สำนวนที่ ๑

สุรางคนางค์

  ยอกรวันทา
นบนิ้วหัตถา ประณตบทมาลย์
ตั้งข้อยอกร สโมสรชื่นบาน
น้อมหัตถ์มัสการ พระมหาสัพพัญญู
  ยกขึ้นเหนือผม
ขอถวายบังคม พระบรมครู
โปรดฝูงนรชน ทาสกลชมพู
เป็นพระบรมครู สั่งสอนทุกประการ
  เป็นครูเทวา
อินทร์พรหมยมรา ทุกเทพวิมาน
พระนำฝูงสัตว์ จากวัฏฏสงสาร
ให้พ้นบ่วงมาร สู่ศิวาลัย
  พระศาสดาจารย์
จึ่งโปรดประทาน พระธรรมพิสมัย
พระไตรปิฎก ทั้งสามนี้ไว้
โปรดแก่เวไนย สรรพสัตว์ทั้งปวง
  ข้าไหว้พระธรรม
ประเสริฐเลิศล้ำ พระธรรมใหญ่หลวง
สั่งสอนกุลบุตร เป็นที่ยุดหน่วง
เป็นหนทางล่วง ไปยังพระนิพพาน
  อย่าได้ประมาท
ฟังพุทธโอวาท พระทศพลญาณ
ให้รักษาศีล แล้วจำเริญทาน
ตัดบ่วงสงสาร คือราคราคา
  ให้เร่งตัดโลภ
อย่าได้ละโมบ ด้วยโลภเจตนา
ปรารถนาทุกอย่าง ต่างต่างนานา
จะนำอาตมา ไปสู่อบาย
  ฟังแล้วจำไว้
ตามพระวินัย ท่านแต่งภิปราย
ทำบุญตักบาตร อย่าได้ขาดสาย
ผลทานทั้งหลาย เป็นเสบียงอาตมา
  ข้าไหว้พระสงฆ์
เลิศล้ำอุตมงค์ อันทรงสิกขา
อันเป็นพุทธบุตร ในพุทธศาสนา
ทรงผ้ากาสา วพัสตร์ธงไชย
  ๑๐ เล่าเรียนเขียนธรรม
แตกฉานถ้อยคำ บาลีวินัย
สั่งสอนกุลบุตร ตามพุทธวิสัย
อรรถแปลแก้ไข ตามพุทธฎีกา
  ๑๑ เมื่อเข้านิพพาน
จึ่งประดิษฐาน พระพุทธศาสนา
กำหนดไว้นั้น ห้าพันพระวสา
เป็นพุทธธรรมดา ตามประเวณี
  ๑๒ พระมุนีนาถ
สำแดงพระบาท ไว้บนคีรี
ไหว้พระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์
ไหว้ทั้งพระศรี มหาโพธิรุกขมูล
  ๑๓ สมเด็จศาสดา
เห็นว่าศาสนา จะมาเสื่อมสูญ
ไหว้เจดียฐาน ห้าประการพร้อมมูล
แทนหน่อพุทธังกูร ให้สัตว์มัสการ
  ๑๔ เราท่านเกิดมา
ในพระศาสนา ได้สร้างสมภาร
เป็นบุญญลาภ มากมายหลายประการ
เหมือนได้พบพาน พระมหากรุณา
  ๑๕ แต่งเรื่องราวไว้
แม้นท่านผู้ใด มีใจศรัทธา
จะยืมไปอ่าน นิทานปักษา
จำเริญปัญญา ย่อมเป็นกุศล
  ๑๖ ผู้ใดประมาท
ทำหนังสือขาด ปราศจากมรรคผล
น้ำหมากขี้ไต้ ไฟไหม้ลามลน
ให้ลงไปทน ทุกข์ในจตุรา
  ๑๗ ถ้าแม้นนอนอ่าน
ประมาทชาติพาล สันดานมิจฉา
ทิฐิประมาท คุณพระศาสดา
จะตกจตุรา ชั่วพุทธันดร
  ๑๘ ยากที่จะลำดับ
ยกออกจากศัพท์ ลำดับบทกลอน
หลังแข็งหลังขด อดหลับอดนอน
จนเอ็นเส้นกล่อน รึงรัดทั้งกาย
  ๑๙ อตส่าห์จำลอง
ค่อยตรึกค่อยตรอง ให้ต้องนิยาย
แล้วลงอักษร บทกลอนต้นปลาย
ตามเรื่องนิยาย ยากนักใครจะปาน
  ๒๐ ตั้งใจเจตนา
มีความปรารถนา ขอทันพระศรีอาริย์
จะนำฝูงสัตว์ จากวัฏฏสงสาร
ให้ถึงพระนิพพาน พ้นจากทุกขา
  ๒๑ ข้าแต่งนิบาต
พระพุทธศักราช ล่วงแล้วนานมา
สองพันสามร้อย ห้าสิบพระวสา
เศษสังขยา ยังไม่ทันถึงเดือน
  ๒๒ มีเศษเจ็ดวัน
อันล่วงไปนั้น บ่ได้ฟั่นเฟือน
ล่วงไปเจ็ดวัน ไม่ทันถึงเดือน
กลัวจะฟั่นเฟือน คลาดเคลื่อนคืนวัน
  ๒๓ ปีเถาะนพศก
วันศุกร์เดือนหก แรมแปดค่ำนั้น
เพลาเช้าตรู่ ฤดูคิมหันต์
กำหนดคือวัน เมื่อลงอักษร
  ๒๔ ข้าใช่นักปราชญ์
ใช่บัณฑิตชาติ ฉลาดกล่าวกลอน
ได้ฟังมานาน นิทานแต่ก่อน
แม้นผิดบทกลอน จากพระบาลี
  ๒๕ ตัวข้านี้ไซร้
ด้วยมีน้ำใจ เลื่อมใสยินดี
แต่งเรื่องสกุณา ตามพระบาลี
ฉบับไม่มี แต่งตามปัญญา
  ๒๖ แต่งตามนิทาน
พระศาสดาจารย์ บัณฑูรเทศนา
แต่ยังเสวยชาติ เป็นสกุณา
นำมาเทศนา ไว้เป็นนิทาน
  ๒๗ พระศรีสรรเพชญ์
พระองค์เห็นเสร็จ แจ้งด้วยพระญาณ
ปางเมื่ออยู่ใน เชตุพนวิหาร
พระทศพลญาณ สำราญพระทัย
  ๒๘ ในกาลวันนั้น
จึ่งพระอรหันต์ พร้อมกันอยู่ใน
โรงธรรมสภา ศาลาอันใหญ่
พระภิกขุนั้นไซร้ จึ่งสังสนทนา
  ๒๙ ว่าพระพุทธคุณ
หน่อพุทธางกูร ทรงพระปัญญา
เลิศล้ำมนุษย์ เทวบุตรเทวดา
ตรัสรู้ธรรมา ยิ่งกว่าฝูงคน
  ๓๐ ทรงพระกรุณา
ตรัสธรรมเทศนา โปรดฝูงนรชน
ถึงดีถึงชั่ว ทั่วทุกตัวตน
ไตรภพจบสกล ใครเลยจะปาน
  ๓๑ พระมหาสัพพัญญู
พระองค์ตรัสรู้ ด้วยปรีชาญาณ
ทรงพระสังเกต พฤติเหตุทุกประการ
พระศาสดาจารย์ เสด็จดำเนินมา
  ๓๒ ยังโรงธรรมศาสน์
ทรงนั่งเหนืออาสน์ มีพุทธฎีกา
ตรัสถามพระสงฆ์ ผู้ทรงสิกขา
ท่านสังสนทนา ด้วยเหตุอันใด
  ๓๓ จึ่งพระโมคคัลลาน์
รับพุทธฎีกา แล้วกราบทูลไข
ว่าพระภิกขุ ทั่งหลายนี้ไซร้
พร้อมกันอยู่ใน ธรรมภาคศาลา
  ๓๔ พระภิกขุนั้น
สังสนทนากัน สรรเสริญศาสดา
ว่าพระพุทธองค์ ทรงพระปัญญา
ยิ่งกว่าเทวา มนุษย์ทั้งหลาย
  ๓๕ ตรัสรู้ไญยธรรม
ประเสริฐเลิศล้ำ โปรดสัตว์หญิงชาย
ฉัพพรรณรังสี รัศมีพระกาย
ประเสริฐเพริศพราย กว่าเทวดา
  ๓๖ สมเด็จพุทธองค์
ได้ฟังพระสงฆ์ ทูลพระกรุณา
พระศาสดาจารย์ ประทานเทศนา
แก่สาวกา ด้วยพระบาลี
  ๓๗ ดูราพระสงฆ์
สาวกแห่งองค์ พระชินศรี
อันพระตถาคต ปรากฏทั้งนี้
ประเสริฐธรณี ใครเลยจะเทียมทัน
  ๓๘ ครั้งหนึ่งปรากฏ
พระตถาคต บังเกิดอัศจรรย์
เป็นบตรเศรษฐี มีทรัพย์นับพัน
บรรดาเพื่อนกัน พันเอ็ดกุมาร
  ๓๙ ลาพระบิตุราช
ไปเรียนศิลปศาสตร์ ต่อพระอาจารย์
ครั้งนั้นประเสริฐ ล้ำเลิศเชี่ยวชาญ
ยิ่งกว่ากุมาร พอสิ้นทั้งพัน
  ๔๐ เรียนผ่าอุรา
ถอดดวงหัทยา ดูน่าอัศจรรย์
แกล้วกล้าสามารถ ศิลปศาสตร์ทุกอัน
กุมารทั้งพัน ไม่เหมือนอาตมา
  ๔๑ ประเสริฐครั้งนั้น
เป็นน่าอัศจรรย์ มากมายนักหนา
ตรัสแต่เท่านั้น ไม่จำนรรจา
ไม่ตรัสเทศนา เนื้อความสืบไป
  ๔๒ จึ่งพระอรหันต์
สิ้นทั้งปวงนั้น มีความสงสัย
จึ่งอาราธนา เทศนาต่อไป
ด้วยความสงสัย ไม่แจ้งคดี
  ๔๓ สมเด็จศาสดา
นำชาดกมา เป็นพระบาลี
ตามเรื่องนิบาต แต่ชาติก่อนมี
แต่ครั้งพระชินศรี ยังเป็นสกุณา
  ๔๔ เป็นสัตว์ทวิบาท
ยังเป็นสกุณชาติ อยู่ในราวป่า
นกกระจาบปักษี สามีภริยา
จึ่งชวนกันมา ทำรังอาศัย
  ๔๕ อยู่ในป่าอ้อ
นางนกนั้นหนอ ฟักลูกอยู่ใน
พ่อนกไปหา เกสรมาลัย
เอามาส่งให้ นางนกทุกวัน
  ๔๖ วันหนึ่งแต่เช้า
พ่อนกนั้นเล่า เข้าในไพรสัณฑ์
วันนั้นไปปะ พบสระบุษบัน
บัวในสระนั้น เบิกบานอรชร
  ๔๗ จึ่งพ่อนกกระจาบ
โผผินบินฉาบ ลงในสาคร
ยินดีภิรมย์ ชมบุษบากร
จะเอาเกสร มาฝากภริยา
  ๔๘ หลงชมเกสร
จนพระทินกร เปล่งแสงลงมา
ต้องดอกประทุม หุ้มเข้ามิช้า
ห่อหุ้มสกุณา ไว้ในดอกบัว
  ๔๙ พ่อนกจนใจ
ออกมามิได้ อกใจระรัว
คับแค้นแน่นอก วิตกถึงตัว
ด้วยกลีบดอกบัว หุ้มห่อตัวไว้
  ๕๐ ในวันนั้นนา
บังเกิดไฟป่า ไหม้มาในไพร
ลุกลามวามแวม อ้อแขมบรรลัย
ไหม้ป่ามาใกล้ รังสองสกุณา
  ๕๑ แม่นกทุกข์นัก
คอยหาผัวรัก ไม่เห็นกลับมา
นางนกตกใจ ร้องไห้โศกา
เห็นว่าไฟป่า ไหม้มาใกล้รัง
  ๕๒ แม่นกกระจาบ
โศกีพิลาป น้ำตาไหลหลั่ง
ด้วยความรักบุตร เป็นสุดกำลัง
ตกใจเซซัง บินไปบินมา
  ๕๓ กลับออกกลับเข้า
คิดถึงลูกเต้า โศกเศร้าโศกา
ในครั้งทีนี้ บุตรีบุตรา
จะม้วยมรณา ไฟป่าเผาผลาญ
  ๕๔ แม่นกเป็นทุกข์
สร้อยเศร้าเจ่าจุก ทุกข์หนักใครจะปาน
ไม่เห็นผัวมา โศการำคาญ
ด้วยลูกสงสาร จะมาบรรลัย
  ๕๕ จึ่งนางนกกระจาบ
เอาปากจิกคาบ เอาลูกทันใจ
จะพาลูกตน ไปให้พ้นไฟ
คาบไปไม่ได้ ร่ำไรโศกา
  ๕๖ โอ้ว่าลูกแก้ว
จนใจแม่แล้ว จะม้วยมรณา
คาบไปไม่ได้ จนใจหนักหนา
ประนมปีกซ้ายขวา ไหว้เทพในไพร
  ๕๗ จงช่วยลูกข้า
อย่าให้มรณา ตายในกลางไฟ
ว่าแล้วมิช้า ผวาบินเข้าไป
ในรังนั้นไซร้ ไห้รักลูกตน
  ๕๘ ไฟลุกมาใกล้
ร้อนนักเหลือใจ สุดที่จะทานทน
คิดถึงลูกรัก พะวักพะวน
แม่นกเสือกสน บินไปบินมา
  ๕๙ บินออกบินเข้า
หลายทบหลายเท่า โศกเศร้าโศกา
ไฟป่าลุกลาม ตามราวป่ามา
ไหม้รังสกุณา ตกลงทันใจ
  ๖๐ จึ่งลูกสกุณา
สุดสิ้นชีวา ตายในกลางไฟ
นางนกกระจาบ พิลาปร่ำไร
พ่อนกนั้นไซร้ ก็ไม่เห็นมา
  ๖๑ จบเจ่าเหงาง่วง
กลุ้มกลัดขัดทรวง ดังดวงหัทยา
จะแตกทำลาย เพียงวายชีวา
ด้วยบุตรฉายา ตายสิ้นทั้งรัง
  ๖๒ ทั้งลูกก็ตาย
ทั้งตัวก็หาย แทบวายชีวัง
แม่นกร่ำไห้ ว่ากรรมหนหลัง
ลูกน้อยร้อยชั่ง ตายในกลางไฟ
  ๖๓ ยังอยู่แต่ตัว
คอยท่าหาผัว อยู่เอกาลัย
จนสายัณเห โพล้เพล้มัวไพร
เพลานั้นไซร้ สิ้นแสงสูริยน
  ๖๔ จึ่งพระจันทร
ชักรถบทจร สว่างเวหน
น้ำค้างปรอยปรอย คือดังฝอยฝน
ต้องดอกอุบล เบิกบานอรชร
  ๖๕ ในเมื่อราตรี
ดอกบุษมาลี คลายคลี่เกสร
พ่อนกออกได้ น้ำใจอาวรณ์
คาบเอาเกสร แล้วพาบินมา
  ๖๖ ตามแสงจันทร
ข้ามพงดงดอน ร่อนเร่เวหา
อันกลิ่นดอกบัว ติดตัวปักษา
บินมามิช้า มาถึงรังตน
  ๖๗ มาเห็นไฟไหม้
รวงรังบรรลัย ตกใจเสือกสน
ลูกรักหญิงชาย มาตายวายชนม์
เสลือกสลน เรียกหาภริยา
  ๖๘ จึ่งนางสกุณี
ได้ฟังสามี มาร้องเรียกหา
นางนกได้ยิน แล้วจึงบินมา
ด้วยความโกรธา ราว่าทุกอัน
  ๖๙ ไปเที่ยวสบาย
ไฟไหม้ลูกตาย หมดสิ้นทั้งนั้น
ทุกวันเล่านา เคยมาแต่วัน
วันนี้อัศจรรย์ มาต่อกลางคืน
  ๗๐ ไปเที่ยวเล่นชู้
เชยชมกันอยู่ จนดึกจนดื่น
ลืมลูกลืมเมีย เสียจนเที่ยงคืน
ทั้งตัวหอมรื่น พื้นกลิ่นดอกไม้
  ๗๑ ไปหลงด้วยชู้
ลูบโลมกันอยู่ ด้วยกลิ่นมาลัย
อยู่หลังลูกเมีย ตายเสียในไฟ
ช่างมันเป็นไร กูไม่อาวรณ์
  ๗๒ พ่อนกบอกพลัน
ไม่เป็นอย่างนั้น นะนางบังอร
พี่ไปพบพาน บัวบานอรชร
ลงเอาเกสร ในดอกบุษบา
  ๗๓ พอจวนแดดร้อน
ดอกบุษบากร ต้องแสงสุริยา
หุ้มตัวผัวไว้ จึ่งมิได้มา
จนพระสุริยา เข้ายามราตรี
  ๗๔ น้ำค้างตกลง
ต้องดอกบุษบง แย้มเกสรศรี
เบิกบานไสว เมื่อในราตรี
ทีนั้นตัวพี่ จึงได้กลับมา
  ๗๕ แม่นกโกรธนัก
ว่าแก่ผัวรัก อย่าพักเจรจา
ไปเที่ยวเล่นชู้ ไม่รู้ฤๅนา
มุสาเจรจา ช่างมาแก้ไข
  ๗๖ ลืมเมียลืมลูก
ยังแต่กระดูก กองอยู่ในไฟ
ตายเสียทำเนา ไม่เอาใจใส่
ไปได้เมียใหม่ จึงไม่นำพา
  ๗๗ พ่อนกว่าเล่า
ฟ้าผ่าเถิดนะเจ้า ไม่มีภริยา
บอกเจ้าจริงจริง ทุกสิ่งสัจจา
เจ้าอย่าสงกา ว่าพี่มีชู้
  ๗๘ บัวตูมหุ้มไว้
ออกมาไม่ได้ จนใจสุดรู้
จึ่งกลิ่นดอกบัว ติดตัวพี่อยู่
มิใช่มีชู้ จงรู้คดี
  ๗๙ เจ้าอย่าขึ้งโกรธ
พี่ขอสมาโทษ แก่นางสกุณี
ตัวพี่นี้เล่า ผิดแต่เท่านี้
มิใช่ตัวพี่ มาคิดนอกใจ
  ๘๐ นางนกได้ฟัง
ผินหน้าผินหลัง ขึ้งโกรธคือไฟ
ตัดพ้อพ่อนก โกหกเหลือใจ
อย่าพักว่าไป กูไม่ขอฟัง
  ๘๑ ความแค้นไม่หาย
ลูกรักหญิงชาย มาวายชีวัง
จะอยู่ไปไย ที่ในรวงรัง
นางนกจึงตั้ง สัจจาอธิษฐาน
  ๘๒ ประนมปีกไหว้
ฝูงเทพอยู่ใน วิมานไพรสาณฑ์
ด้วยข้ารักบุตร สุดที่ประมาณ
จะม้วยวายปราณ ตายตามลูกไป
  ๘๓ นางนกพิษฐาน
เดชะสมภาร ข้าได้สร้างไว้
จะตั้งความสัตย์ โดยอัธยาศัย
ชาติหน้าขอได้ ดังความสัจจา
  ๘๔ ชาตินี้เล่าไซร้
จะขอตายไป ตามบุตรทารา
เกิดชาติหน้าไซร้ ให้สมปรารถนา
ไม่ขอเจรจา ด้วยชายคนใด
  ๘๕ สัญชาติว่าชาย
สับปสับกลับกลาย ไม่อายแก่ใจ
ไม่ขอเจรจา สนทนาสิ่งใด
ตั้งความสัตย์ไว้ แต่ในชาตินี้
  ๘๖ พ่อนกฟังสาร
นางนกพิษฐาน ด้วยสัตย์วาที
นางนกโกรธผัว จะเอาตัวหนี
ไม่ขอพาที ด้วยชายสืบไป
  ๘๗ พ่อนกปักษา
จึงตั้งสัจจา ปรารถนาแก่ไข
เมียข้าคนนี้ ไปเกิดที่ไหน
จะขอตามไป ให้พูดด้วยกัน
  ๘๘ ถึงไม่เจรจา
กับคนอื่นมา สักร้อยสักพัน
แต่ผัวของข้า ให้มาผ่อนผัน
เจรจาด้วยกัน อย่ามีฉันทา
  ๘๙ ขอเป็นคู่สร้าง
กับด้วยนวลนาง ผู้เป็นภริยา
ขอพบทุกชาติ อย่าได้คลาดคลา
ชั่วนี้ชั่วหน้า ขอให้พบผัน
  ๙๐ ข้าหาโกรธไม่
ด้วยนางนกไซร้ โทโสโมหันธ์
จึ่งตั้งสัจจา ปรารถนาจากกัน
ขอพบเมียขวัญ กว่าจะถึงพระนิพพา
  ๙๑ จึ่งนางสกุณี
ได้ฟังสามี ตั้งสัตย์อธิษฐาน
อาวรณ์ร้อนเร่า ดังไฟเผาผลาญ
ครั้นนางพิษฐาน แล้วบินเข้าไป
  ๙๒ ในกองไฟนั้น
สูญลับดับขันธ์ อยู่ในกองไฟ
พ่อนกนั้นเล่า บินตามเข้าไป
ตายในกองไฟ สิ้นทั้งสองตัว
  ๙๓ ทั้งสองสัตว์นั้น
ทำลายเบญจขันธ์ ทั้งเมียทั้งผัว
สมเพชเวทนา เป็นกรรมของผัว
ชาติก่อนเมียผัว เผาสัตว์ทั้งเป็น
  ๙๔ กรรมนั้นตามสนอง
แก่สัตว์ทั้งสอง ให้ทันตาเห็น
ทั้งเมียทั้งผัว เผาผัวทั้งเป็น
ทั้งนี้ย่อมเวร เผาสัตว์ทั้งหลาย
  ๙๕ ใช้กรรมไม่ขาด
ถึงห้าร้อยชาติ บ่ได้คลาดคลาย
พอสิ้นกรรมนั้น จึงมาผันผาย
ผลบุญทั้งหลาย นำมาบัดดล
  ๙๖ นำมาบังเกิด
ได้เอากำเนิด มาเกิดเป็นคน
ผลบุญสร้างไว้ จึ่งมาให้ผล
เดชะกุศล แต่หนหลังมา
  ๙๗ เดชะสมภาร
พ้นจากเดียรฉาน นกกระจาบปักษา
จุติวันนั้น มิทันพริบตา
ผลบุญนำมา ให้เกิดเป็นคน ๚ะ

