สองเจ้าบ่าว

ในท้องพระโรงพระเจ้าวิกรมาทิตย์[๑] มีนกแขกเต้าตัวหนึ่ง[๒] ซึ่งโปรดปรานมาก เพราะสามารถจะบอกเหตุการณ์ที่ล่วงแล้ว ปัจจุบัน หรือยังไม่มาถึงให้รู้ได้อย่างแน่นอน ท้าววิกรมาทิตย์จะทรงราชกิจอย่างไร หรือจะเสด็จไปไหนต้องรับสั่งถามนกเสียก่อน จึงทรงทำราชกิจนั้นๆ เท่ากับนกแขกเต้าเป็นมนตรีประมุขของพระองค์

วันหนึ่ง ท้าววิกรมาทิตย์เสด็จประทับท้องพระโรง นกแขกเต้าเฝ้าอยู่ด้วยในที่ใกล้พระแท่น วันนั้นไม่มีราชกิจอะไร จึงรับสั่งถามนกแขกเต้าเล่น “เจ้ารู้ไหน เวลานี้ราณีภานุมตี[๓]ทำอะไรอยู่ในห้อง”

นกแขกเต้า- “พระนางกำลังทำพวงมาลัยอยู่พระเจ้าข้า”

ท้าววิกรมาทิตย์- “ทำพวงมาลัยให้ใครกัน?”

นกแขกเต้า- “ทำเพื่อทำขวัญพระกนิษฐภคินีของพระนาง ซึ่งกำหนดจะทรงวิวาห์คืนวันนี้”

ท้าววิกรมาทิตย์ “เจ้าพูดเลอะเทอะมาก ก็ภานุมตีราณีของเราอยู่นี่ น้องสาวของนางอยู่ถึงนครพระเจ้าโภชะ ห่างจากนี่ไปต้องข้ามมหาสมุทรถึงเจ็ดห้วง และแม่น้ำถึงสิบสามสาย ทำอย่างไรนางจึงจะนำพวงมาลัยไปทำขวัญให้ทันในคืนนี้ได้ อีกประการหนึ่งนางก็ไม่ได้บอกให้เรารู้เลย”

นกแขกเต้า- “ข้าแต่พระองค์ ข้อที่ทรงสนเท่ห์นี้พอจะกราบทูลอธิบายได้ง่าย ที่พระนางภานุมตีมิได้กราบทูลให้ทรงทราบ ก็โดยเกรงว่าจะไม่ประทานอนุญาตให้ไป แต่ข้อที่พระนางเสด็จไปได้อย่างไร ต้องขอกราบทูลว่า ในคืนวันนี้จะมีนางฑากินี[๔]สองตน นำต้นไม้ต้นหนึ่งมาจากนครโภชะ พระนางภานุมตีจะเสด็จขึ้นบนต้นไม้ แล้วนางฑากินีจะพาพระนางไปพระนครของพระบิดาเธอ เสร็จพิธีจะพาเสด็จกลับมาในคืนเดียวกัน”

พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงพิศวงที่สุด รู้สึกชอบพระหฤทัยที่นกแขกเต้ากราบทูล ทรงลูบขนนกด้วยพระกรุณา แล้วเสด็จขึ้นตำหนักพระราณีเร็วกว่าธรรมดาที่เคยเสด็จ ทอดพระเนตรเห็นพระนางภานุมตีกำลังร้อยมาลัยอยู่ แต่พอพระราณีเห็นพระราชสามีเสด็จเข้ามาก็รีบซ่อนพวงมาลัย ท้าววิกรมาทิตย์ทอดพระเนตรเห็น แต่ทรงเบือนพระพักตร์ทำเป็นไม่เห็น “วันนี้ฉันรู้สึกไม่สู้สบาย อยากจะนอนเสียแต่หัวค่ำ” พระราณีรีบขมีขมันจัดพระที่เฝ้าอยู่งานปฏิบัตินวดฟั้นเป็นอันดี จนเวลาล่วงเข้ากลางคืน ท้าววิกรมาทิตย์แสร้งทำเป็นบรรทมหลับ สักครู่หนึ่งนางฑากินีสองตนนำต้นไม้เข้ามาในราชอุทยานแจ้งความให้พระราณีทราบ.

