิดอ่านจัดแจงให้พร้อมก่อน
ว่าพลางทางเสด็จบทจร กรายกรออกพระโรงรจนา

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๒๐๕๐ ลดองค์ลงนั่งบัลลังก์อาศน์ หมู่อำมาตย์เฝ้าแหนแน่นหนา
จึ่งมีสิงหนาทบัญชา ตรัสสั่งมหาเสนามาร
เร่งปลูกโรงพิธีมีหม้อน้ำ นอกประตูยามค่ำข้างอิสาณ
ประดับด้วยธงฉัตรดัดเพดาน เอาม่านสุวรรณวงจงมิดชิด
เราจะให้มณโฑเทวี ออกมาตั้งพิธีทำการกิจ
อันเครื่องพลีกรรมประจำทิศ จงประดิษฐตามตำราอย่าช้าการ

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๐๕๑ บัดนั้น มโหทรรับราชบรรหาร
ก้มเกล้าประนตบทมาลย์ ออกมาสั่งการระดม

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๐๕๒ บัดนั้น หมู่มารนายหมวดตรวจสนม
ต่างวัดวาน่าที่ทั้งสี่กรม ตัดเสาเกลากลมไว้มูลมอง

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๒๐๕๓ ปลูกโรงพิธีมีเฉลียง สูงเพียงมุขเด็ดสิบเจ็ดห้อง
หลังคาดาดสีแดงแย่งทอง ติดลำยองช่อฟ้าปราลี
โขมพัตรดัดดาดเพดานขาว เดือนดาวเนาวรัตน์จำรัสศรี
รย้าห้อยพรอยแพร้วแก้วมณี พวงผกามาลีพรายพรัน
ราชวัตรฉัตรทองรองเรือง เบญจรงค์ทรงเครื่องเปนลดลั่น
กรมวังวงสายม่านสุวรรณ ตั้งบัลลังก์อาศน์ลาดพรมเจียม
เอาหม้อน้ำสำหรับทิพมนต์ ตั้งบนเตียงมณีสี่เหลี่ยม
เครื่องบูชากระยาบวดตรวจเตรียม ตามธรรมเนียมโรงราชพิธี

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๒๐๕๔ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมเหษี
เสด็จจากแท่นรัตน์รูจี จรลีมาสรงวาริน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ชมตลาด

๒๐๕๕ นั่งเหนือเตียงสุวรรณผันขนอง อาบลอองสุหร่ายสายสินธุ์
ชำระรดหมดหมองมลทิน สุคนธารประทิ่นกลิ่นเกลา
ทรงภูษาเนื้อดีสีเสวตร เขียนลายทองเทศฉลุเฉลา
สไบหน้าเจียรบาดตาดเงินเงา ผูกชฎาห่อเกล้าเมาฬี
ห้อยห่วงกุณฑาลสังวาลถัก จุณเจิมเฉลิมภักตร์ผ่องศรี
ถือประคำสำรวมอินทรีย์ ดังนางดาบศนีลีลา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๐๕๖ ลงจากปราสาทแก้วแพรวพรัน พร้อมกำนัลขันทีถ้วนหน้า
ท้าวนางนำเสด็จยาตรา สาวสรรค์กัลยาก็ตามไป

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงช้า

สระบุหร่ง

๒๐๕๗ ครั้นถึงโรงราชพิธี ขึ้นแท่นมณีศรีใส
จุดธูปเทียนสุวรรณทันใด หยิบเข้าตอกดอกไม้มาโปรยปราย
เคารพนบนิ้วเหนือเกษา คิดคุณพระอุมามั่นหมาย
สมาธิแน่นิ่งไม่ติงกาย สำรวมร่ายพระเวทวิทยา

ฯ ๔ คำ ฯ สาธุการ

ช้า

๒๐๕๘ มาจะกล่าวบทไป ถึงสองสุรศักดิยักษา
เปนโอรสทศกรรฐ์เจ้าลงกา พี่ยาชื่อทศคิรีวรรณ
นามน้องชื่อทศคิรีธร คชสารมารดรอยู่ไพรสัณฑ์
ทั้งสองกำเนิดเกิดร่วมครรภ์ อัศกรรณเอาไปเปนลูกรัก

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๒๐๕๙ อสุรีมีจิตรคิคคนึง รฦกถึงบิตุรงค์ทรงศักดิ
จึ่งคลาไคลไปเฝ้าพระยายักษ์ พร้อมพรักด้วยสนมกรมใน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๐๖๐ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไปเฝ้า ก้มเกล้าบังคมประนมไหว้
ทูลว่าลูกยาจะลาไป ยังพิไชยลงกาธานี
เยี่ยมเยียนบิตุรงค์ทรงเดช ซึ่งได้เกิดเกษเกษี
ไม่ช้านักสักสามราตรี พระภูมีจงได้เมตตา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๖๑ เมื่อนั้น องค์ท้าวอัศกรรณยักษา
ได้ฟังลูกสองศรีชลีลา จะไปยังลงกากรุงไกร
จึ่งมีมธุรศพจนาดถ์ อนุญาตโดยดังอัชฌาไศรย
แล้วดำรัสตรัสสั่งเสนาใน จงจัดพวกพลไกรให้ลูกยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๖๒ บัดนั้น อำมาตย์รับสั่งใส่เกษา
มาเกณฑ์พลกุมภัณฑ์ดังบัญชา แล้วผูกม้าประทับไว้ฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๐๖๓ เมื่อนั้น สองโอรสฤทธิแรงแขงขัน
ถวายบังคมลาพากัน จรจรัลมาสรงคงคา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๐๖๔ ให้ไขสหัสนัที ขัดสีฉวีวรรณหรรษา
ทรงสุคนธ์ปนทองละลายทา กลิ่นผกาชูชื่นรื่นรวย
สอดใส่สนับเพลาบวร ต่อติดเชิงงอนงามสลวย
ภูษายกกระหนกกลายชายกรวย ฉลององค์ปักด้วยเลื่อมแลพราว
ห้อยน่าเจียรบาดผาดผุด ปั้นเหน่งสายรายบุษย์น้ำขาว
ทับทรวงแก้วประพาฬสังวาลวาว ทองกรนพเก้าชมพูนุท
สอดใส่ธำมรงค์มงคลเพ็ชร มงกุฎเก็จแก้วทองผ่องผุด
ทั้งสองทรงขัดคทาอาวุธ ถือศรสำหรับยุทธยาตรา

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๒๐๖๕ ลงจากปราสาทแก้วแพรวพรัน ตามกันเยื้องย่างมาข้างน่า
ให้ทวยหาญขานโห่สามลา ออกจากภาราคลาไคล

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๒๐๖๖ ครั้นถึงลงกาอาณาเขตร ก็เข้าในนัคเรศกรุงใหญ่
ทั้งสององค์ลงจากอาชาไนย คลาไคลไปเฝ้าพระบิดา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๒๐๖๗ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษา
เห็นโอรสพี่น้องทั้งสองรา เข้ามาอัญชลีก็ดีใจ
จึ่งมีวาจาบัญชาทัก ลูกรักพ่อยอดพิศมัย
แต่เจ้าจากพรากบิดาไป พ่อตั้งใจคิดถึงทุกคืนวัน

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๒๐๖๘ บัดนี้มีสงครามรามลักษณ์ มาหาญหักนัคเรศเขตรขัณฑ์
ได้ชิงไชยประชิดติดพัน โยธาอาสัญเสียมากมาย
สุริวงษ์พงษ์เราก็ม้วยหมด อัปรยศทั่วโลกทั้งหลาย
บิดาเศร้าเสียใจไม่สบาย จะไปแจ้งสหายก็ลืมไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๖๙ เมื่อนั้น สองโอรสาอัชฌาไศรย
ได้ฟังคั่งแค้นเคืองฤไทย จึ่งบังคมทูลไปด้วยใจภักดิ์
ข้าพี่น้องจะขอออกต่อสู้ แก้กู้ลงกาอาณาจักร
สาอะไรกับสงครามรามลักษณ์ จะหาญหักให้เปนภัศม์ธุลีลาญ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๗๐ เมื่อนั้น ทศเศียรปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
จึ่งมีพจนาบัญชาการ เจ้าจะยกพลมารไปต่อตี
บิดาจะไปด้วยช่วยยงยุทธ ผลาญมนุษย์พี่น้องสองศรี
บัดนี้นางมณโฑเทวี ตั้งพิธีน้ำทิพย์แต่วันวาน
เราจะชุบชีพหมู่อสูรยักษ์ ให้เปนขึ้นพร้อมพรักเข้าหักหาญ
เห็นข้าศึกจะแพ้พ่ายวายปราณ เสร็จการสงครามแก่รามา
ตัวเจ้าพี่น้องทั้งสองคน คุมพลอัศกรรณเปนกองน่า
ตรัสพลางทางสั่งเสนา เร่งตรวจเตรียมโยธาบัดนี้

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๐๗๑ บัดนั้น มโหทรรับสั่งใส่เกษี
ก้มเกล้ากราบงามสามที มาเกณฑ์หมู่อสุรีเข้ากองทัพ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๒๐๗๒ พวกอัศกรรณมารชำนาญยุทธ เปนกองน่าสิบสมุทอาวุธสรรพ
กองหลวงกองหลังคั่งคับ กำหนดนับห้าสิบสมุทตรา
ถือเสโลห์โล่ห์ดั้งหอกดาบ โตมรกำซาบปืนผา
ถือธนูน่าไม้ใส่ยา ตรีคทาธงทวนถ้วนทุกคน
ชาวคลังนั่งรายเปนพวกพวก เอาเสื้อหมวกจ่ายทัพสับสน
หมื่นขุนมุลนายหลายคน สัปทนสักลาดดาดแดง
ขุนช้างผูกเครื่องคชาธาร พระยาสารสูงง้ำกำแหง
การุณราชควาญท้ายร้ายแรง ถือกะแชงขับเทียมกับเกยลา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๒๐๗๓ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษา
ชวนองค์โอรสทั้งสองรา ไคลคลามาสรงชลธาร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๐๗๔ ประทุมทองโปรยปรายสายสินธุ์ วารินลอองอาบซาบซ่าน
ทรงสุคนธ์ปนทองรองพาน พนักงานพัชนีวีลม
สอดสรงสนับเพลาริ้วรยับ งอนปักปีกแมงทับสลับถม
ทรงภูษายกแย่งเทพนม นางสนมโจงจัดกระหวัดชาย
ตาดทองฉลององค์โอภาษ ปั้นเหน่งคาดครุยแครงแสงฉาย
ทับทรวงดวงกุดั่นพรรณราย เฟื่องห้อยสร้อยสายสังวาลวรรณ
ทองกรชมพูนุทภุชงค์ ธำมรงค์นพรัตน์จัดสรร
ทรงมหามงกุฎแก้วแพรวพรัน ต่างจับศรจรจรัลไปเกยลา

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๒๐๗๕ ขึ้นทรงฅอช้างรวางต้น ให้โอรสเดินพลเปนกองน่า
ทัพหลวงเคลื่อนคลาศยาตรา ควาญขับคชาออกจากเกย

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

โทน

๒๐๗๖ ช้างเอยช้างทรง อำนวยพงษ์แรงร้ายส่ายเสย
คงทนชนศึกฝึกเคย เลิกหน้างาเงยกระหึมมัน
สาวสืบบาทย่างวางทลวง ยกงวงจ้องจับตระหลบหัน
มีกำลังดังไฟภัทกัลป์ ผูกเครื่องแก้วกุดั่นดาวราย
ห้อยหูภู่จามรีกรอง สวมทองรัดงาตาข่าย
เครื่องสูงสองแถวแพร้วพราย ธงชายปลายปลิวเปนทิวไป
ทวยหาญโห่สนั่นครั่นครึก ก้องกึกโกลาสุธาไหว
รีบรัดรี้พลสกลไกร ตรงไปสมรภูมิ์พลัน

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๐๗๗ ครั้นถึงจึ่งสั่งให้ยั้งหยุด ตั้งตามนามครุธผกผัน
โยธาพลากรกุมภัณฑ์ โห่สนั่นลั่นเลื่อนสเทือนดิน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา รัว

ช้า

๒๐๗๘ เมื่อนั้น องค์พระหริวงษ์ทรงศิลป์
เสด็จออกเสนาพานรินทร์ หมู่กระบินทร์หมอบกลาดดาษดา

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๒๐๗๙ ทรงสดับตรับเสียงสำเนียงมาร โห่ร้องก้องสท้านไปทั้งป่า
จึ่งมีสิงหนาทบัญชา ถามพระยาพิเภกผู้ใจภักดิ์
อันเสียงสนั่นครั่นครึก จะเปนศึกต่างเมืองมาหาญหัก
ฤๅทัพเจ้าลงกาพระยายักษ์ จงจับยามให้ประจักษ์แจ้งใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๘๐ บัดนั้น พิเภกบังคมประนมไหว้
พิเคราะห์ดูรู้ตามสังเกตไว้ จึ่งกราบทูลภูวไนยไปพลัน
อันทัพนี้คือองค์เจ้าลงกา กับสองโอรสาแขงขัน
พี่ชายชื่อทศคิรีวรรณ น้องนั้นชื่อทศคิรีธร
นางไอยราเปนมาตุเรศ อยู่ในพนาเวศศิงขร
หน้าเปนคชสารเหมือนมารดร ฤทธิรอนเลื่องชื่อฦๅชา
อัศกรรณมาขอต่อบิตุรงค์ ไปเลี้ยงไว้สืบวงษ์พงษา
คุมทัพรับเปนกองน่ามา จงทราบเบื้องบาทาพระทรงธรรม์

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๐๘๑ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์รังสรรค์
แจ้งว่าทัพท้าวทศกรรฐ์ กับกุมภัณฑ์บุตรเจ้าธานินทร์
จึ่งมีมธุรศสุนทร สั่งสุครีพพานรขีดขิน
เราจะไปชิงไชยด้วยไพริน เร่งเตรียมพลกระบินทร์บัดนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๘๒ บัดนั้น สุครีพรับสั่งใส่เกษี
ถวายบังคมคัลอัญชลี ออกมาจัดโยธีมิได้ช้า

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๒๐๘๓ เกณฑ์พลยี่สิบสมุทปลาย เข้ากองน้องนารายน์เปนทัพน่า
ใส่เสื้อสักลาดดาษดา ถือสาตราเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
กองรองถือฉมวกพวกลิงถุง ผ้าทิพย์พันพุงดูขบขัน
เสือป่าแมวเซาเปนเหล่ากัน คาดเขี้ยวหมูตันถือธงรบ
ทัพหลวงล้วนพวกพานรินทร์ ชมภูขีดขินเข้าบรรจบ
สัตพลีบาญชีครบ ตรวจครบห้าสิบสมุทตรา
ต่างใส่เสื้อแสงแต่งกาย ไพร่นายบรรเทิงเริงร่า
มาตุลีเลื่อนรถรัตนา มาเรียงเรียบเทียบท่าภูวไนย

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๒๐๘๔ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
ชวนองค์อนุชาคลาไคล เสด็จไปสรงสนานสำราญกาย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๐๘๕ ไขประทุมวารินกลิ่นเกลี้ยง สถิตย์เตียงอ่าองค์สรงสุหร่าย
สายสินธุ์ซ่านเซ็นเย็นสบาย สรงสุคนธ์ละลายกรายกรีดนิ้ว
สนับเพลาพื้นตาดผาดผุด ภูษายกแย่งครุธยุดนาคหิ้ว
ฉลององค์ติดงอนพระกรคริว ชายแครงแพลงพลิ้วกระหนกชอน
ปั้นเหน่งเพ็ชรแพรวพรายลายกุดั่น สังวาลวรรณเฟื่องห้อยสร้อยอ่อน
ทับทรวงดวงจินดาอาภรณ์ ทองกรแกมแก้วโกมิน
ธำมรงค์เรือนปรุฉลุบ่า ทรงพระชฎามหากระฐิน
กรรเจียกจรตรัจเตร็จเพ็ชรนิล แล้วต่างองค์ทรงศิลป์เสด็จมา

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๒๐๘๖ ออกจากพลับพลากั้นชั้นใน จึ่งสั่งให้พระน้องเปนกองน่า
ฝาหรั่งลิงยิงปืนสัญญา คลายคลี่กรีธาพลากร

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๒๐๘๗ รถเอยรถทรง กำกงแปรกแอกอ่อน
งามรหงธงชายปลายงอน เทียมเทพอัศดรพาชีชัก
มาตุลีขี่ขับแขงขัน ดุมวงผัดผันดังหันจักร
แห่น่าวานรองครักษ์ ดาบฝักบั้งทองคล้องตะพาย
พัดโบกจามรทานตวัน ฉัตรชั้นกรรภิรุมชุมสาย
ทวนธงเปนทิวปลิวปลาย พลนิกายเงื้อง่าอาวุธ
ลิงเลวโห่ฮึกครึกครื้น ดังเสียงคลื่นยมนามหาสมุท
สเทือนท้องธรณินทร์เพียงดินทรุด เร่งร้นพลยุทธยาตรา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๐๘๘ ครั้นถึงจึ่งหยุดรถทรง จัตุรงค์ปีกซ้ายปีกขวา
ตั้งที่สีหนามตามตำรา ทัพน่าเข้าประชิดติดพัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๐๘๙ เมื่อนั้น สองโอรสทศเศียรรังสรรค์
เห็นข้าศึกหยุดยั้งตั้งประจัน ต่างต้อนพลขันธ์เข้าโจมตี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๐๙๐ บัดนั้น พวกอสุรศักดิยักษี
ต่างต่างสำแดงแผลงฤทธี เข้าหักโหมโจมตีกระบี่ไพร
พลธนูน้าวแผลงแย้งยุทธ ตัวนายแกว่งชุดจุดปืนใหญ่
กองหนุนหมุนวิ่งเข้าชิงไชย โห่ร้องก้องไปทั้งไพรวัน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๐๙๑ บัดนั้น โยธาวานรแขงขัน
ต่างเข้ารบรับกับกุมภัณฑ์ จับกันเปนกลุ่มตลุมบอน
ได้ทีตีรันฟันฟาด หัวขาดตัวขาดเปนท่อนท่อน
พลมารคร้ามมือวานร ที่เหลือตายแตกสท้อนถอยไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๙๒ เมื่อนั้น คิรีธรคิรีวรรณมันไส้
เห็นรี้พลย่นย้อท้อใจ พิโรธลิงยิ่งไฟไหม้ฟ้า
ต่างขับอาชาผ่าโผน กระทืบโกลนเข้าตีกระบี่ป่า
เอาคันศรรอนรันรุกมา โยธาหลบพัลวันไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๙๓ บัดนั้น องคตหณุมานทหารใหญ่
แกว่งอาวุธวิ่งเข้าชิงไชย โลดไล่โอรสทศกรรฐ์
เผ่นโผนโจนทยานขึ้นเหยียบบ่า แทงกัณฐัศว์อสุราอาสัญ
องคตกับคิรีธรรอนรัน คิรีวรรณโจมจับกับหณุมาน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๐๙๔ เมื่อนั้น สองโอรสเจ้าลงกากล้าหาญ
กวัดแกว่งแสงศรรอนราญ ประจัญบานบุกรุกคลุกคลี
ต่างตนมีกำลังทั้งพี่น้อง เข้าโจมจับกับสองกระบี่ศรี
หวดซ้ายป่ายขวาราวี ถ้อยทีหนีไล่กันไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๐๙๕ บัดนั้น องคตหณุมานหาญกล้า
เข่นเขี้ยวเรี่ยวแรงแกว่งสาตรา หมายเขม้นเข่นฆ่าขุนมาร
เผ่นโผนโจนจับสัปรยุทธ ยงยุทธเหยียบยักษ์หักหาญ
แกว่งพระขรรค์ฟันฟอนรอนราญ ถูกต้องสองมารมรณา

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๒๐๙๖ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษา
เห็นโอรสพี่น้องทั้งสองรา สุดสิ้นชีวาวายชนม์
ครั้นจะเข้ารณรงค์ยงยุทธ ไม่ชนะมนุษย์แต่สักหน
จำต้องหยุดยั้งตั้งพล คอยท่าน้ำทิพมนต์เยาวมาลย์
คิดพลางทางประกาศกองทัพ ให้มั่นรับผ่อนพักอย่าหักหาญ
สั่งแล้วขับพระยาคชาธาร เข้าหยุดยืนสำราญริมชายไพร

ฯ ๖ คำ ฯ รัว

๒๐๙๗ เมื่อนั้น นางมณโฑเทวีศรีใส
บริกรรมสำรวมจิตรใจ อยู่ในโรงราชพิธี
เดชะพระเวทวิทยา ขององค์พระอุมามเหษี
บังเกิดเปนน้ำทิพวารี ทุกที่หม้อทองต้องตำรา
จึ่งสั่งเถ้าแก่หลวงแม่เจ้า จงยกเอาหม้อน้ำไปข้างน่า
ส่งให้มโหทรเสนา ไปถวายผ่านฟ้าอย่าช้าที

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๐๙๘ บัดนั้น เถ้าแก่ประนตบทศรี
จึ่งเชิญหม้อน้ำทิพวารี มาส่งให้เสนีทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๐๙๙ บัดนั้น มโหทรกับเหล่าบ่าวไพร่
ได้หม้อทิพธาราคลาไคล รีบไปกองทัพฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๑๐๐ ครั้นถึงจึ่งประนตบทบงสุ์ ทศเศียรสุริวงษ์รังสรรค์
ถวายวารีทิพย์แก่ทรงธรรม์ ด้วยใจหฤหรรษ์เปรมปรีดิ์

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๑๐๑ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
ได้ทิพธาราวารี ยินดีเปนพ้นคณนา
สิบภักตร์ชื่นแช่มแย้มสรวล ขับช้างโดยด่วนสำรวลร่า
ออกจากร่มไม้มิได้ช้า วักวารีทิพย์เที่ยวประพรม

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา รัว เชิด

๒๑๐๒ บัดนั้น ปิศาจซึ่งตายอยู่สะสม
ต้องทิพธาราอาคม ก็เปนขึ้นดังลมพยุพัด
อสุรกายมารชำนาญยุทธ นับสมุทโกฏิแสนแน่นอัด
สุริวงษ์ทั้งหลายที่ตายพลัด ท้าวสัทธาสูรอสุรา
สหัสเดชะอินทรชิต แสงอาทิตย์กุมภกรรฐ์ยักษา
อสูรมูลพลำศักดา ทั้งทัพอสุรากุมภัณฑ์
ตรีเมฆสัตลุงพระสหาย อิทธิกายมหากายกำปั่น
วิรุณจำบังมังกรกรรฐ์ ทศคิรีวรรณคิรีธร
ล้วนถืออาวุธยุทธนา หอกแก้วคทาธนูศร
ต่างมาดุษดีชลีกร ตรงหน้ากุญชรช้างทรง

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา เส้นเหล้า

๒๑๐๓ เมื่อนั้น ทศเศียรชื่นชมสมประสงค์
จึ่งสั่งเหล่าปิศาจญาติวงษ์ เร่งพาพวกจัตุรงค์เข้าโจมตี

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๑๐๔ บัดนั้น มารหมู่พหลพลผี
ต่างเข้ายุทธนาราวี เปนกลุ่มกลุ่มรุมตีกระบี่ไพร

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๑๐๕ บัดนั้น วานรไม่พรั่นหวั่นไหว
หมุนเข้าโรมรันประจันไว้ ช่วยกันชิงไชยทั้งสองทัพ
ต่างตนพิโรธโกรธขึ้ง ยักษ์สิบลิงหนึ่งเข้าโจมจับ
เหลือกำลังที่จะต้านทานรับ วานรแตกยับทั้งทัพไชย

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๑๐๖ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
เห็นอสูรนับแสนแน่นไป จำได้ว่าวงษ์เจ้าลงกา
จึ่งตรัสถามพิเภกกุมภัณฑ์ อันพวกท้าวทศกรรฐ์ซึ่งสังขาร์
เหตุไฉนกลับมีชีวิตรมา เข้าเข่นฆ่าวานรรอนราญ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๑๐๗ บัดนั้น พิเภกรับราชบรรหาร
พิเคราะห์ดูรู้ราวกับส่องญาณ ประนตบทมาลย์แล้วทูลไป
บัดนี้นางมณโฑเทวี ตั้งพิธีน้ำทิพย์ในกรุงใหญ่
ส่งมารดพลสกลไกร จึ่งเปนขึ้นชิงไชยอเนกนันต์
อันพิธีนี้ในตำหรับห้าม ถ้าหญิงสามสามีไม่เดียดฉัน
เปนคนแพศยาอาธรรม์ พระเวทนั้นเสื่อมสิ้นเดชา
จงแต่งให้ทหารชาญชิต ไปล้างพิธีทางเสนหา
แม้นเสร็จสมถวิลจินดา ปิศาจอสุราจะสูญไป
ขอพระองค์จงแผลงพลายวาต อันเรืองฤทธิโลกธาตุหวาดไหว
เปนข่ายเพ็ชรเจ็ดชั้นไปกั้นไว้ อย่าให้ปิศาจมารออกราญรอน

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๑๐๘ เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญสมร
ได้ฟังน้องท้าวยี่สิบกร ภูธรแจ้งสิ้นไม่กินใจ
จึ่งขึ้นศรศักดาวราฤทธิ์ สิบทิศสท้านสเทือนไหว
เหนี่ยวน้าวเคล่าคล่องว่องไว แผลงไปด้วยกำลังวังชา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๑๐๙ ศรพระหริรักษ์รังสรรค์ เปนข่ายเพ็ชรเจ็ดชั้นแน่นหนา
ล้อมปิศาจญาติวงษ์เจ้าลงกา มิให้ออกยุทธนาราวี

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๒๑๑๐ แล้วมีพระราชบัญชาการ สั่งคำแหงหณุมานชาญไชยศรี
จงแปลงปลอมเจ้าลงกาไปธานี ล้างพิธีมณโฑโสภา
ชมภูพาลกระบินทร์นิลนนท์ จงแปลงเปนช้างต้นพลยักษา
ต่างจำแลงแปลงกายกายา แล้วยกทัพเข้าลงกาธานี

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ รัว เชิด

๒๑๑๑ ครั้นถึงจึ่งประทับช้างทรง เสด็จลงเกยแก้วมณีศรี
ยุรยาตรนาดกรจรลี เข้าในโรงพิธีทันใด

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา ฉุยฉาย

๒๑๑๒ ขึ้นนั่งเตียงเคียงมณโฑโสภา แกล้งกล่าวรศพจนาปราไส
อันน้ำทิพย์โฉมยงซึ่งส่งไป พี่รดให้อสุรกายกลายเปนมา
พวกปิศาจอาจหาญเข้าราญรอน ผลาญวานรมนุษย์สุดสังขาร์
ยังเหลือแต่พิเภกอนุชา มันหนีไปในป่าพนาลี
พี่แบ่งให้ไพร่พลอยู่ค้นจับ จึ่งเลิกทัพกลับคืนมากรุงศรี
หวังจะเล่าแถลงแจ้งคดี กลัวจะตั้งพิธีไปป่วยการ
จะรอรั้งนั่งอยู่ทำไมเล่า ขอเชิญเจ้าคืนปราสาทราชฐาน
แล้วกุมกรโฉมยงนงคราญ หณุมานพาไปยังไพชนต์

ฯ ๘ คำ ฯ เข้าม่าน

๒๑๑๓ นั่งเหนือแท่นแก้วแพรวพราย ยังลืมกายเหยียดเข่าเกาขน
กลับรู้ตัวกลัวนางจะแหนงกล ประโลมลูบนฤมลด้วยมารยา

ฯ ๒ คำ ฯ

ชาตรี

๒๑๑๔ โฉมเอยโฉมเฉลา คุณเจ้าอยู่กับพี่นี้หนักหนา
ถ้าหาไม่ไหนเลยลงกา จะต้องไปเปนข้าปัจจามิตร
ตั้งแต่นี้ไพร่ฟ้าประชากร สิ้นทุกข์ร้อนสำราญบานจิตร
พี่ค่อยสบายวายคิด จะอยู่เย็นเปนนิตย์ในเมืองยักษ์
หาไหนได้อย่างนางเทวี สมเปนมิ่งมเหษีมีศักดิ
พี่ไปทัพกลับมาล้าเลื่อยนัก เห็นน้องรักเหนื่อยคลายหายไป