ยานี

๙๘ ปักษาทั้งสองเจ้า จึ่งมาเอาปฏิสนธิ์
มาเกิดแห่งละคน ในตระกูลต่างต่างกัน
๙๙ พ่อนกนั้นมาเกิด เอากำเนิดเป็นอัศจรรย์
มาเกิดเมื่อครั้งนั้น ในสกุลแห่งเศรษฐี
๑๐๐ ในบ้านจันทคาม โคตรแลนามบังเกิดมี
ชื่อโกณฑัญเศรษฐี มั่งมีทรัพย์ย่อมนับพัน
๑๐๑ อันว่านางเขมา เป็นภริยาแห่งโกณฑัญ
ในบ้านจันฑคามนั้น ใครจะมีเหมือนเศรษฐี
๑๐๒ บ้านจันทคามนั้น ใกล้เขตขัณฑ์พระบูรี
เมืองพาราณสี ย่อมเลื่องฦๅทุกตำบล
๑๐๓ หน่อพระโพธิสัตว์เจ้า จงมาเอาปัฏิสนธ์
ในครรภ์นางนิฤมล ภริยาแห่งเศรษฐี
๑๐๔ พอได้สิบเดือนตรา นางเขมาเจ็บนาภี
คลอดหน่อพระชินศรี มาเป็นชายงามโสภา
๑๐๕ พระพักตร์ดังดวงเดือน ใครจะเหมือนในโลกา
เป็นที่เสนหา แก่บิดาพระชนนี
๑๐๖ ค่อยอยู่จำเนียรมา พระชันษาสิบห้าปี
รูปทรงงามมีศรี คือดั่งองค์อำมรินทร
๑๐๗ ครั้นเจ้าจำเริญมา ทรงปัญญาล้ำดินดอน
เลื่องฦๅทุกนคร ประสิทธิปรีชาญาณ
๑๐๘ ได้นามตามสกษณะ ชื่อสรรพสิทธิกุมาร
ปัญญาเจ้ากล้าหาญ กว่ากุมารสิ้นทั้งหลาย
๑๐๙ เจ้าสรรพสิทธิ มีสิริงามเฉิดฉาย
กุมารสิ้นทั้งหลาย พันเอ็ดนั้นเป็นเพื่อนกัน
๑๑๐ เศรษฐีแต่งพี่เลี้ยง ให้เนื้อเกลี้ยงเลี้ยงจอมขวัญ
ไปไหนไปด้วยกัน เลี้ยงเจ้านั้นทุกวันมา
๑๑๑ ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เจ้ารำพึงด้วยปัญญา
จะไปเรียนวิชา ยังสำนักพระอาจารย์
๑๑๒ เจ้าคิดเท่านั้นแล้ว จึ่งคลาดแคล้วยังสถาน
บิตุเรศพระชนมาร[๑] จึ่งกราบกรานยังคมลา
๑๑๓ ว่าตัวของลูกรัก จักลาไปเรียนวิชา
ยังเมืองตักกสีลา สู่สำนักนิ์พระอาจารย์
๑๑๔ จะเรียนศิลปศาสตร์ อันสามารถให้ชำนาญ
ทั้งสองจงโปรดปราน อนุญาตแก่ลูกอา
๑๑๕ เมื่อนั้นสองเศรษฐี ฟังคดีแห่งลูกยา
เศรษฐีทั้งสองรา จึ่งอนุญาตแก่ลูกชาย
๑๑๖ จึ่งให้พี่เลี้ยงนั้น ไปด้วยกันกับโฉมฉาย
กุมารสิ้นทั้งหลาย ฟันหนึ่งนั้นไปด้วยกัน
๑๑๗ ครั้นเจ้ากราบลาแล้ว จึ่งคลาดแคล้วมาด้วยพลัน
พากันจรจรัล ไปเมืองตักกสีลา
๑๑๘ มาถึงจึ่งเข้าไป ก้มกราบไหว้แก่ทิศา
ปาโมกขพฤฒา สิ้นทั้งพันพระกุมาร
๑๑๙ เรียนศิลปศาสตร์ อันสามารถได้ชำนาญ
ทั้งพันพระกุมาร เจ้าเรียนได้ต่างต่างกัน
๑๒๐ เจ้าสรรพสิทธิ จึ่งดำริเรียนศิลปขันธ์
ยิ่งกว่ากุมารนั้น ผ่าอุราถอดหัวใจ
๑๒๑ กับพี่เลี้ยงของเจ้านั้น เรียนเหมือนกันได้ขึ้นใจ
ประเสริฐครั้งนั้นไซร้ กว่ากุมารสิ้นทั้งพัน
๑๒๒ ศิลปศาสตร์อันกล้าหาญ กว่ากุมารสิ้นทั้งนั้น
ประเสริฐอัศจรรย์ ในครั้งนั้นยิ่งแสนทวี
๑๒๓ ทั้งพันพระกุมาร ลาอาจารย์จรลี
มาก่อนพระภูมี สู่เคหาสถานตน
๑๒๔ แต่เจ้ากับพี่เลี้ยง พระเนื้อเกลี้ยงอยู่สองคน
ยังไม่จรดล อยู่ปรนนิบัติพระอาจารย์
๑๒๕ ค่อยมาแต่ภายหลัง ยังไม่ทันถึงสถาน
ค้างอยู่ในไพรสาณฑ์ ในท่ามกลางมรคา ๚ะ

สุรางคนางค์

  ๑๒๖ เรื่องนี้ยกไว้
จะกล่าวบทไป ถึงนางสกุณา
มาเอากำเนิด เกิดในพารา
เป็นลูกพระยา พรหมทัตภูบาล
  ๑๒๗ เดชะบารมี
ของนางยักษี สร้างมาช้านาน
จึ่งให้กำจัด จากสัตว์เดียรฉาน
สิ้นกรรมนงคราญ มาเกิดเป็นคน
  ๑๒๘ ตายในกองไฟ
จากชาตินั้นไซร้ มาเอาปัฏิสนธิ์
ในครรภ์ฉายา โกสุมนิฤมล
มเหสีจุมพล พรหมทัตภูธร
  ๑๒๙ ท้าวครองบูรี
พาราณสี มหานคร
มาเอากำเนิด เกิดในอุทร
จึ่งคลอดบังอร มาเป็นสตรี
  ๑๓๐ ค่อยจำเริญมา
จนพระชันษา ได้สิบห้าปี
จิ้มลิ้มนิ่มนวล น่ายวนโลกีย์
เกศเกล้าโมลี ดังปีกภุมรา
  ๑๓๑ คิ้วโก่งวงศิลป์
พระทนต์คือนิล มณีจินดา
พระโอษฐ์นางนาฏ ดังเอาชาดทา
พระเนตรซ้ายขวา คือตาทรายทอง
  ๑๓๒ พระกรสองข้าง
คือดังงวงช้าง ไอยราผันผยอง
พระปรางสองข้าง อย่างมะปรางทอง
ถันนางทั้งสอง ดังดอกบุษบง
  ๑๓๓ พระพักตร์เป็นนวล
ราศีถี่ถ้วน นิ่มเนื้อนวลหง
ไหล่ผายท้ายถอย รอยรับรององค์
งามรูปงามทรง ดังเทพกินร
  ๑๓๔ ทั้งสองกระษัตรา
ให้นามลูกยา ชื่อสุวรรณเกสร
ต่ำใต้ไตรภพ จบทั่วนคร
ในแผ่นดินดอน บ่ปานเทวี
  ๑๓๕ นางตรัสสัจจา
แต่ชาติหลังมา เมื่อเป็นปักษี
ด้วยนางโกรธา โกรธแก่สามี
ไม่ขอพาที ด้วยชายเลยนา
  ๑๓๖ มาชาตินี้ไซร้
นางงามทรามวัย มิได้เจรจา
พาทีภิปราย ด้วยชายเลยหนา
ถึงพระบิดา นางไม่พาที
  ๑๓๗ ได้ยินเสียงชาย
เนื้อเกลี้ยงเบี่ยงบ่าย ย้ายเอาตัวหนี
เข้าอยู่ในห้อง ของพระชนนี
พูดกับทาสี สตรีเหมือนกัน
  ๑๓๘ พรหมทัตราชา
เห็นพระธิดา ดูหลากอัศจรรย์
แต่เจ้าเกิดมา ไม่เจรจากัน
ฤๅนางจอมขวัญ โกรธพระบิดา
  ๑๓๙ ท่านท้าวพรหมทัต
ไม่รู้ในอรรถ นางตั้งสัจจา
ท้าวคิดสงสัย จึ่งให้มารดา
ถามพระลูกยา ให้รู้คดี
  ๑๔๐ จึ่งพระมารดา
จึงมีวาจา ถามพระบุตรี
เป็นเหตุไฉน เจ้าไม่พาที
ด้วยพระภูมี สมเด็จบิดา
  ๑๔๑ เจ้าโกรธว่าไร
จงบอกแม่ไป ให้แจ้งกิจจา
ขัดข้องพระทัย ด้วยสิ่งไรนา
บอกแก่มารดา มาให้แจ้งใจ
  ๑๔๒ นางสุวรรณเกสร
จึ่งทูลมารดร ว่าลูกนี้ไซร้
ไม่โกรธพระบิดา แม่อย่าสงสัย
เป็นกรรมสิ่งไร ลูกได้ทำมา
  ๑๔๓ อันว่าผู้ชาย
ลูกรักโฉมฉาย ไม่ขอเจรจา
ได้ยินแต่เสียง พ่างเพียงจะมรณา
ขอทูลมารดา ให้ทราบธุลี
  ๑๔๔ ไม่โกรธพระบิดา
แม่อย่าสงกา ว่าไม่พาที
ชายอื่นนอกนั้น หมื่นพันอันมี
ใจของลูกนี้ ไม่ขอเจรจา
  ๑๔๕ โกสุมเทวี
ได้ฟังบุตรี สงสัยไปมา
ไม่รู้ในอรรถ นางตั้งสัจจา
แต่ชาติหลังมา เมื่อเป็นสกุณี
  ๑๔๖ เมื่อนั้นนางนาฏ
จึ่งทูลพระบาท ว่าราชบุตรี
นางมิได้โกรธ ได้โปรดเกศี
นางบอกคดี สิ้นความสงสัย
  ๑๔๗ ใช่แต่บิตุเรศ
อันบังเกิดเกศ ของนางเมื่อไร
ชายอื่นหมื่นพัน นอกนั้นออกไป
ไม่พูดด้วยใคร เลยนะราชา
  ๑๔๘ ได้ยินแต่เสียง
อกนางพ่างเพียง ทำลายอุรา
แม้นนางได้ยิน เพียงสิ้นชีวา
ขอพระราชา จงทราบธุลี
  ๑๔๙ ท่านท้าวพรหมทัต
ครั้นท้าวแจ้งอรรถ ว่าพระบุตรี
จนพระชนมา ได้สิบห้าปี
เจ้าไม่พาที พูดด้วยผู้ชาย
  ๑๕๐ สมเด็จพระบาท
ให้ทำปราสาท อันงามพรรณราย
ให้นางทรามวัย อยู่ให้ไกลชาย
พระสนมทั้งหลาย แปดหมื่นสี่พัน
  ๑๕๑ ข้าเฝ้าเจ้านาย
ข้าหลวงทั้งหลาย สตรีทั้งนั้น
อยู่รักษานาง ในปรางค์สุวรรณ
เป็นสุขทุกวัน ไม่มีอันตราย
  ๑๕๒ วรนุชสุดสวาดิ
อยู่แต่ปราสาท ด้วยนางทั้งหลาย
ให้นางนิฤมล อยู่พ้นผู้ชาย
นางค่อยสบาย ได้หลายวันมา
  ๑๕๓ สมเด็จกรุงกระษัตริย์
ท้าวบรมพรหมทัต ผู้เป็นบิดา
ท้าวรำพึงคิด ว่าพระธิดา
พระชนมา ได้สิบห้าปี
  ๑๕๔ ว่านางโฉมฉาย
ไม่พูดด้วยชาย ในโลกโลกีย์
ท้าวคิดตรึกตรอง จักลองเทวี
ว่าพระบุตรี เจ้าไม่พูดด้วยใคร
  ๑๕๕ ครั้นท้าวคิดแล้ว
โองการแจ้วแจ้ว สั่งเสนาใน
ให้แต่งสารา ปิดตราแจกไป
หัวเมืองน้อยใหญ่ ร้อยเอ็ดธานี
  ๑๕๖ ท้าวพระยาทั้งหลาย
ให้แต่งลูกชาย มาทุกบูรี
เราจะให้พูด ด้วยพระบุตรี
แม้นนางเทวี เจ้าพูดด้วยใคร
  ๑๕๗ พูดด้วยใครแล้ว
อันว่านางแก้ว เราจะยกให้
จะเสกนิฤมล กับคนนั้นไซร้
เราจะทั้งให้ เป็นอุปราชา
  ๑๕๘ เมื่อนั้นอำมาตย์
รับสั่งพระบาท จึงแต่งสารตรา
ตามพระโองการ ภูบาลสั่งมา
เสร็จแล้วมิช้า สั่งให้นักการ
  ๑๕๙ ให้เอาสารไป
ถวายแก่ท้าวไท สมเด็จภูบาล
ร้อยเอ็ดพารา บัดนี้อย่านาน
สั่งให้นักการ ทั้งร้อยเอ็ดนาย
  ๑๖๐ นักการเอาไป
ถวายให้ท้าวไท หัวเมืองทั้งหลาย
ทั้งร้อยเอ็ดแห่ง แจ้งในกฎหมาย
จึ่งแต่งลูกชาย แล้วส่งเข้ามา
  ๑๖๑ พระยาทั้งหลาย
หวังให้ลูกชาย เป็นอุปราชา
ทั้งร้อยเอ็ดองค์ ส่งลูกเข้ามา
ยังพระพารา ณสีเวียงไชย
  ๑๖๒ ลูกพระยาร้อยเอ็ด
มาพร้อมกันเสร็จ ร้อยเอ็ดกรุงไกร
จึ่งทั้งพลับพลา อยู่หน้าพระลานไชย
ครั้นเช้าเข้าไป เฝ้าพระทรงธรรม์
  ๑๖๓ ท้าวเห็นกุมาร
มีพระโองการ ตรัสมาด้วยพลัน
แก่พระกุมาร ทั้งร้อยเอ็ดนั้น
เจ้าจงผลัดกัน ไปพูดด้วยนาง
  ๑๖๔ แม้นนางทรามวัย
เจ้าพูดด้วยใคร ขึ้นที่ในปรางค์
ให้ชาวแตรสังข์ คอยฟังเป็นกลาง
ได้ยินเสียงนาง เจ้าพูดด้วยใคร
  ๑๖๕ ประโคมแตรสังข์
เราจะคอยฟัง ให้รู้แก่ใจ
คนใดคู่สร้าง ด้วยนางทรามวัย
ตัวเราจะใคร่ ให้รู้สำคัญ
  ๑๖๖ แม้นนางทรามวัย
เจ้าพูดด้วยใคร ประโคมด้วยพลัน
จึ่งสั่งกุมาร ทั้งร้อยเอ็ดนั้น
เจ้าจงผลัดกัน พูดคนละราตรี
  ๑๖๗ กุมารดีใจ
จึ่งลาท้าวไท ออกมาด้วยดี
เพลานั้นเล่า จะเข้าราตรี
จึ่งชาวมโหรี ดนตรีแตรสังข์
  ๑๖๘ เข้าไปเตรียมการ
อยู่ตามพนักงาน ได้คอยระวัง
คอยฟังนางงาม ทำตามรับสั่ง
สำหรับระวัง นางพูดด้วยใคร ๚ะ

ยานี

๑๖๙ เพลาราตรีกาล พระกุมารทั้งนั้นไซร้
องค์หนึ่งจึ่งเข้าไป พูดด้วยนางในปรางค์ศรี
๑๗๐ ครั้นถึงจึ่งปราศรัย ด้วยอรไทเป็นไมตรี
บิดาท้าวปรานี โปรดให้พี่นี้มาหา
๑๗๑ พระน้องอย่าตัดรอน นางบังอรจงเมตตา
เจ้าไม่เจรจา ด้วยพี่ยานางเทวี
๑๗๒ พูดไปแล้วพูดมา เหมือนอย่างบ้าน่าบัดศรี
พอจวนรุ่งราตรี นางเทวีไม่เจรจา
๑๗๓ พอรุ่งราตรีกาล พระกุมารกลับเปล่ามา
มาถึงซึ่งพลับพลา อดนอนมาก็หลับไป
๑๗๔ ค่ำลงมิทันนาน พระกุมารองค์หนึ่งไซร้
พลบค่ำย่ำฆ้องไชย จึ่งขึ้นไปพูดด้วยนาง
๑๗๕ บัดนี้พระบิดา ให้พี่มาหาในปรางค์
ปรานีแก่พี่บ้าง อย่าโรยร้างซึ่งไมตรี
๑๗๖ พี่มาถึงปราสาท วรนุชนาฏได้ปรานี
อย่าให้เสียท่วงที ตัดไมตรีให้เด็จดาย
๑๗๗ ได้แล้วไม่ทิ้งเสีย เลี้ยงเป็นเมียจนวันตาย
จงพูดด้วยพี่ชาย ถึงมิมากแต่สักคำ
๑๗๘ นางไซร้ไม่แลเหลียว พูดคนเดียวอยู่งึมงำ
ไม่พูดด้วยสักคำ แต่หัวค่ำจนป่านนี้
๑๗๙ นั่งบ่นจนหาวนอน นางบังอรไม่ไยดี
พอจวนรุ่งราตรี นางเทวีไม่เจรจา
๑๘๐ เมื่อนั้นพระกุมาร ไม่ได้การแล้วกลับมา
อดนอนจนแสบตา เสียเปล่าเปล่าไม่เข้าการ
๑๘๑ กุมารคนนี้ไซร้ ในน้ำใจเจ้ากล้าหาญ
เพลาสนธยากาล ขึ้นไปพูดด้วยเทวี
๑๘๒ ดูรานางน้องแก้ว พี่มาแล้วถึงปรางค์ศรี
เปิดม่านออกพาที พูดด้วยพี่สักสองคำ
๑๘๓ เป็นไรไม่เจรจา ฤๅใบ้บ้าต้องกระทำ
ไม่พูดแต่สักคำ แต่หัวค่ำจนเที่ยงคืน
๑๘๔ แต่พี่มาอ้อนวอน ถ้าจะนอนได้สักตื่น
พูดด้วยให้รวยรื่น ให้พี่ชื่นในน้ำใจ
๑๘๕ มาพูดด้วยบังอร จนหาวนอนจะขาดใจ
ไม่พูดก็แล้วไป อดนอนไยให้เสียที
๑๘๖ ว่าแล้วเท่านั้นไซร้ นอนกรนไปอยู่ฟี้ฟี้
ครั้นว่ารุ่งราตรี ลงจากปรางค์มาบัดดล
๑๘๗ กุมารทังนั้นไซร้ ผลัดกันไปทั่วทุกคน
สิ้นทั้งร้อยเอ็ดตน นางมิได้เจรจา
๑๘๘ ทั้งร้อยเอ็ดกุมาร มิได้การเหมือนคิดมา
ไม่สมความปรารถนา จึ่งทูลลาไปบูรี
๑๘๙ เมื่อนั้นท้าวพรหมทัต รำพึงอรรถด้วยเทวี
เหตุไรพระบุตรี เจ้าจึ่งไม่เจรจา
๑๙๐ จะลองอีกสักที พระภูมีสั่งเสนา
ให้เร่งบอกกันมา แต่บรรดาลูกมนตรี
๑๙๑ บอกมาให้พร้อมมูล ทั้งตระกูลลูกเศรษฐี
จะลองอีกสักที สุดแต่นางพูดด้วยใคร
๑๙๒ มนตรีจึ่งรับสั่ง วิ่งล้าลังมาทันใด
บอกแก่เสนาใน แต่บรรดามีลูกชาย
๑๙๓ เสนาแลมนตรี ลูกเศรษฐีสิ้นทั้งหลาย
บัดนี้พระฦๅสาย ให้แต่งลูกชายเข้าไป
๑๙๔ จะให้พูดด้วยนาง ที่ในปรางค์ปราสาทไชย
แม้นนางพูดด้วยใคร ท้าวจะให้ครองพารา
๑๙๕ เมื่อนั้นจึ่งเศรษฐี ทั้งมนตรีแลเสนา
แต่งลูกตนเข้ามา เฝ้าสมเด็จพระภูบาล
๑๙๖ บรมกระษัตริย์ ท้าวพรหมทัตมีโองการ
จึ่งสั่งให้กุมาร ลูกมนตรีแลเศรษฐี
๑๙๗ ให้ไปพูดด้วยนาง ที่ในปรางค์ทับทิมศรี
ไปพูดคนละราตรี แม้นว่านางพูดด้วยใคร
๑๙๘ เราจะอุปภิเษก ให้เป็นเอกครองเวียงไชย
นางพูดด้วยผู้ใด ผู้นั้นไซร้จะได้ดี
๑๙๙ เมื่อนั้นกุมารา ลูกเสนาแลเศรษฐี
กราบลาพระภูมี ครั้นราตรีขึ้นไปพลัน
๒๐๐ ไปพูดคืนละคน ด้วยเล่ห์กลต่างต่างกัน
ผลัดกันพูดทุกวัน นางจอมขวัญไม่ไยดี
๒๐๑ นางไซร้ไม่ยลยิน จนสุดสิ้นลูกมนตรี
นางไซร้ไม่พาที ลูกมนตรีก็จนใจ
๒๐๒ ยังแต่ลูกเศรษฐี ครั้นราตรีจึ่งขึ้นไป
บนปรางค์ปราสาทไชย จึ่งปราศรัยด้วยไฉยา
๒๐๓ ไปพูดคืนละคน เหมือนหนหลังดังว่ามา
ร่ำไปไม่เข้ายา เห็นจะช้าซึ่งท่วงที
๒๐๔ นางไซร้มิได้พูด จนสิ้นสุดลูกเศรษฐี
เจ้าไม่มาพาที ด้วยชายใดแต่สักคน
๒๐๕ ครั้งนั้นลูกมนตรี ลูกเศรษฐีก็ขัดสน
มาเฝ้าท้าวจุมพล ทูลยุบลแจ้งกิจจา
๒๐๖ ไปพูดด้วยอรไท เจ้ามิได้เจรจา
นิ่งไปเหมือนใบ้บ้า สุดปัญญาจะพาที
๒๐๗ ทูลแล้วมิทันช้า จึ่งกราบลาพระภูมี
ออกมาจากปรางค์ศรี ต่างจรลีไปเคหา
๒๐๘ พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ รำพึงคิดอยู่ไปมา
ร้อยเอ็ดลูกพระยา เจ้ามิได้จะพาที
๒๐๙ ครั้งนี้ก็ประหลาด ลูกอำมาตย์แลมนตรี
อีกทั้งลูกเศรษฐี เจ้ามิได้จะเจรจา
๒๑๐ จะลองนางเทวี อีกสักทีดูก่อนรา
จึ่งสั่งแก่เสนา ให้ป่าวร้องลูกกระฎุมพี
๒๑๑ ป่าวร้องให้มามาก ทั้งคนยากแลคนมี
แต่ลูกกระฎุมพี ให้เร่งป่าวกันเข้ามา
๒๑๒ อำมาตย์รับสั่งท้าว จึ่งไปป่าวทั่วพารา
บ้านนอกแลขอกนา ให้เข้ามาทุกตำบล
๒๑๓ กระฎุมพีครั้นรู้ข่าว เขาไปป่าวทุกตัวคน
จึ่งแต่งซึ่งลูกตน สิ้นทุกคนให้เข้าไป
๒๑๔ ลางคนห่มพุดดอก นุ่งหัวปอกทอใหม่ใหม่
บ้างนุ่งตารางไหม ห่มผ้าเทศอันเนื้อดี
๒๑๕ บ้างห่มสีหมากสุก ตารัดมุกงามมีศรี
ลางคนนุ่งตานี ห่มดอกคำย้อมน้ำฝาง
๒๑๖ ลางคนนุ่งเกล็ดเต่า ห่มนั้นเล่าผ้าขาวบาง
จะไปพูดด้วยนาง เห็นท่าทางพูดด้วยเรา
๒๑๗ ลางคนนุ่งตาโถง หวีผมโหย่งติดเขม่า
ขัดปีกแล้วดูเงา ที่ในไหน้ำมันยาง
๒๑๘ ลางคนนั้นนุ่งผ้า ตาเม็ดงาห่มริ้วมะปราง
จะไปพูดด้วยนาง ที่ในปรางค์ปราสาทจันทน์
๒๑๙ ลางคนนั้นเล่าไซร้ ตัดผมใหม่ใส่น้ำมัน
แต่งตัวงามเฉิดฉัน นุ่งสีจันทร์ห่มสีคราม
๒๒๐ ส่องกระจกแล้วหวีหัว พิศดูตัวชมว่างาม
ผู้หญิงจะวิ่งตาม กลัวจะเสียเนื้อความไป
๒๒๑ เหล่าพวกกระฎุมพี คิดมั่งมีแต่ในใจ
ว่าครั้งทีนี้ไซร้ จะได้เป็นอุปราชา
๒๒๒ กระฎุมพีสิ้นทั้งนั้น ครั้นพร้อมกันแล้วเข้ามา
ถึงวังมิได้ช้า เข้าเฝ้าท้าวในรังศรี
๒๒๓ เมื่อนั้นพระนเรนทร์ ครั้นแลเห็นกระฎุมพี
ตรัสสั่งมาด้วยดี ให้ไปพูดด้วยฉายา
๒๒๔ แม้นนางพูดด้วยใคร จะยกให้เป็นบริจา
จะให้เป็นฝ่ายหน้า ตามวาสนาของผู้ใด
๒๒๕ กระฎุมพีทั้งปวงนั้น ฟังทรงธรรม์ก็ดีใจ
กราบลาพระภูวไนย จะไปพูดด้วยเทวี
๒๒๖ มาถึงตีนอัฒจันทร์ จึ่งผลัดกันคนละราตรี
ไปพูดด้วยเทวี ที่ในปรางค์รจนา
๒๒๗ จึ่งว่านางเทวี ในวันนี้พระราชา
ให้พี่นี้มาหา สังสนทนาด้วยเทวี
๒๒๘ แม้นเจ้ายอมเป็นเมีย ไม่ให้เสียซึ่งท่วงที
ตายด้วยม้วยเป็นผี น้องเจ้าพี่อย่าแคลงใจ
๒๒๙ ตัวพี่ไม่ล่อลวง นางนมพวงอย่าสงลัย
บุญเหลือไม่เชื่อใจ เจ้าจึงไม่เจรจา
๒๓๐ แม้นไม่เลี้ยงไว้แนบอก ให้ตกนรกจัตุรา
จริงจริงให้ฟ้าผ่า หัวคนอื่นให้แตกตาย
๒๓๑ นั่งบ่นเหมือนคนบ้า กล่าววาจาเป็นมากมาย
จนถึงสามยามปลาย นางโฉมฉายไม่พาที
๒๓๒ อดนอนโงกวับวับ หลับตาพูดไม่สมประดี
ครั้นว่ารุ่งราตรี กระฎุมพีกลับลงมา
๒๓๓ กระฎุมพีทั้งปวงนั้น ผลัดกันพูดด้วยฉายา
ทุกวันนิรันดร์มา พระยุพาไม่ไยดี
๒๓๔ ไม่พูดด้วยสักคน จนสิ้นพวกกระฎุมพี
กลับมาทูลภูมี ว่าเทวีไม่เจรจา
๒๓๕ ทูลแล้วกระฎุมพี ลาภูมีแล้วออกมา
จากวังมิได้ช้า ไปเคหาสถานตน
๒๓๖ เมื่อนั้นกรุงกระษัตริย์ ท้าวพรหมทัตคิดฉงน
ให้พูดจนทุกคน นางนิฤมลไม่พาที
๒๓๗ ท้าวไทไม่รู้เหตุ ว่าเยาวเรศพระบุตรี
แต่ยังเป็นปักษี นางเทวีตั้งสัจจา ๚ะ