พระราณีทรงดูราชสามี เข้าพระหฤทัยว่าบรรทมหลับสนิทแน่แล้ว เสด็จออกไปแต่งพระองค์ด้วยภูษาอาภรณ์อันมีค่า ณ ห้องตำหนักอีกห้องหนึ่ง เหตุนี้ท้าววิกรมาทิตย์จึงมีโอกาสรีบเสด็จออกไปที่อุทยาน ขึ้นซ่อนกำบังพระองค์บนต้นไม้ที่นางฑากินีนำมา.

ฝ่ายพระนางภานุมตี ทรงเครื่องเสร็จหยิบพวงมาลัยเสด็จตามนางฑากินีมาที่ต้นไม้ ทั้งสามขึ้นบนต้นไม้แล้ว นางฑากินีดีดนิ้วขึ้นสามครั้ง ทันใดต้นไม้ลอยลิ่วข้ามมหาสมุทรเจ็ดห้วง แม่น้ำสิบสามสาย ตรงเข้ามานครโภชะ สักครู่หนึ่งต้นไม้มาหยุดลงที่สวนแห่งหนึ่งในพระนคร พระนางพร้อมด้วยนางฑากินีทั้งสองเสด็จลงเข้าไปที่พระราชวัง.

ท้าววิกรมาทิตย์ซ่อนพระองค์อยู่บนต้นไม้ เห็นนางเสด็จไปแล้วจึงทรงรำพึง “จะอยู่บนต้นไม้ต่อไปทำไม ควรลงไปดูอะไรบ้าง” จึงเสด็จลงแต่ไม่กล้าไปไกล เพราะทรงภูษาเก่าๆ เกรงใครจะแลเห็น จึงประพาสอยู่ตามบริเวณสวนซึ่งเงียบสงัดไม่มีคนเดิน เพื่อจะมิให้ใครเห็นจำพระองค์ได้ เอาฝุ่นทาพระกาย เมื่อทรงได้ยินเสียงดนตรีซึ่งอยู่ไม่สู้ไกลนัก เหลียวไปทอดพระเนตรเห็นแสงไฟทรงนึกว่า ชะรอยจะเป็นเจ้าบ่าวเขาแห่แหนกันมา จึงเสด็จเข้าไปแอบหลังต้นไม้ใหญ่ใกล้ทาง เอาฝุ่นถูพระกายให้มากขึ้น ในไม่ช้ากระบวนแห่มาถึง มีเจ้าบ่าวนั่งมาในวอ ชายที่เป็นเจ้าบ่าวหลังค่อม มีโรคเรื้อรังประจำกาย เพราะฉะนั้นเจ้าตัวจึงรู้สึกเกรงเจ้าสาวเห็นจะไม่ชอบ พอมาถึงที่ท้าววิกรมาทิตย์ซ่อนอยู่ ก็สั่งให้คนหามวอหยุด เสด็จไปในที่อันอยู่ห่างจากที่นั้นแต่องค์เดียว จะเสด็จไปไหนและไปทำไมไม่มีใครทราบ ส่วนคนหามวอพากันนั่งคอยอยู่ที่ใต้ต้นไม้ คนหนึ่งแลไปเห็นท้าววิกรมาทิตย์กำลังทรงหยิบฝุ่นทาพระกาย เข้าใจว่าคนบ้าตรงเข้าจับพาไปถวายพระราชาซึ่งเป็นบิดาของเจ้าบ่าว และจะนึกสนุกอย่างไรไม่ทราบ เลยกล่าวหาว่าชายที่จับตัวมานี้เอาฝุ่นสาดตน.

พระราชาทอดพระเนตรดูลักษณะท้าววิกรมาทิตย์เห็นคมสัน บังเกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง แกล้งทำเป็นกริ้ว ตรัส “เฮ้ย! ไอ้นี่เรื่องราวอะไรจึงเอาฝุ่นมาสาดคนของกู?”