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๑๑๕ เมื่อนั้น นางมณโฑเทวีศรีใส
สำคัญว่าสามีก็ดีใจ อรไทยอภิวันท์จำนรรจา
ตั้งแต่ศึกมาประชิดติดเมืองยักษ์ เสียลูกรักสุริวงษ์พงษา
ทุกเช้าค่ำพร่ำกินแต่น้ำตา ยังแต่ชีวาจะบรรไลย
บัดนี้เสร็จการณรงค์สงคราม น้องมีความยินดีจะมีไหน
เหมือนม้วยแล้วกลับเปนเย็นจิตรใจ จะได้สืบสนองรองบาทา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๑๑๖ เมื่อนั้น หณุมานเกษมสันต์หรรษา
เห็นนางลุ่มหลงไม่สงกา ทำลูบหลังลูบหน้าแล้วว่าไป

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้โลม

๒๑๑๗ สาวเอยสาวสวรรค์ ความผูกพันรักพี่จะมีไหน
แม้นไม่ม้วยชีวันบรรไลย พี่ไม่ไกลเจ้าเยาวมาลย์
น้อยฤๅสิบสามปีเข้านี่แล้ว พึ่งผ่องแผ้วปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
จะเชยชมโฉมยงนงคราญ ให้สำราญเริงรื่นทุกคืนวัน
ว่าพลางอิงแอบแนบสนิท จุมพิตชิดชมภิรมย์ขวัญ
ไม่ขัดข้องสองจิตรประจวบกัน เกษมสันต์สำราญบานใจ

ฯ ๖ คำ ฯ โลม

ร่าย

๒๑๑๘ บัดนั้น ศรีชมภูพาลทหารใหญ่
ประกาศสั่งเสนีกระบี่ไพร เร่งให้รื้อโรงพิธีการ
บ้างยื้อแย่งแผงผัดฉัตรธง ทลายหลังคาลงทั้งสี่ด้าน
ทุบหม้อน้ำแตกแหลกลาญ อลหม่านตึงตังทั้งวังใน

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๑๑๙ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
เสร็จภิรมย์สมสนิทนางทรามไวย จึ่งใส่ไคล้กล่าวแกล้งแต่งอุบาย
ไอ้พิเภกพวกอักตัญญู พี่ยังนึกแค้นอยู่ไม่รู้หาย
แม้นมิได้ห้ำหั่นให้มันตาย พี่หลับนอนไม่สบายวุ่นวายใจ
จะยกทัพกลับออกไปค้นหา จับเปนเข่นฆ่าเสียให้ได้
ว่าพลางทางจับศรไชย ตรงไปเกยแก้วแพรวพราย

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๒๑๒๐ ขึ้นฅอช้างนิมิตรฤทธิรณ พร้อมพลพานรินทร์สิ้นทั้งหลาย
รีบยกโยธีคลี่คลาย ผันผายออกจากกรุงลงกา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๑๒๑ ครั้นถึงไพรวันอรัญเวศ กลับจำแลงแปลงเพศเปนลิงป่า
พาพลด้นดั้นอรัญวา ตรงมากองทัพฉับไว

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ เชิด

๒๑๒๒ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไปเฝ้า ก้มเกล้าประนมบังคมไหว้
กราบทูลยุบลแต่ต้นไป ดังได้ล้างกิจพิธี

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๑๒๓ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
ชื่นชมสมถวิลยินดี จึ่งมีพระราชบัญชา
เหวยกระบี่รี้พลพวกเรา จงเย้ยเย้าทศภักตร์ให้หนักหนา
จะอึดอัดโมโหโกรธา ฤๅท่วงทีจะว่าประการใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๑๒๔ บัดนั้น ลิงเลวเหล่าพหลพลไพร่
ถวายบังคมลาพากันไป เยาะเย้ยไยไพเจ้าลงกา

ฯ ๒ คำ ฯ

เย้ย

๒๑๒๕ บ้างเกาคางขู่ตะคอกหลอกหลอน ดูก่อนทศภักตร์ยักษา
วันนี้รี้พลโยธา เห็นมากจริงยิ่งกว่าทุกครั้ง
ช่างได้ครูบามาแต่ไหน ประกอบในการกิจพิธีขลัง
เปนไรไม่รบรับจึ่งยับยั้ง ทำรอรั้งหนักหน่วงง่วงงง
ฤๅสิ้นทิพธาราวารี ที่นางดาบศนีให้มาส่ง
หลับตาสาลวนรณรงค์ ไม่ระวังว่าผงจะเข้าตา
เมื่อกี้เกิดพยุวุ่นวาย แล้วอาศรมล้มทลายกระมังหนา
จึ่งมิได้ให้เอาน้ำมนต์มา รดศพอสุราพลากร
จงหย่าทัพกลับหลังเข้าวังเวียง ถามไถ่ไล่เลียงกันดูก่อน
เราไม่ลวงหลอกยอกย้อน วานรเต้นรำทำเยาะเย้ย

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราวรำ เจรจา

ร่าย

๒๑๒๖ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ฟังลิงทำนิ่งเฉย
เฉลียวใจไยมันมาเกินเลย เยาะเย้ยหยาบหยามเปนความใน
ฤๅมณโฑตั้งพิธีมีเหตุ ผิดสังเกตกอดกรถอนใจใหญ่
จำจะชวนหย่าทัพกลับไป จึ่งจะได้รู้แท้แน่นอน
คิดพลางทางว่าเหวยมนุษย์ เรายงยุทธตามอย่างแต่ปางก่อน
สุริยาสายัณห์ลงรอนรอน พลนิกรจะยากลำบากใจ
เราจะกลับทัพเข้าลงกา ท่านจงไปพลับพลาที่อาไศรย
ว่าแล้วเลิกพหลพลไกร คืนเข้าพิไชยลงกา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๒๑๒๗ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
ครั้นทศกรรฐ์กลับไปลับตา จึ่งตรัสชวนอนุชายาใจ
ทั้งสององค์ทรงเวไชยันต์อินทร์ เหล่ากระบินทร์บังคมประนมไหว้
ให้เลิกทัพกลับพลสกลไกร ตรงไปพลับพลาพนาลี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๑๒๘ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
ครั้นเข้าเขตรลงกาธานี อสุรีรีบพหลพลมาร
ครั้นถึงจึ่งตรงเข้าในวัง เห็นโรงพิธีพังทั้งสี่ด้าน
สดุ้งจิตรผิดแล้วมิเปนการ ลงจากคชาธารทันที
มิได้หยุดเปลี่ยนเปลื้องเครื่องทรง เสด็จตรงไปปราสาทมเหษี
นั่งแนบวนิดานารี จึ่งมีบัญชาว่าไป
เป็แไฉนโฉมเฉลาเยาวมาลย์ ด่วนสละละการพิธีใหญ่
เมื่อสงครามครั้งนี้จะมีไชย ด้วยได้ปิศาจมารมาราญรอน
ครั้นเคี่ยวขับกลับสิ้นปิศาจพล แต่คอยน้ำทิพมนต์จนออกอ่อน
เออนี่เจ้าเจ็บหลังฤๅบังอร จึ่งรีบร้อนรื้อโรงพิธีการ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๑๒๙ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดสงสาร
ได้ฟังบัญชาพระยามาร นงคราญกราบทูลสนองไป
ควรฤๅพระองค์ทรงฤทธิ์ มาพาลผิดพาทีเช่นนี้ได้
เมื่อผ่านฟ้าเลิกพลสกลไกร มาบอกว่ามีไชยแก่ไพรี
แล้วยังได้พาข้าพระบาท ขึ้นสถิตย์ปรางมาศปราสาทศรี
รับสั่งให้พวกพลมนตรี รื้อโรงพิธีตลีตลาน
แล้วแจ้งกิจจาให้ข้าฟัง ว่าพิเภกนั้นยังไม่สังขาร
หนีเข้าไพรพงดงดาน จึ่งยกพลมารไปตามตัว
ประหลาดใจจริงหนอไม่พอที่ เมื่อกำนัลขันทีก็รู้ทั่ว
เหมือนจะแกล้งให้น้องหมองมัว น่าน้อยใจตัวเปนพ้นไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๑๓๐ เมื่อนั้น พระยามารไม่พะวงสงไสย
สอดส่องเห็นจริงทุกสิ่งไป ก็เสียใจบ่นออดกอดมือ
เอะนางมณโฑนี่โว้เว้ มิหลงเล่ห์ลมลิงเสียแล้วฤๅ
ในทรวงดวงใจดังไฟฮือ เขาจะฦๅทั่วโลกโลกา
อัปรยศอดสูดูร้าย จะออกปากก็อายขายหน้า
ชรอยกลหณุมานมันแปลงมา คนอื่นไซ้ไม่กล้าถึงเพียงนี้
คิดแล้วดำรัสตรัสกระซิบ ค่อยงุบงิบแต่กับมเหษี
จะนึกแหนงฤไทยไปไยมี อันพี่นี้จริงใจมิได้มา
ข้าศึกมันแกล้งจำแลงกาย เปนอุบายไอ้พิเภกยักษา
เยาวมาลย์ไม่พะวงสงกา จึ่งเสียกิจวิทยาของเราไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๑๓๑ เมื่อนั้น นางมณโฑเทวีศรีใส
ฟังแถลงแจงตระหนักประจักษ์ใจ อรไทยเพียงจะสิ้นสมประดี
ทั้งอายทั้งกลัวด้วยชั่วนัก ไม่อาจแลดูภักตร์ท้าวยักษี
กอดบาทภัศดาสามี โศกีแน่นิ่งไม่ติงกาย

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๒๑๓๒ เมื่อนั้น ทศเศียรอกสั่นขวัญหาย
สำคัญคิดว่านางวางวาย ก็ฟูมฟายชลนาโศกาไลย

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๑๓๓ ครั้นค่อยเหือดห่างส่างเทวศ จึ่งช้อนเกษใส่ตักด้วยรักใคร่
ลูบทั่วสารพางค์นางทรามไวย เห็นยังไม่ม้วยมอดวอดวาย
เหวยเหวยค่อมเค้าเถ้าแก่ ไปหาหมอมาแก้นางโฉมฉาย
เร่งเอาเครื่องต้นสุคนธ์ละลาย มาชโลมโซมกายกัลยา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๑๓๔ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดเสนหา
ครั้นฟื้นคืนสมประดีมา ก็โศกาครวญคร่ำร่ำไร

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๒๑๓๕ โอ้อกเอ๋ยแสนชั่วแล้วตัวกู จะอยู่ดูหน้าคนกะไรได้
เขาจะฦๅชื่อชั่วทั่วทิศไป นี่เนื้อกรรมทำไว้แต่ก่อนกาล
เสียทีที่เปนชาวไกรลาศ มาเสียรู้แก่ชาติเดรฉาน
จนเสียตัวชั่วช้าสาธารณ์ ทั้งเสียการพิธีครั้งนี้ไซ้
เสียพระเดชเดชาพระยายักษ์ เสียแรงพระทรงศักดิรักใคร่
ขอพระองค์จงเอาพระขรรค์ไชย สังหารให้มอดม้วยมรณา
จะได้สิ้นความอายขายบาท พระพงษ์พรหมธิราชนาถา
ร่ำพลางนางทรงโศกา ชลนาฟูมฟองนองภักตร์

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๑๓๖ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริวงษ์ทรงศักดิ
โลมลูบปฤษฎางค์นางนงลักษณ์ น้องรักของพี่ผู้ร่วมใจ
จงดับความกำสรดอดกลั้น จะโศกศัลย์คร่ำครวญหาควรไม่
เปนคราวเคราะห์เพราะกรรมเราทำไว้ พี่มิได้ถือโทษโกรธน้อง
เมื่อโฉมยงคงสัตย์สุจริต มิใช่เจ้าจะคิดเปนใจสอง
ไม่เคลือบแคลงแหนงนวลยังควรครอง เจ้าอย่าหมองหมางเมินสเทินใจ
อันข้าศึกฮึกหาญให้เคืองแค้น พี่จะคิดทดแทนมันจงได้
ตรัสพลางทางชวนนางทรามไวย เข้าในห้องศิริไสยา

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๒๑๓๗ ทอดองค์ลงกับที่บรรจฐรณ์ ยอกรก่ายภักตร์ยักษา
ตรึกไตรในการยุทธนา อสุราอาวรณ์ร้อนรน
ชิชะไพรีครั้งนี้หนอ ออกต้านต่อไม่ชนะแต่สักหน
ยังซ้ำเสียเมียเพราะเสียกล อัปรยศเปนพ้นพันทวี
ตัวกูก็เปนชายฦๅชื่อ ไม่เกรงมือมนุษย์สองศรี
นิ่งนึกตรึกตราในราตรี จนเคลิ้มหลับกับที่ไสยา

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๒๑๓๘ ครั้นรุ่งรางส่างแสงสุริยง ประธมตื่นฟื้นองค์ท้าวยักษา
จึ่งสระสรงทรงเครื่องสุคนธา แล้วลีลาออกท้องพระโรงไชย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๑๓๙ ลดองค์ลงนั่งบัลลังก์อาศน์ พร้อมอำมาตย์นับร้อยน้อยใหญ่
จึ่งตรัสสั่งมหาเสนาใน เร่งตรวจเตรียมพลไกรไวยวุฒิ์
ให้เสร็จสรรพทัพหลังทัพน่า ปีกซ้ายปีกขวาห้าสิบสมุท
กูจะไปรณรงค์ยงยุทธ ด้วยมนุษย์วานรบัดนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๑๔๐ บัดนั้น มโหทรรับสั่งใส่เกษี
ก้มเกล้ากราบงามสามที อสุรีรีบรัดมาจัดทัพ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๒๑๔๑ กะเกณฑ์กองหนุนกองน่า ทั้งปีกซ้ายปีกขวาตามตำหรับ
กองหลวงกองหลังคั่งคับ เคยรบรับไพรีตีกลางแปลง
ขุนช้างต่างผูกคชสาร หมอควาญขี่ขับเข้มแขง
ทหารม้าเกราะทองกองแซง ถือทวนภู่แดงจามรี
ขุนรถเร่งรัดจัดรถศึก เทียมโตโคถึกเสือหมี
พลเท้าถือสาตราราวี โยธีนับแสนแน่นนัน
ต่างตนแต่งกายทั้งนายไพร่ สวมใส่เสื้อเกราะเหมาะมั่น
แล้วเทียมราชรถแก้วแพรวพรรณ โลทันเตรียมคอยยาตรา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๒๑๔๒ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษา
เสด็จจากแท่นที่ลีลา มาสระสรงคงคาสาคร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๑๔๓ ทรงเครื่องมุรธาภิเศกสนาน สุคนธารประทิ่นกลิ่นเกสร
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน ภูษาอุทุมพรพื้นแดง
เกราะนวมสวมใส่กระสันทรง ฉลององค์ทรงเข้าบิณฑ์ก้านแย่ง
เจียรบาดตาดติดครุยแครง ปั้นเหน่งสายลายแทงประดับพลอย
ตาบทิศทับทรวงดวงกุดั่น สังวาลวรรณประเทืองเฟื่องห้อย
ทองกรจำหลักเปนรักร้อย ธำมรงค์ทรงก้อยพลอยทั้งเม็ด
สิบเศียรใส่มงกุฎบุษย์น้ำทอง เรืองรองจรจำรัสตรัจเตร็จ
สพักศรกรกุมคทาเพ็ชร ครั้นเสร็จเสด็จไปเกยลา

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

ร่าย

๒๑๔๔ ขึ้นทรงรถแก้วแววไว พลไกรกราบงามสามท่า
ได้ฤกษ์ยิงปืนสัญญา ทัพน่าให้เดินดำเนินธง

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

โทน

๒๑๔๕ รถเอยรถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ลอยรหง
แอกงอนอ่อนสบัดบรรจง ปักธงสามชายปลายปลิว
เทียมไกรสรราชผาดผยอง ดังจะพารถทองล่องลิ่ว
เครื่องสูงชุมสายรายริ้ว ธงทิวเปนระเบียบเรียบเรียง
พลม้าสำแดงแผลงฤทธิ์ ทศทิศเลื่อนลั่นสนั่นเสียง
โห้ร้องก้องดังทั้งวังเวียง พิภพเพียงจะพลิกคว่ำทำลาย
ไม้ไล่ยูงยางกลางดง แหลกลู่ล้มลงเปนกองก่าย
สัตวสิงวิ่งกระจัดพลัดพราย เร่งร้นพลนิกายรีบไป

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๑๔๖ กองหลวงล่วงถึงสนามยุทธ จึ่งให้หยุดโยธีทัพใหญ่
ยับยั้งตั้งมั่นลงไว้ พลไกรโห่ร้องก้องโกลา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา รัว

ช้า

๒๑๔๗ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
เนาในสุวรรณพลับพลา พรั่งพร้อมท้าวพระยาวานร
ได้ยินเสียงสนั่นครั่นครื้น เพียงพื้นพิภพไตรไหวกระฉ่อน
จึ่งมีมธุรศสุนทร ดูก่อนพิเภกโหราจารย์
อันเสียงกัมปนาทหวาดไหว ดังลมพยุใหญ่ในไพรสาณฑ์
จะเปนทัพทศเศียรขุนมาร ฤๅวงษ์วานอสุราออกมารบ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๑๔๘ บัดนั้น พิเภกรู้โยคเกณฑ์เจนจบ
จับกระดานหารคูณเลขลบ แล้วน้อมนบประนมบังคมทูล
ซึ่งเปนจอมพลมารณรงค์ คือองค์ท้าวราพนาสูร
มิใช่สุริวงษ์พงษ์ประยูร จงทราบบาทมูลพระภูมี

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๑๔๙ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
ฟังพิเภกแถลงแจ้งคดี จึ่งมีสีหนาทบัญชา
สั่งพระยาสุครีพขุนกระบินทร์ จงเตรียมพลพานรินทร์แกล้วกล้า
เราจะไปต้านต่อฤทธา ด้วยเจ้าลงกาพระยามาร

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๑๕๐ บัดนั้น สุครีพรับราชบรรหาร
อัญชลีแล้วถอยคล้อยคลาน ออกมาน่าฉานฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๒๑๕๑ กะเกณฑ์โยธาพานรินทร์ ทั้งชมภูขีดขินแขงขัน
กองน่ากองหลังทั้งนั้น เคยโรมรันอสุรีมีไชย
ปีกป้องกองแซงซ้ายขวา ตามตำราตำหรับทัพใหญ่
กองหลวงตวงเต็มสมุทไทย มีธงไชยประจำนำพล
วานรสารวัดสัสดี ทำบาญชีตรวจทัพสับสน
บ้างขัดดาบสพายแล่งแต่งตน ใส่มงคลขบฟันขันสิ้นที
ทนายปืนดื่นดาษคาดเขนง นุ่งกางเกงทั้งพวกหมวกตุ้มปี่
ให้ประทับรัถาพาชี มาตุลีเตรียมคอยยาตรา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๒๑๕๒ เมื่อนั้น องค์พระราเมศเชษฐา
จึ่งดำรัสตรัสชวนอนุชา เสด็จมาสระสนานสำราญองค์

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๑๕๓ ไขสุหร่ายวารินกลิ่นเกลี้ยง สถิตย์นั่งเหนือเตียงโสรจสรง
ทรงสุคนธ์ปนสุวรรณบรรจง ต่างองค์ทรงใส่สนับเพลา
ภูษายกแย่งอย่างต่างกัน กรวยเชิงสามชั้นฉลุเฉลา
ฉลององค์เลื่อมลายพรายเพรา ห้อยห่วงหน่วงเนาชายแครง
ปั้นเหน่งเพ็ชรพรรณรายสายบานพับ เฟื่องห้อยพลอยประดับระยับแสง
ทับทรวงสังวาลเพ็ชรเม็ดแตง ทองกรแก้วแดงกุดั่นดุน
ธำมรงค์เรือนเก็จเพ็ชรแพร้ว มงกุฎแก้วใส่สวมนวมหนุน
ห้อยอุบะดอกดวงพวงพิกุล สพักศรวิรุณจักรวาฬ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๑๕๔ สองกระษัตริย์ยุรยาตรคลาศคลา มายังเกยลาน่าฉาน
ขึ้นทรงเวไชยันต์มัฆวาน ให้ยกโยธาหาญโห่ร้อง

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๒๑๕๕ รถเอยราชรถทรง กำกงแก้วผลึกกึกก้อง
บุษบกบัวหงายลายลำยอง โตกตั้งบัลลังก์ทองรองรับ
เทียมเทพอาชาพาชี เทวราชมาตุลีขี่ขับ
เกณฑ์แห่แตรสังข์คั่งคับ เครื่องสูงแทรกสลับจามร
ฆ้องกลองครื้นครั่นสนั่นเสียง พ่างเพียงพระสุเมรุจะเอนอ่อน
พวกพลโยธาพานร หักถอนพฤกษาเปนอาวุธ
บ้างเริงร่านหาญฮึกโห่ร้อง สเทือนท้องสุธามหาสมุท
ต่างสำแดงแผลงอิทธิ์ฤทธิรุตม์ เร่งร้นพลยุทธยาตรา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๑๕๖ ครั้นถึงที่สมรภูมิไชย พอประทะทัพใหญ่ยักษา
ให้รอรั้งยั้งหยุดโยธา คอยท่าดูทีกุมภัณฑ์

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๑๕๗ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริวงษ์รังสรรค์
เห็นไพรีกรีพลมาแน่นนัน ยังมิทันหยุดยั้งตั้งทัพ
จึ่งตรัสสั่งทั้งสี่เสนา ให้กองน่าหักโหมโจมจับ
กองหลวงทลวงตีให้แตกยับ เร่งขับพลนิกรเข้ารอนราญ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๑๕๘ บัดนั้น นายทัพรับราชบรรหาร
ตีต้อนอสูรหมู่มาร ให้รอนราญทัพน่าวานร

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๑๕๙ บัดนั้น พวกพหลพลมารชาญสมร
ต่างเข้าจับกุมตลุมบอน ไม่ย่อหย่อนสัปรยุทธยุทธแย้ง
ทนายปืนยิงปืนครื้นครั่น บ้างเหนี่ยวน้าวเกาทัณฑ์ธนูแผลง
รบรุกบุกบันฟันแทง เรี่ยวแรงแขงข้อต่อตี

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๑๖๐ บัดนั้น โยธาวานรไม่ถอยหนี
ขู่ตะคอกหลอกหลอนอสุรี ได้ทีจู่โจมโถมทยาน
บ้างโจนขึ้นเหยียบเข่าเหยียบบ่า ฉวยชิงสาตรามาประหาร
ตีต้องอสุรพลไม่ทนทาน บ้างล้มตายวายปราณบ้างแตกไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๑๖๑ บัดนั้น สี่เสนามารทหารใหญ่
เห็นยักษีหนีลิงไม่ชิงไชย เร่งพิโรธโกรธใจดังไฟฮือ
ต่างเข้ารบรับจับวานร ตีด้วยคทาธรสำหรับถือ
พวกกระบี่หนีพ่านไม่ทานมือ ยิ่งรื้อไล่กระชิดติดพัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๑๖๒ บัดนั้น จึ่งกระบินทร์นิลเอกนิลขัน
สุรเสนสุรการชาญฉกรรจ์ ต่างเข้าโรมรันประจัญรับ
ยักษีตีด้วยคทาธร วานรถาโถมโจมจับ
สี่กระบี่สี่อสูรนายทัพ กลอกกลับสัปรยุทธยุทธนา
พานรินทร์เรี่ยวแรงแขงขัน ทยานขึ้นยืนยันเหยียบบ่า
แกว่งพระขรรค์ฟันสี่อสุรา สิ้นชีวาล้มดิ้นกับดินดาล

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด โอด

๒๑๖๓ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรศักดาหาญ
เห็นยักษีสี่นายวายปราณ พระยามารกริ้วโกรธโกรธา
ยี่สิบหัดถ์กวัดแกว่งพระแสงทรง โจนลงจากราชรัถา
ไล่พิฆาฏวานรสท้อนมา จนถึงน่ารถพระรามไม่ขามฤทธิ์

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๑๖๔ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์จักรกฤษณ์
แลเห็นทศกรรฐ์กระชั้นชิด ตามติดตีพลย่นมา
พระพิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท เสด็จลงจากราชรัถา
เข้าโจมจับกับองค์เจ้าลงกา หันเหียนเปลี่ยนท่าราวี
บุกบันประจัญบานหาญหัก ขึ้นเหยียบเข่าทศภักตร์ยักษี
ทั้งสองข้างต่างเรืองฤทธี ต่อตีต้านทานราญรอน

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๑๖๕ เมื่อนั้น ทศเศียรห้าวหาญชาญสมร
กริ้วโกรธพิโรธใจดังไฟฟอน ยี่สิบกรเงื้อง่าอาวุธ
กระทืบเท้าถาโถมเข้าโจมจับ ถ้อยทีกลอกกลับสัปรยุทธ
ไม่ทันยั้งพลั้งท่าทำนองยุทธ ต้องคันศรทรุดเซไป
พระยามารมึนเมื่อยเหนื่อยเหน็ด ครั่นคร้ามขามเข็ดไม่เข้าใกล้
หยุดยั้งรั้งรอท้อฤไทย จะชิงไชยกับมนุษย์สุดปัญญา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๑๖๖ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
เห็นสิ้นคิดฤทธิรงค์เจ้าลงกา อ่อนระอาออกยืนอยู่กลางแปลง
จึ่งขึ้นคันศรกรก่ง ชักลูกธนูทรงออกจากแล่ง
พาดสายหมายเหนี่ยวเรี่ยวแรง ผาดแผลงไปพลันทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๑๖๗ เสียงสนั่นลั่นป่าดังฟ้าร้อง กึกก้องกัมปนาทหวาดไหว
ศรถูกทศกรรฐ์ไม่บรรไลย เศียรกรปลิวไปจากอินทรีย์

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๑๖๘ เมื่อนั้น พระยามารไม่ม้วยด้วยศรศรี
เศียรกรกลับติดสนิทดี ด้วยดวงใจไม่มีอยู่กับกาย
กระทืบบาทกราดเกรี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์พยาบาทหมาดหมาย
จะสังหารผลาญมนุษย์ให้วอดวาย จึ่งขึ้นสายศิลป์ทรงสำหรับกร

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๑๖๙ เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญสมร
เห็นทศกรรฐ์ก่งศิลป์จะราญรอน จึ่งเสี่ยงศรยิงแย้งแผลงพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๑๗๐ ต้องสายศรทรงเจ้าลงกา ก็ขาดด้วยศักดาดังแกล้งบั่น
แล้วศรไชยไปต้องทศกรรฐ์ กายนั้นทลุปรุโปร่งไป

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๑๗๑ เมื่อนั้น ทศเศียรเจ็บนักเพียงตักไษย
อุส่าห์แขงขืนฝืนฤไทย สำรวมใจโอมอ่านอาคม

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๒๑๗๒ ลูบทั่วสารพางค์ร่างกาย แผลหายเปนปลิดสนิทสนม
คิดเสียดายสายศรร้อนอารมณ์ มหาพรหมประทานแต่ยังเยาว์
ควรฤๅมาขาดเสียครั้งนี้ จะต่อตีไหนจะชนะเขา
ทั้งโยธีรี้พลก็บางเบา จำจะกลับคืนเข้านัครา
คิดพลางทางขึ้นรถทรง ให้โบกธงหย่าทัพกลับน่า
เลิกพหลพลไกรไคลคลา คืนเข้าลงกาเวียงไชย

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๑๗๓ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
ครั้นทศกรรฐ์ล่าทัพกลับไป ภูวไนยชวนองค์อนุชา
ขึ้นรถทรงแก้วแพรวพราย พรั่งพร้อมพลนิกายซ้ายขวา
วานรโห่ร้องก้องโกลา คืนเข้าพลับพลาพนาลี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๑๗๔ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษี
มาถึงลงกาธานี อสุรีลงจากรถไชย
ให้รันทดสลดจิตรมึนตึง ดังหนึ่งจะดำเนินไปไม่ไหว
แขงขืนฝืนวิญญาคลาไคล เข้าในไพชยนต์มนฑีร์

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๑๗๕ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมเหษี
มาพยุงจูงกรพระสามี นางอัคคีเข้าประคองข้างซ้าย
พาไปให้สถิตย์แท่นสุวรรณ นางกำนัลเชิญภูษามาถวาย
ให้เปลี่ยนเปลื้องเครื่องทรงสำหรับกาย แล้วละลายพระสุคนธ์ลูบไล้
ลางนางบ้างอยู่งานพัชนี มเหษีสององค์ทรงนวดให้
บ้างยกพานบุบผามาไลย มาตั้งไว้ข้างองค์เจ้าลงกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๑๗๖ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศภักตร์ยักษา
สถิตย์เหนือแท่นแก้วแววฟ้า มเหษีซ้ายขวาเคียงประคอง

