กาไห๎น หลานพราหมณ์เฒ่า

[๑]พราหมณ์ผู้หนึ่งเป็นคนขยันขันแข็ง ลุกขึ้นแต่เช้าออกไปดูแลลูกจ้างทำงานในนาของแก ซึ่งมีกับเขาบ้างเล็กน้อย จนเย็นมืดจึงได้กลับบ้านดังนี้เป็นนิตย์ พอเก็บหอมรอมริบเงินทองได้บ้าง แต่เมียตาพราหมณ์เป็นหญิงชั่วช้าสามานย์ ลอบทำชู้กับชายคนหนึ่ง เงินที่ตาพราหมณ์อุตส่าห์ประสมเล็กประสมน้อยมาได้ ถ้าตกมาถึงมือเมีย เป็นคว้าเอาไปซื้อขนมนมเนยป้อยอบำเรอชู้ แล้วก็หาความกะตาพราหมณ์พาลด่าว่าไม่รู้จักจบ เวลาเที่ยงตาพราหมณ์กลับจากนามาบ้าน ได้กินข้าวก็อย่างเลวที่สุด ใช่แต่เท่านั้นยังต้องทนรับคำด่าว่าของแม่แปรดอีก ตาพราหมณ์เป็นคนแก่ไม่มีญาติพี่น้องจะพึ่งพาอาศัย จึงต้องจำใจทนวาจาสำรากร้ายของเมีย.

ตาพราหมณ์ผู้นี้เป็นผู้นับถือพระวิษณุ[๒]เคร่งครัด แม้มีความเดือดร้อนได้ทุกข์เท่าไร ที่จะละเลยสวดระลึกถึงพระวิษณุเป็นไม่มี ปากพร่ำภาวนาอยู่เสมอ “นารายณ, นารายณ”[๓]

พระนารายณ์ย่อมโปรดปรานผู้นับถือพระองค์ ไม่ทรงละทิ้งให้พราหมณ์ศรัทธากล้ารับความเดือดเนื้อร้อนใจเลย เหตุนี้ จึงจำแลงองค์เป็นหลานชายตาพราหมณ์เสด็จลงมาหา.

ตาพราหมณ์เห็นหลานมาดีใจร้องทัก “หลานเอ๋ย ! ลุงดีใจมากที่เจ้ามา เพราะลุงก็แก่เฒ่าเรี่ยวแรงไม่มี ทำอะไรกะเขามากไม่ไหว เจ้ามาอยู่เสียที่นี่เถิด จะได้ช่วยลุงบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครเขาจะเป็นธุระ”

หลาน- “ก็เพราะอย่างนี้หลานจึงได้มา จะอยู่กับลุงให้นาน การงานอะไรทั้งหมดหลานจะทำเอง ไม่ให้ลุงลำบากอีกต่อไป”

จับเดิมแต่นั้นมา การงานทุกอย่างตาพราหมณ์ทอดธุระได้ เพราะหลานทำให้เสร็จ เวลาไปนาหลานชายก็ไปเสียเอง ให้ตาพราหมณ์อยู่บ้านตามสบายใจ.

วันหนึ่งหลานชายกลับมาจากนา เห็นพราหมณ์ผู้เป็นลุงยังไม่ได้อาบน้ำ มีความประหลาดใจ ถามลุงว่ามีอะไรติดขัดจึงไม่ได้อาบ.

ตาพราหมณ์ตอบ “หลานเอ๋ย ! ลุงหาน้ำมันไม่ได้[๔] ไปขอป้าของเจ้า เขาบอกว่าไม่มี”

หลาน- “อะไร !” รีบเดินตรงเข้าไปในห้องหยิบน้ำมันอย่างดี ซึ่งเมียตาพราหมณ์ซ่อนไว้ให้ชู้ใช้ออกมาให้พราหมณ์เจิมและชะโลมลูบไล้ตัวเสร็จแล้ว เรียกเมียตาพราหมณ์- “ป้า เอาข้าวมาให้ลุงกินซิป้า”

เมียตาพราหมณ์ไปหยิบเอาข้าวหยาบๆ และผักจะเน่ามิเน่าแหล่ ใส่ชามเลวๆ ยกมาให้ตาพราหมณ์กิน.

