๔๕

ชายผู้นั้นว่าการผลประโยชน์ยศฐานาศักดิ์นั้นอย่าพูดก่อนเลย พูดแต่การซึ่งจะออกไปให้พ้นภัยเสียก่อนเถิด คลองอึงเทียนตงนี้เดิมก็ตลอดถึงแม่น้ำเล่าฮวนฮ้อ ครั้นนานมาก็ตื้นแห้งเสียเดินไม่ได้หลายปีมาแล้ว ถ้าท่านให้ทหารขุดคลองอึงเทียนตงตรงไปข้างทิศเหนือสักสองสามวันก็จะทะลุตลอดออกแม่น้ำเล่าฮวนอ้อได้ แล้วยังมีแม่น้ำชินฮวยไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำเล่าฮวนอ้ออีกแห่งหนึ่งน้ำไหลแรงนัก ถ้าขุดคลองอึงเทียนตงทะลุออกไปได้แล้ว น้ำในลำเล่าฮวนอ้อสูงมากกว่าคลองอึงเทียนตงคงจะไหลหักบ่าเข้ามาเรือท่านก็จะออกไปได้ เมื่อออกไปถึงแม่น้ำเล่าฮวนอ้อแล้วทวนน้ำขึ้นไปถึงเป็นท่าเกวียนฆัง แล้วจงขึ้นบกเดินไปไม่ช้าก็จะเข้าแดนเมืองไตกิมก๊ก กิมงึดตุดได้ฟังก็มีความยินดียิ่งนัก จึงถามชื่อและแซ่ชายผู้นั้นก็นิ่งเสีย สั่งให้ทหารเอาเงินทองมาให้เป็นรางวัล ชายผู้นั้นก็ไม่รับ พูดว่าข้าพเจ้ามาบอกทั้งนี้ ก็เพราะจะช่วยชีวิตคนทั้งหลาย ไม่ได้เห็นแก่ลาภสักการดอก พูดแล้วชายนั้นก็ลาเดินออกไปนอกค่ายหายตัวไป กิมงึดตุดพูดกับคับมิชีว่า พวกเรานี้เห็นจะยังไม่ถึงที่ตาย จึงเผอิญให้มีผู้วิเศษมาบอกข่าว ท่านจงไปรวบรวมทหารของเราที่ยังเหลืออยู่ประมาณสามหมื่นเศษ ช่วยกันขุดคลองตั้งหน้าไปข้างทิศเหนือทั้งกลางวันกลางคืน คับมิชีก็ออกมาเรียกทหารระดมช่วยกันขุดคลองสามคืนสามวันได้ทางสิบลี้ตลอดทะลุออกถึงแม่น้ำเล่าฮวนอ้อ น้ำในลำเล่าฮวนอ้อนั้นไหลมาเป็นสองแคว สูงกว่าน้ำในลำคลองอึงเทียนตงก็ไหลหักบ่าเข้ามาแรง เรือกองทัพกิมงึดตุดลอยลำออกไปได้ถึงแม่น้ำเล่าฮวนอ้อ กิมงึดตุดก็เร่งทหารแจวถ่อทวนน้ำขึ้นไปถึงท่าเกวียนฆัง ก็ยกทหารขึ้นเดินบกไปทางเมืองไตกิมก๊ก

ฝ่ายกองทัพฮั่นซีตง ซึ่งตั้งสกัดอยู่ปากคลองอึงเทียนตงนั้นได้สิบห้าวันไม่เห็นข้าศึกยกมาปากคลองเงียบสงัดโคมไฟที่เคยสังเกตก็หายไป จึงเข้าไปสืบดูรู้ว่ากิมงึดตุดขุดคลองหนีไปได้ก็เอาความมาแจ้งแก่ฮั่นซีตงแม่ทัพ ฮั่นซีตงได้ฟังก็เสียใจ คิดโกรธยิ่งนักจึงไปหยิบเอาหนังสือที่เตายวดผู้วิเศษให้ไว้เป็นคำโคลงมาดู มีอักษรอยู่ต้นคำโคลงสี่ตัวว่าเล่าฮวนฮ้อเจ๊า แปลว่าหนีเล่าฮวนฮ้อคือแม่น้ำที่กิมงึดตุดไปนั้น จึงพูดว่าแต่ก่อนเราตีความไม่ออก บัดนี้กิมงึดตุดหนีไปได้ทางนั้น ท่านผู้วิเศษนี้ดีนัก กิมงึดตุดนี้ยังไม่สิ้นวาสนา เทพยดาจึงได้แนะนำดลใจ นางเนียฮูหยินว่าการเป็นดังนี้ก็เพราะท่านมีความประมาท จึงได้เกิดความผิดขึ้น ฮั่นซีตงเสียใจมีความวิตกนัก สั่งให้เลิกกองทัพกลับมาค่ายอยู่ที่ปากคลองแม่น้ำฮั่นเยียงกัง ตัวฮั่นซีตงกับทหารพอสมควรก็ไปหาบูเชียงก๋ง

ฝ่ายงักฮุนคุมทหารไปถึงด่านเทียนเซียงก๊วน ก็เข้าซุ่มทหารอยู่ตามคำบูเชียงก๋งสั่ง