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๒๑๗๗ เอนองค์ลงบรรธมบนที่ อสุรีร้อนรนหม่นหมอง
ดังเพลิงรุมสุมทรวงสักสิบกอง แต่นิ่งตรองการศึกตรึกตรา
ออกต่อตีมีแต่จะแพ้พ่าย ปิ้มจะวายชีวังสังขาร์
ตั้งแต่เมียตัวต้องหัวมา สาตราอาคมก็เสื่อมไป
จะคิดฉันใดดีกระนี้กู จึ่งจะสู้สงครามพระรามได้
มิตรสหายพงษ์พันธุ์ทั้งนั้นไซ้ ก็บรรไลยสิ้นแล้วไม่เหลือเลย
จะได้ใครช่วยณรงค์สงคราม ให้สิ้นความวิตกณอกเอ๋ย
คนึงนึกตรึกไตรไม่เสบย กอดเขนยม่อยหลับกับไสยา

ฯ ๘ คำ ฯ กล่อม

ช้า

๒๑๗๘ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
เสด็จออกยังสุวรรณพลับพลา พร้อมหมู่มาตยาพานรินทร์
เบื้องซ้ายฝ่ายชมภูพระนคร เบื้องขวาพานรขีดขิน
คับคั่งทั้งสองธานินทร์ ล้วนเหล่ากระบินทร์บริวาร
พระดำริห์ตริไตรไปมา แล้วมีรศพจนาบรรหาร
ตรัสถามพิเภกโหราจารย์ เมื่อวันวานนี้เรารณรงค์
แต่แผลงศรรอนราญอสุรา จนกายาทลุปรุปร่ง
เหตุไฉนจึ่งไม่ปลดปลง พิเภกจงชี้แจงให้แจ้งใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๑๗๙ บัดนั้น พิเภกประนมบังคมไหว้
จึ่งทูลว่าทศกรรฐ์ไม่บรรไลย ด้วยดวงใจอยู่นอกกายา
องค์พระโคบุตรฤๅษี ตั้งพิธีถอดจิตรยักษา
ใส่กล่องแก้วแล้วประกับศิลา พระสิทธาเก็บไว้ในกุฎี
แต่ก่อนนั้นพระองค์ไม่ทรงถาม จะทูลความก็เหมือนว่าฆ่าพี่
เปนความสัตย์ปัฏิญาณไว้อย่างนี้ จงทราบใต้ธุลีบทมาลย์

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๑๘๐ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิล้ำสุริย์ฉาน
ฟังพิเภกทูลแถลงแจ้งเหตุการ จึ่งมีรศพจมานไปทันใด
แต่บรรดาวานรทั้งกองทัพ ใครจะรับอาสาเราได้
ไปยังพระโคบุตรวุฒิไกร ฬ่อลวงเอาดวงใจอสุรา
แต่ดำรัสตรัสถามถึงสามครั้ง ไม่มีใครรับสั่งอาสา
ทอดพระเนตรดูเหล่าท้าวพระยา ต่างบังคมก้มหน้านิ่งไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๑๘๑ บัดนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
เห็นบรรดาวานรทั้งนั้นไซ้ ไม่มีใครรับราชบัญชา
จึ่งบังคมทูลพลันทันที ข้านี้จะขออาสา
ไปเอาดวงใจอสุรา ยังพระสิทธาอาจารย์
แต่จะขอองคตผู้น้องนั้น ไปด้วยช่วยกันคิดอ่าน
คงจะได้สำเร็จเสร็จการ กำหนดไว้โดยนานได้เจ็ดวัน

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๑๘๒ เมื่อนั้น พระหริรักษ์เรืองเดชทุกเขตรขัณฑ์
ได้ฟังหณุมานชาญฉกรรจ์ พระทรงธรรม์ยินดีปรีดา
แล้วมีมธุรศพจมาน มิเสียทีเปนทหารอาสา
ซึ่งจะขอองคตอนุชา เปนสองราร่วมใจไปด้วยกัน
ดีแล้วขุนกระบี่พี่น้อง จะได้ช่วยตรึกตรองผ่อนผัน
ให้สมหวังดังจิตรที่คิดนั้น อย่าช้าพากันจรลี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๑๘๓ บัดนั้น องคตหณุมานชาญไชยศรี
รับสั่งบังคมพระจักรี สองกระบี่พี่น้องก็ออกไป
ถึงลับแลบังก็ยั้งหยุด วายุบุตรเฉลียวจิตรคิดขึ้นได้
จึ่งว่าแก่องคตยศไกร เราจะไปอาสาครานี้
จะต้องเข้าคบค้าปัจจามิตร จึ่งจะได้ดวงจิตรยักษี
จะทูลไว้ให้ทราบแต่เดิมที อย่าให้พระจักรีแคลงฤไทย
ว่าพลางทางกลับมาที่เฝ้า ก้มกรานคลานเข้าไปให้ใกล้
ค่อยกระซิบทูลพลันทันใด ข้าจะไปไกลบาทบาทา
เบื้องน่าถ้าใครมากล่าวโทษ พระองค์จงโปรดเกษา
อย่าเพ่อกินแหนงแคลงวิญญา กว่าข้าจะมาในเจ็ดวัน
ว่าแล้วประนตบทบงสุ์ ลาองค์พระนารายน์รังสรรค์
ชวนองคตน้องยาพากัน รเห็จหันเหาะลิ่วปลิวไป

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๒๑๘๔ สองนายหมายมุ่งกรุงลงกา ตรงนินทกาลาเขาใหญ่
แลเห็นหลังคาศาลาไลย อยู่ใต้ร่มไทรใกล้คิรี
จึ่งคล้อยเคลื่อนเลื่อนลงจากเวหา ใครไม่เห็นกายากระบี่ศรี
แล้วพากันบทจรจรลี มายังที่อาศรมพระสิทธา

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๒๑๘๕ เมื่อนั้น พระโคบุตรดาบศพรตกล้า
เชี่ยวชาญการเวทวิทยา เปนใหญ่กว่าโยคีชีไพร
ตั้งแต่พระอาจารย์ทำการกิจ ถอดจิตรเจ้าลงกาออกมาได้
เอาใส่กล่องศิลารักษาไว้ ที่ในอาศรมพระนักธรรม์
อันองค์อสุราพระยามาร ใครสังหารชีวาไม่อาสัญ
ด้วยเดชะพระเวทวิเศษครัน เปนครูทศกรรฐ์แต่นั้นมา
นับถือฦๅเลื่องทั้งเมืองมาร เอาลูกหลานมาไว้ให้ศึกษา
ร่ำเรียนเขียน ก ข้ ก กา ศิษย์หาเล่าหนังสืออื้ออึงไป

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๑๘๖ วันนั้นพระมหาอาจารย์ สาลวนลนลานทำการใหญ่
เรียกหาสานุศิษย์ให้ติดไฟ ถลุงหลอมเหล็กไหลแร่พลวง
เอาปรอททองลงให้กินกัน สีสันดังดาวขาวช่วง
แล้วเก็บไว้ใส่แช่น้ำผึ้งรวง ฉันดีพีพ่วงเกิดกำลัง
คิดจะใคร่ให้เปนกายสิทธิ์ อิทธิฤทธิ์เหาะได้ดังใจหวัง
อุส่าห์สุมรุมไฟระไวระวัง ไม่เหนื่อยนั่งอุตลุดในกุฎี

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๑๘๗ เมื่อนั้น องคตหณุมานชาญไชยศรี
จึ่งเข้าไปไหว้กราบพระมุนี สองกระบี่ทำแกล้งแสร้งโศกา

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๑๘๘ เมื่อนั้น องค์พระอาจารย์ฌานกล้า
แลเห็นวานรทั้งสองรา พระสิทธานึกแหนงแคลงใจ
จึ่งซักไซ้ไต่ถามทันที ประสกลิงเหล่านี้อยู่ที่ไหน
มีเหตุเภทพาลประการใด ทุกข์ร้อนสิ่งไรจึ่งโศกา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๑๘๙ เมื่อนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ทำสท้อนถอนใจไปมา ฟูมฟายน้ำตาแล้วพาที
ตัวข้าชื่อว่าหณุมาน เปนทหารพระรามเรืองศรี
นั่นองคตบุตรพระยาพาลี เปนลูกพี่ลูกน้องทั้งสองรา
ตั้งแต่ข้ามาอยู่ด้วยพระราม ทำสงครามฆ่ายักษ์มาหนักหนา
ที่ไหนหนักหักได้ดังบัญชา แต่ตัวข้าผู้เดียวเคี่ยวขับไป
อุส่าห์ปล้ำทำศึกถึงเพียงนี้ ความชอบจะมีก็หาไม่
กลับจะคิดฆ่าฟันให้บรรไลย เจ็บใจข้านักพระสิทธา
ได้ยินข่าวว่าท้าวทศภักตร์ น้ำพระไทยดีนักดีหนา
ตัวข้าพี่น้องสองรา อยากจะใคร่เปนข้าพระยามาร
ขอพระองค์จงได้โปรดเกล้า ช่วยพาเข้าไปถวายเปนทหาร
จะมาอยู่สู่โพธิสมภาร รับทำราชการในลงกา

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๒๑๙๐ เมื่อนั้น พระฤๅษีฟังคำที่ร่ำว่า
ยังสงไสยไม่เชื่อวาจา พระสิทธาจึ่งตอบไปทันใด
ซึ่งเองว่าผิดกันกับพระราม จะเชื่อถ้อยฟังความนั้นไม่ได้
เกลือกจะเปนสายสนกลใน นานไปสิจะทำให้รำคาญ
แล้วได้ยินข่าวคำอสุรี ว่าเองนี้หยาบช้ากล้าหาญ
ซึ่งจะมาเปนข้าพระยามาร รูปนี้เห็นพานไม่ไว้ใจ
ฉวยจะกะไรไปข้างน่า เจ้าลงกามันจะโกรธโทษได้
มึงอยากเปนข้าก็เข้าไป มิใช่ไม่รู้จักอสุรา
จะกลัวเกรงโพยไภยอะไรมี ไม่พอที่วุ่นวายหานายหน้า
รูปจะได้สวดมนต์ภาวนา ไม่ต้องการจะมาพากูไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๑๙๑ เมื่อนั้น หณุมานฟังคำทำร้องไห้
อ้อนวอนพระมุนีพิรี้พิไร ขอพระองค์จงได้เมตตา
ครั้งนี้หนีร้อนมาพึ่งเย็น อย่าสงไสยไม่เปนเหมือนเช่นว่า
จะภักดีต่อองค์เจ้าลงกา ไปกว่าจะสุดสิ้นชีวี
แต่จะให้ไปโดยลำพังตัว คิดกลัวทศภักตร์ยักษี
เหตุว่าข้าพวกไพรี เปนที่ข้อแค้นเคืองพระไทย
ถ้าเห็นข้าน่าที่จะหุนหัน จะทันทูลคดีที่ไหน
ฉวยโกรธาฆ่าฟันก็บรรไลย จะได้ใครคุ้มครองป้องกัน
แม้นพระองค์พาไปเห็นไม่ตาย พอถวายพระพรผ่อนผัน
จงได้โปรดเกล้าแต่เท่านั้น อย่าให้ชีวันวายปราณ
มาทแม้นครั้งนี้มิช่วย ข้าคงม้วยชีวังสังขาร
แล้วเข้ากอดบาทาพระอาจารย์ สองทหารแสร้งทำโศกา

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๒๑๙๒ เมื่อนั้น พระดาบศผู้ทรงสิกขา
มิได้รู้กลมารยา เห็นกระบี่โศกาก็ตายใจ
สำคัญมั่นหมายเอาว่าจริง จะรู้เล่ห์ลมลิงก็หาไม่
พระอาจารย์นิ่งนึกตรึกไตร แม้นไม่พาเข้าไปก็ไม่ดี
มันสิจงรักสมัคมา จะอาสาทศภักตร์ยักษี
อันเจ้าลงกาธานี ครั้งนี้จะสิ้นวงษ์พงษ์พันธุ์
ต้องผจญรณรงค์องค์เดียว ขับเคี่ยวปิ้มม้วยอาสัญ
ไอ้นี่ก็ไม่ชั่วตัวสำคัญ จะได้ช่วยทศกรรฐ์มันชิงไชย
คิดพลางทางว่ากับวานร เองอย่าทุกข์ร้อนร้องไห้
กูจะช่วยพามึงคลาไคล เข้าไปเฝ้าองค์เจ้าลงกา
ว่าแล้วเข้าไปในห้อง พระดาบศห่มดองครองผ้า
ฉวยไม้ท้าวก้าวเดินออกมา ปิดประตูศาลาใส่กลอนไว้
แล้วเหลียวหน้ามาชวนสองกระบี่ ออกจากกุฎีที่อาไศรย
องคตหณุมานชาญไชย ก็เดินไปตามองค์พระนักพรต

ฯ ๑๔ คำ ฯ เสมอ

๒๑๙๓ เมื่อนั้น วายุบุตรฉุดผ้าพระดาบศ
น้องชายช่วยฉวยคร่าราตคด นิมนต์งดอยู่ก่อนอย่าเพ่อไป

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๑๙๔ เมื่อนั้น พระฤๅษีหลากจิตรคิดสงไสย
จึ่งว่าเองยุดคร่ากูว่าไร จะได้ไปเห็นวันทันเวลา
ฤๅมึงยังไม่ไว้ใจตัว เกรงกลัวทศภักตร์ยักษา
กูเองกับองค์เจ้าลงกา มันเปนศิษย์หามาแต่ไร
ถึงเสนาข้าเฝ้าทั้งหลาย โทษทัณฑ์ถึงตายก็ขอได้
อย่านึกกินแหนงแคลงใจ มิใช่จะฬ่อลวงมึง
อันซึ่งเองเกรงกลัวว่าตัวร้าย จะไกล่เกลี่ยเสียให้หายโกรธขึ้ง
กูว่าไรเปนนั่นอย่าพรั่นพรึง จะพามึงเข้าไปให้ได้ดี

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๑๙๕ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานชาญไชยศรี
นบนอบตอบคำพระมุนี ใช่ว่าข้านี้มิเชื่อฟัง
จะเข้าไปเฝ้าองค์เจ้าลงกา กลัวแต่จะได้หน้าเสียหลัง
ข้านี้ร้อนรนพ้นกำลัง คิดระวังว่ากุฎีไม่มีใคร
ด้วยพิเภกกราบทูลพระรามา ต่อหน้าวานรน้อยใหญ่
ว่าทศกรรฐ์นั้นถอดดวงใจ ฝากไว้แก่องค์พระมุนี
มาลำฦกนึกได้หากลางทาง จริงอย่างนั้นฤๅพระฤๅษี
จงเล่าแถลงแจ้งคดี ข้านี้นึกพะวงสงกา

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๑๙๖ เมื่อนั้น พระดาบศผู้ทรงสิกขา
ฟังวานรแถลงแจ้งกิจจา พระสิทธาดำริห์ตริการ
ถึงกูจะคิดปิดงำ ก็มีผู้แนะนำบอกขาน
จะพรางมันไปไยไม่ต้องการ พระอาจารย์จึ่งตอบวาจา
ดวงใจทศกรรฐ์มันฝากกู จริงอยู่เหมือนคำพิเภกว่า
แล้วสั่งซ้ำกำชับกำชา เองอย่าพูดจาต่อไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๑๙๗ เมื่อนั้น หณุมานยินดีจะมีไหน
ทำเปนตระหนกตกใจ เอออะไรกระนี้มิเปนการ
พระรามทำศึกแก่ทศกรรฐ์ หมายมั่นจำนงจงผลาญ
ควรฤๅพระสิทธาอาจารย์ เอาดวงใจพระยามารมาทิ้งไว้
ฉวยพระรามใช้กระบี่มีฤทธิ์ มาลักเอาดวงจิตรไปได้
เหมือนแกล้งทศกรรฐ์ไห้บรรไลย ข้าจะพึ่งผู้ใดพระมุนี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๑๙๘ เมื่อนั้น องค์พระโคบุตรฤๅษี
ได้ฟังวาจาพาที พระมุนีเห็นจริงทุกสิ่งไป
จึ่งว่าดูก่อนหณุมาน เองว่าขานนั้นชอบอัชฌาไศรย
น้อยฤๅซื่อสัตย์สุดใจ สามิภักดิ์รักใคร่ทศกรรฐ์
ว่าแล้วจึ่งองค์พระมุนี พาสองกระบี่ผายผัน
ถือไม้ท้าวก้าวเดินงกงัน กลับมาอรัญกุฎี

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๒๑๙๙ ครั้นถึงจึ่งเข้าในห้อง หยิบกล่องดวงจิตรยักษี
แล้วกลับออกมาพลันทันที จึ่งบอกกับกระบี่ทั้งสองรา
นี่กล่องดวงใจทศเศียร ผนิดปิดแนบเนียนหนักหนา
มันฝากกูไว้แต่ไรมา ต้องพิทักษ์รักษาทั้งตาปี

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๐๐ เมื่อนั้น หณุมานได้ฟังพระฤๅษี
ทำสงไสยไต่ถามไปทันที ข้านี้นึกแหนงแคลงใจ
อันกรุงลงกาพระยามาร มีปราสาทราชฐานกว้างใหญ่
ทำไมจึ่งไม่เก็บไว้ ขัดขวางอย่างไรพระมุนี

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๐๑ เมื่อนั้น องค์พระโคบุตรฤๅษี
ยิ้มพลางทางตอบวาที กูจะบอกมึงนี้ให้เข้าใจ
อันดวงชีวีนี้สำคัญ ทศกรรฐ์มันเก็บไว้ไม่ได้
แม้นดวงจิตรชิดตัวเข้าเมื่อไร จะคืนเข้าเสียในกายา
เมื่อแรกเอาออกจากอินทรีย์ กูตั้งกิจพิธีเหนื่อยหนักหนา
จึ่งต้องใส่กล่องหินศิลา เอามาให้กูเก็บไว้

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๐๒ เมื่อนั้น หณุมานผู้มีอัชฌาไศรย
เห็นกล่องดวงชีวีก็ดีใจ หมายได้สมคเนด้วยเล่ห์กล
จึ่งแกล้งว่าข้าถามทั้งนี้ ด้วยเดิมทีไม่แจ้งเหตุผล
จวนจะบ่ายชายแสงสุริยน นิมนต์รีบพาข้าเข้าไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๐๓ เมื่อนั้น พระดาบศงวยงงไม่สงไสย
ก็นำน่าวานรคลาไคล ถือไม้ท้าวจ้องจรลี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๒๐๔ เมื่อนั้น วายุบุตรยุดมือพระฤๅษี
เอออะไรมาเปนเช่นนี้ พูดอยู่เมื่อกี้ก็ลืมไป
จะเอากล่องดวงใจเข้าไปนั้น ใกล้องค์ทศกรรฐ์กะไรได้
ฉวยคืนเข้ากายาเหมือนว่าไว้ จะรู้ที่ทำกะไรพระนักธรรม์
กว่าจะตั้งการกิจพิธี ถึงเจ็ดปีเจ็ดเดือนน้อยฤๅนั่น
แม้นพระรามรบกับทศกรรฐ์ น่าที่ชีวันจะบรรไลย
เสียแรงสู้สามิภักดิ์สมัคมา จะรู้ที่พึ่งพาผู้ใดได้
ว่าพลางทำตระหนกตกใจ จะผ่อนผันฉันใดพระอาจารย์

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๒๐๕ เมื่อนั้น พระโคบุตรหยุดยั้งฟังว่าขาน
พิเคราะห์ดูเห็นจริงยิ่งรำคาญ จะคิดอ่านอย่างไรก็ใช่ที
ครั้นจะเอาดวงใจไปด้วยเล่า จะคืนเข้ากายาท้าวยักษี
จะเก็บไว้ในอรัญกุฎี ก็กลัวพวกไพรีจะลักไป
คิดพลางทางว่ากับหณุมาน มึงทัดทานนั้นชอบอัชฌาไศรย
กูนี้อั้นอ้นจนใจ จะเอากล่องไปไว้ที่ไหนดี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๐๖ เมื่อนั้น หณุมานนบนอบตอบฤๅษี
อันตัวข้าพี่น้องทั้งสองนี้ ภักดีต่อองค์เจ้าลงกา
หมายจะมาเปนข้าพระยายักษ์ ด้วยจำนงจงรักหนักหนา
องค์พระมุนีผู้ปรีชา อย่าคิดกังขาราคี
จงส่งกล่องดวงใจให้องคต ถือท่าพระดาบศอยู่ที่นี่
เมื่อเสร็จสรรพจะกลับเข้ากุฎี จึ่งเอากล่องชีวีนี้ไป
โปรดถวายเสียก่อนแต่ตัวข้า ในเวลาวันนี้ให้ได้
แต่พอเคลื่อนคลายสบายใจ อยู่ในลงกาธานี
อันซึ่งองคตน้องชาย ไว้ข้าจะถวายกระบี่ศรี
คิดอ่านผ่อนผันกันอย่างนี้ พระมุนีจะเห็นเปนกะไร

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๒๐๗ เมื่อนั้น พระมหาดาบศเปนใหญ่
ผลกรรมทศกรรฐ์จะบรรไลย พเอิญให้เชื่อฟังวานร
จึ่งส่งกล่องดวงใจให้องคต เองงดท่ากูอยู่นี่ก่อน
แล้วพาวายุบุตรบทจร เข้าในนครลงกา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๒๐๘ บัดนั้น เหล่าพวกอสุรศักดิยักษา
ซึ่งเรือนร้านบ้านริมรัถยา เห็นหณุมานมาก็ตกใจ
บ้างร้องบอกกันพลางทางวิ่ง ไอ้ลิงพวกมนุษย์เข้ามาได้
ตัวนี้ที่มันมาจุดไฟ ร้ายกาจเหลือใจใช่พอดี
ต่างตระหนกอกสั่นขวัญหาย หญิงชายอลหม่านอึงมี่
ที่จวนตัวกลัวตายเต็มที วิ่งหนีเหนื่อยบอบหอบหายใจ
ที่บ้านใกล้ได้ยินอื้อฉาว เข็ดคราวครั้งเมืองลงกาไหม้
ทั้งเมียผัวกลัวว่าจะเกิดไฟ รื้อหลังคาพาไลลงเปนกอง
พวกผู้ดีมีหน้าข้าราชการ ปิดประตูใส่ดาลทุกบ้านช่อง
ยักษ์อยู่หอคอยพลอยตีกลอง บ้างขนเข้าของร้องอึงไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๒๒๐๙ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
เดินตามพระสิทธาคลาไคล เห็นชาวเมืองตกใจก็ได้ที
จึ่งเข้ายื้อยุดฉุดไม้ท้าว มันจะฉาวขึ้นแล้วพระฤๅษี
แต่ข้ามาด้วยพระมุนี อสุรีตื่นวุ่นทั้งเวียงไชย
องคตอยู่ผู้เดียวที่ประตู ยักษ์มารไม่รู้จะล้อมไล่
ฉวยรบราฆ่าฟันกันบรรไลย จะเคืองใจเจ้ากรุงลงกา
อันการภักดีที่ประโยชน์ ก็จะกลับเปนโทษโทษา
เชิญยับยั้งนั่งอยู่ที่ศาลา ตัวข้าจะไปสั่งองคต
ถ้าพบใครให้แถลงแจ้งกิจ ว่าเปนศิษย์พระมหาดาบศ
ถึงยักษ์มารดาลเดือดจงเงือดงด พระนักพรตจงโปรดปรานี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๒๑๐ เมื่อนั้น องค์พระโคบุตรฤๅษี
จึ่งตอบวาจาพาที มึงว่าทั้งนี้ดีจริง
พลมารเห็นว่าเปนข้าศึก จะอึกกระทึกรบพุ่งกันยุ่งยิ่ง
มันชังกันนักยักษ์กับลิง เองวิ่งไปกำชับแล้วกลับมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๑๑ เมื่อนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
สมถวิลยินดีปรีดา ก็กลับมายังทวารเวียงไชย

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๒๑๒ ครั้นถึงองคตน้องชาย บอกอุบายชี้แจงแถลงไข
เจ้าจงเอากล่องดวงใจ ซ่อนเสียอย่าให้พระนักพรต
จะนิมิตรขึ้นใหม่ให้น้องยา คอยท่าถวายพระดาบศ
แล้วไปอยู่เชิงอัญชันบรรพต คอยจำกำหนดสัญญาไว้
แม้นเห็นพี่เหาะขึ้นบนเวหา จึ่งเอากล่องศิลานั้นมาให้
ว่าแล้ววายุบุตรวุฒิไกร สำรวมใจนิมิตรด้วยฤทธา

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๒๒๑๓ เปนเหมือนกล่องศิลาพระดาบศ ยื่นให้องคตขนิษฐา
แล้วไหว้พระพายผู้บิดา ขออย่าเพ่อพัดมาในเจ็ดวัน
กว่าจะสำเร็จเสร็จราชการ ของพระอวตารรังสรรค์
ว่าแล้วก็รีบจรจรัล ตามพระนักธรรม์เข้าไป

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๒๒๑๔ เมื่อนั้น พระโคบุตรทรงญาณอาจารย์ใหญ่
นำน่าหณุมานชาญไชย เข้าไปยังพระโรงรูจี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๒๒๑๕ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
เสด็จออกหมู่มุขมนตรี สถิตย์ที่แท่นแก้วแพรวพรรณ
คิดถึงสงครามกับรามลักษณ์ พระยายักษ์ยังวิโยคโศกศัลย์
ด้วยสิ้นสุริวงษ์พงษ์พันธุ์ ไม่มีใครไปประจันปัจจามิตร
ทั้งเสนาข้าเฝ้าก็เบาบาง ให้อ้างว้างแลเหลียวเปลี่ยวจิตร
ครั้งนี้สุดรู้สุดฤทธิ์ ตลึงคิดอัดอั้นตันอุรา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๒๑๖ พอแลเห็นพระสิทธาอาจารย์ พาคำแหงหณุมานมาตรงหน้า
ยืนขยับจับศรศักดา อสุราคิดขยั้นครั่นคร้าม
จึงว่าพามาไยพระมุนี ไอ้ลิงตัวนี้มันหยาบหยาม
ชื่อว่าหณุมานทหารราม ทำความแค้นข้าหนักหนานัก
เมื่อตั้งพิธีใหญ่ในอุมงค์ ก็ตามลงไปจัณฑาลหาญหัก
ทั้งเผาเมืองลงกาฆ่าพวกยักษ์ แค้นนักโยมไม่ไว้มัน
พระยามารเข่นเขี้ยวเกรี้ยวกราด กระทืบบาทสเทือนเลื่อนลั่น
โน้มน้าวพระแสงทรงก่งขึ้นพลัน ไว้มันทำไมไอ้วานร

ฯ ๘ คำ ฯ คุกภาษ เชิด เจรจา

๒๒๑๗ เมื่อนั้น พระฤๅษีห้ามว่าช้าช้าก่อน
มันไม่มาหักหาญราญรอน วางศรเสียกูจะพูดจา
แล้วตรงขึ้นไปนั่งบัลลังก์อาศน์ ขัดสมาธิ์สองชั้นหรรษา
จึ่งว่าไอ้กระบี่นี้เข้ามา แต่กองทัพพลับพลาประสกราม
จะอยู่ด้วยอสุราสามิภักดิ์ ตัวกูก็ได้ซักไซ้ถาม
มันเล่าบอกออกอรรถชัดความ ว่าพระรามข่มเหงคเนงร้าย
จะตรงมาแต่ตัวก็กลัวอยู่ จึ่งให้กูช่วยพามาถวาย
พระเล่าความแต่ต้นจนปลาย บรรยายถี่ถ้วนทุกประการ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๒๒๑๘ เมื่อนั้น ทศเศียรศักดากล้าหาญ
ได้ฟังพระสิทธาอาจารย์ พระยามารนิ่งนึกตรึกไตร
ธรรมดาข้าศึกมาเปนมิตร จะเบาจิตรเชื่อฟังยังไม่ได้
ถึงมาทแม้นเท็จจริงสิ่งใด จำจะไล่เลียงดูให้รู้ความ
คิดพลางทางว่าวายุบุตร ท่านยงยุทธชำนาญชาญสนาม
เที่ยวต่อตีมีไชยในสงคราม เปนไฉนพระรามจึ่งไม่รัก
จงแถลงแจ้งเรื่องแต่แรกเริ่ม เหตุผลต้นเดิมให้ประจักษ์
เขาด่าทอข้อไหนที่แค้นนัก จึ่งหาญหักมาเข้าข้างเรานี้