สุรางคนางค์

  ๒๓๘ เรื่องนี้ยกไว้ก่อน
จะกล่าวถึงภูธร หน่อพระศาสดา
เจ้าสรรพสิทธิ ไปเรียนวิชา
ลาอาจารย์มา ช้านานหลายวัน
  ๒๓๙ สองคนกะพี่เลี้ยง
ผันผายบ่ายเบี่ยง มาในไพรสัณฑ์
แต่พากันมา ลินลาจรจรัล
ได้สิบห้าวัน มาถึงสถาน
  ๒๔๐ เจ้าจึ่งเข้าไป
นั่งลงกราบไหว้ บิตุเรศชนมาร
โกณฑัญบิดา เขมานงคราญ
เห็นพระกุมาร ลูกรักกลับมา
  ๒๔๑ ทั้งสองเศรษฐี
ชื่นชมยินดี จึงมีวาจา
เจ้าตั้งความเพียร ไปเรียนวิชา
ลุดังปรารถนา ฤๅประการใด
  ๒๔๒ สรรพสิทธิปรีชา
บอกแก่บิดา มารดาทันใจ
เรียนศิลปศาสตร์ สามารถฤทธิไกร
สำเร็จดังใจ ลาอาจารย์มา
  ๒๔๓ เมื่อเจ้ามาถึง
อำมาตย์คนหนึ่ง วันนั้นออกมา
มาหาเศรษฐี ที่ในเคหา
สังสนทนา ด้วยมหาเศรษฐี
  ๒๔๔ เห็นหน่อโพธิสัตว์
หนุ่มน้อยกำดัด ได้สิบหกปี
โฉมงามประเสริฐ เลิศล้ำโลกี
เมื่อนั่นมนตรี ถามมาทันใจ
  ๒๔๕ ว่าข้าแต่ท่าน
อันว่ากุมาร นี้ลูกของใคร
ฤๅว่าลูกหลาน ของท่านฤๅไฉน
โฉมงามทรามวัย ลูกใครท่านอา
  ๒๔๖ เศรษฐีบอกเล่า
ว่าลูกข้าเจ้า นะท่านเสนา
ตัวเจ้านี้ไซร้ ไปเรียนวิชา
เจ้าพึ่งกลับมา ถึงในวันนี้
  ๒๔๗ เมื่อนั้นเสนา
ครั้นฟังกิจจา จึ่งลาเศรษฐี
ลงจากเคหา กลับมาบูรี
เข้าในวังศรี เฝ้าท้าวทรงธรรม์
  ๒๔๘ จึ่งกราบทูลสาร
ยังมีกุมาร หนุ่มน้อยเฉิดฉัน
นรลักษณ์พักตร์ผ่อง คือดังดวงจันทร์
เป็นบุตรโกณฑัญ อยู่บ้านจันทคาม
  ๒๔๙ ไปเรียนวิชา
เจ้าพึ่งกลับมา ข้าได้ไถ่ถาม
เศรษฐีบอกให้ จึ่งได้เนื้อความ
รูปทรงเจ้างาม ดังเทพเมืองบน
  ๒๕๐ ท่านท้าวพรหมทัต
ครั้นได้ฟังอรรถ แจ้งในอนุสนธิ์
ตรัสไปไม่ช้า เสนาสามนต์
เร่งเร็วบัดดล ไปเอาตัวมา
  ๒๕๑ ไปบอกโกณฑัญ
ว่าลูกชายนั้น ไปเรียนวิชา
อันลูกเศรษฐี บัดนี้กลับมา
เราจะให้สนทนา ด้วยพระบุตรี
  ๒๕๒ เสนาสามนต์
รับสั่งจุมพล กราบลาภูมี
ออกมามินาน ยังบ้านเศรษฐี
จึ่งบอกคดี ถ้วนถี่ทุกประการ
  ๒๕๓ ว่าพระทรงฤทธิ์
ให้เจ้าสรรพสิทธิ เข้าไปอย่านาน
จะให้ตัวเจ้า ยอดเยาวมาลย์
พูดด้วยนงคราญ เกสรสาวสวรรค์
  ๒๕๔ เศรษฐีแจ้งกิจ
ให้เจ้าสรรพสิทธิ กับพี่เลี้ยงนั้น
มาด้วยเสนา ลินลาผายผัน
พากันจรจรัล เข้าในเมืองหลวง
  ๒๕๕ มาตามถนน
ท่ามกลางมหาชน ฝูงคนทั้งปวง
ชวนกันพิศวาส ทั้งท้องตลาดหลวง
สาวสาวทั้งปวง ชวนกันตามดู
  ๒๕๖ เห็นรูปโพธิสัตว์
มีความกำหนัด วิ่งตามพรูพรู
ลางคนว่าไป ถ้าได้กับกู
เปิดนมให้ดู ชายหูชายตา
  ๒๕๗ ลางคนว่าไป
พาอีจังไร มาทำขายหน้า
ได้เป็นผัวกู สมหูสมตา
จะชวนเสนหา ไม่ให้ขาดวัน
  ๒๕๘ ลางคนว่าเล่า
ถ้าได้กับเรา จะดีกว่านั้น
ให้อยู่ในห้อง กินของกลางวัน
ปิดประตูให้มั่น ทุกวันอัตรา
  ๒๕๙ ที่เป็นผู้ใหญ่
ถามว่าลูกใคร ท่านไปพามา
รูปร่างสำอาง เหมือนอย่างเทวา
เห็นทีฉายา เจ้าจะพาที
  ๒๖๐ แต่ก่อนนั้นเล่า
ไม่งามเพริศเพรา เหมือนเจ้าคนนี้
แอร่มแช่มช้อย หนุ่มน้อยมีศรี
เห็นนางเทวี เจ้าจะชอบใจ
  ๒๖๑ พักตราน่ารัก
คิ้วคอนรลักษณ์ น่ารักแจ่มใส
ลูกสาวชาวตลาด พิศวาสอาลัย
ตามไปมิได้ กลับมาเรือนตน
  ๒๖๒ เมื่อนั้นอำมาตย์
พาเจ้าลินลาศ มาตามถนน
เดินมาล้าลัง ถึงวังบัดดล
เข้าเฝ้าจุมพล ในท้องพระโรงไชย
  ๒๖๓ สรรพสิทธิกุมาร
ก้มเกล้ากราบกราน ถวายบังคมไท
ท้าวเห็นสรรพสิทธิ พิศดูทรามวัย
คิดในพระทัย รำพึงไปมา
  ๒๖๔ ว่าลูกโกณฑัญ
รูปโฉมโนมพรรณ เห็นงามพอตา
ควรที่จะครอง ปกป้องพารา
น่ารักพักตรา เห็นงามเฉิดฉาย
  ๒๖๕ จิ้มลิ้มนิ่มนวล
เป็นที่ยียวน ใจโลกย์ทั้งหลาย
เป็นที่เสนหา ไม่มาว่างวาย
จะมีแยบคาย ในการสตรี
  ๒๖๖ นางสุวรรณเกสร
เราเห็นลูกอร จะมาพาที
ถ้าแม้นไม่พูด ด้วยชายคนนี้
จะให้เทวี เจ้าหาตามใจ
  ๒๖๗ คิดแล้วภูบาล
มีพระโองการ ตรัสแก่ทรามวัย
ดูรากุมาร ท่านจงขึ้นไป
บนปราสาทไชย พูดด้วยเทวี
  ๒๖๘ ที่ในปรางค์ปรา
ในเมื่อเพลา กลางคืนวันนี้
พูดจาปราศรัย เป็นทางไมตรี
สนทนาพาที ตามอัชฌาสัย
  ๒๖๙ นางพูดด้วยแล้ว
อันว่านางแก้ว เราจะยกให้
จะเสกทั้งสอง ให้ครองเวียงไชย
เจ้าจงขึ้นไป เมื่อในราตรี
  ๒๗๐ ท่านท้าวจึงสั่ง
ใช้ชาวแตรสังข์ แลดุรีย์ดนตรี
ขึ้นไประวัง เหมือนดังทุกที
จึ่งชาวดนตรี ชวนกันขึ้นไป
  ๒๗๑ สรรพสิทธิกุมาร
กราบลาภูบาล ออกมาทันใจ
เจ้ามารำพึง คิดคำนึงใน
เพลานั้นไซร้ พลบค่ำราตรี
  ๒๗๒ หน่อพระศาสดา
เจ้ามีปัญญา เลิศล้ำโลกี
เข้ามานั่งเคียง พี่เลี้ยงด้วยดี
จึ่งอ่านฤทธี พระเวทคาถา
  ๒๗๓ ถอดเอาหัวใจ
ของพี่เลี้ยงไซร้ ออกจากกายา
เอามาซ่อนไว้ เมื่อใกล้สนธยา
จึ่งเอาขึ้นมา บนปราสาทไชย
  ๒๗๔ ยามหนึ่งนั่งอยู่
ที่ริมประตู เอาดวงหทัย
ของพี่เลี้ยงนั้น ออกมาทันใจ
เอาใส่เข้าไว้ ที่บานทวาร
  ๒๗๕ หน่อพระชินศรี
เสี่ยงด้วยบารมี ตั้งอธิษฐาน
ว่าข้ากับนาง สร้างมาช้านาน
เดชะสมภาร เคยคู่กันมา
  ๒๗๖ เคยเป็นคู่สร้าง
ขอให้นวลนาง พูดด้วยอาตมา
เดชะกุศล แต่หนหลังมา
ให้นางเจรจา เมื่อในราตรี
  ๒๗๗ ฝ่ายนางทรามวัย
ได้ตั้งสัตย์ไว้ จึ่งไม่พาที
ด้วยพยาบาท แต่ชาติปักษี
มิได้พาที ด้วยชายคนใด
  ๒๗๘ พ่อนกนั้นเล่า
พิษฐานตามเจ้า มาทันอรไท
เดชะกุศล ให้เข้าดลใจ
นางงามทรามวัย จะใคร่เจรจา
  ๒๗๙ แต่ประถมยาม
จึ่งพระโฉมงาม หน่อพระศาสดา
อยู่ที่ประตู หวังดูกิริยา
จึ่งมีวาจา พูดด้วยพระทวาร
  ๒๘๐ ดูราประตู
แต่ข้ามาอยู่ เป็นช้าเป็นนาน
ท้าวให้มาพูด ด้วยพระเยาวมาลย์
ที่ไหนนงคราญ นางจะเจรจา
  ๒๘๑ เจ้าไม่พอใจ
จะพูดด้วยใคร ชายใดเลยนา
แต่พี่กับน้อง พูดกันสองรา
นางไม่เจรจา ช่างนางเป็นไร
  ๒๘๒ จึงพี่ประตู
เล่านิทานสู่ กันฟังเป็นไร
นิทานหนหลัง รู้บ้างฤๅไฉน
พี่เจ้าเล่าไป ได้แก้หาวนอน
  ๒๘๓ หัวใจในประตู
ว่าข้าไม่รู้ นิทานแต่ก่อน
เป็นแต่ประตู ไม่รู้บทกลอน
ครั้นค่ำเมื่อจะนอน ท่านปิดเข้าไว้
  ๒๘๔ ครั้นเวลาเช้า
ท่านเปิดออกเล่า เป็นทุกวันไป
เป็นพนักงาน แต่เท่านั้นไซร้
ไม่รู้สิ่งไร จะเล่าให้ฟัง
  ๒๘๕ ฝ่ายว่านางนาฏ
เห็นผิดประหลาด กว่าแต่หนหลัง
ประตูพดได้ ยังไม่เคยฟัง
กุศลหนหลัง มาเข้าดลใจ
  ๒๘๖ นังอยู่ในม่าน
จะฟังนิทาน กุมารนั้นไซร้
จะเล่าตำนาน นิทานสิ่งใด
นางงามทรามวัย เจ้าตั้งใจฟัง
  ๒๘๗ เจ้าสรรพสิทธิ
ครั้นเจ้าดำริ แล้วกล่าววาจัง
ข้าจะเล่าสู่ ให้พี่ประตูฟัง
โบราณท่านตั้ง ไว้เป็นนิทาน
  ๒๘๘ แต่ก่อนยังมี
ชาวเกลอทั้งสี่ มีวิชาการ
ความรู้คนละสิ่ง ยอดยิ่งเชี่ยวชาญ
คนหนึ่งชำนาญ การยิงธนู
  ๒๘๙ คนหนึ่งชำนาญ
มีวิชาการ เรียนเป็นหมอดู
ในยามสามตา เรียนมาต่อครู
ใครมาให้ดู ไม่ผิดสักที
  ๒๙๐ คนหนึ่งสามารถ
รู้ศิลปศาสตร์ เลิศล้ำโลกี
ฝูงคนทั้งหลาย อันตายเป็นผี
ชุบด้วยฤทธี ให้รอดขึ้นมา
  ๒๙๑ คนหนึ่งเลิศล้ำ
รู้ประดาน้ำ ดำกลั้นนักหนา
เงินทองตกน้ำ จ้างดำอัตรา
ในกลางคงคา ดำให้ทุกคน
  ๒๙๒ วันหนึ่งเล่าไซร้
จึ่งพากันไป เที่ยวในไพรสณฑ์
นั่งอยู่ร่มไม้ แทบใกล้ฝังชล
สหายสี่คน สนทนาพาที
  ๒๙๓ สามเกลอจึ่งถาม
แก่หมอทายยาม ว่าเราวันนี้
ชวนกันมานั่ง ริมฝั่งนัที
ว่าเราจะมี ลาภบ้างฤๅไฉน
  ๒๙๔ จึ่งหมอดูนั้น
จับยามด้วยพลัน รู้แจ้งในใจ
ว่าในวันนี้ จะมีลาภใหญ่
นกอินทรีไซร้ จะคาบนางมา
  ๒๙๕ ไม่ช้าบหึง
จะคาบมาถึง บัดนี้แลนา
พอนกอินทรี คาบนารีมา
เห็นแล้วมิช้า ชี้ให้กันดู
  ๒๙๖ สหายทั้งสี่
เห็นนกอินทรี คาบนางวางวู่
มาโน่นแล้วแน่ ชวนกันแลดู
นายขมังธนู จึ่งยิงขึ้นไป
  ๒๙๗ ในกลางวิถี
อินทรีปักษี เห็นแล้วตกใจ
วางนางลงมา กลางคงคาไหล
นางนั้นบรรลัย ในกลางคงคา
  ๒๙๘ คนรู้ประดาน้ำ
เพื่อนจึงลงดำ ได้นางขึ้นมา
นางตายเป็นผั ไม่มีชีวา
คนชุบรูปา ชุบขึ้นทันใจ
  ๒๙๙ นางเป็นขึ้นแล้ว
เอวบางนางแก้ว โฉมงามทรามวัย
จะได้แก่ชาย สหายคนใด
จะได้แก่ใคร นะพี่ประตู
  ๓๐๐ ประตูจึงว่าไป
นางคนนี้ไซร้ ได้แก่หมอดู
สหายทั้งปวง มิได้ล่วงรู้
เพราะว่าหมอดู จึ่งได้นางมา
  ๓๐๑ เมื่อนั้นเทวี
เห็นผิดท่วงที กว่าแต่ก่อนมา
เหตุไรประตู จึ่งรู้เจรจา
ด้วยนางฉายา ไม่รู้กลใน
  ๓๐๒ ว่าเจ้าสรรพสิทธิ
ถอดเอาดวงจิต ใส่ประตูไว้
เจ้ารำพึงคิด เห็นผิดวิสัย
นางงามทรามวัย จึ่งมีวาจา
  ๓๐๓ ดูราประตู
แต่เรามาอยู่ ช้านานหนักหนา
ไม่เคยได้ยิน ลมลิ้นเจรจา
จะได้ไยนา แก่คนหมอดู
  ๓๐๔ ได้แก่ประดาน้ำ
ได้ลูบได้คลำ ได้อุ้มได้ชู
ถึงเนื้อถึงตัว เหมือนผัวเหมือนชู้
อันพี่ประตู ว่านั้นผิดไป
  ๓๐๕ จึ่งชาวดนตรี
ได้ยินเทวี พูดจาปราศรัย
ประโคมแตรสังข์ อึงทั้งวังใน
ได้ยินขึ้นไป ถึงพระบิดา
  ๓๐๖ พรหมทัตภูมี
ท้าวแจ้งคดี ว่าพระธิดา
กับพระกุมาร สร้างสมภารมา
จึ่งนางฉายา พูดด้วยกุมาร ๚ะ

ยานี

๓๐๗ ยามสองลั่นฆ้องไชย เลื่อนเข้าไปจากทวาร
สรรพสิทธิกุมาร ถอดหัวใจจากประตู
๓๐๘ จึ่งชาวพนักงาน นำกุมารผู้โฉมตรู
เข้ามาพ้นประตู มาอยู่ใกล้ชวาลา
๓๐๙ เจ้าสรรพสิทธิ จึงดำริอยู่ไปมา
เอาดวงหัทยา ใส่ชวาลานั้นเข้าไว้
๓๑๐ แล้วเจ้านั่งนิ่งอยู่ พระโฉมตรูไม่ว่าไร
ไม่พูดด้วยใครใคร นิ่งดูใจสักครึ่งยาม
๓๑๑ อันว่านางทรามวัย เจ้ามิได้จะไถ่ถาม
พระองค์ผู้ทรงนาม เจ้าจึ่งกล่าวซึ่งวาจา
๓๑๒ ข้ามาอยู่คนเดียว มาเปล่าเปลี่ยวอยู่เอกา
เห็นแต่ชวาลา เป็นเพื่อนพูดในราตรี
๓๑๓ ดูราชวาลา เอ็นดูข้าในครานี้
นิทานอันใดมี จงเล่าไปสู่กันฟัง
๓๑๔ หัวใจของพี่เลี้ยง อยู่ในตะเกียงกล่าววาจัง
นิทานแต่หนหลัง ว่าข้าเจ้าไม่เข้าใจ
๓๑๕ เป็นแต่ชวาลา ครั้นว่าค่ำลงเมื่อไร
ท่านนั้นจึงเอาไฟ จุดตามไว้ทุกวันวาร
๓๑๖ อันตัวข้าเจ้าไซร้ ไม่รู้เล่าซึ่งนิทาน
เป็นแต่พนักงาน ให้สว่างในราตรี
๓๑๗ แม้นว่าพระกุมาร รู้นิทานแต่ก่อนมี
เล่าไปในราตรี ข้าเจ้านี้จะขอฟัง
๓๑๘ นางน้องรำพึงคิด เห็นวิปริตถึงสองครั้ง
ตะเกียงอันตามตั้ง ไม่เคยเห็นเจรจา
๓๑๙ คิดแล้วนางอรไท นิ่งไว้ในใจฉายา
จะฟังชวาลา เจรจาอีกอย่างไร
๓๒๐ สรรพสิทธิกุมาร เล่านิทานมุขหนึ่งไป
บูราณท่านว่าไว้ ยังมีช่างทั้งสี่คน
๓๒๑ อันช่างคนหนึ่งไซร้ แต่งตัวไม้ไม่ขัดสน
คนหนึ่งรู้เวทย์มนตร์ เป็นช่างชุบทุกสิ่งอัน
๓๒๒ คนหนึ่งเป็นช่างเขียน เมื่อพิศเพียรงามเฉิดฉัน
อันช่างคนหนึ่งนั้น ช่างสลักซึ่งลวดลาย
๓๒๓ อยู่มาวันหนึ่งนั้น จึ่งชวนกันทั้งสี่นาย
รับจ้างคนทั้งหลาย ทำใบดานการบูเรียน
๓๒๔ นายช่างแต่งตัวไม้ แล้วส่งให้แก่ช่างเขียน
ใบดานการบูเรียน เขียนเป็นรูปกระสัตรี
๓๒๕ รูปทรงสงสถาน ปานดังรูปกินรี
ครั้นเขียนแล้วทันที ส่งให้ช่างสลักพลัน
๓๒๖ สลักเป็นรูปนาง งามสำอางดูเฉิดฉัน
รูปร่างดังนางสวรรค์ เป็นที่รักทั้งสี่นาย
๓๒๗ ช่างชุบนั้นเล่าไซร้ ชุบขึ้นไว้ด้วยใจหมาย
เป็นคนงามเฉิดฉาย รูปเลิศล้ำกระสัตรี
๓๒๘ รูปร่างงามนักหนา แต่ผ้านุ่งนั้นไม่มี
คนหนึ่งนั้นภักดี เอาผ้านุ่งมาให้นาง
๓๒๙ ผ้าห่มนั้นก็ให้ ความรักใคร่เป็นสุดอย่าง
ตกอยู่ในท่ามกลาง นางจะได้แก่คนใด
๓๓๐ ขอถามชวาลา จงบอกข้าให้เข้าใจ
จะได้ไปแก่ใคร ช่วยว่าให้รู้คดี
๓๓๑ หัวใจในตะเกียง ค่อยบ่ายเบี่ยงมาพาที
อันว่านางคนนี้ ไซร้จะได้ไปแก่ใคร
๓๓๒ ข้าเห็นว่านวลนาง ได้แก่ช่างคนหนึ่งไซร้
ที่เอาผ้ามาให้ นางจึ่งได้ปิดความอาย
๓๓๓ ข้าเห็นว่าอย่างนี้ ใช่ว่าที่ช่างทั้งหลาย
จะมาปิดความอาย แห่งนวลนางกุมารี
๓๓๔ เมื่อนั้นนางฉายา ฟังชวาลามาพาที
จึ่งนางมารศรี มีเสาวนีย์ว่าออกไป
๓๓๕ ดูราชวาลา เราอยู่มาแต่ก่อนไร
หาเคยได้ยินไม่ ชวาลามาพาที
๓๓๖ ว่ามาผิดท่าทาง เหตุไรนางกุมารี
จะได้ช่างคนนี้ ที่เอาผ้ามาให้นาง
๓๓๗ ว่านั้นเห็นผิดนัก อันช่างสลักทำรูปร่าง
ต้องคลำทำรูปนาง ไม่ว่างเว้นแต่สักวัน
๓๓๘ ดูราชวาลา ช่างเจรจาเห็นคมสัน
ว่ามาผิดทั้งนั้น อย่ามาว่าน่าบัดศรี
๓๓๙ อันว่าช่างทั้งหลาย จะต้องกายก็ไม่มี
แต่ช่างสลักนี้ จะได้นางเป็นภริยา
๓๔๐ ดนตรีแลแตรสังข์ ครั้นได้ฟังนางเจรจา
ประโคมขึ้นมิช้า เสียงประโคมครืนโครมไป
๓๔๑ ได้ยินไปถึงกรรณ พระทรงธรรม์บิดาไท
ว่านางผู้ทรามวัย เจ้าพูดด้วยพระกุมาร
๓๔๒ คำรบถึงสองครั้ง ท้าวได้ฟังก็ชื่นบาน
จึ่งชมว่าสมภาร เจ้าเคยสร้างมาด้วยกัน
๓๔๓ นางพูดในราตรี ในวันนี้ดูอัศจรรย์
คนอื่นเป็นหมื่นพัน นอกกว่านั้นไม่เจรจา
๓๔๔ ยามสามจึ่งพนักงาน เลื่อนกุมารนั้นเข้ามา
จากชั้นชวาลา เข้ามาชั้นพานพระศรี
๓๔๕ สรรพสิทธิฤทธิไกร ถอดหัวใจมาด้วยดี
ใส่ไว้ในพานพระศรี แล้วมิได้จะว่าไร
๓๔๖ นางไซร้ไม่กล่าวสาร พระกุมารจึ่งว่าไป
ข้าไม่เห็นหน้าใคร เห็นแต่ท่านพานพระศรี
๓๔๗ ช่างมานิ่งเสียได้ เป็นไฉนไม่พาที
อันตัวของข้านี้ ไม่รู้ที่พูดด้วยใคร
๓๔๘ หัวใจอยู่ในพาน จึ่งกล่าวสารมาแก้ไข
ข้าเจ้านี้เล่าไซร้ สำหรับใส่แต่หมากพลู
๓๔๙ พนักงานเท่านี้ไซร้ สิ่งอันใดข้าไม่รู้
ข้าเจ้าจึ่งนิ่งอยู่ ไม่รู้ที่จะพาที
๓๕๐ เจ้าสรรพสิทธิ ดำริแล้วกล่าวคดี
ว่าท่านพานพระศรี เล่านิทานสู่กันฟัง
๓๕๑ หัวใจอยู่ในพาน ได้ฟังสารกล่าววาจัง
ข้ายังไม่เคยฟัง ว่านิทานประการใด
๓๕๒ อันว่าตัวข้าเจ้า หารู้เล่านิทานไม่
เจ้ารู้จงเล่าไป ข้าเจ้าไซร้จะขอฟัง
๓๕๓ เมื่อนั้นจึ่งนางนาฏ เห็นประหลาดถึงสามครั้ง
พานหมากอันเคยตั้ง ไว้แต่ก่อนห่อนเจรจา
๓๕๔ หลากด้วยพานพระศรี รู้พาทีน่าสงกา
นางคิดอยู่ไปมา มิได้ว่าสิ่งอันใด ๚ะ