ฝ่ายกิมงึดตุดเดินกองทัพมาทางเกวียนฆัง ใกล้จะถึงด่านเทียนเซียงก๊วน จึงพูดกับคับมิชีว่างักฮุยกับฮั่นซีตงสองคนนี้จะว่ามีสติปัญญาดีทีเดียวก็ยังไม่ได้ ทางนี้คับขันสำคัญนัก ถ้าดีแล้วก็คงจะให้ทหารมาซุ่มอยู่ที่นี่ ถึงโดยว่าถ้าเรามีปีกเหมือนนกก็บินไปไม่พ้น คับมิชีว่าอย่าประมาทเขา ขอท่านจงแปลงตัวเป็นทหารเลว จัดเอาทหารที่รูปร่างคล้ายคลึงกับท่านมาแต่งตัวปลอมให้เหมือนท่านไว้ ถ้ามีเหตุขึ้นก็จะ ได้หลบหนีไปได้โดยง่าย กิมงึดตุดก็เห็นชอบด้วย จึงแปลงตัวนุ่งห่มเป็นทหารเลว ให้กอไทเปาใส่เสื้อเครื่องยศแทนตัวขี่ม้านำหน้าทหารไป พอได้ยินเสียงประทัดสัญญาณดังขึ้น งักฮุนขี่ม้าคุมทหารออกมาสกัดทางไว้ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เรามาคอยที่นี้นานแล้ว ให้กิมงึดตุดลงจากม้ามายอมให้มัดเสียโดยดีเถิด กิมงึดตุดเห็นกองทัพออกสกัดทางอยู่ก็ตกใจ ให้กอไทเปาซึ่งแปลงตัวแทนเข้ารบกับงักฮุน ตัวกิมงึดตุดกับคับมิชีที่แต่งตัวเป็นทหารเลวตีหักออกข้างทางหนีพ้นไปได้ งักฮุนเร่งขับทหารเข้าสู้รบล้อมกอไทเปา ซึ่งแปลงเป็นกิมงึดตุดเข้าไว้แน่นหนา รบฆ่าฟันทหารฮวนล้มตายเป็นอันมาก จับกอไทเปาซึ่งแปลงตัวเป็นกิมงึดตุดได้ สำคัญว่าเป็นกิมงึดตุดก็ดีใจให้ทหารมัดเอาตัวกลับมาค่ายเมืองทันจิว

ฝ่ายกิมงึดตุดหนีบากทางออกไปพ้นด่านเทียนเซียงก๊วนเข้าแดนเมืองไตกิมก๊กได้มีทหารเหลือตามไป ทหารขี่ม้าสามร้อย ทหารเลวเดินเท้าพันเศษมีความเศร้าโศกร้องไห้พูดกับทหารทั้งปวงว่า เดิมเรายกมามีทหารถึงเจ็ดสิบแปดสิบหมื่น เสียทีแก้งักฮุยเหลือทหารเป็นเพื่อนทุกข์ยากหนีมาได้ประมาณสามหมื่นสี่หมื่น คิดว่าจะกลับไปถึงบ้านเมืองด้วยกัน มาพบงักฮุนเสียทีตายเสียนักหนา เหลือตายได้กลับไปเห็นหน้าบุตรภรรยาแต่เท่านี้ เรามีความสงสารเสียใจนัก

ฝ่ายงักฮุนพาตัวกิมงึดตุดปลอมมาถึงค่าย ก็เข้าไปแจ้งความซึ่งได้ไปสกัดสู้รบกับกองทัพฮวนจับตัวกิมงึดตุดมาได้ให้บูเชียงก๋งผู้บิดาฟังทุกประการ บูเชียงก๋งสั่งให้เอาตัวกิมงึดตุดเข้ามาดูเห็นไม่ใช่กิมงึดตุดก็โกรธ ร้องตวาดถามว่าตัวเอ็งชื่อไรจึงได้ปลอมเป็นกิมงึดตุดดังนี้ กอไทเปาบอกว่าเป็นนายทหารของกิมงึดตุดชื่อกอไทเปา ซึ่งปลอมตัวดังนี้ก็เป็นการแทนคุณเจ้านาย ท่านจับมาได้แล้วจะฆ่าฟันอย่างไรก็ทำเสียเถิด เราหาเสียดายชีวิตไม่ บูเชียงก๋งสั่งให้ทหารเอาตัวกอไทเปาไปฆ่าเสีย แล้วพูดกับงักฮุนว่าเมื่ออยู่ที่เขางูเท่าซัวได้สู้รบกับกิมงึดตุดก็หลายครั้ง จำไม่ได้หรือจึงไปโง่กับข้าศึก จับเอาตัวคนปลอมมาให้เราดังนี้มีโทษมาก สั่งให้ทหารเอาตัวงักฮุนไปฆ่าเสีย นายทหารทั้งปวงได้ยินก็ตกใจแต่ไม่รู้ที่จะเข้าแก้ไขพูดจาขอร้องประการใด พอทหารรักษาประตูเข้ามาบอกว่า ฮั่นซีตงจะขอเข้ามาหาท่าน บูเชียงก๋งก็สั่งให้นายทหารออกไปรับฮั่นซีตงเข้ามาในค่าย พอทหารมัดเอางักฮุนเดินสวนออกไป ฮั่นซีตงจึงหยุดถามว่าทหารหนุ่มน้อยคนนี้มีโทษผิดสิ่งใด