ท้าววิกรมาทิตย์- “เปล่า! ยืนอยู่ดีๆ ก็จับเอาตัวมานี่”

พระราชา- “เลิกทีเถิดเจ้า ไอ้เรื่องแก้ตัวอย่างนี้ ถ้ารักตัวกลัวถูกลงโทษ จงทำธุระให้เราสักอย่างหนึ่งนั่นแหละจึงจะพ้น”

ท้าววิกรมาทิตย์- “ก็สุดแล้วแต่จะโปรด”

พระราชา- “ดีแล้ว เรื่องที่อยากจะใช้เจ้าเป็นดังนี้ คือเจ้าลูกชายเรารูปร่างน่าเกลียดมาก มีโรคประจำตัว ใช่เท่านั้น หลังเป็นหนอกโกงด้วย ถ้าจะพาไปแต่งงานกับพระธิดาพระเจ้าโภชะ น่ากลัวจะไม่ได้เรื่อง พระเจ้าโภชะจะทรงนึกประการไร คิดดูที เห็นว่าออกจะลำบากหน่อย ตัวเจ้ามีรูปร่างหน้าตาหมดจด หมายว่าจะวานเจ้าให้แต่งตัวเป็นเจ้าบ่าวแทนลูกเราชั่วคราว เมื่อแต่งงานเสร็จแล้วจะต้องอยู่ในห้องเจ้าสาว จนบรรดาพวกผู้หญิงซึ่งล้อเลียน[๕]เจ้าออกไปหมดแล้ว เหลือตัวเจ้ากับเจ้าสาวอยู่ในห้องสองต่อสอง เจ้าต้องหาอุบายหนีออกมาให้ลูกชายเราเข้าไปแทน”

ท้าววิกรมาทิตรย์ทรงรับคำ พวกบริวารที่มาตรงเข้าจัดแจงแต่งองค์ให้เป็นเจ้าบ่าว ท้าววิกรมาทิตย์ก็มีพระรูปงดงามอยู่แล้ว เมื่อได้ทรงเครื่องประกอบเข้า ความงามของพระองค์ย่อมเป็นที่พิศวงแก่พระราชาและพวกที่ตามเสด็จ แต่งเสร็จก็เสด็จขึ้นวอ มีพวกแหนแห่ตรงไปพระราชวัง ได้สักครู่หนึ่งเจ้าบ่าวตัวจริงกลับมาไม่เห็นใคร จึงเดินตามไปถึงพระราชวัง พบคนของพระราชาก็ไต่ถามได้ความตามที่พระบิดาได้คิดอุบายไว้ ดีพระหฤทัยไม่ทักท้วงอย่างไร จึงหลบเข้าไปอยู่ในที่แห่งหนึ่ง คอยกว่าจะถึงเวลาที่จะได้เป็นตัวเจ้าบ่าว,

ในไม่ช้าเจ้าบ่าวปลอมถึงพระราชวัง ประทับยังที่ที่เขาจัดไว้ บรรดาผู้มาในงานพิธีเห็นเจ้าบ่าวมีรูปร่างงดงามก็ชมเชยกันทุกคน ถึงพระนางภานุมตีเอง จำพระราชสามีไม่ได้ ยังชมว่าสวยกว่าราชสามีของพระนางเอง ส่วนพระเจ้าโภชะเพ่งพิศดูเจ้าบ่าว มีความปราโมทย์ทรงนึกว่าพระองค์เป็นผู้ที่มีเคราะห์ดีที่สุด ได้เขยขวัญคู่ควรกับพระธิดา ครั้นถึงฤกษ์กำหนดก็เริ่มทำพิธีวิวาห์ตามราชประเพณีเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็พากันไปห้อง มีพวกผู้หญิงที่เป็นพระญาติพระวงศ์ตามไปด้วย ถึงห้องแล้วพระนางภานุมตีประทานพวงมาลัยแก่เจ้าบ่าวและล้อเลียนอะไรต่างๆ ตามประเพณี มีดึงพระกรรณเจ้าบ่าวเล่นเป็นต้น.

ท้าววิกรมาทิตย์ทรงนึกขันในหฤทัย ครู่หนึ่งพระนางภานุมตีและบรรดาหญิงทั้งหลายออกจากห้องไป อยู่ข้างนี้สองต่อสอง ท้าววิกรมาทิตย์ตรัส “ดูรา พระธิดายอดรัก ตัวฉันนี้ไม่ใช่เป็นสามีของนาง สามีของนางนั้นเป็นคนหลังโกง หน้าตาน่าเกลียด ได้พบฉันกลางทางวานให้มาเป็นเจ้าบ่าวแทนชั่วคราว บัดนี้ก็เสร็จธุระแล้วจะต้องขอลา ให้เจ้าบ่าวแท้เขาเข้ามา เพระฉะนั้นขอลาที” ทรงทำท่าจะเสด็จออกไป