หลานชายเห็น ร้องดิ้น “นั่นป้าเอาข้าวอะไรมาให้ลุงกิน?” กรากเข้าไปในห้องหยิบเอาข้าวอย่างดีที่เมียตาพราหมณ์ซ่อนไว้เพื่อชู้ออกมาให้.

วันนั้นพราหมณ์เฒ่าได้กินข้าวเอร็ดอร่อยเสียเต็มใจอยาก เมียแกโกรธกัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน ที่เห็นตาพราหมณ์กินข้าวซึ่งซ่อนไว้สำหรับชู้ แต่พูดไม่ออก การเป็นไปดังนี้มาหลายเวลา.

วันหนึ่งหลานชายนำเอาอาหารอย่างน่ากินมาฝากลุง นางเมียพราหมณ์เห็น ตั้งใจว่าอย่างไรก็ต้องให้ชู้ได้กินบ้าง จึงไปตามชู้มาและบอกอุบาย “ที่ในห้องมีตะกร้าใบใหญ่ใส่เสื้อผ้าอยู่ตะกร้าหนึ่ง แกเข้าไปซ่อนในนั้น พอตกกลางคืนฉันจะไปลักเอาของดีๆ มาให้กิน”

ชู้ยอมตามนั้น ถึงเวลากลางคืนเมียตาพราหมณ์ลักของมาให้ชู้กินจนอิ่มหนำ แต่แล้วจะพาชู้ออกจากบ้านไปไม่ได้เพราะหลานชายคอยระวังอยู่.

รุ่งเช้า หลานชายพูด “ป้า ป้า ไอ้ในตะกร้าใบนั้นน่ากลัวจะมีหนูตัวใหญ่เข้าไปซ่อน ดูดิ้นขลุกขลักอยู่ตลอดคืน ฉันจะฆ่ามันเอง” ฉวยตะกร้ายกขึ้นฟาดลงกับดินเต็มแรง ชายชู้หลุดออกจากตะกร้าได้ ตะเกียกตะกายหนีกลับบ้าน เนื้อตัวฟกช้ำไปหลายแห่ง.

เมียพราหมณ์เห็นแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ทำตาเบิ่ง ในใจนั้นไม่ต้องถาม โกรธจนไม่มีอะไรจะชั่งน้ำหนักได้.

มาอีกวันหนึ่ง หลานชายเอาของกินอย่างดีมาให้ลุงอีก นางป้าดอดไปบอกชู้เหมือนคราวก่อน “มาเถอะ ตานี้ไม่เป็นไร ฉันจะเอาเสื่อม้วนตัวซ่อนแกไว้” ชายชู้ไม่ค่อยยอม ครั้นเมียตาพรามหณ์รับรองว่าไม่มีอันตรายจึงยอมมา พาตัวไปซ่อนอยู่ในม้วนเสื่อ ตกกลางคืนก็ไปลักของกินมาบำเรอ แต่หลานชายรู้เรื่องตลอด เพราะฉะนั้นพอรุ่งเช้าก็รีบแบกเอาเสื่อออกไปที่ลานบ้าน เอาไม้ตีเสื่อเสียสะใจ ชายชู้อยู่ในนั้นโดนฤทธิ์ไม้เจ็บปางตาย จะร้องก็ไม่กล้าต้องทนเอา พอหลานชายไปแล้ว จึงคลานออกมาได้ เดินเก้กังเลี่ยงกลับไป คราวนี้เมียพราหมณ์ก็เห็นแต่พูดไม่ออก ได้แต่นึกด่าแช่งชักหักกระดูกหลานชายอย่างสาหัส.

ล่วงมาอีกไม่ช้า หลานชายขนเอาอาหารอย่างประณีตมาให้ลุง เมียพราหมณ์ก็ไปบอกชู้เหมือนคราวก่อน ชายชู้ไม่ยอมมาทีเดียว.

เมียพราหมณ์พูด “คราวนี้ไม่ต้องกลัว ไปซ่อนเสียที่กองฟืน ฉันจะเอาฟืนสุมบังไว้ เท่านี้เป็นพ้นอันตราย ไอ้หน้าดำถูกไฟลวก[๕]มันไม่เข้ามาในครัวดอก” พูดจาระไนหนักเข้าชายชู้เห็นท่าพ้นภัยจริงจึงยอมมา.