นายทหารซึ่งออกไปรับจึงเล่าความว่าคนนี้ชื่องักฮุนเป็นบุตรบูเชียงก๋ง บูเชียงก๋งใช้ให้ไปตั้งสกัดคอยจับกิมงึดตุดที่ด่านเทียนเซียงก๊วน งักฮุนจับได้ทหารปลอมเป็นกิมงึดตุดมาให้บูเชียงก๋งว่าตัวกิมงึดตุด บูเชียงก๋งโกรธให้เอาตัวงักฮุนไปฆ่าเสีย ฮั่นซีตงพูดกับนายทหารซึ่งคุมงักฮุนออกมาว่าอย่าเพิ่งเอาไป เราจะไปพูดกับบูเชียงก๋งก่อน ด้วยอุบายนี้เป็นธรรมดาของพวกฮวนใช้เนือง ๆ ฮั่นซีตงก็รีบเข้าไปหาบูเชียงก๋งคำนับกันแล้วพูดว่า ซึ่งท่านจะให้ฆ่างักฮุนผู้บุตรเสียนั้น ขอโทษไว้สักครั้งหนึ่งก่อน เมื่อกิมงึดตุดไปอยู่ที่แม่น้ำฮั่นเยียงกัง ฮั่นเอียนติดบุตรข้าพเจ้าจับได้ที่เขากิมซัวครั้งหนึ่งก็ได้ตัวปลอมอย่างนี้เหมือนกัน บูเชียงก๋งได้ฟังจึงคิดว่าถ้าเราจะเอาโทษงักฮุน ฮั่นซีตงก็จะต้องทำโทษฮั่นเอียนติดบุตรด้วย จะเป็นที่ช้ำชอกร้าวฉานเสียใจไป บูเชียงก๋งก็สั่งให้ยกโทษงักฮุนเสีย ฮั่นซีตงจึงพูดกับบูเชียงก๋งว่า ท่านนี้มีกตัญญูสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าแผ่นดินจริง ๆ ถ้าแม้มิใช่สติปัญญาและฝีมือท่านแล้ว ที่ไหนพระเจ้าซ้องเกาจงจะพ้นฝีมือข้าศึก บูเชียงก๋งจึงตอบว่า ทำไมท่านจึงพูดดังนี้เล่า การซึ่งมีชัยชนะแก่ข้าศึกนั้นก็เพราะบุญบารมีของพระเจ้าซ้องเกาจงเอง ขุนนางนายทหารทั้งปวงจึงได้พร้อมมูลฉลองพระเดชพระคุณ ฮั่นซีตงว่าซึ่งกิมงึดตุดหนีรอดไปได้ครั้งนี้ ตัวข้าพเจ้าก็มีความผิดอยู่เป็นอันมาก แต่เห็นว่ากิมงึดตุดยังไม่สิ้นวาสนา ด้วยเตายวดผู้วิเศษให้คำโคลงข้าพเจ้าบทหนึ่ง แต่ก่อนก็ตีความไม่ออก ครั้นกิมงึดตุดหนีไปได้แล้ว จึงเห็นความชัดในคำโคลง ฮั่นซีตงก็เล่าความตั้งแต่ต้นได้รบกับกิมงึดตุดจนหนีไปให้ฟังทุกประการ บูเชียงก๋งว่าเป็นธรรมดาอยู่เอง คนยังไม่ถึงที่แล้วเทวดาก็คงต้องช่วย บัดนี้ข้าศึกหนีกลับไปพ้นเขตแดนบ้านเมืองเรียบร้อยลงแล้ว ท่านกับข้าพเจ้าพากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องเกาจงที่เมืองกิมเหลงด้วยกันเถิด ฮั่นซีตงก็เห็นชอบ คำนับบูเชียงก๋งกลับไปค่ายที่แม่น้ำฮั่นเยียงกัง บูเชียงก๋งกับนายทัพนายกองก็ยกไปเมืองกิมเหลง

ฝ่ายเล่าขีกับเตียจุน ซึ่งบูเชียงก๋งให้ป้องกันระวังรักษาเชิญเสด็จพระเจ้าซ้องเกาจงไปถึงเมืองกิมเหลง ขุนนางข้าราชการที่หลบหลีกหนีกองทัพฮวนไปก็กลับมาเฝ้ารับเสด็จพร้อมกัน พระเจ้าซ้องเกาจงทอดพระเนตรเห็นบ้านเมืองผู้คนก็เบาบาง ตึกกว้านบ้านช่องปรักหักพัง ถูกไฟไหม้บ้างพังเสียบ้าง พระราชวังก็ยับเยินหักทำลายไปเป็นอันมาก ทรงเสียพระทัยนัก ตรัสแก่เมียวโป้ว เล่าเจียหงันขุนนางฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา ซึ่งเคยชอบพระอัชฌาสัยมาแต่ก่อน ว่าเมืองเราเดี๋ยวนี้ก็ยับเยินแล้วจะไปอยู่เมืองใดจึงจะดี เมียวโป้ว เล่าเจียหงัน ทูลว่าเมืองนิ่มอันราษฎรก็บริบูรณ์ที่ทำมาหากินก็ดี ควรจะไปตั้งเป็นเมืองหลวงได้ พระเจ้าซ้องเกาจงได้ทรงฟังก็ชอบพระทัยรับสั่งให้เมียวโป้ว เล่าเจียหงันถือหนังสือรับสั่งไปเกณฑ์ราษฎรให้สร้างพระราชวังขึ้นที่เมืองนิ่มอัน เมียวโป้ว เล่าเจียหงัน ก็กราบถวายบังคมลาไป