พระธิดาตกตะลึง- “ช้าก่อน ท่าน นี่เรื่องราวเป็นอย่างไร ฉันยังไม่เข้าใจ ก็ท่านมิใช่หรือที่ได้ทำวิวาห์กับฉัน เพราะฉะนั้นท่านก็เป็นสามี จะพาใครเข้ามาเปลี่ยนตัวฉันไม่ยอม”

ท้าววิกรมาทิตย์- “จะทำประการไรได้ ถ้าอยู่ได้ก็จะอยู่ นี่เพราะให้สัญญาไว้ทางโน้นแล้ว จำเป็นจำใจต้องลาไป มิฉะนั้นจะเสียสัตย์ที่ลั่นไว้ เขาจะได้เข้ามาไม่ต้องคอยนาน”

พระธิดาส่งพระเสียงดัง- “ทำอย่างไรฉันเป็นไม่ยอมให้เจ้าคนนั้นเข้ามา ไม่เชื่อก็คอยดู นี่มินึกว่าอย่างไรหรือ ดูดู๋! แต่งงานกับคนหนึ่ง จะให้ไปอยู่กับอีกคนหนึ่ง ทำอย่างนี้ถูกละหรือ ถ้าขืนไปฉันจะฆ่าตัวฉันเสียเดี๋ยวนี้ ได้ผัวรูปร่างเหมือนเช่นท่านทั้งทีจะให้กลับไปได้ไอ้หลังโกงหน้าย่น ใครบ้างเขาจะยอมรับ ใครบ้างจะยอมขายหน้า ขอให้ท่านคิดดูดีๆ”

ท้าววิกรมาทิตย์- “จนใจจริงๆ อย่างไรฉันก็ต้องลาไป ต้องลาไปเดี๋ยวนี้ จะมีทางแก้ไขได้ทางเดียว คือขอให้เปลี่ยนแหวนกันไว้ ถ้ากุศลผลบุญส่งเป็นวาสนาของเราทั้งสอง คงร้อนถึงพระพิธาตาทรงช่วยเหลือเราให้ได้พบกันอีก” ท้าววิกรมาทิตย์ทรงแนะนำ นางค่อยบรรเทาความเคืองแค้น ยอมเปลี่ยนพระธำมรงค์กับของพระเจ้าวิกรมาทิตย์.

ตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่เดิมว่า ถ้าเจ้าบ่าวปลอมออกมาเมื่อไร เจ้าบ่าวจริงจะเข้าห้องแทน เพราะฉะนั้นตัวเจ้าบ่าวจริงจึงมายืนรออยู่ล้ว พอท้าววิกรมาทิตย์เสด็จออกจากห้อง เจ้าบ่าวจริงกรากเข้าไปทันที

ฝ่ายพระธิดาทรงรำพึงไว้ในพระหฤทัยแล้วว่า เวลาเจ้าบ่าวหลังโกงเข้ามา จะทรงประพฤติอย่างไร เพราะฉะนั้นพอเจ้าบ่าวเข้าไปถึงนางก็เอาไม้ดุ้นใหญ่ประเคนเจ้าบ่าวอย่างเต็มแรงรักซ้อนหลายที ยังมิหนำซ้ำถีบออกมาจากห้องแล้วหับพระทวารลั่นกลอนแน่น.

ฝ่ายเจ้าบ่าวถูกไม้ตะบองน่วมไปทั้งตัว ร้องให้ช่วยออกลั่นได้ยินไปถึงพระราชาผู้เป็นพระบิดา รีบเสด็จมารับสั่งถามว่าเรื่องราวอะไรกัน.