สุรางคนางค์

  ๓๕๕ สรรพสิทธิกุมาร
จึ่งเล่านิทาน มุขหนึ่งสืบไป
ยังมีนายโจร คนหนึ่งเล่าไซร้
กล้าหาญชาญชัย อยู่ในกลางป่า
  ๓๕๖ อยู่ในซอกเขา
ถ้ำอันหนึ่งเล่า ชอบกลนักหนา
ใครไม่รู้แห่ง ตำแหน่งโจรป่า
อยู่ในซอกผา ลับตาฝูงคน
  ๓๕๗ มหาโจรคนนี้
แต่เพื่อนเที่ยวตี มาหลายตำบล
เก็บเอาเงินทอง มาเป็นของตน
มหาโจรนั้นขน เอาทรัพย์มาไว้
  ๓๕๘ ปล้นวิ่งชิงสะดม
ทรัพย์นั้นสะสม มากมายเหลือใจ
ผ้าผ่อนเงินทอง สิ่งของนั้นไซร้
ขนเอามาไว้ ในถํ้ามากมาย
  ๓๕๙ ได้ทรัพย์มากแล้ว
มหาโจรใจแกล้ว คิดในใจหมาย
ทรัพย์นี้อักขู ถ้าตัวกูตาย
เงินทองมากมาย จะอันตรธาน
  ๓๖๐ ลูกเมียหาไม่
แต่ตัวกูไซร้ อยู่ในไพรสาณฑ์
คิดแล้วมิช้า เที่ยวมาใกล้บ้าน
แลเห็นกุมาร มาเล่นหลายคน
  ๓๖๑ เห็นได้ท่วงที
ว่านางกุมารี คนนี้ชอบกล
จะลักเอาไป ไว้ในใพรสณฑ์
มหาโจรเข้าปล้น ลักเอานางมา
  ๓๖๒ อุ้มนางกุมารี
ได้แล้วพาหนี เข้าไพรพฤกษา
วันหนึ่งยังคํ่า ถึงถ้ำคูหา
เลี้ยงเป็นธิดา ไม่อนาทร
  ๓๖๓ เลี้ยงไว้ในถํ้า
ทุกวันเช้าค่ำ แต่กินกับนอน
โจรรักที่สุด ดังบุตรอุทร
อันนางบังอร ได้สิบห้าปี
  ๓๖๔ เมื่อจะวิบัติ
นางน้องข้องขัด โลหิตไม่มี
ผอมเหลืองเงื่องง่วง โรยร่วงอินทรีย์
นางไม่พาที สิ่งใดเลยนา
  ๓๖๕ มหาโจรนั้นไซร้
เพื่อนมาตกใจ กลัวลูกมรณา
คิดว่าจะไป หาหมอรักษา
ออกจากคูหา เดินมาทันที
  ๓๖๖ ด้นป่ามาถึง
ยังไร่แห่งหนึ่ง อยู่ในไพรศรี
ยายแก่เจ้าไร่ เป็นหมอสตรี
นวดฟั้นก็ดี ประกอบหยูกยา
  ๓๖๗ หญิงขาดระดู
ยายหมอนั้นรู้ แก้ระดูให้มา
นายโจรนั้นเล่า จึ่งเข้าไปหา
เรียกยายชรา มาพูดจากัน
  ๓๖๘ ยายหมอเจ้าไร่
เห็นโจรเข้าไป ตกใจตัวสั่น
ครั้นจะวิ่งหนี กลัวจะมิทัน
ความกลัวโจรนั้น เป็นพ้นปัญญา
  ๓๖๙ อันยายหมอนั้น
ความกลัวตัวสั่น งกงันมาหา
นายโจรว่าไป ตกใจไยนา
จะหาไปรักษา ลูกข้าครั้งนี้
  ๓๗๐ ยายจงไปดู
ลูกรักโฉมตรู ระดูไม่มี
แม้นลูกข้าหาย ยายจะได้ดี
ไปดูเทวี ให้เห็นแก่ตา
  ๓๗๑ ยายหมอนั้นไซร้
ขัดโจรมิได้ กลัวความมรณา
แม้นว่าไม่ไป ขัดใจโจรป่า
เพื่อนจะโกรธา ฆ่าให้บรรลัย
  ๓๗๒ ไม่รู้ตำบล
ตำแหน่งแห่งหน ว่าอยู่ที่ไหน
บัดนี้โจรป่า จะพาเอาไป
อยู่ใกล้ฤๅไกล ไม่รู้เลยนา
  ๓๗๓ จึ่งเอาลูกผัก
น้ำเต้าแฟงฟัก อีกทั้งถั่วงา
ยายหมอคนนี้ แกมีปัญญา
กลัวว่าโจรป่า จะเอาตัวไว้
  ๓๗๔ หาหยูกหายา
ลูกผักลูกหญ้า เอาติดตัวไป
ถ้าแม้นว่าโจร จะเอาตัวไว้
อยู่ช้านานไป จะได้หนีมา
  ๓๗๕ มหาโจรนั้นเล่า
จึ่งพายายเฒ่า มาจากเคหา
พาเดินด้นดั้น ในอรัญวา
ไม่เดินมรคา ลัดมาในไพร
  ๓๗๖ ยายหมอนั้นนา
คิดด้วยปัญญา รำพึงในใจ
เอาผักนั้นเล่า อันตนเอาไป
ปลูกรายลงไว้ ตามที่ลัดมา
  ๓๗๗ ด้วยไม่รู้แห่ง
โจรพาลัดแลง มาในกลางป่า
วันนั้นจึ่งยาย ปลูกผักรายมา
จนถึงคูหา ที่โจรอาศัย
  ๓๗๘ มาถึงถ้ำแล้ว
นายโจรใจแกล้ว พายายเข้าไป
จึ่งให้รักษา ธิดานั้นไซร้
ยายหมอนั้นให้ กินยาทุกวัน
  ๓๗๙ ทั้งบีบทั้งนวด
ค่อยคลายหายปวด จากความเจ็บนั้น
แกค่อยรักษา มาได้หลายวัน
จึ่งยายหมอนั้น ลาโจรป่ามา
  ๓๘๐ มหาโจรนั้นเล่า
ว่าแก่ยายเฒ่า อย่าไปเลยนา
ยายอยู่เป็นเพื่อน ลูกข้าเถิดหนา
พิทักษ์รักษา ลูกข้าสืบไป
  ๓๘๑ ยายหมอนั้นนา
อยู่ด้วยโจรป่า ในถํ้านั้นไซร้
ครั้นถึงเดือนหก ฝนตกห่าใหญ่
ลูกผักนั้นไซร้ งอกงามขึ้นมา
  ๓๘๒ ยายแก่นั้นไซร้
รำพึงในใจ จะหนีโจรป่า
นายโจรไม่อยู่ ยายจู่หนีมา
ออกจากคูหา เดินมาในไพร
  ๓๘๓ ลัดมาในป่า
ตามปลูกผักมา ที่ในป่าใหญ่
ตามต้นผักนั้น เป็นสำคัญไป
ยายจึ่งมาได้ ถึงเคหาตน
  ๓๘๔ วันยายมาถึ
กุมารคนหนึ่ง รู้ข่าวบัดดล
จึ่งมาถามข่าว เรื่องราวเหตุผล
ยายบอกอนุสนธิ์ แต่หนหลังมา
  ๓๘๕ ยายหมอบอกข่าว
โจรมีลูกสาว คนหนึ่งโสภา
ได้สิบห้าปี ผิวพักตร์ลักขณา
อยู่ในคูหา ที่โจรอาศัย
  ๓๘๖ เจ้าจะไปหา
ตัวยายนี้หนา จะบอกให้ไป
ลูกสาวมหาโจร อยู่ถ้ำโพ้นไซร้
แม้ว่าเจ้าไป จะสมปรารถนา
  ๓๘๗ กุมารว่าเล่า
ตัวของข้าเจ้า จะใคร่ไปหา
ด้วยไม่รู้แห่ง ตำแหน่งโจรป่า
อันหนึ่งมรคา ยังไม่เคยไป
  ๓๘๘ ยายจึ่งว่าเล่า
แม้นว่าตัวเจ้า จะใคร่คลาไคล
เมื่อแรกโจรป่า มันพายายไป
ยายปลูกผักไว้ ได้เป็นสำคัญ
  ๓๘๙ ฝนตกลงมา
ฟักแฟงถั่วงา งอกงามเรียงรัน
หนีโจรมาไซร้ ได้เป็นสำคัญ
ตามราวผักนั้น มาถึงเคหา
  ๓๙๐ กุมารนั้นเล่า
ได้ฟังยายเฒ่า จึ่งเจ้าไคลคลา
ตามราวผักไป ที่ในพฤกษา
บัดเดี๋ยวบ่ช้า ถึงถํ้าทันใจ
  ๓๙๑ วันนั้นโจรป่า
ออกจากคูหา เข้าป่าพงไพร
กุมารนั้นเล่า จึ่งค่อยเข้าไป
พูดจาปราศรัย ด้วยนางกุมารี
  ๓๙๒ คนทั้งสองนั้น
ลอบลักรักกัน ผูกพันไมตรี
เพลาสายัณห์ โจรนั้นจรลี
นางกุมารี เร่งมาปรารมภ์
  ๓๙๓ ว่าไม่เป็นการ
พ่อมาพบพาน ชีวิตจะจม
เอาผัวซ่อนไว้ ที่ในมวยผม
นางงามทรามชม คอยรับบิดา
  ๓๙๔ เพลาสายัณห์
มหาโจรนั้น เพื่อนจึงกลับมา
ถึงแล้วเข้าไป ที่ในคูหา
ไม่รู้ว่าลูกยา คบชายมาไว้
  ๓๙๕ มหาโจรนั้นเล่า
ครั้นเพลาเช้า เคยเข้าในไพร
ลูกสาวนั้นหนอ เห็นว่าพ่อไป
เอาผัวตนไซร้ ออกจากมวยผม
  ๓๙๖ อันคนทั้งสอง
เชยชมสมพอง รสราคภิรมย์
พ่อกลับมาไซร้ ซ่อนไว้ในผม
แต่อยู่สู่สม จนนางมีครรภ์
  ๓๙๗ มหาโจรเห็นผิด
ดำริตริคิด ดูน่าอัศจรรย์
ลูกหาผัวไม่ เหตุไรมีครรภ์
มหาโจรนั้น เพื่อนคิดสงสัย
  ๓๙๘ เสียแรงเลี้ยงมา
ควรฤๅธิดา มาทำนอกใจ
กูน้อยใจนัก เพียงจักบรรลัย
จะอยู่ไปไย อายแก่เทวา
  ๓๙๙ จะหาอุบาย
จะจับเอาชาย ชู้ของลูกยา
มิได้ออกปาก ไปจากคูหา
เข้าไปในป่า เที่ยวหาอุบาย
  ๔๐๐ โจรนั้นไปถึง
ยังสระแห่งหนึ่ง เป็นที่สบาย
ขึ้นบนต้นไม้ อยู่ให้บังกาย
ยังมีกระทาชาย อมเมียเดินมา
  ๔๐๑ ส่วนเมียนั้นไซร้
อมชู้เข้าไว้ คนหนึ่งเล่านา
ไม่ให้ผัวตน รู้กลมารยา
อมเมียตนมา ถึงสระทันใจ
  ๔๐๒ เป็นที่สบาย
จึ่งกระทาชาย คายเมียออกไว้
แล้วเอาซ่อนซุ่ม ไว้ที่พุ่มไม้
กระทาชายนั้นไซร้ ครั้นแล้วลงมา
  ๔๐๓ อาบอุทกัง
เมียอยู่บนฝั่ง มาทำมิจฉา
คายชู้ออกชม สมเสพกามา
ในพุ่มพฤกษา ริมฝั่งสระศรี
  ๔๐๔ มหาโจรนั้นไซร้
อยู่บนต้นไม้ แลเห็นสตรี
ทำนอกใจผัว หญิงชั่วบัดศรี
เหมือนลูกกูนี้ นอกใจบิดา
  ๔๐๕ ส่วนผัวนั้นเล่า
ชื่อดายตายเปล่า เหมือนคนหลับตา
ครั้นอาบน้ำแล้ว คลาดแคล้วขึ้นมา
ส่วนว่าภริยา อมชู้เข้าไว้
  ๔๐๖ ครั้นผัวขึ้นมา
จึ่งเอาภริยา อมเข้าทันใจ
เมียนั้นอมชู้ ผัวหารู้ไม่
หลับตาอมไป เหมือนแต่ก่อนมา
  ๔๐๗ มหาโจรนั้นไซร้
อยู่บนต้นไม้ เห็นแล้วลงมา
ลงจากต้นไม้ แล้วเข้าไปหา
สหายนี้นา จะไปแห่งใด
  ๔๐๘ กระทาชายนั้นเล่า
ว่าตัวข้าเจ้า มาเที่ยวเล่นไพร
มาพบสระศรี นัทีอันใส
อาบเล่นเย็นใจ แล้วจะไคลคลา
  ๔๐๙ มหาโจรกล่าวสาร
ดูราตัวท่าน อย่าเพ่อลินลา
ไปบ้านข้าก่อน อยู่นอนด้วยข้า
ว่าแล้วมิช้า ชวนกันเข้าไป
  ๔๑๐ เดินมาจรล่ำ
ครั้นมาถึงถ้ำ ชวนกันเข้าไป
จึ่งเรียกบุตรี อีจุ้ยไปไหน
แขกมาแต่ไกล มากมายนักหนา
  ๔๑๑ หุงข้าวต้มแกง
ลูกรักตบแต่ง บัดนี้อย่าช้า
สักหกสำรับ เสร็จสรรพยกมา
ลูกสาวโจรป่า เห็นมาคนเดียว
  ๔๑๒ พ่อว่าแขกมา
มากมายนักหนา หลากใจข้าเจียว
ว่าแขกนักหนา เห็นมาคนเดียว
นางมาแลเหลียว ไม่เห็นใครมา
  ๔๑๓ ครั้นไม่ทำตาม
เพราะว่านางงาม ความกลัวบิดา
ตบแต่งสำรับ เสร็จสรรพยกมา
ทั้งหกมิช้า เอามาตั้งไว้
  ๔๑๔ มหาโจรนั้นเล่า
เห็นสำรับข้าว ทั้งหกนั้นไซร้
จึ่งเรียกกระทาชาย สหายทันใจ
ท่านมาแต่ไกล บริโภคอาหาร
  ๔๑๕ กระทาชายนั้นเล่า
จึ่งมากินข้าว สำรับหนึ่งมินาน
มหาโจรจึ่งว่า ดูรานาท่าน
บริโภคอาหาร แต่ปากเพื่อใด
  ๔๑๖ อันว่าภริยา
ใส่ผอบอมมา เอาไว้ทำไม
คายออกมากิน ด้วยกันเป็นไร
กระทาชายนั้นไซร้ คายเมียออกมา
  ๔๑๗ มหาโจรว่าไป
ยังคนหนึ่งไซร้ ในปากภริยา
ของท่านสหาย ให้คายออกมา
กินโภชนา ให้พร้อมหน้ากัน
  ๔๑๘ จึ่งนางภริยา
คายชู้ออกมา ขมีขมัน
ทั้งผัวทั้งชู้ นั่งอยู่พร้อมกัน
มหาโจรนั้น เรียกลูกสาวตน
  ๔๑๙ มากินโภชนา
จงให้พร้อมหน้า กันสิ้นทุกคน
นายโจรจึ่งว่า กะลูกสาวตน
อีจุ้ยเจ้ากล เอาผัวตนมา
  ๔๒๐ ลูกสาวคิดฉงน
ชะรอยพ่อตน เห็นผัวอาตมา
อมไว้ในปาก ยังเห็นแก่ตา
อันว่าบิดา เป็นคนแสนกล
  ๔๒๑ ลูกสาวโจรป่า
เอาผัวออกมา จากมวยผมตน
ทั้งหกคนนั้น พร้อมกันบัดดล
สิ้นทั้งหกคน บริโภคอาหาร
  ๔๒๒ เสร็จแล้วมิช้า
มหาโจรจึ่งว่า ดูราหนาท่าน
ทุกข์ครั้งนี้เอ๋ย ใครเลยจะปาน
อกเราอกท่าน ครั้งนี้เหมือนกัน
  ๔๒๓ น่าน้อยใจนัก
เราเลี้ยงลูกรัก ใครจักเทียมทัน
มีความรักใคร่ มิได้เดียดฉันท์
เหมือนสหายนั้น อันรักภริยา
  ๔๒๔ ไปไหนอมไป
ยังมานอกใจ ลักเสพกามา
เหมือนเรารักบุตร เป็นสุดปัญญา
มาทำหยาบช้า นอกใจไม่กลัว
  ๔๒๕ เราหารู้ไม่
อยู่ภายหลังไซร้ คบชู้หาผัว
กลับกลอกนอกใจ มิได้เกรงกลัว
จงอยู่ด้วยผัว ตัวพ่อจะลา
  ๔๒๖ มหาโจรนั้นเล่า
ขึ้นไปบนเขา แล้วโจนลงมา
ที่ในโตรกตรอก เงื้อมงอกเหวผา
ทีนั้นโจรป่า ทำกิริยาตาย
  ๔๒๗ กระทาชายนั้นหนา
ความโกรธภริยา จะฆ่าให้ตาย
ความรักอมไว้ อยู่ถึงในกาย
ยังมาคิดร้าย นอกใจสามี
  ๔๒๘ กูงมหลับตา
รู้เพราะโจรป่า เพื่อนรู้ท่วงที
กูไม่รู้ทัน เล่ห์กลมันดี
น้อยใจสิ้นที กูจะอยู่ไปไย
  ๔๒๙ กระทาชายนั้นเล่า
ขึ้นไปบนเขา โจนลงบรรลัย
ตายเป็นสองคน กับโจรนั้นไซร้
ทั้งสองตายไป ในถ้ำคีรี
  ๔๓๐ ลูกสาวโจรป่า
ครั้นเห็นบิดา มาม้วยเป็นผี
เพราะกูทำชั่ว มีผัวครั้งนี้
มาทำมิดี นอกใจบิดา
  ๔๓๑ พ่อมาน้อยใจ
จึ่งม้วยบรรลัย เพราะกูนี้นา
จะอยู่ไปไย ตายตามบิดา
ขึ้นไปยอดผา โจนลงมาตาย
  ๔๓๒ สามคนมรณา
ว่าด้วยภริยา ของกระทาชาย
ทำนอกใจผัว ไม่กลัวความอาย
ครั้นว่าผัวตาย ได้คิดขึ้นมา
  ๔๓๓ ผัวรักอมไว้
มาทำนอกใจ ให้ผัวมรณา
กูจะอยู่ไย ตายไปดีกว่า
ขึ้นไปจอมผา แล้วโจนลงไป
  ๔๓๔ จากยอดภูผา
ในเหวนั้นนา จึ่งมาบรรลัย
สี่คนข้องขัด จึ่งมาตัดษัย
จึ่งโจนลงไป ตายในเหวผา
  ๔๓๕ ยังแต่ชายชู้
ปรึกษากันดู ว่าเราสองรา
มาทำนอกใจ ให้ท่านโกรธา
เพราะเราสองรา จึ่งมาบรรลัย
  ๔๓๖ เพราะเราสองคน
ทำเล่ห์ทำกล กลับกลอกนอกใจ
ลอบลักทำชู้ ท่านรู้กลใน
มาคิดนอกใจ จึ่งม้วยมรณา
  ๔๓๗ เราทั้งสองคน
ใจอกุศล เมามัวตัณหา
อยู่ไปไยเล่า มันไม่เข้ายา
ชายชู้สองรา พากันขึ้นไป
  ๔๓๘ บนยอดภูผา
แล้วโจนลงมา ในท้องเหวใหญ่
ทั้งสองคนนั้น มาม้วยบรรลัย
หกคนนั้นไซร้ ตายในเหวผา
  ๔๓๙ หกคนนั้นตาย
รู้ไปถึงยาย หมอระดูนั้นนา
ยายแก่นั้นไซร้ เคยไปรักษา
ลูกนายโจรป่า รักษาระดู
  ๔๔๐ ยายรำพึงคิด
ว่าตัวกูผิด ชักเมียชักชู้
แนะนำกุมาร ให้ไปสมสู่
ครั้นโจรป่ารู้ ว่าลูกนอกใจ
  ๔๔๑ เพราะกูนี้เล่า
มาทำให้เขา ทั้งนี้บรรลัย
ผิดแล้วตัวกู จะอยู่ไปไย
ว่าเท่านั้นไซร้ ยายกลั้นใจตาย
  ๔๔๒ คนทั้งนี้ไซร้
บรรดาตายไป พอสิ้นทั้งหลาย
พี่พานพระศรี จงช่วยธิบาย
อันบาปทั้งหลาย จะได้แก่ใคร
  ๔๔๓ หัวใจในพาน
จึ่งมากล่าวสาร แยบคายภายใน
อันคนทั้งหลาย บรรดาตายไป
บาปทั้งนั้นไซร้ ได้แก่กุมาร
  ๔๔๔ ด้วยไปลอบลัก
ลวนลามความรัก สมัครสมาน
โจรป่าไม่อยู่ ไม่รู้เหตุการณ์
เพราะว่ากุมาร มาทำนอกใจ
  ๔๔๕ จึ่งคนทั้งหลาย
มาพากันตาย ทั้งสิ้นนั้นไซร้
กุมารนั้นทำ ให้ชํ้าน้ำใจ
บาปทั้งนั้นได้ กุมารคนเดียว
  ๔๔๖ เมื่อนั้นนงคราญ
ครั้นได้ฟังสาร นางคิดเฉลียว
เจ้ารำพึงคิด เห็นผิดทีเดียว
นางงามทรามเปลี่ยว จึ่งมีวาจา
  ๔๔๗ ดูราพานพระศรี
ไม่เคยพาที เลยแต่ก่อนมา
คารมลมลิ้น พึ่งได้ยินว่า
ครั้นพูดออกมา ก็ให้ผิดไป
  ๔๔๘ บาปนี้นั้นเล่า
จะได้แก่เจ้า กุมารเพื่อใด
ยายหมอเป็นต้น เหตุผลเพราะใคร
บอกกุมารไป จึ่งได้วุ่นวาย
  ๔๔๙ เหตุด้วยยายหมอ
คนทั้งนั้นหนอ จึ่งพากันตาย
ปาปทั้งนี้ไซร้ จะได้แก่ยาย
ให้คนทั้งหลาย มาตายวายชนม์
  ๔๕๐ จึ่งชาวดนตรี
ได้ยินเทวี พูดถึงสามหน
ประโคมแตรสังข์ สามครั้งบัดดล
ทราบถึงจุมพล พรหมทัตราชา
  ๔๕๑ ท้าวรู้แจ้งแล้ว
ว่าพระลูกแก้ว พูดถึงสามครา
พนักงานนั้นเล่า เลื่อนเจ้าเข้ามา
ให้หน่อศาสดา อยู่ชั้นม่านวง
  ๔๕๒ จึ่งเจ้าสรรพสิทธิ
ถอดเอาดวงจิต เข้ามาโดยจง
จากพานพระศรี ไว้ที่ม่านวง
คอยฟังโฉมยง จะว่าฉันใด
  ๔๕๓ สรรพสิทธิปรีชา
จึ่งมีวาจา ว่าแก่ม่านไป
ดูราพี่ม่าน ข้ารำคาญใจ
ด้วยไม่มีใคร เป็นเพื่อนหาวนอน
  ๔๕๔ ดูราพี่ม่าน
จงเล่านิทาน มาแต่ปางก่อน
ประจ๋อประแจ๋ ได้แก้หาวนอน
สี่ยามบ่ห่อน จะได้นอนเลย
  ๔๕๕ ม่านจึ่งว่าไป
ข้าเจ้านี้ไซร้ ยังมิได้เคย
ข้าเป็นแต่ม่าน ดอกหนาท่านเอ๋ย
ข้านี้มิเคย จะเล่านิทาน
  ๔๕๖ พนักงานข้าเจ้า
รูดออกรูดเข้า ค่ำเช้าวันวาร
ถ้าแม้นว่าเจ้า รู้เล่านิทาน
จงพระกุมาร เล่าไปจะขอฟัง
  ๔๕๗ เมื่อนั้นนางนาฏ
เจ้าเห็นประหลาด มาถึงสี่ครั้ง
ม่านรู้เจรจา หลากกว่าแต่หลัง
พึ่งมาได้ฟัง ม่านบังพาที
  ๔๕๘ นางคิดในใจ
ว่าแต่ก่อนไร ไม่เป็นอย่างนี้
ชวาลาทวาร ม่านพานพระศรี
สิ่งของทั้งนี้ จึ่งรู้เจรจา
  ๔๕๙ รู้ฟังนิทาน
อันพระกุมาร เจ้านำเอามา
นางคิดสงสัย มิได้เจรจา
เห็นผิดกิริยา กว่าแต่หนหลัง ๚ะ