ฝ่ายบูเชียงก๋งยกกองทัพมาถึงเมืองกิมเหลง ให้ทหารตั้งค่ายลงนอกเมือง ตัวบูเชียงก๋งกับนายทหารเข้าไปในเมืองกิมเหลง บอกเจ้าพนักงานให้กราบทูลเบิกจะขอเข้าไปเฝ้า เจ้าพนักงานเข้าไปกราบทูลพระเจ้าซ้องเกาจงทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งให้หาบูเชียงก๋งกับนายทัพนายกองเข้าไปเฝ้าตรัสถามถึงการศึกสงคราม บูเชียงก๋งกราบทูลตั้งแต่ต้นจนกิมงึดตุดแตกหนีไปได้ให้ทรงทราบทุกประการ พระเจ้าซ้องเกาจงตรัสว่า ท่านนี้มีสติปัญญาฝีมือเข้มแข็งไม่มีใครเสมอเหมือน สั่งให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะมาเลี้ยงบูเชียงก๋งกับนายทัพนายกองต่อหน้าพระที่นั่ง เสร็จแล้วคิดว่าจะปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่นายทัพนายกอง เงินทองเสื้อผ้าทรัพย์สมบัติก็ไม่มี จะตั้งแต่งให้มียศฐาศักดิ์ก็ไม่มีที่ปรึกษาจะแนะนำสิ่งอันควรไม่ควร ด้วยลีกังขุนนางผู้ใหญ่เคยทูลแนะนำตักเตือนนั้น ก็ป่วยไม่ได้เข้ามาเฝ้า ขุนนางซึ่งเฝ้าอยู่เหล่านั้นก็เป็นแต่พวกกังฉิน คอยคิดอิจฉาไม่ให้ใครดีขึ้นกว่าตัว จึงได้พากันนิ่งเสียหมด นายทัพนายกองทแกล้วทหารที่มีบำเหน็จความชอบก็ไม่ได้พระราชทานบำเหน็จรางวัลยศศักดิ์สิ่งใด ด้วยพระเจ้าซ้องเกาจงโง่เขลาไม่รู้จัดแจงการที่ควรและไม่ควร บูเชียงก๋งกับนายทัพนายกองเฝ้าแล้วก็กราบถวายบังคมลากลับไปอยู่ค่ายนอกเมือง

ฝ่ายเมียวโป้ว เล่าเจียหงัน ไปสร้างพระราชวังที่เมืองนิ่มอันเสร็จแล้ว ก็ทำหนังสือบอกให้ม้าใช้ถือเข้ามากราบทูล พระเจ้าซ้องเกาจงทรงทราบมีพระทัยยินดี จึงรับสั่งให้พนักงานฝ่ายโหรหาฤกษ์ที่จะเสด็จไปอยู่เมืองนิ่มอัน พวกขุนนางซึ่งอยู่ในที่เฝ้านั้นเป็นสองพวก พวกหนึ่งตงฉิน พวกหนึ่งกังฉิน ครั้นเสด็จขึ้นแล้วก็พูดจาทุ่มเถียงกันต่าง ๆ พวกตงฉินนั้นว่าเมืองนิ่มอันซึ่งจะเสด็จไปอยู่นั้นที่ทางและภาคภูมิไม่ควรเป็นเมืองหลวง สู้เมืองกิมเหลงเมืองเปียนเหลียงไม่ได้ พวกขุนนางกังฉินจึงพูดว่าเมืองกิมเหลงนี้ก็ดีจริงอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ผู้คนร่วงโรยรั้ววังก็ยับเยิน ถ้าจะให้เสด็จอยู่ที่นี้ เราทั้งหลายจะมิต้องทำวัง การงานมากนักหนาหรือ ประการหนึ่งเรือกสวนไร่นาก็ทิ้งร้างไม่มีใครทำ เสบียงอาหารก็ขัดสนจะเอาอะไรกินเข้าไป ขุนนางทั้งสองพวกพูดจาแก่งแย่งไม่ตกลงกันได้

