ควายสองขา

พระราชาประเทศหนึ่งทูลขอราชสหาย คือ พระราชาอีกประเทศหนึ่ง ว่ามีพระประสงค์ควายสองขาสักสามควาย พระองค์สนเท่ห์รับสั่งกะประธานมนตรี “นี่จะไปหาควายสองขาได้ที่ไหน? เกิดมาก็พึ่งได้ยินนี่เอง”

ประธานมนตรีกราบทูล “มหาราช ในราชอาณาเขตของพระองค์เอง มีควายสองขาออกดื่นไป”

พระราชา- “นี่พูดอะไร? ฟังเป็นเล่นอยู่นี่”

ประธานมนตรี- “ข้าพระเจ้าจะกราบทูลเลอะเทอะมิได้ จะนำเอามาถวายให้ทอดพระเนตรเดี๋ยวนี้” กราบทูลลาไปไม่ช้า กลับมานำบัณฑิตที่มีความรู้พระคัมภีร์ศาสตร์ลึกซึ้งเข้ามาสามคน พระราชทอดพระเนตรเห็นทรงยิ้ม รับสั่งถาม “นี่หรือที่ท่านหมายความ?”

ประธานมนตรี- “นี่เองพระเจ้าข้า”

พระราชาทรงนึกอยู่สักครู่ แล้วตรัสกะพราหมณ์บัณฑิต “สหายเราราชาประเทศนั้นๆ ต้องการจะพบพวกท่าน ขอให้ไปที” แล้วประทานเงินค่าใช้จ่ายสำหรับเดินทาง

พราหมณ์รับพระราชทานเงิน ถวายพระพรพระราชาแล้ว ออกจากเฝ้ากลับมาบ้าน คำนวณฤกษ์ยามเวลามงคลได้แล้วออกจากบ้าน เดินทางมาไกลถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งเวลาจวนเย็น หยุดพักตั้งใจว่าหาอะไรกินแล้วจึงจะเดินต่อไป ลงนั่งพักใต้ต้นไม้ไม่ไกลจากตลาดนัก ปรึกษากันว่าใครจะไปจ่ายตลาดดี ตกลงเลือกพราหมณ์คนที่มีความรู้ทางเวชชศาสตร์ไปซื้อ ส่งเงินให้รูปีหนึ่ง พราหมณ์ผู้นั้นมาถึงตลาดเที่ยวเลือกดูของที่จะซื้อพิจารณาดูเสียอย่างละเอียด ตรึกตรองรวนเรใจอยู่นานว่าจะซื้ออะไรไปกินดี ในที่สุดกรากเข้าไปซื้อผักมาสามมัดให้เงินทั้งรูปี นำกลับมา เพื่อนที่คอยไม่ได้กินอะไรมาตั้งวัน เห็นซื้อแต่ผักมาไม่ของอย่างอื่นก็โกรธ แต่บัณฑิตผู้ไปซื้อผักพูด “ก็ไม่รู้จะซื้ออะไร หาไม่ได้” แล้วอ้างบทในคัมภีร์แพทยศาสตร์.

“กผปิต์ตกโร มัตส๎ยซ ปโฏลํ ต๎ริโทษํ หเรต์ |

๏ มัตสยาพาให้บันดาล เกิดโรคสมุตถาน เพื่อเสมหะและดีประทุษ ฯะ

๏ ผลกระดอมย่อมขับถอนหลุด โรคทั้งสามสมุตถานคือ เสมหะดีลมประลัย ฯะ”

สาธยายแล้วอวด “นี่มิเข้าใจว่าข้าเจ้าเรียนแพทย์ศาสตร์มาตั้งชาติ จะไม่รู้ว่าขออะไรแสลงหรือไม่แสลงเมื่อกินเข้าไป? เพราะรู้ดีอย่างนี้จึงได้ซื้อผักมา ลงมือกันเถิด กินกันเสียคนละกำ อย่ากลัวว่าแสลงเลย กินแล้วไม่เกิดโรคดอก” เพื่อนทั้งสองจะทำประการไร ไม่กินก็อดจำต้องกินผักไปตามแกน

อิ่มหนำแล้ว จึงออกเดินทางต่อไป ไม่ช้าถึงแม่น้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง หาอะไรสำหรับข้ามไปไม่ได้ แต่เคราะห์ดีที่มีคนใช้มาคนหนึ่ง ใช้ให้ไปเที่ยวหาเรือ ไปหาเป็นนานไม่ได้เรือ กลับมาบอก บัณฑิตทั้งสามหมดตำรา นั่งลงที่ริมฝั่งตรึกตรองกันว่าจะหาอะไรข้ามไปดี สักครู่เห็นใบไทรใบหนึ่งลอยมาในน้ำ ขณะนั้นบัณฑิตคนหนึ่งมีความรู้โบราณศาสตร์ครั้งดึกดำบรรพ์ ตำรับตำราทางศาสนาเก่าแก่รู้มาก พูดขึ้น “ปางเมื่อพื้นพิภพล่มจมด้วยอุทกประลัยกัล์ป พระปรเมศวรเสด็จไสยาสน์ลอยอยู่เหนือใบไทร เพราะฉะนั้นใบไทรนี้เราก็อาจจะขึ้นนั่งลอยไปบนพื้นน้ำได้ ลงมาเถิด ไม่ต้องกลัว เพราะพระคัมภีร์ว่าอย่างนั้น” พวกเพื่อนเห็นเขาอ้างพระคัมภีร์ต้องเชื่อ พากันก้าวลงบนใบไทร ก็เค้เก้กันลงไปในน้ำแดกๆ แต่พยายามว่ายข้ามฟากไปได้ไม่ตาย ส่วนคนใช้มีของแบกมาด้วยว่ายไม่ขึ้นมีแต่จมลงทุกที ฝ่ายบัณฑิตที่มีความรู้ทางโชยติศาสตร์ เห็นคนใช้กำลังจมน้ำ ก็บอกเพื่อน “อย่าช่วยเลย ถึงที่ของเขาแล้ว ได้คำนวณเลขตามตำราตกเวลาพระเสาร์{๑}เข้าทับ ช่วยอย่างไรไม่รอดดอก” บัณฑิตอีคนได้ยิน ก็อ่านโศ๎ลกในตำราของตนขึ้นบ้าง”