เมียพราหมณ์ก็นำชายชู้ไปซ่อนไว้ที่กองฟืน เรื่องนี้หลานชายรู้ละเอียด เพราะหลานชายคือพระกฤษณ์[๖] ผู้ทราบความในใจของใครๆ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงเข้าไปในครัวพูดกับป้า “ป้า ในครัวฟืนเหลือน้อยเต็มที ฉันจะไปขนมาไว้อีก”

ป้า- “อย่า อย่าเลย หลาน ไม่ต้องดอก ไปทำงานของเจ้าเถิด ฟืนในครัวมีพอถมไป”

หลานชายไม่ฟัง กลับออกไปแบกฟืนหอบสนัดโยนพรวดเข้าเต็มแรงตรงที่ชายชู้ซ่อน แล้วกลับออกไป เมียพราหมณ์รีบรื้อฟืนพยุงเอาชายชู้ซึ่งท่าทางจะตายออกมา เมียพราหมณ์ต้องนวดฟั้นเป็นครู่ ชายชู้จึงกลับไปได้

มาอีกครั้งหนึ่ง หลานชายไปเอาปลาตัวใหญ่มา นางป้าก็ไปบอกชายชู้อีก พูดรับรอง “ตานี้ซ่อนอยู่ในบ่อหลังบ้านก็แล้วกัน ฉันจะเอาปลาเทไปให้ที่ร่องเทน้ำข้าว แล้วแกก็หยิบกินก็แล้วกัน”[๗] ชายชู้เห็นดีด้วยอีก ไปซ่อนตัวอยู่ตามที่ตกลงกัน[๘]

ฝ่ายเมียพราหมณ์หุงข้าวสุกเอามาตั้งไว้ให้เย็น แต่กาไห๎น-พระกฤษณ์-ทราบความประสงค์ของเมียพราหมณ์ได้ดี ตรงเข้ามาในครัวพูด “ป้าๆ น้ำข้าวทำไมดำสกปรกมาก!” พูดขาดคำฉวยหม้อข้าวเอียงเทน้ำข้าวกำลังร้อนลงไปที่ท่อ ชายชู้คอยอ้าปากรับปลา โดนน้ำข้าวกรอกราดลวกหน้าตลอดเนื้อตัวปอกพองไปหมด ปวดแสบปวดร้อนเหลือทน เผ่นออกจากบ่อห้อกลับบ้านโดยเร็ว[๙]

เมียพราหมณ์แค้นนักแค้นหนา พูดไม่ออก ทำแต่ตาเขียวเท่านั้น ตั้งแต่นั้นมาเมียพราหมณ์พยายามที่สุดจะให้หลานชายกลับ แต่หลานผลัดจะไปวันหนึ่งแล้ววันหนึ่งเล่าว่า “พรุ่งนี้เถอะ พรุ่งนี้เถอะ” ดังนี้เรื่อยมา

วันหนึ่ง ตาพราหมณ์พูดกะหลาน “หลานเอ๋ย ตั้งแต่เจ้ามาอยู่นี่ ลุงมีความสบายมาก ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรสักอย่าง นี่ก็นานแล้วยังไม่ได้ทำการเซ่นสรวง[๑๐] พ่อของลุงที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าเจ้าช่วยจัดแจงได้ ลุงจะทำเสียในเร็วๆ นี้

หลาน- “เรื่องเท่านี้ลุงไม่ต้องทุกข์ หลานจะจัดการเตรียมไว้ให้พร้อม” ตาพราหมณ์ดีใจมาก ยกมือทั้งสองขึ้นให้พรหลาน พอถึงวันฤกษ์ดี พระกฤษณ์ก็จัดของเข้าไว้เสร็จ เชิญพราหมณ์อื่นๆ มากินเลี้ยงสิบสองคน คนหนึ่งคือพราหมณ์ชายชู้ของเมียตาพราหมณ์ เมื่อพราหมณ์ถูกเชิญนั่งลงพร้อม พระกฤษณ์เป็นผู้ยกกับข้าว ถึงตอนกับข้าวที่ดีๆ เมียพราหมณ์บอกกับหลานชี้ไปทางชายชู้ “หลานเอ๋ย ! พราหมณ์คนที่นั่งอยู่นั่นเป็นคนอัตคัด เอาของเพิ่มเติมให้มากอีกสักหน่อย”