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๒๑๙ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานชาญไชยศรี
จึ่งทำว่าข้าจะทูลพระภูมี ดูทีเศกแสร้งแกล้งนินทา
อันพระรามความดีก็เหลือแสน ทารกำทำแค้นก็หนักหนา
ตั้งแต่รณรงค์ในลงกา ข้าอาสารบรับทุกทัพไชย
ราชการไหนหนักเข้าหักนั่น จะบำเหน็จรางวัลก็หาไม่
แต่กริ้วกราดคาดโทษทุกครั้งไป น้อยใจเปนพ้นพันทวี
จึ่งตั้งจิตรจำนงตรงมา หมายจะพึ่งพระยายักษี
แม้นโปรดเลี้ยงข้าไว้ในบุรี เห็นวานรจะหนีเนืองมา
จะเหลือแต่พระลักษณ์กับพระราม เปนสามทั้งพิเภกยักษา
สงครามก็จะกลับอัปรา ข้าจะได้ดูหน้าสาแก่ใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๒๒๐ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ฟังแจ้งแถลงไข
พิเคราะห์ความงามจริงทุกสิ่งไป แต่จะแกล้งซักไซ้ดูท่วงที
จึ่งดำรัสตรัสถามหณุมาน เมื่อครั้งท่านมาหักสวนศรี
เราจับได้ไม่ประหารชีวี ว่าจะเลี้ยงกระบี่ไว้ลงกา
เหตุไฉนไม่อยู่ด้วยกันเล่า ยังซ้ำเผาธานีแล้วหนีหน้า
ท่านไปถึงกองทัพพลับพลา พระรามาให้ปันสิ่งอันใด

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๒๑ บัดนั้น หณุมานทูลแจ้งแถลงไข
เมื่ออาสามาเผากรุงไกร ข้าตั้งใจจงรักพระรามา
พระองค์จะเลี้ยงไว้จึ่งไม่อยู่ ด้วยเห็นเธอยังเอนดูหนักหนา
เมื่อตัวข้าคืนกลับไปพลับพลา พระรามรางวัลผ้าชุบอาบน้ำ
ไม่มีของสิ่งอื่นแต่ผืนเดียว ทั้งนุ่งทั้งเกี้ยวทุกเช้าค่ำ
อุส่าห์ทนทรมาทารกำ อาบเหื่อต่างน้ำทุกเวลา
หมายจะใคร่ได้เปนทหารเอก แต่พิเภกคอยคิดฤษยา
ยุยงให้ลงอาชญา พระรามาเชื่อฟังทุกครั้งไป
ความผิดนิดหนึ่งก็ไม่มี พาลตีพาลด่าไม่ปราไส
สุดแค้นแสนสุดเจ็บใจ สิ้นอาไลยสิ้นรักจึ่งหักมา
อันณรงค์สงครามคราวนี้ ตัวข้ากระบี่ขออาสา
จับมนุษย์พี่น้องทั้งสองรา มัดมาถวายพระภูวไนย

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๒๒๒๒ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ได้ยินสิ้นสงไสย
หมายจะได้หณุมานชาญไชย ไว้ต่างใจต่างตาพระยามาร
จึ่งโอภาปราไสกระบี่ศรี เจ้าก็มีศักดากล้าหาญ
ไปลำบากยากจนทรมาน ให้ป่วยการเปล่าเปล่าไม่เข้ายา
ทำสงครามความชอบน้อยฤๅนั่น ปูนบำเหน็จรางวัลไม่สมหน้า
ให้แต่ผ้าชุบอาบหยาบช้า ประมาทเล่นเห็นว่าเปนลิงไพร
บัดนี้มาสามิภักดิรักเรา มิให้เจ้าเคืองขัดอัชฌาไศรย
จะเลี้ยงเปนโอรสยศไกร ให้อยู่ในลงกาธานี
ว่าพลางทางตรัสปฤกษา กับข้าเฝ้าท้าวพระยายักษี
จะเลี้ยงหณุมานไว้ในบุรี ผู้ใดเห็นร้ายดีจงว่ามา

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๒๒๒๓ บัดนั้น เสนาในใหญ่น้อยถ้วนหน้า
รับสั่งบังคมอสุรา ปฤกษาแล้วทูลขึ้นพร้อมกัน
ซึ่งถ้อยคำกำแหงหณุมาน ว่าขานเท็จจริงทุกสิ่งสรรพ์
ทั้งท่วงทีกิริยาเมื่อมานั้น ก็โศกเศร้าสมกันทุกอย่างไป
อันกระบี่หนีร้อนมาพึ่งเย็น สุจริตคิดเห็นพอเลี้ยงได้
ขอพระองค์ผู้ทรงภพไตร อย่านึกแหนงแคลงใต้บาทบงสุ์

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๒๔ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ชื่นชมสมประสงค์
ด้วยสิ้นคิดมิตรสหายเผ่าพงษ์ รณรงค์ผู้เดียวเปลี่ยวใจ
สำคัญว่าวานรนั้นจงรัก จะได้ผลาญรามลักษณ์ให้ตักไษย
จึ่งว่าแก่หณุมานชาญไชย จงตั้งใจสุจริตต่อบิดา
พ่อจะเลี้ยงรักเจ้าเท่าอินทรชิต ถึงชอบผิดไม่ถือโทษา
ตรัสพลางทางผินภักตร์มา ว่ากับพระสิทธาทันใด
ซึ่งโปรดพาวานรมาทั้งนี้ คุณนั้นพ้นที่จะเปรียบได้
เหมือนโยมม้วยชีวันบรรไลย พระองค์ช่วยชุบให้เปนมา
อันซึ่งคำแหงหณุมาน จงวางใจไว้ภารธุระข้า
จะเลี้ยงให้เปนศุขทุกเวลา อุปรมาเหมือนบุตรบุญธรรม์
แล้วตรัสเรียกเครื่องชาสุธารศ ถวายพระดาบศนิมนต์ฉัน
หยิบพระศรีซอยใส่ในตะบัน ทศกรรฐ์ค่อยประเคนพระสิทธา

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๒๒๒๕ เมื่อนั้น พระโคบุตรดาบศพรตกล้า
ขัดสมาธิ์สองชั้นฉันน้ำชา พูดจาหัวร่อเร่อเอออือ
กูก็มีปรีชาปัญญายิ่ง แม้นไม่จริงจะพาเข้ามาฤๅ
ได้ซักไซ้หลายหนแต่ต้นมือ เห็นสัตย์ซื่อทุกสิ่งอย่ากริ่งเกรง
จงเลี้ยงไว้ใช้เถิดทศกรรฐ์ ช่วยจัดแจงแต่งมันให้เหมาะเหมง
จะได้เปนพวกพ้องของเอง ถ้าแม้นทำข่มเหงจะเสียใจ
ค่อยอดเอาเบาสู้อย่าขู่เข็น ด้วยมันเปนลิงค่างต่างวิไสย
แล้วว่ากับหณุมานชาญไชย เองอย่าได้เปนขบถคดโกง
เขาสอนสั่งฟังคำจำทุกสิ่ง อย่าปั้นเจ๋อเย่อหยิ่งโป้งโหยง
อุส่าห์เข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง อย่าโอ่โถงถ่อมตัวเข้ารั้ววัง
ค่อยอยู่เถิดรูปจะลาพระยายักษ์ นั่งนักก็เปนเหน็บเจ็บหลัง
แล้วลงจากสุวรรณบัลลังก์ ไม่หยุดยั้งตั้งใจจรลี

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๒๒๒๖ เมื่อนั้น องคตยศไกรไชยศรี
อยู่ริมประตูบูรี แลเห็นพระมุนีมาแต่ไกล
ไม่เห็นคำแหงหณุมาน ก็คาดการว่าถวายตัวได้
จึ่งหยิบกล่องซึ่งนฤมิตรไว้ มาคุกเข่าคอยให้พระสิทธา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๒๗ เมื่อนั้น พระฤๅษีดีใจเปนหนักหนา
รับเอากล่องหินศิลา มิได้พิจารณาด้วยไว้ใจ
จึ่งบอกว่าไอ้กระบี่พี่ชาย กูถวายทศภักตร์เขารักใคร่
เห็นมันจะออกมาพาเองไป ถวายไว้กับองค์เจ้าลงกา
จงรอรั้งนั่งคอยอยู่ที่นี่ ครั้งนี้จะสมปราถนา
ว่าแล้วถือไม้ท้าวก้าวเดินมา ตรงไปศาลาพนาไลย

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๒๒๘ เมื่อนั้น องคตยินดีจะมีไหน
หยิบเอากล่องดวงจิตรที่ซ่อนไว้ ชื่นชมสมในมโนรถ
แล้วรเห็จเหาะขึ้นบนเวหา ใครไม่เห็นกายาปรากฎ
ตรงไปเขาอัญชันบรรพต คอยดูกำหนดหณุมาน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๒๒๙ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรเกษมสานต์
จึ่งมีพจนาบัญชาการ เสนามารเร่งรัดไปบัดดล
จงเอาฉลององค์ทรงประภาศ สนับเพลาเจียรบาดเครื่องต้น
ธำมรงค์มงกุฎกุณฑล สร้อยสนสังวาลแววแก้วมณี
ให้ครบตามตำแหน่งแต่งตั้ง อิกทั้งเครื่องอานพานพระศรี
คนโททองถมยาราชาวดี เราจะให้ขุนกระบี่เปนรางวัล
ปราสาทอินทรชิตเล่าก็เปล่าอยู่ ให้หณุมานลูกกูไปอยู่นั่น
เสนากรมวังจงสั่งพลัน ไปจัดสรรนางในวิไลยลักษณ์
ล้วนรุ่นราวสาวน้อยสักร้อยหนึ่ง พอเชยชมสมซึ่งยศศักดิ์
ไปบำรุงบำเรอเชอภักตร์ ให้ลูกรักสำราญบานใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๒๓๐ บัดนั้น ทั้งสองเสนาอัชฌาไศรย
รับสั่งบังคมแล้วคลาไคล ออกไปสั่งทุกพนักงาน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๒๓๑ เลือกสรรภูษาผ้าทรง ธำมรงค์มงกุฎมุกดาหาร
ตาบประดับทับทรวงสังวาล ครั้นเสร็จใส่ในพานแว่นฟ้า
ต่างคนต่างเชิญเดินประคอง มายังท้องพระโรงอันเลขา
ตั้งเรียงเคียงกันเปนหลั่นมา ตรงหน้าหณุมานชาญไชย

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๓๒ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริวงษ์เปนใหญ่
จึ่งว่าแก่วายุบุตรวุฒิไกร พ่อให้เจ้าพลางเปนรางวัล
แม้นเสร็จศึกสงครามรามลักษณ์ ลูกรักจักได้ผ่านไอสวรรย์
วันนี้สุริยาสายัณห์ จงไปอยู่สุวรรณปราสาทไชย
แล้วเสนาจงพาหณุมาน ไปสู่ราชฐานที่อาไศรย
สั่งเสร็จเสด็จคลาไคล เข้าในไพชยนต์มนฑีร์

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๒๒๓๓ นั่งเหนือแท่นรัตน์ชัชวาลย์ กับมณโฑเยาวมาลย์มเหษี
จึ่งตรัสเล่าแถลงแจ้งคดี วันนี้พี่ค่อยสบายใจ
ด้วยองค์พระสิทธาอาจารย์ พาทหารแกล้วกล้าเข้ามาให้
คือคำแหงหณุมานชาญไชย ว่าขัดใจกันกับพระรามา
แล้ววานรงอนง้อขอฝากตัว เห็นยำเยงเกรงกลัวเราหนักหนา
ทั้งซ้ำให้คำมั่นสัญญา จะยอมอยู่เปนข้าสามิภักดิ์
พี่ก็ได้ซักไซ้ไล่เลียง เห็นแท้เที่ยงทุกสิ่งจริงประจักษ์
อันกระบี่มีอานุภาพนัก ให้คิดรักเหมือนหนึ่งโอรสเรา
จะได้ช่วยรณรงค์สงคราม ลักษณ์รามคงแพ้แน่แล้วเจ้า
ในใจพี่ที่ทุกข์ค่อยบางเบา ฤๅนงเยาว์ยังเห็นเปนอย่างไร

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๒๓๔ เมื่อนั้น นางมณโฑเทวีศรีใส
ได้ฟังก็ตระหนกตกใจ อรไทยทูลทัดภัศดา
อันกระบี่ที่ชื่อหณุมาน เปนทหารพระรามรักหนักหนา
ว่าเจ็บช้ำน้ำใจจึ่งหนีมา พระองค์อย่าเชื่อฟังจงยั้งคิด
เห็นจะเปนสายสนกลใน มิได้มาโดยใจสุจริต
อันจะเลี้ยงศัตรูเหมือนงูพิศม์ จงทรงคิดตรึกไตรดูให้ดี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๓๕ เมื่อนั้น ท่านท้าวทศภักตร์ยักษี
ได้ฟังกัลยาพาที อสุรีสรวลสันต์จำนรรจา
เจ้าทัดทานทั้งนี้ก็ดีอยู่ แต่พี่ตรึกตรองดูเสียหนักหนา
จนหารือข้าเฝ้าท้าวพระยา เขาปฤกษาพร้อมเพรียงให้เลี้ยงไว้
อนึ่งพระสิทธาปัญญายิ่ง ที่จะแพ้รู้ลิงก็หาไม่
แม้นเห็นชั่วเธอจะพาเข้ามาไย ทรามไวยอย่าพะวงสงกา
จงรักวายุบุตรสุจริต นึกว่าองค์อินทรชิตโอรสา
ตรัสพลางทางชวนกัลยา นิทราเหนือแท่นบรรธมใน

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

ช้า

๒๒๓๖ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
ได้ประทานปรางมาศปราสาทไชย โภไคยไอสวรรย์ครันครบ
ประกอบด้วยนางจำเรียงเสียงเฉื่อยฉ่ำ ขับรำประจำเวรเจนจบ
ครั้นสิ้นแสงสุริยาเวลาพลบ ดาวเดือนเลื่อนลบในนภางค์
สถิตย์นั่งเหนือเตียงตมูกสิงห์ เอนอิงพิงหมอนนอนไขว่ห้าง
สัพยอกหยอกเหล่าสาวสุรางค์ เกาคางอย่างประสาวานร
ฉวยฉุดยุดกรนางกำนัล มานวดฟั้นข้างละคนบนบรรจ์ฐรณ์
พัดวีพอสบายคลายร้อน จนนอนหลับไปในไสยา

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๒๒๓๗ ครั้นส่างแสงทินกรวานรตื่น ลุกขึ้นยืนบิดกายทั้งซ้ายขวา
โจนจากแท่นแก้วแววฟ้า ลีลามาสรงคงคาไลย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๒๓๘ ทากระแจะจันทน์ปรุงฟุ้งเฟื่อง ทรงเครื่องพระยามารประทานให้
สนับเพลาเชิงงอนอ่อนลไม นุ่งยกกระหนกในเทพนม
ฉลององค์เลื่อมเหลืองเรืองรยับ ปีกแมงทับติดใจไหมถม
สังวาลวรรณเฟื่องห้อยสร้อยมยม ตาบประดับดอกกลมถมยาแดง
ทับทรวงดวงกุดั่นจำหลักลาย ปั้นเหน่งเพ็ชรพรรณรายสายทองแล่ง
ห้อยน่าผ้าทิพย์ชายแครง ทองกรแก้วแดงแสงประเทือง
สอดใส่ธำมรงค์มงกุฎ ประดับบุษราคำน้ำเหลือง
กรรเจียกจรจินดาค่าเมือง ทรงเครื่องอย่างกระษัตริย์ขัติยา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๒๓๙ ครั้นเสร็จสรรพจับชายผายผัน ยืนขยับจับแมงวันคันเกษา
พร้อมสุรางค์นางในไคลคลา ขึ้นเฝ้าเจ้าลงกาธานี

ฯ ๒ คำ ฯ พระยาเดิน

๒๒๔๐ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
มาจูงกรต้อนรับขุนกระบี่ ขึ้นสู่ที่แท่นสุวรรณบัลลังก์
แล้วมีมธุรศพจนา โอภาปราไสด้วยใจหวัง
เจ้าไปอยู่ปราสาทราชวัง ลูกยายังชื่นบานสำราญรมย์
อันอีเหล่าสาวสรรค์กำนัลใน มันมาให้ใช้ชิดสนิทสนม
กระบิดกระบวนชวนใจให้นิยม ฤๅเชิงชมไม่ประกอบชอบอัชฌา
อนึ่งพ่อขอถามตามตรง เหตุไฉนไยองค์โอรสา
ไม่เคารพนบนอบต่อบิดา เปนน่าฉงนสนเท่ห์ใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๒๔๑ เมื่อนั้น หณุมานผันแปรแก้ไข
อันโทษาข้าข้อนี้ไซ้ ภูวไนยจงโปรดปรานี
จะขอทูลแจ้งความตามตรง ให้พระองค์ทราบใต้บทศรี
เมื่อข้าอยู่กับพระรามฤทธี ก็มิได้อัญชลีมาหลายวัน
ต่อได้ไหว้พระพายบิตุเรศ จึ่งไหว้พระราเมศรังสรรค์
บัดนี้พระองค์ทรงธรรม์ คุณนั้นมากพ้นคณนา
แม้นพระพายชายพัดมาเมื่อใด ข้าได้อภิวันท์หรรษา
จะบังคมสมเด็จพระบิดา มิให้เคืองบาทาท้าวไท

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๒๔๒ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ได้ยินสิ้นสงไสย
มิได้นึกแหนงแคลงใจ หลงใหลด้วยเล่ห์ลมลิง
จี่งดำรัสตรัสตอบหณุมาน เจ้าว่าขานถูกถ้วนควรทุกสิ่ง
ซึ่งถือได้ดังนี้ดีจริง ด้วยคุณใครไม่ยิ่งกว่าบิดา
ตรัสพลางทางปลอบว่าลูกรัก จะเปนที่พำนักนิ์แก่ยักษา
จงคิดอ่านการศึกตรึกตรา เข่นฆ่าอรินราชไพรี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๔๓ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานชาญไชยศรี
ฟังเจ้าลงกาพาที ขุนกระบี่ทูลตอบให้ชอบใจ
อันรามลักษณ์พี่น้องสองคน ที่จะพ้นมือข้าอย่าสงไสย
บัดนี้ขึ้นมาจะลาไป ชิงไชยให้เห็นฤทธา
จะหักโหมโจมทัพให้ยับย่อย ประหารลิงเล็กน้อยให้สังขาร์
สองมนุษย์นายทัพจะจับมา ถวายพระบิดาดังจงใจ

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๔๔ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ยินดีจะมีไหน
ตบพระหัดถ์สรวลสันต์สนั่นไป ช่างเหมือนใจพ่อคิดไม่ผิดกัน
จี่งบัญชาว่าเหวยมโหทร จงเตรียมพลนิกรกวดขัน
ให้เหมือนกับทัพอินทรชิตนั้น ไปหักโหมโรมรันไพรี

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๔๕ บัดนั้น มโหทรรับสั่งใส่เกษี
ถวายบังคมคัลอัญชลี อสุรีก็รีบออกมา

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๒๒๔๖ เร่งรัดจัดทัพสับสน เกณฑ์พลอสุรศักดิยักษา
สารวัดนายหมวดตรวจตรา บ้างมาบอกบาญชีหนีตาย
ลางมารพานขี้ขลาดขยาดอยู่ อุส่าห์สู้กู้เงินมาจ้างบ่าย
บ้างอ้อนวอนเจ้าขุนมุลนาย เพทุบายบอกป่วยปัจจุบัน
ที่ใจกล้ามาคอยเข้ากระบวน เลือกล้วนกำแหงแขงขัน
จัดได้ตามขนบครบครัน พร้อมกันที่ท้องสนามใน
แล้วเทียมรัถามาประทับ ไว้กับเกยมณีศรีใส
คอยท่าวายุบุตรวุฒิไกร จะยกไปจับมนุษย์วานร

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๒๒๔๗ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์พระยามารชาญสมร
ครั้นพรั่งพร้อมพหลพลนิกร จึ่งหยิบศรส่งให้หณุมาน
แล้วว่าเจ้าดวงจิตรบิตุเรศ จงเรืองเดชเดชาศักดาหาญ
แม้นมนุษย์วานรมารอนราญ ให้วายปราณพ่ายแพ้แก่ลูกยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๔๘ เมื่อนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ได้พระแสงศรทรงเจ้าลงกา ทำมารยาเปนทีดีใจ
ไม่ประนตทศภักตร์ยักษี ออกจากที่พระโรงทองผ่องใส
มาขึ้นรถแก้วแววไว เคลื่อนพหลพลไกรยาตรา

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

โทน

๒๒๔๙ รถเอยรถแก้ว พรายแพร้วระยับจับเวหา
ที่นั่งรองขององค์เจ้าลงกา งอนน่ารถรหงธงทอง
เทียมด้วยราชสีห์สี่พัน โลทันขับทยานผันผยอง
เสียงกงก้องป่าดังฟ้าร้อง ฆ้องกลองประโคมโครมครื้น
พลมารขานโห่เปนโกลี สัตว์สิงวิ่งหนีแตกตื่น
ทหารแห่แต่ล้วนขนัดปืน นับหมื่นนับแสนแน่นไป
เครื่องสูงชุมสายรายริ้ว ทวนทองธงทิวปลิวไสว
เร่งรถคชสารอาชาไนย รีบร้นพลไกรไคลคลา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๒๕๐ ครั้นถึงที่รณรงค์ยงยุทธ จึ่งให้หยุดพิไชยรัถา
ยับยั้งตั้งมั่นโยธา อยู่ริมชายป่าพนาไลย

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา รัว

ช้า

๒๒๕๑ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
เสด็จเหนือทิพอาศน์อำไพ สำราญราชหฤไทยทรงธรรม์

ฯ ๒ คำ ฯ

แขกมอญ

๒๒๕๒ พรั่งพร้อมเสนาพานรินทร์ ทั้งชมภูขีดขินแขงขัน
ประนตนั่งคั่งคับอันดับกัน อยู่ตรงน่าสุวรรณพลับพลา
พระทรงคิดดำริห์ตริตรองการ ถึงองคตหณุมานไปอาสา
แต่นับไว้ได้สามวันมา ยังไม่แจ้งกิจจาประการใด

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๒๒๕๓ พอได้ยินสำเนียงเสียงโห่ร้อง กึกก้องกัมปนาทหวาดไหว
ทั้งผงคลีตระหลบกลบไป ก็รู้แน่พระไทยว่าไพรี
จึ่งมีมธุรศพจนา ถามพระยาพิเภกยักษี
สำเนียงโห่สนั่นมาวันนี้ จะเปนทัพอสุรีตนใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๕๔ บัดนั้น พิเภกจับยามตามเพศไสย
รู้แจ้งแสร้งทูลแต่เปนไนย หวังมิให้ใครแจ้งกิจจา
อ้นซึ่งเสียงโห่สนั่นมาวันนี้ โยธีนั้นล้วนยักษา
แต่ตัวนายทัพที่ยกมา มิใช่ชาวลงกากรุงไกร
เห็นจะเปนทหารชาญณรงค์ ใต้เบื้องบาทบงสุ์ก็ว่าได้
ขอพระอวตารชาญไชย จงทราบใต้บาทาฝ่าธุลี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๕๕ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกเรืองศรี
ฟังพิเภกเคลือบแฝงแจ้งคดี ภูมีนิ่งนึกตรึกตรา
ชรอยว่าวานรลูกพระพาย คิดอุบายฬ่อลวงยักษา
ไปอยู่กับทศกรรฐ์มันใช้มา พิเภกจึ่งว่าแต่เปนไนย
ดำริห์พลางทางสั่งพระลักษณ์ น้องรักผู้มีอัชฌาไศรย
จงยกพวกพหลพลไกร ออกไปชิงไชยแก่ไพรี
แม้นเห็นว่าข้าศึกมีกำลัง จงรอรั้งตั้งมั่นไว้ท่าพี่
อย่าประมาทอาจหาญการราวี จะเสียทีแก่พวกกุมภัณฑ์
พระตรัสพลางทางสั่งสุครีพ จงเร่งรีบจัดพหลพลขันธ์
ให้พระอนุชาลาวรรณ ออกไปโรมรันไพรี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๒๕๖ บัดนั้น สุครีพรับสั่งใส่เกษี
ถวายบังคมคัลอัญชลี ขุนกระบี่คลานคล้อยถอยออกมา

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม เจรจา

ยานี

๒๒๕๗ เร่งรัดจัดถ้วนกระบวนทัพ พร้อมสรรพปีกซ้ายปีกขวา
กองหลังรั้งท้ายโยธา ทัพน่ากล้าแกล้วไม่กลัวเกรง
ต่างต่างจัดแจงแต่งตน ใส่มงคลเสื้อเกราะเหมาะเหมง
บ้างตะพายย่ามใหญ่ใส่กางเกง คาดเขนงเต้าชนวนแบกปืน
พวกเกณฑ์หัดขัดดาบสพายแล่ง ใส่เสื้อแดงสักลาดดาษดื่น
เคยชิงไชยหลายครั้งยั่งยืน ล้วนขุนหมื่นราชมันพันทนาย
บ้างถือฆ้องกะแตตีมี่ก้อง นายกองเที่ยวตรวจทุกหมวดหมาย
แล้วให้เทียมรถแก้วแพร้วพราย ประทับท่าน้องนารายน์จรลี

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๒๒๕๘ เมื่อนั้น พระลักษณ์ทรงสวัสดิรัศมี
ลาองค์พระเชษฐาธิบดี มาเข้าที่ชำระสระสรงชล

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๒๕๙ สั่งให้ไขท่อประทุมทอง เปนลอองต้องกายดังสายฝน
สำอางองค์ทรงเครื่องพระสุคนธ์ ซาบสกนธ์หอมฟุ้งจรุงใจ
สอดสนับเพลาทรงอลงการ์ ภูษาผ้าทิพโกไสย
ฉลององค์เกราะแก้วแววไว สำหรับใส่รณรงค์ยงยุทธ
ห้อยน่าผ้าทิพย์ขลิบสุวรรณ ทับทรวงดวงกุดั่นประดับบุษย์
ทองกรเก้าคู่ชมพูนุท ทรงมงกุฎกรรเจียกแก้วแววฟ้า
ทับทิมธำมรงค์ทรงเบื้องซ้าย แพร้วพรายเพ็ชรรัตน์พระหัดถ์ขวา
สพักแล่งแสงศรอันศักดา เสด็จมาเกยสุวรรณทันใด

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

ร่าย

๒๒๖๐ ขึ้นทรงรัถาเวชายันต์ พลขันธ์กราบก้มบังคมไหว้
โห่สนั่นลั่นฆ้องเอาไชย สั่งให้เดินทัพฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ รุกร้น

โทน

๒๒๖๑ รถเอยราชรถทรง ดุมวงเฉวียนฉวัดผัดผัน
พระที่นั่งบัลลังก์แก้วแพรวพรรณ กระหนกเกรินสามชั้นเปนหลั่นลด
ช่อฟ้าน่าบันปราลี ล้วนแล้วแก้วมณีสีสด
แอกงอนสลวยชวยชด มรกฎแกมสลับกับโกเมน
เทียมสินธพที่นั่งทั้งสี่ สารถีวานรกรกุมเขน
กลิ้งกลดบดบังสุริเยนทร์ กลองชนะกะเกณฑ์เปนคู่กัน
เสียงสังข์เสียงแตรแซ่ซ้อง โห่ร้องก้องสเทือนเลื่อนลั่น
เร่งรัดพลนิกรจรจรัล มาสมรภูมิ์พลันทันใด