ยานี

๔๖๐ สรรพสิทธิกุมาร เล่านิทานแต่ปางหลัง
เล่าให้พี่ม่านฟัง ว่ายังมีกระสัตรี
๔๖๑ กำดัดจะเชยชม เป็นสาวพรหมจารี
มาเที่ยวหาสามี พร้อมกันสิ้นทั้งสี่คน
๔๖๒ ยังมีกระทาชาย เป็นสหายกันสี่คน
ชวนกันมาบัดดล จะเที่ยวหาภริยา
๔๖๓ มาพบหญิงทั้งสี่ จึ่งพาทีตามปรารถนา
นัดแนะให้ไปหา ในราตรีกันนั้นไซร้
๔๖๔ ชายหนึ่งจึ่งถามเล่า บ้านของเจ้าอยู่ที่ไหน
เมื่อค่ำวันนี้ไซร้ จะไปหานางทรามเชย
๔๖๕ หญิงนั้นจึ่งบอกมา เป็นปริศนาให้เห็นสม
ชี้เข้าที่เต้านม บ้านข้าอยู่ที่นี่นา
๔๖๖ ชายหนึ่งจึงถามเล่า บ้านของเจ้าเพาพังงา
อยู่ที่แห่งใดนา จะไปหาในราตรี
๔๖๗ นางบอกเป็นปริศนา ลองปัญญาชายคนนี้
จึ่งชักเอาเกศี ลงมาปกหน้าผากไว้
๔๖๘ ว่าบ้านของข้านี้ อยู่ที่นี่จงเข้าใจ
เมื่อค่ำมาให้ได้ เป็นแม่นมั่นข้าสัญญา
๔๖๙ ชายหนึ่งจึ่งถามเล่า บ้านของเจ้าคนนี้นา
วันนี้เจ้าพี่อา พี่จะมาหานวลนาง
๔๗๐ นางบอกเป็นปริศนา ดูปัญญาคนนี้บ้าง
จึ่งชี้ที่ลูกคาง บ้านข้าอยู่ที่นี่นา
๔๗๑ คนหนึ่งจึ่งถามเล่า บ้านของเจ้าเพาพังงา
เมื่อค่ำจะไปหา ให้สัญญาเป็นแม่นแท้
๔๗๒ นางบอกเป็นปริศนา ข้าจะบอกเจ้าให้แน่
อยู่ที่ตลาดจอแจ ที่นั่นแลบ้านของเรา
๔๗๓ เมื่อค่ำชวนกันมา อย่าเจรจาเล่นเปล่าเปล่า
ชายสี่คนนั้นเล่า รับคำมั่นตามสัญญา
๔๗๔ นัดแนะกันเสร็จสรรพ ชวนกันกลับมาเคหา
บริโภคโภชนา เมื่อเพลาในราตรี
๔๗๕ สี่คนจึงกลับมา ตามสัญญาได้พาที
เที่ยวหาในราตรี ไม่รู้ที่อยู่แห่งใด
๔๗๖ ว่าอยู่ที่เต้านม นางเอวกลมอยู่ที่ไหน
บ้านช่องของเจ้าไซร้ อยู่ที่ไหนนะอกอา
๔๗๗ เที่ยวหาไม่พบพาน น่ารำคาญเป็นนักหนา
เที่ยวไปแล้วเที่ยวมา ไม่รู้ว่าอยู่แห่งใด
๔๗๘ คนหนึ่งเอาเกศา ลงมาปกหน้าผากไว้
เหย้าเรือนอยู่ที่ไหน ไม่รู้แห่งจะเที่ยวหา
๔๗๙ คนหนึ่งว่าไม่พราง อยู่ที่คางนั้นเล่านา
บอกในปริศนา สุดปัญญาทีเดียวแล
๔๘๐ คนหนึ่งบอกว่าบ้าน นางนงคราญอยู่นี่แล้
อยู่ที่ตลาดจอแจ ไม่รู้แน่ว่าที่ไหน
๔๘๑ สี่คนเที่ยวมาหา แต่กลับมาแลกลับไป
จะพบก็หาไม่ เพราะตนไซร้เขลาปัญญา
๔๘๒ ชายทั้งสี่คนนั้น ชวนกันบ่นอยู่เหมือนบ้า
ไม่รู้ที่จะหา แต่บ่นว่าอยู่ที่ไหน
๔๘๓ คนหนึ่งว่าอยู่นั่น คนหนึ่งนั้นว่ามิใช่
หาอยู่ที่นั่นไม่ อยู่ที่นี่ดอกกระมัง
๔๘๔ คิดแล้วจึ่งเข้าไป ว่ามิใช่แล้วถอยหลัง
ในใจให้คลุ้มคลั่ง ทั้งสี่คนก็จนใจ
๔๘๕ สี่คนบ่นงึมงำ เราจะทำประการใด
จึงพากันเข้าไป มาแทบใกล้บ้านเศรษฐี
๔๘๖ เศรษฐีมีทรัพย์หลาย ตั้งกฎหมายในราตรี
หน้าบ้านแห่งเศรษฐี ในราตรีใครเดินมา
๔๘๗ สองทุ่มจนย่ำยาม เศรษฐีห้ามอยู่หนักหนา
ถ้าใครเดินไปมา ผิดเวลาเอาตัวไว้
๔๘๘ เศรษฐีมีวาจา จึ่งสั่งมาแก่ข้าไท
ให้คอยทุกวันไป ถ้าเห็นใครผิดเวลา
๔๘๙ เร่งจับเอาตัวไป เสียบเป็นไว้อย่าได้ช้า
เร่งไปบัดนี้นา เมื่อเพลาในราตรี
๔๙๐ คํ่าลงวันนั้นไซร้ จึ่งข้าไทของเศรษฐี
มาคอยในราตรี เมื่อเพลาคืนวันนั้น
๔๙๑ มาณพคนหนึ่งเซร้ มีที่ไปหาเพื่อนกัน
กลับมาในครานั้น ถึงหน้าบ้านท่านเศรษฐี
๔๙๒ พอได้ยามนาฬิกา ผิดเวลาในราตรี
บ่าวไพร่ของเศรษฐี รี่เข้าจับเอาตัวมา
๔๙๓ มาบอกแก่เศรษฐี ว่าคนนี้แลเดินมา
กลางคืนผิดเวลา ข้าจึ่งคร่าเอาตัวไว้
๔๙๔ เศรษฐีโกรธนักหนา จึ่งสั่งมาแก่ข้าไท
ให้เอาตัวมันไป เสียบเป็นไว้แทบมรคา
๔๙๕ บ่าวไพร่ของเศรษฐี ฟังคดีมิได้ช้า
จึงเอามาณพมา เสียบเป็นไว้มิได้นาน
๔๙๖ เสียบไว้มิได้ช้า จึ่งกลับมายังสถาน
มาณพต้องทรมาน เขาเอามาเสียบเป็นไว้
๔๙๗ สี่คนบ่นงึมงำ เราจะทำประการใด
จึ่งพากันเข้าไป พบคนโทษต้องเสียบเป็น
๔๙๘ เทียวหามาถึงนั่น คนโทษนั้นครันแลเห็น
อยากน้ำก็จำเป็น จึ่งร้องว่ามาทันใจ
๔๙๙ ว่าท่านทั้งสี่คน แต่บ่นว่าอยู่ที่ไหน
ท่านจะไปหาใคร จงบอกให้รู้คดี
๕๐๐ ทั้งสี่บอกคนโทษ ว่าเราโฉดสิ้นทั้งสี่
มาพูดด้วยสตรี ทั้งสี่คนให้มาหา
๕๐๑ ถามว่าบ้านอยู่ไหน จึ่งบอกให้เป็นปริศนา
คนหนึ่งจึ่งบอกมา ว่าบ้านอยู่ที่เต้านม
๕๐๒ เรานี้ก็จนใจ คิดที่ไหนไม่เห็นสม
คนหนึ่งชักเอาผม ลงมาปกหน้าผากไว้
๕๐๓ ว่าบ้านอยู่ที่นี่ เราทั้งสี่คิดสงสัย
คนหนึ่งนั้นเล่าไซร้ เอามือชี้เข้าที่คาง
๕๐๔ ว่าบ้านอยู่ที่นั้น บอกสำคัญว่าไม่พราง
ไม่เห็นที่ไหนบ้าง สุดปัญญาทีเดียวแล
๕๐๕ คนหนึ่งจึ่งบอกมา ว่าบ้านข้าอยู่นั้นแน่
อยู่ที่ตลาดจอแจ แต่ล้วนบอกเป็นปริศนา
๕๐๖ เรานี้ทั้งสี่คน คิดฉงนเป็นนักหนา
คิดคิดสุดปัญญา ไม่รู้ว่าอยู่แห่งใด
๕๐๗ คนโทษต้องเสียบเป็น ต้องคิดเห็นทุกสิ่งไป
อยากน้ำเป็นสุดใจ จึ่งว่าไปมิได้ช้า
๕๐๘ ดูราท่านทั้งหลาย ไปขวนขวายหาน้ำมา
ให้เรากินก่อนรา จะบอกให้ซึ่งเล่ห์กล
๕๐๙ ตัวเรานี้คิดได้ จะบอกให้ทั้งสี่คน
ทั้งสี่จึ่งจรดล ไปหาน้ำมาให้กิน
๕๑๐ คนโทษก็กินน้ำ จึ่งกล่าวคำโดยถวิล
ที่บอกว่าบ้านถิ่น ของนางอยู่ที่เต้านม
๕๑๑ มีร้านน้ำเต้าอยู่ ที่ประตูบ้านเห็นสม
น้ำเต้าคือเต้านม นางบอกให้เป็นปริศนา
๕๑๒ อันบ้านนางเอวกลม ชักเอาผมมาปกหน้า
ประตูบ้านกัลยา ต้นไทรย้อยอยู่ริมทาง
๕๑๓ อันนางคนหนึ่งเล่า เอามือชี้เข้าที่คาง
ประตูบ้านของนาง มีต้นคางเป็นแม่นแท้
๕๑๔ บ้านนางคนหนึ่งไซร้ มีกอไผ่อยู่นั้นแล
นกกระจาบทำรังแซ่ ที่ประตูบ้านคนนั้น
๕๑๕ ทั้งสี่คนเฉาโฉด ฟังคนโทษบอกสำคัญ
ดีใจใครจะทัน ว่าจะได้สมความคิด
๕๑๖ จึ่งลาคนโทษมา ทีนี้หนาเห็นไม่ผิด
จะได้สมความคิด สำเร็จกิจเราสี่คน
๕๑๗ มาถึงประตูนั้น เห็นสำคัญแล้วจรดล
สตรีทั้งสี่คน จึงมารับมิได้ช้า
๕๑๘ ทั้งสี่กระสัตรี ชวนกันมีซึ่งวาจา
ว่าท่านแก้ปริศนา ด้วยความคิดฤๅไฉน
๕๑๙ ฤๅว่าใครบอกมา จงบอกข้าให้แจ้งใจ
ท่านนี้จึงมาได้ ตามถ้อยคำดังปริศนา
๕๒๐ สี่ชายนั้นโง่เง่า จึงบอกเล่าตามสัจจา
แต่พี่มาเที่ยวหา ไม่รู้ว่าอยู่แห่งใด
๕๒๑ แต่มาเที่ยวหาบ้าน จะพบพานก็หาไม่
เที่ยวหาน้อยเมื่อไร มาจนใจพี่นักหนา
๕๒๒ นักโทษต้องเสียบเป็น เพื่อนคิดเห็นบอกให้มา
พี่จึงได้มาหา เพราะคนโทษต้องเสียบเป็น
๕๒๓ หาไม่จะเปล่าดาย ทั้งสี่ชายไม่คิดเห็น
จะบอกนางเนื้อเย็น เป็นความสัจจวาที
๕๒๔ ทั้งสี่นางได้ฟัง กล่าววาจังมาด้วยดี
ดูราท่านทั้งสี่ ปัญญาดีเป็นนักหนา
๕๒๕ ปริศนาเท่านี้ไซร้ คิดมิได้ด้วยปัญญา
ไปถามคนโทษมา ทั้งเจรจาน่าบัดศรี
๕๒๖ ถ้าแม้นตัวคิดได้ เรานี้ไซร้สิ้นทั้งสี่
จะเอาเป็นสามี แห่งเรานี้ทั้งสี่คน
๕๒๗ มาได้เพราะคนโทษ ชายคนโฉดไม่เป็นผล
ไปเถิดทั้งสี่คน เรามิได้ปรารถนา
๕๒๘ ปริศนาเท่านี้ไซร้ คิดมิได้ด้วยปัญญา
เราไซร้ไม่ปรารถนา ที่จะเอาเป็นสามี
๕๒๙ ส่วนชายทั้งสี่คน ชวนกันบ่นว่าเสียที
ถ้าบอกแต่หัวปี ว่าคิดได้แต่พวกเรา
๕๓๐ ไม่รู้ว่าอย่างนี้ มาเสียทีเสียเปล่าเปล่า
เรานี้มาโง่เง่า ว่าเท่านั้นแล้วกลับมา
๕๓๑ สตรีทั้งสี่นั้น คิดอ่านกันด้วยปัญญา
เอาทรัพย์ของตนมา ทั้งสี่คนเสมอกัน
๕๓๒ ครั้นว่ารุ่งราตรี หญิงทั้งสี่จึ่งผายผัน
เอาทรัพย์ของตนนั้น จึ่งเข้าไปหาเศรษฐี
๕๓๓ อ้อนวอนไถ่คนโทษ ท่านจงโปรดในครั้งนี้
เอาทรัพย์ให้เศรษฐี จะขอไถ่คนโทษมา
๕๓๔ เศรษฐีนั้นเล่าไซร้ รับทรัพย์ไว้มิได้ช้า
จึ่งเอาคนโทษมา ให้แก่นางทั้งสี่คน
๕๓๕ สี่นางรับเอามา ยังเคหาบัดเดียวดล
แม่หญิงทั้งสี่คน จัดกันเป็นพนักงาน
๕๓๖ คนหนึ่งนั้นตักตำ ข้าวแลน้ำโภชนาหาร
เจ้าเป็นพนักงาน ปรนนิบัติแต่เท่านั้น
๕๓๗ คนหนึ่งเป็นแม่ครัว แต่งให้ผัวกินทุกวัน
พนักงานแต่เท่านั้น เป็นทุกวันนิรันดร์มา
๕๓๘ คนหนึ่งแต่งหมากพลู อยู่ทุกวันเป็นอัตรา
ทุกวันทุกเวลา พนักงานแต่เท่านั้น
๕๓๙ คนหนึ่งปัดที่นอน ฟูกแลหมอนอยู่ทุกวัน
เจ็บปวดได้นวดฟั้น ปรนนิบัติอยู่อัตรา
๕๔๐ พนักงานแต่เท่านั้น ต่างต่างกันอย่างนี้นา
ทั้งสี่นางกัลยา ใครจะได้เป็นเมียหลวง
๕๔๑ ดูรานะพี่ม่าน ดูอาการคนทั้งปวง
ใครจะได้เป็นเมียหลวง จงบอกข้าให้เข้าใจ
๕๔๒ หัวใจอยู่ในม่าน จึ่งกล่าวสารมาแก้ไข
ข้าเห็นว่าจะได้ นางที่แต่งสำรับนั้น
๕๔๓ ด้วยนางเป็นแม่ครัว แต่งให้ผัวกินทุกวัน
อันว่านางทั้งนั้น มิได้แต่งซึ่งของกิน
๕๔๔ ได้แก่คนนี้เล่า เหมือนข้าเจ้าคิดถวิล
อรไทครั้นได้ยิน ว่าม่านนั้นรู้เจรจา
๕๔๕ ดูหลากทั้งสี่ครั้ง ด้วยม่านบังพูดออกมา
เห็นผิดด้วยปริศนา นางฉายาจึ่งว่าไป
๕๔๖ ดูรานาพี่ม่าน ช่างว่าขานทั้งนี้ไซร้
ถูกต้องเข้าที่ไหน ช่างพูดได้น่าบัดศรี
๕๔๗ อันนางแต่งที่นอน แต่งฟูกหมอนแลพัดวี
นวดฟั้นให้สามี ได้ลูบคลำกันทุกวัน
๕๔๘ นางได้เป็นเมียหลวง นางทั้งปวงสามคนนั้น
ได้เป็นลำดับกัน ตามวาสนาของผู้ใด
๕๔๙ ดนตรีชาวแตรสังข์ ครั้นได้ฟังเสียงอรไท
ประโคมขึ้นทันใด ถ้วนคำรบทั้งสี่ยาม
๕๕๐ สมเด็จพระบิตุรงค์ จึ่งพระองค์ผู้ทรงนาม
ได้ยินทั้งสี่ยาม สมความคิดดังประสงค์
๕๕๑ ครั้นถ้วนสี่ยามแล้ว สว่างแผ้วสูริยง
สรรพสิทธิฤทธิรงค์ ถอดหัวใจมิได้ช้า
๕๕๒ ออกมาเสียจากม่าน พระกุมารจึ่งลงมา
จากปรางค์นางฉายา ลงมาสู่ที่อาศัย ๚ะ

สุรางคนางค์

  ๕๕๓ ครั้นรุ่งสุริยา
จอมกระษัตริย์ขัตติยา พรหมทัตท้าวไท
แจ้งว่าราชบุตร สายสุดเสมอใจ
เจ้ามาปราศรัย ด้วยพระกุมาร
  ๕๕๔ ท้าวจึ่งปรึกษา
ด้วยนางโกสุมา เมียรักสงสาร
ว่าพระราชบุตร พูดด้วยกุมาร
ชะรอยสมภาร สร้างมาด้วยกัน
  ๕๕๕ มาเราทั้งสอง
จะไปถามลอง ดูนางจอมขวัญ
ท้าวทั้งสองรา เสด็จมาด้วยพลัน
สู่ห้องจอมขวัญ ธิดาอาศัย
  ๕๕๖ จึ่งพระชนนี
มีพจน์วาที ถามนางทรามวัย
เจ้าแม่แต่ก่อน ห่อนพูดด้วยใคร
คืนนี้เป็นไฉน จึ่งมาเจรจา
  ๕๕๗ พูดด้วยสรรพสทธิ
แม่นี้เห็นผิด กว่าแต่ก่อนมา
โฉมเฉลาเพาพาล บอกแก่มารดา
ลูกรักเจรจา ด้วยเหตุอันใด
  ๕๕๘ นางสุวรรณเกสร
ร้อยชั่งบังอร เจ้ามาอายใจ
จึ่งทูลชนนี เทวีแก้ไข
ว่าลูกนี้ไซร้ มิได้เจรจา
  ๕๕๙ จึ่งพระชนนี
ซักถามบุตรี ด้วยความกังขา
เจ้าพูดด้วยใคร หลากใจมารดา
ชาวแตรจึ่งมา ประโคมดนตรี
  ๕๖๐ แต่ประถมยามหนึ่ง
บันฦๅอื้ออึง ทุกยามนาที
พระบิดาเจ้า ให้ชาวดนตรี
คอยฟังเทวี เมื่อเจ้าเจรจา
  ๕๖๑ ดูราเทวี
เจ้าอย่าพาที กล่าวถ้อยมุสา
ประโคมโครมคราม ทุกยามนาฬิกา
ยามหนึ่งนั้นนา เจ้าพูดด้วยใคร
  ๕๖๒ เขาจึ่งประโคม
เหน้าหน่อยอโฉม จงบอกแม่ไป
มิได้เจรจา เขาหาประโคมไม่
พระลูกทรามวัย บอกมาให้รู้
  ๕๖๓ นางทูลมารดา
ยามหนึ่งลูกยา พูดด้วยประตู
ประตูเจรจา ลูกยาถามดู
สองท้าวจงรู้ ทราบพระบาทา
  ๕๖๔ ยามสองนั้นไซร้
เจ้าพูดด้วยใคร นะพระลูกยา
ประโคมแตรสังข์ สองครั้งนั้นนา
บอกแก่มารดา มาให้แจ้งใจ

พิลาป

  ๕๖๕ จึ่งนางเทวี
กราบทูลชนนี ให้ทราบพระทัย
พูดด้วยชวาลา แม่อย่าสงสัย
ไม่พูดด้วยใคร นะพระชนนี
  ๕๖๖ ประโคมยามสาม
ลูกรักโฉมงาม เจ้ามาพาที
ด้วยใครอีกเล่า นะเจ้าเทวี
จงบอกชนนี ให้มาแจ้งใจ
  ๕๖๗ นางสุวรรณเกสร
ทูลพระมารดร ให้ทราบพระทัย
พูดด้วยพานพระศรี ที่มาตั้งไว้
ไม่พูดด้วยใคร นะพระมารดา
  ๕๖๘ ประโคมยามสี่
พระอรเทวี เจ้ามาเจรจา
ด้วยใครอีกเล่า นะเจ้าแม่อา
จงบอกมารดา ให้รู้อาการ
  ๕๖๙ นางทูลมารดา
ว่าลูกนี้นา เจรจาด้วยม่าน
ลูกมิได้พูด ด้วยพระกุมาร
บิตุเรศชนมาร จงทราบบาทา
  ๕๗๐ โกสุมเทวี
ซึ่งเป็นชนนี ว่าแก่ลูกยา
เมื่อของทั้งนี้ มิเคยเจรจา
เหตุไรลูกยา ว่ารู้พาที
  ๕๗๑ จึงพระลูกยา
เจ้ามาเจรจา ด้วยสิ่งทั้งนี้
แม่ไม่เคยฟัง ม่านบังพาที
ทั้งพานพระศรี ว่ารู้เจรจา
  ๕๗๒ ตะเกียงตามตั้ง
รู้กล่าววาจัง อัศจรรย์หนักหนา
แล้วว่าประตู นั้นรู้เจรจา
จงพระลูกยา พูดให้แม่ฟัง
  ๕๗๓ ด้วยเจ้าสรรพสิทธิ
ถอดเอาดวงจิต จากม่านโดยหวัง
นางไม่รู้แท้ ว่าเหมือนแต่หลัง
จึ่งชวนม่านบัง สังสนทนา
  ๕๗๔ นางพูดด้วยม่าน
เป็นช้าเป็นนาน ม่านไม่เจรจา
พูดด้วยพานพระศรี มิได้สนทนา
พูดด้วยชวาลา ไม่มาปราศรัย
  ๕๗๕ พูดด้วยพระทวาร
ทีนั้นใบดาน มิได้ว่าไร
ด้วยเจ้าสรรพสิทธิ ถอดดวงจิตไป
มิได้ปราศรัย ด้วยนางเลยนา
  ๕๗๖ นางงามทรามวัย
ขัดสนจนใจ ไม่ได้เหมือนว่า
ทั้งสองสิ่งนี้ มิได้เจรจา
เหมือนหนึ่งมุสา ต่อพระชนนี
  ๕๗๗ ทั้งสองกระษัตรา
รู้กลมายา ลูกรักมารศรี
รู้ว่านางอาย แยบคายพาที
ด้วยว่าบุตรี เจ้าอดสูใจ
  ๕๗๘ สองกระษัตริย์แจ้งแล้ว
ท้าวจึ่งคลาดแคล้ว มาจากปรางค์ใน
ทรงที่นั่งทอง ยังท้องพระโรงไชย
ให้หาทรามวัย สรรพสิทธิเข้ามา
  ๕๗๙ ท้าวมีโองการ
ตรัสว่ากุมาร เจ้ามีปัญญา
ได้พูดด้วยเจ้า พระเยาวธิดา
เจ้ามาเจรจา พูดด้วยกุมาร
  ๕๘๐ นางพูดด้วยเจ้า
อันหนึ่งตัวเรา ได้มากล่าวสาร
ว่าจะเสกเจ้า ทั้งสองเยาวมาลย์
เป็นใหญ่ในสถาน ปกครองกำนัล
  ๕๘๑ เป็นมหาอุปราช
มอบสมบัติขาด ฝ่ายหน้าทรงธรรม์
ให้เจ้าทั้งสอง ครอบครองไอศวรรย์
เจ้าปกครองกัน กับพระธิดา
  ๕๘๒ สรรพสิทธิกุมาร
รับพระโองการ สมเด็จราชา
พระองค์ทรงธรรม์ มีพระบัญชา
สั่งแก่เสนา ทำโรงพิทธี
  ๕๘๓ สามสิบเก้าห้อง
กระดานเรียบท้อง ฆ้องไชยเภรี
ประทีปธูปเทียน โคมเวียนแสงสี
ในโรงพิทธี หอมรสสุคนธ์
  ๕๘๔ แดงปูท้องสาร
ขาวดาดเพดาน ทั้งกาญจน์จงกล
แต่ในเจ็ดวัน ให้ทันฤกษ์บน
แต่งการมงคล อุปภิเษกสองรา
  ๕๘๕ ท้าวให้มนตรี
ไปบอกเศรษฐี โกณฑัญบิดา
ว่าพระราชบุตร ยอดสุดเสนหา
เจ้ามาเจรจา พูดด้วยกุมาร
  ๕๘๖ เราจะเสกเจ้า
กับธิดาเรา ให้ครองศฤงคาร
ไปบอกเศรษฐี บัดนี้อย่านาน
เราจะแต่งการ ให้เร่งเข้ามา
  ๕๘๗ ทีนั้นมนตรี
รับสั่งภูมี จึ่งออกมาหา
ถึงบ้านจันทคาม ตามพระบัญชา
จึ่งแจ้งกิจจา บอกแก่เศรษฐี
  ๕๘๘ ว่านางนงคราญ
พูดด้วยกุมาร เจ้าสรรพสิทธี
บรมกระษัตริย์ พรหมทัตภูมี
จะเสกบุตรี กับพระกุมาร
  ๕๘๙ ให้เป็นอุปราช
เชิญเจ้าเสวยราชย์ ครองแสนศฤงคาร
สมเด็จท้าวไท จึ่งให้ดีฉาน
ออกมาเชิญท่าน ให้เร่งเข้าไป
  ๕๙๐ โกณฑัญเศรษฐี
เขมาเทวี ฟังเสนาใน
ทั้งสองเศรษฐี นั้นมาดีใจ
สั่งแก่ข้าไท ให้เร่งขนของ
  ๕๙๑ พนักงานโตกพาน
อีกทั้งพนักงาน เครื่องเงินเครื่องทอง
ให้จงครบสิ้น เครื่องกินทั้งผอง
ผ้าผ่อนเงินทอง ให้ขนเอาไป
  ๕๙๒ ที่อย่างดีดี
เครื่องประดับเศรษฐี มากน้อยเท่าใด
เพชรนิลมรกต ทับทิมสดใส
กุณฑลมาลัย สอดสีโมรา
  ๕๙๓ เครื่องประดับกาย
สำหรับลูกชาย ให้ขนเอามา
ข้าไททั้งผอง ขนของนักหนา
เศรษฐีสองรา ขึ้นช้างทันใจ
  ๕๙๔ เศรษฐีขี่ช้าง
บ่าวไพร่สองข้าง แห่ห้อมล้อมไป
มิช้าบหึง มาถึงเวียงไชย
เศรษฐีเข้าไป เฝ้าพระราชา
  ๕๙๕ โกณฑัญเศรษฐี
เขมาเทวี ชุลีวันทา
สมเด็จพระองค์ ตรัสมีชงคา
ว่าพระธิดา เจ้ามาพาที
  ๕๙๖ พูดด้วยลูกท่าน
สรรพสิทธิกุมาร เมื่อในราตรี
หลากใจใช่น้อย ชะรอยสองศรี
ได้สร้างบารมี ไว้แต่ก่อนมา
  ๕๙๗ กุมารร้อยเอ็ด
มาทั้งสิ้นเสร็จ ร้อยเอ็ดนัครา
พระยามนตรี เศรษฐีลูกค้า
นางไม่เจรจา ด้วยใครสักคน
  ๕๙๘ สรรพสิทธิกุมาร
กับนางนงคราญ ได้สร้างกุศล
มาด้วยกันแล้ว นางแก้วนิฤมล
จึ่งกล่าวยุบล ด้วยเจ้าคนนี้
  ๕๙๙ จะเสกทั้งสอง
ให้เจ้าปกครอง พหลมนตรี
ให้พระกุมาร บุตรท่านเศรษฐี
กับพระบุตรี ให้ครองพารา
  ๖๐๐ เศรษฐีทั้งสอง
จึ่งกราบทูลฉลอง แก่ท้าวมิช้า
ว่าตัวข้าเจ้า อยู่ใต้บาทา
สุดแต่เจ้าฟ้า จะโปรดเกศี
  ๖๐๑ จะเสกสองเจ้า
สุดแต่ผ่านเกล้า ทรงพระปรานี
จะขอปรนนิบัติ ตามตรัสทั้งนี้
ข้าพระเจ้าเศรษฐี ไม่ขัดอัชฌา
  ๖๐๒ ฝ่ายว่ามนตรี
ทำโรงพิทธี เสร็จแล้วมิช้า
จึ่งทูลกระษัตริย์ พรหมทัตราชา
การทั้งนี้นา พร้อมแล้วภูมี ๚ะ