ฝ่ายลีกังขุนนางผู้ใหญ่ป่วยอยู่กับบ้าน แจ้งความว่าพระเจ้าซ้องเกาจงกำหนดวันจะเสด็จไปอยู่เมืองนิ่มอัน ก็อุตส่าห์ทนความเจ็บป่วยโซเซเข้าไปเฝ้ากราบทูลว่า พระมหากษัตริย์แต่โบราณมาได้ทรงสร้างพระราชวังตั้งเมืองหลวงอยู่ฝ่ายทิศตะวันตกเฉียงเหนือคือเมืองเปียนเหลียงเป็นเอก ชัยภูมิดีกว่าหัวเมืองทั้งปวง ที่สองกิมโตะเกียนฆังคือเมืองกิมเหลงนี้ อยู่กึ่งกลางแผ่นดิน เสบียงอาหารผลไม้สรรพสิ่งทั้งปวงก็บริบูรณ์ ข้างหน้าเมืองมีแม่น้ำใหญ่กั้นข้างหลังเมืองมีภูเขาเป็นชั้นเชิงทางเข้าออก ประการหนึ่งจะมีหนังสือไปให้หาหัวเมืองยกกองทัพมาช่วยก็ได้ทั้งสี่ทิศ ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก เพราะพระมหากษัตริย์แต่ก่อน ๆ เห็นการตลอดทั่วทั้งแผ่นดินแล้วจึงได้สร้างเป็นเมืองหลวง ซึ่งพระองค์จะทิ้งไปอยู่เมืองนิ่มอันนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยเลย พระเจ้าซ้องเกาจงจึงตรัสว่าเมืองกิมเหลงนี้ กิมงึดตุดยกกองทัพมากระทำให้ยับเยิน รั้ววังราษฎรก็หักพังไปเป็นอันมาก ผู้คนก็กระจัดกระจายเบาบางนัก จะไปข้างไหนก็เห็นแต่ของร้าง น่ากลัวผีจะหลอกไปทุกแห่ง เราจึงได้ให้เมียวโป้ว เล่าเจียหงัน ไปสร้างวังขึ้นที่เมืองนิ่มอัน เมืองนิ่มอันนั้น ทิศใต้มีเมืองมันก๊อง เป็นชัยภูมิดีอยู่เมืองหนึ่ง ทิศเหนือใกล้แม่น้ำเกากัง แม่น้ำชินฮวยเขาว่าผักปลาต่าง ๆ ก็มีมาก เสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ไพร่พลเมืองก็พร้อมมูลไม่ระส่ำระสาย เราเห็นว่าจะมีความสุขสบายกว่าที่เมืองกิมเหลง ท่านอย่าได้ทัดทานเลย ลีกังได้ฟังรับสั่งก็ทอดใจใหญ่เสียใจ คิดว่าธรรมดาคนโง่จะพูดจาชี้แจงให้เห็นความชั่วและดีได้นั้นยากนัก ตัวเราทุกวันนี้ก็แก่ชราแล้วหาควรที่จะทำราชการอยู่กับเจ้าโง่นายเขลาไม่ จำจะลาออกเสียนอกราชการดีกว่า คิดแล้วก็กราบทูลว่า ตัวข้าพเจ้าทุกวันนี้ก็แก่ชรา โรคภัยเบียดเบียนนัก จะตามเสด็จไปฉลองพระเดชพระคุณนั้นเห็นจะไม่ได้ ขอกราบถวายบังคมลาออกนอกราชการไปอยู่บ้านเดิม พอมีความสุขไปกว่าจะตาย พระเจ้าซ้องเกาจงได้ฟังลีกังทูลลาก็ทรงพระราชดำริว่า ครั้นจะหน่วงเหนี่ยวลีกังไว้ให้ทำราชการอยู่ตามเดิม ก็คงจะพูดจาขัดขวางสิ่งอันไม่ชอบใจเราต่าง ๆ จึงตรัสว่าท่านจะลาออกนอกราชการกลับไปอยู่บ้านเดิมก็ตามใจเถิด ลีกังก็กราบถวายบังคมลาออกมาไม่บอกแก่ขุนนางเพื่อนข้าราชการให้รู้ ตรงไปบ้านรวบรวมทรัพย์สิ่งของพาบุตรภรรยากลับไปอยู่บ้านเดิม

ฝ่ายบูเชียงก๋งได้แจ้งความว่าพระเจ้าซ้องเกาจงจะเสด็จไปอยู่เมืองนิ่มอัน ลีกังเข้าไปทูลทัดทานก็ไม่ฟัง ลีกังเสียใจลาออกนอกราชการไปบ้านเดิมแล้ว บูเชียงก๋งคิดวิตกถึงการแผ่นดิน ชวนขุนนางนายทหารที่มีสติปัญญาสัตย์ซื่อเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องเกาจง กราบทูลว่ากิมงึดตุดยกกองทัพมาก็เสียทีอัปราชัยพ่ายแพ้หนีกลับไปแล้ว บ้านเมืองในราชอาณาเขตก็ค่อยมีความสุขบริบูรณ์ขึ้น ขอพระองค์จงอยู่ครองเมืองกิมเหลงเป็นเมืองหลวงตามเดิมเถิด