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๒๖๒ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
อยู่บนรถเหลือบแลมาแต่ไกล เห็นทัพไชยพระศรีอนุชา
จึ่งกล่าวแกล้งแสร้งถามทวยหาญ เหวยเสนามารถ้วนหน้า
อันองค์อินทรชิตอสุรา เมื่อยกมาสู้กับทัพมนุษย์
ยังแกล้วกล้าสามารถอาจหาญ เข้ารบก่อนรอนราญสัปรยุทธ
ฤๅให้แต่พหลพลยุทธ ออกต้านต่อฤทธิรุตม์ด้วยไพรี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๖๓ บัดนั้น พลมารนบนิ้วเหนือเกษี
อันอินทรชิตออกมาราวี อสุรีรออยู่ไม่จู่โจม
ต้อนแต่เหล่าโยธีตีรัน ให้พร้อมหน้าดากันเข้าหักโหม
ต่อเห็นพวกพลยุทธทรุดโทรม จึ่งออกรบรุกโรมไพริน
ถึงพระญาติวงษ์ในลงกา ก็ทำมาเหมือนกันอย่างนั้นสิ้น
แต่พวกพลตายกลาดดาดดิน ด้วยกระบินทร์รบรุกบุกบัน

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๖๔ เมื่อนั้น หณุมานจึ่งว่าเองอย่าพรั่น
เราออกมาชิงไชยไม่เช่นนั้น มิให้พวกพลกุมภัณฑ์อันตราย
แต่ตัวกูผู้เดียวจะหาญหัก ตีทัพจับพระลักษณ์ไปถวาย
เองยืนอยู่ดูเล่นให้สบาย ไพร่นายไม่ยากลำบากใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๖๕ บัดนั้น พวกพหลพลมารน้อยใหญ่
ฟังคำขุนกระบี่ก็ดีใจ กราบไหว้ท่วมหัวกลัวฤทธา
ที่ยังสงไสยในกลศึก ก็นึกประหวั่นพรั่นหนักหนา
ต่างคนต่างค่อยถอยออกมา คอยท่าจะดูหณุมาน

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๖๖ เมื่อนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
โจนจากรถสุวรรณมิทันนาน เข้ารุกรานทัพน่าวานร
แกล้งกระโชกโบกมือให้วิ่งหนี ทำทีขู่ตะคอกหลอกหลอน
รบรับจับกุมตลุมบอน ตีต้อนโยธาพานรินทร์
ใครกีดทางขวางน่าหนีไม่ทัน ก็โจมจับจะรันด้วยคันศิลป์
หวดข้างโน้นข้างนี้ตีลงดิน ขุนกระบินทร์บุกบันประจัญบาน

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๒๖๗ บัดนั้น โยธีรี้พลอลหม่าน
ต่างกลัวฤทธิรณหณุมาน ไม่หักหาญต้านต่อรอรบ
ที่ใจกล้าถาโถมเข้าโจมตี ประเดี๋ยวใจไพร่หนีหลีกหลบ
บ้างจวนตัวกลัวนั่งลงนอบนบ วิ่งกระทบไปกันทั้งไพร่นาย
บ้างแล่นโลดโดดโผนขึ้นต้นไม้ อกใจประหวั่นขวัญหาย
บ้างซุกซอนซ่อนตัวกลัวตาย พลนิกายแตกยับทั้งทัพไชย

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๒๖๘ เมื่อนั้น หณุมานทำโกรธโลดไล่
รบรุกบุกบันกระชั้นไป จนถึงน่ารถไชยพระอนุชา
แล้วแกล้งรอรั้งยั้งหยุด วายุบุตรยืนมองป้องหน้า
เต้นรำทำทีกิริยา เริงร่าหัวเราะเยาะไยไพ

ฯ ๔ คำ ฯ กราวรำ

๒๒๖๙ เมื่อนั้น พระลักษณ์นึกพะวงสงไสย
ไม่รู้กลหณุมานชาญไชย พระพิโรธโกรธใจดังไฟฮือ
จึ่งชี้หน้าว่าเหวยหณุมาน ตัวท่านคิดคดกระบถฤๅ
เสียแรงเปนทหารมีฝีมือ แล้วก็ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา
ไฉนไปคบค้าปัจจามิตร ทำการทุจริตหนักหนา
ไม่เกรงพระหริรักษ์จักรา อหังกากำเริบฤทธิไกร

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๗๐ เมื่อนั้น หณุมานกล่าวแกล้งแถลงไข
นี่แน่พระอนุชาว่าไปไย อย่างไรย่อมรู้อยู่ด้วยกัน
แต่อาบเหื่อต่างน้ำทำสงคราม ให้พระรามใช้สอยน้อยฤๅนั่น
ฆ่ายักษ์ตายยับนับพัน จะรางวัลสิ่งไรก็ไม่มี
เราเจ็บช้ำน้ำใจจึ่งหนีมา เข้าพึ่งพาทศภักตร์ยักษี
ไปอยู่ด้วยไม่ช้าสามราตรี มิทันที่อาสามาตีทัพ
เจ้าลงกาใจดีเปนที่สุด ให้ธำมรงค์มงกุฎเครื่องประดับ
เราได้ใส่สร้อยสังวาลบานพับ เปนแม่ทัพขี่รถดูงดงาม
พระอนุชาไม่รู้จงดูเอา ตัวเราทรงเครื่องเรืองอร่าม
ออกมาว่าจะทำสงคราม มิได้ครั่นคร้ามขามใคร

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๒๗๑ เมื่อนั้น พระลักษณ์แค้นขัดอัชฌาไศรย
กริ้วโกรธกระทืบบาทตวาดไป ดูดู๋เปนได้หณุมาน
ที่ความชอบทำไว้ใครไม่เห็น ก็นับหน้าว่าเปนยอดทหาร
แม้นศึกสำเร็จเสร็จการ พระเชษฐาจะให้ท่านผ่านภารา
มาชิงสุกก่อนห่ามหาดีไม่ เห็นแก่ได้ยศศักดิของยักษา
มิหนำซ้ำจ้วงจาบหยาบช้า อหังกาเกินการหาญฮึก
ได้ธำมรงค์มงกุฎทศกรรฐ์ ออกขันอาสามารบศึก
อวดสมบัติวัตถาโอฬารึก ช่างไม่นึกอับอายขายหน้าตา

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๒๗๒ เมื่อนั้น หณุมานกล่าวแกล้งแสร้งว่า
ชิชะพระศรีอนุชา ช่างพูดจาผิดระบอบบุราณไป
เหมือนทำนาเทศกาลหว่านเข้า จะคอยเคร่าลูกโคให้โตใหญ่
ใครห่อนชี้นกบนปลายไม้ เห็นไม่ถูกต้องทำนองความ
ผิดชอบครั้งนี้เห็นดีชั่ว ได้แต่งตัวมาโอ่ออกสนาม
จะคอยชมสมบัติของพระราม ถ้าตัวตายแล้วความก็สูญไป
ซึ่งสัญญาว่าไว้ไม่เห็นจริง แกล้งฬ่อลวงลิงให้หลงใหล
นี่หากว่าสายัณห์ลงไรไร จะเลิกทัพกลับไปยังธานี
หาไม่จะเข้าไล่จับพระลักษณ์ ไปถวายทศภักตร์ยักษี
เร่งระมัดระวังองค์ให้จงดี พรุ่งนี้ไม่ละพระอนุชา
ว่าพลางทางเดินถอยออกไป ขึ้นนั่งบนพิไชยรัถา
ให้ไพร่พลโห่ร้องก้องโกลา เลิกทัพกลับหน้าเข้าธานี

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๒๒๗๓ ครั้นถึงจึ่งประทับกับเกยแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสรัศมี
ลงจากรถสุวรรณทันที จรลีขึ้นเฝ้าเจ้าลงกา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๒๗๔ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษา
ครั้นเห็นขุนกระบี่ก็ปรีดา อสุราตรัสถามไปทันใด
เจ้าออกไปรณรงค์ยงยุทธ ต่อสู้กับมนุษย์เปนไฉน
สงครามเสียทีฤๅมีไชย เหตุไรจึ่งมาต่อสายัณห์

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๗๕ เมื่อนั้น หณุมานเสแสร้งแกล้งบิดผัน
ทำมารยาว่าแก่ทศกรรฐ์ ข้อนี้ทรงธรรม์ได้เมตตา
จะทูลความตามจริงเหมือนหยิ่งเย่อ พูดเสนอตัวเองจะเอาหน้า
อันเสียทีฤๅมีไชยมา อยู่แก่ใจเสนาที่ไปนั้น

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๗๖ เมื่อนั้น ทศภักตร์พงษ์พรหมรังสรรค์
ฟังคำหณุมานชาญฉกรรจ์ จึ่งถามพวกพลขันธ์ไปทันใด
ลูกกูไปสังหารผลาญไพรี ยังชิงไชยได้ทีฤๅไฉน
อันท่วงทีความคิดฤทธิไกร กับอินทรชิตชาญไชยกะไรกัน

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๒๗๗ บัดนั้น บรรดาพวกพหลพลขันธ์
ต่างคนเคารพอภิวันท์ พร้อมกันกราบทูลพระยามาร
อันองค์หณุมานชาญสมร รุ่งเรืองฤทธิรอนห้าวหาญ
ผู้เดียวบุกบันประจัญบาน วานรแตกฉานซ่านเซน
พวกพหลพลเราสิ้นทั้งนั้น ชวนกันยืนอยู่คอยดูเล่น
แม้นมิจวนสายัณห์ตวันเย็น ข้าเห็นเจียนจะจับได้พระลักษณ์
ขุนกระบี่ดีกว่าอินทรชิต การสงครามความคิดก็แหลมหลัก
แต่บรรดาสุริวงษ์พงษ์ยักษ์ ไม่ทำศึกฮึกฮักเหมือนหณุมาน

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๒๗๘ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์ตบหัดถ์ฉัดฉาน
ชื่นชมโสมนัศเบิกบาน จึ่งตรัสกับหณุมานลูกรัก
แม้นเสร็จศึกสมคิดของบิดา จะให้ผ่านลงกาอาณาจักร
เจ้าก็เรืองฤทธากล้าหาญนัก รบพระลักษณ์ครั้งนี้มีไชย
อันเมียอินทรชิตฤทธา ชื่อสุวรรณกันยุมาศรีใส
รูปทรงโสภายาใจ พ่อยกให้เจ้าพลางเปนรางวัล
ลูกรักล้าเลื่อยเหนื่อยมา จงไปนิทราเกษมสันต์
สั่งเสร็จเสด็จจรจรัล เข้าสู่สุวรรณปราสาทไชย

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๒๒๗๙ เมื่อนั้น วายุบุตรผู้มีอัชฌาไศรย
ลงจากพระโรงคัลทันใด เสนาในแห่แหนแน่นมา

ฯ ๒ คำ ฯ พญาเดิน

๒๒๘๐ ครั้นถึงปราสาทไชยไพชยนต์ ขึ้นบนแท่นสุวรรณหรรษา
กระดิกเข่าเกาคางใช้หางตา เขม้นมองป้องหน้าดูนางใน
เห็นสาวสรรค์กำนัลพนักงาน ต่างเชิญเครื่องอานมาตั้งให้
ทำหยอกยุดฉุดฉวยชายสไบ กระซิบถามความในแต่เบาเบา
นางสุวรรณกันยุมานารี เดี๋ยวนี้อรไทยอยู่ไหนเล่า
จงไปเชิญโฉมยงนงเยาว์ ให้ขึ้นมาหาเราบัดนี้

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๘๑ บัดนั้น นางกำนัลประนตบทศรี
คำนับรับสั่งแล้วจรลี มายังที่ห้องสุวรรณกันยุมา

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๒๒๘๒ ครั้นถึงทูลองค์นงคราญ รับสั่งหณุมานให้หา
เชิญเสด็จอรไทยไคลคลา ไปเฝ้าพระยาวานร

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๒๘๓ เมื่อนั้น นางสุวรรณกันยุมาดวงสมร
คิดประหวั่นพรั่นใจมิใคร่จร บังอรอับอายขายภักตรา
ครั้นจะขัดขุนกระบี่มิไป ก็เกรงไภยพระยายักษ์หนักหนา
จำเปนจำใจไคลคลา ลีลามาสรงคงคาไลย

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ชมตลาด

๒๒๘๔ ทรงสุคนธารใส่พานรอง ผัดหน้านวลลอองผ่องใส
ทรงภูษาแย่งยกกระหนกใน ห่มสไบริ้วทองรองซับ
สร้อยนวมสวมใส่สังวาลวรรณ ตาบกุดั่นดวงมณีสีสลับ
คาดเข็มขัดเพ็ชรแพรวแวววับ ทองกรแก้วประดับรยับตา
ใส่รัดเกล้าสุวรรณพรรณราย ธำมรงค์เพ็ชรพรายทั้งซ้ายขวา
ครั้นเสด็จยุรยาตรคลาศคลา ลีลามาเฝ้าหณุมาน

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงช้า

ร่าย

๒๒๘๕ ครั้นถึงห้องแก้วแพรวพราย ทำหลบเลี่ยงเอียงอายแอบม่าน
แล้วแขงขืนอารมณ์ก้มกราน เยาวมาลย์สเทินเมินเมียง

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๒๘๖ เมื่อนั้น หณุมานกระแอมไอให้เสียง
เห็นนางโฉมฉายอายเอียง จึ่งกล่าวเกลี้ยงโลมเล้าเอาใจ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชาตรี

๒๒๘๗ น้องเอยน้องรัก ผิวภักตร์นวลลอองผ่องใส
เอวองค์ทรงลักษณวิไลย พิศไหนสารพันเพียงขวัญตา
ชรอยเปนกุศลดลจิตร เคยภิรมย์สมสนิทเสนหา
พี่อยู่ถึงกองทัพพลับพลา เปนพวกพระรามาปัจจามิตร
พเอิญให้เข้ามาสามิภักดิ์ ท้าวรักเปนบุตรสุจริต
ให้เฝ้าแหนแทนองค์อินทรชิต ทรงฤทธิ์โปรดปรานประทานน้อง
จะถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงเจ้า นงเยาว์อย่าระคางหมางหมอง
ขอเชิญทรามสงวนนวลลออง มานั่งบนแท่นทองกับพี่ชาย

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๒๘๘ เมื่อนั้น นางสุวรรณกันยุมาโฉมฉาย
ฟังคำขวยเขินสเทินอาย พลางชม้ายเมียงหมอบตอบไป

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๒๘๙ วาเอยวาจา ไพเราะห์หนักหนาช่างปราไส
น้อยฤๅนั่นน่าเชื่อเหลือใจ ว่ารักใคร่มีจิตรคิดเอนดู
จะเรียกให้ไปบนที่ไสยา นึกนึกก็น่าอดสู
น้องนี้เจียมตนเปนพ้นรู้ ไม่ควรคู่เคียงบุญขุนกระบี่
จะประสงค์จงใจกระไรเล่า กับคนมีลูกเต้าเฝ้าจู้จี้
แม้นจะเลียมโลมเล่นเช่นนี้ สาวศรีพระสนมมีถมไป
ถึงองค์พระยามารประทานข้า ก็จริงอยู่เหมือนว่าหาเถียงไม่
จะขออยู่ใช้เช่นเปนข้าไท มิใช่จะคิดบิดเบือน

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๒๒๙๐ ดวงเอยดวงสมร แสนกระแหน่แง่งอนซ่อนเงื่อน
อย่าพักพูดผันแปรแชเชือน จะหาไหนได้เหมือนหนึ่งนวลน้อง
ถึงทั้งมีลูกเต้ายังเพราพริ้ง ยอดยิ่งหญิงอื่นไม่มีสอง
พระยามารประทานให้เปนคู่ครอง พอสมจิตรคิดปองที่ต้องใจ
เจ้าจะให้ใช้เช่นเปนทาษี การสิ่งอื่นพี่หามีไม่
พี่จะใช้โฉมงามทรามไวย สำหรับให้อิงแอบแนบนอน
ว่าพลางทางลงมานั่งชิด มือสกิดปฤษฎางค์พลางหลอกหลอน
ประคององค์โอบอุ้มกุมกร ขึ้นบนบรรจฐรณ์แท่นมณี
นั่งแอบแนบเนื้อนวลนาง เชยปรางปรีดิ์เปรมเกษมศรี
อุยหน่าอะไรเล่าเฝ้าหยิกตี ไม่พอที่จะเคืองขุ่นฟุนไฟ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๒๒๙๑ บัดเอยบัดสี อะไรนี่น่าชังมั่งฤๅไม่
คิดว่าให้หาจะว่าไร ถ้าแจ้งใจอย่างนี้ก็มิมา
วานอย่าเฝ้าเย้ายวนชวนชิด จนจิตรที่จะอ่อนผ่อนหา
เมื่อสามีพึ่งม้วยมรณา ยังไม่วายน้ำตาจาบัลย์
จงรอรั้งยั้งก่อนผ่อนปรน ใช่จะพ้นมือไปเมื่อไรนั่น
จะมาทำด่วนได้ไยอย่างนั้น ยังหวาดหวั่นวิญญาหนักหนานัก
ดูดู๋เนื้อหนังช่างเหนียวเหน็บ หยิกข่วนก็ไม่เจ็บจนเล็บหัก
นางสบัดปัดกรท่าค้อนควัก นงลักษณ์เมียงเมินสเทินที

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๒๒๙๒ โฉมเอยโฉมเฉลา อะไรเล่าเฝ้าผลักมือพี่
ธรรมดาวานรแล้วอย่างนี้ ไม่รู้ทีท่าทางเหมือนอย่างยักษ์
สารพัดผิดกันเช่นนั้นน้อง จึ่งเคืองข้องหมองใจไม่สมัค
อันอินทรชิตผัวเก่าที่เจ้ารัก ก็ต้องศรพระลักษณ์บรรไลย
จะร้องไห้ให้เลือดตากระเด็น ใช่จะเปนคืนมาก็หาไม่
จะทุกข์ถึงภัศดาไปว่าไร จงหักใจเสียบ้างให้บางเบา
มาลองรักกับพี่จะดีกว่า เกลือกว่าจะลืมยักษ์รักลิงเล่า
ว่าพลางอิงแอบแนบเคล้า ยั่วเย้าตามธรรมเนียมเลียมโลม
ประคองนางวางเหนือแท่นบรรธม เชยปรางทางภิรมย์ชมโฉม
อัศจรรย์ลั่นพิฦกครึกโครม กลางโพยมพยับมืดเมฆา
เปรี้ยงเปรี้ยงเสียงสุนีคนองสาย พิรุณโรยโปรยปรายลงหลายห่า
ชลธีท่วมนองท้องสุธา หมู่มัจฉาแหวกว่ายในสายชล
โกสุมประทุมมาลย์ก็บานแบ่ง ฝักแฝงบังใบอยู่ใต้ต้น
แมลงผึ้งภุมรินบินบน คลึงเคล้าเสาวคนธ์มณฑาทอง
ถ้อยทีปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ ผูกพันประดิพัทธไม่ขัดข้อง
รศรักประจักษ์ใจในทำนอง ทั้งสองสมถวิลยินดี

ฯ ๑๖ คำ ฯ โลม

ช้า

๒๒๙๓ เมื่อนั้น นางสุวรรณกันยุมามีศรี
ได้สมัครักใคร่เปนไมตรี กับกระบี่วายุบุตรวุฒิไกร
หมอบเมียงชม้ายชายหางตา ท่วงทีกิริยาอัชฌาไศรย
หยิบยกเครื่องอานพานผลไม้ มาตั้งให้พระยาวานร
ขุนกระบินทร์กินพลางทางสัพยอก ฉวยฉุดยุดหยอกแล้วหลอกหลอน
แย้มสรวลชวนองค์บังอร อิงแอบแนบนอนในราตรี

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม ตระ

ร่าย

๒๒๙๔ เมื่อนั้น พระลักษณ์ทรงสวัสดิรัศมี
จึ่งสั่งนิลนนท์เสนี กับกระบี่สุรการชาญชิต
ท่านจงไปทูลพระอวตาร ตามซึ่งหณุมานทุจริต
ครั้นเราจะสังหารผลาญชีวิตร ก็ยังคิดระแวงแคลงใจ
มิได้ทูลมูลเหตุพระเชษฐา จะเข่นฆ่าวายุบุตรหาควรไม่
วันนี้ไม่เลิกทัพกลับไป จะมั่นไว้ดูกำลังฟังท่วงที
พรุ่งนี้หณุมานมาราญรอน จะฆ่าให้ม้วยมรณ์ด้วยศรศรี
เร่งเร็วรีบรัดไปบัดนี้ ทูลคดีให้ทราบบทมาลย์

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๒๙๕ บัดนั้น ทั้งสองวานรนายทหาร
รับสั่งบังคมก้มกราบกราน ลนลานรีบมาพลับพลาไชย

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๒๙๖ ครั้นถึงทูลความพระราเมศ ตามเหตุให้แจ้งแถลงไข
พระอนุชาดำรัสตรัสใช้ สั่งให้ข้ามาบังคมทูล
บัดนี้วายุบุตรทุจริต คบคิดด้วยราพนาสูร
เปนกระบถต่อเบื้องบาทมูล พลางทูลถี่ถ้วนทุกประการ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๒๙๗ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิล้ำสุริย์ฉาน
เข้าพระไทยในกลหณุมาน จะคิดอ่านฬ่อลวงเจ้าลงกา
พระลักษณ์ไม่รู้ถึงจึ่งขึ้งโกรธ กล่าวโทษวานรหนักหนา
จำจะไปให้ถึงพระอนุชา พูดจาไกล่เกลี่ยเสียให้ดี
คิดพลางทางสั่งสุครีพ จงเร่งรีบจัดพลกระบี่ศรี
เราจะยกยาตราเวลานี้ ไปดูทีหณุมานชาญไชย

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๒๙๘ บัดนั้น สุครีพรับสั่งบังคมไหว้
จึ่งออกมาจัดทัพฉับไว เตรียมไว้พร้อมกันดังบัญชา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๒๙๙ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
เสด็จจากแท่นแก้วแววฟ้า มาสระสรงคงคาวารี

ฯ ๒ คำ ฯ ลงสรงปี่พาทย์

๒๓๐๐ สอดใส่เครื่องประดับสำหรับยุทธ ทรงมงกุฎเพ็ชรรัตน์จำรัสศรี
จับพระแสงศรสิทธิฤทธี จรลีมาทรงราชรถ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๓๐๑ พรั่งพร้อมพลนิกายซ้ายขวา ทัพน่าทัพหลังทั้งหมด
โห่ร้องก้องอรัญบรรพต เร่งทศโยธาคลาไคล

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๒๓๐๒ ครั้นถึงกองทัพพระอนุชา โยธาคั่งคับไม่นับได้
จึ่งให้เคลื่อนรถแก้วแววไว เข้าไปเรียบเรียงเคียงกัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๓๐๓ เมื่อนั้น พระลักษณ์ฤทธิเรืองรังสรรค์
ก้มเกล้าเคารพอภิวันท์ รำพรรณทูลคดีพระพี่ยา
บัดนี้หณุมานชาญชิต ไปคบคิดเข้าด้วยยักษา
เปนนายทัพขับพลมารมา ยับยั้งโยธาอยู่ริมเนิน
แต่ตัวมันนั้นเข้ามาตีต้อน วานรหนีแยกแตกตะเพิ่น
แล้วท้าทายถ้อยคำก้ำเกิน สรรเสริญเกียรติยศทศภักตร์
คิดจะฆ่าวายุบุตรให้บรรไลย ยังมิได้ทูลองค์พระทรงศักดิ์
ความแค้นของข้าหนักหนานัก น้องรักจึ่งไม่กลับไปพลับพลา

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๓๐๔ เมื่อนั้น องค์พระราเมศเชษฐา
จึ่งดำรัสตรัสห้ามพระอนุชา เจ้าอย่าด่วนเดือดจงเงือดงด
พี่ออกมาว่าจะดูหณุมาน ให้แจ้งการกิริยาปรากฎ
แม้นมันทุจริตคิดคด ไม่ละลดจะล้างให้วางวาย
ว่าพลางทางผินภักตร์มา สั่งบรรดานายทัพทั้งหลาย
ให้สบทบพลไกรทั้งไพร่นาย ยับยั้งตั้งรายอยู่ชายไพร

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา รัว

ช้า

๒๓๐๕ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานทหารใหญ่
เนาในปรางมาศปราสาทไชย กับทรามไวยสุวรรณกันยุมา
ไม่วายคิดคนึงถึงราชการ กลัวพระอวตารจะคอยหา
จำจะฬ่อลวงองค์เจ้าลงกา ให้ยักษายกทัพกำกับไป
จะได้เยาะเย้ยหยันมันเล่น ให้เลือดตาแทบกระเด็นจงได้
จึ่งจะสมนำหน้าสาแก่ใจ ที่มันไม่เกรงศักดิพระจักรี

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๓๐๖ คิคพลางทางมีวาจา สั่งสุวรรณกันยุมาโฉมศรี
พี่จะออกอาสาในครานี้ สังหารไพรีให้ม้วยมรณ์
ว่าแล้วแต่งองค์ทรงเครื่อง รุ่งเรืองจำรัสประภัศร
พร้อมเหล่าสาวสุรางคนิกร บทจรขึ้นเฝ้าเจ้าลงกา

ฯ ๔ คำ ฯ พระยาเดิน

ช้า

๒๓๐๗ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษา
แลเห็นขุนกระบี่ก็ปรีดา เสด็จมาต้อนรับฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๒๓๐๘ จูงกรขึ้นนั่งบัลลังก์อาศน์ ตรัสประภาศปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
พ่อดูเจ้าภักตร์ผ่องผิวพรรณ ผิดกับเมื่อวันแรกมา
เปนกระไรเสนาข้าเฝ้า บุญตัวของเราหนักหนา
ค่อยคลายทุกข์ร้อนนอนเต็มตา เพราะหณุมานมาอยู่ธานี
จะได้ช่วยปราบเข็ญเย็นยุค ให้ภาราผาศุกเกษมศรี
อันมนุษย์สองราที่กล้าดี ไหนจะทานฤทธีลูกรัก
วานนี้เจ้าออกรบจนพลบค่ำ ยังบอบช้ำล้าเลื่อยเหนื่อยเหน็ดหนัก
อย่าเพ่อไปทำสงครามด้วยรามลักษณ์ จงผ่อนพักให้สบายคลายใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๓๐๙ เมื่อนั้น หณุมานกล่าวแกล้งแถลงไข
อันสงครามครั้งนี้มีไชย จะหยุดยั้งอยู่ไยให้ช้าที
ข้าตริตรองกริ่งว่าปัจจามิตร ไม่ต่อฤทธิ์รับรบจะหลบหนี
เชิญเสด็จด้วยกันในวันนี้ จะได้ดูฤทธีของลูกรัก
ข้าจะออกอาสาน่าที่นั่ง ไม่รอรั้งรุกโรมโหมหัก
เข้าตีทัพจับพระรามพระลักษณ์ ถวายองค์ทรงศักดิให้สมนึก

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๓๑๐ เมื่อนั้น พระยายักษ์เห็นจริงไม่กริ่งตรึก
ตบพระหัดถ์สรวลสนั่นครั่นครึก จะสำเร็จเสร็จศึกวันนี้แล้ว
พ่อจะยกทัพใหญ่ออกไปด้วย ไหนหนักจักได้ช่วยลูกแก้ว
คงสมหมายมาดไม่คลาศแคล้ว จะกวาดแผ้วไพรินที่หมิ่นเรา
แล้วเหลียวมาว่าเหวยมโหทร จงเตรียมพลนิกรเร็วเร็วเข้า
โยธีหนีตายชายบางเบา เร่งจับเอาตัวมาอย่าฟัง
ให้กุมภัณฑ์ฟั่นเชือกคนละเส้น จะได้มัดลิงเปนมาเล่นมั่ง
จงจัดเปนสองทัพอย่ายับยั้ง ให้พร้อมพรั่งไพร่พลสกลไกร

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๒๓๑๑ บัดนั้น มโหทรรับสั่งบังคมไหว้
ออกจากพระโรงคัลทันใด รีบไปเร่งรัดจัดโยธา

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๒๓๑๒ เกณฑ์หมู่อสุรศักดิยักษี เข้ากองขุนกระบี่เปนทัพน่า
ใส่เสื้อแดงสักลาดดาษดา ขัดคทาถือปืนยืนยัน
กองหลวงล้วนทหารชำนาญยุทธ ใส่เสื้อเสนากุฏขบขัน
ถือธนูสลับกับเกาทัณฑ์ สายกระสันแล่งลูกผูกสพาย
พวกเหล่าชาวคลังชาวแสง เอาเสื้อแดงปืนผาออกมาจ่าย
อาวุธสำหรับรบครบไพร่นาย มอบหมายมั่นคงลงบาญชี
แล้วเทียมรัถามาประทับ ทั้งรถรองสำหรับกระบี่ศรี
พรั่งพร้อมพวกพหลมนตรี คอยท่าท้าวอสุรียาตรา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๒๓๑๓ เมื่อนั้น ท้าวทศภักตร์ยักษา
เสด็จจากแท่นที่ลีลา มาโสรจสรงคงคาอ่าองค์