ยานี

๖๐๓ เมื่อนั้นจึ่งท้าวไท สั่งข้างในทำบายศรี
ข้างหน้าสั่งมนตรี ให้หมายบอกจงทุกกรม
๖๐๔ กระลาโหมมหาดไท ตำรวจในแลสนม
ขอเฝ้าเจ้าต่างกรม อภิรมราชยาน
๖๐๕ มนตรีแลเสนา พร้อมพฤฒาโหราจารย์
พร้อมกันในวันงาน ทั้งคนเพลงนักเลงหลวง
๖๐๖ เครื่องเล่นสิ้นทั้งนั้น เร่งบอกกันทุกกระทรวง
โขนหนังสิ้นทั้งปวง ทั้งละครแลมอญรำ
๖๐๗ เสภาแลดนตรี ทั้งมโหรีแลทองนำ
เทพทองแลระบำ เกณฑ์ให้ครบทุกสิ่งอัน
๖๐๘ ข้างในเอาคนดี ทำบายศรีทั้งเจ็ดชั้น
เห็นงามอยู่เฉิดฉัน ประดับด้วยแก้วมณี ๚ะ
๖๐๙ บายศรีชั้นต้น ท่านยายสีกับยายสน[๒]
เป็นคนผู้ใหญ่ ชาววังข้างใน
เข้าใจบายศรี เอาใบตองตานี
คลี่ออกจากมัด มหาดเล็กขอเฝ้า
ให้เหลาไม้กลด สาวสันทัดนั้น
จัดเป็นช่างแกะ พูดเป็นแฉะแมละ
แกะจักมะละกอ ก้านเกี่ยวเครือวัลย์
พัวพันเพริศพริ้ง ตะละสิ่งอย่างเป็น
ถ้าใครแลเห็น ดังเป็นขวัญตา
สาวสาวน้อยน้อย แกะเป็นฝูงปลา
ฝูงนาคนาคา ลอยมาในน้ำ
เงือกพรายว่ายคล่ำ ในน้ำคงคา
จระเข้เหรา ว่ายมาเกลื่อนกล่น
แกะเป็นปลาหน้าคน ดั้นด้นหาคู่
คลึงเคล้ากันอยู่ ริมวังฝั่งน้ำ
ถัดนั้นขึ้นไป ครั้นถึงชั้นสอง
นางขำกับนางแทน นั่งแน่นเป็นวง
บ้างยื่นบ้างส่ง บ้างจีบบ้างพัน
บ้างประทับใบตอง คิ้วต่อคอปล้อง
นางก็กรองตาข่าย ทำลายทำดอก
บ้างหยิกบ้างหยอก ผันหลังผันหน้า
ฉวยฟักทองมา แกะเป็นกระต่ายเต้น
กิเลนเม่นหมี เข้ารี่หากัน
แกะเป็นฝูงเนื้อ เดินตามกันมา
คชสารหาญกล้า ทั้งม้าอัสดร
แกะเป็นนรสิงห์ วิ่งบนภูผา
ฝูงสัตว์ในป่า เห็นหน้างามงาม
ถัดนั้นขึ้นไป ถึงในชั้นสาม
หม่อมงามกับหม่อมสร้อย หามีดน้อยน้อย
ทำเป็นกริชดูคม บ้างก็ชมว่าดี
มีดน้อยเล่มนี้ มันดีเหลือใจ
สาวสาวโลนโลน มันก็โกลนช้างให้
สาวสาวใหญ่ใหญ่ ร้องว่าบัดศรี
อย่าแกะเช่นนี้ ข้าไม่ชอบใจ
แต่ล้วนนางข้างใน ทำได้ทุกอัน
แกะเป็นมักกลีผล อยู่บนพฤกษา
แกะเป็นเพชรพยาธร เหาะร่อนไปมา
หน้าตาอย่างดี แกะเป็นหอยสังข์
ขี่ม้าตีคลี แกะเมรีฉายา
ขึ้นขี่เลียงผา แกะเป็นกวางทอง
ลวงล่อสีดา แกะเป็นทศพักตร์
ลักนางฉายา ใส่ท้ายรถมา
โอ้น่าสงสาร ยอดเยาวมาลย์
มือฟายน้ำตา แลหาผัวรัก
ถัดนั้นขึ้นไป ถึงในชั้นสี่
นางสีกับนางแสง นางเพ็งช่างแกะ
เลิศล้ำมีศรี รูปร่างอย่างดี
จิ้มลิ้มพริ้มพราย กรีดนิ้วกรายกร
แกะเป็นกินนร ห่มผ้าห่มผ่อน
เหมือนกินนรจริงจริง ทำเป็นแอบอิง
อยู่ที่หว่างบายศรี ดีดีงามงาม
เดินตามกันมา แกะเป็นมโนห์รา
ใส่สร้อยสังวาล รูปร่างสะคราญ
ปีกหางอย่างดี เห็นงามหนักงามหนา
ถัดนั้นขึ้นไป ที่ในชั้นห้า
แกะเป็นไก่ป่า ไก่ฟ้าพญาลอ
เห็นน่าหัวร่อ ชูคอขึ้นขัน
สัพยอกหยอกกัน ทุกชั้นบายศรี ๚ะ
๖๑๐ เสร็จแล้วมิทันนาน พระภูบาลสั่งเศรษฐี
ให้แต่งพระภูมี เจ้าสรรพสิทธิกุมาร
๖๑๑ เร่งแต่งเจ้าเข้ามา เร็วอย่าช้าให้ทันการ
เรานี้จะแต่งงาน อุปภิเษกเจ้าด้วยกัน
๖๑๒ เมื่อนั้นเศรษฐีเฒ่า จึ่งแต่งเจ้ามาด้วยพลัน
แล้วให้ลูกชายนั้น เจ้าสระสรงพระคงคา
๖๑๓ ผ้าต้นย่อมลายทอง งามลำยองสีโมรา
สังวาลงามรจนา ย่อมสุวรรณพรรณราย
๖๑๔ มงกุฎกรรเจียกแก้ว งามพรายแพรวอยู่เฉิดฉาย
สังวาลพรรณราย มารองรับทับทรวงทรง
๖๑๕ ทั้งสิบนิ้วพระหัตถ์ ใส่เนาวรัตน์ธำมรงค์
ดังแสงสูริยง เมื่อเปล่งแสงในอัมพร
๖๑๖ ท้าวพรหมทัตราช แต่งนางนาฏสายสมร
สร้อยถนิมพิมพาภรณ์ ทรงผ้าต้นลายเครือวัลย์
๖๑๗ รัดเกล้าพอสมทรง งามบรรจงอยู่เฉิดฉัน
แล้วทรงสังวาลวรรณ อันนายช่างแกล้งบรรจง
๖๑๘ เจ้าทรงพาหุรัด นิ้วพระหัตถ์สอดธำมรงค์
เครื่องประดับสำหรับองค์ งามบรรจงอย่างนางฟ้า
๖๑๙ ครั้นแต่งเสร็จสรรพแล้ว จึ่งพระแก้วเสด็จมา
ทั้งพระราชมารดา นางกำนัลแลขันที
๖๒๐ โกสุมมารดาไท กำนัลในนางสาวศรี
ห้อมล้อมนางเทวี มายังท้องพระโรงไชย
๖๒๑ เศรษฐีโกณฑัญเฒ่า นำพระเจ้านั้นเข้าไป
ยังท้องพระโรงใน แล้วบังคมพระภูมี
๖๒๒ ท้าวพรหมทัตราช ให้หน่อนาถทั้งสองศรี
นั่งเหนือกองมณี ให้สองศรีนั่งเคียงกัน
๖๒๓ ฝ่ายหน้าเสนาใน ฝ่ายหลังไซร้นางกำนัล
เถ้าแก่อยู่แจจัน มาห้อมล้อมอยู่ไสว
ครั้นพร้อมแล้วมิช้า จึ่งโหราให้ฤกษ์ไชย
หมู่พราหมณ์ทำตามไสย เอาน้ำสังข์มาประพรม
๖๒๔ ลั่นฆ้องเข้าสามครา โห่สามลาอยู่ระงม
แตรสังข์จึ่งประโคม ทั้งเครื่องเล่นสมโภชไป
๖๒๕ ปี่กลองดังครื้นครั่น เสียงสนั่นทั้งเวียงไชย
ดนตรีอึงมี่ไป ทั้งทองนำมโหรี
๖๒๖ ลางนางบ้างตีทับ ลางนางดีดกระจับปี่
บ้างขับมโหรี ลางนางตีรำมะนา
๖๒๗ ลางนางตีฉิ่งฉับ ลางนางขับเพลงพัดชา
สมโภชเจ้าสองรา แล้วจึ่งเวียนซึ่งเทียนไชย
๖๒๘ เวียนเทียนได้เจ็ดรอบ ตามระบอบพิธีไสย
เสร็จสรรพดับเทียนไชย โบกควันไปให้ต้ององค์
๖๒๙ จุดเจิมเฉลิมพักตร์ สองนรลักษณ์ผู้โฉมยง
พระญาติแลพระวงศ์ จึ่งอำนวยซึ่งพรไชย
๖๓๐ ให้เจ้าทั้งสองศรี ครองบูรีอย่ามีภัย
ศึกเสือทั้งเหนือใต้ ขออย่าได้มาใกล้กราย
๖๓๑ พยาธิโรคา อย่ามาเบียนสองโฉมฉาย
มีแต่ความสบาย จำเริญสวัสดิ์สัถาวร
๖๓๒ เสร็จแล้วมอบสมบัติ เป็นกระษัตริย์ล้ำดินดอน
สุรางคนิกร มอบแก่เจ้าหมื่นหกพัน
๖๓๓ เพลานั้นย่ำฆ้อง เสด็จสู่ห้องปราสาทจันทน์
พระสนมหมื่นหกพัน มาอยู่ตามตำแหน่งตน
๖๓๔ ครั้นคํ่ายํ่าสนธยา พระมารดากล่าวยุบล
จะส่งนางนิฤมล ให้อยู่ด้วยพระกุมาร
๖๓๕ จึ่งว่านางโฉมยง แม่จะส่งลูกสงสาร
ไปอยู่ด้วยกุมาร ในห้องปรางค์รจนา
๖๓๖ นางสุวรรณเกสร จึ่งทูลวอนพระมารดา
พระแม่จะทรมา ให้ลูกยาอยู่ด้วยชาย
๖๓๗ ไม่เคยเจรจา คิดขึ้นมาน่าใจหาย
ว่าแล้วนางโฉมฉาย เจ้าทอดกายลงโศกา
๖๓๘ ด้วยเวรพยาบาท เมื่อชาติเป็นสกุณา
ด้วยนางตั้งสัจจา จึ่งตามมาเข้าดลใจ
๖๓๙ ด้วยพ่อสกุณา ตั้งสัจจาตามอรไท
มาทันครั้งนี้ไซร้ ด้วยความสัจจวาที
๖๔๐ นางทูลพระมารดา ด้วยมารยากระสัตรี
ข้าแต่พระชนนี โปรดเกศีลูกก่อนรา
๖๔๑ ชายใดพระแม่เอย ลูกไม่เคยจะเจรจา
ครั้งนี้พระมารดา จะทารกรรมให้จำตาย
๖๔๒ เมื่อนั้นพระมารดา ฟังลูกยากล่าวอุบาย
จึ่งปลอบนางโฉมฉาย ฟังแม่ว่าอย่าอาวรณ์
๖๔๓ อันการประเวณี ย่อมมีมาแต่ปางก่อน
พนิดาอย่าอาวรณ์ มีแต่เจ้านี้เมื่อไร
๖๔๔ ภริยากับสามี ประเวณีแต่ก่อนไกล
อันความพิสมัย ใช่แต่เราอยู่ดินดาน
๖๔๕ อันการสิ่งนี้นา ถึงเทวาในวิมาน
ความรักความสงสาร มีเหมือนกันสิ้นทุกคน
๖๔๖ ว่าแล้วพระมารดร กุมพระกรนางนิฤมล
พาเจ้าเข้าไพรชน แล้วจึ่งฝากนางฉายา
๖๔๗ แต่วันนี้ไปเล่า ทั้งสองเจ้าอย่าฉันทา
ปกครองกันสองรา อย่าได้มีอันตราย
๖๔๘ ฝากนางแล้วมิช้า พระมารดาจึ่งผันผาย
จากปรางค์พรรณราย นางโฉมฉายตามออกมา
๖๔๙ เมื่อนั้นพระชนมาร ปิดใบดานมิทันช้า
สรรพสิทธิปรีชา เจ้าจึงคว้าพระกรไว้
๖๕๐ เมื่อนั้นนางฉายา ก้มพักตราไม่ปราศรัย
สรรพสิทธิฤทธิไกร จึ่งปราศรัยด้วยไมตรี ๚ะ

สุรางคนางค์

  ๖๕๑ ดูราน้องแก้ว
บุญของเราแล้ว นะนางเทวี
พระบิดาเจ้า โปรดเกล้าเกศี
เสกเจ้ากับพี่ ให้ครองพารา
  ๖๕๒ เจ้าอย่าครั่นคร้าม
พระน้องโฉมงาม จงได้เมตตา
กุศลได้ทำ จึ่งชักนำมา
ให้เราสองรา ได้ครองไอศวรรย์
  ๖๕๓ เจ้าอย่าตัดรอน
ร้อยชั่งบังอร จงคิดผ่อนผัน
จงเงยพักตรา เจรจาด้วยกัน
พระอรแจ่มจันทร์ จงได้ปรานี
  ๖๕๔ พี่มาอ้อนวอน
เจ้าอย่าตัดรอน เยื่อใยไมตรี
ปลอบเจ้าเท่าไร หาได้ปรานี
เจ้าไม่พาที ด้วยพี่เลยนา
  ๖๕๕ นางสุวรรณเกสร
ได้ฟังภูธร อ้อนวอนไปมา
นางงามทรามวัย มิได้เจรจา
เจ้าก้มพักตรา ไม่ว่าสิ่งใด
  ๖๕๖ สรรพสิทธิฤทธี
เห็นนางเทวี เจ้าไม่ปราศรัย
จึ่งกล่าวอุบาย ด้วยกลภายใน
นางงามทรามวัย เจ้าไม่ปรานี
  ๖๕๗ ขอถามทรามวัย
เจ้าไม่อาลัย ในการโลกีย์
ตามเพศมนุษย์ บุรุษสตรี
ตัดความโลกีย์ ขาดแล้วฤๅไฉน
  ๖๕๘ เจ้าไม่ปรารถนา
ตัวพี่จะขอลา พระน้องคลาไคล
บวชเป็นฤๅษี อยู่ที่ในไพร
มิได้อาลัย ในการโลกีย์
  ๖๕๙ บวชเป็นดาบส
ตั้งกรรมทำพรต อยู่ในพงพี
มิได้ต้องพาน ในการประเวณี
ครั้นรุ่งราตรี พี่จะขอลา
  ๖๖๐ ว่าเท่านั้นแล้ว
สมเด็จพระแก้ว มิได้เจรจา
ทำเป็นนั่งขึ้ง เหมือนหนึ่งโกรธา
มิได้เจรจา ว่ากล่าวสิ่งใด
  ๖๖๑ นางสุวรรณเกสร
เห็นพระภูธร เจ้าไม่ปราศรัย
ถ้าไม่เจรจา จะมาน้อยใจ
โกรธาคลาไคล ไปจากปรางค์ศรี
  ๖๖๒ รู้ถึงบิดา
จะมาโกรธา เคืองแค้นแสนทวี
คิดแล้วมิช้า นางจึ่งพาที
ว่าพระภูมี เสด็จคลาไคล
  ๖๖๓ บวชเป็นฤๅษี
ในป่าพงพี น้องจะตามไป
อยู่ปรนนิบัติ โดยอัธยาศัย
แต่ว่าอย่าได้ เหลาะแหละพาที
  ๖๖๔ เป็นฤๅษีสิทธิ์
จงรักษากิจ อยู่ตามประเวณี
อย่าได้ต้องพาน ในการโลกีย์
บวชเป็นฤๅษี ครองกิจพระวินัย
  ๖๖๕ นางกล่าววาจา
ด้วยกลมายา แยบคายภายใน
แต่ปากหากว่า กามาหวั่นไหว
รำจวนป่วนใจ จะใคร่เสนหา
  ๖๖๖ ด้วยมีความอาย
จึ่งกล่าวแยบคาย เบี่ยงบ่ายเจรจา
แต่พอให้รู้ ท่วงทีกิริยา
แจ้งด้วยวาจา มารยาสตรี
  ๖๖๗ หน่อพระทศพล
เธอรู้ในกล จึ่งตอบเสาวนีย์
เจ้าว่านี้ชอบ ขอบใจเทวี
ธรรมดาฤๅษี จะทำอะไรใคร
  ๖๖๘ แม้นจะปรนนิบัติ
เมื่อเป็นคฤหัสถ์ จะขัดอันใด
จำเพาะแต่พี่ เป็นฤๅษีไพร
เจ้าจึ่งจะไป ปรนนิบัติรักษา
  ๖๖๙ แม้นเป็นคฤหัสถ์
ถ้าจะปรนนิบัติ มิได้ฤๅนา
ตามประเวณี สามีภริยา
ว่าแล้วมิช้า เล้าโลมเทวี
  ๖๗๐ จึ่งอุ้มนางน้อง
ขึ้นสู่แท่นทอง รัตนมณี
โลมลูบจูบปราง ไม่ห่างเทวี
กัลยามารศรี ผลักไสไปมา
  ๖๗๑ นางฉวยสะบัด
วัดแว้งแข็งขัด แล้วมีวาจา
พระมาลามลวน ด่วนได้ไยนา
อันความเสนหา นางน้องไม่เคย
  ๖๗๒ พระตอบเสาวนีย์
อันความโลกีย์ สิ่งนี้น้องเอ๋ย
เป็นประเวณี มิเคยจำเคย
การสิ่งนี้เอย เหมือนกันทุกคน
  ๖๗๓ ว่าพลางทางชม
ร่วมรู้สู่สม รสราคเริงรน
พิรุณโปรยปราย กระจายสายฝน
ต้องดอกอุบล บานรับสูริยา
  ๖๗๔ สองสมความคิด
สองสำราญจิต สมความปรารถนา
นางงามทรามวัย กราบไหว้ราชา
นางขอโทษา แก่พระภูมี
  ๖๗๕ น้องได้ข้องขัด
ด้วยความอุทัจ มารยากระสตรี
ให้เคืองบาทา ของพระสามี
โทษาข้านี้ อย่ามีสืบไป
  ๖๗๖ พระว่าไม่โกรธ
พี่ไม่ถือโทษ นางน้องทรามวัย
มารยากระสตรี พี่รู้เต็มใจ
เจ้าอย่าสงสัย พี่ไม่โกรธา
  ๖๗๗ ทั้งสองครองราช
เป็นมหาอุปราช เลิศล้ำโลกา
กระษัตริย์ทั้งสอง ครองขัณฑเสมา
ได้เป็นฝ่ายหน้า แห่งพระทรงธรรม์
  ๖๗๘ ระบือฦๅจบ
กรุงไกรไตรภพ ทุกประเทศเขตขัณฑ์
สรรพสิทธิกับนาง เป็นคู่สร้างกัน
แต่ก่อนนางนั้น ไม่พูดด้วยชาย
  ๖๗๙ กุมารร้อยเมือง
พูดด้วยบุญเรือง นางไม่ปราศรัย
แต่เจ้าสรรพสิทธิ นางต้องติดใจ
ด้วยพิษฐานไว้ ขอให้พบกัน
  ๖๘๐ นางโกรธสามี
พิษฐานจะหนี ให้พ้นผัวขวัญ
ผัวพิษฐานไล่ หมายได้พบกัน
ด้วยความสัตย์นั้น ไม่แคล้วกันไป
  ๖๘๑ สัปรุษทั้งหลาย
ทั้งหญิงทั้งชาย ฟังแล้วจำไว้
จะสร้างกุศล ผลบุญสิ่งไร
ตั้งพิษฐานไว้ ได้ตั้งปรารถนา
  ๖๘๒ เหมือนหน่อพระชินศรี
ตั้งสัจจวาที ตามนางสกุณา
เจ้าพิษฐานตาม สมความปรารถนา
เดชะสัตยา จึ่งมาพบกัน
  ๖๘๓ เจ้าทั้งสองรา
ครองขัณฑเสมา นคเรศเขตขัณฑ์
กระษัตริย์ทั้งสอง ครองพระกำนัล
ทั้งหมื่นหกพัน โทษทัณฑ์ไม่มี
  ๖๘๔ เจ้าอยู่เสวยราช
แสนสนิทพิศวาส ด้วยนางเทวี
เป็นบรมสุข อยู่ทุกราตรี
เจ้าทั้งสองศรี สำราญพระทัย
  ๖๘๕ ครั้นอยู่นานมา
สรรพสิทธิฤทธา รำพึงในใจ
จะไปประพาส พนาวาสชมไพร
จึ่งพระภูวไนย ชวนพระเชษฐา
  ๖๘๖ ว่าเราทั้งสอง
แต่พี่กับน้อง เราจะไคลคลา
ชมนกชมไม้ ที่ในราวป่า
ชมฝูงมฤคา ในป่าพงไพร
  ๖๘๗ พี่เลี้ยงทูลเล่า
ตามแต่พระเจ้า เสด็จคลาไคล
เข้าในหิมเวศ ทุเรศราวไพร
ชมนกชมไม้ ตามใจราชา
  ๖๘๘ ฟังพี่เลี้ยงทูล
จึ่งพระนเรนทร์สูร เสด็จเข้าปรางค์ปรา
บอกแก่เมียรัก พี่จักไคลคลา
ไปตามเชษฐา เที่ยวเล่นในไพร
  ๖๘๙ ชมปักษาชาติ
พฤกษากล้ากลาด เดียรดาษในไพร
พรุ่งนี้พี่ยา จะมาคลาไคล
วันนั้นเล่าไซร้ ใกล้คํ่าราตรี
  ๖๙๐ เสด็จเข้าสู่ห้อง
ภิรมย์ชมน้อง ในห้องปรางค์ศรี
แนบชิดพิสมัย เมื่อในราตรี
เหนือแท่นมณี สองศรีหลับไป
  ๖๙๑ ทั้งสองไสยาสน์
บรรทมเหนืออาสน์ แท่นทองผ่องใส
ใกล้รุ่งรางรอง แสงทองไรไร
พระอาทิตย์ฤทธิไกร เยี่ยมยอดยุคนธร
  ๖๙๒ ตื่นจากนิทรา
สระสรงคงคา สุคนธาขจร
หอมฟุ้งกระลบ อบองค์ภูธร
เสร็จแล้วผันผ่อน มาเสวยโภชนา
  ๖๙๓ เสวยแล้วมินาน
สรรพสิทธิกุมาร จึงชวนเชษฐา
ลงจากปรางค์มาศ ยุรยาตรคลาดคลา
ออกจากพารา จรมาสองคน
  ๖๙๔ เข้าในไพรเขียว
พากันท่องเที่ยว ลดเลี้ยวไพรสณฑ์
ชมสกลมิ่งไม้ ในไพรเกลื่อนกล่น
พากันจรดล ชมเล่นเย็นใจ ๚ะ