หลานตอบรับคำ กำลังส่งกับข้าวของกิน พอถึงพราหมณ์ชายชู้ ก็ถามเบาๆ

“ท่านไม่ใช่หรือที่เข้าไปซ่อนอยู่ในตะกร้าไว้ผ้าวันนั้น?”

พราหมณ์ชายชู้- “ไม่ใช่ฉัน”

พระกฤษณ์กลับมาบอกกับเมียพราหมณ์ “ให้แก แกว่าไม่ใช่”

เมียพราหมณ์ “ไปอีกที เอานี่ไปให้ แกจะชอบกินบ้างกระมัง”

พระกฤษณ์กลับไปอีกที ถามค่อยๆ “ท่านเคยซ่อนอยู่ในม้วนเสื่อไหม?”

พระกฤษณ์กลับมาบอกเมียตาพราหมณ์อีก “ป้า แกไม่กินเหมือนกัน”

เมียตาพราหมณ์- “ถ้าเขาไม่เต็มใจก็เอาไปยัดเข้าในปากก็แล้วกัน”

พระกฤษณ์กลับไปถามอีก “ท่านอยู่ในกองฟืนใช่ไหม?”

พราหมณ์ชายชู้- “เปล่าจ้ะ ไม่ใช่ฉัน”

พระกฤษณ์ย้อนมาบอกป้า “แกไม่กิน ทำอย่างไรเล่าป้า? ถามเท่าไรแกบอกไม่ใช่ตัวแกที่จะเป็นผู้รับกับข้าวเพิ่ม”

เมียพราหมณ์หมดท่าไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป พราหมณ์ชายชู้เลยกินเลี้ยงไม่ได้อิ่มหนำ.

พอแขกเหลื่อกลับไปหมด พระกฤษณ์เรียกตาพราหมณ์เข้ามาพูด “ลุง จะปิดบังไปอีกก็เท่านั้น ลุงมองดูฉันทีว่าใครกัน”

ทันใดนั้นรูปนิมิตรปรากฏมีสี่กร[๑๑] ทรงเทพศัสตรา สังข์ จักร คทา[๑๒] และดอกบัว พราหมณ์เฒ่าเห็นรูปลักษณะของพระนารายณ์ ผุดลุกขึ้นรวบยกผ้าห่มเข้าคล้องคอ[๑๓] สวดสรรเสริญพระคุณ พระนารายณ์เผาบ้านพราหมณ์พร้อมทั้งเมียตาพราหมณ์ แล้วจูงมือพราหมณ์ไปสู่สวรรค์ทันใด.


[๑] คือคำว่า กัณห = กฤษณนั่นเอง

[๒] คณะไวษณพ ดูภาคผนวก ๑ นิกายพราหมณ์

[๓] เบงคลี-Narayon จีนเรียก ‘นาล่อเยนู’ ‘น ล่อเอ๎ยียน’ ‘นาล่อเอ๎ยียนเถียน’ เขาแปลว่า ‘เหย่งเซงปั๋น = ผู้สร้างมนุษย์ (พรหม),’ หรือว่า ‘กินหลิสือ = วีรุบุรุษผู้มีทิพยานุภาพ,’ หรือว่า ‘เกี๊ยนกู๋ = มั่นคง, ถาวร’ ๑ นามพระพรหม ตามซึ่งเป็นพิธาตาบุรุษ [เชิงอรรถ หน้า ๔๓] ๒. ตำแหน่งของนเรนทรยศ (ผิด)”-Handbook of Chinese Buddhism