หาขุนนางที่มีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งมาตั้งแต่งให้ช่วยว่าราชการ ทำนุบำรุงบ้านเมืองให้บริบูรณ์ขึ้นแล้ว ทำเครื่องศาตราวุธ สะสมเสบียงอาหาร เกณฑ์ทหารหัวเมืองทั้งปวงให้ยกกองทัพมาบรรจบกันเข้ากระบวนทัพไปตีเมืองไตกิมก๊ก ปราบปรามข้าศึกรับสองกษัตริย์กลับคืนมาเมือง ซึ่งพระองค์จะเสด็จไปอยู่เมืองนิ่มอันนั้นไม่ควร ด้วยเมืองนิ่มอันใกล้ทะเล ถ้าข้าศึกยกมาถึงเมืองเมื่อไรก็ไม่รู้ หาควรจะเป็นเมืองหลวงไม่ ซึ่งเมียวโป้วกับเล่าเจียหงันทูลสรรเสริญว่าดีนั้นขอพระองค์อย่าฟัง ด้วยขุนนางสองคนนี้ไม่ใช่เป็นผู้มีสติปัญญา เป็นแต่คนประจบประแจงหาลาภและยศความสุขใส่ตัว พระเจ้าซ้องเกาจงได้ทรงฟังบูเชียงก๋งกราบทูลถึงเรื่องที่จะไปรับสองกษัตริย์กลับมาเมืองนั้นเป็นการไม่ชอบพระทัย ดุจหนึ่งมีผู้เอาเข็มและหนามเข้าไปแทงอยู่ในหัวใจขัดเคืองยิ่งนัก แต่ไม่รู้ที่จะตรัสประการใด จึงรับสั่งกลบเกลื่อนไปว่าซึ่งท่านจะยกกองทัพไปตีเมืองไตกิมก๊กนั้นทางก็ไกล บ้านเมืองเราก็ร่วงโรยยับเยินมาหลายปีแล้ว เกิดโจรผู้ร้ายชุกชุมทุกหนทุกแห่ง ซึ่งจะยกกองทัพไปจากบ้านเมืองนั้นยังไม่เห็นด้วย ถ้าคิดเกลี้ยกล่อมชักชวนเจ้าเมืองไตกิมก๊กและกิมงึดตุดมาเป็นทางราชไมตรี ระงับการศึกสงครามเสียนั้นเห็นว่าจะดีกว่า บูเชียงก๋งได้ฟังรับสั่งก็คิดว่า ถ้าจะทูลดึงดันขัดขวางไปอีกก็คงจะขัดเคือง จึงกราบทูลว่าตั้งแต่ข้าพเจ้าเข้ามาทำราชการฉลองพระเดชพระคุณก็หลายปีมาแล้ว บัดนี้บ้านเมืองก็ค่อยเรียบร้อย ข้าพเจ้าจะขอคืนตราที่แม่ทัพกราบถวายบังคมลากลับไปอยู่บ้านปฏิบัติมารดา เมื่อมีราชการศึกสงครามสิ่งใดจึงจะกลับมาฉลองพระเดชพระคุณต่อไปอีก พระเจ้าซ้องเกาจงก็ดีพระทัยอนุญาตให้ไป ด้วยทรงพระวิตกอยู่กลัวว่าบูเชียงก๊งอยู่ในที่แม่ทัพได้บังคับทหาร จะดึงดันไปตีเมืองไตกิมก๊ก รับสองกษัตริย์กลับคืนมา พระองค์ก็จะต้องออกจากที่กษัตริย์คืนราชสมบัติให้พระเจ้าซ้องคิมจงผู้เป็นพระเชษฐาของพระองค์ครอบครองต่อไป เพราะดังนั้นจึงได้อนุญาตให้บูเชียงก๊งออกจากแม่ทัพโดยเร็ว นายทหารของบูเชียงก๊งเห็นพระเจ้าซ้องเกาจงไม่มีอาลัยแก่ข้าทหารแล้วต่างคนก็ทูลลาออกนอกราชการ พระเจ้าซ้องเกาจงก็อนุญาตให้บูเชียงก๊งกับขุนนางนายทหารถวายคืนตราสำหรับยศกลับไปอยู่บ้านเดิมทั้งสิ้น

ฝ่ายฮั่นซีตงยกกองทัพมาใกล้จะถึงเมืองกิมเหลง ก็มีหนังสือบอกล่วงหน้าเข้าไปกราบทูล พระเจ้าซ้องเกาจงได้ทราบแล้วก็ทรงพระราชดำริว่าถ้าจะให้ฮั่นซีตงเข้ามาเฝ้า ก็จะทูลขัดขวางทัดทานไม่ให้ไปอยู่เมืองนิ่มอันเหมือนลีกังงักฮุยอีก จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานทำหนังสือรับสั่งไปตั้งให้ฮั่นซีตงเป็นที่เซ่งอันกุนอ๋องไปอยู่รักษาเมืองยุนจิว อย่าให้เข้ามาเฝ้าได้ความลำบากเลย เจ้าพนักงานทำหนังสือแล้วแต่งขุนนางเป็นข้าหลวงถือไปตั้งฮั่นซีตง ฮั่นซีตงได้รับตราตั้งแล้วก็ยกกองทัพกลับไปอยู่เมืองยุนจิว