ยานี

๖๙๕ เข้าในพนาวาส ชมรุกขชาติกลาดเกลื่อนไป
เป็นดอกออกแกมใบ งามไสวอยู่นานา
๖๙๖ พระชมต้นนิโครธ งามทรงโตรดพระเวหา
ชงโควิลารา กระลำพักจักรนารายณ์
๖๙๗ ชมต้นภุมโร กิ่งสะโกแลโพบาย
ขอนดอกแลแคทราย ดอกกระแตสะแกวัน
๖๙๘ ชมต้นนมพะโค มีอักโขอยู่เรียงรัน
สนุ่นบุณฑริกัน จันทนามหากาฬ
๖๙๙ สมีแลเสม็ด ทั้งเค็ดแคแสมสาร
ไม้บงทั้งปรงลาน ในดงดานมีหลายพรรณ
๗๐๐ กระดังงาจำปาทอง เป็นแถวถ่องอยู่เรียงรัน
สะคร้ำแลลำพัน กันทลิกาสารภี
๗๐๑ โคมลอยสร้อยสนสม ชมพู่เทศแลลิ้นจี่
รวยรินอินจันมี ต้นจำปีแลลำดวน
๗๐๒ นางแย้มแกมยมโดย ลมโบกโบยกลิ่นหอมหวน
หอมมาน่ารำจวน ชื่นอารมณ์น่าชมเชย
๗๐๓ กระลำพักกฤษณา ส่งกลิ่นมาอยู่รำเพย
สุมณฑาน่าชมเชย ระรวยรินกลิ่นมาลา
๗๐๔ กันเกราทั้งเต่าเกียด อีกสีเสียดเสนียดป่า
ละมุดทั้งพุทรา ลูกหวายหว้าทั้งพลวงพลอง
๗๐๕ น้อยหน่าแลลำไย มะเฟืองไฟแลปรางทอง
สุกเหลืองอยู่เรืองรอง มะพลับทองงามตระการ
๗๐๖ ทุเรียนมังคุดนั้น ครั้นชมนักจักเนิ่นนาน
พี่เลี้ยงแลภูบาล สำราญรมย์ชมปักษา
๗๐๗ ชมฝูงสกุณชาติ บินเกลื่อนกลาดในพนาวา
สกุณีสกุณา มาร่ำร้องอยู่ก้องดง
๗๐๘ เบญจพาดเบญจพรรณ เบญจวรรณพญาหงส์
ร่ำร้องกึกก้องดง เสียงเสนาะเพราะเอาใจ
๗๐๙ สกุโณโพระโดก จับต้นโศกร้องเสียงใส
แม่ม่ายแลลองใน ทั้งเรไรจักรจั่น
๗๑๐ กระเหว่าลายชายชมพู นกเขาคูอยู่เรียงรัน
สำเนียงเสียงแจจัน สนั่นก้องในท้องดง
๗๑๑ มยุรามาร่ำร้อง เสียงกึกก้องไพรระหง
สัตวาโนรีดง ส่งเสียงเร้าเคล้าคู่คลอ
๗๑๒ ไก่ป่าขันจ้าไป สหัสนัยน์พญาลอ
กระจาบพิราบมอ เขาขันจ้อกันไปมา
๗๑๓ ชมแล้วจึ่งบ่ายเบี่ยง ชวนพี่เลี้ยงเจ้าลินลา
เที่ยวไปที่ในป่า พบสระโบกขรณี
๗๑๔ สระใหญ่ที่ไพรสาณฑ์ ดอกประทุมบานที่สระศรี
เกลื่อนกลาดดาษนัที น้ำเย็นดีเป็นโอฬาร์
๗๑๕ สรรพสิทธิฤทธิรงค์ จึงสระสรงพระคงคา
จึ่งชวนพระเชษฐา ชมบุษบาสำราญใจ
๗๑๖ บัวหลวงเป็นพวงพุ่ม บานแลตูมอยู่ไสว
ผุดแพลมแกมบังใบ ที่มีในพระคงคา
๗๑๗ อุบลจงกลนี ในสระศรีมีนานา
ภุมรีภุมรา เอารสกลิ่นนิลุบล
๗๑๘ สัตตบุษย์ผุดแดงฉัน สัตตบรรณหัวขาวปน
บัวเผื่อนอยู่เกลื่อนกล่น ทั้งสาหร่ายสายสันตะวา
๗๑๙ มีทั้งกระจับสด ย่อมมีรสอันโอชา
ครั้นแล้วชมฝูงปลา หมู่มัจฉาในสระศรี
๗๒๐ ฝูงปลาในสระนั้น สารพันพ้นที่จะมี
สร้อยซ่าปลากระดี่ มีทั้งปลาสลุมพร
๗๒๑ ปลาไหลแลปลาหลด ทั้งปลากดแลปลาช่อน
ปลาเสือทั้งเนื้ออ่อน ปลาเทโพชะโดลาย
๗๒๒ ปลาเค้าแลปลาม้า ทั้งปลากาแลปลากราย
ตะโกกแลปลาสวาย บ้างว่ายคล่ำดำกินไคล
๗๒๓ ปลาดุกรุกเข้าออ ทั้งปลาหมอว่ายน้ำใน
คางเบือนเบือนคางไป หาปลาหมอบ่รู้วาย
๗๒๔ ตะเพียนแลหางแดง ปลาแขยงแฝงสาหร่าย
ดำผุดแลดำว่าย ไล่หยอกกันอยู่พรั่งพรู
๗๒๕ กุ้งกั้งทั้งแมงดา ในคงคามีอักขู
หอยแครงทั้งแมงภู่ จุ๊บแจงอยู่ดูมากมาย
๗๒๖ หอยอีรมทั้งนมนาง ทั้งหอยกวางแลหอยทราย
หอยกาบคาบสาหร่าย ทั้งหอยโข่งแลหอยขม
๗๒๗ ฝูงสัตว์ในนัที พระภูมีเจ้าเชยชม
ขึ้นจากสระเสร็จสม ผลัดภูษาแล้วคลาไคล
๗๒๘ เห็นฝูงมฤคา เที่ยวกินหญ้าอยู่ในไพร
ตัวหนึ่งนั้นบรรลัย ตายอยู่ในพนาวา
๗๒๙ เห็นซากมฤคี อันเป็นผีอยู่ในป่า
แล้วจึ่งมีวาจา แก่พี่เลี้ยงด้วยฉับไว
๗๓๐ ดูราพระเชษฐา จงรักษารูปข้าไว้
ข้าจักถอดหัวใจ เข้าอยู่ในมฤคา
๗๓๑ จะไปด้วยฝูงสัตว์ ในป่าชัฏไพรพฤกษา
ตามฝูงมฤคา พี่รักษารูปข้าไว้
๗๓๒ พี่เลี้ยงจึ่งว่าเล่า รูปของเจ้านั้นเล่าไซร้
พี่จักรักษาไว้ มิให้เป็นอันตราย
๗๓๓ พี่เลี้ยงรับคำแล้ว จึ่งพระแก้วเจ้ายิ้มพราย
ถอดหัวใจจากกาย เข้าอยู่ในมฤคา ๚ะ

ฉบัง

๗๓๔ เมื่อนั้นสรรพสิทธิฤทธา ถอดดวงหัทยา
ออกจากพระกายท้าวไท  
๗๓๕ เข้ารูปมฤคาทันใจ ร่างเนื้อนั้นไซร้
บัดใจก็เป็นขึ้นมา  
๗๓๖ โลดโผนโจนเข้าในป่า ด้วยดวงหัทยา
เจ้านั้นเข้าอยู่ในกาย  
๗๓๗ ไปตามฝูงเนื้อทั้งหลาย ชมเล่นสบาย
ดังน้ำพระทัยปรารถนา  
๗๓๘ ฝูงเนื้อมิได้สงกา ว่าเพื่อนมฤคา
พากันกินหญ้าในไพร  
๗๓๙ เมื่อนั้นสรรพสิทธิฤทธิไกร เข้าชิดพิสมัย
นางเนื้อมิได้สงกา  
๗๔๐ สำคัญว่าเพื่อนมฤคา มีความเสนหา
มิได้รังเกียจเดียดฉันท์  
๗๔๑ เล็มล่าตามมฤคานั้น จนพระสุริยัน
จะเคลื่อนคล้อยเข้าบ่ายควาย  
๗๔๒ พี่เลี้ยงอยู่รักษากาย ของพระโฉมฉาย
ก็คิดใจร้ายริษยา  
๗๔๓ ที่นี้สมความปรารถนา สรรพสิทธิปรีชา
เป็นเนื้อในป่าพงไพร  
๗๔๔ อย่าเลยกูนี้จะไป เอานางอรไท
เจ้านั้นเป็นอัครชายา  
๗๔๕ จะได้เป็นอุปราชา ที่ปรารถนา
เห็นว่าจะได้นงเยาว์  
๗๔๖ จะถอดหัวใจของเรา ใส่รูปของเจ้า
จะกลับเข้าไปบูรี  
๗๔๗ ทีนั้นนวลนางเทวี จะว่าสามี
มิได้กินแหนงแคลงใจ  
๗๔๘ รูปตัวของผัวนางไซร้ เอาแต่หัวใจ
ของเราผู้เป็นเชษฐา  
๗๔๙ คิดแล้วเท่านั้นมิช้า ถอดดวงหัทยา
ออกจากรูปตนด้วยพลัน  
๗๕๐ เข้าในรูปพระทรงธรรม์ รูปของกูนั้น
จะเผาเสียในกลางไพร  
๗๕๑ ครั้นจะเอารูปกูไว้ แม้นว่านานไป
เห็นว่าจะมีราคี  
๗๕๒ ด้วยเจ้าสรรพสิทธิฤทธี กลับมาบัดนี้
จะเห็นรูปกูนี้นา  
๗๕๓ จะอ่านพระเวทคาถา ถอดเอาหัทยา
ออกจากมฤคาทันใจ  
๗๕๔ จะเข้าในรูปกูไซร้ ติดตามเข้าไป
จะเป็นเสี้ยนหนามต่อกู  
๗๕๕ ด้วยว่ามันมีความรู้ เรียนมาต่อครู
ความรู้ก็มีเสมอกัน  
๗๕๖ จะเอารูปของกูนั้น เผาเสียด้วยพลัน
อย่าให้มันเข้ารูปไป  
๗๕๗ จึ่งเก็บฟืนมาทันใจ กองเข้าด้วยไว
ก่อไฟให้ลุกเป็นควัน  
๗๕๘ เมื่อนั้นพี่เลี้ยงใจฉกรรจ์ เอารูปตนนั้น
เข้าใส่ในกองอัคคี  
๗๕๙ เผาเสียด้วยพลันทันที ในกลางอัคคี
ก็เป็นวิจุณสูญไป  
๗๖๐ ครั้นแล้วลินลาคลาไคล ออกจากพงไพร
ก็กลับเข้าในบูรี  
๗๖๑ มาถึงจึ่งเข้าวังศรี ขึ้นปรางค์มณี
นั่งอยู่ที่เกยชาลา  
๗๖๒ พระสนมกรมในซ้ายขวา ไม่แจ้งกิจจา
เหตุผลนั้นเป็นฉันใด  
๗๖๓ สำคัญว่าองค์ภูวไนย เห็นรูปท้าวไท
คิดว่าเจ้านายของตน  
๗๖๔ ไม่รู้ว่าพี่เลี้ยงทรชน เอาหัวใจตน
มาใส่ในรูปท้าวไท  
๗๖๕ ไม่รู้แยบคายภายใน จึ่งนางสาวใช้
ถวายบังคมทุกคน  
๗๖๖ คิดว่าเจ้านายของตน บ้างถวายสุคน
ธารสสหัสธารา  
๗๖๗ บ้างถวายผ้าต้นรจนา เสร็จแล้วมิช้า
เข้าที่เสวยด้วยพลัน  
๗๖๘ นางสุวรรณเกสรสาวสวรรค์ พิศดูผัวขวัญ
เห็นอัศจรรย์หนักหนา  
๗๖๙ รูปทรงนั้นองค์ภัสดา เหตุไรกิริยา
เห็นผิดนางคิดสงสัย  
๗๗๐ จะตรัสถ้อยความสิ่งใด ผิดแต่ก่อนไป
มิได้จะเหมือนสามี  
๗๗๑ สงสัยในใจเทวี กิริยาพาที
ก็ผิดทำเนียมกระษัตรา  
๗๗๒ คิดแล้วจึ่งมีวาจา ว่าพระเชษฐา
ไม่มาไปอยู่แห่งใด  
๗๗๓ สองคนจรดลเข้าไพร คนหนึ่งไปไหน
ข้าบาทสงสัยนักหนา  
๗๗๔ จึ่งบอกแก่นางฉายา ว่าพระเชษฐา
พากันไปถึงกลางไพร  
๗๗๕ ฆ่าเสียให้ม้วยบรรลัย ไว้ใจไม่ได้
เพราะความรู้ไซร้เท่ากัน  
๗๗๖ บอกเจ้าให้รู้สำคัญ พี่จึงฆ่าฟัน
มันนั้นให้วอดวายชนม์  
๗๗๗ เอาไว้จะเกิดจุลาจล ด้วยรู้เวทมนตร์
ถอดหัวใจได้เหมือนกัน  
๗๗๘ พี่นี้มิไว้ใจมัน จึ่งมาฆ่าฟัน
ให้มันนั้นม้วยบรรลัย  
๗๗๙ โฉมยงมาคิดสงสัย พี่เลี้ยงนี้ไซร้
ดีร้ายจะคิดทรชน  
๗๘๐ อุบายถ่ายเทเล่ห์กล ถอดหัวใจตน
เข้าในรูปเจ้าเข้ามา  
๗๘๑ คิดแล้วจึ่งมีวาจา ด้วยกลมารยา
จะใคร่ให้รู้สำคัญ  
๗๘๒ จึ่งทูลว่าพระทรงธรรม์ อันพี่เลี้ยงนั้น
ฟันเสียดีแล้วแลนา  
๗๘๓ เอาไว้จะเกิดโทษา ฆ่าให้มรณา
เอาไว้จะเป็นเสี้ยนหนาม  
๗๘๔ พี่เลี้ยงครั้นได้ฟังความ ว่านางโฉมงาม
เจ้าไม่มีความสงสัย  
๗๘๕ จะสมความคิดจิตใจ ในครั้งนี้ไซร้
จะได้เป็นอุปราชา  
๗๘๖ วันนั้นพอจวนเวลา จะเข้าสนธยา
เข้ามาในปราสาทไชย  
๗๘๗ ขึ้นสู่แท่นทองผ่องใส เข้าใกล้ทรามวัย
ดังไฟมาไหม้ลามลน  
๗๘๘ ให้ร้อนในหัวใจตน อตส่าห์กลั้นทน
ปราศรัยจะใคร่เสนหา  
๗๘๙ นางจึ่งกล่าวกลมายา ว่าข้าบริจา
ประชวรโรคายายี  
๗๙๐ พระอุหลบขัดข้องหมองศรี ให้เจ็บนาภี
วันนี้ไม่มีความสบาย  
๗๙๑ พระสนมกรมในทั้งหลาย เชิญท้าวผันผาย
ไปชมสุรางค์นางใน  
๗๙๒ ได้ฟังนางงามทรามวัย แล้วจึงคลาไคล
ไปชมสนมสาวศรี  
๗๙๓ เมื่อนั้นจึ่งนางเทวี รำพึงคดี
ก็คิดสงสัยไปมา  
๗๙๔ รูปทรงก็องค์ภัสดา แต่กิริยา
นั้นผิดกับพระสามี  
๗๙๕ นวลเจ้าโศกเศร้าหมองศรี นางน้องเทวี
เจ้าไซร้มิได้บังคม  
๗๙๖ แม้นว่าจะมาสู่สม ให้ร้อนระงม
นั่งใกล้มิได้เลยนา ๚ะ  