[๔] เป็นธรรมเนียมของชาวเมือง ชอบเอาน้ำมันงา หรือน้ำมันละหุ่งชะโลมตั้งแต่ศีรษะกระทั่งเท้า แล้วเอาต้นยาบางอย่างขัดถูตัวให้เหงื่อไคลออก จึงเอาน้ำเย็นอาบล้างตัวทีหลัง เวลามีงานใหญ่เขามักแจกน้ำมันแก่พวกพราหมณ์ เพื่อทาตัวแล้วอาบน้ำ แม้ศพเขาก็ชะโลมด้วยน้ำมัน - Hindu Manners etc. - Dubois การอาบน้ำมันชะโลมตัว, ในหมู่ชนชาวยิวส์ก็ถือว่าทำให้สะอาดและสบาย ดูคัมภีร์มัททายที่หมออเมริกันพิมพ์บั้น ๖ ข้อ ๑๗ หรือ คัมภีร์ลูกาบั้น ๗ ข้อ ๓๘ ในหมู่พระสงฆ์ลังกาก็ยังมีการนิยมทาน้ำมัน ดังกล่าวไว้ในอาคนตุกวัตต์ ในบุพพสิกขาวัณณนาว่า ‘ถ้าน้ำมันของตนมี พึงเอาทาเท้าให้ ถ้าไม่มี พึงเอาน้ำมันของอาคันตุกะนั้นทาให้’ (ถ้าขวดน้ำมันอยู่ในย่ามของอาคันตุกะ มิต้องกรากเข้าไปล้วงย่ามทีเดียวหรือ?)

[๕] คือ พระกฤษณพระกายดำ ถึงนิรมิตรพระกายเป็นอย่างอื่นได้ แต่คงไว้สีพระฉวี เทียบกับเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเขียนสำแดงด้วยภาพที่ผนังพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใครๆ ก็ตาม รูปเต็มสีกายเป็นอย่างไร เมื่อจำแลงเพศเป็นอื่นแล้ว มักคงสีกายตามอัตภาพเดิม (หรือบางทีช่างวาดจักระบายให้ผู้นั้นๆเองก็ได้) เช่น ทศกัณฐ์แปลงเป็นฤๅษีไปหานางสีดาในอาศรม.

‘ทศพักตร์ยลลักษมณทิ้งเทพินทร์
แปลงเพศเป็นชฎิลลินลาศเต้า
โลมหลอกบอกโฉมฉินชื่อสุ ธรรมแม่
ชักสื่อชวนสู่เหย้ายักษ์เบื้องเมืองมาร’
- รามเกียรติ์โคลงสุภาพ เล่ม ๑ ตอนนี้ ภาพพระสุธรรมฤๅษีผิวกายเขียว

[๖] พระกฤษณะ = พระวิษณุอวตารปางที่ ๘; ถือกันว่าเป็นปางสำคัญที่สุด เท่ากับพระวิษณุทั้งเป็นทีเดียว.

[๗] น่ากินเสียเต็มที ท่าจะอดอยากไม่เคยกินอะไรกับเขาเลย มากินทีไร ดูร่อแร่กลับไปทุกคราว เท่ากับเอาชีวิตเข้าแลก กระนั้นยังไม่รู้จักเข็ด ย่องเข้ามาอีก ให้ลงไปอยู่ในร่องเทน้ำข้าว หมักแช่อยู่กับของบูดของเน่าก็สู้ทนเอา.

[๘] ‘ความโลภบังคับให้ต้องดิ้นรนบริโภคอาหาร’ (ซึ่งไม่มีทางอื่นจะหาได้)-หิต. ตอน ๑

[๙]

‘สรรพกรรมใหญ่น้อยซึ่งทรามงาม ก็ดี
จิตคิดพยายามรามเร่งสร้าง
กรรมจำเผล็ดวิบากตามติดกระชิด ตนนา
กอปร์ชอบชมผลสล้างสฤษดิร้ายเห็นเข็ญ’
- กลบทอักษรสังวาส ทศมนตรี

[๑๐] ศราทธ ดูภาคผนวก ๑

[๑๑] จัตุรภุช

[๑๒] จักรํ สุทร๎ศนํ จาปํ ศาร๎งคํ, เกาโมทกี คทา ขังโค’ส๎ นํทก; ศํข. ปาจํชันย: ป๎รกีร๎ติต: || ๑,๒๖ ||’ - Halayudha’s Abhidhanaratnamala.

[๑๓] เชิงอรรถ หน้า ๔๗

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