โอรส- “พระธิดาเอาไม้ตะบองตีลูกแล้วถีบออกจากห้อง”

พระราชาตกพระหฤทัยทั้งทรงพิศวง เลยบันดาลโทสะกริ้วพระธิดา เผยวาจาออกมาดังๆ อย่างหมดความเกรงใจ “ผู้หญิงอะไรร้ายกาจเกิดมาก็พึ่งพบ เมืองยักษ์เมืองมารอะไรถึงกับผู้หญิงก็อำมหิต จะให้เป็นเมียลูกชายอย่างไรได้ น้ำใจมันจะฆ่าเสียแน่ ร้ายกาจจริงๆ ตีเสียจนหลังโกงแกงเสียผู้เสียคนไปหมด[๖] เสียโฉมกันตานี้ลูกเรา เลิกกัน เลิกกัน” เสียงกริ้วของพระราชายิ่งดังขึ้นทุกที พวกราชบริพารพลอยผสมเอ็ดตะโรด้วย จนพระเจ้าโภชะตกพระหฤทัยเสด็จมา พวกผู้คนในพระราชวังตื่นเต้นกาหล พระเจ้าโภชะกริ้วมาก เมื่อทรงทราบเหตุความประพฤติของพระธิดา มีรับสั่งให้พระธิดาออกมาเฝ้า ตรัสเรียก “นี่เจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไร จึงได้ทำกิริยาดุร้ายถึงปานนี้ ไปร่ำไปเรียนมาจากไหน?”

พระธิดาทรงเห็นว่าจะนิ่งต่อไปไม่ได้ จึงเปิดพระทวารห้องออกมา พลางชี้หัตถ์ไปทางเจ้าบ่าวหลังโกงโดยรู้สึกเกลียดชังขยะแขยงเต็มที่ กราบทูลพระเจ้าโภชะ “เจ้าคนนี้ไม่ใช่สามีของลูก สามีจริงของลูกได้ออกจากห้องไปเสียเมื่อกี้นี้”

คำกล่าวของพระธิดานี้ ทำให้เกิดอื้ออึงกันยกใหญ่อีก ฝ่ายพวกพระธิดาเห็นจริงเข้าข้างพระธิดา ข้างฝ่ายพวกเจ้าบ่าวหลังโกงคัดค้านหาว่าพระธิดาให้ร้ายกล่าวเท็จ โต้เถียงกันไม่ตกลง พร้อมใจกันจะเสนอเรื่องแด่ท้าววิกรมาทิตย์ให้เป็นผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นจึงออกจากเมืองตรงไปยังพระนครของพระเจ้าวิกรมาทิตย์ด้วยกัน.

ส่วนท้าววิกรมาทิตย์และพระนางภานุมตีได้เสด็จกลับถึงพระนครโดยต้นไม้วิเศษในคืนนั้นเอง แต่ท้าววิกรมาทิตย์ทรงกำบังพระกายอยู่บนต้นไม้มิดเมี้ยนดี ราชชายาจึงไม่ทรงทราบ เสด็จคืนพระราชวัง ล่วงสามสี่วันพวกที่เป็นความกันก็มาถึง.

พระเจ้าโภชะทูลเรื่องที่เป็นมาถวาย ขอพระวินิจฉัยตัดสินเรื่องที่ไม่ตกลงกัน.

พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงทำเป็นไม่ทราบถึงเรื่องที่แต่งงาน แสร้งตัดพ้อพระสัสสุระที่มิได้แจ้งให้พระองค์ทราบบ้าง แล้วรับสั่งกำหนดวันที่จะทรงวินิจฉัยคดีนี้.

ครั้นถึงวันกำหนด ทั้งสองข้างมาประชุมกันพร้อม ณ วินิจฉัยสภา พระธิดาซึ่งประทับอยู่หลังฉาก[๗]ทรงเบิกความว่า “ชายใดแสดงการณ์ต่างๆ ที่เป็นไปในห้องแต่งงานของข้าพเจ้าในคราวแรกได้ถูกต้อง ชายนั้นคือสามีของข้าพเจ้าแน่แท้”

ท้าววิกรมาทิตย์หันพระพักตร์ถามเจ้าบ่าวหลังโกงให้แถลงข้อความเหล่านั้น เจ้าบ่าวก็ให้การอะไรต่างๆ ตามที่จะนึกขึ้นมากล่าวได้ในเวลาปัจจุบันทันด่วน ส่วนพระธิดาสั่นพระเศียรแสดงว่าที่เจ้าบ่าวหลังโกงอธิบายมาแล้วหาถูกต้องไม่.