สุรางคนางค์

  ๗๙๗ เรื่องนี้ยกไว้
จะกล่าวบทไป ถึงหน่อศาสดา
เจ้าถอดหัวใจ ใส่ในมฤคา
เข้าไพรพฤกษา ไปตามมฤคี
  ๗๙๘ ไปในไพรสัณฑ์
จนพระสุริยัน บ่ายคล้อยแสงศรี
หิวหอบเหี่ยวแห้ง เรี่ยวแรงไม่มี
พาร่างมฤคี กลับมาทันใจ
  ๗๙๙ มาถึงที่อยู่
จึ่งเล็งแลดู เห็นแต่กองไฟ
ทั้งรูปทั้งกาย เจ้านั้นหายไป
พี่เลี้ยงนั้นไซร้ หายไปด้วยกัน
  ๘๐๐ คิดสงสัยนัก
ด้วยเห็นประจ้กษ์ สลักสำคัญ
รู้ว่าพี่เลี้ยง ริษยาอาธรรม์
จะให้อาสัญ อยู่ในกลางพนา
  ๘๐๑ ว่าอ้ายพี่เลี้ยง
แยบคายบ่ายเบี่ยง ถอดดวงหัทยา
เข้ารูปกูไป ในพระพารา
จะเอาฉายา เป็นเมียของตน
  ๘๐๒ โอ้ตัวกูเอย
เกิดมาไยเลย ไม่รู้ทันคน
โง่เง่าเต่างัว ไม่รักตัวตน
มาไว้ใจคน จนมรณา
  ๘๐๓ ฝูงคนทั้งหลาย
เกิดมาเป็นชาย อย่าดูเยี่ยงข้า
ไว้ใจคนนัก ม้กเกิดโทษา
เหมือนหนึ่งตัวข้า มาไว้ใจคน
  ๘๐๔ เสียรู้เพราะรัก
น่าแค้นใจนัก เพราะไม่รักตน
จนเสียลูกเมีย เพราะเชื่อใจคน
แต่นี้จะทน ทุกข์ไม่รู้วาย
  ๘๐๕ คิดถึงอรไท
สะท้อนถอนใจ พระทัยขาดหาย
สรรพสิทธิปรีชา โศกาบ่วาย
ใจแห้งแรงหาย แทบวายชีวัน
  ๘๐๖ ครวญคร่ำร่ำไห้
ถึงนางอรไท ผู้เป็นเมียขวัญ
ชาตินี้เวรา ติดตามมาทัน
เราทั้งสองนั้น พลัดกันทั้งเป็น
  ๘๐๗ เราอยู่คู่ครอง
กรรมมาตามสนอง ให้ทันตาเห็น
ชาติก่อนกำจัด สิงสัตว์ทั้งเป็น
ทั้งนี้ย่อมเวร ติดตามเรามา
  ๘๐๘ จักตั้งพิษฐาน
ขอพบเยาวมาลย์ ทุกชาติเถิดนา
เป็นสิงเป็นสัตว์ สารพัดนานา
ขอพบกัลยา ผู้เป็นเมียขวัญ
  ๘๐๙ เกิดเป็นสิ่งใด
พี่จะตามไป เกิดเป็นสิ่งนั้น
เจ้าเป็นพฤกษา ข้าจะเป็นเครือวัลย์
ลอดเลี้ยวเกี่ยวพัน อยู่ที่พฤกษา
  ๘๑๐ เจ้าเป็นมาลี
อันตัวของพี่ จะเป็นภุมรา
จะอยู่สู่สม เชยชมบุปผา
ด้วยความเสนหา เกสรมาลี
  ๘๑๑ เจ้าเป็นคูหา
อันตัวของข้า เป็นพญาราชสีห์
จะอยู่อาศัย ในถํ้ามณี
กว่าชีวิตพี่ จะมาโทรมทรุด
  ๘๑๒ เจ้าตายจากพี่
เป็นงิ้วฉิมพลี วิมานสูงสุด
อันตัวของข้า จะเป็นพญาครุฑ
ฝากฝังยั้งยุด ไม่ห่างร้างน้อง
  ๘๑๓ เจ้าเป็นคงคา
อันตัวพี่ยา จะเป็นปลาทอง
จะขออิงแอบ แนบนวลควรครอง
จะคอยลอยล่อง ในท้องคงคา
  ๘๑๔ เจ้าเป็นคีรี
อันว่าตัวพี่ จะเป็นพฤกษา
งอกขึ้นบนตอน ชะง่อนภูผา
ชั่วนี้ชั่วหน้า ขออย่าไกลกัน
  ๘๑๕ สรรพสิทธิปรีชา
ครวญคร่ำร่ำหา โศการำพัน
อุระร้อนเร่า สร้อยเศร้าโศกศัลย์
พระองค์ทรงธรรม์ สลบซบไป
  ๘๑๖ เหนือพื้นปฐพี
สิ้นสมปฤดี มิได้หวาดไหว
ครั้นต้องน้ำค้าง ค่อยสว่างพระทัย
ฟื้นขึ้นมาได้ รำพึงไปมา
  ๘๑๗ หน่อพระชินศรี
สมเด็จภูมี คิดด้วยปัญญา
นิ่งอยู่มิได้ จำจะไคลคลา
พาร่างกวางมา แต่ในราตรี
  ๘๑๘ มาในกลางคืน
ค่ำมืดดึกดื่น ดั้นดงพงพี
จนพระอุทัย จะไขรัศมี
พอรุ่งราตรี สว่างเวหา
  ๘๑๙ สางแสงอุทัย
จึ่งมาถึงไร่ สองเฒ่ายายตา
เลี้ยงนกแก้วไว้ ที่ในเคหา
อันว่าปักษา นั้นมาบรรลัย
  ๘๒๐ สองเฒ่าผัวเมีย
เอามาทิ้งเสีย นอกรั้วทันใจ
เมื่อใกล้จะรุ่ง พวยพุ่งสุริย์ใส
เอาทิ้งออกไป นอกรั้วมิช้า
  ๘๒๑ มาถึงไร่แล้ว
มาพบนกแก้ว อันที่มรณา
จึ่งถอดหัวใจ ออกมิได้ช้า
จากร่างมฤคา เข้ารูปสกุณี
  ๘๒๒ สมความคิดแล้ว
เข้ารูปนกแก้ว ได้แล้วจรลี
เฉียวฉาบถาบบน โดยหนวิถี
มาถึงบูรี บัดเดียวทันใจ
  ๘๒๓ จึ่งสกุโณ
บินถาผาโผ เข้าสู่วังใน
เห็นเปิดบัญชร บินร่อนเข้าไป
จับหน้าแกลไชย แล้วมีวาจา
  ๘๒๔ มาแต่ในไพร
ข้าเจ้านี้ไซร้ อดอาหารมา
หิวหอบบอบระหวย จะม้วยมรณา
ขอโภชนา กินบ้างเป็นไร
  ๘๒๕ จึ่งนางเทวี
ไม่รู้ว่าสามี ถามมาทันใจ
ดูราปักษา ท่านมาแต่ไหน
เป็นเหตุสิ่งไร ว่าอดอาหาร
  ๘๒๖ ท่านอยู่ในป่า
อันผลพฤกษา ทั้งเปรี้ยวทั้งหวาน
อันมูลผลา ในป่าหิมพานต์
มากมายหลายประการ ว่าอดโภชนา
  ๘๒๗ เราคิดสงสัย
สกุณาว่าไป ให้แจ้งก่อนรา
อยู่ในไพรสาณฑ์ เหตุการณ์ใดนา
จงบอกกิจจา ให้เราเข้าใจ
  ๘๒๘ สรรพสิทธิปรีชา
จึ่งมีวาจา บอกแก่ทรามวัย
อันว่าข้านี้ มิใช่อื่นไกล
ข้านี้มิใช่ เป็นสกุณา
  ๘๒๙ ข้าคือสามี
ของนางเทวี อย่าได้โศกา
พี่จะเล่าให้ฟัง แต่หนหลั่งมา
เมื่อในเพลา วันพี่จรดล
  ๘๓๐ กับอ้ายพี่เลี้ยง
ผันผายบ่ายเบี่ยง เข้าในไพรสณฑ์
ถึงทางทุเรศ เมื่อจะเกิดเหตุผล
พากันจรดล ไปพบมฤคา
  ๘๓๑ ตัวหนึ่งตายอยู่
มาเล็งแลดู รู้ว่ามรณา
พี่ถอดหัวใจ เข้าในมฤคา
รูปกายของข้า ฝากพี่เลี้ยงไว้
  ๘๓๒ แล้วตัวพี่ยา
ไปตามมฤคา ที่ในป่าใหญ่
ภายหลังพี่เลี้ยง บ่ายเบี่ยงแก้ไข
ถอดเอาหัวใจ เข้ารูปพี่ยา
  ๘๓๓ พี่เลี้ยงทรยศ
มันคิดกระบถ ต่อพี่แลนา
หัวใจของมัน รูปนั้นของข้า
จงแจ้งกิจจา เถิดหนาเทวี
  ๘๓๔ เมื่อนั้นนางแก้ว
เห็นประจักษ์แล้ว ว่าพระสามี
ยอกรประนม บังคมดุษฎี
ทรงกันแสงศรี แล้วมีวาจา
  ๘๓๕ ทีนี้เล่าไซร้
จะทำฉันใด เล่าพระราชา
จะได้รูปทอง ของพระองค์มา
แต่ดวงหัทยา จะอยู่กลใด
  ๘๓๖ หัวใจของเขา
รูปของพระเจ้า จะเอาอย่างไร
ไม่รู้ว่าจะตาย ฝากกายเขาไว้
ถอดเอาหัวใจ ไปเข้ามฤคา
  ๘๓๗ คิดฉันใดเล่า
อันรูปพระเจ้า จึ่งจะได้คืนมา
เหมือนแต่ก่อนเก่า พ่อเจ้าเมียอา
ไม่ได้รูปมา เมียจักบรรลัย
  ๘๓๘ สุดคิดเมียแล้ว
พระทูลกระหม่อมแก้ว จะคิดฉันใด
นางยกสกุณา ทูนเกศาไว้
ดิ้นโดยโหยไห้ ร่ำไรไปมา
  ๘๓๙ หน่อพระชินศรี
จึ่งถามเทวี เมียรักเสนหา
เมื่อในราตรี คืนนี้น้องอา
เข้าที่นิทรา ด้วยเจ้าฤๅไฉน
  ๘๔๐ นางสุวรรณเกสร
บอกแก่ภูธร บัดเดียวทันใจ
เหมือนหนหลังมา ดั่งพรรณนาไว้
สงสัยที่ไหน บอกให้ทุกอัน
  ๘๔๑ จึ่งเจ้าสรรพสิทธิ
ไม่แคลงแจ้งจิต สิ้นทุกสิ่งสรรพ์
ไม่เป็นอันตราย ด้วยแยบคายนั้น
ด้วยนางเมียขวัญ เจ้ามีปัญญา
  ๘๔๒ แก้ไขตัวไว้
ด้วยว่าสงสัย เห็นผิดกิริยา
หญิงลางคนเล่า มัวเมาตัณหา
ไม่พิจารณา หลับตางมไป
  ๘๔๓ คิดแล้วเท่านั้น
บอกแก่เมียขวัญ เจ้าอย่าตกใจ
จงไปอุบาย แยบคายภายใน
ให้มันนั้นไซร้ หลงด้วยวาจา
  ๘๔๔ พี่จะบอกเจ้า
จงขี้นไปเฝ้า แล้วทูลกิจจา
ว่าพระองค์เจ้า แต่ปกเกล้ามา
ไม่เห็นศักดา อานุภาพท้าวไท
  ๘๔๕ แต่มาปกเกศ
ไม่เห็นพระเดช พระคุณสิ่งใด
เจ้าไปอ้อนวอน ให้มันอ่อนใจ
มันจะทำให้ เจ้าเห็นแก่ตา
  ๘๔๖ นางสุวรรณเกสร
จึ่งให้ภูธร เจ้าเสวยโภชนา
แล้วนางซ่อนไว้ ที่ในปรางค์ปรา
มิได้เจรจา ให้ใครรู้กล
  ๘๔๗ ซ่อนเจ้าไว้แล้ว
จึ่งนางน้องแก้ว เสด็จจรดล
นางจึ่งเข้าเฝ้า แล้วกล่าวเล่ห์กล
ขอพระจุมพล จงได้ปรานี
  ๘๔๘ แต่พระองค์เจ้า
มาอยู่ปกเกล้า เป็นปิ่นบูรี
ไม่เห็นศักดา อานุภาพภูมี
ทรงอิทธิฤทธี เป็นประการใด
  ๘๔๙ หัวใจนั้นเล่า
อยู่ในรูปเจ้า ไม่รู้กลใน
อันนางลวงล่อ แต่พอหัวใจ
ให้ออกเสียได้ จากกายภูมี
  ๘๕๐ หัวใจพี่เลี้ยง
มิได้บ่ายเบี่ยง บอกแก่เทวี
ว่านางโฉมตรู จะดูฤทธี
แต่ในวันนี้ จะได้เห็นกัน
  ๘๕๑ จึ่งสั่งมนตรี
เร่งเร็วบัดนี้ ขมีขมัน
ไปหารูปกาย สัตว์อันตายนั้น
เร่งรัดจัดกัน ไปเที่ยวหามา
  ๘๕๒ อำมาตย์รับสั่ง
วิ่งมาล้าลัง เสือกสนค้นหา
มาพบแพะตาย อยู่ที่ชายป่า
เอาแพะตายมา เข้าถวายด้วยพลัน
  ๘๕๓ บรรดาข้าหลวง
ขุนนางทั้งปวง มั่วสุมชุมกัน
ว่าเจ้าสรรพสิทธิ แผลงฤทธิ์วันนั้น
ชาวเราชวนกัน มาดูฤทธา
  ๘๕๔ หัวใจพี่เลี้ยง
จึ่งมากล่าวเกลี้ยง สั่งแก่เสนา
ดูรามนตรี บัดนี้อย่าช้า
เร่งทำพลับพลา ที่หน้าพระลานไชย
  ๘๕๕ เมื่อนั้นเสนา
จึ่งทำพลับพลา เสร็จพลันทันใด
จึ่งเสด็จลงมา ยังพลับพลาไชย
นักสนมกรมใน ตามเสด็จไคลคลา
  ๘๕๖ จึ่งนางเทวี
นางเอาสกุณี ใส่หีบออกมา
ไม่ให้ใครใคร สงสัยเลยนา
ให้สำคัญว่า หีบใส่หมากพลู
  ๘๕๗ ส่งให้สาวใช้
ที่ไว้วางใจ เคยใช้กันอยู่
เอาหีบนี้ไป อย่าให้ใครดู
จึ่งส่งให้กู ที่ในพลับพลา
  ๘๕๘ จึ่งนางสาวใช้
รับเอาหีบไป ตามนางฉายา
ถึงพลับพลาไชย ให้นางมิช้า
จึ่งนางฉายา รับเอาทันใจ
  ๘๕๙ พร้อมกันบมินาน
ที่หน้าพระลาน มากมายอยู่ไสว
ทั้งซ้ายทั้งขวา ข้างหน้าข้างใน
คอยดูท้าวไท จะแผลงฤทธา
  ๘๖๐ พี่เลี้ยงนั้นไซร้
จึ่งถอดหัวใจ ออกจากกายา
ของเจ้าสรรพสิทธิ ด้วยฤทธิ์วิทยา
เข้าในสรีรา รูปแพะบมินาน
  ๘๖๑ แพะเป็นขึ้นมา
ด้วยฤทธิ์วิทยา อวดแก่เยาวมาลย์
ว่าศิลปศาสตร์ สามารถเชี่ยวชาญ
ให้นางนงคราญ เจ้าเห็นฤทธา
  ๘๖๒ ข้าหลวงทั้งหลาย
คิดว่าเจ้านาย ของอาตมา
ว่าเจ้าสรรพสิทธิ สำแดงฤทธา
มนตรีเสนา ซ้องสาธุการ
  ๘๖๓ หัวใจนั้นแหละ
เข้าอยู่ในแพะ โลดโผนทะยาน
สำแดงเดชา ในหน้าพระลาน
แพะตายวายปราณ ดังมีจิตใจ
  ๘๖๔ นางสุวรรณเกสร
จึ่งนางบังอร เปิดหีบทันใจ
จะให้ผัวเจ้า เข้ารูปท้าวไท
ด้วยนางทรามวัย มีใจโกรธา ๚ะ

ฉบัง

๘๖๕ เมื่อนั้นสรรพสิทธิปรีชา ขึ้งโกรธโกรธา
ถอดหัทยาด้วยไว  
๘๖๖ ออกจากนกแก้วทันใจ เข้ารูปภูวไนย
บัดใจจึ่งสั่งเสนา  
๘๖๗ ให้เร่งจ้บเอาแพะมา เร่งเร็วอย่าช้า
มัดเอาเข้ามาด้วยพลัน  
๘๖๘ ว่าแพะใจร้ายอาธรรม์ เร่งจับตัวมัน
มาให้แก่เราบัดนี้  
๘๖๙ บัดนั้นเสนามนตรี จับแพะกาลี
มัดเข้ามาถวายราชา  
๘๗๐ หัวใจพี่เลี้ยงนั้นหนา รำพึงไปมา
ทีนี้เห็นว่าวอดวาย  
๘๗๑ ไม่เห็นสิงสัตว์ทั้งหลาย ซากศพอันตาย
อยู่ที่หน้าพระลานไชย  
๘๗๒ ไม่มีกเลวรากสิ่งใด จะถอดหัวใจ
เข้าอยู่ในรูปสิ่งนั้น  
๘๗๓ จะหนีความตายผายผัน ไม่ได้สำคัญ
กเลวรากสิ่งใด  
๘๗๔ ไม่มีที่จะอาศัย จะถอดหัวใจ
ออกจากรูปแพะนี้นา  
๘๗๕ จะหนีให้รอดชีวา แลซ้ายแลขวา
ไม่มีที่จะอาศัย  
๘๗๖ ทีนี้น่าที่จะบรรลัย กรรมทั้งนี้ไซร้
เพราะกูมาคิดทรชน  
๘๗๗ คิดร้ายต่อเจ้านายตน จึ่งอกุศล
แลกรรมให้เห็นทันตา  
๘๗๘ เมื่อนั้นสรรพสิทธิฤทธา สั่งแก่เสนา
ให้ผ่าอกแพะออกไป  
๘๗๙ ควักแขวะแหวะเอาหัวใจ แพะร้ายจังไร
น้ำใจมันไม่ซื่อตรง  
๘๘๐ ชาติพาลสันดานดำรง การชั่วตัวยง
จะไว้ชีวิตมันไย  
๘๘๑ อำมาตย์รับสั่งท้าวไท แหวะเอาหัวใจ
ออกมาผ่าเสียด้วยพลัน  
๘๘๒ พี่เลี้ยงนั้นสิ้นอาสัญ สูญซึ่งชีวัน
วันนั้นก็ม้วยบรรลัย  
๘๘๓ ฝูงคนไม่รู้กลใน เห็นหลากแก่ใจ
ก็คิดสงสัยไปมา  
๘๘๔ สมคิดดังจิตปรารถนา เสด็จเข้าปรางค์ปรา
สองราสำราญบานใจ  
๘๘๕ ขึ้นบนปรางค์ทองผ่องใส สมความคิดไซร้
ทรามวัยชื่นชมยินดี  
๘๘๖ สังระเสริญปัญญาสามี สรรพสิทธิฤทธี
ปรีชาล้ำเลิศกว่าคน  
๘๘๗ สองครองนิเวศมณฑล ไตรภพจบสกล
เป็นบรมสุขสถาพร ๚ะ  

สุรางคนางค์

  ๘๘๘ เมื่อนั้นโพธิสัตว์
ครองราชสมบัติ กับพระบิดร
บรมกระษัตริย์ พรหมทัตภูธร
สุรางคนิกร แปดหมื่นสี่พัน
  ๘๘๙ เย็นเช้าเข้าเฝ้า
พระผู้ปิ่นเกล้า นัคเรศเขตขัณฑ์
เฝ้าพระภูวนาถ มิได้ขาดวัน
ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ อยู่ทุกวันวาร
  ๘๙๐ พึ่งบุญเดโช
เป็นบรมสุโข โอฬาร์ธิการ
ข้าเฝ้าน้อยใหญ่ โพยภัยไม่พาน
รั้วงานราชการ ตามประเพณี
  ๘๙๑ ข้าศึกศึกเสือ
ปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือ มิได้ยายี
เจ้าทรงทศพิธ ไม่ผิดประเพณี
ไพร่พลมนตรี มิได้ฉันทา
  ๘๙๒ ดุจเขาพระสุเมรุ
มิได้เอียงเอน หวาดไหวไปมา
คือองค์ปิ่นปัก เป็นหลักโลกา
ถ้อยความถามว่า โดยสัจจวาที
  ๘๙๓ หน่อพระโพธิสัตว์
ครองราชสมบัติ เป็นเจ้าบูรี
ร้อยเอ็ดนัคเรศ ทุกประเทศธานี
แต่งสุวรรณมาลี ถึงปีมาถวาย
  ๘๙๔ เป็นพระยาอุปราช
เสนาอำมาตย์ มีความสบาย
ซ้องสาธุการ ภูบาลเหลือหลาย
ทั้งหญิงทั้งชาย สุขกระเษมเปรมปรา
  ๘๙๕ สมเด็จกรุงกระษัตริย์
ท้าวบรมพรหมทัต ขัตติยวงศา
พระชนม์ท้าวจวน ประชวรโรคา
ทรงพระชรา สู่สวรรคาลัย
  ๘๙๖ โกสุมเทวี
เห็นพระภูมี สิ้นชีพตัดษัย
นางสุวรรณเกสร สายสมรอรไท
เศร้าหมองร้องไห้ รักพระบิดา
  ๘๙๗ พระร่มโพแก้ว
มาล้มเสียแล้ว จากลูกแลนา
ตัดช่องน้อยไป สู่ไตรตรึงษา
ในวิมานฟ้า เสด็จไปแต่องค์
  ๘๙๘ โกสุมเทวี
ไห้รักภูมี เพียงชีพปลดปลง
มาทิ้งเมียเสีย เสด็จไปแต่องค์
ให้เมียนี้ทรง โศกาอาวรณ์
  ๘๙๙ สมเด็จท้าวไท
สู่สวรรคาลัย แต่องค์ภูธร
ละบ้านเมืองไว้ มิได้อาทร
ละสุรางคนิกร เสด็จสู่เมืองสวรรค์
  ๙๐๐ นักสนมทั้งปวง
สิ้นทั้งเรือนหลวง ร้องไห้โศกศัลย์
ร่ำรักราชา โศการำพัน
ร้อนโรคโศกศัลย์ ไม่มีสมประดี
  ๙๐๑ ครั้นวายโศกแล้ว
สมเด็จพระแก้ว สรรพสิทธิฤทธี
ให้แต่งโกศทอง เรืองรองรัศมี
เชิญศพภูมี เข้าในโกศทอง
  ๙๐๒ เมื่อนั้นพระบาท
ตรัสสั่งอำมาตย์ มนตรีทั้งผอง
ให้เร่งกะเกณฑ์ ทำพระเมรุทอง
รูปสัตว์เนืองนอง ให้มีทุกพรรณ
  ๙๐๓ รูปอินทร์รูปพรหม
รูปเทพประนม ถือดอกบุษบัน
รูปรามรูปลักษณ์ รูปยักษ์ทศกัณฐ์
รูปเทพเทวัญ ในชั้นดุษฎี
  ๙๐๔ รูปสัตว์จตุบาท
ละมั่งระมาด รูปพญาราชสีห์
รูปสัตว์ทวิบาท พญาราชสกุณี
หัสดินทร์อินทรี กินรีกินร
  ๙๐๕ ราชวัติรายรอบ
ฉัตรธงประกอบ รูปสัตว์อยู่สลอน
รูปนางสาวสวรรค์ อันงามบวร
รูปเทพนิกร รำร่อนตามกัน
  ๙๐๖ เมรุซีกเมรุแซก
ทำให้แปลกแปลก ทั้งแปดทิศนั้น
รูปขุนวานรา ยักษากุมภัณฑ์
ประดับทุกชั้น ให้งามบรรจง
  ๙๐๗ หน้ามุขหน้าบัน
เป็นลำดับกัน ทุกชั้นเหมหงส์
ย่อมแก้วแกมกัน เรืองรองเยียรยง
รูปครุฑภุชงค์ สลับจับกัน
  ๙๐๘ ให้จัดเครื่องเล่น
ระบำรำเต้น เกณฑ์ให้ครบครัน
ระบำรำมอญ ละครประชัน
โขนหนังทั้งนั้น ให้พร้อมทุกประการ
  ๙๐๙ ครั้นจะรำพัน
เครื่องเล่นทั้งนั้น จะช้าเนิ่นนาน
นอกพระบาลี มิสู้ต้องการ
แต่พอประมาณ ตามเรื่องนิยาย
  ๙๑๐ ครั้นถ้วนเจ็ดวัน
พระองค์ทรงธรรม์ เจ้าจึงถวาย
พระเพลิงกระษัตริย์ พรหมทัตฦๅสาย
แล้วเสด็จผันผาย เข้าสู่วังใน
  ๙๑๑ เสร็จการบรมศพ
เจ้าผ่านพิภพ เป็นเจ้าเวียงไชย
แทนกรุงกระษัตริย์ พรหมทัตท้าวไท
ด้วยนางทรามวัย เกสรมเหสี
  ๙๑๒ เป็นปิ่นกระษัตริย์
ครองราชสมบัติ เลิศล้ำโลกี
ร้อยเอ็ดนัคเรศ ทุกประเทศธานี
บทมาลย์พันปี ก้มเกล้าถวายกร
  ๙๑๓ แต่งสุวรรณมาลา
มาถวายเจ้าฟ้า ทุกกรุงพระนคร
มักกะสันวิลันดา พม่าแขกมอญ
ตะนาวชาวดอน คุลาตานี
  ๙๑๔ มัตตะมะพะโค
กะเหรี่ยงเลี่ยงโผ หัวโตโยคี
แขกจามพราหมณ์เทศ ฝรั่งเศสมะละกี
พึ่งพระบารมี ทั้งสิบสองภาษา
  ๙๑๕ ลูกค้าบกเรือ
ปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือ เกลื่อนกล่นกันมา
อีหลุบกำปั่น ญี่ปุนวิลันดา
ฝรั่งมังคลา มาพึ่งสมภาร
  ๙๑๖ ครองราชสมบัติ
เป็นธรรมเป็นสัตย์ เลิศล้ำดินดาน
ขาดเหลือเกื้อหนุน ทำบุญให้ทาน
สร้างพระโพธิญาณ เพิ่มพูนบารมี
  ๙๑๗ พระหน่อนรินทร์ปิ่นนรา
จอมกระษัตริย์ขัตติยา ครอบครองธานี
สุขเขษมเปรมปรา บ่มีราคี
เสนามนตรี เป็นสุขทุกคน
  ๙๑๘ ครองพระนคร
ส่วยสาอากร ลดถอนผ่อนปรน
สิ่งของเพิ่มพูน บริบูรณ์ฟ้าฝน
เป็นสวัสดิมงคล ปิ่นเกล้าธรณี
  ๙๑๙ หน่อพระโพธิสัตว์
ครองราชสมบัติ กำนัลสาวศรี
พระชนม์ท้าวไท ได้ร้อยยี่สิบปี
เหนื่อยหน่ายโลกีย์ มิได้ต้องพาน
  ๙๒๐ ทรงพระชรา
ประชวรโรคา มัจจุราชมาพาน
ทำลายเบญจขันธ์ สู่สวรรค์บมินาน
เสวยสุขสำราญ ในวิมานไกวัล
  ๙๒๑ วิมานทองโสด
สูงห้าสิบโยชน์ เครื่องทิพอนันต์
นางฟ้าแช่มชื่น นับหมื่นนับพัน
จุติจากสวรรค์ แล้วกลับลงมา
  ๙๒๒ เกิดในชมพู
ผลบุญคํ้าชู เป็นท้าวพระยา
อกุศลซัดให้ เข็ญใจนักหนา
เป็นกระษัตรา แล้วมาตกไร้
  ๙๒๓ ได้เป็นมนตรี
ได้เป็นเศรษฐี กระฎุมพีเข็ญใจ
ได้เป็นนักปราชญ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่
เวียนมาเวียนไป หลายชาตินักหนา
  ๙๒๔ เป็นฤๅษีสิทธิ์
แล้วเป็นวานิช ชาวไร่ชาวนา
เป็นสัตว์เป็นสิง ทุกสิ่งภาษา
เป็นจักรพรรตรา มีเดไชไชย
  ๙๒๕ หลายชาติมานาน
แม้นจะประมาณ ยากนักเหลือใจ
จนพระบารมี ได้สี่อสงไขย
กำไรนับได้ ถึงแสนมหากัลป์
  ๙๒๖ จึ่งได้มาตรัส
โปรดเวไนยสัตว์ ไปยังเมืองสวรรค์
บ้างได้อรหัต ตัดกิเลสนั้น
เป็นพระอรหันต์ เข้าสู่พระนิพพาน
  ๙๒๗ จึ่งพระศาสดา
นำมาเทศนา สำแดงตำนาน
ชาดกสกุณา ล่วงมาช้านาน
ครั้งพระพิชิตมาร ยังเป็นปักษี
  ๙๒๘ แต่งตามนิบาต
เรื่องสกุณชาติ จบแต่เท่านี้
ยุติการะ ด้วยพระบาลี
จึ่งพระชินศรี ประมวลชาติมา
  ๙๒๙ มีพุทธโอวาท
ตรัสประมวลชาติ ตามบาทพระคาถา
พี่เลี้ยงนั้นไซร้ น้ำใจริษยา
ครั้นกลับชาติมา เทวทัตใจพาล
  ๙๓๐ เกิดชาติใดมา
พบหน่อศาสดา ตั้งใจปองผลาญ
จึ่งพระเทวทัตนั้น เป็นคนอันธพาล
ไปตกอยู่นาน ในมหาอเวจี
  ๙๓๑ ท่านท้าวพรหมทัต
เมื่อเธอกระหวัด กลับชาติด้วยดี
เป็นพระอานนท์ ปรนนิบัติอันมี
อุปัฏฐากชินศรี จนเข้าพระนิพพาน
  ๙๓๒ โกสุมนางนาฏ
เมื่อกระหวัดกลับชาติ มาตามโพธิญาณ
เป็นนางมลิกา ภิกขุณีมินาน
ประกอบด้วยฌาน ยิ่งยวดกวดขัน
  ๙๓๓ โกณฑัญเศรษฐี
เมื่อสิ้นชีวี กลับชาติด้วยพลัน
เป็นพุทธบิดา ในศาสนานั้น
พระนามทรงธรรม์ สิริสุทโธทน์ภูมี
  ๙๓๔ เขมานางนาฏ
เมื่อนางกลับชาติ ในศาสนานี้
เป็นพุทธมารดา สมเด็จพระมุนี
พระนามเทวี สิริมหามายา
  ๙๓๕ สรรพสิทธิราช
เมื่อได้กลับชาติ เป็นองค์ศาสดา
โปรดแก่มนุษย์ เทวบุตรเทวดา
ครุฑานาคา ทั่วโลกโลกีย์
  ๙๓๖ นางสุวรรณเกสร
เมื่อนางบังอร กลับชาติด้วยดี
เป็นนางพิมพา ในศาสนานี้
เป็นพระชนนี แห่งพระราหุล
  ๙๓๗ ตำนานนิบาต
เรื่องราวสกุณชาติ พอจบบริบูรณ์
พระเจ้านำมา เทศนาบัณฑูร
จบแล้วบริบูรณ์ เท่านี้แลนา ๚ะ


[๑] “ชนมาร”ในเรื่องนี้ใช้ในความหมายว่า “แม่” (ชนนี + มารดา)

[๒] เนื้อความตอนแกะบายศรีแต่งเป็นกลอนแหล่อยู่ในเอกสารเลขที่ ๖๘๒

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