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๓๑๔ ลูบไล้สุคนธาวาริน น้ำดอกไม้เทศประทิ่นกลิ่นส่ง
สอดใส่สนับเพลาเพราผจง ภูษาทรงพื้นแดงแย่งยก
ฉลององค์เลื่อมลายพรายแพร้ว เกราะแก้วเกี่ยวกระหวัดรัดอก
ห้อยน่าตาดติดปิดพก ชายแครงเครือกระหนกกระหนาบลาย
ปั้นเหน่งเพ็ชรไพโรจโชติช่วง ทับทรวงสร้อยสังวาลประสานสาย
ตาบประดับทับทิมเพทาย ทองกรจำหลักลายลงยา
ธำมรงค์ทรงใส่นิ้วพระหัดถ์ เพ็ชรรัตน์แพร้วพรายทั้งซ้ายขวา
ทรงมงกุฎกรรเจียกแก้วแววฟ้า ถือสาตราสำหรับรบครบกร

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๓๑๕ ครั้นเสร็จเสด็จมาน่าพระลาน กับกำแหงหณุมานชาญสมร
ขึ้นทรงรถสุวรรณอันบวร ยกนิกรกองทัพฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

โทน

๒๓๑๖ รถเอยราชรถทรง กำกงวงเวียนเหียนหัน
เทียมพระยาราชสีห์สี่พัน โลทันสารถีขับทยาน
อภิรุมชุมสายรายริ้วนอก ทหารหอกแห่แหนแน่นน่าฉาน
ฆ้องกลองก้องกึกกังสดาล สังข์แตรแซ่ประสานเสียงพล
ม้าแซงแข่งขับเผ่นโผน กระทืบโกลนกลอกกลับสับสน
ผลคลีคลุ้มกลุ้มมืดมัวมนท์ เบื้องบนบดแสงสุริเยนทร์
พวกพหลพลมารก็ขานโห่ บ้างรำโล่ห์แกว่งหอกกลอกเขน
เหยียบไม้ไล่ลู่ล้มระเนน เร่งเกณฑ์แห่ให้ไคลคลา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๓๑๗ เมื่อนั้น ลูกพระพายนายกองทัพน่า
คิดอุบายหมายล้างเจ้าลงกา ครั้นล่วงมาใกล้ที่รณรงค์
จึ่งสั่งให้หยุดทัพยับยั้ง คับคั่งอยู่ในไพรรหง
ลงจากรถสุวรรณบรรจง มาเฝ้าองค์อสุราเจ้าธานี
ทำเสแสร้งมารยาว่ากล่าว ทูลท้าวทศภักตร์ยักษี
ขอพระองค์จงหยุดอยู่เพียงนี้ อย่าเพ่อให้ไพรีรู้ความ
ข้าจะกำบังกายหายตน ไปกลางพลข้าศึกไม่นึกขาม
มิให้ต้องรณรงค์สงคราม จะรวบรัดมัดพระรามพระลักษณ์มา
แม้นเห็นว่าข้าเหาะขึ้นเมื่อไร จงเร่งขับพลไกรเข้าไปหา
จะโยนมนุษย์พี่น้องสองรา ให้พระบิดาอย่าปรารม

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๓๑๘ เมื่อนั้น ทศเศียรเชื่อจิตรสนิทสนม
สรวลพลางตบพระหัดถ์ตรัสชม พ่อเห็นสมเหมือนหมายถ่ายเดียว
ได้ลักษณ์รามสองคนแล้วพ้นทุกข์ ไม่ต้องรุกรบรับขับเคี่ยว
อันไอ้ลิงเล็กน้อยพลอยวิ่งเกรียว สักประเดี๋ยวก็จะป่นเปนจุณไป
แล้วสั่งเสนามารทหารเอก จงคอยจับพิเภกให้จงได้
อสูรพลพวกเราเหล่านี้ไซ้ จงตั้งใจช่วยกันเถิดวันนี้

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๓๑๙ เมื่อนั้น คำแหงหณุมานชาญไชยศรี
ชื่นชมสมถวิลยินดี ทำท่วงทีอาจองตรงออกมา
จึ่งยืนสำรวมกายร่ายมนต์ กำบังตาพวกพลยักษา
แล้วเผ่นโผนโจนขึ้นเมฆา เหาะลอยคอยท่าองคต

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ เชิด

๒๓๒๐ บัดนั้น ลูกพาลีมีศักดาปรากฎ
อยู่ยอดเขาอัญชันบรรพต คอยกำหนดวายุบุตรวุฒิไกร
เห็นคว้าง ๆ กลางเมฆเขม้นหมาย ดูกระบี่พี่ชายก็จำได้
หยิบกล่องดวงชีวันทันใด เหาะไปให้ทันดังสัญญา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๓๒๑ ครั้นมาประสบพบกัน ถ้อยทีเกษมสันต์หรรษา
จึ่งยื่นกล่องหินศิลา ให้วายุบุตรวุฒิไกร

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๓๒๒ บัดนั้น ขุนกระบินทร์ยินดีจะมีไหน
จึ่งบอกองคตให้เข้าใจ ดังได้ฬ่อลวงอสุรา
บัดนี้พี่ชวนมันยกทัพ ออกมายับยั้งอยู่ริมภูผา
โน่นแน่แลดูเถิดน้องยา กองทัพเจ้าลงกากุมภัณฑ์
ข้างนี้กองทัพพระหริวงษ์ ปักธงมังกรแดงแสงฉัน
เรารีบไปเฝ้าองค์พระทรงธรรม์ แล้วพากันเหาะลิ่วปลิวมา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๓๒๓ ครั้นถึงจึ่งลงจากอากาศ เข้าไปใกล้ราชรัถา
บังคมสมเด็จพระจักรา ทั้งพระอนุชาลาวรรณ
แล้วถวายดวงใจอสุรี แจ้งคดีที่คิดผ่อนผัน
ฬ่อลวงดาบศกับทศกรรฐ์ รำพรรณแต่ต้นไปจนปลาย

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๓๒๔ เมื่อนั้น พระราเมศชื่นชมสมหมาย
จึ่งสรรเสริญพี่น้องสองนาย ช่างอุบายผ่อนผันด้วยปัญญา
เราใช้ไปได้สมอารมณ์นึก เหมือนตัดศึกทศภักตร์ยักษา
ความชอบนั้นพ้นคณนา ยิ่งกว่าข้าเฝ้าเหล่านี้
ตรัสแล้วเหลียวมาว่าพระลักษณ์ น้องรักหลงโกรธกระบี่ศรี
เมื่อเขาไม่เปนเช่นพาที แก้วพี่จะว่าขานประการใด

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๓๒๕ เมื่อนั้น พระลักษณ์กราบก้มบังคมไหว้
จนจิตรอิดเอื้อนอายใจ แล้วทูลสนองไปทันที
น้องนี้เบาจิตรคิดไม่ถึง จึ่งกล่าวโทษโกรธขึ้งกระบี่ศรี
โทษข้าผิดพ้นพันทวี ตามแต่ภูมีจะเมตตา
อันเล่ห์กลหณุมานในการศึก ล้ำฦกแหลมหลักหนักหนา
ทั้งซื่อตรงคงสัตย์สัญญา ควรประทานยศถาวานร

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๓๒๖ บัดนั้น คำแหงหณุมานชาญสมร
จึ่งทูลพระจักรกฤษณ์ฤทธิรอน ทินกรเกือบบ่ายชายเย็น
ข้าจะลวงยักษามาให้ใกล้ จะชูกล่องดวงใจขึ้นให้เห็น
ให้เลือดตาทศเศียรเจียนกระเด็น เย้ยหยันมันเล่นเวลานี้
ทั้งเครื่องทรงมงกุฎที่ติดมา จะคืนไปให้พระยายักษี
เมื่อพระองค์จะสังหารอสุรี ข้าจะคอยขยี้ชีวา
ทูลพลางทางถวายบังคม ลาบาทบรมนาถา
ถือกล่องดวงใจไคลคลา เหาะขึ้นตามสัญญาทศกรรฐ์

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๒๓๒๗ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรรังสรรค์
หยุดรถอยู่ในไพรวัน กับกุมภัณฑ์พวกพลโยธา
แหงนชแง้แลเห็นหณุมาน เหาะทยานอยู่บนเวหา
คิดว่าได้ลักษณ์รามตามสัญญา อสุราสรวลสันต์สนั่นไป
ยี่สิบหัดถ์ตบหัดถ์ฉัดฉาน เสียงสท้านทั้งป่าสุธาไหว
กระทืบรถเร่งพลสกลไกร ดากันเข้าไปไม่ย่อท้อ

ฯ ๖ คำ ฯ รัว

๒๓๒๘ ตะโกนก้องร้องเรียกหณุมาน เปนไฉนไปนานหนักหนาหนอ
โยนมนุษย์ลงมาอย่ารั้งรอ จะหักฅอมันเคี้ยวเสียเดี๋ยวนี้

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๓๒๙ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรไชยศรี
เห็นยักษามาใกล้ได้ที จึ่งเหาะลงตรงที่ท่ามกลาง
กระทืบเท้าคึกคักพยักหน้า ทำเหลือกตาอ้าปากถากถาง
หลอนหลอกตะคอกขู่เกาคาง ยืนขวางน่ารถทศกรรฐ์

ฯ ๔ คำ ฯ

เย้ย

๒๓๓๐ ชูกล่องดวงใจขึ้นให้เห็น หัวร่อล้อเล่นแล้วเย้ยหยัน
เหวยเจ้าลงกาใจอาธรรม์ ครั้งนี้ชีวันจะบรรไลย
นี่กล่องของใครเราได้มา อสุรารู้จักมั่งฤๅไม่
เขม้นมองป้องหน้าอยู่ว่าไร ไม่แผลงอิทธิ์ฤทธิไกรให้คึกคัก
เสียแรงมีมือปากมากเสียเปล่า หัวโตโง่เง่าอัปรลักษณ์
น่าอายขายหน้าหนักหนานัก ไม่รู้จักกลศึกฦกซึ้ง
แต่เราเปนกระบี่ก็ดีกว่า ฬ่อลวงอสุราไม่รู้ถึง
อย่าพักโกรธโกรธาทำหน้าตึง สักครู่หนึ่งสิบเศียรจะปลิวไป
แล้วยื่นกล่องร้องถามว่าเอาฤๅ เห็นแบมือก็ตะคอกหลอกให้
เต้นรำทำทีดีใจ เยาะเย้ยไยไพไปมา

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราวรำ

ร่าย

๒๓๓๑ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษา
เห็นประจักษ์จริงแจ้งแท่งศิลา ที่ให้พระสิทธารักษาไว้
เหตุไฉนไอ้ลิงไปฬ่อลวง เอาดวงชีวากูมาได้
น่าที่ชีวันจะบรรไลย จะคิดอ่านแก้ไขอย่างไรดี
ครั้นจะเข้าชิงช่วงเอาตวงจิตร ก็ขยั้นครั่นฤทธิ์กระบี่ศรี
ถ้าแม้นฉวยชิงกันไม่ทันที มันจะขยี้ดวงชีวา
จำจะคิดปลอบโยนโอนอ่อน อ้อนวอนขุนกระบี่ดีกว่า
คิดพลางทางมีวาจา เจ้าหยาบช้าเหลือล้นหณุมาน
เสียแรงพ่อรักใคร่ให้ปัน สาวสรรค์ปราสาทราชฐาน
ความรักใคร่ไม่มีที่เปรียบปาน จนไพร่บ้านพลเมืองเลื่องฦๅ
เจ้าก็รู้อยู่แล้วที่บาปบุญ ไม่รำพึงถึงคุณของพ่อฤๅ
มากลับทำอันตรายเมื่อปลายมือ เหมือนไม่ถือความสัตย์ปัฏิญาณ
ถึงเราตายฝ่ายเจ้าก็ไม่ดี คงเปนที่นินทาว่าขาน
อย่าหัวร่อพ่อเลยหณุมาน จงให้ทานดวงจิตรของบิดา

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๒๓๓๒ บัดนั้น วายุบุตรจึ่งตอบยักษา
เหวยท้าวเจ้ากรุงลงกา ช่างพูดจาดังเด็กยังเยาว์ความ
ไม่รู้ฤๅว่าพระอวตาร เลี้ยงเราเปนทหารชาญสนาม
ตัวท่านเปนศัตรูคู่สงคราม จะเอาความสัตย์ธรรม์ฉันใด
ยังมีหน้ามาลำเลิกเสียอิกเล่า ที่โฉดเขลาชั่วช้าหาว่าไม่
ไปลักองค์สีดามาไว้ กรุงไกรกุมภัณฑ์จึ่งอันตราย
แม้นยังรักโภไคยไอสูรย์ เอานางทูลเกษามาถวาย
แล้วรับผิดสารภาพที่หยาบคาย พระนารายน์ก็จะโปรดโทษทัณฑ์
เราสอนสั่งทั้งนี้ดีนัก พระยายักษ์อย่ารังเกียจเดียดฉัน
จงคำนับรับคำที่รำพรรณ จะได้ดวงชีวันอสุรา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๓๓๓ เมื่อนั้น ท้าวทศภักตร์ยักษา
แต่ออกชื่อจะให้ส่งองค์สีดา อสุราขัดสนพ้นคิด
จึ่งว่าไอ้ทรชนหณุมาน หยาบช้าสาธารณ์ทุจริต
มิใช่กูสู้รบแพ้ฤทธิ์ จะได้คิดส่งองค์สีดาไป
นี่หากว่าดาบศเธอเคลิ้มเขลา จึ่งลวงเอาดวงชีวากูมาได้
เสียทีที่เลี้ยงมึงไว้ ตั้งใจอุปถัมภ์บำรุง
ให้เครื่องยศต่าง ๆ อย่างกระษัตริย์ ล้วนแก้วเก้าเนาวรัตน์เรืองรุ่ง
เขารู้ทั่วทั้งเมืองเฟื่องฟุ้ง ยังกลับมุ่งหมายจิตรคิดประทุษฐ
ถึงกูตายภายหลังให้ฦๅชื่อ ว่าใจซื่อถือสัตย์บริสุทธิ์
มึงกลับใจไปเข้าข้างมนุษย์ เอาเครื่องทรงมงกุฎของกูมา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๓๓๔ บัดนั้น หณุมานหัวเราะเยาะยักษา
เสแสร้งแกล้งตอบวาจา อสุราอิกสับปลับกับเรา
อันธำมรงค์มงกุฎเครื่องประดับ ให้แล้วยังกลับมาทวงเล่า
ไม่มีอายอดสูเลยดูเอา ยังด้านหน้าว่าเขามิซื่อตรง
ซึ่งสมบติพัศถานของท่านให้ เราก็ไม่มีจิตรคิดประสงค์
ว่าพลางทางเปลื้องเครื่องทรง โยนไปให้องค์อสุรา

ฯ ๖ คำ ฯ รัว

๒๓๓๕ แล้วทำสำทับว่ากล่าว เหวยท้าวทศภักตร์ยักษา
มาทแม้นไม่ส่งองค์สีดา จะขยี้ชีวาเสียเดี๋ยวนี้

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๓๓๖ เมื่อนั้น ทศเศียรจึ่งตอบกระบี่ศรี
จะให้ส่งองค์ภัควดี ข้อนี้อย่าได้เจรจา
เราเปนถึงพงษ์พรหมบรมนารถ ไม่เขลาขลาดกลัวชีวังจะสังขาร์
เสียรู้แล้วจะสู้เสียชีวา มิขอส่งองค์สีดาลาวรรณ
เองจงบอกพี่น้องสองมนุษย์ กูจะคงยงยุทธจนอาสัญ
แต่จวนเย็นสุริยาสายัณห์ จะรบกันต่อรุ่งพรุ่งนี้
ว่าพลางทางผินภักตร์มา ตรัสสั่งเสนายักษี
ให้เลิกทัพกลับพลมนตรี คืนเข้าบุรีลงกา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๒๓๓๗ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นยักษีกรีพลไปภารา จึ่งกลับมาเฝ้าองค์พระหริรักษ์

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๓๓๘ ก้มเกล้าเคารพอภิวันท์ รำพรรณทูลแถลงแจ้งประจักษ์
ข้าเย้ยหยันหยาบช้าว่าขุนยักษ์ จะให้ส่งองค์อรรคชายา
ทศกรรฐ์มันไม่ฟังคำ ว่าจะทำศึกสู้จนสังขาร์
แต่ขอเลิกจัตุรงค์ไปลงกา ต่อพรุ่งนี้จึ่งจะมาราวี

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๓๓๙ เมื่อนั้น พระหริวงษ์ทรงสวัสดิรัศมี
ฟังคำขุนกระบินทร์ก็ยินดี ภูมีแย้มยิ้มพริ้มพราย
จึ่งสั่งให้พระน้องเปนกองน่า เคลื่อนคลาพลขันธ์ผันผาย
ทัพหลังพรั่งพร้อมทั้งไพร่นาย รีบขยายยกกลับไปพลับพลา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๓๔๐ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษา
เดินทางมากลางมรคา อสุรารำพึงคนึงคิด

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้ร่าย

๒๓๔๑ โอ้ว่าครานี้ณอกเอ๋ย ไม่รู้เท่าลิงเลยแต่สักหนิด
หลงเลี้ยงศัตรูเหมือนงูพิศม์ ไม่พอที่ชีวิตรจะวายปราณ
พระนักสิทธิคิดว่าฉลาดเล่า มิรู้เฉาโฉดกว่าเดียรฉาน
อันไอ้ทรชนหณุมาน มันจัณฑาลทำร้ายมาหลายครั้ง
เผาเมืองแล้วมิหนำซ้ำผูกผม จนสาตราอาคมก็คลายขลัง
ตัวมันกับกูคู่ชิงชัง แต่ลำพังแล้วไม่เลี้ยงไว้เวียงไชย
เพราะงวยงงหลงเชื่อพระสิทธา ว่ามันสามิภักดิ์จึ่งรักใคร่
มิรู้ไอ้ลิงลวงเอาดวงใจ ไปได้จากอาศรมพระนักพรต
อกเอ๋ยโอ้ว่าครานี้ น่าที่ชีวิตรจะปลิดปลด
ยิ่งแสนโศกศัลย์รันทด เร่งรถรีบมายังธานี

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๓๔๒ ครั้นถึงประทับกับเกยลา แล้วตรัสสั่งเสนายักษี
จงเตรียมพลพหลโยธี พรุ่งนี้เราจะออกไปชิงไชย

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๓๔๓ สั่งเสร็จเสด็จจากรถทรง ดำรงองค์อสุรีมิใคร่ไหว
อาวุธหลุดจากพระหัดถ์ไป อุส่าห์ฝืนขืนใจจรลี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๓๔๔ เมื่อนั้น โฉมนางมณโฑมเหษี
ทั้งนวลนางกาลอัคคี สาวสนมนารีกำนัลใน
แลไปเห็นองค์เจ้าลงกา เศียรกรซ้ายขวาหามีไม่
วิปริตผิดปลาดหลากใจ ก็รีบไปรับเสด็จด้วยพลัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๓๔๕ ครั้นถึงจึ่งเห็นอสุรินทร์ เศียรกรพร้อมสิ้นทุกสิ่งสรรพ์
ต่างเข้าพยุงจุงจรจรัล มาสุวรรณปราสาททองห้องใน
ค่อยประคองพระองค์ให้ทรงนั่ง บนบัลลังก์แก้วมณีศรีใส
ช่วยเปลี่ยนเปลื้องเครื่องประดับฉับไว แล้วลูบไล้สุคนธาวารี
บ้างนบนอบหมอบกรานอยู่งานพัด นวดฟั้นคั้นหัดถ์ท้าวยักษี
นางมณโฑโศการักสามี นางอัคคีนาคราชเพียงขาดใจ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้

๒๓๔๖ เมื่อนั้น ทศเศียรสท้อนถอนใจใหญ่
สร้วมกอดกัลยาโศกาไลย ชลไนยนองเนตรแจ้งเหตุการณ์
พี่เบาจิตรผิดแล้วณแก้วตา ไม่เชื่อฟังวาจาเจ้าว่าขาน
หลงเลี้ยงลิงไพรใจพาล พระอาจารย์พามาคิดว่าดี
มิรู้ไอ้วานรทำย้อนยอก กลับกลอกแกล้งอุบายหน่ายหนี
มันปดโป้โคบุตรพระมุนี เอาดวงชีวีของพี่ไป
ทั้งดาบศก็ชั่วตัวก็โฉด มิรู้ที่จะโทษใครได้
ชรอยว่าเวรกรรมทำไว้ จะอาสัญบรรไลยเสียครั้งนี้
พี่กลับมาหวังว่าจะสั่งน้อง ทั้งสองสุดามารศรี
จะได้เห็นภักตราสามี แต่ราตรีนี้แล้วแก้วกัลยา
พรุ่งนี้พี่จะออกไปชิงไชย ที่ไหนจะได้คืนมาเห็นหน้า
คงจะตายวายชีพชนมา พี่ขอลาโฉมยงอยู่จงดี

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๓๔๗ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมเหษี
ได้ฟังวาจาพระสามี เทวีตีทรวงเข้าร่ำไร

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๒๓๔๘ โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมเอ๋ย ไม่ควรเลยทรงศักดิจะตักไษย
เพราะเชื่อถือฤๅษีชีไพร ไว้ใจคิดว่าเปนอาจารย์
ไปคบค้าไพรีแล้วมิหนำ แนะนำเปนนายหน้ามาว่าขาน
พาไอ้ทรชนหณุมาน มาจำนงจงผลาญชีวิตร
ช่างโฉดเฉาชั่วช้าสารพัน ให้มันฬ่อลวงเอาดวงจิตร
โอ้ว่าครานี้จะม้วยมิด สุดคิดสุดแค้นแสนทวี
แม้นพระองค์อาสัญวันใด เมียจะม้วยบรรไลยเปนผี
มิขออยู่ดูหน้าไพรี จะตายตามภูมีไปเมืองฟ้า
ว่าพลางนางทรงแสนเทวศ ชลเนตรพรั่งพรายทั้งซ้ายขวา
ครวญคร่ำร่ำรักภัศดา ทั้งสองกัลยาโศกาไลย

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๓๔๙ เมื่อนั้น ทศเศียรเศร้าสร้อยลห้อยไห้
อุส่าห์ฝืนกลืนกลั้นชลไนย ปลอบสองอรไทยเทวี
จะน้อยจิตรคิดแค้นไปไยเล่า เปนเวราของเราแล้วเจ้าพี่
จะจำม้วยด้วยกลไพรี ค่อยอยู่จงดีเถิดณน้อง
ขอฝากเหล่าสาวสรรค์กำนัลนาง ชอบผิดคิดบ้างอย่าหมางหมอง
ตัวพี่มิได้อยู่ครอบครอง จะจำพรากจากน้องทั้งสองรา
จงอดอ่อนผ่อนผันกันให้ดี บุญพี่จะหาไม่ไปภายน่า
เห็นทีพิเภกอนุชา จะได้ผ่านภาราธานี
เจ้าจงยำเยงเกรงกลัว ฝากตัวเขาเถิดมารศรี
เปนเคราะห์กรรมทำไว้แล้วเทวี พรุ่งนี้พี่ยาจะลาตาย

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๒๓๕๐ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑโฉมฉาย
ได้ฟังดังหนึ่งจะวอดวาย ฟูมฟายชลนาจาบัลย์
โอ้ว่าครานี้จะมอดม้วย ตายด้วยความวิโยกโศกศัลย์
ควรฤๅพระองค์ทรงธรรม์ จะหนีไปเมืองสวรรค์ชั้นฟ้า
น้องได้พึ่งบาทบทเรศ ดังฉัตรแก้วกั้นเกษเกษา
พระคุณของทรงฤทธิ์เหมือนบิดา กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมาจนวันนี้
อกเอ๋ยตั้งแต่จะแลลับ ดังเดือนดับสิ้นแสงรัศมี
เคยรองเบื้องบาทาฝ่าธุลี ครั้งนี้จะพึ่งผู้ใด
พิเภกซึ่งเปนอนุชา เมียจะแลดูหน้ากะไรได้
จะมีแต่เจ็บช้ำระกำใจ ที่ไหนน้องจะคงชีวา
ว่าพลางนางข้อนทรวงทรง ซบลงกับตักท้าวยักษา
ทั้งนางอัคคีกัลยา ก็โศกาเพียงพินาศขาดใจ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๒๓๕๑ บัดนั้น สาวสนมกำนัลน้อยใหญ่
ต่างฟายน้ำตาโศกาไลย ร่ำไรรักองค์เจ้าลงกา

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๒๓๕๒ โอ้ว่าพระองค์พงษ์พรหเมศ พระคุณเคยปกเกษเกษา
บำรุงเลี้ยงเที่ยงธรรม์ทุกวันมา ดังบิตุเรศมารดาไม่อาทร
พระรักใคร่ให้ปันเปนนิตย์ ราชกิจผิดพลั้งก็สั่งสอน
เกษมศุขทุกวันนิรันดร พระจะจรจากข้าฝ่าธุลี
ยามเสวยเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น จะแรมร้างห่างเห็นบทศรี
โอ้นิเวศน์เวียงวังครั้งนี้ จะมีแต่เศร้าโศกวิโยคเย็น
บรรดาข้าลอองบทมาลย์ จะรำคาญเคืองแค้นแสนเข็ญ
จะโศกาอาไลยอยู่ไม่เว้น ใครเลยจะเปนที่พึ่งพา
จะจำใจไปเปนข้ามนุษย์ แม้นสิ้นสุดชีวีเสียดีกว่า
ร่ำพลางต่างคนข้อนอุรา ฟูมฟายน้ำตาโศกาไลย

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๓๕๓ บัดนั้น มโหทรเสนาผู้ใหญ่
ตรวจเตรียมพหลพลไกร นายไพร่หนีตัวกลัวตาย
เร่งรัดมัดผูกกันอึงมี่ จับได้ข้างนี้ข้างโน้นหาย
เที่ยวเกาะกุมวุ่นไปนั่งไพร่นาย เอาแม่ยายพ่อตามาคุมไว้
บ้างบอกบาญชีหนีเร้น มีอันเปนป่วยเจ็บจับไข้
ทำโพยโบยตีกันมี่ไป อุตลุดทั้งในลงกา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๓๕๔ พอรุ่งรางส่างแสงสุริยน ก็เตรียมพลกุมภัณฑ์ไว้พร้อมหน้า
แล้วเทียมรถประทับกับเกยลา คอยท่ารับเสด็จอสุรี

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๓๕๕ บัดนั้น ฝ่ายพวกอสุรศักดิยักษี
ต่างปรับทุกข์กันทันที ครั้งนี้จะยับย่อยพลอยตาย
บ้างว่าข้าเห็นตระหนักแน่ สงสารแต่ลูกเมียจะเปนม่าย
ทั้งบ่าวไพร่จะกระจัดพลัดพราย พูดพลางต่างฟายน้ำตา
บ้างบ่นว่าข้าเองอกจะคราก เมื่อจะทำขันหมากกันเดือนน่า
มาทแม้นม้วยมุดสุดชีวา เสียแรงหาหอห้างค้างเปล่าไป
ต่างตนกอดเข่าเจ่าจุก เปนทุกข์เปนร้อนถอนใจใหญ่
บรรดาพวกพหลพลไกร จิตรใจไม่เปนสมประดี

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๓๕๖ เมื่อนั้น ท้าวทศภักตร์ยักษี
แต่โศกสั่งมณโฑเทวี อสุรีระทดระทวยกาย
ได้ยินเสียงฆ้องยามย่ำรุ่ง เสียวสดุ้งหวาดหวั่นขวัญหาย
สลดจิตรด้วยชีวิตรจะวางวาย แสนเสียดายสาวสรรค์กัลยา
จึ่งตรัสสั่งมณโฑเทวี แก้วพี่ผู้ยอดเสนหา
สว่างแสนสุริยันถึงสัญญา ผัวรักจักลาไปชิงไชย
สิ่งใดที่ได้ประมาทเจ้า นงเยาว์จงยกโทษให้
อย่าเปนเวรเวราข้างน่าไป ดวงใจค่อยอยู่จงดี

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๓๕๗ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมเหษี
กราบกับบาทาพระสามี เทวีโศกศัลย์รำพรรณวอน