“สร๎ว์วนาเศ สมุต์ปันเน อร๎ท์ธ๎วํ ต๎ยชติ ปัณฑิต:”

เมื่อสรรพวินาศ

มหาภัยอุบาทว์เกิดปรากฏมี
ผู้บัณฑิตจริงละทิ้งโภคี

ของตนทันที เสียกึ่งหนึ่งพลัน

แล้วแถมพูด “เพราฉะนั้นเราช่วยเขาให้รอดมาแต่กึ่งเดียวก็พอ” ว่าแล้วคว้ามีดตัดหัวคนใช้เอามาเก็บไว้ ปล่อยให้ตัวลอยไปตามน้ำ,

หลุดจากแม่น้ำมาได้ บัณฑิตทั้งสามก็เร่งเดินทางหมายจะให้ถึงพระราชวังก่อนมืด ครั้นมาถึงก่อนมืด แต่ยังเข้าไปไม่ได้ เพราะบัณฑิตโชยติศาสตร์ได้คำนวณเลย เวลาฤกษ์ดีตกใกล้ๆ สองยาม ต้องนั่งซุ่มคอยอยู่ในที่ลับมิดชิด รอกว่าจะถึงเวลาฤกษ์มงคล พอเที่ยงคืนได้โฉลกพากันไปมาตามทางคนหนึ่งแนะขึ้นว่า “ป่านนี้ประตูวังคงปิดควรจะหาทางเข้าที่ลับพิเศษสักหน่อย” พวกสหายเห็นด้วย เลี่ยงไปหลังครัวรอดเข้าไปทางรางเทน้ำหลุดเข้าไปได้ เดินตรงขึ้นบันไดไปบนปราสาท ไปถึง พระราชาบรรทมเสียแล้ว เที่ยวหาห้องบรรทม พบพระราชาบรรทมหลับบนพระแท่น และพระราณีบรรทมอยู่อีกพระแท่นหนึ่ง.

ทันใดนั้นทั้งสามเกิดความคิดราวกับใจเดียวพร้อมกันว่า รอดเข้ามาทางราง เนื้อตัวไม่สะอาดควรจะชำระล้างตัวเสียก่อนจึงเข้าเฝ้า คนหนึ่งออกความเห็น “เดี๋ยวก่อน จะไปดูพระคัมภีร์ที่ว่าตรงนี้มีแนะนำไว้ประการไรบ้าง?” กลับลงไปเปิดดูคัมภีร์ แล้วกลับขึ้นมา พูดอย่างดีใจ “มี มี อยู่นี่แน่ พระคัมภีรศาสตร์ของข้าพเจ้าเล่มนี้แก้วสารพัดนึกเทียว ติดขัดอะไร ค้นหาเป็นมีทั้งนั้น ในพระคัมภีร์ของข้าพเจ้าเขียนไว้ว่า “สตรีเปรียบเหมือนแม่น้ำ” อย่างนั้นพระราณีที่บรรทมอยู่นี่ก็คือแม่น้ำนั่นเอง มาเถอะ สหาย ไปอาบน้ำที่พระราณีก็แล้วกัน”

ทั้งสามกระโดดลงไปในพระแท่นพระราณี หกคะเมนกลิ้งเกลือกตัวกันเต็มที่ พระราชาและพระราณีตกพระหฤทัยตื่นบรรทม ทอดพระเนตรเห็นใครสามคน ขึ้นมาทำท่าอาบน้ำบนพระแท่น ตกตะลึงรับสั่งถาม “ใคร?”

บัณฑิตทั้งสามทูลตามข้อความที่มาในพระคัมภีร์แด่พระราชา แล้วทูลรายงานเรื่องที่ตนมา พระราชาทรงพระสรวลก้ากใหญ่ ตรัส “สหายเราชั่งสรรส่งมาให้ถูกตามที่เราขอไปจริงๆ อ้อ! ท่านบัณฑิตผู้มีความรู้สูงสุด เชิญกลับไปนอนพักเสียก่อนเถิด พรุ่งนี้เวลาเราออกขุนนาง จึงเข้ามาหาใหม่” แล้วก็โปรดให้ควายสองขากลับออกไป



1

[๑] สํ-เสาร = ‘บุตรพระอาทิตย์,’ มีนางฉายาเป็นมารดา (ฉายาดนัย) บ้างว่าเป็นเหล่ากอพระพลรามกับนางเรวดี (เศาริ), กายดำ (อสิต), ตาร้าย (ก๎รูรโลจน), ขาพิการ (ปังคุ), มีปรกติช้า (ศนิ), ไปไหนก็ช้า (ศไนศ๎จร), เงื่อง (มันท), เครื่องอาภรณ์ต่ำ (นีลวาส), มีเปลวรัศมีเจ็ดแฉก (สัปตาร๎จิ), เข้าร่วม (เสวยอายุ) ใครมีแต่ชั่ว (ค๎รูรทฤศ), ยังมีนามเรียกได้ต่างๆ อีก เช่น ‘อาร, โกณ, โก๎รฑ’

(อสิต : โก๎รฑ : ปํคุศ๎ฉายาตนย : ศไนศ๎จร : เศาริ : || ๑,๔๘ || Halayudha)

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