ตากาไห๎น พนักงานสวน

คนทำสวนคนหนึ่งชื่อกาไห๎น เป็นคนดูแลอุทยานของพระเจ้าแผ่นดิน เย็นกลับไปนอนบ้าน คืนหนึ่งจะเป็นเหตุอะไรยากที่จะอธิบาย ตากาไห๎นไม่ได้กลับบ้านนอนค้างอยู่ในสวนอุทยาน ตกกลางคืนดึกพระจันทร์ส่องสว่าง แกลุกขึ้นเดินเล่นอยู่ข้างๆ สระ ทันใดนั้นมีเสียงโครมครามดังลั่นมาทางทิศตะวันออก ไม้ไร่ลั่นดังโผละๆ ตากาไห๎นตกใจหลบเข้าแอบต้นไม้ใหญ่ สักครู่เห็นช้างตัวโตเหาะลงมา เดินเที่ยวอยู่ในสวน ตากาไห๎นนิ่งอยู่สักครู่ ค่อยมีใจกล้า แข็งใจเลี่ยงไปนั่งอยู่ที่ปากสระ นั่งพลางนึกพลาง “นี่มันอะไรหนอ พิลึกพิลั่นจริง แต่เกิดมาไม่เคยเห็นช้างใหญ่เท่านี้ เป็นแต่จำได้เขาว่าช้างสวรรค์ ชื่อไอราพต[๑] มีรูปร่างใหญ่โต น่ากลัวจะเป็นตัวนี้เอง จะคอยดูให้รู้ว่ามันจะไปไหนอีกต่อไป” แกลุกขึ้นค่อยเดินสะกดรอยตามไป.

ช้างกินลูกไม้และรากไม้ในอุทยานจนอิ่ม ก็ทำท่าจะเหาะขึ้น ตากาไห๎นฉวยหางรั้งตัวขึ้นไปห้อยอยู่ ช้างไอราพตเหาะลิ่วขึ้นไปถึงสวรรค์ ตากาไห๎นปล่อยหางช้าง ช้างก็กลับเข้าวิมานไพชยนต์ ตากาไห๎นเที่ยวเดินดูพื้นสวรรค์เสียทุกแห่ง ได้เห็นทัศนะได้ยินเสียงแปลกประหลาดต่างๆ ซึ่งตาแกไม่เคยพบเคยเห็นเลย เพราะฉะนั้นทำให้แกดีใจจนไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรถูก อะไรจะทำให้แกประหลาดใจไม่เท่ากับของที่ขายบนสวรรค์ มีราคาถูกมาก ซ้ำแต่ละอย่างใหญ่โตเกินขนาดด้วย แกซื้อขนมสวรรค์กินเสียจนอิ่ม แล้วซื้อหมากพลูล้วยใหญ่ไม่ใช่เล่น เพราะเป็นหมากสวรรค์พลูสวรรค์ เสร็จแล้วนั่งคอยอยู่ข้างช้าง.

ตกกลางคืนช้างไอราพตลงไปที่อุทยานอีก ตากาไห๎นเหนี่ยวหางห้อยไปด้วย พอถึงอุทยานปล่อยหางช้างกระโดดลงดินรีบตรงมาบ้าน พบเมียมาคอยอยู่กลางทาง เพราะแกเคยกลับบ้านทุกวัน นี่หายไปสองวันเต็มๆ ก็ย่อมจะทำให้ยายเมียมีความวิตก พอเห็นตากาไห๎นมา ก็วิ่งเข้าไปรับ ซักถามถี่ “นี่ไปไหนมา? นี่ไปไหนมา?” ตากาไห๎นไม่ตอบ เอาพลูและหมากอย่างพิสดารออกมาอวด.

ยายเมียเห็นดีใจเต้นเหยง ร้องถาม “นี่ไปเอามาจากไหน?”

ตากาไห๎นจึงเล่าเรื่องที่ไปบนสวรรค์ให้ฟัง ยายเมียกระหายอยากไปใจระริกๆ พูด “ฉันต้องไปบ้าง”

ตากาไห๎น- “ได้ แต่ระวังอย่าบอกใครให้รู้”

ยายเมีย- “อย่ากลัวเลย คำเดียวก็ไม่บอกใคร” แต่นิสัยของผู้หญิงน้อยนักที่จะปิดปากได้[๒] ต่อมาไม่ทันไร ยายเมียไปตักน้ำที่ท่า พบเพื่อนรักอดไม่ได้เลยบอกให้รู้ด้วย และกำชับไม่ให้บอกแก่ใคร คราวนี้เพื่อนคนนั้นไปบอกเพื่อนของตนอีกต่อหนึ่ง และก็บอกต่อๆ กันไป ล้วนบังคับเป็นความลับกวดขันไม่ให้บอกแก่ใครทุกคน คราวนี้พวกผู้หญิงที่รู้เรื่องกลับไปบ้าน เล่าให้ผัวฟังอีกต่อหนึ่ง ลงท้ายใครๆ ในย่านนั้นรู้เรื่องกันหมด พากันแห่มาบ้านตากาไห๎น ขอขึ้นสวรรค์ด้วย ตากาไห๎นต้องรับโดยสาร.

คืนวันนั้นพอกินข้าวแล้ว พวกชาวบ้านพากันมาหาตากาไห๎น แกพาไปในสวน พอพบช้างไอราพต แกสั่ง “ฉันจะเป็นผู้ยึดหางช้าง แล้วเมียฉันเกาะฉันอีกที และพวกท่านเกาะต่อกันไปตามลำดับ ทำเช่นนี้จึงจะไปได้”

พวกที่มายอมตามโดยไม่ขัดข้อง เพราะฉะนั้นพอช้างกินอาหารเสร็จ เตรียมท่าจะไป ตากาไห๎นก็ดอดย่องกริบไปข้างหลัง ฉวยหางหมับยึดไว้แน่น คราวนี้ถึงที่ได้นัดกันไว้ ต่างคนก็เกาะกันต่อๆ ไป ช้างเหาะปรื๋อขึ้นไปในอากาศสูงลิ่วๆ ขึ้นทุกที

เพื่อนของยายเมียตากาไห๎นอยากรู้เรื่องจริงๆ เอ่ยปากถามยายเมีย “หมากที่ว่าได้มาจากสวรรค์โตเท่าไหน? ขนมที่ได้ไปกินเห็นจะอันโตๆ ด้วยกระมัง?”

ยายเมียร้องถามผัว

ตากาไห๎นบอกผัด “คอยก่อน แล้วจะบอกให้”

ยายเมีย- “ไม่ได้ เดี๋ยวเพื่อนจะโกรธ บอกให้รู้เดี๋ยวนี้เถิด”

ตากาไห๎นหัวเสีย ตอบ “เท่านี้แน่ะ” พอกางมือออกเพื่อประกอบคำพูด เลยร่วงลงดินมาหมด[๓]



[๑] เบงคลี Oirabotii ช้างที่นั่งของพระอินทร์

[๒] ผู้หญิงปากจัด พูดมากทุกคน – หน้า ๑๘๘

[๓] ‘อย่าให้พลาดไม้พลาดมือในเวลากลางคืน’ – ภาษิตติดปากของชาวเบงคลี

[๔] เนื้อเรื่องเหมือนในกถาสริตสาครของ Tawney เล่ม ๒ หน้า ๑๑๑, แปลกกันที่ช้างไอราพต ในนั้นเป็นโคของพระศิวะ ชาวบ้านเป็นภิกษุ ในฉบับสันสกฤตตรังค์ ๖๕ คาถา หน้า ๑๗๗ - ๑๙๙

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