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๒๓๕๘ โอ้ว่าพระองค์ทรงเดช จงโปรดเกษหยุดยั้งมั่งก่อน
อันดวงใจไปอยู่กับวานร ออกราญรอนก็จะอัปราไชย
ซึ่งพระรามเคืองแค้นแสนสาหัส อันจะชิงสมบัตินั้นหาไม่
เพราะสีดามาอยู่กรุงไกร เขาจึ่งได้ตามมาราวี
แม้นพระองค์ส่งนางไปให้เขา ภาราเราก็จะศุขเกษมศรี
อสุรศักดิยักษาทั้งธานี จะได้พึ่งภูมีสืบไป
แม้นสิ้นบุญพระองค์ทรงศักดิ เมียรักจักพึ่งผู้ใดได้
น่าที่ชีวันจะบรรไลย ร่ำพลางสอื้นไห้โศกา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๓๕๙ เมื่อนั้น ท้าวทศภักตร์ยักษา
ฟังเมียรักร่ำจำนรรจา จะให้ส่งสีดาเทวี
จึ่งแกล้งตรัสเล้าโลมโฉมงาม เจ้าว่าด้วยความรักพี่
ครั้นจะส่งนางไปไห้ไพรี ก็เปนที่อัปรยศอดอาย
แต่เราประจญรณรงค์ จนสุดสิ้นญาติวงษ์ทั้งหลาย
ครั้นไภยมาถึงตัวกลัวตาย จะมีแต่ความกระหายนินทา
สุดที่พี่จะของ้อมนุษย์ แม้นม้วยมุดชีวีเสียดีกว่า
ตามกุศลผลกรรมได้ทำมา แก้วตาอย่าทรงโศกี
ปลอบนางพลางระงับดับเทวศ กูเปนวงษ์พรหเมศเรืองศรี
ถึงวอดวายไม่เสียดายชีวี พอให้มีเกียรติยศปรากฎไว้
จะออกไปรณรงค์สงคราม ให้ลักษณ์รามพิศวงหลงใหล
แล้วกลืนกลั้นกรรแสงแขงพระไทย สำรวมใจร่ายเวทวิทยา

ฯ ๑๒ คำ ฯ ตระ

๒๓๖๐ รูปกายกลายจากอสุรี เหมือนโกสีย์เจ้าไตรตรึงษา
เสด็จจากแท่นแก้วแววฟ้า มาสระสรงคงคาวารี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๓๖๑ พนักงานไขสุหร่ายดังสายฝน ต้องสกลกายายักษี
ลูบไล้สุคนธามาลี นางอยู่งานพัชนีรำเพยพัด
สอดใส่สนับเพลาเชิงกระหนก ภูษายกพื้นแดงแย่งครุธอัด
ฉลององค์เกราะสุวรรณกระสันรัด ปั้นเหน่งเพ็ชรเตร็จตรัจจำรัสเรือง
ตาบทิศทับทรวงดวงกุดั่น สังวาลวรรณสายสร้อยห้อยเฟื่อง
ทองกรแก้วจินดาค่าเมือง ธำมรงค์เพ็ชรเรืองเรือนสุบรรณ
ทรงมงกุฎแก้วแวววับ กรรเจียกจรแจ่มจับสุริย์ฉัน
แล้วทรงศรจรจากห้องสุวรรณ มเหษีสาวสรรค์ก็ตามไป

ฯ ๘ คำ ฯ เพลงช้า

ร่าย

๒๓๖๒ ถึงที่เกยแก้วสุรการ พระยามารสท้อนถอนใจใหญ่
ทอดพระเนตรพหลพลไกร เห็นสร้อยเศร้าเหงาไปทั้งไพร่นาย
ท้าวยิ่งโศกศัลย์ผันพระภักตร์ มาดูมิ่งเมียรักแล้วใจหาย
ให้ละห้อยละเหี่ยเสียดาย ระทวยกายมิใคร่จะไคลคลา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๓๖๓ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑเสนหา
เข้าสร้วมสอดกอดบาทภัศดา โศกาครวญคร่ำร่ำไร

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้

๒๓๖๔ โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว จะทิ้งเมียเสียแล้วฤๅไฉน
จงโปรดเกล้าเกษาพาไป ไม่เคยไกลบาทาฝ่าธุลี
ถึงมอดม้วยบรรไลยก็ไม่คิด เอาชีวิตรรองบาทบทศรี
แม้นทอดทิ้งเมียไว้ในบุรี ก็จะมีแต่ความทุกข์ร้อน
จงทรงพระขรรค์ฟันฟาด พิฆาฏฆ่าเมียเสียก่อน
พระจึ่งยกโยธาพลากร ไปราญรอนรบพวกไพรื
ทูลพลางทางทรงโศกา กราบบาทพระยายักษี
ทั้งกำนัลนักสนมไม่สมประดี ต่างตีอุราจาบัลย์

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๓๖๕ เมื่อนั้น ทศเศียรแสนวิโยคโศกศัลย์
แสนสงสารน้ำคำที่รำพรรณ สุดที่จะกลั้นโศกาไลย
ลดองค์ลงแอบอัคเรศ ชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
โอ้เจ้าพุ่มพวงดวงใจ จะหาไหนได้เหมือนเทวี
อย่ากรรแสงโศกศัลย์รันทด สร่างกำสรดเสียมั่งฟังพี่
จะติดตามพี่ไปไยมี ไพรีจะติฉินนินทา
โฉมยงจงอยู่นิเวศน์วัง คอยฟังข่าวพี่ดีกว่า
แม้นม้วยมุดสุดสิ้นชนมา อย่าให้เวทนาในแผ่นภพ
จงชวนเหล่าสุริวงษ์พงษ์พันธุ์ ออกไปช่วยกันปลงศพ
พี่จะลามารศรีไปที่รบ พลางซบภักตร์ลงทรงโศกา

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๒๓๖๖ ครั้นค่อยคลายวิโยคโศกคัลย์ พอสุริยันร้อนแรงแสงกล้า
สมควรจวนได้เวลา อสุราสละรักหักใจ
จับพระแสงศรทรงองอาจ ให้เคลื่อนราชรัถาเข้ามาใกล้
เสด็จขึ้นรถแก้วแววไว ขับพลสกลไกรยาตรา

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

โอ้ร่าย

๒๓๖๗ ครั้นออกมานอกทวารวัง เหลียวหลังดูนิเวศน์ของยักษา
เสมอเหมือนเมืองสวรรค์ชั้นฟ้า อสุราเพ่งพิศคิดอาไลย
โอ้เสียดายปรางมาศปราสาทศรี ตั้งแต่นี้มิได้มาอาไศรย
สงสารเหล่าสาวสรรค์กำนัลใน จะเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจจาบัลย์
พระกอดกรถอนสอื้นยืนตลึง จนรัถามาถึงสวนขวัญ
หอมหวนบุบผาสารพัน ทรงคันธรศรื่นรัญจวน
นึกเสียดายสีดานารี ยังอยู่ที่ตำหนักห้างกลางสวน
พี่ตั้งแต่อดออมถนอมนวล สู้สงวนไว้ถึงสิบสี่ปี
คิดว่าเสร็จสงครามรามลักษณ์ จะตั้งเปนเอกอรรคมเหษี
มาสิ้นวาศนากันเสียวันนี้ อสุรีถอนใจอาไลยลา
แล้วแลดูพลนิกายนายไพร่ ไม่มีใครบรรเทิงเริงร่า
ทั้งธงฉัตรสารพัดจะผิดตา ดังศิลาแท่งทาบไม่ปลาบปลิว
อันองค์อสุราพระยามาร ก็บันดาลอิดโรยโหยหิว
ต้นไม้รายทางอยู่เปนทิว ลมจะฉิวชายใบก็ไม่มี
พิเคราะห์เห็นเปนลางหลากประหลาด ยิ่งหวั่นหวาดวิญญายักษี
อุส่าห์ฝืนอารมณ์สมประดี รีบเร่งโยธีคลาไคล

ฯ ๑๖ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๓๖๘ ครั้นถึงที่รณรงค์ยงยุทธ จึ่งให้หยุดพลนิกายนายไพร่
ตั้งกองตรวจกันมั่นไว้ มิให้ใครขาดหน้าตา

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

ช้า

๒๓๖๙ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
สถิตย์นั่งยังสุวรรณพลับพลา พรั่งพร้อมท้าวพระยาเสนาใน
พระรำพึงถึงสีดานารี แก้วพี่ผู้เพื่อนพิศมัย
วันนี้ทศกรรฐ์จะบรรไลย พี่จะได้ไปรับกลับมา
แต่นิ่งคนึงนึกตรึกตรอง จนสุริย์ฉายสายส่องแสงกล้า
ถึงกำหนดทศกรรฐ์สัญญา จะยกทัพออกมาราวี

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๓๗๐ จึ่งดำรัสตรัสสั่งสุครีพ จงเร่งรีบจัดพลกระบี่ศรี
เราจะยกยาตราเวลานี้ ไปต่อตีกับองค์เจ้าลงกา

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๓๗๑ บัดนั้น สุครีพรับสั่งใส่เกษา
นบนิ้วประนมบังคมลา ออกมาเร่งรัดจัดพล

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๒๓๗๒ เกณฑ์หมู่ทหารชาญฉกรรจ์ ล้วนเข้มขันเคยศึกฝึกฝน
กองน่าวาหุโรมฤทธิรณ เคยประจญกุมภัณฑ์ไม่ครั่นคร้าม
ปีกซ้ายสุรเสนเสนา ปีกขวาสุรการชาญสนาม
วานรินทร์นิลขันเคยสงคราม เปนกองหลังตั้งตามกระบวนยุทธ
ทนายปืนแบกปืนดื่นดาษ ใส่เสื้อสักรลาดผาดผุด
บ้างโพกผ้าลงยันต์กันอาวุธ คาดตะกรุดดอกเดียวเขี้ยวหมูตัน
ต่างคนรนราญในการศึก ห้าวฮึกกำแหงแขงขัน
แล้วเตรียมรถสหัสไนยเวไชยันต์ ประทับท่าทรงธรรม์ยาตรา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๓๗๓ เมื่อนั้น องค์พระราเมศเชษฐา
จึ่งดำรัสตรัสชวนอนุชา เสด็จมาโสรจสรงสาคร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๓๗๔ สององค์ขัดสีวารีรด น้ำดอกไม้ใสสดเกสร
ทรงสำอางอบอายขจายจร สนับเพลาเชิงงอนอ่อนลมุน
ภูษาแย่งกระหนกยกพื้นตอง ฉลององค์ลายทองสลับปตุ่น
เจียรบาดตาดติดเงินดุน ห้อยน่าตาชุนชายแครง
ตาบทิศทับทรวงดวงกุดั่น สังวาลวรรณพลอยประดับรยับแสง
คาดเข็มขัดรัดสายลายแทง ทองกรแก้วแดงดวงมณี
ธำมรงค์เรืองรยับประดับเพ็ชร มงกุฎเก็จแก้วจำรัสรัศมี
ต่างทรงศรสิทธิ์ฤทธี จรลีมายังเกยลา

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

ร่าย

๒๓๗๕ ขึ้นทรงเวไชยันต์บัลลังก์ พระลักษณ์นั่งน่าราชรัถา
ให้เคลื่อนคลายขยายยกยาตรา โยธาโห่ฉาวกราวเกรียว

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๒๓๗๖ รถเอยรถทรง กำกงแก้วมณีสีเขียว
แอกงอนอ่อนรหงธงเทียว เทียมสินธพกะเลียวลำพอง
เครื่องสูงชุมสายรายรัตน์ กรรชิงฉัตรพรายแพรวเปนแถวท่อง
เสียงสังข์เสียงแตรแซ่ซ้อง ฆ้องกลองก้องดังกังสดาล
วานรโห่สนั่นครั่นครื้น สเทือนพื้นภพไตรไพรสาณฑ์
ทุกเทพเทวัญชั้นวิมาน เผยบานแกลช่วยอวยพร
บ้างโปรยปรายบุบผาปาริกชาติ เกลื่อนกลาดกลางทางหว่างศิงขร
พระเร่งรีบโยธาพลากร วานรแห่แหนแน่นไป

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๒๓๗๗ ครั้นถึงที่ผจญรณรงค์ แลเห็นธงทัพยักษ์ปักไสว
ทั้งโยธีรี้พลสกลไกร นับแสนแน่นในพนาวา
เห็นจอมพลที่บนรถทรง เหมือนองค์เจ้าไตรตรึงษา
จึ่งตรัสถามพิเภกโหรา ใครยกมามิใช่ทศภักตร์

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๓๗๘ บัดนั้น พิเภกพิศดูรู้ประจักษ์
จึ่งก้มเกล้ากราบทูลพระหริรักษ์ คือองค์ท้าวทศภักตร์อยู่บนรถ
แต่หากแกล้งแปลงกายกลายเพศ เหมือนตรีเนตรออกมาให้ปรากฎ
ด้วยเปนวันบรรไลยจะไว้ยศ จงทราบบทมาลย์พระผ่านฟ้า

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๓๗๙ เมื่อนั้น พระหริวงษ์ทรงฟังไม่กังขา
ให้ยับยั้งตั้งพลโยธา คอยทีอสุราจะราญรอน

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๓๘๐ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรชาญสมร
เห็นมนุษย์สองรากับวานร ยกมาราญรอนราวี
ให้ครั่นคร้ามขามในฤไทยนัก พระยายักษ์อกสั่นขวัญหนี
มานะนึกอายใจแก่ไพรี ทำเปนทีฮึกฮักศักดา
จับพระแสงแกว่งกวัดตรัสสั่ง เหวยนายทัพทั้งซ้ายขวา
เร่งขับพหลพลโยธา เข้าไล่เข่นฆ่าไพรี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๓๘๑ บัดนั้น มโหทรรับสั่งใส่เกษี
ให้ยกธงสำคัญขึ้นทันที ขับพลอสุรีเข้าชิงไชย

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๓๘๒ บัดนั้น พวกอสูรหมู่มารน้อยใหญ่
ต่างตนขยั้นพรั่นใจ มิใคร่จะรอต่อตี
ตั้งแต่ท่าง่าดาบเงื้อหอก ทำกระหยับกลับกลอกจะวิ่งหนี
ตัวนายไล่ต้อนโยธี เข้าตีทัพน่าวานร

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๓๘๓ บัดนั้น พลกระบี่ห้าวหาญชาญสมร
ไม่หลีกหลบรบรุมตลุมบอน ราญรอนไล่รุกบุกบัน
ขึ้นเหยียบบ่าคว้าชิงอาวุธ ประจันจับสัปรยุทธเหียนหัน
โลดไล่กระชิดติดพัน พิฆาฏฟาดฟันอสุรา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๓๘๔ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิยักษา
รับรองป้องกันกายา ระวังตัวกลัวชีวาจะวายปราณ
รบพลางเหลียวพลางเห็นห่างนาย ก็แยกย้ายหนีไปในไพรสาณฑ์
พลกระบี่ไล่บุกรุกราญ หมู่มารแตกพ่ายกระจายไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๓๘๕ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริวงษ์เปนใหญ่
เห็นไพร่พลแตกยับทั้งทัพไชย พวกลิงไล่ห้ำหั่นฟันฟอน
ยิ่งกริ้วโกรธโดดลงจากรัถา อสุรากวัดแกว่งพระแสงศร
เข้าไล่ตีโยธาวานร ด้วยกำลังฤทธิรอนอสุรา
เห็นพวกพลย่นย้อไม่รอรับ ยิ่งสำทับหวดซ้ายป่ายขวา
ไล่รุกบุกบันกระชั้นมา จนถึงน่ารถทรงองค์พระราม

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๓๘๖ เมื่อนั้น พระนารายน์อวตารชาญสนาม
เห็นรูปเจ้าลงกาสง่างาม ให้มีความเมตตาปรานี
น้อยฤๅทศกรรฐ์วันจะตาย ช่างแปลงกายคล้ายกันกับโกสีย์
งามรับสรรพสิ้นทั้งอินทรีย์ รัศมีสีสันโสภา
ดังทองคำธรรมชาติผาดผุด เลิศล้ำบุรุษในแหล่งหล้า
พิศวงหลงใหลไปมา มิได้พิฆาฏฆ่ากุมภัณฑ์

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๓๘๗ บัดนั้น วายุบุตรฤทธิแรงแขงขัน
อยู่ริมรัถาเวชายันต์ คอยขยี้ชีวันเจ้าลงกา
มองเขม้นเห็นพระอวตาร ไม่แผลงผลาญทศภักตร์ยักษา
ทูลพระหริรักษ์จักรา ผ่านฟ้าอย่าได้ลืมองค์
พระอนุชามารบอินทรชิต เจียนจะสิ้นชีวิตรด้วยพิศวง
เชิญเสด็จทรงธรรม์ลั่นศรทรง สังหารองค์ราพร้ายให้วายปราณ

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๓๘๘ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิล้ำสุริย์ฉาน
ฟังคำกำแหงหณุมาน ทัดทานถูกทำเนียบเปรียบปราย
จึ่งจับศรศักดาวราฤทธิ์ จงจิตรจะพิฆาฏมาดหมาย
เขม้นดูรูปนิมิตรคิดเสียดาย มิใคร่จะขึ้นสายศรทรง

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๓๘๙ เมื่อนั้น ทศกรรฐ์เห็นพระรามตลึงหลง
ได้ทีกระทืบบาทอาจอง ทยานขึ้นรถทรงยงยุทธ

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๓๙๐ เมื่อนั้น พระตรีภพรบรับสัปรยุทธ
เงือดเงื้อศิลป์ไชยไวยวุฒิ ตีทศเศียรทรุดซวนไป
แล้วลงจากรัถาเวชายันต์ เข้าหักโหมโรมรันรุกไล่
ประจันจับรับรองว่องไว ชิงไชยกระชิดติดพัน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๓๙๑ เมื่อนั้น ทศเศียรเจียนชีวาจะอาสัญ
แขงใจรับรองป้องกัน ยืนยันก่งศรรอนราญ

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๓๙๒ เมื่อนั้น พระรามฤทธาศักดาหาญ
จึ่งขึ้นศรวิรุณจักรวาฬ ยิงแย้งแผลงผลาญเจ้าลงกา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง เชิดกลอง

๒๓๙๓ ศรศักดิปักอกอสุรินทร์ สุดสิ้นกำลังล้มถลา
หณุมานก็ขยี้ชีวา อสุราอาสัญบรรไลย

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๒๓๙๔ บัดนั้น พิเภกเข้าประคองแล้วร้องไห้
เห็นพี่ยาอาสัญบรรไลย รูปกายกลายไปเปนอสุรา
ยิ่งระทวยระทดสลดจิตร ให้คิดสังเวชพระเชษฐา
สร้วมสอดกอดศพซบภักตรา โศกาสลบไปไม่สมประดี

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๒๓๙๕ เมื่อนั้น พระรามทรงสวัสดิรัศมี
เห็นพระยาพิเภกอสุรี ร่ำไรรักพี่สลบไป
เสด็จเข้าไปชิดคิดสงสาร จึ่งสั่งให้ทหารเข้าแก้ไข
เห็นกลับคืนฟื้นกายคล่อยคลายใจ ภูวไนยจึ่งมีบัญชา
ดูก่อนพิเภกกุมภัณฑ์ จงดับความโศกศัลย์เสียดีกว่า
พาพวกจัตุรงค์ไปลงกา ปลงศพเชษฐาตามชอบใจ
ตรัสพลางทางสั่งเสนี ให้เลิกพลโยธีทัพใหญ่
วานรโห่ร้องก้องพงไพร กลับไปที่ประทับพลับพลา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๒๓๙๖ บัดนั้น ฝ่ายมโหทรมารยักษา
เที่ยวกู่ก้องร้องเรียกโยธา เข้ามาเฝ้าพิเภกพร้อมกัน
ต่างถวายบังคมก้มกราบ หมอบราบเกรงกลัวจนตัวสั่น
บ้างฟูมฟายน้ำตาจาบัลย์ ร้องไห้รักทศกรรฐ์ก้องไป

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๒๓๙๗ เมื่อนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาไศรย
ให้นายหมวดตรวจตราพลไกร ทั้งนายไพร่เหลือตายหลายพัน
จึ่งสั่งให้เชิญศพเจ้าลงกา ขึ้นใส่ราชรัถาผายผัน
ออกจากสมรภูมิ์ไพรวัน รีบร้นพลขันธ์เข้ากรุงไกร

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๓๙๘ ครั้นถึงนัคเรศสู่นิเวศน์วัง เข้ายังพระโรงทองผ่องใส
นั่งเหนือแท่นแก้วแววไว เสนาในนอบน้อมพร้อมพรัก
จึ่งสั่งเปาวนาสูรเสนี จงบอกสองมเหษีมีศักดิ
อันองค์ทรงยศทศภักตร์ พระยายักษ์สิ้นชีวันบรรไลย
เราจะเชิญโฉมยงองค์สีดา ไปเฝ้าพระจักราเปนใหญ่
ให้สองนางพาสนมกรมใน ออกไปตามเสด็จกัลยา
แล้วจัดแจงเกณฑ์แห่แตรสังข์ ให้พร้อมพรั่งไพร่นายทั้งซ้ายขวา
กับทั้งบุษบกแก้วแววฟ้า ตรวจตราเตรียมกันให้ทันการ

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๓๙๙ บัดนั้น เสนาคำนับรับบรรหาร
มาสั่งเวรเกณฑ์ตามพนักงาน จัดการพร้อมไว้มิได้ช้า

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๔๐๐ แล้วเข้ามาที่ประตูหูช้าง สั่งให้เหล่าท้าวนางออกมาหา
จึ่งเล่าแถลงแจ้งกิจจา ตามบัญชาพิเภกอสุรี

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๔๐๑ บัดนั้น ท้าวนางอกสั่นขวัญหนี
ร้องไห้พลางทางรีบจรลี ไปยังที่ปรางมาศปราสาทไชย

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๒๔๐๒ เข้าในห้องทองเห็นสองนาง กราบพลางทางสอึกสอื้นไห้
แล้วแจ้งความตามคำเสนาใน ทูลองค์อรไทยเทวี

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๒๔๐๓ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑโฉมศรี
ทั้งนวลนางกาลอัคคี รู้ว่าสามีมรณา
สองกรข้อนทรวงกรรแสงไห้ ดังใครมาตัดเอาเกษา
ระทวยองค์ลงกับที่ไสยา ฟูมฟายชลนาจาบัลย์

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

โอ้

๒๔๐๔ โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว มาคลาศแคล้วบรรไลยไปสวรรค์
ดังเดือนดับลับแสงสุริยัน นับวันนับเดือนจะเลื่อนลับ
แต่ก่อนยกโยธาไปราวี ไม่ช้านานปานนี้เสด็จกลับ
น้องอยู่หลังตั้งใจจะคอยรับ พระมาดับสูญสิ้นชนมา
แสนสงสารปานนี้ภูวนารถ บรรไลยไปอนาถอนาถา
จากแสนสมบัติขัติยา ข้างข้าบาทบริจาไม่เห็นใจ
เสียแรงเลี้ยงเมียไว้ให้เปนศุข เมื่อท้าวทุกข์หาได้แทนพระคุณไม่
ร่ำพลางทางทรงโศกาไลย สลบไปไม่เปนสมประดี

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๔๐๕ บัดนั้น ท้าวนางอกสั่นขวัญหนี
ต่างคนเข้าประคองสองเทวี โศกีอื้ออึงคนึงไป
ร้องเรียกเหล่าสาวสนมกำนัล ให้อยู่งานนวดฟั้นแก้ไข
บ้างเชิญสุคนธามาลูบไล้ อรไทยค่อยคืนฟื้นสมประดี

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา รัว

๒๔๐๖ เมื่อนั้น ทั้งสององค์อัคเรศมเหษี
กรรแสงทรงโศกาถึงสามี ดังชีวีโฉมฉายจะวายปราณ
แล้วแขงขืนกลืนกลั้นชลไนย นางมิได้แต่งองค์ทรงสนาน
ชวนเหล่าสาวสนมนงคราญ ออกมาน่าพระลานทันที

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงช้า

๒๔๐๗ เมื่อนั้น จึ่งพระยาพิเภกยักษี
เห็นสององค์อัคเรศเทวี กับสนมนารีมาพร้อมกัน
จึ่งให้บุตรนางสุวรรณกันยุมา ขึ้นนั่งน่าบุษบกเฉิดฉัน
อันวงษาอสุรินทร์สิ้นทั้งนั้น จัดกันเปนคู่เคียงเรียงมา
ให้สองมเหษีมียศ อยู่ชั้นลดบุษบกทั้งซ้ายขวา
พร้อมพรั่งตั้งกระบวนโยธา เคลื่อนคลาออกจากวังใน

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๒๔๐๘ ครั้นถึงที่สวนอุทยาน ให้หยุดพวกพลมารน้อยใหญ่
พากันลีลาคลาไคล เข้าไปยังตำหนักนางสีดา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๒๔๐๙ ต่างถวายบังคมก้มเกล้า หมอบเฝ้าโฉมยงอยู่ตรงหน้า
จึ่งทูลแถลงแจ้งกิจจา ตัวข้านี้น้องทศกรรฐ์
ชื่อพิเภกโหราเปนข้าบาท พระนารายน์ธิราชรังสรรค์
บัดนี้พระองค์ทรงธรรม์ สังหารทศกรรฐ์สิ้นชีวี
ข้าจึ่งมาพาพวกประยูรยักษ์ มาเฝ้าองค์นงลักษณ์มเหษี
ขอเชิญเสด็จจรลี ไปเฝ้าพระจักรีที่พลับพลา

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๔๑๐ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
รู้ว่าพระยามารมรณา กัลยาสมถวิลยินดี
จึงเอื้อนโอษฐโอภาปราไส ขอบใจพิเภกยักษี
ซื่อตรงจงรักพระจักรี ผู้ใดไม่มีเทียมทัน
เราอยู่ในสวนศรีกับตรีชดา ก็แสนสุดทรมาเพียงอาสัญ
เช้าค่ำพร่ำแต่ปรับทุกข์กัน ไม่เว้นวันเวลาโศกาไลย
จนถึงสิบสี่ปีไม่มีศุข ตั้งแต่ทุกข์แทบเลือดตาไหล
บัดนี้สิ้นเคราะห์กรรมที่ทำไว้ จะได้ไปเฝ้าพระหริรักษ์
ว่าพลางทางชวนตรีชดา ลีลาเข้าไปในตำหนัก
ผลัดภูษาชุบสรงทรงสพัก นงลักษณ์สระสนานสำราญกาย

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

ชมตลาด

๒๔๑๑ ทรงสุคนธ์ปนทองชมพูนุท นางสุจิตราเอามาถวาย
กรีดพระหัดถ์ผัดภักตร์พรรณราย เบญกายกราบกรานอยู่งานพัด
ภูษาสำหรับทรงบรรจงจีบ จัดกลีบกรีดกรายปลายพระหัดถ์
สอิ้งแก้วกุดั่นกระสันรัด คาดเข็มขัดประจำยามอร่ามตา
ห่มสไบตาดทองรองซับ สร้อยนวมสวมทับพระอังษา
สังวาลแก้วโกมินจินดา ตาบประดับทับอุรารูจี
ทองกรซ้อนสวมข้อพระหัดถ์ ประดับเพ็ชรพลอยจำรัสรัศมี
ธำมรงค์ลงยาราชาวดี ทรงศีโรเพศพรายพรรณ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๔๑๒ แล้วชวนอสุรีตรีชดา กัลยาย่างเยื้องผายผัน
พร้อมฝูงสุรางค์นางกำนัล จรจรัลมายังเกยลา

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงช้า

๒๔๑๓ บัดนั้น พิเภกบังคมก้มเกษา
จึ่งเชิญภัควดีสีดา ทรงมหาบุษบกพรายพรัน
บรรดานางอสุรีมียศ อยู่ชั้นลดเรียบเรียงเคียงคั่น
สังข์แตรแห่แหนแน่นนัน ออกจากสวนขวัญทันที

ฯ ๔ คำ ฯ กลองโยน

๒๔๑๔ เมื่อนั้น นางสำมนักขายักษี
รู้ว่าวงษาอสุรี ไปเฝ้าพระจักรีที่พลับพลา
ให้นึกกลัวด้วยตัวเปนต้นเหตุ พระราเมศไม่อินังชังหนักหนา
ครั้นมิไปไม่พ้นพระอาญา เธอจะทาระกำทำประจาน
จำจะออกไปเฝ้าด้วยเขามั่ง จะได้ฟังผ่านฟ้าว่าขาน
เผื่อจะหายกริ้วโกรธโปรดปราน เปนแต่เพียงพนักงานก็สมคิด
ดำริห์แล้วแต่งองค์ทรงเครื่อง ย่างเยื้องยักไหล่ใส่จริต
เดินดูตัวเองเพ่งพิศ รำพึงคิดถึงพระรามมาตามทาง