ท้าววิกรมาทิตย์ทรงยิ้ม- “พระธิดาผู้มีพระพักตร์อันงาม ถ้าฉันสามารถบอกเรื่องที่เป็นไปถูกต้องทุกอย่างได้ นางเห็นจะรับรองว่าฉันเป็นสามีได้กระมัง?” แล้วทรงเล่าเรื่องให้ที่ประชุมฟัง จับเดิมแต่พระองค์ได้ทรงพบปะกับเจ้าบ่าว จนถึงได้สับเปลี่ยนพระธำมรงค์กับนาง และเสด็จออกจากห้องมา ทรงเล่าเสร็จก็หยิบพระธำมรงค์ของนางที่พระองค์ได้แลกไว้กับนางออกมา และทรงให้นางนำพระธำมรงค์ที่ได้ไว้ออกมาด้วย พระธิดาก็ทำตามรับสั่ง

ที่ประชุมได้เห็นพระธำมรงค์มีพระนามาภิไธยของพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ตกตะลึงพิศวงทราบความจริงกันตลอด

คดีเป็นไปโดยเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์เสด็จขึ้นตำหนักพระนางภานุมตี พร้อมด้วยพระธิดาซึ่งเป็นกนิษฐภคินีของพระราณี ทรงล้อเลียนพระราณีต่างๆ เป็นที่สำราญราชหฤทัย.


[๑] ดูเชิงอรรถ หน้า ๗๗

[๒] นกแขกเต้าเป็นนกสำคัญในนิยายของอินเดีย เป็นที่ยกย่องว่าเป็นสัตว์วิเศษรู้โบราณคดี เล่าเรื่องเก่าๆ ให้คนโบราณเป็นอันมาก ดังที่มนุษย์ได้ร้อยกรองไว้แล้วถึง ๗๐ เรื่อง เรียกว่า ศุภสัปตติ นกแขกเต้าเล่าให้ฟังทั้งนั้น

[๓] Bhanumati Rani: พระนามมเหษี

[๔] เบงคลี-Daini : สํ.-ฑากินี; ปรากฤต-ฑาคินี; รากษสีชนิดหนึ่งบริวารของพระกาลี ในอภิธานสํ. ว่า “กถาสริตสาครเป็น ‘ฑาคินี’ ตรังค์ ๑๐๒, ๑๐๘” แต่ที่พบเป็น ‘ฑากินี’ ทั้งสองตรังค์ ในกถาสริตสาครนั้นเอง ดังนี้:

ตรังค์ ๑๐๒ พหุภูตคณากีร๎ณมาก๎รีฑัฑฑากินีป๎ริยัม!

มหาไภรวมาสันนจิตาธูมมลีมลัม ||๙||

‘พระมหาไภรพผู้มีร่างหม่นเพราะถูกควันจากจิตกาธาร ซึ่งอยู่ใกล้เดียรดาษไปด้วยฝูงภูตหลายเหล่า เป็นที่นิยมของฑากินีชอบมาเล่นคลุกคลี’

ตรังค์ ๑๐๘ | ก๎ว ฑากินีภิร๎ภีติ : สา ก๎ว สุขํ ตัจจ ตัตก์ษณัม |

อจิน์ โต๎ย พต! ไทเวนาป๎ยาปาต ; สุขทุ : ขโย ||๕๑||

‘อันว่าภัยซึ่งเหล่าฆากินีสำแดง เป็นการเปลี่ยนรูปตรงกันข้ามกับสุขซึ่งเกิดในขณะเดียวกัน, เออหนอ! สุขและทุกข์แม้อันกรรมบันดาล, [เป็นหลักอยู่แล้ว] ก็ยังเป็นอจินตัย : ไม่มีใครคะเนถูก’

[๕] คืนวันที่แต่งงานแล้ว เจ้าสาวเจ้าบ่าวจะต้องเข้าไปอยู่ในห้องให้พวกผู้หญิงล้อเลียนเจ้าบ่าวเสียพักใหญ่ ดังนี้เป็นธรรมเนียมเกี่ยวด้วยพิธีของเขา.

[๖] หมายความว่า ใช่แต่ตีด้วยไม้อย่างเดียว ยังใช้วิชาอาคมทำให้เสียคนด้วย.

[๗] การสืบพยานผู้หญิง (Parda-Nishin) จะใช้ในที่เปิดเผยเหมือนหญิงในสกุลต่ำไม่ได้ ในปัจจุบันมักมีกรรมการของศาลมาสืบพยานผู้หญิงเป็นพิเศษ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