ฝ่ายพระเจ้าซ้องเกาจง ครั้นให้โหรหาฤกษ์ได้กำหนดวันแล้ว พร้อมด้วยขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนเสด็จออกจากเมืองกิมเหลง ราษฎรชาวบ้านที่เป็นฝักใฝ่อยู่กับขุนนางเหล่านั้นก็ตามเสด็จไปบ้าง เดินกระบวนล่วงทางมาหลายวัน ใกล้จะถึงเมืองนิ่มอัน เมียวโป้วกับเล่าเจียหงันก็ออกมาคอยรับเสด็จนำไปวังที่สร้างใหม่ พระเจ้าซ้องเกาจงทอดพระเนตรเห็นวัง และตำหนักน้อยใหญ่ทั้งข้างหน้าข้างใน ทำใหม่งดงามชอบพระอัชฌาสัยก็ทรงยินดี จึงรับสั่งแก่ขุนนางให้มีหมายประกาศเปลี่ยนนามพระองค์ให้เรียกว่าพระเจ้าเซียวเฮงฮ่องเต้ ตั้งให้เมียวโป้ว เล่าเจียหงันเป็นโตวต๊กขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาสำเร็จราชการทั้งปวง เมียวโป้วกับเล่าเจียหงันได้รับที่ตั้งใหญ่ยิ่งกว่าขุนนางทั้งปวงแล้วก็มีความยินดี ด้วยตัวเป็นคนกำเริบอิสริยยศจะบังคับบัญชาการงานทั้งปวงก็ฟุ้งซ่าน ข่มขี่ขุนนางด้วยถ้อยคำประหัตประหารต่าง ๆ ขุนนางที่ใจเป็นกังฉินก็เข้าประจบประแจง ขุนนางที่ใจเป็นตงฉินสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินก็เสียใจ ครั้นจะเข้าเพ็ดทูลพระเจ้าซ้องเกาจงคัดง้างด้วยข้อความต่าง ๆ ก็คิดเห็นว่าพระเจ้าซ้องเกาจงพระปัญญาเขลา ไม่ได้ยินว่าตัดสินข้อความสิ่งใดให้เด็ดขาดไปตามผิดและชอบแต่สักครั้งหนึ่ง จึงพากันคิดเบี่ยงบ่ายทูลลาออกนอกราชการ กลับไปอยู่บ้านเดิมเสียทั้งสิ้น

ฝ่ายกิมงึดตุดกับพวกทหารที่หนีรอดตายไปได้ ครั้นถึงเมืองไตกิมก๊ก กิมงึดตุดก็เข้าไปหาลังจู๊เจ้าเมืองไตกิมก๊กผู้เป็นบิดา ลังจู๊เห็นกิมงึดตุดเข้ามาก็มีความโกรธแค้นยิ่งนักพูดว่าตัวเจ้าอวดสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็ง อาสาเป็นแม่ทัพพาพี่ชายน้องชายและบุตรหลานไพร่พลไปตายเสียสิ้น แล้วยังจะมีหน้ากลับเข้ามาหาเราอีก พวกบูซูจงเร่งจับเอาตัวกิมงึดตุดไปฆ่าเสีย พวกบูซูคือเพชฒฆาตพากันกรูเข้าจับกิมงึดตุดมัดพาตัวไป ขุนนางฮวนเหล่านั้นเข้าอ้อนวอนขอโทษ ลังจู๊ก็ไม่ยอมยกให้ คับมิชีเข้าไปคุกเข่าลงคำนับลังจู๊แล้วว่าการครั้งนี้มิใช่กิมงึดตุดบุตรของท่านจะไม่มีสติปัญญาทำการโดยโวหารเมื่อไร แต่ครั้งนี้เป็นคราวเคราะห์จึงได้เสียทีแก่ข้าศึก ถึงที่อับจนหลายครั้งได้แต่งอึงเปงโหนวกอไทเปาปลอมแทนตัว จึงได้พ้นภัยอันตรายมาได้ เมื่อจะหนีมาได้นั้น ก็เพราะเทพยดามาบอกแนะนำเหตุการณ์ให้ ด้วยกิมงึดตุดบุตรของท่านยังไม่สิ้นวาสนาซึ่งท่านจะให้ฆ่ากิมงึดตุดเสียนั้นก็เหมือนหนึ่งขัดคำเทพยดา คับมิชีก็เล่าความตั้งแต่ต้นจนปลายให้ลังจู๊ฟังทุกประการ ลังจู๊แจ้งข้อความดังนั้นแล้วก็ค่อยคลายโกรธยกโทษกิมงึดตุดเสีย กิมงึดตุดก็เข้าไปคุกเข่าคำนับลังจู๊ผู้บิดาแล้วลากลับไปบ้าน นายทหารซึ่งเสียทัพกลับมากับกิมงึดตุดนั้น