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๒๔๑๕ ครั้นทันท้ายพลกระบวนแห่ ค่อยเลียบเคียงเลี่ยงแลอยู่ห่างห่าง
ก้มก้มเงยเงยเสยผมพลาง ให้กลัวนางสีดานารี
เข้าปนเหล่าสาวสรรค์กำนัลใน จะพูดจากับใครเขาเมินหนี
ยิ่งขวยเขินเดินสดุดปัถพี อสุรีก้มหน้าคลาไคล

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๔๑๖ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาไศรย
เร่งรีบรี้พลสกลไกร เข้ามาใกล้กองทัพพลับพลา
พอพระหริรักษ์จักรี เสด็จออกเสนีอยู่ข้างน่า
ให้หยุดทัพยับยั้งโยธา แล้วทูลเชิญสีดานารี

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๔๑๗ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ครั้นมาถึงพลับพลาพระสามี เทวีนิ่งนึกตรึกตรา
แม้นจะเข้าเฝ้าแหนเหมือนแต่ก่อน ฉวยภูธรแหนงหน่ายก็อายหน้า
จำจะเฝ้าอยู่เพียงน่าพลับพลา จะบัญชาโปรดปรานประการใด
คิดแล้วลงจากที่นั่งทรง พร้อมฝูงอนงค์น้อยใหญ่
พิเภกนำเสด็จคลาไคล เข้าไปเฝ้าพระอวตาร

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๒๔๑๘ ครั้นถึงจึ่งบังคมก้มเกล้า หมอบเฝ้าผ่านฟ้าตรงน่าฉาน
คอยสดับตรับรศพจมาน จะออกโอษฐโปรดปรานประการใด

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๒๔๑๙ เมื่อนั้น พระราเมศรัศมีศรีใส
เห็นองค์สีดายาใจ ภูวไนยสมถวิลยินดี
พระพิศภักตร์อัคเรศรำพึงคิด จะเรียกมาหาชิดก็ใช่ที่
ด้วยพลัดพรากจากไปเสียหลายปี ถึงจะดีก็ไม่สิ้นนินทา

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๒๔๒๐ จำจะแกล้งแสร้งพูดประภาศพ้อ ให้หายข้อพะวังกังขา
ดำริห์พลางทางมีพจนา ดูก่อนสีดาดวงใจ
พี่สู้ทำสงครามข้ามสมุท สัปรยุทธผลาญยักษ์ตักไษย
แสนยากปิ้มชีวันจะบรรไลย เพราะจะใคร่พบองค์นงคราญ
เจ้าไปอยู่ลงกาธานี เห็นจะมีความศุขเกษมสานต์
อันองค์เจ้าลงกาพระยามาร โปรดประทานสิ่งใดให้เทวี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๔๒๑ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ได้ฟังดังต้องสายสุนี มิรู้ที่จะทูลให้เห็นจริง
จึ่งบังคมก้มภักตร์พจนาดถ์ อันข้าบาทยากเย็นเพราะเปนหญิง
จะว่าไปไม่มีที่อ้างอิง ใครจะเล็งเห็นจริงที่ในใจ
เว้นแต่กองเพลิงกาลถ่านอัคคี จะเปนที่พึ่งพาของข้าได้
ขอพระองค์จงสั่งให้กองไฟ ที่ในน่าพลับพลาเวลานี้
ข้าจะตั้งความสัตย์อธิฐาน สาบาลต่อเบื้องบทศรี
แล้วจะลุยเข้าไปในอัคคี ถ้าแม้นชั่วชีวีจงวายปราณ

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๔๒๒ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิล้ำสุริย์ฉาน
ได้ฟังโฉมยงนงคราญ เบิกบานชื่นชมสมคิด
จึ่งว่าพี่นี้ก็รู้แล้ว ว่าน้องแก้วซื่อสัตย์สุจริต
แต่ตกไปในมือปัจจามิตร ที่ไม่เล็งเห็นจิตรจะนินทา
ซึ่งเจ้าจะลุยไฟไว้ยศ ให้ปรากฎก็ตามปราถนา
พระตรัสพลางทางสั่งเสนา ให้กองเพลิงตรงน่าพลับพลาไชย

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๔๒๓ บัดนั้น ท้าวพระยาวานรน้อยใหญ่
รับสั่งบังคมภูวไนย ทั้งนายไพร่อลหม่านเปนการรุม
บ้างขุดรางไฟใหญ่กว้าง เอาฟืนตองกองวางซ้อนสุม
บ้างหาเชื้อไฟใส่ประชุม ควันคลุ้มกลุ้มกลบในนภา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๒๔๒๔ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
จึ่งตรัสกับโฉมยงองค์สีดา ซึ่งแก้วตาจะลุยเพลิงกาล
พี่จะช่วยผาดแผลงแสงศิลป์ ให้เทวามาสิ้นทุกสถาน
ประชุมกันวันนี้ที่พระลาน จะได้เห็นเปนพยานอรไทย
ว่าแล้วลุกลงจากพลับพลา ขึ้นศรศักดาแผ่นดินไหว
น้าวสายทรงลั่นทันใด เสียงสท้านทั้งไตรโลกา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

ยานี

๒๔๒๕ มาจะกล่าวบทไป ถึงตรีเนตรเจ้าไตรตรึงษา
สถิตย์นั่งเหนือแท่นแผ่นศิลา เทวานางสวรรค์อัญชลี
พอได้ยินสำเนียงเสียงสนั่น ไหวหวั่นฟากฟ้าราษี
จึ่งเล็งทิพเนตรดูรู้คดี ว่าสีดานารีจะลุยไฟ
พระนารายน์จึ่งแผลงแสงศร มาถึงเทพนิกรน้อยใหญ่
จำจะพาเทวาสุราไลย ลงไปเฝ้าพระอวตาร

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๔๒๖ คิดแล้วแต่งองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองพรรณรายฉายฉาน
ชวนฝูงเทเวศร์บริวาร จากวิมานเมืองฟ้าลงมาดิน

ฯ ๒ คำ ฯ เหาะ

๒๔๒๗ ครั้นถึงที่ประทับพลับพลา ลงสู่พื้นพสุธาทั้งสิ้น
พร้อมพรั่งนั่งแน่นเนินคิริน องค์พระอินทร์อยู่น่าสุรารักษ์
วานรในกองทัพพลับพลา เฝ้าฝ่ายเบื้องขวาพระทรงศักดิ
เบื้องซ้ายฝ่ายพิเภกพวกยักษ์ คอยดูองค์นงลักษณ์จะลุยไฟ

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๔๒๘ เมื่อนั้น นางสีดานารีศรีใส
ครั้นเห็นองค์อินทราสุราไลย อรไทยชื่นชมสมคิด
จึ่งบังคมสมเด็จพระอวตาร เยาวมาลย์ตั้งสัตย์สุจริต
ขอเดชะพระเพลิงเริงฤทธิ์ ย่อมศักดิสิทธิ์ไม่ลำเอียงเที่ยงธรรม์
ถ้าแม้นว่าข้านึกแหนงหน่าย ต่อองค์พระนารายน์รังสรรค์
ไปรักใคร่ในท้าวทศกรรฐ์ จนชั้นชายอื่นทั้งโลกา
ขอจงเพลิงกาลผลาญชีวิตร ให้ม้วยมิดชีวังสังขาร์
แม้นข้าซื่อสัตย์ต่อภัศดา ขออย่าให้มีราคีพาน
เสี่ยงแล้วทูลลาพระสามี จรลีลุกมายังน่าฉาน
โจงจัดภูษาทรงนงคราญ แล้วลุยไปในถ่านอัคคี

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๒๔๒๙ บันดาลเปนโกสุมประทุมทอง ขึ้นรับรองบาทามารศรี
เปลวไฟไม่ต้องนางเทวี จรลีไปบนบุษบัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๔๓๐ เมื่อนั้น สหัสไนยไตรตรึงษาสวรรค์
สาวสุรางค์นางฟ้าเทวัญ พวกกุมภัณฑ์ท้าวพระยาวานร
เห็นโฉมยงองค์ภัควดี เปลวอัคคีไม่รคายสายสมร
ต่างถวายบังคมประนมกร อำนวยอวยพรกัลยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๔๓๑ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสนหา
จึ่งออกจากรางไฟมิได้ช้า ไปเฝ้าพระภัศดาสามี

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๒๔๓๒ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
เห็นนางสีดานารี ลุยอัคคีไม่พองเท่ายองใย
พระชื่นชมสมจิตรคิดถวิล มิได้มีมลทินสิ้นสงไสย
มากุมกรกัลยาคลาไคล ขึ้นไปบนสุวรรณพลับพลา

ฯ ๔ คำ ฯ เมอ

๒๔๓๓ เมื่อนั้น องค์ท้าวเจ้าไตรตรึงษา
เห็นพระจักรีกับสีดา ไม่มีความกังขาราคี
จึ่งอำนวยอวยพรภูลสวัสดิ ให้กระษัตริย์ทั้งสองจำเริญศรี
แล้วอำลาพากันจรลี เหาะไปสู่ที่พิมานไชย

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๔๓๔ เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบไสมย
ครั้นฝูงเทพเทวาลาไป เสนาในเฝ้าแหนอยู่แน่นนัน
จึ่งดำรัสตรัสสั่งสุครีพ เราจะรีบกลับคืนไปเขตรขัณฑ์
ด้วยแรกจากเมืองมาถึงอารัญ ได้นัดกันกับสองพระน้องยา
บัดนี้ก็จวนถ้วนกำหนด พระพรตจะลห้อยคอยหา
ท่านจงเร่งรัดจัดโยธา จะยกไปในเวลาพรุ่งนี้
แล้วตรัสสั่งพิเภกกุมภัณฑ์ จงจัดสรรเสนายักษี
ที่ซื่อตรงจงรักภักดี ให้ไปอยู่บูรีลงกา
แต่ตัวท่านนั้นไปกับเราก่อน แล้วจึ่งคืนมานครของยักษา
ตรัสพลางทางชวนนางสีดา เสด็จเข้าพลับพลาในราตรี

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๒๔๓๕ นั่งเหนือแท่นรัตน์ปัจฐรณ์ กับบังอรองค์พระมเหษี
หยอกเย้าแย้มสรวลยวนยี ประโลมนางทางมีพจนา

ฯ ๒ คำ ฯ

ชาตรี

๒๔๓๖ น้องเอยน้องแก้ว เหมือนม้วยแล้วกลับเปนมาเห็นหน้า
เมื่อพลัดพรากจากเจ้าที่โคธา พี่โศกาปิ้มชีวันจะบรรไลย
กับพระน้องสองคนเที่ยวด้นดั้น โศกศัลย์เสาะหาในป่าใหญ่
พบพระยาสดายุจึ่งแจ้งใจ แล้วก็ได้ธำมรงค์ของนงนุช
จึ่งตามหามาถึงเมืองขีดขิน ได้โยธาพานรินทร์นับสมุท
ก็ยกทัพขับพลรีบรุด มายงยุทธยักษ์ร้ายวายชีวิตร
จึ่งได้เจ้าเยาวมาลย์มาร่วมห้อง ที่ขุ่นข้องค่อยคลายสบายจิตร
ว่าพลางอิงแอบแนบชิด จุมพิตภักตร์น้องตระกองกร

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๔๓๗ เมื่อนั้น นวลนางสีดาดวงสมร
ระทวยทับกับตักพระภูธร บังอรวอนว่าพาที
เพราะน้องรักรบให้ไปตามกวาง จึ่งต้องร้างแรมป่าพนาศรี
ตกไปอยู่ลงกาธานี ทุกทิวาราตรีตรอมใจ
จะผูกสอเสียให้ตายวายปราณ หากคำแหงหณุมานไปช่วยได้
ไม่ม้วยมอดชีวันบรรไลย เพราะพระภูวไนยเมตตา
อันคุณของพระองค์ทรงเดช ดังบิตุเรศเกิดเกล้าเกษา
จะขอสืบสนองรองบาทา ไปกว่าชีวันจะบรรไลย

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๒๔๓๘ ดวงเอยดวงสมร ที่จะถือโทษกรก็หาไม่
หากถึงยุคเข็ญจึ่งเปนไป ต้องในที่เราอวตาร
ครั้งนี้สัตบาปก็ราบแล้ว จะผ่องแผ้วผาศุกทุกสถาน
ทั้งพี่กับโฉมยงนงคราญ จะสำราญเริงรื่นทุกคืนวัน
ว่าพลางทางประโลมลูบต้อง ค่อยประคองเคียงชมภิรมย์ขวัญ
ถ้อยทีประดิพัทธผูกพัน เกษมสันต์สมถวิลยินดี
อัศจรรย์บันดาลเดือนพยับ ชอุ่มอับเวหาทุกราษี
ภุชงค์ลงเล่นโบกขรณี ผุดพ่นชลธีบรรเทิงใจ
สองภิรมย์สมสนิทพิศวาศ ไม่คลายคลาศเชยชิดพิศมัย
คลึงเคล้าเย้าหยอกอรไทย จนหลับไปในราษราตรี

ฯ ๑๐ คำ ฯ กล่อม

ร่าย

๒๔๓๙ บัดนั้น พระยาสุครีพกระบี่ศรี
ครั้นรุ่งรีบรัดจัดโยธี ตามที่พยุหบาตรยาตรา

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๒๔๔๐ พลชมภูหมู่กระบี่ไพร่นาย ให้เข้ากองน้องนารายน์เปนทัพน่า
ทัพหลวงขีดขินนัครา เปนหมู่หมวดตรวจตราพลไกร
พิเภกคุมภุมภัณฑ์เปนทัพหลัง พร้อมพรั่งทวยหาญชาญสมร
บรรดาเหล่าโยธาพานร บ้างแบกคอนผลหมากรากไม้
บ้างหิ้วเครื่องแต่งกายตะพายย่าม เข้าของหาบหามไปตามได้
แล้วเตรียมบุษบกแก้วแววไว มาเรียงเรียบเทียบไว้กับเกยลา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๒๔๔๑ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วแววเวหา
บรรธมตื่นจากที่ศรีไสยา พอเวลาสุริโยอโนไทย
จึ่งตรัสชวนโฉมยงนงลักษณ์ องค์ภัควดีศรีใส
ทั้งพระลักษณ์อนุชายาใจ เสด็จไปโสรจสรงคงคา

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๒๔๔๒ น้ำอบสำอางอาบซาบสกนธ์ ทรงสุคนธ์ปนปรุงกฤษณา
พระทรงภูษิตสวรรค์ชั้นฟ้า นางนุ่งผ้าทิพย์ท้าวมัฆวาน
พระสอดใส่ฉลององค์โอภาษ นางห่มตาดพรรณรายฉายฉาน
พระทรงปั้นเหน่งแก้วสุรการ นางคาดเข็มขัดประสานสายทอง
พระใส่ตาบประดับทับทรวงทรง นางสอดสายสอิ้งองค์โอบขนอง
พระสวมใส่พาหุรัดเรืองรอง นางทรงทองกรแก้วแววไว
พระใส่ธำมรงค์รัตน์ตรัจเตร็จ นางทรงแหวนรังแตนเพ็ชรแสงใส
พระทรงมงกุฎแก้วเจียรไน นางใส่ศิโรเพศเจษฎา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๔๔๓ ครั้นเสร็จเสด็จจรลี มายังเกยมณีที่ข้างน่า
ขึ้นทรงบุษบกแก้วแววฟ้า กับองค์อรรคชายาลาวรรณ
พระลักษณ์ทรงรถทองของมัฆวาน ให้ยกโยธาหาญผายผัน
สังข์แตรแห่แหนแน่นนัน ขับกันข้ามถนนชลธี

ฯ ๔ คำ ฯ กราวนอก เชิด

ช้า

๒๔๔๔ มาจะกล่าวบทไป ถึงประไลยกัลป์ยักษี
เปนโอรสทศเศียรอสุรี นางอัคคีนงคราญมารดา
เรืองเดชเดชาสามารถ ฤทธิรงค์องอาจแกล้วกล้า
เจ้าพิภพภุชงค์องค์ไอยกา ขอมาเลี้ยงไว้ในบาดาล
พระยานาคนั้นตั้งพิธี ให้ชุบแช่อินทรีย์ด้วยน้ำว่าน
ถึงเจ็ดเดือนเจ็ดปีทิวาวาร จึ่งเสร็จการสมหวังดังใจ
อันองค์กุมภัณฑ์แต่นั้นมา ใครจับกุมกายาหาอยู่ไม่
ยิ่งอิ่มเอิบกำเริบฤทธิไกร ไม่ย่อท้อต่อใครทั้งโลกา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๒๔๔๕ คิดจะใคร่ไปเฝ้าพระปิตุเรศ ชนนีเกิดเกษเกษา
ทูลลาพระยานาคให้ไคลคลา อสุราสมถวิลยินดี
จึ่งแต่งองค์ทรงเครื่องเรืองรอง ออกจากปราสาททองผ่องศรี
ผาดแผลงสำแดงฤทธี แทรกพื้นปัถพีขึ้นมา

ฯ ๔ คำ ฯ พิราพรอน กราว

๒๔๔๖ ครั้นถึงลงกาอาณาจักร ขุนยักษ์ปลาดจิตรคิดกังขา
เห็นเรือนร้านบานริมรัถยา โรยร้างบางตาทุกแห่งไป
สารพัดสงัดเงียบเยียบเย็น ฤๅบ้านเมืองเคืองเข็ญเปนไฉน
คิดแล้วลีลาคลาไคล ตรงไปตำหนักชนนี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๔๔๗ เมื่อนั้น นางกาลอัคคีโฉมศรี
เนาในไพชนต์มนฑีร์ แลเห็นองค์อสุรีโอรส
ไปกุมกรลูกยามานั่ง บนสุวรรณบัลลังก์อลงกฎ
สร้วมกอดประไลยกัลป์รันทด ทรงกำสรดโศกาอาไลย

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๒๔๔๘ เมื่อนั้น ประไลยกัลป์หลากจิตรคิดสงไสย
บังคมพลางทางทูลไปทันใด เหตุไฉนจึ่งทรงโศกา
แล้วถามถึงองค์บิตุเรศ มงกุฎเกษพิภพนาถา
เสด็จอยู่แห่งใดพระมารดา ลูกยาจะไปเฝ้าพระภูมื

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๔๔๙ เมื่อนั้น นางอัคคีขุ่นข้องหมองศรี
เช็ดชลนานางพลางพาที เทวีเล่าแถลงแจ้งเหตุการณ์

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๒๔๕๐ โอ้ว่าประไลยกัลป์ลูกแก้ว เปนกรรมของเราแล้วมาตามผลาญ
ด้วยมนุษย์ลิงไพรใจพาล มารุกรานรณรงค์ถึงลงกา
ฆ่าพระบิตุเรศเจ้าม้วยมิด สิ้นสุดสุริวงษ์พงษา
เหลือแต่พิเภกผู้เปนอาว์ ไปเปนข้าเข้าด้วยไพรี
นางเล่าแต่ต้นไปจนปลาย บรรยายให้ฟังถ้วนถี่
ถ้าแม้นลูกยาอยู่ธานี น่าที่จะม้วยไปด้วยกัน
บัดนี้มนุษย์ทั้งสองรา พึ่งยกโยธาทัพขันธ์
ไปจากเวียงไชยได้สามวัน นางรำพรรณบอกพลางทางโศกา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๔๕๑ เมื่อนั้น ประไลยกัลป์ตกใจเปนหนักหนา
ได้ฟังดังจะม้วยมรณา อสุราครวญคร่ำร่ำรัก

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๒๔๕๒ โอ้พระองค์ทรงฤทธิ์บิตุเรศ เรืองเดชปราบได้ทั้งไตรจักร
ควรฤๅแพ้สงครามแก่รามลักษณ์ สุริวงษ์พงษ์ยักษ์ก็ม้วยมิด
เมื่อแรกไพรีมาตีเมือง ไม่รู้ข่าวราวเรื่องสักหนิด
เสียแรงชุบกายาวราฤทธิ์ ก็ตั้งจิตรคิดว่าจะยงยุทธ
ถึงกระไรได้รู้แต่เดิมมา จะอาสารบรับสัปรยุทธ
มิได้เกรงฤทธามานุษย์ แม้นสิ้นสุดชีวาไม่อาไลย
นี่อกเอ๋ยคิดมาก็น่าแค้น จะทันแทนพระคุณก็หาไม่
ร่ำพลางทางทรงโศกาไลย สอึกสอื้นไห้ไปมา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๒๔๕๓ ครั้นวายคลายความโศกี จึ่งทูลพระชนนีเสนหา
ลูกรักจักถวายบังคมลา ตามไปเข่นฆ่าปัจจามิตร
อาวุธสิ่งไรของบิตุรงค์ สำหรับทรงถืออยู่เปนคู่จิตร
จงโปรดให้ไปเปนเพื่อนชีวิตร จะได้คิดติดตามไพรื

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๔๕๔ เมื่อนั้น นางกาลอัคคีโฉมศรี
ได้ฟังลูกยาพาที เทวีตรัสห้ามปรามไป
อันองค์พระราชบิดร ฤทธิรอนไม่มีที่เปรียบได้
กุมภกรรฐ์อาว์เจ้าก็บรรไลย อินทรชิตฤทธิไกรก็มรณา
ทั้งสุริวงษ์พงษ์พันธุ์แลสหาย ม้วยมอดวอดวายเสียหนักหนา
ซึ่งจะไปติดตามพระรามา แต่ลูกยาผู้เดียวเปลี่ยวใจ
แม่นี้หวาดหวั่นพรั่นนัก จะโมโหโหมหักเห็นไม่ได้
ฟังคำแม่ว่าอย่าไป ดวงใจจงอยู่ด้วยชนนี

ฯ ๘ คำ ฯ

๒๔๕๕ เมื่อนั้น ประไลยกัลป์สิทธิศักดิยักษี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี อสุรีฮึดฮัดขัดใจ
มนุษย์มาฆ่ายักษ์เสียสิ้นโคตร จะห้ามมิให้โกรธกะไรได้
สุดแต่เวรกรรมที่ทำไว้ จะตามไปแก้แค้นแทนทด
ถึงมาทแม้นบรรไลยก็ไม่คิด จะสู้เสียชีวิตรปลิดปลด
ลูกจะขอชิงไชยไว้ยศ ให้ปรากฎเกียรดิไว้ในธาตรี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๔๕๖ เมื่อนั้น นางกาลอัคคีโฉมศรี
ได้ฟังวาจาพาที สุดที่จะขืนขัดทัดทาน
จึ่งหยิบเอาพระแสงศรไชย มายื่นให้ลูกยาแล้วว่าขาน
ศรนี้ของบรมพรหมมาน โปรดประทานบิตุรงค์ทรงฤทธิ์
ขวัญเข้าเจ้าจงเอาไปถือ สำหรับมือรบสู้เปนคู่จิตร
อันมนุษย์ลิงป่าปัจจามิตร จงแพ้ฤทธิ์ลูกน้อยกลอยใจ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๒๔๕๗ เมื่อนั้น ประไลยกัลป์ยินดีจะมืไหน
รับคำรับพรทันใด แล้วหยิบศรไชยมาฉับพลัน
ให้เคืองจิตรคิดแค้นพระรามา จึ่งอำลาชนนีขมีขมัน
ลงจากปราสาทแก้วแพรวพรัน จะตามไปให้ทันไพรี
ครั้นออกนอกลงกาอาณาเขตร สำแดงเดชสิทธิศักดิยักษี
เสียงสเทื้อนเลื่อนลั่นปัถพี อสุรีรีบไปในอรัญ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ช้า

๒๔๕๘ เมื่อนั้น พระหริวงษ์องค์นารายน์รังสรรค์
ประทับรอนแรมป่าพนาวัน อยู่ยังเหมติรันบรรพต
เสด็จออกหน้าสุวรรณพลับพลา โยธาพร้อมพรั่งทั้งหมด
เฝ้าแหนแน่นนันเปนหลั่นลด ต่างประนตประนมบังคมคัล
ทรงสดับสำเนียงเสียงกึกก้อง สเทื้อนท้องพงไพรไหวหวั่น
จึ่งตรัสถามพิเภกกุมภัณฑ์ เสียงสเทื้อนเลื่อนลั่นด้วยอันใด

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๒๔๕๙ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาไศรย
พิเคราะห์ดูรู้แจ้งประจักษ์ใจ บังคมไหว้แล้วทูลไปทันที
เหตุนี้ด้วยลูกเจ้าลงกา ชื่อว่าประไลยกัลป์ยักษี
ขึ้นมาจากภาราวาสุกรี อสุรีรุ่งเรืองฤทธิไกร
ตัวลื่นดังชโลมโซมน้ำมัน ใครจับกายกุมภัณฑ์หาอยู่ไม่
มันรู้ว่าทศกรรฐ์บรรไลย แค้นใจตามมาจะราวี

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๔๖๐ เมื่อนั้น พระหริวงษ์ทรงสวัสดิรัศมี
ฟังพิเภกแถลงแจ้งคดี จึ่งสั่งศรีหณุมานชาญไชย
ท่านจงไปรอนราญหาญหัก โอรสทศภักตร์ให้ตักไษย
แล้วอวยพรวายุบุตรวุฒิไกร จงมีไชยชนะอสุรี

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๔๖๑ บัดนั้น คำแหงหณุมานชาญไชยศรี
คำนับรับพรพระจักรี ขุนกระบี่บังคมก้มกราน
แล้วคลานหลีกข้าเฝ้าเหล่าเสนา ออกไปลับพลับพลาน่าฉาน
สำแดงฤทธิไกรไชยชาญ เหาะระเห็จเตร็จทยานรีบมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๒๔๖๒ ครั้นถึงกึ่งทางกลางดง คลาศคล้อยลอยลงจากเวหา
เห็นบึงใหญ่ใกล้ริมมรคา จึ่งเข้ามายืนคิดพินิจดู
อย่าเลยจะจำแลงแปลงกาย เปนควายติดตมจมปลักอยู่
ลวงให้ประไลยกัลป์มันยกดู จนอ่อนหูสิ้นกำลังวังชา
จึ่งจะเข้าสังหารผลาญอสุรินทร์ ให้สุดสิ้นชีวังสังขาร์
คิดพลางทางนิมิตรด้วยฤทธา เปลี่ยนแปลงกายาทันใด

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๒๔๖๓ เดชะเวทเพศลิงกลับเปนควาย ลงปลักกายตรากตรึงในบึงใหญ่
กระดิกหูชูจมูกหายใจ มิได้ไหวติงอินทรีย์

ฯ ๒ คำ ฯ

๒๔๖๔ เมื่อนั้น ประไลยกัลป์สิทธิศักดิยักษี
ตามรอยวานรโยธี ดั้นดงพงพีรีบมา
ถึงหนองน้ำกลางป่าพนาไลย แลไปพอเห็นมหิงษา
ไม่แจ้งว่ารูปนิมิตรฤทธา อสุราจึ่งร้องถามไป
เหวยไอ้ควายป่าพนาดร เห็นมนุษย์วานรมั่งฤๅไม่
มันพากันลัดแลงไปแห่งใด จงบอกให้แจ้งประจักษ์อย่ายักเยื้อง

ฯ ๖ คำ ฯ

๒๔๖๕ เมื่อนั้น มหิงษากาสรนอนเคี้ยวเอื้อง
จึ่งว่าเราทรมานรำคาญเคือง ตกเหมืองอดหญ้าอยู่ห้าวัน
เอนดูด้วยช่วยยกข้าขึ้นก่อน แต่พอให้ทุกข์ร้อนค่อยผ่อนผัน
จึ่งจะบอกให้ตามพระรามนั้น ไม่เสียที่คำมั่นสัญญาไว้

ฯ ๔ คำ ฯ

๒๔๖๖ เมื่อนั้น ประไลยกัลป์ไม่พะวงสงไสย
พลางร้องตอบว่าอย่าร้อนใจ จะช่วยให้เองพ้นเวทนา
ว่าพลางเฟดผ้าขึ้นพันชงฆ์ เหน็บกระสั่นมั่นคงทั้งซ้ายขวา
ลงในแปลงปลักทำศัก