ลังจู๊ก็ยกโทษให้ทั้งสิ้น กิมงึดตุดตั้งแต่เสียทัพกลับมาก็มีใจผูกพันคิดแค้นจะกระทำศึกแก้ความอัปยศอดอายอยู่ทุกวันทุกเวลามิได้ขาด ครั้นอยู่มาวันหนึ่งจึงให้หาคับมิชีเข้ามาปรึกษา ว่าเดิมเรายกกองทัพไปตีเมืองเปียนเหลียงหัวเมืองด่านทางทั้งปวง ทแกล้วทหารก็บริบูรณ์อยู่ทุกหนทุกแห่ง เรายกตีล่วงเข้าไปโดยสะดวก ไม่มีผู้ใดต้านทานขัดขวางต่อสู้ จนถึงเมืองเปียนเหลียงจับได้สองกษัตริย์กับคังอ๋องมา ครั้งนี้บ้านเมืองแผ่นดินซ้องก็ร่วงโรยมาก เราสู้รบกับงักฮุยเสียพี่น้องไพร่พลทหารมากดังนี้ท่านเห็นอย่างไร คับมิชีจึงว่าเดิมท่านยกกองทัพไปได้ชัยชนะนั้น เพราะพระเจ้าแผ่นดินซ้องตั้งขุนนางกังฉินเป็นผู้สำเร็จราชการ เราได้ล่อลวงให้เป็นไส้ศึก การจึงทำไปได้สะดวก แต่ใจท่านนั้นเป็นคนสัตย์ซื่อเกลียดชังพวกขุนนางกังฉินนัก ฆ่าเตียปังเชียงและพวกขุนนางกังฉินเสียสิ้นไม่มีผู้ใดจะเป็นไส้ศึก การจึงได้ลำบากยับเยินไปดังนี้ กิมงึดตุดได้ฟังก็เห็นด้วยจึงว่าซึ่งท่านพูดนี้ถูกต้องแล้ว แต่การเราจะคิดทำต่อไปอีกนั้นท่านจะคิดอย่างไร คับมิชีว่าข้าพเจ้าเห็นอัชฌาสัยกษัตริย์วงศ์ซ้องสืบ ๆ ต่อกันมาจนถึงพระเจ้าซ้องคิมจงองค์นี้ ล้วนแต่โง่ไม่รู้จักเลี้ยงคนดีคนชั่ว มีขุนนางกังฉินเข้าแทรกเป็นใหญ่อยู่ทุก ๆ แผ่นดิน คังอ๋องซึ่งได้เป็นพระเจ้าซ้องเกาจงก็เป็นเด็กหนุ่มสันดานโง่ ถ้าท่านคิดหาคนเข้าไปทำราชการเป็นไส้ศึกขึ้นได้อย่างเตียปังเชียงก็คงจะตีแผ่นดินซ้องได้อีก กิมงึดตุดว่าบ้านเมืองเราก็อยู่ไกล ทำอย่างไรจึงจะได้เข้าไปรู้จักขุนนางในเมืองเขา แต่ก่อนตัวท่านเป็นคนลับชื่อลับเสียงอยู่ก็ได้ใช้ไปคิดการจนสำเร็จ บัดนี้ตัวท่านชื่อเรียงเสียงออก คนในแผ่นดินซ้องรู้จักมาก จะให้ไปเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ คับมิชีว่าข้าพเจ้าเห็นขุนนางคนหนึ่งอยู่ในพวกห้าคน ซึ่งตามไท้เซียงฮอง ซ้องคิมจงมาอยู่ในเมืองเรา ขุนนางสี่คนนั้นตายเสียแล้วยังเหลืออยู่คนหนึ่งชื่อชีนไคว่ เป็นคนฉลาดเฉลียวลักษณะโกงเป็นขุนนางกังฉิน เดี๋ยวนี้ลังจู๊บิดาท่านขับไล่ไปเสียแล้ว ถ้าท่านให้ไปเที่ยวติดตามค้นคว้าหาตัวมาเลี้ยงดู ทำนุบำรุงให้ถึงขนาดไว้สักปีหนึ่ง แล้วให้ชีนไคว่กลับไปบ้านเมือง คังอ๋องเห็นว่าเป็นขุนนางเก่าได้ไปทนทุกข์ลำบากกับไท้เซียงฮอง ซ้องคิมจง กลับมาได้ก็คงจะตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ชีนไคว่เป็นคนลักษณะโกงก็คงจะคิดการเป็นไส้ศึกเหมือนเตียปังเชียง การของท่านซึ่งคิดไว้ก็คงจะแก้แค้นทดแทนได้ กิมงึดตุดได้ฟังก็ดีใจ จึงว่าท่านนี้มีสติปัญญาสมควรจะเป็นกุนซือได้จริง ๆ กิมงึดตุดก็สั่งให้คนใช้สนิทแยกย้ายกันไปเที่ยวตามหาชีนไคว่ทุกบ้านทุกเมืองแต่บรรดาในเขตแดนเมืองไตกิมก๊ก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